81-85

บทที่ 81
เยี่ยนจ้าวเกอมองไปที่มหาปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งอีกฝ่ายกำลังรุกเข้าใกล้มาทีละก้าว

ทันใดนั้น พลันมีเสียงคำรามสนั่นสายหนึ่งดังมาแต่ไกล และค่อยๆ เข้ามาใกล้ด้วยความเร็วสูง

ปราณจิตรารอบกายอาหู่โหมซัดสาดประหนึ่งพายุหมุนทมิฬ ขวางกั้นอยู่เบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ

“คุณชาย ข้ากลับมาแล้วขอรับ!” ขณะที่อาหู่กล่าว เขาก็ปลดกระเป๋าขนาดใหญ่โยนลงไปตรงหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ

จากนั้นเขาก็ก้าวออกไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง ถึงตรงหน้าจอมยุทธ์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนนั้น

อาหู่ไม่พูดพร่ำ เขาวาดกรงเล็บสลับกันไปมา พายุหมุนสีดำอันบ้าคลั่งก็โหมพัดกระหน่ำไปทั่วทั้งผืนฟ้าหน้าดิน

จอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนนั้นตะโกนออกไปด้วยความโกรธครั้งหนึ่ง ก่อนจะแปรปราณจิตรากลายเป็นโลกมายา พระอาทิตย์ดวงใหญ่ส่องสว่างเจิดจ้า

แสงอาทิตย์สีทองกับมรสุมพายุสีดำปะทะเข้าหาในชั่วพริบตา

อาหู่แสยะยิ้มอย่างดุร้าย ก่อนจะเคลื่อนร่างสูงใหญ่ราวกับเงามายาไปมาไม่ยอมหยุด ทั้งยังส่งเสียงแหลมสูงอีกด้วย

เสือดำดุร้ายตัวหนึ่งกระโดดออกจากพายุหมุน พุ่งเข้าหาเหยื่อแล้วกัดกิน!

ร่างกายของอาหู่หมอบต่ำลง จากนั้นก็กระโดดพรวดขึ้น ฉีกดวงอาทิตย์สีทองนั้นขาดกระจุย แล้วกรงเล็บทั้งสองก็ข่วนไปตรงลำคอและหน้าอกของคู่ต่อสู้!

บริเวณที่กรงเล็บภูตพยัคฆ์พาดผ่าน ห้วงอากาศก็ขาดกระจุยราวกับเศษผ้าอย่างไรอย่างนั้น!

พายุหมุนสีดำกลายร่างเป็นเสือร้ายตัวหนึ่ง อ้าปากที่อาบไปด้วยคราบโลหิต เตรียมจะกลืนกันศัตรูที่อยู่ตรงหน้า!

สีหน้าปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาที่ขับเคลื่อนกระบี่เพลิงหลั่งไหลผู้นั้นดูเคร่งขรึมจริงจัง เขาละจากกงจักรเพลิงสุริยะลงก่อนชั่วคราว แล้วบังคับกระบี่เพลิงหลั่งไหลให้ฟันไปทางอาหู่

บนร่างกายของอาหู่เกิดแสงสว่างไสวขึ้น ชุดเกราะส่องแสงสีดำชุดหนึ่งปรากฏขึ้น ต้านรับการโจมตีของกระบี่เพลิงหลั่งไหลเอาไว้

เขาแผดเสียงคำรามทีหนึ่ง ก่อนจะยกกรงเล็บข้างหนึ่งขึ้น ต้านเพลงกระบี่อรุณเบิกฟ้าของคู่ต่อสู้ทันที

ศัตรูคนแรกที่ประมือกับเขา ตกใจจนเหงื่อท่วมตัว รีบเร่งใช้วิชาสุริยันทะยานบูรพาถอยหลังออกไป!

กระบี่เพลิงหลั่งไหลไม่ยอมถอยให้กับชุดเกราะทมิฬของอาหู่ ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองเปล่งเสียงดังสนั่นออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน จากนั้นก็เกิดปราณจิตราสะท้านเวหา โลกมายาปกคลุมไปทั่วสี่ทิศ

มีคำพูดกล่าวเอาไว้ว่าบนท้องฟ้าไม่สามารถมีดวงตะวันสองดวงได้ ทว่าบัดนี้ตรงหน้าของอาหู่กลับมีพระอาทิตย์สองดวงปรากฏขึ้น!

พระอาทิตย์ดวงหนึ่งเสมือนกับตะวันยามเที่ยงตรง ลอยอยู่บนท้องฟ้าเหนือศีรษะ ส่วนพระอาทิตย์อีกดวงหนึ่งเสมือนกับตะวันยามรุ่งอรุณ แย้มแสงจางๆ!

อาหู่มีท่าทางดีอกดีใจ ไม่ได้เกรงกลัวแต่อย่างใด ปราณจิตราทั่วทั้งร่างกายของเขาปะทุออก ก่อนจะพุ่งตัวพรวดประหนึ่งกับเสือกระโจน

มังกรคู่เมฆ พยัคฆ์คู่ลม!

ขณะที่เขาเปล่งเสียงคำราม พายุหมุนสีดำก็พัดหมุนขึ้นทั่วฟ้า กวาดหินดินทราย น่ากลัวอย่างหาที่เปรียบไม่ได้!

เยี่ยนจ้าวเกอรับเอาสัมภาระที่อาหู่โยนมาให้ หยิบเอาของล้ำค่าหลากหลายที่อยู่ภายในออกมาอย่างรวดเร็ว

ชายหนุ่มพลัยยกมือข้างหนึ่งขึ้น สิ่งของมากมายก็ลอยไปตกในค่ายกลย้อนกลับ

เขางอนิ้วแล้วดีดต่อเนื่องกัน อักขระจิตแต่ละแถวในค่ายกลก็ยิ่งส่องแสงเจิดจ้ามากยิ่งขึ้น ทุกๆ จุดเชื่อมบรรจบกันจนเสร็จสมบูรณ์อย่างรวดเร็ว

คนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็รู้ดีถึงความอัศจรรย์ของค่ายกลย้อนกลับเช่นกัน ทว่าคิดไม่ถึงเช่นกันว่าจะสามารถสร้างค่ายกลย้อนกลับได้รวดเร็วเช่นนี้

มหาปรมาจารย์คนนั้นคิดอยากจะโจมตีเขตป้องกันของจ้าวซื่อเฉิงให้แตกกระจายมาโดยตลอด จึงทำลายค่ายกลย้อนกลับก่อน ทว่าก็ถูกอีกฝ่ายสกัดกั้นเอาไว้ไม่ปล่อย ทำให้ยากที่จะทำสำเร็จได้

บัดนี้ค่ายกลย้อนกลับวางรากฐานได้อย่างมั่นคงสมบูรณ์ ภายในใจของเขาก็พลันเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นทันที

“เฮอะ!”

เยี่ยนจ้าวเกอกู่ร้องเสียงทุ้มต่ำ ก่อนจะสะบัดมือ กระบี่วิญญาณมังกรมรกตก็ลอยขึ้นกลางอากาศ

ค่ายกลย้อนกลับในหุบเขาวายุวิญญาณเสร็จสมบูรณ์แล้ว มันเริ่มทำงานเสียงที่ดังสนั่น ก่อนจะเคลื่อนตัวลงไปรวมเข้าเป็นวงเดียวกันกับค่ายกลที่จ้าวซื่อเฉิงชักนำมา!

บนอักขระวิญญาณของค่ายกลก็พลันปรากฏแสงสีแดงที่ทั้งประหลาดและรุนแรงขึ้น!

เมื่อแสงสีแดงผ่านพ้นไป จ้าวซื่อเลี่ยที่ชักจูงพลังของค่ายกลอยู่ภายในพระราชวังภายของเมืองชมตะวัน ก็พลันรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งร่างกาย ก่อนจะมีโลหิตสดๆ พุ่งทะลักออกจากปาก!

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ท่านลุง ตอนนี้แหละ!”

จ้าวซื่อเฉิงไม่พูดพร่ำทำเพลง ยืนอยู่กลางค่ายกล แล้วตั้งท่าวางหมัดขึ้น

ในขณะที่เยี่ยนจ้าวเกอมองไป เขาเห็นแสงจางๆ เคลื่อนไหวอยู่เหนือศีรษะของจ้าวซื่อเฉิง พอจะมองเห็นเป็นต้นไม้วิเศษต้นหนึ่งสูงตระหง่านระฟ้าแผ่ขยายกิ่งก้านรับลม

พลังของเกราะมังกรเกล็ดมังกรทองได้ถูกปลุกขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว เมื่อจ้าวซื่อเฉิงปล่อยหมัดหนึ่งโจมตีออกไป พลังของค่ายกลก็พลันเพิ่มพูนขึ้นทันที

มหาปรมาจารย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่เดิมทีเป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่นั้น รู้สึกตกใจจนไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะตนพ่ายแพ้และต้องถอยกลับในพริบตาเช่นนี้!

“เยี่ยนจ้าวเกอ!” เซียวเซิงและคนอื่นๆ ต่างก็ตกตะลึงเช่นเดียวกัน ไม่คาดคิดเลยว่าเยี่ยนจ้าวเกอจะพลิกกระดานกลับมาได้ ทั้งๆ ที่ฝ่ายของตนเองได้เปรียบอยู่มากแท้ๆ

“ต่อให้ค่ายกลย้อนกลับผสานกับค่ายกลเดิม ก็ไม่น่าจะมีผลลัพธ์ที่แข็งแกร่งเช่นนี้!”

จ้าวซื่อเฉิงบาดเจ็บสาหัส จ้าวซื่อเลี่ยที่ยึดครองเมืองชมตะวันยิ่งได้เปรียบด้านสถานที่

ถึงกระนั้นผลสุดท้ายการแย่งชิงอำนาจควบคุมค่ายกลเมืองชมตะวัน กลับเป็นจ้าวซื่อเฉิงที่พลิกกลับมาเป็นฝ่ายชนะได้อย่างคาดไม่ถึง!

แสงดาบสีทองหนึ่งส่องสว่างมาจากที่ไกลๆ

เป็นปรมาจารย์เคียงนภาอีกคนหนึ่งของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ที่ชนะการต่อสู้กับคู่ต่อสู้ของตนเอง จากนั้นก็ใช้ดาบผลาญฟ้าประจิมฟันลงมาที่เยี่ยนจ้าวเกอตรงๆ!

