86-90

บทที่ 86
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หยวนเจิ้งเฟิง ปราชญ์เทียมนภา ผู้เป็นอาจารย์ปู่ของเยี่ยนจ้าวเกอก็ยังคงเป็นเพียงมหาปรมาจารย์เท่านั้น

ในบรรดาเหล่าผู้สืบทอดของสำนัก ผู้ที่โดดเด่นที่สุดสามคนถูกยกย่องว่าเป็นสามวีรบุรุษแห่งกว่างเฉิง ซึ่งก็คือ สือเถี่ย ‘ราชสีห์เหล็ก’ ผู้อาวุโสคุมตำหนักอาญา อาจารย์ลุงใหญ่ของเยี่ยนจ้าวเกอ

ฟางจุ่น ‘มังกรซ่อนเงื่อน’ ผู้อาวุโสของตำหนักปฏิบัติกิจ อาจารย์ลุงรองของเยี่ยนจ้าวเกอ

และเยี่ยนตี๋ บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอ ลูกศิษย์คนสุดท้ายของหยวนเจิ้งเฟิง ผู้อาวุโสของตำหนักสืบวิชากว่างเฉิงในปัจจุบัน

ทว่าหยวนเจิ้งเฟิงและบรรดาศิษย์ทั้งสี่คน รวมทั้งยอดฝีมือคนอื่นๆ ของเขากว่างเฉิงผู้อยู่ในระดับมหาปรมาจารย์ แท้จริงแล้วกลับมีพลังความสามารถเหนือยิ่งกว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เสียอีก

ต่อให้ตัดหยวนเจิ้งเฟิงออกไป เมื่อเทียบจอมยุทธ์ระดับมหาปรมาจารย์ของเขากว่างเฉิงกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แล้ว ก็ไม่น้อยหน้าไปกว่ากันแต่อย่างใด

แต่ก็ช่วยไม่ได้ เมื่อมีหวงกวงเลี่ย จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ปกครองอยู่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อยู่ และที่ยิ่งทำให้เขากว่างเฉิงเป็นกังวลในใจก็คือ หยวนเจิ้งเฟิงชราภาพมากแล้ว

ในสถานการณ์ปกติ จริงๆ แล้วหยวนเจิ้งเฟิงถือได้ว่าเป็นช่วงอายุที่รุ่งเรืองมากที่สุด ไม่ได้แก่ชราแต่อย่างใด

ถึงกระนั้นการที่เขาได้รับบาดเจ็บที่รากฐานในตอนนั้น ผลกระทบไม่ได้อยู่ที่จะสามารถสำเร็จขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่เท่านั้น เพราะอาการเจ็บปวดที่ยังคงอยู่ก็ส่งผลกระทบต่ออายุขัยของเขาด้วยเช่นกัน

ยิ่งเวลายืดเยื้อออกไปมากเท่าใด ความหวังที่หยวนเจิ้งเฟิงจะบรรลุขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น

ในบรรดายอดฝีมือคนอื่นๆ ของเขากว่างเฉิง ตัวของหยวนเจิ้งเฟิงเป็นความหวังสูงที่สุดในบรรดารุ่นอาวุโสแล้ว

และในรุ่นกลางที่มีเยี่ยนตี๋เป็นอันดับหนึ่งนั้น ก็มีคนคาดหวังว่าเขาจะสำเร็จเป็นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน

ทว่าเมื่อพวกเขาเทียบกับหยวนเจิ้งเฟิงแล้ว ก็ยังจำเป็นต้องใช้เวลาและประสบการณ์อีกมาก และสิ่งที่เขากว่างเฉิงขาดแคลนมากที่สุดในตอนนี้ก็คือเวลา

ด้านหนึ่งเป็นเพราะแรงกดดันจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ อีกด้านหนึ่งเป็นเพราะร่างกายของตน ทำให้ผู้นำสำนักเขากว่างเฉิง หยวนเจิ้งเฟิงไม่อาจกระทำการตัดสินใจเด็ดขาดได้

ในการเข้าฌานอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรลุระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ในระยะเวลาอันใกล้นี้ หากไม่ประสบความสำเร็จก็จะเป็นการพลีชีพ

สำหรับสถานการณ์ของสำนักนั้น ในฐานะบุตรชายของเยี่ยนตี๋ เยี่ยนจ้าวเกอเข้าใจอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง และรู้นั่ดว่าบัดนี้สิ่งที่เขากว่างเฉิงต้องการมากที่สุดคืออะไร

การที่ความรู้ของเยี่ยนจ้าวเกอมีเพียบพร้อม นั่นก็เนื่องมาจากเขาคอยพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ค้นหา ศึกษา ทดลอง เรียนรู้ แล้วจึงนำไปใช้ อีกทั้งนำหลักการมาปรับใช้กับสถานการณ์จริง

ซึ่งจะสร้างจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งขึ้นมาได้อย่างไรนั้น ขณะนี้เยี่ยนจ้าวเกอก็ยังอยู่ในช่วงศึกษาและทดลอง

จากขั้นบรรลุธรรมสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์ จะลำบากแสนเข็ญถึงเพียงใดกัน และต่อให้มีวิธี ทว่าสภาพการณ์ของโลกแปดพิภพในตอนนี้ อีกทั้งเงื่อนไขทางด้านสภาพแวดล้อมและทรัพยากรก็ยังยากนักที่จะเติมเต็มความต้องการได้

ถึงกระนั้นก็ต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุด

ตั้งแต่ที่เยี่ยนจ้าวเกอมาถึงโลกใบนี้ เขาทำความเข้าใจกับสภาพแวดล้อมที่ตนอาศัยอยู่จนชัดแจ้งแล้ว การศึกษาทดลองที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุดก็คืออาการบาดเจ็บเดิมของเจ้าสำนักหยวนเจิ้งเฟิง แม้กระทั่งต้องให้ความสำคัญมากกว่าเรื่องของเตาผนึกหินชั้นในและสิ่งอื่นๆ มากนัก เพียงแต่ระดับความยากของเรื่องนี้ก็มากกว่าเช่นกัน

หากทำได้สำเร็จ ไม่เพียงหยวนเจิ้งเฟิงจะรักษาแผลภายในที่ติดตัวมาเนิ่นนานสำเร็จ ทว่าการบรรลุระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ก็จะมีหวังมากยิ่งขึ้นเช่นกัน

การที่หวงกวงเลี่ยเข้าฌานอีกครั้ง สร้างความกดดันให้หยวนเจิ้งเฟิงอย่างยิ่งยวด และเขากว่างเฉิงจำเป็นต้องตัดสินใจเดินหน้าโดยเร็ว ไม่สามารถเล่นบทไหลตามน้ำต่อไปได้อีก

อาหู่เปิดปากพูดอยู่ข้างๆ ว่า “จะว่าไปแล้ว คุณชายจรัสแสงหวงเจี๋ยมักจะไม่ปรากฏตัว จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าเจ้าสำนักอาวุโสผู้นั้นจะเป็นคนอบรมบ่มเพาะเขาด้วยตนเอง”

สวีชวนได้ยินดังนั้นก็เผยรอยยิ้ม “ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่คิดว่าก็คงเป็นการชี้แนะง่ายๆ เท่านั้น หวงกวงเลี่ยไม่มีเวลาสอนใครตัวต่อตัวมากถึงเพียงนั้น”

เยี่ยนจ้าวเกอกลับหรี่ตาลง “คุณชายจรัสแสงหวงเจี๋ย…น่าสนใจนัก”

ทันใดนั้นเอง สวีชวนได้รับข่าวจากลูกน้อง สีหน้าของเขาเคร่งขรึมขึ้นในทันที

“นายน้อยเยี่ยน ที่ชายแดนมีการเคลื่อนไหวผิดปกติ ยอดฝีมือของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากกำลังเข้าไปในพื้นที่ของถังตะวันออก ระดับวรยุทธ์และจำนวนไม่แน่ชัด”

ผู้ถูกเรียกผงกศีรษะ “ปล่อยข่าวลวงเรื่องตำแหน่งของพวกเราออกไปสักหน่อย ดึงดูดความสนใจของฝ่ายตรงข้าม และรักษาการติดต่อกับทางสำนักเอาไว้ พวกเราจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นในการปกปิดร่องรอย”

สวีชวนกล่าวตอบว่า “ข้าเข้าใจแล้ว”

สายตาของเยี่ยนจ้าวเกอมองไปทางเมืองชมตะวัน เมืองหลวงของถังตะวันออกด้วยแววตาที่หม่นลง

ผู้คนเคลื่อนย้ายกันอย่างต่อเนื่อง ระหว่างนั้นก็ประสบเข้ากับคนลาดตระเวนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่นานนักก็หลุดออกมาจากวงล้อมสังหารได้

หลังจากที่เปลี่ยนสถานที่หลบซ่อนตัวอีกครั้ง เยี่ยนจ้าวเกอและคนอื่นๆ ก็ได้รับข่าวในทันที

จ้าวหยวน องค์ชายใหญ่แห่งถังตะวันออกถูกจอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ปิดล้อมเอาไว้แล้ว

บนใบหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอเผยสีหน้าที่เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “แม้ว่าท่านพี่จ้าวหยวนจะยังไม่ได้มีตำแหน่งเป็นองค์รัชทายาท แต่ในตอนนี้ก็ควรคว้าโอกาสแสดงความสามารถของตนเองออกมาท่านลุงจ้าวนำทัพออกรบข้างนอก เขาไม่ได้อยู่ที่เมืองชมตะวัน เหตุใดจึงหนีออกมาด้วยเล่า จะมอบโอกาสให้กับองค์ชายสามจ้าวเฉิงเปล่าๆ หรือไม่”

สวีชวนตอบกลับด้วยความกลัดกลุ้มอยู่บ้าง “ตอนที่จิ่นอ๋องและจ้าวซื่อเลี่ยถอนกำลังออกไป ได้ทำลายอักขระวิญญาณของค่ายกลชมตะวันตามทางอยู่หลายจุด มหาปรมาจารย์ของถังตะวันออกอีกคนหนึ่งจึงต้องคอยคุมการณ์ที่เมืองชมตะวัน ส่วนจ้าวหยวนและจ้าวเฉิงต่างก็รับพระราชโองการออกซ่อมแซมอักขระวิญญาณ”

เขามองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ พลางกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “ท่านผู้อาวุโสเหยียนสำนักเรา ก็พาจอมยุทธ์ของสำนักออกจากเมืองไปช่วยกำจัดกบฏที่เหลืออยู่ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และจ้าวซื่อเลี่ย เดิมทีคิดว่าปลอดภัยมาก แต่เพราะการสิ้นชีพของเซียวเซิง สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จึงเพิ่งกำลังพล”

