76-80

บทที่ 76
แสงสีทองอันน่าหวาดผวาราวกับตะวันคล้อยตกทิศตะวันตกนั้น เกิดจากประกายดาบ และกำลังผ่าลงไปบนศีรษะของเยี่ยนจ้าวเกอ!

ทว่ามีปราณดาบอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงอีกเล่มหนึ่งฟาดฟันใส่อากาศ ม้วนลมเมฆไปทั่วทั้งแปดทิศ สกัดกั้นประกายดาบสีทองนั้นไว้

เยี่ยนจ้าวเกอไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองขึ้นไปข้างบน เขาตรงเข้าไปในค่ายกลป้องกัน พุ่งไปหาจ้าวซื่อเฉิง ราชาอาณาจักรถังตะวันออกทันที

หลังจากวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ เคล็ดวิชาเหวเวหาทวนกระแสที่โลกแปดพิภพประกาศว่าขาดการสืบทอด บัดนี้เยี่ยนจ้าวเกอกำลังใช้มัน

เขาขับเคลื่อนเคล็ดวิชานี้ด้วยความชำนาญอย่างถึงที่สุด ทั้งร่างกายประดุจมีปราณมังกรจิตรากำลังคลุ้มคลั่ง

ทว่าการชักจูงปราณพิษที่อยู่ในรูปหมอกดำเข้าสู่ร่างกายในตอนนี้ กลับไม่เหมือนดังเช่นตอนที่ตนเองฝึกฝนก่อนหน้านี้

เพราะประโยชน์ของมันนอกเหนือจากนั้นโดยสิ้นเชิง เยี่ยนจ้าวเกอฟาดฝ่ามือออกไปเสมือนกับกำลังกวัดแกว่งดาบใหญ่ ผ่าลงตรงที่เสาปราณสีดำกำลังตรึงร่างของจ้าวซื่อเฉิงเอาไว้!

เมื่อดาบหนึ่งฟันลงไป เสาปราณสีดำก็พลันบิดเบี้ยวอย่างรุนแรงในทันที!

เหมือนกับงูขนาดใหญ่ที่มีชีวิตจริง ถูกฟันจนได้รับบาดเจ็บ กำลังขดม้วนร่างกายหนาใหญ่ไปมาด้วยความเจ็บปวด

จุดที่ถูกดาบฟัน ทำให้เสาปราณสีดำหดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด ราวกับถูกฟันจะเป็นรอยแหว่งขนาดใหญ่!

“ทำได้อย่างไรกัน?” บรรดาคนของอาณาจักรถังตะวันออกทำหน้าเหมือนโดนผีหลอก

เยี่ยนจ้าวเกอไม่มีเวลามาอธิบายให้พวกเขาฟัง ชายหนุ่มใช้ฝ่ามือเหมือนใช้ดาบ ฟาดฟันลงไปที่ตำแหน่งเดิมซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง!

เสาปราณสีดำสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงขาดออกจากกันพลันดังสนั่น!

เสาท่อนหนึ่งกลับเข้าไปในหุบเหวอย่างรวดเร็ว ส่วนอีกท่อนหนึ่งกลับเข้าไปในร่างกายของจ้าวซื่อเฉิง

ร่างกายของจ้าวซื่อเฉิงสั่นไหวอีกครั้ง มุมปากมีเลือดไหลออกมาอีก ทว่าไม่มีปราณสีดำยึดตรึงไว้แล้ว ท้ายที่สุดทุกคนก็สามารถพาเขาออกจากหุบเหวปราการมังกรได้

จอมยุทธ์อาณาจักรถังตะวันออกแม้จะยังตื่นตกใจกับการกระทำของเยี่ยนจ้าวเกอ ทว่าก็รู้ว่าขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่ควรกล่าวถามอะไรไร้สาระทั้งนั้น จึงรีบช่วยกันพยุงจ้าวซื่อเฉิงถอยออกจากหุบเหวปราการมังกรไป

พายุที่อยู่เหนือศีรษะทวีความรุนแรงขึ้นอีก จอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จึงลองพุ่งลงไปยังเบื้องล่าง ส่วนจอมยุทธ์เขากว่างเฉิงกลับคอยสกัดกั้นการโจมตีอย่างต่อเนื่อง

ทะยานบูรพาเริ่มลงมืออย่างไม่ยั้งมือมากขึ้นเรื่อยๆ

ดาบผลาญฟ้าคล้อยประจิมฟันลงมาติดต่อกันหลายครั้ง เหมือนกับต้องการจะทลายหุบเหวปราการมังกรลงให้ได้ ฝังทุกๆ คนเอาไว้ในที่แห่งนี้

ผู้อาวุโสฉินที่มีนิสัยร้อนประหนึ่งเพลิง บัดนี้เขากลับสงบเยือกเย็น ไม่ขอมีความดีความชอบ ขอเพียงไม่มีความผิดพลาด

เขารับมือกับทุกการโจมตีของทะยานบูรพาอย่างระมัดระวัง เพื่อปกป้องเยี่ยนจ้าวเกอ จ้าวซื่อเฉิง และคนอื่นๆ ให้ถอยออกไปได้อย่างปลอดภัย

เยี่ยนจ้าวเกอตามอารักขาจ้าวซื่อเฉิงออกไป พร้อมกับจอมยุทธ์อาณาจักรถังตะวันออกตลอดทาง

สถานการณ์ของตนเองและเขากว่างเฉิงยังคงไม่สู้ดีนัก จ้าวซื่อเฉิงบาดเจ็บสาหัส ต่อให้สามารถช่วยเหลือออกจากหุบเหวปราการมังกรได้ แต่จะยังสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ของสถานการณ์ตรงหน้าได้หรือไม่

“เอ๊ะ แปลกนัก นี่มันกลิ่นอะไรกัน”

ขณะที่มุ่งหน้าเดินไป เยี่ยนจ้าวเกอก็พลันขมวดคิ้ว ก่อนจะเดินมาถึงข้างกายของจ้าวซื่อเฉิง แล้วดมอย่างละเอียด

“บัดซบ! ผงเกสรหญ้าร้อยภูต” เยี่ยนจ้าวเกอกลอกตาคขาวรั้งหนึ่ง “โดยปกติแล้วมันไม่มีสีไม่มีกลิ่น ต้องสัมผัสกับปราณพิษของน้ำลึกปราการมังกรถึงจะส่งกลิ่นออกมา”

จอมยุทธ์ถังตะวันออกที่อยู่ด้านข้างต่างก็มองเยี่ยนจ้าวเกอ ด้วยความรู้สึกที่ทั้งประหลาดใจและทึ่งอยู่ในที

เยี่ยนจ้าวเกอกุมขมับของตนเอง “เขาไร้พรมแดนยื่นมือเข้ามาเอี่ยวด้วยอย่างที่คิด”

อาณาจักรถังตะวันออกสืบทอดศาสตร์แห่งการกลั่นโอสถอายุวัฒนะต่อกันมา จ้าวซื่อเฉิง ราชาอาณาจักรถังตะวันออกเองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญศาสตร์เกี่ยวกับโอสถอยู่ในสามดับแรกในพื้นที่ของถังตะวันออก

แม้แต่เขาเองก็ยังไม่รู้ว่าบนร่างกายของตนมีสิ่งผิดปกติอยู่ ย่อมไม่ต้องกล่าวโทษที่จอมยุทธ์อาณาจักรถังตะวันออกจะไม่รู้เรื่อง

ในบรรดาดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เขาไร้พรมแดนค่อนข้างอ่อนในด้านศาสตร์การกลั่นโอสถอายุวัฒนะ จึงไม่เคยผลิตผงเกสรหญ้าร้อยภูตออกจากภูผาพิภพเลย

“จ้าวฮ่าว…” เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตาลง ความรู้ทฤษฎีด้านโอสถที่เยือกเย็นเช่นนี้ ในพื้นที่ถังตะวันออกตอกนี้นอกจากตนแล้ว ก็คงจะมีเพียงคนคนนี้เท่านั้นที่รู้

ด้วยยังห่างชั้นกันมากนัก ด้วยระดับวรยุทธ์ของจ้าวฮ่าวในตอนนี้ย่อมไม่ได้กลิ่นเป็นธรรมดา

ทว่าเขาสามารถชี้แนะให้มหาปรมาจารย์ยอดฝีมือของเขาไร้พรมแดนตามร่องรอยกลิ่นได้

หากอีกฝ่ายมีมหาปรมาจารย์อยู่ด้วยจริงล่ะก็ ความเร็วก็จะเร็วยิ่งกว่ากลุ่มคนของตนเอง

ในสถานการณ์ที่ร่องรอยถูกเปิดเผย ลำพังแค่วิ่งหนีก็คงไม่สามารถจะหนีพ้นได้

“อาหู่ ไปจับอสูรความเร็วสูงมาตัวหนึ่ง เอาแบบที่มีชีวิต!” เยี่ยนจ้าวเกอออกคำสั่งแค่ครั้งเดียว ฝ่ายอาหู่ไม่ถามถึงเหตุผลใดๆ รีบทำตามคำสั่งในทันที

เวลานี้เยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่สามารถสนเรื่องมารยาทได้อีก เขาถือวิสาสะถอดชุดคลุมของจ้าวซื่อเฉิงออก แล้วมัดติดไว้บนตัวของอสูรที่อาหู่จับมา จากนั้นก็ปล่อยอสูรตัวนั้นกลับไป

“หยุดไม่ได้แล้ว เคลื่อนย้ายต่อไป” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “ถึงจะถอดชุดคลุมแล้ว แต่บนร่างกายของท่านลุงจ้าวยังคงมีกลิ่นของผงเกสรหญ้าร้อยภูตอยู่”

“ถ้าหยุดก็จะเป็นการเปิดเผยให้อีกฝ่ายรู้”

พวกเขาเดินหน้าต่อไป ทว่าบัดนี้การสั่นสะเทือนในหุบเหวปราการมังกรก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับพื้นฟ้าผืนแผ่นดินจะแตกร้าว

“สถานการณ์ของฝ่าบาทย่ำแย่ลงเรื่อยๆ แล้ว!” ขณะที่กำลังเดินอยู่ ก็มีจอมยุทธ์ถังตะวันออกพูดขึ้น

เยี่ยนจ้าวเกอขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะรุดหน้าเข้าไปตรวจสอบ เขาพบว่าสีหน้าของจ้าวซื่อเฉิงดำคล้ำขึ้น ปราณสีเขียวและปราณสีแดงปรากฏสลับสับเปลี่ยนไม่หยุด

แม้ว่าขณะนี้เขาจะหมดสติอยู่ ทว่าพลังภายในร่างกายยังหมุนเวียน ต่อต้านปราณพิษที่รุกล้ำเข้ามาภายในร่างกาย

