331-335
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง คุณชายแห่งปฐพี
บทที่ 331ถึง335
หลังจากการประลองรอบแรก ก็เปิดการประลองรอบที่สองทันที โดยยึดตามผลประลอง อันดับที่หนึ่งชนกับอันดับที่สี่ และอันดับที่สองชนกับอันดับที่สาม
เพราะฉะนั้น เฟิงอวิ๋นเซิงในฐานะที่ได้อันดับที่สาม คู่ต่อสู้คนถัดไปของนางคือฝานชิวผู้ได้อันดับที่สอง
ส่วนการประลองตัดสินอีกสนามหนึ่ง ก็เป็นการเปิดฉากระหว่างเมิ่งหว่านกับเฉินซู่ถิงแห่งเมืองทะเลมรกต
เฟิงอวิ๋นเซิงกับฝานชิวออกจากลำแสงที่ครอบเอาไว้ของมงกุฎแห่งจันทรา เหลือเมิ่งหว่านและเฉินซู่ถิงเพียงสองคนอยู่ภายในนั้น
แสงจันทราอันสุกสกาวและเงียบวิเวก สาดส่องทั่วฟ้าทั่วแผ่นดิน สุดลูกหูลูกตาไร้ที่สิ้นสุด บัดนี้คล้ายกับกลายเป็นทะเลแสงสีขาวทั่วบริเวณ
ภายในมหาสมุทรแสงจันทร์จางๆ ร่างของพวกเมิ่งหว่านทั้งสองคนปรากฏวับวาบ
เฉิงซู่ถิงชูมือขวาขึ้นมา ตั้งฝ่ามือดุจดาบ ผ่าออกไปทางเมิ่งหว่าน
ภายในมหาสมุทรแสงจันทร์ พลันปรากฏเรือยักษ์สีดำลำหนึ่งออกมา ลอยล่องไปตามคลื่นลม แหวกกระแสน้ำทะเล ถลันไปทางเมิ่งหว่าน
ระหว่างที่เรือยักษ์ลอยล่อง ม้วนคลื่นทะเลขึ้นเป็นระลอกๆ มืดฟ้ามัวดิน
เหนือท้องนภา จันทร์กระจ่างลอยสูง ภายในรัศมีแสงจันทร์ คล้ายกับกับมีมงกุฎสีขาวบริสุทธิ์มงกุฎหนึ่งอยู่ มันสาดแสงเรืองรองจางๆ เสริมหนุนไปบนเรือยักษ์สีดำลำนั้น ทำให้พลังที่แผ่ออกมาของเรือยักษ์ยิ่งทวีความไม่ธรรมดา ค่อยๆ เกลื่อนกลาดทั่วโลกหล้าในขณะนี้ ราวกับจะข้ามห้วงทะเลอันไร้ขอบเขต ไปถึงยังอีกฟากฝั่งหนึ่ง
เมิ่งหว่านที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งมีสีหน้าไม่ยินดียินร้าย งดงามเรียบง่ายและพิสุทธิ์สูงส่ง
นางอ้าปากส่งเสียงเหมือนหงส์ร้องอันกังวานใส ตั้งแต่เบาจนดัง ก็หาได้รุนแรงและไพศาลอย่างไรไม่ หากแต่ในชั่วขณะนี้กลับดังก้องสะท้านทั่วทั้งโลกแสงจันทร์ใบนี้
ชั่วขณะถัดมา ร่างของเมิ่งหว่านก็หายไป
จากนั้น หงส์เพลิงที่ครึ่งหนึ่งสีดำครึ่งหนึ่งสีขาวตัวหนึ่ง พลันโผนทะยานจากภายในมหาสมุทรแสงจันทร์ขึ้นสู่ท้องฟ้า สั่นสะเทือนฟากฟ้าเบื้องสูง
หงส์เพลิงเหินบินวนเวียนไปรอบๆ จันทร์กระจ่างกลางท้องฟ้า ทว่าที่ทำให้ทุกคนรู้สึกตกตะลึงก็คือ ภายใต้การโอบล้อมของหงส์เพลิง จันทร์กระจ่างดวงนั้นค่อยๆ หดเล็กลงอย่างคาดไม่ถึง!
ไม่นานนัก จันทร์กระจ่างที่ลอยสูงอยู่กลางท้องฟ้า ก็หดเล็กลงจนมีขนาดเท่าเม็ดไข่มุกใสเท่านั้น และท่ามกลางเสียงหงส์เพลิงร้องกังวานใส มันพลันอ้าปากออก กลืนจันทร์กระจ่างลงไปทั้งดวงอย่างนึกไม่ถึง
เฉิงซู่ถิงเห็นสถานการณ์ สีหน้าแปรเปลี่ยนฉับพลัน
ทันใดนั้น ก็เห็นหงส์เพลิงโฉบจากฟ้าลงมา ดิ่งลงไปยังเรือยักษ์สีดำ
แสงจันทร์อันเงียบสงัดและวิเวกหาได้คุโชนไม่ กลับคล้ายว่าแช่แข็งกาลเวลาเอาไว้
จากนั้นแสงจันทร์สุดลูกหูลูกตาร่วงลงมาตามหลังหงส์เพลิง หยุดเรือยักษ์สีดำเอาไว้บนผิวทะเล จากนั้นปีกสีดำและขาวทั้งสองของหงส์เพลิงก็สั่นกระพือ
เรือยักษ์สีดำที่มีพลังแผ่ออกมามหาศาล และไร้เทียมทานก่อนหน้านี้ พลันเริ่มเอนเอียงอยู่บนผิวทะเล จากนั้นก็ค่อยๆ พลิกกลับ สุดท้ายจมลงไปภายใน!
เฉินซู่ถิงยืนอยู่กับที่ไม่ไหวติง สีหน้าสีซีดเผือกอยู่บ้าง
หงส์เพลิงตกลงอยู่บริเวณใกล้ๆ ตรงหน้านาง เปลวเพลิงสีขาวและสีดำสลายสิ้น ปรากฏร่างของเมิ่งหว่านออกมา
จันทร์กระจ่างที่ถูกหงส์เพลิงกลืนลงไป หายไปในอากาศก่อนหน้านี้ ก็ปรากฏลอยสูงอยู่กลางท้องฟ้าอีกครั้ง ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด
เมิ่งหว่านมองเฉินซู่ถิง กล่าวด้วยเสียงเบาว่า “ศิษย์พี่เฉิน ยอมให้ข้าแล้ว”
เมื่อเห็นเมิ่งหว่านกับเฉินซู่ถิงออกมาจากโลกแสงจันทร์พร้อมกัน นอกจากคนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แล้ว ทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบงัน
พวกเขาล้วนรู้ดีว่าเมิ่งหว่านแกร่งอย่างยิ่ง ล้ำเลิศเหนือผู้ใด ทว่าการที่แกร่งกล้าจนถึงระดับนี้ ก็ยังคงทำให้รู้สึกสิ้นวาจาอยู่บ้างชั่วขณะหนึ่ง
เฉินซู่ถิงที่เคยต่อสู้กับเมิ่งหว่านในการประลองแห่งจันทราสองสามครั้งแรกได้อย่างสูสี ต่อให้แพ้พ่ายก็สามารถทำให้เมิ่งหว่านทุ่มสุดกำลังได้เช่นกัน บัดนี้เผชิญหน้าเมิ่งหว่าน ผลกลับปราชัยไม่เป็นท่า
ในชั่วขณะที่หงส์เพลิงกลืนจันทร์นั้น แท้จริงแล้วทั้งสองฝ่ายได้แบ่งผลแพ้ชนะออกมาแล้ว
ศัตรูแข็งแกร่งเมื่อกาลก่อน ตอนนี้ถูกเมิ่งหว่านทิ้งไว้เบื้องหลังโดยสิ้นเชิงแล้ว ยากจะหวังมุ่งไล่ตามนางให้ทัน
ยอดฝีมือปรมาจารย์นำคณะของเมืองทะเลมรกตมีสีหน้าอึมครึม สำหรับเมืองทะเลมรกตแล้ว พ่ายแก่คนอื่นก็แล้วไป กลับพ่ายแก่คนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ทำให้เกิดรู้สึกอัดอั้นโดยแท้
กระนั้นผู้อาวุโสท่านนี้ยังคงไม่อาจแสดงออกมา ทำได้เพียงพูดปลอบใจด้วยถ้อยคำสบายๆ เท่านั้น เฉิงซู่ถิงถูกโจมตีมา หนักหนากว่าเขา
บัดนี้ประมุขหอคลื่นโหมอันชิงหลิน ก็พินิจเมิ่งหว่านอีกครั้งแวบหนึ่งเช่นกัน
แน่นอนว่านางมีความเข้าใจเกี่ยวกับเมิ่งหว่านอย่างดี หากแต่พอได้เห็นการประลองวันนี้แล้ว ก็อดให้ความสำคัญกับนางมากขึ้นหลายส่วนไม่ได้
“เมิ่งหว่านแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ในการประลองแห่งจันทรา นางอยู่ในตำแหน่งท่ามกลางเหล่าจอมยุทธ์ระดับขั้นเดียวกันเหมือนเช่นเยี่ยนตี๋พ่อของเจ้า และเจ้าในตอนนี้อย่างไรอย่างนั้น” ผู้อาวุโสเมิ่งแห่งสำนักเขากว่างเฉิงมองเมิ่งหว่าน หลังจากครู่ใหญ่ค่อยถอนใจพลางกล่าว “อยู่เหนือยอดสุด ก้มมองต่ำบรรดาผู้คน มีความสามารถในการปกครองและความรู้สึกบีบเค้นที่แทบจะไม่อาจขยับเขยื้อนได้”
เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินดังนั้นก็ยิ้มน้อยๆ หากแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป
ขณะนี้ หลังจากเมิ่งหว่านและเฉินซู่ถิงออกจากโลกแสงจันทร์แล้ว เฟิงอวิ๋นเซิงกับฝานชิวแห่งหอคลื่นโหม ก็สืบเท้าเข้าไปภายในพร้อมกัน
หลังทั้งสองคำนับกันแล้ว ฝานชิวก็รวบฝ่ามือทั้งสองเข้าด้วยกัน จากผลักออกไปด้านหน้าพร้อมกัน
ร่มกระดาษที่ดูเหมือนเล็กกะทัดรัดคันหนึ่งปรากฏอยู่ภายในโลกแสงจันทร์ ก่อนที่มันจะกางออก ลอยขึ้นไปกลางท้องฟ้า
ชั่วขณะถัดมา ทัศนียภาพภายในโลกแสงจันทร์พลันเปลี่ยนแปลงไป
