66-70

บทที่ 66
จ้าวซื่อเฉิงมองเยี่ยนจ้าวเกอพลางพยักหน้าช้าๆ “แต่ไหนแต่ไรจ้าวเกอก็มีพรสวรรค์โดดเด่นอยู่แล้ว แต่ดูจากตอนนี้ เมื่อก่อนคงยังไม่ได้แสดงความสามารถออกมาทั้งหมดสินะ”

“เจ้าเพิ่งแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมาในวันนี้ พูดในอีกมุมหนึ่งคือเก็บลึกแสดงออกน้อย”

เยี่ยนจ้าวเกอประสานมือคารวะให้กับจ้าวซื่อเฉิง “ท่านลุงกล่าวชมเกินไปแล้วพะยะค่ะ แต่ครั้งนี้ลำบากท่านลุงแล้ว”

ราชาอาณาจักรถังตะวันออกและผู้อาวุโสฉิน ร่วมมือกันขับไล่ทะยานบูรพาแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ไป ก็ไม่ต่างอะไรกับการเลือกข้างอย่างชัดเจนระหว่างเขากว่างเฉิงกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

ถังตะวันออกเป็นส่วนหนึ่งของเกาะนภาตะวันออกแห่งนภาพิภพ ใกล้ชิดกับเขากว่างเฉิงเสมอมา

ทว่าอย่างไรเสียปัจจุบันสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็มีอำนาจมาก พื้นที่ของอาณาจักรถังตะวันออกและอัคคีพิภพที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นชายแดนที่ติดต่อกันโดยตรง

การเปิดศึกอย่างสมบูรณ์ระหว่างสองดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นมีสิ่งที่ต้องเป็นห่วงอย่างมาก แต่ถ้าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะจัดการกับอาณาจักรถังตะวันออก ก็เป็นเรื่องง่ายดายเหมือนการพลิกฝ่ามือ

แม้ว่าเขากว่างเฉิงจะตามคิดบัญชีให้ในภายหลัง ทว่าหากอาณาจักรถังตะวันออกจะต้องรับความเสียหาย นั่นก็คือภัยพิบัติที่เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน

การสูญเสียทรัพยากรสิ่งของจนถึงกระทั่งผืนแผ่นดิน ล้วนเป็นของนอกกายสามารถทดแทนและหาใหม่ได้ มีเพียงการสิ้นชีพของคนเท่านั้นที่มิอาจหวนคืน

จ้าวซื่อเฉิงส่ายหน้าไปมา “การปฏิวัติครั้งนี้ของหอศิลาโอสถ เดิมทีก็ต้องการที่จะทำให้จ้าวซื่อเลี่ยถอยออกไปอยู่แล้ว นั่นหมายความว่าการแสดงจุดยืนที่มีต่อสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ก็เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้าก็เร็ว”

“ใจของข้าอยู่ข้างเขากว่างเฉิงมาโดยตลอด สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ใช่ว่าจะไม่รู้ เพียงแต่ครั้งนี้แค่นำทุกสิ่งมาวางเรียงไว้ตรงหน้าของตนเองก็เท่านั้น”

บุตรชายเพียงคนเดียวของสหายเก่าพบเจอกับภัยคุกคามบนแผ่นดินถังตะวันออก จ้าวซื่อเฉิง ราชาแห่งอาณาจักรถังตะวันผู้นี้ ย่อมไม่ปล่อยผ่านไปเป็นธรรมดา

ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องช่วยเหลือเยี่ยนจ้าวเกออย่างถึงที่สุด

ผู้อาวุโสฉินแสดงความเห็นอีกครั้งทันที “ในช่วงเวลาสถานการณ์พิเศษนี้ ข้าจะประจำการณ์อยู่ที่ถังตะวันออก”

“เช่นนั้นก็ต้องลำบากท่านผู้อาวุโสฉินแล้ว” แม้ว่าจะเผชิญกับความกดดันมหาศาลจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ทว่าท่าทีของจ้าวซื่อเฉิงก็ยังคงสุขุมเช่นเคย

เขามองไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ “ที่ผ่านมาข้าไม่เคยรู้เลย ว่าเจ้าจะมีฝีมือการกลั่นโอสถยอดเยี่ยมขนาดนี้”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย “ท่านลุงกล่าวเกินไปแล้วพะยะค่ะ ช่วงนี้ข้าได้รับข้อมูลบางอย่างมาไว้ในมือโดยบังเอิญ จึงศึกษาด้วยตนเองก่อน ทั้งนี้ข้อมูลนั้นยังคงไม่เป็นระบบระเบียบ จำเป็นต้องใช้เวลาในการวิจัยอย่างลึกซึ้งต่อไปขอรับ”

จ้าวซื่อเฉิงถอนหายใจ แล้วพูดว่า “วิชาเข็มทองผ่านโอสถก็เหมือนเช่นเตาผลึกหินชั้นใน หลังจากวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ ต่างก็ขาดการสืบทอดไปโดยสิ้นเชิง มีเพียงชื่อของมันที่หลงเหลือให้ได้ยินเท่านั้น”

“วาสนาของเจ้านี่ดีจริงๆ เลย”

ในขณะที่กล่าวก็อดไม่ได้ที่จะหยอกล้อเยี่ยนจ้าวเกอสักคำหนึ่ง ทว่าสีหน้าน้ำเสียงค่อนข้างเคร่งขรึมจริงจัง

เหยียนซวี่และคนอื่นๆ ต่างก็ตกใจเล็กน้อย “เข็มทองผ่านโอสถอย่างนั้นหรือ?”

ส่วนผู้อาวุโสฉินนั้นได้ข่าวคราวมาจากทางสำนักบ้างแล้วก่อนหน้านี้ จึงไม่ได้ตกใจมากแต่อย่างใด

เขาในฐานะผู้นำสูงสุดในพื้นที่เกาะนภาตะวันออกนี้ และระยะนี้เยี่ยนจ้าวเกอก็เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ดูแลของเขา มีข่าวคราวก็ต้องรายงานให้กับเขาเป็นธรรมดา

“ก่อนหน้านี้บอกว่ายังอยู่ในช่วงทดลองไม่ใช่หรือ หรือว่าเจ้าควบคุมมันได้แล้วจริงๆ” ใบหน้าของผู้อาวุโสฉินเผยให้เห็นความยินดีเล็กน้อย

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้าพลางยิ้มเล็กน้อย “ยังศึกษาอยู่ขอรับ แต่ค่อยๆ ชำนาญการหลอมโอสถที่อยู่ในระดับพื้นฐานขึ้นมาแล้ว”

จ้าวซื่อเฉิงส่ายหน้า “โอสถรักษาแผลพวกนั้นช่างมันก่อน โอสถหมอกควันสลายไม่ใช่โอสถระดับพื้นฐาน นั่นเรียกได้ว่าเป็นโอสถรักษาระดับศักดิ์สิทธิ์แล้ว”

เมื่อได้ฟังคำอธิบายจากผู้อาวุโสฉินและจ้าวซื่อเฉิงแล้ว คนอื่นๆ ถึงเริ่มเข้าใจแล้วว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร

ใบหน้าเหยียนซวี่ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก เดิมทีลึกลงไปในดวงตาที่จับจ้องเยี่ยนจ้าวเกออยู่ แฝงความเย็นชาเอาไว้เล็กน้อย

ทว่าบัดนี้ ความเยียบชานั้นได้มลายหายไปจนสิ้น เหลือไว้เพียงความสงบนิ่ง

นี่ไม่ได้หมายความว่าเรื่องก่อนหน้านี้จะจางหายไปเหมือนเมฆที่ล่องลอยผ่านไป

กลับกัน เหยียนซวี่มองเยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้ ไม่ได้เหมือนผู้อาวุโสพินิจมองชนรุ่นหลังอีกต่อไปแล้ว

วินาทีนี้ เขามองว่าเยี่ยนจ้าวเกออยู่ในระดับเดียวกันกับตนเองเป็นครั้งแรก

ถึงแม้ว่าระดับวรยุทธ์ของเยี่ยนจ้าวเกอจะอยู่ห่างไกลจากเขา ทว่าศาสตร์แห่งการหลอมอาวุธ เตาผลึกหินชั้นใน ศิลาลายเมฆเปลี่ยนเป็นแก่นสารหยก วิชาเข็มทองผ่านโอสถ ยังมีพรสวรรค์และความสามารถส่วนตัวในด้านวรยุทธ์ที่มากเกินกว่าปกติ…

เรื่องราวสามารถมีครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สองได้ แต่จะมีครั้งที่สามหรือสี่ไม่ได้แล้ว

สองครั้งแรกคือความบังเอิญ นับเป็นโชคชะตา ทว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ทุกครั้ง ความบังเอิญก็จะกลายเป็นความจำเป็น

เหยียนซวี่มองเยี่ยนจ้าวเกอเงียบๆ ครั้งหนึ่ง แล้วจึงละสายตากลับไป ราวกับจะไม่สนใจอีก

ทว่าแท้จริงแล้วเขาให้ความสำคัญเยี่ยนจ้าวเกอยิ่งกว่าเดิม และยังหมายถึงการตัดสินใจที่มั่นคงแน่วแน่มากขึ้นอีก

คิดในแง่ของการสืบทอด เมื่อการแข่งขันแย่งชิงของรุ่นที่สองตกอยู่ในสภาวะแน่นิ่ง รุ่นที่สามที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง เป็นได้มากที่จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในท้ายที่สุดของรุ่นผู้อาวุโส

ความหวาดระแวงของเหยียนซวี่ที่มีต่อเยี่ยนจ้าวเกอสองพ่อลูกนั้น มีมากกว่าคนอื่นๆ

นั่นไม่ได้มีที่มาจากความเกี่ยวพันในการปะทะแย่งชิงของแต่ละฝ่ายเท่านั้น ทว่ายังเชื่อมโยงกับความหวาดกลัวที่ถูกเก็บซ่อนอยู่ในส่วนลึกในใจของเขา

จากการที่เยี่ยนตี๋แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังอำนาจนับวันก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เท่านี้เหยียนซวี่ก็เกิดความรู้สึกกินไม่ได้นอนไม่หลับแล้ว

‘เรื่องในตอนนั้นหากพวกเขาสองพ่อลูกรู้เข้าว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับข้า…’

‘เดิมทีคิดว่าแค่ต้องระวังเยี่ยนตี๋ แต่กลับคิดไม่ถึงเลยว่าไม่ใช่แค่เยี่ยนตี๋เท่านั้น หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เจ้าเด็กนี่ก็คงจะเป็นภัยที่ใหญ่เอาเรื่องเช่นกัน’

‘เพราะเด็กคนนี้ ชื่อเสียงอำนาจของเยี่ยนตี๋ก็ยิ่งมากขึ้น ถึงขั้นที่อาจจะกดท่านผู้อาวุโสฟางได้ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป…’

