91-95

บทที่ 91
ถุงย่อส่วนเป็นของวิเศษอย่างหนึ่ง ไม่อยู่ในระดับของอาวุธวิเศษหรืออาวุธวิญญาณ

ทว่าด้วยความที่วัตถุดิบหายาก สร้างได้ไม่ง่ายนัก ดังนั้นจึงพบเจอได้ยากอย่างยิ่ง

ภายในถุงขยายไปไกลได้ถึงพันลี้ บรรจุเมล็ดพันธุ์ปริมาณเท่าภูเขาลูกหนึ่งเอาไว้ในนั้นได้เลยทีเดียว

พื้นที่ที่สร้างขึ้นภายในถุงย่อส่วน สามารถจุสิ่งของปริมาณมากได้ และยังสามารถให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ภายในได้ในช่วงเวลาสั้นๆ

สือเถี่ยระดับวรยุทธ์สูง จึงมีการรับรู้ที่ว่องไวมาก แม้ว่าเหยียนซวี่จะตั้งใจกลบเกลื่อนก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถรอดพ้นเขาสายตาเขาไปได้

“ระหว่างทางที่ข้าเร่งมาที่นี่ได้พบกับเยี่ยจิ่ง ลูกศิษย์ที่หายตัวไปก่อนหน้านี้ของสำนักเราเข้าโดยบังเอิญ” สีหน้าท่าทางเหยียนซวี่เป็นปกติ กล่าวอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “ตอนนั้นเขาอยู่ในสภาพที่หมดสติไปแล้ว ข้าก็เลยช่วยเขาเอาไว้ แต่เนื่องจากต้องรีบเร่งมาช่วยเหลือที่นี่ ไม่กล้าชักช้าไปมากกว่านี้ ฉะนั้นจึงเก็บเขาเอาไว้ในถุงย่อส่วนเอาไว้ก่อนชั่วคราว”

พูดไปพลาง เหยียนซวี่ก็หยิบถุงเล็กๆ ใบหนึ่งออกมา

ถุงย่อส่วนที่ว่านี้มีสีดำ ปากถุงมัดเอาไว้ด้วยเชือกสีทอง มองจากภายนอกแล้วไม่มีอะไรพิเศษแต่อย่างใด

ทว่าเมื่อเหยี่ยนซวี่ปลดเชือกสีทองออก แล้วเปิดปากกระเป๋า ก็มีคลื่นพลังสีทองพ่นออกมาทันที

ตามด้วยคลื่นพลังสีทองที่พ่นออกมานั้น ก็มีร่างของคนคนหนึ่งปรากฏขึ้นต่อหน้ากลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอ

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มอย่างเงียบๆ บัดนี้คนผู้นั้นยังอยู่ในสภาวะไร้สติ บริเวณหลังมือและต้นคอที่โผล่พ้นออกมาจากเสื้อผ้า ล้วนมีลายเสมือนกับเปลวเพลิง

ไม่ใช่เยี่ยจิ่งแล้วจะเป็นใคร

สายตาของสือเถี่ยหยุดอยู่ที่ร่างของเยี่ยจิ่ง ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงการกวาดสายตามองแค่แวบหนึ่งเท่านั้น แต่เยี่ยจิ่งก็ค่อยๆ รู้สึกตัวขึ้นในทันที

เมื่อเยี่ยจิ่งตื่นขึ้นมา ภายในแววตาเผยให้เห็นถึงความสับสนมึนงง กระนั้นเขาก็ตื่นตัวอย่างรวดเร็ว แล้วมองสำรวจไปรอบทิศอย่างระแวดระวัง

ตอนที่เขามองเห็นเยี่ยนจ้าวเกอ ดวงตาทั้งสองก็พลันกลายเป็นสีแดงก่ำประดุจโลหิตในทันใด ราวกับมีเปลวเพลิงกำลังลุกไหม้อยู่ เขาลุกขึ้นยืนในทันที

สือเถี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่าไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เยี่ยจิ่งยังคงยืนนิ่งอยู่กลับที่ ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ทำได้เพียงแค่เงยหน้าขึ้นจ้องมองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความโกรธ

“ข้าชื่อว่าสือเถี่ย เจ้าเป็นศิษย์สำนักเราเช่นกัน ก็น่าจะทราบดีถึงตำแหน่งฐานะของข้า” สือเถี่ยกล่าวอย่างสงบนิ่งว่า “ข้าดำรงตำแหน่งผู้อาวุโสของตำหนักอาญา รับหน้าที่รักษากฎระเบียบของสำนัก”

“ในเมื่อเจ้าคิดว่าเจ้าเองไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็สามารถกล่าวกับข้าตรงนี้ให้ชัดเจนได้ หากเป็นความจริงก็จะไม่ทำให้เจ้าต้องคับข้องใจ”

เยี่ยจิ่งหายใจหอบ เบิกตาโตมองสือเถี่ย พูดเสียงดังว่า “คนของเขากว่างเฉิงล้วนแล้วแต่เป็นพวกเดียวกับพ่อลูกตระกูลเยี่ยนทั้งสิ้น!”

“พ่อของเขาก็เป็นผู้อาวุโสเช่นท่าน แล้วท่านจะไม่ปกป้องเขาได้อย่างไร ผิดใจกับพ่อของเขาเพราะข้า จะเรียกร้องความยุติธรรมให้กับข้าได้เช่นไร!”

เหยียนซวี่อยู่ด้านข้างอย่างเงียบๆ ไม่ส่งเสียงใดๆ แต่พอเห็นปฏิกิริยาของเยี่ยจิ่ง ก็อดไม่ได้ต้องส่ายศีรษะ “หากไม่ใช่ท่านผู้อาวุโสสือ คนอื่นคงจะไม่พอใจเพราะท่าทีของเจ้าไปก่อนแล้ว”

เป็นเช่นที่เหยียนซวี่ได้คาดเอาไว้ ท่าทางสือเถี่ยไม่ได้สนใจเยี่ยจิ่งจริงๆ

น้ำเสียงของเขาไม่มีแม้แต่ความหวั่นไหวแม้แต่น้อยพูดว่า “ข้าจะไม่ผิดใจกับศิษย์น้องเยี่ยนเพราะเจ้า หรือเพราะผู้ใดก็ตาม แต่เพื่อความเป็นธรรมของกฎและระเบียบของสำนัก เพื่อคุณธรรมภายในใจของทุกคน ข้าก็ไม่ติดที่จะผิดใจกับผู้ใดทั้งนั้น”

“เยี่ยนจ้าวเกอเป็นคนที่ข้าเห็นตั้งแต่เด็ก แต่ก็เนื่องด้วยเหตุนี้ ข้าถึงยิ่งไม่ปล่อยให้เขาก้าวผิดทางไปเป็นแน่”

“กระนั้นถ้าหากพิสูจน์ได้ว่ามีผู้ใดกล่าวให้ร้าย กลับกันก็จะลงโทษในฐานความผิดเช่นเดียวกัน”

สือเถี่ยพูดเสียงเรียบนิ่งว่า “ข้ามองแค่ความจริงเท่านั้น”

อำนาจของเขาหนักแน่นประหนึ่งภูเขา ลึกซึ้งประหนึ่งทะเล การที่เขายืนอย่างสงบนิ่งอยู่ตรงนั้น น่าเกรงขามเสียจนทำให้เยี่ยจิ่งเงียบสงบลงได้

คำกล่าวที่สงบนิ่งนั้น ทรงพลังมหาศาล สะกดใจบรรดาผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์

เยี่ยจิ่งสูดหายใจเข้าลึกๆ ครั้งหนึ่ง แล้วมองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความโกรธเคือง “ตอนที่ข้ายังไม่ได้เข้าสำนัก เขามาที่ถังตะวันออก แย่งคนรักในวัยเยาว์ของข้าไป!”

“หลังจากนั้นข้าได้ฝากตนเข้าเป็นศิษย์สำนักเขากว่างเฉิง เขาก็มองข้าเหมือนเสี้ยนหนาม”

“การฝึกฝนประสบการณ์ที่หุบเหวปราการมังกรก่อนหน้านี้ เขาคิดจะสังหารข้า และไม่อยากจะทิ้งร่องรอยเอาไว้ จึงวางกับดักชั่วๆ ยืมมือคนอื่นปลิดชีพข้าอย่างถอนรากถอนโคน!”

“เมื่อแผนแรกไม่สำเร็จ เขาก็คิดอีกแผนหนึ่งขึ้นในใจ โดยนำเตาผนึกหินชั้นในของเขาโยนลงไปในหุบเหวปราการมังกร ทำให้ข้าเจียนตาย!”

“ข้าดวงแข็งไม่ได้สิ้นชีพไป แต่ที่บึงมังกรน้ำแข็ง เขาก็ยังจะคิดสังหารข้าอีก! ”

“ทำร้ายข้าถึงสามสี่ครา เห็นทีข้ากับเขาคงไม่มีทางอยู่ร่วมโลกกันได้!”

เยี่ยนจ้าวเกอยืนอย่างสงบนิ่งอยู่ด้านข้าง สายตาที่มองไปที่เยี่ยจิ่งไม่มีความยินดี ทว่าก็ไม่มีความโกรธเคือง

สือเถี่ยฟังเยี่ยจิ่งกล่าวจบแล้ว เขาก็เบนสายตามองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ “จ้าวเกอ เจ้ามีสิ่งใดจะกล่าวหรือไม่”

ชายหนุ่มกล่าวเสียงเรียบว่า “ตอนนั้นศิษย์น้องหลินเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเอง ข้าไม่ได้แทรกเข้าไประหว่างพวกเขาแต่อย่างใด”

“และจิตมังกรน้ำแข็งครั้งนั้น เป็นเพราะว่าก่อนหน้านั้นเขาไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ทำร้ายศิษย์น้องหลาน ศิษย์ร่วมสำนักจนบาดเจ็บสาหัส การที่ข้าสั่งสอนเขาไปเป็นการกระทำที่ข้าตั้งใจ”

“ส่วนเรื่องที่หุบเหวปราการมังกรก่อนหน้านั้น ข้าได้ส่งรายงานอย่างละเอียดให้กับทางสำนักแล้ว เชื่อว่าท่านอาจารย์ลุงใหญ่เองก็เคยอ่านแล้วเช่นกัน”

สือเถี่ยผงกศีรษะ เยี่ยนจ้าวเกอจึงกล่าวต่อว่า “คนที่หัวหน้าค่ายชื่อหลิงต้องการสังหารก็คือข้า และข้าก็ไม่สามารถคาดเดาการเคลื่อนไหวของเขาได้”

“ต่อให้ข้าทราบก่อนล่วงหน้า ว่าหัวหน้าค่ายชื่อหลิงจะอาศัยเชื้อไฟสัจจะอัคคี ระบุตำแหน่งของข้าภายในหุบเหวปราการมังกร โดยมาวางกับดัก…” เยี่ยนจ้าวเกอมองไปทางเยี่ยจิ่ง “การที่เจ้าไปแย่งเชื้อไฟสัจจะอัคคี ก็เป็นสิ่งที่ข้าไม่อาจคาดการณ์ได้เช่นกัน”