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยถามว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วเหยียนซวี่เล่า เขาไม่สนใจหรือ”

สวีชวนพูดแห้งๆ ว่า “องค์ชายสามจ้าวเฉิงได้รับอันตรายไปเสียก่อน ผู้อาวุโสเหยียนจึงไปช่วยเหลือทางนั้นแล้ว เกรงว่าคงไม่สามารถไปช่วยองค์ชายใหญ่ได้ทันกาลในชั่วขณะหนึ่ง”

ชายหนุ่มหัวเราะแต่ไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะก้มศีรษะมองดูแผนที่ “ห่างจากพวกเราไม่ไกลนี่”

อีกฝ่ายขมวดคิ้ว พลางมองไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ “นายน้อยเยี่ยน พวกเรา…”

“หากมีกำลังพอ ก็ต้องช่วยเป็นธรรมดา” เยี่ยนจ้าวเกอดีดนิ้วครั้งหนึ่ง แล้วก้าวเท้านำหน้าไป

สวีชวนยิ้มอย่างบอกบุญไม่รับครั้งหนึ่ง “นายน้อยเยี่ยนท่านว่าอย่างไรก็ว่าตามกัน ถึงอย่างไรข้าแซ่สวีผู้นี้วันนี้ก็จะสละชีวิตเป็นเพื่อนคุณชาย”

กลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอเดินทางผ่านป่าผ่านเขา ไม่นานนักก็รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของพื้นดินที่อยู่เบื้องหน้า

อากาศที่อยู่ตรงหน้ามีความร้อนแผดเผาขึ้นมาเล็กน้อย คลื่นความร้อนดูท่าทางยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

“ลักษณะเด่นของวรยุทธ์วิชาสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์” เยี่ยนจ้าวเกอและคนอื่นๆ ต่างก็เตรียมใจไว้บ้างแล้ว จึงเคลื่อนตัวออกไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องด้วยความเร็ว ก่อนจะพบว่าที่เชิงเขาไกลออกไปนั้น มีจอมยุทธ์ของทั้งสองฝ่ายกำลังปะทะกันอย่างดุเดือดดังคาด

หนึ่งในนั้นก็คือจอมยุทธ์ถังตะวันออก อันมีจ้าวหยวน องค์ชายใหญ่แห่งอาณาจักรถังตะวันออกเป็นผู้นำ

ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็แน่นอนว่าต้องเป็นจอมยุทธ์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

จอมยุทธ์จากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มีจำนวนคนมากกว่า ความสามารถส่วนตัวของแต่ละคนก็แข็งแกร่งกว่า ทำให้กลุ่มของจ้าวหยวนในขณะนี้อยู่ในจุดที่อันตรายจนน่าหวาดหวั่นใจมาก

เยี่ยนจ้าวเกอไม่รอช้า นำกลุ่มคนของสวีชวนบุกเข้าไปสังหารในสนามรบจากด้านข้าง

ช่วยคนประหนึ่งกับดับเพลิง เยี่ยนจ้าวเกอไม่ยั้งมือแม้สักนิด เขาโบกสะบัดกระบี่วิญญาณมังกรมรกตไปมา ชั่วพริบตาเดียวก็สังหารอีกฝ่ายจนแพ้ราบดั่งภูเขาถล่ม

กลุ่มคนของเขากว่างเฉิงมุ่งสังหารจนไปถึงเบื้องหน้าของจ้าวหยวน องค์ชายใหญ่แห่งถังตะวันออกผู้นี้จึงยิ้มเจื่อนกล่าวว่า “ได้ยินมาว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เพิ่มกำลังพล ข้าพยายามถอนกำลังกลับแล้ว แต่ไม่คาดคิดเลยว่าจะถูกดักไว้ได้เช่นนี้”

หลังจากได้ยินดังนั้น เยี่ยนจ้าวเกอก็คิดในใจ ‘หนทางที่ท่านพี่จะกลับเมืองชมตะวันเป็นเป้าหมายสำคัญที่อีกฝ่ายจะดักซุ่ม พวกท่านเลยปะทะกันซึ่งๆ หน้าเช่นนี้อย่างไรเล่า’

“ท่านพี่ ครั้งนี้ท่านติดร่างแหไปด้วยก็เพราะข้า จะกลับไปที่เมืองชมตะวันเป็นเรื่องยากนัก อย่างไรก็ไปที่อื่นกันก่อนเถอะ”

ขณะที่พูด คนของเขากว่างเฉิงและถังตะวันออกก็รวมตัวกัน ฝ่าวงล้อมที่สำนักศักดิ์สิทธิ์สร้างขึ้นออกไปด้านนอก

หลังจากที่สลัดทหารที่ตามล่ามาได้แล้ว ทั้งสองฝ่ายถึงมีเวลาว่างพูดคุยกัน จ้าวหยวนเดินพลางส่ายหน้า “จ้าวเกอ เจ้าสังหารเซียวเซิง ชื่อเสียงต้องลือเลื่องไปทั่วหล้า เพียงแต่เจ้าต้องระวังการแก้แค้นของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ให้ดีเช่นกัน”

‘ถูกข้าพาติดร่างแหไปด้วย ไม่ได้หมายถึงแค่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น…’ เยี่ยนจ้าวเกอคิดในใจ

ขณะที่เยี่ยนจ้าวเกอกำลังนึกคิดอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็รู้สึกหวั่นใจขึ้นมา

อาหู่ สวีชวน และปรมาจารย์เคียงนภาคนอื่นๆ ก็ทอดสายตามองออกไปยังที่ไกลออกไป

บริเวณนั้น มีดวงอาทิตย์สีทองดวงหนึ่งค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นระหว่างแนวเทือกเขาอย่างเชื่องช้า กลางพระอาทิตย์สีทองนั้นมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งค่อยๆ ชัดเจนขึ้นมา เป็นชายชราที่มีดวงตาข้างเดียวคนหนึ่ง เขาสวมชุดสีทอง ใบหน้าเหลี่ยม หูกาง

ยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์!
บทที่ 87
เยี่ยนจ้าวเกอช้อสายนตามองขึ้นไป เห็นเพียงชายชราตาเดียวผู้นั้นกำลังเหาะเหินเดินอากาศมาจากระหว่างแนวเขา

อีกฝ่ายมองลงมาด้านล่าง เขากวาดสายตามองไปรอบๆ สุดท้ายก็หยุดอยู่ที่เยี่ยนจ้าวเกอ “มาแล้วสินะ ดูสิว่าครั้งนี้เจ้าจะหนีไปที่ไหนได้อีก”

“เยี่ยนจ้าวเกอ เจ้าช่างใจกล้านัก”

“ครั้งแรกก็ช่วยศิษย์ทรยศสำนักข้าหลบหนี ตอนนี้ยังกล้าสังหารคนของสำนักข้าอีก”

“เจ้าต้องชดใช้ให้เซียวเซิงด้วยชีวิต!”

เมื่อถูกสายตาของอีกฝ่ายจดจ้อง ทั้งร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอก็ร้อนผ่าว เกิดความรู้สึกเหมือนกับอวัยวะภายในถูกเผาไหม้ ราวกับทั่วทั้งร่างกายติดไฟขึ้นมาเองอย่างไรอย่างนั้น

สีหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอยังคงราบเรียบเช่นเดิม “ความหมายของท่านก็คือ ให้ข้ายื่นคอออกไปให้เซียวเซิงฆ่าแต่โดยดีถึงจะถูกหรือขอรับ”

“เซียวเซิงจะฆ่าข้า ข้าก็เลยฆ่าเขา มันก็ง่ายแค่นี้แหละ”

ชายชราตาเดียวขมวดมุ่น นัยน์ตาฉายแววดุร้าย

ดูจากสีหน้าท่าทางของเขาแล้ว ราวกับว่าหากคนที่อยู่เบื้องหน้าไม่ใช่เยี่ยนจ้าวเกอที่เกิดในเขากว่างเฉิง เปลี่ยนเป็นจอมยุทธ์ที่เกิดในสำนักเล็กๆ คนอื่น ได้ตายในมือของคนในสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ถือว่าเป็นเกียรติแล้ว

อีกฝ่ายจดจ้องเยี่ยนจ้าวเกออย่างเย็นชา “โอ้ อย่างนั้นหรือ?”

“เช่นนั้นตอนนี้ข้าก็จะสังหารเจ้าเช่นกัน ดูสิว่าเจ้าจะทำอะไรได้บ้าง หรือเจ้าจะสังหารข้าได้หรือไม่”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มแต่ไม่พูดอะไร

ด้านหลังมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา “เจ้าสังหารเขาไม่ได้หรอก”

ท่ามกลางเมฆลมที่รุนแรง พลังสายที่แข็งแกร่งหนึ่งปรากฏขึ้น

เงาคนผู้หนึ่งลอยมากับอากาศ ขณะที่เพิ่งเอ่ยปากกล่าว ระยะห่างยังไกลมาก ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียง คนผู้นั้นก็เข้ามาใกล้แล้ว

เขาเป็นชายชราร่างกายผ่ายผอมคนหนึ่ง มือทั้งสองไพล่หลังเอาไว้ ฝีเท้าไม่ช้าแต่ก็ไม่เร็ว

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ท่านผู้อาวุโส ลำบากท่านแล้วขอรับ”

ชายชราโบกไม้โบกมือ “ไม่เป็นไร”

เขาไปถึงเบื้องหน้าของชายชราตาเดียว แล้วกล่าวอย่างเฉยเมยว่า “ข้าก็อยากจะดูเช่นกันว่าต่อหน้าข้า เจ้าจะสังหารศิษย์เขากว่างเฉิงของข้าอย่างไร”

เมื่อเห็นชายชราร่างผอมแห้งผู้นี้ปรากฏตัว สวีชวนก็รู้สึกโล่งอกทันที “ยอดฝีมือของสำนักเราที่มาสนับสนุนก็มาถึงแล้วเช่นกัน”

“นายน้อยเยี่ยนไม่ตกอยู่ในอันตรายง่ายๆ จริงด้วย การกระทำต่างๆ ต่างก็มีการคาดการณ์ตระเตรียมล่วงหน้าเอาไว้อย่างถี่ถ้วนแล้ว”

กองหนุนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่เข้ามาในอาณาจักรถังตะวันออกล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือ

หลังจากที่เขากว่างเฉิงได้รับข่าวว่าเยี่ยนจ้าวเกอเล่นงานเซียวเซิงจนสิ้นชีพ แน่นอนว่าก็ต้องไม่นิ่งดูดายอยู่เฉยๆ อย่างแน่นอน

เพียงแต่ว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องใช้เวลาในการโต้ตอบเช่นกัน

เมื่อเทียบกันแล้ว แม้ว่าถังตะวันออกจะอยู่ห่างออกไปไกล ทว่าอย่างไรก็ยังอยู่ในอาณาเขตของนภาพิภพ ยอดฝีมือของเขากว่างเฉิงจะให้การสนับสนุนย่อมง่ายกว่า

แต่สนามรบที่ใช้รบของทั้งสองฝ่ายในตอนนี้ช่างซับซ้อนนัก ยากที่จะแบ่งแยกฝั่งฝ่าย

จะตัดสินการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างแม่นยำ เพื่อยืนยันตำแหน่งของอีกฝ่าย ก็คงต้องดูอำนาจของแต่ละฝ่ายที่มีอยู่ในถังตะวันออกแล้ว

เมื่อมองจากมุมนี้แล้ว การที่จ้าวหยวนต้องประสบกับอันตราย และเยี่ยนจ้าวเกอถูกลอบทำร้าย อย่างน้อยเหยียนซวี่ก็ต้องรับผิดชอบฐานกระทำการไม่รอบคอบ ตรวจสอบศัตรูไม่ชัดเจนไว้หนึ่งกระทง

ภายในใจของสวีชวนรู้สึกหวาดหวั่นอยู่เล็กน้อย “เหยียนซวี่จงใจจริงๆ หรือ?”

