96-100
บทที่ 96
เรือผุก็ยังมีตะปูถึงสามชั่ง[1]
แม้ว่าเหยียนซวี่จะบาดเจ็บสาหัส ทว่าพลังความสามารถของเขาในตอนนี้ก็ยังแข็งแกร่งกว่ามาก เมื่อเทียบกับเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอก
การระเบิดพลังออกฉับพลันครั้งนี้ ก็ยิ่งดุร้ายถึงขั้นสุด ซึ่งเขาทุ่มพลังทั้งหมดออกไปโจมตีในครั้งนี้!
แม้แต่อาหู่ที่สวมชุดเกราะทมิฬก็ถูกเหยียนซวี่เหมารวมไปด้วยเช่นกัน
ถ้าอาหู่คิดจะเข้ารับการโจมตีแทนเยี่ยนจ้าวเกอ ดาบนี้ของเขาก็จะสังหารทั้งสองคนพร้อมกันในคราวเดียว!
เยี่ยนจ้าวเกอล่วงรู้ถึงความลับสุดยอดของเหยียนซวี่ อันเป็นความหวาดกลัวที่สุดของเขา
ขณะที่ไม่ทันได้คาดคิด ในสมองของเขาก็พลันปรากฏภาพเงาร่างคนผู้หนึ่งขึ้น ชายร่างสูงคนนั้นมีใบหน้าคล้ายคลึงกับเยี่ยนจ้าวเกออยู่หกเจ็ดส่วน
ลำพังเพียงแค่คิดว่าชายคนนั้นรู้ถึงความจริงในตอนนั้น เหยียนซวี่ก็รู้สึกว่าตนเองเกือบจะหยุดหายใจ
พร้อมกันกับที่เขารู้สึกหวาดผวา เขาก็รู้สึกโกรธแค้นขึ้นมาพร้อมกัน คล้ายกับความรู้สึกถูกฉีกเสื้อผ้าต่อหน้าธารกำนัลอย่างไรอย่างนั้น
ประกายดาบที่ชะงักฟันไปทางเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความรุนแรงและรวดเร็วมากยิ่งกว่าเดิม โดยที่ต้องการกำจัดเจ้าเด็กชนรุ่นหลังที่ล่วงรู้ความลับของเขาคนนี้ให้สิ้นซาก!
สายตาของเยี่ยนจ้าวเกอเป็นประกายแวววาว จดจ้องอยู่ที่เหยียนซวี่โดยไม่ละสายตา
ขณะที่ประกายดาบของเหยียนซวี่อยู่ในขั้นที่สูงที่สุด จู่ๆ เยี่ยนจ้าวเกอก็หยิบน้ำเต้าลูกหนึ่งออกมา
จากนั้นเขาก็ใช้กระสุนมังกรน้ำแข็งคำราม ซึ่งสร้างขึ้นจากน้ำเต้าหิมะเก้าสมบัติที่ได้มาจากผู้อาวุโสฉิน!
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มอย่างเยือกเย็น ใช้แรงบีบน้ำเต้าจนแตก เพื่อกระตุ้นพลังของมัน
เสียงมังกรคำรามหนึ่งดังขึ้น สนั่นหวั่นไหวไปทั่วฟ้าดิน
อุณหภูมิของบรรยากาศโดยรอบลดต่ำลงในพริบตา ราวกับกำลังเข้าไปเยือนยุคน้ำแข็งที่หนาวเหน็บยิ่งนัก
ขณะที่ไอสีขาวพลุกพล่าน เกล็ดหิมะจำนวนมากก็รวมตัวกัน แล้วเปลี่ยนรูปกลายเป็นมังกรขนาดมหึมาอยู่เบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ!
มังกรน้ำแข็งคำรามขณะพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า เสียงของมันสั่นสะเทือนทะลุผ่านก้อนเมฆ ขึ้นไปจนถึงสวรรค์ชั้นเก้า
โดยสารลมเมฆ ขี่ตะวันจันทรา สยบทั่วหล้า แผดเสียงคำรามถึงสวรรค์ชั้นเก้า ถึงจะเรียกว่ามังกร!
มังกรน้ำแข็งบินเหินฉวัดเฉวียนไปมา แล้วพุ่งทะยานพรวดพราดขึ้นสูง แสดงอานุภาพของมังกรออกมาอย่างชัดเจน มันทะยานขึ้นฟ้า จากเบื้องล่างสู่เบื้องบน ซุ่มโจมตีดาบฝนดาวตกของเหยียนซวี่!
ทั้งสองโจมตีปะทะกันอยู่กลางอากาศ ประกายดาบฝนดาวตกอันหน้าหวาดกลัวที่ร่วงลงพื้นมอดดับในพริบตา!
มังกรน้ำแข็งที่อยู่กลางอากาศก็พลันสลายตัว กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งกระจายไปทั่วท้องฟ้า ตกลงจากฟ้าลงมาปกคลุมแผ่นดิน เปลี่ยนตรงหน้าให้กลายเป็นโลกแห่งน้ำแข็งหิมะอย่างสิ้นเชิง
ร่างของเหยียนซวี่ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคนอีกครั้ง ทว่าทั่วทั้งร่างถูกแช่แข็งด้วยหิมะอยู่กลางอากาศ
หิมะและน้ำแข็งสอดประสาน อาหู่โจมตีสกัดเยี่ยจิ่งที่กำลังพุ่งเข้ามาหาเยี่ยนจ้าวเกอไว้ได้พอดิบพอดี บัดนี้ร่างกายของเขาก็หยุดนิ่งไปไม่ไหวติงเช่นกัน
เปลวเพลิงสีแดงบนร่างกายของเขาดับมอดไปชั่วขณะหนึ่ง ทั้งร่างกายของเขาถูกคลุมไว้ด้วยหิมะและน้ำแข็งชั้นหนึ่ง จนดูเหมือนกับมนุษย์น้ำแข็งก็ไม่ปาน
แหวนสีแดงเข้มที่อยู่บนนิ้วมือของเขา ซึ่งก่อนหน้าถูกสือเถี่ยสะกดเอาไว้ บัดนี้ดับมืดไร้ซึ่งแสงใดๆ ก่อนจะหลอมเข้ากับเลือดเนื้ออีกครั้ง
เยี่ยนจ้าวเกอใช้กระสุนมังกรน้ำแข็งคำรามที่สร้างมาจากจิตมังกรน้ำแข็งบางส่วน ระเบิดปราณแห่งน้ำแข็งออกมาอย่างมหาศาลในพริบตา
ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ ก็จะถูกแช่แข็งเอาไว้ครู่หนึ่งเช่นกัน
เหยียนซวี่ถูกห่อไว้ด้วยน้ำแข็งและหิมะเอาไว้กลางอากาศ ดาบแสงคลื่นครามในมือส่องแสงวาบเล็กน้อย
ปราณดาบที่ถูกกระตุ้นคอยต้านทานหิมะไว้อย่างไม่หยุดหย่อน เหยียนซวี่คิดจะหนี จึงขยับแขนขาที่ทั้งแข็งทั้งชาของตนอย่างลำบาก
กระนั้นอาหู่ก็ปรากฏตัวตรงหน้าเขา แสยะยิ้มมุมปากครั้งหนึ่ง จากนั้นยกมือหนึ่งขึ้น ในมือมีท่อนกระบอกหนึ่งปรากฏออกมา
อาหู่จับปลายกระบอกด้านหนึ่งไว้ ส่วนอีกด้านหนึ่งหันตรงไปทางเหยียนซวี่
เหยียนซวี่ได้แต่ยืนยิ่งตาค้าง จากนั้นแสงสีทองมากมายก็พุ่งไปตรงหน้าเขา
แสงนั้นราวกับเกิดจากดวงอาทิตย์เจิดจรัส และเหมือนกับพายุฝนอยู่ในที!
เขาไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ อย่าว่าแต่หลีกหนีเลย แม้แต่ต้านทานก็ยังทำไม่ได้ ทำได้แค่เพียงเบิกตากว้างรับการโจมตีจากฝนสุริยะ
ขณะร้องตะโกนด้วยเสียงอันแหบแห้ง ฝนสุริยะก็พังทลายการป้องกันจากปราณจิตราของเหยียนซวี่ กระจายปักอยู่ทั่วร่างกายของเขาในพริบตา
ฝนสุริยะบางส่วนไม่ได้เข้าไปภายในร่างกายของเหยียนซวี่ ยังคงหยุดภายนอก หรือแม้กระทั่งปักอยู่บริเวณผิวหนัง แสงสีทองจากเข็มส่องสว่างเจิดจ้า ดูแล้วตอนนี้เขาไม่ต่างอะไรกับตัวเม่นเลย
ส่วนเข็มสุริยะที่เข้าสู่ร่างกาย ก็เริ่มสะกิดความเจ็บปวดที่เหยียนซวี่พยายามสกัดกั้นไว้ตลอดมาให้ระเบิดออก
เหยียนซวี่เงยหน้าขึ้นกรีดร้อง กลุ่มไอโลหิตมากมายเหนือร่างพลันปะทุขึ้น ทั่วทั้งร่างกายเต็มไปด้วยรูพรุน จนแยกเลือดและเนื้อไม่ออก
ฝนน้ำแข็งและฝนโลหิตสาดกระจายไปทั่วท้องฟ้า
“เจ้าเด็กเวรตะไลทั้งสอง!” เหยียนซวี่เปิดปากด่า ทว่ากลับห้ามโลหิตที่ไหลผ่านลำคอไม่ได้ จึงกระอักออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง
เยี่ยนจ้าวเกอเดินไปตรงหน้าเหยียนซวี่ มองอีกฝ่ายอย่างสงบนิ่ง “ดูแล้วเรื่องในตอนนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับท่านจริงๆ ด้วยสินะ”
“เห็นท่านหวาดเกรงเช่นนี้แล้ว เกรงว่าตอนนั้นท่านคงไม่ได้ทำผิดไปเพราะไม่ได้ตั้งใจ แต่เพราะท่านติดต่อกับตระกูลเยี่ยนแห่งแผ่นดินจ้าวสินะ”
ชายหนุ่มงอนิ้วแล้วดีดเบาๆ ไปที่คมกระบี่วิญญาณมังกรมรกตที่อยู่ในมือ “ท่านจะมีสัมพันธไมตรีกับกับพวกเขา หรือจะรับผลประโยชน์จากพวกเขา แท้จริงแล้วไม่สำคัญแต่อย่างใด”
“ข้าขอเพียงแค่รู้ว่าท่านมีความคิดที่ต้องการจะสังหารทำลาย เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังคิดวางแผนจะสังหารข้า”
เหยียนซวี่ที่อยู่ตรงหน้าร้องตะโกนเสียงแหบอย่างบ้าคลั่ง พยายามดิ้นรนจะพุ่งเข้าหาเยี่ยนจ้าวเกออีกครั้ง!
เยี่ยนจ้าวเกอตวัดกระบี่อย่างเรียบเฉย!
แสงสีมรกตสายหนึ่งก็เล่นผ่านท้องฟ้าไป
และตัดเอาศีรษะของเหยียนซวี่ลอยขึ้นไปด้วย!
ดวงตาทั้งสองที่เบิกโต บ่งบอกว่าที่เขาสิ้นชีพในเงื้อมมือของเยี่ยนจ้าวเกอ ผู้ซึ่งมีระดับวรยุทธ์เทียบเขาไม่ได้ เขาจึงตายตาไม่หลับ!
ครั้นฟันกระบี่ไปครั้งหนึ่ง เยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่มองเหยียนซวี่อีก ก่อนจะกลับหลังหันมองไปอีกด้านหนึ่ง
ณ ตรงนั้น ภายในหิมะและน้ำแข็ง มีแสงเพลิงค่อยๆ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง มีเงาของคนผู้หนึ่งกำลังขยับกายอยู่ภายในอย่างยากลำบาก
อย่างไรเสียเขาก็ไม่เหมือนกับเหยียนซวี่ที่ถูกกระสุนมังกรน้ำแข็งคำรามโจมตีจังๆ เยี่ยจิ่งที่ถูกเพียงแค่คลื่นกระทบกำลังดิ้นรนอย่างสุดชีวิต
บัดนี้เยี่ยนจ้าวเกอเห็นเพียงไฟเพลิงปกคลุมทั่วร่างของเยี่ยจิ่ง
ลายเพลิงสีแดงเกิดเป็นเส้นพาดทับกันไปมา
บนร่างกายของเยี่ยจิ่งปล่อยลมปราณอันน่าหวาดกลัวออกมา ซึ่งไม่ใช่พลังที่ออกมาจากจุดตันเถียนชี่ไห่เช่นก่อนหน้านี้ แต่เป็นพลังปะทุออกมาจากจุดลมปราณทั่วร่าง
จุดกำเนิดพลังของเขาในตอนนี้เหมือนกับมาจากลายเพลิงที่อยู่บนตัวเขา
พลังความร้อนที่น่าตกใจกำลังปะทุออกมาไม่หยุดหย่อน ปะทะเข้ากับโลกหิมะน้ำแข็งที่อยู่ภายนอก
ไอน้ำสีขาวแผ่กระจายไปทั่วประดุจหมอกหนา อีกทั้งมีละอองน้ำและเกล็ดน้ำแข็งตกลงสู่พื้นไม่หยุดราวกับฝนโหมกระหน่ำ
เยี่ยนจ้าวเกอมองเยี่ยจิ่งแล้วเลิกคิ้วเล็กน้อย “พลังลมปราณใกล้เคียงกับพวกปีศาจอัคคีมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นอย่างที่คาดจริงๆ”
“ยิ่งวรยุทธ์ของเจ้าลึกล้ำมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงของร่างกายเจ้าก็จะยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน”
องคาพยพทั้งห้าของเยี่ยจิ่งถูกลายเพลิงปกคลุมปิดบังไว้ทั้งหมดแล้ว แลดูมีความทะเยอทะยาน ทว่าก็เผยให้เห็นถึงความดุร้ายบ้าคลั่ง ประหนึ่งกับไฟป่าที่ต้องการแผดเผาทุกสิ่งทุกอย่าง อีกทั้งยังลุกลามขยายออกไปอย่างไร้ขอบเขต จนกว่าทุกอย่างจะมอดไหม้เป็นจุณ
เยี่ยจิ่งจ้องมองเยี่ยนจ้าวเกออย่างไม่ลดละ “เยี่ยน…จ้าว…เกอ!”
เขาเงยหน้าแล้วตะโกนเสียงดัง “เจ้าทำร้ายข้าหลายครา หวังจะให้ข้าตาย!”
“แค้นนี้ต้องชำระ!”
“เหตุใดอวี้เสาถึงต้องถูกเจ้าแย่งไป”
“เหตุใดเจ้าถึงได้อยู่สูงเหนือผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา”
“เหตุใดเจ้าไม่ต้องเพียรพยายามอะไร ก็ได้ในสิ่งที่คนอื่นต้องใช้เวลาชั่วชีวิตก็ยากที่ได้รับมา”
“เห็นชัดเจนอยู่แล้วว่าเจ้าจ้องจะสังหารข้าในหุบเหวปราการมังกร เหตุใดคนของเขากว่างเฉิงก็ยังจะปกป้องคนผิดเช่นเจ้า!”
“ทั้งหมดนี้ล้วนถูกกำหนดเอาไว้ในโชคชะตาหรือ ล้วนเป็นเพราะฟ้าลิขิตไว้แล้วอย่างนั้นหรือ เหอะ!” เปลวเพลิงสั่นไหวอยู่ในดวงตาของเยี่ยจิ่งราวกับแสงของยมทูตสองตน “ข้าไม่เชื่อในชะตา! ไม่เชื่อสวรรค์! ข้าเชื่อเพียงแค่ตัวข้าเองเท่านั้น!”
“ข้าต้องแข็งแกร่ง หากข้าแข็งแกร่ง อวี้เสาก็จะไม่ไปกับเจ้า! ”
“หากข้าแข็งแกร่ง ก็จะเหยียบเจ้าให้จมดิน!”
“หากข้าแข็งแกร่ง คนอื่นก็จะไม่ปกป้องเจ้าเพราะบิดาเฮงซวยของเจ้าหรอก!”
“หากข้าแข็งแกร่ง คงจะเป็นข้าที่สังหารเจ้าในหุบเหวปราการมังกร ไม่ใช่เจ้าที่ทำร้ายข้าจนสิ้นชีพ!”
“เจ้าจะสังหารข้า ข้าก็จะสังหารเจ้า! เขากว่างเฉิงจะปกป้องเจ้าใช่หรือไม่ เช่นนั้นข้าก็จะทำลายเขากว่างเฉิงด้วย!”
“ไม่ข้าก็เจ้าต้องตายกันไปข้างหนึ่ง!”
ขณะที่เยี่ยจิ่งตะโกนอย่างบ้าคลั่ง เขาก็กลายร่างเป็นมนุษย์เพลิงพุ่งเข้าหาเยี่ยนจ้าวเกอ!
เยี่ยนจ้าวเกอไม่แม้แต่จะกะพริบตา จุดลมปราณทั่วกายสั่นไหว ปราณจิตราพรั่งพรู
ปราณจิตราของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นฝ่ามือขนาดยักษ์ ตบไปที่เยี่ยจิ่งฉาดหนึ่ง!
“โครม!!”
เสียงหนึ่งดังสนั่น พาร่างของเยี่ยจิ่งกระเด็นหวือออกไป!
เขาบิดคอไปมาเล็กน้อย “ลมแรงเกินไป เจ้าว่าอย่างไรนะ ข้าได้ยินไม่ค่อยชัด”
………………..
[1] เรือผุก็ยังมีตะปูถึงสามชั่ง อุปมาถึงคนหรือสิ่งของ ถึงแม้ว่าจะดูไร้ประโยชน์ในสายตาของใครบางคน ทว่าความจริงแล้วก็ยังมีจุดที่มีประโยชน์อยู่บ้าง
บทที่ 97
รูขุมขนทั่วทั้งร่างของเยี่ยนจ้าวเกอถูกกระตุ้นจากในจุดตันเถียน กลุ่มธาตุลมปราณเกิดการแยกกลุ่มขึ้น กลุ่มหนึ่งหยิน กลุ่มหนึ่งหยาง กลุ่มหนึ่งเย็นเยียบ กลุ่มหนึ่งร้อนรุ่ม
ปราณมังกรน้ำแข็งกับพลังเปลวเพลิงผสานเข้าด้วยกัน สะสมอยู่ภายในจุดลมปราณ จนกลายรูปเป็นมังกรน้ำแข็งและมังกรเพลิงพุ่งออกมาภายนอกร่างกาย
มังกรน้ำแข็งและมังกรเพลิงสอดประสานกัน เดี๋ยวกลายเป็นกระดูก เดี๋ยวกลายเป็นชีพจร เดี๋ยวกลายเป็นเลือดเนื้อ
ฝ่ามือขนาดยักษ์ข้างหนึ่งปรากฏอยู่เบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ
เมื่อครู่เยี่ยนจ้าวเกอใช้ฝ่ามือตบเยี่ยจิ่งกระเด็นไป บัดนี้อีกฝ่ายนอนชักอยู่บนพื้น ครึ่งหนึ่งของร่างกายแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอทอดสายตามองไป เขาได้ยินเสียง ‘แฮ่กๆ’ ดังออกจากปากของเยี่ยจิ่ง เขากำลังพยายามดิ้นรนอย่างไม่หยุดยั้ง
แหวนสีแดงเข้มวงนั้นเหมือนกับจะส่องแสงสว่างหลายสายขึ้นมาอีกครั้ง อีกทั้งมีเสียงคำรามราวกับมาจากยุคดึกดำบรรพ์ข้ามผ่านกาลเวลาออกมาอย่างไรอย่างนั้น
ร่างกายครึ่งท่อนที่แตกกระจายของเยี่ยจิ่งไม่มีโลหิตไหลออกมา จุดที่มีบาดแผลกลับมีเปลวเพลิงปริมาณมากไหลออกมาแทน
เปลวเพลิงค่อยๆ หลอมรวมเข้าหากัน เกิดเป็นรูปร่างเหมือนร่างกายของเยี่ยจิ่งขึ้นมาอีกครั้ง
ร่างกายของเยี่ยจิ่งสั่นสะเทือนอยู่บนพื้นดิน ก่อนจะดีดตัวขึ้นมา แล้วพุ่งเข้าหาเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความเร็วที่เร็วยิ่งกว่าเมื่อครู่เสียอีก!