เหยียนซวี่หายใจเข้าลึก สายตาสงบนิ่งมืดมนลงเรื่อยๆ

เดิมที่ในใจของเขายังมีความลังเลอยู่บ้าง ทว่าในตอนนี้ความรู้สึกนั้นหมดสิ้นไปแล้ว

ส่วนจอมยุทธ์ระดับสูงแห่งเขากว่างเฉิงคนอื่นๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ ก็ยิ่งมองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนขึ้น

ผู้ที่ใกล้ชิดกับฝ่ายของเยี่ยนตี๋ มีความรู้สึกยินดีกับความสามารถของชายหนุ่ม แต่ก็ยากที่จะปักใจเชื่อ ส่วนผู้ที่ใกล้ชิดกับฝ่ายของอาจารย์ลุงรองของเขากลับรู้สึกสับสนที่สุด

อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นคนในเขากว่างเฉิงเช่นกัน ในสำนักของตนเองมีอัจฉริยะรุ่นหลังที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ปรากฏขึ้นมาคนหนึ่ง นับว่าเป็นหน้าเป็นตาให้กับพวกเขาและสำนัก จึงต้องรู้สึกยินดีเป็นธรรมดา

ถึงกระนั้นคนรุ่นหลังที่ยอดเยี่ยมผู้นี้ กลับเป็นคนของฝ่ายตรงข้ามเสียนี่

สำหรับความคิดของทุกคน เยี่ยนจ้าวเกอก็พอจะคาดเดาได้

ความจริงแล้วขณะนี้เขากำลังเตรียมกลั่นโอสถเทพชนิดหนึ่ง เพื่อเป็นการปูทางสำหรับอนาคต และเผื่อใช้เป็นแผนรับมือฉุกเฉินในการแย่งชิงตำแหน่งเจ้าสำนักของบิดา

โอสถนั้นไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนในโลกแปดพิภพอีกเลยหลังจากวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ เมื่อกลั่นออกแล้วย่อมไม่มีใครรู้จัก

โอสถเป็นสิ่งที่แตกต่างกับอาวุธ เพราะจอมยุทธ์ไม่สามารถสื่อสารหรือทดลองใช้มันได้ เช่นที่ทำกับอาวุธวิเศษหรืออาวุธวิญญาณ

อย่างไรโอสถก็เป็นสิ่งที่ต้องกินเข้าไป หลังจากกินเข้าไปแล้วจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่พูดยาก

สำหรับคนส่วนมากอาจเป็นยาบำรุงชั้นดี ทว่าสำหรับบางคนอาจเป็นพิษร้ายแรง เหตุการณ์เช่นนี้ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น

จึงเป็นเรื่องปกตินัก ที่หลายคนจะเกิดความระแวงและลังเลใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นเยี่ยนจ้าวเกอจำเป็นจะต้องปูทางเอาไว้ก่อน

ทำให้คนอื่นๆ เกิดความประทับใจว่า ‘เยี่ยนจ้าวเกอมีระดับความสามารถในการปรุงโอสถสูงยิ่งนัก สามารถเชื่อถือได้อย่างแน่นอน’

แต่เพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตามากจนเกินไป การปูทางนี้จะต้องค่อยๆ ทำทีละก้าวตามลำดับขั้น

ในขณะเดียวกันกับการปูทาง ก็สร้างความมั่นคงในการควบคุมอาณาจักรถังตะวันออกของเขากว่างเฉิงต่อไปอีกด้วย ขับไล่กรงเล็บที่ยื่นเข้ามาของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ออกไป ลงทุนหนึ่งแรงได้ผลตอบรับมากมาย

หลังจากที่ผู้อาวุโสฉินเข้าใจในความเป็นมาของเรื่องทั้งหมดแล้ว ก็หันไปพยักหน้าเบาๆ ให้กับจ้าวซื่อเฉิงก่อน “ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับฝ่าบาท ที่มีโอรสที่ยอดเยี่ยมอีกคน”

ใบหน้าจ้าวซื่อเฉิงหนักแน่น “ฮ่าวเอ๋อร์อยู่เหนือความคาดหมายของข้าจริงๆ แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังต้องรอการพิสูจน์ก่อน”

“นอกจากนี้ ด้วยตำแหน่งที่อยู่ในหอศิลาโอสถของจ้าวซื่อเลี่ย แม้ว่าเขาจะพ่ายให้กับจ้าวเกอไปแล้ว แต่ข้ารู้จักเขาดี เขาจะไม่ยอมถอยออกไปง่ายๆ แน่”

“หลายปีมานี้ เขาส่งคนเข้าไปสอดแนมในหอศิลาโอสถจำนวนไม่น้อย ภายในมีผู้ที่คิดการไม่ดีที่จำเป็นจะต้องกำจัดให้หมดสิ้น”

“แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้ ก็ทำสำเร็จไปแล้ว” จ้าวซื่อเฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

ผู้อาวุโสฉินพยักหน้า “วิธีการของฝ่าบาท แน่นอนว่าข้าทราบดีอยู่แล้ว”

เมื่อกล่าวจบเขาก็หันไปมองเยี่ยนจ้าวเกอ “จ้าวเกอ ครั้งนี้เจ้าก็สร้างความดีความชอบติดกันหลายครั้งอีกแล้ว”

“ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น ระหว่างรอให้ทางสำนักตัดสิน ภายในขอบเขตพื้นที่ข้ามีอำนาจ ข้าสามารถให้บำเหน็จรางวัลกับเจ้า สำหรับความดีความชอบที่เจ้าได้กระทำที่หอศิลาโอสถครั้งนี้”

“เจ้าศึกษาวิชาโบราณเช่นวิชาเข็มทองผ่านโอสถได้ ซึ่งสามารถยกระดับประสิทธิภาพให้กับโอสถได้จริง ในขณะเดียวกันก็ขับไล่หนอนบ่อนไส้ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในหอศิลาโอสถได้สำเร็จ”

“นอกจากส่วนแบ่งในหอศิลาโอสถที่เจ้าชนะได้จากจิ่นอ๋องด้วยตัวของเจ้าเอง ส่วนแบ่งที่เดิมทีทางสำนักได้ถือเอาไว้อย่างลับๆ ภายในหอศิลาโอสถนั้นก็ขอยกให้เป็นเจ้าทั้งหมด”

“ผลผลิตกำไรทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากเจ้า ข้าจะให้เจ้าเป็นคนจัดสรรแบ่งปันเอง แต่หากสำนักต้องการ เจ้าจำต้องจัดแบ่งให้สำนักโดยไม่ให้สำนักขาดทุน โดยใช้ราคาตลาดหรือทรัพยากรที่เจ้าต้องการแลกเปลี่ยนกัน”

“ส่วนเรื่องที่เกี่ยวข้องระหว่างสำนักกับหอศิลาโอสถ ก็ยกให้เจ้าเป็นคนตัดสิน”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย “ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสฉินขอรับ”

คนอื่นๆ ต่างมองหน้ากัน ส่วนเหยียนซวี่ยังคงมีสีหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึกเช่นเดิม
บทที่ 67
ขณะที่ทุกคนมองดูเยี่ยนจ้าวเกอ ผู้อาวุโสฉิน และเหยียนซวี่ ภายในใจเกิดความคิดต่างๆ นานา

หอศิลาโอสถเป็นกิจการสำคัญที่คอยหนุนราชวงศ์ของอาณาจักรถังตะวันออก ทว่าความจริงแล้ว ในฐานะที่เขากว่างเฉิงเป็นผู้ควบคุมดูแลเกาะนภาตะวันออก ก็ย่อมมีส่วนแบ่งเป็นของตนเองเช่นกัน

ด้านหนึ่งก็เป็นเสมือนเครื่องยืนยัน รับประกันผลประโยชน์และตำแหน่งฐานะของเขากว่างเฉิงในอาณาจักรถังตะวันออก

อีกด้านหนึ่งการที่หอศิลาโอสถเป็นที่นิยม ดำเนินกิจการอยู่ในอาณาจักรถังตะวันออกได้ เขากว่างเฉิงเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญ

แม้จะไม่มีวิชาเข็มทองผ่านโอสถ ไม่มีโอสถหมอกควันสลายในช่วงนี้ ทว่าหอศิลาโอสถก็มีกำไรมหาศาลอยู่แล้ว

ก่อนหน้านี้ อำนาจการจัดการเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องระหว่างเขากว่างเฉิงและหอศิลาโอสถนั้น อยู่ในมือของผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งถังตะวันออก

จากขอบเขตของตำแหน่ง นี่ก็เป็นอำนาจที่ผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งถังตะวันออกพึงมีด้วยเช่นกัน

เยี่ยนจ้าวเกอชนะและได้ส่วนแบ่งของหอศิลาโอสถจำนวนมาก จากมือของจ้าวซื่อเลี่ยมาเป็นการส่วนตัว ตามหลักเหตุผลทั่วไปแล้ว ส่วนแบ่งเหล่านี้ล้วนต้องมอบให้กับทางสำนักทั้งหมด ให้ทางสำนักรวบรวมจัดการ ส่วนทางสำนักก็ค่อยบำเหน็จรางวัลอื่นชดเชยให้กับเยี่ยนจ้าวเกอ

การมอบบำเหน็จรางวัลนี้ โดยปกติก็ต้องส่งมอบให้เหยียนซวี่ ผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งถังตะวันออกเป็นคนจัดการ

แต่ตอนนี้ สถานการณ์กลับตรงข้ามอย่างเห็นได้ชัด ส่วนแบ่งทั้งหมดกลับตกไปอยู่ในมือของเยี่ยนจ้าวเกอแทน

มูลค่ามากเท่าใดไม่ต้องพูดถึง นี่เป็นการหยิบมีดกรีดเนื้อบนร่างกายของเหยียนซวี่อย่างไม่ต้องสงสัย

จอมยุทธ์คนอื่นๆ ต่างก็มองผู้อาวุโสฉินด้วยความสงสัย แม้แต่จ้าวซื่อเฉิง ราชาแห่งอาณาจักรถังตะวันออกก็ชำเลืองมองอย่างพินิจพิเคราะห์

น้ำเสียงของท่านผู้อาวุโสฉินเรียบเฉย สีหน้าของเหยียนซวี้ก็นิ่งสงบเช่นกัน

เยี่ยนจ้าวเกอมองภาพนี้แล้ว เขายิ้มแต่ไม่พูดอะไร

ระหว่างบิดาของตน เยี่ยนตี๋และอาจารย์ลุงรอง ฟางจุ่น จุดยืนของผู้อาวุโสฉินก็ยังคงอยู่กึ่งกลางเช่นเคย

ถึงแม้ว่าความรู้สึกที่มีต่อเยี่ยนจ้าวเกอจะเปลี่ยนแปลงแล้ว บัดนี้เขาชื่นชมชายหนุ่มเป็นอย่างยิ่ง ทว่าก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้เขาเอนเอียงไปทางฝ่ายของเยี่ยนตี๋ด้วยเหตุผลเช่นนี้

