306-310
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
กูเฉินสูดหายใจเข้าลึก ๆ และแสดงสีหน้าเย็นชาออกมา “อยากให้ข้า
ช่วยหาของในเขตหวงห้ามงั้นรึ? เป็นไปไม่ได้ !”
ในทวีปป่ านั้นมีเขตหวงห้ามอยู่สามแห่ง โพรงหมื่นปีศาจทางตะวันออก,
หุบเขาเทพอสูรทางใต้ และเกาะมรณะในทะเล ทั้งสามที่นี้คือพื้นที่
หวงห้ามสำหรับสิ่งมีชีวิต และสิ่งมีชีวิตที่ก้าวเข้าไปด้านในก็ไม่เคยมี
ใครกลับออกมาได้ แม้แต่พวกขอบเขตตุ้นซวนขั้นสมบูรณ์ เมื่อเข้า
ไปแล้ว ก็ไม่สามารถกลับออกมาได้
เขตต้องห้ามทั้งสามแห่งคงอยู่มานาน ไม่มีใครรู้ว่ามันมีมาตั้งแต่
ตอนไหน
สถานที่โบราณที่แฝงไปด้วยอันตราย !
นี่คือสิ่งที่ทุกคนจำได้เกี่ยวกับเขตต้องห้ามทั้งสาม !
อีกอย่างแล้ว ผู้คนก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขตหวงห้ามทั้งสามเลย
“เมื่อเข้าไปในเขตหวงห้าม เจ้าก็จะตาย แม้ว่าข้าจะมีระดับสูงสุดแต่
ก็ยังไม่ใช่ข้อยกเว้น” กูเฉินส่ายหน้า “ตั้งแต่โบราณแล้ว ไม่มีใคร
ออกมาจากเขตหวงห้ามทั้งสามได้ ผู้แข็งแกร่งนับไม่ถ้วนต่างก็ต้อง
ตายลงเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้ ข้าไม่อาจตกลงไปตายกับเจ้าได้ !”
ในฐานะหนึ่งในคนที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีป กูเฉินไม่ได้ขาดความ
มั่นใจ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเขตต้องห้ามทั้งสาม เขาก็ยังต้องหวาดกลัว
ขึ้นมา
ไม่ใช่แค่กูเฉินเท่านั้น แต่พวกระดับสูงเองก็รู้สึกแบบนั้นเช่นเดียวกัน
พวกเขาไม่กล้าเข้าใกล้ที่นั่น
แม้ว่าจะขึ้นมาถึงขีดจำกัดของการบ่มเพาะ และเป็นหนึ่งในผู้ที่แข็งแกร่ง
ที่สุดในทวีป แต่กูเฉินก็ยังรู้สึกว่าเขตต้องห้ามทั้งสามแห่งนั้น ก็ยัง
อันตรายมากอยู่ดี แค่นึกถึงก็ยังทำให้เขาใจสั่นได้
“ข้ายอมรับว่าเจ้าแข็งแกร่งมาก บางทีข้าคงไม่ใช่คู่มือของเจ้า แต่ข้า
ยอมสู้กับเจ้าดีกว่า ไม่มีทางที่ข้าจะรับปากเจ้า !” กูเฉินเงยหน้ามอง
จางหยู
เมื่อได้ยินแบบนั้น หัวใจของจางหยูก็เต้นรัว
เขาไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้ ในฐานะหนึ่งในคนที่แข็งแกร่งที่สุดใน
ทวีป กูเฉินกลับหวาดกลัวเขตหวงห้าม กูเฉินที่คิดว่าเขาแข็งแกร่ง
ถึงกับยอมสู้กับเขาดีกว่าจะเข้าไปยังเขตต้องห้ามนั่น
ในที่แบบนั้นมีอันตรายแบบไหนอยู่กัน กระทั่งพวกระดับสูงของ
ทวีปก็ยังไม่กล้าที่จะเข้าไป ?
“ไม่คิดเลยว่าทวีปป่ าจะมีที่ที่อันตรายแบบนั้นอยู่” จางหยูตกตะลึง
และสงสัยขึ้นมา “ข้าไม่รู้ว่าที่นั่นมันเป็นยังไง ?”
ต้องรู้ก่อนว่ากูเฉินคือระดับสูงสุดของทวีป และคนแบบนั้นก็ยังไม่
กล้าเข้าไป
จางหยูเงียบไป เขาไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรออกมา
“สุดท้ายหากเจ้าไม่สู้ งั้นข้าก็จะกลับ” กูเฉินมองไปที่จางหยู ความ
แข็งแกร่งของจางหยูทำให้เขากดดัน หากไม่มีการต่อสู้คงจะดีที่สุด
ในเวลาเดียวกันเขาก็ระวังตัวเมื่ออยู่ต่อหน้าจางหยู เขาเคยพบเจอกับ
การดูหมิ่นมาก่อน เขาเกลียดและกลัวพวกนักฝึกสัตว์อสูร
เมื่อเห็นว่าจางหยูนิ่งไม่พูดอะไรออกมา ร่างของกูเฉินก็ออกจากที่
นั่นทันที
แต่ตอนที่เขาเพิ่งจะบินออกไป ร่างของจางหยูกลับปรากฏตัวขึ้น
ตรงหน้าเขา และขวางทางเขาเอาไว้
“มาถึงที่นี่ทั้งที ทำไมต้องรีบกลับด้วย?” จางหยูยิ้มออกมา “ท่านไม่
อยากไปเขตหวงห้าม ข้าก็จะไม่บังคับท่าน แต่การที่ชั้นเรียนสัตว์อสูร
ขาดอาจารย์จะเอายังไง ? ลองคิดดู” มันยากที่จะเปิดภารกิจออกมา
จางหยูยังอยากให้อีกฝ่ายอยู่ต่อ ยังไงซะราชาสัตว์อสูรในตำนานก็ใช่
ว่าจะหากันได้ง่าย ๆ หากพลาดโอกาสนี้ไปก็ไม่รู้ว่าต้องรออีกนาน
แค่ไหน
หากเวลาที่กำหนดไว้หมดลง แม้ว่าจางหยูจะรับกูเฉินเข้าสำนักคังเฉียง
ได้ แต่เขาก็จะไม่ได้รางวัลจากภารกิจ
“ไม่” กูเฉินปฏิเสธโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
จางหยูนั้นลึกลับ ความแข็งแกร่งของเขาและตัวตนในฐานะนักฝึกสัตว์
อสูรนั้นน่ากลัว กูเฉินไม่อาจจะซ่อนตัวจากอีกฝ่ายได้ แล้วแบบนั้น
เขาจะตกลงเข้าร่วมกับสำนักคังเฉียงได้ยังไง ?
เมื่อได้ยินแบบนั้นจางหยูก็คิ้วขมวด เขาถามด้วยท่าทีอึดอัดใจ “ข้าไม่
รู้จริง ๆ ว่าท่านคิดยังไง ? ท่านสบายใจได้ ข้ารับรองได้ว่าข้าจะไม่ทำ
อะไรกับท่าน หากท่านไม่เชื่อ ข้าสาบานกับพระเจ้าก็ได้”
กูเฉินฮึดฮัดออกมา “สาบาน ? หากเจ้าสาบาน มันคงไม่ทำให้หลาย
คนต้องตาย !”
“งั้นข้าต้องทำยังไงถึงจะทำให้ท่านเชื่อว่าข้าไม่คิดจะทำร้ายท่าน?”
จางหยูมองไปที่กูเฉิน และพูดออกมาด้วยสีหน้าจริงใจ “ไม่ว่าท่าน
จะพูดยังไง ตราบใดที่ข้าทำได้ ข้าไม่มีทางยอมแพ้แน่” รางวัลอย่าง
ทักษะสร้างร่างเทียมนั้นจางหยูต้องการมันอย่างมาก เขาไม่อยากจะ
ยอมแพ้จริง ๆ
กูเฉินส่ายหน้าและพูดด้วยน้ำเสียงที่เฉยเมย “ไม่ว่ายังไงข้าก็ไม่อาจจะ
ตกลงได้”
ท่าทีของเขามั่นคง คำพูดของจางหยูไม่อาจจะเปลี่ยนใจเขาได้
จางหยูปวดหัวขึ้นมา ชายคนนี้ใจแข็ง เขาแสดงความจริงใจของตัวเอง
ออกมาแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ยังใจแข็ง ไม่มีวี่แววว่าจะใจอ่อนเลย
“ท่านจะกลัวอะไร? ท่านเป็นถึงราชาสัตว์อสูร ท่านไม่กล้ารึ ?” เมื่อ
วิธีพูดปกติไม่ได้ผล งั้นจางหยูก็จะใช้วิธีการอื่น เขายั่วยุกูเฉิน “ข้า
ไม่ใช่สัตว์อสูร แต่ท่านก็ยังกลัวว่าข้าจะกินท่านอีกรึ? ท่านที่เป็นถึง
ราชาสัตว์อสูร แต่กลับทำให้เกียรติของสัตว์อสูรหมดไป !” มีแค่
สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าตอนที่พูดนั้นเขากังวลแค่ไหน
หากกูเฉินโกรธเพราะเรื่องนี้ จางหยูคงตกที่นั่งลำบาก
สีหน้าของกูเฉินหม่นลง เขาเหมือนโดนจี้ใจดำ เขาได้พูดขึ้น “เจ้า
อยากจะบอกอะไร ?”
“ข้าพูดอะไรผิดไปรึ ?” จางหยูพูดต่อ “สำนักคังเฉียงนั้นมีสัตว์อสูร
ขอบเขตตันซวนอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งมังกรแดง, อินทรีย์ปีกฟ้าและ
สัตว์อสูรตนอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีไป่ หลิง จิ้งจอกพันหน้าซึ่งตอนนี้
ได้ขึ้นไปอยู่ขอบเขตหลิงซวนแล้ว สัตว์อสูรขอบเขตตันซวนและ
หลิงซวนก็ยังกล้าที่จะอยู่ในสำนักคังเฉียง แต่ท่านที่เป็นถึงราชาสัตว์
อสูรกลับไม่มีความกล้าเท่ากับพวกนั้น”
“นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่เคยมีประสบการณ์ถูกมนุษย์ควบคุม!” กู
เฉินฮึดฮัดออกมา “ไม่งั้นแล้ว แม้ว่าจะกล้ากว่านี้สักร้อยเท่า พวกนั้น
ก็คงไม่ทำแบบนี้หรอก !”
โดนมนุษย์ควบคุม ?
ตอนที่ได้ยินคำพูดของกูเฉิน จางหยูก็กลับไปคิดถึงข้อมูลของกูเฉิน
ทันที
อยู่ ๆ เขาก็ตระหนักได้ถึงบางอย่าง และยิ้มออกมา “เจ้ากลัวข้าเพราะ
เจ้าเคยเป็นทาสของเสินเซียว ใช่รึไม่ ?”