ทั้งสองฝ่ายต้านทานซึ่งกันและกัน เมื่อได้รับผลกระทบจากภายนอก จึงมีความเสี่ยงที่จะตกอยู่ในสภาวะมารเข้าแทรก

ถ้ายังคงเคลื่อนย้ายเขาต่อไปอีกในตอนนี้ นั่นจะยิ่งทำให้เขาตายเร็วขึ้น

มีจอมยุทธ์มหาปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาแห่งอาณาจักรถังตะวันออกท่านหนึ่ง ใช้ปราณจิตราของตนเองประคับประคองพลังของเขาเอาไว้ แต่สภาพแวดล้อมในหุบเหวปราการมังกรในตอนนี้ราวกับจะพังทลาย ยากที่จะคุ้มครองไว้ได้ทั้งหมด

เยี่ยนจ้าวเกอสูดหายใจเข้าลึก “ในเมื่อไม่สามารถเคลื่อนย้ายต่อไปได้ เช่นนั้นก็คงต้องแข่งความเร็วแย่งชิงเวลากับอีกฝ่ายแล้วกระมัง”

“วางท่านลุงจ้าวลง ข้าจะช่วยรักษาท่านเอง”

เนื่องจากก่อนหน้านี้เยี่ยนจ้าวเกอได้กระทำการน่าอัศจรรย์อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งด้วยความสัมพันธ์ที่ตระกูลเยี่ยนมีกับจ้าวซื่อเฉิงแล้ว ในสถานการณ์เช่นนี้จอมยุทธ์อาณาจักรถังตะวันออกจึงเลือกที่จะเชื่อมั่นในตัวชายหนุ่ม

จากนั้นก็มียอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ขั้นเคียงนภา รุดหน้าเข้ามาช่วยสนับสนุนในทันที

ฝ่ามือทั้งสองข้างของเยี่ยนจ้าวเกอ บัดนี้ข้างหนึ่งวางเอาไว้บนหน้าอกของจ้าวซื่อเฉิง ส่วนอีกข้างวางเอาไว้ที่กลางหลังของเขา จากนั้นก็เริ่มใช้เคล็ดวิชาเหวเวหาทวนกระเส ช่วยขับเอาปราณพิษที่อยู่ภายในร่างกายของอีกฝ่ายออก

อาหู่และคนอื่นๆ เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอและจ้าวซื่อเฉิงอย่างใกล้ชิด

บัดนี้สีหน้าอาหู่เต็มไปด้วยความตั้งใจจริงจัง ทว่าในแววตาที่มองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอกับจ้าวซื่อเฉิงนั้น กลับมีความกังวลแฝงอยู่

เคราะห์ดีที่เมื่อเวลาผ่านไป สภานการณ์ของจ้าวซื่อเฉิงก็ค่อยๆ ทุเลาลง เมื่อทุกคนเห็นดังนั้นต่างก็ยินดียิ่ง

แต่ค่ายกลที่คงอยู่โดยอาศัยจ้าวซื่อเฉิงเป็นศูนย์กลาง บัดนี้ยิ่งไม่มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ

เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ฝั่งเมืองชมตะวันไม่ค่อยจะสู้ดีนัก

ในตอนนี้เอง อาหู่และคนอื่นๆ ต่างก็พร้อมใจกันขมวดคิ้ว หมอกดำที่อยู่ไกลออกไปแหวกออก มีจอมยุทธ์กลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้น

ผู้ที่มาเยือนสวมชุดดำทั้งหมด ซึ่งนั่นเป็นการแต่งกายของจอมยุทธ์เขาไร้พรมแดน

ผู้ที่เป็นผู้นำคือมหาปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาคนหนึ่ง ข้างกายของเขามีชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่ นั่นก็คือจ้าวฮ่าวอย่างไม่ต้องสงสัย

จ้าวฮ่าวมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอและจ้าวซื่อเฉิงแวบหนึ่ง แววตาสีดำพลันหยั่งลึก “เจ้าได้กลิ่นผงเกสรหญ้าร้อยภูตด้วยอย่างนั้นหรือ”

“โชคดีที่หลังจากเข้าใกล้ได้แล้ว มหาปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาก็พอจะดมกลิ่นได้ ไม่เช่นนั้นก็คงจะหลงกับกลยุทธ์จักจั่นลอกคราบ[1]ของเจ้าเป็นแน่”

มหาปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาผู้นั้นกล่าวเสียงเรียบนิ่งว่า “ราชาอาณาจักรจ้าวบัดนี้ไม่ได้รับบาดเจ็บธรรมดาเท่านั้น แต่เป็นปราณพิษในหุบเหวปราการมังกรเข้าสู่ร่างกาย”

“หากรักษาไม่ถูกวิธี จะทำให้ราชาอาณาจักรจ้าวสิ้นชีพได้”

“ในสถานการณ์เช่นนี้จอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์อย่าลงมือเสียจะดีกว่า อีกเดี๋ยวท่านผู้อาวุโสมหาปรมาจารย์ของสำนักข้าก็จะมาถึง ให้เขายื่นมือช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของราชาอาณาจักรจ้าวถึงจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง”

เขาก้าวเท้าออกมาก้าวหนึ่ง “ช่วยเหลือคนก็เหมือนกับดับเพลิง รวดเร็วดีกว่าช้า ส่งเขามาให้พวกข้าเถิด”

จ้าวฮ่าวไม่ได้มองเยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่แต่อย่างใด ทว่ากลับจ้องมองจอมยุทธ์อาณาจักรถังตะวันออกคนอื่นๆ “หากยังมัวเสียเวลาอยู่ อาจจะทำให้เสด็จพ่อสิ้นพระชนม์ได้”


“ความรับผิดชอบนี้ พวกเจ้าจะแบกรับไหวหรือ?”

………………..

[1] จักจั่นลอกคราบ เป็นหนึ่งใน 36 กลยุทธ์พิชัยสงครามซุนวู ที่มีความหมายถึงการรักษาไว้ซึ่งตามแบบแผนการจัดแนวรบในรูปแบบเดิม ให้แลดูสง่าและน่าเกรงขาม เป็นการหลอกล่อไม่ให้ศัตรูเกิดความสงสัย ไม่กล้าผลีผลามนำกำลังทหารบุกเข้าโจมตี เมื่อรักษาแนวรบไว้เป็นตั้งมั่นแล้วจึงแสร้งถอยทัพอย่างปกปิด เคลื่อนกำลังทหารให้หลบหลีกไป
บทที่ 77
แม้จะเผชิญหน้ากับจ้าวฮ่าว ทว่าผู้นำจอมยุทธ์ถังตะวันออกก็ไม่ได้หวาดกลัวแต่อย่างใด

“องค์ชายสิบหก หากกระหม่อมจำไม่ผิด ฝ่าบาทมีรับสั่งว่าให้ท่านอยู่คุ้มกันเมืองชมตะวัน หากไม่มีพระราชโองการ ห้ามท่านออกไปข้างนอก”

“แล้วเหตุใดจึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้พะยะค่ะ”

จ้าวฮ่าวได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้โกรธแต่อย่างใด ทว่ากล่าวอย่างเฉยชาว่า “แน่นอนว่าเพราะเป็นกังวลเรื่องอาการบาดเจ็บของเสด็จพ่อข้าสิ”

“ข้าแตกฉานในด้านโอสถรักษา เจ้าก็น่าจะรู้ดี”

ปรมาจารย์ถังตะวันออกผู้นั้นจึงโต้กลับไปว่า “ดังนั้นท่านจึงกล้าทำเรื่องเนรคุณเช่นนี้ วางยาบนตัวของฝ่าบาทเพื่อใช้สะกดรอยตามอย่างนั้นหรือ?”

องค์ชายสิบหก จ้าวฮ่าวยื่นมือไปไพล่หลัง สีหน้าเรียบนิ่งยิ่งนัก “อย่าได้กล่าวหาซี้ซั้ว ข้าแค่รู้จักกลิ่นของผงเกสรหญ้าร้อยภูตเท่านั้นเอง แต่ก็ไม่รู้ว่าเหตุใดบนตัวของเสด็จพ่อจึงมีผงเกสรหญ้าร้อยภูตอยู่”

“แต่ว่า ตอนนี้คงไม่ใช่เวลาที่จะมาถกเถียงเรื่องไร้ประโยชน์เหล่านี้”

จ้าวฮ่าวมองเยียนจ้าวเกอกับจ้าวซื่อเฉิงครั้งหนึ่ง “ช่วยชีวิตเสด็จพ่อสิถึงจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด รอช้าไม่ได้แล้ว”

จอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนที่อยู่ข้างกายเขากล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “ล่วงเกินท่านแล้ว”

ครั้นกล่าวจบ บรรดาจอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนก็เข้าล้อมกลุ่มคนของถังตะวันออกไว้

ฝ่ายจอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนมีกำลังคนเยอะมาก แม้จะมีระดับวรยุทธ์อยู่ในระดับเดียวกัน ทว่าพลังของพวกเขากลับสูงกว่าชั้นหนึ่ง

ฝั่งถังตะวันออกแม้จะมีค่ายกลคุ้มกันอยู่ ทว่าก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาล

จ้าวซื่อเฉิงหมดสติ เมืองชมตะวันก็มีกบฏ อีกทั้งภายนอกก็ยังมีการรุกรานของหมอกดำจากหุบเหวปราการมังกร ตอนนี้ค่ายกลที่คุ้มกันทุกคนเอาไว้อ่อนแรงลงมากแล้ว

ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาสองคนของเขาไร้พรมแดนจึงเริ่มลงมือในทันที พวกเขาทำการหยุดค่ายกลเอาไว้ จอมยุทธ์ปรมาจารย์เขาไร้พรมแดนคนอื่นๆ ก็เริ่มแทรกตัวเข้ามาในค่ายกล

ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาของถังตะวันออกที่เดิมทีช่วยเยี่ยนจ้าวเกอรักษาจ้าวซื่อเฉิงนั้น เมื่อเห็นสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว จึงทำได้เพียงหยุดก่อนชั่วคราว แล้วเตรียมลุกขึ้นมาประจันหน้ากับศัตรู

ทว่าไม่ทันที่เขาจะได้ทำเช่นนั้น ข้างหูก็เกิดเสียง ‘พลั่ก’ ‘พลั่ก’ ดังขึ้นสองครั้ง!

ชายร่างกำยำคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าทุกคน มือหนึ่งจับจอมยุทธ์ของเขาไร้พรมแดนที่คิดจะเข้ามาโยนออกไปข้างนอกโดยพลัน!