“เขาบ้าไปแล้ว ต่อให้บ่ายเบี่ยงว่าเป็นเพียงความผิดพลาด แต่ก็ต้องรับผิดชอบส่วนหนึ่งเช่นกัน!”

ทว่าสิ่งที่ทำให้สวีชวนโล่งอกก็คือ เยี่ยนจ้าวเกอเตรียมการเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว การที่ตนเองเสี่ยงอันตรายดูนั้น ถือว่าเดิมพันถูกต้องแล้ว

ผู้อาวุโสสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนนั้น มองมหาปรมาจารย์เขากว่างเฉิงที่อยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วกล่าวอย่างเย็นชาว่า “เจ้ากับข้าก็มีระดับวรยุทธ์พอๆ กัน เจ้าจะปกป้องเขาได้หรือ”

ขณะที่เขากำลังกล่าวอยู่นั้น ก็ยกฝ่ามือหนึ่งขึ้น แสงอาทิตย์สีทองทั่วทั้งท้องฟ้าพลันถูกเก็บกลับคืนทั้งหมด รวมกันเป็นก้อนอยู่กลางฝ่ามือของเขา

จากนั้นเขาก็ตบฝ่ามือนั้นลง ราวกับยกพระอาทิตย์ดวงหนึ่งขึ้นแล้วเขวี้ยงลงไปยังเบื้องล่าง!

วิชาหัตถ์เทพกลางเวหาที่เขาเป็นผู้ใช้นั้น แข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าของมหาปรมาจารย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่เจอในหุบเขาวายุวิญญาณเสียอีก!

กลุ่มคนของจ้าวหยวนที่อยู่ในเหตุการณ์ ต่างก็รู้สึกเคร่งเครียดอยู่ภายในใจ

เป็นอย่างที่ชายตาเดียวกล่าวเอาไว้ การประมือของทั้งสองฝ่ายที่มีพลังความสามารถใกล้เคียงกัน ทว่าฝ่ายหนึ่งจะสังหารคน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งต้องการปกป้องคน

ฝ่ายที่ปกป้องก็ต้องอยู่ในตำแหน่งที่ด้อยกว่าเป็นแน่ อำนาจการรุกอยู่ในมือของศัตรูทั้งหมด

ถึงขั้นมีความเป็นไปได้ว่าเพราะภายในใจมุ่งแต่จะคุ้มกัน จึงทำให้ได้อย่างเสียอย่าง เมื่อตนเองเผยช่องโหว่ ก็จะถูกศัตรูฉวยโอกาสเข้าโจมตี ทำให้ตนเองตกอยู่ในอันตรายได้

เมื่อถึงตอนนั้นผู้คุ้มกันและผู้ถูกคุ้มกัน ต่างก็จะกลายเป็นเนื้อปลาบนเขียงของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งทำได้แค่เพียงโกรธแค้นเท่านั้น

ชายชราร่างผอมแห้งผู้นั้นกลับมีสีหน้านิ่งสงบ ไม่รีบไม่ร้อน “ในเมื่อข้ามาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ข้าย่อมมีความมั่นใจที่จะคุ้มกันศิษย์ในสำนักได้ด้วยตัวคนเดียวอยู่แล้ว”

ในขณะที่พูด กลางฝ่ามือทั้งสองของชายชราผอมแห้งคนนั้น ก็ปรากฏแสงสีทองอ่อนขึ้น

เงาฝ่ามือก็ค่อยๆ ขยายออกจนบดบังไปทั่วทั้งสี่ทิศ คลื่นแสงสีทองเคลื่อนสลับไปมาอยู่กลางอากาศ ราวกับจะเปลี่ยนรูปเป็นเชือกสีทองนับเส้นไม่ถ้วนผูกฟ้ามัดแผ่นดินไว้

หัตถ์เทพกลางเวหาของผู้อาวุโสสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ตกลงสู่เบื้องล่าง และถูกเชือกสีทองมากมายล้อมเอาไว้

อานุภาพของหัตถ์เทพที่ทั้งแข็งแกร่งและร้อนแรง อ่อนกำลังลงเพราะพลังของความอ่อนโยนอย่างต่อเนื่องในทันที ยากที่จะดิ้นหลุดได้

“ฝ่ามือม่านทอง?” คิ้วของชายชราตาเดียวพลันขมวดเป็นปมขึ้นมา

วรยุทธ์ที่อีกฝ่ายสำแดงออกมาก็คือ ฝ่ามือม่านทอง หนึ่งในยอดวิชาแปดพิภพ วิชาที่สืบทอดกันโดยตรงของเขากว่างเฉิง

เยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ด้านข้างเห็นเข้าก็พยักหน้า พลางกล่าวในใจว่า ‘ใกล้จะสมบูรณ์แล้ว’

เขาเคยเห็นผู้อาวุโสข่งใช้วิชานี้ในหุบเหวปราการมังกรก่อนหน้านี้ ครั้งนั้นน่าอัศจรรย์ใจยิ่งกว่าเพราะระดับวรยุทธ์ของผู้อาวุโสข่งสูงกว่า

หากวิเคราะห์แค่การสร้างฝ่ามือม่านทอง ชายชราร่างผอมแห้งที่อยู่เบื้องหน้านี้ ในระดับวรยุทธ์เดียวกันก็เรียกได้ว่าสุดยอดแล้ว

ชายชราผอมแห้งคนนั้นใช้ฝ่ามือม่านทองอย่างสบายกำลัง ร่างกายของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง ก่อนจะล่องลอยขึ้นไปไกลอย่างว่องไวดั่งสายลม

และนี่ก็คือวายุอัคคีหนึ่งในยอดวิชาแปดพิภพ

อัคคีปล่อยพลัง ส่วนวายุเคลื่อนไหว

ชายชราผอมแห้งปิดตายแม้กระทั่งหนทางการใช้วิชาสุริยันทะยานบูรพาของคู่ต่อสู้ ทำให้ผู้อาวุโสสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ

พลังความสามารถของอีกฝ่ายนั้นพอๆ กันกับเขา ทว่าวิธีการต่อสู้นุ่มนวลและยืดหยุ่นจนถึงที่สุด ทำให้เขาแม้มีกำลังแต่ก็ไม่สามารถใช้ได้

ทว่าผู้อาวุโสสำนักเขากว่างเฉิงผู้ผอมแห้งอยากจะเอาชนะเขาก็เป็นเรื่องยาก ซึ่งเขาเองก็ไม่สามารถทลายการป้องกันของฝ่ายตรงข้ามได้เช่นกัน

อย่าว่าแต่เอาชนะเลย ลำพังแค่คิดอยากจะจัดการกับกลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอ ในชั่วขณะหนึ่งก็ทำได้แค่เพียงจ้องตา

“จ้าวเกอ พวกเจ้าออกไปจากที่นี่ก่อน” ชายชราร่างผอมแห้งสกัดการโจมตีของอีกฝ่ายไปพลาง กล่าวอย่างเรียบเฉยไปพลาง

กลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอจึงถอยออกไปในทันที มหาปรมาจารย์ทั้งสองจึงเปิดฉากโจมตีกันอย่างเต็มกำลัง ลำพังแค่คลื่นพลังที่เหลืออยู่ก็สามารถทำลายล้างรอบด้านได้

ถึงกระนั้นเพิ่งจะออกมาได้ไม่ไกลนัก จู่ๆ เสียงดุดันสายหนึ่งก็ดังขึ้น สั่นสะเทือนจนหูแทบหนวก “ไปไม่ได้! ”

เมื่อได้ยินเสียงนี้ คิ้วของเยี่ยนจ้าวเกอก็พลันกระตุกทันที

“หานเซิ่ง เฒ่ามารหัวขวาน!”

“สถานการณ์เช่นนี้ในตอนนี้ เขายังกล้าโผล่หัวมาอีกหรือ”

ท่ามกลางหมอกดำที่หมุนวน ชายชราไว้หนวดเคราและผมยาวคนหนึ่งก็พลันปรากฏกายขึ้น

บรรยากาศรอบกายน่าหวาดผวา ไม่ด้อยไปกว่ามหาปรมาจารย์ทั้งสองที่กำลังประมือกันอยู่ในสนามตอนนี้เลยแม้แต่น้อย

ซึ่งนั่นก็คือหานเซิ่ง เฒ่ามารหัวขวานที่ปรากฏตัวขึ้นขณะที่อยู่ในหุบเหวปราการมังกร ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับเยี่ยจิ่ง

หลังจากเฒ่ามารหัวขวานปรากฏกายขึ้น เขาก็ทอดสายตามองไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ

เยี่ยนจ้าวเกอมองไป เห็นเพียงแต่แววตาของอีกฝ่าย ที่นอกจากความหุนหันพลันแล่นแล้ว ที่มีมากกว่าก็คือความละโมบและการสำรวจ

“เขาต้องการของบางอย่างที่อยู่กับตัวข้า” เยี่ยนจ้าวเกอคิดได้โดยพลัน ชั่วพริบตาเดียวก็เกิดการคาดเดาขึ้น

ไม่รอให้ได้ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน หานเซิ่งก็ตะโกนออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว จากนั้นยื่นฝ่ามือหนึ่งออกมา ปราณสีดำรวมตัวกันที่ฝ่ามือของเขาในทันที ก่อนจะกลายมือใหญ่ขนาดปิดฟ้าบังตะวัน ที่ตบลงไปบนศีรษะของเยี่ยนจ้าวเกอ

ชายชราร่างผอมแห้งก็พลันขมวดคิ้วขึ้นมา ใช้วิชาวายุอัคคี หมุนกายกลับมาดักอยู่เบื้องหน้าของหานเซิ่ง

ฝ่ามือม่านทองของเขากางออก คว้าเอาหานเซิ่งเข้าไปอยู่ในม่านด้วยในทันที

แต่ได้อย่างเสียอย่าง ความกดดันทางผู้อาวุโสสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อีกด้านหนึ่ง ก็เบาลงไปมากในพริบตา

เขาใช้วิชาสุริยันทะยานบูรพา ฝืนข้ามผ่านการสกัดกั้นจากฝ่ามือม่านทองของชายชราร่างผอมแห้ง แล้วพุ่งตรงไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ!