การกระทำเช่นนี้ของผู้อาวุโสฉิน เป็นการให้รางวัลหนุนใจเยี่ยนจ้าวเกอ ในขณะเดียวกันก็เป็นการตักเตือนสั่งสองเหยียนซวี่

ก่อนหน้านี้ที่เหวินหนิงจือรายงานไม่สำเร็จ ทว่ากลับลากตนเองเข้าไปเอี่ยวด้วย เขาเป็นคนที่เหยียนซวี่เชื่อใจ ผู้อาวุโสฉินย่อมต้องจับตามองความสัมพันธ์ของทางฝั่งถังตะวันออกกับเยี่ยนจ้าวเกอเป็นธรรมดา

การสิ้นชีพของหลินอวี้เสา แม้จะยังไม่สามารถสรุปผลออกมาได้ ทว่าในขณะนี้ข้อสงสัยในตัวของเยี่ยนจ้าวเกอก็ถูกตัดออกไปแล้ว

เช่นนั้นแล้วความจริงนางถูกใครทำร้ายกันแน่ นี่เป็นสิ่งที่ควรแก่การสืบเสาะต่อไป

ศพถูกพบและคุ้มกันโดยคนของเหยียนซวี่ บาดแผลเกิดจากวิชาฝ่ามือดุสิต ซึ่งเหยียนซวี่เองก็รู้ซึ้งในวิชาฝ่ามือดุสิตเช่น ด้วยวรยุทธ์ของเขาแล้ว หากต้องการจะสร้างร่องรอยการลงมือของปรมาจารย์ขั้นจิตรานอกระยะต้นนั้น ก็เป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่ง…

ถึงอย่างไรผู้อาวุโสฉินก็ไม่ได้คิดว่าเหยียนซวี่เป็นผู้ลงมือสังหารหลินอวี้เสาเช่นกัน แต่เพื่อจะจัดการกับเยี่ยนจ้าวเกอ ก็ไม่แน่ว่าเหยียนซวี่อาจจะลงไม้ลงมืออะไรบางอย่างไป

บัดนี้เขาตัดทอนอำนาจส่วนหนึ่งชองเหยียนซวี่ไป แล้วมอบให้กับเยี่ยนจ้าวเกอเป็นผู้รับผิดชอบ นั่นเท่ากับเป็นการตักเตือน

ส่วนเรื่องของการแย่งชิงตำแหน่งเจ้าสำนักของเยี่ยนตี๋และฟางจุ่น ผู้อาวุโสฉินไม่ได้สนใจจะร่วมด้วย ทว่าสำหรับชายชราผู้นี้แล้ว ทั้งสองฝ่ายสู้ก็อยู่ส่วนสู้ ขอบเขตบางอย่างก็ยังจำเป็นต้องรักษาไว้

‘กำไรจะมากหรือน้อยก็เป็นเพียงแค่ด้านหนึ่ง’ เยี่ยนจ้าวเกอคิดอย่างสบายอกสบายใจว่า ‘นี่นับได้หรือไม่ว่า จากที่ข้าเป็นเพียงคนที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย กลายเป็นผู้ที่สามารถหาเงินได้ด้วยตนเองแล้ว?

ผู้อาวุโสฉินกล่าวต่อว่า “เจ้าหาสตรีจันทราพบ แล้วนำนางมาเข้าสำนักก็เป็นผลงานชิ้นใหญ่เช่นกัน”

“ยิ่งใหญ่เสียกว่าความดีความชอบจากวิชาเข็มทองผ่านโอสถ ระดับของเตาผลึกหินชั้นใน และการค้นพบแก่นสารหยก และสิ่งอื่นๆ เสียอีก”

“แต่สภาพจันทรากายสหายเฟิงยังต้องรอการฟื้นฟูอยู่ ตอนนี้พูดเรื่องนี้นับว่ายังเร็วไป ฉะนั้นบำเหน็จของความชอบนี้ไว้ค่อยว่ากันทีหลังก็แล้วกัน”

“หากจันทรากายของสหายเฟิงฟื้นกลับมาได้จริงๆ ทางสำนักจะมีบำเหน็จเป็นพิเศษให้กับเจ้าอย่างแน่นอน”

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า แม้ว่าจะยังไม่รู้รายละเอียดแน่ชัด แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นกับบำเหน็จนี้อยู่บ้างเช่นกัน

ผู้อาวุโสฉินกล่าวว่า “เจ้าเอาชนะเซียวเซิงได้ สร้างชื่อเสียงให้กับเขากว่างเฉิงของเรา แม้ว่าจะเทียบไม่ได้กับความดีความชอบที่นำสตรีจันทรามาเข้าสำนัก แต่ก็มีบำเหน็จรางวัลให้เช่นกัน”

“บำเหน็จรางวัลด้านนี้ จะต้องให้ทางสำนักเป็นผู้ตัดสิน ให้ข้าตัดสินเองก็คงจะไม่ดีนัก เพราะอย่างไรเสียเจ้าก็ไม่ใช่จอมยุทธ์ที่อยู่อาศัยที่เกาะนภาตะวันออกในระยะยาว”

“แต่เจ้าก็สร้างผลงานอย่างต่อเนื่อง ทางสำนักคงไม่ใจแคบกับเจ้านักหรอก ดังนั้นข้าสามารถให้สิทธิพิเศษกับเจ้าได้อย่างหนึ่ง ต้องการสิ่งใดเจ้าสามารถเลือกเองได้ แล้วข้าจะไปรายงานให้กับทางสำนัก”

“เจ้าก็เข้าใจกฎระเบียบดี คิดว่าเจ้าคงไม่ขอรางวัลอะไรที่เป็นไปไม่ได้”

เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินดังนั้นก็ยิ้มครั้งหนึ่ง แล้วพยักหน้า “ขอบคุณสำนักและท่านผู้อาวุโสฉินเป็นอย่างมาก ข้าไม่ขอปิดบังท่านก็แล้วกัน ข้ายังมีสิ่งหนึ่งที่อยากได้อยู่จริงๆ”

ผู้อาวุโสฉินเอ่ยถาม “โอ้ สิ่งใดหรือ”

ชายหนุ่มยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าอยากได้ของของท่านชิ้นหนึ่ง นั่นก็คือน้ำเต้าหิมะเก้าสมบัติ ที่มาจากเขาปักษาเดียวปักษาแห่งอัสนีพิภพขอรับ”

อีกฝ่ายได้ยินดังนั้นก็มองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอด้วยสายตาสงสัย “เจ้ามีของล้ำค่าที่ต้องเก็บรักษาไว้ในระยะยาวหรือ”

“ข้ารู้มาว่าเจ้าเก็บเอาจิตมังกรน้ำแข็งมาแล้ว เดิมทีก็คิดว่าจะให้โครงกระดูกทั้งหมดกับเจ้าไป”

“แต่การเก็บจิตมังกรน้ำแข็ง หินหยกขนาดใหญ่ก็น่าจะใช้ได้แล้ว”

เยี่ยนจ้าวเกอจึงพูดว่า “ไม่ใช่จิตมังกรน้ำแข็งแต่อย่างใดขอรับ แต่เป็นของอย่างอื่น ไม่ทราบว่าท่านจะสามารถสละของรักชิ้นนี้ให้ข้าได้หรือไม่”

ผู้อาวุโสฉินโบกมือแล้วก็หยิบน้ำเต้าสีขาวออกมา ก่อนจะโยนไปทางเยี่ยนจ้าวเกอ “มีอะไรจะตัดใจไม่ลงกันเล่า”

“ของสิ่งนี้แม้จะพบเจอได้น้อย แต่ก็ไม่ได้ล้ำค่าอะไร ตอนนั้นข้าเองก็เจอกับโอกาสที่เหมาะเจาะพอดิบพอดี จึงได้มาชิ้นหนึ่งโดยบังเอิญ เลยเก็บเอาไว้มาโดยตลอด”

“ก็เหมือนกับซี่โครงไก่ จะกินก็ไม่ได้รสชาติ แต่จะทิ้งก็เสียดาย”

“หากเจ้าต้องการเพียงแค่สิ่งนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องให้สำนักตัดสิน ข้าตัดสินให้เจ้าด้วยตัวเองได้เลย”

เยี่ยนจ้าวเกอรับเอาน้ำเต้าหิมะเก้าสมบัติเอาไว้ เมื่อสัมผัสโดนมือเข้า ชายหนุ่มพลันรู้สึกได้ถึงความเย็น จึงยิ้มในทันที พลางกล่าวว่า “ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสขอรับ”

ผู้อาวุโสฉินมองเยี่ยนจ้าวเกอ แล้วเหมือนกับนึกอะไรขึ้นมาได้ “เจ้าเด็กน้อย เจ้ามีความคิดอะไรใหม่อีกแล้วใช่หรือไม่”

เจ้าเด็กน้อยที่ว่าหัวเราะเหอะๆ อย่างไม่ปิดบัง “มีความคิดบางอย่างจริงขอรับ แต่เบื้องต้นยังเป็นเพียงแค่ความคิด จะทำได้หรือไม่ ยังจำเป็นต้องลองดูก่อนขอรับ”

ผู้อาวุโสฉินยื่นนิ้วชี้ออกไปจิ้มเยี่ยนจ้าวเกอ “เจ้านะเจ้า ยังไม่เลิกทำให้เป็นห่วงอีกนะ!”