ทว่าไม่รอให้เขาเข้าใกล้ อาหู่ตะโกนคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวครั้งหนึ่ง มือซ้ายยังคงเป็นกรงเล็บภูตพยัคฆ์ไม่เปลี่ยนแปลง แต่มือขวากลับถอดกรงเล็บเปลี่ยนเป็นหมัด!

ซึ่งนี่เป็นวิชาวรยุทธ์ที่เยี่ยนจ้าวเกอถ่ายทอดให้กับอาหู่เป็นการส่วนตัว!

หนึ่งในหมัดอสูรหกวิญญาณ หมัดพยัคฆ์คำราม!

บัดนี้อาหู่บ้าคลั่งโดยสิ้นเชิง เขาต่อยหมัดฟาดกรงเล็บ เพื่อพิทักษ์รักษาบุคคลเพียงผู้เดียว ชั่วอึดใจเดียวก็สกัดกั้นปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้ถึงสามคน!

เสียงของอาหู่ดังก้องไปทั่วทั้งหุบเขาวายุวิญญาณ สวีชวนและคนอื่นๆ ที่มองอยู่ต่างก็รู้สึกประหลาดใจอยู่ลึกๆ

เซียวเซิงที่เห็นดังนั้น แววตาของเขาก็เริ่มฉายแววเยือกและเย็นดุร้าย ไม่มีเวลาที่จะสนใจเก็บกงจักรเพลิงสุริยะอีกต่อไป

“น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง!” เซียวเซิงมองเยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่ด้วยสายตาโหดเหี้ยม “ในเมื่อเจ้าจงรักภักดีปกป้องนาย เช่นนั้นข้าก็จะฆ่าเจ้าสุนัขรับใช้ตัวนี้ไปพร้อมกันกับนายของมันเลยแล้วกัน!”

เมื่อได้ยินคำพูดที่เย็นชาและไร้ความปราณีของเซียวเซิง เยี่ยนจ้าวเกอก็จ้องอีกฝ่ายกลับอย่างไม่ละสายตา

เซียวเซิงพลันหยิบเอาสิ่งของหนึ่งที่มีรูปร่างเป็นทรงกระบอกออกมาจากหน้าอก

เขาถือปลายด้านหนึ่งเอาไว้ในมือ ส่วนอีกด้านหนึ่งเล็งไปทางอาหู่!

เยี่ยนจ้าวเกอเบิกตาโพลง แล้วตะโกนเสียงดังในไป “อาหู่ หลบไป! นั่นคือฝนสุริยะ!”

อาหู่ได้ยินดังนั้นก็เหมือนกับจะลังเลไปชั่วครู่หนึ่ง

ถึงกระนั้น สุดท้ายแล้วร่างสูงใหญ่ก็ยังคงไม่หลบหลีก

เพราะหากเขาหลบไป ฝนสุริยะของเซียวเซิงก็จะพุ่งตรงไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ ดังนั้นเขาจึงไม่หลบ!

ครู่ถัดมาท่อนกระบอกในมือของเซียวเซิงก็พลันระเบิดแสงสีทองนับหมื่นเล่ม ส่องสว่างทิ่มแทงสายตาที่สุดออกมาทันที

เข็มสีทองเล็กแหลมจำนวนนับไม่ถ้วนนั้นประหนึ่งแสงอาทิตย์สาดส่องไปทั่วฟ้าดิน อีกทั้งยังเหมือนกับฝนห่าใหญ่กระหน่ำตกลงมา ไม่มีแม้แต่ช่องว่าง!

ฝนสุริยะ อาวุธลับสืบทอดของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ใช้ทำลายปราณจิตราของปรมาจารย์โดยเฉพาะ!

ผู้ที่มีระดับวรยุทธ์น้อยกว่าระดับมหาปรมาจารย์ลงไปหากถูกโจมตีจังๆ ก็ยังยากที่จะมีชีวิตรอด!

แม้แต่ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาทั้งสามคนแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ก็ล้วนแล้วแต่กุลีกุจอหลบไปข้างๆ ด้วยเช่นกัน

ดวงตาทั้งสองของอาหู่ราวกับมีเพลิงกำลังลุกไหม้อยู่ ในขณะที่ส่งเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่ง เขาก็แปรปราณจิตราให้กลายเป็นโลกมายา

พายุหมุนสีดำพัดไปทั่วทั้งสี่ทิศด้วยกำลังรุนแรง ชุดเกราะทมิฬก็ส่องสว่างขึ้นมาเช่นกัน อาหู่ป้องกันตัวอย่างสุดกำลัง

เสียงกระทบแหลมเล็กดังเข้าโสตประสาทไม่หยุด บนร่างกายของอาหู่เต็มไปด้วยเข็มสุริยันสีทองเป็นพันเป็นหมื่นเล่ม!

อีกฝั่งหนึ่ง จ้าวซื่อเฉิงแหงนศีรษะขึ้นฟ้าเปล่งเสียงคำรามยาวๆ ครั้งหนึ่ง แล้วผลักฝ่ามือทั้งสองออกไปข้างหน้าตรงๆ

จ้าวซื่อเฉิงชิงอำนาจควบคุมค่ายกลขนาดใหญ่กลับมาได้โดยสมบูรณ์แล้ว

แม้จ้าวซื่อเฉิงเองจะมีอาการบาดเจ็บสาหัสบนร่างกายอยู่ ทว่าเมื่อมีพลังของคยกลขนาดใหญ่หนุนเสริม เขาก็มีพลังแข็งแกร่งขึ้นมาอย่างยิ่งยวด

เขาขับเคลื่อนค่ายกลเป็นอันดับแรก จากนั้นส่งแรงสั่นสะเทือนกลับไปเมืองชมตะวัน สั่นสะเทือนจนจ้าวซื่อเลี่ยที่ยังไม่ทันได้สติกลับมากระอักเลือดสดๆ ออกมาอย่างบ้าคลั่ง

จากนั้นจ้าวซื่อเฉิงก็ปล่อยฝ่ามือหนึ่งออกไปในอากาศ โจมตีไปยังยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์แห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เบื้องหน้า ทำเอาอีกฝ่ายกระอักเลือดและถอยร่นออกไป

ด้วยพลังของค่ายกลขนาดใหญ่ที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว จอมยุทธ์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในคยกลต่างก็ถูกซัดกระเด็นออกไป

เยี่ยนจ้าวเกอพุ่งออกไปประคองร่างของอาหู่เอาไว้ แล้วส่งตัวเขาให้กับสวีชวนและคนอื่นๆ ที่ตามหลังมา

เมื่อหันกลับไปมอง ชายหนุ่มเห็นเซียวเซิงกำลังรีบร้อนถอยกลับไปเช่นกัน

เขาเห็นดังนั้นแล้ว ก็ปริปากเปล่งเสียงประหนึ่งสายฟ้าฟาดด้วยความโกรธเกรี้ยว “เซียวเซิง เจ้าจะไปไหน!”

ชายหนุ่มกระโจนออกไป ชั่วพริบตาเดียวเขาก็พุ่งไปถึงตรงหน้าเซียวเซิงดุจเสือกระโจนออกจากกำแพงกั้น!

หมัดอสูรหกวิญญาณ หมัดพยัคฆ์คำราม!
บทที่ 82
สภาพของเยี่ยนจ้าวเกอประหนึ่งเสือดุร้าย ระหว่างที่ส่งเสียงคำรามก็พุ่งไล่สังหารมาจนถึงเบื้องหน้าของเซียวเซิง!

เซียวเซิงรีบถอยหลัง ลอยตัวขึ้นไปในอากาศ เพื่อดึงระยะห่างออกจากเยี่ยนจ้าวเกอ

ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอสาวเท้าอย่างต่อเนื่อง และลอยตัวตามขึ้นไปเช่นกัน เพียงก้าวเท้าออกมาเพียงไม่กี่ก้าว เขาก็ขึ้นไปเหยียบย่ำบนอากาศแล้ว!

มังกรน้ำแข็งและมังกรเพลิงที่ยึดครองอยู่ภายในจุดลมปราณทั่วทั้งร่างกาย สั่นสะท้านและคำรามลากเสียงยาวพร้อมกัน

ไอน้ำแข็งและสะเก็ดไฟมากมายลอยออกมาจากร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอ แล้วรวมเข้ากับปราณจิตรา น้ำแข็งและเพลิงไฟผสานกันประหนึ่งเทพเซียน!

ออกหมัดพยัคฆ์คำราม ปราณดุจมังกรร้อง!

เทพยุทธ์ดาวไถ พลังของประตูเลือดซางฉวี่ก็ระเบิดออกมาดังสนั่น!

เยี่ยนจ้าวเกอพังทลายหัตถ์เงาสนธยาที่เซียวเซิงใช้ป้องกันตัวออกไป ภายในหมัดเดียว!

เซียวเซิงตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง จึงรีบใช้วิชาสุริยันทะยานบูรพาหลบเลี่ยงออกไป

“ฮ่า!”

เสียงตะโกนหนึ่งดังขึ้น กระดูกสันหลังของเยี่ยนจ้าวเกอพลันตั้งตรง ประหนึ่งกับมังกรที่กำลังยืดตัว!

การปล่อยพลังครั้งนี้หลอมรวมเข้ากับวิชากระบี่มังกรเขียวในชายเสื้อ กลายเป็นเพลงกระบี่มังกรลอดเมฆ!

เมฆมังกรหมื่นลี้ เหินบินโดยพลัน!

ขณะที่ร่างกายของเซียวเซิงกำลังจะขยับขึ้น เยี่ยนจ้าวเกอที่ว่องไวยิ่งกว่าเขา ก็ลงมืออย่างเหี้ยมโหด!

เยี่ยนจ้าวเกอกางนิ้วที่เดิมกำหมัดเอาไว้แน่นทั้งสองข้าง แล้วงอลงเหมือนตะขอ จับไปที่ต้นแขนทั้งสองของเซียวเซิง!

ร่างของชายหนุ่มทั้งสองนิ่งค้างอยู่กลางอากาศด้วยกันในทันที

ฝ่ายเยี่ยนจ้าวเกอยกเท้าข้างหนึ่งขึ้น ถีบไปที่หน้าอกของเซียวเซิงตรงๆ!