สวีชวนเห็นดังนั้นใจเต้น มองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยใบหน้าซีดขาว

“นายน้อยเยี่ยน อย่าบอกข้านะ ว่านี่ก็อยู่ในการคาดการณ์ของท่านเช่นกัน!”
บทที่ 88
ชายชราตาเดียวเคลื่อนไหวร่างกาย ใช้วิชาสุริยันทะยานบูรพา ราวกับดวงอาทิตย์ทะยานขึ้นทางทิศตะวันออก อันไม่อาจหยุดยั้งได้

ผู้อาวุโสเขากว่างเฉิงผู้นั้นต่อสู้หนึ่งต่อสอง เลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกหนุนซ้ายแคลนขวา ดูแลไม่ทั่วถึง

วิชาวายุอัคคีไม่สามารถช่วยเขาหยุดยั้งศัตรูเอาไว้ได้

ผู้อาวุโสสูดหายใจลึกครั้งหนึ่ง ใบหน้าที่ซูบผอมแห้งเหี่ยวพลันมีฝาดสีแดงระเรื่อขึ้นอย่างผิดหูผิดตา

ฉับพลันนั้นราวกลับเพลิงเดือดลุกโหมท้องฟ้า!

ร่างกายของชายชรายืนอยู่กลางอากาศ เพียงชั่วพริบตาเดียวร่างผอมเล็กก็ราวกับจะสูงใหญ่เสียดฟ้า

เขาดันฝ่ามือทั้งสองข้างออกไป ต้านหัตถ์เทพกลางเวหาของชายชราตาเดียว โจมตีอย่างหนักหน่วงโดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์!

เฒ่ามารหัวขวานเปล่งเสียงคำรามแสบแก้วหูออกมาครั้งหนึ่ง มือทั้งสองตั้งขึ้นมาดุจดาบยาว ฟาดฟันออกไปข้างหน้า ประหนึ่งกับถือขวานสองด้ามกวัดแกว่งฟาดฟัน

ลำแสงสีดำมากมายหลอมรวมกันเป็นขวานบินไร้ด้ามเป็นเล่มๆ โลดแล่นไปมาอยู่บนท้องฟ้าราวกับลมหมุน!

นั่นก็คือฝ่ามือขวานมาร ความสามารถเฉพาะตัวของหานเซิ่ง!

ทันทีที่เขาใช้วิชานี้ พลังที่ออกมาพลันก่อตัวเป็นลมหมุน รุนแรงแปลกประหลาด ประดุจขวานบินทำลายการป้องกันของอีกฝ่ายเป็นการเฉพาะ ขณะที่แสดงอานุภาพอย่างรุนแรงนั้น ก็ก่อให้เกิดภาพลวงยากจะคาดเดา ทำให้คนป้องกันไม่ถูก

วิชานี้ดูเหมือนแข็งกระด้างและรุนแรง ทว่าภายในกลับแฝงไปด้วยความเย็นเยียบดุร้ายเอาไว้ด้วย ประหนึ่งกับมีเทพมารปลดปล่อยคมขวานออกมา ทำให้ผู้คนได้รับบาดเจ็บโดยไม่รู้ตัว

ถึงแม้ว่าจะเป็นคนที่มีพลังความสามารถและระดับวรยุทธ์ใกล้เคียงกัน ทว่าหากไม่รู้พื้นฐาน ก็ต้องเสียเปรียบอย่างแน่นอน

ขวานบินแต่ละเล่มที่หมุนวนส่องแสงสีดำ บ้างก็วาดฟันเป็นเส้นโค้งที่แปลกประหลาด ผ่าพลังฝ่ามือม่านทองของผู้อาวุโสเขากว่างเฉิงจนแหวกออก บ้างก็ฝืนหมุนวนเพื่อตัดเชือกสีทองมากมายให้ขาดออก

หานเซิ่งถือโอกาสขณะที่ผู้อาวุโสเขากว่างเฉิงกับชายชราตาเดียวสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กำลังประมือกัน มุ่งไปยังกลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกออย่างมาดร้าย!

เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกเพียงว่าเบื้องหน้าเกิดแสงสีดำวูบวาบ ชั่วขณะหนึ่งภาพทิวทัศน์ราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

เสียงคำรามดังขึ้นที่ข้างหู เสียดแทงโสตประสาท ราวกับร่างกายติดอยู่ในอเวจีก็ไม่ปาน

อาหู่ สวีชวน และคนอื่นๆ ต่างก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ลงมือเช่นนี้ อย่าว่าแต่โจมตีโต้ตอบกลับไปเลย แม้แต่จะต้านทานหลบหลีกก็ยังไม่รู้ว่าจะทำได้เช่นไร

“นายน้อยเยี่ยน นี่ก็อยู่ในการคาดการณ์ของท่านด้วยใช่หรือไม่”

ครั้นฟังเสียงขมขื่นของสวีชวน เยี่ยนจ้าวเกอก็ลูบคางของตนเอง “พูดตามตรงนะ ไม่อยู่”

เมื่อเห็นสวีชวนที่ยิ้มบอกบุญไม่รับอยู่เรื่อยๆ เยี่ยนจ้าวเกอก็ยิ้มพลางส่ายหัว “เฒ่ามารหัวขวานนั่น นับว่าเขาอยู่นอกเหนือการคาดการณ์ของข้า”

“หากพูดตามหลักแล้ว ในสถานการณ์ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามแห่งกำลังแก่งแย่งชิงดีกันเช่นนี้ หากเขากับหัวหน้าค่ายซื่อหลิงฉลาดมากพอ ก็ไม่ควรเข้ามาผสมโรงด้วย”

“ดังนั้นการปรากฏตัวขึ้นของเขา ข้าจึงมีความยินดีมากกว่าที่จะเรียกว่าแปลกใจ”

สวีชวนชะงัก เยี่ยนจ้าวเกอจึงกล่าวอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่า “เพื่อที่จะแก้แค้นให้กับเยี่ยจิ่งพี่น้องร่วมสาบานนั้น หานเซิ่งจึงมาแก้แค้นข้าอย่างนั้นหรือ ไปหลอกเด็กเสียเถอะ”

“เขาอยากได้ของบางอย่างจากตัวข้าต่างหากเล่า เหตุผลยังไม่ชัดเจนนัก ทว่านี่ก็หมายความว่าสิ่งของที่อยู่กับข้าสำคัญยิ่งนัก”

ขณะนี้ขวานขนาดยักษ์สีดำ กำลังหมุนวนเข้ามาประชิดอยู่เบื้องหน้าแล้ว

ทุกๆ คมขวานขนาดยักษ์มองไปแล้วยังมีขนาดใหญ่กว่าห้องทั่วไปนัก ซึ่งกำลังหมุนวนอยู่ ราวกับกำลังหั่นผืนฟ้าและผืนแผ่นดินอยู่!

สีหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอยังคงเรียบเฉย เขาดีดนิ้วครั้งหนึ่ง “ของสิ่งนั้นสำคัญกว่าที่ตัวข้ารู้ก่อนหน้านี้ และมีความลับที่ก่อนหน้านี้ข้าไม่รู้”

“ท่านว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจหรือ?”

ยังไม่ทันสิ้นเสียง ลมเมฆก็พลันเปลี่ยนไป

บนท้องฟ้าเหนือศีรษะของทุกคน จู่ๆ ลมเมฆทั่วทั้งท้องฟ้าก็พลันรวมตัวกัน และเปลี่ยนเป็นสีทอง

กลางชั้นเมฆสีทองประหนึ่งกับเกิดน้ำวนขนาดมหึมาขึ้น ภายในน้ำวนลมเมฆหลอมรวมกันเป็นรูปฝ่าเท้าขนาดยักษ์ข้างหนึ่ง กำลังร่วงลงมาจากท้องฟ้า!

ฝ่าเท้านั่นใหญ่ยักษ์เช่นนี้ บดบังฟ้าและตะวัน ราวกับจิตวิญญาณเทพขนาดใหญ่อย่างไรอย่างนั้น

ในขณะที่เท้าขนาดยักษ์ตกลงมา ดินฟ้าอากาศทั่วทุกทิศราวกับถูกหยุดนิ่งเอาไว้ ลมไม่พัด เมฆไม่เคลื่อน แม้กระทั่งแสงอาทิตย์ก็เหมือนกับจะเปลี่ยนรูปเป็นผลึกแก้วที่มีรูปร่าง

ทว่าด้านนอกไกลออกไปร้อยลี้ กลับมีคลื่นสูงระฟ้าก่อตัวขึ้น ขยายออกไปสี่ทิศแปดทางอย่างต่อเนื่อง แม้แต่หินผายอดเขาต่างก็ถล่มทลายลงมา

เท้าสีทองขนาดยักษ์ยังไม่ได้เหยียบลงมาอย่างสิ้นเชิง ทว่าขวานขนาดยักษ์แหวกฟ้าที่เปลี่ยนรูปมาจากพลังฝ่ามือขวานมารของหานเซิ่งก็หยุดหมุน หยุดนิ่งอยู่กลางอากาศอย่างน่าประหลาดและน่าขัน

ทุกคนต่างก็เงยหน้ามองไปบนท้องฟ้าอย่างตกตะลึง

มีเพียงเยี่ยนจ้าวเกอและมหาปรมาจารย์เขากว่างเฉิงเท่านั้น ที่ยังมีสีหน้าเป็นปกติ

เยี่ยนจ้าวเกอมองเท้าสีทองขนาดยักษ์นั้น แล้วยิ้มเล็กน้อยพลางคำนับ “ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ ท่านมาแล้ว”

เมื่อได้ยินการเรียกขานของเยี่ยนจ้าวเกอ คนอื่นๆ ต่างก็พากันสะดุ้งเฮือก

เมื่อหานเซิ่งเบิกตามองเท้าสีทองขนาดยักษ์ที่กำลังสั่นสะเทือนครั้งหนึ่ง เขาทำอะไรไม่ถูก ทำให้ขวานสีดำขนาดยักษ์ที่เปลี่ยนรูปมาจากพลังฝ่ามือของเขา แตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ในทันที “ราชสีห์เหล็ก สือเถี่ย?!”

ชายชราตาเดียวแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นก็ตกตะลึงเช่นเดียวกัน “ราชสีห์เหล็ก เหตุใดเขาถึงได้ปรากฏตัวที่อาณาจักรถังตะวันออก แห่งเกาะนภาตะวันออกได้รวดเร็วถึงเพียงนี้”

ผู้อาวุโสเขากว่างเฉิงผู้นั้น ก็รู้สึกว่าเหนือความคาดหมายเช่นเดียวกัน “เซียวเซิงถูกเยี่ยนจ้าวเกอฆ่า แม้ว่าจะแจ้งข่าวยอดฝีมือของสำนักในทันที แต่ท่านผู้อาวุโสสือจะมาเร็วไปหน่อยกระมัง”

สวีชวน จ้าวหยวน และคนอื่นๆ ต่างก็รู้สึกดีใจและมีหวังเป็นอย่างมาก “ท่านผู้อาวุโสสือ!”

แม้ว่าผู้ที่มาเยือนจะยังไม่ได้เปิดเผยใบหน้า ทว่าทุกคนที่อยู่ในสถานการณ์ล้วนรู้ถึงฐานะของเขาดี

ผู้อาวุโสตำหนักอาญาแห่งเขากว่างเฉิง หนึ่งในสามวีรบุรุษแห่งเขากว่างเฉิง

สือเถี่ย ราชสีห์เหล็ก ยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทั้งโลกแปดพิภพ!

ระดับวรยุทธ์ของเขาสูงยิ่งกว่าผู้อาวุโสฉิน ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเกาะนภาตะวันออกเขากว่างเฉิง และทะยานบูรพาของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เสียอีก

แม้ว่าสือเถี่ยจะยังไม่ได้เปิดเผยตัว ทว่าการออกโรงในครั้งนี้ ก็ได้ทำให้ผู้คนคลายความสงสัยแล้ว

กลางชั้นเมฆมีเสียงทุ้มหนักสายหนึ่งดังออกมา “จัดการตรงหน้าเสียก่อน แล้วค่อยว่ากัน”

เมื่อพูดจบ เท้าสีทองขนาดยักษ์นั้นก็เคลื่อนลงมา!

อากาศด้านใต้ของเท้าขนาดยักษ์เกิดการสั่นสะเทือนไม่หยุด มองจากที่ไกลๆ ราวกับกำลังบิดเบี้ยว คล้ายจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ

ฝ่าเท้าขนาดใหญ่ยักษ์ที่เกิดจากเมฆหมอก บัดนี้หลอมรวมกันประหนึ่งกับเหล็กกล้า เท้าหนึ่งย่างก้าวลงมา เหยียบย่ำทุกสิ่งอย่าง ทุกสรรพสิ่งที่สัมผัสถูกเหยียบเป็นผุยผงไปทั้งสิ้น

หานเซิ่ง เฒ่ามารหัวขวานเห็นดังนั้นก็ถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว

บุคคลตรงหน้าไม่ใช่เหยียนซวี่ที่มีความแค้นเกี่ยวพันกับเขา ที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถทำอะไรเขาได้ ทว่ากลับเป็นการดำรงอยู่ของยอดฝีมือและยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่าเหยียนซวี่นัก!

กระนั้นยิ่งหานเซิ่งหลีกหนีไปเท่าใด ก็รู้สึกเพียงว่าร่างกายของตนเคลื่อนไหวช้าลงเท่านั้น อีกทั้งยิ่งหนักอึ้งขึ้น

เมื่อเขาตั้งใจมองให้ดี ถึงพบว่าตนเองเหมือนกำลังเดินอยู่กับที่อย่างไรอย่างนั้น ไม่สามารถเคลื่อนตัวไปได้แม้แต่น้อย

เยี่ยนจ้าวเกอและคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ด้านข้าง เห็นเพียงแค่เท้าสีทองขนาดยักษ์นั่นตกลงมาท้องฟ้า เพียงครู่เดียวก็เหยียบหานเซิ่ง เฒ่ามารหัวขวาน มหาปรมาจารย์ผู้นี้เอาไว้ใต้ฝ่าเท้า!

เมฆหมอกกลายรูปเป็นเท้าสีทองขนาดยักษ์สีทอง ขณะที่แปรเปลี่ยน ก็กลายเป็นกรงขังพันธการหานเซิ่งเอาไว้

บริเวณกลางท้องฟ้า เมฆหมอกสลายหายไปจนสิ้น ค่อยๆ ปรากฏร่างของคนผู้หนึ่งขึ้นมา

ผู้มาเยือนรูปร่างสูงใหญ่ เมื่อเทียบกับอาหู่ซึ่งมีร่างสูงใหญ่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็ยังสูงกว่าอยู่ครึ่งศีรษะ

ร่างสูงใหญ่ผิวสีดำคล้ำราวกับทองแดงโบราณ ยืนตรงนั้นก็เหมือนกับหอคอยโลหะสีดำที่หลอมมาจากเหล็กกล้า

ใบหน้าทรงเหลี่ยม องคาพยพทั้งห้าราวกับมีดขวานแกะสลัก ไม่ได้หล่อเหลานัก ทว่ากล้าหาญเกรียงไกรถึงที่สุด

ซึ่งนั่นก็คือสือเถี่ย ผู้อาวุโสตำหนักอาญาแห่งเขากว่างเฉิง!

สีหน้าของผู้อาวุโสสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นย่ำแย่จนถึงขีดสุด “หากก่อนหน้านี้สือเถี่ยอยู่ที่เขากว่างเฉิง ได้รับข่าวการสิ้นชีพของเซียวเซิงแล้วรีบเดินทางมา ก็ไม่น่ามาถึงเร็วเช่นนี้”

“ก่อนหน้านี้เขาอยู่ที่เกาะนภาตะวันออก หรือว่า…เขาเดินทางมาที่นี่ตั้งนานแล้ว!”

เยี่ยนจ้าวเกอยืนอยู่ที่เดิม มองอีกฝ่ายด้วยใบหน้าสบายใจ สายตาของชายชราตาเดียวผู้นั้นหันมามองทางตนเองทันควัน แววตาราวกับจะกินคนเข้าไปให้ได้

“อย่ามามองข้า หากจะโทษ ท่านก็โทษเหยียนซวี่เถอะ” เยี่ยนจ้าวเกอยักไหล่ “แต่เดิมแล้วนี่เป็นสิ่งที่ข้าจัดเตรียมไว้ให้เขา พวกท่านถือโอกาสเอาเปรียบข้า…แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ดูเหมือนจะกลายเป็นเขาที่ถือโอกาสเอาเปรียบพวกท่านแทน”
บทที่ 89
ตั้งแต่ที่หุบเหวปราการมังกรเกิดความผิดปกติ ครั้นผู้อาวุโสฉิน จ้าวซื่อเฉิง ทะยานบูรพาและคนอื่นๆ เตรียมตัวเข้าไปในหุบเหว เยี่ยนจ้าวเกอก็ให้อาหู่ส่งข่าวกลับไปที่สำนัก

แน่นอนว่าต้องเป็นเพราะเหตุผลอื่นอยู่แล้ว ซึ่งเดิมทีก็เป็นเพราะเหยียนซวี่ แต่ตอนนี้กลับรับมือกับแผนการของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้พอดี

เมื่อเทียบกับยอดฝีมือของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ที่เข้ามาซ่อนตัวรอคำสั่งปฏิบัติการตั้งแต่เนิ่นๆ สือเถี่ยมาถึงถังตะวันออกไม่ช้ากว่าเท่าไรนัก

เยี่ยนจ้าวเกอมองไปยังกลางอากาศ

เขาเห็นเพียงสือเถี่ยที่มีใบหน้าถมึงทึง ขณะเดียวกันกับที่จับกุมคุมเฒ่ามารหัวขวานหานเซิ่งนั้น ก็ยื่นมือออกไปตรงๆ แล้วจับไปที่ผู้อาวุโสของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้น!

ชายชราตาเดียวเห็นดังนั้น ก็ตะคอกออกมาอย่างโกรธเกรี้ยวว่า “สือเถี่ย เจ้ากล้า?!”

สีหน้าท่าทางของสือเถี่ย เรียบเฉยราวกับหินดึกดำบรรพ์ล้านปี “ข้ามีอะไรไม่กล้าหรือ?”

“คนสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ของเจ้า มาก่อความวุ่นวายในอาณาเขตนภาพิภพของข้า ย่อมต้องจ่ายค่าชดใช้”

ชายชราตาเดียวกล่าวด้วยความโมโหว่า “เขากว่างเฉิงของเจ้ารับเอาศิษย์ทรยศหลบหนีสำนักข้าไป อีกทั้งเยี่ยนจ้าวเกอศิษย์สำนักเจ้ายังสังหารเซียวเซิง ศิษย์สืบทอดสำนักของข้า”

“พวกเจ้าคิดหรือว่ามันจะจบง่ายๆ เช่นนี้”

สือเถี่ยกล่าวอย่างเย็นชาว่า “หมกมุ่นโลกีย์ เสเพลไร้ศีลธรรม คิดจะล่วงเกินศิษย์ร่วมสำนัก สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าปกป้องคนผิดเช่นนี้ ก็สมควรแล้วที่เซียวเซิงจะโดนกรรมตามสนอง”

ขณะที่พูด สือเถี่ยก็ยืนมือขวาออกไป ฝ่ามือประดุจกระเบื้องเคลือบ เปล่งประกายแสงสีทองเจิดจ้าจากด้านในสู่ด้านนอกราวกับเพชร

ลมเมฆทั่วท้องฟ้าม้วนขึ้นอีกครั้ง เมฆหมอกสีทองเปลี่ยนรูปไปเป็นฝ่ามือขนาดยักษ์ปิดบังท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไปฟากหนึ่ง คว้าไปที่ชายชราตาเดียวผู้นั้น

“ได้! สือเถี่ย! หากเจ้าแน่จริงก็เจอกับเจ้าสำนักของข้าก่อน ดูสิว่าเจ้าจะยังพูดพล่ามอวดดีเช่นนี้ได้อยู่หรือไม่!”