แม้จะกล่าวเช่นนี้ ทว่าน้ำเสียงกลับอ่อนโยน ในแววตาที่มองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอมีความยินดีและชื่นชมปะปนอยู่อย่างเห็นได้ชัด

เมื่อคนอื่นๆ ได้ยินก็กลับอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา ด้วยไม่รู้ว่าครั้งนี้เยี่ยนจ้าวเกอคิดจะทำอะไรอีก

เหตุการณ์ต่างๆ ก่อนหน้านี้ก็แสดงให้เห็นชัดแล้วว่า เยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้ ไม่สามารถวัดได้ด้วยสามัญสำนึกทั่วไปจริงๆ

แม้เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวออกมาอย่างเฉยเมย ทว่าก็อาจจะเป็นพายุฝนฟ้าคะนองอีกครั้งก็เป็นได้

เมื่อพูดคุยบำเหน็จรางวัลของเยี่ยนจ้าวเกอเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้อาวุโสฉินก็ได้จัดคนตรวจสอบการสิ้นชีพของหลินอวี้เสาอย่างละเอียด

ตัวเขาต้องรับมือกับแรงกดดันของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และทะยานบูรพา กล่าวตามหลักแล้ว หลินอวี้เสาถูกทำร้ายบนแผ่นดินถังตะวันออก ฉะนั้นก็ควรจะต้องเป็นความรับผิดชอบของเหยียนซวี่ ผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งถังตะวันออก

แต่ตอนนี้ให้เหยียนซวี่จัดการก็เห็นได้ชัดว่าไม่เหมาะสมอีกต่อไป ดังนั้นผู้อาวุโสฉินจึงจัดการส่งคนอื่นที่ติดตามตนเองมาที่ถังตะวันออกให้ตรวจสอบเรื่องนี้แทน

ส่วนเยี่ยนจ้าวเกอ แม้ว่าจะยืนยันได้แล้วว่าการสิ้นชีพของหลินอวี้เสาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเขาเลย ทว่าก็ยังคงต้องหลีกเลี่ยงการตกเป็นผู้ต้องสงสัยอีกครั้งอยู่ดี

ก่อนหน้านี้เยี่ยนจ้าวเกออาสาขอเป็นผู้ตรวจสอบ ความจริงแล้วแค่จะแสดงทัศนคติและความสำคัญของตนเองออกมาให้ชัดเจนเท่านั้น

การปะทะกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ เขากว่างเฉิงและอาณาจักรถังตะวันออกจำเป็นต้องมีความเข้าใจที่สื่อถึงกัน

ความเคลื่อนไหวที่จะเกิดขึ้นในอาณาจักรถังตะวันออก ไม่ว่าจะเกิดจากเยี่ยนจ้าวเกอ ผู้อาวุโสฉิน หรือเหยียนซวี่ ก็ต้องแจ้งให้กับจ้าวซื่อเฉิง ราชาอาณาจักรถังตะวันออกทราบด้วย

หลังจากตกลงทุกอย่างเรียบร้อยแล้วในขั้นต้น เยี่ยนจ้าวเกอจึงไปส่งจ้าวซื่อเฉิงที่ประตู แล้วใช้ปราณจิตราส่งกระแสจิตไปว่า ‘ท่านลุง ข้าอยากคุยกับท่านเรื่องจ้าวฮ่าว โอรสองค์ที่สิบหกของท่านพะยะค่ะ’
บทที่ 68
จ้าวซื่อเฉิงมองเยี่ยนจ้าวเกอครั้งหนึ่ง แล้วพยักหน้าช้าๆ “ข้ารู้จ้าวเกอ ว่าเจ้าอยากจะพูดอะไร”

เมื่อไม่มีคนอื่น จ้าวซื่อเฉิงจะไม่ได้ใช้คำพูดเป็นทางการกับเยี่ยนจ้าวเกออีก แต่เปลี่ยนเป็นการเรียกทั่วไปแทน

“หากจะบอกว่าบรรลุฉับพลัน เช่นนั้นการเปลี่ยนแปลงของฮ่าวเอ่อร์ ก็อาจจะดูมากเกินไป และกะทันหันเกินไป”

“นิสัยของเขาเปลี่ยนไปมาก จนไม่ต้องพูดถึงเมื่อก่อนเลย ส่วนความสามารถทางโอสถ ต่อให้เป็นข้าก็คงจะเทียบไม่ได้เช่นกัน ทางด้านวรยุทธ์ เบื้องต้นข้ายังมองไม่ออก แต่ความก้าวหน้าในช่วงครึ่งปีมานี้นับว่าเหนือกว่าเมื่อก่อนมากโข”

ราชาแห่งอาณาจักรถังตะวันออกตรงไปตรงมาอย่างมาก ไม่มีการดูถูกเพราะว่าเยี่ยนจ้าวเกอเป็นคนรุ่นหลังแต่อย่างใด

สำหรับจ้าวฮ่าวที่ก่อนหน้านี้ไม่เป็นที่น่าสนใจเสมอมา หากจ้าวซื่อเฉิงจะบอกว่าเขารู้มากเพียงใด นั่นก็คงไม่ใช่

ถึงกระนั้นหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงกับตัวของจ้าวฮ่าวแล้ว ขอเพียงแค่จ้าวซื่อเฉิงยินยอม แน่นอนว่าสามารถตรวจสอบทุกๆ เรื่องขององค์ชายสิบหกผู้นี้ได้ตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบันอย่างแจ่มแจ้ง มิเช่นนั้นเขาก็คงไม่เหมาะที่จะเป็นราชาอาณาจักร

“ถ้าจะบอกว่าได้พบกับปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ ได้รับมรดกตกทอดมา หรือมีผู้ยิ่งใหญ่รับเป็นลูกศิษย์ ก็พอจะอธิบายได้อยู่”

“แต่ศาสตร์แห่งการกลั่นโอสถ ไม่เพียงแต่ต้องมีพรสวรรค์ ทว่าก็ต้องสั่งสมการฝึกฝนอย่างหนักด้วยเช่นกัน ฮ่าวเอ๋อร์ก้าวมาถึงจุดสูงสุดเช่นนี้ได้อย่างไรกัน”

จ้าวซื่อเฉิงส่ายหนเบาๆ “แต่ว่า เรื่องพวกนี้ค่อยตรวจสอบในภายหลังก็ได้ ข้างกายข้ามีลูกหลานที่ยิ่งกว่าเป็นเลิศคนหนึ่ง สำหรับถังตะวันออกแล้วก็เป็นเรื่องที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย”

เยี่ยนจ้าวเกอฟังไปพลาง พึมพำกับตนเองไปพลาง

สำหรับผู้ที่อยู่เบื้องบน หากผู้ที่อยู่เบื้องล่างมีความสามารถคงไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือทุกอย่างยังอยู่ในขอบเขตที่ตนควบคุมได้หรือไม่

เพียงแค่ตนเองไม่สูญเสียการควบคุมสถานการณ์ไป เช่นนั้นเบื้องล่างยิ่งความสามารถมากก็ยิ่งดี

หลายครั้ง รอยแตกบางรอยที่มองไม่เห็น ใช่ว่าคนอื่นจะมองไม่ออก เพียงแต่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ก็เท่านั้น

จ้าวซื่อเฉิงก็ยังเป็นเช่นนี้ บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอ เยี่ยนตี๋ก็ยิ่งหลอกลวงถูไถไปก่อนไม่ได้

ดังนั้นตั้งแต่ที่เยี่ยนจ้าวเกอมาถึงโลกใบนี้ ทุกสิ่งอย่างจึงเป็นไปตามลำดับขั้นอย่างช้าๆ

ไม่พูดว่าจะไม่ทำให้คนไม่สงสัยเลย แต่อย่างน้อยๆ ก็ไม่ควรจะมีความแตกต่างจากในอดีตจนเกินไป

แม้ว่าจะนำเตาผลึกหินชั้นในกลับมาได้อีกครั้ง แต่นั่นเป็นการประดิษฐ์สิ่งของขึ้น ไม่ใช่ระดับความสามารถในศาสตร์แห่งการหลอมอาวุธของตนเอง ฝีมือด้านวิชาหลอมอื่นๆ ของตัวเยี่ยนจ้าวเกอเองก็ถือว่าอยู่ในระดับกลางที่เยื้องสูง

ส่วนวิชาเข็มทองผ่านโอสถที่ถูกนำกลับมาอีกครั้ง นั่นเป็นเพียงเคล็ดวิชาหนึ่งเท่านั้น ระดับความสามารถโดยรวมในการกลั่นโอสถของเขาเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ อยู่แล้ว นับว่าสร้างความประทับใจที่มีต่อตนเองให้กับคนอื่นๆ ทีละนิดๆ

ส่วนการเปลี่ยนแปลงด้านวรยุทธ์ และการได้รับมาซึ่งของแปลกประหลาดต่างๆ โดยส่วนมากสามารถใช้คำว่า ‘ได้รับมาโดยบังเอิญ’ หรือ ’บรรลุอย่างกะทันหัน’ มาอ้างอธิบายได้

ตอนนี้เดินช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่อนาคตอันใกล้จะกางปีกโบยบินผงาด

แท้จริงแล้วมีบางครั้งที่คิดๆ ดูแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็อดขำไม่ได้ ‘จ้าวฮ่าว ช่างเป็นคนดีเสียจริง’

ความสำเร็จที่เยียนจ้าวเกอได้รับในตอนนี้ แน่นอนว่ามีมากกว่าจ้าวฮ่าวอยู่แล้ว

แต่เมื่อเทียบกับจ้าวฮ่าวที่เปิดเผยความสามารถอย่างตรงไปตรงมา ราวกับจะไม่เกรงกลัวสิ่งใด เยี่ยนจ้าวเกอกลับดูแล้วปกติกว่า

และแน่นอนว่านี่ก็เป็นเพียงการเปรียบเทียบเท่านั้น

ในสายตาของผู้คนจำนวนมาก เยี่ยนจ้าวเกอก็ผงาดขึ้นมาอย่างไร้ที่ติเช่นเดียวกัน

ทว่าเจ้าของร่างเดิมเมื่อก่อนก็มีอุปนิสัยแบบนี้เช่นกัน ดังนั้นความแตกต่างทั้งก่อนและหลังจึงไม่ได้มากเท่าใดนัก

ด้วยเหตุนี้ การที่เยี่ยนจ้าวเกอบอกกับเฟิงอวิ๋นเซิงว่าตนเองไม่อวดเบ่งนั้น นั่นก็เพราะรู้สึกว่าตนเองไม่อวดเบ่งจริงๆ

สำหรับสายตาที่ไม่คิดเช่นนั้นของเฟิงอวิ๋นเซิง เยี่ยนจ้าวเกอแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าตนน้อยใจยิ่งนัก…

นิสัยที่ชอบอวดความสามารถของตนเอง เขากำลังพยายามควบคุมมันไว้อย่างเต็มกำลัง!