หลังร่มกระดาษที่ดูเหมือนไม่ใหญ่คันนั้นกางออก กลับคล้ายว่าบดบังฟากฟ้า ใต้ร่มเป็นโลกชั้นหนึ่ง เหนือร่มกลับเป็นโลกอีกชั้นหนึ่ง
เฟิงอวิ๋นเซิงแหงนหน้ามองขึ้นไป เบื้องหน้ากลายเป็นความมืดมิดไปทั่วบริเวณโดยฉับพลัน แสงจันทร์สุกสว่างเจิดจ้า ราวกับสาดส่องไปทั่วฟ้าดิน มลายหายไปหมดสิ้นอย่างไม่คาดคิด
กระทั่งมหาสมุทรแสงจันทร์เบื้องล่าง ล้วนยังคล้ายกับกำลังค่อยๆ กระจายออกไป
ตรงหน้านางมีเพียงความมืดมนอันไร้ขอบเขตสิ้นสุดเท่านั้น ความมืดมนกำลังจะกลืนกินนางไป
นอกเหนือโลกแสงจันทร์ ทัศนียภาพเบื้องหน้าทุกคน ก็พลันแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนครึ่งบนยังคงสว่างไสว แม้ว่าแสงจันทร์จะไม่เจิดจ้าแสบตา กระนั้นก็ส่องสว่างสุดลูกหูลูกตา ทำให้จิตใจผู้คนอดที่จะตกอยู่ในภวังค์ในนั้นไม่ได้
จันทร์กระจ่างดวงนั้น ยังคงลอยสูงอยู่เหนือสุดท้องฟ้า แสงจันทร์กระจายตกกระทบไปบนร่มกระดาษ
ทว่าส่วนครึ่งล่างของโลก กลับมืดสนิทไปทั่วบริเวณ ไม่เห็นแสงสว่างแม้แต่น้อย
ร่มคันหนึ่งกางออกมา ราวกับแผ่นฟ้าบดบังเหนือท้องฟ้าอย่างไรอย่างนั้น ทำให้ผู้คนใต้ร่มมองไม่เห็นแสงสว่างแม้สักนิด
ซึ่งแม้จะยืนอยู่นอกโลกแสงจันทร์ ฝูงชนต่างก็สามารถรู้สึกได้รางๆ ว่า ภายในโลกที่มืดมิดใต้ร่มคันนั้น มีพลังปราณอันเยียบเย็นและเงียบสงบพรั่งพรูออกมา
ประหนึ่งว่าทั้งมวลล้วนถูกน้ำแข็งปิดผนึกไว้ตลอดกาล ไม่มีแสงสว่างแม้แต่น้อย และก็ไม่มีพลังงานความร้อนแม้แต่น้อยเช่นกัน เดินสู่ความวอดวายในระหว่างที่ไร้สุ้มไร้เสียง
เยี่ยนจ้าวเกอเห็นสถานการณ์ดังนั้น ก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เทียบกับตอนการประลองแห่งจันทราครั้งที่สี่แล้ว ไม่เพียงแค่อระดับพลังฝึกปรือวรยุทธ์เฉพาะตัวพัฒนาขึ้น ยอดทักษะจันทราเองก็มีพัฒนาการและการปรับปรุงแก้ไขขึ้นอีกครั้งเช่นกัน”
“ถ้าหากเปรียบเทียบเพียงแค่อานุภาพของยอดทักษะจันทราเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ก็ไม่ด้อยไปกว่าเมิ่งหว่านกับอวิ๋นซิ่วชิงที่มีฐานะเดิมอยู่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เลย”
ฝูงชนจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เห็นภาพฉากนี้ สีหน้าก็เอาจริงเอาจังขึ้นมาหลายส่วนเช่นกัน
สีหน้าอารมณ์เมิ่งหว่านกลับไม่แปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย สายตาเอาแต่จ้องความมืดมนอันลึกล้ำ ส่วนครึ่งล่างภายในโลกแสงจันทร์นั่นเท่านั้น
ฉับพลันนั้น ท่ามกลางโลกอันเงียบสงัดไร้สุ้มเสียง ก็มีเสียงมังกรคำรามอันป่าเถื่อนและทรงพลังดังขึ้นมา
ภายในความมืดมน มีแสงมังกรที่ครึ่งหนึ่งสีดำครึ่งหนึ่งสีขาวกระโจนขึ้นสู่ท้องฟ้า จากเบื้องล่างชนไปบนร่มกระดาษอย่างจัง!
ร่มกระดาษแกว่งไกว เกือบถูกแสงมังกรพลิกกลับด้าน
ขณะแสงมังกรร้องคำรามตามใจ ก็ชนกระแทกร่มกระดาษไม่หยุดยั้ง เสียงดังสนั่นเขย่าขวัญยิ่งนัก
ด้านบนร่มกระดาษใต้แสงจันทร์ ฝานชิวเม้มริมฝีปากแน่น สีหน้าเอาจริงเอาจังอย่างไม่เคยมีมาก่อน ก่อนจะระดมพลังทั้งหมดของตัวเอง ตรึงร่มกระดาษเอาไว้ อีกทั้งตรึงโลกมืดมิดใต้ร่มคันนั้น ฉุดกระชากลากถูกกับแสงมังกรตกอยู่ในสภาวะต่างไม่ยอมอ่อนข้อให้แก่กัน ไม่ให้อีกฝ่ายมีโอกาสพลิกกลับมาได้
กรงเล็บอันโหดเหี้ยมของแสงมังกร ตะปบไปบนผิวร่มโดยพลันจนเกิดรอยขาดออกมาหลายรอย
แสงจันทร์ลอดผ่านรอยขาดลงมา ทำให้โลกมืดมิดใต้ร่มพลันสว่างไสวขึ้นมาหลายส่วน
เมื่อได้อาบแสงจันทร์ พลังของแสงมังกรสีดำและสีขาวนั่นก็แกร่งกล้าขึ้นเรื่อยๆ
ฝานชิวยื่นมือทั้งสองออกไปด้านหน้า ออกแรงกดลงไปพร้อมกัน
ร่มพลันหมุนติ้ว ซึ่งพลังในการหมุนวน พลันปัดการกระแทกของแสงมังกรไปอีกฝั่งหนึ่ง
รอยขาดบนร่มกระดาษที่แสงจันทร์ลอดลงไป ก็เริ่มสมานเช่นกัน
ทั้งสองฝ่ายเปิดฉากการต่อสู้สุดชีวิตอันดุเดือด ท่ามกลางโลกแสงจันทร์ใบนี้!
………….
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูโลกแสงจันทร์อยู่ด้วยความสงบนิ่ง
เมื่อครู่สนทนากับผู้อาวุโสเมิ่ง แท้จริงแล้วมีเหตุการณ์หนึ่งที่เยี่ยนจ้าวเกอยังไม่ได้บอกกล่าวผู้อาวุโสเมิ่ง
จริงๆ แล้วเฟิงอวิ๋นเซิงในตอนนี้ เนื่องจากยอดทักษะจันทราที่บำเพ็ญฝึกอยู่ยังคงจำเป็นต้องฝึกฝนอย่างหนัก จึงยังมีจุดอ่อนในการลงมือต่อสู้จริงกับสตรีแห่งจันทราคนอื่นๆ ผ่านมงกุฎแห่งจันทรา
ฉะนั้นจึงไม่สามารถฝืนต่อสู้นานๆ ได้
ในเรื่องนี้ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ล่วงรู้ พวกเยี่ยนจ้าวเกอต่างปิดปากเงียบ
ในภายภาคหน้า ตามกาลเวลาที่ผ่านพ้นไป เมื่อยอดทักษะจันทราค่อยๆ สมบูรณ์และเชี่ยวชาญขึ้น ปัญหาข้อนี้ก็จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
ทว่าสำหรับเฟิงอวิ๋นเซิงในตอนนี้ ทางที่ดีที่สุดคือต่อสู้ให้จบลงโดยเร็ว หากการต่อสู้ยืดเยื้อจะทำให้พลังนางค่อยๆ แผ่วลงไป
เพียงแต่ศัตรูของนางในตอนนี้ ฝานชิวแห่งหอคลื่นโหม ไม่ว่าจะเป็นวิชาวรยุทธ์ที่ฝึกฝน หรือจะเป็นรูปแบบการต่อสู้เฉพาะตัว ล้วนเป็นประเภทเชื่องช้ายืดเยื้อ
ฝานชิวไม่รู้ปัญหาของเฟิงอวิ๋นเซิง ทว่าวิธีต่อสู้ที่นางเลือกใช้ กลับกำลังพุ่งเป้าไปที่จุดอ่อนของนางโดยไม่ได้ตั้งใจ
ซึ่งสำหรับการตอบสนองร่วมต่อมงกุฎแห่งจันทราของทั้งสองในตอนนี้แล้ว ฝานชิวถึงขั้นยังเหนือกว่าหลายส่วน
เมื่อเป็นเช่นนี้ การที่เฟิงอวิ๋นเซิงคิดจะกุมชัยชนะ ก็ทวีความยากยิ่งขึ้นแล้วเช่นกัน
เยี่ยนจ้าวเกอกลับไม่ร้อนใจ การที่ทะลุเข้ามาสู่รอบที่สองได้ เฟิงอวิ๋นเซิงก็บรรลุเป้าหมายตามที่คาดไว้ล่วงหน้าแล้ว เขาเองก็อยากเห็นเช่นกันว่า ภายใต้สถานการณ์ไม่เอื้อผลเช่นนี้ นางจะทำอย่างไร
ขณะนี้การประลองในสนาม ยังคงอยู่ในสภาวะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมอ่อนข้อ
แสงมังกรที่อยู่ใต้ร่มกระดาษ ยังคงมีกำลังแกร่งกล้าห้าวหาญ กระแทกร่มกระดาษจนโยกคลอนตลอดเวลา สร้างรอยขาดไว้บนร่มกระดาษอย่างต่อเนื่อง
ทว่าขณะที่ร่มกระดาษโคจรหมุนวน ก็ปัดพลังกว่าครึ่งของมังกรแสงทิ้งไป เมื่อแสงจันทร์ด้านบนสาดกระจายลงมา รอยขาดก็สมานเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองต่อสู้สุดชีวิตอยู่นาน ในที่สุดพลังของแสงมังกรก็เริ่มค่อยๆ ถดถอยลง