ชายชราตาเดียวตะโกนด้วยความคับแค้นใจ แล้วจึงหมุนกายกลับอย่างรีบร้อน ใช้วิชาสุริยันทะยานบูรพา เร่งหลีกหนีไปยังที่ที่ไกลออกไป

หานเซิ่งที่มีระดับวรยุทธ์ไม่ด้อยไปกว่าเท่าไร ถูกสือเถี่ยจับเอาไว้ได้ในคราวเดียว

แม้แต่ทะยานบูรพาก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของสือเถี่ย ชายชราตาเดียวจึงไม่คาดหวังว่าตนเองจะสามารถหยุดยั้งสือเถี่ยได้

ตอนนี้เขาหวังเพียงว่าตนเองจะหนีไปได้เท่านั้น

วิชาสุริยันทะยานบูรพาของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งแผ่นดิน

เทียบความเร็วในการเคลื่อนไหวร่างกายแล้ว เขาแข็งแกร่งกว่าหานเซิ่ง เฒ่ามารหัวขวานมาก

“อย่าว่าแต่เหยียนซวี่เลย ต่อให้หวงกวงเลี่ยอยู่ที่นี่ด้วย ข้าสือเถี่ยก็จะกล่าวเช่นเดิม ชั่วชีวิตข้าไม่ว่าสิ่งใดก็ล้วนอ่อนนิ่ม มีเพียงกระดูกที่แข็ง แม้จะต่อสู้จนกระดูกทั้งร่างกายนี้แหลกละเอียด ข้าก็ยังยืนยันคำเดิม”

น้ำเสียงสือเถี่ยเรียบเฉย ทว่ากลับเผยให้เห็นถึงจิตใจที่เด็ดเดี่ยวและแน่วแน่ถึงที่สุด

มือสีทองขนาดยักษ์ที่เปลี่ยนรูปมาจากเมฆหมอกนั่น ราวกับจะขายใหญ่จนไม่มีที่สิ้นสุด ยื่นตรงออกไปจนถึงขอบฟ้า

แม้วิชาสุริยันทะยานบูรพาของผู้อาวุโสสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นจะรวดเร็วสักเพียงใด หรือจะมีพลังที่ไม่อาจต้านทานได้มากเพียงไหน ทว่าท้ายที่สุดก็ไม่สามารถหลีกหนีจากใต้ฝ่ามือของสือเถี่ยได้!

ฝ่ามือขนาดยักษ์ตกลงมา ทับชายชราตาเดียวเอาไว้ในทันที!

ชายชราตาเดียวผู้นี้กับหานเซิ่ง เฒ่ามารหัวขวาน ล้วนขับเคลื่อนอาวุธวิญญาณของตนเอง ชิ้นหนึ่งเป็นระดับกลาง ชิ้นหนึ่งระดับล่าง ต่อสู้ดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง

ถึงกระนั้นกรงขังที่เกิดมาจากเมฆหมอกสีทอง ก็พันธนาการพวกเขาเอาไว้อย่างแน่นหนา ไม่มีโอกาสที่จะหลุดจากการปิดล้อมไปได้เลย

เยี่ยนจ้าวเกอมองฝ่ามือที่คืนกลับมาเป็นรูปร่างปกติของสือเถี่ย แล้วกล่าวชื่นชมไม่หยุด “ชั่วชีวิตฝึกวรยุทธ์วิชารูปแบบเดียว ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ช่างมีความตั้งใจมุ่งมั่นจริงๆ วิชาเดียวแต่ก็รู้ซึ้งถึงแก่นแท้”

อาหู่ สวีชวน และคนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้างต่างก็ผงกศีรษะเห็นด้วย

จอมยุทธ์เขากว่างเฉิงที่อยู่ในระดับปรมาจารย์เช่นเดียวกันกับเยี่ยนจ้าวเกอ ต่างก็ฝึกฝนเพลงกระบี่เจ็ดดาราและฝ่ามือดุสิต ในบรรดายอดวิชาแปดพิภพแล้ว

มหาปรมาจารย์เหมือนอย่างเหยียนซวี่ หรือกระทั่งผู้อาวุโสฉิน ผู้อาวุโสข่ง ล้วนแล้วแต่มีการฝึกฝนวิชาวรยุทธ์สูงสุดแห่งเขากว่างเฉิงหลากหลายรูปแบบพร้อมกัน ถึงขั้นมีการฝึกวิชาวรยุทธ์นอกเขากว่างเฉิงด้วย

เพียงแต่ในบรรดาวรยุทธ์ต่างๆ มากมายที่ทำการฝึกฝนนั้น มีหนึ่งถึงสองสายที่เป็นสายการฝึกฝนหลัก ต้องถนัดและรู้ละเอียดลึกซึ้งมากที่สุด ที่เหลือเป็นการฝึกฝนเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นการศึกษาค้นคว้าเบื้องต้น

นี่ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับความสามารถโดยรวมของจอมยุทธ์เท่านั้น ขณะเดียวกันก็ยังมีส่วนช่วยในการทำความเข้าใจ และเก็บเกี่ยวสั่งสมวรยุทธ์ของตนเองอีกด้วย

เมื่อถึงระดับวรยุทธ์อย่างพวกเขาแล้ว การที่จะควบคุมความหนักเบาตึงคลายเช่นไรให้สมดุล หรือการจัดสรรเวลา โดยส่วนมากแล้วนั้นเป็นเรื่องที่รู้ดีอยู่แก่ใจ

เบื้องบนจนถึงเบื้องล่างทั่วทั้งเขากว่างเฉิง จอมยุทธ์ระดับมหาปรมาจารย์มีเพียงสือเถี่ยผู้เดียวเท่านั้นที่แตกต่างออกไป

ตอนยังเยาว์วัยเขามีระดับวรยุทธ์ยังค่อนข้างต่ำ จึงมุ่งฝึกฝนวรยุทธ์ขั้นพื้นฐานแค่เพียงวิชาเดียวเท่านั้น

เมื่อระดับวรยุทธ์สูงขึ้นแล้ว ก็ยังคงฝึกฝนวรยุทธ์แค่เพียงวิชากายเพชร หนึ่งในยอดวิชาแปดพิภพ เพียงวิชาเดียวเท่านั้น

ฝึกวิชานี้เพียงวิชาเดียวกว่าร้อยปี!

สือเถี่ยผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก จากศิษย์รุ่นเยาว์คนหนึ่งของเขากว่างเฉิง ก้าวมาจนถึงตำแหน่งระดับสูงที่มีจำนวนน้อยของสำนักในปัจจุบัน โดยที่ฝึกฝนเพียงวิชาวรยุทธ์เดียวเท่านั้น

เยี่ยนตี๋ บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอ หากกล่าวถึงความสามารถนั้น ก็อยู่เหนือยิ่งกว่าสือเถี่ย ศิษย์พี่ใหญ่ของตนเอง

เป็นหนึ่งในสี่คนที่ยังมีอยู่ในเขากว่างเฉิง ซึ่งเข้าใจยอดวิชาแปดพิภพอย่างลึกซึ้งทั้งหมด

ทว่าหากเทียบแค่เพียงระดับความรู้ซึ้งของวิชากายเพชรวิชานี้วิชาเดียว หากเยี่ยนตี๋ต้องเผชิญหน้ากับสือเถี่ย ก็ต้องยอมถอยเช่นกัน

ระดับความรู้ซึ้งเกี่ยวกับวิชาวรยุทธ์วิชานี้ของสือเถี่ยนั้น อยู่เหนือทั้งบรรพบุรุษและคนในรุ่นเดียวกันในประวัติศาสตร์เขากว่างเฉิงมาเนิ่นนานแล้ว สมกับที่เป็นบุคคลอันดับหนึ่งตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

จากการศึกษาค้นคว้าไม่หยุดหย่อนของเขา วิชากายเพชรก็ยิ่งบริสุทธิ์มากขึ้น เหลือไว้แต่เพียงสิ่งที่ดีที่สุด พัฒนาจนก้าวข้ามคนในอดีต

ในอดีต ทุกสายของยอดวิชาแปดพิภพเสมอเทียบเคียงกัน

ทว่าปัจจุบัน วิชากายเพชรกลับเป็นอันดับหนึ่งในยอดวิชาแปดพิภพ

ชื่อเสียงนี้ ก็เป็นสิ่งที่สือเถี่ยสร้างขึ้น

ใบหน้าของสือเถี่ยไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก หลังจากที่จับกุมหานเซิ่งและชายชราตาเดียวผู้นั้นเอาไว้ได้แล้ว เขาก็ลอยตัวลงมาจากกลางอากาศ ถึงตรงหน้ากลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอ

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย “ลำบากท่านอาจารย์ลุงใหญ่แล้วขอรับ”

สือเถี่ยพยักหน้า “ก็ต้องมีความกล้าเช่นเจ้าถึงจะใช้ได้ จ้าวเกอ เจ้าทำได้ดียิ่งนัก”

ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นพลันยิ้ม ทว่าสวีชวนที่อยู่ข้างๆ กลับบ่นพึมพำอยู่คนเดียวเงียบๆ

เป็นที่รู้กันของคนภายนอก ว่าสือเถี่ยเอ่ยปากชมคนน้อยมาก หากได้รับคำชมว่า ‘ไม่เลว’ จากเขาครั้งหนึ่ง ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนักแล้ว แต่กล่าวชมเยี่ยนจ้าวเกอว่า ‘ดียิ่ง’ ในตอนนี้ นั่นถือว่าล้ำค่าและหาได้ยากยิ่งนัก

“ออกไปจากที่แห่งนี้ก่อนเถอะ อย่าให้ข่าวที่ข้ามาถึงถังตะวันออกรั่วไหลออกไป” สือเถี่ยกล่าว

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า “นั่นแน่นอนอยู่แล้วขอรับ”

สือเถี่ยหันศีรษะกลับไปมองผู้อาวุโสเขากว่างเฉิงร่างผอมแห้งผู้นั้น “ลำบากท่านผู้อาวุโสสวีแล้ว ดูแลคนอื่นๆ ของสำนัก และกลุ่มคนขององค์ชายใหญ่แห่งถังตะวันออกก่อนเถอะ”

บัดนี้สีหน้าที่ตกตะลึงของชายชราร่างผอมแห้งได้กลับมาเป็นปกติแล้ว เขาไม่ถามไถ่ให้มากความ ก้มศีรษะลงกล่าวว่า “ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถอะ”

จากนั้นกลุ่มคนทั้งหมดก็จากไปในทันที

ถึงอย่างนั้นสือเถี่ยและเยี่ยนจ้าวเกอกลับไม่ได้เคลื่อนไหวในทันที สายตาของผู้อาวุโสกว่ามองไกลออกไปเป็นเส้นตรง “เหยียนซวี่ เจ้ามีอะไรจะพูดไหม”

ตรงขอบฟ้าเกิดแสงสีทองแวววาวปกคลุมไปทั่วทั้งสี่ทิศขึ้นมาโดยพลัน มองดูแล้วราวกับฉากกำบัง ตัดขาดภายในกับภายนอกออกจากกัน

เยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่ตามสือเถื่อไปไม่กี่ก้าว ก็มาถึงรอบนอกของฉากกำบัง

ฉากกำบังนี้คือสิ่งที่กลายรูปมาจากวรยุทธ์อันแข็งแกร่งของสือเถี่ย ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกขจัดจนไร้รูปร่าง ทำให้ผู้คนไม่สามารถสังเกตเห็นได้

แม้จะสกัดกั้นยอดฝีมือในระดับเดียวกันไม่ได้ ทว่าการที่ครอบคลุมไปทั่วทั้งสี่ทิศ ต่อให้ก่อนหน้านี้หานเซิ่ง เฒ่ามารหัวขวาน และคนอื่นๆ หนีออกไป ก็จะชนเข้ากับฉากกำบังนี้เข้าอย่างจัง และถูกสกัดกั้นเอาไว้ได้อยู่ดี

ขณะนี้ก็มีคนถูกฉากกำบังสกัดกั้นเอาไว้ จึงทำได้เพียงหยุดอยู่กับที่อย่างกระอักกระอ่วน จะถอยกลับหรือจะเดินหน้าต่อก็ทำไม่ได้

ซึ่งคนคนนั้นก็คือเหยียนซวี่

ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้เข้ามาใกล้ เพียงแต่สังเกตความเคลื่อนไหวอยู่ไกลๆ

หากกลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอสิ้นชีพในเงื้อมมือของหานเซิ่ง และยอดฝีมือสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ สำหรับเขาแล้วก็เป็นผลลัพธ์ที่เยี่ยมที่สุดอย่างแน่นอน

และถ้าหากเยี่ยนจ้าวเกอเกิดดวงแข็งฝ่าวงล้อมออกมาได้ เช่นนั้นไม่แน่ว่าเขาอาจจะต้องลงมือเองก็เป็นได้

ทว่าเมื่อเห็นสือเถี่อลงมือ ภายในใจของเหยียนซวี่ก็เย็นวาบลงไปกึ่งหนึ่งในชั่วพริบตา

สือเถี่ยมาถึงเร็วกว่าที่คาดการณ์เอาไว้มากนัก!

วินาทีแรกเหยียนซวี่ก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติ จึงเตรียมหันกายหลบหนีไป

แต่กลับพบว่า เจตจำนงหมัดของสือเถี่ยได้ปกคลุมไปทั่วทั้งสี่ทิศ หยุดห้ามฟ้าดินเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ไม่เพียงแต่หานเซิ่งและคนอื่นๆ ก่อนหน้านี้ เหยียนซวี่เองก็ไม่ทันสังเกตเห็น ตนเองจึงกลายเป็นลูกไก่ในกำมือไปเสียได้

เขาถูกเจตจำนงหมัดของสือเถี่ยควบคุมเอาไว้ อยากจะหนี ก็หนีไม่ได้ คิดอยากจะปรากฏกายมาพบด้วยตนเอง เพื่อกลบเกลื่อนการกระทำของตน ก็ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เช่นกัน

เขาที่ตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้ ช่างน่าอึดอัดนัก
บทที่ 90
เยี่ยนจ้าวเกอและสือเถี่ยมาถึงเบื้องหน้าของเหยียนซวี่ ชายหนุ่มกล่าวพร้อมรอยยิ้มตาหยีว่า “ท่านผู้อาวุโสเหยียน ไม่พบกันนานเลยนะขอรับ”

สือเถี่ยมองเหยียนซวี่อยู่แวบหนึ่งอย่างเฉยชา “เดินไปคุยไปเถอะ”

ทั้งหมดเคลื่อนตัวออกเดินทาง ส่วนเหยียนซวี่เดินตามหลังสือเถี่ยไปอย่างเงียบๆ

มหาปรมาจารย์คนหนึ่งของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์หายสาบสูญไป แม้แต่ร่องรอยเพียงเล็กน้อยก็ไม่หลงเหลือ กลับยิ่งแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติ ทำให้ผู้คนเกิดความกังขา

สือเถี่ยไม่เปิดเผยตัวตนและระดับวรยุทธ์ แต่ก็จงใจทิ้งร่องรอยเล็กน้อยเอาไว้ ให้คนสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้ตามรอย

ร่องรอยเหล่านี้ดูไปแล้ว ไม่ได้มีเพียงมหาปรมาจารย์ที่มีระดับวรยุทธ์ใกล้เคียงกับชายชราตาเดียว ออกโรงล้อมเข้าโจมตี

ด้านหนึ่งก็เพื่อกลบเกลื่อนการมาถึงของตนเอง อีกด้านหนึ่งก็เพื่อปล่อยเบ็ดยาวตกปลาตัวใหญ่

เขามองไปยังหานเซิ่ง เฒ่ามารหัวขวานเป็นอันดับแรก “หานเซิ่ง เจ้าลงทุนทำลายหุบเหวปราการมังกร ก่อกวนอเวจี สมควรโดนฆ่า”

เฒ่ามารหัวขวานกล่าวด้วยความคับแค้นใจ “แต่ไหนแต่ไรโลกมนุษย์ก็เหมือนเช่นอเวจีที่ร้อนรุ่มอยู่แล้ว เช่นนั้นแล้วจะต่างอะไรกันเล่า”

“มีเหตุผลอะไรที่พวกเจ้าจะยืนอยู่ในที่สูงกว่า แค่พลังความสามารถของพวกเจ้าแข็งแกร่งยิ่งกว่าก็เท่านั้น”

“อเวจีเปิดออก นพยมโลกเยื้องกราย พังทลายโลกปัจจุบันใบนี้ แล้วสร้างผืนฟ้าแผ่นดินขึ้นใหม่ เมื่อถึงตอนนั้นค่อยมาดูกันว่า ผู้ใดจะเป็นเจ้าแผ่นดิน!”

หานเซิ่งตะคอกด้วยความโกรธเกรี้ยว “ครั้งนี้ข้าพลาดท่าตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกเจ้า ข้าย่อมไม่มีอะไรจะพูด แต่สือเถี่ย พวกเจ้าอย่าได้ใจไปหน่อยเลย เรื่องมันยังไม่จบเพียงเท่านี้!”

สือเถี่ยกล่าวอย่างสงบนิ่งว่า “เมื่อความแปรปรวนของอเวจีสงบลงชั่วคราว ก็คิดเอาไว้แล้วว่าพวกเจ้าก็คงไม่มีทางที่จะยอมแพ้เพียงเท่านี้” การลงมือของเจ้าครั้งนี้ เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นสินะ? ”

อีกฝ่ายหัวเราะอย่างเยือกเย็นครั้งหนึ่ง ก่อนจะปิดปากเงียบไม่พูดจา ไม่ดิ้นรนใดๆ อีก อีกทั้งปิดเปลือกตา ไม่แม้แต่จะขยับเขยื้อน

จู่ๆ เยี่ยนจ้าวเกอก็พูดขึ้นว่า “ท่านต้องการสิ่งของบางอย่างจากตัวข้าใช่หรือไม่?”

เมื่อได้ยินดังนั้น สือเถี่ยพลันมองไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ

เยี่ยนจ้าวเกอส่งสายตากลับไปให้สือเถี่ยว่าวางใจได้ จากนั้นเขาก็ล้วงสิ่งหนึ่งออกมา แกว่งไปแกว่งมาตรงหน้าของหานเซิ่ง

นั่นเป็นสิ่งที่เขาได้มาจากเยี่ยจิ่ง แผ่นป้ายเหล็กที่มีความเกี่ยวข้องกับการสืบทอดของจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็ง

จากมุมมองของเยี่ยนจ้าวเกอ สีหน้าอารมณ์ของหานเซิ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย แววตาก็ไม่มีความสั่นไหวใดๆ เลยเช่นกัน อีกทั้งลมหายใจหรือการเต้นของหัวใจก็ล้วนปกติดีทุกอย่าง

สายตาที่อีกฝ่ายมองมาที่ตนเอง ยังคงมีความเหยียดหยามและประหลาดใจระคนอยู่

ทว่าแววตาของสือเถี่ยที่อยู่ด้านข้าง กลับเปลี่ยนเป็นดุดันขึ้นมาทันที “หืม?”

ระดับวรยุทธ์ของเขาสูงกว่าหานเซิ่ง บัดนี้ก็ยังใช้พลังของตนเองคุมขังตัวอีกฝ่ายไว้ เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าคนในที่คุมขังของตนรู้สึกหวั่นใจ

เยี่ยนจ้าวเกอเห็นดังนั้น เขายิ้มแต่ไม่พูดอะไร

อีกทั้งสือเถี่ยเองก็จ้องมองไปที่หานเซิ่งเช่นเดียวกัน เมื่อหานเซิ่งเห็นดังนั้นก็ทอดถอนหายใจครั้งหนึ่ง ยังคงไม่พูดไม่จา ถึงกระนั้นมาดอันยโสโอหังก็ลดลงแล้ว

ชายหนุ่มโยนแผ่นป้ายเหล็กนั้นขึ้น มันลอยขึ้นไปกลางอากาศ ก่อนจะตกลงมา จากนั้นเขาก็รับเอาไว้อีกครั้ง

“เงาชั่วร้ายที่ท่านใช้ก่อกวนหุบเหวปราการมังกร ความจริงแล้วไม่มีอะไรพิเศษ และไม่ได้อยู่ในมือข้าตั้งนานแล้ว”

“ระหว่างข้ากับท่าน นอกเสียจากสิ่งนี้แล้วก็ไม่ได้การเกี่ยวข้องสัมพันธ์ใดๆ กันอีก”

“ถ้าหากต้องกล่าวถึงความเกี่ยวพันจริงๆ ล่ะก็ เช่นนั้นก็ต้องเป็นศิษย์น้องร่วมสำนักของข้า…เอ่อ พี่น้องร่วมสาบานของท่าน เยี่ยจิ่ง”

นิ้วมือของเยี่ยนจ้าวเกอลูบป้ายเหล็กนั้น “ของที่ข้าได้มาจากศิษย์น้องเยี่ยจิ่งตอนนั้น ก็มีแค่แผ่นป้ายเหล็กนี้อย่างเดียว ดังนั้นข้าจึงคิดได้ว่าเพียงว่า ของที่ท่านต้องการจากข้าก็คือของเล่นชิ้นนี้”

“เช่นนั้นแล้ว ท่านหานจะสะดวกหรือไม่ที่จะบอกพวกเรา ว่าท่านต้องการของสิ่งนี้ไปทำอะไร”

เยี่ยนจ้าวเกอมองหานเซิ่ง “สิ่งของมีความเกี่ยวข้องกับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็ง แต่จริงๆ แล้วจะมีความเกี่ยวโยงกันมากเท่าใด และจะสามารถรับการสืบทอดจากจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็งถึงขั้นใด ก็ยังมิอาจรู้ได้”

“บัดนี้ในพื้นที่ถังตะวันออก สำนักเขากว่างเฉิงของข้า สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งเขาไร้พรมแดนได้มารวมตัวกัน ท่านก่อกวนหุบเหวปราการมังกรอย่างเปิดเผย ทุกคนย่อมไม่ถือสาที่จะกำจัดท่านก่อน”

“แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ท่านก็ยังคงกล้าเสี่ยงอันตรายปรากฏตัวขึ้น”

ชายหนุ่มยิ้มครั้งหนึ่ง “เช่นนั้นให้ข้าเดาดู หากไม่ใช่เพราะท่านมีสายข่าวที่แน่นอน และเกี่ยวข้องกับป้ายเหล็กชิ้นนี้ สิ่งของที่ท่านได้มา ช่วยให้ท่านทำความหวังให้สำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งได้”

“สิ่งของเกี่ยวพันกับอเวจี ช่วยให้ท่านกับพรรคพวกของท่านทำแผนการให้สำเร็จได้ใช่หรือไม่?”