“ก่อนหน้านั้นข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าสนใจในเชื้อไฟสัจจะอัคคีที่เป็นเป้าหมายของข้า แล้วจะวางแผนกับเจ้าได้เช่นไร”

เยี่ยจิ่งจ้องเยี่ยนจ้าวเกออย่างไม่ลดละ ลมหายใจหนักขึ้นเรื่อยๆ เยี่ยนจ้าวเกอจึงส่ายหัว “แน่นอนว่าข้าไม่เลี่ยงที่จะกล่าวว่า ถึงไม่มีหัวหน้าค่ายชื่อหลิง ข้าก็จะสั่งสอนเจ้าให้รู้ความกว่านี้ในภายหลังเช่นกัน”

“แต่ในตอนนั้นข้าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสังหารเจ้า เจ้าไม่ได้มีค่าอะไรที่ข้าจะลงมือ”

ลมหายใจของเยี่ยจิ่งชะงัก ความโกรธความคับแค้นที่อยู่ภายในแววตาก็พลันยิ่งร้อนรุ่มขึ้นอีก

เยี่ยนจ้าวเกอสบตากับเขาด้วยความสงบนิ่ง แววตาเย็นเยียบขึ้นเรื่อยๆ “ส่วนเรื่องในภายหลังที่เจ้าตกลงไปในหุบเหวนั้นง่ายยิ่งนัก พวกเรามาทำพิธีโลหิตจิตหวนเวลากันก็ได้”

“แสดงเหตุการณ์ในตอนนั้นอีกครั้ง ให้ท่านอาจารย์ลุงใหญ่เป็นผู้ตัดสิน”

“ข้าไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น เจ้ากล้าหรือไม่”

เยี่ยจิ่งเปิดปากพูดออกมาว่า “ทำก็ทำ!”

ครั้นได้ยินดังนั้น เยี่ยนจ้าวเกอก็ยักไหล่ แล้วหันกายกลับไปคำนับสือเถี่ยครั้งหนึ่ง “ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ เชิญท่านเป็นผู้ดำเนินการด้วย”

สือเถี่ยไม่ได้พูดอะไร เขางอนิ้วลงดีดออกไปครั้งหนึ่ง จากนั้นก็เกิดแสงส่องสว่างขึ้นไปบนท้องฟ้า กลายรูปเป็นเสาแสงปกคลุมเยี่ยนจ้าวเกอกับเยี่ยจิ่งเอาไว้ด้วยกัน

เยี่ยนจ้าวเกอเจาะนิ้วของตนเองอย่างไม่รีบเร่งทว่าก็ไม่ชักช้า โลหิตสดหยดหนึ่งก็ไหลซึมออกมา กลายรูปเป็นเส้นด้ายโลหิต ลอยขึ้นกลางอากาศ

เมื่อถูกด้ายโลหิตนั้นชักจูง เยี่ยนจ้าวเกอก็รู้สึกได้รางๆ ว่าวิญญาณของตนเหมือนกำลังจะหลุดออกจากร่างแล้วลอยขึ้นไปสูง

ภายใต้การชักนำของสือเถี่ย เยี่ยจิ่งที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็กระทำแบบเดียวกัน

สือเถี่ยพูดว่า “จิตใจคิดย้อนกลับไปในช่วงเวลาในตอนนั้น ไม่ว่าเจ้าจะมองเห็นอะไร ก็จะเป็นการระบุฉากในช่วงเวลานั้นๆ”

“พิธีจะละทิ้งความเท็จที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกที่ลำเอียง ไม่ซื่อตรง และความตั้งใจที่จะปกปิดภายใจจิตใจของพวกเจ้า”

ครู่ถัดมา บนท้องฟ้าก็มีกระจกบานหนึ่งตกลงมาอย่างช้าๆ

ภายในกระจกปรากฏฉากที่ชัดเจนออกมา ฉายสิ่งที่เกิดขึ้นในหุบเหวปราการมังกรขึ้นอีกครั้ง

สีหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอไม่เปลี่ยนแปลง

เหยียนซวี่ส่ายหัวเล็กน้อย

ดวงตาทั้งสองของเยี่ยจิ่งแดงก่ำขึ้นเรื่อยๆ

สือเถี่ยมองไปยังภาพเหตุการณ์ ลมปราณอันน่าหวาดผวาทะลักออกมาจากแหวนสีแดงเข้มที่อยู่ในมือของเยี่ยจิ่ง และเงาร่างมายาของอสูรเพลิงยักษ์ สติของเขาหลุดลอยไปเล็กน้อย

หลังจากนั้นครู่ใหญ่ เยี่ยจิ่งก็ได้สติกลับมา แล้วตะโกนด้วยความโกรธว่า “เจ้ามันหลอกหลวง! เจ้ามีความคิดที่เลวทรามเหมือนเช่นพวกหลานเหวินเหยียน กับหลินอวี้เสา เข้าข้างปกป้องคนผิดเช่นเยี่ยนจ้าวเกอชาติสุนัขคนนี้!”

“ต้องเป็นเขาที่จงใจโยนเตาผนึกหินชั้นในลงมาทำร้ายข้าเป็นแน่!”

สีหน้าของสือเถี่ยค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม สายตากวาดมอง กดดันจนเยี่ยจิ่งขยับเขยื้อนร่างกายไม่ได้

“จริงอยู่ที่พิธีโลหิตจิตหวนเวลาสามารถสร้างความเท็จได้” สือเถี่ยเอ่ยอย่างนิ่งๆ “แต่นั่นมีความเป็นไปได้เดียวเท่านั้น นั่นก็คือผู้ที่อยู่ภายในเหตุการณ์ทั้งสองได้ตกลงกันเอาไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว”

“เยี่ยจิ่ง ก่อนหน้านี้เจ้าได้ตกลงกับจ้าวเกอเอาไว้ก่อนหรือไม่”

เมื่อเยี่ยจิ่งได้ยินดังนั้นก็อ้าปากตาค้าง ลมหายใจหอบหนัก เปลวเพลิงในดวงตาทั้งสองโชติช่วงขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกนึกคิดได้หายไปจนสิ้น

ลายเปลวเพลิงบนร่างกายของเขาเจิดจ้ามากยิ่งขึ้น ราวกับกลายเป็นเพลิงที่กำลังลุกไหม้อยู่จริงๆ

เยี่ยนจ้าวเกอมองเขาอย่างสงบนิ่ง แล้วพลันเอ่ยถามขึ้นว่า “เยี่ยจิ่ง ศิษย์น้องหลินสิ้นชีพได้อย่างไรหรือ”
บทที่ 92
เยี่ยนจ้าวเกอมองเยี่ยจิ่ง ผู้ที่กำลังทำท่าเหมือนจะจับคนมากินทั้งเป็น

หลังจากที่อีกฝ่ายได้ยินคำถามของตนแล้ว ดวงตาทั้งสองข้างที่เดิมทีค่อยๆ สูญเสียสติไป ก็เริ่มปรากฏอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อนขึ้น

ทั้งโกรธแค้น เสียใจ ไม่ยินยอม อาวรณ์ เกลียดชัง ระอา ความรู้สึกผิดต่างๆ รวมเข้าด้วยกัน

ทว่าความรู้สึกเหล่านี้ กลับถูกความโกรธกลืนกินไปอย่างรวดเร็ว

เยี่ยจิ่งกัดฟันกรอด จ้องเยี่ยนจ้าวเกอไม่ละสายตา ทว่าเขากลับไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแต่กล่าวซ้ำไปซ้ำมาว่า “เพราะเจ้า…เพราะเจ้า…ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะเจ้า!”

เหยียนซวี่ที่อยู่ด้านข้างเห็นดังนั้น ก็ยังคงมีสีหน้าคงเดิม ทว่าส่วนลึกของแววตายากที่ปกปิดความรู้สึกผิดหวัง “คงช่วยไม่ได้แล้วล่ะ”

หลังจากที่หาตัวเยี่ยจิ่งพบก่อนหน้านี้ เขาไม่ได้เปิดเผยตัวตนแต่อย่างใด เพียงแต่บอกกับอีกฝ่ายว่าเขาสามารถช่วยแก้แค้นได้

ทว่าเยี่ยจิ่งจำเป็นต้องร่วมมือกับเขา

หานเซิ่ง เฒ่ามารหัวขวานก็มาเพราะมีเยี่ยจิ่งเป็นตัวล่อ กระนั้นการที่หานเซิ่งลงมือ ก็เป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายของเหยียนซวี่

หากเยี่ยนจ้าวเกอสิ้นชีพในเงื้อมมือของหานเซิ่ง จากนั้นหานเซิ่งก็ถูกยอดฝีมือแห่งเขากว่างเฉิงโจมตีสังหาร นับว่าเป็นผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในความคิดของเหยียนซวี่

ถ้าหากจำเป็นต้องลงมือสังหารเยี่ยนจ้าวเกอด้วยตัวเอง เยี่ยจิ่งก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

ทว่าดูจากตอนนี้แล้ว เยี่ยจิ่งไม่มีประโยชน์อะไรเลย ทั้งๆ ที่ชี้แนะอีกฝ่ายไปแล้วว่าให้โยนความผิดเรื่องการตายของหลินอวี้เสาไปให้เยี่ยนจ้าวเกอ…

ถึงกระนั้นเยี่ยจิ่งที่ถูกโทสะเข้าครอบงำ กลับไม่คิดว่านั่นเป็นความคิดที่ดี

ในความคิดของเขา เหตุใดจึงต้องใส่ร้ายป้ายสีเล่า

ทุกสิ่งอย่างในวันนี้ เดิมทีก็ล้วนเป็นเยี่ยนจ้าวเกอที่สร้างขึ้น!

เหยียนซวี่มองเยี่ยจิ่ง ในใจกำลังส่ายหน้า

คนที่ไร้สติจะถูกโน้มน้าวได้ง่าย ทว่าขณะเดียวกันก็สูญเสียการควบคุมได้ง่ายเช่นกัน ทำให้เกิดเรื่องนอกเหนือความคาดหมายบางอย่าง

ท่านผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งถังตะวันออก ตอนนี้รู้สึกได้อย่างลึกซึ้งถึงความปวดหัวของการมีสมาชิกสุดห่วย

สือเถี่ยมองดูท่าทีของเยี่ยจิ่ง แอบส่ายหน้าอยู่ในใจเช่นกัน

ด้วยผลกระทบจากวิชาสร้างร่างกายขึ้นอีกครั้ง อารมณ์ของเยี่ยจิ่งเปลี่ยนแปลงไปไม่คงที่อย่างมาก ใจร้อน โมโหได้ง่าย ยากที่รักษาความสงบเยือกเย็นเอาไว้ได้

เขาไม่เข้าใจเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในหุบเหวปราการมังกรในวันนั้นเลยจริงๆ หรือ?