จ้าวซื่อเฉิงทอดถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกจนใจอยู่บ้าง “ความสามารถที่ฮ่าวเอ๋อร์แสดงออกมาในขณะนี้ อย่าว่าแต่เจ้าใหญ่ หรือเจ้าสามเลย แม้จะเป็นเจ้าสี่ก็สู้ไม่ได้”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย นอกจากองค์ชายใหญ่จ้าวหยวน กับองค์ชายสามจ้าวเฉิงแล้ว อันที่จริงภายในราชวงศ์ถังตะวันออกยังมีจ้าวหมิง องค์ชายสี่อีกด้วย

ลำพังแค่พรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ ไม่นับรวมจ้าวฮ่าวที่จู่ๆ ก็กลายเป็นม้ามืด จ้าวหมิงนับเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาโอรสทั้งหลายที่รายล้อมจ้าวซื่อเฉิง ในขณะเดียวกันก็ยังเป็นอัจฉริยะท่ามกลางคนรุ่นเยาว์ทั่วทั้งอาณาจักรถังตะวันออก

หลายปีก่อน จ้าวหมิงฝากตัวเข้าเป็นศิษย์เขากว่างเฉิงเพื่อร่ำเรียนวิชาวรยุทธ์ เป็นลูกศิษย์อย่างเป็นทางการของเขากว่างเฉิง

เขากว่างเฉิงทรงอำนาจมากที่สุดในนภาพิภพ จอมยุทธ์มากฝีมือล้วนแต่เข้ามาอยู่ในกำมือ ซึ่งผู้ที่เป็นอัจฉริยะของนภาพิภพต่างก็รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เข้าเป็นศิษย์ของสำนัก

เพียงแต่ว่าจ้าวหมิงที่เข้ามาร่ำเรียนที่เขากว่างเฉิงแล้ว ถ้าหากไม่มีเหตุฉุกเฉินที่ใหญ่หลวงใดๆ ตำแหน่งราชาแห่งถังตะวันออกก็จะหมดวาสนากับเขาแล้ว

อาณาจักรถังตะวันออกและอาณาบริเวณใกล้เคียงขึ้นตรงกับเขากว่างเฉิง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดของถังตะวันออกจะกลายเป็นเบื้องล่างที่เป็นส่วนหนึ่งของเขากว่างเฉิง

สามารถฝึกฝนวรยุทธ์ในเขากว่างเฉิงได้ หรือสามารถครอบครองตำแหน่งราชาแห่งถังตะวันออก ท้ายที่สุดแล้วสิ่งใดจะดีกว่ากันแน่ ปัญหานี้ก็ขึ้นอยู่กับความคิดและความเข้าใจของแต่ละบุคคล

ทว่าสำหรับตัวจ้าวหมิงแล้ว เขากลับอยากฝึนฝนวรยุทธ์เพียงเท่านั้น และเต็มใจที่จะเข้าศึกษาวิชาในดินแดนศักดิ์สิทธิ์มากกว่า

เขาฝากตัวเข้าเป็นศิษย์เขากว่างเฉิง แม้จะดูเหมือนว่าหลุดพ้นจากอาณาจักรถังตะวันออกแล้ว ทว่าถังตะวันออกก็ยังสามารถนำตัวเขากลับไปเสริมกำลังได้เสมอ ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างถังตะวันออกและเขากว่างเฉิงแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก

จ้าวซื่อเฉิงเทใจให้กับเขากว่างเฉิงมาโดยตลอด จึงไม่พยายามสร้างเรื่องที่ทำให้เกิดปัญหากับทั้งสองฝ่ายอย่างแน่นอน นอกจากโอรสคนที่สี่ที่เข้าเป็นศิษย์เขากว่างเฉิงแล้ว โอรสองค์อื่นๆ ที่เหลือล้วนอยู่ที่ถังตะวันออก

นอกจากนี้ที่คู่ควรแก่การเอ่ยถึงอีกเรื่องหนึ่งก็คือ โอรสคนรองของจ้าวซื่อเลี่ยนั้น กลับเข้าเป็นศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

ด้วยเหตุนี้ความสัมพันธ์ระหว่างจ้าวซื่อเลี่ยและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จึงยิ่งแน่นแฟ้นกว่าปกติ ช่วยขยายอิทธิพลของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่หยุดหย่อน

เยี่ยนจ้าวเกอและจ้าวซื่อเฉิงต่างก็เข้าใจซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี จึงไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้ ชายหนุ่มพูดขึ้นอย่างช้าๆ ว่า “จ้าวฮ่าวเป็นอะไรกันแน่ ข้าเองก็ไม่มั่นใจนัก แต่จากการคาดเดาของข้า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเขา น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ยอดฝีมือในอดีต เขาอาจจะได้รับการสืบทอดมาจากนักปราชญ์ระดับสูง เซียนกระบี่ตันหั่วาก็เป็นได้”

พูดถึงตรงนี้ ก็เพียงพอแล้ว

จ้าวซื่อเฉิงพยักหน้า ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “เชี่ยวชาญในวิชากระบี่ เชี่ยวชาญในวิชากลั่นโอสถ โอสถหมอกควันสลาย…อืม มีความเป็นไปได้จริงอย่างที่เจ้าว่า”

เขาเงยหน้ามองเยียนจ้าวเกอแวบหนึ่ง “หากข้าจำไม่ผิด มีคำร่ำลือกันว่าเซียนกระบี่ตันหั่วกับเขากว่างเฉิงมีความความสัมพันธ์ที่ไม่สู้ดีนัก ถูกต้องหรือไม่”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัด แต่มีเรื่องนี้อยู่จริง ไม่ผิดพะยะค่ะ”

“นอกจากนี้ ก็ไม่รู้ว่ายอดนักปราชญ์ได้ทิ้งข้อมูลใดไว้หรือไม่ และก็ไม่รู้เช่นกันว่าจ้าวฮ่าวสืบทอดอะไรจากตรงนั้นมาบ้าง จึงทำให้เขาเหมือนกับจะมองสำนักข้าเป็นศัตรูอยู่เล็กน้อย”

จ้าวซื่อเฉิงถอนหายใจครั้งหนึ่ง “ข้าฟังจากที่เบื้องล่างมารายงาน ก็รู้เรื่องนี้เช่นกัน”

“วางใจเถอะ ข้าจะจัดการแก้ปัญหาเอง หากไม่มีความคืบหน้าก็จะจัดการด้วยวิธีอื่น”

ไม่ต้องพูดถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเยียนตี๋ จ้าวซื่อเฉิงเองก็ไม่ปล่อยให้โอรสที่เห็นเขากว่างเฉิงเป็นศัตรูเป็นผู้สืบทอดของตนเช่นกัน

หากเป็นการทุ่มกำลังอบรมบ่มเพาะวรยุทธ์ นั่นเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว ทว่าตำแหน่งราชานั้นอย่าได้หวัง

เยี่ยนจ้าวเกอคำนับครั้งหนึ่ง “ท่านลุงมีวิธีการของท่านลุงเอง จ้าวเกอไม่กล้าพูดมาก เรื่องที่พูดคุยกันในวันนี้ก็เป็นการเสียมารยาทมากแล้ว”

จ้าวซื่อเฉิงโบกไม้โบกมือ “ไม่เป็นไรหรอก บิดาเจ้ามีบุตรเช่นเจ้า มีผู้สืบทอด นับเป็นบุญวาสนา ข้าก็ยังอิจฉาเขาเลย”

ชายหนุ่มเล็กน้อย “ข้าก็หวังว่าข้ากับพี่น้องทุกคน จะมีมิตรภาพที่แน่นแฟ้นเช่นท่านลุงกับท่านพ่อขอรับ”

ในฐานะที่เป็นราชาแห่งอาณาจักรคนหนึ่ง จ้าวซื่อเฉิงอาจจะใช้อารมณ์ตัดสินปัญหามากไปหน่อย

แต่ท่านลุงผู้นี้มีกัลยาณมิตรกับบิดาของตนเองมากพอแน่นอน และยังเป็นห่วงเป็นใยในตัวของเยี่ยนจ้าวเกอมากด้วย

จ้าวซื่อเฉิงและเยี่ยนจ้าวเกอคุยกันเป็นการส่วนตัว แน่นอนว่าเหยียนซวี่เองก็จับตามองอยู่

สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแปลง พลางเดินไปอีกด้านหนึ่งเพียงลำพัง

มีคนหนึ่งเดินตามหลังเหยียนซวี่ด้วยท่าทีกลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก “เยี่ยนจ้าวเกออยู่ระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลาง ดันเอาชนะเซียวเซิงที่เป็นปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายได้เสียนี่”

“หากเป็นเช่นนี้ ทางฝั่งลวี่เวิ่นเกรงว่าจะ…”

ฝีเท้าของเหยียนซวี่ชะงักไปครั้งหนึ่ง สีหน้าหม่นลงเล็กน้อย

ลวี่เวิ่น เป็นลูกศิษย์ที่สืบสายตรงจากฟางจุ่น อาจารย์ลุงรองของเยี่ยนจ้าวเกอ และเป็นผู้ที่โดดเด่นอยู่ในลำดับต้นๆ ของคนรุ่นเยาว์แห่งเขากว่างเฉิงเช่นเดียวกับชายหนุ่ม ทั้งยังถือว่าเป็นหน้าเป็นตาอีกด้วย

เขาอายุมากกว่าและเริ่มฝึกฝนวรยุทธ์มาก่อนเยี่ยนจ้าวเกอ ปัจจุบันอายุยี่สิบห้าปี รุ่นราวคราวเดียวกับเซียวเซิง

เขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน มีการบาดหมางกันมากทีเดียว

ก่อนจะเกิดความผิดปกติที่หุบเหวปราการมังกร ก็เป็นเยี่ยนจ้าวเกอที่สู้กับเฉาหยวนหลง ลวี่เวิ่นสู้กับเซียวเซิงมาโดยตลอด ทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีใครยอมใคร ต่างคนต่างก็มีดีเป็นของตนเอง

ขณะนี้ลวี่เวิ่นกำลังเข้าฌานอยู่ที่เขากว่างเฉิง เขาที่เป็นปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายเช่นเดียวกับเซียวเซิง การเข้าฌานครั้งนี้ก็เพื่อที่จะทดลองก้าวข้ามอุปสรรค บรรลุสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาให้ได้

ดูแล้วครั้งนี้ลวี่เวิ่นคว้าโอกาสเอาไว้ก่อน นำหน้าเซียวเซิงไปแล้วเล็กน้อย หากบรรลุถึงระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาได้ก่อนก้าวหนึ่งล่ะก็ นั่นก็เหมือนกับการเดินนำคนอื่นไปแล้วก้าวหนึ่งจริงๆ

แต่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า การถือกำเนิดที่ทรงพลังยิ่งกว่าของเยี่ยนจ้าวเกอนั้น ไม่เพียงเหนือหว่าเฉาหยวนหลงที่เป็นคนหนุ่มในรุ่นเดียวกัน บัดนี้ก็ยังชนะข้ามขั้นอีกด้วย

ระดับวรยุทธ์ของเขา ก็ยิ่งเข้าใกล้กับลวี่เวิ่นมากขึ้นเรื่อยๆ

หลังจากเหยียนซวี่เงียบไปนาน สีหน้าของเขาก็กลับมาเรียบนิ่งเช่นปกติ แล้วกล่าวอย่างเฉยชาว่า “ตอนนี้ทุกอย่างยังเร็วเกินไป”
บทที่ 69
บนหน้าผาแห่งหนึ่งไกลออกไปจากเมืองชมตะวัน มีคนจำนวนหนึ่งยืนมองเมืองชมตะวันอยู่เงียบๆ

แสงแดดตกกระทบไปยังร่างกายของทุกคน ทำให้ชุดคลุมสีทองของพวกเขาเจิดจ้าดึงดูดสายตา

ผู้นำคณะเป็นชายวัยกลางคน ซึ่งก็คือทะยานบูรพา หนึ่งในเจ็ดสุริยัน ผู้อาวุโสแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

ข้างกายของเขามีชายชราที่สวมชุดคลุมสีทองคนหนึ่งยืนอยู่ นั่นก็คือผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งถังตะวันออกของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้แล้วยังมีจอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนอื่นๆ อีกด้วย