อาหู่ยืนอยู่ตรงนั้นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เขามองอีกฝ่ายพลางยิ้มแสยะ “มีคุณชายของข้าอยู่ ที่นี่ไม่ต้องการพวกท่าน เชิญกลับไปเถิด”

เมื่อปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาจากเขาไร้พรมแดนคนหนึ่งเห็นการออกมือของอาหู่แล้ว ก็เข้าใจทันที

เขาก้าวเท้าออกไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง แล้วผลักฝ่ามือหนึ่งออกไป บริเวณที่ปราณจิตราส่งไปถึงก็หลอมรวมเป็นดั่งแนวเทือกเขาเรียงราย

ชั่วขณะหนึ่ง ภาพทิวทัศน์ที่อยู่ตรงหน้าของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ราวกับจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

คล้ายกับไม่ได้อยู่ในหุบเหวปราการมังกรอีกต่อไป แต่อยู่ในป่าลึกภูเขาสูงแทน

ภูเขารอบกายเหมือนกับถูกคนผลักให้บีบเข้าหาทุกคนที่อยู่ตรงกลางพร้อมกัน

ปราณจิตรามีจิตวิญญาณ ไม่ใช่หลอมได้เพียงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่แหลมคม ทว่าสามารถเปลี่ยนเป็นโลกมายากักขังศัตรูได้อีกด้วย!

อย่างน้อยต้องเป็นปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะกลางถึงจะสามารถทำได้!

อาหู่แสยะยิ้ม ซึ่งรอยยิ้มที่หนักแน่นและจริงใจตลอดมานั้น ตอนนี้ดูแล้วดุร้ายน่าหวาดกลัวอย่างหาที่เปรียบไม่ได้!

เสียงคำรามหนึ่งดังขึ้น สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสี่ทิศ ราวกับสัตว์อสูรดึกดำบรรพ์ที่หลับใหลอยู่ตัวหนึ่งได้ตื่นขึ้น ดุร้ายน่ากลัวยิ่งนัก!

ภาพตรงหน้าของกลุ่มคนจากเขาไร้พรมแดนเลือนรางไปหมด ก่อนจะเห็นเสือดำขนาดมหึมาตัวหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า

ครั้นเสือดำตัวนั้นคำราม พายุหมุนที่บ้าคลั่งก็เคลื่อนตัวเข้ามาจากสี่ทิศอย่างช้าๆ

โลกมายาที่สร้างมาจากปราณจิตราของปรมาจารย์เขาไร้พรมแดนคนนั้นป่าทึบภูเขาสูง มีพายุที่น่ากลัวกำลังจู่โจม แผ่นดินสั่นภูเขาไหว หน้าผาหินแตกร้าว!

ป่าทึบภูเขาสูงนั้นพังทลายลงอย่างรุนแรง เพราะมีพายุหมุนบ้าคลั่งพัดกวาดไปทั้งสี่ทิศ!

สีหน้าของจอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนหมองหม่นลงในพริบตา ก่อนจะกล่าวเสียงดังว่า “ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาหรือนี่!”

“เจ้าเป็นถึงปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาคนหนึ่ง แต่กลับลดตัวไปเป็นข้ารับใช้ผู้อื่น เจ้าก็ไม่รู้สึกอายบ้างหรืออย่างไร?”

แม้แต่จอมยุทธ์ฝั่งถังตะวันออกก็มองอาหู่อย่างตกตะลึง รู้สึกคาดไม่ถึงยิ่งนัก

ระดับขั้นของปรมาจารย์ประกอบไปด้วย ขั้นจิตราชั้นนอก ขั้นชั้นจิตราใน ขั้นเคียงนภา ไปจนถึงขั้นฝ่านภาซึ่งเป็นขั้นสุดท้าย

ในถังตะวันออก กระทั่งทั้งเกาะนภาตะวันออก ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาต่างก็มีพลังที่ไม่สามารถดูถูกและมองข้ามได้

ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เช่นเขากว่างเฉิง หรือสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ในระดับของผู้อาวุโสปฏิบัติกิจ วรยุทธ์สูงสุดคือปรมาจารยขั้นเคียงนภา แต่ส่วนใหญ่เป็นเพียงระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอก

ในเขตพื้นที่ของถังตะวันออก เจ้าสำนักของสำนักขนาดกลางและเล็ก หรือตระกูลที่ทรงอิทธิพลจำนวนมาก ก็เป็นเพียงแค่ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภา ยังไม่ถึงขั้นที่สูงกว่านั้น

พระราชวังแห่งอาณาจักรถังตะวันออก ปรมาจารย์เคียงขั้นนภาก็สามารถมีตำแหน่งเป็นขุนนางได้เช่นกัน

ถึงกระนั้นตอนนี้กลับมีปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาเพียงแค่คนเดียว และอย่างน้อยที่สุดอยู่ในระยะกลาง คอยปกป้องคุ้มกันอยู่ข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอตลอดมา และเป็นผู้ติดตามของเขา!

ไม่ใช่องครักษ์ฝีมือดี ทว่าเป็นผู้ติดตามที่คอยให้ความช่วยเหลือ!

เพียงแต่ว่า ตอนนี้ทุกคนยังยากที่จะมองชายร่างกำยำที่โหดเหี้ยมดุร้ายตรงหน้าคนนี้ เป็นคนคนเดียวกันกับภาพพจน์ของคนตัวใหญ่ที่ก่อนหน้าคอยติดตามอยู่ข้างหลังเยี่ยนจ้าวเกอ ผู้ที่ดูมีความจงรักภักดี และมีความขี้เล่นคนนั้น

จอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนจ้องอาหู่ตาเขม็งหน้าเขียว “หากเจ้าเป็นข้ารับใช้ให้กับเยี่ยนผู้ไร้เทียมทานนั่นก็แล้วไป แต่เขาเป็นบุตรชายของเยี่ยนผู้ไร้เทียมทาน เจ้ายอมก้มหัวรับใช้มันได้อย่างไรกัน”

“ศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจของเจ้าล่ะ?!”

อาหู่แคะหูแล้วยื่นมือดีดออกไป แสยะยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าเต็มใจ เจ้ายุ่งอะไรด้วย?”

ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภา ผู้นำคณะจากเขาไร้พรมแดนอีกคนหนึ่งสีหน้าหม่นลงเช่นเดียวกัน “ข้าจำได้แล้ว”

“ในอดีตมีคำลือว่าเยียนตี๋ไม่ลังเลที่จะเดินทางเป็นหมื่นลี้เพื่อช่วยข้ารับใช้วัยชราคนหนึ่งของตนเอง เพื่อการนี้ยังทำให้เกิดความบาดหมางกับตำหนักอัสนีสวรรค์ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของอัสนีพิภพ”

“แต่ข้ารับใช้วัยชราผู้นั้นเหมือนกับว่าก็สิ้นใจในภายหลังอยู่ดี ซึ่งเยี่ยนตี๋พากลับมาเพียงเด็กคนหนึ่ง…”

อาหู่ไม่ยิ้มอีกแล้ว บัดนี้เขามีสีหน้าเคร่งขรึม “นั่นคือท่านปู่ของข้า ข้าชื่อหวงหู่ถิง ซึ่งก็คือเด็กคนนั้น”

จ้าวฮ่าวพูดอย่างเย็นชาว่า “ปู่ของเจ้ายอมเป็นทาสให้กับคนอื่นเพื่อตอบแทนบุญคุณ เจ้าจะเป็นทาสให้กับตระกูลเยี่ยนทั้งชาติเหมือนกันอย่างนั้นหรือ?”

“ไร้เกียรติตั้งแต่กำเนิด เจ้าไม่คู่ควรที่จะเป็นจอมยุทธ์”

ครั้นได้ยินดังนั้น อาหู่แสยะยิ้มอีกครั้ง “เจ้ามันก็แค่เศษสวะ ยังมีหน้ามากล่าวว่าอะไรควรอะไรไม่ควรอีก มือข้าเพียงแค่ข้างเดียวก็ฟาดเจ้าจนตายได้”

“หากจะให้ข้าพูด เจ้าไม่คู่ควรแม้จะพูดกับคุณชายของข้า แม้แต่พูดกับข้าเอง เจ้าก็ไม่คู่ควร”

องค์ชายสิบหก จ้าวฮ่าวเบิกตาโพลง ในดวงตาทั้งสองข้างมีความเยือกเย็นแผ่ซ่าน

ก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่งของอาหู่

ภายใต้การสั่นสะเทือนของปราณจิตราอันบ้าคลั่ง จ้าวฮ่าวก็พลันเกิดอาการตาลาย เลือดไหลออกจากทั้งปากและจมูกทันที

ไม่ว่าในอดีตเขาจะมีวรยุทธ์ที่สูงยิ่งกว่า หรือมีประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่า แม้กระทั่งมีพลังภายในที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า อีกทั้งมีกำลังความสามารถในการต่อสู้ที่เก่งกาจยิ่งกว่าสำหรับวรยุทธ์ระดับเดียว แต่ไม่สามารถต้านระยะห่างวรยุทธ์ที่ต่างกันมากในตอนนี้ จึงถูกบดละเอียดโดยความต่างระหว่างวรยุทธ์ในทันทีทันใด

ไม่เพียงแต่จ้าวฮ่าวเท่านั้น ทว่าจอมยุทธ์จากเขาไร้พรมแดนคนอื่นๆ ก็เวียนศีรษะตาลาย โซซัดโซเซไปมาในชั่วพริบตาเช่นกัน!

ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาแห่งเขาไร้พรมแดนทั้งสองตะโกนเสียงดังออกมาครั้งหนึ่ง ถึงทำให้เสียงคำรามของอาหู่ไม่แสบแก้วหูเฉกเช่นเดิมอีก

สีหน้าของพวกเขากลายเป็นสีเขียว และก็ไม่มีกะจิตกะใจจะพูดไร้สาระกับอาหู่ต่อไป ได้แต่พุ่งทะยานขึ้นฟ้าทันที แล้วบุกโจมตีไปที่อาหู่อย่างพร้อมเพรียงกัน

อาหู่ยิ้มเย็นเสมือนกับอสูรกายขนาดมหึมาที่กำลังจะกลืนกินคน ฝ่ามือทั้งสองแยกออกจากกัน ไม่มีทีท่าถดถอย เข้าต่อสู้กับศัตรูสองต่อหนึ่ง!

จอมยุทธ์ถังตะวันออกที่คิดจะรุดเข้าไปช่วยเหลือ กลับพบว่าในสถานการณ์ที่อันตรายเช่นนี้ อาหู่กลับจัดการทุกอย่างได้อย่างง่ายดาย!