ในขณะเดียวกันมือทั้งสองก็ออกแรงพร้อมๆ กัน พลังปราณมังกรน้ำแข็งกับพลังปราณมังกรเพลิงบิดเบือนยืดหด รุกล้ำปล่อยพลัง

พลังที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่กลายร่างเป็นภูเขาและแม่น้ำอันคดเคี้ยว สำแดงอิทธิฤทธิ์บนแขนทั้งสองข้างของเซียวเซิง

เท้าหนึ่งถีบจนร่างของเซียวเซิงกระเด็นไปข้างหลัง ทว่ามือทั้งสองกลับยังคงจับแขนทั้งสองข้างของเซียวเซิงเอาไว้แน่นไม่ปล่อย!

ทั้งถีบทั้งดึง พลังของทั้งสองตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง ทำให้ร่างกายของเซียวเซิงพลันบิดเบี้ยวราวกับผ้าขี้ริ้วที่ขาดวิ่นผืนหนึ่ง!

“พลั่ก!”

ทันทีที่เกิดเสียงดังสนั่น เลือดเนื้อก็พุ่งกระจาย!

ฝนโลหิตสาดไปทั่วท้องฟ้า อากาศปะทุกระจายออกไปรอบทิศ!

ขณะที่เยี่ยนจ้าวเกอตะโกนคำรามเสียงทุ้มต่ำ แขนทั้งสองข้างของเซียวเซิงก็ถูกดึงขาดออกจากบ่า!

เซียวเซิงส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดด้วยเสียงแหลมเสียดแก้วหู “เยี่ยนจ้าวเกอ เจ้ากล้า…”

เยี่ยนจ้าวเกอโยนแขนทั้งสองข้างที่ขาดออกของเซียวเซิงทิ้งไป ก่อนจะก้าวเท้าไปในอากาศ ไล่ตามเซียวเซิงที่ถูกตนเองถีบจนลอยออกไป แล้วยื่นมือทั้งสองออกไปอีกครั้ง!

“คนใกล้จะตายอยู่แล้ว อย่าพูดมากเลย”

จอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่รอบๆ ก็ถูกจ้าวซื่อเฉิงและพลังของค่ายกลขนาดใหญ่ไล่ถอยออกไป จึงไปช่วยเซียวเซิงไม่ทัน ตอนนี้ต่างก็ส่งเสียงร้องตะโกนด้วยความโกรธ

เซียวเซิงโกรธจนลูกตาแทบหลุดออกมา “เยี่ยนจ้าวเกอ! เจ้าอย่าเพิ่งได้ใจไป!”

“ต่อให้เจ้าสังหารข้า ก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องตายพร้อมข้า!”

“ข้าจะรอเจ้าอยู่ข้างล่าง!”

เยี่ยนจ้าวเกอทำเป็นไม่ได้ยิน ก่อนจะยกกรงเล็บหนึ่งออกมาคว้าหน้าอกของเซียวเซิงจนทะลุ!

มืออีกข้างหนึ่งก็กางห้านิ้วออก บดบังสายตาของเซียวเซิงเอาไว้ แล้วจึงครอบลงไปบนศีรษะของเขา!

ฝ่ามือของเยี่ยนจ้าวเกอคว้าศีรษะของเซียวเซิงเอาไว้ เขายิ้มอย่างเยือกเย็นพลางกล่าวว่า “ข้ากลัวเสียเหลือเกิน”

ขณะที่กล่าว ทั้งห้านิ้วก็บีบเข้าหากันอย่างรุนแรงแล้วยกขึ้น!

กำลังกล้ามเนื้อที่บ้าคลั่งและปราณจิตราที่ดุดันทรงพลังระเบิดออกพร้อมกัน!

เยี่ยนจ้าวเกอบีบคอเซียวเซิงหัก แล้วดึงศีรษะของเขาจนหลุดออกมา ฝนโลหิตระเบิดกระจายอีกครั้ง!

ดวงตาทั้งสองของเซียวเซิงเบิกโพลง ตายตาไม่หลับ!

ทั่วทั้งหุบเขาวายุวิญญาณตกอยู่ในความเงียบสงัดทันที

ทุกคนล้วนมองเยี่ยนจ้าวเกออย่างตกตะลึงตาค้าง ในมือถือศีรษะของเซียวเซิงเอาไว้ ยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ

“เยี่ยนจ้าวเกอ!”

ครู่ถัดมา จอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็พร้อมใจกันส่งเสียงตะโกนด้วยความโกรธ

กลุ่มคนพุ่งเข้าหาเยี่ยนจ้าวเกอพร้อมๆ กัน โดยมีมหาปรมาจารย์คนนั้นเป็นผู้นำ

จ้าวซื่อเฉิงที่อยู่ภายในหุบเขามีสีหน้าเรียบนิ่ง มือซ้ายกำหมัดเอาไว้ มือขวาแบมือตั้งขึ้น แล้วฟาดออกไปข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน

มังกรแสงสีทองสาดส่องไปทั่วฟ้าทั่วแผ่นดิน แผ่นเกล็ดกระพือเปิดออก เสียงมังกรคำรามสนั่นท้องฟ้าราวกับมีมังกรจริงปรากฏขึ้นบนโลก

ราชันแห่งอาณาจักรถังตะวันออก จ้าวซื่อเฉิงขับเคลื่อนค่ายกลโจมตีจอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ จนพวกเขาพ่ายแพ้ถอยหลังออกไป ยากที่จะเข้าใกล้หุบเขาวายุวิญญาณได้แม้แต่ก้าวเดียว

สวีชวน ปรมาจารย์แห่งเขากว่างเฉิงและอาณาจักรถังตะวันออกคนอื่นๆ ก็เริ่มเปลี่ยนจากตั้งรับเป็นรุกโจมตี

“ถอย!” มหาปรมาจารย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นส่งเสียงตะโกนด้วยความอัดอั้น จำต้องนำบรรดาคนของสำนักตนถอยออกไป

มุมปากของจ้าวซื่อเฉิงมีเลือดซึมออกมา ปราณสีเขียวและแดงบนใบหน้าสั่นกะพริบสลับไปมา

เขาเก็บหมัดกลับคืน คนอื่นๆ ก็หยุดการโจมตีลงเช่นกัน

เยี่ยนจ้าวเกอที่ถือศีรษะของเซียวเซิงลอยตัวลงมา แล้วหันหลังเดินกลับไปข้างกายอาหู่

อาหู่นั่งขัดสมาธิลงบนพื้น ชุดเกราะทมิฬบนตัวพลันดับแสง ทำให้เห็นว่าบนเกราะเต็มไปด้วยเข็มทองจำนวนนับไม่ถ้วน

เข็มทองทุกเล่มล้วนปักลึกลงไปในเกราะ

สีหน้าของอาหู่ซีดเซียวอยู่บ้าง เคราะห์ดีที่ชุดเกราะทมิฬ อาวุธวิญญาณที่เขาติดกายเอาไว้ตลอดเป็นอาวุธป้องกัน ขณะที่ร่างกายกำลังจู่โจมและตั้งรับ มันก็แสดงพลังการป้องกันอันน่าทึ่ง

มิเช่นนั้นเมื่อครู่ตอนที่ต่อสู้กับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาทั้งสองคน ทั้งยังถูกฝนสุริยะของเซียวเซิงลอบทำร้าย เขาคงต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย

แม้ว่าชุดเกราะทมิฬป้องกันเข็มสุริยันราวกับสายฝนไว้ได้ แต่ร่างกายภายในของอาหู่ก็ถูกพลังปราณของเข็มเหล่านั้นทะลุเข้าไปทำร้ายเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เข็มสุริยันไม่ได้ทิ่มเข้าไปร่างกายโดยตรง ทว่าอาหู่ก็เหมือนแบกรับการโจมตีอันแสนสาหัสนับพันนับหมื่นเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว

หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอมาถึงด้านหลังของอาหู่ เขาก็วางฝ่ามือข้างหนึ่งลงไปกลางหลังของเขา เพื่อช่วยเขาปรับลมหายใจ

และในตอนนี้เอง คนอื่นๆ ก็ล้วนมองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยสีหน้าซับซ้อน

เซียวเซิงลงมือโหดเหี้ยมราวกับนักฆ่า เยี่ยนจ้าวเกอฆ่าเขาตายไปก็สมควรแล้ว

แต่เมื่อได้เห็นเยี่ยนจ้าวเกอฆ่าเซียวเซิงจริงๆ กับตาแล้ว สติของทุกคนก็ยังคงหลุดลอยไปเล็กน้อย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เยี่ยนจ้าวเกอใช้วิธีสังหารที่เลือดเย็นนัก

การประมือระหว่างเยี่ยนจ้าวเกอกับเซียวเซิงก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มเล่นงานอีกฝ่ายจนไม่เหลือชิ้นดี ยังสามารถพูดได้ว่าการประลองฝีมือวรยุทธ์นั้น ทักษะของเซียวเซิงยังสู้เขาไม่ได้

แต่ว่า ทั้งสองต่างก็เป็นลูกศิษย์รุ่นหลังที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของสำนักที่มีชื่อเสียงเช่นกัน เป็นต้นกล้าที่มีความสามารถด้วยกันทั้งคู่ การประลองฝีมือจนได้ผลแพ้ชนะ กับการฆ่าอีกฝ่ายให้ตาย เป็นคุณสมบัติสองอย่างที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ยิ่งไปกว่านั้น ท่านตาของเซียวเซิงก็เป็นยอดฝีมือ ในบรรดายอดฝีมือไม่กี่คนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย!

อย่างเช่นที่เซียวเซิงได้กล่าวไว้ สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ต้องไม่ให้เรื่องจบเพียงเท่านี้แน่นอน

แค้นนี้เมื่อเทียบกับการรับศิษย์ทรยศสำนักของอีกฝ่ายไว้แล้วนั้น ใหญ่หลวงกว่านัก!

แต่ในขณะเดียวกันกับที่จิตใจสับสน จอมยุทธ์ของเขากว่างเฉิงและอาณาจักรถังตะวันออกก็รู้สึกสะใจเช่นกัน ช่วงหลายปีมานี้ สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์บีบบังคับไม่หยุด กำเริบเสิบสานมานานมากแล้ว

พวกเจ้าลงมือสังหารได้ตามใจชอบ แต่ไม่อนุญาตให้เขากว่างเฉิงโต้คืนอย่างนั้นหรือ?

ย่อมไม่มีกฏเกณฑ์นี้!