เขาส่งเสียงทุ้มต่ำและดุร้ายออกมาจากปาก นั่นไม่ใช่ภาษาของมนุษย์ มันทั้งเก่าแก่และประหลาด อีกทั้งยังอันตรายและลึกลับอยู่ในที
เยี่ยจิ่งดันฝ่ามือทั้งสองข้างออกไปในระนาบเดียวกัน เปลวเพลิงรอบกายเปลี่ยนรูปเป็นแสงสีแดง ทั้งดุร้ายและร้อนรุ่ม
บริเวณที่แสงสีแดงลุกลามไปถึง ทุกสรรพสิ่งโดยรอบ แม้แต่อากาศเสมือนถูกไฟแผดเผาทั้งหมด
ทุกสิ่งที่มีอยู่ราวกับกลายเป็นเชื้อเพลิงให้กับไฟเพลิงทั้งสิ้น โดยส่งเสริมให้พลังไฟรุนแรงขึ้น และขยายตัวกว้างออกไปไม่หยุด และกลืนกินสิ่งอื่นๆ ต่อไป
เพลิงเดือดดาลไร้ความปราณี แผดเผาทุกสิ่งทุกอย่าง!
ขณะที่แสงสีแดงสว่างจ้า ก็เสมือนกับเป็นคมดาบกำลังฟันมาทางเยี่ยนจ้าวเกอ!
นี่ไม่ใช่วรยุทธ์เดิมที่เยี่ยจิ่งเคยฝึกฝนมา ถึงขั้นไม่ใช่กระทั่งวรยุทธ์วิชาที่โลกของจอมยุทธ์เผ่ามนุษย์เคยมีมา!
ถึงแม้ว่าอวัยวะภายในของเยี่ยจิ่งจะเหมือนกับกำลังเผาไหม้ ทว่าเขาในตอนนี้ก็กลับรู้สึกเพียงว่าตนเองแข็งแกร่งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ในใจของเขารู้สึกสะใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความหวังที่จะโจมตีเยี่ยนจ้าวเกอจนพ่ายแพ้ก็ดูจะเป็นจริงขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเช่นกัน…
‘พลั่ก!!’
แต่ยังไม่ทันที่เยี่ยจิ่งจะได้ลิ้มลองรสชาตินั้น เยี่ยนจ้าวเกอก็ใช้มือใหญ่ที่หลอมรวมมาจากปราณจิตราตบเขาอย่างแรงฉาดหนึ่ง!
วินาทีถัดมา เยี่ยจิ่งก็ถูกเยี่ยนจ้าวเกอตบกระเด็นไปอีกครั้ง!
ชายหนุ่มเอียงคอลงเล็กน้อย “บุตรแห่งสวรรค์อย่างนั้นหรือ?”
เยี่ยจิ่งที่อยู่บนพื้นดิ้นทุรนทุรายราวกับปลาขาดน้ำอย่างไรอย่างนั้น ดวงตาสีแดงเพลิงจ้องมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ
นัยน์ตาทั้งสองของเขาราวกับจะมีไฟลุกไหม้ขึ้นมา
เยี่ยนจ้าวเกอกลับไม่ได้มองเขา เพียงมองดูเหตุการณ์โดยรอบ
“คงไม่ต้องหวังพึ่งเฒ่ามารหัวขวานแล้วล่ะ เจ้าว่าตอนนี้จะมีมหาปรมาจารย์คนไหนโผล่ออกมาช่วยเจ้าอีกหรือไม่ หรือว่าจะเป็นหญิงงามโผล่ออกมาแทน หญิงงามช่วยวีรบุรุษอย่างนั้นหรือ?”
“แท้จริงแล้วตอนแรกข้าหวังไว้ ว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ก็เขาไร้พรมแดนจะรับเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์”
“ตอนนั้นในหุบเหวปราการมังกร ข้าเห็นแหวนวงนั้นของเจ้าก็สงสัยอยู่ ว่าเจ้าจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับจักรพรรดิปีศาจอัคคี”
เขายิ้ม “ตอนนั้นความห่างชั้นระหว่างเจ้ากับจักรพรรดิปีศาจอัคคียังมากเกินไป หากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มองผิดไป เห็นเพียงแค่ว่าอัคคีกายของเจ้าอาจจะเหมาะกับการฝึกฝนวิชาวรยุทธ์ของพวกเขา ไม่แน่ว่าอาจจะรับเจ้าเอาไว้จริงๆ”
“เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็ถือว่าฝังกับดักไว้สำเร็จแล้ว”
“แต่เมื่อเจ้ายิ่งอยู่กลับยิ่งจะรนหาที่ตาย” รอยยิ้มบนใบหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ “ให้เจ้ามีชีวิตบนโลกนี้ต่อไป รังแต่จะเป็นมลพิษเสียเปล่าๆ”
“ในเมื่อเจ้ารนหาที่ตาย ข้าก็จะช่วยสงเคราะห์ให้”
ใบหน้าเยี่ยนจ้าวเกอเย็นเยียบ เขาเดินเข้าหาเยี่ยจิ่งทีละก้าว
ทุกย่างก้าวของชายหนุ่มราวกับจะสั่นสะเทือนผืนแผ่นดินได้ ฝ่ามือขนาดมหึมาที่เกิดจากปราณจิตราเหนือหัวของเขาเหมือนของจริงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังขยายใหญ่ขึ้นจนน่ากลัวเช่นกัน!
พลังปราณเยือกเย็นกับพลังปราณร้อนรุ่ม เสมือนกับกลุ่มมังกรที่คอยปกป้องอารักขาร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอเอาไว้ ประหนึ่งกับองค์เทพจุติอย่างไรอย่างนั้น
ดวงตาทั้งสองของเยี่ยจิ่งทอประกายเด็ดเดี่ยว ตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า “ชาติสุนัข ต่อให้ข้าต้องตาย ก็จะลากเจ้าไปด้วย!”
ระหว่างที่ตะโกนเสียงดังลั่น เยี่ยจิ่งพยายามยื่นมือข้างที่สวมแหวนสีแดงเข้มวงนั้นออกมา
แหวนกลายเป็นแสงสีแดงทรงกลมโดยสมบูรณ์แล้ว ล้อมรอบอยู่บนนิ้วมือของเขา
ภายในแสงทรงกลมนั้น ปรากฏภาพที่เหมือนกับหินหลอมเหลวในอเวจี หรือแม้กระทั่งโลกแห่งเพลิงขึ้นอีกครั้ง ยักษ์เพลิงมายาตนหนึ่งราวกับกำลังเงยหน้าขึ้นร้องตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยว
หลังจากสือเถี่ยทำลายแหวนวงนี้ พลังของมันอ่อนลงเป็นอย่างมาก ทว่าบัดนี้เยี่ยจิ่งกลับจะใช้ชีวิตของตนขับเคลื่อนมัน!
“ปีศาจอัคคีสลายร่าง! แผดเผาฟ้าดินให้ดับมอด!”
ไม่คาดคิดเลยว่า เยี่ยจิ่งจะใช้มือที่ข้างมีแหวนสีแดงเข้ม เสียบเข้าไปที่หน้าอกของเขาเองโดยตรง!
เมื่อแหวนสีแดงเข้มเข้าไปในร่างกายของเยี่ยจิ่ง ที่บัดนี้เรียกได้ว่าแทบจะสร้างขึ้นมาโดยเปลวเพลิง ภายในร่างกายของเขาก็พลันเกิดแสงสว่างเจิดจ้าสว่างขึ้น!
ซึ่งไม่ใช่แสงสีแดงเพลิงอีกต่อไป ทว่ากลับเป็นแสงสีขาวสว่าง!
แสงสีขาวส่องทะลุออกจากร่างกาย เปลวเพลิงที่กำลังเริงระบำบนร่างกายอันเกิดจากไฟของเยี่ยจิ่ง จู่ๆ ก็หลอมรวมกันกลายเป็นของแข็งในพริบตา
จากนั้นร่างกายของเขาก็ค่อยๆ มีรอยแตกร้าวราวกับเครื่องแก้ว
ในรอยแตกร้าวนั้น แสงสีขาวยิ่งเจิดจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีพลังทำลายล้างที่เห็นได้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน!
เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอเห็นภาพฉากเช่นนี้แล้ว เขาก็พลันแสยะยิ้ม
ชายหนุ่มไม่หลบไม่หลีกแต่อย่างใด เขายังใช้ฝ่ามือขนาดยักษ์เหนือศีรษะ ซึ่งกลายรูปมาจากปราณจิตราตบลงไปฉาดหนึ่งอีกครั้ง!
‘โครม!!’
ท่ามกลางเสียงดังสนั่น แสงสีขาวที่ยังไม่ทันได้ปะทุก็มอดดับไป!
หนึ่งฝ่ามือของเยี่ยนจ้าวเกอตบเยี่ยจิ่งจนนอนราบกับพื้น!
บนพื้นดินขนาดกว้างหลายร้อยหมี่[1]ที่มีทั้งสองเป็นศูนย์กลาง เกิดเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่มหึมา!
เยี่ยนจ้าวเกอยืนนิ่งอยู่กลางอากาศเหนือใจกลางหลุมลึก ก้มมองลงไปที่ก้นบึ้งของหลุมนั้น
“เป็นแค่เด็กอมมือ ยังคิดอยากจะเป็นปีศาจหรือ เจ้าคิดตนเองเป็นจักรพรรดิปีศาจอัคคีหรืออย่างไร”
ที่ก้นหลุมลึก มีเงาร่างที่แทบจะไม่เหมือนมนุษย์ ราวกับผ่านการแผดเผาของเปลวไฟบรรลัยกัลป์
ขาทั้งสองข้างหายและแขนข้างหนึ่งสลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงแค่แขนข้างหนึ่ง กับแหวนบนนิ้วมือที่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวนับไม่ถ้วน
ผิวหนังทั่วร่างล้วนดำเกรียมราวกับถ่านหิน
มีเพียงลายสีแดงเข้มที่เดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืดดับ เหมือนกับประกายเพลิงอันน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่ในเถ้าถ่าน
เยี่ยจิ่งที่มีใบหน้าดำเกรียมจ้องมองเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ด้านบนอย่างไม่ลดละ บัดนี้อ่อนแอไร้กำลังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทว่าความเกลียดชังและโกรธเกรี้ยวก็รุนแรงดุเดือดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเช่นกัน!
