336-340

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง คุณชายแห่งปฐพี
บทที่ 336ถึง340

ภายในกระสวยเบิกดินแดนที่ลอยล่องอยู่ในทะเลลึก เยี่ยนจ้าวเกอนั่งตัวตรงอยู่ภายในนั้น มือทั้งสองผนึกกันเป็นมุทรา รวมอยู่บริเวณจุดตันเถียนตรงท้องน้อย

ระหว่างที่ปราณจิตราไหลเวียนทั่วร่างกาย ก็ยิ่งหนาหนักและทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ วนเวียนอยู่ภายในร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอตลอดเวลา

คล้ายกับว่ากระแสปราณที่ราวกับธาตุอากาศสลัว ค่อยๆ ขุ่นมัวขึ้นและหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ

หนักอึ้งราวกับผืนแผ่นดินใหญ่อย่างไรอย่างนั้น สามารถรับน้ำหนักทุกสรรพสิ่งได้ และโอบอุ้มบ่มเพาะทุกสรรพสิ่งได้เช่นเดียวกัน

มหาปรมาจารย์ขั้นหนึ่ง ขั้นขั้นซ่อนจิตระยะต้น มีลักษณะพิเศษอยู่ที่ปราณจิตราซึ่งอิ่มเอิบด้วยพลังชีวิต ละรูปภายนอกกลับคืนสู่สภาพดั้งเดิม กลายเป็นสิ่งที่เหมือนกับดินอย่างไรอย่างนั้น

ดินที่บ่มเพาะจิตวิญญาณวิถีวรยุทธ์ จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าดินวิเศษ

บัดนี้เยี่ยนจ้าวเกอขับเคลื่อนวิชาที่ตนร่ำเรียน หลอมรวมปราณจิตราแล้วแปลงสภาพ ประหนึ่งดินที่อุดมสมบูรณ์เป็นพันลี้ รอคอยเพียงการเพาะเมล็ดพันธุ์

ถ้าหากเป็นวิชาเอกบริสุทธ์สายสำนักเขากว่างเฉิง แท้จริงแล้วตอนนี้เยี่ยนจ้าวเกอสามารถหลอมรวมเมล็ดพันธุ์วิเศษออกมา ย่างเหยียบสู่ระดับมหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิตระยะกลางได้แล้ว

ทว่าเมล็ดพันธุ์วิเศษที่เยี่ยนจ้าวเกอต้องการ หาได้ใช้วิชาเอกพิสุทธิ์เป็นรากฐานไม่ หากแต่จะต้องใช้คัมภีร์นภาไร้ขอบเขตเป็นรากฐาน

เมื่อทำเช่นนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าย่อมมีความยากขึ้นอย่างมาก เยี่ยนจ้าวเกอต้องคิดทบทวนไตร่ตรองอย่างระมัดระวัง จำเป็นต้องให้ลงตัวและสมบูรณ์แบบ

บนเส้นทางล่องเรือสู่ทะเลเหนือ นอกจากเยี่ยนจ้าวเกอจะควบคุมกระสวยเบิกดินแดนแล้ว ยังใช้เวลาเร่งทุ่มกำลังกับการฝึกฝนของตนเองตลอดเวลา

อาหู่ที่เดินทางติดตามมาด้วย ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากเยี่ยนจ้าวเกอ จึงสามารถควบคุมกระสวยเบิกดินของโดยส่วนใหญ่ได้แล้วเช่นกัน

ในตอนที่อาหู่ถือท้ายเรือ เยี่ยนจ้าวเกอก็จะนั่งสมาธิบำเพ็ญฝึกฝน

หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอหยุดบำเพ็ญลงชั่วคราว เขาก็รับช่วงต่อจากอาหู่ ให้อีกฝ่ายพักผ่อนชั่วคราว

กล่าวว่าพักผ่อน ทว่าอาหู่ก็กระทำเหมือนเช่นเยี่ยนจ้าวเกอ นั่งขัดสมาธิ หลับตาทั้งสองข้างลง แล้วตั้งใจบำเพ็ญฝึกฝน

ระหว่างที่เขากำหนดลมหายใจขับพิษ ก็เห็นปราณสีดำหลากสายพุ่งออกมาจากภายในจมูกและปาก ไม่ใช่หมอกควันแต่อย่างใด แต่เป็นสิ่งที่คล้ายกับกระแสลม

เนื่องจากอาหู่กลืนเข้าและคายออกตลอดเวลา จึงดูเหมือนว่ารอบกายพัดกระพือลมพายุสีดำขนาดย่อม ค่อยๆ โอบล้อมเขาเอาไว้

ทั้งสองคนสลับหมุนเวียนกันไป โดยใช้วิธีเปลี่ยนกะเช่นนี้ ฝึกฝนบำเพ็ญไปพลาง ข้ามผ่านทะเลตะวันออกและทะเลเหนือ มุ่งหน้าสู่แดนเหนือไปพลาง

วันหนึ่ง เยี่ยนจ้าวเกอเป็นผู้ถือท้ายเรือ ควบคุมกระสวยเบิกดินแดนโผล่ขึ้นมาสู่ผิวน้ำทะเล

ขณะนี้อยู่ที่ทะเลเหนือ บนผิวน้ำเต็มไปด้วยน้ำแข็งลอยล่องไปทั่วทั้งผืน ลมเย็นยะเยือกหลายสายพัดโชยผ่านทั่วบริเวณ ต่อให้เป็นจอมยุทธ์ระดับมหาปรมาจารย์เช่นเยี่ยนจ้าวเกอนี้ ล้วนยังรู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บเข้ากระดูก

ฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงคนทั่วไปหรือจอมยุทธ์ระดับหลอมกาย ต่อให้เป็นจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ที่มีพลังฝึกปรือค่อนข้างต่ำ อยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ก็ยังสามารถถูกทำให้หนาวตายได้จริงๆ

ซึ่งสถานนี้ ตอนนี้ยังคงเป็นเพียงแค่ชายขอบของแดนเหนือเท่านั้น

แดนเหนือถูกขนานนามว่าสถานที่อันเลวร้ายเช่นเดียวกับมหาทะเลทรายแดนตะวันตก วังสุสานทุ่งร้างแดนใต้และอื่นๆ

เยี่ยนจ้าวเกอหันหน้ากลับไปมองอาหู่ เขาเห็นว่าระหว่างที่อาหู่กลืนเข้าและคายปราณจิตราออกรอบกาย ลมสีดำหลากสายก็ทะลักออกมาเหนือร่างเขา

จุดลมปราณทั่วร่างอาหู่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้ากำลังเปิดปิดพร้อมกัน ทุกๆ จุดลมปราณราวกับมีประตูบานหนึ่ง เมื่อประตูปิด คลื่นนิ่งลมสงบ แต่เมื่อประตูเปิด ภายในพลันมีลมกระโชกเหมือนพายุนิมิตทมิฬอันน่าพรั่นพรึงพัดออกมาภายนอก

เฉกเช่นเยี่ยนจ้าวเกอ ขณะนี้อาหู่ได้มาถึงด่านสุดท้ายแล้วเช่นกัน

ดินวิเศษสำเร็จสมบูรณ์อย่างยิ่งแล้ว รอเพียงออกผลเมล็ดพันธุ์ของตนเองออกมา ก็สามารถย่างเหยียบระดับมหาปรมาจารย์ขั้นสอง ขั้นซ่อนจิตระยะกลางได้สำเร็จ

ทว่า อาหู่ก็ไม่ได้รีบร้อนจะสืบเท้าออกจากขั้นนี้ ยังคงกำลังขัดเกลาตนเองอย่างละเอียด

เยี่ยนจ้าวเกอมองเขาแวบหนึ่ง แล้วจึงกล่าวว่า “ปล่อยความคิดให้นิ่งลงสักหน่อย ต้องใช้จิตใจที่เงียบสงบ ขับเคลื่อนธาตุลมที่ระส่ำระสาย เปลี่ยนพลังปราณแห่งฟ้าดินเป็นวัตถุนิ่ง สุดท้ายกลับจะสามารถระเบิดพลังอันเหี้ยมโหดอีกทั้งน่าตื่นตะลึง ประหนึ่งกับคลื่นคลั่งออกมาได้”

“การเคลื่อนไหวกับความสงบ เป็นแก่นแท้ของมัน”

อาหู่นั่งขัดสมาธิทำสมาธิอยู่ภายในกระสวยเบิกดินแดน ดวงตาทั้งสองข้างยังคงปิดสนิท ทว่าก็ผงกศีรษะเล็กน้อย

เคราะห์หนักของเขากว่างเฉิงก่อนหน้านี้ โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้เหลือรอดสำนักเขานิมิตทมิฬ ไม่ว่าจะเข้าร่วมภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตหรือไม่ ล้วนร่วมกันบุกเข้ามาโจมตีเขากว่างเฉิง

ผลสุดท้าย แน่นอนว่าพังทลายย่อยยับทั้งกองกำลัง ยอดฝีมือเหลือรอดสำนักเขานิมิตทมิฬสองคนที่มีระดับพลังฝึกปรือสูงที่สุด ระดับมหาปรมาจารย์ขั้นเก้า ขั้นรูปญาณระยะท้าย ล้วนสิ้นชีพอยู่ที่เขากว่างเฉิงทั้งสิ้น

ผ่านสงครามครั้งนี้ไป สายเขานิมิตทมิฬผู้มีอิทธิพลของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในอดีตที่เอาชีวิตไปวันๆ มาถึงตอนนี้ไม่พูดว่าล่มสลายจนหมดสิ้น ก็ไม่ต่างจากนั้นเท่าใดนัก

ซึ่งในสงครามครั้งนี้ สายกว่างเฉิงในฐานะฝ่ายที่ได้รับชัยชนะ สังหารผู้เหลือรอดเขานิมิตทมิฬที่บุกรุกเขาได้ก็สังหาร หากจับกุมได้ก็จับกุม จึงได้รับสิ่งของของพวกเขาอยู่บ้างเช่นกัน

หนึ่งในสิ่งที่ได้รับซึ่งค่อนข้างใหญ่หลวง ก็คือได้การสืบทอดวรยุทธ์ระดับสุดยอดที่สุดของสายเขานิมิตทมิฬ

ปราณม่วงแดนตะวันตกอยู่ที่สำนักเขานิมิตทมิฬ ก็เหมือนดั่งเช่นวิชาเอกพิสุทธิ์ครึ่งส่วนหลังที่อยู่ที่สำนักเขากว่างเฉิง และปราณสุริยันแท้ที่อยู่ที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