บัดนี้สีหน้าเยี่ยนจ้าวเกอกลับมาสงบนิ่งเช่นเดิมแล้ว

กระบี่วิญญาณมังกรมรกตยังคงใช้เป็นศูนย์กลางของค่ายกลย้อนกลับ ซึ่งผสมโรงกับค่ายกลที่จ้าวซื่อเฉิงขับเคลื่อน

เยี่ยนจ้าวเกอยกมือขึ้น กงจักรเพลิงสุริยะพลันกลับเข้ามาอยู่ในมืออีกครั้ง

เมื่อมองเห็นกงจักรเพลิงสุริยะ จู่ๆ ทุกคนก็สะดุ้งเฮือก

“คุณชายแห่งเขากว่างเฉิงสังหารเซียวเซิงเมื่อครู่นี้ เป็นเวลาเพียงชั่วพริบตาสั้นๆ เท่านั้น!”

แม้จะเป็นปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายเช่นเดียวกัน ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอกลับบีบจนเซียวเซิงไม่เหลือแม้เศษซาก!

มีจอมยุทธ์ของถังตะวันออกกลืนน้ำลายลงไปอย่างช้าๆ “เซียวเซิงไม่ใช่คนที่ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายทั่วไปจะเทียบได้…”

จอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่บุกโจมตีในครั้งนี้ มีแต่คนที่มีระดับวรยุทธ์สูงกว่าเขาอยู่

ทว่าในระดับวรยุทธ์เดียวกัน ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวว่าสามารถเอาชนะเขาได้!

“คุณชายจรัสแสงแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ กับคุณชายเยี่ยนจัดอยู่ในสี่คุณชายแห่งยุคเช่นเดียวกัน แต่เซียวเซิงและคุณชายจรัสแสงถูกขนานนามว่าเป็นรุ่งอรุณทั้งสี่ของสำนักเหมือนกัน ซึ่งเป็นหน้าเป็นตาของรุ่นใหม่แห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์”

ทว่าคนหนึ่งที่ฟ้าโปรดปรานเช่นนี้ กลับถูกเยี่ยนจ้าวเกอสังหารอย่างง่ายดาย!

“ขนาดเซียวเซิงยังถูกคุณชายเยี่ยนโจมตีจนพ่ายแพ้ได้ง่ายเช่นนี้ เช่นนั้นคนอื่นๆ ก็คง…”

มีคนพูดด้วยเสียงตกตะลึงเบาๆ ว่า “เยี่ยนจ้าวเกอแกร่งกว่าในคำร่ำลือเสียอีก!”

ก่อนหน้านี้ลือกันว่าเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางนั้น เอาชนะเซียวเซิงข้ามขั้น ซึ่งไม่มีผู้ใดได้เห็นกับตา จึงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งอยู่บ้าง

ทว่าบัดนี้ก็ไม่มีข้อสงสัยใดๆ อีก!

คุณชายผู้ใสซื่อไร้เดียงสากับจอมยุทธ์โหดเหี้ยมเลือดเย็น บุคลิกทั้งสองแบบ บัดนี้ทับซ้อนกันอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว
บทที่ 83
คำวิพากษ์วิจารณ์ของบรรดาผู้คนนั้น เยี่ยนจ้าวเกอฟังหูไว้หู ตอนนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะมาดีใจในความสำเร็จ

ในขณะเดียวกันกับที่ช่วยอาหู่ปรับลมหายใจนั้น จิตของเยี่ยนจ้าวเกอส่วนหนึ่ง ก็ยังคงแบ่งไปที่ค่ายกลย้อนกลับ

บัดนี้สีหน้าของจ้าวซื่อเฉิงฟื้นคืนมาเป็นปกติแล้ว เขาได้รับการหนุนจากพลังของค่ายกลขนาดใหญ่ คิดจะรักษาอาการบาดเจ็บก็ง่ายขึ้นมาก

เยี่ยนจ้าวเห็นสถานการณ์ดังนั้นก็เบาใจลง

เมื่ออาหู่เรียกลมปราณ เข็มทองสุริยันรอบกายพลันร่วงกระจายลงพื้น

เขาลืมตาทั้งสองขึ้น กล่าวพลางแยกเขี้ยวยิงฟันว่า “เคราะห์ดีที่ครั้งนี้สวมอาวุธวิญญาณที่นายท่านมอบให้ มิเช่นนั้นก็คงต้องจบเห่แล้วจริงๆ ขอรับ”

ชายหนุ่มเห็นเขาไม่เป็นอะไรแล้ว จึงยิ้มพลางกล่าวว่า “รสชาติของฝนสุริยันเป็นเช่นไรบ้าง”

อาหู่ยกมุมปากขึ้น “โหดดีขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอหยิบกล่องทรงกระบอกออกมา ซึ่งนั่นก็คือฝนสุริยะ “เจ้านี่มันโหดร้าย แม้ว่าหลังจากที่ใช้ไปแล้วครั้งหนึ่ง และต้องการจะเติมเต็มค่อนข้างยุ่งยาก แต่อานุภาพของมันไม่เลวจริงๆ”

“ต่อแต่นี้ไปเจ้าก็เอาไปเล่นเถอะ จะลอบทำร้ายผู้ใดก็ยังสามารถให้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เป็นแพะรับบาปแทนเจ้าได้ด้วย”

คนที่อยู่รอบข้างได้ยินดังนั้นก็ล้วนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

อาหู่รับไปด้วยท่าทีนึกสนุก “คุณชาย ความคิดนี้ดีนักขอรับ”

“ในภายภาคหน้าหากคุณชายไม่ชอบขี้หน้าผู้ใด ข้าก็จะลองใช้กับมันสักที”

แน่นอนว่าคำพูดเหล่านี้ล้วนเป็นการหยอกล้ออยู่แล้ว

เยี่ยนจ้าวเกอมาถึงเบื้องหน้าจ้าวซื่อเฉิง

ดูจากภายนอกแล้ว จ้าวซื่อเฉิงดูไม่ได้มีความผิดปกติใดๆ ราวกับอาการบาดเจ็บทั้งหลายหายเป็นปลิดทิ้ง

ก่อนหน้านี้ที่เยี่ยนจ้าวเกอช่วยเขารักษาอาการบาดเจ็บ ก็ได้บอกเคล็ดวิชาเหวเวหาสวนกระแสส่วนหนึ่งกับเขาแล้ว

ซึ่งขณะนี้จ้าวซื่อเฉิงสามารถขับเคลื่อนพลังของค่ายกลขนาดใหญ่ได้แล้ว อีกทั้งการรักษาอาการบาดเจ็บก็รวดเร็วยิ่งขึ้น แม้ว่าจะยังไม่หายสนิท ทว่าไม่ได้เป็นอะไรมากนักเช่นกัน

สายตาของจ้าวซื่อเฉิงมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้น “จ้าวเกอ โชคดีที่ครั้งนี้มีเจ้า ถึงสามารถชิงอำนาจการควบคุมค่ายกลชมตะวันกลับมาได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้”

คนอื่นๆ ต่างก็หลุดออกจากภวังค์ สายตาที่มองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอยิ่งเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมและอัศจรรย์ใจ

นั่นเป็นเพราะอุบายของเยี่ยนจ้าวเกอ ถึงทำให้สถานการณ์นั้นพลิกผันเปลี่ยนไป จนแทบจะเรียกได้ว่าฟื้นชีพคนตายกลับมา

ความสามารถพรสวรรค์ส่วนตัวโดดเด่นเหนือนำคนอื่นไม่พูดถึง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีความสามารถในการช่วยเหลือผู้คนในยามคับขัน ไม่สามารถมองเขาเป็นแค่ยอดฝีมือรุ่นหลังแล้ว สายตาของอัจฉริยะรุ่นหลังก็มองมายังเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าคนนี้

วิธีการเช่นนี้ ความสามารถเช่นนี้ ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกคนหนึ่งสามารถเปรียบเทียบได้ที่ไหน

เยี่ยนจ้าวเกอคำนับจ้าวซื่อเฉิงครั้งหนึ่ง “ท่านลุงกล่าวชมเกินไปแล้วพะยะค่ะ ข้ายังต้องพึ่งพลังจากท่านลุงเป็นเสาหลักในยามคับขันอยู่เลย”

“วิชาค่ายกลย้อนกลับนี้ ข้าเองก็ได้มาโดยบังเอิญ เป็นประโยชน์ก็แค่ชั่วเวลาหนึ่งเท่านั้น ใช่ว่าจะใช้ได้ตลอดไป”

จ้าวซื่อเฉิงกล่าว “หากจะกล่าวถึงเสาหลักในยามคับขันแล้วล่ะก็ ยังต้องเป็นท่านผู้อาวุโสฉินกับท่านผู้อาวุโสข่งของสำนักเจ้าสิ”

“พวกเขาประมือกับทะยานบูรพา ถ้าหากแบ่งแพ้ชนะได้ในเวลาสั้นๆ สถานการณ์คงเปลี่ยนไปมาก”

เยี่ยนจ้าวเกอพูดพึมพำ แล้วผูกปราณจิตราเป็นเสียง ส่งกระแสจิตไปหาจ้าวซื่อเฉิง ‘ท่านลุงพะยะค่ะ ข้ารู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง พวกเราจำเป็นต้องรีบออกจากหุบเขาวายุวิญญาณโดยเร็วพะยะค่ะ’

แววตาของจ้าวซื่อเฉิงวูบไหวเล็กน้อย

ชายหนุ่มกล่าวเสียงทุ้มต่ำว่า ‘ก่อนเซียวเซิงตาย เขาไม่เหมือนกับจะอวดดีเบ่งอำนาจ หรือถอดใจแล้วสาปแช่งข้า แต่เป็นการยืนยันมั่นใจว่าข้าจะต้องตามเขาไปในไม่ช้า’

‘นี่ทำให้ข้าสนใจยิ่งนัก ข้ารู้ดีว่าท่านชิงอำนาจควบคุมค่ายกลกลับมาได้ ก็ยังต้องใช้เวลาในการทำให้มั่นคง แต่เกรงว่าพวกเราจะต้องออกไปจากที่นี่ก่อนเป็นอันดับแรก’

อาหู่ก็เพิ่งจะรู้สึกดีขึ้น เวลาสั้นๆ เท่านั้นอาการบาดเจ็บยังคงไม่หายดี ทว่าก็ไม่มีเวลาเหลือให้เขาแล้ว จึงทำได้เพียงแค่ปลีกออกไปก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกครั้ง

จ้าวซื่อเฉิงมองเยี่ยนจ้าวเกอแวบหนึ่ง ไม่ได้ถามให้มากความ แล้วก็พูดออกไปว่า “ได้ ออกจากที่นี่ก่อน!”