ไม่แน่ว่าเขาอาจจะเพียงแค่ไม่ยอมเชื่อมากกว่า

ท้ายที่สุดก็คือไม่ยอมรับ คิดว่าตนเองไม่ควรประสบกับเคราะห์ร้ายอย่างไม่มีเหตุผล อีกทั้งยังเป็นการประสบเคราะห์ร้ายต่อหน้าเยี่ยนจ้าวเกออีกด้วย

การประสบเคราะห์ร้ายต้องมีคนคิดทำร้ายเขาอย่างแน่นอน ซึ่งนอกจากเยี่ยนจ้าวเกอที่แต่ไหนแต่ไรก็พัวพันกันมาก่อนอยู่แล้ว จะยังมีคนที่เหมาะสมมากกว่านี้อีกหรือ

คิดจากมุมมองหนึ่งแล้ว ความจริงก็เหมือนการโกรธแล้วพาล หาที่ระบายอารมณ์

เมื่อมาถึงตอนท้ายก็รู้สึกว่าตนในฐานะที่เป็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ไม่มีทางจะก้มหัวให้ผู้ร้ายอย่างเด็ดขาด จะต้องเรียกร้องความยุติธรรมของตนให้จงได้ และนำเคราะห์ร้ายที่ตนประสบมาทั้งหมดคืนให้กับอริของตน

เพียงแต่ว่าในระหว่างที่คอยโน้มน้าวสะกดจิตตนเองไม่หยุดยั้งนั้น อารมณ์ของเยี่ยจิงก็ยิ่งไม่คงที่มากขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งความร้อนรนในใจเพิ่มมากขึ้นเท่าไร ไอสังหารภายในใจก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน

จากที่เขาคิดว่าตนเป็นผู้เคราะห์ร้าย ก็ค่อยๆ กลายเป็นคนที่พาลโมโหใส่ผู้อื่นทีละนิด อีกทั้งยังไม่เกรงกลัว ไร้ซึ่งเหตุผลมากขึ้นเรื่อยๆ

น้อยครั้งนักที่สือเถี่ยจะเกิดความรู้สึกเสียใจภายหลัง ทว่าตอนนี้เขาเองก็เริ่มกังขาว่าคนที่ตนมองเห็นในตอนนั้น ผู้ที่ตั้งใจจะรับเป็นศิษย์หลังจากการประลองทดสอบ ใช่เยี่ยจิ่งที่อยู่ตรงหน้าคนนี้จริงหรือ

หลังจากที่ได้ยินคำถามของเยี่ยนจ้าวเกอ ปฏิกิริยาของเยี่ยจิ่งทั้งหมด ล้วนแล้วแต่อยู่ในสายตาของเขา แน่นอนว่าเขามองออก ‘เป็นเพราะเจ้า’ ที่เยี่ยจิ่งเอ่ยออกมาเป็นเพราะความโกรธแค้น ไม่ใช่การยืนยันว่าเยี่ยนจ้าวเกอนั้นสังหารคน

เยี่ยจิ่งจ้องเยี่ยนจ้าวเกออย่างไม่ลดละ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองว่า “หากไม่ใช่เพราะถูกเจ้าล่อลวง อวี้เสาจะไม่ไปกับข้าได้เช่นไร!”

เยี่ยนจ้าวเกอก้าวไปตรงหน้าของอีกฝ่าย แล้วก้มมองเขา “ไม่ไปกับเจ้า ก็เลยไม่มีทางจะให้นางไปกับข้าอย่างนั้นหรือ?”

“ผู้ใดยืนอยู่ฝั่งเดียวกับเจ้า ก็เป็นศัตรูของข้า!” เยี่ยจิ่งเปล่งเสียงฮึดฮัด ดวงตาทั้งสองแดงก่ำ สติและความรู้สึกตัวเลือนหายไปอีกครั้ง

ครั้นได้ยินดังนั้น เยี่ยนจ้าวเกอก็มองเยี่ยจิ่งอีก ทว่าน้ำเสียงของเขาสงบนิ่งนัก พอจะทำให้ผู้คนรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงกระดูก “เยี่ยม เช่นนั้นเจ้าก็เตรียมชดใช้ให้ศิษย์น้องหลินด้วยชีวิตเถอะ”

“เจ้าไม่มีสิทธิ์เอ่ยถึงนาง หากตอนนั้นไม่ใช่เพราะเจ้า ทุกสิ่งในตอนนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น!” เยี่ยจิ่งตะโกนด้วยความโกรธ

ชายหนุ่มกลับไม่ได้สนใจเขาอีก เพียงแต่มองไปที่เหยียนซวี่แทน “เยี่ยจิ่งใช้วิชาฝ่ามือดุสิตไม่เป็นหรอก”

“ถึงแม้ว่าวิชาที่เขาฝึกอยู่ในตอนนี้จะแปลกประหลาดมาก และพลังที่ได้มาจะมีพลังเพลิงอยู่ด้วยก็ตาม แต่นั่นก็แตกต่างจากฝ่ามือดุสิต”

“ท่านผู้อาวุโสเหยียน ในฐานะที่ท่านเป็นผู้พบศพศิษย์น้องหลินเป็นคนแรก ข้าจึงอยากขอคำแนะนำว่า รอยแผลฝ่ามือดุสิตบนร่างของศิษย์น้องหลินเป็นฝีมือของผู้ใด”

สายตาของสือเถี่ยก็มองไปที่เหยียนซวี่เช่นเดียวกัน

หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอและสือเถี่ยจดจ้องอยู่ครู่หนึ่ง เหยียนซวี่ก็ช้อนสายตาขึ้นมองพวกเขา แววตานิ่งสงบยิ่ง “เป็นฝีมือข้าเอง”

เขากล่าวอย่างช้าๆ ว่า “การแย่งชิงของท่านผู้อาวุโสเยี่ยนกับท่านผู้อาวุโสฟางนับวันยิ่งดุเดือดมากยิ่งขึ้น ข้าเกิดผีสิงเข้าชั่วขณะหนึ่ง จึงคิดใช้เยี่ยนจ้าวเกอโจมตีท่านผู้อาวุโสเยี่ยน”

“หากความผิดของเยี่ยนจ้าวเกอเป็นความจริง นอกจากท่านผู้อาวุโสเยี่ยนจะขายหน้าแล้ว ยังเสียชื่อเสียงเพราะการเลี้ยงบุตรไม่เป็นอีกด้วย”

“คนเช่นนี้จะสามารถรับช่วงตำแหน่งเจ้าสำนักได้อย่างไร”

เหยียนซวี่พูดอย่างสงบต่อไปว่า “และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ความรู้สึกของท่านเจ้าสำนัก ท่านผู้อาวุโสสือ รวมถึงยอดฝีมือระดับสูงของสำนักที่มีต่อสองพ่อลูกตระกูลเยี่ยน ก็จะยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก”

“เส้นทางการขึ้นครองตำแหน่งของท่านผู้อาวุโสฟางก็จะราบรื่นขึ้นมาก”

“บำเหน็จรางวัลในภายหลัง ข้าก็จะได้รับประโยชน์ไม่น้อยเช่นกัน”

“นี่คือความโลภอันนำมาซึ่งการทำร้าย เป็นความผิดประการแรก”

“นอกจากนั้นแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอผู้ซึ่งเป็นชนรุ่นหลัง ต่อปากต่อคำกับข้าอยู่หลายครั้ง ทำให้ข้าเก็บงำความโกรธเอาไว้เต็มท้อง หากไม่ปลดปล่อยก็อึดอัด จึงตั้งใจทำให้เขาตกที่นั่งลำบาก เพื่อสั่งสอนเขาสักหน่อย”

“นี่คือความโกรธที่ไม่ได้ดั่งใจนำมาซึ่งการทำร้าย เป็นความผิดประการที่สอง”

น้ำเสียงของเหยียนซวี่เรียบสงบไร้อารมณ์ “ข้าในฐานะที่เป็นผู้อาวุโสคุมการณ์ กลับกระทำความผิดมากมายนัก จึงยินดีออกจากตำแหน่ง แล้วกลับตำหนักอาญาไปรับโทษ”

“ไม่ว่าทางสำนักจะตัดสินโทษเช่นไร ข้าก็ล้วนไม่มีข้อคัดค้านใดๆ”

“บัดนี้ทางสำนักและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เป็นศัตรูกัน ข้าไม่กล้าทนอยู่ต่อที่ถังตะวันออกอีกต่อไป จึงขอความกรุณาให้ข้าเดินทางไปยังเกาะนภาใต้ที่ซึ่งมีการปะทะกันกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด เพื่อจับและสังหารศัตรู”

“หากได้นำชีวิตแก่เฒ่านี้ไปทิ้งไว้ที่นั่น ก็คงถือได้ว่าเป็นการชดใช้ในความผิดครั้งนี้ หวังว่าท่านผู้อาวุโสสือจะอนุญาต”

สือเถี่ยมองเขานิ่งๆ ไม่รับปากว่าอนุญาตหรือไม่ แม้กระทั่งไม่เอ่ยคำกล่าวใดออกมา

เยี่ยนจ้าวเกอมองเหยียนซวี่ แล้วเปิดปากถามขึ้นว่า “ท่านผู้อาวุโสเหยียน เท่านี้เองหรือขอรับ”

เหยียนซวี่กล่าวอย่างนิ่งเฉยว่า “ข้ายอมรับความผิดทุกอย่างต่อหน้าชนรุ่นหลังอย่างเจ้าแล้ว เสียหน้าจนไม่เหลือชิ้นดีเช่นนี้ แล้วยังจะมีสิ่งใดที่ต้องปิดบังอีกหรือ”

ชายหนุ่มแสยะยิ้ม แววตามีความเย็นเยียบอยู่บ้าง “ความสามารถในการหยิบจับเรื่องใหญ่ละทิ้งเรื่องเล็กของท่านผู้อาวุโสเหยียนนี่ ช่างเป็นสิ่งที่ข้าควรแก่การศึกษายิ่งนัก”

“แต่ว่าข้าอยากจะขอคำแนะนำจากท่านเสียหน่อย ร่องรอยของข้าและพวกท่านผู้อาวุโสสวี เหตุใดจึงตกไปอยู่ในมือของพวกสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้หรือ”

สีหน้าของเหยียนซวี่ไม่เปลี่ยนไป “ข้าเองก็สงสัยในจุดนี้มากเช่นกัน”

เขามองเยี่ยนจ้าวเกอ “เจ้ากำลังจะสื่อว่าข้าจงใจเปิดเผยกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ วางแผนยืมมือคนอื่นสังหารเจ้าย่างนั้นหรือ”

“ข้ายอมรับว่าเรื่องของเจ้า ข้าก็ใจแคบไปอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่คิดจะเอาชีวิตของเจ้าหรอกนะ ข้าไม่มีเหตุผลที่ต้องทำเช่นนั้น”

“ส่วนการที่ข้ามาปรากฎตัวที่นี่ เมื่อครู่ก็ได้กล่าวไปแล้ว ว่ารีบมาเพื่อเป็นกำลังเสริม”