เคล็ดวิชาเทพวายุนิมิตทมิฬ วิชาที่อาหู่ฝึกฝนก่อนหน้านี้ เมื่อมาถึงส่วนที่ลึกซึ้ง ก็ก้าวพรวดๆ มาทางวิชาปราณม่วงแดนตะวันตก

เยี่ยนจ้าวเกอถ่ายทอดวิชาปราณม่วงแดนตะวันตกให้กับอาหู่ ด้วยหวังที่จะให้อีกฝ่ายเพาะเมล็ดพันธุ์วิญญาณในขั้นนี้ ซึ่งจะยิ่งเป็นผลดีต่อรากฐานของเคล็ดวิชาเทพวายุนิมิตทมิฬ

หลังจากผ่านศึกใหญ่ของเขากว่างเฉิง จวบจนวันนี้ อาหู่ฝึกฝนโดยที่ไม่ได้หยุดพัก ปัจจุบันวิชาปราณม่วงตะวันตกค่อยๆ ใช้การได้แล้ว หากแต่ยังต้องรอการขัดเกลา

ชายหนุ่มสังเกตอย่างละเอียด ก่อนจะเห็นว่าระหว่างที่อาหู่บำเพ็ญฝึกฝน ภายในลมพายุสีดำที่เขาดูดกลืนและคายออกมารอบกายนั้น มีกระแสปราณสีม่วงจางๆ ไหลวนตามลมสีดำสายต่อด้วยอีกสายแล้ว

ดูไปแล้วเหมือนเป็นแสงสีม่วงหลาย ปะปนอยู่ภายในลมพายุสีดำ เคลื่อนไหวขวักไขว่อยู่ตลอดเวลา

ในตอนที่เยี่ยนจ้าวเกอฝึกฝนเอง ปราณจิตราราวกับกลุ่มธาตุสลัว ค่อยๆ จมลง คล้ายว่าเปลี่ยนเป็นปราณขุ่นมัวเป็นชั้นๆ ก่อตัวเป็นแผ่นดินใหญ่ ประหนึ่งกับดินอุดมสมบูรณ์หมื่นลี้อย่างไรอย่างนั้น

ทว่าหลังจากจมลงจนถึงที่สุดแล้ว ปราณจิตราของเยี่ยนจ้าวเกอกลับเปลี่ยนเป็นกว้างใหญ่และรางเลือน ราวกับปราณสะอาดหลายสาย ล่องลอยขึ้นเป็นท้องฟ้า

การเปลี่ยนแปลงระหว่างทั้งสองอย่าง ปรากฏออกมาได้อย่างขัดแย้งกันอีกทั้งยังเหนือความคาดหมาย ถ้าหากมีคนรอบข้างได้เห็นล่ะก็ คงรู้สึกได้เพียงว่ายากที่จะเข้าใจ

ทว่าเวลานี้ ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้กลับเกิดขึ้นบนร่างของเยี่ยนจ้าวเกอจริงๆ

ปราณสะอาดล่องลอยขึ้นกลายเป็นท้องฟ้า ปราณขุ่นมัวจมลงกลายเป็นผืนดิน ทั้งสองเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ประกอบกันเป็นหนึ่งเดียว ราวกับฟ้าดินอันสมบูรณ์แบบ โดยแปรสภาพมาจากปราณจิตราของเยี่ยนจ้าวเกอทั้งสิ้น

ปราณสะอาดบนท้องฟ้า ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นจุดหนึ่งที่มีรูปลักษณะของเมล็ดพันธุ์ ส่วนดินวิเศษเบื้องล่างนั้นกว้างใหญ่หนักแน่น

ทั้งสองตั้งอยู่แยกกันแล้วก็รวมกันเป็นหนึ่งเดียว สุดท้ายผสานอยู่ด้วยกัน!

เยี่ยนจ้าวเกอลืมตาขึ้น สูดลมหายใจเฮือกหนึ่งฉับพลัน

อาหู่ที่ควบคุมกระสวยเบิกดินแดนอยู่ข้างๆ ตื่นตะลึงเพราะรู้สึกได้ถึงพลังชีวิตที่มาจากนอกกระสวยเบิกดินแดน บนผืนน้ำแข็งทะเลแดนเหนือและฟ้าดินอันกว้างใหญ่ไพศาล ทั้งหมดรวมตัวกันเข้ามาอย่างรวดเร็วโดยมีเยี่ยนจ้าวเกอเป็นศูนย์กลาง

“คุณชาย ท่านเลื่อนขั้นเป็นมหาปรมาจารย์ขั้นสอง ขั้นซ่อนจิตระยะกลางแล้ว!” อาหู่มองเยี่ยนจ้าวเกอ ถึงแม้ว่าเขาจะยกการแสดงตัวเป็นสุนัขรับใช้อันดับหนึ่งของเยี่ยนจ้าวเกอ และยกการประจบประแจงเยี่ยนจ้าวเกอเพื่อให้สบายมาเป็นหนึ่งในแรงผลักดันในการทุ่มเทพยายามตลอดมา แต่ตอนนี้ก็พูดไม่ออกอยู่บ้างชั่วขณะหนึ่งเช่นกัน

เวลาผ่านไปไม่นานนัก เนื่องด้วยความเกี่ยวเนื่องกันของอายุและระยะเวลาในการบำเพ็ญฝึกฝน ทำให้ระดับพลังฝึกปรือระหว่างเยี่ยนจ้าวเกอกับเขาห่างชั้นกันมาก กระนั้นบัดนี้ นึกไม่ถึงว่าเยี่ยนจ้าวเกอจะเหนือชั้นกว่าเขาแล้ว

ถึงแม้จะมีความชื่นชมประเภทที่คุณชายไม่คู่ควรที่จะเป็นคุณชาย แต่อาหู่ก็อดไม่ได้ที่จะตื่นตะลึงจนไม่อาจผละออกจากภวังค์ได้เช่นกัน

เยี่ยนจ้าวเกอระบายยิ้มพลางเอ่ย “หากข้ามองไม่ผิดล่ะก็ เจ้าเองก็จะเลื่อนขั้นในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว”

อาหู่แยกแยะรสชาติในปาก พลางรำพึงรำพันชื่นชม

พวกเขามุ่งหน้าตลอดเส้นทาง ข้ามผ่านทะเลน้ำแข็ง จนมาถึงแผ่นดินอีกครั้ง

เยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่เก็บกระสวยเบิกดินแดนแล้วขึ้นฝั่ง

แดนเหนือแห่งนี้ น้อยนักจะมีคนมาถึง

ก็ควรจะเป็นเช่นนี้ถึงจะถูกต้อง…

กระนั้นเยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่กลับค้นพบคนอื่น อีกทั้งยังมีจำนวนมากอีกด้วย

คนของตำหนักอัสนีสวรรค์

………….

ณ ที่ราบหิมะแดนเหนือ มีทะเลสาบน้ำแข็งมหึมาตั้งอยู่บนแผ่นดินใหญ่ บนพื้นผิวทะเลสาบมีน้ำแข็งจับตัวกันเป็นแพยาวทั้งหมด ทว่าใต้น้ำแข็งยังคงส่องแสงสะท้อนวาบวับอยู่รำไร

ทั้งหมดดูเหมือนว่าสงบเงียบอย่างมาก หากแต่ใจกลางทะเลสาบน้ำแข็ง กลับมีคนจำนวนไม่น้อยยืนอยู่บนผิวน้ำแข็ง

ชายหนุ่มหนึ่งในนั้นสวมอาภรณ์ของศิษย์สืบทอดสายหลักตำหนักอัสนีสวรรค์ไว้ สีหน้าท่าทางสงบนิ่ง แฝงเอาไว้ด้วยแววอึมครึม เป็นหลินโจว ‘คุณชายฟ้าคำรน’ นั่นเอง

ถึงแม้ว่าหลินเทียนเฟิง บิดาของเขาจะสิ้นชีพไปแล้ว ทว่าความสามารถและศักยภาพที่หลินโจวแสดงออกมา ก็เพียงพอให้ทั้งตำหนักอัสนีสวรรค์ให้ความสำคัญแล้ว การจากไปของผู้เป็นบิดาจึงไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อฐานะของเขาในตำหนักอัสนีสวรรค์

หลินโจวมองดูเบื้องหน้า บนผิวน้ำถูกขุดเป็นโพรงแล้ว เผยให้เห็นน้ำทะเลสาบอันเย็นเฉียบเรืองแสงสีเขียว

ชั่วครู่ มีเงาคนผุดขึ้นมาจากใต้น้ำ กระโดดออกมาจากผิวน้ำขึ้นมาบนชั้นน้ำแข็ง

คนผู้นี้มีไอร้อนระอุลอยขึ้นทั่วสรรพางค์กาย เพื่อขับไล่ความเย็นยะเหยือกออกไป

ชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่คนนี้หันหน้ากลับไปมองหลินโจว “ที่แห่งนี้มีความแปลกประหลาดจริงๆ แต่หาร่องรอยจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็งในตำนานไม่พบ”

“หากคิดจะเปิดที่นี่ ไม่แน่ว่าอาจจะต้องใช้ของวิเศษบางอย่าง หรือวิธีพิเศษบางอย่าง”

เขาเอ่ยถามเสียงทุ้ม “หลินโจว ในเมื่อเจ้าได้รับข่าวมา รู้หรือว่าในนั้นแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร?”

หลินโจวมองดูทะเลสาบน้ำแข็งใต้เท้าเงียบๆ

ในความทรงจำของเขา การที่ร่องรอยจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็งปรากฏขึ้นมาบนโลก เดิมทีน่าจะเป็นศิษย์เขากว่างเฉิงนามว่าเยี่ยจิ่งผู้นั้นเป็นคนขุดค้น

หากแต่เท่าที่เขารู้ตอนนี้ เยี่ยจิ่งคนนั้นตายไปก่อนหน้านี้นานแล้ว รายละเอียดเหตุการณ์เป็นเรื่องที่อยู่ภายในสำนักเขากว่างเฉิง เขามีฐานะเป็นศิษย์ตำหนักอัสนีสวรรค์ ยากอย่างยิ่งที่จะล่วงรู้เหตุการณ์โดยละเอียด

ทว่าเค้าลางต่างๆ นานาก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เกินกว่าครึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับเยี่ยนจ้าวเกอ

เมื่อนึกถึงชื่อนี้ขึ้นมา ประกายตาของหลินโจวก็ทอประกายวับวาบเล็กน้อยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับคืนสู่ปกติอย่างรวดเร็ว หากแต่แววตาทวีความเย็นเยียบยิ่งขึ้น

ไม่เหมือนเช่นห้องสุสานของการุณยบุรุษในตอนนั้น หลินโจวรู้ภายหลังว่าภายในนั้นผ่านการวางกับดักเอาไว้ก่อนแล้ว

สำหรับร่องรอยของจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์น้ำแข็ง หลินโจวแค่เพียงเคยได้ยินข่าวสาร รู้ตำแหน่งสถานที่ ที่เหลือนอกจากนั้นทำได้เพียงปรับเปลี่ยนตามโอกาส หลังจากถึงสถานที่แล้ว

เขาเปิดปากกล่าว น้ำเสียงแหบพร่าอยู่บ้างเล็กน้อย “มีเค้าแสดงให้เห็นชัดเจนว่าสือเถี่ย ผู้อาวุโสสูงสุดสำนักเขากว่างเฉิงที่ปัจจุบันได้สิ้นชีพไปแล้ว เคยรีบมุ่งหน้ามายังพื้นที่แถบทะเลเหนือกับที่ราบหิมะแดนเหนือแห่งนี้ เมื่อปีสองปีก่อน สำนักเขากว่างเฉิงเองก็กำลังจับตามองร่องรอยจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์น้ำแข็งทางฝั่งนี้เช่นกัน”

“บางที่พวกเขาอาจจะมีเบาะแสส่วนหนึ่งอยู่ในมือ”

หลินโจวย่ำเท้าบนผิวน้ำแข็ง “สภาพแวดล้อมพิเศษของที่ราบหิมะแดนเหนือ มีสภาพอากาศอันแปลกประหลาดเคลื่อนที่อยู่เสมอ ทำให้ร่องรอยที่จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็งทิ้งเอาไว้ที่นี่ เคลื่อนย้ายไปชีพจรดินและปราณวิญญาณ ราวกับปลาแหวกว่ายอยู่ในแม่น้ำใต้ดินอย่างไรอย่างนั้น”

“มีเพียงแค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้ร ที่จะอยู่ในสภาวะสงบนิ่งชั่วคราว สะดวกต่อการกำหนดตำแหน่งค้นหา พื้นที่ที่หยุดนิ่งหนนี้ ก็อยู่ใต้เท้าพวกเรานี่เอง”

เขาเอ่ยอีกว่า “คนของสำนักเขากว่างเฉิงรอมาใกล้จะสองปีแล้ว แล้วก็กำลังรอเวลานี้เช่นกัน พวกเขาจะต้องมาค้นหาเป็นแน่แท้”

ชายวัยกลางคนผู้นั้นมุ่นคิ้ว “สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้มงกุฎแห่งจันทราไปแล้ว จึงมีโอกาสได้ผ่อนลมหายใจอีกครั้ง ตอนนี้นอกจากหอคลื่นโหมแล้ว ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งห้าตกอยู่ในสภาวะคุมเชิงกันอีกครั้ง ไม่ว่าผู้ใดต่างก็จะไม่ผ่อนสบายง่ายๆ ไม่ว่าจะสำนักเราหรือสำนักเขากว่างเฉิง เป็นไปได้ว่าจะงส่งคนไม่กี่คนมาก็เท่านั้น”

หลินโจวกล่าวเสียงเบา “ถึงอย่างไรสำนักเราก็มีอำนาจครองดินแดนทางเหนือมาหลายปี ในด้านชายแดนติดกันยังมีข้อได้เปรียบอยู่บ้าง น่าเสียดายที่สภาพแวดล้อมที่นี่ไม่เหมาะแก่การซุ่มโจมตี ไม่เช่นนั้นก็สามารถรออยู่เฉยๆ ให้สำนักเขากว่างเฉิงส่งคนมา แล้วค่อยแย่งของจากมือพวกเขามา ก็จะเปิดที่นี่ได้แล้ว”

ชายวัยกลางคนดึงสีหน้าพลางกล่าวว่า “ข้าค้นหาอย่างระมัดระวังไปแล้ว หวังว่าพวกเขาจะมาจริงๆ อย่างที่เจ้าว่าก็แล้วกัน”


เยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่ยืนอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่ง พลางทอดสายตามองไกลออกไป

“มาถึงได้เพียงแค่ตรงนี้ ไม่อาจเข้าไปใกล้กว่านี้ได้แล้ว พื้นที่นี้ การจะปกปิดร่องรอยการเคลื่อนไหวก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากอยู่เหมือนกัน นอกเสียจากว่ามีพลังฝึกปรือสูงเหนืออีกฝ่ายอย่างมาก” เยี่ยนจ้าวเกอใช้มือนวดขมับ ขณะมองไปข้างหน้าก็รำพึงรำพันกับตนเอง “ท่าทางเช่นนี้ของอีกฝ่าย ดูเหมือนว่ากำลังระแวดระวังภัย”

อาหู่กล่าวหน้านิ่วคิ้วขมวด “คุณชาย สภาพแวดล้อมแย่เกินไปแล้ว หากอยากจะคลำหาทางแอบไปลอบสังหาร ก็นับว่าเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง จุดสำคัญคืออีกฝ่ายมีจำนวนคนไม่น้อยเลย ระยะห่างระหว่างกันก็ยังค่อนข้างไกลอีก เพียงแค่พอมองเห็นเท่านั้น หากร่วมมือกันสามารถทำได้ หากไม่สามารถจัดการได้ทั้งหมดในคราวเดียวล่ะก็ ขืนส่งเสียงดังออกไป ใครจะรู้ว่าตำหนักอัสนีสวรรค์ที่อยู่ที่นี่มียอดฝีมือระดับสูงอยู่หรือไม่”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “ไม่น่าจะมีมหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณ ก่อนที่พวกเราจะมาหนนี้ บรรยากาศระหว่างหลายๆ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง ทุกคนต่างอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้าเบนความสนใจ”

“มหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณน่ะหรือ อาจจะมี หากแต่ระยะต้น กลาง หรือท้าย ก็ไม่อาจพูดได้”

ชายหนุ่มลูบคาง “สำนักเรากับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็แล้วไป แต่ตำหนักอัสนีสวรรค์ถูกสำนักเขาไร้พรมแดนกับเมืองทะเลมรกตขนาบอยู่ตรงกลาง แต่ละวันไม่อาจผ่อนคลายลงได้”

อาหู่ทำหน้าย่น “คุณชาย ไม่ใช่ว่าข่าวที่พวกเรามุ่งขึ้นเหนือรั่วไหลออกไป ตำหนักอัสนีสวรรค์ก็เลยมาสกัดสังหารท่านที่นี่โดยเฉพาะหรือ?”

“มีความเป็นไปได้ไม่มากนัก” เยี่ยนจ้าวเกอลูบคางของตนเอง “อืม ถึงแม้จะไม่อาจยืนยันได้ แต่ก็ไม่อาจนับว่าเหนือคาดเกินไปนัก…ตำหนักอัสนีสวรรค์มีหนึ่งคนที่เป็นไปได้ว่าจะรู้เรื่องร่องรอยจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็ง”

ครึ่งประโยคท้าย เสียงของเยี่ยนจ้าวเกอมีเพียงตนเองเท่านั้นที่ได้ยิน อาหู่จึงหันหน้าไปมองเขาด้วยความสงสัย

เยี่ยนจ้าวเกอเอื้อนเอ่ย “คนของตำหนักอัสนีสวรรค์ เกินกว่าครึ่งมุ่งหน้ามาเพื่อร่องรอยจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็ง”

เขาทอดสายตามองไกลออกไปอีกครั้ง “ระยะห่างพื้นที่โดยคร่าวๆ ยังห่างออกไปอีกไกลอยู่นี่ จะวางรัศมีระแวดระวังภัยอะไรกว้างใหญ่ปานนี้เล่า…”

อาหู่เกาศีรษะ “คุณชายขอรับ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขามุ่งหน้ามาเพื่อร่องรอยของจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็ง? ถ้าหากอีกฝ่ายมาเพราะร่องรอยของจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็งจริงๆ ซ้ำยังรู้ตำแหน่งสถานที่อีก เช่นนั้นตอนนี้พวกเขาไม่ใช่ว่ามาถึงก่อนได้ไปก่อนแล้วหรือ?”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม ทว่าไม่ตอบ เพียงหยิบเครื่องหยกออกมาชิ้นหนึ่ง

แม้ว่ารูปลักษณ์ของเครื่องหยกนั้นจะยอดเยี่ยม แต่ภายในนั้นไม่มีพลังชีวิตอะไรอยู่แล้ว เหลือประกายวาบวับละมุนละไม ทว่าไม่มีรัศมีแสงปรากฏ

ชายหนุ่มใช้ฝ่ามือรองเครื่องหยกเอาไว้ แล้วเอ่ยว่า “พวกมันต้องการของสิ่งนี้ ทว่าพลังชีวิตภายในถูกข้าดูดเก็บออกมาทั้งหมดแล้ว การที่จะเปิดเขตหวงห้ามที่จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็งทิ้งเอาไว้ จำเป็นต้องอาศัยปราณจิตราของข้า ถ้าหากไม่มีข้า เช่นนั้นก็ทำได้เพียงทำลายจากด้านนอกอย่างช้าๆ เท่านั้น”

อาหู่ถูฝ่ามือ “เช่นนั้นแล้วคุณชาย ตอนนี้พวกเรา…”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม “ไม่รีบ พวกเราอยู่ในเขตพื้นที่นี้ก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน ทำให้พวกเราทำเรื่องอื่นได้สะดวก”

ครั้นกล่าวจบ เขาก็หันหลังกลับลงจากเนินเขาที่มีหิมะและน้ำแข็งปกคลุม พาอาหู่เดินอ้อมพื้นที่แถบนี้ไปไกล มุ่งหน้าไปที่อื่น

เขามุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกตลอดทาง เดินๆ หยุดๆ ชะงักฝีเท้าลงเป็นระลอก เพื่อสัมผัสทิศทางการไหลเวียนของพลังปราณโดยรอบฟ้าดินใกล้ๆ ที่ขยายออกไปอย่างเงียบเชียบ

พวกเขาเดินเช่นนี้อยู่หลายวัน ในที่สุดเยี่ยนจ้าวเกอก็หยุดฝีเท้าลงโดยสิ้นเชิง ยืนอย่างมั่นคงอยู่บนทุ่งหิมะ

หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอก้มหน้าลงมองหิมะใต้ฝ่าเท้าอยู่เนิ่นนาน ก็ออกแรงกระทืบเท้าทั้งสองข้างไปบนดินเยือกแข็งราวกับเหล็กกล้าก็ไม่ปาน ออกแรงมหาศาลจนมันแหลกละเอียด

หิมะและดินเป็นชั้นๆ แยกออกเป็นแนวยาว ก่อนที่ร่างของเยี่ยนจ้าวเกอจะจมลงไปด้านล่าง

ครู่ใหญ่ผ่านไป เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกได้เพียงว่าแรงต้านใต้ฝ่าเท้าพลันผ่อนเบาลง ดินโคลนเริ่มเปลี่ยนเป็นอ่อนนุ่ม

ผ่านไปอีกพักหนึ่ง เขากระโดดกลับขึ้นมาบนทุ่งหิมะอีกครั้ง ครั้นมองลงไปเบื้องล่าง ก็แลเห็นว่าภายในรอยแยกพื้นดินที่แหลกละเอียดมีไอน้ำและไอร้อนพวยพุ่งออกมาด้านนอกอย่างคาดไม่ถึง

“คุณชาย นี่คือ…” อาหู่มองเข้าไปอย่างถี่ถ้วน เขาเห็นว่าภายในแผ่นดินที่ปกคลุมไปด้วยหิมะและน้ำแข็ง ปรากฏบ่อน้ำพุร้อนออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ

ซึ่งสีสันของบ่อน้ำพุนี้ นึกไม่ถึงว่าจะเป็นสีฟ้า

เยี่ยนจ้าวเกอกอดอก ครรลองสายตาเพ่งมองบ่อน้ำพุร้อนสีฟ้าที่อยู่ด้านล่างเช่นเดียวกัน แล้วกล่าวเสียงเบาว่า “นี่คือความหวังของจวินเอ๋อร์กับพี่สะใภ้อวี่เจิน”

………………..

อาหู่มองดูบ่อน้ำพุวิเศษสีฟ้านั้นด้วยความสงสัยใคร่รู้ ส่วนเยี่ยนจ้าวเกอเงยหน้าขึ้นมองฟ้าดินโดยรอบ

ชายหนุ่มสัมผัสการโคจรพลังปราณระหว่างฟ้าและดิน แล้วยื่นมือออกไปใช้ปราณจิตราดึงน้ำพุสีฟ้าสายหนึ่งมาไว้ที่กลางฝ่ามือ จากนั้นค่อยสัมผัสและทำความเข้าใจอย่างถี่ถ้วน

หลังจากนั้นเนิ่นนาน เยี่ยนจ้าวเกอค่อยกระซิบกระซาบรำพันว่า “จังหวะยังคงไม่เหมาะสมเต็มที่ จำเป็นต้องให้ที่แห่งนี้สั่งสมพลังชีวิตอีกสักหน่อยถึงจะใช้ได้”

สิ้นเสียงพูด เยี่ยนจ้าวเกอก็มองไปรอบๆ จากนั้นออกแรงที่เท้าอีกครั้ง

คราวนี้เขากระแทกให้หินและดินที่อยู่โดยรอบพังทลายลง กลบฝังตาน้ำพุของบ่อน้ำพุร้อนสีฟ้านั่นลงอีกครั้ง

ดูเหมือนว่าความเปลี่ยนแปลงของดินและหินบนทุ่งหิมะ ยากที่จะเลี่ยงไม่ให้ไม่สะดุดตาอยู่บ้าง

ปราณจิตราทั่วร่างเยี่ยนจ้าวเกอเปลี่ยนแปลงฉับพลัน กลายเป็นเย็บเยียบจนเสียดกระดูก ปราณจิตราสีขาวโพลนหลายสายประหนึ่งกับมังกรน้ำแข็งหลายตัว กำลังเหินบินวนเวียนอยู่บนท้องฟ้า จากนั้นก็โฉบลงมาบนพื้นแผ่นดินใหญ่ แช่แข็งดินและหินที่ถูกแหวกออกมาก่อนหน้านี้ไว้ดังเดิม

อาหู่อยู่ด้านข้างก็ช่วยหาจุดบกพร่องแล้วแก้ไขเพิ่มเติม จัดฉากสถานที่อีกครั้ง ทำให้ดูไปแล้วที่นี่กลมกลืนไปกับบริเวณโดยรอบ ไม่ถึงกับแตกต่างกันจนเกินไปด้วยเช่นกัน

เมื่อจัดการทั้งหมดนี้เสร็จสิ้น เยี่ยนจ้าวเกอจึงกล่าวว่า “ไป ไปที่ต่อไปกันก่อน”

เยี่ยนจ้าวเกอเดินนำหน้าไปพลาง เอื้อนเอ่ยไปพลาง “อาหู่ ส่งดาบจตุเพชรฆาตที่ก่อนหน้าข้าฝากเจ้าไว้ออกมา”

อาหู่กระทำตามคำสั่ง หยิบดาบสั้นสี่เล่มที่ยาวไม่เกินหนึ่งฉื่อ ดูแล้วธรรมดาทั่วไปอย่างยิ่งส่งให้เยี่ยนจ้าวเกอ

เมื่อมองดูอย่างละเอียดแล้ว ก็สามารถค้นพบได้ว่า ดาบสั้นสี่เล่มนี้ ชัดเจนว่ายังไม่ได้ลับคมทั้งสิ้น ปลายดาบนั้นทู่

กระนั้นบนคมดาบกลับเปล่งประกายอยู่ด้วยธารแสงสีแดงก่ำ ประหนึ่งกับเพลิงคุโชนก็ไม่ปาน

ชายหนุ่มรับดาบสั้นสี่เล่มนี้มา โดยใช้ปราณจิตราของตนม้วนเอาไว้ ทำให้ปลายดาบเรียงอกันย่างเป็นระเบียบลอยอยู่กลางอากาศ ก่อนจะหยุดอยู่ข้างกายของเขา

ขณะที่ประกายดาบกวัดแกว่ง ก็คล้ายกับมีประกายเพลิงปลิวว่อนอยู่รำไร รวมตัวกันอยู่เหนือศีรษะของเยี่ยนจ้าวเกอ กลายเป็นเส้นทางเพลิงลวงตาสายหนึ่ง ยื่นขยายออกไปไกลไม่มีสิ้นสุด

เยี่ยนจ้าวเกอพาอาหู่เดินต่อไปข้างหน้า ตามทิศทางคร่าวๆ ที่เส้นทางเพลิงยื่นขยายออกไป

ภาพเส้นทางเพลิงที่ยื่นขยายออกไปสายนั้นเริ่มคงที่ขึ้นเรื่อยๆ ตามการรุดหน้าของพวกเขา สุดท้ายตรงดิ่งไปยังทิศทางหนึ่ง

เส้นทางเพลิงสายนี้ เด่นสะดุดตาท่ามกลางพายุหิมะอย่างยิ่ง ทว่ามีเพียงเยี่ยนจ้าวเกอที่เป็นผู้ขับเคลื่อนดาบเพชรฆาตสี่เล่มนั้นเท่านั้น ถึงจะสามารถมองเห็นได้

หลังจากไล่ไปตามทิศทางที่เส้นทางเพลิงนำทาง บุกป่าฝ่าดงยาวเหยียดจนไม่เห็นจุดสิ้นสุด ในที่สุดพวกเยี่ยนจ้าวเกอทั้งสองก็หยุดฝีเท้าลง

ชายหนุ่มมองไปตามเส้นทางเพลิงที่ตกไปบนพื้นหิมะ ก็เห็นว่าเส้นทางเพลิงลวงตาตรงดิ่งลงสู่ใต้ดิน

เขาแหงนหน้าขึ้นสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบครู่หนึ่ง สัมผัสทิศทางการไหลเวียนของพลังปราณที่นี่ หลังจากนั้นพักใหญ่ถึงพึมพำกับตนเองว่า “ที่นี่น่าจะใช้ได้”

ทันใดนั้น เขาพลันตบฝ่ามือลงไปบนพื้นเบาๆ ทำให้ผิวดินสั่นไหวครู่หนึ่ง

ดาบเพชฌฆาตทั้งสี่เล่มที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศหล่นลงมา ปลายดาบสัมผัสกับพื้นผิวดิน

เยี่ยนจ้าวเกอยื่นมือออกไป พาให้ดาบเพชฌฆาตทั้งสี่เล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้เสียบเข้าไปภายในพื้นดิน

เวลานี้บนด้ามดาบที่เหลืออยู่ด้านนอกดินมีแสงเพลิงสีแดงผุดขึ้นออกมา ชั่วขณะถัดมา แสงเพลิงสีแดงก่ำจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีฟ้าน้ำแข็ง

เขาผงกศีรษะ ก่อนจะดึงดาบเพชฌฆาตทั้งสี่เล่มออกมาทีละเล่ม จากนั้นก็นำกระสวยเบิกดินแดนออกมาอีกครั้ง พวกเขาลงไปนั่งพร้อมกัน เพื่อดำดิ่งลงสู่พื้นปฐพีใหญ่เบื้องล่าง

ภายในดินเยือกแข็ง ดูเหมือนว่ากระสวยเบิกดินแดนรุดหน้าได้ไม่ว่องไวขนาดนั้น

หากแต่ไม่นาน เยี่ยนจ้าวเกอที่ขับเคลื่อนกระสวยเบิกดินแดนก็รู้สึกได้ว่าแรงดันด้านหน้าผ่อนเบาลง

กระสวยเบิกดินแดนพุ่งพรวดออกมาจากหินและดิน แม้ว่าโดยรอบจะยังคงมืดสนิท แต่เยี่ยนจ้าวเกอสามารถวินิจฉัยได้ว่า สถานที่ที่ตนอยู่ในขณะนี้ โดยรอบเต็มไปด้วยชั้นน้ำแข็งที่ทั้งหนาและหนักทั้งสิ้น

ที่แห่งนี้มีโพรงน้ำแข็งมหึมาซ่อนอยู่ลึกลงไปใต้ดิน ซึ่งก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายของเยี่ยนจ้าวเกอเช่นกัน

ครั้นทะลุผ่านชั้นน้ำแข็งไปได้ ด้านหน้าพลันว่างเปล่า

อยู่ภายในโพรงน้ำแข็งเช่นนี้ เดิมทีน่าจะเป็นพื้นที่ที่ปิดสนิททั้งหมดอยู่แล้ว ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่กลับหายใจอยู่ในที่แห่งนี้อย่างเป็นธรรมชาติ

สภาพแวดล้อมตรงหน้าสว่างขึ้นมาเล็กน้อย เป็นสีฟ้าทึบทั่วบริเวณ

เยี่ยนจ้าวเกอมองธารแสงสีฟ้าที่รินไหลสงบเงียบราวกับแม่น้ำและธารน้ำแข็งใต้ดินก็ไม่ปาน ใบหน้าพลันเผยให้เห็นรอยยิ้ม “เป็นที่นี่แหละ”

อาหู่เพ่งมองธารแสงสีฟ้าสายนั้นเช่น “คุณชายขอรับ ของสิ่งนี้ดูเหมือนว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากปราณหิมะน้ำแข็งหลอมรวมกันได้ในระดับสูงนะขอรับ”

“ถูกต้อง ไม่แน่ว่ามหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณจะสามารถรับไหว ดังนั้นเจ้าจำไว้ให้ขึ้นใจ อย่าสัมผัสแม้แต่หยดเดียว เพียงแค่เสี้ยวเดียวก็อย่าให้โดนตัว หาไม่แล้วจะถูกแช่แข็งกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งแกะสลักในชั่วพริบตา เลือดเนื้อจะเย็นจนกลายเป็นน้ำแข็งทั้งหมด” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว

ชายร่างใหญ่ผงกศีรษะ “อยู่ภายในโพรงน้ำแข็งเช่นนี้ กลับไม่รู้สึกความหนาวเหน็บอะไรขนาดนั้น ดังนั้นไอเย็นจึงถูกอัดแน่นอยู่ภายในธารแสงสีฟ้า เพียงแค่แลมองก็ทำให้รู้สึกหวาดผวาแล้ว”

“นี่ก็คือเขตธารน้ำแข็งสุดขอบแดนเหนือ แหล่งกำเนิดของหิมะและน้ำแข็งทั่วบริเวณ สรรสร้างโดยฟ้าดิน เป็นแก่นน้ำแข็งของใยดินใต้พื้นที่แห่งนี้” สีหน้าเยี่ยนจ้าวเกอเคร่งขรึมอยู่บ้าง “อันที่จริงแล้วที่นี่ยังเป็นเพียงแค่เทือกเขาแยกเท่านั้น”

“ถ้าหากเป็นเทือกเขาหลัก เช่นนั้นแม้แต่จอมยุทธ์ศักดิ์ผู้นั้นก็ล้วนไม่สามารถแตะต้องได้ง่ายๆ ถ้าหากคนหนึ่งคนโถมเข้าไปภายในทั้งตัว เป็นไปได้ว่าอาจจะหนาวตายได้เช่นกัน”

เยี่ยนจ้าวเกอเอื้อนเอ่ยพลางทอดถอนใจ “ความหนาวเหน็บทั่วทั้งโลกแปดพิภพล้วนไม่เยียบเย็นสู้ที่นี่”

อาหู่หดคอลง “ถ้าอย่างนั้นคุณชาย พวกเรามาทำอะไรที่นี่เล่า?”

“ทดลองอย่างหนึ่ง ถ้าหากทดลองสำเร็จล่ะก็ อาจจะสามารถทำเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งให้ประสบผลสำเร็จก็เป็นได้” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว

เมื่อได้ยินดังนั้น อาหู่ก็กะพริบตาปริบๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์

เยี่ยนจ้าวเกอหยิบวัตถุดิบต่างๆ นานาที่เตรียมพร้อมเอาไว้ก่อนหน้านี้ออกมามือเป็นระวิง จัดวางไปพลาง กล่าวพลาง “ในตำราโบราณบันทึกเอาไว้ว่าก่อนเกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ เคยมีกลุ่มอิทธิพลผู้ยิ่งใหญ่นามว่าตำหนักเซียนหิมะ ภายในนั้นมีบ่อน้ำเกล็ดน้ำแข็งบ่อหนึ่ง มหัศจรรย์อย่างยิ่งยวด”

“แต่หลังจากนั้น บ่อน้ำพุเกล็ดน้ำแข็งบ่อนี้พลันเริ่มแห้งเหือดลงช้าๆ โดยไม่มีเค้าลางมาก่อนแม้แต่น้อย แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็หาสาเหตุไม่พบ”

ชายหนุ่มยกมือขึ้น ดาบเพชฌฆาตสีแดงเพลิงทั้งสี่เล่มก็ลอยออกไปตามลำดับ กระจายเสียบไปบนชั้นน้ำแข็งด้านบนทั้งหมดสี่ตำแหน่ง

“สาเหตุของเรื่องนี้ ข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่พอมีการคาดคะเนอยู่ในใจอยู่บ้าง” เยี่ยนจ้าวเกอรำพัน “การที่ธรรมชาติสรรสร้างบางสิ่งขึ้นโดยธรรมชาติ แท้จริงแล้วนั่นเป็นหนึ่งเดียวกันโดยที่ไม่อาจแบ่งแยกได้”

“การไหลเวียนของพลังปราณทั่วทั้งโลกใบนี้ ดูเหมือนว่าต่างก็งดำเนินไปตามทาง ก่อเกิดความเปลี่ยนแปลงซ้ำแล้วซ้ำแล้ว หากแต่ถ้ามองจากแง่มุมทั่วทุกส่วนแล้ว ทั้งหมดต่างมีชีพจรเชื่อมถึงกัน สามารถตามถึงกันได้”

“เพียงแต่บางส่วนค่อนข้างแจ่มชัด บางส่วนกลับค่อนข้างหลบซ่อน บางส่วนสามารถพวกเราสัมผัสถึงได้ บางส่วนกลับไม่อาจสัมผัสถึงได้”

เยี่ยนจ้าวเกอใช้วัตถุดิบแต่ละรูปแบบ จัดวางค่ายกลค่ายหนึ่งอยู่ที่นี่อย่างรวดเร็ว

ในขณะเดียวกันที่เขากำลังตั้งค่ายกลก็พลางเอ่ยว่า “ระหว่างความหนาวจัดกับร้อนสุดขั้ว ทั้งสองดูเหมือนว่าเป็นขั้วตรงกันข้าม หากแท้จริงแล้วภายใต้สถานการณ์ส่วนหนึ่ง พวกมันกลับผสมผสานกันราวกับหยินหยางก็ไม่ปาน”

“ในปีนั้นไม่มีผู้ใดบุกเข้ามาในตำหนักเซียนหิมะ ด้วยสถานการณ์ปกติ บ่อน้ำพุเทียนซวงของตำหนักเซียนหิมะก็ยังห่างจากเวลาที่พลังชีวิตจะผลาญจนแห้งเหือดหมดไปเช่นกัน ถ้าอย่างนั้นแล้วสาเหตุอะไรทำให้บ่อน้ำพุแห้งกันเล่า?”

เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอเร่งจัดการงานในมือเสร็จสิ้น เขาก็นวดขมับตนเองเบาๆ “การคาดคะเนของข้าคือ มีคนใช้วิธีการรูปแบบใหม่ เหนือความคาดหมายของทุกคน เหนือความคาดหมายของตำหนักเซียนหิมะ ใช้วิธีที่ทุกคนคิดไม่ถึง ดูเหมือนว่าแปลกประหลาด แต่ทำเรื่องนี้ได้สำเร็จ”

อาหู่สดับฟังถึงตรงนี้ ในใจขบคิดอะไรได้บ้าง จึงเย้าแหย่มาว่า “ความหมายของคุณชายคือ มีคนแตะต้องแก่นน้ำแข็งของใยดิน ส่งผลต่อน้ำแข็งคู่ตรงข้ามเพลิง หยินหยางผสมผสานกัน ครั้นแล้วจึงเปลี่ยนแปลงแก่นน้ำแข็งของใยดิน ทำให้บ่อน้ำพุเกล็ดน้ำแข็งของตำหนักเซียนหิมะเหือดแห้งไปตามธรรมชาติใช่หรือไม่?”

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า “พูดแล้วดูเหมือนยากมาก ภายใต้สถานการณ์ปกติ หากคนผู้นั้นมีฝีมือมากถึงเพียงนี้จริงๆ บุกไปที่ตำหนักเซียนหิมะ ถล่มอีกฝ่ายให้ราบคาบก็ใช้ได้แล้ว แต่คนผู้นี้กลับไม่ได้ทำเช่นนั้น นั่นอธิบายได้ว่าเขาอาจจะใช้วิธีบางอย่างเล่นแง่ก็เป็นได้ สี่ตำลึงปาดพันชั่งโดยแท้ ครั้นแล้วจึงบรรลุเป้าหมาย”

ชายร่างใหญ่กล่าวด้วยความสงสัย “ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าจะมีพลังที่แก่กล้าถึงเพียงนั้นไปส่งผลกับใยดินหรือไม่ เขากำหนดได้อย่างไรว่าจะมีเพียงบ่อน้ำพุเกล็ดน้ำแข็งของตำหนักเซียนหิมะเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ ซึ่งแก่นน้ำแข็งของใยดินอื่นกลับไม่มีความเคลื่อนไหว?”

…………………

เยี่ยนจ้าวเกอจ้องมองธารแสงสีฟ้าตรงหน้า “บรรพบุรุษผู้อาวุโสใช้วิธีการอะไร ข้าเองก็ไม่อาจยืนยัน หากแต่ในความคิดข้า ก็คงใช้สิ่งของเหล่านี้แหละ”

ครั้นสิ้นเสียงกล่าว เขาก็หยิบหินผาสีแดงเพลิงก้อนหนึ่ง วางลงไปใจกลางค่ายกลที่ตนเองตั้งขึ้น

หินผาก้อนนั้นทอประกายระยิบระยับ ราวกับมีชีวิตกำลังหายใจอยู่อย่างไรอย่างนั้น

ชายหนุ่มเอ่ยว่า “ตอนที่พวกอาจารย์ปู่บุกโจมตีโต้ที่อัคคีพิภพ ข้าขอให้พวกเขาตั้งใจหาสิ่งของหลายอย่างเหล่านี้เป็นพิเศษ แล้วก็สามารถนำกลับมาได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในนั้นก็คือของสิ่งนี้ ผลึกแก่นเพลิง เป็นผลจากการเกาะผนึกของแก่นเพลิงใต้ปฐพีขึ้นอีกขั้น”

“อีกทั้งจำเป็นต้องเป็นก้อนผลึกแก่นเพลิงที่ผลิตออกมาจากวังสุสานทุ่งร้างแดนใต้”

เขาตั้งค่ายกลต่อไปอย่างต่อเนื่อง “เมื่อใช้ของสิ่งนี้ เสริมด้วยวิธีการอื่นอีก ก็จะสามารถปิดผนึกวังสุสานทุ่งร้างแดนใต้ไว้ได้”

อาหู่คอยเป็นผู้ช่วยอยู่ข้างๆ “แต่ว่าคุณชายขอรับ การที่ต้องการก่อเกิดความเปลี่ยนแปลงลักษณะพื้นภูมินั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต่อให้ระดับพลังฝึกปรือของพวกเรามีค่ายกลคอยช่วย เกรงว่าก็คงทำไม่ได้กระมัง? ถึงอย่างไรค่ายกลนี้ก็ไม่ใช่มหาค่ายกลนภาคุ้มกันเขากว่างเฉิงนี่”

“พวกเราตั้งฐานที่มั่นอยู่ที่นี่ก่อน แล้วค่อยรอให้ประมุขตระกูลหรือพวกท่านเจ้าสำนักรุ่นก่อนมาไม่ดีกว่าหรือ?”

เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินดังนั้นแล้วก็กล่าวตอบ “พวกท่านพ่อกับอาจารย์ปู่กำลังคุมเชิงกับพวกหวงกวงเลี่ยแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อยู่ ปลีกตัวออกมาไม่ได้ง่ายๆ ต่อให้ปลีกตัวมุ่งหน้ามายังแดนเหนือ ก็จะถูกอีกฝ่ายสังเกตเห็นเช่นกัน ถึงเวลานั้นอีกฝ่ายอาจจะขัดขวาง หรือไม่ก็หันมาบุกโจมตีพื้นที่ใจกลางสำนักเราได้ เช่นนั้นได้ไม่คุ้มเสีย”

“เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ให้ข้าเป็นคนกระทำก็พอ”

ชายหนุ่มยิ้ม “ส่วนจะทำให้ได้ได้อย่างไร การที่จะอาศัยพลังความสามารถของข้าในตอนนี้เพียงอย่างเดียว แน่นอนไม่อาจใช้ได้ หากแต่ข้ามีแนวคิดหนึ่ง บางทีอาจจะสามารถทดลองได้สักหน่อย ถ้าสำเร็จล่ะก็ พวกเรามหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิตสองคน ไม่แน่ว่าก็อาจจะสามารถกระทำเรื่องใหญ่ให้สำเร็จได้”

ขณะเยี่ยนจ้าวเกอพูด เขาก็พลันหยิบของสิ่งหนึ่งออกมา กลับเป็นเตาเครื่องหอมขนาดเล็กสีดำใบหนึ่ง

ซึ่งก็คือเตากลืนดินนั่นเอง

อาหู่มองดูเตาเครื่องหอมใบเล็ก พลางกะพริบตาปริบๆ “คุณชาย ข้าน้อยจำได้ว่าท่านได้ของสิ่งนี้มา ตอนที่สังหารเจ้าเด็กน้อยนามว่าจ้าวฮ่าวคนนั้น ในเหตุการณ์แดนมารบนทะเลสาบปิดนภา”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “ขณะนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น ของวิเศษชิ้นนี้สามารถดูดสรรพสิ่งเข้าไปได้ บรรจุเอาไว้ด้วยพลังทำลายล้างที่แกร่งกล้าอย่างยิ่ง การทดลองที่ข้าจะทำ ก็คือดูว่ามันจะสามารถทนพลังความเย็นอันน่าครั้นคร้ามของแก่นน้ำแข็งของใยดินได้หรือไม่”

ชายร่างใหญ่เอื้อนเอ่ยอย่างเนิบช้า “แต่ในความทรงจำของข้าน้อย ท่านบอกว่าไม่อาจควบคุมของสิ่งนี้ได้อย่างคล่องแคล่วตลอดมา”

“ถูกต้อง กระทั่งถึงตอนนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนี้ ของวิเศษชิ้นนี้ทำได้เพียงเป็นฝ่ายดูดซับการโจมตีเข้าหาพลังของมันเองเท่านั้น ข้าไม่สามารถควบคุมให้มันทำอะไรได้” เยี่ยนจ้าวเกอทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “แต่มีคำโบราณว่าเอาไว้ได้ดี สิ่งของนั้นตายแล้ว แต่คนยังมีชีวิตอยู่ ใช้สมองเสียสิ”

เยี่ยนจ้าวเกอต่อยหมัดหนึ่งลงไปบนพื้น ลมกระโชกจากเจตจำนงหมัดปลุกค่ายกลขึ้นมา ฉับพลันนั้นก็ปรากฏแสงเพลิงขึ้น

พลังความร้อนกลุ่มหนึ่งแผ่กระจายออกมาจากภายในโพรงน้ำแข็งใต้บาดาลแห่งนี้ โดยมีค่ายกลเป็นศูนย์กลาง

เมื่อธารแสงสีฟ้าถูกพลังความร้อนเหล่านี้ จากเดิมที่รินไหลอย่างสงบเงียบราวกับไร้อันตราย ก็เปลี่ยนเป็นคลุ้มคลั่งขึ้นมาในบัดดล!

ไอเย็นอันน่าพรั่นพรึงที่ทำให้รู้สึกชาไปทั่วร่างกาย ปะทุออกมาจากแก่นน้ำแข็งของใยดิน จากนั้นไอหมอกสีฟ้าน้ำแข็งหลายสายก็ม้วนขึ้นมาทางค่ายกลที่เยี่ยนจ้าวเกอยืนอยู่ ราวกับจะดับเปลวเพลิงน้อยๆ นี้ให้มอดไป

อาหู่อ้าปากตาค้าง “คุณชาย…”

ในขณะที่สายตาเยี่ยนจ้าวเกอจดจ้องเตากลืนดินไม่วางตา เขาก็นำกระสวยเบิกดินแดนออกมาอีกครั้ง เพียงแค่เห็นว่าสถานการณ์ไม่ปกติ ก็จะลากอาหู่ให้ถอยออกไปก่อนทันที

ทว่าเตากลืนดินไม่ได้ทำให้เขาผิดหวังแต่อย่างใด

เตาเครื่องหอมขนาดเล็กสีดำที่ดูเหมือนไม่สะดุดตาใบนั้น ระเบิดพลังอันน่าตื่นตะลึงออกมา ในขณะที่กำลังเผชิญหน้ากับการบุกเข้าโจมตีของไอหมอกสีฟ้าน้ำแข็ง ก็ดูดกลืนหมอกน้ำแข็งเข้าไปภายในมหาศาลด้วยเช่นกัน

นั่นประหนึ่งกับหลุมดำอย่างไรอย่างนั้น กลืนกินหมอกน้ำแข็งระลอกแล้วระลอกเล่าด้วยความละโมบ มีท่าทีราวกับอ้อยเข้าปากช้าง

เมื่อการเริ่มต้นครั้งแรกนี้เริ่มขึ้น ก็พลันเห็นว่าภายในแก่นน้ำแข็งใยดิน มีธารแสงสีฟ้าเป็นเส้นๆ ถูกฉุดดึงออกมา หลอมรวมเข้าไปภายในหมอกน้ำแข็ง และถูกเตากลืนดินดูดกลืนเข้าไปพร้อมกัน

อาหู่ตกตะลึง “ของเล็กๆ ชิ้นนี้มีที่มาอย่างไรกันแน่ นึกไม่ถึงว่าแม้แต่แก่นน้ำแข็งใยดินก็ยังสามารถดูดเข้าไปได้ จะไม่ถึงจุดเยือกแข็งจนแตกใช่หรือไม่?”

เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตาเพ่งมองเตากลืนดินเช่นเดียวกัน รำพึงรำพันว่า “นั่นน่ะสิ ช่างไม่ง่ายเลยจริงๆ แม้ข้าจะคาดเดาไว้ว่ามันน่าจะสามารถทนไหว แต่หลังจากยืนหยัดจุดนี้แล้ว ก็รู้สึกว่าไม่น่าเชื่ออยู่บ้างเหมือนกัน”

“แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การที่ช่วงสำคัญที่สุดนี้สำเร็จ แผนการเดิมของข้าก็มีความเป็นไปได้แล้ว”

ชายหนุ่มสังเกตซ้ำอีกพักหนึ่ง หลังจากยืนยันแล้วว่าเตากลืนดินไม่ได้ถึงขีดจำกัด จึงเก็บกระสวยเบิกดินแดนขึ้นมาใหม่อย่างวางใจ

อาหู่จุ๊ปากชื่นชมถึงความวิเศษของมัน “แต่ว่าคุณชาย เพียงแค่เป็นฝ่ายดูดซับไว้ ไม่ได้กลืนเข้าไป ขอบเขตพลังนี้ยังคงน้อยไปอยู่บ้าง จะสามารถทำให้เกิดผลกระทบเข้าไปยังแก่นน้ำแข็งใยดินได้หรือ?”