“คู่ต่อสู้ของเขาไม่ใช่จอมยุทธ์ที่มาจากสำนักทั่วๆ ไป แต่นั่นเป็นถึงคนของสำนักเขาไร้พรมแดนแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ภูผาพิภพเชียวนะ!”

จอมยุทธ์ถังตะวันออกอ้าปากตาค้าง กลืนน้ำลายเอื๊อก ด้วยความรู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง

คนของเขาไร้พรมแดนก็ยิ่งเดือดดาลจนกระอักเลือด “นี่เป็นแค่ข้ารับใช้ของตระกูลเยี่ยนคนหนึ่งหรือนี่!”

ในตอนนี้เอง จู่ๆ ก็มีพลังอันน่ากลัวสายหนึ่งโจมตีเข้ามา

สีหน้าของอาหู่เคร่งขรึม ส่วนจอมยุทธ์จากเขาไร้พรมแดนกลับเผยสีหน้าดีใจ “ท่านอาวุโสเฮ่อมาแล้ว! ”

พลังน่าหวาดกลัวของมหาปรมาจารย์นั้น ปกคลุมกดดันไปทั่วบริเวณโดยพลัน!
บทที่ 78
ลมปราณของยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ปกคลุมกดดันไปทั่วทั้งสี่ทิศ ปลุกปั่นดินฟ้าอากาศ

หัวใจของจอมยุทธ์ฝั่งถังตะวันออกตกไปอยู่ที่ตาตุ่มโดยพลัน คู่ต่อสู้เช่นนี้ แม้พวกเขาทั้งหมดรวมกันก็ไม่อาจต้านทานได้

ครั้นผู้อาวุโสเฮ่อแห่งเขาไร้พรมแดนปรากฏกาย เขาก็จ้องมองไปยังร่างของเยี่ยนจ้าวเกอและจ้าวซื่อเฉิง

ยังไม่ทันที่เขาจะเปิดปากพูด สีหน้าก็พลันเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย

ราชาอาณาจักรถังตะวันออกจ้าวซื่อเฉิงที่แต่เดิมหมดสติไม่รู้สึกตัวนั้น บัดนี้จู่ๆ ก็ลืมตาขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

สายตาของคนทั้งสองสบกัน

จ้าวซื่อเฉิงกล่าวอย่างนิ่งเฉยว่า “ท่านผู้อาวุโสเฮ่อ รบกวนท่านแล้วที่มาเยือนด้วยตัวเอง”

ขณะที่พูด เขานั่งอยู่บนพื้น มือหนึ่งกำหมัดเอาไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งตบลงไปที่พื้น

ราชาแห่งอาณาจักรถังตะวันออก จ้าวซื่อเฉิงใช้พื้นดินใต้ร่างเป็นศูนย์กลาง แถบอักขระวิญญาณที่เดิมทีเลือนรางพลันส่องสว่างเจิดจ้าขึ้นมา จากนั้นสาดส่องกระจายออกไปทั่วสารทิศ

พลังของค่ายกลในตอนนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่อ่อนแรง ก็กลับมาแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง

พลังที่แข็งแกร่งรุนแรงสั่นสะเทือน จนกลุ่มคนของเขาไร้พรมแดนที่มีผู้อาวุโสเฮ่อเป็นผู้นำต่างพากันถอยหลังออกไป ถูกบังคับให้ออกไปอยู่นอกค่ายกล

“ฟื้นฟูรวดเร็วเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?” ผู้อาวุโสเฮ่อหันศีรษะกลับไปมองจอมยุทธ์จากเขาไร้พรมแดนคนอื่นๆ

ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาที่เป็นผู้หัวหน้าทั้งสองคน ต่างก็พากันหน้าเจื่อนแล้วส่ายศีรษะ สีหน้าเต็มไปด้วยความยากที่จะเชื่อ

พวกเขากล่าวเสียงเบาว่า “ตอนที่พวกเราไล่ตามมาถึง อาการบาดเจ็บของเขาหนักหนาสาหัสนัก ลมหายใจมากกว่าคนตายเพียงแค่หนึ่งลมหายใจก็เท่านั้น”

“ไม่น่าจะสามารถฟื้นฟูได้ในระยะเวลาอันสั้นเพียงเท่านี้ได้”

“นี่มันเหมือนผีหลอกกลางวันชัดๆ!”

จ้าวฮ่าวเช็ดคราบเลือดที่มุมปากออก สายตาจ้องเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ข้างกายจ้าวซื่อเฉิง โดยที่มือทั้งสองของชายหนุ่มยังคงวางอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังหน้าอกของเสด็จพ่ออย่างไม่ลดละ

“รวดเร็วเช่นนี้ ทำได้อย่างไรกัน!”

องค์ชายสิบหก จ้าวฮ่าวกัดฟันกรอด มุมปากพลันมีรอยเลือดไหลซึมออกมา

เขามั่นใจว่าเรื่องโอสถและการรักษา นอกจากคนจำนวนน้อยที่แทบจะหาไม่เจอแล้ว ที่เหลือก็ไม่มีใครจะสามารถเปรียบกับเขาได้อีก

ทว่าหากจะใช้เวลาสั้นเพียงเท่านี้ ทำให้จ้าวซื่อเฉิงฟื้นตัวกลับมา เขาก็ทำไม่ได้เช่นกัน!

สภาพในตอนแรกของจ้าวซื่อเฉิง จ้าวฮ่าวก็จับตามองอยู่เช่นกัน และรู้ดีว่าอาการบาดเจ็บนั้นหนักหนามากเพียงใด

ทว่าบัดนี้กลับสามารถฟื้นตัวกลับมามีสติ ซ้ำยังสามารถขับเคลื่อนค่ายกลขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เรื่องนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของจ้าวฮ่าวโดยสิ้นเชิง

จ้าวฮ่าวสูดหายใจเข้าลึกครั้งหนึ่ง “ไม่เพียงแค่เคล็ดวิชาเข็มทองผ่านโอสถเท่านั้น ทว่าในทุกๆ ด้านของศาสตร์โอสถและการรักษา ล้วนมีความรู้ที่มากมายยิ่ง”

สายตาของผู้อาวุโสเฮ่อมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอเช่นกัน “คุณชายแห่งเขากว่างไม่ใช่ยอดฝีมือท่ามกลางหมู่คน แต่เป็นยอดฝีมือท่ามกลางยอดฝีมือต่างหาก ไม่นึกเลยว่าข่าวลือนี้จะเป็นจริง!”

อย่าว่าแต่จะอยู่เหนือความคาดหมายของบรรดาคนจากเขาไร้พรมแดนเลย แม้แต่จอมยุทธ์อาณาจักรถังตะวันออกเองก็ตกใจไม่น้อย

บางคนเกิดอาการใจเต้นรัวขึ้น “หรือจะเป็นวิชาที่กระตุ้นเรียกสติ ฝืนให้ฝ่าบาทตื่นขึ้นมาชั่วคราว หลังจากนั้นจะทำให้อาการบาดเจ็บก็จะยิ่งหนักขึ้น จนถึงขั้นทำให้ฝ่าบาทสวรรคตได้ใช่หรือไม่”

“หรืออาจเป็นการฟื้นตัวของวิญญาณก่อนจะหมดลมหายใจ ดั่งแสงยามพลบค่ำ”

เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกได้ถึงสายตาวิตกกังวลของคนรอบข้าง จึงอดกลอกตาขาวไม่ได้

“ข้าว่าพวกเจ้าน่ะ เลิกดูถูกได้แล้ว”

จ้าวซื่อเฉิงผงกศีรษะให้กับเยี่ยนจ้าวเกอ จากนั้นจึงลุกขึ้นยืน “ข้าเพียงแต่รู้สึกไม่สบายขึ้นมาชั่ววูบหนึ่งเท่านั้น แต่ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้ว”

“รบกวนท่านผู้อาวุโสเฮ่อที่อุตส่าห์เร่งรีบมาเยือนด้วยตนเองแล้ว พวกเรายังอยู่ในหุบเหวปราการมังกร ไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะแก่การพูดคุยนัก”

“หลังจากที่ทุกท่านออกจากที่นี่แล้ว ข้าจะจัดงานเลี้ยงขึ้นในพระราชวังที่เมืองชมตะวัน เพื่อเลี้ยงขอบคุณท่านผู้อาวุโสเฮ่อและเขาไร้พรมแดนทุกท่านแล้วกัน”

ผู้อาวุโสเฮ่อมองดูจ้าวซื่อเฉิงพลางขมวดคิ้วแน่น

เขาไม่ปักใจเชื่อว่าจ้าวซื่อเฉิงที่มีอาการบาดเจ็ดสาหัสถึงเพียงนั้น จะหายเป็นปกติแล้ว

ทว่าขณะนี้จ้าวซื่อเฉิงจะยังเหลือพลังความสามารถเท่าใดนั้น เขาเองก็ยังไม่แน่ใจนัก

จ้าวซื่อเฉิงจะยังสามารถควบคุมพลังของค่ายกลเมืองชมตะวันได้อีกสักเท่าใด ก็ยังไม่อาจรู้ได้เช่นกัน

หากจ้าวซื่อเฉิงอยู่ในสภาพที่ดีที่สุดแล้วยังมีพลังของค่ายกลเมืองชมตะวันสนับสนุน ผู้อาวุโสเฮ่อก็ยอมรับว่าตนเองคงจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา

สายตาของจ้าวฮ่าวมองสลับไปมาระหว่างเยี่ยนจ้าวเกอและจ้าวซื่อเฉิง

ทว่าจ้าวซื่อเฉิงกลับไม่แม้แต่จะมองจ้าวฮ่าวเลยสักนิด

ในตอนที่เขาช่วยเขากว่างเฉิงขับไล่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ออกจากเมืองชมตะวัน จ้าวฮ่าวก็ได้ตัดความคาดหวังที่เขามีไปจนหมดสิ้น

และบัดนี้จ้าวฮ่าวปรากฏตัวพร้อมกับกลุ่มคนของเขาไร้พรมแดน ณ ที่นี้ เวลานี้ ทำให้จ้าวซื่อเฉิงตัดความคาดหวังที่มีต่อบุตรชายคนนี้ไปจนหมดสิ้นเช่นกัน

จ้าวซื่อเฉิงมองผู้อาวุโสเฮ่อพลางกล่าวอย่างสงบนิ่งว่า “ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่จะพูดคุยกัน ข้าขอตัวก่อน เชิญท่านผู้อาวุโสเฮ่อตามสบาย”

สิ้นคำพูด เขาก็ยื่นฝ่ามือทั้งสองออกไปตรงๆ จากนั้นจึงกดลงไปด้านล่างครั้งหนึ่ง

ในขณะที่อักขระวิญญาณของค่ายกลกำลังสั่นไหว อากาศไหลเวียนโดยรอบซึ่งมีจ้าวซื่อเฉิงเป็นศูนย์กลาง ก็ยกเอาเยี่ยนจ้าวเกอ อาหู่ และกลุ่มคนของถังตะวันออก มุ่งหน้าไปยังด้านนอกของหุบเหวปราการมังกร

สีหน้าของท่านผู้อาวุโสเฮ่อเคร่งขรึมขึ้น จะให้เขาล้มเลิกเช่นนี้ ไม่ยินยอมเป็นแน่

ถึงแม้ว่าในใจจะไม่มั่นใจเต็มร้อยอีกแล้ว ทว่าเขาก็ไม่ได้ลังเลที่จะสิ้นเปลืองเวลา แต่กลับลงมือยับยั้งเยี่ยนจ้าวเกอ จ้าวซื่อเฉิง และคนอื่นๆ ในทันที

แต่ ณ ตอนนี้เอง ที่ไกลออกไปจู่ๆ ก็มีการสั่นสะเทือนที่รุนแรงส่งมาถึง

มีปราณดาบอันเย็นเยียบส่งมา ฟาดฟันไปในอากาศ จนหุบเหวปราการมังกรแทบจะพังทลาย

“เป็นท่านผู้อาวุโสเกาะตะวันออกแห่งเขากว่างเฉิง และทะยานบูรพาแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาไล่ตามมาแล้ว!”

