71-75

บทที่ 71
หลายวันหลังจากนั้น เยี่ยนจ้าวเกอใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เมืองชมตะวัน

ด้านหนึ่งก็เพื่อฝึกฝนวิชา เพิ่มระดับวรยุทธ์ อีกด้านหนึ่งก็เพื่อรวบรวมทรัพยากรสร้างเตาผลึกหินชนในอีกเตาหนึ่ง

เมื่อสร้างเตาผลึกหันภายในสำเร็จลุล่วง เยี่ยนจ้าวเกอก็นำเชื้อไฟสัจจะอัคคีใส่เข้าไปข้างใน และทดสอบการใช้งานของมันไม่หยุดหย่อน

เมื่อได้เชื้อไฟสัจจะอัคคี ประสิทธิผลของเตาผลึกหินภายในก็ดีขึ้นอีกขั้นอย่างเห็นได้ชัด

และเมื่อได้รับการหล่อเลี้ยงจากเตาผลึกหินภายใน เชื้อไฟสัจจะอัคคีก็ค่อยๆ แผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้างมากขึ้น

จากนั้นเยี่ยนจ้าวเกอก็เริ่มขับเคลื่อนวิชาที่เหมือนกัน โดยใช้ปราณจิตราของตนชักนำปราณเพลิงที่แฝงอยู่ในเชื้อไฟสัจจะอัคคีเข้าสู่ร่างกาย พร้อมทั้งปราณน้ำแข็งของจิตมังกรน้ำแข็ง เพื่อช่วยในการฝึกฝน

ยิ่งเวลาผ่านไป การผสานกันของน้ำแข็งและเพลิง ทำให้ปราณจิตราทั่วร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและทรงพลังมากขึ้น จนกระทั่งก้าวเข้าสู่ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายอย่างมั่นคง

นอกจากนี้แล้ว เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอมีเวลา เขาก็เดินทางไปยังหอศิลาโอสถบ้างเป็นครั้งคราว

ที่แห่งนั้น นักกลั่นโอสถกลุ่มหนึ่งของจ้าวหยวน องค์ชายใหญ่แห่งถังตะวันออก ได้รับการชี้แนะจากเยี่ยนจ้าวเกอ จึงได้ปรับปรุงและผลิตโอสถให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

คุณภาพโอสถของหอศิลาโอสถพัฒนาขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ทว่าราคากับต้นทุนกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปนัก

ขอบเขตของหอศิลาโอสถไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่อาณาจักรถังตะวันออกเพียงเท่านั้น ทว่าค่อยๆ ขยายออกไปยังอาณาบริเวณเกาะนภาตะวันออก รวมทั้งอัคคีพิภพและภูผาพิภพที่มีอาณาเขตติดต่อกัน อีกทั้งยังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

หอศิลาโอสถแห่งถังตะวันออก มังกรทรงพลังข้ามแม่น้ำตัวนี้ เริ่มยึดตลาดภายนอกเมืองจำนวนมาก อีกทั้งช่องทางค้าขายก็มั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ

คุณภาพดีที่สุด ราคาก็ไม่แพง คุณสมบัติทั้งสองข้อนี้ดีเยี่ยมจนทำให้ต้องยกนิ้ว นอกจากถังตะวันออกแล้ว องค์กรโอสถขนาดใหญ่ของแต่ละพื้นที่ คิดอยากจะร่วมมือกันขวางมังกรข้ามแม่น้ำตัวนี้ ก็เป็นเรื่องที่ยากอย่างเห็นได้ชัด

“สายตาต้องแม่นยำ ปราณจิตราต้องควบคุมให้คงที่” ภายในหอศิลาโอสถ เยี่ยนจ้าวเกอที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตำแหน่งสูงสุดกล่าวว่า “เบื้องต้นวิชานี้มีเพียงจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์เท่านั้นที่สามารถใช้ได้ โชคดีที่พื้นฐานของหอศิลาโอสถแน่นพอ จึงไม่น่าจะมีปัญหามากนัก”

ท่านผู้เฒ่าหวังและจ้าวหยวนต่างก็พยักหน้า

เยี่ยนจ้าวเกอสะบัดเสื้อพลางลุกขึ้นยืน “วันนี้ก็พอแค่นี้ก่อนเถอะ ตัวข้าเองยังอยู่ที่ถังตะวันออกอีกนาน มีปัญหาอะไรถามได้”

ผู้คนที่อยู่ในหอศิลาโอสถรีบกุลีกุจอลุกขึ้นพร้อมกัน ส่งเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความเคารพ

เมื่อออกจากหอศิลาโอสถแล้ว ระหว่างทาง อาหู่ที่เดินตามหลังเยี่ยนจ้าวเกอก็พูดขึ้นเบาๆว่า “คุณชายขอรับ เมืองทะเลมรกตส่งข่าวมาว่า ขอบคุณเขากว่างเฉิงและท่านที่เตือนขอรับ”

ชายหนุ่มหันกลับไปมองเขาแวบหนึ่ง “โอ้ สตรีจันทราของพวกเขาไปที่อเวจีแล้วจริงๆ หรือ”

ระหว่างนภาพิภพที่อยู่ทางตะวันตก และวารีพิภพที่อยู่ทางตะวันออก คั่นกลางด้วยปฐพีพิภพ

วารีพิภพมีดินแดนติดต่อกับปฐพีพิภพเช่นกัน โดยเมืองทะเลมรกตควบคุมดูแลวารีพิภพอยู่ ฉะนั้นจอมยุทธ์ในสำนักจึงมีการเคลื่อนไหวอยู่รอบนอกของปฐพีพิภพอยู่บ่อยครั้งเช่นกัน

อาหู่ตอบว่า “การสำรวจครั้งนี้ เกือบหลงเข้าไปในบริเวณที่แม่นางเฟิงถูกทำลายจันทรากายในตอนนั้น”

“หลังการตรวจสอบพบว่า เหมือนมีคนจงใจชักนำนางให้เข้าไปที่นั่นขอรับ”

“โชคดีที่เมื่อไปถึงรอบนอก ทางสำนักของพวกเราก็ส่งคำแจ้งเตือนของคุณชายมา นับเป็นช่วงเวลาที่กำลังคอขาดบาดตายพอดี จึงไหวตัวทันขอรับ”

“สตรีจันทราของพวกเขาแม้จะได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เป็นอะไรมากนัก ไม่เท่าแม่นางเฟิง”

อาหู่เปิดปากยิ้มกว้างพลางกล่าวว่า “คุณชาย ครั้งนี้เมืองทะเลมรกตติดหนี้บุญคุณท่านก้อนโตเลยล่ะขอรับ”

“ข้าคิดว่าคนที่จงใจหลอกล่อหญิงศักดิ์สิทธิ์ของเมืองทะเลมรกตไปที่นั่น เกินกว่าครึ่งต้องเป็นสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แน่”

เยี่ยนจ้าวเกอจุ๊ปากชื่นชม “ให้เวลาสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อีกสักหน่อย พวกเขาคงจะทำได้มิดชิดและไม่หลงเหลือร่องรอยยิ่งกว่านี้ จนกำจัดเมืองมรกตได้โดยสมบูรณ์”

“เกรงว่าจะเป็นเพราะเห็นศิษย์น้องเฟิงถูกข้าพาตัวมา จึงรู้ว่าข่าวจะหลุดออกไป ก็เลยถูกบีบบังคับให้ลงมือก่อนเวลาอันควร คิดจะแย่งชิงต้องใช้เวลาอันมีค่าให้สั้นที่สุด”

“จริงด้วย คุณชายขอรับ เมื่อครู่ข้าเห็นจ้าวฮ่าวด้วย” อาหู่กล่าวต่อ

หอศิลาโอสถมีส่วนแบ่งที่เป็นของเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว อีกทั้งก่อนหน้านี้จ้าวฮ่าวก็ถูกเยี่ยนจ้าวเกอและจ้าวหยวนหักหน้า หลังจากกลับจากเมืองชมตะวันมา เขาจึงมาที่หอศิลาโอสถน้อยครั้งนัก

จ้าวฮ่าวก็ไม่โง่จนถึงที่สุด จึงไม่ได้หยุดการร่วมมือกันกับหอศิลาโอสถ ในเรื่องของโอสถหมอกควันสลายกลางคัน

ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเสนอวิธีปรุงโอสถวิญญาณชนิดหนึ่งให้กับหอศิลาโอสถ เพื่อพัฒนาร่วมกัน

หลายวันมานี้ การแสดงฝีมือของจ้าวฮ่าวก็ยิ่งโดดเด่นขึ้น จนได้รับการให้ความสำคัญจากทั้งเบื้องบนและเบื้องล่างของอาณาจักรถังตะวันออกแล้ว

ในการแย่งชิงตำแหน่งองค์รัชทายาท นอกจากองค์ชายใหญ่จ้าวหยวน และองค์ชายสามจ้าวเฉิงแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีม้ามืดโผล่ออกมาเช่นนี้

อีกทั้งความโดดเด่นของจ้าวฮ่าว แน่นอนว่าต้องดึงดูดความสนใจของคนจำนวนไม่น้อยอย่างไม่ต้องสงสัย

เท่าที่เยี่ยนจ้าวเกอรู้มา เหยียนซวี่ก็เคยพบเจอกับจ้าวฮ่าวเป็นการส่วนตัว ทว่าดูเหมือนจะไม่ได้มีความคืบหน้าอะไร

ไม่ว่าจะเป็นเยี่ยนจ้าวเกอหรือเหยียนซวี่ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนของเขากว่างเฉิง จึงเห็นได้ชัดว่า ยอดนักปราชญ์เซียนกระบี่ตันหั่วในอดีต ก็คือจ้าวฮ่าว องค์ชายสิบหกแห่งถังตะวันออกในปัจจุบัน และยังคงเห็นเขากว่างเฉิงเป็นศัตรูเสมอมา

“ระยะนี้ จ้าวฮ่าวพบปะกับเขาไร้พรมแดน และดูเหมือนว่าจะใกล้ชิดกันยิ่งนัก” อาหู่รายงานให้กับเยี่ยนจ้าวเกอ

เยี่ยนจ้าวเกอดีดนิ้วครั้งหนึ่ง “ตามคาด”

อาณาจักรถังตะวันออกเป็นชายแดนของนภาพิภพ แน่นอนว่าเขากว่างเฉิงย่อมควบคุมที่แห่งนี้มากที่สุด