ในกลุ่มคนมีชายหนุ่มสวมชุดขาวคนหนึ่งยืนอยู่ หนวดเคราปกคลุมไปทั่วทั้งใบหน้า มองดูอาจหาญไร้เทียมทาน แต่ดวงตาคู่หนึ่งกลับเต็มไปด้วยแววของความเยือกเย็นดุจอสรพิษ

สีหน้าของชายหนุ่มยังคงซีดเซียวอยู่บ้าง สายตาที่มองไปยังเมืองชมตะวันเปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้น

ซึ่งเขาก็คือเซียวเซิงนั่นเอง

บัดนี้ความคับแค้นในใจของเขาที่มีต่อเยี่ยนจ้าวเกอนั้น ไม่ได้น้อยไปกว่าที่มีต่อเฟิงอวิ๋นเซิงเลยแม้แต่นิดเดียว

เยี่ยนจ้าวเกอไม่เพียงแต่ทำให้เขาพ่ายแพ้ ทว่ายังทำให้เขาขายหน้าอย่างยิ่ง อีกทั้งก่อนหน้านี้ยังนำเรื่องที่เขาถูกเฟิงอวิ๋นเซิงเล่นงานช่วงล่าง ไปป่าวประกาศต่อหน้าธารกำนัลอีกด้วย

เซียวเซิงถูกฉีกหน้าอย่างไม่เหลือชิ้นดี

เรื่องที่เขาถูกเฟิงอวิ๋นเซิงทำร้าย ทางสำนักปิดเงียบมาโดยตลอด แม้แต่คนในเองก็รู้รายละเอียดเรื่องนี้น้อยนิดนัก

ทว่าบัดนี้กลับรู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง

ถึงแม้ว่าคนอื่นๆ จะไม่ได้มองเขาอยู่ ทว่าเซียวเซิงที่ในอยู่ในกลุ่มคนขณะนี้ ก็ยังรู้สึกได้ว่ารอบข้างมีแต่สายตาที่เต็มไปด้วยการดูถูกเยาะหยัน ทำให้เขารู้สึกคันยุบยิบเหมือนกับนั่งบนพรมเข็ม

ความรู้สึกร้อนรนและอับอายนี้ก็เปลี่ยนเป็นความแค้นใจทั้งหมด และไปรวมกันอยู่ที่ตัวของเยี่ยนจ้าวเกอนับไม่ถ้วน

ชายชราในชุดคลุมสีทองหันไปมองทะยานบูรพา “แจ้งไปทางสำนักให้ส่งยอดฝีมือมาอีก ปล่อยให้จบเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด”

“ปีที่แล้วเมิ่งหว่านทำมงกุฎจันทราหลุดมือไป ท่านเจ้าสำนักก็เข้าฌานมาไม่ยอมออกเสียที เห็นทีคงจะมีคนลืมไปแล้ว ว่าปัจจุบันนี้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ของเราต่างหาก ที่เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่ง!”

“อาณาจักรถังตะวันออกอยู่ที่นภาพิภพแล้วอย่างไรหรือ เพียงแค่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ของข้าพอใจ ก็ถล่มพวกมันให้ราบได้เช่นกัน”

คำพูดนี้มีเพียงเขาเท่านั้นที่พูดได้ ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่น คงจะเป็นการหมิ่นประมาทความสามารถของทะยานบูรพา ทำให้ประเขาไม่พอใจแน่

ทะยานบูรพายืนอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อน ฉายแสงเจิดจ้าราวกับดวงตะวัน

เขามองเมืองชมตะวันที่อยู่ไกลออกไปอย่างเงียบๆ “การวางแผนที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้เป็นอย่างไรบ้างแล้ว”

ชายชราในชุดคลุมสีทองส่ายหน้าอย่างช้าๆ “ยังไม่รอบคอบพอ”

“พวกเรายังเตรียมการยังไม่เรียบร้อย ฝั่งเขากว่างเฉิงเองก็เช่นกัน” ทะยานบูรพากล่าว

“แต่ความผิดปกติของหุบเหวปราการมังกรในครั้งนี้ กลับส่งเสริมพวกเรา อีกทั้งยังทำให้เรามีโอกาสที่จะทำสำเร็จ”

เส้นประสาทของชายชราชุดคลุมในสีทองพลันขมวดเกร็ง “หลักการนี้ไม่ผิด”

ฝ่ายทะยานบูรพาหันกลับไปมองเซียวเซิง “ข้าไม่สนปัจจัยอื่น เยี่ยนจ้าวเกอคิดจะอยู่เหนือเจ้า ดูแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากอะไร”

“ข้าด้อยกว่าเขาขอรับ” เซียวเซิงสูดหายใจเข้าลึก แล้วกล่าวตอบอย่างยากลำบาก

หนึ่งในเจ็ดสุริยัน ทะยานบูรพามองไปทางเมืองชมตะวันอีกครั้ง “เจ้าอยู่สูงกว่าเขาระดับหนึ่ง แต่ก็ยังสู้เขาไม่ได้ ถ้าหากอยู่ในระดับเดียวกันล่ะก็ ผลสุดท้ายก็เกรงว่าคงไม่ดีกว่าหยวนหลงเท่าไร”

เซียวเซิงกำหมัดแน่น พลางก้มศีรษะลง

“หากกล่าวเช่นนี้แล้ว เหมือนข้าได้เห็นจ่านตงเก๋ออีกคน และเยียนตี๋อีกคน กระทั่งศักยภาพก็อาจจะน่าทึ่งยิ่งกว่า” ทะยานบูรพากล่าวเสียงเรียบ

“น่าเสียดายจริงๆ ที่ต้นกล้างามเช่นนี้ กลับงอกอยู่ที่เขากว่างเฉิง”

“ถ้าสามารถตัดตอนมันก่อนที่จะเติบโตขึ้นมาได้ นั่นนับเป็นทางที่ดีที่สุด”

เซียวเซิงได้ยินดังนั้น ลมหายใจก็รัวเร็วขึ้นมาในทันที ทะยานบูรพาไม่แม้แต่จะหันกลับมา “อดทนรอไปก่อน เจ้าอาจจะมีโอกาสได้เชือดเยี่ยนจ้าวเกอด้วยมือของเจ้าเอง เพื่อลบล้างความอับอายให้กับตัวเอง”

“ได้ฆ่าเยี่ยนจ้าวเกอด้วยมือของข้าเอง เป็นสิ่งที่ข้าต้องการยิ่งนัก” ลมหายใจของเซียวเซิงเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งลง กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา


เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวลากับจ้าวซื่อเฉิงแล้วเดินจากไป เขาพบเข้ากับอาหู่ที่ยืนรออยู่ที่นั่น ฝ่ายอาหู่เดินมาด้านหน้า ยิ้มอย่างจริงใจแล้วพูดว่า “คุณชาย เป็นอย่างไรบ้างขอรับ”

ชายหนุ่มยักไหล่ “ศิษย์น้องเฟิงจะถูกส่งตัวกลับไปที่สำนัก ส่วนพวกเราจะอยู่ที่นี่ต่อ ข้ายังมีธุระต้องจัดการอีกหน่อย”

“เรื่องของศิษย์น้องหลิน ข้ากับเหยียนซวี่จะไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่ง เหยียนซวี่จะมอบสิ่งของที่อยู่ในมือของเขาให้คนที่เกี่ยวข้อง แต่ข้าคิดว่าเขาคงไม่ตายใจง่ายๆ หรอก”

เมื่อเขากล่าวถึงตรงนี้ ก็ออกคำสั่งเพิ่มอีกว่า “อาหู่ เรื่องที่ศิษย์น้องหลินถูกทำร้าย ให้คนคอยจับตาดูคำวิพากษ์วิจารณ์หน่อย หากมีการเปลี่ยนแปลงอะไร ให้มารายงานข้าทันที”

อาหู่เกาหัว “คุณชายขอรับ การเปลี่ยนแปลงแบบไหนหรือขอรับ”

“ทิศทางในตอนนี้ก็คือ ศิษย์น้องหลินเกิดอาการหึงหวงจึงมาเกาะแกะข้า แล้วข้ารู้สึกรำคาญจนทนไม่ไหว จึงพลั้งมือสังหารนาง” เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตาลง “หากทิศทางเปลี่ยนเป็นศิษย์น้องหลินยังมีความอาลัยอาวรณ์กับเยี่ยจิ่ง กลับสู่อ้อมกอดของเยี่ยจิ่งอีกครั้ง ข้าจึงโกรธแค้นจนสังหารนาง เช่นนั้นก็แสดงว่า…”

“เหยียนซวี่อาจจะหาตัวเยี่ยจิ่งพบแล้ว”

“หากข่าวลือออกไปเช่นนี้ แน่นอนว่าต้องทำลายชื่อเสียงของข้าอยู่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถทำลายความจริงของข้าได้ การแพร่กระจายข่าวลือออกไปเป็นเพียงการปูทางอีกขั้นหนึ่งเท่านั้น”

เยี่ยนจ้าวเกอพูดอย่างสบายใจว่า “ข้ามีลางสังหรณ์ว่าครั้งนี้เหยียนซวี่…คงคิดจะทำให้ข้ากลับไปที่สำนักอีกไม่ได้ตลอดกาล”

อาหู่ไม่ได้ยิ้มอีกแล้ว สีหน้าท่าทางเคร่งขรึมขึ้นมา “เขาคิดจะสังหารคุณชายหรือขอรับ”

“แต่เป็นเพราะเหตุใดกัน ไม่มีเหตุผลนี่ขอรับ คุณชายทำให้เขากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่หลายครั้ง แม้ว่าเขาจะโกรธเกรี้ยว แต่ก็คงไม่ถึงกับจะเกิดความคิดจะฆ่าจะแกงกันนี่ขอรับ”

“อย่างไรเสียคุณชายกับศิษย์รุ่นหลังทั่วไปก็แตกต่างกัน อย่าบอกนะว่าเป็นท่านผู้อาวุโสฟาง…”

ชายหนุ่มเกิดความลังเลพลางกล่าวว่า “ไม่ใช่ความต้องการของท่านลุงรองหรอก น่าจะเป็นความคิดของเหยียนซวี่เอง หรืออาจจะเป็นข้าที่รู้สึกไปเอง แต่การตายของศิษย์น้องหลินครั้งนี้ เหยียนซวี่มีพฤติกรรมแปลกๆ ไป”

อาหู่กล่าวด้วยเสียงต่ำว่า “เขาเสียสติไปแล้วหรือ นี่มันจะเกินไปแล้วนะขอรับ”

“ศักยภาพที่คุณชายแสดงออกมาในขณะนี้ก็เหนือกว่าคนรุ่นเดียวกันแล้วนะขอรับ ท่านผู้อาวุโสฟางคงจะหาศิษย์รุ่นหลังที่จะต่อกรกับท่านได้ยากนัก”