หานเซิ่งได้ยินดังนั้นก็หลับตาลง หลังจากผ่านครู่ใหญ่ถึงปริปากเอ่ยว่า “ข้ามันอ่อนหัด พลาดท่าให้พวกเจ้าจับ ข้าไม่มีอะไรอย่างอื่นจะพูดหรอก”

เยี่ยนจ้าวเกอหันศีรษะกลับไปมองสือเถี่ย “ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ขอรับ ข้าคิดไปคิดมา ตอนแรกคิดว่านี่คงเป็นแค่เหตุบังเอิญที่ไม่แน่นอนเท่านั้น แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องใหญ่นะขอรับ”

เขากว่างเฉิงอนุญาตให้ศิษย์ในสำนักถือครองสิ่งอัศจรรย์ที่ตนพบแต่เพียงผู้เดียวได้ และถ้าหากศิษย์รู้สึกว่าจัดการไม่ไหว ก็สามารถขอความช่วยเหลือจากทางสำนักได้ โดยแบ่งปันซึ่งกันและกัน

ทว่าหากเรื่องราวมีความเกี่ยวพันถึงโลกปีศาจอัคคี อเวจี หรือขุมกำลังจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่น นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สือเถี่ยกล่าวว่า “ไม่เป็นไรหรอก รอให้ทุกอย่างสงบแล้วค่อยว่ากัน”

“ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทำลายหุบเหวและอเวจี ทางสำนักจะเป็นผู้จัดการ ส่วนที่ข้องเกี่ยวกับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็ง ทางสำนักจะไม่ยึดของของเจ้า”

กลุ่มทำลายหุบเหวที่กล่าวถึง ก็คือกลุ่มที่หานเซิ่ง เฒ่ามารหัวขวานอยู่ด้วย

ก่อนหน้านี้ได้ติดตามจับกุมที่ถังตะวันออก สมาชิกชั้นกลางและชั้นล่างจำนวนหนึ่งถูกจับเอาไว้ได้ ส่วนหานเซิ่งผู้ที่เป็นยอดฝีมือที่สุดในกลุ่ม บัดนี้ก็ถูกจับกุมเอาไว้เช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นเยี่ยนจ้าวเกอหรือสือเถี่ย ต่างก็ตั้งความหวังกับเขาเอาไว้สูงมาก ทั้งคู่เตรียมที่จะง้างปากของหานเซิ่ง ขุดเอาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ออกมาให้ได้มากยิ่งกว่านี้

สือเถี่ยกล่าวว่า “ครั้งนี้เจ้าเสี่ยงอันตราย จะสำเร็จหรือล้มเหลวหลังจากนี้ยังไม่พูดถึง อย่างน้อยๆ หานเซิ่งก็ถูกจับเอาไว้แล้ว นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เป็นความดีความชอบชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่ง”

“เจ้าช่วยเหลือราชาอาณาจักรถังตะวันออกให้พ้นจากภัยอันตราย อีกทั้งยังช่วยเหลือเขาชิงอำนาจการควบคุมค่ายกลชมตะวันกลับคืนมา ก็นับเป็นความดีความชอบที่มองข้ามไม่ได้เช่นเดียวกัน”

“ระหว่างที่ประมือกัน หากเขาไม่สิ้นชีพก็ต้องเป็นเจ้าที่สิ้นชีพ การที่เจ้าสังหารเซียวเซิงไม่ถือว่าเป็นความผิด”

นัยน์ตาเด็ดเดี่ยวมั่นคงของสือเถี่ยที่มองมาที่เยี่ยนจ้าวเกอ ปรากฏความอ่อนโยนเล็กน้อย “เบื้องต้นเจ้าได้สร้างความดีความชอบแล้วสามสิ่ง ทางสำนักจะบำเหน็จรางวัลให้เจ้าทั้งหมด”

“นับดูแล้วเจ้ามาถึงถังตะวันออกเป็นเวลาไม่ถึงครึ่งปี กลับสร้างความดีความชอบอย่างต่อเนื่อง อุทิศตนสร้างคุณูปการอย่างยิ่งยวด ตั้งแต่ข้าควบคุมดูแลตำหนักอาญามา ความบ่อยครั้งและประสิทธิภาพเช่นนี้ ก็ยังถือว่าเป็นครั้งแรกที่ได้พบเจอเช่นกัน”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ลุงใหญ่กล่าวเกินไปแล้วขอรับ”

“ต่อหน้าคนสัตย์จริงไม่ควรพูดโป้ปด ครั้งนี้ที่จับเฒ่ามารหัวขวานเอาไว้ได้ เป็นเรื่องน่ายินดีที่อยู่เหนือความคาดหมาย”

ขณะที่เยี่ยนจ้าวเกอพูด มุมปากก็กระตุกเล็กน้อย “และราบรื่นเช่นนี้ได้ ต้องขอบคุณความร่วมมือร่วมใจของคนอื่นๆ ด้วยเช่นกันขอรับ”

สือเถี่ยพูดนิ่งๆ ว่า “ก็เป็นการร่วมมือที่ยอดเยี่ยมจริงๆ นั่นแหละ”

สายตาของทั้งสองล้วนหยุดอยู่ที่ร่างของเหยียนซวี่

ชายหนุ่มแบฝ่ามือของตนออก “ท่านผู้อาวุโสเหยียน เท่าที่ข้าทราบมา ด้วยความที่ท่านเร่งตามไปช่วยจ้าวเฉิง ก็ไม่น่าจะมีเวลาพอที่จะมาทางนี้ไม่ใช่หรือขอรับ”

ตอนนี้เหยียนซวี่ตั้งมั่นสงบนิ่งไว้ได้โดยสิ้นเชิงแล้ว สีหน้าของเขาเรียบนิ่ง “หลังจากที่ข้าช่วยองค์ชายสามแห่งถังตะวันออกเอาไว้ได้แล้ว ก็รีบมุ่งหน้ามาเพื่อช่วยเหลือทางนี้อย่างรวดเร็ว น่าเสียดายที่ช้าไปก้าวหนึ่ง”

เขาคำนับไปทางสือเถี่ยครั้งหนึ่ง “โชคดีที่ท่านผู้อาวุโสสือและยอดฝีมือคนอื่นๆ ของสำนักอื่นรีบเร่งมาถึง ปราบสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และเจ้าสัตว์ประหลาดหานเอาไว้ได้”

สายตาของสือเถี่ยมองตรงไปที่เหยียนซวี่ “เห็นข้าอยู่ที่นี่ แล้วเจ้าหนีอะไร”

เหยียนซวี่กล่าวขึ้นอย่างช้าๆ ว่า “ข้าทำงานไม่ได้ความ ตรวจสอบศัตรูไม่แน่ชัด ทำให้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ระรานตามอำเภอใจในพื้นที่ของนภาพิภพ ที่มีสำนักเราเป็นผู้ปกครอง”

“คนร่วมสำนักกว่างเฉิงของเราเข้ามาให้การสนับสนุน ทว่าการระดมกำลังกลับยังด้อยกว่าจอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์นัก ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นความรับผิดชอบของข้า”

“ในใจของข้าเดิมทีก็ไม่สงบอยู่แล้ว เมื่อพบเข้ากับท่านผู้อาวุโสสือก็ยิ่งอับอายและตกใจ จึงอดไม่ได้ที่จะหลบหน้าไป”

“ด้านหนึ่งก็คือความอับอายขายหน้า อีกด้านหนึ่งก็อยากจะชดใช้ความผิดให้เร็วที่สุด จึงเร่งคนที่อยู่เบื้องล่างให้เก็บรวบรวมข้อมูลฝ่ายสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์โดยเร็ว เพื่อเตรียมพร้อมการโจมตีโต้ตอบของสำนัก”

เหยียนซวี่ก้มตัวลงต่ำ “ข้ากระทำการไม่ได้เรื่อง โง่เขลาเบาปัญญา ยินดีรับโทษทัณฑ์ทั้งหมดขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอมองเหยียนซวี่ พูดในใจว่าตาเฒ่านี่ช่างฉลาดเสียจริง

ความผิดเล็กน้อยก็ชิงยอมรับไปก่อน ส่วนปัญหาที่ใหญ่จริงๆ กลับกล่าวโทษนั่นโทษนี่

สิ่งที่สือเถี่ยเกลียดมากที่สุดในชีวิตก็คือคนที่บกพร่องในหน้าที่ ไม่สามารถรับผิดชอบได้ คำพูดของเหยียนซวี่ทำให้เขารู้สึกแย่อย่างไม่ต้องสงสัย

แม้สือเถี่ยจะปล่อยเหยียนซวี่ไปก่อนชั่วคราว ด้วยเหตุว่าต้องต่อกรกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ทว่าหลังจากนี้เหยียนซวี่ต้องไม่ได้อยู่เป็นสุขอย่างแน่นอน

ถึงกระนั้นเมื่อเทียบกับจุดประสงค์ที่แท้จริงของเหยี่ยนซวี่แล้ว ความผิดเช่นนี้กลับไม่สามารถนับอะไรได้เลย

เพียงแต่สือเถี่ยไม่ได้ถูกตบตาได้ง่ายๆ

“ถุงย่อส่วนที่เจ้าติดตัวเอาไว้ใบหนึ่ง ข้าสัมผัสได้รางๆ ว่าภายในมีคนคนหนึ่งอยู่” สือเถี่ยจ้องเหยียนซวี่ตาเขม็ง “เป็นผู้ใด”