จอมยุทธ์ของถังตะวันออกแม้จะกังวลในสภาพของจ้าวซื่อเฉิงอยู่ ทว่าก็หวังว่าราชาของพวกเขาจะสามารถกลับไปคุมการณ์ที่เมืองชมตะวันได้โดยเร็วเช่นกัน เพี่อจะได้สะดวกในการกำจัดกลุ่มกบฏของจ้าวซื่อเลี่ย จิ่นอ๋อง

อีกด้านหนึ่ง ในเมืองชมตะวัน จ้าวซื่อเฉิงจะขับเคลื่อนพลังของค่ายกล มันถึงจะมีพลังสูงสุด

และยิ่งไปกว่านั้น ทิศทางการเคลื่อนไหวของเขาไร้พรมแดนก็ยังไม่แน่นอนเช่นกัน

ถึงกระนั้นเกินกว่าครึ่งก็คงมียอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ที่แข็งแกร่งกว่าผู้อาวุโสเฮ่อผู้นั้น กำลังซ่อนตัวอยู่ตามชายแดนของอาณาจักรถังตะวันออกเป็นแน่

ทุกคนไม่มีเวลาที่จะพักผ่อน ได้แต่รีบเคลื่อนตัวจากไปทันที

เยี่ยนจ้าวเกอเดินไป พลางมองไปที่สวีชวน ส่งกระแสจิตไปว่า ‘ท่านผู้อาวุโสสวี คนที่รู้ความลับของศิลาลายเมฆในหุบเขานี้…’

สวีชวนยิ้มเล็กน้อย ‘นายน้อยเยี่ยนวางใจ ก่อนที่พวกเจ้าจะมาถึงที่นี่ ข้าได้รวบรวมคนส่งไปแล้วจัดการเสร็จสรรพแล้ว’

ขอเพียงแค่ความลับไม่รั่วไหล ต่อให้อีกฝ่ายจะใช้หุบเขาวายุวิญญาณเป็นที่ระบายความโกรธ ทำลายทุกอย่างที่นี่จนสิ้นซาก ถึงกระนั้นแร่ธาตุที่ฝังลึกอยู่ใต้ดินลึกก็ยังสามารถขุดขึ้นมาใหม่อีกครั้งได้ในภายหลัง

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ สวีชวนระมัดระวังตัวมาก อีกทั้งยังตัดสินใจเด็ดขาด การช่วยเขาในตอนนั้นเป็นตัวเลือกที่ถูกต้อง

หากวรยุทธ์ของสวีชวนสามารถไปถึงระดับที่สูงยิ่งกว่า เช่นนั้นบิดาของตนก็คงจะสามารถบ่มเพาะให้ได้บ้าง เพื่อช่วยให้เขาก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงยิ่งกว่าและสำคัญยิ่งกว่า

ชายหนุ่มกำชับว่า “แม้ว่าพวกเราจะถอยไป แต่ยังต้องคอยจับตามองการเคลื่อนไหวของหุบเขาวายุวิญญาณอย่างใกล้ชิด”

ถึงแม้ว่าสวีชวนจะประหลาดใจอยู่บ้าง กระนั้นก็ยังคงลงไปสั่งการ

จ้าวซื่อเฉิงได้ยินคำพูดของเยี่ยนจ้าวเกอ ก็ส่งกระแสจิตไปถามว่า ‘เจ้ากังวลว่าแถวนี้จะมียอดฝีมือสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่แกร่งยิ่งกว่าอย่างนั้นหรือ? แต่หากมีคนเช่นนั้นอยู่จริง เหตุใดเมื่อครู่จึงไม่ลงมือเสียเล่า’

เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตาลง กล่าวเสียงเบาว่า “ถ้ามียอดฝีมือบุกโจมตีในช่วงเวลาสั้นๆ จริงล่ะก็ เช่นนั้นก็ยืนยันได้ถึงความผิดปกติของเซียวเซิงก่อนที่จะตายแล้ว”

“และหากเป็นเช่นนั้นแล้วล่ะก็ ข้าคิดว่าข้าพอจะเดาออกแล้ว ว่าพวกเขาต้องการจะกระทำอันใด”

เขาสูดหายใจลึกครั้งหนึ่ง “ที่ก่อนหน้านี้ไม่ลงมือก็เพราะไม่อยากแหวกหญ้าให้งูตื่น แต่ซุ่มอยู่ใกล้ๆ ก็เผื่อว่าพวกเซียวเซิงสังหารพวกเราไม่สำเร็จ ข้าเล่นงานเซียวเซิงจนสิ้นชีพ สำหรับพวกเขาแล้วก็เป็นเพียงเรื่องที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย”

“แต่เดิมเป็นกองหนุนที่เอาไว้สำหรับป้องกัน แต่เพราะค่ายกลย้อนกลับ พวกเราจึงพลิกสถานการณ์ในพริบตา แม้กระทั่งสถานการณ์ที่ยืดเยื้อก็ไล่ต้อนคนกลุ่มแรกจนถอยไป แล้วตอนนี้ยังถอยออกมาอีกทันที”

“อีกฝ่ายอยากให้การตายของข้าดูแล้วเป็นธรรมชาติหน่อย เหมือนว่าเกิดจากความแค้นส่วนตัวระหว่างข้ากับเซียวเซิงเท่านั้น”

“เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการกลบเกลื่อนเป้าหมายที่แท้จริงของพวกเขาได้”

จ้าวซื่อเฉิงมองไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ “…เป้าหมายที่แท้จริง?”

แววตาของเยี่ยนจ้าวเกอหยั่งลึก “ดูท่าพวกเรา อาจจะประเมินความต้องการของพวกเขาต่ำไป”

“การสังหารข้าเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น กระทั่งถังตะวันออกก็เป็นเพียงแค่ทางผ่านเช่นกัน สิ่งที่พวกเขาต้องการนั้นมากกว่าที่ข้าคาดการณ์เอาไว้มาก”

คนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ แค่ถูกไล่ถอยออกไปเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อพวกเขาเห็นกลุ่มของเยี่ยนจ้าวเกอออกจากหุบเขาวายุวิญญาณ ต้องเร่งไล่ตามมาโจมตีแน่

ไม่ต้องทำให้กลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอบาดเจ็บหรือตาย ขอเพียงแค่คว้าหางเอาไว้ได้โดยไม่เสียร่องรอยการติดตามก็เพียงพอแล้ว

เมื่อเห็นดังนี้ภายในใจของเยี่ยนจ้าวเกอก็ยิ่งรู้สึกว่า สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เกินกว่าครึ่งต้องมียอดฝีมือระดับสูงอยู่ใกล้ๆ แถวนี้ และกำลังรีบตามพวกเขาอยู่

ถ้าหากไม่สามารถสะบัดหางให้หลุดออกไปได้ล่ะก็ หรือแม้กระทั่งความเร็วของฝ่ายตรงข้ามเร็วกว่า เช่นนั้นคงใช้เวลาไม่นานนักก็จะไล่ตามมาทัน

ถึงกระนั้นอย่างไรเสียที่นี่ก็คือนภาพิภพ ดินแดนของถังตะวันออก แม้พลังความสามารถของเยี่ยนจ้าวเกอ จ้าวซื่อเฉิง และคนอื่นๆ นั้นแข็งแกร่งกว่า พวกเขาก็ยังมุ่งที่จะหลีกหนีการต่อสู้ ไม่นานนักก็อาศัยข้อได้เปรียบเรื่องสถานที่สลัดผู้ที่สะกดรอยตามไปได้

หลังจากนั้นก็มีสาส์นลับถูกส่งมาผ่านช่องทางลับ

แทบจะทันทีที่กลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอจากไป ด้านหลังก็มียอดฝีมือระดับสูงของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ย่างกรายเข้าไปในหุบเขาวายุวิญญาณ!

เมื่อนับรวมเวลาที่ใช้ในการสลัดคนสะกดรอยพวกนั้นด้วยแล้ว แทบจะเป็นวิกฤตอันตรายที่น่าผวาใจ

เยี่ยนจ้าวเกอถอนลมหายใจหนักๆ ออกมาเสียงหนึ่ง แววตาเปลี่ยนเป็นประกายแน่วแน่ เขามองไปยังจ้าวซื่อเฉิง ยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านลุง จากนี้ไปพวกเราแยกกันเคลื่อนไหวนะพะยะค่ะ”

“เป้าหมายหลักๆ ของอีกฝ่ายก็คือข้า แต่ท่านก็ต้องระวังตัวด้วยเช่นกัน”

“กลับเมืองชมตะวัน ก็เท่ากับว่าเผยเป้าหมายที่ชัดเจนให้กับฝ่ายตรงข้าม”

สายตาของจ้าวซื่อเฉิงนิ่งงัน “ข้าก็อาจจะกลายเป็นเป้าหมายได้ แต่กลับไม่ใช่เพราะถังตะวันออกอย่างนั้นหรือ? ถ้าพูดเช่นนี้แล้ว…”

ชายหนุ่มพยักหน้า “ท่านเตรียมใจเอาไว้เป็นการดีที่สุด อย่าเปิดเผยเป็นพอ”

“สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ต้องการจะเล่นหนัก เช่นนั้นก็มาเล่นกัน” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “โบราณว่าเอาไว้ การเปลี่ยนแปลงเป็นสัจธรรม แม้แต่สิ่งที่วางแผนไว้แล้วก็เปลี่ยนแปลงได้ตลอด”

เมื่อได้ยินดังนั้น แววตาของจ้าวซื่อเฉิงก็วูบไหวเล็กน้อย จ้องมองเยี่ยนจ้าวเกอนิ่งงัน

เยี่ยนจ้าวเกอสบตากับเขาด้วยความสงบ จ้าวซื่อเฉิงผงกศีรษะช้าๆ “ได้ เจ้าก็จงระวังตัวด้วย ระมัดระวังความปลอดภัยของเจ้าให้ดี”

“พะยะค่ะ ท่านลุง” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวตอบ “ข้าจะระวังความสมดุลระหว่างการปกปิดร่องรอยกับการดึงความสนใจของอีกฝ่ายขอรับ”

เมื่อส่งจ้าวซื่อเฉิงไปแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็ส่งกระแสจิตไปหาอาหู่ และออกคำสั่งไป

อาหู่ที่คุณชายสั่งไปซ้ายก็ไม่ไปขวาแน่นอน คุณชายสั่งตีสุนัขก็จะไม่จับนกแน่นอน น้อยนักที่จะตกอยู่ในสภาวะตกตะลึง