“หากเกิดสิ่งใดขึ้นกับท่าน อย่าว่าแต่นายท่านเลย ท่านเจ้าสำนักก็คงจะไม่ปล่อยเขาไว้แน่!”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “แน่นอนว่าเขาคงไม่ยอมแบกรับไว้เองอยู่แล้ว เจ้าเยี่ยจิ่งนั่นเหมาะจะเป็นแพะรับบาปที่สุดอย่างไรเล่า”

อาหู่แสยะยิ้ม แล้วเปิดปากว่า “ลำพังแค่เจ้าเยี่ยจิ่งนั่นหรือจะสังหารคุณชายได้”

ชายหนุ่มแบมือทั้งสองข้างออก “นี่ก็เพิ่งจะเกิดปัญหากับคนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ไปหมาดๆ ไม่ใช่หรือ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีหัวหน้าค่ายชื่อหลิง และเฒ่ามารหัวขวานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าเยี่ยจิ่งนั่นอีกด้วย”

“หากข้าสิ้นชีพในมือของมหาปรมาจารย์เหล่านั้น นั่นคงเป็นจุดจบที่สมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว”

“หากจำเป็นต้องให้เหยียนซวี่ลงมือเอง มหาปรามาจารย์ที่พูดถึงไปนั้น ไม่ว่าใครก็มีความสามารถและความตั้งใจที่จะเล่นงานข้าให้บาดเจ็บสาหัสได้ เขานำมาบังหน้าได้ทั้งนั้น จากนั้นก็ให้เยี่ยจิ่งแทงข้าดาบสุดท้ายอีกหนหนึ่ง”

“หากเหยียนซวี่คิดจะสังหารข้า ก็ง่ายกว่ามหาปรมาจารย์ภายนอกพวกนี้เยอะ”

“เมื่อท่านผู้อาวุโสฉินมาแล้ว และหยุดยั้งคนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว แต่กลับกันคนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ได้เบี่ยงเบนความสนใจของท่านผู้อาวุโสฉินไปแล้วเช่นกัน”

“ด้วยเหตุนี้เหยียนซวี่จึงมีโอกาสที่จะเคลื่อนไหวได้”

อาหู่พูดอย่างจริงจังว่า “คุณชาย ข้าขอเสนอท่านอย่างจริงจังว่า ให้ท่านกลับไปที่สำนักพร้อมกับแม่นางเฟิงเลยเถิดขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอถอนหายใจออกยาวๆ แล้วเอามือไขว้หลัง เดินไปยิ้มไป พลางกล่าวว่า “อาหู่ ไม่ปิดบังเจ้านะ ข้ากำลังพิจารณาข้อเสนอที่เจ้ากล่าวมาอย่างจริงจัง ตั้งแต่เมื่อครู่จนถึงขณะนี้”

“แต่ว่าไม่ใช่เพื่อความปลอดภัยของตัวข้าเอง แต่เป็นพวกเจ้าที่ติดตามอยู่ข้างกายข้า ไม่ให้ถูกลากลงเหวไปด้วยกัน”

“หากพูดจากตัวข้าเองล่ะก็…” ใบหน้ายิ้มแย้มของเยี่ยนจ้าวเกอเริ่มเยือกเย็นลง “แม้ว่าเหยียนซวี่จะไม่จัดการข้า แต่ข้าก็ยังอยากจะจัดการเขาเสียเหลือเกิน!”

“คราวนี้แตกต่างจากเหวินหนิงจือหรือชุยซินก่อนหน้านี้ คิดอยากจะกำจัดผู้อาวุโสคุมการณ์คนหนึ่ง โอกาสไม่ได้มีบ่อยๆ”

ชายหนุ่มหัวเราะเหอะๆ “แต่ในทางกลับกัน การกำจัดผู้อาวุโสคุมการณ์คนหนึ่ง ความเสียหายทางฝั่งอาจารย์ลุงรอง ก็จะไม่ใช่สิ่งที่ผู้อาวุโสปฏิบัติกิจสองคนจะสามารถเทียบได้แน่นอน”

อาหู่กะพริบตาปริบๆ “คุณชาย นี่ท่านกำลังเล่นกับไฟอยู่นะขอรับ ไม่แน่ว่าอาจจะแผดเผาตนเองไปด้วยก็ได้”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ “บนโลกใบนี้มีเรื่องที่ไม่ต้องเสี่ยงเลยสักนิดที่ไหนกัน”

ไม่นานนัก ยอดฝีมือระดับสูงที่มาจากสำนักเขากว่างเฉิงก็เดินทางมาถึงเมืองชมตะวัน

หลังจากที่ได้พูดคุยกันอีกครั้งหนึ่งแล้ว ท้ายที่สุดเยี่ยนจ้าวเกอก็ยังคงอยู่ที่ถังตะวันออกต่อ ส่วนเฟิงอวิ๋นเซิงนั้นก็ตามผู้ที่เดินทางมากลับไปยังเขากว่างเฉิง

“กลับไปพักฟื้นรักษาบาดแผลและเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเถอะ รอให้ข้ากลับไปที่สำนัก ฝันร้ายของเจ้าก็จะเริ่มขึ้น” เยี่ยนจ้าวเกอมองเฟิงอวิ๋นเซิงด้วยรอยยิ้มตาหยี “สิ่งที่กำลังรอเจ้าอยู่เป็นความทุกข์ทรมานเกินกว่าที่เจ้าคาดถึง”

เฟิงอวิ๋นเซิงเลิกคิ้ว ยิ้มพลางเอ่ยถามว่า “ทุกข์ทรมานแค่ไหนกัน”

เยี่ยนจ้าวเกอดีดนิ้วครั้งหนึ่ง “ก็ประมาณ…เจ้าจะรู้สึกว่าการถูกไล่ฆ่าจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก่อนหน้านี้ แท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสบายเลยทีเดียว”
บทที่ 70
เฟิงอวิ๋นเซิงมียอดฝีมือแห่งเขากว่างเฉิงพากลับไปที่สำนักพร้อมกัน

คำนวณถึงปัญหาที่รุนแรงขึ้นกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แล้ว เพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉิน ยอดฝีมือของเขากว่างเฉิงที่มาในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งอยู่ช่วยผู้อาวุโสฉินดูแลความสงบของของเกาะนภาตะวันออก และอาณาจักรถังตะวันออก รับมือกับการแก้แค้นของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่อาจเกิดขึ้นหลังจากนี้

เมื่อส่งเฟิงอวิ๋นเซิงแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็กลับไปยังที่พักของตน ขณะที่เดินกลับก็คิดไตร่ตรองไปด้วย

ครั้งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์หนักเอาการ พลังความสามารถและศักยภาพของตนที่แสดงออกมาในระยะนี้ก็ค่อนข้างจะยอดเยี่ยม สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เกินกว่าครึ่งจะต้องจับจ้องตนเองเป็นแน่

ยิ่งไปกว่านั้น ข้างกายก็ยังมีเหยียนซวี่ที่คอยเฝ้าระแวดระวังไม่วาง

เยี่ยนจ้าวเกอบรรลุเพียงระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลาง ยังเอาชนะเซียวเซิงที่อยู่ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายได้ ฉะนั้นในตอนนี้กลุ่มจอมยุทธ์ชุดดำจึงไม่ได้ติดตามอยู่ข้างกายของเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว

ในฐานะที่เป็นผู้คุ้มกัน พวกเขาไม่สามารถทำหน้าที่ได้มากพอ กลับกันอาจจะพาเจ้านายลงเหวพร้อมกันด้วยซ้ำ ถึงเวลานั้นใครจะปกป้องใครกันแน่

แต่ว่าจอมยุทธ์ชุดดำกลุ่มนั้นก็ไม่ได้ออกจากอาณาจักรถังตะวันออกในทันที พวกเขายังคงอยู่ที่นี่ต่อไป รอฟังคำสั่งจากเยี่ยนจ้าวเกออยู่ตลอดเวลา

หลังจากนั้นไม่นาน กลุ่มของผู้อาวุโสฉินและเยี่ยนจ้าวเกอก็มุ่งหน้าไปยังเมืองใกล้ปราการ

ที่นั่น เยี่ยนจ้าวเกอและคนอื่นๆ ได้เห็นร่างไร้วิญญาณของหลินอวี้เสา

ถึงตอนนี้แล้ว เยี่ยนจ้าวเกอเพิ่งจะได้เห็นใบหน้าของหลินอวี้เสาจริงๆ เป็นครั้งแรก ซึ่งไม่ใช่การมองภาพนิ่งที่อยู่ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม

เหมือนอย่างเช่นที่เหยียนซวี่พูดไว้ บาดแผลบนร่างกายของนาง เกิดจากการใช้วิชาฝ่ามือดุสิตของปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะแรก

พลังเพลิงไฟสีม่วงของฝ่ามือดุสิตกระจายไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย

…และอำพรางร่องรอยอื่นๆ ไว้ด้วยเช่นกัน

“หญิงงามชะตาสั้น…” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวนิ่งๆ

เมื่อผละออกมาจากร่างของหลินอวี้เสา เยี่ยนจ้าวเกอก็เงยหน้ามองท้องฟ้า ‘เยี่ยจิ่ง มาถึงขั้นนี้แล้วจริงๆ หรือ’

‘โอ๊ะ ตอนนั้นที่บึงน้ำแข็ง เหมือนเขาจะได้รับบาดเจ็บอีกครั้ง หากยังใช้วิชาลับนั่นรักษาอาการบาดเจ็บต่อไปอีกล่ะก็ จิตใจของเขาต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงขึ้นอีกแน่’

‘หากเป็นเช่นนี้ก็มีโอกาสที่จะยิ่งฉุนเฉียว ยิ่งดุร้ายมากขึ้นแน่นอน’

สายตาของเยี่ยนจ้าวเกอพลันเยือกเย็น ‘ในเมื่อเจ้าจะตัดทางโลกจริงๆ แล้วล่ะก็ ข้าก็ส่งเจ้าในวาระสุดท้ายด้วยมือข้าเองก็แล้วกัน’

เมื่อกลับถึงที่พัก อาหู่ที่อยู่ข้างๆ ก็พูดเสียงเบาว่า “คุณชายขอรับ”

ทันทีที่เห็นใบหน้าที่ดูเหมือนจะจริงใจ แต่ความจริงกลับมีลับลมคมนัยของอาหู่ เยี่ยนจ้าวเกอก็กลอกตาขาวครั้งหนึ่ง

ชายหนุ่มมองตามสายตาของอาหู่ พบหญิงสาวรูปร่างสะโอดสะองคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ข้างทาง

“ศิษย์น้องซือคง เจ้าออกฌานแล้วหรือ” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยถาม “ดูจากท่าทางของเจ้าแล้ว ข้ามผ่านจุดขวางกั้นได้สำเร็จ บรรลุถึงระดับปรมาจารย์แล้วสินะ”