ปราณดาบขนาดใหญ่ฟาดฟันลงมา ตัดขาดหนทางไปของกลุ่มคนจากเขาไร้พรมแดน

ประกายดาบสีทองทอแสงขึ้น ก่อนจะปะทะกับปราณดาบที่ยิ่งใหญ่นั้นอีกครั้ง

กลุ่มคนของเขาไร้พรมแดนพลาดโอกาสที่จะไล่ตามกลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอไปแล้ว ไล่ตามไม่ทันอีกต่อไป

ผู้อาวุโสเฮ่อพลันมีสีหน้าเคร่งเครียด “พลาดโอกาสไปแล้ว พวกเราควบคุมสถานการณ์ต่อจากนี้ไม่อยู่แล้ว”

“ไป ติดต่อกับท่านผู้อาวุโสระดับหนึ่งของสำนัก แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่อหรือถอย”

เขามองไปที่จ้าวฮ่าว “เจ้าอยู่ที่ถังตะวันออกต่อ ก็ยากที่จะกระทำการต่อไปในภายภาคหน้า”

จ้าวฮ่าวนิ่งเงียบไม่พูดอะไร

เยี่ยนจ้าวเกอและกลุ่มคนของจ้าวซื่อเฉิง รู้สึกได้ถึงการเข้ามาใกล้ของผู้อาวุโสฉินและทะยานบูรพาเมื่อครู่เช่นกัน

ไม่เพียงเท่านี้ ผู้อาวุโสข่งและมหาปรมาจารย์ยอดฝีมือหญิงของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนนั้น ก็สู้กันจากในหุบเหวปราการมังกรจนถึงด้านนอกมานานแล้ว สนามรบกวาดล้างออกไปไกลนับหมื่นลี้ สู้กันพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินกันตลอดทาง

“ท่านลุง ปราณพิษในร่างกายของท่านยังกำจัดออกไปไม่หมดสิ้น”

เยี่ยนจ้าวเกอมองไปยังจ้าวซื่อเฉิง “ท่านมีความมั่นใจต่อสถานการณ์ที่เมืองชมตะวันมากเท่าใดหรือ”

สีหน้าของจ้าวซื่อเฉิงซีดเซียวลงเล็กน้อย เขารวบรวมสมาธิจับสัมผัสดูอย่างละเอียด หลังจากนั้นครู่ใหญ่ถึงกล่าวขึ้นอย่างช้าๆ ว่า “ซื่อเลี่ยโจมตีเข้าไปถึงในพระราชวังแล้ว”

“มีคนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือ ข้าต้านเขาไม่อยู่ อำนาจควบคุมค่ายกลถูกเขายึดครองไปกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว”

“ตอนนี้ข้าไม่ได้อยู่ในวัง การจะยึดอำนาจการควบคุมคืนมา ท่าจะลำบากหน่อย”

จ้าวซื่อเฉิงผายมือออกไปด้านหน้าตรงๆ อาศัยการเคลื่อนตัวของอากาศ พาเยี่ยนจ้าวเกอและคนอื่นๆ ลงไปบนพื้น สภาพร่างกายของเขาในตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว แต่ก็จำเป็นต้องเก็บพลังเอาไว้รับมือกับศึกใหญ่ที่กำลังมาเยือน

โชคดีที่แต่ละที่ในอาณาเขตของอาณาจักรถังตะวันออกมีการเตรียมรถม้าโดยสารไว้ ทุกคนจึงไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องการเร่งเดินทาง

“รีบกลับไปที่เมืองชมตะวันตอนนี้ อาจจะไม่ทันการเสียแล้ว อย่างไรจ้าวซื่อเลี่ยก็จะยิ่งได้เปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “ท่านลุง ข้ามีความคิดหนึ่ง อาจจะลองดูได้พะยะค่ะ”

จ้าวซื่อเฉิงหันไปมองเขา “โอ้ จ้าวเกอมีความคิดเช่นไรหรือ”

เยี่ยนจ้าวเกอจึงกล่าวว่า “หุบเขาวายุวิญญาณของสำนักข้าห่างจากเมืองใกล้ปราการไม่มากนัก อีกทั้งยังอยู่ใกล้กับหุบเหวปราการมังกรยิ่ง”

“ที่นั่นมีทรัพยากรเพียบพร้อมอยู่ประมาณหนึ่ง พวกเราสามารถลองสร้างค่ายกลย้อนกลับได้”

แววตาของจ้าวซื่อเฉิงทอประกายขึ้น “การจะสร้างค่ายกลย้อนกลับนั้นไม่ง่าย จ้าวเกอกล่าวเช่นนี้ มีวิธีลัดหรือ”

ชายหนุ่มกล่าวต่อว่า “ในมือข้ามีผังค่ายกลหนึ่งอยู่ น่าจะลองดูได้พะยะค่ะ”

“แม้จะกล่าวว่าเป็นการทดลองดู แต่ก็มีหวังยิ่งกว่าการกลับเมืองชมตะวัน”

จ้าวซื่อเฉิงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสนใจ ทว่าก็ส่งกระแสจิตกลับไปถามว่า ‘หากเป็นหุบเขาวายุวิญญาณแล้วล่ะก็ ศิลาลายเมฆ…’

เยี่ยนจ้าวเกอก็ส่งกระแสจิตตอบกลับไปเช่นกัน ‘บัดนี้ได้เปิดศึกขึ้นแล้ว ท่านผู้อาวุโสสวีชวนเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ จึงน่าจะมีการเตรียมการไว้แล้ว ไม่ต้องกังวลว่าความลับจะรั่วไหลขอรับ’

‘คนของเขาไร้พรมแดนก็ถูกท่านผู้อาวุโสฉินสกัดกั้นเอาไว้แล้ว แต่ที่ด้านนอกถังตะวันออก ในเขตของภูผาพิภพพวกเขาต้องมีกองทัพทหารคอยรอรับช่าวสาร รอที่จะแสดงพลังอยู่แน่นอน’

‘สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็กำลังเคลื่อนไหวอยู่’

‘จ้าวซื่อเลี่ยที่อยู่ที่เมืองชมตะวันคงจะบุกรุกประหนึ่งเพลิงเสียยิ่งกว่า’

‘ตอนนี้ต้องช่วงชิงแม้เพียงเสี้ยววินาที!’
บทที่ 79
จ้าวซื่อเฉิงมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ “ผังค่ายกลของเจ้า ขอข้าดูหน่อยได้หรือไม่”

ขณะที่เขาพูด เยี่ยนจ้าวเกอก็หยิบผืนผ้าผืนหนึ่งออกมาแล้ว

ผ้าผืนนั้นแม้สัมผัสกับปราณจินตราของเยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่ได้ฉีกขาด มีเพียงร่องรอยหลงเหลือไว้ ระหว่างที่เกิดเสียง ‘พึ่บพั่บ’ ผังค่ายกลหนึ่งที่ซ่อนอยู่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าจ้าวซื่อเฉิง

ราชาอาณาจักรถังตะวันออกสำรวจดูอย่างละเอียด เปรียบเทียบกับค่ายกลที่ตนเองรู้ในใจ ก่อนจะเกิดความรู้สึกกระจ่างแจ้งทันใด

“วิธีนี้ใช้ได้!” จ้าวซื่อเฉิงกล่าว “แต่การจะสร้างค่ายกลก็ยังต้องดูทรัพยากรก่อนว่าเพียงพอหรือไม่”

เยี่ยนจ้าวเกอพลันกล่าว “ที่หุบเหววายุวิญญาณมีทรัพยากรสะสมอยู่มาก หากมีที่ไม่พอก็ลองย้ายไปสั่งการจากเมืองใกล้ปราการที่อยู่ใกล้ๆ ได้พะยะค่ะ”

ในหุบเขาวายุวิญญาณอาจจะขาดสิ่งของที่จะใช้ในการสร้างค่ายกลบ้างเป็นธรรมดา

…ต่อให้ไม่ขาดแคลน เมื่ออยู่ต่อหน้ากลุ่มคนของถังตะวันออก มันก็จำเป็นจะต้องขาดแคลนเช่นกัน

หากไม่ใช่การเตรียมการเฉพาะกาล นั่นก็บ่งบอกได้ว่ามีการเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งการเตรียมการนี้จะเป็นเพียงการรับมือเฉพาะกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นหรือ

อย่างไรเสียค่ายกลย้อนกลับนี้ก็สามารถสั่นคลอนค่ายกลชมตะวันขนาดใหญ่ได้

แม้ว่าจ้าวซื่อเฉิงจะไม่ได้คิดอะไร ก็ใช่ว่ายอดฝีมือของอาณาจักรถังตะวันออกคนอื่นๆ จะไม่รู้สึกกังขาในใจ

เมื่อตัดสินใจแล้ว ทุกๆ คนก็มุ่งหน้าเดินทางไปยังหุบเขาวายุวิญญาณอย่างเร่งด่วนใรทันที ตลอดทางก็มีข่าวส่งมารายงานไม่หยุดเช่นกัน

ณ ถังตะวันออก นอกจากเมืองชมตะวันแล้ว ที่อื่นก็ไม่ได้เกิดความโกลาหลขึ้นอย่างชัดเจนแต่อย่างใด ทว่ากิจการของเขากว่างเฉิงที่อยู่ที่ถังตะวันออกต่างก็ประสบกับการคุกคามจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