เสียงของเขาตะกุกตะกักราวกับกัดลิ้นของตนเองอย่างไรอย่างนั้น “คะ…คุณ…คุณชาย นี่มันจะไม่…”
บทที่ 84
เมื่อมองอาหู่ที่ราวกับกำลังกัดโดนลิ้น เยี่ยนจ้าวเกอก็หัวเราะพลางส่ายหน้า “เหตุใดเจ้าถึงต้องตื่นตระหนกถึงขนาดนั้น”

“นำข้อมูลที่ตอนนี้รู้แล้ว กับการคาดเดาของข้ารายงานให้กับเบื้องบนก็เป็นอันใช้ได้ ท้ายที่สุดถ้าหากวางแผน จะตัดสินอย่างไร พวกเรารอการแจ้งมาอีกครั้งก็พอ”

“ถ้าจะมาเปิดการแสดงละครชุดใหญ่ เช่นนั้นพวกเราก็แสดงกันต่อไปเถอะ”

“หากต้องการจะปกปิด เช่นนั้นที่ใดปลอดภัยพวกเราก็จะไปหลบซ่อนที่นั่นทันที อย่างไรเสียที่แห่งนี้ก็ไม่ใช่อัคคีพิภพ ต่อให้คนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มีใจคิดจะขุดดินลึกสามฉื่อลากข้าออกมา ก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น”

เมื่อได้ยินคำพูดของเยี่ยนจ้าวเกอ อาหู่ก็ขยับปากพูดราวกับปวดฟัน “คุณชายขอรับ ครั้งนี้เหมือนจะเล่นใหญ่เกินไปหน่อยนะขอรับ ในสถานการณ์ปกติแล้วไม่ใช่คนในระดับพวกเราจะเข้ามามีส่วนร่วมได้”

“หากไม่รอบคอบแค่ครั้งเดียว ต่อให้โดยรวมแล้วเขากว่างเฉิงจะได้รับชัยชนะ แต่ตัวท่านก็อาจจะต้องชดใช้นะขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา “การทุ่มเทจะคุ้มค่าหรือไม่ ก็ต้องดูว่าผลตอบแทนนั้นใหญ่พอหรือไม่”

ชายหนุ่มหุบรอยยิ้มลง แล้วกล่าวอย่างช้าๆ “ไม่ว่าจะมาอีกกี่ครั้งข้าก็จะฆ่าเซียวเซิงเสีย ไม่ยั้งมือโดยเด็ดขาด”

“แต่ด้วยความสามารถโดยรวมของสำนักแล้ว สำนักของเรายังด้อยกว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อยู่ขั้นหนึ่ง ถ้าหากไม่หาวิธีทิ้งระยะห่าง หรือทำได้เพียงแค่ทำตามบทเล่นตามน้ำแล้วล่ะก็ เช่นนั้นก็คงจะด้อยกว่าไปเรื่อยๆ”

“อย่างไรเสียสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็กำลังก้าวหน้า ไม่มีทางยืนรอพวกเราอยู่ที่เดิม กลับกันพวกเขาอาจจะอาศัยข้อได้เปรียบที่นำหน้าอยู่ตัดทอนกำลังของพวกเราให้มากที่สุด”

เขามองไปทางอาหู่ “ว่าแต่เจ้า อย่าเสี่ยงอันตรายเป็นเพื่อนข้าอีกเลย ปลาเน่าตัวเดียวจะได้ไม่เหม็นทั้งบ่อ”

อาหู่ยิ้มอย่างจริงใจ “ข้าย่อมต้องการติดตามท่านไปอยู่แล้ว”

“อีกอย่าง หากข้างกายท่านไม่มีใครสักคนอยู่ด้วย นั่นก็อาจจะผิดปกติเกินไป”

“รีบเคลื่อนตัวออกจากหุบเขาวายุวิญญาณทันที พูดอีกอย่างก็คือ หากยังจดจ่ออยู่กับสถานการณ์ของถังตะวันออก ฝ่ายตรงข้ามอาจจะสงสัยได้ ทว่าท่านกลับเคลื่อนไหวเพียงผู้เดียว ฝ่ายตรงข้ามก็ต้องรู้ตัวทันทีแน่ ว่ามีคนล่วงรู้แผนการของพวกเขา”

เยี่ยนจ้าวเกอตบบ่าของเขา “ไปส่งข่าวก่อนเถอะ จากนั้นค่อยวางแผนกันอีกที”

อาหู่ผงกศีรษะ “ขอรับ คุณชาย”

กลุ่มคนของเขากว่างเฉิงเคลื่อนไหวอย่างลับๆ ตลอดทาง เพื่อหลบหลีกสายตาของจอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

ฝ่ายของตนมีกิจการอันใดอยู่ที่ถังตะวันออกบ้าง สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็รู้อยู่แก่ใจอยู่พอควร จึงสังเกตการณ์ทุกอย่างอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นทางกลับเข้าสู่เมืองชมตะวัน

ทว่าอย่างไรเสียเขากว่างเฉิงก็ดำเนินกิจการอยู่ ณ ที่แห่งนี้มาหลายปี อีกทั้งยังมีจ้าวซื่อเฉิง ราชาอาณาจักรถังตะวันออกสนับสนุนอีก สถานที่และกิจการที่เป็นความลับบางอย่างก็เป็นสิ่งที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ไม่อาจทราบได้

เป็นอย่างเช่นที่เยี่ยนจ้าวเกอคิดทั้งหมด ตนเองคิดซ่อนตัวที่นภาพิภพ สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ยากที่ค้นหาให้พบได้ในเวลาอันสั้น

นอกเสียจากว่าถังตะวันออกจะอยู่ในกำมือของพวกเขาโดยสิ้นเชิงแล้ว เช่นนั้นพวกเขาถึงจะค่อยๆ ค้นหาอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม

หลังจากนั้นไม่กี่วัน สวีชวนก็มาพบเยี่ยนจ้าวเกอ “นายน้อยเยี่ยน พวกราชาอาณาจักรจ้าวไปที่ตำหนักของจ้าวซื่อเลี่ย จิ่นอ๋องแล้ว!”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มพลางกล่าวว่า “ไปก็ดีแล้ว”

“พวกเราซ่อนตัวไม่กลับเมืองชมตะวันก็ยังพอจะเข้าใจได้ แต่การที่ราชาอาณาจักรเช่นเสด็จลุงจ้าวกลับไม่กลับไปยังเมืองหลวงนั้นก็ยากที่จะไม่ทำให้ผู้คนสงสัยได้”

“แต่นี่ไปตำหนักเจ้ากบฏต่ำช้าจ้าวซื่อเลี่ยรอบหนึ่ง ไปกลับหนึ่งรอบ ยื้อเวลายื้อได้สะอาดไม่เหลือร่องรอย”

“จ้าวซื่อเลี่ยถูกเสด็จลุงเล่นงานจนบาดเจ็บ ตัดขาดจากการเชื่อมต่อกับเขตอาคมโดยสิ้นเชิง”

“เมื่อไม่มีเขตอาคมแล้ว เขาอยู่ที่เมืองชมตะวันก็ราวกับเป็นสุนัขที่ถูกปิดประตูล้อมตีทำได้แค่เพียงถอยกลับไปที่ตำหนักของตนเองเท่านั้น เพื่อรอโอกาสอีกครั้ง”

“รอให้การประมือระหว่างทะยานบูรพาและท่านผู้อาวุโสฉิน ถึงจุดที่จะตัดสินแพ้ชนะ”

เยี่ยนจ้าวเกอลูบคางของตนเอง “สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์สนับสนุนจ้าวซื่อเลี่ย คงจะมีทรัพยากรไม่น้อย”

“เสด็จลุงบุกยึดฐานที่มั่นของเขาและได้ในสิ่งที่ต้องการ แล้วก็ใช้เป็นที่พักฟื้นสถานที่ที่ถูกทำลายจากสงครามได้พอดี”

สวีชวนได้ยินดังนั้นก็ผงกศีรษะ “จ้าวซื่อเลี่ยแย่งชิงเขตอาคมชมตะวันไปไม่ได้ ความสามารถที่สามารถใช้ได้กับสงครามครั้งนี้ ก็เป็นสิ่งที่มีจำกัดมากแล้ว”

“ในสถานการณ์ที่แม้แต่ยอดฝีมือระดับยอดฝีมือของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ยังยากที่จะเอาตัวรอดได้ เกิดกว่าครึ่งคงไม่มีกะจิตกะใจจะมาสนใจเขา จ้าวซื่อเลี่ยจึงทำได้เพียงซ่อนตัวก่อน รออยู่นิ่งๆ จนตอนที่สถานการณ์มั่นคงแล้วค่อยออกมาอีกครั้ง”

“หากประจันทะยานบูรพาและยอดฝีมือสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนอื่นๆ ได้รับชัยชนะแล้ว ถึงตอนนั้นก็ยากที่จะรักษาเมื่อชมตะวันเอาไว้ได้ จ้าวซื่อเลี่ยสามารถตามหลังทะยานบูรพาหวนกลับมามีอำนาจอีกครั้งได้”

“หากพวกทะยานบูรพาพ่ายแพ้ เช่นนั้นจ้าวซื่อเลี่ยก็คงจะต้องตัดสินใจเด็ดขาดถอยไปอยู่ที่อัคคีพิภพ ขอการคุ้มครองจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์”

สวีชวนมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความรู้สึกลังเลอยู่บ้าง “แต่ว่า อย่างที่นายน้อยเยี่ยนคิด สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มียอดฝีมือซ่อนตัวอยู่มากกว่าที่พวกเราคาดเดาไว้ก่อนหน้านี้อีก ดูเหมือนจะมีแผนการอย่างอื่น ที่ตำหนักของจ้างซื่อเลี่ยทางนั้น…”

เยี่ยนจ้าวเกอส่ายหน้า “พวกเขาไม่สนใจจ้าวซื่อเลี่ยแล้วล่ะ”

“ยิ่งไปกว่านั้น…” เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตาลง “ยิ่งไปกว่านั้นข้าก็สังหารเซียวเซิงไปแล้ว เป้าหมายหลักของฝ่ายตรงข้ามในตอนนี้คือข้า”

กล่าวจบเจาก็หันศีรษะไปมองสวีชวน “ลำบากท่านผู้อาวุโสสวีและผู้ร่วมสำนักคนอื่นๆ แล้วขอรับ ที่ร่วมเสี่ยงอันตรายไปกับข้า”