ทว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็เก่งกาจไม่เบา แทรกซึมเข้าสู่ถังตะวันออกได้ลึกมาก

เมื่อเทียบกันแล้ว เขาไร้พรมแดน สำนักของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ควบคุมดูแลภูผาพิภพอยู่ ก็ดูจะสำรวมพอควรในถังตะวันออก แต่ถ้าคิดว่าเขาไร้พรมแดนจะยอมอ่อนข้อ คงจะไม่ได้ง่ายเช่นนั้นแน่

เช่นเดียวกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ เขาไร้พรมแดนเองก็กำลังแทรกซึมเข้าสู่อาณาจักรถังตะวันออกเช่นกัน เพียงแต่พวกเขายังขาดโอกาสอันเหมาะสม

และสำหรับจ้าวฮ่าวนั้น เขาไม่มีทางเลือกเขากว่างเฉิงอยู่แล้ว ส่วนสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็มีจ้าวซื่อเลี่ยอยู่แล้ว

อย่างไรเสียจ้าวซื่อเลี่ยก็เป็นมหาปรมาจารย์ แม้ว่าจ้าวฮ่าวจะเริ่มแสดงความสามารถอันน่าทึ่งออกมา แต่เมื่อใดจะตามจ้าวซื่อเลี่ยทันนั้นก็ไม่อาจรู้ได้

อีกทั้งในสถานการณ์เช่นนี้ สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่มีทางสละจ้าวซื่อเลี่ย แล้วหันไปสนับสนุนจ้าวฮ่าวแน่นอน

หากเขายอมที่จะเป็นลูกมือให้กับจ้าวซื่อเลี่ย สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ยอมรับได้ ทว่าเห็นได้ชัดว่าจ้าวฮ่าวไม่เต็มใจที่จะอยู่เบื้องล่างของผู้อื่น

สิ่งที่เขาต้องการก็คือตำแหน่งราชาแห่งอาณาจักรถังตะวันออก ตำแหน่งที่มีวาจาสิทธิ์และน่าเชื่อถือ เพื่อทำการคัดสรรนำเข้าทรัพยากรจำนวนมากจากทั่วทั้งอาณาจักร ใช้สำหรับฝึกฝันกับตัวเขา จะได้กลับสู่ความรุ่งเรืองสูงสุดเช่นในอดีตโดยเร็ว แม้กระทั่งสูงส่งยิ่งกว่านั้น

จ้าวซื่อเฉิงลงแรงบ่มเพาะเขา ทว่าสิ่งที่เขาต้องการกลับมากกว่านั้นอย่างเช่นเจน

ในสถานการณ์เช่นนี้ จ้าวฮ่าวและเขาไร้พรม จึงเข้าขากันได้อย่างง่ายดาย

“ความคิดของเขาขัดแย้งกับท่านลุงจ้าวไปแล้ว พวกเราจำเป็นต้องพูดอะไร ท่านลุงก็จะจัดการด้วยตัวเองอยู่แล้ว” เยี่ยนจ้าวเกอพูดนิ่งๆ ว่า “เขาไร้พรมแดนจะเป็นชาวประมงตกปลา[1] ระหว่างที่สำนักของเราและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ขัดแย้งกัน นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้นหรอก”

“จับตาดูต่อไป หากมีเรื่องอะไร ให้มารายงานทันที”

อาหู่ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า “ขอรับ คุณชาย”


ณ จวนของจิ่นอ๋อง สีหน้าท่าทางของจ้าวซื่อเลี่ยจริงจังหนักแน่น มองไปยังชายชราสวมชุดสีทองเบื้องหน้า “ให้เคลื่อนไหวเร็วๆ นี้อย่างนั้นหรือ”

ชายชราชุดสีทองกล่าวว่า “ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นเร็วๆ นี้ แต่ก็เตรียมตัวให้พร้อม รอโอกาสดีๆ ก็พอ”

จ้าวซื่อเลี่ยถามว่า “ความผิดปกติของหุบเหวปราการมังกรไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย ตอนนี้ก็มั่นใจแล้วว่าเกิดจากการกระทำของมนุษย์ แล้วถ้าหากมีความเกี่ยวข้องกับอเวจีจริงๆ ล่ะก็…”

อีกฝ่ายพลันกล่าวว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ของข้ามียอดฝีมือไปดูลาดเลาที่รอบนอกของอเวจีโดยเฉพาะแล้ว”

“ทะยานบูรพาและข้าก็อยู่ที่นี่ จะคอยจับตาดูหุบเหวปราการมังกรตลอดเวลา หากเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น ก็จะจัดการรับมือเองอย่างแน่นอน”

“แต่โอกาสดีที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงของหุบเหวปราการมังกร ก็ต้องรักษาเอาไว้ให้ดีเช่นกัน”

ชายชราชุดสีทองมือไขว้หลังแล้วยืนขึ้น “วิกฤต วิกฤต สิ่งใดคือวิกฤตหรือ โอกาสและอันตรายเป็นสิ่งที่มีอยู่คู่กัน หากเห็นแต่โอกาสแล้วโลภมากมุ่งหน้าเข้าหา นี่ถึงจะเป็นวิกฤต กับเพียงแค่เห็นอันตรายแล้วกลัวหัวหดไม่เดินหน้า ล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำของคนโง่ทั้งนั้น”

จ้าวซื่อเลี่ยก็ไม่ใช่คนที่ขี้ขลาดตาขาว เมื่อเห็นว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เตรียมการเกี่ยวกับความผิดปกติของหุบเหวปราการมังกร รวมถึงอเวจีแล้วก็วางใจขึ้นมาก

เขานิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงถามว่า “แต่ถ้าหากจะสังหารเยี่ยนจ้าวเกอจริงๆ…”

ชายชราชุดสีทองกล่าวอย่างเฉยเมยว่า “ก็ยังมีจ้าวฮ่าวกับเขาไร้พรมอยู่ไม่ใช่หรือ”

………………..


[1] ชาวประมงตกปลา หมายถึง ได้กำไรหรือผลประโยชน์โดยไม่คาดคิด
บทที่ 72
เพราะเรื่องการรับเฟิงอวิ๋นเซิงเข้าสำนัก ทำให้ความบาดหมางระหว่างเขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์หนักข้อขึ้น

บนแผ่นดินถังตะวันออก ความขัดแย้งของทั้งสองดินแดนศักดิ์สิทธิ์แทบจะเปิดเผยออกอย่างสิ้นเชิง มีการปะทะประมือกันในทุกด้านตลอดเวลา

ทำให้คนภายนอกทั่วไปรู้สึกว่า หากไม่ใช่เพราะความผิดปกติของหุบเหวปราการมังกรล่ะก็ เกรงว่าเขากว่างเฉิงกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คงจะเปิดศึกสงครามกันไปนานแล้ว

เมื่อออกจากภูมิประเทศอันได้เปรียบของเมืองชมตะวันแล้ว ผู้อาวุโสฉินและทะยานบูรพาแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ยังคงประมือกันที่บริเวณใกล้ๆ กับหุบเหวปราการมังกรอีกครั้งหนึ่ง

ผลสุดท้ายก็ไม่มีใครสามารถทำอะไรใครได้ เพราะการต่อสู้ส่งผลกระทบไปถึงหุบเหวปราการมังกร ซึ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงของที่นั่นเลวร้ายลง ทั้งสองฝ่ายจึงวางมือถอยห่างจากกัน

ในฐานะที่เยี่ยนจ้าวเกอเป็นชนวนสำคัญในการโต้แย้งกันทั้งสองฝ่าย ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ถือว่าเขาสำรวมขึ้นไม่น้อย ทั้งยังออกจากที่พักเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

ทว่าแท้จริงแล้วเยี่ยนจ้าวเกอยังคงใช้ชีวิตผ่านไปอย่างเต็มที่ ไม่สูญเปล่าดังเดิม

ฝึกฝนพัฒนาตัวเอง ศึกษาวิชากลั่นโอสถ วิจัยเตาผลึกหินชั้นใน

นอกจากนี้ เยี่ยนจ้าวเกอยังคอยจับตามองเรื่องที่บอกให้อาหู่คอยสอดส่องดูก่อนหน้านี้อีกด้วย

“คุณชายขอรับ เป็นอย่างที่ท่านคิดเอาไว้จริงๆ” อาหู่ยืนอยู่ตรงหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอ “ตอนนี้เริ่มมีข่าวลือแล้ว ว่าเยี่ยจิ่งกับแม่นางหลินยังตัดเยื่อใยความสัมพันธ์ไม่ขาด เนื่องจากท่านโมโหจึงพลั้งมือสังหารแม่นางหลินเสีย”

“ก่อนหน้านี้ที่เยี่ยจิ่งประสบกับเคราะห์ร้ายในหุบเหวปราการมังกร ก็เป็นเพราะความอิจฉาตาร้อนของท่าน จึงจงใจลอบทำร้ายเขา”

อาหู่มองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ “คุณชายเคยบอกเอาไว้ก่อนหน้านี้ หมายความว่าเยี่ยจิ่งตกอยู่ในมือของเหยียนซวี่แล้วหรือ”

เยี่ยนจ้าวเกอนั่งอยู่บนเก้าอี้ นิ้วมือเคาะไปบนโต๊ะเบาๆ ดวงตาหรี่เป็นเส้นตรง “มีความเป็นไปได้สูงมาก”

“เขาไม่ปล่อยข้าให้มีโอกาสได้ยืนยันความจริงกับเยี่ยจิ่งซึ่งๆ หน้าหรอก” เยี่ยนจ้าวเกอพาดขาขึ้นมาไขว่ห้าง “เกรงว่าครั้งนี้เขาคงอยากฆ่าข้าให้ได้จริงๆ”

ตั้งแต่ที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มาเยือนจนถึงปัจจุบัน นับเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร ฝ่ายเหยียนซวี่ดูสงบเสงี่ยมมากอย่างเห็นได้ชัด

เหยียนซวี่ไม่ได้ตั้งใจอดทนกับเยี่ยนจ้าวเกอ และไม่ได้จ้องจับผิดเขา ช่างปกติเสียเหลือเกิน