อีกทั้งด้านนอกของหุบเขาวายุวิญญาณก็มีคนล้อมโจมตีเอาไว้แล้ว

กลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอกวาดล้างสิ่งกีดขวางออกไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อสวีชวน ผู้อาวุโสปฏิบัติกิจได้รับข่าวก็รีบออกมาต้อนรับชายหนุ่มและจ้าวซื่อเฉิงเข้าไปในทันที

ตอนนี้เขารับหน้าที่ปฏิบัติกิจที่หุบเขาวายุวิญญาณโดยเฉพาะ ซึ่งที่นี่เองก็มีความสำคัญกว่าเมื่อก่อนมากนัก กำลังการป้องกันของที่นี่จึงแข็งแกร่งยิ่งกว่าแต่ก่อนด้วย

“ท่านผู้อาวุโสสวี ตามรายการที่ข้าให้ท่านไป ช่วยเตรียมของเหล่านี้ให้พร้อมอย่างเร่งด่วนด้วย หากขาดอะไร ก็เขียนบอกมานะขอรับ” หลังจากพบหน้ากัน เยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่มีกะจิตกะใจสนใจเรื่องมารยาทพิธีรีตองต่างๆ

สวีชวนก็เข้าใจได้ถึงลำดับความสำคัญ จึงรีบเร่งรับรายการที่เยี่ยนจ้าวเกอเขียนมา แล้วจัดการตระเตรียมสิ่งของให้อย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงรายงานสิ่งที่ยังขาดกลับไป

“ของเหล่านี้ล้วนมีที่เมืองใกล้ปราการทั้งหมด” สวีชวนพูดอย่างรวดเร็ว “ไม่รู้ว่าคลังของสำนักเราถูกยึดไปแล้วหรือไม่ แต่ต่อให้ที่สำนักเราไม่มีแล้ว ที่อื่นๆ ของเมืองใกล้ปราการนั้นต้องมีอย่างแน่นอน”

“ไม่ว่าจะเป็นหอเก็บของของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ หรือจะเขาไร้พรมแดนก็ไม่ขาดแคลนเป็นแน่!”

เยี่ยนจ้าวเกอรับใบรายการมาจากมือของสวีชวน แล้วหันกลับไปพูดกับอาหู่ว่า “อาหู่ สถานการณ์เร่งด่วน เจ้าไปสักเที่ยวแล้วกัน ระวังตัวด้วย”

จ้าวซื่อเฉิงกับเยี่ยนจ้าวเกอต้องอยู่สร้างคยกลที่นี่ ส่วนคนอื่นๆ ก็มีอาหู่เพียงผู้เดียวที่พลังความสามารถแข็งแกร่งที่สุด

อาหู่ยิ้มอย่างจริงใจครั้งหนึ่ง “คุณชายโปรดวางใจ ข้าไปเพียงครู่เดียวก็กลับแล้วขอรับ”

สิ้นคำพูดเขาก็หันหลังกลับออกไป เมื่อออกจากหุบเขาวายุวิญญาณแล้ว เขาก็มุ่งหน้าตรงไปยังเมืองใกล้ปราการอย่างรวดเร็ว

จ้าวซื่อเฉิงมองแผ่นหลังของอาหู่ที่ปลีกออกไป “แม้ว่าเยียนตี๋จะไม่ได้ถ่ายทอดวิชาลับของเขากว่างเฉิงให้เขา แต่ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาเทพวายุนิมิตทมิฬ หรือวิชากรงเล็บภูตพยัคฆ์ ล้วนแล้วแต่เป็นวิชาวรยุทธ์ขั้นสูงสุดทั้งสิ้น”

แววตาของเยี่ยนจ้าวเผยให้เห็นถึงความอ่อนโยน “แท้จริงแล้วในปีนั้นท่านพ่อก็อยากจะรับอาหู่เป็นศิษย์ แต่อาหู่กลับยืนกรานไม่ยอมเสียเอง”

“ดังนั้นท่านพ่อจึงถ่ายทอดยอดวิชาสืบทอดของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในวายุพิภพที่ล่มสลายไปในอดีต อันเป็นวิชาที่ตนเองเก็บสะสมมาให้กับอาหู่”

แท้จริงแล้วหลายปีมานี้ เยียนตี๋ปฏิบัติกับอาหู่เสมือนศิษย์เสียมากกว่า ส่วนกับเจ้าของร่างเดิมของเยี่ยนจ้าวเกอนั้น อาหู่เป็นทั้งข้ารับใช้และสหายคนสนิท

เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอมาถึงโลกใบนี้ และได้อยู่กับชายร่างกำยำผู้นี้ ส่วนมากก็ไม่ได้ปฏิบัติกับเขาเหมือนอย่างข้ารับใช้ผู้ติดตามเช่นกัน

ระหว่างทั้งสองมักจะหยอกล้อซึ่งกันและกัน ผ่อนคลายสบายใจ

เมื่อเทียบกับบางคนที่แม้แต่หน้าก็ไม่เคยพบ ไม่เคยพูดด้วยแม้สักคำ มีอยู่เพียงในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมแล้ว ความสัมพันธ์ของตนเองและอาหู่ค่อยๆ หนักแน่นขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเหมาะเจาะพอดีกันกับเจ้าของร่างเดิม

หากไม่ใช่เพราะอาหู่ที่ดูเหมือนจะไม่มีสัมมาคารวะ ทว่าแท้จริงแล้วกลับยืนกรานจะรักษากฎระเบียบบางอย่างไว้ล่ะก็ เขาก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสหายคนแรกของเยี่ยนจ้าวเกอหลังจากมาถึงโลกใบนี้เลยก็ว่าได้

ขณะที่พูดคุยกับจ้าวซื่อเฉิง เยี่ยนจ้าวเกอก็เริ่มช่วยเหลืออีกฝ่ายสร้างค่ายกลขึ้นใหม่ในหุบเขาวายุวิญญาณ

ค่ายกลนี้ เมื่อมองเผินๆ ดูคล้ายคลึงกับค่ายกลชมตะวันของอาณาจักรถังตะวันออก

ถึงกระนั้นเมื่อสังเกตอักขระวญญณแต่ละแถวของค่ายกลอย่างละเอียด ก็จะพบว่ามีจำนวนมากที่คล้ายกันแต่ไม่ใช่ อีกทั้งยังตรงกันข้ามกับค่ายกลชมตะวันทั้งหมด

เหมือนเช่นภาพสะท้อนในกระจกอย่างไรอย่างนั้น

ค่ายกลค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้น มีแสงส่องสว่างขึ้นมาเช่นกัน อักขระแต่ละแถวยื่นออกไปทั่วสารทิศ ค่อยๆ ปกคลุมหุบเขาวายุวิญญาณ

จ้าวซื่อเฉิงนั่งอยู่ใจกลางของค่ายกล มือหนึ่งกำหมัด อีกมือหนึ่งตบเบาๆ ลงไปบนพื้น

ค่ายกลฉากตัวนที่ถูกเขาชักนำ ก็เริ่มมีแสงสว่างบนอักขระเขตอาคมเจิดจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ

เพียงแต่แสงนั้นวูบวาบไม่หยุด เห็นได้ชัดว่ายังไม่เสถียรนัก

เยี่ยนจ้าวเกอรู้ดีว่านี่เป็นเพราะจ้าวซื่อเลี่ย จิ่นอ๋องก่อกวนเมืองชมตะวันอยู่

สีหน้าจ้าวซื่อเฉิงยังคงไม่เปลี่ยน เขานั่งตัวตรงสงบนิ่ง ชักนำพลังของค่ายกล ขณะเดียวกันก็กำลังปรับตัวกับการควบคุมพลังของค่ายกลย้อนกลับที่อยู่ในหุบเขาวายุวิญญาณ และผสานตนเองกับค่ายกลเข้าด้วยกัน

ขณะที่เขากะพริบตา ชุดคลุมลายมังกรที่อยู่บนร่างกายก็ค่อยๆ ปรากฏแสงสีทองขึ้น

แสงสีทองประหนึ่งเกล็ดมังกร ราวกับกำลังพาดชุดเกราะเกล็ดมังกรชุดหนึ่งให้กับจ้าวซื่อเฉิง

นั่นก็คือเกราะเกล็ดมังกรทอง อาวุธวิญญาณระดับกลาง ของล้ำค่าชิ้นแรกของอาณาจักรถังตะวันออก

ในยามปกติมันจะซ่อนอยู่ในตัวของจ้าวซื่อเฉิงไม่ปรากฏให้เห็น เมื่อถึงยามจำเป็นก็จะเปลี่ยนรูปเป็นชุดเกราะแสงสวมทับไว้บนร่างกาย

เคราะห์ดีที่มีอาวุธวิญญาณระดับกลางที่แข็งแกร่งชิ้นนี้คุ้มกันตอนอยู่ภายในหุบเหวปราการมังกร มิเช่นนั้นตอนที่ค่ายกลย้อนกลับในทันทีทันใด อีกทั้งพลังจากความผิดปกติของหุบเหวสะท้อนกลับ จ้าวซื่อเฉิงจะสามารถรักษาชีวิตเอาได้หรือไม่นั้นก็ยากจะบอก

มือซ้ายของเยี่ยนจ้าวเกอกำกระบี่เล่มหนึ่งเอาไว้ ส่วนมือขวาก็ชักนำลำแสงมรกตสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า จากนั้นก็จึงตกลงไปในใจกลางค่ายกลตรงหน้าของจ้าวซื่อเฉิง

ซึ่งนั่นก็คือกระบี่วิญญาณมังกรมรกต อาวุธวิญญาณที่เยี่ยนจ้าวเกอพกติดตัวเอาไว้

จ้าวซื่อเฉิงงอนิ้วดีดลงไปบนคมกระบี่เบาๆ ก็มีเสียงมังกรคำรามดังขึ้นในทันที

กระบี่วิญญาณมังกรมากตลอยตัวอยู่กลางอากาศ มีจิตวิญญาณเกิดขึ้นเอง ทว่าก็ไม่ได้ร่วงหล่น

ผิวหน้าของคมกระบี่ดูเรียบลื่นไร้ลาย แต่มีเงามังกรปรากฏขึ้นรางๆ วิ่งไปมาไม่หยุด

ในชุดเกราะเกล็ดมังกรทองที่อยู่บนตัวของจ้าวซื่อเฉิงก็มีเงาของมังกรทองปรากฏอยู่เช่นกัน และยังส่งเสียงคำรามออกมาดังสนั่นอีกด้วย

ชุดเกราะเกล็ดมังกรทองควบคุมค่ายกลที่จ้าวซื่อเฉิงเป็นคนชักนำ ส่วนกระบี่วิญญาณมังกรมรกตควบคุมค่ายกลย้อนกลับในหุบเขาวายุวิญญาณ

สองมังกรเรียกหากัน เขตอาคมทั้งสองตั้งคู่กัน พลังก็ค่อยๆ แข็งแกร่งมากขึ้น

ทว่าในตอนนี้เอง จอมยุทธ์เขากว่างเฉิงและจอมยุทธ์ถังตะวันออกที่อยู่ในหุบเขา ต่างก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

มีพลังที่แข็งแกร่งไหลเข้ามาจากด้านนอกของหุบเขาวายุวิญญาณ และรุกเข้ามาในหุบเขามากขึ้นเรื่อยๆ

แสงจากดวงอาทิตย์สีทองดวงหนึ่ง ลอยขึ้นระหว่างปากหุบเขาที่พาดกันเป็นทอดๆ กลิ่นอายอันน่าหวาดผวาค่อยๆ บีบเข้าใกล้กับค่ายกลที่อยู่ในหุบเขา

“สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์! มหาปรมาจารย์!”

เยี่ยนจ้าวเกอขมวดคิ้วเข้าหากัน แม้ว่าผู้ที่มาเยือนจะมีระดับวรยุทธ์น้อยกว่าจ้าวซื่อเฉิง เหยียนซวี่ และคนอื่นๆ ทว่าก็เป็นมหาปรมาจารย์จริงแท้แน่นอน!

ใบหน้าของจ้าวซื่อเฉิงสงบนิ่ง เขากำหมัดต่อยไปในอากาศ

ครั้นค่ายกลถูกกระตุ้น มันก็ส่งพลังโจมตีไปยังดวงอาทิตย์ที่ฉายแสงสีทองดวงนั้น

พลังของทั้งสองฝ่ายปะทะเข้าหากัน จากนั้นก็ระเบิดแสงเจิดจ้าทันที ส่องสว่างจนไม่สามารถมองตรงๆ ได้

จ้าวซื่อเฉิงในขณะนี้ยังไม่หายสนิทจากอาการบาดเจ็บ พลังของค่ายกลส่วนหนึ่งก็อยู่ที่เมืองชมตะวัน

มหาปรมาจารย์คนนั้นถูกสกัดกั้นเอาไว้ ไม่สามารถเข้ามาได้ ทว่าจ้าวซื่อเฉิงและพลังของค่ายกลก็ถูกยับยั้งไว้ในทันทีเช่นกัน

เมื่อต้องรับมือกับมหาปรมาจารย์ของสักนักศักดิ์สุริยันผู้นี้ การป้องกันค่ายกลก็เกิดรอยรั่วขึ้นทันทีทันใด

รอบๆ หุบเขามีเงาคนมากมาย ทันใดนั้นจอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กลุ่มหนึ่งก็รุกเขามาภายใน

หลายคนในนั้นมีกลิ่นอายที่น่าหวาดกลัว ขณะที่เคลื่อนที่ก็ราวกับจะสั่นสะเทือนอากาศที่อยู่โดยรอบกายไปด้วย

กลุ่มคนที่อยู่ในหุบเขาวายุวิญญาณต่างก็ใจหาย “ปรมาจารย์เคียงนภามากมายอะไรถึงเพียงนี้!”

เยี่ยนจ้าวเกอมองตรงไป หนึ่งในนั้นมีคนหนึ่งสวมชุดสีขาว หนวดเคราปกคลุมทั่วใบหน้า แววตาดุร้ายดุจอสรพิษ นั่นก็คือเซียวเซิงอย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อเซียวเซิงเข้ามาภายในหุบเขาแล้ว เขาก็กวาดสายตามองไปรอบด้าน ความสนใจก็ถูกดึงดูดไปอยู่บนตัวของเยี่ยนจ้าวเกอในพริบตาเดียว

“เยี่ยน! จ้าว! เกอ!” เซียวเซิงเน้นย้ำทีละคำ ภายในแววตาราวกับมีเปลวเพลิงลุกโหม
บทที่ 80
เยี่ยนจ้าวเกอมองเซียวเซิงครั้งหนึ่ง จากนั้นเขาก็ไม่ได้สนใจอีกฝ่ายอีก

“มาเร็วกว่าที่คิดไว้ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ปัญหาของอาณาจักรตะวันออก…”

ชายหนุ่มหรี่ตาลงครั้งหนึ่ง “เหยียนซวี่…”

เหล่ายอดฝีมือของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มีจำนวนมาก ซึ่งเยี่ยนจ้าวเกอเองก็ต้องคอยช่วยเหลือจ้าวซื่อเฉิงประคองค่ายกลเอาไว้ จึงตะโกนเรียกออกมาเสียงดังว่า “ท่านผู้อาวุโสสวีขอรับ!”

“ข้าเข้าใจ” กับเรื่องสำคัญตรงหน้า สวีซวนไม่มีความสนุกขี้เล่นที่เป็นนิสัยส่วนตัวอยู่เลย

เขานิ่งสงบและนำบรรดาบริวารจอมยุทธ์เขากว่างเฉิง เข้าประจันหน้ากับจอมยุทธ์สุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่เข้ามารุกรานทันที

จอมยุทธ์ถังตะวันออกที่เดินทางมากับเยี่ยนจ้าวเกอและจ้าวซื่อเฉิง ก็เดินขึ้นหน้าด้วยกัน ออกไปรับศึกศัตรูที่บุกรุกมา

ยอดฝีมือของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่บุกมา เต็มไปด้วยยอดฝีมือจำนวนไม่น้อย

เนื่องด้วยศิลาลายเมฆสามารถสร้างแก่นสารหยกได้ แม้ว่าเขากว่างเฉิงจะไม่ได้ป่าวประกาศออกไป เพื่อปกปิดเอาไว้ไม่ให้เป็นที่สนใจ หุบเขาวายุวิญญาณถึงภายนอกจะดูหละหลวม แต่ภายในค่อนข้างเข้มงวด คอยเพิ่มพลังการป้องกันขึ้นอย่างลับๆ

หากไม่เป็นเช่นนี้ เกรงว่าบัดนี้คงจะถูกสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ตีแตกไปในพริบตาแล้ว

แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่เมื่อยอดฝีมือระดับปรมาจารย์แห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากลงมือพร้อมๆ กัน ก็ทำให้แรงกดดันของเขาหุบเขาวายุวิญญาณเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

สวีชวนและยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาแห่งถังตะวันออก ออกไปต้านศัตรูร่วมกัน ก็ดักรั้งคู่ต่อสู้ทั้งหมดไว้ด้านนอก

สถานการณ์ในการสู้รบของทั้งสองฝ่าย เข้าสู่สภาวะแน่นิ่งอยู่ชั่วขณะหนึ่ง

มหาปรมาจารย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นที่ถูกสกัดกั้นเอาไว้บริเวณด้านนอกหุบเขา โหมโจมตีประหนึ่งคลื่นน้ำซัด มุ่งโจมตีไปยังหุบเขาวายุวิญญาณและจ้าวซื่อเฉิงไม่หยุด

สีหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอและจ้าวซื่อเฉิงล้วนเคร่งเครียดขึ้นมา

เนื่องด้วยต้องรับมือกับการโจมตีเบื้องหน้านี้ ทำให้การช่วงชิงของฝ่ายตนกับทางฝั่งเมืองชมตะวันเสียเปรียบอีกครั้ง

สนามรบสองสนามเปิดศึกขึ้นในเวลาเดียวกัน ทำให้ความกดดันของจ้าวซื่อเฉิงเพิ่มขึ้นไม่น้อย

ค่ายกลย้อนกลับยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ จ้าวซื่อเลี่ย จิ่นอ๋องที่อยู่ที่เมืองชมตะวันก็ปล่อยพลังออกมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุด ทำให้อำนาจค่ายกลชมตะวันเริ่มค่อยๆ หลุดไปอยู่ในมือของเขา

ภายใต้สถานการณ์ที่ถาโถมเข้ามา ทางหุบเขาวายุวิญญาณตรงนี้ พลังของค่ายกลที่ถูกจ้าวซื่อเฉิงดึงมารวบรวมไว้ ก็เริ่มแสดงเค้าลางว่าจะมีพลังที่เหลือไม่เพียงพอขึ้นมา

มหาปรมาจารย์ฝ่ายศัตรูที่กำลังประมือกันอยู่ สัมผัสถึงจุดนี้ได้ดีที่สุด

เขาตะโกนเสียงดังว่า “จ้าวซื่อเฉิง เจ้าตัดสินทางเดินของเจ้าเอง เลือกที่จะเป็นศัตรูกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ เช่นนั้นนี่ก็คือจุดจบของเจ้า!”

“เจ้าช่างเขลานัก แยกไม่ออกว่าใครคือมหาอำนาจของใต้หล้า เขากว่างเฉิงเป็นแค่แสงริบหรี่ยามพลบค่ำไปตั้งนานแล้ว สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ต่างหากที่เป็นพระอาทิตย์ที่ฉายแสงอยู่เหนือน่านฟ้าในตอนนี้!”

“จ้าวซื่อเฉิง น้องชายของเจ้าช่างปราดเปรื่องกว่าเจ้านัก คิดเผื่อถังตะวันออก ตำแหน่งราชาให้เขาไปเสียยังจะดีกว่า!”

ขณะที่พูด มือทั้งสองของเขาก็ประสานเข้าด้วยกัน แล้วผลักออกไปข้างหน้าพร้อมกัน

หนึ่งในเจ็ดวิชาสุริยัน หัตถ์เทพกลางเวหา!

ตะวันลอยสูง ดั่งดวงอาทิตย์ยามเที่ยงตรง!

เขาฝืนบุกฝืนสู้ อาศัยพลังที่มีมากกว่า แสดงพลังที่แท้จริงทั้งหมดของวรยุทธ์อันโหดร้ายและดุเดือดแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ออกมา!

ใช้อำนาจกดขี่คน และใช้กำลังรังแกคน

จอมยุทธ์ที่มีวรยุทธ์ความสามารถยิ่งสูง ก็จะยิ่งสามารถสำแดงพลังของวรยุทธ์สายนี้ออกมาได้

วิชาหัตถ์เทพกลางเวหาที่มหาปรมาจารย์ผู้นี้ใช้อยู่ เมื่อเทียบกับเฉาหยวนหลงที่อยู่เพียงระดับปรมาจารย์แล้ว มันมีความรุนแรงและรวดเร็วกว่ามาก

บรรดาผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ล้วนรู้สึกได้เพียงว่าเบื้องหน้าเต็มไปด้วยแสงสีทองเจิดจ้า ร้อนจนแทบคลั่ง

จอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์กลุ่มหนึ่ง รู้สึกเพียงว่าปราณจิตราภายในร่างกายของตน ราวกับถูกฝ่ามือนี้จุดให้เพลิงลุกโชนเผาไหม้ขึ้นมา!