สวีชวนยิ้มเล็กน้อย “นายน้อยกล่าวเกินไปแล้ว ข้าเชื่อว่านายน้อยเยี่ยนสามารถเปลี่ยนความทุกข์ยากที่พบให้กลายเป็นความโชคดีได้”

เยี่ยนจ้าวเกอมองเขาแวบหนึ่ง “ท่านมองสิ่งใดออกหรือ? ”

สวีชวนส่งกระแสจิตไปว่า ‘แม้ว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะมียอดฝีมือออกมาเคลื่อนไหว แต่นายน้อยเยี่ยนน่าจะมีที่พึ่งหนุนหลังอยู่ใช่หรือไม่’

‘นายน้อยเยี่ยนสังหารเซียวเซิง น่าจะเป็นแค่สิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย แต่เดิมเป้าหมายที่เจาะจงไว้ อาจจะไม่ใช่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ข้าเดาว่าเป็น…’

นิ้วมือของสวีชวนเขียนอักษร ‘เหยียน’ กลางอากาศ

เยี่ยนจ้าวเกอส่ายหน้าอย่างช้าๆ “เรื่องเกี่ยวข้องกับความลับสำคัญ แม้แต่ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าแท้จริงแล้วเป็นสถานการณ์เช่นไร”

“แต่ว่า ท่านอย่าเพิ่งรีบมองในแง่ร้ายจะดีที่สุด หากร่วมเดินทางไปกับข้า สถานการณ์ที่จะต้องเผชิญหน้า มีความเป็นไปได้สูงที่อาจจะแย่ยิ่งกว่าผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดที่ท่านคาดการณ์ไว้ก็ได้”

สวีชวนได้ยินดังนั้นก็ตระหนกอยู่บ้าง

ทว่าเขาก็ไม่ได้ปากมากถามต่อไปอีก แต่ตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้อาวุโสกิจปฏิบัติแห่งถังตะวันออกคนหนึ่ง เมื่อมีศัตรูภายนอกย่างกรายเข้ามาในถังตะวันออก ข้าก็คงจะนิ่งดูดายอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ต่อให้อาจจะต้องสิ้นชีพด้วยเหตุนี้ ก็เป็นภัยพิบัติที่ชีวิตนี้ควรมี”

เยี่ยนจ้าวเกอโบกไม้โบกมือ “แม้จะพูดเช่นนี้ แต่บางครั้ง การยอมปล่อยมือก็เป็นการกระทำที่ฉลาด การรบราไม่ใช่ความผิดแต่ก็ไม่ควรมี”

“ส่วนข้านั้น ข้าเกิดที่เขากว่างเฉิง ท่านพ่อเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของสำนัก ข้าได้รับความรุ่งเรืองของสำนัก เสพสุขกับทรัพยากรที่สำนักสนับสนุนให้ ได้รับอ้อมแขนของสำนักช่วยข้าต้านลมต้านฝน”

“เช่นนั้น เมื่อถึงคราวที่ข้าจะต้องยืนขึ้นเพื่อทุ่มเทให้กับสำนักแล้ว ข้าก็จะไม่ถอยเป็นแน่”

“เรื่องที่จะส่งตัวเองไปตายเปล่าๆ ตายอย่างไร้ค่าข้าไม่ทำอย่างแน่นอน แต่ถ้าต้องแบกรับความเสี่ยงอันเตราย ข้าก็ไม่ถือ”

เยี่ยนจ้าวเกอมองไปที่สวีชวน “แต่พวกท่านไม่จำเป็นต้องไปกับข้า”

สวีชวนกล่าวตอบอย่างหนักแน่ว่า “นายน้อยเยี่ยนวางใจ ข้ารู้กฎระเบียบดี สิ่งที่ไม่ควรถามข้าก็จะไม่ปากมาก”

“ส่วนคนอื่นๆ ตรงนั้น ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ ข้าก็จะไม่บังคับ ขณะเดียวกันก็จะเตรียมการเอาไว้ให้ดี รับประกันว่าจะไม่ทำให้ผู้อื่นสงสัย”

“ขอเพียงแค่ไม่กลายเป็นตัวถ่วง ข้ายินดีที่จะเสี่ยงอันตรายไปกับนายน้อยเยียนครั้งนี้ด้วย”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มพลางกล่าวว่า “แน่นอนว่าไม่เป็นตัวถ่วงอยู่แล้ว ผู้อาวุโสสวี ท่านเป็นปรมาจารย์เคียงนภา อีกทั้งระดับวรยุทธ์ยังสูงกว่าข้าด้วย”

“แต่เรื่องครั้งนี้ประเด็นหลักไม่ได้อยู่ที่ความสูงต่ำของระดับวรยุทธ์ของพวกเรา” สายตาของเยี่ยนจ้าวเกอทอดมองออกไปไกล แล้วพูดกับตนเองเสียงเบาว่า “ประเด็นสำคัญครั้งนี้อยู่ที่การเข้าใจข่าวสารเป็นอย่างดี อยู่ที่การปกปิดเป้าหมายที่แท้จริงของตน”

“ชีวิตคนดั่งละคร ทั้งหมดคือการแสดงทั้งนั้น! ”

สองประโยคหลังทั้งเบาทั้งไม่ชัดเจน สวีชวนได้ยินไม่ชัดจึงอดไม่ได้ที่จะมองไปที่เยี่ยนจ้าวเกอด้วยสีหน้างุนงง
บทที่ 85
ทุกคนเปลี่ยนสถานที่หลบซ่อนอีกครั้ง อาหู่หันศีรษะกลับไปมองยังที่ที่ไกลออกไป

ซึ่งนั่นเป็นทิศของหุบเขาวายุวิญญาณ ถึงแม้ว่าจะมองไม่เห็นแล้วก็ตาม

อาหู่พูดด้วยความรู้สึกเสียดายอยู่บ้างว่า “สิ่งของบนพื้นดินของหุบเขาวายุวิญญาณถูกทำลายหมดสิ้นแล้ว แต่โชคดีที่ทรัพยากรแร่ธาตุหลากหลายชนิดรวมถึงศิลาลายเมฆที่อยู่ใต้ดินไม่ได้รับความเสียหาย”

สวีชวนอยู่ด้านข้างกลับไม่ได้ใส่ใจมากนัก “แม้ว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะยึดครองที่แห่งนั้น ก็คงไม่ทำลายจนพังพินาศหรอก หรือหากจะระบายอารมณ์ก็คงไม่ถึงกับต้องเอาหุบเขาเล็กๆ มาระบายอารมณ์หรอก ทำลายสิ่งปลูกสร้างที่สำนักของเราสร้างเอาไว้ให้เหลือแต่ซากสักหน่อยก็คงพอแล้ว”

“ขอเพียงแค่ความลับของแก่นสารหยกไม่รั่วไหลก็พอแล้ว ต่อให้พวกเขาจะยึดครองหุบเขาวายุวิญญาณไป ก็คงเพื่อขุดหาทรัพยากรทั่วไปเท่านั้น”

เขามองไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ พลางกล่าวชื่นชมว่า “คนทั้งโลก เมื่อก่อนต่างก็ประเมินนายน้อยเยี่ยนต่ำไปนะขอรับ”

“ต่อให้ไม่พูดถึงการอุทิศที่สำคัญอย่างเตาผนึกหินชั้นในและศิลาลายเมฆ แต่ความสามารถส่วนตัวของนายน้อยเยี่ยน ก็เกรงว่าจะสามารถเป็นผู้นำของคนรุ่นเยาว์ได้แล้ว”

อาหู่ยิ้มด้วยความจริงใจ “น่าขันนักที่ก่อนหน้านี้ผู้คนทั่วหล้ายังกังขา ในตำแหน่งสี่คุณชายแห่งยุคของคุณชายข้า”

“หวงเจี๋ย คุณชายจรัสแสง ก็ถูกขนานนามว่าเป็นรุ่งอรุณทั้งสี่ ไม่ต่างจากเซียวเซิงและเฉาหยวนหลง แต่คุณชายของข้าชนะเซียวเซิงและเฉาหยวนหลงที่มีระดับเดียวกันได้ง่ายๆ ราวกับล้วงของออกจากกระเป๋าอย่างไรอย่างนั้น!”

สวีชวนกล่าวพึมพำว่า “หวงเจี๋ย คุณชายจรัสแสงนั้น นอกจากตอนที่บรรลุระดับปรมาจารย์ได้สำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์แล้ว หลายปีมานี้มีข่าวคราวออกมาน้อยนัก”

“ไม่ว่าจะเป็นรุ่งอรุณทั้งสี่ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ หรือจะเป็นคุณชายแห่งยุคก็ตาม คุณชายจรัสแสงเป็นเพียงคนเดียวที่ลึกลับที่สุด จึงยากนักที่จะตัดสินพลังความสามารถที่แท้จริงของเขาได้”

“หากไม่นับคุณชายจรัสแสง รุ่งอรุณทั้งสี่แห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ก็คงมีเพียงแค่กระบี่แสงสว่างถังหย่งฮ่าว ที่อาจจะยังสามารถประมือกับนายน้อยเยี่ยนได้บ้าง”

“แต่ถึงแม้จะเป็นถังหย่งฮ่าว หากอยู่ในระดับเดียวกันแล้ว เกรงว่าก็จะไม่สามารถเอาชนะเซียวเซิงและเฉาหยวนหลงได้สบายๆ เฉกเช่นนายน้อยเยี่ยนได้”

กระบี่แสงสว่างถังหย่งฮ่าว เป็นที่รู้กันว่าเป็นผู้นำรุ่งอรุณทั้งสี่แห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ และเป็นผู้ที่อาวุโสที่สุดในบรรดาทั้งสี่คน

ขณะเดียวกันก็เป็นอัจฉริยบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุด ในบรรดาศิษย์รุ่นเยาว์แห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

หวงเจี๋ย คุณชายจรัสแสงทำตัวเป็นจุดสนใจจนเกินไป หากไม่ใช่บุตรของเจ้าสำนักล่ะก็ ถังหย่งฮ่าวก็คงกลบรัศมีของเขาไปจนหมดสิ้น

บนโลกที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้ปกครองนั้น มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยกย่องถังหย่งฮ่าวว่าเป็นอันดับหนึ่งของคนรุ่นเยาว์ ภายในทั้งโลกแปดพิภพในยุคปัจจุบัน