“หุบปาก อย่าพูดถึงชื่อนั้นนะ !” กูเฉินโกรธขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าที่ดู
อ่อนเยาว์หม่นลงเพราะความโกรธ ชื่อของเสินเซียว คือสิ่งต้องห้าม
สำหรับเขา หากไม่ใช่เพราะจางหยูแข็งแกร่ง เขาคงลงมือไปแล้ว
ราชาสัตว์อสูร ครั้งหนึ่งกลับเคยเป็นทาสของมนุษย์ มันช่างน่าอาย
จริง ๆ !
สำหรับกูเฉินแล้วนี่คือตราบาปไปตลอดชีวิต
ทันใดนั้นกูเฉินกลับระเบิดพลังออกมา ปราณสัตว์อสูรสีดำครอบคลุม
ไปทั่วท้องฟ้า เมืองทะเลทรายตกลงสู่ความมืดมิด ด้วยปราณสัตว์
อสูรนี้ทำให้ผู้คนต่างพากันหน้าซีดเผือด หัวใจของพวกเขาหล่นวูบ
ราวกับว่าจุดจบของโลกกำลังมาถึง
“ไม่ต้องตื่นเต้นไป” จางหยูตกตะลึงกับการระเบิดพลังของกูเฉิน เขา
สูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อรวบรวมสติ “แม้ว่าเสินเซียวจะทำให้ท่านเป็น
ทาส แต่นั่นก็แค่ในอดีตไม่ใช่รึ ? ตอนนี้ท่านได้อิสระกลับมาแล้ว และ
ได้กลายเป็นราชาสัตว์อสูร รวมไปถึงอยู่จุดสูงสุดของทวีป ทำไม
ท่านต้องสนใจเรื่องพวกนี้อีก ?”
ทันทีที่ได้ยินแบบนั้นกูเฉินก็โกรธยิ่งกว่าเดิม
เขาตัวสั่นด้วยความโกรธ และตะโกนออกมา “ข้าบอกว่าไม่ให้เจ้า
พูด เจ้าไม่เข้าใจรึไง !”
“เจ้าไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย ! เจ้าไม่รู้เลยว่าเจ้าบัดซบนั่นทำ
กับข้ายังไง !” สีหน้าของกูเฉินบิดเบี้ยวไป “ข้ามีสายเลือดสูงส่ง มี
พรสวรรค์ที่ไร้ใครเทียบ อนาคตข้าจะเป็นผู้ที่แข็งแกร่ง และเป็น
ราชาสัตว์อสูรที่โด่งดังที่สุดในโลก แต่เจ้าบัดซบนั่นกลับบังคับให้
ข้าทำสัญญาสัตว์เลี้ยงกับมัน ตอนที่ข้ายังไม่ถึงขอบเขตตันซวน !”
ราชาสัตว์อสูรที่ยังไม่เติบโต กลับกลายเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์
แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้กูเฉินโกรธ…
“สัญญาสัตว์เลี้ยง ! ข้า ราชาสัตว์อสูรกับถูกบังคับให้ทำสัญญานั่น !”
กูเฉินกัดฟันแน่นพร้อมกับความทรงจำที่น่าเจ็บปวดที่โผล่มาในหัว
“สิ่งที่ข้าเกลียดที่สุดคือมันรู้ว่าข้ามีสายเลือดศักด์ิสิทธ์ิ แต่มันไม่เคย
ช่วยข้าพัฒนาระดับการบ่มเพาะเลย มันกลับให้ข้าแต่งตัว…เล่นเป็น
หมาและทำให้มันมีความสุข !”
“สายเลือดหมาป่าละโมบ, สายเลือดกลืนสวรรค์ พรสวรรค์ต่าง ๆ
ด้วยความสามารถทั้งหมดที่ข้ามี แต่ข้ากลับได้เป็นแค่หมา…”
“หมา ฮ่าฮ่าฮ่า….”
“แม้ว่าข้าจะแข็งแกร่งเหนือมันมาหลายร้อยปี ก้าวถึงขอบเขตตุ้นซวน
และกลายเป็นตัวตนระดับสูงสุดของทวีป แต่สัญญาสัตว์เลี้ยงบัดซบ
นั่นมันน่ากลัวเกินไป แม้ว่าข้าจะขึ้นถึงขอบเขตตุ้นซวน แต่ก็ไม่อาจจะ
ต้านทานได้ ข้าไม่กล้าเปิดเผยความแข็งแกร่งของตัวเองต่อหน้ามัน”
“มันชอบสัตว์เลี้ยงและบังคับให้ข้าเป็นหมา แต่ข้าคือลูกหลานของ
หมาป่าและสัตว์อสูรกลืนสวรรค์!”
“ข้าคือตัวตนที่สูงส่งในโลกนี้ คือสัตว์อสูรศักด์ิสิทธ์ิ !”
“แม้แต่เผ่ามังกรก็ไม่กล้าจะบอกว่ามีสายเลือดสูงส่งกว่าข้า !”
“แต่มันกลับให้ข้าเป็นหมา มันใช้มือสกปรกนั่นแตะต้องข้าทุกวัน !”
“บังอาจนัก !”
“ข้าฝันอยากจะฆ่ามัน แต่พลังของสัญญาสัตว์เลี้ยงนั้นรุนแรงมาก
แม้ว่าข้าจะแข็งแกร่งกว่ามัน และสามารถฆ่ามันได้อย่างง่ายดาย แต่
สำหรับมัน แค่คิดก็สามารถปลิดวิญญาณของข้าได้แล้ว !”
สีหน้าของกูเฉินบิดเบี้ยว แสดงให้เห็นว่าเขาโกรธแค้นแค่ไหน
เขาพยายามที่จะลืมช่วงเวลาที่เลวร้ายนั่น แต่ยิ่งอยากที่จะลืมเท่าไหร่
เขาก็ยิ่งจดจำมันได้ดีเท่านั้น และสุดท้ายมันก็ได้กลายเป็นเงาที่ตาม
หลอกหลอนเขา
สักพักกูเฉินก็ใจเย็นขึ้นมาเล็กน้อย เขาฮึดฮัดออกมา “ข้าหวังเสมอว่า
มันจะตาย แต่แม้ว่าความแข็งแกร่งของมันจะไม่ได้สูงนัก แต่มันก็
ระวังตัวอย่างมาก มันไม่กล้าหาเรื่องคนที่แข็งแกร่งกว่า สุดท้ายวัน
หนึ่งมันก็พบกับสัตว์อสูรที่งดงามและต้องการให้สัตว์อสูรตัวนั้น
เป็นทาส แต่มันไม่คิดว่าจะไปหาเรื่องสัตว์อสูรขอบเขตตุ้นซวนเข้า
ฮ่าฮ่า มันคงคิดไม่ถึงว่าสัตว์อสูรที่งดงามนั่น กลับเป็นลูกหลานของ
สัตว์อสูรขอบเขตตุ้นซวน และที่สำคัญที่สุดคือสัตว์อสูรที่งดงามนั่น
คือสัตว์อสูรที่ข้าหามาเอง”
“ทุกอย่างเป็นตามที่คาดเอาไว้ มันอ่อนแอจนแค่โดนสัตว์อสูรขอบเขต
ตุ้นซวนตบก็ตายแล้ว”
“หลายร้อยปี ฮ่าฮ่า ข้าต้องโดนดูถูกมาหลายร้อยปี และสุดท้ายข้าก็
หลุดมันมาได้ !”
“อิสระ !”
กูเฉินหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง แต่ดวงตาเขากลับมีน้ำตาไหล
ออกมา มันคือน้ำตาแห่งความเจ็บปวดจากการที่โดนเหยียดหยาม
จางหยูได้ยินเรื่องเล่าที่เศร้าแบบนั้น ก็รู้ว่ากูเฉินนั้นเกลียดเสินเซียว
แต่ไม่คิดว่ามันจะมีเรื่องที่หนักหนาแบบนี้เกิดขึ้น ไม่แปลกใจเลยว่า
ทำไมตอนที่กูเฉินได้ยินชื่อของเสินเซียว เขาถึงได้โกรธแบบนี้
“หากเสินเซียวรู้ว่าหมาที่เขาเคยใช้เป็นสัตว์เลี้ยง ได้กลายเป็นราชา
สัตว์อสูร ข้าไม่รู้ว่าเขาจะคิดยังไง ?” จางหยูคิดในใจ
กูเฉินเหมือนไม่ได้สนใจจางหยู และจมอยู่กับความทรงจำแล้วพูดกับ
ตัวเอง “เมื่อได้อิสระกลับมา ข้าสาบานว่าชีวิตนี้ต้องเป็นผู้ที่แข็งแกร่ง
ที่สุดในโลก และทุกคนจะต้องเทิดทูนข้า ! จะต้องไม่มีใครในโลกนี้
ที่กล้าทำให้ข้าเป็นทาสอีก !”
“ใช้เวลาถึง 800 ปีที่ยากลำบาก กว่าข้าจะก้าวมาถึงขอบเขตตุ้นซวน
ขั้นสมบูรณ์ได้ !”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่า สิ่งแรกที่ข้าก้าวขึ้นมาถึงขอบเขตนี้นั้น ข้าทำอะไร?”
กูเฉินมองไปที่จางหยู
จางหยูเงียบไปไม่เปิดปากพูดออกมา
กูเฉินแสดงรอยยิ้มโหดร้ายออกมา และพูดด้วยน้ำเสียงแค้นเคือง
“หลังจากที่ก้าวขึ้นมาถึงขอบเขตตุ้นซวนได้ ข้าได้บุกเข้ามายังโลก
มนุษย์ และฆ่านักฝึกสัตว์อสูร ! นักฝึกสัตว์อสูรในเขตเหนือและที่
อื่น ๆ ต่างก็ถูกข้าฆ่า ใครก็ตามที่ทำให้ข้ารู้สึกกลัว แม้แต่พวกที่อยู่
ในสมาคมที่เขตกลางก็โดนข้าสังหารจนแทบไม่เหลือใครที่จะสืบ
ทอดความรู้จากมันได้ !”
พลังของตัวตนระดับสูงนี่น่ากลัวจริง ๆ แค่คน ๆ เดียวกลับมีพลังน่า
กลัวยิ่งกว่ากองกำลังใหญ่ ๆ !
“แค่ปีเดียว ข้าได้ออกไปฆ่าถึง 3 ครั้งจนทำให้จำนวนนักฝึกสัตว์อสูร
ลดลงไปถึง 90% ! พวกที่เหลือได้แต่ซ่อนตัวไม่กล้าโผล่หัวออกมา….”