ความมืดมิดอันไร้ขอบเขตใต้ร่ม เย็นยะเยือกและเงียบสงัดวังเวง จนทำให้สรรพสิ่งมลายหาย ในตอนที่แสงมังกรแกร่งกล้าเกรียงไกรนั้นยากจะล่วงล้ำเข้าไป ขณะนี้ก็เริ่มทำลายพลังของแสงมังกรจนเสื่อมสลายไม่หยุดยั้งแล้วเช่นกัน
แสงมังกรที่เปล่งแสงสีดำและสีขาวสองสี พยายามปลุกความฮึกเหิม และปลุกความกระฉับกระเฉง แหวกคลื่นพุ่งถลันเข้าหาร่มกระดาษอีกครั้ง
ร่มกระดาษหมุนเร็วยิ่งขึ้น พยายามปัดพลังของแสงมังกรออกไป
หลังจากการโจมตีหลายระลอก พลังปราณของแสงมังกรก็ตกต่ำลงไปอีกครั้ง
หากแต่เฟิงอวิ๋นเซิงมีความตั้งใจเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ และความถึกทนแข็งแกร่ง แม้จะเป็นเช่นนี้ ก็ยังคงฝืนผลักดันพลังของตน ไม่ยอมพ่ายแพ้ง่ายๆ
ท้อแท้ แล้วก็มานะบากบั่น จนตกต่ำลงอย่างไม่อาจระงับซ้ำอีก จากนั้นก็ทุ่มเทเพียรพยายามอีกครั้ง
แสงมังกรลุ่มๆ ดอนๆ ราวกับเปลวเทียนกลางสายลม ยืนหยัดอยู่ไม่ยอมดับมอด
ทว่าทุกคนล้วนมองออกได้ว่า ภายใต้การตอบโต้ด้วยการยืดเยื้อและถ่วงเวลาของฝานชิว เปรียบเสมือนน้ำอุ่นค่อยๆ ผลาญพลังของเฟิงอวิ๋นเซิงให้หมดไปเรื่อยๆ
หลังจากขับเคลื่อนพลังของตนเองออกไปไม่หยุด ทว่าระเบิดปะทุเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตกลงสู่ก้นเหวที่ลึกขึ้นกว่าเดิม
ถึงแม้ว่าจะขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา แต่จากแนวโน้มสถานการณ์โดยรวม พลังของแสงมังกรดำและขาวนั่น กำลังถดถอยลงไปช้าๆ
แท้จริงแล้วสถานการณ์ของฝานชิวท่าไม่ดีอย่างยิ่งเช่นกัน ผลาญพลังของตนเองไปมหาศาล
ถึงแม้ว่ายุทธวิธีในตอนนี้จะเป็นความถนัดของนาง และเป็นจุดเด่นของยอดทักษะจันทรานางก็ตาม ทว่าขณะเดียวกันการระเบิดพลังของเฟิงอวิ๋นเซิงก็แกร่งกล้า มีความถึกทน และเปี่ยมไปด้วยพลังเช่นกัน
ท่ามกลางการปะทะกระแทกกันยุ่งเหยิงตลอดเวลา พลังของฝานชิวก็กำลังถดถอยลง ไม่เต็มเปี่ยมเหมือนเช่นก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน
ในท้ายที่สุด ความเร็วในการหมุนของร่มกระดาษนั้นเริ่มเชื่องช้าอย่างมากแล้ว อยากจะฟื้นคืนรอยขาดที่ถูกฉีกจนแหวกออกให้กลับสู่สภาพเดิม ก็ไม่ใช่ว่าจะทำได้รวดเร็วเช่นนั้นอีกต่อไป
การต่อสู้ยืดเยื้อของทั้งสองฝ่ายสนามนี้ค่อยๆ ผลาญกำลังวังชาให้หมดไป
ฝานชิวอาศัยรากฐานที่ลึกซึ้งมากกว่า อีกทั้งตนเองยังถนัดในการต่อสู้ประเภทนี้ ครองความได้เปรียบอย่างมั่นคงตั้งแต่ต้นจนจบ ทว่าแม้จะชนะ ก็จะเป็นเพียงการชนะที่ไม่คุ้มเสียเช่นกัน
ผู้อาวุโสเมิ่งมองดูแสงมังกรที่อยู่ในความมืดสนิทตั้งแต่ต้นโดยไม่ย่อท้อ ใบหน้าปรากฏแววกลัดกลุ้ม “นางอย่าได้ทำเหมือนเช่นแม่นางน้อยแซ่อวิ๋นแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นเชียว”
สายตาเยี่ยนจ้าวเกอมองดูแสงมังกรเช่นเดียวกัน “จะไม่ทำใช่นั้นแน่ ผู้อาวุโสเมิ่งโปรดสบายใจ”
ผู้อาวุโสเมิ่งมองเฟิงอวิ๋นเซิง แล้วก็มองฝานชิวที่ระโหยโรยแรงเช่นเดียวกัน ชั่วขณะหนึ่งคล้ายจะพูดทว่าก็ชะงักเอาไว้
“ผู้อาวุโสเป็นกังวลว่า ไม่ว่าผู้ใดจะชนะจะแพ้ก็ตาม ด้วยสถานการณ์ที่ผลาญพลังไปจำนวนมาก ล้วนยากจะต่อกรกับเมิ่งหว่านที่เอาชนะคู่ต่อสู้มาได้อย่างง่ายดายใช่หรือไม่?” เยี่ยนจ้าวเกอราวกับอ่านใจผู้อาวุโสเมิ่งออก “เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เท่ากับว่าพวกเรากับหอคลื่นโหมที่ไม่ได้มีความขัดแย้งกัน แต่ต่างบอบช้ำด้วยกันทั้งคู่ สุดท้ายเสียเปรียบศัตรูอย่างสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ถูกต้องหรือไม่?”
ชายชราได้ยินดังนั้น ก็ทอดถอนใจครั้งหนึ่ง “ในฐานะจอมยุทธ์ การทุ่มเทเอาชนะนั้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์หรือผลประโยชน์ ต่างยินยอมกันระหว่างต่อสู้ จะเป็นแพ้หรือชนะเป็นหรือตายไม่พูดถึงก่อน เพียงแค่เมื่อเกิดความคิดเช่นนี้แล้ว โดยส่วนมากล้วนทำลายความศรัทธาและความตั้งใจในวรยุทธ์ของตัวเองทั้งสิ้น”
“หลักการนี้ แน่นองข้าเองก็เข้าใจดี แล้วก็ไม่ได้มีเจตนาจะให้เด็กคนนั้นยอมแพ้ เพียงแต่สถานการณ์ในตอนนี้ ช่างทำให้รู้สึกเสียดายโดยแท้”
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “ข้าเข้าใจดี ท่านอาจจะยังมีความคิดไตร่ตรองในใจว่า ในเมื่อเอาชนะไม่ได้แล้ว ไม่สู้รักษาพลังความสามารถเอาไว้ไปเลย ไม่ให้คนอื่นมองระดับความสามารถออก ทำเช่นนี้แล้ว การต่อสู้ครั้งถัดไปอาจจะมีประโยชน์มากกว่าอยู่บ้าง”
ผู้อาวุโสเมิ่งถอนใจไม่พูดจา
ชายหนุ่มเอ่ยอย่างสงบนิ่ง “คำถามแรก อืม เอ่ยตามตรงแล้วกัน การประลองแห่งจันทราครั้งนี้ในปีนี้ อันที่จริงหลังจากเห็นการประลองของเมิ่งหว่านกับศิษย์น้องเฉินซู่ถิงแห่งเมืองทะเลมรกตเมื่อครู่แล้ว ผู้เป็นเจ้าของมงกุฎแห่งจันทราก็ได้ปรากฏแล้ว ในสายตาของข้าเอง”
อีกฝ่ายหันหน้ากลับมามองเยี่ยนจ้าวเกอ เขาพลันผงกศีรษะ “นอกเสียจากตอนนี้เมิ่งหว่านจะเกิดปัญหาใหญ่ขึ้น เหมือนเช่นตอนนั้น หาไม่แล้วไม่ว่าจะเป็นศิษย์น้องเฟิงหรือว่าศิษย์น้องฝานแห่งหอคลื่นโหม ต่อให้จะอยู่ในสภาวะสมบูรณ์พร้อม ปีนี้ก็ไม่อาจต่อสู้เมิ่งหว่านได้เช่นกัน”
“คู่ต่อสู้ที่เป็นกระแสน้ำ เมิ่งหว่านที่เป็นเหล็กตี” เยี่ยนจ้าวเกอหยุดชะงักครู่หนึ่ง “จริงอย่างเช่นที่ผู้อาวุโสเมิ่งท่านเอ่ยไว้ก่อนหน้านี้ ในการประลองแห่งจันทรา เมิ่งหว่านมีท่วงทำนองของพ่อข้าในด้านวิถีวรยุทธ์ครั้งยังเยาว์วัยอยู่หลายส่วนจริงๆ”
“ถ้าหากยึดตามที่เจ้าเอ่ยเช่นนี้ล่ะก็…” ผู้อาวุโสมุ่นคิ้วเล็กน้อย สายตาเยี่ยนจ้าวเกอมองยังไปโลกแสงจันทร์ แล้วกล่าวเสียงเบาว่า “แต่มีบางเส้นทางที่จำเป็นต้องเดิน และมีบางเรื่องที่จำเป็นต้องทำ เหล่านี้ล้วนเป็นเส้นทางที่ต้องผ่าน”
เยี่ยนจ้าวเกอพลันยิ้มน้อยๆ “ในระหว่างต่อสู้ครั้งหนึ่ง สามารถยืดหยุ่นได้ หลบหลีกปลายดาบศัตรูชั่วขณะ จากนั้นก็นำอาวุธวิเศษออกมาฉับพลัน ปราบคู่ต่อสู้จนได้ชัยชนะ หากแต่ในการประลองนั้น จะต่อสู้หรือไม่ต่อสู้ บางคราก็ไม่จำเป็นต้องเลือก แม้จะแจ่มชัดว่าไม่อาจชนะ ก็ต้องกล้าที่จะต่อสู้สักตั้งเช่นกัน”
ผู้อาวุโสเมิ่งได้ยินดังนั้น สายตาพลันทอประกายเล็กน้อย หันหน้ากลับไปมองยังโลกแสงจันทร์
จากนั้นเขาก็เห็นว่าแสงมังกรสีขาวดำที่เดิมทีก็ได้ค่อยๆ อ่อนกำลังลงแล้วนั้น ปรากฏให้เห็นว่ากำลังเข้าตาจน พลันระเบิดพลังอันน่าตื่นตะลึงออกมา!
พลังที่แกร่งกล้าเสียยิ่งกว่ายามเพิ่งเริ่มต่อสู้ ข้ามผ่านจุดสูงสุดของตนเองก่อนหน้านี้!