นอกจากสถานการณ์พิเศษของสตรีจันทราแล้ว ไม่นับรวมสิ่งอื่นๆ ดูเพียงแค่พลังความสามารถส่วนบุคคลของจอมยุทธ์เท่านั้น ถังหย่งฮ่าวอยู่เหนือคนรุ่นเยาว์ในโลกแปดพิภพ

หากนำเขาไปปล่อยไว้ในพื้นที่ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นปกครองอยู่ ก็ต้องไม่ยอมรับในเรื่องนี้เป็นธรรมดา

แต่ไม่ว่าใครก็ยอมรับ ว่าอย่างน้อยยอดคนรุ่นใหม่ ถังหย่งฮ่าวก็เป็นหนึ่งในผู้แข่งขันที่ยอดเยี่ยมที่สุด

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มบางๆ “ถังหย่งฮ่าวเป็นคนที่มีความสามารถจริง แต่จากที่ข้าดู สิ่งที่จัดการยากกว่านั้น ก็คือคนผู้นี้กระทำการสิ่งใดค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา”

“แต่เขาต้องการแย่งชิงอันดับหนึ่งของคนรุ่นเยาว์ ก็ต้องชนะศิษย์พี่สวีของสำนักเราให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน”

สวีชวนยิ้มพลางผงกศีรษะ

‘วิหคเวหา’ สวีเฟย ศิษย์สำนักเขากว่างเฉิง หนึ่งในแม่ทัพของคนรุ่นเยาว์แห่งเขากว่างเฉิง อายุเท่ากันกับถังหย่งฮ่าว อีกทั้งยังเป็นยอดอัจฉริยะที่ประมือกันมาโดยตลอดนับตั้งแต่วัยเยาว์จนถึงบัดนี้

เยี่ยนจ้าวเกอส่ายหน้าและหุบรอยยิ้มลง จะว่าไปแล้วการประมือของคนรุ่นเยาว์แห่งเขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์นั้น สามารถใช้คำว่าคมปลายเข็มสู้คมปลายรวงข้าวบรรยายได้

สวีเฟยกับถังหย่งฮ่าว ลู่เวิ่นกับเซียวเซิง เยี่ยนจ้าวเกอในอดีตกับเฉาหยวนหลง เป็นต้น

เมื่อมองลงไปในรุ่นอายุที่น้อยลงไปอีก ในบรรดาคนที่เป็นตัวแทน ซือคงจิงเองก็แบกรับภาระประมือกับเมิ่งหว่านไว้ด้วยเช่นกัน และถ้าหากมองขึ้นไปในกลุ่มที่อายุมากขึ้นอีกหน่อย ก็เป็นประลองกันด้วยความแค้นไม่หยุดไม่หย่อนด้วยเช่นกัน

ทั้งสองฝ่ายไม่ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ก็สู้สีกันตัดสินไม่ลง

ประหนึ่งเจ้าเป็นลมข้าเป็นทราย ข้องเกี่ยวตัดไม่ขาดตลอดกาล…

หลายปีมานี้ นอกจากเยี่ยนตี๋ บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่เหนือกว่ารุ่นเดียวกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นเจ้าจู่โจมมาข้าตอบกลับมาโดยตลอด

พูดตามตรงแล้ว หากไม่นับรวมกลุ่มของเยี่ยนตี๋ สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ยังคงได้เปรียบกว่าอยู่ดี

นี่คือผลกระทบที่เกิดจากข้อได้เปรียบในด้านพลังความสามารถโดยรวมของสำนัก

สวีชวนถอนหายใจเฮือก “ได้ยินมาว่าท่านเจ้าสำนักมีความคิดที่จะเข้าฌานตลอดชีพ เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะสามารถบรรลุตำแหน่งจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่”

เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

ไม่นับท่านสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่รู้ร่องรอยที่แน่ชัด เป็นหรือตายยังเป็นปริศนาอยู่ มีชีวิตอยู่เพียงแค่ในตำนานคำล่ำลือแล้วล่ะก็ เทียบเขากว่างเฉิงกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แล้ว ด้อยกว่าก็ตรงที่ขาดจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งเท่านั้น

การต่อสู้กับโลกปีศาจอัคคีในอดีต เขากว่างเฉิงได้รับความเสียหายอย่างหนัก

เคราะห์ดีที่ได้มรดกตกทอดจากรุ่นอาวุโส จึงมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ปกปักรักษาสำนัก เขากว่างเฉิงปกป้องรักษาเขตอาคมมาเนิ่นนานนับหลายรุ่น และก็แข็งแกร่งอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

ขอบคุณบุรุษเทียมฟ้าจ่านซีโหลว แม้ว่าเขาจะล่วงลับไปแล้ว ทว่าในตอนที่เขาอยู่ในตำแหน่ง ก็สามารถรักษาลมหายใจสุดท้ายของเขากว่างเฉิงเอาไว้ได้

การเก็บสะสมรวบรวมตลอดเวลาที่ผ่านมา บุคลากรผู้มีความสามารถของสำนักจึงไม่ขาดแคลน ทุคนค่อยๆ เติบโตขึ้น จนในที่สุดก็ไม่เสียชื่อของดินแดนศักดิ์สิทธิ์

ถึงกระนั้นความเจ็บปวดที่สุดของเขากว่างเฉิงในปัจจุบัน ก็คือหลังจากที่บุรุษเทียมฟ้าจ่านซีโหลวล่วงลับไปนั้น ก็ไม่มีจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์กำเนิดขึ้นอีกเลย

ข้ามพ้นโลกีย์สู่ทางเทวะ ลำบากแสนเข็ญถึงเพียงใดหนอ

เมื่อมองไปทั้งโลกแปดพิภพ จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ผู้เป็นที่ยำเกรงในปัจจุบันก็มีเพียงแค่หยิบมือ

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างช้าๆ ว่า “อาการบาดเจ็บในตอนนั้น สุดท้ายก็ยังคงส่งผลกระทบให้กับท่านอาจารย์ปู่ ทำให้เขายากที่ผ่านขั้นสุดท้ายไปได้”

ใบหน้าหน้าของสวีชวนก็เปี่ยมไปด้วยความเสียดายเช่นกัน

ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเขากว่างเฉิงในปัจจุบัน ก็คือปราชญ์เทียมนภา หยวนเจิ้งเฟิง อาจารย์ปู่ของเยี่ยนจ้าวเกอ เจ้าสำนักคนปัจจุบัน

เป็นที่รู้กันทั่วทั้งโลกแปดพิภพ ว่าอันดับหนึ่งถัดลงมาจากจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ ก็คือจอมยุทธ์ในระดับมหาปรมาจารย์ขั้นสิบ ขั้นบรรลุธรรม

หยวนเจิ้งเฟิงผู้นี้มีพรสวรรค์อันโดดเด่น พลังความสามารถแก่กล้า แต่ไหนแต่ไรจะเข้าสู่ระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด

น่าเสียดายที่ตอนวัยรุ่นเขาได้รับบาดเจ็บจนถึงขั้นรากฐาน ซึ่งยังไม่สามารถชดเชยส่วยที่ขาดไปได้ ส่งผลให้ทุกวันนี้หลังจากที่ก้าวเข้าสู้ขั้นบรรลุธรรมมานานเป็นแรมปีแล้ว ท้ายที่สุดก็ยังไม่สามารถผ่านขั้นสุดท้ายที่จะบรรลุสู่ระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ได้

แม้แต่จอมยุทธ์นอกเหนือจากเขากว่างเฉิงเองก็ยังรู้สึกเสียดายอยู่เสมอ เจ้าสำนักเขากว่างเฉิงมีระยะห่างเทียบเท่ากระดาษแผ่นหนึ่งขวางกัน ไม่ให้เขาบรรลุสู่ระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์นั้น ระยะห่างเล็กน้อยนั้น คิดจะก้าวผ่านไปให้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ทว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กลับมีเจ้าสำนักรุ่นก่อน ซึ่งก็คือ ‘สุริยันทิศบูรพา’ หวงกวงเลี่ย จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักอีกด้วย

บิดาของหวงเจี๋ย คุณชายจรัสแสง บุตรชายของหวงกวงเลี่ยเจ้าสำนักรุ่นก่อน หวงซวี่ก็เป็นเจ้าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนปัจจุบัน และเป็นมหาปรมาจารย์ยอดฝีมือเก่าแก่เช่นกัน

สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ปกปักรักษาสำนักด้วยเช่นกัน ด้วยการผสานกันของจอมยุทธศักดิ์สิทธิ์หวงกวงเลี่ยและอาวุธศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งภายในสำนักมียอดฝีมือเฉกเช่นหวงซวี่ถือกำเนิดขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้ประสบความสำเร็จในการเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งของยุคปัจจุบัน

หากไม่จำเป็นจริงๆ เขากว่างเฉิงเองก็ไม่ยินดีนักที่จะเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบกันสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

สำหรับการเติบโตของเขากว่างเฉิง สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เองก็คอยจับตามองอยู่เช่นกัน หลายปีมานี้พวกเขาพยายามที่จะสกัดกั้นเอาไว้อยู่ตลอด

การประมือกันของทั้งสองที่อาณาจักรถังตะวันออกครั้งนี้ เป็นเพียงการต่อสู้ครั้งหนึ่งที่ค่อนข้างจะดุเดือดก็เท่านั้น

หวงกวงเลี่ยเข้าฌานอีกครั้งเมื่อหลายปีก่อน หากออกฌานมา ไม่มีใครรู้ได้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ยากที่จะประเมินได้ว่าพลังความสามารถของเขาจะไปถึงขั้นไหน

หยวนเจิ้งเฟิง เจ้าสำนักเขากว่างเฉิงมีใจจะเข้าฌานตลอดชีพเพื่อบรรลุระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ นั่นก็เพราะแรงกดดันที่มาจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าเซียวเซิงจะเป็นฝ่ายลงมือสังหารก่อน ทว่าเมื่อคราวที่เยี่ยนจ้าวเกอลงมือสังหารเซียวเซิงจริงๆ สวีชวนและคนอื่นก็รู้สึกสับสนทำตัวไม่ถูกอยู่ในใจ

สายตาของเยี่ยนจ้าวเกอมองออกไปยังท้องฟ้าไกล ซึ่งนั่นคือทิศของเขากว่างเฉิง

“ของก็เตรียมพร้อมเกือบทั้งหมดแล้ว รอให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ก็สามารถทดลองเปิดเตากลั่นยาได้แล้วล่ะ”