แค่ปีเดียว ชื่อเสียงของกูเฉินในฐานะราชาสัตว์อสูรในหมู่สัตว์อสูร
ก็ทำให้เขาโด่งดังไปทั่วทวีป
โชคร้ายก่อนที่เขาจะได้ฆ่านักฝึกสัตว์อสูรทั้งหมด พฤติกรรมของ
เขาก็ทำให้พวกระดับสูงของมนุษย์โกรธเอา
“ตอนที่ข้ากำลังจะไปที่สมาคมนักฝึกสัตว์อสูรที่สุดท้าย เพื่อฆ่านัก
ฝึกสัตว์อสูร พวกระดับสูงของมนุษย์อย่างเป้ยหลง ก็ได้ปรากฏตัว
ขึ้นมาและสู้กับข้า” กูเฉินพูดขึ้น
“การต่อสู้นั่นเราทั้งสองต่างก็บาดเจ็บ แน่นอนว่าข้าบาดเจ็บหนักกว่า
เขา” ตอนนั้นกูเฉินเพิ่งจะก้าวเข้าสู่โลกระดับสูงสุด แต่เป้ยหลงก้าว
ไปถึงระดับนั้นมานานแล้ว เป็นธรรมดาที่มันจะมีความต่างกันอยู่
เรื่องนี้กูเฉินไม่ได้โกหก “แม้ว่าข้าจะบาดเจ็บหนักกว่าเขา แต่การที่
เขาจะฆ่าข้าได้นั้นก็เป็นไปไม่ได้ ในตอนที่สิ้นหวัง เขาขู่ข้าด้วยเผ่า
สัตว์อสูรทั้งหมดว่า หากข้าไม่หยุดฆ่าพวกนักฝึกสัตว์อสูร เขาจะ
เริ่มทำการฆ่าสัตว์อสูร ! ข้ารู้ว่าเขาแข็งแกร่งกว่าข้า หากเขาต้องการ
จะทำแบบนั้นจริง ๆ ข้าก็ไม่อาจจะหยุดเขาได้ !”
กูเฉินสูดหายใจเข้าลึก ๆ และพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “สุดท้ายข้าก็
รับปากเขาว่า จะปล่อยพวกนักฝึกสัตว์อสูรที่เหลือไป เพื่อให้เขาไม่
ต้องมายุ่งกับพวกสัตว์อสูร !”
การที่ทั้งสองได้ตกลงกันได้ลงตัวนี้ ทำให้ทวีปกลับคืนสู่ความสงบ
อีกครั้ง
แต่กูเฉินเองก็โด่งดังเพราะได้สู้กับเป้ยหลง
บอกได้ว่าการต่อสู้กับเป้ยหลงนี้ คือการต่อสู้ที่โด่งดังของกูเฉิน มัน
ทำให้เขามีชื่อเสียงและเป็นรากฐานของราชาสัตว์อสูร ทำให้ผู้คนใน
โลกรู้จักเขา ตัวตนที่แข็งแกร่งของเผ่าสัตว์อสูร และยังเป็นจุดกอบกู้
เผ่าสัตว์อสูรให้ฟื้นฟูกลับมาทัดเทียมกับมนุษย์ได้
“เอาจริง ๆ แล้วในด้านความแข็งแกร่งนั้น เผ่ามังกรแข็งแกร่งที่สุด
พวกเจ้าเป็นที่สอง ส่วนพวกเราสัตว์อสูรอ่อนแอที่สุด” กูเฉินพูดขึ้น
ด้วยรอยยิ้ม “หากพวกเจ้าเริ่มสู้ เผ่าสัตว์อสูรของเราคงไม่ใช่คู่มือ นี่
ไม่รวมกับพวกระดับสูงที่พวกเจ้ามีอยู่ถึง 4 คน หากพวกเขาร่วมมือ
กัน ข้าก็อาจจะหนีไม่ได้ โชคร้ายที่ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะเก่งแค่เรื่อง
การสู้ แต่ไม่รู้เรื่องการร่วมมือกันเลย….”
เพราะผู้แข็งแกร่งทั้งสี่คนของมนุษย์ไม่คิดจะร่วมมือกัน ถึงเปิดพื้นที่
ให้สัตว์อสูรได้พักหายใจ จนฟื้นฟูตัวเองขึ้นมาได้
“ไม่สิ นับเจ้าแล้วคนระดับสูงของมนุษย์ก็ควรจะมี 5 คน !” กูเฉิน
หัวเราะออกมา “5 คน หึหึหึ !”
ทั้งเผ่าสัตว์อสูรนั้นมีแค่เขา ที่เป็นพวกระดับสูง ส่วนเผ่ามนุษย์นั้น
แม้ว่าเป้ยหลงจะตายไปแล้ว เพราะชีวิตหมดอายุขัย แต่ถึงอย่างนั้นก็
มีพวกระดับสูงถึง 5 คน แต่ 5 คนนี้กลับปล่อยให้กูเฉินและเผ่าสัตว์
อสูรใช้ชีวิตตามสบายราวกับคนนอก
จางหยูคิ้วขมวดก่อนจะมีดวงตาเป็นประกายขึ้นมา “ท่านมาเตือนข้า
ให้รีบลงมือตอนที่เผ่าสัตว์อสูรยังฟื้นฟูไม่เต็มที่งั้นรึ ?”
“เจ้ากล้ารึ !” กูเฉินใจสั่น และมองไปที่จางหยูด้วยสายตาที่โกรธเคือง
“ท่านคิดว่าข้าไม่มีความสามารถแบบนั้นรึ ?” เหงื่อของจางหยูผุด
ออกมา แต่เขาก็ยังไม่เปลี่ยนสีหน้า “หรือท่านคิดว่าท่านจะหยุดข้า
ได้ ? ท่านบอกไม่ใช่รึว่ารังเกียจนักฝึกสัตว์อสูร และคิดจะกำจัดนัก
ฝึกสัตว์อสูรทั้งหมดในโลก ? เอาสิ ตอนนี้มีนักฝึกสัตว์อสูรยืนอยู่ต่อ
หน้าท่านแล้ว ท่านยังไม่เลิกคิดว่าข้าจะทำให้ท่านเป็นทาสไม่ใช่รึไง?
เอาสิ ฆ่าข้าเลย ไม่มีใครขู่ท่านแล้ว ! ท่านจะยังลังเลอะไร ?”
อารมณ์ของกูเฉินปั่นป่ วนขึ้นมาอีกรอบ ดวงตาของเขาแดงก่ำพร้อม
หมัดที่กำแน่น เขาถึงกับตัวสั่นเล็กน้อยด้วย ไม่มีใครกล้าพูดกับเขา
แบบนี้ แม้แต่พวกระดับสูงสุดของมนุษย์ทั้งสี่ก็ไม่กล้า !
เขาอยากจะจัดการกับจางหยู และระบายความโกรธออกมา !
แต่เขาไม่กล้า !
เขามองจางหยูไม่ออกเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นยิ่งจางหยูดูแข็งแกร่ง
เท่าไหร่ เขาก็ยิ่งยำเกรงเท่านั้น รวมไปถึงหวาดกลัว!
เขากลัวว่านี่จะเป็นกับดัก เมื่อหลงกล มันคงไม่สำคัญหากเขาจะตาย
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือเขาได้กลายเป็นทาส ได้กลับไปเป็นสัตว์เลี้ยง
ดังเดิม…
“อ๊า !” กูเฉินคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด
ผ่านมากว่า 8,000 ปีเขาถึงได้ขึ้นเป็นพวกระดับสูงสุดของทวีป เขา
คิดว่าการก้าวมาถึงระดับนี้แล้วจะไม่โดนนักฝึกสัตว์อสูรขู่อีก แม้แต่
ปรมาจารย์ฝึกสัตว์อสูร 6 ดาวในโลก เมื่อเขาเห็นอีกฝ่าย อีกฝ่ายก็
ต้องเลือกที่จะหนี ไม่กล้าดูหมิ่นเขา แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกถึงภัย
แบบเดิมอีกครั้ง
ตอนนี้เหมือนกับได้ย้อนอดีตกลับไปเมื่อ 8,000 ปีก่อน เขารู้สึกได้ถึง
ความสิ้นหวังและความเจ็บปวด
ตอนนั้น ตอนที่เผชิญหน้ากับเสินเซียว เขาโดนบังคับให้ทำสัญญา
ทาส เขาใช้ชีวิตไม่ต่างอะไรกับตายทั้งเป็น สถานการณ์ตอนนี้มัน
เหมือนกับในอดีตงั้นรึ ?
แม้ว่าเขาจะไม่ใช่สัตว์อสูรขอบเขตว่อซวนอีกต่อไป แต่เมื่ออยู่ต่อ
หน้าจางหยู เขากลับรู้สึกแบบเดียวกับในอดีต
“หนี !”
แม้ว่ากูเฉินจะโกรธ แต่สิ่งแรกที่โผล่มาในหัวเขาคือต้องหนี
ประสบการณ์ในอดีตได้กลายเป็นเงาที่หลอกหลอนเขา !
ร่างของเขาหายไป ก่อนจะไปปรากฏในจุดที่ห่างจากเดิมหลายร้อย
ฟุต เขาไม่คิดจะอยู่ที่นี่อีกต่อไป
“ไม่ลงมือแต่คิดหนีรึ ?” จางหยูตะลึง ราชาสัตว์อสูรกลับไม่ลงมือแต่
คิดจะหนีแทน
เป็นแบบนี้ได้ยังไง !
ร่างของจางหยูเองก็หายไป ในเสี้ยวพริบตาร่างของเขาก็ปรากฏตัวขึ้น
ตรงหน้ากูเฉิน ขวางทางกูเฉินเอาไว้อีกรอบ ในด้านความแข็งแกร่ง
แล้วเขาไม่อาจจะเทียบกับกูเฉินได้ ความต่างนี้ไม่ใช่น้อย ๆ แต่หาก
พูดถึงเรื่องความเร็วแล้ว กูเฉินถึงจะเร็ว แต่จะเร็วกว่าเคลื่อนย้าย
พริบตาของเขาได้ยังไง?
แม้ว่ากูเฉินจะใช้เคลื่อนย้ายพริบตา แต่ทักษะครึ่ง ๆ กลาง ๆ นั่น ก็
เป็นไปไม่ได้ที่จะเทียบกับทักษะที่สมบูรณ์แบบของจางหยู
“เรื่องยังไม่จบทำไมถึงจะกลับล่ะ ?” จางหยูยิ้มออกมาและมองไปที่
กูเฉิน
ตอนนั้นราชาสัตว์อสูรสีหน้าเปลี่ยนไป เขาแทบจะหมดหนทาง เขา
มองไปที่จางหยูและตะโกนออกมา “มนุษย์ เจ้าต้องการอะไร !”