ฝานชิวงงงันอยู่บ้างชั่วขณะหนึ่ง
ก่อนหน้านี้นางเองก็เตรียมป้องกันเฟิงอวิ๋นเซิ หวนกระโจนเข้าใส่ในตอนสุดท้ายมาตลอดเช่นกัน
ทว่าถึงแม้เฟิงอวิ๋นเซิงจะไม่ยอมลดละตั้งแต่แรกจนขณะนี้ บุกโจมตีโต้ตลอดเวลา ไม่เคยหยุดหย่อนแม้ชั่วขณะเดียว ตามกาลเวลาที่ผ่านพ้นไป กระนั้นแนวโน้มโดยรวมก็ถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง เห็นเค้าว่านางค่อยๆ หมดไฟ จึงทำให้ฝานชิวคาดการณ์ระดับพลังปะทุครั้งสุดท้ายของนางต่ำลงไปโดยปริยาย
ร่มกระดาษนั้นถูกโจมตีกระแทกนับไม่ถ้วน ถึงแม้จะตั้งตระหง่านอยู่ไม่พลิกคว่ำ ทว่าขณะนี้ก็เปราะบางอย่างยิ่งยวดแล้วเช่นกัน ไม่แกร่งกล้าเหมือนตอนเริ่มต้นอีกต่อไป
บัดนี้เฟิงอวิ๋นเซิงกลับระเบิดพลังเหนือปกติอย่างมากออกมา ระหว่างที่แสงมังกรขาวดำร้องคำราม ก็ฉีกร่มกระดาษขาดกระจุยโดยพลัน!
หลังจากอาบอยู่ใต้แสงจันทร์ โลดแล่นอยู่เหนือฟากฟ้า แสงมังกรแผดเสียงคำรามดังสุดขอบฟ้า มายังเบื้องหน้าฝานชิว
ร่างของเฟิงอวิ๋นเซิงปรากฏ สีหน้าซีดเซียวดุจกระดาษ ไม่เห็นเลือดฝาดแม้แต่น้อย หากแต่สีหน้าท่าทางสงบนิ่ง ประกายตาเด็ดเดี่ยวหนักแน่นเช่นเคย ไม่ได้ไหวหวั่นแม้สักครึ่งส่วน
“ศิษย์น้องฝาน ยอมให้ข้าแล้ว”
บัดนี้สีหน้าฝานชิวขาวซีดเช่นเดียวกัน ทว่ายังคงกล่าวจากใจจริงว่า “ศิษย์พี่เฟิง นับถือท่านแล้ว หากนี่ไม่ใช่การประลองแห่งจันทรา ชีวิตข้าคงหาไม่แล้วกระมัง”
การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ต่อสู้ในชั่วพริบตา ทำให้ทุกคนในสนามต่างรู้สึกทึ่ง
ฝูงชนจ้องมองเฟิงอวิ๋นเซิงพร้อมกัน เนิ่นนานไม่อาจละสายตา
ผู้อาวุโสเมิ่งเองเป็นเช่นนี้ เยี่ยนจ้าวเกอกลับเอ่ย “นี่เป็นการโจมตีสุดท้ายของศิษย์น้องเฟิง หากไม่สำเร็จก็สละชีพ ต่อจากนี้นางคงเกรงว่าจะไม่เหลือกำลังให้ต่อสู้กับเมิ่งหว่านแล้ว แต่การประลองสนามสุดท้ายนี้ หากต้องประลองก็ต้องประลอง”
ชายชราทอดสายมองมา เยี่ยนจ้าวเกอเอื้อนเอ่ยเสียงเบาว่า “มีบางเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ศิษย์น้องเฟิงต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง”
………..
เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอกล่าวจบ สีหน้าผู้อาวุโสเมิ่งก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย “ความหมายของเจ้าคือ…”
“ขณะนี้ข้ากำลังพิสูจน์บางเรื่องอยู่ เพื่อเตรียมการต่อไป” เยี่ยนจ้าวเกอเอื้อนเอ่ย “ในสายตาข้า อันที่จริงแล้วไม่มีการประลองแห่งจันทราครั้งที่ห้า ครั้งที่หก หรือครั้งที่เจ็ด ข้าแลเห็นว่านี่คือการประลองที่ครบถ้วนสมบูรณ์สนามหนึ่ง ไม่ว่าจะก่อนเปิดการประลอง การประลองครึ่งแรก การประลองครึ่งหลัง จนกระทั่งผลลัพธ์สุดท้าย”
ผู้อาวุโสเมิ่งได้ยินดังนั้นแล้ว ก็ผงกศีรษะเบาๆ ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก
การต่อสู้อันดุเดือดของเฟิงอวิ๋นเซิงกับฝานชิวภายในโลกแสงจันทร์ขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายแทบจะยับเยินด้วยกันทั้งคู่
เฟิงอวิ๋นเซิงที่ชนะโดยต้องเสียเปรียบไปมากมาย ผลาญพลังไปมาก หมดกำลังจะประลองกับเมิ่งหว่านต่อไปอีก เมิ่งหว่านเองก็แทบจะชนะได้โดยไม่ต้องต่อสู้
หากแต่เฟิงอวิ๋นเซิงยังคงฝืนพยุงไว้ ประลองกับเมิ่งหว่านสักตั้ง
ท้ายที่สุด มังกรสวรรค์ที่หมดกำลังก็จำศีลอีกครั้ง ซึ่งตรงกันข้ามกับเมิ่งหว่าน หลังจากตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการประลองแห่งจันทราครั้งที่สี่แล้ว ก็ได้ชัยชนะกลับมาอีกครั้ง ดั่งหงส์ระบำบนสวรรค์ชั้นเก้า
หลังจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ปะทะทั่วทั้งเขากว่างเฉิงจนหัวร้างข้างแตก เสียหายยับเยิน ในที่สุดก็เอาชนะคืนกลับมาได้ในอีกสนามรบหนึ่ง
เสียมาตรสุริยันวัดสวรรค์ไป ทว่าได้รับมงกุฎแห่งจันทรากลับมาอีก เนื่องจากจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ตะวันเยือนหวงกวงเลี่ยไม่อาจขับเคลื่อนมงกุฎแห่งจันทราได้ ดังนั้นพลังความสามารถทั่วทุกส่วนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ เทียบกับตอนที่หวงกวงเลี่ยออกฌานไปเหยียบเขากว่างเฉิงแล้ว จึงยังคงด้อยกว่าอยู่บ้าง
ทว่ามีอาวุธศักดิ์สิทธิ์อีกชิ้นหนึ่งในมือ ในที่สุดสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ยืดอกได้มากขึ้นอีกบ้าง หยุดแนวโน้มถดถอยก่อนหน้านี้เอาไว้ อีกทั้งมีต้นทุนในการคิดพิจารณาอีกครั้งว่าจะทวงดินแดนที่เสียไปอย่างไร
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูมงกุฎแห่งจันทราอันขาวสะอาดราวกับจันทร์กระจ่างหล่นลงจากฟ้านั่น ร่วงลงเหนือศีรษะเมิ่งหว่านอย่างเชื่องช้า อดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลงเล็กน้อย
เฟิงอวิ๋นเซิงเดินกลับมายังฝ่ายของสำนักเขากว่างเฉิงอีกครั้ง สีหน้านางยังคงซีดเซียวอย่างมาก กระนั้นท่าทีกลับสงบนิ่ง เพียงแต่แววตาคล้ายกับมีเปลวเพลิงกำลังพลิ้วไหว
นางหันศีรษะกลับไปมอง แสงเพลิงในลูกตาดำของนางหาใช่พุ่งเป้าไปยังเมิ่งหว่านไม่ หากแต่มุ่งเป้าไปยังมงกุฎแห่งจันทราสีขาวที่กำลังหล่นลงมาช้าๆ นั่น
ขณะเดียวกันกับที่คนอื่นกำลังชื่นชมเมิ่งหว่านอย่างอื้ออึง ครั้นมองเข้าไปในแววตาของเฟิงอวิ๋นเซิง ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกทอดถอนใจ
เฟิงอวิ๋นเซิงเองก็นับว่าสร้างความตื่นตะลึงอย่างฉับพลันเช่นกัน เข้าร่วมประลองจันทราการหนแรก ก็เป็นรองเพียงหนึ่งคน แต่อยู่เหนือทุกคน นอกจากเมิ่งหว่านแล้ว นับว่านางเอาชนะสตรีแห่งจันทราคนอื่นๆ ได้ทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็นเฉินซู่ถิงแห่งเมืองทะเลมรกต ผู้เป็นยอดฝีมือระดับอาวุโสที่เคยชนะการประลองแห่งจันทราครั้งที่สอง หรือว่าเป็นฝานชิวแห่งหอคลื่นโหม ที่สร้างความตื่นตะลึงฉับพลันเมื่อปีที่ผ่านมา ด้วยการกุมชัยชนะสุดท้ายในการเข้าร่วมประลองหนแรก หรือจะเป็นอวิ๋นซิ่วชิง หญิงสาวหน้าใหม่ผู้ทรงพลังที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ส่งมาในครั้งนี้ด้วยความทะเยอทะยาน
เมื่อเผชิญหน้ากับเฟิงอวิ๋นเซิง พวกนางล้วนต้องสยบทั้งสิ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝานชิว ภายในระยะเวลาหนึ่งปีที่เพิ่งผ่านพ้นไป ล้วนเป็นนางที่ถือครองมงกุฎแห่งจันทราไว้ นางพัฒนาระดับขึ้นอย่างรวดเร็วโดยมีมงกุฎแห่งจันทราคอยช่วย การประลองแห่งจันทราครั้งที่ห้าในปีนี้ นางนับว่าเป็นผู้เข้าแข่งขันที่มีพลังในรดับแนวหน้าเช่นกัน ทว่าสุดท้ายแล้วกลับพ่ายด้วยเงื้อมมือของเฟิงอวิ๋นเซิง
การประลองรอบแรกก่อนหน้านี้ กับการประลองจริงรอบที่สองภายหลัง ผู้มีสายตาเฉียบแหลมต่างสามารถมองออกได้ สำหรับรากฐานอันบริสุทธิ์ ฝานชิวถึงขั้นยังเหนือกว่าหลายส่วน
กระนั้นการประมือจริง กลับเป็นเฟิงอวิ๋นเซิงที่เหนือกว่าขั้นหนึ่ง
ถึงแม้ว่ารายละเอียดบุญคุณความแค้นระหว่างเฟิงอวิ๋นเซิงกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เท่าที่คนอื่นๆ ทราบจะจำกัด ทว่าเป็นเพราะหลินโจวกับตำหนักอัสนีสวรรค์ ทำให้คนส่วนหนึ่งล่วงรู้เบื้องลึกเบื้องหลัง ว่าจันทรากายของเฟิงอวิ๋นเซิงเคยเกิดปัญหามาก่อน หลังจากการประลองแห่งจันทราครั้งที่สาม ถึงได้เริ่มฟื้นฟู ผ่านบ่อน้ำพุวิเศษเมฆหยินหยางของสำนักเขานิมิตเมฆแห่งภูผาพิภพ
เริ่มต้นใหม่อีกครั้งจนกระทั่งถึงตอนนี้ เป็นเวลาอย่างมากก็สองปี สามารถมีผลพวงเช่นนี้ ช่างเขย่าขวัญผู้ที่ได้สดับฟังเสียจริง
ทุกๆ คนต่างอดที่จะคิดในใจไม่ได้ ว่าหากให้เวลาเฟิงอวิ๋นเซิงอีกสักหน่อย ถ้านางกับพวกเมิ่งหว่าน เฉินซู่ถิง และคนอื่นๆ เริ่มต้นในเวลาเดียวกัน เช่นนั้นแล้วนางจะสามารถบรรลุได้ถึงระดับสูงเพียงใด?