มีบางคนคิดว่าเป็นเพราะผู้อาวุโสฉินคอยคุมการณ์อยู่ที่ถังตะวันออกมาโดยตลอด และก็มีบางคนคิดว่าเป็นเพราะการสั่งสอนของผู้อาวุโสฉินก่อนหน้านี้เตือนสติเหยียนซวี่ให้รู้สึกตัว

ทว่าในความคิดของเยี่ยนจ้าวเกอนั้น นี่เป็นความสงบก่อนที่พายุมรสุมจะก่อตัว

หลังจากนั้นจะเป็นพายุฝนฟ้าคะนองที่รุนแรงเสียยิ่งกว่า ก็เหมือนกับคนที่เก็บหมัดคืน แล้วปล่อยออกมาอีกครั้งรุนแรงยิ่งกว่าเดิม

“เขากำลังรอโอกาสจับปลาในน้ำขุ่น แต่โอกาสเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะมีเสมอไป” อาหู่กล่าว

เยี่ยนจ้าวเกอส่ายหน้า “ทั้งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และเขาไร้พรมแดนต่างก็คอยจับตามอง สอดส่องหาโอกาสอยู่ตลอด จะอยู่อย่างสันติคงไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ”

“ทุกๆ คนล้วนแล้วแต่รอโอกาสอยู่”

หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง เยี่ยนจ้าวเกอก็หันกลับไปมองอาหู่ “ช่วงนี้ท่านผู้อาวุโสฉินจะอยู่ที่เมืองใกล้ปราการนี้ใช่หรือไม่”

อาหู่ตอบว่า “มีแนวโน้มว่าความผิดปกติของหุบเหวปราการมังกรจะทวีความรุนแรงขึ้น ถ้าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเป็นพิเศษ ท่านผู้อาวุโสฉินก็ยังอยู่ที่นี่ขอรับ”

“ทะยานบูรพาแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เองก็อยู่บริเวณใกล้ๆ นี้ แต่กลับไม่ได้มาสร้างความวุ่นวายอีก คงจะระแวดระวังการเปลี่ยนแปลงของหุบเหวปราการมังกรเช่นกัน”

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า “ข้าจะเข้าฌานสักระยะหนึ่ง นอกเสียจากท่านผู้อาวุโสฉินมีแนวโน้มว่าจะโยกย้าย มิเช่นนั้นอย่ารบกวนข้า”

อาหู่เกาหัว “คุณชายขอรับ ท่านจะเข้าฌานในเวลาเช่นนี้ เป็นเพราะเหตุใดหรือ”

ชายหนุ่มยิ้มแต่ไม่พูดอะไร

คนอื่นๆ ก็รู้สึกสงสัยกับการตัดสินใจเช่นนี้ของเยี่ยนจ้าวเกออยู่บ้างเช่นกัน

ตอนแรกคิดว่าเยี่ยนจ้าวเกอจะใช้เตาผลึกหินชั้นในหลอมอาวุธ ภายหลังก็คาดเดากันไปต่างๆ นานาว่าเพื่อฝึกฝนวิชาบางอย่าง

ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ทุกคนกลับพบว่าเยี่ยนจ้าวเกอเข้าฌานครั้งนี้ ระยะเวลาไม่ได้สั้นแค่เพียงสิบวัน หรือครึ่งเดือนเท่านั้น

“เขาคงจะไม่ได้เข้าฌานเพื่อบรรลุระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายกระมัง”

มีบางคนอดที่จะคาดเดาไม่ได้ และเมื่อพูดคำนี้พูดออกไป คนอื่นๆ ก็พลันตกใจขึ้นมา ก่อนจะพากันส่ายหน้า “จะเป็นไปได้อย่างไร! เขาเพิ่งจะบรรลุระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางมาได้แค่ครึ่งปีเอง จะบรรลุสู่ขั้นถัดไปรวดเร็วเช่นนี้ได้ที่ไหนกัน แล้วก็…”

ขณะที่พูดอยู่นั้น กลุ่มคนทั้งกลุ่มก็ไม่ได้ยินเสียงใดๆ แล้ว

เพราะพวกเขาเพิ่งจะคิดขึ้นมาได้ ว่าก่อนหน้านี้หลังจากที่เยี่ยนจ้าวเกอบรรลุจากระดับปรมาจารย์ขั้นจิตรานอกชั้นระยะต้นได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน ก็บรรลุระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางแล้ว

ความเร็วในการพัฒนาขึ้นเช่นนี้ ไม่สามารถใช้คำว่า ‘น่ากลัว’ สองพยางค์มาบรรยายได้แล้ว

เมื่อพูดเช่นนี้แล้ว ภายในครึ่งปีจากขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลาง สู่ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คนยอมรับได้ยากขนาดนั้นกระมัง

…ยอมรับได้บ้าอะไรเล่า ใครจะไปยอมรับได้กัน!

ทุกคนอยากเปิดปากต่อว่าสักยกใหญ่อย่างอดไม่ได้

“ใครจะไปรู้ว่าตอนที่เขาบรรลุจากระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้น สู่ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลาง เขาได้ใช้กระบวนการพิเศษอะไรที่เร่งรัดหรือไม่” มีคนพูดเสียงเบา ก่อนจะแค่นหัวเราะอีกเสียงหนึ่ง

หลังจากคนอื่นๆ เห็นใบหน้าของผู้พูดชัดเจนแล้ว สีหน้าท่าทางของพวกเขาก็สับสนขึ้นเล็กน้อย

ผู้อาวุโสปฏิบัติกิจแห่งหุบเขาวายุวิญญาณคนก่อน เหวินหนิงจือ

การไต่สวนก่อนหน้านี้สิ้นสุดลงแล้ว ท้ายที่สุดเหวินหนิงจือก็ยังผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด และได้รับการว่ากล่าวตักเตือนว่าบกพร่องต่อหน้าที่ ส่วนข้อครหาเรื่องคบค้าสมาคมกับศัตรูถือว่าล้างสะอาดแล้ว

ถึงกระนั้นแม้ว่าตอนนี้เขาจะยังเป็นผู้อาวุโสปฏิบัติกิจอยู่ แต่ก็ยังไม่ได้ประจำตำแหน่งจริง เป็นเพียงแค่คนว่างงานคนหนึ่งที่คอยติดสอยห้อยตามคอยรับคำสั่งเหยียนซวี่ ผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งถังตะวันออกเท่านั้น

แต่ละที่มีผู้อาวุโสปฏิบัติกิจที่มีอำนาจจริง ซึ่งทุกตำแหน่งล้วนมีคนครบไม่มีที่ว่าง

อีกทั้งผู้อาวุโสฉินก็กำลังจับตาดูอยู่ เหยียนซวี่จึงยังไม่สามารถจัดการจัดแจงให้เหวินหนิงจือได้ในตอนนี้ เขาจึงทำได้เพียงแค่เอ้อระเหยลอยชายไปเรื่อยเปื่อย

ส่วนหลังจากนี้เขาจะอยู่ที่ถังตะวันออกต่อไปได้หรือไม่นั้น ก็พูดยากนัก

ผู้ที่อยู่ฝ่ายเดียวกับฟางจุ่น อาจารย์ลุงรองของเยี่ยนจ้าวเกอ รวมถึงเหยียนซวี่เองก็อาจจะยังเชื่อมั่นในตัวเขา ทว่าบนร่างกายของเหวินหนิงจือได้ถูกติดป้าย ‘ไร้ความสามารถ’ เอาไว้อย่างเลี่ยงไม่ได้แล้ว

นั่นทำให้อนาคตของเขามืดมนไปหมด

เหวินหนิงจือกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มีวิชาชักเข็มสุริยันเข้าร่าง ในโลกแปดพิภพมีวิชาที่คล้ายคลึงกันอยู่น้อยมาก แต่ก็ยังพอมีอยู่บ้าง”

“เยี่ยนจ้าวเกอที่เผชิญกับความกดดันของปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายอย่างเซียวเซิง จึงใช้วิชาเร่งรัดและวิธีแก้ขัดเฉพาะหน้า นั่นก็เป็นเรื่องที่ปกติอย่างมาก”

“เพียงแต่เมื่อเป็นเช่นนี้ จะต้องส่งผลกระทบต่อการฝึกวรยุทธ์ของเขาในอนาคตเป็นแน่!”

“สวรรค์ยังมีความยุติธรรม จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะประทานเรื่องดีๆ ให้กับคนคนหนึ่งทั้งหมด”

สายตาของบางคนที่มองเหวินหนิงจือมีความเยาะเย้ยปะปนอยู่ คิดว่าเพราะเขาถูกเยี่ยนจ้าวเกอเล่นงานจนเสียเปรียบ ดังนั้นเขาจึงไม่ชอบเยี่ยนจ้าวเกอสักเท่าไร

แต่คนส่วนมาก กลับมีความเห็นเดียวกันเกิดขึ้นในใจ

ถ้าหากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ เยี่ยนจ้าวเกอประสบความสำเร็จจากระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้น สู่ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางได้ภายในหนึ่งเดือน ความเร็วในการฝึกฝนเช่นนี้น่าประหวั่นพรั่นพรึงก็จริง ทว่าก็ขัดกับหลักการทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

อีกทั้งไม่ใช่หลักการทั่วไปของสามัญชนคนธรรมดา ในโลกของอัจฉริยะก็ไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถเกิดขึ้นได้

ผู้ที่อยู่ข้างๆ คนหนึ่งถอนหายใจเบาๆ “แม้ว่าจะเป็นเช่นนี้ นั่นก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ไม่ใช่หรือ ต่อให้จะเกิดผลข้างเคียงในภายหลัง ก็ยังดีกว่าถูกเซียวเซิงเล่นงานจนเจ็บตายคาที่”

ขณะที่กำลังพูดคุยกัน ในใจของทุกคนก็เกิดรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นพร้อมๆ กัน

เมื่อหันหลังกลับ ก็เห็นคนคนหนึ่งเดินออกมาจากประตู เยี่ยนจ้าวเกอกำลังเดินมาอย่างสง่าผ่าเผย

“ทุกท่านคุยอะไรกันอยู่หรือ ถึงมีท่าทางสนุกสนานเช่นนี้” เยี่ยนจ้าวเกอถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

มีคนคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า “จ้าวเกอออกฌานแล้วหรือ ครั้งนี้ใช้เวลานานพอสมควรเลยนะ…”