ท่าทางของจ้าวซื่อเฉิงหนักแน่น ทว่าสีหน้าหม่นหมองอยู่บ้าง

ปราณเขียวและปราณแดงได้ปรากฏสลับกันไปมาบนใบหน้าของเขาอีกครั้ง

ปราณพิษที่อยู่ภายในร่างกายของจ้าวซื่อเฉิงยังไม่ได้ถูกขจัดออกไปจนหมดสิ้น คอยก่อกวนอยู่เรื่อยมา

บัดนี้ต้องประมือกับผู้อื่น ภายใต้ความกดดัน แนวโน้มการก่อความวุ่นวายก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

เขาสูดหายใจเข้าลึกครั้งหนึ่ง แล้วโจมตีด้วยหมัดหนึ่งออกไปอีกครั้ง ชุดเกราะเกล็ดมังกรทองบนร่างกายพลันส่องสว่างขึ้น และมีเสียงมังกรคำรามออกมา

มหาปรมาจารย์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนนั้นถอนหายใจครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะมีแสงสีม่วงมองส่องสว่างบนแขนซ้าย

นั่นเป็นเกราะข้อมือที่ทำจากทองบริสุทธิ์ทั้งชิ้น ผลึกศิลาแก้วเก้าเม็ดกำลังเปล่งแสง ปล่อยพลังพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า

ชัดเจนว่าเป็นอาวุธวิญญาณชิ้นหนึ่ง!

ทั้งสองฝ่ายปะทะเข้าหากัน ร่างกายของทั้งจ้าวซื่อเฉิงและศัตรูต่างก็สั่นสะเทือนไปพร้อมๆ กัน

ค่ายกลสั่นไหวอีกครั้ง จ้าวซื่อเลี่ยที่อยู่ทางฝั่งเมืองชมตะวันได้เปรียบมากกว่า

ผลที่สะท้อนกลับมาก็คือ พลังของค่ายกลที่จ้าวซื่อเฉิงสามารถชักนำมาได้ก็เสียเปรียบอีกครั้ง

เมื่อมหาปรมาจารย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้ทีก็ไม่ออมมือ เขาโจมตีออกไปด้วยหัตถ์เทพกลางเวหาอย่างต่อเนื่อง จนช่องว่างในอากาศสั่นสะเทือนไม่หยุด คล้ายกับจะแตกละเอียด

มีดวงอาทิตย์ที่เจิดจ้าส่องแสงสว่างเช่นนี้ อักขระจิตของค่ายกลก็ดูมืดมนลงไปเลยทีเดียว

จ้าวซื่อเฉิงหมดหนทาง จึงจำใจต้องลดการป้องกันของตนเองลง

เมื่อเป็นเช่นนั้น การโจมตีของศัตรูก็เริ่มกระทบกระเทือนถึงการป้องกันของหุบเขาวายุวิญญาณ

ด้วยความช่วยเหลือของมหาปรมาจารย์ผู้นั้น เหล่าจอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ค่อยๆ ใกล้เข้ามา

สายตาของเซียวเซิงมองลอดผ่านกลุ่มคน จับจ้องอยู่กับเยี่ยนจ้าวเกอตาไม่กะพริบ แววตาเยือกเย็นดุร้ายประหนึ่งอสรพิษ

ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาข้างกายเขาคนหนึ่ง มือซ้ายกำกระบี่เอาไว้ มือขวาตบไปที่ฝักกระบี่ที่อยู่ด้านหลังครั้งหนึ่งอย่างรุนแรง

ประกายกระบี่หนึ่งส่องสว่างขึ้นมา ผ่าฟาดไปบนท้องฟ้าราวกับอาทิตย์อุทัยเบิกฟ้าทางทิศตะวันออก

หนึ่งในเจ็ดวิชาสุริยัน เพลงกระบี่อรุณเบิกฟ้า!

มันนับเป็นอาวุธวิญญาณระดับล่าง กระบี่เพลิงหลั่งไหล!

ประกายกระบี่สะท้านฟ้า ดุจแสงแดดแรกแย้ม จนตะวันทะยานบูรพาทิศ แผดแสงเจิดจ้าอยู่กลางเวหา จวบจนอาทิตย์คล้อยตกลง ณ ทิศประจิม กระบี่เดียวแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนที่ค่อยเป็นค่อยไปของอาทิตย์ขึ้นยันอาทิตย์ตก ตั้งแต่แรกเริ่มจนจบสิ้น

เยี่ยนจ้าวเกอเห็นดังนั้น จึงใช้ฝ่ามือผ่าลงไปกลางอากาศ กงจักรเพลิงสุริยะก็ลอยออกมา!

เมื่อเห็นกงจักรเพลิงสุริยะ ท่าทีของจอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ต่างก็ชะงักไปทันที ทว่าการโจมตีหลังจากนั้นก็ยิ่งดุเดือดมากขึ้นอีก

เซียวเซิงจับตามองไปยังกงจักรเพลิงสุริยะโดยไม่ละสายตา โกรธจัดจนลูกตาแทบจะหลุดออกจากเบ้า

เขาส่งเสียงร้องตะโกนแหลมออกมา แล้วยกฝ่ามือขึ้นโดยพลัน

กลางฝ่ามือก็มีแสงอักขระภาพกะพริบสั่นไหว รูปร่างดุจพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจากดวงอาทิตย์

การเคลื่อนไหวของกงจักรเพลิงสุริยะที่อยู่ในอากาศพลันชะงักลงเล็กน้อย

“ชิ! เป็นอย่างที่คิดจริงด้วย…” เยี่ยนจ้าวเกอขมวดคิ้ว “น่าเสียดายที่จำเป็นต้องใช้กระบี่วิญญาณมังกรมรกตสร้างค่ายกลย้อนกลับ มิเช่นนั้นเปลี่ยนสักหน่อยก็ใช้ได้แล้ว”

เนื่องด้วยกงจักรเพลิงสุริยะค้างอยู่กลางอากาศ จอมยุทธ์ระดับมหาปรามาจารย์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้น จึงขับเคลื่อนกระบี่เพลิงหลั่งไหลฟาดฟันใส่หุบเหววายุวิญญาณ

ค่ายกลพลังที่ป้องกันหุบเขาวายุวิญญาณถูกมหาปรมาจารย์ของอีกฝ่ายกดเอาไว้ ในตอนนี้เองจึงถูกกระบี่เพลิงหลั่งไหลโจมตีอีกครั้ง จนในที่สุดก็ถูกทำให้เกิดรอยร้าวและฉีกออก!

บรรดาจอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์พากันบุกเข้ามาข้างในพร้อมกันทันที!

เซียวเซิงหันกลับไปมองปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาผู้นั้น “ท่านผู้อาวุโสเหลียง ข้าช่วยท่านเอง!”

ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาคนนั้นพยักหน้า แล้วก็ใช้เพลงกระบี่อรุณเบิกฟ้าอีกครั้ง

กระบี่เพลิงหลั่งไหลกลายเป็นลำแสงสีแดง พันกงจักรเพลิงสุริยะที่อยู่ในอากาศเอาไว้

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูภาพฉากนี้ด้วยสายตาเย็นเยียบ ร่างกายก็เฉียดผ่านไปอยู่เบื้องหน้าของจ้าวซื่อเฉิง

จากนั้นชายหนุ่มก็จับกระบี่วิญญาณมังกรมรกตเอาไว้ในมือ เขาชักนำเคล็ดกระบี่ครั้งหนึ่ง แสงสว่างจากอักขระวิญญาณของค่ายกลย้อนกลับก็สั่นกะพริบ

สถานการณ์ทางด้านของจ้าวซื่อเฉิงก็มั่นคงขึ้นมาบ้างเล็กน้อย

เซียวเซิงลอยตัวไปด้านหน้า แล้วยื่นมือออกไปคว้ากงจักรเพลิงสุริยะอีกครั้ง

กงจักรเพลิงสุริยะสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงในทันที อักขระภาพวงแหวนดวงอาทิตย์ที่อยู่กลางฝ่ามือของเซียวเซิงก็ส่องสว่างเจิดจ้า

การสั่นสะเทือนของกงจักรเพลิงสุริยะเริ่มสงบลงเรื่อยๆ

เซียวเซิงหลับตาลง ในความมืดมิดราวกับมีแสงอาทิตย์ค่อยๆ ส่องสว่างขึ้น

จากนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่าตนเองสร้างการเชื่อมต่อกับกงจักรเพลิงสุริยะขึ้นมาใหม่อีกครั้ง การที่สูญเสียอาวุธวิญญาณไปและได้กลับคืนมา ทำให้เซียวเซิงรู้สึกเบาสบายไปทั้งกายอย่างอดไม่ได้ ต่อมเหงื่อทั่วร่างกายราวกับเปิดออกพร้อมกัน

เขาเริ่มตัดความเชื่อมต่อระหว่างเยี่ยนจ้าวเกอกับกงจักรเพลิงสุริยะให้ขาดออกทีละนิด

เซียวเซิงลืมตาขึ้น ดวงตาฉายประกายความเย็นชา จ้องมองไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ “เยี่ยนจ้าวเกอ เจ้ามีบทบาทมากเกินไป”

“แต่ยิ่งเจ้าโดดเด่นมากเท่าใด ก็จะยิ่งเป็นภัยคุกคามต่อสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ของข้าในภายหลังมากขึ้นเท่านั้น!”

“ข้าคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ความอับอายที่เจ้ามอบให้ข้า ตอนนี้ข้าไม่สามารถขัดล้างให้สะอาดด้วยมือของข้าเองได้”

“ทว่าถ้าอยากจะบีบเจ้าให้ตาย นั่นเป็นสิ่งที่ข้าสามารถทำได้!”

กลุ่มจอมยุทธ์สำนักศักดิ์สุริยันตะลุมบอนกับสวีชวนและคนอื่นๆ จนเป็นกลุ่มก้อน

ทว่ายอดฝีมือของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มีจำนวนมากกว่า และเมื่อไม่มีความช่วยเหลือจากค่ายกลของหุบเขาวายุวิญญาณ สวีชวนและคนอื่นๆ จึงอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ

สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แบ่งกำลังคน ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาคนหนึ่งเดินเข้าหาเยี่ยนจ้าวเกอ!

เยี่ยนจ้าวเกอมองตรงไปที่ผู้มาเยือน


ทุกย่างก้าวที่อีกฝ่ายย่ำออกมา อากาศและสรรพสิ่งรอบกายราวกับกำลังสั่นสะเทือน!