หญิงสาวคนนั้นก็คือซือคงจิง ที่เย็นชาและเด็ดเดี่ยวเป็นที่สุด

นางโค้งคำนับให้กับเยี่ยนจ้าวเกออย่างหนักแน่นครั้งหนึ่ง “ก่อนหน้านี้ได้รับคำชี้แนะจากศิษย์พี่เยี่ยน หลังจากออกฌานแล้ว จึงมาเพื่อกล่าวขอบคุณโดยเฉพาะ”

“เรื่องของศิษย์น้องหลิน ข้าก็ได้ยินมาแล้ว ขอแสดงความเสียใจกับศิษย์พี่เยี่ยนด้วย”

เยี่ยนจ้าวเกอโบกมือ “ข้าไม่เป็นไร ขอบใจเจ้าที่เป็นห่วง”

เมื่อกล่าวจบ เยี่ยนจ้าวเกอก็มองหน้านางอย่างพินิจพิจารณา “ไม่เลวเลย ปรมาจารย์รุ่นเยาว์อายุสิบหกปี ที่สำนักเราก็ถือว่าพบได้ยาก ศิษย์น้องซือคงจิตใจแน่วแน่เสียจริงๆ”

“แต่ก็อย่าได้วางใจนักล่ะ เจ้าน่าจะรู้ดีว่าเมิ่งหว่านแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ตอนที่อายุสิบห้าก็เป็นปรมาจารย์แล้ว”

สีหน้าท่าทางซือคงจิงสงบนิ่ง แววตามุ่งมั่นแน่วแน่ “เจ้าค่ะ ข้าทราบดี”

“ไม่โอหัง ไม่ฉุนเฉียว ดีมาก” เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า “เจ้ามีใจฝักใฝ่ในการฝึกฝน จิตใจมั่นคงแน่วแน่ ดังนั้นข้าก็ไม่กลัวที่จะพูดกับเจ้าตรงๆ นอกจากเมิ่งหว่านแล้ว สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ยังมีอีกคนหนึ่ง ที่เข้าสู่ระดับปรมาจารย์ตอนที่อายุยังไม่ถึงสิบหกปีบริบูรณ์เช่นกัน”

“แต่บัดนี้นางได้เข้ามาเป็นศิษย์ในสำนักของเราแล้ว”

ซือคงจิงพูดนิ่งๆ ว่า “หวังว่าจะได้แลกเปลี่ยนวิชากับนางบ่อยๆ คิดว่าข้าคงได้ประโยชน์ไม่น้อย”

เยี่ยนจ้าวเกอมองนาง จู่ๆ ก็เผยรอยยิ้มออกมา “แต่นางกับเมิ่งหว่านเป็นสตรีจันทราเหมือนกัน สถานการณ์ค่อนข้างจะพิเศษ เพื่อให้มีผลในการทดสอบจันทรากาย สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ใช้วิธีบางอย่างจึงประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว”

“เมื่อเป็นเช่นนี้ ภายหลังจึงมีรากฐานไม่มั่นคง ทำให้ตอนที่ฝึกฝนเริ่มแรกเร็วภายหลังช้า”

“แต่ด้วยพื้นฐานของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และสำนักของเรา ต่อให้ในอนาคตความเร็วในการฝึกฝนของพวกนางลดลง แต่นั่นก็เป็นแค่การเปรียบเทียบระหว่างพวกนางเท่านั้น อย่างไรก็ยังคงเร็วกว่าคนส่วนมาก อีกทั้ง…”

ซือคงจิงฟังคำพูดของเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว จึงพูดต่ออย่างเฉยเมยว่า “อีกทั้งมงกุฎจันทรายังมีส่วนช่วยยกระดับการฝึกฝนของสตรีจันทราอีกด้วย”

“หลังจากที่เมิ่งหว่านชนะการการประลองแห่งจันทราครั้งแรก ในช่วงเวลาหนึ่งปีที่ครอบครองมงกุฎจันทรานั้น ระดับวรยุทธ์ของนางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เร็วกว่าปกติมาก”

“ศิษย์พี่ท่านนั้นที่อยู่เมืองทะเลมรกต ชนะเมิ่งหว่านในการจันทรากายครั้งที่สอง หลังจากที่เริ่มครอบครองมงกฏหยิน ระดับวรยุทธ์ของนางก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน”

แววตาของซือคงจิงแน่วแน่ ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย “ขอบพระคุณศิษย์พี่เยี่ยนที่ชี้แนะ ข้าจะไม่เกียจคร้านเป็นแน่”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย “ดีมาก ตอนนี้เจ้าก็อยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะต้นแล้ว ต่อจากนี้ก็ต้องอาศัยปราณจิตราที่ฝึกฝนได้ในขั้นแรก เบิกทางให้กับจุดลมปราณทั่วทั้งร่างกาย”

“หลังจากที่สำเร็จแล้ว ก็จะบรรลุสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะกลาง จากนั้นก็ใช้ปราณจิตราชำระล้างอวัยวะภายในทั้งหมด เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายอีกขั้นหนึ่ง”

“เมื่อใดที่เจ้าสามารถใช้ปราณจิตราสร้างเป็นกำแพงปราณขึ้นภายในร่างกายของตนเองได้ นั่นก็นับว่าเจ้าไปถึงระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะท้ายแล้ว ด้านระดับความแข็งแรงของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีหรือการป้องกันก็จะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก และเตรียมตัวสำหรับการบุกเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอก”

“ค่อยๆ ก้าวไปทีละก้าวอย่างมั่นคง ข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้”

ซือคงจิงพยักหน้า “ข้าจะพยายาม รบกวนศิษย์พี่เยี่ยนแล้ว”

หลังจากทั้งสองบอกลากัน เยี่ยนจ้าวเกอมองแผ่นหลังที่จากไปของซือคงจิง โดยไม่ปริปากพูดอยู่นาน

อาหู่จึงก้าวมาด้านหน้า ยิ้มอย่างซื่อๆ ครั้งหนึ่ง “คุณชายขอรับ แม่นางหลินเพิ่งจากไป ท่านก็จะกินแม่นางซือคงแล้วหรือ นี่ค่อนข้างจะไม่เหมาะสมนะ…”

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เจ้าอย่าคิดแต่เรื่องไม่เป็นเรื่องจะได้หรือไม่”

“เช่นนั้นเหตุใดคุณชายถึงใช้สายตาเช่นนั้นมองแม่นางเล่า” อาหู่ถามพลางเกาหัว

ชายหนุ่มหรี่ดวงตาลงเล็กน้อย “อาจจะเป็นความรู้สึกผิดของข้าเอง หลังจากที่ซือคงจิงเป็นปรมาจารย์ได้สำเร็จ ก็ราวกับถอดร่างเปลี่ยนกระดูกอย่างไรอย่างนั้น บนร่างกายของนางเกิดการเปลี่ยนแปลงที่พลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน”

“แม้ว่าจอมยุทธ์ระดับหลอมกายถึงระดับปรมาจารย์จะเป็นคูธรรมชาติ หลังจากที่ข้ามผ่านไปก็เป็นพื้นฟ้าผืนใหม่”

“แต่การเปลี่ยนแปลงของศิษย์น้องซือคงนั้นกลับใหญ่มากกว่านั้นอีก เพียงแต่ความรู้สึกนี้มันเลือนรางมาก”

อาหู่มองแผ่นหลังที่หายไปนานแล้วของซือคงจิง แล้วพูดอย่างแปลกใจว่า “คุณชายขอรับ นอกจากบรรลุถึงขั้นปรมาจารย์แล้ว ข้าก็ยังมองไม่เห็นว่านางมีการเปลี่ยนแปลงอะไรอย่างอื่นเลย”

เยี่ยนจ้าวเกอเบะปาก “อาจจะเป็นเช่นนั้น”

“จริงสิ ก่อนหน้านี้ที่สั่งให้เจ้าส่งคนสะกดรอยตามจ้าวฮ่าวนั่น ตอนนี้มีรายงานอะไรบ้างหรือไม่”

“ตอนนี้ยังไม่มีการเคลื่อนไหวขอรับ ดูๆ แล้วเหมือนจะประพฤติตัวเรียบร้อยมากกว่าที่พวกท่านพูดมากเลยทีเดียว” อาหู่เอ่ยตอบ

ชายหนุ่มพยักหน้า “จับตามองต่อไป แต่อย่าไปยุ่งกับคนของถังตะวันออกล่ะ”

พักเรื่องของพวกเขาไว้ก่อน หลังจากที่เยี่ยนจ้าวเกอกลับไปยังที่พักแล้ว เขาก็หยิบน้ำเต้าหิมะเก้าสมบัติที่ได้มาจากผู้อาวุโสฉินออกมา

เดิมทีสรรพคุณของของสิ่งนี้คือเอาไว้เก็บรักษาสิ่งของอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมุนไพรวิเศษและโอสถวิเศษบางอย่าง

มีโอสถวิเศษบางอย่างเมื่อถูกเก็บมา ปราณวิญญาณก็จะสลายไปอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นของไร้ค่า ทว่าเมื่อตอนนี้มีน้ำเต้าหิมะเก้าสมบัติเช่นนี้ ก็จะไม่ถึงกับต้องสูญสิ้นไปหมดทุกอย่าง

เยี่ยนจ้าวเกอดึงจุกปิดน้ำเต้าออก จากนั้นก็นำหินหยกที่ผนึกจิตมังกรน้ำแข็งออกมา

พลังของจิตมังกรน้ำแข็งถูกเยี่ยนจ้าวเกอดูดเก็บเอาไว้แล้วส่วนหนึ่ง และขณะนี้เยี่ยนจ้าวเกอก็ดูดมันเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง

ในขณะที่จิตมังกรน้ำแข็งลำเลียงเข้าสู่ร่างกายอยู่นั้น ปราณจิตราภายในร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอก็เคลื่อนไหวไปมาไม่หยุด

ด้วยความช่วยเหลือจากคัมภีร์นภาไร้ขอบเขต เขาทำภารกิจที่จอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ยากจะทำให้สำเร็จได้ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ความเร็วในการฝึกฝนวรยุทธ์ของตนเองเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ทว่าครั้งนี้ในขณะที่เยี่ยนจ้าวเกอกำลังฝึกฝนอยู่ มือข้างหนึ่งของเขาวางทับไว้บนน้ำเต้าหิมะเก้าสมบัติ

จิตมังกรน้ำแข็งเคลื่อนไหวสลับไปมาระหว่างหินหยก ภายในร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอ และน้ำเต้า

ไอเย็นจากน้ำเต้าหิมะเก้าสมบัติค่อยๆ แผ่กระจายออกไปอย่างเข้มข้น ด้านในน้ำเต้าเริ่มมีเสียงมังกรคำรามดังขึ้นเลือนราง

ขณะที่ทุกอย่างอยู่ในความคลุมเครือ ก็มีเงาของมังกรสีขาวปรากฏขึ้นด้านหน้าของน้ำเต้า

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย “กระสุนมังกรน้ำแข็งคำราม สำเร็จแล้ว”