เมิ่งหว่านมีพลังเหนือการประลองแห่งจันทราจนแทบจะไร้เทียมทาน ยังจะสามารถเป็นเหมือนเช่นตอนนี้ได้หรือไม่?
บัดนี้ ถึงแม้ในที่สุดเมิ่งหว่านจะได้รับชนะ ทว่าแม้แต่คนในสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ก็ยังมีสีหน้าที่เผยความหนักแน่นจริงจังออกมาเล็กน้อยหลายส่วนเช่นกัน
เฟิงอวิ๋นเซิงเดินกลับมายังข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอ ชายหนุ่มเอ่ยถาม “เท่าใด?”
ครั้นได้ยินคำถามครั้งแรก เฟิงอวิ๋นเซิงรู้สึกสับสนมึนงงอยู่บ้าง หากแต่เห็นได้ชัดว่านางรู้ว่าเยี่ยนจ้าวเกอหมายถึงอะไร จึงกล่าวตอบเสียงเบาไปว่า “กำลังข้าอ่อนล้า ระยะเวลาที่ยืดหยัดได้จึงสั้นลงไปบ้าง ทำได้เพียงประมาณการคร่าวๆ เท่านั้น เมิ่งเอ๋อร์ตอนนี้อยู่ระหว่างเจ็ดจุดเจ็ดส่วน ถึงแปดจุดสองส่วนโดยคร่าวๆ ”
เยี่ยนจ้าวเกอแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย พลางใคร่ครวญว่า “เช่นนั้นหลักๆ แล้วก็ถือได้ว่าเป็นแปดส่วน หรือว่าเพื่อให้รอบคอบ จะคำนวณจากเจ็ดจุดเจ็ดส่วนที่ต่ำที่สุดดี”
เขาก้มหน้าลง มองไปทางเฟิงอวิ๋นเซิง “แค่ข้ายืนดูข้างๆ หรือเจ้ายืนดูข้างๆ ไม่มีประโยชน์ จำเป็นต้องให้เจ้าประลองด้วยตัวเองถึงจะใช้ได้ ตอนนี้เจ้าก็ได้ประมือแล้ว ใช้ประโยชน์จากคัมภีร์แห่งจันทราในการคิดค้นสรุป มีความมั่นใจในการวิเคราะห์ยอดทักษะจันทราของเมิ่งหว่านแล้วหรือไม่?”
หลังจากเฟิงอวิ๋นเซิงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า “ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ ข้ามีความมั่นใจไม่ถึงครึ่ง หนึ่งปีหลังจากนี้ พลังความสามารถข้ายกระดับขึ้นอีก ขณะเดียวกันหลังจากที่พัฒนายอดทักษะจันทราของตัวเองจนสมบูรณ์แล้ว ก็จะมีความมั่นใจ”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มน้อยๆ “หลังจากนี้หนึ่งปี เมิ่งหว่านก็คงมีพัฒนาการเช่นกัน ขณะเดียวกันนางยังสามารถบรรลุยอดทักษะจันทราให้แกร่งกล้ายิ่งกว่านี้ได้ หากแต่ต่อให้มีกระบวนท่าใหม่ ก็ต้องมีความต่อเนื่องกับสายกระบวนท่าเดิมก่อนหน้านี้ มีส่วนให้สามารถตามได้ โอกาสของเจ้าจะยังคงมากอยู่”
“ยังจำคำที่ข้าเคยพูดกับเจ้าก่อนหน้านี้ได้หรือไม่? บัดนี้เป็นเพียงการประลองครึ่งแรก ถึงขั้นถือได้ว่าเป็นเพียงขั้นตอนเตรียมตัวก่อนเริ่มประลองอย่างเป็นทางการเท่านั้น”
เฟิงอวิ๋นเซิงผงกศีรษะ “วางใจเถิด ข้าเข้าใจ”
นางหันหน้ากลับไปมองมงกุฎแห่งจันทราที่อยู่บนศีรษะของเมิ่งหว่านอีกแวบหนึ่ง แล้วถอนใจเบาๆ
เยี่ยนจ้าวเกอเองก็เพ่งมองมงกุฎแห่งจันทราที่อยู่บนศีรษะเมิ่งหว่านอยู่ด้วยเช่นกัน ก่อนจะกวาดสายผ่านฝูงชนสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ แล้วเอ่ยในใจ ‘หลังจากเตรียมการทั้งหมดให้เรียบร้อยแล้ว ก็ควรจะมุ่งหน้าไปยังเหนือสุดแดนเหนือได้แล้ว หวังว่าสถานการณ์จริงจะเหมือนกับที่ข้าคาดเดาไว้ เช่นนี้ข้าสามารถให้ของกำนัลก่อนชุดหนึ่ง ถือว่าเป็นของกำนัลตอบแทนที่พวกเจ้าบุกโจมตี’
การประลองแห่งจันทราครั้งที่ห้าปิดฉากลง
วันนี้ในทุกๆ ปีล้วนถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะมีสำนักหนึ่งดีอกดีใจ ทว่าหลายๆ สำนักกลัดกลุ้ม แน่นอนว่าปีนี้ก็ไม่เว้น
หลังจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ดีอกดีใจ สามารถผ่อนลมหายใจได้ ปลายดาบที่ก่อนหน้านี้ถูกสำนักเขากว่างเฉิงกดเอาไว้ กลับมาผงาดขึ้นมาอีกครั้ง
สำนักเขากว่างเฉิง เมืองทะเลมรกต และสำนักเขาไร้พรมแดน ทั้งสามสำนักก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพุ่งเป้าไปที่สถานการณ์ที่พลังความสามารถสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์นั้นมากขึ้น และปรับยุทธวิธีของแต่ละฝ่าย
หอคลื่นโหมค่อนข้างสงบเงียบ ทว่าก็หดหู่อยู่บ้างไม่มากก็น้อยเช่นกัน
ที่ความรู้สึกภายในใจซับซ้อนที่สุด เกรงว่าจะต้องเป็นตำหนักอัสนีสวรรค์แล้ว
เมื่อเผชิญแรงกดดันจากทั้งสามสำนักรวมถึงเขากว่างเฉิง การที่พลังความสามารถของพันธมิตรเพิ่มสูงขั้น นั่นหมายความว่าพลังความสามารถพรรคพวกเดียวกันเพิ่มสูงขึ้นด้วย ตำหนักอัสนีสวรรค์จึงมีได้โอกาสหอบหายใจมากขึ้นหลายส่วน
กระนั้นพันธมิตรที่เดิมทีก็แกร่งกล้านั้นทวีแกร่งกล้ายิ่งใหญ่ พลังความสามารถของตำหนักอัสนีสวรรค์เองกลับไม่ได้เพิ่มขึ้น นี่ทำให้ทั่วทั้งตำหนักอัสนีสวรรค์ยากที่จะเลี่ยงความเป็นกังวลได้
ที่ยิ่งน่าเป็นห่วงกลับเป็นสตรีแห่งจันทราของตน แม้ว่าพลังความสามารถจะเพิ่มพูน กระนั้นคู่ต่อสู้กลับยิ่งโหดร้ายมากยิ่งขึ้น
คนที่ปีก่อนๆ มีพลังแก่กล้า ปีนี้ยังคงแก่กล้าเช่นเดิม ถึงขนาดแก่กล้าขึ้นอีกด้วย
ส่วนคนใหม่ที่ปรากฏตัวในปีนี้ ก็ยิ่งระยับตา
ตนเองกำลังพัฒนา คู่ต่อสู้ก็กำลังพัฒนาเช่นกัน หากแต่พัฒนาเร็วยิ่งกว่าตนเองเสียอีก คิดในอีกแง่มุมหนึ่ง เช่นนั้นก็เท่ากับว่าตนเองกำลังถดถอย
ความหวังในตอนนี้ จึงรางเลือนลงเรื่อยๆ ถึงขนาดที่ทำให้ทั่วทั้งตำหนักอัสนีสวรรค์รู้สึกสิ้นหวังกับการประลองแห่งจันทราอยู่กลายๆ
ตำหนักอัสนีสวรรค์จะพัวพันกับความพ่ายแพ้อย่างไร ก็ไม่ได้อยู่ในขอบเขตความสนใจของเยี่ยนจ้าวเกอ ที่เขาสนใจคือ เส้นทางสู่ดินแดนเหนือของตน จะถูกตำหนักอัสนีสวรรค์ อันธพาลท้องถิ่นแห่งนี้ก่อกวนหรือไม่
การประลองแห่งจันทราในปีนี้สิ้นสุดลง เรื่องที่เขาควรจะทำก็ได้ทำหมดแล้ว ตอนนี้ก็ต้องรีบมุ่งไปยังทะเลตะวันออกแล้ว
ตนเองยังต้องการของบางส่วน ค่อยๆ เสาะหาให้ครบ เตรียมทั้งหมดให้เรียบร้อย ก็จะเป็นวันของดินแดนเหนือแล้ว
วิธีฟื้นชีวิตบุตรมารดาสือจวิน ร่องรอยของจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็ง และยังมี ‘ของกำนัล’ ที่จะเตรียมให้กับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ล้วนมีแหล่งที่อยู่ทางนั้น
……….
เมื่อการประลองแห่งจันทราเสร็จสิ้น ผู้อาวุโสเมิ่งก็พาเฟิงอวิ๋นเซิงกลับเขากว่างเฉิง ณ นภาพิภพ ส่วนเยี่ยนจ้าวเกอร่วมเดินทางไปยังวารีพิภพพร้อมกันกับจอมยุทธ์เมืองทะเลมรกต
สิ่งของจำนวนหนึ่งที่จัดเตรียมก่อนหน้านี้ ปัจจุบันค่อยๆ เสาะหาจนครบแล้ว ขาดก็แต่เพียงสิ่งของสองสามอย่างสุดท้ายเป็นส่วนน้อย บัดนี้ยังคงกำลังจัดหาอยู่
เยี่ยนจ้าวเกอจึงมุ่งหน้าไปยังวารีพิภพก่อน หลังจากเตรียมทุกอย่างที่นั่นเรียบร้อยแล้ว ก็จะเดินทางผ่านเส้นทางทะเล ข้ามผ่านทะเลตะวันออกกับทะเลเหนือ ไปยังสุดขอบแดนเหนือ
บนทะเลตะวันออก ยังมีคนกำลังรอเขาอยู่
สตรีแห่งจันทราเข้าสำนักใหม่คนหนึ่ง ขณะนี้อยู่ข้างกายฟู่เอินซูเรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกันก็กำลังรอเยี่ยนจ้าวเกอไปตรวจสอบและวินิจฉัย พร้อมทั้งสร้างแผนบ่มเพาะเฉพาะตัว
หลังจากที่เยี่ยนจ้าวเกอมาถึงวารีพิภพแล้ว คนที่รอคอยเขาก็กลายเป็น ‘คุณชายเจ็ดทะเล’ ซ่งเฉา
ปัจจุบันทั้งสองนับว่าคุ้นเคยกันอย่างมาก เยี่ยนจ้าวเกอแลเห็นเขาแล้ว ก็ยิ้มเอ่ยว่า “ศิษย์พี่ซ่ง ลำบากท่านแล้ว”
ซ่งเฉาเองก็ยิ้มเช่นกัน “ศิษย์น้องเยี่ยนไม่ต้องเกรงใจ”
หลังจากที่ทั้งสองกล่าวลาพวกเฉินซู่ถิง ก็มุ่งหน้าไปยังทะเลนอกทะเลตะวันออก มีทิวทัศน์ดินแดนใกล้ทะเลตลอดเส้นทาง ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอรำพึงรำพันชื่นชมไม่ขาดปาก
หากคำนึงตามขนาดพื้นที่อาณาเขตเพียงอย่างเดียว ในบรรดาเขตแดนใหญ่ทั้งแปดของโลกแปดพิภพอันประกอบไปด้วยนภา ปฐพีพิภพ อัสนีพิภพ วารีพิภพ อัคคีพิภพ ภูผาพิภพ และบึงพิภพ วารีพิภพมีขนาดพื้นที่มากที่สุด
ทว่าพื้นที่ของวารีพิภพเกินกว่าครึ่ง ล้วนเป็นมหาสมุทร
ตามความเคนชินแล้ว อาณาเขตนภาพิภพแบ่งออกเป็นห้าเกาะ อัคคีพิภพเองก็แบ่งออกเป็นห้าเกาะ วายุพิภพนอกจากมหาทะเลทรายแดนตะวันตกแล้วพื้นที่อื่นๆ ที่เหมาะแก่การอยู่อาศัยถูกแบ่งออกเป็นสี่เกาะ อัสนีพิภพก็แบ่งออกเป็นหกเกาะ
ภูผาพิภพอาศัยแนวเทือกเขาใหญ่ทั้งสี่สายภายในอาณาเขตมาแบ่งเขตพื้นที่ ทุกๆ พื้นที่ใหญ่เรียกว่า ‘เทือกเขา’ จึงกลายเป็นสี่เทือกเขา
การแบ่งเขตแดนของบึงพิภพ เรียกว่า ‘สาย’ บึงพิภพมีหกสาย และก็มีชื่อเรียกว่าหกสายแห่งตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเช่นกัน
วารีพิภพพิเศษที่สุด เนื่องจากโดยส่วนมากล้วนสร้างเมืองบนหมู่เกาะท่ามกลางทะเล ผู้ปกครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์เมืองทะเลมรกตจึงใช้คำว่า ‘เมือง’ มาเป็นชื่อเรียก ดังนั้นคำว่า ‘เมือง’ จึงกลายเป็นการแบ่งเขตพื้นที่
ทั่วทั้งเขตแดน ล้อมอยู่ด้วยเมืองหนึ่งบนแผ่นดิน หรือมีเมืองที่ตั้งอยู่บนเกาะมหึมาเกาะหนึ่งกลางทะเลเป็นศูนย์กลาง อิทธิพลและอำนาจควบคุมแผ่กระจายออกไปยังเขตแดนอันกว้างใหญ่โดยรอบ
เมืองลักษณะนี้ ในวารีพิภพมีทั้งหมดหกเมือง เรียกรวมกันว่าเก้าเมืองแห่งวารีพิภพ
ในจำนวนนั้น อยู่บนแผ่นดินสามแห่ง อยู่บนทะเลหกแห่ง ทะเลส่วนในเหนือและทะเลส่วนในใต้แห่งละที่ บนทะเลส่วนในตะวันออกมีสี่แห่งรวมเมืองทะเลมรกตอยู่ด้วย
หมู่เกาะที่มีสิ่งปลูกสร้างเก้าเมืองของวารีพิภพ กล่าวว่าเป็นเกาะ ทว่าแท้จริงแล้วต่างมีพื้นที่ที่ใหญ่โตอย่างยิ่งยวด ประหนึ่งกับแผ่นดินขนาดเล็กก็ไม่ปาน
“ศิษย์น้องเยี่ยน การที่จะเจ้าจะไปประสบพบกับปีศาจอัคคีบนทะเลตะวันออก มีบางเรื่องที่ยังคงจำเป็นต้องใส่ใจ” ซ่งเฉาเดินไปพลาง กล่าวไปพลาง “ถึงแม้ว่ายอดฝีมือที่หกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่แต่ละแห่งส่งมาประจำการ จะร่วมป้องกันและสังหารปีศาจอัคคีอยู่ที่ทะเลนอกตะวันออก แต่บางครั้งก็ยังมีหลุดลอยนวลไปได้ ถึงแม้ว่าหลังจากเกิดเรื่องล้วนถูกไล่สังหารทั้งหมด แต่ภายในระยะเวลาสั้นๆ ก็สร้างความเสียหายมหาศาลเช่นกัน”
เยี่ยนจ้าวเกอมาทะเลตะวันออกครั้งนี้ ก็เพื่อที่จะประสบพบปีศาจอัคคีเพียงในนาม ได้ฟังวาจาในขณะนี้ ก็พยักหน้าพลางเอ่ย “ขอบคุณศิษย์พี่ซ่งอย่างมากที่เตือน ก่อนข้ามา สถานการณ์นี้เช่นนี้ข้าเองก็เข้าใจดี จะใส่ใจระมัดระวัง”
ซ่งเฉากล่าว “เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว จะว่าไปแล้ว เคราะห์ดีที่ขัดขวางการเยือนของนพยมโลกได้ ส่วนภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตเองก็ถูกกวาดล้าง ไม่เช่นนั้นแล้วโลกแปดพิภพเราคงไม่อาจเลี่ยงศัตรูล้อมหน้าล้อมหลัง”
ชายหนุ่มหันหน้ามองไปทางแผ่นดินที่ห่างออกไปทางทิศตะวันตก “ถึงแม้ว่าจะถูกทำลายล้างราบคาบไปแล้ว แต่ก็ยังคงต้องป้องกันนพยมโลกอยู่ แม้ว่าเพียงยื่นมือข้างหนึ่งเข้าไปก็จะโดนฟันขาด แต่มารร้ายนพยมโลกเจนจัดในการปลุกปั่นจิตใจคน และหาช่องโหว่ความอ่อนแอในใจคน มีความสามารถในการแทรกซึมบุกรุกยิ่งนัก ไม่อาจป้องกันได้สำเร็จ”
“ใช่แล้ว…” ซ่งเฉาถอนใจ
เขาร่วมเดินทางไปส่งตลอดทาง จนกระทั่งถึงอาณาเขตวารีพิภพทะเลส่วนในตะวันออก ส่งเยี่ยนจ้าวเกอถึงทะเลนอก หลังจากพบพานกับฟู่เอินซู และแสดงการคำนับฟู่เอินซูแล้วถึงได้กล่าวลาออกไป
เมื่อฟู่เอินซูรอซ่งเฉาแยกจากไปแล้ว จึงหันหน้ามามองเยี่ยนจ้าวเกอ “ข้าได้ยินเรื่องผลประลองจันทรากายแล้ว ระหว่างประลองเป็นอย่างไรบ้าง? บรรลุเป้าหมายที่พวกเราคาดไว้หรือไม่?”
เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ “โดยส่วนใหญ่บรรลุผลตามที่คาดไว้”
ฟู่เอินซู่กล่าว “เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
“ในเมื่อเจ้ามาถึงแล้ว ก็รออยู่ที่นี่สักพักหนึ่ง ข้าจะไปเรียกหลิวหัวมา ให้เจ้าตรวจสอบสักหน่อย”
อิ่นหลิวหัวก็คือสตรีแห่งจันทราคนนั้น ที่ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งทะเลตะวันออกคนก่อน ผู้อาวุโสเจิ้นเป็นผู้คนพบ
ไม่นานนัก นางก็ปรากฏตัวเบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอกับฟู่เอินซู
ดูไปแล้วนางอายุสิบเจ็ดสิบแปดปี ยังคงมีระดับพลังฝึกปรือขั้นฝึกหลอมกาย ก่อนหน้านี้นางมีฐานะเดิมเป็นจอมยุทธ์ไร้สำนัก ตามฝึกวิชากับอาจารย์ของตน ให้ความรู้ในระดับใกล้เคียงกับฟู่เอินซูอยู่บ้าง หากแต่สิ้นชีพด้วยน้ำมือของปีศาจอัคคีก่อนหน้านี้
อิ่นหลิวหัวมีรูปร่างที่ค่อนข้างสูงท่ามกลางบรรดาหญิงสาว รูปลักษณ์ก็นับว่าได้สัดส่วนงดงามเช่นกัน บัดนี้นางมองเยี่ยนจ้าวเกอ ก่อนแสดงการคารวะด้วยความเคารพนอบน้อม
หลายปีมานี้เยี่ยนจ้าวเกอมีชื่อเสียงระบือไกล แม้แต่ไกลโพ้นกระทั่งบนทะเลตะวันออก ก็ยังโจษจันเช่นกัน
ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ในรายละเอียด ทว่าก่อนที่จะกราบเข้าเป็นศิษย์กว่างเฉิง ก็เคยได้สดับชื่อเสียงเกรียงไกรของศิษย์พี่ท่านนี้มาแล้ว
หลังจากนางเข้าสำนักแล้ว แม้ฟู่เอินซูจะไม่เอ่ยถึง กระนั้นก็มีจอมยุทธ์เขากว่างเฉิงที่ประจำการอยู่ที่ทะเลตะวันออกคนอื่นๆ เคยเตือนเช่นกัน ว่าเยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้แม้จะเยาว์วัย ทว่าอำนาจภายในสำนักอยู่ในระดับเดียวกับฟู่เอินซูแล้ว
ถึงขั้นที่ในบางด้าน อำนาจเยี่ยนจ้าวเกอมียังมากกว่าฟู่เอินซูเสียอีก
เยี่ยนจ้าวเกอผู้ซึ่งสร้างความดีความชอบครั้งแล้วครั้งเล่า เทียบกับอายุและระดับพลังฝึกปรือของเขาก่อนหน้านี้ ภายในสำนักได้ถึงขั้นที่บำเหน็จจนไม่มีอะไรจะให้บำเหน็จแล้ว
หลังจากเคราะห์หนักกว่างเฉิงผ่านไป เยี่ยนจ้าวเกอที่สร้างความชอบครั้งใหญ่ซ้ำอีก ก็ได้รับอนุญาตให้เข้าออกชั้นที่สี่ของหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์ได้อย่างอิสระ เปิดทางสู่ผู้ริเริ่มสายกว่างเฉิงอีกครั้ง
นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยปราฏขึ้นมาก่อน นับตั้งแต่สายสำนักเขากว่างเฉิงได้ก่อตั้งขึ้นมา
ก่อนหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ มีเพียงเจ้าสำนักกับผู้อาวุโสสูงสุดแห่งหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์เท่านั้น ที่สามารถเข้าออกชั้นที่สี่ของหอคัมภีร์ได้
นอกจากอดีตเจ้าสำนักที่สละจากตำแหน่งเจ้าสำนักเฉกเช่นหยวนเจิ้งเฟิงผู้นี้แล้ว แม้แต่บรรดาผู้อาวุโสสูงสุดที่ต้องการเข้าไปยังชั้นที่สี่หอคัมภีร์วยุทธศาสตร์เอง ก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าก็เข้าได้
มีสถานการณ์โดยละเอียดบางส่วน ที่ตอนนี้อิ่นหลิวหัวยังคงไม่อาจรับรู้ หรือต่อให้รู้แล้ว ก็ไม่ได้เห็นกับตา ไม่ได้ประสบเจอด้วยตัวเอง จึงยากอย่างยิ่งที่จะเข้าใจว่าเยี่ยนจ้าวเกอสามารถอาศัยระดับพลังฝึกปรือระดับมหาปรมาจารย์ กับอายุที่ยังเยาว์วัยเช่นนี้ ไต่ขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงเช่นนี้ได้อย่างไร
หากแต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ขัดขวางไม่ให้นางตระหนักถึงความสามารถของเยี่ยนจ้าวเกอ
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้นางไม่ได้ตระหนักถึงความไม่ธรรมดาของเยี่ยนจ้าวเกอ ก็รู้เช่นกันว่าเยี่ยนตี๋ บิดาของชายหนุ่ม ปัจจุบันได้รับตำแหน่งเจ้าสำนักสายเขากว่างเฉิงอย่างเป็นทางการแล้ว
เยี่ยนจ้าวเกอพินิจพิจารณาอิ่นหลิวหัวทั่วสรรพางค์กายแวบหนึ่ง สุดท้ายสายตาหยุดอยู่ที่ข้อมือของนาง
อิ่นหลิวหัวพลันรู้สึกได้ว่า สายตาของเยี่ยนจ้าวเกอคล้ายกับเป็นวัตถุจริง วางไปบนข้อมือนาง ซึ่งกำลังวินิจฉัยสภาพชีพจรของนาง สืบเสาะสภาพร่างกายของนางอยู่
หลังจากนั้นครู่ใหญ่ เยี่ยนจ้าวเกอก็ละสายตากลับ แล้วกล่าวกับฟู่เอินซูว่า “พื้นฐานพลังจันทราไม่เลวเลย พอที่จะบ่มเพาะได้ แต่ระดับพลังฝึกปรือในตอนนี้ค่อนข้างต่ำไปบ้าง เริ่มต้นช้าเกินไป ยากจะไล่ตามคนอื่นให้ทัน”
“ฝานชิวแห่งหอคลื่นโหมปีที่แล้ว อวิ๋นซิ่วชิงแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ปีนี้ แม้คนหนึ่งจะเริ่มเข้าร่วมการประลองครั้งที่สี่ ส่วนอีกคนหนึ่งเริ่มเข้าร่วมในครั้งที่ห้า แต่อันที่จริงหอคลื่นโหมกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ล้วนได้บ่มเพราะพวกนางมานานนักแล้ว หาใช่ระยะเวลาปีสองปีสั้นๆ ไม่”
“ไม่ต้องเอ่ยถึงฝานชิวแล้ว อวิ๋นซิ่วชิงแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่โผล่ออกใหม่ในปีนี้ผู้นั้น จากที่ข้าคาดคะเน เกรงว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ค้นพบนาง หลังจากศิษย์น้องเฟิงออกจากยอดเขาเรืองรองได้ไม่นาน จากนั้นเริ่มบ่มเพาะเมิ่งหว่านแทนที่ศิษย์น้องเฟิง และนางก็แทนที่ตำแหน่งว่างของเมิ่งหว่าน”
…………..
ไม่ใช่ว่าเยี่ยนจ้าวเกอรู้ดีอย่างยิ่งว่าพรสวรรค์วรยุทธ์ของอิ่นหลิวหัวเป็นอย่างไร เพียงแต่อ้างอิงตามคำพูดของผู้อาวุโสเจิ้นแห่งสำนักเขากว่างเฉิง ผู้ที่เป็นคนค้นพบนางแล้ว นางมีพรสวรรค์ในเส้นทางวรยุทธ์ที่โดดเด่นอย่างยิ่ง
หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอตรวจสอบ พลังจันทราที่มีมาแต่กำเนิดทั่วกายแล้ว ก็ยอมรับข้อเท็จจริงนี้เช่นกัน
ถึงแม้ว่าจะห่างชั้นจากพวกฝานชิวและเมิ่งหว่านอยู่ กระนั้นก็ไม่นับว่าแย่ นับว่าอยู่ในระดับเดียวกันกับเฉินซู่ถิง เหนียนเหลย และหลิงฮุ่ยด้วยซ้ำ
แม้จะเป็นเช่นนี้ เมื่อพรสวรรค์ตั้งแต่กำเนิดไม่ดีพร้อมค่อยเพิ่มพูนในภายหลัง โดยมีวิธีบ่มเพาะของเยี่ยนจ้าวเกอมากมาย สุดท้ายแล้วผลพวงก็จะไม่ต่ำต้อยเช่นกัน
หากแต่ปัญหาอยู่ที่ระดับพลังฝึกปรือของอิ่นหลิวหัวในตอนนี้ต่ำเกินไป
แม้ระดับพลังฝึกปรือจะไม่ใช่ปัจจัยในการตัดสินเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น กระนั้นกลับเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเชื่อมประสานกับสตรีแห่งจันทรา
ล้วนไม่กล่าวถึงอย่างอื่น แม้จะเป็นสตรีแห่งจันทรา อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีพลังในระดับปรมาจารย์ก่อน จึงจะสามารถเชื่อมประสานกับมงกุฎแห่งจันทราได้
หากพลังจันทราแกร่งกล้า ยอดทักษะจันทราเกรียงไกร ทว่าระดับพลังฝึกปรือของตนต่ำต้อยเกินไป ก็ยากที่จะประชันกับสตรีแห่งจันทราคนอื่นๆ อย่างยิ่งเช่นกัน
อวิ๋นซิ่วชิงแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เองก็เป็นเช่นนี้
ทว่าต่อให้เป็นอวิ๋นซิ่วชิงผู้นั้น ก็มีระดับพลังฝึกปรือระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกแล้วเช่นกัน
ไม่เอ่ยถึงเฉกเช่นเมิ่งหว่านและเฉินซู่ถิงที่เลื่อนระดับถึงขั้นเคียงนภาแล้วเช่นนั้น ถ้าหากอวิ๋นซิ่วชิงมีระดับพลังฝึกปรือระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราเช่นเดียวกับพวกเฟิงอวิ๋นเซิงกับฝานชิว สุดท้ายแล้วจะชนะหรือแพ้ไม่พูดถึงก่อน อย่างน้อยๆ ระหว่างประลองก็จะไม่ถูกพวกเฟิงอวิ๋นเซิงกระหน่ำโจมตีโดยไม่อาจตอบโต้
ซึ่งหากอิ่นหลิวหัวที่อยู่เบื้องหน้าเริ่มต้นตอนนี้ ก็อาจจะสายไปบ้างแล้วจริงๆ
บรรดาผู้ที่นำหน้าไปแล้ว ไม่มีทางย่ำอยู่กับที่รอให้นางไล่ตามทัน ทุกคนต่างกำลังมุ่งตะบึงไปข้างทั้งสิ้น
ถ้าหากยืดเวลาไปอีกสักนิด ให้อิ่นหลิวหัวมุมานะบากบั่น ซ้ำยังมีวิธีต่างๆ นานาและทรัพยากรของเยี่ยนจ้าวเกอ รวมถึงสำนักเขากว่างเฉิงทดเสริมตลอดเวลา จะสามารถเหนือกว่าเมิ่งหว่านกับเฟิงอวิ๋นเซิงได้หรือไยงม่ไม่พูดถึง หากแต่ไล่ตามคนอื่นๆ ให้ทันยังพอมีหวัง
ทว่านั่นก็ต้องใช้เวลาที่ค่อนข้างยาวนาน สถานการณ์โลกแปดพิภพในปัจจุบันแปรผันในชั่วพริบตา เยี่ยนจ้าวเกอกับเฟิงอวิ๋นเซิงใช้เวลาคิดหาวิธีอยู่สองสามปี มักมีความรู้สึกว่าวางแผนไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดบ่อยๆ ฉะนั้นก็ยิ่งอย่าได้เอ่ยถึงสถานการณ์ของอิ่นหลิวหัวในตอนนี้เลย
ฟู่เอินซูกล่าว “การที่จะไล่ตามพวกเมิ่งหว่านให้ทัน ย่อมยากลำบากอย่างแน่นอน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีหวัง อวิ๋นเซิงก็พัฒนาพรวดพรวดจนถึงระดับตอนนี้ภายในเวลาไม่ถึงสามปีไม่ใช่หรือ?”