เขามองดูธารแสงสีฟ้าเหล่านั้นอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะเห็นว่าระหว่างที่ธารแสงไหลเวียนอยู่นั้น ราวกับว่ากำลังแลกเปลี่ยนอยู่กับสถานที่อื่นอยู่ตลอดเวลา

ดูเหมือนว่าทางฝั่งนี้ถูกเตากลืนดินดูดซับไปพลังส่วนหนึ่ง จะไม่ได้มีปัญหาอะไรมากนัก ไม่นานนักก็ถูกเติมเต็มจนสมดุล

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “แน่นอนว่ายังมีวิธีการตามมาทีหลังอีก ไม่ใช่จัดการจนสำเร็จเสร็จสิ้นในตอนนี้เลย”

ขณะเอ่ย เขาก็ต่อยหมัดหนึ่งออกไปอีก

มีเตากลืนดินแบกรับแรงกดดันจากหมอกน้ำแข็งเอาไว้ ค่ายกลก็สามารถโคจรต่อไปตามปกติ

แสงสีแดงหลายสายปรากฏออกมา สัมผัสเข้ากับแก่นน้ำแข็งใยดิน ทันใดนั้นดาบเพชฌฆาตสีแดงเพลิงทั้งสี่เล่มที่เสียบอยู่ภายในชั้นน้ำแข็งก็ส่องแสงสีแดงขึ้นมา เปล่งประกายพร่างพราวไปพร้อมกัน

การปรับสมดุลด้วยตัวเองของลักษณะพื้นภูมิแกนน้ำแข็ง ได้รับผลกระทบจนเปลี่ยนเป็นอืดอาดอยู่บ้าง

เมื่อทำเช่นนี้แล้ว เตากลืนดินก็ดูดซับพลังของลักษณะพื้นภูมิแกนน้ำแข็งไม่หยุด ค่อยๆ ส่งผลขึ้นมา

เพียงแต่การส่งผลนี้มีเพียงเล็กน้อยอีกทั้งเชื่องช้าอย่างยิ่ง น้อยนิดจนแทบจะทำให้ผู้คนยากจะสังเกตเห็น

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “สี่ตำลึงปาดแปดพันชั่ง ไม่ใช่ว่าง่ายดายปานนั้น ต่อจากนั้นพวกเรารอเงียบๆ ก็พอ รอให้ค่อยๆ สะสมไปเรื่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อย จนกระทั่งถึงชั่วขณะสุดท้ายที่ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงรากฐานนั้น”

อาหู่เอ่ยถาม “คุณชาย หรือท่านกำลังจะบอกว่าวังสุสานทุ่งร้างแดนใต้ทางอัคคีพิภพนั่น จะเป็นเหมือนเช่นบ่อน้ำพุเกล็ดน้ำแข็งของตำหนักเซียนหิมะในปีนั้นหรือ? ”

ชายหนุ่มมองดูเตากลืนดิน “นั่นคงไม่เกิดขึ้น ขอบเขตของวังสุสานทุ่งร้างแดนใต้แกร่งกว่าบ่อน้ำเกล็ดน้ำแข็งยิ่งนัก นอกเสียจากว่าจะสามารถสั่นคลอนเส้นใยสำคัญของแก่นน้ำแข็งใยดินได้ ไม่เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีทางทำให้วังสุสานทุ่งร้างแดนใต้ดับสลายไปได้”

“ดังนั้น ข้าจึงไม่ได้คิดจะทำให้มันอ่อนกำลังลง หากแต่ต้องการให้ที่นั่นแกร่งยิ่งขึ้น”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวเสียงเรียบ “แต่ไหนแต่ไรคนจะเข้าไปด้านในก็ไม่ง่าย ถึงเวลานั้น คาดว่านอกจากหวงกวงเลี่ยแล้ว คนอื่นๆ ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ล้วนไม่ต้องคิดจะเข้าไป”

“เอาล่ะ พวกเราอดทนรออยู่ที่นี่กันเถิด” ชายหนุ่มเอ่ยพลางยิ้ม

เขาคอยเฝ้าค่ายกลเอาไว้ ส่วนอาหู่ที่ไม่มีเรื่องอื่นต้องทำ ก็เริ่มตั้งใจฝึกฝนอย่างจริงจัง ตีฝ่าสู่ระดับขั้นที่สูงขึ้นอีกครั้ง

หลายวันผ่านไป พลังปราณสีม่วงหลายสายที่อยู่ในปราณจิตราสีดำทั่วสรรพางค์กายของอาหู่ ก็ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น

จนในที่สุด พลังปราณสีม่วงก็เปลี่ยนเป็นยิ่งใหญ่เกรียงไกร ตามกาลเวลาที่เคลื่อนผ่านไป จากนั้นรวมตัวเข้าด้วยกัน เกาะผนึกจนกลายเป็นจุดแสงสีม่วงเล็กๆ

ลมพายุสีดำกลับกลายเป็นสิ่งที่มีลักษณะเหมือนฝุ่นดินสีดำ

จุดแสงสีม่วงนั้นจมลงอย่างเชื่องช้า หลอมรวมเข้าไปในดินวิเศษสีดำ

อาหู่สั่นเทิ้มไปทั้งตัว ครั้นลืมตาขึ้น ในประกายตากลับเหมือนว่ามีแสงสีม่วงเป็นจุดๆ ฉาบวับวาบแล้วก็หายไป

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเอ่ย “อาหู่ ยินดีกับเจ้าด้วย เจ้าสำเร็จระดับมหาปรมาจารย์ขั้นสอง ขั้นซ่อนจิตระยะกลางแล้ว”

ชายร่างใหญ่อ้าปากกว้างหัวร่อฮ่าๆ ปรากฏให้เห็นว่ามีความสุขเป็นพิเศษ

หลังจากดีอกดีใจแล้ว อาหู่ก็เกาศีรษะ เอ่ยถามว่า “คุณชาย สถานการณ์แก่นน้ำแข็งใยดินของที่นี่เป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”

เยี่ยนจ้าวเกอยกมุมปากขึ้นเบาๆ “อีกไม่นานก็รู้ผลแล้ว”

…………..

ในช่วงเวลาอันยาวนาน ไม่รู้ว่าเตากลืนดินดูดกลืนไอเย็นของเส้นลมปราณแกนน้ำแข็งไปมากน้อยเพียงใดแล้ว

ค่ายกลที่โคจรและแสงสีแดงเพลิงที่ส่องสว่าง มืดสลัวลงไปมากแล้ว

ธารแสงสีฟ้าเบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่ บัดนี้ก็ปรากฏความเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้วเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้

ระดับการเปลี่ยนแปลงน้อยนิดอย่างยิ่ง ทว่ากลับสามารถทำให้รู้สึกได้จริงๆ

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูภาพฉากนี้ รำพึงรำพันกันตัวเองว่า “ระลอกต่อไปนี้ ความเคลื่อนไหวจะค่อนข้างรุนแรง หวังว่าแถวนี้จะไม่มีคนกระมัง แต่ความเสี่ยงส่วนนี้จำเป็นต้องแลก”

เขานำกระสวยเบิกดินแดนออกมาอีกครั้ง จากนั้นก็เข้าไปด้านในพร้อมกับอาหู่ แล้วขับเคลื่อนกระสวยเบิกดินแดนทะลุผ่านชั้นน้ำแข็งและดินเยือกแข็ง กลับขึ้นมายังผิวดิน

หลังจากกลับขึ้นมาบนผิวดินได้ไม่นาน ทั้งสองก็รู้สึกได้ทันทีว่าพื้นดินใต้เท้ากำลังสั่นสะเทือนไม่หยุด

ชายหนุ่มก้มหน้าลงไปมอง บนทุ่งหิมะของแดนเหนือคล้ายกับกำลังเกิดแผ่นดินใหญ่เฉพาะส่วน

ชั่วขณะถัดมา ผิวดินก็แตกร้าวเป็นแนวยาวอย่างรุนแรง!

ไม่ใช่เพียงแค่ผิวดินแตกร้าวเท่านั้น ดินหินเป็นแผ่นๆ กับก้อนน้ำแข็งล้วนกำลังถล่มลงมาพร้อมกัน ใต้ดินคล้ายกับปรากฏโพรงขนาดมหึมาออกมาโพรงหนึ่ง

หลุมใหญ่ที่ลึกจนไม่เห็นก้นบึ้งปรากฏอยู่บนทุ่งหิมะหลุมหนึ่ง กินพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล อีกทั้งด้านล่างยังส่งทอดแรงสั่นสะเทือนอย่างหนักออกมาเป็นพักๆ อีกด้วย

เยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่ยืนอยู่ริมขอบหลุมยักษ์ มองลงไปเบื้องล่าง เห็นเพียงความมืดมิดไปทั่วบริเวณเท่านั้น

ครานี้ไม่จำเป็นต้องใช้กระสวยเบิกดินแดน ทั้งสองกระโดดลงไปด้านล่างจากริมหลุมโดยตรง ตลอดทางลงไปด้านล่างล้วนมีแต่มืดมน จนถึงก้นแล้วถึงเห็นมีลำแสงสีฟ้าน้ำแข็งทอประกายอยู่รำไร

“คุณชายขอรับ สำเร็จแล้วหรือ?” อาหู่พลางเดินพลางเอ่ยถาม

ชายหนุมมองไปโดยรอบ “เมื่อครู่เป็นผลจากการที่แก่นน้ำแข็งใยดินถูกแตะต้องในที่สุด แต่ว่า ต้องใช้การเปลี่ยนแปลงของแก่นน้ำแข็งใยดินของแห่งนี้ ส่งผลกระทบไปยังแก่นเพลิงใยดินของแดนใต้ที่อยู่ไกลออกไป และยังจำเป็นต้องใช้เวลาต่อไปอีกระยะหนึ่ง”

เมื่อถึงภายในโพรงน้ำแข็งที่ก้นหลุม ก็เห็นว่าค่ายกลยังคงกำลังโคจรอยู่เงียบๆ และแก่นน้ำแข็งใยดินที่ราวกับไหลมาบรรจบกับแสงสีฟ้าก็ยังคงรินไหลเงียบเชียบ

เตากลืนดินยังคงกำลังดูดกลืนไอเย็นหมอกน้ำแข็ง และแก่นน้ำแข็งใยดินเข้าไปอย่างมหาศาล

เยี่ยนจ้าวเกอแหงนหน้าขึ้นมองไปบนท้องฟ้า แลดูลำแสงที่ตกลงมา ราวกับกำลังมองปากบ่อจากก้นบ่อลึกอย่างไรอย่างนั้น

“ปากหลุมใหญ่จนเกินไปแล้ว ยากที่จะถมกลบอำพราง ไม่เช่นนั้นแล้วหากดินหินตกลงมา อาจจะส่งผลต่อค่ายกลในนี้” เยี่ยนจ้าวเกอถอนใจด้วยความเสียดาย “หลุมใหญ่ขนาดนี้อยู่บนทุ่งหิมะสะดุดตาเกินไป โชคดีที่น้อยคนจะมายังสุดขอบแดนเหนือ หวังว่าจะไม่มีคนเข้ามาใกล้ที่นี่กระมัง”

“ความเสี่ยงบางอย่าง ไม่แลกไม่ได้” เยี่ยนจ้าวเกอมายังข้างๆ เตากลืนดิน แล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่ง อาหู่เองก็มานั่งอยู่ข้างๆ เช่นกัน

ทั้งสองคนมองดูใยดินแกนน้ำแข็งกับเตากลืนดินที่อยู่ตรงหน้าด้วยความอดทน

หากแต่เยี่ยนจ้าวเกอค้นพบว่าโชคของตนเอง บางครั้งก็ไม่ได้ดีขนาดนั้น

ภายในลูกตาดำขวา ฉายประกายแสงอัสนีสีม่วงแกมน้ำเงินเล็กน้อย เยี่ยนจ้าวเกอแหงนหน้าขึ้นมอง บริเวณสุดครรลองสายตาของเขามองไม่เห็นอะไร ทว่าด้วยการช่วยเหลือของดวงตาราชันสายฟ้า ก็ทำให้รู้ได้ว่ามีคนเข้ามาใกล้อยู่รางๆ

สีหน้าอาหู่พลันเคร่งขรึมขึ้นมา “คุณชาย มีคนมาหรือขอรับ?”