หากโจมตีก็มีแต่แพ้
หากจะหนีกก็หนีไม่ได้
กูเฉินรู้สึกแบบนี้เป็นครั้งแรก ตั้งแต่ที่ขึ้นมาเป็นราชาสัตว์อสูร
เมื่อเห็นว่ากูเฉินโกรธ จางหยูก็พูดขึ้นอย่างใจเย็น “ท่านเพิ่งบอกเอง
ไม่ใช่รึ ? ข้ายังไม่ทันพูดอะไรเลย อย่าเพิ่งเร่งรีบ”
“บอกว่าอะไร ? ข้าไม่ได้พูดอะไรเลย !” กูเฉินพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียง
เย็นชา
“กูเฉิน ท่านคิดว่าด้วยความเร็วของท่านแล้ว หากข้ายืนกรานว่าจะ
ตามท่านไป ท่านคิดว่าท่านจะหนีได้รึ ?” จางหยูมองไปที่กูเฉิน
ไม่นานกูเฉินก็ไม่อาจจะคัดค้านอะไรจางหยูได้ ผลลัพธ์นี้ยากที่จะ
ปฏิเสธได้
ยังไงซะ ท่าเคลื่อนย้ายพริบตาก็ใช้พลังจิตอย่างมาก จางหยูก็ใช่ว่าจะ
สามารถใช้ท่านี้ได้ไม่จำกัด หากกูเฉินยืนกรานว่าจะหนี จางหยูเองก็
อาจจะตามไม่ทัน
กูเฉินไม่รู้เรื่องนี้ ในสายตาของเขาแล้ว จางหยูนั้นเหมือนกับตัวเขา
เองที่เป็นพวกระดับสูง !
ที่น่ากลัวกว่านี้คือ การรับรู้กฎมิติของจางหยูนั้นสูงกว่าเขา !
สีหน้าของกูเฉินหม่นลง สายตาเขาแสดงความอาฆาตออกมา ความ
อดทนของเขามีขีดจำกัด หากจางหยูบังคับเขาอีก เขาก็อาจจะทนไม่
ไหว
จางหยูตรวจสอบท่าทีกูเฉิน เมื่อเห็นแบบนั้นเขาก็รู้สึกอิจฉาในใจ
เขาพูดเน้นอีกรอบ “กูเฉินข้ารู้ว่าท่านกังวลเรื่องอะไร แต่ข้าไม่ได้คิด
จะทำให้ท่านกลายเป็นทาส ไม่งั้นแล้วข้าคงลงมือไปแล้ว ทำไมต้อง
รอจนถึงตอนนี้ด้วย ?”
กูเฉินเงียบไป พร้อมกับสายตาที่หวั่นไหว
“ท่านบอกว่าท่านไม่เต็มใจจะเข้าไปในเขตหวงห้าม ได้ ข้าจะไม่
บังคับท่าน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้าหวังว่าท่านจะคิดทบทวน” จางหยูพูด
ด้วยท่าทีจริงใจ
เมื่อได้ยินแบบนั้น กูเฉินก็มองไปที่จางหยูด้วยสีหน้าสงสัย
จางหยูสูดหายใจเข้าลึก ๆ และพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าเชิญท่านเข้า
ร่วมสำนักคังเฉียงในฐานะอาจารย์ประจำชั้นเรียนสัตว์อสูร….”
“เป็นไปไม่ได้ !” กูเฉินปฏิเสธทันที โดยไม่รอให้จางหยูพูดจบ
“อย่าเพิ่งวู่วามไป ให้ข้าพูดให้จบก่อน” จางหยูยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ในสำนักคังเฉียง ท่านก็เห็นว่าคนที่แข็งแกร่งนอกจากข้าแล้วก็มีแค่
คนขอบเขตหลี่ซวนขั้นสูง แม้ว่ามันจะดูดีแต่ก็มีหลายอย่างที่ไม่
อาจจะจัดการได้ และข้าเองก็ไม่ได้มีเวลามาดูแลสำนักคังเฉียงตลอด
หากไม่มีข้า สำนักคังเฉียงก็แทบจะเป็นเหมือนสำนัก 5 ดาว มันยังมี
ช่องว่างระหว่างสำนัก 5 ดาวกับ 6 ดาว” สำนัก 6 ดาวทุกแห่งควรมี
คนขอบเขตตุ้นซวนอย่างน้อย 1 คน ดังนั้นข้าจึงต้องการให้ท่านช่วย”
จางหยูมองไปที่กูเฉินและพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านเป็นถึงราชา
สัตว์อสูรที่โด่งดัง หากท่านเข้าร่วมสำนักคังเฉียงในฐานะอาจารย์ชั้น
เรียนสัตว์อสูร ด้วยชื่อเสียงของท่านแล้ว สำนักคังเฉียงจะพัฒนาขึ้น
มาในเวลาอันสั้น มันจะเป็นสำนัก 6 ดาวอันดับหนึ่งในทวีป”
“สำนักคังเฉียงจะเป็นยังไง เกี่ยวอะไรกับข้า ?” กูเฉินฮึดฮัดออกมา
“นอกจากนี้ เจ้าเองก็แข็งแกร่งกว่าข้า หากเจ้าอยู่ที่นี่ ทำไมสำนักคัง
เฉียงถึงไม่พัฒนา ?”
จางหยูส่ายหน้าและถอนหายใจออกมา “ข้าไม่อยากจะพูดถึงความ
แข็งแกร่งของข้าเอง ข้ารู้ว่าชื่อเสียงของราชาสัตว์อสูรนั้นยิ่งใหญ่กว่า
ข้า อำนาจนี้ข้าไม่อาจจะเทียบได้ ยิ่งไปกว่านั้นข้าก็ได้บอกไปแล้ว
ข้ามีหลายอย่างต้องไปจัดการและไม่ได้มีเวลามากนักที่จะดูแลสำนัก
คังเฉียง”
ตอนที่ได้ยินคำพูดของจางหยู กูเฉินก็รู้สึกภูมิใจขึ้นมา
ตามที่จางหยูบอกมา ในด้านความแข็งแกร่ง กูเฉินคงไม่ใช่คู่มือของ
จางหยู แต่ในด้านอำนาจและชื่อเสียงนั้น เขามีมากกว่าพวกระดับสูง
ของมนุษย์ !
พวกระดับสูงของมนุษย์ เป็นคนของกองกำลังใหญ่ ที่คอยปกครอง
ดินแดน แต่เผ่าสัตว์อสูรนั้นต่างออกไป เผ่าสัตว์อสูรมีราชาสัตว์อสูร
เพียงคนเดียว เขาคือคนที่ครองตำแหน่งนั้น ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง
ของเขา และการต่อสู้เมื่อ 8,000 ปีก่อนก็ทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดัง
ในหมู่มนุษย์ วันนี้คนระดับสูงทั้งสี่ของมนุษย์ก็ไม่กล้ามาเรื่องเขา
ง่าย ๆ
เขานึกย้อนถึงอดีตที่เคยผ่านมาที่ทำให้เขามีชื่อเสียงในวันนี้ได้ !
หากเป็นคนทั่วไปที่พูด เขาคงไม่สนใจที่จะฟัง
แต่คนที่พูดแบบนี้ออกมาคือจางหยู ซึ่งเป็นตัวตนระดับสูงที่แม้กูเฉิน
ยังต้องหวาดกลัว เมื่อคนแบบนี้ออกปากชม กูเฉินก็รู้สึกภูมิใจอย่าง
มาก
แต่มันก็แค่ความภูมิใจ เขายังคงได้สติไม่ลืมตัวเพราะคำชมของจาง
หยู
เขามองไปที่จางหยูและพูดออกมาด้วยท่าทีเฉยเมย “ข้าจะบอกอีก
ครั้ง ข้าไม่คิดเข้าร่วมสำนักคังเฉียง !”
จางหยูทำให้เขารู้สึกถึงอันตราย เขาไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับจางหยู
นานนัก ไม่งั้นแล้วเขาก็ไม่รู้ว่าจะตกเป็นทาสอีกฝ่ายตอนไหน เขา
เป็นพวกระดับสูงไม่ใช่พระเจ้า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะระวังตัวจาก
จางหยูตลอดเวลา ยังไงซะมันก็ต้องมีตอนที่เผลอบ้าง
เขามั่นใจว่าเขาจะเผชิญหน้ากับอันตราย ด้วยการตกเป็นทาสหากเขา
ไม่เผลอตัว !
นี่คือสิ่งที่เขาไม่อาจจะรับได้ !
ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเข้าร่วมสำนักคังเฉียง !
“ชายคนนี้ดื้อด้านเกินไป !” จางหยูอยากตบหัวอีกฝ่าย ความดื้อด้าน
ของกูเฉินมากกว่าที่เขาคิดเอาไว้ แม้ว่าเขาจะพยายามอย่างที่สุด แต่ก็
ไม่อาจจะเปลี่ยนความคิดของกูเฉินได้ “ข้ารับคนมามากมาย ไม่ว่า
จะเป็นคนแบบไหนข้าก็หลอกด้วยคำพูดไม่กี่คำก็สำเร็จ แม้แต่อู่ฉิง
ฉวนก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่ครั้งนี้ข้าพูดไปมากขนาดนี้ แต่กลับทำให้กู
เฉินตกลงไม่ได้”
จางหยูเพิ่งเจอกับสถานการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งทำให้เขารู้สึก
หมดหนทาง
แต่มันก็ทำให้จางหยูโล่งอก
เขาเข้าใจว่ากูเฉินเป็นถึงราชาสัตว์อสูร เป็นหนึ่งในพวกระดับสูงสุด
ในโลก !
คนแบบนี้ต้องมีความหยิ่งทะนงในตัวเอง นี่ยังไม่รวมกับประสบการณ์
ในอดีตของกูเฉินอีก หากราชาสัตว์อสูรโดนหลอกง่าย ๆ งั้นเขาก็
ไม่ควรเป็นราชาสัตว์อสูร !
“ข้าต้องกำจัดความกังวล ก่อนที่จะกล่อมให้เขาเข้าร่วมสำนักคังเฉียง”
จางหยูรู้ว่ากูเฉินกังวลเรื่องอะไร หากเขาไม่กำจัดความกังวลที่กูเฉิน
มี งั้นก็ไม่มีทางที่กูเฉินจะเข้าร่วมสำนักคังเฉียง “แต่ยังไง ? ทำยังไง
ถึงจะกำจัดความกังวลของเขาได้ ?”
สาบานกับท้องฟ้า ?
ชัดแล้วว่ากูเฉินไม่เชื่อ
รับรองด้วยคำพูด ?
กูเฉินไม่ได้สนิทกับเขา และเขาก็ไม่รู้จักอีกฝ่าย ฉะนั้นทำไมอีกฝ่าย
ต้องเชื่อในตัวเขาด้วย ?