เหยียนซวี่มองเยี่ยนจ้าวเกอ “การที่เจ้าบอกว่าข้าจ้องจะทำร้ายชีวิตของเจ้า นี่เป็นกล่าวอ้างใส่ร้ายให้โทษกับข้าจริงๆ”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเยาะ “หลักฐานแน่ชัดมัดตัว ไม่สามารถปฏิเสธได้ถึงจะเป็นเรื่องจริง”

สือเถี่ยมองเหยียนซวี่ พลางส่ายหัวไปมาช้าๆ “ท่านผู้อาวุโสเหยียน เห็นข้าปรากฏตัวที่นี่ ท่านยังจะหวังพึ่งโชคอีกหรือ”

สีหน้าของเหยียนซวี่ไม่เปลี่ยนไป ทว่ากลับรู้สึกหนักใจยิ่งนัก

สือเถี่ยเองก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีกเช่นกัน เพียงแต่นำทุกคนลอดผ่านเมฆหมอก บินผ่านแผ่นดินอันกว้างใหญ่ ไม่นานนักก็มาถึงสวนแห่งหนึ่ง จากนั้นก็ลงไปเบื้องล่าง

เมื่อเห็นสวนแห่งนี้ สีหน้าของเหยียนซวี่ก็พลันสลดเล็กน้อยทันที

ด้านนอกสวนมีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ ซึ่งเป็นชายชราที่ดูมีกำลังวังชา

ซึ่งนั่นก็คือผู้อาวุโสฝ่ายอาญาแห่งเกาะตะวันออก ที่เมื่อครึ่งปีก่อนมาเยือนถังตะวันออกเพราะเรื่องของเยี่ยนจ้าวเกอ

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญาก้มลงคำนับสือเถี่ยครั้งหนึ่ง “ท่านผู้อาวุโสระดับหนึ่ง ในตอนที่พวกเรามาถึง อีกฝ่ายกำลังจะฆ่าปิดปาก มีสองคนที่ไม่สามารถช่วยชีวิตเอาไว้ได้ขอรับ”

“แต่คนอื่นๆ สามารถควบคุมเอาไว้ได้ทั้งหมดแล้ว หลังจากไต่สวนเบื้องต้น ก็พอจะยืนยันได้แล้วว่าเหยียนซวี่มีความผิดฐานคบค้าสมาคมกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ และเปิดเผยร่องรอยของศิษย์สำนักเราขอรับ”

เมื่อสือเถี่ยลอยตัวลงถึงพื้น เขาก็หันกลับไปมองเหยียนซวี่ “ตอนนี้ เจ้ายังมีอะไรพูดอีกหรือไม่”
บทที่ 93
เหยียนซวี่ไม่สามารถติดต่อกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้ด้วยตนเองแน่นอน

มิเช่นนั้นจะเป็นการทิ้งจุดบกพร่องเอาไว้ที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้น แล้วในภายหลังเขาจะอยู่ที่เขากว่างเฉิงต่อไปได้อย่างไร

ถึงแม้ว่าฐานะจอมยุทธ์ระดับมหาปรมาจารย์ จะเป็นทุนเดิมที่ใหญ่ที่สุดของเหยียนซวี่

โดยที่ก่อนหน้านี้ยังคงเป็นฝ่ายคุมการณ์ จึงรับรู้ข่าวสารที่มีประโยชน์อยู่ไม่น้อย

ทว่าหากไม่ถึงจุดที่จำเป็นจริงๆ เหยียนซวี่ก็ไม่ได้อยากจะทรยศสำนัก ไปขอการคุ้มครองจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งต้องละทิ้งรากฐานทุกอย่างของตนไป ทรัพย์สินสมบัติและเส้นสายคนรู้จักก็ต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น

เมื่อถึงสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แล้ว ในฐานะของผู้ขออาศัยจากภายนอก ต่อให้อีกฝ่ายจะดูแลเขาอย่างดีเพื่อแสดงความจริงใจ ทว่าเขาก็ไม่มีหวังที่จะเข้าถึงศูนย์กลางการสืบทอดได้จริงๆ

เพราะฉะนั้นการที่เหยียนซวี่จะส่งสารให้กับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ล้วนแล้วแต่ต้องผ่านกระบวนการมากมาย เพื่อหลบหลีกการตรวจสอบของอีกฝ่าย ที่ต่อให้ทางสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้รับข่าวสาร ก็ยากที่จะสืบสาวมาถึงตัวเขาได้

ดังนั้น การยืนยันกันซึ่งๆ หน้ากับผู้อาวุโสของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนนั้น เหยียนซวี่จึงไม่รู้สึกเป็นกังวลมากนัก

ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้ ในท้ายที่สุดก็เป็นคนสนิทของเหยียนซวี่เองที่เป็นผู้จัดการ

สวนแห่งนี้เป็นกิจการลับของเหยียนซวี่ ทว่าสุดท้ายก็หนีสายตาของสือเถี่ยไม่พ้นอยู่ดี

เหยียนซวี่เงยหน้าขึ้นบนท้องฟ้าพลางถอนหายใจยาว การปรากฏตัวขึ้นที่ถังตะวันออกอันเหนือความคาดหมายของสือเถี่ย เขาก็รู้สึกได้แล้วว่าครั้งนี้ยากที่จะถอนตัว ทว่าถึงอย่างไรก็ยังมีความหวังว่าจะมีความโชคดีโดยบังเอิญอยู่ จึงไม่คิดที่จะละทิ้งความหวังใดๆ ไป

ขอเพียงแค่ไม่ถูกสือเถี่ยสังหารเสียตรงนั้น และไม่ถูกจองจำเอาไว้ที่หุบเขาผนึกเวหา เขาก็ยังคงมีความหวังอยู่

หากความผิดเรื่องการติดต่อกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อที่จะยืมมือสังหารคนไม่สามารถยืนยันความจริงได้ ลำพังเพียงแค่ข้อหาใส่ร้ายป้ายสีให้เยี่ยนจ้าวเกอ เนื่องจากการแก่งแย่งชิงดีกันภายในสำนัก ความผิดนี้เขายังพอรับไหว

แม้ว่าเขาจะถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้อาวุโสคุมการณ์อย่างแน่นอน แต่ยังมีโอกาสที่จะได้สร้างผลงานชดใช้ในสนามรบเกินกว่าครึ่ง

ในตอนนั้นเขาก็คงมีโอกาสที่จะหนีออกไปได้

การที่จะผงาดกลับขึ้นมาที่เขากว่างเฉิงนั้น เขาไม่ได้ตั้งความหวังอีกแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะทำได้เพียงทรยศสำนัก แล้วหนีไปอยู่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นแล้วจริงๆ

ทว่าบัดนี้ความหวังล้วนถูกดับสิ้นไปหมดแล้ว

เหยียนซวี่มองไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ แววตามืดมนนัก จนถึงตอนนี้แล้วเขาจะยังไม่รู้อีกได้อย่างไร ว่าการปรากฏตัวเหนือความคาดหมายของสือเถี่ย จะต้องเป็นแผนของเยี่ยนจ้าวเกออย่างแน่นอน

ขณะเดียวกันกับตอนที่เขาจ้องมองเยี่ยนจ้าวเกอ อีกฝ่ายก็กำลังจ้องมองเขาอยู่เช่นกัน!

จงใจขุดหลุมลึกเอาไว้ รอให้ตัวเขากระโดดลงไป ตกลงไปชนิดที่ไม่สามารถลุกขึ้นมาใหม่ได้อีกตลอดกาล!

สือเถี่ยมองเหยียนซวี่ “ข้าก็ไม่เข้าใจ เหตุใดเจ้าจึงต้องการให้เยี่ยนจ้าวเกอถึงแก่ความตายให้ได้ และเพื่อการนี้แล้วยังต้องสละกระทั่งชีวิตของสวีชวนและพี่น้องร่วมสำนักคนอื่นๆ รวมถึงคนของอาณาจักรถังตะวันออกอีกด้วย”

“ความอดทนอดกลั้นของเจ้าช่างเล็กน้อยอะไรถึงเพียงนี้ ความคิดของเจ้าตื้นถึงเพียงนี้เชียวหรือ หรือว่ายังมีเรื่องอื่นซ่อนอยู่อีก?”

“ตอนนี้บอกข้ามาเถอะว่าเพราะเหตุใด”

“ในเวลานี้เจ้าคิดจะปิดบังสิ่งใดไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว”

สือเถี่ยจับจ้องเหยียนซวี่อย่างไม่วางตา เขาเงียบงันไปเล็กน้อย รู้สึกเพียงแค่ว่าลำคอแหบแห้ง

ขณะที่เยี่ยนจ้าวเกอมองเหยียนซวี่ จู่ๆ เขาก็ยิ้มขึ้นมา “ก่อนหน้านี้ข้าคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดท่านผู้อาวุโสเหยียนจึงต้องการให้ข้าถึงแก่ความตายให้ได้”

“แต่หลังจากที่ได้พบเจอกับเยี่ยจิ่งคราวนี้ เหมือนกับข้าจะพอเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว”

เหยียนซวี่ตกตะลึง เขาเพียงแค่จะใช้เยี่ยจิ่งเป็นเหมือนดาบก็เท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจตนาโดยส่วนตัวของตัวเขาเลยสักนิด

เมื่อได้ยินเยี่ยนจ้าวเกอพูดเช่นนี้ในขณะนี้ ภายในใจของเหยียนซวี่ก็พลันเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา

สือเถี่ยพาเยี่ยจิ่งมาด้วยกัน บัดนี้เขาถูกคุมตัวเองไว้ จะขยับก็ไม่ได้ จะพูดก็พูดไม่ได้ ทำได้เพียงจับจ้องคนของเขากว่างเฉิงด้วยใบหน้าที่โกรธแค้นเท่านั้น

บัดนี้ได้ยินว่าตนมีส่วนข้องเกี่ยวกับเหยียนซวี่ ต่อให้เขาจะสติเลอะเลือนถึงเพียงใด ก็ยังรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล จึงหันมองไปทางเหยียนซวี่ทันที

สือเถี่ยเองก็รู้สึกเหนือความคาดหมายเช่นเดียวกัน

สำหรับเหยียนซวี่แล้ว การที่จะกล่าวว่าพบเยี่ยจิ่งหมดสติอยู่ข้างทางโดยบังเอิญนั้น วิธีการพูดเช่นนี้ สือเถี่ยต้องเกิดข้อสงสัยอย่างแน่นอนอยู่แล้ว

กระนั้นเขาก็ไม่ได้คิดว่าเหยียนซวี่จะคิดเอาชีวิตของเยี่ยนจ้าวเกอ เพื่อช่วยเยี่ยจิ่งแก้แค้นแต่อย่างใด

ชั่วขณะหนึ่ง ความสนใจของทุกๆ คนก็ตกไปอยู่ที่ร่างของเยี่ยนจ้าวเกอ

แม้จะถูกทุกคนจดจ้อง ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่ได้ร้อนรน “จากพิธีโลหิตจิตหวนเวลาเมื่อสักครู่ ทุกท่านคงจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในหุบเหวปราการมังกรแล้ว”

“ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ร่างกายของเยี่ยจิ่งเหลวแหลก พังพินาศจนสิ้นภายในหุบเหวปราการมังกร”

“บัดนี้ได้รับการสร้างร่างกายขึ้นมาใหม่ แน่นอนว่าวิชาวรยุทธ์เช่นนี้ ไม่ใช่วิชาทั่วไปจะสามารถเทียบเทียมได้”

ทุกคนต่างผงกศีรษะพร้อมๆ กัน ร่างกายแหลกละเอียดเป็นผุยผงเหลือเพียงแค่วิญญาณ ทว่ากลับสามารถสร้างร่างกายขึ้นมาใหม่ได้ วิชาเช่นนี้ช่างแปลกประหลาดและน่าสงสัยเสียจริงๆ

เยี่ยนจ้าวเกอเดินไปยังตรงหน้าของเยี่ยจิ่งอีกครั้ง แล้วมองเขา “ทุกสิ่งอย่างล้วนมาจากแหวนวงนั้นของเขา ที่จู่ๆ ก็พลันระเบิดแสงอันแปลกประหลาดนั้นออกมา”

“ตอนที่อยู่ในหุบเหวปราการมังกร ข้ารู้สึกประหลาดใจ แต่ท้ายที่สุดก็ยังไม่เข้าใจ จึงไม่ได้คิดอะไรต่อให้มากนัก”

“แต่ตอนนี้ได้เจอกับเยี่ยจิ่งที่เกิดใหม่ด้วยตาตนเอง ความสงสัยภายในใจก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ”

ชายหนุ่มหันกลับไปมองสือเถี่ย “ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ ท่านเคยสัมผัสกับยอดฝีมือของบรรดาปีศาจอัคคีด้วยตัวท่านเอง มีความรู้สึกคุ้นตาบ้างหรือไม่ขอรับ”

เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอกล่าวคำพูดนี้ออกมา ทุกคนต่างก็ตกใจไปตามๆ กัน เหยียนซวี่ยิ่งสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ตะคอกด้วยความโมโหว่า“แม้ว่าวรยุทธ์วิชาของเยี่ยจิ่งจะสร้างกายแห่งวิญญาณเพลิงขึ้นมาใหม่ แต่ก็ไม่เหมือนกับร่างของปีศาจอัคคี!”

แววตาของสือเถี่ยกระตุกวูบเล็กน้อย ทว่าก็ผงกศีรษะ “มีจุดที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว”

คนอื่นๆ ก็ผงกศีรษะ หากเหมือนกับปีศาจอัคคีทั้งหมดจริง ก่อนหน้านี้พวกเขาคงไม่นิ่งนอนใจเช่นนี้แน่

เยี่ยนจ้าวเกอพูดว่า “ปีศาจอัคคีที่ทุกคนเคยชินในตอนนี้ จริงๆ แล้วไม่เป็นเช่นนั้น แต่ท่านอาจารย์ลุงใหญ่น่าจะทราบดี ว่าพวกเราโลกแปดพิภพมีการคาดการณ์ต่อที่มาของโลกปีศาจอัคคีอย่างไร”

สีหน้าของสือเถี่ยพลันเปลี่ยนแปลงไป แข็งทื่อแน่นิ่งราวกับหิน เป็นครั้งแรกที่สีหน้าของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก “จักรพรรดิปีศาจอัคคี?”

ชายหนุ่มพลันผงกศีรษะ “ไม่ผิดขอรับ จักรพรรดิปีศาจอัคคี หรือเรียกอีกชื่อว่าจักรพรรดิเพลิงนภา ยอดฝีมือในตำนานที่ชื่อเสียงเกรียงไกรไปทั่วหล้าก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ ทว่าหายไปหลังจากวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่”

“การคาดการณ์ที่มาของโลกปีศาจอัคคีของพวกเราโลกแปดพิภพในตอนนี้ แนวคิดหลักๆ ที่มีก็คือ นั่นเป็นสิ่งที่เกิดจากการสืบทอดของจักรพรรดิปีศาจอัคคีขอรับ”

“ก็เหมือนเช่นโลกแปดพิภพของพวกเรา ที่เกิดจากการสืบทอดโดยมีมรดกของยอดฝีมือที่เหลือเอาไว้ก่อนเกิดวิกฤตการณ์เป็นพื้นฐาน จากนั้นก็พัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “วรยุทธ์วิชาของสำนักเขากว่างเฉิงในปัจจุบันนี้ หรือจะเป็นสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ เมืองทะเลมรกต และดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นๆ กระทั่งขุมกำลังอื่นก็ตาม มักจะผ่านการพัฒนามานานหลายปี เมื่อเทียบกับตอนก่อนเกิดวิกฤตการณ์แล้ว ล้วนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล”

“การสืบทอดพลังของปีศาจอัคคี ก็ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลายาวนาน เทียบกับการสืบทอดวรยุทธ์สายตรงของจักรพรรดิปีศาจอัคคีแล้ว ก็ต้องมีความแตกต่างกันอย่างแน่นอน”

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญาแห่งเกาะตะวันออกที่ยืนอยู่ด้านข้าง ก็ได้สติคืนมาในตอนนี้เอง แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงหนักแน่นว่า “ความหมายของเจ้าก็คือ เยี่ยจิ่งได้รับการสืบทอดจากแหวนวงนั้น ซึ่งก็คือการสืบทอดสายหลักของจักรพรรดิปีศาจอัคคีอย่างนั้นหรือ!”

“อีกทั้งยังมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ โดยที่เป็นการสืบทอดที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย แล้วตอบรับว่า “นี่เป็นการคาดคะเนของข้าเพียงผู้เดียว ความจริงเป็นอย่างไร ก็ยังต้องรอการตรวจสอบพิสูจน์ก่อนขอรับ”

“นอกจากนี้แล้ว ตอนนี้เยี่ยจิ่งมีความเกี่ยวข้องกับโลกปีศาจอัคคีหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำให้ชัดเจนเช่นกัน”

ขณะที่เยี่ยนจ้าวเกอพูด เขาก็มองเหยียนซวี่แวบหนึ่ง เหมือนจะตั้งใจแต่ก็ไม่ได้ตั้งใจ “อีกทั้ง เหตุใดท่านผู้อาวุโสเหยียนจึงช่วยเหลือเยี่ยจิ่ง…”

คราวนี้สีหน้าของเหยียนซวี่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง พร้อมทั้งตะโกนด้วยความเดือดดาลว่า “เหลวไหลไร้สาระ!”

การต่อสู้ระหว่างเขากว่างเฉิงกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ดุเดือดมากแค่ไหน ต่อให้เป็นการเปิดศึกกันเต็มรูปแบบ ทว่าภายหลังก็ยังคงมีความเป็นไปได้ที่จะกลับมาสานสัมพันธไมตรีได้อีก

ทว่าปีศาจอัคคีเป็นศัตรูร่วมกันของโลกแปดพิภพ ไม่ว่าผู้ใดที่มีส่วนข้องเกี่ยวกับพวกมัน ล้วนแล้วแต่ไม่ลงเอยด้วยดีเป็นแน่

ปีศาจอัคคีสังหารชีวิตคนอื่นเป็นว่าเล่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจอมยุทธ์ที่ผ่านการฝึกฝนมาก่อน พวกมันชอบยิ่งนัก!

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม ทว่าไม่กล่าวสิ่งใด สือเถี่ยจึงพูดอย่างช้าๆ ว่า “ความข้องเกี่ยวระหว่างเยี่ยจิ่งกับเหยียนซวี่ยังคงตัดสินชี้ขาดไม่ได้ แต่การสืบทอดของเยี่ยจิ่งนั้น มีความเป็นไปได้ยิ่งนักที่จะมีความเกี่ยวพันกับจักรพรรดิปีศาจอัคคี”

คำพูดนี้ของสือเถี่ย ทำเอาคนอื่นๆ ต่างก็รู้สึกเย็นสะท้านภายในใจ

เขามองไปที่เยี่ยจิ่ง “ภาพเหตุการณ์ของพิธีโลหิตจิตหวนเวลาที่แสดงออกมา ตอนที่วิญญาณของเยี่ยจิ่งถูกแหวนวงนั้นเก็บรักษาเอาไว้ ลมปราณที่แข็งแกร่งอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ไหลออกมาจากในนั้น”

“ถึงแม้จะเป็นการมองภาพเหตุการณ์ผ่านพิธี ไม่ได้อยู่ในขณะที่เกิดเหตุด้วยตนเอง แต่ข้าก็รู้สึกได้ถึงความน่ากลัวและความแข็งแกร่งของลมปราณนั้น จนจินตนาการได้ว่าหากเยี่ยจิ่งอยู่ต่อหน้าข้าจริงๆ จะน่าประหวั่นพรั่นพรึงถึงเพียงใด”

สือเถี่ยกล่าวอย่างไม่ลังเลว่า “จากการเปรียบเทียบระหว่างการศึกษาทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ จักรพรรดิปีศาจอัคคีที่ตายอยู่ด้วยน้ำมือของท่านสะเทือนสวรรค์ในตอนนั้น ก็ยังไม่น่ากลัวถึงขนาดนี้! ”

สีหน้าท่าทางของทุกๆ คนต่างก็ดูเคร่งครึมจริงจังขึ้น จักรพรรดิปีศาจอัคคีในอดีตผู้นั้น นับว่าเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุด เท่าที่เคยปรากฏขึ้นในประวัติศาสตร์ของโลกปีศาจอัคคีแล้ว

หากยังน่าหวาดกลัวกว่ามันแล้วนั้น…

สีหน้าของเหยียนซวี่พลันซีดเขียว

ถึงสือเถี่ยจะไม่ได้ยอมรับเรื่องที่เยี่ยนจ้าวเกอเชื่อมโยงเขาและเยี่ยจิ่งเข้าด้วยกันก็ตาม ทว่าสถานการณ์ที่ดำเนินมาถึงตอนนี้ ก็ย่ำแย่กว่าผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดที่เขาคาดการณ์เอาไว้มาก!