เพราะฝ่ามือนี้ของเยี่ยนจ้าวเกอ จึงทำให้พื้นดินโดยรอบค่อยๆ ถล่มลงราวกับแผ่นดินไหว หน้าดินสั่นสะเทือนไม่หยุด อีกทั้งยังแตกร้าวขยายออกไปไกลโดยที่มีหลุมลึกนั่นเป็นจุดศูนย์กลาง
ในระหว่างที่เกิดการสั่นสะเทือน ด้านล่างของหลุมลึกก็เหมือนกับจะถล่มลงเช่นกัน ด้านล่างมีเสียงน้ำไหลดังลอดออกมา เสมือนกับแม่น้ำใต้ดินกำลังไหลอยู่
ร่างกายของเยี่ยจิ่งกำลังจะตกลงไปในแม่น้ำใต้ดินที่อยู่ด้านล่าง
ภายในแม่น้ำใต้ดิน ปราณพิษแพร่กระจายขึ้นมา ขวางกั้นไม่ให้เยี่ยนจ้าวเกอตามลงไป
เยี่ยจิ่งกล่าวเสียงแหบแห้งว่า “เยี่ยนจ้าวเกอ เจ้ามันชาติสุนัข ขอแค่ข้ายังมีลมหายใจอยู่ ก็จะสู้กับเจ้าให้ถึงที่สุด! ข้า…”
ทว่าเขายังไม่ทันกล่าวจบ เยี่ยนจ้าวเกอก็อาศัยเคล็ดวิชาเหวเวหาทวนกระแส กระโดดตามเขาลงไปในหลุมลึก ใช้เวลาเพียงพริบตาเดียวก็มาถึงตรงหน้าเยี่ยจิ่ง!
เยี่ยนจ้าวเกอเสมองเขาแวบหนึ่ง “รัศมีตัวเอกอย่างนั้นหรือ?”
“เมื่อมีคนจะสังหารเจ้า ก็มักจะเกิดเรื่องขึ้น ทำให้สังหารเจ้าไม่สำเร็จ จนเจ้าหนีไปได้ จากนั้นก็ฝึกฝนวิชาแล้วกลับมาแก้แค้นหรือ?”
“เจ้าไม่ได้สิ้นชีพในหุบเหวปราการมังกร ก็เพราะข้าไม่ได้คิดจะสังหารเจ้า แต่ตอนนี้หรือ…”
ฝ่ามือขนาดยักษ์ที่กลายรูปมาจากปราณจิตราเหนือศีรษะเยี่ยนจ้าวเกอ ตบลงมาอีกครั้ง!
“ข้าเยี่ยนจ้าวเกอจะให้เจ้าตายตอนยามสาม ใครจะช่วยเจ้าให้รอดถึงยามห้ากัน!”
ทันทีที่ฝ่ามือตบลงไป เสียงตะโกนด้วยความโกรธแค้นของเยี่ยจิ่งก็พลันหยุดลงทันที!
‘โครม!’
ท่ามกลางเสียงดังสนั่น ทุกสิ่งก็ดับสลาย!
เงาวิญญาณเบาบางดวงหนึ่ง ก็สลายหายไปด้วย!
วิญญาณแตกซ่านไม่อาจฟื้นคืนกลับมาได้อีก!
………………..
[1] หมี่ เท่ากับ เมตร
บทที่ 98
เมื่อฝ่ามือหนึ่งตบลงไป ตรงหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอคล้ายกับมีภาพที่น่าเหลือเชื่อปรากฏขึ้น
คล้ายกับเขาสามารถมองเห็นภาพของท้องฟ้า ผืนดิน บรรยากาศ หมู่มวลเมฆอยู่บนตัวของเยี่ยจิ่ง
โชคมาถึงฟ้าดินล้วนมอบพลัง ชะตากรรมในใต้หล้าต่างรวมตัว
หลังจากฝ่ามือหนึ่งของตนตบลงไป แสงเงาเปลี่ยนเป็นภาพมายา และฟ้าดินลมเมฆที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วก็ค่อยๆ สลายไป
“โชคมาถึงฟ้าดินล้วนมอบพลัง ทว่าวีรบุรุษตกที่นั่งลำบากเมื่อไร้โชค” เยี่ยนจ้าวเกอลอบยิ้ม แล้วเป่าลมไปที่ภาพลวงนั้นเบาๆ ครั้งหนึ่ง
ภาพมายาเหล่านั้นก็สลายหายไปราวกับหมอกควัน
หลุมลึกที่อยู่ตรงหน้ายังคงพังทลายลงไปต่อเนื่องไม่หยุด ส่วนเยี่ยจิ่งถูกฝ่ามือหนึ่งของเยี่ยนจ้าวเกอบดขยี้จนกลายเป็นเศษเถ้า เหลือเพียงแค่แหวนสีแดงเข้มทรุดโทรมวงนั้น ซึ่งกำลังตกลงไปในแม่น้ำใต้ดิน
“สลายหายไปทั้งแบบนั้น ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะมีโอกาสฟื้นคืนชีพเป็นชายหนุ่มเลือดร้อนดั่งดวงตะวันอีกครั้ง มาไขว่คว้าโอกาสเป็นยอดฝีมือจนเกิดเป็นตำนานอีกครั้งเมื่อไร…”
มุมปากของเยี่ยนจ้าวเกอกระตุกครั้งหนึ่ง “…เหอะ”
เยี่ยนจ้าวเกอกางนิ้วมือทั้งห้าออก บังคับปราณจิตราดึงแหวนสีแดงเข้มขึ้นมาไว้ที่กลางฝ่ามือของตน
เมื่อชายหนุ่มแตะปลายเท้าไปที่พื้นเบาๆ ร่างของเขาก็ลอยขึ้นจากก้นหลุมลึกขึ้นมาด้านบน
อาหู่เข้ามาหา “คุณชาย”
เมื่อได้ยินเสียงเรียก เยี่ยนจ้าวเกอก็พยักหน้า “เก็บศพและสัมภาระของเหยียนซวี่ให้เรียบร้อย”
อีกฝ่ายยิ้มอย่างซื่อตรง “แหะๆ คุณชายขอรับ เรื่องนี้ไม่ต้องรอให้ท่านสั่ง ข้าเก็บสัมภาระของเขาไปตั้งแต่แรกแล้วขอรับ”
เยี่ยนจ้าวเกอเบะปาก “อืม ณ จุดนี้ ข้าเชื่อใจเจ้าเสมอ”
“คุณชายขอรับ เมื่อครู่ข้าลองดูคร่าวๆ แล้ว เขามีของดีไม่น้อยเลยจริงๆ!”
“แต่น่าเสียดายที่ส่วนมากพังไปหมดแล้ว อย่างเช่นดาบอาวุธวิญญาณระดับกลางเล่มนั้น น่าจะเป็นเพราะการโจมตีของท่านผู้อาวุโสสือครั้งนั้นขอรับ”
ชายหนุ่มถอนหายใจ “เป็นอย่างที่คาดเอาไว้ ไม่เช่นนั้นพวกเราคงจัดการเขาได้ยากเช่นกัน”
“แต่ก็น่าจะมีของที่สามารถเก็บได้อยู่บ้างสิ” เยี่ยนจ้าวเกอตั้งสติขึ้น
ในฐานะตำแหน่งที่เป็นถึงผู้อาวุโสคุมการณ์ สมบัติส่วนตัวของเหยียนซวี่นั้นต้องมีมากมายเหลือเฟือ
ของส่วนใหญ่เขาก็คงไม่พกติดตัวเอาไว้ตลอด แต่น่าจะเก็บเอาไว้อย่างปลอดภัยที่บ้านพักส่วนตัวของตัวเองมากกว่า
สิ่งของที่จะพกติดตัวเอาไว้ หากไม่ใช่สิ่งของที่จำเป็น ก็ต้องเป็นของที่มีประโยชน์ในการยกระดับพลังการต่อสู้ของตนเองในปัจจุบันได้
แม้ว่าอาวุธวิเศษ และอาวุธวิญญาณจะมีอยู่น้อยนิด ทว่าเขากว่างเฉิงในฐานะที่เป็นหนึ่งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และเหยียนซวี่มีตำแหน่งเป็นผู้อาวุโสคุมการณ์ของพื้นที่หนึ่ง อาวุธที่เหมาะสมกับระดับวรยุทธ์ของเขาก็ต้องไม่ขาดแคลนเป็นแน่
นอกจากดาบแสงคลื่นคราม ที่เป็นอาวุธวิญญาณระดับกลางชิ้นหนึ่งแล้ว เหยียนซวี่ยังมีอาวุธวิญญาณระดับล่างอีกสองชิ้นติดตัวมาอีกด้วย
แม้ว่าอานุภาพจะแข็งแกร่งไม่เท่าดาบแสงคลื่นคราม ถึงกระนั้นก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ชิ้นหนึ่งเป็นชุดเกราะอ่อน แม้ว่าจะไม่มีคุณสมบัติที่ทั้งสามารถโจมตีทั้งป้องกันตัวได้เหมือนเช่นเกราะทมิฬของอาหู่ แต่ความสามารถในการป้องกันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเลย
ส่วนอีกชิ้นหนึ่งเป็นเข็มขัดสีเขียว หลอมขึ้นโดยเฉพาะในเขากว่างเฉิง เพื่อใช้ร่วมกับพลังวายุของวิชาวายุอัคคี ซึ่งสามารถทำให้ขณะที่จอมยุทธ์วิชานี้ว่องไวราวกับเสือติดปีกเลยทีเดียว
อาวุธวิญญาณระดับล่างทั้งสองชิ้นนี้อยู่ในมือของเหยียนซวี่ โดยปกติแล้วหากใช้พลังทั้งหมดจากพวกมันจะเกิดอานุภาพที่รุนแรงมหาศาล
น่าเสียดายที่ไม่ว่าจะเป็นเหยียนซวี่ หรืออาวุธวิญญาณระดับล่างทั้งสองชิ้นนี้ เมื่อเทียบกับพลังของสือเถี่ยแล้ว ล้วนแล้วแต่ไม่อยู่ในระดับเดียวกันอย่างสิ้นเชิง
ขณะที่เหยียนซวี่คิดหลบหนีก่อนหน้านี้ เขาขับเคลื่อนพลังของเข็มขัดสีเขียวเข้าช่วย และเมื่อได้รับการโจมตีของสือเถี่ย ชุดเกราะอ่อนก็ปกป้องเขาโดยอัตโนมัติ
ผลสุดท้ายอาวุธวิญญาณระดับล่างทั้งสองชิ้นถูกสือเถี่ยทำลาย ดับสลายไปพร้อมกับเจ้าของของพวกมัน
ตอนนี้พวกมันเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว ปราณจิตรั่วไหลออกมาไม่หยุด อย่าว่าแต่ใช้การไม่ได้เลย ลำพังสภาพที่เห็นก็แทบจะพังทลายไปโดยสิ้นเชิงแล้ว