ยิ่งกว่านั้นนิสัยเขาก็ใช่ว่าจะดี
เมื่อเห็นว่าจางหยูเงียบไปนาน กูเฉินก็กังวลขึ้นมานิด ๆ เขามองไปที่
จางหยูด้วยสายตาระแวดระวัง
“ข้ามีเงื่อนไข บางทีเจ้ากับข้าอาจจะรับได้” จางหยูพูดขึ้นมา
กูเฉินมองไปที่จางหยูด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เงื่อนไขอะไร”
จางหยูมองไปที่กูเฉินและพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าต้องการยืมชื่อเสียง
ของท่าน รวมถึงให้ท่านสอนสัตว์อสูร ท่านไม่ต้องอยู่ที่สำนักคังเฉียง
ก็ได้ ตราบใดที่ท่านรับปากว่าจะเข้าร่วมสำนักคังเฉียงในฐานะ
อาจารย์ ท่านก็ไม่ต้องอยู่ในสำนัก…ท่านส่งคนมาเรียกเหล่าสัตว์
อสูรไปที่อื่นที่ที่ท่านคิดว่าปลอดภัยก็ได้ เพื่อสั่งสอนพวกเขา เพื่อที่
สถานการณ์ที่ท่านกังวลจะได้ไม่เกิดขึ้น”
นี่เป็นทางเดียวที่จางหยูคิดออก
อีกอย่างแล้วเขาคิดหาทางกำจัดความกังวลของกูเฉินไม่ได้
หากเป็นแบบที่จางหยูบอกมาจริง ๆ งั้นเรื่องนี้ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ที่
จะเอามาคิดทบทวน
“แต่…หากเป็นเช่นนั้น หากข้าไม่เข้าร่วมสำนักคังเฉียง มันจะต่าง
อะไร ? มันจะมีอะไรดีสำหรับเขา ?” กูเฉินสับสน “เป้าหมายของเขา
คือการยืมชื่อเสียง และการสั่งสอนจากข้า เพื่อพัฒนาสำนักคังเฉียง
จริง ๆ รึ ?”
กูเฉินรู้สึกเสมอว่ามันต้องไม่ธรรมดา จางหยูพูดออกมามากมาย เพื่อ
กล่อมให้เขาเข้าร่วมสำนักคังเฉียง
มันก็เหมือนกับปรมาจารย์ปรุงยา 6 ดาว ซึ่งใช้เวลากว่าร้อยปีในการ
รวบรวมวัตถุดิบ สุดท้ายเพียงเพื่อปรุงยาเพียงแค่เม็ดเดียว !
กูเฉินขมวดคิ้วและพึมพำออกมา “หากข้าปฏิเสธล่ะ ?”
“ปฏิเสธ ?” จางหยูตาสั่นไหวและพูดขึ้นมา
“ท่านลองดูก็ได้ !” เขาไม่ได้พูดถึงผลที่ตามมา เพราะเขารู้ดีว่าหากกู
เฉินปฏิเสธ เขาก็ไม่อาจจะทำอะไรได้ ดังนั้นเขาจึงไม่พูดมันออกมา
เพราะเมื่อกูเฉินปฏิเสธจริง ๆ งั้นอีกฝ่ายคงไม่คิดมากอะไร หากเขา
ไม่พูดมันออกมา มันก็มีแต่ความสับสนกับสิ่งที่จะตามมา ในเวลา
เดียวกันมันก็ถือว่าเป็นคำขู่ได้
กูเฉินตะลึงและอ้าปากค้าง แต่เมื่อเห็นสีหน้าเย็นชาของจางหยู เขาก็
ไม่กล้าพูดอะไรออกมา
เมื่อเจอกับคำขู่ของจางหยู แน่นอนว่าเขาต้องโกรธ แต่เขาก็ได้แต่
เก็บมันไว้
กูเฉินกำหมัดแน่นกดความโกรธในใจเอาไว้ เขามองไปที่จางหยู
และพูดออกมาด้วยเสียงที่แหบแห้ง “ข้าเข้าร่วมสำนักคังเฉียงก็ได้
แต่ข้าจะได้ประโยชน์อะไร ? หากไม่มีผลประโยชน์ ทำไมข้าต้อง
ช่วย ?” เขาได้แต่ใช้วิธีนี้เพื่อแสดงความไม่พอใจออกมา และเพื่อ
รักษาหน้าของตัวเอง
เมื่อได้ยินแบบนั้นจางหยูก็โล่งอกขึ้นมาเล็กน้อย
ท่าทีของอีกฝ่ายเหมือนจะใจอ่อนลงแล้ว !
“ฟังไปแล้วเรื่องนี้ก็พอพูดคุยถึงผลลัพธ์กันได้” จางหยูโชคดีอย่าง
มากที่เขาดื้อด้านตามตื๊อต่อ แทนที่จะยอมแพ้ “แต่ต้องรับปากด้วย
ผลประโยชน์อะไรกัน ?”
มันต้องมีประโยชน์แบบไหน เพื่อทำให้กูเฉินสนใจขึ้นมา ?
ในฐานะราชาสัตว์อสูรที่ไม่ใช่คนทั่วไป สมบัติในสายตาคนทั่วไป
ไม่ต่างอะไรกับกองขยะในสายตาของกูเฉิน อาวุธหรือยาขั้นที่ 6
อาจจะพอทำให้กูเฉินสนใจได้บ้าง ซึ่งของแบบนั้นแม้แต่จางหยูก็ไม่
อาจจะหามาได้ นี่ไม่ต้องนับสมบัติที่ล้ำค่ามากกว่าอาวุธและยาขั้นที่
6 เลย !
จางหยูคิดสักพักและแสดงสีหน้าเด็ดขาดออกมา “อาวุธและยาขั้นที่
6 ข้าคงไม่ต้องพูดถึง ข้าเดาว่าท่านคงไม่สนใจ”
กูเฉินแสดงสีหน้าเฉยเมยออกมา ของแบบนี้คือสมบัติล้ำค่าสำหรับ
คนอื่น แต่มันไม่ได้มีค่าสำหรับคนระดับสูงสุดแบบเขา
“งั้นข้ารับปากว่าจะให้โอกาสท่าน” จางหยูมองไปที่กูเฉิน
“โอกาสอะไรกัน ?” กูเฉินตะลึงกับคำพูดนี้
“โอกาสที่จะขึ้นไปเหนือกว่าขอบเขตตุ้นซวน !” จางหยูรู้สึกว่าสำหรับ
พวกตัวตนระดับสูงสุด บางทีคงมีแค่เรื่องแบบนี้ที่จะทำให้พวกเขา
สนใจได้ “ข้าจะให้โอกาสนี้กับท่าน แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ มันเป็นอนาคต
อันใกล้ ข้ารับรองได้ว่าคงไม่เกิน 100 ปี ท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ขึ้นอยู่
กับตัวท่านเอง !”
จางหยูคิดถึงความเร็วในการพัฒนาความแข็งแกร่งของตนเอง นี่ไม่
ต้องนับร้อยปีเลย แค่ 10 ปีเขาก็อาจจะขึ้นไปอยู่ระดับสูงสุดของทวีป
ได้ ตอนนั้นหากกูเฉินต้องการจะก้าวข้ามให้เหนือเขาได้นั้นมันคง
สายเกินไป
สำหรับสิ่งที่เรียกว่าโอกาสในการขึ้นไปเหนือกว่าขอบเขตตุ้นซวน
เป็นธรรมดาที่มันคือคำพูดที่จางหยูใช้หลอกกูเฉิน เขายังไม่ขึ้นไปถึง
ขอบเขตตุ้นซวนด้วยซ้ำ เขาจะรู้ได้ยังไงกับการขึ้นไปเหนือกว่า
ขอบเขตตุ้นซวน ?
“เหนือกว่าขอบเขตตุ้นซวน? มันมีเส้นทางที่ก้าวไปเหนือกว่าขอบเขต
ตุ้นซวนจริง ๆ รึ ?” กูเฉินสับสนขึ้นมา
ในฐานะตัวตนระดับสูงสุด เขารู้ความลับต่าง ๆ มากกว่าคนทั่วไป
เขารับรู้ได้ว่าขอบเขตตุ้นซวนไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการบ่มเพาะเหนือกว่า
ขอบเขตตุ้นซวนขึ้นไปนั้น มันยังมีโลกที่กว้างขวางรออยู่ แค่กฎมิติก็
อาจจะใช้เวลาทั้งชีวิตในการศึกษา แต่เขารู้ดีกว่าใครว่าไม่มีใครขึ้น
ไปเหนือขอบเขตตุ้นซวนได้ตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว ไม่ว่าจะมี
พรสวรรค์สูงส่งเพียงใด แต่สุดท้ายก็ไม่อาจจะก้าวข้ามภูเขาลูกนั้น
ได้เลย และยังต้องตกตายไปก่อนด้วยซ้ำ
ขอบเขตที่ไม่มีใครเคยขึ้นไปถึงได้นั้นมันมีอยู่จริงรึ ?
กูเฉินเชื่อและหวังว่าจะมีระดับที่เหนือกว่าขอบเขตตุ้นซวน แต่เขา
ไม่เชื่อว่ามันจะฟังดูมีเหตุผลนัก มันขัดกับจิตใจของเขา
อันที่จริงไม่ใช่แค่กูเฉิน แม้แต่พวกระดับสูงของทวีป ก็ยังมีความ
สับสนแบบเดียวกัน
จางหยูยิ้มออกมาและพูดขึ้น “แน่นอน !”
กูเฉินมองไปที่จางหยูด้วยความแปลกใจ
“ตอนนี้ข้าคงไม่อาจจะบอกท่านได้ ตอนนี้ท่านแค่ต้องรู้ว่ากุญแจเพื่อ
ก้าวขึ้นไปเหนือกว่าขอบเขตตุ้นซวนนั้นคือเขตหวงห้าม” จางหยูพูด
ขึ้นมาด้วยสีหน้ามั่นใจ “เขตหวงห้ามมีความลับอันใหญ่หลวงซ่อน
อยู่” เมื่อพูดถึงเขตต้องห้ามแล้ว สีหน้าของจางหยูกลับดูลึกลับ ราว
กับว่าเขารู้ความลับของเขตต้องห้าม
อันที่จริง จางหยูไม่ได้รู้อะไรเลย ความลับของเขตหวงห้ามยังไม่มี
ใครรู้แน่ชัด และเพราะไม่มีใครรู้ ดังนั้นถึงแม้ว่าเขาจะแต่งเรื่อง
ขึ้นมาก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครเปิดโปงคำโกหกของเขาได้
แม้ว่าจางหยูจะบอกกูเฉินว่า มันมีทางที่จะทะลวงผ่านเหนือขอบเขต
ตุ้นซวนได้ ซึ่งอยู่ในเขตต้องห้าม แต่กูเฉินจะกล้าเข้าไปรึ ?
“เจ้ารู้ความลับในเขตต้องห้ามรึ?”กูเฉินถึงกับกลั้นลมหายใจด้วย
ความตื่นเต้น “บอกข้ามา มันมีอะไรอยู่ในเขตต้องห้ามทั้งสามแห่ง
นั่น ความลับที่ซ่อนอยู่นั้นคืออะไร !”
จางหยูมองไปที่กูเฉิน และพูดด้วยท่าทีเฉยเมย “หากท่านรับปากว่า
จะเข้าไปและเอาบางอย่างให้กับข้า ข้าก็จะบอกท่าน”
กูเฉินตะลึง เลือดในกายเขาถึงกับเย็นเฉียบทันที
เข้าไปในเขตหวงห้าม ?