จู่ๆ เหยียนซวี่ก็นึกถึงเหวินหนิงจือ คนสนิทของตนเองขึ้นมา

เยี่ยนจ้าวเกอมองเขา พลางเบะปากในใจ ‘ใส่ร้ายป้ายสีให้กับผู้อื่น เรื่องพรรค์นี้ข้าก็ทำเป็นเช่นกัน’
บทที่ 94
สือเถี่ยกล่าว “ตอนนี้ยังยากที่จะตัดสินชี้ขาดได้ว่าความจริงเป็นเช่นไร แต่เรื่องมีความข้องเกี่ยวกับปีศาจอัคคี ย่อมต้องตรวจสอบให้ละเอียด”

“เรื่องนี้สำคัญและเร่งด่วนยิ่งกว่าเรื่องของกลุ่มทำลายหุบเหวปราการมังกรนัก”

ในตอนที่ได้ชมพิธีโลหิตจิตหวนเวลาเมื่อครู่ สือเถี่ยก็รู้สึกตงิดใจอยู่ลึกๆ ถึงพลังปราณอันแข็งแกร่งที่แผ่ออกมาจากแหวนของเยี่ยจิ่ง

เพียงแต่เขาไม่ใช่คนที่จะด่วนสรุปอะไรง่ายๆ ดังนั้นจึงเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจเท่านั้น

ส่วนความผิดปกติของอเวจี แม้ทุกคนจะคอยเฝ้าระวัง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังไม่อันตรายถึงขั้นต้องให้ความสนใจเป็นอันดับแรก

ปีศาจอัคคีเป็นศัตรูเก่าที่สู้รบกับโลกแปดพิภพอย่างเอาเป็นเอาตายมาตลอดหลายปีมานี้ ถ้าหากว่าเยี่ยจิ่งได้รับการสืบทอดจากจักรพรรดิปีศาจอัคคีโดยบังเอิญก็แล้วไป

แต่ถ้าหากเขามีความสัมพันธ์กับโลกปีศาจอัคคีในขณะนี้ นั่นคงจะเป็นเรื่องที่ลำบากมาก

ตอนนี้สือเถี่ยยังคงไม่ได้ตัดสินเรื่องนี้ กระนั้นระดับความสำคัญของเรื่องนี้ ก็ยกระดับขึ้นภายในใจของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย

สีหน้าเหยียนซวี่หมองคล้ำกลายเป็นก้นหม้อ กัดฟันพูดว่า “เรื่องนี้ข้าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น!”

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยถามอย่างไม่ช้าไม่เร็วว่า “ถ้าเช่นนั้นข้าก็คิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะมีเหตุผลอะไรที่ท่านผู้อาวุโสเหยียนถึงต้องการให้ข้าถึงแก่ความตาย”

เหยียนซวี่เปล่งเสียงฮึดฮัด สีหน้าท่าทางคลุมเครือ

จุดสนใจของคนอื่นๆ แท้จริงแล้วยังคงอยู่ที่บนร่างของเยี่ยจิ่ง สายตาของทุกคนกำลังเพ่งพิจารณาเขาอยู่

บัดนี้เยี่ยจิ่งจึงอยู่ในสภาวะที่สับสน

มีสายตาของทุกคนจดจ้องเช่นนี้ ผู้ที่กำลังโกรธแค้นร้อนรนย่อมต้องไม่สบายเนื้อสบายตัวเป็นธรรมดา

เขาเข้าใจสถานการณ์ของโลกนี้จำกัดนัก ทว่าเกี่ยวข้องกับปีศาจอัคคีอย่างไร แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่รู้ชัดเจนอยู่แล้ว

บัดนี้ได้ยินว่าตนเองถูกผู้อื่นกล่าวหาว่าเป็นพวกเดียวกันกับปีศาจอัคคี จึงทั้งโกรธและตกใจ

เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอมองไป เขาพบว่าลายเพลิงทั่วทั้งร่างกายของเยี่ยจิ่งยิ่งเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ ราวกับทั้งร่างกายกำลังจะลุกไหม้ขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น

เยี่ยจิ่งตะคอกด้วยความโมโห “เยี่ยนจ้าวเกอ! ข้าตกอยู่ในกำมือของเจ้า หากเจ้ามีความสามารถพอ จะฆ่าจะแกงก็เข้ามาเลยสิ!”

“เพื่อที่จะให้มีชื่อเสียง ถึงขั้นต้องสร้างเรื่องใส่ร้ายข้าด้วยหรือ เจ้ามันชาติสุนัขกลับขาวเป็นดำ เปลี่ยนผิดเป็นถูก!”

เยี่ยนจ้าวเกอพูดอย่างใจเย็นว่า “ตอนนี้เจ้าเป็นปลาติดแห เป็นลูกไก่ในกำมือ จะจัดการเจ้าก็สมควรแล้ว ข้ายังจำเป็นต้องสร้างเรื่องใส่ร้ายเจ้าอีกหรือ”

“เจ้าเองอาจจะไม่รู้เรื่องด้วย แต่การจะตรวจสอบก็ไม่ใช่เรื่องยาก หลังจากนำเจ้ากลับสำนักแล้ว ให้ยอดฝีมือของสำนักศึกษาแหวนวงนั้นของเจ้า เพียงเท่านี้ก็มีบทสรุปแล้ว”

เขามองเยี่ยจิ่งอย่างสงบนิ่ง “อย่าหลงตัวเองนักเลย ข้ามีเรื่องอีกตั้งมากมายต้องทำ ไม่มีเวลามาสิ้นเปลืองกับเจ้าหรอก”

เยี่ยจิ่งยิ่งโมโหมากขึ้น ลายเพลิงบนร่างกายส่องสว่างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

หลังจากนั้นก็มีเปลวไฟของจริงลุกไหม้ขึ้นมา!

เขาอยู่ท่ามกลางเปลวไฟรอบด้าน พลางจ้องมองเยี่ยนจ้าวเกอ สือเถี่ย ผู้อาวุโสฝ่ายอาญาแห่งเกาะตะวันออก และคนอื่นๆ เขม็ง

“พวกคนของเขากว่างเฉิงล้วนเป็นพวกเดียวกันทั้งหมดดังคาด ร่วมกันปกป้องคนผิด!”

“จิตใจคนทั้งน่ากลัวและโหดเหี้ยม สังหารคนเป็นว่าเล่น พวกเจ้าดุร้ายอำมหิตเสียยิ่งกว่าปีศาจอัคคีเสียอีก!”

“ให้เข้าเป็นพวกเดียวกับคนเช่นพวกเจ้า สู้ไปอยู่กับปีศาจอัคคีเสียดีกว่า!”

เยี่ยจิ่งเงยศีรษะขึ้นฟ้าตะโกนอย่างบ้าคลั่ง บนมือของเขาปรากฏแสงสีแดงทรงกลมครอบบนนิ้วมือ ซึ่งนั่นก็คือแหวนสีแดงเข้มวงนั้น

แหวนระเบิดแสงอันเจิดจ้าออกมา ด้านหลังของเขาเกิดเงามายาขึ้นรางๆ

ท่ามกลางเงานั้น หินหลอมเหลวพวยพุ่งไปทั่วฟ้า และกระจายออกไปทั่วผืนพิภพ!

ประหนึ่งกับมียักษ์เพลิงที่น่าหวาดกลัวตนหนึ่งปรากฏอยู่ในนั้น

นี่ไม่ใช่ลมปราณอันแข็งแกร่งที่สามารถสร้างขึ้นจากพลังของเยี่ยจิ่งในตอนนี้ และแม้มันจะไหลออกมาขาดๆ หายๆ ทว่าก็ทำให้จิตใจก็ผู้คนสั่นสะเทือนได้

เยี่ยนจ้าวเกอมองภาพตรงหน้า ก่อนจะกลอกตาขาวมองครั้งหนึ่ง “…สมองของเจ้าถูกเผาจนเสียสติแล้วจริงๆ หรืออย่างไร”

สิ่งที่ไม่เหมือนกับภาพที่ฉายให้เห็นในพิธีโลหิตจิตหวนเวลาก่อนหน้านี้ ก็คือบัดนี้ทุกคนสามารถรับรู้และสัมผัสโดยตรง

บรรดาผู้คนรอบข้าง แม้แต่เหยียนซวี่ที่กำลังมองเยี่ยจิ่งอยู่ในตอนนี้ ล้วนรับรู้ได้ถึงพลังภายในเงามายานั่น และรู้สึกเชื่อการวิเคราะห์ของเยี่ยนจ้าวเกอก่อนหน้านี้ไปแล้วเจ็ดแปดส่วน

เหยียนซวี่มองแหวนสีแดงเข้มที่มือเยี่ยจิ่ง พลางกล่าวในใจว่า ‘ที่แท้ก็หลอมรวมเข้ากับร่างกายเขาไปแล้ว มิน่าที่ผ่านมาถึงไม่เคยเห็นเลย’

สือเถี่ยกล่าวอย่างเฉยเมยว่า “ถ้าให้พูดตามตรงแล้ว ความแข็งแกร่งที่สุดที่ข้าเคยพบเจอมาตลอดชีวิตนี้ จะทำลายโลกแปดพิภพนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย”

“แต่ตอนนี้แม้แต่เสี้ยววิญญาณก็ไม่นับว่าเป็น กระทั่งความคิดก็ไม่นับว่าใช่ เป็นเพียงลมปราณแค่เศษเสี้ยวเดียวเท่านั้น ยังไม่สามารถพลิกฟ้าได้”

สิ้นคำพูด สือเถี่ยก็ยื่นมือหนึ่งออกมา ในชั่วพริบตาเดียวฝ่ามือก็กลายเป็นผลึกแก้วใส มีแสงสีทองส่องสว่างจากภายในออกมาภายนอกประดุจเพชร

เขาฟาดฝ่ามือหนึ่งลงไป เยี่ยจิ่งกับเงานั่นก็ร้องตะโกนออกมาพร้อมกันด้วยความเจ็บปวดและความโกรธแค้น

แสงเพลิงทั่วร่างพลันมอดดับไป เยี่ยจิ่งถูกกดไว้กับพื้นอีกครั้ง ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ทำได้แค่เพียงจ้องเยี่ยนจ้าวเกอและสือเถี่ยตาเขม็งด้วยความไม่พอใจ

เมื่อสือเถี่ยกำลังจะกล่าวพูด สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเดินออกไปเพียงก้าวเดียวก็ถึงด้านนอกสวน

ภายนอกสวนแห่งนี้ ดวงอาทิตย์ที่เดิมทีเฉิดฉายอยู่กลางท้องฟ้า จู่ๆ ก็มืดลงไปถนัดตา

ท้องฟ้ามืดมน ราวกับเข้าสู่ยามวิกาลในชั่วพริบตานั้น

ท่ามกลางความมืด มีพระจันทร์ดวงหนึ่งปรากฏขึ้นรางๆ

แสงสีทองจากร่างกายที่เป็นแก้วของสือเถี่ย บัดนี้ราวกับแสงที่ไม่มีวันดับ ส่องแสงแข่งกับฝ่ายตรงข้าม

แสงสว่างกับความมืดมิดสลับกันไปมาบนท้องฟ้า ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมแพ้ เกิดเป็นคลื่นบ้าคลั่งขึ้นมา จนแทบจะพังทลายสวนและสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ด้านล่าง!

“จันทราในแสงรัตติกาล!” ผู้อาวุโสฝ่ายอาญาเปล่งเสียงฮึดฮัดหงุดหงิดใจ “ระดับวรยุทธ์เช่นนี้ แสงรัตติกาล หนึ่งในเจ็ดสุริยัน!”