เยี่ยนจ้าวเกอมองอิ่นหลิวหัวแวบหนึ่ง ค่อยเอื้อนเอ่ยว่า “ถึงแม้จะพูดเช่นนี้ได้ แต่หาใช่ง่ายดายไม่ ยังต้องดูที่ตัวนางเองด้วย”
“พรสวรรค์ในด้านวรยุทธ์ของอิ่นหลิวหัวนับว่าไม่เลว ถึงแม้ว่าอาจารย์ของนางก่อนหน้านี้จะมีระดับฝีมืออยู่บ้าง แต่ก็ทำให้นางเสียเวลาไปไม่น้อยแล้ว ปัจจุบันเข้ามาในสำนักเขากว่างเฉิงของเราแล้ว ขอเพียงแค่ยอมตรากตรำฝึกฝนอย่างหนัก ไม่เคยเลยที่จะไม่มีความเป็นไปได้ที่จะก้าวหน้าขึ้นอย่างพรวดพราด และไล่ตามคนอื่นให้ทัน” ฟู่เอินซูกล่าว
“ยิ่งไปกว่านั้น สภาพของอวิ๋นเซิงตอนนี้ดีเยี่ยม สำนักเราสามารถเห็นแสงรำไรที่จะช่วงชิงมงกุฎแห่งจันทรามาได้แล้ว ส่วนหลิวหัวก็สามารถเป็นเหมือนเจ้าเด็กน้อยแซ่อวิ๋นของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ที่จู่ๆ ก็โผล่มาในปีนี้ผู้นั้น เป็นผู้ช่วยคอยช่วยเหลืออวิ๋นเซิง และยกระดับแผนการได้ชัยชนะได้ เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”
วาจานี้ของฟู่เอินซูเป็นการกล่าวต่อหน้าอิ่นหลิวหัว นางหันหน้ากลับไปมองทางอิ่นหลิวหัว “ถ้าหากเจ้าสามารถเหนือกว่าอวิ๋นเซินได้ เช่นนั้นภาระหนักอึ้งในการได้รับมงกุฎแห่งจันทราของสำนักก็จะตกอยู่บนบ่าของเจ้าอย่างแน่นอน แม้เจ้าจะเริ่มต้นค่อนข้างสายไป แต่ถ้าหากมีปณิธานแน่วแน่ล่ะก็ จำเป็นต้องพยายามให้มากขึ้น มุ่งแสวงหาความก้าวหน้าอย่างห้าวหาญ”
อิ่นหลิวหัวมองฟู่เอินซู แล้วก็มองเยี่ยนจ้าวเกอ ก่อนจะรีบร้อนกล่าวว่า “ยังต้องขอให้ท่านและศิษย์พี่เยี่ยนโปรดชี้แนะมากกว่านี้”
เยี่ยนจ้าวเกอเอื้อนเอ่ยอย่างสงบนิ่งว่า “สำหรับแผนบ่มเพาะเจ้า จะเหมือนเช่นศิษย์น้องเฟิงทุกประการ”
“ตามหลักแล้ว เจ้าเริ่มต้นค่อนข้างช้า ดังนั้นความหนักหน่วงในการฝึกฝนย่อมต้องมากกว่า ต้องเป็นเช่นนี้ถึงจะสามารถไล่ตามพวกศิษย์น้องเฟิงได้ทัน หากแต่ความหนักหน่วงในการฝึกฝนของศิษย์น้องเฟิงก็หนักมากอยู่แล้ว บางครั้งถึงขนาดที่ข้ามผ่านขีดจำกัดที่ทุกคนจะสามารถทนได้แล้ว”
“ถ้าหากยังจะเคี่ยวเข็ญเจ้าต่อไปอีก เกรงว่าเจ้าจะไม่อาจทนไหว”
ชายหนุ่มกล่าว “ฉะนั้น ผลักดันตนเองให้เหมือนกับศิษย์น้องเฟิงในตอนแรกก่อนก็แล้วกัน รอหลังจากเจ้าผ่านประสบการณ์จริง สมมุติว่ารู้สึกว่าตัวเองสามารถทนได้มากกว่านี้ เช่นนั้นพวกเราค่อยเพิ่มระดับตามสถานการณ์กันอีกครา”
อิ่นหลิวหัวเม้มริมฝีปาก ฉับพลันนั้นรู้สึกว่าการที่ตนเข้ากราบเข้าเป็นศิษย์สำนักเขากว่างเฉิงแล้ว ไม่แน่ว่าจะโชคดีเหมือนที่คาดไว้ในตอนแรกเช่นนั้น
ทว่านางเองก็มีความโอหังและความหยิ่งในศักดิ์ศรีของคนวัยหนุ่มสาวอยู่บ้างเช่นกัน จึงกล่าวในทันทีว่า “ศิษย์พี่เยี่ยนโปรดวางใจ ข้าจะอดทนฝึกฝนอย่างแน่นอน”
เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ “นอกจากนี้ ในฐานะสตรีแห่งจันทรา เจ้าจะต้องระมัดระวังตัวเอง หากอยู่ในสำนักก็แล้วไป แต่ถ้าออกเดินไปภายนอก จะต้องคอยระวังคนอื่นลอบทำร้าย ข้าเชื่อว่าปัญหาในด้านนี้ อาจารย์ฟู่เคยเตือนเจ้าแล้ว”
ฟู่เอินซูกล่าว “เรื่องนี้แน่นอนอยู่แล้ว”
อิ่นหลิวหัวรีบร้อนกล่าว “เจ้าค่ะ อาจารย์กำชับข้าอยู่บ่อยๆ”
คำที่นางเรียกฟู่เอินซู ในขณะที่นางตอนนี้อยู่ในชุดสีขาวของศิษย์ธรรมดา หากเข้าหูผู้อาวุโสตำหนักอาญาล่ะก็ ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีใครคิ้วขมวด
เยี่ยนจ้าวเกอกลับไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้นัก เมื่อสำนักรับอิ่นหลิวหัวเข้าสำนัก แรกเริ่มก็ไม่ได้ปฏิบัติต่อนางเหมือนเป็นศิษย์ธรรมดา นางกับเฟิงอวิ๋นเซิงกราบเป็นศิษย์ภายใต้ฟู่เอินซูด้วยกัน ก็เป็นเรื่องที่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าเช่นกัน
ถึงแม้ว่าบัดนี้นางจะสวมชุดสีขาวทั้งกาย หากแต่อยู่ข้างกายฟู่เอินซู และได้รับของล้ำค่าส่วนตัวของฟู่เอินซูกับทรัพยากรของสำนักต่างๆ นานา ไม่ใช่ศิษย์ธรรมดาทั่วไปจะเปรียบได้อย่างแน่นอน
นี่ไม่ได้เกี่ยวกับว่ายุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม ความยุติธรรมนั้นอยู่ที่ความเท่าเทียมของโอกาส ทว่าเงื่อนไขระหว่างผู้คนมีความแตกต่างกัน การที่สำนักต้องการผู้ที่มีความสามารถระดับสุดยอด แน่นอนว่าต้องพยายามทำให้ยอดฝีมือนั้นแกร่งกล้ายิ่งขึ้น หาใช่ฝืนพยายามทำให้เฉลี่ยเท่ากันไม่
แน่นอนว่าการได้รับอำนาจและสิ่งของที่มากกว่า จะทำให้ภาระและหน้าที่มากขึ้นไปด้วย
เพียงแต่การที่ตอนนี้อิ่นหลิวหัวเรียกฟู่เอินซูเช่นนี้ นางเองก็น่าจะยังไม่ได้มีความกล้าหาญอะไรขนาดนั้น เกินกว่าครึ่งเป็นเพราะได้รับผลกระทบจากฟู่เอินซูในยามปกติ
เยี่ยนจ้าวเกอก็เกาศีรษะอยู่บ้างชั่วขณะหนึ่ง สำหรับอาจารย์ป้าผู้ไม่สนใจอะไรคนนี้
ฟู่เอินซูทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ มองเยี่ยนจ้าวเกอพลางเอ่ยถามว่า “เรื่องของแม่ลูกจวินเอ๋อร์ เจ้ามีเบาะแสแล้วหรือ?”
ชายหนุ่มกล่าวตอบ “ในช่วงหลายวันมานี้ สุดท้ายแล้วของที่จำเป็นก็จะหาได้ครบแล้ว ถึงเวลาข้าก็จะออกเดินทาง แต่จะมีความมั่นมากน้อยเพียงใดนั้น ยังต้องสำรวจสถานที่จริงก่อนจึงจะรู้ได้”
ฟู่เอินซูถอนใจเบาๆ “เรื่องนี้ เจ้าจงพึงใส่ใจใคร่ครวญให้มากกว่านี้ ต้องการสิ่งใด ขอให้พูดมาตรงๆ”
ในชั่วขณะนี้ ใบหน้าฟู่เอินซูก็มีสีหน้าเอาจริงเอาจังขึ้นอย่างมาก
เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า “อาจารย์ป้าโปรดวางใจ ข้าจะทุ่มเทพยายามสุดกำลัง”
หลายวันถัดจากนี้ เยี่ยนจ้าวเกอหยุดอยู่ข้างกายฟู่เอินซูชั่วคราว จัดวางแผนการฝึกฝนเรียนรู้ต่อไปของอิ่นหลิวหัว โดยยึดตามสภาพร่างกายของนาง
นอกจากนี้แล้ว เยี่ยนจ้าวเกอเองก็ประมือกับปีศาจอัคคีที่กระเจิดกระเจิงเข้ามา บนทะเลส่วนนอกของทะเลตะวันออกอย่างแท้จริง
‘มีบ่อเกิดมาจากที่ราชันปีศาจอัคคี ก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ในอดีตนั่นอย่างที่คิด’ เยี่ยนจ้าวเกอค่อยๆ แจ่มชัดในใจ ความคิดร้อยแปดพันเก้าผุดขึ้นมาในสมอง
หลังจากผ่านไปหลายวัน ของที่เยี่ยนจ้าวเกอต้องการก็เตรียมพร้อมทั้งหมดแล้ว เขาจึงกล่าวลาฟู่เอินซู แล้วออกเดินทางอีกครั้ง
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งทะเลตะวันออกแซ่จางที่รักษาการณ์อยู่ที่นี่โดยเฉพาะ ถึงแม้ว่าจะไม่สู้เมืองทะเลมรกตผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นอย่างแน่นอน กระนั้นก็มีความเข้าต่อในสถานการณ์ของมหาสมุทรอยู่บ้างไม่มากก็น้อยเช่นกัน
เยี่ยนจ้าวเกอเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้แล้ว สามารถกำหนดเส้นทางเดินเรือมุ่งหน้าขึ้นเหนือของตัวเองได้อย่างสะดวก
ถึงแม้ว่ามหาสมุทรจะโคลงเคลง ทว่าวิธีเดินทางของเยี่ยนจ้าวเกอก็ค่อนข้างพิเศษ
กระสวยเบิกดินแดนไม่เพียงสามารถทะลุผ่านแผ่นดินได้เท่านั้น ยังสามารถดำน้ำอยู่ในทะเลลึกได้เฉกเช่นปลาแหวกว่ายเช่นกัน
เยี่ยนจ้าวเกอก็ฝ่าลมโต้คลื่น ผ่านทะเลตะวันออก มุ่งหน้าไปยังทะเลเหนือเช่นนี้
………………..
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