เขายังไม่อยากตาย!
ตั้งแต่โบราณแล้ว ผู้แข็งแกร่งนับไม่ถ้วน ได้พิสูจน์แล้วว่าเขตต้องห้าม
นั้นอันตรายเพียงใด
กูเฉินที่แม้จะเชื่อว่าตัวเองมีดี ซึ่งนับนิ้วได้เลยว่ามีคนที่ทัดเทียมเขา
ได้สักกี่คน แต่เขาก็ไม่คิดว่าเขาจะแข็งแกร่งกว่าพวกระดับสูงใน
ประวัติศาสตร์ ต้องรู้ก่อนว่าในแต่ละยุคนั้นมีผู้แข็งแกร่งแบบเขาอยู่
ในหมู่พวกนั้นไม่ได้มีใครแข็งแกร่งกว่ากูเฉิน แต่ไม่ว่าพวกนั้นจะ
แข็งแกร่งยังไงก็ตาม เมื่อเข้าไปในเขตต้องห้ามแล้ว พวกนั้นก็หาย
สาบสูญไป มันแสดงให้เห็นแล้วว่าเขตต้องห้ามนั้นน่ากลัวแค่ไหน
นี่ไม่ต้องพูดถึงอดีต ตอนนี้ก็ยังมีอีกหลายคนที่ดีกว่ากูเฉิน อย่างน้อย
กูเฉินก็มั่นใจว่าเจ้าสำนักลึกลับผู้นี้แข็งแกร่งกว่าเขา !
อีกอย่างแล้ว กูเฉินก็คิดว่าราชามังกรของเผ่ามังกรนั้นแข็งแกร่งกว่า
เขา !
กูเฉินสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อทำใจเย็นและส่ายหน้า “ที่ที่แม้แต่เจ้าก็
ยังไม่กล้าเข้าไปนั้น ข้าจะกล้าเข้าไปรึ ?”
ต้องยอมรับว่าเขาไม่ใช่คู่มือของจางหยู “ต้องบอกอีกครั้ง หากข้าเข้า
ไปด้านในจริง ๆ ข้าคงไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง” เขาฮึดฮัดออกมา
อย่างเย็นชา “อย่าคิดหลอกล่อข้าเข้าไปด้านในเลย !”
ตอนนั้นเขาไม่ได้สงสัยในคำพูดของจางหยูเลย
เขตหวงห้ามนี่อาจจะมีความลับในการก้าวขึ้นไปเหนือกว่าขอบเขต
ตุ้นซวนก็ได้ !
ในฐานะคนที่อยู่ระดับสูง เขาเข้าใจว่าเรื่องทั่วไปนั้นยากจะทำให้
พวกระดับสูงสนใจได้ สิ่งเดียวที่ทำให้พวกระดับสูงสนใจได้ก็คือ
ข้อมูลของการทะลวงผ่านขึ้นไปยังระดับที่สูงกว่า เขตหวงห้ามนั้น
อันตรายขนาดไหน เขาไม่เชื่อว่าจางหยูจะไม่รู้ ขนาดจางหยูยังจน
ปัญญา และจะให้เขาเข้าไปในเขตหวงห้ามเพื่อไปเอาของให้แทน…
ของนั่นมันคืออะไรกัน ที่ทำให้จางหยูกังวลและอยากจะเข้าไป ?
“อย่าคิดเรื่องนี้อีกเลย !” กูเฉินหยุดคิดและสลัดความสับสนในหัวทิ้ง
ไป เพราะเขารู้ว่ายิ่งคิดเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งอยากเข้าไปในเขตต้องห้าม
มากเท่านั้น “ตอนที่อายุขัยข้ากำลังจะหมดลง บางทีข้าอาจจะไปยัง
เขตหวงห้ามเพื่อลองเสี่ยงโชค แต่ตอนนี้…”
เขายังเหลืออายุขัยอีกประมาณพันปีและไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยง
ไม่ มันไม่ใช่การเดินทาง แต่คงเป็นการเดินทางเที่ยวเดียว!
เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่เข้าไปในเขตหวงห้ามนั้น ก็ไม่เคยได้กลับ
ออกมา ไม่มีข้อยกเว้น !
“เมื่อท่านไม่อยากเข้าไปเขตหวงห้าม ข้าจะไม่บังคับท่าน แต่ท่าน
ลองคิดทบทวนเรื่องเข้าร่วมสำนักคังเฉียงใหม่ได้หรือไม่?” จางหยู
แสดงสีหน้าเสียดายออกมา ดูเหมือนว่าการที่กูเฉินปฏิเสธจะเข้าไป
ในเขตหวงห้ามนั้น จะทำให้เขาผิดหวัง “หากท่านเข้าร่วมกับสำนัก
คังเฉียงในฐานะอาจารย์ ข้าจะให้โอกาสกับท่านในการก้าวขึ้นไป
เหนือกว่าขอบเขตตุ้นซวน ตอนนี้มันก็ขึ้นอยู่กับท่านแล้วว่าจะคว้า
โอกาสนั้นไว้หรือไม่”
กูเฉินไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาลังเลและตกอยู่ในห้วงความคิด
ตามเงื่อนไขที่จางหยูบอกมา เขาแทบจะไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายใด ๆ
ตราบใดที่เขาระวังตัวพอ เขาก็มั่นใจว่าไม่มีทางเปิดโอกาสให้จางหยู
ทำให้เขาเป็นทาสได้ !
ข้อเสนอที่จะช่วยให้ก้าวขึ้นไปเหนือกว่าขอบเขตตุ้นซวนได้นั้น ทำ
ให้เขาสนใจเป็นอย่างมาก แค่เป็นอาจารย์ของชั้นเรียนสัตว์อสูร ก็ได้
ผลตอบแทนแบบนั้นกลับมา แน่นอนว่ามันแทบไม่ได้เสียหายใด ๆ!
เพราะการทะลวงขอบเขตนี้ส่งผลดีต่อเขา แต่เขาก็รู้สึกแปลกใจและ
ไม่เข้าใจเป้าหมายของจางหยู
“เขามีเป้าหมายอะไร ? ข้าพลาดอะไรไป ?” กูเฉินคิ้วขมวด
จางหยูมองไปที่กูเฉิน แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
แม้ว่าจางหยูจะกังวลว่ากูเฉินจะปฏิเสธ แต่ภายนอกนั้นเขายังแสดง
ท่าทีใจเย็นและมั่นใจออกมา
เวลาผ่านไปช้า ๆ มันมีแต่ความมืด ยกเว้นแค่ลมที่พัดผ่านเข้ามา
สำหรับจางหยูแล้ว เวลานี้ช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่ละอึดใจยาวนาน
เป็นร้อยปีจนหัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้น ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน
กูเฉินที่ลังเลกลับแสดงสายตาที่เด็ดเดี่ยวออกมา เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ
และพูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง “ได้ ข้ารับปากเจ้า !”
เหนือกว่าขอบเขตตุ้นซวน โอกาสนี้ช่างยิ่งใหญ่และเย้ายวนใจมาก
แม้เขาจะรู้ว่าเรื่องแบบนี้ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด อีกทั้งยังมีอันตราย
ที่น่ากลัวซุกซ่อนอยู่ แต่เขาก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่า การก้าวขึ้นไป
เหนือกว่าขอบเขตตุ้นซวนนั้น คือความต้องการของทุกคน !
คนจะตายเพราะความร่ำรวย นกจะตายเพราะความตะกละ!
สำหรับผู้บ่มเพาะแล้ว เพื่อที่จะแข็งแกร่งขึ้นและทะลวงผ่านไปใน
ระดับที่สูงกว่าเดิม ย่อมต้องเผชิญหน้ากับอันตรายเป็นเรื่องธรรมดา
กูเฉินระวังตัวอย่างมาก พวกที่อายุขัยยังไม่หมด แต่เลือกเข้าไปใน
เขตหวงห้ามนั้นเท่ากับคนบ้าชัด ๆ
เมื่อได้ยินแบบนั้น จางหยูก็หัวเราะออกมา “ฮ่าฮ่า ! ท่านฉลาดจริง ๆ!”
เขามองไปที่กูเฉินด้วยสีหน้าคาดหวัง “เชื่อข้าเถอะ นี่คือการตัดสินใจ
ที่ดีที่สุดในชีวิตของท่าน ! ในอนาคตท่านจะดีใจและภูมิใจกับการ
ตัดสินใจครั้งนี้ !”
กูเฉินส่ายหน้าและพูดขึ้นมาอย่างใจเย็น “ข้าก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้น”
หลังจากที่ตัดสินใจแล้วเขาก็ใจเย็นขึ้นมาอย่างมาก
“มาลงชื่อสิ” จางหยูโบกมือพร้อมกับม้วนคัมภีร์และพู่กันสีทอง
ปรากฏขึ้นมาจากอากาศบินตรงเข้าไปหากูเฉิน “ลงชื่อของท่าน
เพื่อที่ท่านจะได้เป็นคนของสำนักคังเฉียง !”
กูเฉินรับคัมภีร์และพู่กันนั้นมา เขามองลงไปในคัมภีร์และมองไปที่
จางหยูด้วยความสับสน “นี่อะไร ?” เขารู้สึกว่าคัมภีร์นี่ไม่ธรรมดา
จางหยูยิ้มออกมา “ท่านคิดซะว่าเป็นใบรับรองก็ได้ เมื่อลงชื่อไปแล้ว
ท่านถึงจะได้เป็นอาจารย์ของสำนักคังเฉียงจริง ๆ” เขาไม่ได้พูดถึง
สัญญานภา เพราะเขากังวลว่าคำว่าสัญญานั้นจะทำให้กูเฉินกังวล
ตอนนั้นเขาไม่อยากทำให้ทุกอย่างพังลงเพราะความผิดพลาดเล็ก ๆ
น้อย ๆ “ไม่ต้องกังวลว่ามันจะเป็นกับดัก ทุกคนที่เข้าร่วมสำนักคัง
เฉียงไม่ว่าจะเป็นอาจารย์รึศิษย์ต่างก็ลงชื่อ หากท่านไม่เชื่อก็ลองไป
ถามพวกเขาดู”
กูเฉินสงสัยว่านี่จะเป็นกับดัก แต่เมื่อได้ยินแบบนั้นเขาก็โล่งใจขึ้นมา
“มันไม่ได้มีพลังของการควบคุมสัตว์อสูร มันไม่ใช่กับดัก” กูเฉิน
มองไปที่คัมภีร์ หลังจากที่ลองตรวจสอบดี ๆ แล้วเขาก็ได้คำตอบ
“ด้วยความรู้เกี่ยวกับการควบคุมสัตว์ของข้า คงยากที่จะมีใคร
เชี่ยวชาญเรื่องนี้ได้เหนือข้า !”