เมื่อกล่าวออกไปได้ครึ่งหนึ่งก็พลันชะงักลง ราวกับเสียงนั่นถูกคนใช้กรรไกรตัดขาดไป

คนอื่นๆ ที่มองตามไปก็พลันตัวแข็งทื่อไปในทันที อ้าปากค้างโดยไม่รู้ตัว ดวงตาทั้งสองเบิกกว้าง

เหวินหนิงจือขมวดคิ้ว มองจากทางด้านหลัง รู้สึกเพียงแค่ว่าส่วนสูงของเยี่ยนจ้าวเกอเหมือนจะสูงกว่าเมื่อก่อนอยู่ระดับหนึ่ง

ครั้นชายหนุ่มเบียดตัวออกจากฝูงชนที่ตกตะลึงไปจนถึงแถวหน้า หลังจากมองจนชัดเจนแล้ว ทุกคนก็แทบจะเป็นลมล้มพับไป

ส่วนสูงของเยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าตอนนี้กำลังลอยตัวอยู่ในอากาศ ระยะห่างระหว่างเท้ากับพื้นประมาณหนึ่งฉื่อได้

“เมื่อบรรลุขั้นได้แล้ว ก็ต้องออกฌานเป็นธรรมดา” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ ขณะเดียวกันก็เดินเข้าไปหาทุกคน

ระยะห่างหนึ่งฉื่อ ต้องไม่ใช่ขีดจำกัดการลอยตัวของเยี่ยนจ้าวเกออย่างแน่นอน แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

ร่างกายที่ลอยตัวอยู่ในอากาศระยะสั้นๆ ก็ยิ่งทำให้สามารถบังคับลมปราณให้เดินเหินในอากาศได้ดียิ่งขึ้น

ซึ่งก็เป็นสัญลักษณ์ของระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย!
บทที่ 73
เยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้ภายนอกดูปกติไม่มีอะไรพิเศษ ทว่าภายในร่างกายของเขากลับแฝงไปด้วยพลังที่พร้อมจะระเบิดออกมา

ภายในจุดลมปราณทั่วร่างกายเหมือนกับมีมังกรน้ำแข็งตัวหนึ่ง และมังกรเพลิงตัวหนึ่งยึดครองอยู่

น้ำแข็งและเพลิงสับเปลี่ยน หยินหยางเบียดเสียด ในระหว่างการหมุนเวียนสับเปลี่ยนไปมา ต่างก็ช่วยกันเบิกทางซึ่งกันและกันอย่างไม่สิ้นสุด

ครั้นยกมือครั้งหนึ่ง ยกเท้าครั้งหนึ่ง ก็เหมือนกับมีมังกรน้ำแข็งและมังกรเพลิงจำนวนนับไม่ถ้วนเคลื่อนไหวไปพร้อมกัน

เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอมาถึงตรงหน้าทุกคน เขาก็ปล่อยตัวลงสู่พื้น แล้วจึงคำนับให้กับทุกคน

ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนนี้พลันฟื้นคืนจากความตกตะลึง เพียงแต่สายตาที่มองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอก็ยากที่เลี่ยงความประหลาดใจได้

ใช้เวลาหนึ่งเดือนบรรลุจากขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้น สู่ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลาง และใช้เวลาครึ่งปีบรรลุจากขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลาง สู่ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย

หากพิจารณาดูเร็วๆ การบรรลุครั้งหลังเหมือนจะมีความเร็วลดลงกว่าครั้งแรก

ทว่าทุกคนในเหตุการณ์ต่างก็รู้ดี ว่าการเบิกทะลุของครั้งแรกนั้น จำเป็นต้องเข้าใจความหมายในระดับหนึ่งอย่างฉับพลัน ข้ามผ่านจุดยาก และหลอมปราณเป็นอาวุธ

ส่วนครั้งหลัง นั่นเป็นการฝึกฝนวรยุทธ์เพียงอย่างเดียว เมื่อสั่งสมปราณจิตราจนถึงระดับที่มากพอแล้ว จึงสามารถบรรลุได้

กล่าวอีกความหมายหนึ่งก็คือจำเป็นต้องใช้เวลา

ถึงกระนั้นกระบวนการที่จำเป็นต้องใช้เวลาเช่นนี้ เยี่ยนจ้าวเกอกลับใช้เวลาสั้นกว่าผู้อื่นมากจนไม่น่าเชื่อ

“เขาทำได้อย่างไรกัน?” ผู้คนรู้สึกเพียงว่าตาลายเวียนหัวเป็นพักๆ “หรือว่านี่ก็มีวิธีลัดอีก?”

ก็เหมือนกับวิชาเข็มวิเศษสุริยันของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ทุกอย่างที่เป็นวิธีสำเร็จรวบรัดนั้น ก็มักจะมีผลข้างเคียงที่รุนแรงตามมาด้วย

โดยส่วนมากแล้วสิ่งที่ต้องจ่ายนั้นมากเสียยิ่งกว่าผลกำไร หากไม่คับขันจริงๆ ก็ไม่มีผู้ใดคิดที่จะใช้มัน

อีกทั้งวิธีการที่คล้ายๆ กันนี้ก็ใช้ได้ครั้งเดียว ไม่สามารถใช้ได้อีก เพราะหลังจากการใช้หนึ่งครั้ง ผลสืบเนื่องก็จะปิดกั้นความเป็นไปได้ที่จะใช้อีกครั้ง

ดังนั้นทุกคนที่มองเยี่ยนจ้าวเกออยู่ตอนนี้ ล้วนมีสีหน้าเหมือนกับมองปีศาจทั้งหมด

เยี่ยนจ้าวเกอทำเป็นมองไม่เห็นสายตาพวกนั้น เขาบังคับปราณแล้วลอยตัวไปในอากาศ ก็แค่ต้องการเป็นจุดสนใจ และตอนนี้ก็ทำสำเร็จแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวอะไรกันอีก

คำพูดนั้นกล่าวว่าอย่างไรนะ

ส่งสายตาให้เจ้าครั้งหนึ่ง ไปทำความเข้าใจด้วยตัวเจ้าเอง

‘อืม เช่นนี้แหละ’ เยี่ยนจ้าวเกอพอใจกับผลตอบรับเป็นอย่างยิ่ง เขาไม่เอ่ยถึงประเด็นที่ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์เมื่อครู่นี้ เพียงแต่ถามเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นว่า “ทุกท่านรวมตัวกันอยู่ที่นี่ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ”

หลายคนค่อยๆ หลุดออกจากภวังค์ มีคนหนึ่งพูดขึ้นมาก่อนว่า “หมอกดำภายในหุบเหวปราการมังกรเพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่งอีกครั้งแล้ว อีกทั้งยังรุนแรงขึ้นมาก แม้แต่จอมยุทธ์ปรมาจารย์ทั่วไปก็ยากที่เข้าใกล้ได้”

“ความผิดปกติที่รุนแรงขึ้น ทำให้ท่านผู้อาวุโสฉินและท่านผู้อาวุโสเหยียนต้องเตรียมเข้าไปในหุบเหวปราการมังกร เพื่อควบคุมหมอกดำและตรวจสอบสาเหตุ”

ความผิดปกติขนาดใหญ่ครั้งนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ทว่าสำหรับเขากว่างเฉิง สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ และอาณาจักรถังตะวันออกแล้ว นี่ก็เป็นโอกาสดีที่จะจัดการกับปัญหาให้สิ้นซาก

มิเช่นนั้นหากแก้ไขเพียงแค่ปัญหา แต่ไม่จัดการกับต้นเหตุแล้วล่ะก็ ต่อไปก็จะกลายเป็นปัญหาระยะยาวที่ยิ่งต้องใช้เวลาและพละกำลังที่มากขึ้น

ก่อนหน้านี้ขุมกำลังอื่นคอยจับตามองอยู่ตลอด ก็เพื่อรอให้ปัญหาของหุบเหวปราการมังกรเปิดเผยออกมาจนหมดสิ้น แล้วค่อยหาสาเหตุต้นตอที่มาเพื่อจัดการกับมัน

ในขณะเดียวกันฝั่งอเวจีนั้น ก็เป็นต้นตอที่ว่า

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า ตนเองออกฌานในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะเสียจริง

จากนั้นเยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่ได้พูดอะไรมากอีก เขาไปพบผู้อาวุโสฉินและยอดฝีมือระดับสูงของเขากว่างเฉิงพร้อมกับอื่นๆ

นอกจากผู้อาวุโสฉินกับเหยียนซวี่แล้ว เขากว่างเฉิงยังมีคนผู้หนึ่งที่เร่งรีบเดินทางจากสำนักมายังเกาะนภาตะวันออก เพื่อช่วยจับตามองผู้อาวุโสสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ เขาเป็นมหาปรมาจารย์ที่มีฝีมือแก่กล้า และมีพลังที่แข็งแกร่งเช่นกัน

เมื่อผู้อาวุโสฉินเห็นเยี่ยนจ้าวเกอ เขาพลันพูดว่า “ครั้งนี้เจ้าไม่ต้องตามพวกข้าไปเข้าไปที่หุบเหวปราการมังกรแล้ว”

“เรื่องเร่งด่วนในตอนนี้ คือสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะมีการเคลื่อนไหวอย่างไร แต่ก็พูดยากนัก สำนักเราต้องระมัดระวังไว้เป็นอันดับแรก จิตใจคอยระวังคนมิควรขาด”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวตอบว่า “ข้าเข้าใจขอรับ”

ผู้อาวุโสที่มาจากสำนักผู้นั้น จะคอยคุมการณ์อยู่ด้านนอก และปกป้องเยี่ยนจ้าวเกอ ขณะเดียวกันก็จะคอยจับตามองทิศทางการเคลื่อนไหวของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ด้วยเช่นกัน

เหยียนซวี่ในฐานะที่เป็นผู้อาวุโสคุมการณ์ที่คุ้นเคยกับสิ่งต่างๆ ของถังตะวันออกเป็นอย่างดี ก็จะคอยช่วยเหลืออยู่ด้านนอกด้วยเช่นกัน

ส่วนผู้อาวุโสฉินและคนอื่นๆ จะเข้าไปที่หุบเหวปราการมังกร

ทางด้านของอาณาจักรถังตะวันออก จ้าวซื่อเฉิง ราชาอาณาจักรก็เดินทางไปด้วยตนเอง

แม้ว่าเขาจะมีศักดิ์เป็นราชา ไม่ควรที่จะไปเสี่ยงอันตรายด้วยการนำทัพออกไปเช่นนี้ ทว่าในฐานะที่เป็นบุคคลเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถควบคุมค่ายกลของเมืองชมตะวันจากระยะไกลได้ ฉะนั้นจึงอยู่ในความรับผิดชอบของเขา