ระดับความเสียหายที่พวกมันได้รับ หนักหนาสาหัสกว่าดาบแสงคลื่นครามเสียอีก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุดเกราะอ่อนชุดนั้น แม้ว่าจะไม่สามารถแสดงอานุภาพได้ ทว่ามันก็ถูกทำลายไปส่วนหนึ่งแล้ว ตั้งแต่ที่อาหู่ใช้ฝนสุริยะโจมตีเหยียนซวี่ก่อนหน้านี้
อาหู่เบ้ปากด้วยความรู้สึกปวดใจอยู่บ้าง “ถึงอย่างไรก็เป็นอาวุธวิญญาณเชียวนะขอรับ”
เขาเติบโตมาโดยที่อยู่ข้างกายเยี่ยนตี๋ โลกทัศน์ย่อมต้องกว้างขวางกว่าผู้อื่นอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อเห็นอาวุธวิญญาณชิ้นหนึ่งเสียหายไปจึงรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
เยี่ยนจ้าวเกอยืนนิ่งๆ โดยไม่พูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจัดการค้นสัมภาระของเหยียนซวี่อีกครั้ง จากนั้นเขาก็หยิบผลึกแก้วที่มีรูปร่างเหมือนน้ำแข็งออกมาจำนวนหนึ่ง
อาหู่มองแล้วมองอีก “คุณชายขอรับ นี่เหมือนกับจะเป็นศิลาเกล็ดน้ำแข็งที่เหล่าจอมยุทธ์ใช้ระงับความเจ็บปวดชั่วคราวนี่ขอรับ”
“นำหญ้าดอกกระจับออกมาหน่อย” เยี่ยนจ้าวเกอบีบศิลาเกล็ดน้ำแข็งให้แตกพลางกล่าว
อีกฝ่ายได้ยินดังนั้นก็รู้สึกมึนงงไปหมด ใบหน้าเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
เขามีหญ้าดอกกระจับติดตัวอยู่ก็จริง ทว่าสมุนไพรวิญญาณชนิดนี้มีสรรพคุณอย่างมากก็แค่เป็นตัวนำพาของโอสถพิเศษบางอย่างก็เท่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นหญ้าดอกกระจับหรือศิลาเกล็ดแข็ง ก็ล้วนแต่ใช้ได้กับคนเป็นเท่านั้น ไม่มีคุณสมบัติในสร้างอาวุธเลยแม้แต่ข้อเดียว
ทว่าเขาก็ยังคงทำตามคำสั่งแต่โดยดี หยิบหญ้าดอกกระจับส่งให้เยี่ยนจ้าวเกอ
ชายหนุ่มรับหญ้าสมุนไพรวิญญาณนั้นมา แล้วประกบฝ่ามือทั้งสองเข้าด้วยกัน มันเหี่ยวแห้งลงทันที เขาบดมันจนกลายเป็นผง แล้วผสมเข้ากับผงของศิลาเกล็ดน้ำแข็ง
เมื่อทั้งสองสิ่งปะทะกัน ก็ค่อยๆ เกิดควันสีเขียวขึ้น จากนั้นก็พลันลุกไหม้ขึ้นมาเอง
เยี่ยนจ้าวเกอโบกมือครั้งหนึ่ง เปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ก็ตกไปที่อาวุธวิญญาณพวกนั้นของเหยียนซวี่
ถึงแม้ว่าอาวุธวิญญาณจะยังคงอ่อนกำลังอยู่ ทว่าปราณจิตที่รั่วไหลออกมาก็ค่อยๆ หยุดลง ไม่ไหลหายไปอีก
เขาผงกศีรษะ “จัดการแบบเร่งด่วนไปก่อน ไว้ค่อยใช้เตาผลึกหินชั้นในหลอมพวกมันขึ้นใหม่ภายหลัง คงจะพอมีโอกาสฟื้นคืนสภาพได้อยู่ ตอนนี้ขอให้มั่นใจก่อนว่าจะไม่พังโดยสิ้นเชิงก็ใช้ได้แล้ว”
อาหู่มองด้วยความสับสน “คุณชาย นะ…นี่…”
ชายหนุ่มทำท่าทีเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น “โลกที่กว้างใหญ่นี้ อะไรล้วนเป็นไปได้ เมื่อดำเนินชีวิตประจำวันก็ต้องรู้จักสะสมความรู้และเคล็ดลับต่างๆ ไว้ เพราะไม่แน่ว่าต่อไปอาจได้ใช้จริง”
อีกฝ่ายได้ยินแล้วพลันอ้าปากค้าง ครู่ใหญ่ถึงได้หุบปากลง ขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “คุณชาย ท่านเป็นอัจฉริยะจริงๆ ขอรับ!”
เยี่ยนจ้าวเกอกลอกตาขาวครั้งหนึ่ง “สีหน้าท่าทางของเจ้าปลอมเกินไปแล้ว”
อาหู่หัวเราะร่า
หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอส่ายหัวให้กับอาหู่ เขาก็กลับไปสนใจสิ่งของของของเหยียนซวี่อีกชิ้นหนึ่ง
เมื่อเทียบกับอาวุธวิญญาณที่ได้รับความเสียหายจนเกอบใช้งานไม่ได้แล้ว ของสิ่งนี้ดึงดูดความสนใจของเยี่ยนจ้าวเกอได้มากยิ่งกว่าอีก
“โอ้ หาได้ยากนัก เหยียนซวี่มีของสิ่งนี้ด้วยหรือ” ดวงตาของเยี่ยนจ้าวเกอเปล่งประกาย ในฝ่ามือของเขากำอัญมณีสีแดงดุจโลหิตเอาไว้ชิ้นหนึ่ง
ภายในอัญมณีสีแดงโลหิตราวกับมีของเหลวไหลเวียนไปมาไม่หยุด ทั้งยังส่งปราณขมุกขมัวและน่าหวาดหวั่นออกมาจากภายในด้วย
อาหู่ชะเง้อหน้ามามองอยู่นาน แล้วจึงถามด้วยความสงสัยว่า “คุณชายขอรับ หรือนี่จะเป็นไข่มุกกลั่นโลหิต”
เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า “ไม่ผิด นี่ก็คือไข่มุกกลั่นโลหิต”
ไข่มุกกลั่นโลหิตเป็นของวิเศษหายาก จะพบได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในสนามรบที่อาบไปด้วยโลหิตเท่านั้น
นี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่จอมยุทธ์วิถีมารชอบมากที่สุด ทว่าตัวไข่มุกกลั่นโลหิตเองไม่ใช่สิ่งเลวร้ายแต่อย่างใด เป็นเพียงแค่ผลึกแก้วปราณหยินและปราณโลหิตอันบริสุทธิ์ก็เท่านั้น
จอมยุทธ์วิถีมารสามารถใช้มันเพื่อฝึกวิชาได้ ส่วนจอมยุทธ์อื่นๆ ยามตนเองได้รับบาดเจ็บสาหัส ก็สามารถนำมาใช้เพิ่มเลือดลมได้
เพียงแต่การดูดซับพลังจากไข่มุกกลั่นโลหิตต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน ก่อนหน้านี้เยี่ยนจ้าวเกอที่ไล่ฆ่าเหยียนซวี่โดยไม่หยุดพัก ทำให้อีกฝ่ายไม่มีโอกาสได้ใช้มัน
“สรรพคุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของของสิ่งนี้ แท้จริงแล้วก็คือนำมาสร้างหลอดเลือดปีศาจ เพียงแต่ไม่รู้ว่าในยุคนี้จะมีคนรู้เรื่องนี้หรือไม่”
“เรื่องยินดีเหนือความคาดหมาย เยี่ยมจริงๆ เยี่ยมจริงๆ”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม แล้วเก็บไข่มุกกลั่นโลหิตเอาไว้ด้วยความดีอกดีใจ จากนั้นเขาก็ค้นหาและเก็บเอาของล้ำค่าอื่นๆ อีกทั้งโอสถวิเศษที่เหยียนซวี่พกติดตัวเอาไว้ทั้งหมด
หลังจากนั้น ชายหนุ่มก็หยิบเอาแหวนสีแดงเข้มที่ได้มาจากเยี่ยจิ่งออกมา
บทที่ 99
นิ้วมือของเยี่ยนจ้าวเกอลูบบนแหวนที่เต็มไปด้วยรอยร้าว
แหวนวงนี้ครั้งหนึ่งเคยกลายเป็นลำแสง อีกทั้งหลอมรวมเข้าไปในร่างกายของเยี่ยจิ่ง แต่ตอนนี้มันกลับคืนรูปเดิมอีกครั้ง
เพียงแต่แหวนที่ก่อนหน้านี้ราวกับเปลวเพลิงที่ดึงดูดสายตา ขณะนี้กลับมืดมนไร้แสงคล้ายกับมีฝุ่นเกาะ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
บนผิวของแหวนเต็มไปด้วยรอยแตกนับไม่ถ้วนราวกับใยแมงมุม และเหมือนพร้อมจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ได้ทุกเมื่อ ทว่าเมื่อเยี่ยนจ้าวเกอนำแหวนมากำเอาไว้ในมือ ก็ยังคงสัมผัสได้ถึงความอุ่นของแหวนอยู่เลือนราง
เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตาลงจนเป็นเส้นตรง รวบรวมสมาธิ เชื่อมเข้าสู่ภายในแหวน
ภาพสถานการณ์ตรงหน้าเกิดการเปลี่ยนแปลงในทันที
ในตอนแรกเป็นความมืดมิดไปทั่วทั้งผืน จากนั้นท่ามกลางความมืดที่มองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือทั้งห้า จู่ๆ ก็พลันเกิดแสงส่องสว่างขึ้น
แท้จริงแล้วลำแสงนั้นอ่อนกำลังเป็นอย่างยิ่ง เป็นเพียงแค่ลำแสงจางๆ สายหนึ่งเท่านั้น แต่เพราะรอบข้างมีแต่ความมืด ดังนั้นต่อให้เป็นเพียงแค่แสงสว่างที่อ่อนแรง มันก็ยังคงสะดุดตามาก
เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอเพ่งมองไป มันดูเหมือนเป็นเพียงแค่ประกายเพลิงสีแดงขนาดเล็กเท่านั้น
ประกายเพลิงค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น ส่องแสงสว่างมากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นเพลิงเล็กๆ ดวงหนึ่ง
เปลวเพลิงเผาไหม้ลุกโชน ขณะเดียวกันก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากดวงเพลิงขนาดเล็ก กลายเป็นดวงเพลิงขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นท้องฟ้า กระทั่งต่อมาก็กลายเป็นทะเลเพลิงในที่สุด
และท้ายที่สุดแล้ว ความมืดก็สลายไปทั้งหมด แสงไฟแผดเผาไปทั่วทั้งแผ่นดิน เบื้องหน้ากลายเป็นโลกแห่งเปลวเพลิงโดยสิ้นเชิง
ไม่มีสิ่งใดอยู่เลย นอกจากเพลิงไฟที่กำลังโชติช่วง
เยี่ยนจ้าวเกอสงบจิตใจลง แล้วก้าวช้าๆ ไปยังโลกทะเลเพลิง เพื่อสัมผัสระดับพลังจากภายในของมัน
ทั่วทั้งสี่ทิศเต็มไปด้วยไฟโหมกระหน่ำ แต่เยี่ยนจ้าวเกอสัมผัสพลังของมันอย่างละเอียดแล้ว เขาพบว่าแม้เปลวเพลิงจะลุกโชนไปทั่ว แต่ก็ไม่ได้สะเปะสะปะไร้กฎเกณฑ์
เปลวเพลิงก็เหมือนกับกระแสน้ำทะเล มีทิศทางกฎเกณฑ์การเคลื่อนไหวและการหมุนเวียนในตัวของมันเอง
ชายหนุ่มพิจารณาจนได้บทสรุป เขาเริ่มเข้าใจแล้ว
เพลิงลุกโชนบ้าคลั่งที่กำลังกลืนกินรอบด้าน จู่ๆ ก็เปลี่ยนรูปร่างต่อหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ
มันคล้ายกันรวมตัวเป็นอักขระที่แปลกประหลาดมากมาย เรียงรายเป็นแถวอักษรนับไม่ถ้วน จากนั้นก็ตัดสลับเข้าหากัน หมุนวนอยู่กลางอากาศอย่างไม่หยุดหย่อนซ้ำแล้วซ้ำอีก
เขามองดูอักษรเหล่านี้ มุมปากกระตุกยิ้มเล็กน้อย “อักษรที่จักรพรรดิปีศาจอัคคีสร้างขึ้น ก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่”
“แม้ว่าจะยังไม่เคยศึกษาจริงจังมาก่อน ทว่าข้าก็พอรู้หลักเกณฑ์คร่าวๆ ยู่บ้าง แค่ลองคาดเดาดูก็น่าจะพอเข้าใจเนื้อหาสำคัญได้บ้าง”
“เป็นการสืบทอดของจักรพรรดิปีศาจอัคคีดังคาด”
เยี่ยนจ้าวเกอกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่บ้าง “ในฐานะที่เป็นคนของโลกแปดพิภพ ได้รับการสืบทอดเช่นนี้มา บัดนี้ก็ไม่รู้ว่าเยี่ยจิ่งโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่”
หลังจากที่อ่านอักขระที่แปลกประหลาดพวกนี้อย่างละเอียด และสัมผัสระดับภายในนั้นแล้ว ภายในใจของเยี่ยนจ้าวเกอก็ค่อยๆ เข้าใจอะไรบางอย่าง
“เทียบกับแนวทางการฝึกฝนของเผ่าปีศาจอัคคีในปัจจุบัน ยังคงมีความแตกต่างอยู่มากดังที่คาดไว้ ในฐานะที่จักรพรรดิปีศาจอัคคีเป็นยอดฝีมือก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ การสืบทอดของเขาก็มีวรยุทธ์อันแกร่งกล้ามากเช่นกัน”
“อาศัยพลังสาย ‘เพลิง’ ก็สร้างพลังหลายสายได้”
ชายหนุ่มกล่าวในใจว่า ‘เพียงแค่เปลี่ยนไปทางด้านจิตใจของเยี่ยจิ่ง ดูอย่างไรก็คล้ายกับวิธีการฝึกฝนของเผ่าปีศาจอัคคีในปัจจุบัน’
ท่ามกลางแสงจากเปลวเพลิงเบื้องหน้า ค่อยๆ ปรากฏประตูขนาดใหญ่ที่ปิดสนิทเอาไว้บานหนึ่ง
เยี่ยนจ้าวเกอสัมผัสถึงประตูบานนั้นอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะนำจิตรับรู้ออกจากโลกแห่งทะเลเพลิง กลับสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง
จากนั้นเขาก็ขับเคลื่อนพลังปราณของเชื้อไปไฟสัจจะอัคคีเข้าสู่แหวน ทำให้แหวนที่เต็มไปด้วยรอยแตกคล้ายกับได้รับการหล่อเลี้ยง ค่อยๆ ส่องแสงสีแดงวาบหลายสายออกมา
เขานำจิตสำนึกของตนเองเข้าไปภายในแหวนอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าประตูบานใหญ่ที่ปิดสนิทเอาไว้ บัดนี้ได้เปิดออกแล้ว
ด้านในประตู ท้องฟ้าเป็นสีแดงเข้มทั้งผืน บนพื้นดินเต็มไปด้วยหินหลอมเหลวปะทุ หินหนืดก็ขยายขอบเขตไปทั่วทุกทิศ
ภาพเหตุการณ์วันสิ้นโลกที่เคยเห็นมาก่อนหน้านี้ ปรากฏขึ้นตรงหน้าเยี่ยนจ้าวเกออีกครั้ง
เปลวเพลิงที่กระจายอยู่ทั่วท้องฟ้าก็หลอมรวมกันอยู่กลางอากาศอย่างช้าๆ แล้วกลายเป็นเทพยักษ์เพลิงมายาที่ทั้งเก่าแก่และแข็งแกร่ง
พลังของภัยพิบัติขนาดใหญ่ การทำลายล้างขนาดใหญ่ และความทรมานอย่างยิ่งส่งออกมาจากภายใน ช่างรกร้างไร้ความเจริญ ต่างจากโลกแปดพิภพในปัจจุบันโดยสิ้นเชิง
ทว่าเพราะถูกสือเถี่ยและเยี่ยนจ้าวเกออย่างหนัก ขณะนี้แหวนจึงอ่อนกำลังลงอย่างมาก
โลกแห่งเปลวเพลิงใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นท้องฟ้าสีแดงเข้ม หรือจะเป็นแผ่นดินที่เต็มไปด้วยหินหลอมเหลว ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าว ราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ได้ทุกเมื่อ
เทพยักษ์เพลิงตนนั้นแม้จะยังคงปลดปล่อยพลังอันแข็งแกร่งออกมา ทว่าในตอนนี้เมื่อมองดูก็ยิ่งเป็นภาพมายาที่เลือนรางมากขึ้นไปอีก
เยี่ยนจ้าวเกอสบตากับเทพยักษ์เพลิงตนนั้น ภายในดวงตาทั้งสองนั้นราวกับว่ามีความรู้สึกแท้จริงปรากฏออกมาให้เห็น
นั่นเหมือนกับเป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ ทั้งยังมีตัวตนอยู่จริง ไม่ใช่แค่เพียงเศษเสี้ยวของพลังที่เหลืออยู่เท่านั้น
เมื่อสบตากับมัน ในใจของเยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อย ก่อนที่ความรู้สึกนั้นจะกลายเป็นความไม่สบายใจ กระวนกระวาย ต้องการทำลายและระบายออก
แววตาของเยี่ยนจ้าวเกอสั่นไหวเล็กน้อย เขาพยายามระงับสติของตนเอง จนความรู้สึกบ้าคลั่งเหล่านั้นหายไปในทันที
เพลิงไฟที่กระจายอยู่ทั่วท้องฟ้าก็กลายรูปเป็นอักขระเก่าแก่น่าประหลาด เรียงรายอยู่ตรงหน้าเยี่ยนจ้าวเกออีกครั้ง
เขาจ้องอักขระเหล่านั้น แล้วอ่านทำความเข้าใจอย่างช้าๆ “คัมภีร์ทำลายสวรรค์…อย่างนั้นหรือ?”
เมื่ออ่านต่อไปเรื่อยๆ อักขระเหล่านั้นก็เปลี่ยนเป็นเปลวเพลิง แทรกซึมเข้าไปในร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอ
เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกเพียงว่าเลือดลมทั่วกายของตนเอง เหมือนกับถูกขับเคลื่อนจนร้อนผ่าวขึ้นมา พลังของเปลวเพลิงไฟสัจจะอัคคีที่สั่งสมในจุดลมปราณทั่วร่างก็เดือดพล่านพร้อมกัน
ราวกับสาดสะเก็ดไฟเข้าใส่กองฟืนนับไม่ถ้วน แทบจะลุกไหม้ขึ้นมาพร้อมๆ กัน
สีหน้าท่าทางเยี่ยนจ้าวเกอสงบนิ่ง กลุ่มปราณขมุกขมัวภายใต้ปราณบริสุทธิ์ ที่ซ่อนตัวอยู่ในจุดตันเถียนชี่ไห่ก็พลันไหลย้อนกลับ
ความร้อนทั่วร่างกายมีจุดหมายในทันที ไหลไปรวมกันที่ปราณดั้งเดิมภายในจุดตันเถียนของเขา
กระแสความร้อนหลากหลายสาย ในที่สุดก็อยู่ภายในปราณดั้งเดิม กลายเป็นเชื้อไฟทอแสงเป็นประกาย
ปราณบริสุทธ์ที่เกิดจากการฝึกวิชาปราณบริสุทธิ์ ก็ค่อยๆ รวมกันและบดบังปราณดั้งเดิมนั้นใหม่อีกครั้งอย่างช้าๆ
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม เหตุที่ตนเองเลือกฝึกวิชาจากคัมภีร์นภาไร้ขีดจำกัด คัมภีร์ลับระดับสูงที่เก็บรักษาเอาไว้ที่วังเทพนั้น นอกจากความยิ่งใหญ่ของมันแล้ว เหตุผลที่สำคัญมากที่สุดก็คือจุดเด่นของตัวคัมภีร์เอง
ธาตุปราณไร้ขีดจำกัด ไร้จุดเริ่มต้นไร้จุดสิ้นสุด สามารถรองรับสรรพสิ่ง สามารถให้กำเนิดสรรพสิ่ง สามารถทำลายสรรพสิ่งให้พินาศ
คัมภีร์นภาไร้ขีดจำกัดมีความยืดหยุ่นสูงมาก สามารถรับสิ่งที่เหมือนกันและแตกต่างกันเข้ามาได้ทั้งหมด จนถึงขั้นหลอมรวมกับคัมภีร์วิชาวรยุทธ์ลับอื่นๆ ได้โดยไม่ได้เผยร่องรอยเอาไว้แต่อย่างใด อีกทั้งหลังจากหลอมรวมแล้วก็ยังสามารถพัฒนาต่อไปได้อีก
อย่างเช่นวิชาเอกพิสุทธิ์ ที่เป็นวิชาสืบทอดสายหลักแห่งสำนักเขากว่างเฉิง
หรืออย่างเช่นคัมภีร์ทำลายสวรรค์ในตอนนี้
การฝึกฝนของเขาย่อมไม่มีทางเหมือนเยี่ยจิ่ง
เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะเล็กน้อย คัมภีร์ทำลายสวรรค์ก็มีจุดเด่นเป็นของตนเอง ซึ่งสามารถนำมาใช้กับการทดลองครั้งต่อไปของตนได้พอดิบพอดี
เมื่อหลุดออกจากภวังค์แล้ว อาหู่ที่อยู่ด้านข้างก็กำลังชะเง้อมองไปไป
ชายหนุ่มเก็บแหวน ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองตามอาหู่ไปเช่นกัน
ที่แห่งนั้นมีครึ่งวงกลมสีดำขนาดมหึมาอยู่บนพื้นดิน ปกคลุมเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งนั่นก็คือสภาพเฉพาะที่เกิดจากวิชาจันทราในแสงรัตติกาล ของแสงรัตติกาลแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์
ภายในครึ่งวงกลมสีดำนั้น มีแสงสีทองกะพริบไม่หยุด
ยิ่งเวลาผ่านไปจนถึงขณะนี้ แสงสีทองก็ยิ่งสว่างขึ้น และเริ่มทะลุออกจากครึ่งวงกลมสีดำนั้นออกมา
จนในที่สุด ด้านบนสุดของครึ่งวงกลมก็ปรากฏรอยร้าวขึ้น ก่อนที่จะแตกออก ส่องแสงสีทองพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า!
ระหว่างนั้นเงาร่างสายหนึ่ง ก็คล้ายกับกำลังลอยทะยานขึ้นอย่างช้าๆ!
“ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ สมกับเป็นท่านอาจารย์ลุงใหญ่” เยี่ยนจ้าวเกอชื่นชม อาหู่ที่ยืนอยู่ด้านข้างก็พยักหน้ารัว
ทว่าไม่นานนักสีหน้าของอาหู่ก็เปลี่ยนไป แล้วกลับหลังหันมองไกลออกไป
ที่แห่งนั้นราวกับมีพลังปราณอันแข็งแกร่งที่ปกคลุมเป็นบริเวณกว้าง และกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้!
ดูจากวรยุทธ์แล้ว เป็นสายวิชาของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อย่างชัดเจน
ระดับวรยุทธ์ของผู้มาเยือนแข็งแกร่งยิ่งกว่าแสงรัตติกาลเสียอีก!
อาหู่กล่าวเสียงทุ้มต่ำว่า “เกรงว่าจะเป็นท่านตาของเซียวเซิงขอรับ”
สายตาเยี่ยนจ้าวเกอก็มองออกไปไกลในทิศทางเดียวกัน
บทที่ 100
ลมปราณที่แข็งแกร่งน่าหวาดกลัวดุจท้องฟ้าท้องทะเล ค่อยๆ ปรากฏเค้าลางขึ้นในที่ที่ไกลออกไป
ราวกับมีดวงอาทิตย์ทะยานขึ้นจากเส้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ส่องแสงสีทองเจิดจ้า
จันทราในแสงรัตติกาลของแสงรัตติกาลเดิมทีเริ่มแตกสลายภายใต้แสงสว่างจ้านั้น บัดนี้ยิ่งดูอ่อนแรงลงไปอีก
ท้ายที่สุดไม่ว่าอย่างไรค่ำคืนมืดมิดก็ต้องผ่านพ้นไป ดวงอาทิตย์จะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า โลกมนุษย์เหลือเพียงแต่ความสว่างไสวเท่านั้น
เยี่ยนจ้าวเกอมองไกลออกไป พลางพูดเสียงเบาว่า “การสืบทอดของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ วรยุทธ์ของมหาปรมาจารย์ขั้นบรรลุธรรม”
ระดับมหาปรมาจารย์ขั้นสิบ ขั้นสูงที่สุดของทั้งสิบขั้น เรียกว่าขั้นบรรลุธรรม
ละทางโลกสู่ความศักดิ์สิทธิ์
เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับขั้นนี้แล้ว นั่นหมายความว่าจอมยุทธ์เริ่มที่จะทะยานสู่ระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์อย่างเป็นทางการ
โดยปกติแล้วก็เหมือนกับจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ขั้นฝ่านภา อันเป็นขั้นสูงสุดของระดับปรมาจารย์ โดยที่ส่วนมากจะเข้าฌานเพื่อเตรียมบรรลุสู่ระดับมหาปรมาจารย์
ยอดฝีมือขั้นบรรลุธรรมเดินดินอยู่ภายนอกน้อยมาก ส่วนมากมักจะเก็บตัวเพื่อฝึกฝนตนเอง โดยหวังว่าจะสามารถข้ามผ่านขอบเขตมนุษย์ที่เป็นขั้นสุดท้าย แล้วเข้าสู่ความศักดิ์สิทธิ์โดยพลัน!
การประสบความสำเร็จในระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ ไม่เพียงแต่จะทำให้พลังความสามารถแก่กล้าขึ้นเท่านั้น ทว่ายังสามารถยืดอายุขัยของจอมยุทธ์ออกไปได้อีกนานมากด้วย
ดังนั้นมหาปรมาจารย์ขั้นบรรลุธรรมจึงเคลื่อนไหวอยู่ภายนอกน้อยนัก
ถึงกระนั้นเบื้องหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอในขณะนี้ กลับคล้ายว่าจะมีมหาปรมาจารย์ขั้นบรรลุธรรมผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้น!
“พานป๋อไท่ ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างช้าๆ ว่า “คล้อยประจิมของเจ็ดสุริยันรุ่นแรก หลังจากที่ย่างก้าวเข้าขั้นบรรลุธรรมก็ถอนตัว และมอบตำแหน่งคล้อยประจิมให้กับรุ่นหลังแทน เพื่อจะเก็บตัวฝึกฝน”
“คงจะเป็นท่านตาของเซียวเซิงไม่ผิดแน่”
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่า “ในบรรดามหาปรมาจารย์ขั้นบรรลุธรรม เขานับว่าเป็นผู้ที่มีการเคลื่อนไหวค่อนข้างมาก อีกทั้งยังปรากฏตัวบนโลกอยู่บ่อยครั้ง”
อาหู่อึ้ง “คุณชายขอรับ ท่านผู้อาวุโสสืออาจจะต้านทานตาเฒ่าประหลาดนั่นไม่ไหว ยิ่งไปกว่านั้นยังมีแสงรัตติกาลอยู่ทางด้านนี้อีก”
ชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อย และในตอนนี้เองก็มีเงาคนผู้หนึ่งสว่างวาบขึ้น ชายชราร่างผอมแห้งคนหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า ซึ่งนั่นก็คือผู้อาวุโสเขากว่างเฉิงคนนั้นที่ใช้วิชาฝ่ามือม่านทอง ช่วยเยี่ยนจ้าวเกอสกัดกั้นมหาปรมาจารย์แห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ และหานเซิ่ง เฒ่ามารหัวขวานเอาไว้ก่อนหน้านี้
ชายชราร่างผอมแห้งมองเยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่ และเหยียนซวี่ที่ถูกบั่นศีรษะด้วยความตกตะลึงเล็กน้อย
ถึงอย่างไรเหยียนซวี่ก็เป็นยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ อีกทั้งพลังความสามารถก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าชายชราร่างผอมแห้งผู้นี้เลยแม้แต่น้อย
ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะถูกสือเถี่ยโจมตีจนบาดเจ็บสาหัส ทว่าอย่างไรอูฐที่ผอมตายก็ตัวใหญ่กว่าม้า คิดไม่ถึงเลยว่าเยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่จะสังหารเขาจนสิ้นชีพโดยที่ไม่ต้องเสียอะไรเลย
อาการบาดเจ็บบนร่างกายของอาหู่ ก็เป็นแผลเก่าเกิดจากฝนสุริยะของเซียวเซิงทำร้าย ขณะอยู่ที่หุบเขาวายุวิญญาณ
ชายชราผอมแห้งที่เห็นภาพนี้แล้วก็สนอกสนใจอย่างยิ่ง
หากจะบอกว่าเป็นเพราะอาศัยพลังของอาวุธวิญญาณ เหยียนซวี่เองก็มีอาวุธวิญญาณ ต่อให้ถูกสือเถี่ยเล่นงานจนบาดเจ็บหนักเช่นกัน กระนั้นดาบแสงคลื่นครามซึ่งเป็นอาวุธวิญญาณระดับกลาง ก็ไม่น่าจะทำให้เขาถึงขั้นเสียเปรียบได้
ชายชราร่างผอมแห้งรีบสลัดคู่ต่อสู้ของตนเองแล้วรีบเร่งตามมา โดยเดิมทีเขาคิดว่าเยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่จะอาศัยอาการบาดเจ็บของเหยียนซวี่ใช้ชะลอการหนีของเขาได้
ทว่าใครจะไปคิด ว่าผลสุดท้ายกลับเป็นเหยียนซวี่ที่ถูกทั้งสองสังหารจนสิ้นชีพ
เขาหันไปถอนหายใจให้เยี่ยนจ้าวเกอ “คิดจะหนีตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว พานป๋อไท่มุ่งหน้ามาหาเจ้าเป็นการเฉพาะ”
เมื่อเอ่ยถึงนามของพานป๋อไท่ เสียงของชายชราร่างผอมก็หนักแน่นขึ้น
ชื่อของคน เงาของต้นไม้ พานป๋อไท่เป็นผู้อาวุโสเก่าแก่แห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ และเป็นคนรุ่นเดียวกับ ‘สุริยันทิศบูรพา’ หวงกวงเลี่ย และ ‘ปราชญ์เทียมนภา’ หยวนเจิ้งเฟิง เจ้าสำนักคนเก่าของเขากว่างเฉิง
ชื่อเสียงเลื่องลือมาหลายปี ผลงานการรบเป็นที่น่านับถือ อีกทั้งเข้าสู่ระดับบรรลุธรรม นับว่าเป็นยอดฝีมือที่เป็นที่รู้จักไปทั่วในระดับมหาปรมาจารย์
ความกดดันที่มาจากเขาแน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งที่แสงรัตติกาล ทะยานบูรพา หรือคนอื่นๆ จะเทียบเคียงได้
สายตาที่ชายชราร่างผอมแห้งมองดูเยี่ยนจ้าวเกอ ครู่หนึ่งก็มีความซับซ้อนอยู่บ้าง
ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เขามาช่วยเยี่ยนจ้าวเกอ ต้านการโจมตีของมหาปรมาจารย์แห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ โดยไม่มีความลังเลหรือความกลัวเลยสักนิดก็ตาม
ทว่าสำหรับเรื่องที่เยี่ยนจ้าวเกอสังหารเซียวเซิง ชายชราร่างผอมแห้งก็ยังคงรู้สึกไม่เห็นด้วยนัก
เยี่ยนจ้าวเกอสัมผัสได้ถึงแววตาของชายชราร่างผอมแห้ง ทำให้พอจะเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายคิด
ภายในเขากว่างเฉิงมีแนวคิดอย่างหนึ่ง นั่นก็คือการพยายามหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหากับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ให้ได้มากที่สุด สั่งสมกำลังรอโอกาสผงาดขึ้นมาใหม่อีกครั้งอย่างเงียบๆ
เมื่อถึงเวลาจำเป็นก็ให้ถอยหนึ่งก้าว พยายามปกป้องไม่ให้เสียประโยชน์ก็พอ โดยส่วนมากแล้วผู้อาวุโสเก่าแก่ภายในสำนักมีความคิดเช่นนี้
ชายชราร่างผอมแห้งเบื้องหน้าก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน
ส่วนวัยกลางคนเช่นเยี่ยนตี๋และสือเถี่ยกลับเลือกใช้ไม้แข็งมากกว่า เนื่องจากหลายปีมานี้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กำเริบเสิบสาน รุกรานหนักข้อมากขึ้นเรื่อยๆ
ในความคิดของกลุ่มคนของเยี๋ยนตี๋ การยอมถอยให้ก็เท่ากับว่ายินยอมที่จะให้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เอามีดมาแล่เนื้อออกอย่างช้าๆ
ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถสั่งสมกำลังได้เหมือนเช่นที่เหล่าผู้อาวุโสคิดเอาไว้ กลับกันอาจจะไม่เกิดความก้าวหน้า หรือแม้กระทั่งถึงขั้นถอยหลังเลยก็เป็นได้
หรือต่อให้ไม่ถอย แต่ในขณะที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นๆ คอยพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าอยู่นั้น ตนเองกลับย่ำอยู่กับที่ก็เท่ากับว่าพายเรือทวนน้ำ
แต่ไหนแต่ไรสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่เคยที่จะหยุดรออย่างสงบ และในอนาคตก็ไม่มีทางที่พวกเขาจะรอคอยให้เขากว่างเฉิงตามทัน จนถึงขั้นอยู่เหนือตนแน่นอน
การรอคอยโอกาส และตั้งความหวังไว้กับอนาคตก็เหมือนกับการหลอกตัวเอง ไม่ต่างอะไรกับการยอมปล่อยมือจากอำนาจที่มีอยู่
หากต้องกล่าวถึงความหวังจริงๆ ล่ะก็ ความหวังเดียวที่มีก็คือโลกปีศาจอัคคีรุกรานอีกครั้ง จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นครั้งก่อน
สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้รับความเสียหายหลัก จากการเปลี่ยนแปลงนั้น เช่นเดียวกับความเสียหายที่เขากว่างเฉิงประสบเมื่อครั้นอยู่ในยุคเฟื่องฟู
แต่ใครจะไปคาดการณ์เรื่องเช่นนี้ได้เล่า
ฟางจุ่น อาจารย์ลุงรองของเยี่ยนจ้าวเกอ ผู้ที่เดิมทีเป็นฝ่ายประนีประนอมจำนวนน้อยในกลุ่มวัยกลางคน ก็ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างมากจากผู้อาวุโส
ทว่าหลายปีมานี้อาจจะเป็นเพราะการได้คืบจะเอาศอกของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ หรืออาจจะเป็นเพราะแนวคิดที่ค่อนข้างแข็งกร้าวของเจ้าสำนักหยวนเจิ้งเฟิงและสือเถี่ย ท่าทีของฟางจุ่นจึงเริ่มแข็งกร้าวขึ้นมาบ้าง ทำให้บรรดาผู้อาวุโสที่เดิมทีให้การสนับสนุนเขาผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง
ตอนนี้ทั้งเยี่ยนตี๋และฟางจุ่นกำลังแย่งชิงตำแหน่งของเจ้าสำนัก นอกจากทั้งคู่ที่เป็นคู่ต่อสู่ของกันและกันแล้ว แท้จริงแล้วพวกเขาก็ยังต้องเผชิญหน้ากับความกดดันที่มาจากผู้อาวุโสเก่าแก่ของสำนักอีกด้วย
ความสัมพันธ์นี้ค่อนข้างจะซับซ้อน ไม่อาจพูดให้หมดได้ในคราวเดียว โดยรวมแล้วมีความเกี่ยวโยงมาถึงสถานการณ์ของอาณาจักรถังตะวันออกในปัจจุบัน และเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อีกด้วย สำหรับเรื่องที่เยี่ยนจ้าวเกอพาเฟิงอวิ๋นเซิงกลับมานั้น ฝ่ายประนีประนอมก็สนับสนุนเช่นกัน ทว่าอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่านางต้องฟื้นตัวกลับมาได้จริงๆ
ส่วนเรื่องของถังตะวัน ก็มีผู้อาวุโสบางคนบ้างที่ไม่ได้คัดค้าน ทว่าก็ไม่เห็นด้วยนัก กระนั้นทุกคนต่างก็ปวดหัวเรื่องที่เยี่ยนจ้าวเกอสังหารเซียวเซิงหลังจากนั้น
ถึงแม้จะกล่าวกับภายนอกเป็นเสียงเดียวกัน ทว่าภายในใจของผู้อาวุโสทั้งหลาย ก็ยังรู้สึกสับสนต่อเยี่ยนจ้าวเกอที่ทำคุณและโทษได้ในคราวเดียว
เยี่ยนจ้าวเกอมองท่าทีลังเลของชายชราร่างผอมแห้ง ทว่าก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแต่เอ่ยถามว่า “ไม่ทราบว่าพวกท่านผู้อาวุโสฉินกับท่านผู้อาวุโสข่งเป็นเช่นไรบ้างหรือขอรับ”
ชายชราร่างผอมแห้งกล่าวสั้นๆ ว่า “อาวุโสสือมาถึงเร็วกว่าที่กำหนด เขามาถึงที่นี่ด้วยตนเอง พร้อมกับพายอดฝีมือในสำนักมาสนับสนุนพวกผู้อาวุโสฉิน ขับไล่ทะยานบูรพาและคนอื่นๆ ออกไปได้แล้ว ขณะนี้กำลังถอยกลับมาบริเวณนี้ เพื่อรวมตัวกับท่านผู้อาวุโสสืออยู่”
“แต่การมาถึงของพานป๋อไท่ จอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาจึงต้องลุกขึ้นโจมตีโต้ตอบอีกครั้ง”
“เจ้าเป็นเป้าหมายของคนทั้งหมด ดูท่าครั้งนี้จะไม่จบลงง่ายๆ เสียแล้ว”
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ ว่า “หากจะสังหารข้า นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น”
“ความจริงอีกฝ่ายบรรลุเป้าหมายแล้ว หากไม่ใช่เพราะข้าสังหารเซียวเซิง จะสังหารหรือไม่สังหารข้าอันที่จริงมันก็ไม่ได้สำคัญอะไร”
“เพียงแต่เพราะข้าสังหารเซียวเซิงไปแล้ว พานป๋อไท่ถึงได้มาที่นี่โดยเฉพาะขอรับ”
ขณะนี้อีกฝั่งของท้องฟ้าสว่างไสวมากขึ้นเรื่อยๆ
จากนั้นก็เหมือนกับมีดวงอาทิตย์เจ็ดดวงล้อมกันเป็นวงกลม เคลื่อนตัวขึ้นจากเส้นขอบฟ้าพร้อมๆ กัน!