ตลอดเวลา 8,000 ปีมานี้ นอกจากการบ่มเพาะแล้ว เขายังใช้เวลาว่าง
ในการศึกษาเรื่องการควบคุมสัตว์
หากไม่ใช่เพราะเขาเป็นสัตว์อสูร และไม่ได้มีพรสวรรค์ด้านการ
ควบคุมสัตว์ ความรู้ในด้านการควบคุมสัตว์ของเขาคงถือว่าเทียบเท่า
กับปรมาจารย์ฝึกสัตว์อสูร 6 ดาวไปแล้ว
ต่อมากูเฉินก็ได้ใช้พู่กันเขียนชื่อของตัวเองลงบนคัมภีร์ —กูเฉิน!
ชื่อสีทองซีดส่องประกายออกมาอยู่สักพักก่อนจะหายไป ในเสี้ยว
พริบตาหน้ากระดาษนั้นก็ว่างเปล่า ราวกับว่ากูเฉินไม่เคยลงชื่อลง
บนคัมภีร์มาก่อน ต่อมาภารกิจในการรับตัวกูเฉินก็เสร็จสิ้น จางหยู
ต้องถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก รอยยิ้มบนใบหน้าเขาดูสดใส
ยิ่งกว่าเดิม
การเข้าร่วมของกูเฉิน ไม่ใช่แค่ทำให้ภารกิจของเขาเสร็จสิ้น แต่สำนัก
คังเฉียงก็ยังมีผู้แข็งแกร่งเพิ่มเข้ามาด้วย และจางหยูก็ไม่ต้องกังวล
เรื่องความปลอดภัยของสำนักคังเฉียงอีกต่อไป เขาไม่ต้องกังวลเรื่อง
ความปลอดภัยของเขาอีก
จากนี้เขาก็รู้สึกสบายใจและปลอดภัยได้แล้ว
“ปีที่แล้วข้าอยู่ด้วยความกลัว ข้ากลัวว่าจะมีคนโผล่มาปลิดชีวิตข้า”
จางหยูรู้สึกขมขื่นในใจ คนนอกอาจจะมองว่าเขาดูสบาย ๆ แต่พวก
นั้นไม่อาจจะรู้ความคิดเขาได้ว่าเขารู้สึกกลัวและเครียดมากแค่ไหน
“มันจบสิ้นแล้ว ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว ในอนาคตข้าก็ไม่ต้องกลัวอีก
ต่อไป!”
มันผ่านมาเกือบปีแล้วตั้งแต่ที่เขามายังโลกนี้ จนตอนนี้ จางหยูถึงได้
รู้สึกโล่งอก
“ต่อไปข้าจะต้องทุ่มเทสมาธิไปกับการเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเอง”
เมื่อไม่มีความกังวลใด ๆ อารมณ์ของจางหยูก็ดีขึ้น แรงกดดันที่เขา
แบกรับไว้ตลอดมานี้อยู่ ๆ ก็หายไป
ด้วยการที่มีกูเฉินอยู่กับสำนักคังเฉียง จางหยูก็รู้สึกไร้ความกดดัน
เมื่อเห็นสีหน้าที่ดีใจของจางหยู กูเฉินก็สงสัยขึ้นมา “ไม่ใช่ว่าข้าแค่
เข้าร่วมสำนักคังเฉียงหรือไง ? ทำไมถึงต้องดีใจนัก ?”
กูเฉินพูดขึ้นต่อ “งั้นเจ้าสำนัก ข้าไปได้หรือยัง ?”
เขาไม่อยากอยู่ต่อที่นี่นานนัก
“แม้ว่าท่านต้องการจะไป แต่จะรีบไปตอนนี้เลยรึ?” จางหยูพูดขึ้นมา
ด้วยรอยยิ้ม “มากับข้าสิ ข้าจะพาท่านไปรู้จักคนที่เหลือของสำนักคัง
เฉียง”
กูเฉินยังไม่ทันปฏิเสธ ร่างของจางหยูก็หายไปและกลับไปที่พื้น
กูเฉินถอนหายใจออกมา และได้แต่อดกลั้นความต้องการที่จะออก
จากที่นั่นไว้ แล้วกลับลงไปที่พื้น เขาไม่ได้อยากรู้จักคนอื่น ๆ ของ
สำนักคังเฉียง แต่เขาไม่กล้าที่จะหักหน้าจางหยู
….
ที่ด้านล่าง
อู่ฉิงฉวนและคนอื่น ๆ พากันคาดเดาตัวตนของกูเฉิน มันมีพวกระดับ
สูงแบบนี้ไม่กี่คนในทวีป เผ่ามังกร, เผ่าสัตว์อสูรและพวกมนุษย์ กู
เฉินเป็นคนของฝ่ายไหน ?
“เจ้าจำปราณสัตว์อสูรที่น่ากลัวเมื่อครู่ไม่ได้รึ?” เสียงของโหวเทียน
หมางดังขึ้นมา “พวกระดับสูงของมนุษย์ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมี
ปราณสัตว์อสูรได้ เขาต้องเป็นคนของเผ่ามังกรหรือไม่ก็คนของเผ่า
สัตว์อสูร !”
อู่ฉิงฉวนพยักหน้า “เขาน่าจะเป็นราชาสัตว์อสูร”
เผ่ามังกรนั้นอยู่ที่ทะเล โดยทั่วไปแล้วจะไม่เข้ามาในทวีป ส่วนราชา
สัตว์อสูรก็มีรังอยู่ที่ป่าหวงหยวน
อู่ฉิงฉวนไม่กล้าเข้าไปในป่าหวงหยวน คนที่เขากลัวก็คือราชาสัตว์
อสูร !
มีแค่ตัวตนระดับตำนานที่จะทำให้ปรมาจารย์กำหนดอาหาร 6 ดาว
หวาดกลัวได้ !
หลินจื้อเป่ ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย “แปลก เท่าที่ข้ารู้มา ราชาสัตว์
อสูรมีอคติต่อมนุษย์อย่างมาก แล้วทำไมเขาถึงได้มาที่นี่ได้?”
หวงฟู่เชิงจื้อ,หนิงไท่ชูและคนอื่น ๆ มองหน้ากัน
“เขาตั้งใจจะฝ่าฝืนข้อกำหนดกับท่านเป้ยหลง และฆ่ามนุษย์อีกครั้ง
รึ?” หนิงไท่ชูกลืนน้ำลายด้วยความกังวล ใบหน้าเขาสะท้อนความ
กลัวออกมา
การต่อสู้เมื่อแปดพันปีก่อน และข้อตกลงระหว่างราชาสัตว์อสูรกับ
เป้ยหลงที่เป็นตัวตนระดับสูงสุดของมนุษย์โด่งดังไปทั่ว หวงฟู่
เชิ่นจื้อและคนอื่น ๆ ไม่ได้อยู่ร่วมในสงครามครั้งนั้น แต่ก็พอเข้าใจ
รายละเอียดได้อยู่
อู่ฉิงฉวนลังเลและพูดขึ้นมา “ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น ราชาสัตว์อสูรนั้น
แข็งแกร่ง แต่เราเองก็มีคนระดับสูงถึง 4 คนในหมู่มนุษย์ หากทั้งสี่
คนร่วมมือกัน ราชาสัตว์อสูรอาจจะไม่ใช่คู่มือของพวกเขา หากไม่มี
ความมั่นใจราชาสัตว์อสูรคงไม่มีทางเปิดฉากสร้างความบาดหมาง
จนเกิดสงครามระหว่างมนุษย์กับสัตว์อสูรขึ้น”
ในวันนี้พวกระดับสูงแบบนั้นมีอยู่ถึง 6 คน ราชามังกรคืออันดับ
แม้ว่ามนุษย์จะมีจำนวนมากที่สุด แต่ไม่มีใครทัดเทียมกับราชามังกร
และราชาสัตว์อสูรได้
ยังไงซะราชาสัตว์อสูรอย่างกูเฉิน ก็ไม่ใช่กูเฉินที่เพิ่งจะก้าวเข้ามาใน
ระดับนี้เมื่อ 8,000 ปีก่อน
หลังจากที่บ่มเพาะมาถึง 8,000 ปี ความแข็งแกร่งของเขาก็เพิ่มขึ้นมา
จนถึงระดับไร้เทียมทาน นอกซะจากว่าเป้ยหลงจะฟื้นคืนชีพขึ้นมา
ไม่งั้นแล้วก็ไม่มีใครสามารถปกป้องเผ่ามนุษย์ได้ มีแค่คนระดับสูง
ทั้งสี่คนของมนุษย์ร่วมมือกันถึงจะรับมือกับอีกฝ่ายได้ แน่นอน
แม้ว่ากูเฉินจะแข็งแกร่งแต่ก็ไม่อาจจะเป็นคู่มือของราชามังกรได้
ไม่ใช่แค่ราชามังกรยุคนี้ แต่ราชามังกรทุกยุคทุกสมัยต่างก็แข็งแกร่ง
อย่างมาก บอกได้ว่ามันเป็นแบบนี้แทบทุกยุค !
“หากท่านเป้ยหลงยังมีชีวิตอยู่ !” อู่ซูหยางที่เป็นหัวหน้าสมาคมนักฝึก
สัตว์อสูรคือคนที่หวาดกลัวมากที่สุด เขาเคยได้ยินความบาดหมาง
ระหว่างราชาสัตว์อสูรกับสมาคมนักฝึกสัตว์อสูรมาก่อน แม้เขาจะ
ไม่เข้าใจว่าทำไมราชาสัตว์อสูรถึงได้โกรธแค้นสมาคมนักฝึกสัตว์
อสูร แต่แน่นอนว่าความเกลียดชังที่ราชาสัตว์อสูรมีนั้นไม่ใช่น้อย ๆ
“หากท่านเป้ยหลงยังมีชีวิตอยู่ ราชาสัตว์อสูรคงไม่ใช่คู่มือของท่าน
เป้ยหลงได้แน่ !”
เป้ยหลงเป็นแค่คนเดียวในรอบหลายพันปี ที่กล้าเผชิญหน้ากับราชา
สัตว์อสูร เขาแข็งแกร่งอย่างมากและครองอันดับหนึ่งของมนุษย์มา
กว่าหมื่นปี !
บางทีเขาอาจจะเป็นรองแค่ราชามังกร และมีช่องว่างที่น้อยนิด
ระหว่างพวกเขา!
“ไม่จำเป็น” ตอนนั้นโอวเสินเฟิงได้มองไปที่อู่ซูหยางและส่ายหน้า
“แม้ว่าเขาจะตายไปแล้วแต่ก็ใช่ว่าท่านเป้ยหลง จะเป็นคู่มือของราชา
สัตว์อสูรได้ เมื่อแปดพันปีก่อนราชาสัตว์อสูรทัดเทียมกับท่านเป้ย
หลง การต่อสู้นั้นแม้ว่าราชาสัตว์อสูรจะบาดเจ็บแต่เวลาที่ผ่านมาถึง
8,000 ปีนั้น เขาจะแข็งแกร่งขึ้นขนาดไหน ใครจะไปรู้ได้ ?”