พื้นแผ่นดินของถังตะวันออกเชื่อมติดกับหุบเหวปราการมังกร หากใช้เมืองชมตะวันเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมกำลังในพื้นที่ของอาณาจักรถังตะวันออก จะมีผลดีอย่างยิ่งในการควบคุมความผิดปกติของหุบเหวปราการมังกร

เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิด บรรดายอดฝีมือทั้งหลายของเขากว่างเฉิงอันมีผู้อาวุโสฉินเป็นผู้นำ จะเดินทางไปพร้อมกันกับจ้าวซื่อเฉิงและบรรดาจอมยุทธ์ของถังตะวันออก

ทางสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งก็ส่งข่าวมาว่า อเวจีและหุบเหวปราการมังกรนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ให้ยึดเรื่องนี้เป็นหลักก่อน ดังนั้นยอดฝีมือของสำนักที่มีทะยานบูรพาเป็นผู้นำ ก็จะเดินทางเข้าสู่น้ำลึกปราการมังกรด้วยเช่นกัน

เขาไร้พรมแดนเองก็ส่งข่าวมาเช่นกัน ว่าจะไม่ปลีกตัวออกจากเรื่องนี้

เมื่อประชาชนชาของอาณาจักรถังตะวัน ผู้อยู่ในบริเวณชายแดนที่อันตรายทราบข่าวบ้าง ต่างก็ดีใจจนกระโดดโลดเต้นเป็นธรรมดา

ขณะนี้เมื่อมองอย่างผิวเผิน ทั้งสามดินแดนศักดิ์สิทธิ์เหมือนกับจะมีเป้าหมายเดียวกัน และละทิ้งความขัดแย้งต่างๆ ไปแล้ว

ทว่าภายในจะเป็นอย่างไรนั้น ก็มีเพียงคนที่อยู่ในเหตุการณ์เท่านั้นที่รู้

เยี่ยนจ้าวเกอยืนอยู่บนกำแพงเมืองใกล้ปราการ ทอดสายตามองไกลออกไป เขามองเห็นแนวเทือกเขามฤคลับตา ขณะเดียวกันก็มองเห็นหมอกดำมามายกำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า จากอีกด้านหนึ่งที่ใกล้กับหุบเขา

ครึ่งหนึ่งของท้องฟ้าราวกับถูกปกคลุมไปด้วยหมอกดำ

อาหู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ เยี่ยนจ้าวเกอก็มีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาบ้าง “ไม่สามารถปลดปล่อยปราณจิตรา ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่สามารถเข้าใกล้แม้แต่บริเวณรอบนอกด้วย”

ชายหนุ่มลูบคาง “ประเด็นหลักจริงๆ แล้วอยู่ที่อเวจี ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งต่างก็ส่งยอดฝีมือระดับต้นๆ ไปตรวจสอบมาก่อนแล้ว กำลังคนน่ากลัวเสียยิ่งกว่าที่นี่อีก ส่วนสำนักเรา บิดาข้าเป็นคนไปด้วยตัวเองแล้ว”

“นายท่านออกโรงด้วยตนเอง ไม่น่ามีปัญหาหรอกกระมัง คิดว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นๆ ก็คงมีผู้อาวุโสระดับสูงมาเช่นกัน” อาหู่กล่าวพลางลูบคางตาม

เยี่ยนจ้าวเกอมองไปรอบๆ “ที่จะมีปัญหาเอาง่ายๆ ก็ข้านี่ไงเล่า”

“ตอนนี้ข้ากลายเป็นผู้ชำนาญในการเป็นเหยื่อล่อไปแล้ว ใช้สำหรับหลอกล่อคนโดยเฉพาะอีกต่างหาก”

“ก่อนหน้านี้ข้าล่อหัวหน้าค่ายชื่อหลิงมา ตอนนี้ก็กำลังจะล่อคนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มาอีก”

อาหู่ขมวดคิ้ว “คุณชายขอรับ หลังจากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวของหัวหน้าค่ายชื่อหลิงเลย ครั้งนี้จะรอน้ำขุ่นแล้วค่อยจับปลาอีกหรือไม่ขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอส่ายหน้า “สำหรับเขาน้ำขุ่นมากเกินไปแล้ว ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามแห่งพร้อมใจกันจับตามองพื้นที่ถังตะวันออกแห่งนี้ เขาคงลอบเข้ามาไม่ได้หรอก”

“แค่จะโผล่หัวออกมาก็คงถูกตีจนตายแล้วล่ะ”

“แม้ท่านผู้อาวุโสฉินจะเข้าไปในหุบเหวปราการมังกรแล้ว แต่ท่านผู้อาวุโสข่งกลับคอยท่าอยู่ภายนอกเพื่อรอคนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์โดยเฉพาะ”

อาหู่ยิ้มอย่างสัตย์ซื่อ “คุณชายขอรับ เวลาที่ท่านจะสร้างความดีความชอบมาถึงอีกแล้ว”

“ไปซะ!” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มและต่อว่า “ในสายตาของเจ้า ข้าพึ่งวิธีเหล่านี้สร้างความดีความชอบหมดเลยหรือ?”

หลังจากที่คุยเล่นกันไปแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอจึงถามว่า “พูดเรื่องจริงจังหน่อย ส่งข่าวออกไปแล้วใช่หรือไม่”

อาหู่เองก็ไม่ได้ยิ้มแล้ว กล่าวตอบด้วยท่าทีจริงจังว่า “ตอนที่พวกท่านผู้อาวุโสฉินเข้าไปยังหุบเหวปราการมังกร ข้าก็ส่งข่าวออกไปแล้วขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า พลางทอดสายตามองไปไกล แล้วจึงพูดพึมพำกับตนเองว่า “หากจะลงมือก็ต้องเป็นตอนนี้แล้วล่ะ ที่ข้าสนใจก็คือเหยียนซวี่เตรียมจะจัดการข้าอย่างไร”

หลังจากเวลาผ่านไป กลุ่มหมอกดำที่อยู่ไกลๆ ก็เหมือนจะแผ่ขยายออกไปอีก

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด จู่ๆ หมอกดำก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จากนั้นก็มีลำแสงสะดุดตาลอยขึ้นมาจากหมอกดำ แล้วพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า!

ทุกคนที่คอยจับตาสถานการณ์อยู่ที่เมืองใกล้ปราการมาตลอดต่างก็รู้สึกโล่งใจไปเปราะหนึ่ง

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะยังไม่ชัดเจน แต่พลังของหมอกดำค่อยๆ ถูกคุมไว้ได้อย่างเห็นได้ชัด

แต่ไม่นานนัก เยี่ยนจ้าวเกอก็ได้รับอีกข่าวหนึ่ง

ทีแรกเขากำลังอารมณ์ดี เพราะควบคุมสถานการณ์ของหุบเหวปราการมังกรไว้ได้แล้ว ทว่าหลังจากที่ได้รับข่าวนี้ อารมณ์ดีก็มลายหายไปจนสิ้น

“จ้าวซื่อเฉิง ราชาอาณาจักรถังตะวันออก ได้รับอันตรายในหุบเหวปราการมังกร!”
บทที่ 74
“ท่านลุงจ้าวได้รับอันตรายในหุบเหวปราการมังกรอย่างนั้นหรือ? เป็นฝีมือสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ใช่หรือไม่? เพื่อเฝ้าระวังพวกทะยานบูรพา ท่านผู้อาวุโสฉินจึงเคลื่อนไหวพร้อมกับท่านลุงจ้าวโดยเฉพาะ”

เยี่ยนจ้าวเกอสูดหายใจเข้าลึกครั้งหนึ่ง แล้วมองไปยังชายวัยกลางคนหนวดสีดำที่อยู่เบื้องหน้า

ชายวัยกลางคนหนวดดำผู้นี้ก็คือผู้อาวุโสข่ง ที่ออกจากสำนักมายังเกาะนภาตะวันออก เพื่อช่วยเหลือผู้อาวุโสฉิน

ผู้อาวุโสข่งดูสง่ารอบรู้ สวมชุดคลุมยาว มองดูแล้วราวกับบัณฑิตวัยกลางคนคนหนึ่ง

ตอนที่อยู่ในสำนัก เยี่ยนจ้าวเกอรู้จักเขาเป็นอย่างดี และรู้ว่าผู้อาวุโสท่านนี้มักจะพูดรักษาน้ำใจผู้อื่นเสมอ

เขาบอกว่าจ้าวซื่อเฉิงประสบอันตรายที่หุบเหวปราการมังกร เช่นนั้นสถานการณ์จริงคงจะร้ายแรงยิ่งกว่า

ผู้อาวุโสข่งมองเยี่ยนจ้าวเกอ แล้วพูดสั้นๆ ว่า “พวกท่านผู้อาวุโสฉินยังคงควบคุมความผิดปกติของหุบเหวอยู่ แต่จำเป็นต้องให้ข้าเข้าไปช่วยเหลือราชาอาณาจักร และนำเขาออกมา”

“เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่สามารถคอยดูแลเจ้าอยู่ด้านนอกนี้ได้อีกแล้ว เจ้าเต็มใจจะตามข้าเข้าไปยังหุบเหวปราการมังกรหรือไม่”

เยี่ยนจ้าวเกอตัดสินใจในทันที “ข้าจะไปกับท่าน”

ผู้อาวุโสข่งพยักหน้า ไม่พูดอะไรมาก แล้วออกเดินทางทันที

ขณะที่เดินทาง เยี่ยนจ้าวเกอก็ค่อยๆ รับรู้ถึงความเป็นมาของเรื่องราว

การเปลี่ยนแปลงของหุบเหวปราการมังกรยังไม่สงบลง ทว่าก็ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงอะไรอีก

จากคำบอกเล่าของผู้อาวุโสข่ง การเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ในครั้งนี้ แท้จริงแล้วต้นตอมาจากอเวจี

เยียนตี๋และบรรดายอดฝีมือ เมื่อจัดการกับปัญหาที่นั่นแล้ว การเปลี่ยนแปลงของหุบเหวปราการมังกรก็หายไปเป็นธรรมดา