เยี่ยนจ้าวเกอลูบคางของตนเอง “ข้าจำได้ว่าแสงรัตติกาลมีระดับวรยุทธ์ใกล้เคียงกับจรัสแสง ผู้เป็นผู้นำเจ็ดสุริยัน พลังความสามารถก็น่าจะจัดอยู่ในอันดับที่สองของทั้งเจ็ดคนกระมัง”

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญาผงกศีรษะ “ไม่ผิด แม้ว่าตำแหน่งต่ำจะกว่าจรัสแสง แต่พลังความสามารถกลับไม่ได้ด้อยไปกว่าแต่อย่างใด เป็นยอดฝีมือระดับสุดยอดของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย”

“อีกทั้งอย่างที่พวกเรารู้กัน ในบรรดาเจ็ดสุริยัน แสงรัตติกาลมักจะเป็นผู้ที่กระทำงานด้านมืด ปกติแล้วจะไม่ค่อยปรากฏตัว แต่จิตอาฆาตหนักมาก”

ชายหนุ่มพูดนิ่งๆ ว่า “ให้เกียรติข้าเสียจริง ไม่เสียเปล่าที่ข้าจัดการเซียวเซิง”

จันทราในแสงรัตติกาล วิชาพิเศษที่สุดในบรรดาวิชาเจ็ดวิชาสุริยะ มันสร้างสนามปราณอันเป็นเอกลักษณ์ขึ้น กลับดำเป็นขาว เปลี่ยนกลางวันเป็นกลางคืน

สภาพความเป็นจริงกลายเป็นภาพมายา ตะวันจันทราสลับสับเปลี่ยน อาศัยช่วงเวลาระหว่างวิชามายากับวิชาหมัด แสดงวิชาวรยุทธ์อื่นของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

บัดนี้มือที่ยื่นออกมาของแสงรัตติกาลราวกับมีพลังที่จะทำลายล้างโลก หากไม่ใช่เพราะสือเถี่ยคอยต้านทานเอาไว้ คนของเขากว่างเฉิงทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็คงถูกความมืดมิดกลืนกินไปแล้ว

“ราชสีห์เหล็กหรือ?” เสียงทุ้มต่ำสายหนึ่งดังออกมาจากความมืด

เมื่อเห็นแสงรัตติกาลถูกหยุดยั้งเอาไว้ ยอดฝีมือคนอื่นๆ ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดมืด ก็พุ่งเข้าหากลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอ

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญาแห่งเกาะตะวันออกและยอดฝีมือคนอื่นๆ แห่งเขากว่างเฉิง ต่างก็ลุกมารับหน้าและสู้กัน

ในตอนนี้เอง เหยียนซวี่ที่เดิมทีมีท่าทีจอมจำนนแล้ว จู่ๆ ก็พลันลุกพรวดขึ้น!

เขามองเยี่ยนจ้าวเกอแวบหนึ่งด้วยความคับแค้น แต่ก็ไม่ได้หยุดฝีเท้าแต่อย่างใด กลับหลีกหนีออกไปไกลด้วยความเร็ว

เยี่ยจิ่งที่อยู่อีกด้านก็หลุดออกจากพันธนาการเช่นกัน ทว่าเขากลับอยากจะไปหาเรื่องเยี่ยนจ้าวเกอมากกว่า ถึงกระนั้นท่ามกลางความมืดมิดในขณะนี้ เขากลับไม่สามารถแยกแยะตำแหน่งของเยี่ยนจ้าวเกอได้ จึงทำได้แค่เพียงส่งเสียงร้องตะโกนด้วยความคับแค้น แล้วหนีออกไปเช่นกัน

สือเถี่ยแค่นหัวเราะออกมาจากกลางอากาศ

ทันใดนั้น แสงสีทองของแก้วก็ส่องสว่างขึ้นในความมืด แล้วพลันโจมตีไปบนร่างของเหยียนซวี่

ร่างของเหยียนซวี่ที่กำลังวิ่งหนีอยู่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เลือดสีแดงสดพุ่งออกจากปาก

ทุกๆ รูขมขนทั่วร่างกายของเขามีโลหิตซึมออกมา ทั้งตัวเขาราวกับกลายเป็นมนุษย์โลหิตคนหนึ่ง

แม้ว่าสมาธิส่วนมากของสือเถี่ยจะอยู่ที่แสงรัตติกาลแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ทว่าเขาโจมตีเหยียนซวี่ครั้งนี้ ทำเอาเขาบาดเจ็บหนักจนเจียนตาย แต่ก็ยังคงฝืนเอาชีวิตรอดมาได้

เหยียนซวี่ไม่กล้าที่จะลังเลแม้แต่น้อย ยังคงกระเสือกกระสนหลีกหนีต่อไป

เยี่ยนจ้าวเกอส่งกระแสจิตไปหาสือเถี่ย ‘ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ ปล่อยให้ข้าจัดการ ข้าจะไปตามหาเขากับเยี่ยจิ่ง’

สือเถี่ยลังเลเล็กน้อย ‘หากอีกฝ่ายขัดขืน ก็สังหารตรงนั้นได้เลย’

‘ท่านอาจารย์ลุงใหญ่โปรดวางใจ’ เยี่ยนจ้าวเกอเคลื่อนตัวไปด้วยความเร็ว ใบหน้าเผยให้เห็นรอยยิ้มเย็น ‘อย่าคิดหนีแม้แต่คนเดียว!’
บทที่ 95
วิชาจันทราในแสงรัตติกาลของแสงรัตติกาลแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ บัดนี้ปกคลุมไปทั่วสารทิศ

ผู้คนที่อยู่ภายในอาณาเขตสนามพลังนี้ ต่างก็จะถูกวิชาจันทราในแสงรัตติกาลส่งผลกระทบ

ทว่าคู่ต่อสู้ของเขาก็ยังคงเป็นสือเถี่ย

การเผชิญหน้ากับยอดฝีมือเช่นนี้ แสงรัตติกาลก็จำเป็นต้องทุ่มพลังทั้งหมดเข้าสู้ ไม่สามารถจะเบนสมาธิไปสนใจสิ่งอื่นได้

ฉะนั้นอาณาเขตที่สนามพลังแสงรัตติกาลปกคลุมอยู่ ในตอนนี้จึงมีผลแค่บดบังการมองเห็นและก่อกวนประสาทสัมผัสเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำอันตรายอะไรกับคนอื่นๆ ของเขากว่างเฉิงได้

เยี่ยนจ้าวเกอทอดสายตามองไกลออกไป ทว่าเห็นเพียงความมืดมิดเบื้องหน้าเท่านั้น

ถึงกระนั้นสือเถี่ยทำให้เหยียนซวี่บาดเจ็บแล้ว แสงสีทองจากแก้วสายนั้นซึมเข้าสู่ร่างกาย ทำลายร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่อง

เหยียนซวี่ไม่สามารถขับมันออกจากร่างกายไปได้ ดังนั้นพลังของวิชากายเพชรของสือเถี่ย จึงส่งผลต่อภายในร่างกายของเขาตั้งแต่ต้น

แสงสีทองส่องทะลุออกมาจากภายในร่างกายของเหยียนซวี่ไม่หยุดหย่อน ราวกับว่าร่างกายของเขาสามารถเปล่งแสงได้อย่างไรอย่างนั้น นับเป็นการระบุตำแหน่งให้เยี่ยนจ้าวเกอได้อย่างดี

ส่วนเยี่ยจิ่ง แม้จะพยายามหนีสุดกำลัง ทว่าแสงเพลิงสีแดงทั่วร่างของเขาก็สว่างวาบ สะดุดตาท่ามกลางความมืดเป็นอย่างมากเช่นกัน

ทั้งสองคนเสมือนกับหิ่งห้อยในค่ำคืนอันมืดมิด ที่จะไม่เป็นจุดสนใจของคนอื่นก็คงยาก

และที่บังเอิญกว่านั้นก็คือ พวกเขาทั้งสองวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน อันเนื่องมาจากความร้อนใจจนปกปิดไม่มิด

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เยี่ยนจ้าวเกอจึงไม่จำเป็นต้องแยกกับอาหู่ แค่จับตามองเหยียนซวี่กับเยี่ยจิ่ง แล้วไล่ตามไปก็พอ

เหยียนซวี่ผู้ซึ่งเป็นมหาปรมาจารย์ ที่จริงแล้วน่าจะเคลื่อนไหวตัวได้คล่องแคล่วรวดเร็วเป็นพันลี้ แต่เพราะบาดเจ็บสาหัสจนเกือบจะตายจากการโจมตีของสือเถี่ย ทำให้วรยุทธ์ของเขาลดลงจนต่ำกว่าระดับมหาปรมาจารย์แล้ว

อาการบาดเจ็บก็ทำให้เขาวิ่งช้าลง

ทั้งสองฝ่ายหลีกหนีไล่ตามกัน จนในที่สุดก็หลุดพ้นจากอาณาเขตของวิชาจันทราในแสงรัตติกาล

และเมื่อได้เห็นท้องฟ้าและแสงตะวันอีกครั้ง เบื้องหน้าของเหยียนซวี่ก็สว่างไสว และทันทีที่ประสาทสัมผัสฟื้นกลับคืนมา เขาก็รู้สึกได้ถึงการไล่ล่าจากด้านหลัง

เห็นได้ชัดว่าเยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมแล้ว!

เมื่อลองคำนวณจากความเร็วของทั้งสองฝ่ายแล้ว เหยียนซวี่ก็ค้นพบด้วยความกลัดกลุ้มว่า หากยังวิ่งต่อไปเช่นนี้ ผลก็มีแต่จะถูกไล่ทันเท่านั้น

ดวงตาทั้งสองของเขาทอประกายเยือกเย็นและดุร้ายออกมา

เยี่ยนจ้าวเกอที่ไล่ตามอยู่ด้านหลัง เขาเห็นจู่ๆ เหยียนซวี่ก็หยุดฝีเท้าลง กลับหลังหันพุ่งเข้าหาตน!

สีหน้าอารมณ์ของเหยียนซวี่ดุร้ายอยู่บ้างเล็กน้อย “เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ในเมื่อเจ้ารนหาที่ตาย เช่นนั้นข้าก็จะสงเคราะห์เจ้าเอง!”

เยี่ยจิ่งเองก็อยู่บริเวณใกล้ๆ ด้วยความร้อนรนจึงทำให้เขารับรู้สภาพแวดล้อมโดยรอบได้ไม่ดีนัก

เขาพุ่งตัวออกไปข้างหน้าอีกระยะหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงตะโกนด้วยความโกรธ ครั้นเขาหันศีรษะกลับไปมอง ถึงได้สังเกตเห็นว่าเยี่ยนจ้าวเกอได้ไล่ตามมาถึงด้านหลังแล้ว

เมื่อเยี่ยจิ่งเห็นเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว ดวงตาทั้งสองข้างก็พลันแดงก่ำ เหยียนซวี่และคนอื่นๆ ไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาในทันที ภายในดวงตาคู่นั้นมีเพียงแต่เยี่ยนจ้าวเกอที่เขาเกลียดเข้ากระดูกดำเท่านั้น!

ท่ามกลางเสียงตะโกนอย่างบ้าคลั่ง เยี่ยจิ่งก็หยุดฝีเท้าลงในทันที แล้วกลับหลังหันพุ่งเข้าหาเยี่ยนจ้าวเกอเช่นกัน!