แม้ว่าขอบเขตตุ้นซวนขั้นสมบูรณ์จะถือว่าเป็นขีดจำกัดของการบ่ม
เพาะ แต่ตราบใดที่รับรู้กฎมิติได้ ความแข็งแกร่งก็จะเพิ่มขึ้นมาช้า ๆ
แม้ว่ามันจะยากมากก็ตาม เวลาถึง 8,000 ปีนั้นเพียงพอที่จะทำให้
ราชาสัตว์อสูรแข็งแกร่งขึ้นไปถึงระดับที่น่าทึ่งได้
หากไม่พัฒนาตัวเองขึ้นมา ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่เป้ยหลงจะเป็นคู่มือ
ของราชาสัตว์อสูร !
ตอนที่โอวเสินเฟิงพูดแบบนั้นออกมา อู่ซูหยางก็หวาดกลัวยิ่งกว่าเดิม
เขามองไปโดยรอบและแอบกระซิบบอกกับอู่ฉิงฉวน “ผู้อาวุโสอู่ ข้า
คิดว่าข้าควรขอตัวกลับก่อน เพื่อจะได้ไม่ให้ทุกคนมีปัญหาไปด้วย…”
ราชาสัตว์อสูรเกลียดนักฝึกสัตว์อสูร และเขาไม่ใช่แค่เป็นนักฝึกสัตว์
อสูร แต่ยังเป็นถึงหัวหน้าสมาคมฝึกสัตว์อสูรเขตเหนืออีกด้วย!
หากราชาสัตว์อสูรล่วงรู้ฐานะของเขา….เขาก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมี
โอกาสรอดไปจากที่นี่ได้
แม้ว่าเขาจะบอกว่ากลัวสร้างปัญหาให้กับทุกคน แต่อันที่จริงแล้วเขา
กังวลว่าเขาจะรอดออกจากที่นี่ไม่ได้ แต่เขายังไม่ทันได้ก้าวออกไป
ร่างของจางหยูกับกูเฉินก็โผล่มาข้างกายเขา
จากสีหน้าของกูเฉินแล้ว อู่ซูหยางถึงกับตัวแข็งทื่อและหายใจหอบถี่
ออกมาด้วยความกังวล ในตอนนั้นเขารู้สึกว่าแขนขาของเขาอ่อนแรง
กูเฉินเหมือนจะรับรู้ได้ว่าอู่ซูหยางหวาดกลัว และรับรู้ได้ถึงกลิ่นของ
นักฝึกสัตว์อสูร จากตัวของอู่ซูหยาง กูเฉินคิ้วขมวด “นักฝึกสัตว์อสูร
รึ ?” เขามองไปที่อู่ซูหยางและคิ้วขมวดขึ้นมาเล็กน้อย เขารับรู้ได้ถึง
อันตราย
อู่ซูหยางสีหน้าสลดลง “ราชาสัตว์อสูร” ตอนที่พูดนั้นเขาถึงกับปาก
สั่น คำพูดของเขาฟังดูติดขัด ชัดแล้วว่าเขากลัวมากแค่ไหน
หัวหน้าสมาคมฝึกสัตว์อสูรเขตเหนือที่อยู่ขอบเขตหลี่ซวนขั้นต่ำ
เมื่ออยู่ต่อหน้าราชาสัตว์อสูรแล้วก็ไม่ต่างอะไรจากมดปลวก แต่
หน้าราชาสัตว์อสูรแล้ว ไม่มีใครใจเย็นอยู่ได้ นี่ไม่ต้องนับพวก
ขอบเขตหลี่ซวนเลย แม้แต่พวกขอบเขตตุ้นซวนที่อยู่เขตกลางก็มี
น้อยคนนักที่กล้าเผชิญหน้ากับราชาสัตว์อสูร การที่อู่ซูหยางไม่กลัว
จนเข่าทรุดไปกองกับพื้นก็ถือว่าทำได้ดีแล้ว
ทุกคนต่างก็มองไปที่กูเฉินด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สายตาของพวกเขา
ไม่อาจจะปกปิดความกลัวได้ คนของสำนักคังเฉียงที่เหลือต่างก็ดูไม่
มั่นใจ ซึ่งไม่เข้าใจว่าทำไมคนอื่น ๆ ถึงได้แสดงท่าทีหวาดกลัวแบบ
นี้ออกมา
พวกนี้พูดคุยกันผ่านจิต ดังนั้นนอกจากอู่ฉิงฉวนและโอวเสินเฟิง
แล้ว คนอื่น ๆ ก็ไม่รู้ตัวตนของกูเฉินเลย ไป่หลิง, มังกรแดง, อินทรีย์
ปีกฟ้าและสัตว์อสูรตัวอื่น ๆ ต่างก็ไม่แน่ใจว่าชายหนุ่มคนนี้คือราชา
สัตว์อสูรหรือไม่
“ใจเย็น ๆ ไว้” จางหยูเห็นสีหน้าของกูเฉินแบบนั้นก็ได้พูดขึ้นมา
“นักฝึกสัตว์อสูรไม่ได้มีอะไรหนักหนา อย่าสนใจมากนัก”
กูเฉินเงียบไปและกลับไปแสดงสีหน้าเฉยเมยอีกครั้ง
อู่ซูหยางเหมือนกับวิญญาณออกจากร่าง ตัวเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อ
เขามองไปที่จางหยู “ขอบคุณท่านเซียน !”
หากไม่ใช่เพราะจางหยูเป็นคนพูดออกมา เขาอาจจะตายด้วยน้ำมือ
ของกูเฉินไปแล้ว
แต่ในฐานะนักฝึกสัตว์อสูร หลังจากที่ได้พบกับกูเฉินแล้ว และยังมี
ชีวิตรอดมาได้นั้น ก็ถือว่าชีวิตเขาคุ้มค่าแล้ว !
จางหยูยิ้มออกมา เขาไม่ได้สนใจคำขอบคุณจากอู่ซูหยาง เขามองไป
ที่คนของสำนักคังเฉียงแล้วพูดขึ้นมา “ข้ามีเรื่องจะบอกพวกเจ้า นี่คือ
อาจารย์คนใหม่ของสำนักคังเฉียง และตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเขาจะรับ
หน้าที่สั่งสอนในชั้นเรียนสัตว์อสูร จำไว้ว่าเขาชื่อกูเฉินพวกเจ้าเรียก
เขาว่าอาจารย์กูก็ได้”
เมื่อได้ยินจางหยูพูดถึงชื่อกูเฉิน เขาก็คิ้วขมวด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้
โวยวายอะไรออกมา
“อาจารย์กู ?” ไป่หลิงมองไปที่กูเฉินด้วยสีหน้าสงสัย “อาจารย์ของ
ชั้นเรียนสัตว์อสูรรึ ?”
มังกรแดงกับอินทรีย์ปีกฟ้ามองไปที่กูเฉิน ในฐานะเจ้าแห่งเขตมืด
แล้ว พวกเขาต่างก็มีเกียรติของตัวเอง การที่จะได้รับการยอมรับจาก
พวกเขานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ
มังกรแดงพึมพำออกมา “เขาเป็นใครกันถึงมาสั่งสอนพวกเราได้
พิสูจน์ความสามารถของตัวเองก่อนสิ ! ไม่งั้นแล้วมาทางไหนก็
กลับไปทางนั้นซะ !” เขาพูดขึ้นโดยไม่มีความสุภาพแม้แต่น้อย
อินทรีย์ปีกฟ้ามองไปที่กูเฉินด้วยสีหน้าเฉยเมย สายตาของเขาถึงกับ
แสดงความมีอคติออกมา
เจ้าแห่งเขตมืดทั้งสองได้แสดงมุมมองของตัวเองออกมาแล้ว มันเป็น
ธรรมดาที่สัตว์อสูรตัวอื่น ๆ จะเข้าข้างพวกเขา มีแค่ไป่หลิงกับพวก
เทียนฮงเท่านั้นที่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“ความสามารถรึ ?” กูเฉินหัวเราะและมองไปยังมังกรแดง, อินทรีย์
ปีกฟ้ากับสัตว์อสูรตัวอื่น ๆ เขาพบสายตาอคติและสงสัยจากสัตว์
อสูรเหล่านั้น นี่มันเรื่องตลกชัด ๆ “เจ้าต้องการให้ข้าพิสูจน์ความ
สามารถ ฮ่าฮ่า พวกเด็กน้อยพวกนี้ถึงกับต้องการให้ราชาอย่างข้า
พิสูจน์ความสามารถ…”
มังกรแดงโกรธขึ้นมาและฮึดฮัดออกมาด้วยความไม่พอใจ “ตลก
อะไรกัน !”
เขารู้สึกว่าเขาถูกยั่วยุ
ศิษย์สัตว์อสูรต่างก็มองไปที่กูเฉิน
พวกเขาเป็นถึงสัตว์อสูรขอบเขตตันซวน แต่อาจารย์คนใหม่ผู้นี้กลับ
เรียกพวกเขาว่าเด็กน้อย นี่เท่ากับดูถูกพวกเขา !
เรื่องนี้ไม่อาจจะรับได้ !
“พวกโง่เขลา หุบปากไปซะ !” ทันใดนั้นเองก็มีเสียงชายวัยกลางคน
ตะโกนขึ้นมา พร้อมกับร่างของเขาที่บินเข้ามายังประตูสำนัก
เมื่อเห็นหน้าตาของชายวัยกลางคน สีหน้าของเจ้าแห่งเขตมืดทั้งสาม
ต่างก็เปลี่ยนไป
“เป็นเขานี่เอง” ไป่ หลิงเคยเจอชายวัยกลางคนนี้มาเมื่อสองร้อยปีก่อน
นางจำเขาได้ดี เขาคือคนที่สั่งสอนบทเรียนกับนาง เขาถึงกับขู่นางว่า
นางพยายามอย่างหนักจนก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าแห่งเขตมืดได้ เพื่อหวัง
ว่านางจะได้มีโอกาสแก้แค้นอีกฝ่าย
อินทรีย์ปีกฟ้าถึงกับตกตะลึง “ราชา !”
ชายวัยกลางคนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือเจ้าแห่งเขตมืดคนเก่า ราชา
ของอินทรีย์ปีกฟ้า สัตว์อสูรที่อยู่ขอบเขตหลิงซวนในป่าหวงหยวน
เขตลึก
มังกรแดงโกรธอย่างมาก แต่เมื่อเห็นชายวัยกลางคนปรากฏตัวขึ้นมา
เขาก็ตะลึง “ผู้อาวุโส ท่านมาได้ยังไงกัน ?”
ตอนที่ชายวัยกลางคนสั่งสอนไป่ หลิง เขาก็อยู่ที่นั่นด้วย เขาไม่มีทาง
ลืมเลือนว่าชายวัยกลางคนนี่จะน่ากลัวเพียงใด