ก่อนหน้านี้พวกเฒ่าเหนือมนุษย์หานเซิ่ง ได้ฝังชนวนเอาไว้ในหุบเหวปราการมังกร ครั้นอเวจีเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น ก็จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่มาถึงหุบเหวเอง กระนั้น เยี่ยนจ้าวเกอเปิดโปงแผนการของหานเซิ่งได้เสียก่อน

ฉะนั้นวันนี้จึงเป็นการถอนรากถอนโคนโดยสิ้นเชิง

ทว่าระหว่างนั้นกลับเกิดปัญหาขึ้นเสียแล้ว

จ้าวซื่อเฉิงสร้างค่ายกลช่วยเหลือ ร่วมควบคุมความผิดปกติของหุบเหวปราการมังกรกับผู้อาวุโสฉิน คนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ และคนของเขาไร้พรมแดน

เมื่อดำเนินการมาถึงครึ่งทาง ค่ายกลกลับสูญเสียความมั่นคงจากการจู่โจมของหุบเหวปราการมังกร พลังของค่ายกลย้อนกลับ ทำให้ปราณพิษจำนวนมากไหลทะลักเข้าไปในร่างกายของจ้าวซื่อเฉิง

พลังก่อกวนภายในหุบเหวปราการมังกรถูกมองเป็นช่องโหว่ ดังนั้นจึงทุ่มสุดกำลังโจมตีกลับ ความกดดันกดทับอยู่ที่ตัวของจ้าวซื่อเฉิงแทบจะทั้งหมด

ผู้อาวุโสฉินและคนอื่นๆ แม้จะยับยั้งพลังก่อกวนได้ทันเวลา ทว่าด้วยเหตุนี้จ้าวซื่อเฉิงก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน

และเรื่องที่จัดการได้ยากยิ่งกว่านั้นก็คือ ปราณพิษที่อยู่ในรูปของหมอกดำนั้น เข้าสู่ร่างกายของจ้าวซื่อเฉิงในปริมาณมาก ทำให้เขาหมดสติไป เมื่อไม่รู้สึกตัวเช่นนี้ ใครจะเคลื่อนย้ายเขาก็ทำได้ยากนัก

อีกทั้งปราณพิษเสมือนกับโซ่ตรวนที่พยายามดึงจ้าวซื่อเฉิงลงไปในหุบเหว

กลุ่มจอมยุทธ์ของถังตะวันออกที่เดินทางมาด้วยกัน ก็ทำได้แค่เพียงพยายามทำให้จ้าวซื่อเฉิงไม่ถูกหุบเหวดูดกลืนไป ทว่าไม่สามารถคุ้มกันส่งเขาออกไปรับการรักษาภายนอกได้

เมื่อผู้อาวุโสข่งเข้ามาในหุบเหวปราการมังกรแล้ว อันดับแรกเขาต้องตัดขาดปราณพิษที่จู่โจมทำร้ายจ้าวซื่อเฉิงก่อน แล้วจึงจะพาเขาออกจากสถานที่อันตรายเช่นนี้ไปรับการรักษาได้

ทว่าเมื่อมาถึงครึ่งทาง เยี่ยนจ้าวเกอกับผู้อาวุโสข่งก็ไปต่อไม่ได้อีก

เพราะเบื้องหน้าปรากฏหญิงวัยกลางคนสวมอาภรณ์สีขาว คาดเอวด้วยผ้าสีทองคนหนึ่ง ลมปราณรอบกายนางคอยปัดเป่าหมอกดำโดยรอบให้กระจายออกไปรอบทิศ จนพวกเขาไม่กล้าจะเข้าใกล้

หญิงวัยกลางคนผู้นี้ยิ้มอย่างเย็นชา พลางมองผู้อาวุโสข่งและเยี่ยนจ้าวเกอ “ความผิดปกติของหุบเหวปราการมังกรสงบลงแล้ว เช่นนั้นต้องคิดบัญชีระหว่างพวกเราหน่อยแล้วล่ะ”

“เขากว่างเฉิงของเจ้าคิดว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ของข้ารังแกได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?”

ผู้อาวุโสข่งขมวดคิ้ว “เป็นอุบายของพวกเจ้า ทำให้ค่ายกลของถังตะวันออกเกิดอุบัติเหตุอย่างนั้นหรือ?”

สตรีผู้นั้นดีดนิ้ว ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้น “อย่าได้กล่าววาจาซี้ซั้ว ความผิดปกติของหุบเหวปราการมังกรเกิดจากอเวจี ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของทั้งโลกแปดพิภพ”

“ทุกคนล้วนออกแรงช่วยกันทั้งนั้น สำนักของข้าเองก็ไม่ต่างกัน แล้วจะมาเอาเท้าราน้ำได้อย่างไร”

“ส่วนราชาอาณาจักรถังตะวันออก บอกได้เพียงแค่ว่าเขาโชคไม่ดีก็เท่านั้น”

ภายในดวงตาของหญิงวัยกลางคนผู้นี้ค่อยๆ ปรากฏความเย็นเยียบ “แน่นอน ที่อาจจะเป็นไปได้มากกว่านั้นก็คือ เขาไม่รู้จักขุมกำลังขนาดใหญ่ ถึงมาสร้างศัตรูกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ของข้า ไม่แน่เขาอาจจะถูกฟ้าลงโทษก็เป็นได้”

ใบหน้าของผู้อาวุโสข่งนิ่งสงบประหนึ่งผืนน้ำ เขารู้จักผู้สตรีที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ นางเป็นผู้อาวุโสระดับสูงของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

แม้ว่านางจะไม่ได้เป็นหนึ่งในเจ็ดสุริยัน ทว่าความสามารถวรยุทธ์ที่มี เกรงว่าคงจะไม่ด้อยไปกว่าท่านทะยานบูรพาเลย

ถึงผู้อาวุโสข่งจะไม่เกรงกลัวอีกฝ่าย ทว่าเมื่ออีกฝ่ายมาจู่โจมเช่นนี้ ตนคิดอยากจะเดินทางต่อก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย

ยิ่งเสียเวลามากขึ้นเท่าใด จ้าวซื่อเฉิงก็จะยิ่งตกอยู่ในอันตรายมากขึ้นเท่านั้น

อีกทั้งเมื่อดูจากสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว เกรงว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คงวางแผนมาตั้งนานแล้ว ไม่ต้องถามก็รู้ ว่าผู้อาวุโสฉินเองก็คงถูกทะยานบูรพาถ่วงเวลาไว้เช่นกัน

และที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้น ก็คือจ้าวซื่อเฉิงประสบอันตรายจนหมดสติไป จะสามารถเอาชีวิตรอดออกจากหุบเหวปราการมังกรได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่นัก

ส่วนจ้าวซื่อเลี่ย จิ่นอ๋องที่อยู่ด้านนอก…

ไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโสฉินหรือผู้อาวุโสข่ง หากยังอยู่ด้านนอก จ้าวซื่อเลี่ยก็ไม่กล้าจะกระทำการบุ่มบ่ามแม้แต่น้อย

ทว่าหากมีเพียงแค่เหยียนซวี่ เช่นนั้นเมื่อจ้าวซื่อเลี่ยคุมสถานการณ์แทนจ้าวซื่อเฉิงได้ เหยียนซวี่เองก็จะจัดการได้ยากยิ่ง

“ท่านผู้อาวุโสข่งขอรับ ข้าจะไปตามหาท่านลุง” เยี่ยนจ้าวเกอพูดเสียงเบา ผู้อาวุโสข่งก็หันกลับไปมองเขาแวบหนึ่ง

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า “ข้าจะไปขอรับ”

ผู้อาวุโสข่งขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่าเวลาไม่คอยใคร หลังจากเขาไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่ ก็ทำได้เพียงพยักหน้า

เขารีบบอกตำแหน่งของกลุ่มคนจากถังตะวันออกให้เยี่ยนจ้าวเกอรู้อย่างรวดเร็ว “เจ้าจำตำแหน่งไว้ให้ดี แล้วก็ระวังตัวด้วย”

การสร้างสิ่งมหัศจรรย์อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้อาวุโสข่งเกิดความเชื่อมั่นในตัวของเยี่ยนจ้าวเกอมากทีเดียว

ชายหนุ่มไม่กล่าวอะไรให้มากความ นำอาหู่เดินต่อไปข้างหน้าทันที

หญิงวัยกลางคนผู้นั้นคิดจะขัดขวางเยี่ยนจ้าวเกอ ทว่ากลับผู้อาวุโสข่งดักรั้งนางเอาไว้

คิ้วเรียวยาวของอีกฝ่ายขมวดมุ่น ก่อนจะยิ้มพลางกล่าวด้วยเสียงเย็นชาว่า “นั่นคือบุตรชายของเยี่ยนตี๋สินะ อยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลาง ก็สามารถเอาชนะเซียวเซิงที่อยู่ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายได้ หาได้ยากยิ่งนัก แต่ก็อย่าลืมเสีย…”

“อัจฉริยะที่ตายเร็ว ล้วนไร้ค่า!”