เยี่ยนจ้าวเกอมองเหยียนซวี่ที่กำลังเข้าใกล้ตนด้วยสีหน้าสงบนิ่ง จากนั้นเขายกมือขวาขึ้นแล้วสะบัดครั้งหนึ่ง แสงสีมรกตดุจมังกรก็แล่นออกไป

ท่ามกลางเสียงมังกรคำราม กระบี่วิญญาณมังกรมรกตก็วิ่งเข้าหาเหยียนซวี่

แม้อาการบาดเจ็บของอาหู่จะยังไม่หายสนิทดี แต่ก็เข้าช่วยเยี่ยนจ้าวเกอรับมือกับเหยียนซวี่และเยี่ยจิ่งที่หันกลับมาต่อสู้กับพวกเขาเช่นกัน

เหยียนซวี่ยิ้มเยือกเย็น “น้ำหน้าอย่างพวกเจ้าก็กล้าคิดมาไล่สังหารข้าหรือ”

“เยี่ยนจ้าวเกอ หลายวันมานี้หนทางของเจ้าช่างราบรื่นนัก ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำแล้วใช่หรือไม่”

ระหว่างที่กล่าว เหยียนซวี่ก็ลูบมือทั้งสองครั้งหนึ่ง แสงสลัวสายหนึ่งพลันส่องสว่างที่กลางฝ่ามือของเขา

ดาบสั้นทอประกายแสงสีฟ้าสลัวประจันเข้ากับกระบี่วิญญาณมังกรมรกตกลางอากาศ แล้วบังคับมันถอยกลับไป

พลังของดาบสั้นเปี่ยมล้นออกไปทั่วทั้งสี่ทิศประดุจกับคลื่นแสง อีกทั้งยังส่งเสียงหึ่งๆ ออกมาจากภายใน ราวกับว่ามีชีวิตเป็นของตนเองอย่างไรอย่างนั้น

ซึ่งนั่นก็คืออาวุธวิญญาณระดับกลางชิ้นหนึ่ง!

เหยียนซวี่จ้องเยี่ยนจ้าวเกอเขม็ง ภายในดวงตาทั้งสองแผ่ไอสังหารไปทั่วทุกทิศ “นิสัยกำเริบเสิบสานไม่อยู่กับที่อยู่ตลอดเวลาของเจ้า เจ้าคิดว่าเพราะเหตุใดเจ้าถึงมีชีวิตรอดมาได้ถึงวันนี้”

“หากไม่ใช่เพราะตระกูลของเจ้า ข้าจะขยี้เจ้าหรือฝังเจ้า มันก็อยู่แค่ที่ความต้องการของข้าก็เท่านั้น”

“ตอนนี้ ที่แห่งนี้ไม่มีเยี่ยนตี๋ บิดาของเจ้า และไม่มีสือเถี่ย ไม่มีมหาปรมาจารย์คนไหนสามารถปกป้องเจ้าได้แล้ว!”

แสงดาบในมือของเหยียนซวี่สว่างขึ้น “ถ้าทิ้งความหวาดกลัวที่มีต่อพ่อของเจ้าแล้ว ข้าจะฆ่าเจ้ามันก็ง่ายเหมือนบดขยี้มดตัวหนึ่งเท่านั้น!”

เมื่อแสงดาบสลัวๆ ส่องสว่างขึ้น ตะเกียงวังแปดทัศน์ลวงตาดวงหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศในพริบตา

แสงไฟเปล่งประกาย เกิดสภาพการณ์นับร้อยพันปกคลุมเยี่ยนจ้าวเกอเอาไว้

สีหน้าเยี่ยนจ้าวเกอยังคงเป็นเช่นปกติ เขากล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “ข้ามีชาติตระกูลอันโดดเด่น ซึ่งนำพาความสะดวกมาให้ข้ามากมาย แต่ไหนแต่ไรข้าก็ไม่เคยปฏิเสธ”

“ข้าพูดไม่ได้หรอกว่า ของพวกนั้นเป็นของบิดาข้า ไม่ใช่ของของข้า พอใช้แล้วจะรู้สึกไม่สบายใจ”

“ร่างกายข้าก็ล้วนได้มาจากบิดามารดา ทั้งร่างกายนี้ จะมีสิ่งใดอีกเล่าที่ไม่ได้มาจากบิดามารดา”

“บิดาข้ามีฝีมือความสามารถ สามารถให้สิ่งของกับข้าได้มากมาย สิ่งของเหล่านี้ก็เหมือนกับมือและเท้าของข้า ข้าก็ต้องใช้ให้คุ้มค่าแน่อยู่แล้ว”

เยี่ยนจ้าวเกอใช้มือซ้ายควบคุมกระบี่วิญญาณมังกรมรกต มันกลายรูปเป็นแสงสีมรกตโลดแล่นไปมากลางอากาศ “และที่สำคัญคือไม่ใช่ข้ายืมกำลังมาจากบ้านมามากมายเท่าไร”

“แต่เป็นเพราะข้ามีจุดเริ่มต้นที่สูงเช่นนี้ อนาคตจะสามารถไปได้สูงเท่าใด และจะตอบแทนบุญคุณคนในบ้านได้มากเท่าใดต่างหาก”

ชายหนุ่มมองเหยียนซวี่ด้วยรอยยิ้ม “นอกจากนี้ ท่านอยากจะสังหารข้า แต่ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ ดูเหมือนจะไม่ง่ายเช่นนั้นหรอกกระมัง”

เหยียนซวี่แค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง

อาการบาดเจ็บที่เกิดจากสือเถี่ยนั้นสาหัสมาก ไม่เพียงแต่ทำให้ระดับวรยุทธ์ของเขาตกลงไปหลายขั้น กระทั่งทำให้ดาบแสงคลื่นคราม อาวุธวิญญาณระดับกลางของตนไม่สามารถปลดปล่อยพลังออกมาได้ทั้งหมด

ยิ่งไปกว่านั้น ที่ได้รับบาดเจ็บไม่ได้มีเพียงแค่เขาคนเดียวเท่านั้น

บนคมดาบของดาบแสงคลื่นครามเกิดรอยร้าวเต็มไปหมด ทำให้ประกายดาบที่ไหลเวียนอยู่เบาบางลง

แม้กระทั่งคุณภาพก็ยังเทียบไม่ได้กับกระบี่วิญญาณมังกรมรกต ซึ่งเป็นอาวุธวิญญาณระดับล่างเลย!

และแล้วเหยียนซวี่ก็ค้นพบว่า อาการบาดเจ็บนี้ทำให้เขาไม่สามารถจัดการคู่ต่อสู้ที่อยู่เบื้องหน้าได้

เยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่จึงใช้รูปแบบการต่อสู้อันยืดเยื้อ ค่อยๆ ทรมานเขาอย่างช้าๆ

เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า อาการบาดเจ็บของเขาก็ยิ่งจะส่งผลกระทบกับพลังความสามารถของเขามากขึ้นเรื่อยๆ

เขาพูดว่า “ท่านเห็นข้าแล้วขวางหูขวางตา ข้าก็อยากจะช่วยบิดาข้าถอดตำแหน่งคุมการณ์ของท่านเช่นเดียวกัน”

“แต่เพราะเหตุใดท่านถึงอยากจะสังหารข้าอย่างนั้นหรือ เพียงเพราะข้าทำท่านขายหน้าครั้งแล้วครั้งเล่าหรือ”

การเคลื่อนไหวของเหยียนซวี่เชื่องช้าลงเล็กน้อย เขากล่าวว่า “เจ้าไม่จำเป็นต้องถามข้าหรอก”

“วันนี้เจ้าต้องตายสถานเดียว ดังนั้นข้าไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกับคนตายหรอก”

“หากวันนี้ข้าหนีไปไม่พ้น ข้าก็จะนำความลับลงโลงไปด้วย เจ้ากับเยี่ยนตี๋ก็ไปเดากันต่อเถอะ”

ดูเหมือนเขาจะพูดโดยที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทว่าพลังทั่วร่างกายของเขากลับพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว!

จู่ๆ บนใบหน้าของเหยียนซวี่ก็พลันเกิดแสงสีแดงราวกับไฟลุกโชนขึ้น!

วายุอัคคี พลังแห่งอัคคีภัย!

เหยียนซวี่ที่เดิมทีพลังค่อยๆ ลดลง ทว่าในระหว่างที่ปลุกเร้าปราณจิตราทั่วร่างกาย จู่ๆ เขาแข็งแกร่งขึ้น

เขาบังคับดาบแสงคลื่นครามในมือ แต่กลับไม่ใช่เพลงดาบที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงเฉกเช่นวิชาดาบวิญญาณแปดแฉกอีกแล้ว

ประกายดาบอ่อนๆ หลอมรวมกันกลางอากาศโดยฉับพลัน กลายรูปเป็นแสงสีดำสนิท

ปราณจิตราได้สร้างโลกมายาอันมืดมิดเงียบสงัดขึ้น

ในความมืดมิดมีแสงดวงดาวที่มีหางยาวส่องสว่างขึ้น สั่นสะท้านไปทั่วหล้า!

กลุ่มดวงดาวดิ่งลงไปที่เยี่ยนจ้าวเกอราวกับฝนดาวตก!

พลังทั้งร่างกายของเหยียนซวี่อยู่ที่ดาบเล่มนี้ ก่อนที่ระเบิดปะทุออกมาจนเป็นพลังที่น่ากลัว

ชั่วขณะหนึ่งเยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกเพียงว่าภาพทุกอย่างได้หายไปจากสายตาของเขา เหลือเพียงแค่ฝนดาวตกที่ตกลงมาเท่านั้น

แสงของดวงดาวเจิดจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และเข้ามาอยู่ในสายตาของตนอย่างรวดเร็ว

ปราณดาบน่าหวาดผวา ราวกับร่างกายถูกยึดให้อยู่กันที่ ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ทำได้เพียงแค่ยืนรับดาบนั้นของเหยียนซวี่นิ่งๆ

สีหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอยังคงเรียบนิ่ง จู่ๆ เขาก็กล่าวอย่างนิ่งเฉยว่า “ในใจของท่านมีความลับอยู่ ทำให้ท่านหวาดกลัว กลัวว่าพวกข้าบุตรบิดาจะรู้”

“ในตอนนั้นตระกูลเยี่ยนของข้าเกิดอุบัติเหตุขึ้น ระหว่างที่อพยพจากอัสนีพิภพมายังนภาพิภพ จนทำให้ผู้คนในตระกูลจำนวนมากประสบกับเคราะห์ร้าย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีท่านปู่กับท่านย่าของข้าอยู่ด้วย เรื่องนี้เกี่ยวพันกับท่าน จริงหรือไม่”

ประกายดาบฝนดาวตกที่ตกลงจากท้องฟ้าเหล่านั้น สั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ จนชะงักไปครู่หนึ่ง

จากนั้นมันก็ตกลงมาด้วยความเร็วที่เร็วกว่าเดิม จนถึงขั้นดูร้อนรนและบ้าคลั่ง!

แต่ในวินาทีนี้เอง เยี่ยนจ้าวเกอก็เคลื่อนไหว!