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ “ไม่ผิด อีกทั้งยังมีระดับพลังฝึกปรือไม่ต่ำต้อย อย่างน้อยๆ ก็น่าจะเป็นจอมยุทธ์ระดับมหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณคนหนึ่ง”

ร่างของอีกฝ่ายค่อยๆ ปรากฏอยู่ในครรลองสายตาเยี่ยนจ้าวเกอ

เช่นเดียวกันกับผู้มาเยือน ก็สามารถเห็นรูปลักษณ์ของเยี่ยนจ้าวเกอได้อย่างแจ่มชัด

ทีแรกอีกฝ่ายยังคงเพียงแค่สงสัย ทว่ารอจนเห็นรูปร่างหน้าตาเยี่ยนจ้าวเกอจนชัดแล้ว สีหน้าของเขาก็พลันดุร้ายขึ้นมาอยู่บ้าง

ลมพายุสีดำอันน่าพรั่นพรึงกำลังโอบล้อมอยู่ทั่วร่างของเขา แล้วค่อยๆ ขยายใหญ่ไปทั่วทั้งโพรงน้ำแข็ง

“ครั้งสำนักเขานิมิตทมิฬประสบกับการล่มสลาย กับสงครามเดือดกว่างเฉิงก่อนหน้านี้ ทั้งสองคราที่ผ่านมาก็น่าจะตายกันไปหมดแล้ว บัดนี้ยังมียอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณที่ยังมีชีวิตแข็งแรงอยู่หรือนี่?” แววตาเยี่ยนจ้าวเกอทอประกายเล็กน้อย เมื่อแยกแยะภูมิหลังของอีกฝ่ายได้ “ดูเหมือนว่าจะเป็นหนึ่งในผู้ที่เหลือรอดที่พึ่งพาสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กลุ่มนั้น มีบางคนไม่ได้มุ่งหน้าไปเขากว่างเฉิงเพื่อร่วมสงคราม นึกไม่ถึงว่าจะมาเจอกันที่แดนเหนือ”

สีหน้าท่าทางเยี่ยนจ้าวเกอสุขุมเยือกเย็น คอยท่าอยู่ข้างเตากลืนดินไม่ขยับเขยื้อน มองจ้องผู้มาเยือนเงียบๆ

สายตาอีกฝ่ายเพ่งมองเยี่ยนจ้าวเกออย่างเยียบเย็นเช่นเดียวกัน ทว่าหลังจากสบตากันพักหนึ่งแล้ว พายุสีดำบนเรือนกายพลันสงบลง จากนั้นคนก็ถอยร่นออกไป

สีหน้าอารมณ์อาหู่กลับไม่เห็นความผ่อนคลายแต่อย่างใด “คุณชาย เขาจะหาคนอื่นมาช่วยหรือไม่?”

ปัจจุบันชื่อเสียงของเยี่ยนจ้าวเกอก็นับว่าลือเลื่องเช่นกัน ก่อนอื่นไม่พูดถึงพลังความสามารถที่แกร่งกล้า ส่วนที่สำคัญก็คือ ผู้คนใต้หล้าต่างรู้ดีว่าเขามีเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์อยู่กับตัว มีพลังที่โหดเหี้ยมอย่างยิ่ง

ถึงแม้ว่าผู้มาเยือนจะเป็นยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ชั้นที่สี่ ขั้นรูปญาณระยะต้น กระนั้นก็ไม่มีความมั่นใจที่จะแบกการบุกต่อสู้กับเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าได้เช่นกัน

อีกฝ่ายรับรู้ถึงความยากจึงถอยไปย่อมดีที่สุด หากแต่ด้วยความแค้นและบุญคุณระหว่างสำนักเขากว่างเฉิงกับสำนักเขานิมิตทมิฬ ทำให้ยากจะเชื่อว่าจะยอมวางมือลงด้วยดีเช่นนี้

สุดขอบแดนเหนือในขณะนี้ มีจอมยุทธ์ตำหนักอัสนีสวรรค์จำนวนไม่น้อยอยู่

หากจอมยุทธ์สำนักเขานิมิตทมิฬรู้เบื้องลึกเบื้องหลัง จอมยุทธ์ตำหนักอัสนีสวรรค์เหล่านี้ต่างสามารถเป็นกองหนุนและผู้ช่วยได้

เยี่ยนจ้าวเกอมองเตากลืนดินแวบหนึ่ง “ยังต้องใช้เวลาอีกพักหนึ่ง…”

“ระหว่างสำนักเขานิมิตทมิฬกับตำหนักอัสนีสวรรค์ไม่ใช่สำนักเดียวกัน หากต้องการติดต่อสื่อสาร ถือเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง หากเขาไปขอกำลังสนับสนุน เดินทางไปกลับ ก็น่าจะต้องใช้เวลานานถึงจะถูก อย่างไรเสียในตอนที่คนของตำหนักอัสนีสวรรค์ล้อมเข้ามาทางฝั่งนี้ พวกเราก็เร่งหนีไปนานแล้ว”

ชายหนุ่มนั่งอยู่กับพื้นไม่ได้ไหวติง เอื้อนเอ่ยด้วยความลังเลว่า “อาหู่ ข้าจะอยู่ดูตรงนี้ต่อไป เจ้าไประวังภัยรอบนอกสักหน่อย”

อาหู่ตอบรับแล้วจึงออกไป ส่วนเยี่ยนจ้าวเกอนั่งคุกเข่าลงข้างหนึ่ง นำเครื่องหยกที่สลัวลงบ้างแล้วออกมาวางไว้บนฝ่ามือ


ยอดฝีมือมหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณของตำหนักอัสนีสวรรค์คนหนึ่ง พาจอมยุทธ์ของสำนักจำนวนมาก ห้อตะบึงมุ่งหน้าไปอย่างว่องไว

หลินโจวอยู่ข้างกายเขา

ชายวัยกลางที่มีพลังฝึกปรือระดับมหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณคนนี้มองหลินโจวด้วยความไม่พอใจอยู่บ้าง “เจ้าควรจะหยุดอยู่ที่ร่องรอยนั่นมากกว่า ข้ารู้ว่าการตายของผู้อาวุโสหลินทำให้เจ้าเกลียดเขากว่างเฉิงเข้ากระดูก แต่สำหรับสำนักเราแล้ว ร่องรอยยังคงสำคัญยิ่งกว่า”

หลินโจวเอ่ยเสียงเรียบ “ตั้งพลังเฝ้าป้องกันที่ร่องรอยนั่นไว้ก็เพียงพอแล้ว คนที่ต้องการจะเปิดร่องรอย สุดท้ายแล้วก็เป็นคนของสำนักเขากว่างเฉิง ผู้อาวุโสเจิ้งไม่จำเป็นต้องเป็นกังวลนัก ตอนนี้ข้าใจเย็นอย่างยิ่ง”

ผู้อาวุโสเจิแค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง ก่อนจะไม่พูดอะไรต่อไปอีก สายตามองไปทางผู้อาวุโสที่นำอยู่หน้าสุด “คนของสำนักเขานิมิตทมิฬน่าจะเชื่อใจได้ แต่เยี่ยนจ้าวเกอนั่น หากไม่ไปที่ร่องรอยของจอมยุทธ์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ แล้วจะดั้นด้นไปที่อื่นทำอะไร?”

หลินโจวไม่ได้เอ่ยตอบ เพียงแค่เร่งเดินทางให้เร็วขึ้นอีก

มีบางเรื่องที่เขาหมดทางอธิบายให้คนอื่นเข้าใจกระจ่างชัดได้ ยกตัวอย่างเช่น เขามักจะรู้สึกว่าเยี่ยนจ้าวเกอมีบางอย่างผิดปกติ

ถึงแม้จะไม่เหมือนเช่นสถานการณ์พิเศษของเขาเอง ทว่าก็ต่างจากคนทั่วไปเช่นกัน เพียงแต่รายละเอียดในเรื่องนั้น เหมือนกับยลดอกไม้ในหมอก ทำให้มองไม่ชัดเจน

ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มาด้วยตัวเองสักครั้ง หลินโจวก็วางใจไม่ลงตั้งต้นจนจบ

ผู้อาวุโสเจิ้งซั่วผู้จงรักภักดีของสำนักเขานิมิตทมิฬที่นำทางอยู่ด้านหน้า มีสีหน้าอึมครึมเช่นเดียวกัน

เขาไม่ได้มีความสนิทสนมอะไรกับตำหนักอัสนีสวรรค์ ทว่าศัตรูของศัตรูก็คือมิตร

ระหว่างสำนักเขานิมิตทมิฬกับสำนักเขากว่างเฉิง แม้แต่คำว่า ‘ความแค้นหยั่งลึกดุจสมุทร’ ก็ไม่พอให้บรรยายความแค้นและบุญคุณในนั้นแล้ว

เป็นเพราะก่อนหน้านี้เจิ้งซั่วเข้าฌาน จึงไม่สามารถรีบไปร่วมสงครามกว่างเฉิงได้ทัน การที่ได้เห็นสำนักเขากว่างเฉิงทำลายภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตจนสูญสิ้น และต้านทานสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับตำหนักอัสนีสวรรค์ได้ นั่นทำให้เจิ้งซั่วรู้สึกเพียงขุ่นมัวไม่อาจปล่อยวาง

เขาปรารถนาเพียงชีวิตนี้ได้เห็นวันที่สำนักเขากว่างเฉิงดับสูญ

ถ้าหากไม่อาจได้เห็น เช่นนั้นเมื่อมีโอกาสทำลายคนรุ่นเยาว์ที่ล้ำเลิศที่สุดของเขากว่างเฉิง เขาก็นอนตายตาหลับแล้ว

…………….
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