ผู้อาวุโสข่งกล่าวเสียงเบาว่า “ไม่ว่าใครก็ตามที่ตายไป ก็เป็นเพียงการกลับสู่ผงธุลีดินเท่านั้น ปรมาจารย์ มหาปรมาจารย์ก็เหมือนกัน”

สิ้นคำพูด ฝ่ามือทั้งสองก็ตัดเข้าหากัน ปรากฏเป็นวรยุทธที่สืบทอดโดยตรงของเขากว่างเฉิง ฝ่ามือม่านทอง หนึ่งในยอดวิชาแปดพิภพ ก่อนจะพุ่งโจมตีเข้าหาอีกฝ่าย

หญิงวัยกลางคนผู้นั้นก็สำแดงวิชาวรยุทธ์ขั้นสูงของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ เข้าปะทะกับผู้อาวุโสขงด้วยเช่นกัน

การต่อสู้กันระหว่างมหาปรมาจารย์อาวุโสที่แก่กล้าทั้งสองคน ทำให้ทั้งหุบเหวปราการมังกรสั่นไหวราวกับจะพังทลาย

เยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่เดินอยู่ในหุบเหว พวกเรารู้สึกได้ว่าไม่เพียงแต่ด้านหลังของตนเองที่เกิดการสั่นสะเทือนอย่างชัดเจน ทว่าบริเวณอื่นๆ ก็สั่นสะเทือนอย่างชัดเจนเช่นกัน

แสดงให้เห็นว่า บรรดายอดฝีมือของทั้งเขากว่างเฉิงและสำนักศักดิ์สุริยัน ที่เดินทางเข้าสู่หุบเหวปราการมังกรโดยมีผู้อาวุโสฉินและทะยานบูรพาเป็นผู้นำนั้น ก็เปิดฉากการต่อสู้ขึ้นมาแล้วเช่นกัน

จัดการต้นตอที่มาจากอเวจีอย่างถอนรากถอนโคนไปแล้ว อีกทั้งความผิดปกติของหุบเหวปราการมังกรก็สงบลงแล้ว ทั้งสองฝ่ายไม่มีสิ่งใดต้องคำนึงถึงอีก จึงปล่อยตัวเองให้สู้กันอย่างพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินกันเต็มที่

ขณะเดินทางอยู่ในหุบเหวปราการมังกร เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกเพียงว่าทั่วฟ้าทั่วแผ่นดินกำลังหมุนวนไปมา ราวกับพื้นที่นี้จะถล่มลงไปได้ทุกเมื่อ

อาหู่ที่เดินอยู่ในขณะนี้ก็ก้าวเท้าหนักทีเบาที ตามติดอยู่ข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอ “คุณชายขอรับ อีกฝ่ายกำลังคิดจะเล่นดึงฟืนออกจากใต้หม้อ[1]หรืออย่างไร!”

“ครั้งก่อนที่เมืองชมตะวันก็เสียเปรียบแล้ว ล้มที่ไหนก็ต้องลุกขึ้นมาที่นั่น” เยี่ยนจ้าวเกอเบิกตาโพลงพลางแสยะยิ้ม “กระเพาะพวกเขาใหญ่จะตาย เป้าหมายไม่ได้มีเพียงการสังหารข้าเท่านั้น อาจจะเพราะแก้แค้นศิษย์น้องเฟิงที่หักหน้าสำนักด้วย”

“พวกเขาอยากได้ถังตะวันออก เพื่อยึดเป็นป้อมปราการด่านหน้าในเกาะนภาตะวันออก คิดจะบุกเข้ามาในนภาพิภพอย่าเด็ดขาก!”

เยี่ยนจ้าวเกอถอนหายใจครั้งหนึ่ง “ท่านลุงจ้าวในฐานที่เป็นราชาของอาณาจักร ครั้งนี้เสี่ยงอันตรายเข้ามายังหุบเหวปราการมังกร ก็ต้องระมัดระวังความปลอดภัยของตนเองมากแน่นอน”

“ท่านผู้อาวุโสฉินเคลื่อนไหวกับเขาโดยเฉพาะ ก็เพื่อที่จะป้องกันและหยุดยั้งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ในการโจมตีแก้แค้นท่านลุงจ้าว”

“แต่เมื่อดูจากตอนนี้แล้ว ปัญหาไม่ได้มาจากพวกทะยานบูรพาลงมือ ทว่าเกิดปัญหาที่ค่ายกลชมตะวันต่างหาก!”

“ท่านลุงจ้าวให้ความสำคัญกับมิตรภาพ ด้วยนิสัยเปิดเผยใจกว้าง การแทรกซึมเข้ามาในถังตะวันออกของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ จึงหยั่งลึกเสียยิ่งกว่าที่สำนักเรารับรู้อีก”

“ทุกการวางแผนเตรียมการ ยิ่งใช้เวลามากก็ยิ่งละเอียดรอบคอบ กลับกันก็จะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้ง่าย อีกทั้งยังทำให้ศัตรูรู้สึกตัวได้”

“หากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ยังคงเตรียมการต่อไปเช่นนี้ แท้จริงแล้วจะยิ่งง่ายต่อการค้นพบและป้องกันของสำนักเรา”

“แต่ความผิดปกติของหุบเหวปราการมังกรครั้งนี้ ช่วยพวกเขาเสริมส่วนที่ขาดได้โดยบังเอิญ จึงสามารถเคลื่อนไหวได้เร็วกว่ากำหนด ส่งผลให้เรื่องนี้ประสบความสำเร็จ”

แววตาของเยี่ยนจ้าวเกอหม่นลง “อีกทั้งไม่เพียงแค่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ครั้งนี้คนของเขาไร้พรมแดนก็อาจจะอยากยื่นมือเข้ามาผสมโรงด้วยเช่นกัน”

………………..

[1] ดึงฟืนออกจากใต้หม้อ หมายถึง จัดการปัญหาที่ต้นตอ
บทที่ 75
ภายในหุบเหวปราการมังกร ชายชุดดำกลุ่มหนึ่งยืนอยู่เงียบๆ มองดูหุบเหวที่ราวกับจะถล่มลงได้ทุกเมื่อ

ชายชุดดำเหล่านี้ยืนอยู่เหมือนกับภูเขาสูงเรียงราย

สงบเงียบ หนักแน่น เคร่งขรึม

พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นจอมยุทธ์ของเขาไร้พรมแดน

เขาไร้พรมแดนครอบครองอาณาบริเวณอันกว้างขวางของภูผาพิภพ และยังเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์จำนวนน้อยในโลกเช่นเดียวกันกับเขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

ข้างกายของจอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนกลุ่มนี้ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ รัศมีแผ่ซ่าน ดูดื้อรั้นหัวแข็ง

เขาคนนั้นคือจ้าวฮ่าว องค์ชายสิบหกแห่งอาณาจักรถังตะวันออกนั่นเอง

“ควบคุมความผิดปกติของหุบเหวปราการมังกรได้แล้ว หมอกดำก็สงบลงมากแล้ว จอมยุทธ์ระดับหลอมกายสามารถเข้าไปได้แล้ว ไม่เช่นนั้นก็คงต้องเปลืองแรงข้าอีก”

จ้าวฮ่าวมองไปยังจอมยุทธ์จากเขาไร้พรมแดนที่อยู่ข้างกาย “ท่านผู้อาวุโสเฮ่อ ระบุตำแหน่งของเสด็จพ่อข้าได้หรือไม่”

จอมยุทธ์ผู้นำกลุ่มจากเขาไร้พรมแดนนั้น เป็นชายชราคนหนึ่งที่มองดูแล้วอ่อนแอและเคลื่อนไหวไม่คล่องนัก

ถึงกระนั้นเมื่อเขายืนอยู่ตรงนั้น ก็เหมือนกับภูเขาสูงลูกหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ที่หุบเหวปราการมังกร

ชายชรากล่าวอย่างเฉยเมย “ขอเพียงแค่โอสถผงที่เจ้าให้มาไม่เกิดข้อผิดพลาดอะไร ก็ต้องหาพบได้แน่”

จ้าวฮ่าวพยักหน้า “เช่นนั้นก็อย่ารอช้า พวกเรารีบไปกันเถอะ”

“ตอนนี้ข้าเป็นแค่จอมยุทธ์ระดับหลอมกายเท่านั้น ต่อสู้กับจ้าวซื่อเลี่ยที่เมืองชมตะวันไม่ไหวหรอก”

“แต่ถ้าจะลงมือกับเสด็จพ่อข้าก็พอจะมีโอกาสอยู่”

ผู้อาวุโสเฮ่อกล่าวว่า “ดูจากวิธีการของเจ้าแล้ว เพื่อที่จะทำให้เขากว่างเฉิงกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เปิดศึกกัน ท่านผู้อาวุโสระดับสูงของสำนักเราจึงไม่ได้เข้ามาที่ถังตะวันออก แต่ก็เตรียมพร้อมเอาไว้เช่นกัน”

“ขอเพียงแค่เจ้าทำสำเร็จ กองหนุนของสำนักเราก็มาสบทบได้ทันที และเข้าไปยังถังตะวันออกช่วยให้เจ้าได้ครองบัลลังก์”

“ถ้าหากว่าไม่สำเร็จ ก็ไม่เป็นไร เจ้ากลับไปที่ภูผาพิภพกับพวกข้าก็ย่อมได้”

“พรสวรรค์และฝีมือของเจ้ามากพอที่จะเข้าเป็นศิษย์สำนักเขาไร้พรมแดนของเราได้”

จ้าวฮ่าวก้าวเดินนำไป “ข้าจะไม่ทำพลาดแน่”

“ยามตื่นมือครองดาบคร่าชีวิตคน ยามเมามายมีสามงามรายล้อม นี่ถึงจะเป็นชีวิตคน”


“ท่านผู้อาวุโสเหยียน ดูแล้วจุดมุ่งหมายของอีกฝ่ายจะไม่ใช่เยี่ยนจ้าวเกอ แต่เป็นทั้งอาณาจักรถังตะวันออกเลยขอรับ” จอมยุทธ์ที่เกิดความกังวลคนหนึ่งพูดขึ้น

เหยียนซวี่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย “พวกเราไปที่พระราชวังถังตะวันออกกัน ก่อนอื่นต้องจัดการค่ายกลชมตะวันให้มั่นคงได้เสียก่อน”

ไม่ว่าส่วนตัวจะคิดวางแผนอะไรไว้ แต่เหยียนซวี่เองก็ไม่อยากเห็นถังตะวันออกถูกสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ยึดครอง แล้วเขากว่างเฉิงของตนเองเป็นฝ่ายถูกขับไล่ออกมาเช่นกัน

เขาจัดการแบ่งหน้าที่ให้จอมยุทธ์ที่อยู่ใต้บัญชา พลางถามว่า “เยี่ยนจ้าวเกอเข้าไปในหุบเหวปราการมังกรแล้วหรือ”

ผู้ที่อยู่ใต้บัญชากล่าวตอบว่า “ขอรับ เข้าไปพร้อมกับท่านผู้อาวุโสข่ง”

“ตอนนี้ในหุบเหวปราการมังกรโกลาหลอย่างยิ่ง คนทั่วไปไม่กล้าเข้าใกล้แม้แต่รอบนอก”

“เกรงว่าท่านผู้อาวุโสฉินและท่านผู้อาวุโสข่ง จะกำลังเปิดศึกอย่างดุเดือดกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อยู่ขอรับ!”

เหยียนซวี่พยักหน้า ไม่พูดอะไร คิดในใจว่า ‘สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คิดจะจัดการทั้งถังตะวันออกและเยี่ยนจ้าวเกอไปพร้อมๆ กัน’

‘ท่านผู้อาวุโสฉินและท่านผู้อาวุโสข่งถูกทะยานบูรพาและบรรดายอดฝีมือรั้งเอาไว้ ซึ่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ยังมีคนอื่นอีก’

สายตาของเหยียนซวี่เคร่งขรึม ‘ข้าไม่มีทางมอบถังตะวันออกให้พวกสุริยันศักดิ์สิทธิ์แน่ ส่วนเยี่ยนจ้าวเกอน่ะหรือ…’

เขาเรียกคนสนิทของตัวเองมาแล้วออกคำสั่งว่า “คอยจับตาดูสถานการณ์ที่หุบเหวปราการมังกรให้ดี”


ณ จวนจิ่นอ๋อง เมืองชมตะวัน เมืองหลวงอาณาจักรถังตะวันออก

จ้าวซื่อเลี่ย จิ่นอ๋องยืนอยู่ที่สวนหน้าจวน ด้านหลังมีจอมยุทธ์กลุ่มหนึ่งยืนนิ่งเงียบ ทุกคนดูเตรียมพร้อมและฮึกเหิม

ข้างกายจ้าวซื่อเลี่ยกลับเป็นจอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่ง เขามองไปยังจ้าวซื่อเลี่ยพลางกล่าวอย่างช้าๆ ว่า “ท่านจิ่นอ๋อง ถึงเวลาต้องตัดสินใจแล้วขอรับ”

จ้าวซื่อเลี่ยสูดหายใจเข้าลึกทีหนึ่ง

การกระทำในระยะนี้ของจ้าวซื่อเฉิง ราชาอาณาจักรถังตะวันออก เอนเอียงไปทางเขากว่างเฉิงอย่างสิ้นเชิง สถานการณ์ต่างๆ ก็เริ่มเห็นได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ตำแหน่งของจ้าวซื่อเลี่ยก็กลายเป็นความน่าอึดอัดใจอย่างยิ่ง

เขาเป็นมหาปรมาจารย์ และเป็นหนึ่งในสามมหาปรมาจารย์ยอดฝีมือแห่งราชวงศ์อาณาจักรถังตะวันออก

การคิดคำนึงถึงความสามารถโดยรวมของถังตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นจ้าวซื่อเฉิงหรือผู้ดำรงตำแหน่งต่อจากจ้าวซื่อเฉิง ก็ไม่อาจแตะต้องเขาได้โดยง่าย

แต่ถ้าหากว่าปัญหาระหว่างเขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคำนึงถึงความสงบปลอดภัยของถังตะวันออกแล้ว สถานการณ์ของเขาจ้าวซื่อเลี่ยก็ดูท่าจะไม่ปลอดภัยแล้ว

จ้าวซื่อเลี่ยรู้จักเสด็จพี่จ้าวซื่อเฉิงของตนเองดี เมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญ เขานับเป็นคนที่ตัดสินใจเฉพาะหน้าได้เด็ดขาดคนหนึ่ง

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ตนเองก็จำเป็นต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดเช่นกัน!

“ออกเดินทาง! ศูนย์กลางค่ายกลอยู่ในอาณาเขตภายในพระราชวัง” จ้าวซื่อเลี่ยก้าวเท้านำหน้าออกไป

สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ไม่มีทางที่จะเล่นงานเขากว่างเฉิงให้ราบคาบได้ในเวลาอันสั้น ต่อให้ตอนนี้ยึดถังตะวันออกได้แล้ว ก็ต้องเผชิญหน้ากับการโต้กลับของเขากว่างเฉิงเช่นกัน

เมื่อนั้น อาณาจักรถังตะวันออกจะกลายเป็นศูนย์กลางการแย่งชิงของทั้งสองฝ่าย

ทว่าเมื่อดูสถานการณ์ที่นับวันยิ่งแย่ลง แทนที่จะนั่งรอความตายอยู่เฉยๆ ลองออกไปสู้กันสักตั้งน่าจะดีกว่า

พูดก็คือจ้าวซื่อเลี่ยไม่พอใจที่จะต้องอยู่ภายใต้คนอื่นเช่นนี้ไปตลอด!

มหาปรมาจารย์ยอดฝีมือของราชวงศ์แห่งอาณาจักรถังตะวันออก นอกจากจ้าวซื่อเฉิง ราชาอาณาจักร และจ้าวซื่อเลี่ย จิ่นอ๋องผู้นี้แล้ว ก็ยังมีอ๋องเฒ่าที่เป็นผู้อาวุโสของพวกเขาอีกท่านหนึ่ง

ผู้อาวุโสผู้นี้ก็มีใจเช่นเดียวกับจ้าวซื่อเฉิง บัดนี้รับหน้าที่ควบคุมศูนย์กลางของค่ายกล

เรื่องที่ค่ายกลเกิดความผิดปกติ และจ้าวซื่อเฉิงได้รับบาดเจ็บอีกทั้งยังถูกกักขังไว้ เขารับทราบและกำลังปิดข่าวอย่างเงียบๆ

ทว่าเมื่ออ๋องเฒ่าเห็นจ้าวซี่อเลี่ยปรากฏตัวขึ้น ลางสังหรณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็กระจ่าง “ซื่อเลี่ย…”

“ล่วงเกินเสด็จลุงแล้ว” เมื่อจ้าวซื่อเลี่ยเจอเขาแล้วก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ลงมือโดยพลัน

ท่านอ๋องอาวุโสถอนหายใจยาวๆ ครั้งหนึ่ง แล้วรั้งจ้าวซื่อเลี่ยเอาไว้

จอมยุทธ์ที่อยู่ใต้บัญชาของทั้งสองฝ่ายพลันปะทะเข้าหากัน!

ค่ายกลเมืองชมตะวันสั่นสะเทือน เมื่อมองจากภายนอกก็รู้สึกได้ถึงความสั่นคลอนเช่นกัน!


ภายในหุบเหวปราการมังกร หมอกดำตลบอบอวลไปทั่วสารทิศ ส่วนลึกของหุบเขามีแสงวงหนึ่งกำลังสาดส่องออกไปในบริเวณกว้าง

อาณาบริเวณที่แสงสาดส่องไปถึงนั้น บนพื้นพลอยปรากฏอักขระจิตกะพริบแสงอยู่รางๆ ด้วย

อักขระวิญญาณตัดสลับกันทั้งแนวตั้งและแนวนอน ประกอบกันเป็นภาพค่ายกลขนาดมหึมา มองไปแล้วคล้ายกับค่ายกลของอาณาจักรถังตะวันออกที่อยู่ที่เมืองชมตะวัน เพียงแต่ว่าขนาดพื้นที่เล็กกว่ามากนัก

ในหุบเหวปราการมังกรนอกพื้นที่ที่ค่ายกลปกคลุม มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมาก

พลังจากการปะทะระหว่างจอมยุทธ์ของเขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ทำให้พลังของค่ายกลนี้สั่นไหวเหมือนจะพังทลายลง

จุดศูนย์กลางที่อักขระวิญญาณตัดกัน มีจ้าวซื่อเฉิง ราชาอาณาจักรถังตะวันออกหมดสติอยู่

บนร่างกายของเขามีปราณสีดำลักษณะเหมือนเสายื่นออกมา ภายในเสาปราณมีแสงสีแดงกะพริบสั่นไหว

ปราณสีดำยื่นออกไปไกล เสียดสีต้านทานกับพลังของค่ายกล ส่วนปลายของอีกด้านหนึ่งยื่นลงไปในหุบเหว

เหมือนกับงูเหลือมสีดำดุร้ายตัวหนึ่ง กำลังกัดร่างของจ้าวซื่อเฉิงอยู่

บรรดาจอมยุทธ์ถังตะวันออกที่อยู่ข้างกายของจ้าวซื่อเฉิง ล้อมรอบกายเขาไว้ แบ่งกำลังประคับประคองค่ายกลเอาไว้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็ทดลองตัดปราณดำออก เพื่อช่วยให้จ้าวซื่อเฉิงหลุดพ้นจากอันตราย

ในตอนนี้เอง จู่ๆ ค่ายกลก็หมือนกับถูกบางสิ่งกระตุ้น อักขระค่ายกลแต่ละแถวบิดเบี้ยวไปอย่างรุนแรง

เมื่อได้รับผลกระทบจากคายกล จ้าวซื่อเฉิงที่ยังหมดสติอยู่ก็สั่นสะเทือนไปทั้งร่าง

เขาที่ไร้ความรู้สึกแม้แต่น้อย บัดนี้มีเลือดสีดำไหลออกมาจากมุมปากเป็นทาง

“ฝ่าบาท!” ทุกคนตื่นตกใจ

เยี่ยนจ้าวเกอคอยหลบหลีกหินขนาดใหญ่ที่ตกลงมาจากด้านบนเป็นพักๆ พร้อมทั้งแหวกปราณดำออก ในที่สุดก็มาถึงที่ใกล้ๆ กับค่ายกล

ภาพแรกที่ได้เห็นก็คือค่ายกลกำลังสั่นสะเทือน ส่วนจ้าวซื่อเฉิงกำลังกระอักเลือด

ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น “เกิดกบฏขึ้นที่เมืองชมตะวันดังคาดแล้วจริงๆ”

บรรดาคนของอาณาจักรถังตะวันออกเห็นเขากว่างเฉิงส่งคนมาช่วย ในใจก็รู้สึกดีใจ

ทว่าเมื่อเห็นว่ามีเพียงเยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่เท่านั้น ใบหน้าก็พลันเต็มไปด้วยความผิดหวังทันที

หากจะตัดเสาปราณดำให้ขาด จำเป็นต้องให้มหาปรมาจารย์ลงมือถึงจะสำเร็จ!

ด้านนอกค่ายกล จอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ระหว่างประมือ ก็พบว่ามีคนกำลังเข้าใกล้จ้าวซื่อเฉิงอยู่

ชั่วพริบตานั้น จู่ๆ หมอกดำก็สลายหายไป มีแสงสีทองกะพริบขึ้นมาแทนที แสงนั้นราวกับดวงอาทิตย์เจิดจ้าดวงหนึ่งคล้อยตกลงไปในน้ำที่ลึกไม่มีที่สิ้นสุด ส่องสว่างไปในความมืดมิดทั้งแปดทิศ!

และแสงสีทองอันน่าหวาดกลัวนั้น กำลังตกลงไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ!