61-65

บทที่ 61
เมื่อผู้อาวุโสฉินออกคำสั่ง เหยียนซวี่พลันชะงักไป ก่อนที่เขาจะพยักหน้า ปล้วลุกขึ้นแล้วเดินออกไปข้างนอก

เฟิงอวิ๋นเซิงคำนับให้กับผู้อาวุโสฉินครั้งหนึ่ง “ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสเจ้าค่ะ”

ผู้อาวุโสฉินโบกไม้โบกมือ “สาวน้อย เรื่องของเจ้าใหญ่หลวงนัก ข้าเองก็ไม่สามารถตัดสินได้เองทั้งหมด ต้องรอการตัดสินสุดท้ายจากทางสำนัก”

“เจ้าค่ะ ข้าเข้าใจดี” เฟิงอวิ๋นเซิงหันหน้ากลับไปมองเยี่ยนจ้าวเกอ แล้วพูดเสียงเบาว่า “ขอบคุณ”

นามของ ‘หุบเขาผนึกเวหา’ นางที่เดิมเป็นศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็เคยได้ยิน

ที่แห่งนั้นเป็นสถานที่ที่เขากว่างเฉิงใช้ลงโทษกักขังนักโทษความผิดร้ายแรง ซึ่งมีแต่คนป่าเถื่อนอำมหิตที่รอการประหาร หรือไม่ก็เป็นคนของเขากว่างเฉิงที่กระทำความผิดมหันต์ ถึงจะถูกกักขังเอาไว้ภายในหุบเขา

ตามคำร่ำลือ ที่แห่งนั้นมองไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน สภาพแวดล้อมเลวร้ายยิ่งกว่าหุบเหวปราการมังกรเสียอีก

ตั้งแต่เขากว่างเฉิงก่อตั้งขึ้น ยังไม่เคยมีคนที่ถูกนำไปขังไว้ที่หุบเขาผนึกเวหา แล้วสามารถหนีออกมาด้วยตนเองได้เลย

เยี่ยนจ้าวเกอมองนางแวบหนึ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ข้ามั่นใจในตัวเอง”

เฟิงอวิ๋นเซิงตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ใช่ ข้าเชื่อใจท่านน้อยเกินไป เป็นความผิดของข้าเอง ครั้งหน้าข้าจะระวัง”

“ครั้งหน้าข้าจะพูดว่า ‘เยี่ยมมาก ก็รู้อยู่แล้วว่าท่านพึ่งพาได้!’”

ชายหนุ่มตอบอย่างเถียงต่อไปไม่ได้ว่า “สำรวม สำรวม”

ด้านนอกที่พักอาศัยในตอนนี้ แสงสีทองอร่ามราวดวงอาทิตย์ลอยอยู่เหนือถนนใหญ่ ทำให้พื้นดินโดยรอบร้อนระอุขึ้นมาจนยากจะต้านทานไหว ผู้คนที่สัญจรไปมาต่างพากันถอยหนี

ผู้ที่เคยพบเจอมาก่อนต่างก็รู้ดี ว่านั่นคือท่านผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งถังตะวันออกของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

ท่าทีราวกับยกทัพมาตีของเขาในตอนนี้ มีจุดประสงค์เพื่อตรงมายังสถานที่ทำการของผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งถังตะวันออกของเขากว่างเฉิง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองเกิดความขัดแย้งขึ้นอีกแล้ว

ที่ถังตะวันออก เรื่องเช่นนี้ปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยครั้งนัก ทว่าโดยส่วนมากจะเป็นการประมือกันอย่างเงียบๆ

แต่ตอนนี้กลับมีผู้อาวุโสคุมการณ์ของอีกสำนักหนึ่งมาเยือน ท่าทีดุเดือดขุ่นเคืองอีกด้วย

“การประมือของทั้งสองฝ่ายได้ยกระดับขึ้นแล้ว คงไม่ได้จะออกมือปะทะกันที่เมืองชมตะวันหรอกใช่หรือไม่ การประมือของมหาปรมาจารย์สองคน เห็นทีเพียงแค่ควันหลงก็สามารถทำให้พื้นราบเป็นหน้ากลองได้แล้ว!”

หลายคนรู้สึกเป็นกังวลอยู่ในใจ

ท่ามกลางแสงสีทองนั้น มีเสียงที่เดือดดาลลอดผ่านออกมา “เหยียนซวี่ ข้ารู้ว่าเจ้าเด็กแซ่เยี่ยนนั่นกลับมาแล้ว!”

“เขาปกป้องลูกศิษย์หลบหนีของสำนักข้า และยังทำให้ลูกศิษย์ที่รับหน้าที่ออกตามจับได้รับบาดเจ็บด้วย!”

“เขากว่างเฉิงของเจ้าสั่งสอนคนไม่เป็น เช่นนั้นข้าจะช่วยสั่งสอนแทนก็แล้วกัน!”

“รีบส่งตัวเยี่ยนจ้าวเกอกับหญิงชั่วนั่นมา มิเช่นนั้นข้าจะพังที่นี่เสีย!”

เสียงที่นิ่งสงบของเหยียนซวี่ดังขึ้นจากด้านในตำหนัก “ศิษย์สำนักข้าจะอยู่แห่งหนใด ข้าไม่มีความจำเป็นจะต้องบอกเจ้า สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าทำคนหายเอง ก็ไปตามหาเอาเองสิ เกี่ยวอะไรกับสำนักของข้าเล่า?”

“ที่นี่ไม่มีคนที่เจ้าต้องการ อย่ากล่าวหาใส่ความตามใจชอบสิ แต่ถ้าเจ้าคิดจะหาเรื่อง ข้าก็ยินดีอยู่เป็นเพื่อน”

ในแสงสีทองราวกับแสงของดวงอาทิตย์ค่อยๆ ปรากฏของเขาคนผู้หนึ่งขึ้น เป็นชายชราหน้าเหลี่ยมหูใหญ่ใส่ชุดสีทอง

เขาจ้องมองตำหนักที่อยู่ด้านล่าง แสยะยิ้มพลางกล่าวว่า “เล่นงานคนของสำนักศักดิ์สิทธิ์ของข้าจนบาดเจ็บ ปกป้องคนทรยศสำนักข้า บัดนี้เขากว่างเฉิงช่างอาจหาญยิ่งนัก”

“ดูเหมือนพวกเจ้าคงจะลืมไปแล้ว ว่าหากไม่ใช่เพราะสำนักของข้ายอมอ่อนข้อให้ เขากว่างเฉิงของเจ้าก็คงจะดับสูญไปเสียตั้งนานแล้ว!”

เยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ในห้องโถงได้ยินดังนั้น ก็หัวเราะเยาะเสียงหนึ่ง “อวดอ้างเสียใหญ่โต”

ครั้งแรกที่โลกปีศาจอัคคีเข้ารุกรานแล้วถูกไล่กลับไป จ่านตงเก๋อ ผู้สะเทือนสวรรค์ได้สิ้นชีพลง ในบรรดาดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เขากว่างเฉิงได้รับความเสียหายมากที่สุด ดังนั้นจึงทำให้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นมีโอกาสตีเสมอขึ้นมา

มีบางคนศรัทธาในความเสียสละของจ่านตงเก๋อและเขากว่างเฉิง ทว่าก็มีบางคนที่ประสงค์ร้ายคิดจะถือโอกาสคนล้มแล้วเหยียบซ้ำ

โชคยังดีที่ตอนนั้นเขากว่างเฉิงมีผู้ที่มีความสามารถรุ่นต่อรุ่นคนหนึ่ง ที่ก่อนหน้านั้นเต็มใจสนับสนุนช่วยเหลือจ่านตงเก๋อ และถูกแสงสว่างของจ่านตงเก๋อบดบังไว้ได้เสนอตัวออกมา

บุคคลผู้นี้มีนามว่าจ่านซีโหลว บุรุษเทียมสวรรค์ น้องชายท้องเดียวกันของจ่านตงเก๋อ และยังเป็นเจ้าสำนักเขากว่างเฉิงต่อจากจ่านตงเก๋ออีกด้วย

หลังจากที่จ่านตงเกอสิ้นชีพไป จ่านซีโหลวก็รับหน้าที่เป็นเจ้าสำนักแต่เพียงผู้เดียว อีกทั้งยังแสดงความสามารถอันน่าทึ่งออกมา

และเป็นเพราะการปรากฏกายอย่างไม่ทันตั้งตัวของจ่านซีโหลว เขากว่างเฉิงที่เพิ่งผ่านการรุกรานครั้งแรกของปีศาจอัคคี และอยู่ในสถานการณ์ที่ทั้งสำนักกำลังได้รับความเสียหายอย่างหนัก จึงยังไม่ล่มสลายลง อีกทั้งยังสามารถข้ามผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดไปได้

จ่านตงเก๋อและจ่านซีโหลวได้กลายเป็นคู่พี่น้องที่มีชื่อเสียงมากที่สุด และเป็นตำนานของโลกแปดพิภพ หลังจากเกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่

หลังจากปีศาจอัคคีเข้ารุกรานครั้งนั้น อาจารย์ปู่สุริยันศักดิ์สิทธิ์ ผู้บัญชาการสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ในขณะนั้นแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งกำลังปะทะกับจ่านซีโหลวและเขากว่างเฉิงไม่หยุดหย่อน

เขากว่างเฉิงที่อยู่ภายใต้การบัญชาของจ่านซีโหลวก็เก็บซ่อนความสามารถของตนเอง คอยเฝ้าระวังและเริ่มสั่งสมกำลังขึ้นใหม่อย่างลับๆ แต่ก็ทำอย่างประมาณตน ไม่เคยให้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เอาเปรียบได้เลยสักครั้ง

หลังจากนั้นอาจารย์ปู่สุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็สละตำแหน่งเจ้าสำนักให้กับรุ่นหลัง แล้ะไม่มีข่าวคราวของเขาอีกเลย

ส่วนจ่านซีโหลวนั้น เขาก็สิ้นใจไปในสงครามกับปีศาจอัคคีอีกครั้ง เช่นเดียวกับพี่ชายที่หลั่งโลหิตเพื่อโลกแปดพิภพจนหยดสุดท้าย

ทว่าเนื่องด้วยความพยายามของจ่านซีโหลว เขากว่างเฉิงก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคงได้อีกครั้ง ไม่ตกอยู่ในสภาวะเคว้งคว้างไหวหวั่นดังเช่นก่อนหน้านี้

ส่วนสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ในระยะนี้ ด้วยการพัฒนาและขยายอำนาจไม่หยุด ในที่สุดสำนักก็ได้อยู่เหนือเขากว่างเฉิง และกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งแห่งใหม่

เยี่ยนจ้าวเกอยักไหล่ “หากอาจารย์ปู่สุริยันศักดิ์สิทธิ์นั่นยังอยู่ล่ะก็ ขอเชิญให้ปรากฏตัวด้วย บัดนี้นับวันการจู่โจมจากปีศาจอัคคียิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โลกแปดพิภพกำลังต้องการยอดฝีมือเช่นนี้อยู่”

ร่างกายของเหยียนซวี่ปรากฏขึ้นเหนือตำหนัก สายตาสบกับผู้อาวุโสในชุดสีทองแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ “พังทลายเขากว่างเฉิงของข้าอย่างนั้นหรือ? ถ้าคิดว่าทำได้ล่ะก็ เช่นนั้นก็มาลองดูสิ”

ชายชราในชุดสีทองยิ้มอย่างเย็นชา แล้วกล่าวว่า “หากไม่ใช่เพราะทางสำนักไม่อนุญาต ข้าคงจัดการทำลายสำนักของเจ้าไปนานแล้ว แต่วันนี้ข้าจะกำจัดเจ้าก่อนก็แล้วกัน!”

ขณะที่ปราณจิตราทั่วร่างกายของเขากำลังไหลทะลัก ก็มีแสงสีทองปกคลุมเอาไว้อีกครั้ง

แสงสีทองนั้นไม่ได้ดูเหมือนแสงตะวันลวงตาเหมือนอย่างเซียวเซิงและเฉาหยวนหลง แต่เป็นตัวของเขาที่แปรเปลี่ยนไปเป็นพระอาทิตย์ที่ส่องสว่างไปไกล

ความชื้นที่อยู่ในพื้นดินโดยรอบระเหยกลายเป็นไอจนหมดสิ้น หน้าดินบนถนนหนทางเริ่มแตกระแหง ต้นไม้ใบหญ้าต่างก็ไหม้เกรียมเหี่ยวแห้ง

ภายใต้อุณหภูมิที่สูงลิ่ว ทัศนียภาพพลันบิดเบือนไป

สีหน้าของเหยียนซวี่เย็นชา แววตาจริงจัง เขายกมือทั้งสองขึ้นขนานกัน ก่อนจะผลักไปข้างหน้าพร้อมกัน

วรยุทธ์ของมหาปรมาจารย์ถูกเผยออกมาทั้งหมด วิชาฝ่ามือดุสิตที่เหยียนซวี่กำลังปลดปล่อยออกมาในตอนนี้ย่อมแตกต่างออกไป

เปลวเพลิงสีม่วงปรากฏขึ้นในชั่วพริบตา กลายเป็นทะเลเพลิงผืนหนึ่งตั้งขึ้นประจันกับพระอาทิตย์สีทอง

เพลิงสีม่วงของฝ่ามือดุสิตตัดกับแสงอาทิตย์สีทองบนท้องฟ้า อุณหภูมิในอากาศพลันสูงขึ้นอีกครั้งในทันที

สภาพแวดล้อมที่อยู่รอบด้าน สิ่งของบางอย่างที่แห้งและติดไฟง่าย ก็ลุกโชนแผดเผาขึ้นมาเองในทันใด พื้นแผ่นดินที่กว้างไกลออกไปราวกับจะเปลี่ยนเป็นโลกแห่งไฟเพลิงสำหรับเมืองหลวงของอาณาจักรถังตะวันออก มีการสั่นไหวบริเวณใกล้ประตูเมืองชมตะวัน อักขระจิตแต่ละเส้นแต่ละลายปรากฏขึ้นบนหน้าพื้นดิน

ฉับพลันนั้นอากาศเย็นลงเล็กน้อย เหยียนซวี่และชายชราชุดทองต่างก็รู้สึกได้ถึงความกดดันที่กำลังมุ่งตรงมา

ทั้งสองคนยังไม่ได้รามือจากกัน เพียงแต่ปล่อยให้เขตอาคมของเมืองชมตะวันกำหนดขอบเขตการประมือของพวกเขา

กลางอากาศ เพลิงม่วงจากฝ่ามือดุสิตและแสงอาทิตย์เจิดจ้าสลับกันโจมตีไม่หยุด โจมตีกันจนพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน

บัดนั้นชายชราชุดทองแปลงกายเป็นพระอาทิตย์ดุจตะวันกลางเวหา

จู่ๆ พระอาทิตย์ก็ค่อยๆ หดเล็กลง ร่างกายของชายชราชุดทองปรากฏขึ้นอีกครั้ง พระอาทิตย์นั้นปรากฏขึ้นที่กลางฝ่ามือของเขา เจิดจ้าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ชายชราชุดทองยกมือขึ้นราวกับกำลังชูพระอาทิตย์ขึ้น จากนั้นก็ฟาดฝ่ามือลงมา!

เหยียนซวี่ประสานฝ่ามือทั้งสองเข้าด้วยกัน เพลิงสีม่วงของฝ่ามือดุสิตที่อยู่ในอากาศรอบๆ พลันหลอมรวมเข้าด้วยกัน ตามวิถีหมัดของเขาที่เปลี่ยนแปลงไป

ไฟเพลิงที่ขยับไหวไปมาวินาทีนี้ถูกบีบอัดหลอมรวมเข้าด้วยกันจนเป็นของแข็งที่มีรูปมีร่าง กลายเป็นเตาโอสถสีม่วงขนาดใหญ่อย่างคาดไม่ถึง

ภายในเตาโอสถ เปลวเพลิงสีม่วงขยับไหวไปมาไม่หยุด พลังของเตาที่ทำการสร้างสรรพสิ่งใต้ผืนฟ้าหรือบนแผ่นดินได้ถูกส่งออก พุ่งตรงไปยังพระอาทิตย์ที่อยู่บนฝ่ามือของชายชราชุดทองผู้นั้น

บทที่ 62
ภายใต้การประมือของมหาปรมาจารย์ยอดฝีมือสองคน ธรรมชาติและอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมรอบข้างก็เปลี่ยนแปลงไป ผลกระทบไกลออกไปทุกสารทิศ

โชคยังดีที่เมืองชมตะวันมีเขตอาคมเป็นของตัวเอง จึงสามารถควบคุมมรสุมที่พวกเขาพามาในขอบเขตที่กำจัดได้

แต่ภายในขอบเขตนี้ สภาพไม่เหลือชิ้นดีแล้ว

“เขากว่างเฉิงยืนกรานจะเป็นปฏิปักษ์กับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ของข้าอย่างนั้นหรือ?”

ตอนนี้เอง เกิดเสียงดังสนั่นขึ้นในอากาศของเมืองชมตะวัน

วินาทีถัดมา ดวงอาทิตย์เจิดจ้าดวงหนึ่งที่ใหญ่ยิ่งกว่าก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ

เมื่อดวงอาทิตย์ดวงนี้ปรากฏขึ้น ดวงอาทิตย์ที่ชายชราชุดทองแปลงกายเป็นนั้น พลันดับความสว่างลงในทันที ส่วนฝ่ามือดุสิตที่แปรเปลี่ยนเป็นไฟเพลิงสีม่วงอยู่ในฝ่ามือของเหยียนซวี่ ก็แทบจะดับลงไปในวินาทีนั้นเช่นกัน!

เหยียนซวี่เปล่งเสียงฮึดฮัดไม่พอใจ เตาโอสถที่หลอมจากไฟของฝ่ามือดุสิต ก็เกิดรอยร้าวขึ้นไปทั่วในชั่วพริบตา ก่อนจะแหลกละเอียดไป

เตาโอสถที่แตกละเอียดกลายเป็นเพลิงลาม ลุกไหม้อยู่กลางอากาศ ทว่าไม่นานก็มอดดับไปเช่นกัน

พระอาทิตย์ดวงที่สองที่ลอยอยู่กลางอากาศนั้น กำลังส่องสว่างแข่งกับพระอาทิตย์ดวงจริงบนท้องฟ้า ชั่วขณะหนึ่งราวกับมีพระอาทิตย์สองดวงกำลังสาดส่องอยู่บนท้องฟ้า เหนือเมืองชมตะวันแห่งอาณาจักรถังตะวันออก

บัดนี้เขตอาคมของเมืองชมตะวันไม่สู้ดีนัก ต่างจากตอนที่เหยียนซวี่เผชิญหน้ากับชายชราชุดทอง

อักขระวิญญาณค่อยๆ สว่างวาบขึ้น จนบิดเบือนไปไม่เหลือเค้าเดิม

ผู้อาวุโสฉินนั่งอยู่กลางตำหนัก คิ้วทั้งสองค่อยๆ เลิกขึ้นมา “มาอวดเบ่งผิดที่เสียแล้ว”

ภายในตำหนักพลันเกิดปราณดาบจำนวนมหาศาลพุ่งทะยานขึ้นไปบนฟ้า

บริเวณที่ปราณดาบพาดผ่านไป ความรู้สึกร้อนจัดที่เกิดจากพระอาทิตย์ทั้งสองดวงก็พลันลดลงในทันที ทั่วหล้าแปรเปลี่ยนเป็นเย็นสบายขึ้นมาก

ทว่าหลังจากที่เย็นสบายแล้ว ก็กลับกลายเป็นหนาวเย็นจนสุดขั้ว!

ขณะนี้ร่างของผู้อาวุโสฉินปรากฏขึ้นที่ด้านบนของตำหนัก มองดูชายชราในชุดสีทองด้วยดวงตากรุ่นโกรธ

เขาคำรามเสียงต่ำ ลมพลันพัดเมฆคล้อย ผืนดินแผ่นฟ้าบิดเบือน เหมือนกับมีดาบมหึมาไร้รูปร่างเล่มหนึ่ง ฟันไปยังภาพลวงข้างหน้าจนแตกร้าว

รอยร้าวลุกลามไปยังพระอาทิตย์ดวงที่สอง คล้ายต้องการจะทำลายมันให้แตกสลายไป!

“ยอดวิชาแปดพิภพ ดาบเทพผสานปราณอย่างนั้นหรือ?” เสียงทุ้มใหญ่ดังมาจากในดวงอาทิตย์เจิดจ้า

วินาทีถัดมา ดวงอาทิตย์เจิดจ้านั้นไม่หลบกลับ ทั้งยังพุ่งตัวตกลงไปยังตำแหน่งของผู้อาวุโสฉิน

ราวกับอาทิตย์คล้อยอัสดง แสงเจิดจ้าหล่นร่วงสู่พื้น ราวกับต้องการจะเผาโลกมนุษย์ให้สิ้นซาก!

ซึ่งนั่นก็คือหนึ่งในเจ็ดวิชาสุริยัน วิชาดาบผลาญฟ้าคล้อยประจิม!

บนประกายดาบเจิดจ้าราวกับตะวันที่กำลังตกดิน ทันใดนั้นก็มีสัญลักษณ์เทพขนาดมหึมาสว่างขึ้น ยิ่งใหญ่ราวกับจะปกคลุมทั้งเมืองชมตะวันเอาไว้

ดาบเทพผสานปราณที่ท่านผู้อาวุโสขับเคลื่อน เมื่อปลายดาบไร้รูปร่างฟาดฟ้าผ่าดิน ก็ปรากฏสัญลักษณ์เทพสว่างขึ้นเช่นกัน

พลังของทั้งสองฝ่ายอยู่ในระดับเดียวกัน เมื่อปะทะเข้าด้วยกัน จึงทำให้เมืองชมตะวันราวกับจะแตกสลายออกเป็นผุยผง

ในตอนนี้เอง ณ เมืองชมตะวันก็มีเสียงของราชาอาณาจักรถังตะวันออกดังขึ้นมา “หากท่านทั้งสองจะประมือกันก็เลือกที่อื่นเถิด คิดจะพังอาณาจักรถังตะวันออกของข้าหรืออย่างไรกัน?”

เขตอาคมเมืองชมตะวันพลันส่องสว่างขึ้นในทันที อักขระวิญญาณที่ผสานเข้าด้วยกันก็ยิ่งหลอมรวมชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ครั้นเขตอาคมเริ่มโคจรอย่างเต็มกำลัง พลังก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

ผู้อาวุโสฉินหยุดปราณดาบลง แล้วพูดอย่างหงุดหงิดว่า “มีคนอยากจะจงใจหาเรื่อง ข้าก็จะเล่นด้วยจนถึงที่สุด คิดจะรังแกเขากว่างเฉิงกันง่ายๆ หรืออย่างไร”

พระอาทิตย์ดวงนั้นหยุดอยู่กลางอากาศ มีเสียงลอดผ่านออกมาว่า “จ้าวซื่อเฉิง เจ้าจะเข้ามาแทรกเรื่องระหว่างข้ากับเขากว่างเฉิงอย่างนั้นหรือ?”

เสียงที่สงบนิ่งของจ้าวซื่อเฉิง ราชาอาณาจักรถังตะวันออกดังขึ้นมาจากเขตอาคมของเมืองชมตะวันว่า “ทะยานบูรพากล่าวหนักเกินไปแล้ว คงไม่ดีนักหากถังตะวันออกของข้าจะเอาตัวเข้าแทรกเรื่องระหว่างทั้งสองดินแดนศักดิ์สิทธิ์”

“แต่พวกท่านลงไม้ลงมือกันที่เมืองชมตะวัน เกรงว่ายากนักที่ข้าจะแสร้งทำเป็นไม่เห็น”

ภายในตำหนักอาศัย เยี่ยนจ้าวเกอลูบคางของตนเอง ‘ที่แท้ก็เป็นทะยานบูรพา หนึ่งในเจ็ดสุริยันนี่เอง แต่ในความทรงจำของข้า เขาเพิ่งเปลี่ยนคนไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน’

ในช่วงเวลาที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ตั้งตัวขึ้นมา มียอดฝีมือที่มีพรสวรรค์โดดเด่นเจ็ดคน ถูกขนานนามว่า ‘เจ็ดสุริยัน’

ซึ่งนามของพวกเขามีความหมายเดียวกับชื่อวิชาเจ็ดสุริยะ นั่นก็คืออรุณเบิกฟ้า ทะยานบูรพา กลางเวหา จรัสแสง คล้อยประจิม แสงสนธยา และแสงรัตติกาล

ภายหลังเจ็ดสุริยันก็กลายเป็นรูปแบบตำแหน่งที่ตายตัว เมื่อคนหนึ่งสิ้นชีพไปหรือสละตำแหน่ง ก็จะมีผู้ที่เข้ามารับช่วงต่อสืบทอดต่อไป

เยี่ยนจ้าวเกอหันหน้ากลับไปมอง สีหน้าของเฟิงอวิ๋นเซิงแปลกประหลาดไปเล็กน้อย

เมื่อเห็นว่าเยี่ยนจ้าวเกอมองนางอยู่ เฟิงอวิ๋นเซิงก็ส่ายหน้า “ท่านอาจารย์ปู่ของข้าก็คือทะยานบูรพารุ่นก่อน หลังจากที่ท่านอาจารย์ปู่เสียไป ทะยานบูรพารุ่นนี้ก็รับช่วงต่อ ซึ่งก็คือคนที่อยู่ด้านนอกนั่นแหละ”

“ปัจจุบันในบรรดาเจ็ดสุริยัน เขาอายุน้อยที่สุด ประสบการณ์น้อยที่สุด แต่วรยุทธ์ทั้งกายก็เขย่าขวัญคนทั้งโลกเช่นกัน”

พระอาทิตย์ที่อยู่กลางอากาศค่อยๆ เลือนหายไป ปรากฏชายวัยกลางคนสวมชุดสีทองคนหนึ่ง ซี่งนั่นก็คือทะยานบูรพารุ่นปัจจุบัน

ทะยานบูรพาจ้องผู้อาวุโสฉินตาเขม็ง จากนั้นก็กวาดสายตามองไปยังเมืองชมตะวันที่อยู่เบื้องล่าง แล้วพูดขึ้นช้าๆ ว่า “มีคนรับศิษย์ทรยศสำนักข้าเอาไว้ ข้าก็ต้องมีถามไถ่เป็นธรรมดา”

“มอบคนมาชดใช้ความผิด”

“มิเช่นนั้น ก็ต้องต่อสู้กันแล้วล่ะ”

ร่างสูงใหญ่ของผู้อาวุโสฉินยืนตระหง่านอยู่กลางท้องฟ้า สีหน้าท่าทางไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย “ข้าบอกไปแล้ว ที่นี่ไม่มีคนที่เจ้าต้องการ”

“หากเจ้าต้องการจะสู้ เช่นนั้นก็สู้ สิ่งอื่นข้าไม่มี มีเพียงดาบหนึ่งเล่ม และหมัดหนึ่งคู่ สู้กับเจ้าจนถึงที่สุด”

ชายชราที่อยู่ด้านข้างทะยานบูรพาพูดด้วยท่าทางโกรธเกรี้ยวว่า “ข้าเห็นกับตาว่าเยี่ยนจ้าวเกอ ศิษย์สำนักเจ้าพาศิษย์ทรยศสำนักของข้ากลับมา คำพูดไม่กี่คำของเจ้าใช่ว่าจะแก้ต่างได้เสียที่ไหน?”

เหยียนซวี่ยืนอยู่ด้านหลังผู้อาวุโสฉิน กล่าวพร้อมใบหน้าเย็นชา “เจ้าบอกว่าใช่ก็ถือว่าใช่แล้วหรือ?”

“ข้ายังอยากจะบอกว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าขโมยของล้ำค่าของสำนักข้าไป จงส่งคืนกลับมาโดยเร็ว”

ดวงตาทั้งสองของทะยานบูรพาฉายแสงเจิดจ้า ทิ่มแทงจนเหยียนซวี่เจ็บปวดไปทั้งตัว “พูดเพ้อเจ้อ ตายเสียเถอะ!”

ผู้อาวุโสฉินก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว “จะอวดเบ่ง ก็กลับไปอวดที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าเสีย!”

และในตอนนี้เอง เสียงของเยี่ยนจ้าวเกอก็ดังออกมาจากในตำหนัก

“ได้พบท่านทะยานบูรพา เยี่ยนจ้าวเกอจากเขากว่างเฉิงนับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง”

“ในเทือกเขามฤคลับตา ข้าได้ประมือกับเซียวเซิงและเฉาหยวนหลงศิษย์สำนักท่าน และได้พบกับเฟิงมู่เกอที่สำนักท่านต้องการตัวจริง”

“แต่หลังจากนั้น ข้ากับเฟิงมู่เกอก็ไม่ได้มีการติดต่อสานสัมพันธ์ใดๆ อีก” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างเฉยเมย “เพียงแต่ว่าก่อนหน้านี้ พวกข้าได้สนทนากัน นั่นกลับทำให้ข้าได้รู้เรื่องราวที่น่าสนใจบางเรื่อง”

“อย่างเช่น ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์สักแห่งที่มีชื่อเสียงเลื่องลือกว้างไกลในโลกแปดพิภพ ช่วยกันปกปิดหนุนหลัง ปล่อยปะละเลยให้หลานชายของผู้อาวุโสเฒ่าบางคนทำมิดีมิร้ายกับลูกศิษย์หญิงร่วมสำนัก”

“เมื่อทำมิดีมิร้ายไม่สำเร็จ กลับปกป้องคนผิด ให้ร้ายกับศิษย์หญิงผู้นั้น”

“ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ คนบางคนที่หื่นกามเป็นชีวิตจิตใจเหมือนกรรมจะตามสนอง ถูกตัดรากถอนโคนรากฐานของบุตรหลาน…”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างไม่ทุกข์ร้อนว่า “ภายหลังคงไม่ต้องกังวลแล้วว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก”

“วาจาเหลวไหลสิ้นดี!” ทะยานบูรพาพูดอย่างเยือกเย็นว่า “ในเมื่อเจ้าพูดจาเหยียดหยามลบหลู่ความบริสุทธิ์ของสำนักข้า วันนี้ข้าจะฆ่าเจ้าให้ตายตรงนี้ ก็ไม่มีใครพูดอะไรได้!”

“หากเยี่ยนตี๋บิดาเจ้าไม่ยินยอม ก็ให้เขามาที่ยอดเขาเรืองรองเองก็แล้วกัน ดูสิว่าเขาจะมีชีวิตรอดจนไปถึงยอดเขาได้หรือไม่”

สิ้นคำพูด เขาก็ฟาดฝ่ามือลง

ผู้อาวุโสฉินหัวเราะด้วยความสะใจ “ตนเองกระทำไม่ยุติธรรม สั่งสอนศิษย์ไม่เป็น ปล่อยให้คนหนีไปได้ ตรวจสอบตัวเองดูให้ดีสักหน่อย คงจะดีกว่านี้กระมัง!”

“ที่แห่งนี้ยังไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะมากำเริบเสิบสานได้! ”

ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอีกครั้ง ราชาอาณาจักรถังตะวันออกไม่เอ่ยกล่าวคำพูดใดๆ เขตอาคมเมืองชมตะวันถูกกระตุ้นให้ทำงาน พุ่งไปทางคนทั้งสอง และกดดันไปพร้อมๆ กัน

ไม่ต้องสงสัย เขาต้องเข้าข้างฝั่งของเยี่ยนจ้าวเกออยู่แล้ว

แม้ว่าจะเป็นปรปักษ์กับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ไม่ไหว ทว่าก็ต้องทำตัวเป็นกลางในการปะทะกันของทั้งสองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ให้มากที่สุด

ถึงกระนั้นเรื่องมีส่วนเกี่ยวข้องกับบุตรชายคนเดียวของสหายเยี่ยนตี๋ จ้าวซื่อเฉิงก็เลือกฝั่งเลือกฝ่ายโดยที่ไม่ลังเล แม้แต่เสี่ยงกับภัยอันตรายมากมายจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงความเป็นกลางใดๆ

สายตาของทะยานบูรพาดูเยือกเย็น ถ้าหากเป็นในเวลาปกติ เขตอาคมของเมืองชมตะวันไม่สามารถทำอะไรเขาได้สักนิด

ทว่าในตอนนี้ที่เขาสู้กันอย่างดุเดือดกับผู้อาวุโสฉิน หากเสียสมาธิแล้วล่ะก็ อานุภาพของเขตอาคมเมืองชมตะวันก็จะเผยออกมา

ผู้อาวุโสฉินเสมือนกับแม่ทัพในสนามรบนี้ ทำให้ทะยานบูรพาที่มีพลังสูสีกัน เสียเปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ

“ดี ดีมาก!” ทะยานบูรพาถอยตัวออกจากสนามรบ หันหน้ากลับไปมองเมืองชมตะวันครั้งหนึ่ง ไม่กล่าวอะไรอีก เขากลายร่างกลับไปเป็นพระอาทิตย์ใหม่อีกครั้ง แล้วหายตัวไปในอากาศ

…………..
บทที่ 63
ทะยานบูรพาถูกขับไล่จนถอยไป ผู้อาวุโสฉินค้อมศีรษะคำนับให้กับราชาวังถังตะวันออกที่อยู่ไกลออกไปเพื่อแสดงความขอบคุณ “ขอบพระทัยฝ่าบาทเป็นอย่างยิ่ง บุญคุณครั้งนี้เขากว่างเฉิงจะจดจำไว้”

“ถ้าหากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มาคิดบัญชีภายหลัง เขากว่างเฉิงจะขอแบกรับเอาไว้เอง”

เสียงของจ้าวซื่อเฉิง ราชาอาณาจักรถังตะวันออกดังออกมาแต่ไกล “ท่านผู้อาวุโสฉินเกรงใจเกินไปแล้ว เขากว่างเฉิงต่างหากที่เป็นเจ้าแห่งนภาพิภพ”

แม้จ้าวซื่อเฉิงจะมองไม่เห็น ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ภายในตำหนักอาศัยก็ลุกขึ้นยืนแล้วโค้งคำนับแสดงความขอบคุณ “สร้างความวุ่นวายให้กับท่านลุงแล้วขอรับ”

ผู้อาวุโสฉินและเหยียนซวี่กลับเข้าไปในตำหนัก แล้วนั่งประจำที่ใหม่อีกครั้ง

“มาแค่ทะยานบูรพา แสดงให้เห็นว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เร่งด่วนสำคัญมากนัก”

เหยียนซวี่กล่าวอย่างช้าๆ ว่า “สิ่งที่พวกเขาให้ความสนใจในตอนนี้ ยังคงเป็นการหลบหนีของศิษย์ทรยศในสำนัก ซึ่งสำนักเรารับตัวนางมาแล้ว”

“แต่ก็ไม่ใช่สตรีจันทราคนหนึ่งที่พเนจรอยู่ข้างนอก แล้วถูกเขากว่างเฉิงของเราเก็บรับเอาไว้”

ในขณะที่กล่าว สายตาของเหยียนซวี่ก็มองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอและเฟิงอวิ๋นเซิง

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า การที่เหยียนซวี่คิดเช่นนี้ก็ไม่ผิดนัก เหมือนกับการคาดคะเนของตนโดยบังเอิญ

เฟิงอวิ๋นเซิงได้รับการตรวจอย่างละเอียด โดยยอดฝีมือระดับสูงจำนวนมากของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนล้วนให้ผลสรุปว่าจันทรากายของนางได้สูญสลายไปแล้วอย่างสิ้นเชิง ไม่มีทางที่จะฟื้นฟูกลับมาได้อีก

มิเช่นนั้นคงไม่เกิดเหตุการณ์ในตอนนั้น ยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่อาจทำให้เยี่ยนจ้าวเกอและเขากว่างเฉิงโชคดีเช่นนี้ด้วย

ผู้อาวุโสฉินกล่าวว่า “สำหรับสำนักของเราแล้ว นี่ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเรื่องหนึ่ง”

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การเคลื่อนไหวของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็จะไม่รุนแรงมากจนเกินไปนัก

ถึงแม้ว่าจะไม่เกรงกลัวสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้ายังไม่ถึงเวลาที่จำเป็น เขากว่างเฉิงก็ยังไม่อยากจะเปิดศึกกับทางนั้น การปะทะของทั้งสองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ผลสุดท้ายอาจจะเป็นสถานการณ์ที่ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถจะควบคุมเอาไว้ได้

อย่างไรเสียกำลังของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็แข็งแกร่งกว่า แน่นอนว่าเขากว่างเฉิงเห็นทีจะต้องพัฒนาตนเองให้มากขึ้นก่อน รอให้มีกำลังมากขึ้น แล้วค่อยเปิดศึกทำสงครามจริงๆ กับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

ดังนั้นหลังจากที่เหยียนซวี่ออกไป แม้ว่าท่าทีจะแข็งกระด้าง การลงมือก็ไม่รวนเร แต่การกัดไม่ปล่อยไม่ยอมรับตั้งแต่ต้นว่าสำนักของตนเองรับตัวของเฟิงอวิ๋นเซิงไว้นั้น ก็ทำให้กลายเป็นจุดอ่อนให้กับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ไม่มากก็น้อย

แม้กระทั่งผู้อาวุโสฉินที่แข็งกระด้างยิ่งกว่า ตรงไปตรงมายิ่งกว่าก็ยังเห็นด้วยกับคำพูดนี้อย่างเงียบๆ

ในตอนนี้เผชิญหน้ากับศัตรูภายนอกเช่นเดียวกัน เยี่ยนจ้าวเกอย่อมไม่เปิดโปงผู้อาวุโสของสำนักตนเองแน่นอนอยู่แล้ว

เฟิงมู่เกอ ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ แน่นอนว่าจะไม่มีความข้องเกี่ยวใดๆ กับตนเองและเขากว่างเฉิงอีกต่อไป

ทว่าเฟิงอวิ๋นเซิงที่เป็นสตรีจันทราน่ะหรือ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง…

จะบอกว่าหน้าตาเหมือนกันอย่างกับแกะอย่างนั้นหรือ

ฟ้าดินกว้างใหญ่ไพศาล มีเรื่องแปลกประหลาดมากมาย จะมีคนที่หน้าตาละม้ายคล้ายกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

รูปลักษณ์งดงามเช่นนี้ อีกทั้งยังเหมือนกันอย่างกับแกะงั้นหรือ?

นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้กระมัง ไม่แน่ว่าอาจเป็นพี่น้องฝาแฝดที่พลัดพรากกันตั้งแต่เด็กก็เป็นได้…

อย่างไรเสีย ขอคนไม่มีให้ จะสู้ก็สู้กันสักตั้ง

ให้ทางเลือกกับเจ้าแล้ว หากเจ้ายอมอ่อนข้อ ทุกคนก็จะอยู่กันอย่างสงบ หากเจ้าไม่ยอมอ่อนข้อ เช่นนั้นพวกเราก็คงต้องใช้ไม้แข็งกัน

เหยียนซวี่กล่าวว่า “การทดสอบแห่งจันทราครั้งก่อน เมิ่งหว่านพลาดท่าทำมงกุฎจันทราหลุดมือไป จึงตกไปอยู่ในมือของเมืองทะเลมรกตที่เป็นปรปักษ์กับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นมิตรกับสำนักของเรา”

“ยอดฝีมือสูงสุดของพวกเขาได้เข้าฌานไปก่อนหน้านี้ ไม่ได้ออกฌานมาโดยตลอด หากไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่หลวงนัก สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็คงไม่หวังให้ศิษย์ร่วมสำนักตีกันเองจนตายในช่วงนี้เช่นกัน”

ผู้อาวุโสฉินมองไปยังเฟิงอวิ๋นเซิง “ประเด็นสำคัญก็อยู่ที่ตัวของสหายเฟิงคนนี้แล้ว”

“จากการพิจารณาแต่ละด้านแล้ว เจ้าไม่เหมาะที่จะอยู่ที่ถังตะวันออก หรือเกาะนภาตะวันออกต่อไป”

“หากคนจากทางสำนักมาถึงที่นี่แล้ว ก็จะส่งเจ้ากลับไปที่เขากว่างเฉิงเสีย”

เขามองกลับไปที่เยี่ยนจ้าวเกออีก “จ้าวเกอ เจ้าก็กลับไปด้วยเช่นกัน ครั้งนี้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ถูกไล่กลับ แต่หลังจากนี้อาจจะจงใจเล่นงานเจ้าอีกก็ได้”

“หลังจากกลับสำนักไป เจ้าก็จงตั้งใจช่วยสหายเฟิงฟื้นฟูจันทรากายเสีย”

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยตอบว่า “ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสที่เป็นห่วง แต่ข้าตั้งใจว่าจะอยู่ที่ถังตะวันออกต่ออีกสักระยะหนึ่ง มีบางเรื่องที่ยังจำเป็นต้องเตรียมการ”

“แค่ส่งศิษย์น้องเฟิงกลับสำนักโดยเร็วก็พอแล้วขอรับ เมื่อข้าจัดการธุระในมือจนเสร็จสิ้นแล้ว ถึงจะเดินทางกลับไปที่สำนัก”

“ระยะนี้ข้าจะลดการออกไปข้างนอก ปฏิบัติตนอย่างระมัดระวัง ไม่เปิดโอกาสให้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์”

ผู้อาวุโสฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้ายังมีธุระอันใดอีกหรือ”

ชายหนุ่มไม่ได้ตอบในทันที กลับเป็นเหยียนซวี่ที่อยู่ข้างๆ ที่กล่าวขึ้นอย่างช้าๆ ว่า “ความจริงแล้วเขายังมีบางเรื่องที่ต้องอธิบายให้ชัดเจน”

สายตาของผู้อาวุโสฉินมองมา เหยียนซวี่กล่าวว่า “หลินอวี้เสา ศิษย์ในสำนักถูกสังหารที่ถังตะวันออก ผู้ลงมือใช้วิชาฝ่ามือดุสิต ที่สืบทอดโดยตรงภายในสำนักของเรา”

“หลินอวี้เสา หากข้าจำชื่อนี้ไม่ผิดแล้วล่ะก็ จ้าวเกอ…” น้ำเสียงของผู้อาวุโสฉินไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป ทว่าสายตากลับจับจ้องอยู่ที่เยี่ยนจ้าวเกออีกครั้ง

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้าด้วยสีหน้าท่าทางหนักแน่น แล้วกล่าวตอบว่า “เป็นศิษย์เองที่พานางกลับสำนัก และแนะนำให้เข้าเป็นศิษย์สำนักของเราเองขอรับ”

“ภูมิลำเนาของนางอยู่ที่เดียวกับเยี่ยจิ่ง ซึ่งก็คือถังตะวันออก เกาะนภาตะวันออกขอรับ”

“และก่อนหน้านี้ข้ากับนางเป็นคนรักกันขอรับ” เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เยี่ยนจ้าวเกอก็เริ่มที่จะหมดคำพูด

การที่หลินอวี้เสาถูกสังหาร ในใจของเยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกเวทนาและเสียดายอยู่บ้าง อย่างไรเสียก็เป็นหนึ่งชีวิต

การกระทำนั้นถูกหรือผิดยังไม่ต้องพูดถึง ทว่าอย่างน้อยๆ ก็ไม่จำเป็นถึงขั้นที่จะต้องแลกด้วยชีวิตเพื่อชดใช้

ทว่าหากกล่าวอย่างจริงจังก็คือ ทั้งสองคนยังไม่เคยพูดคุยกันแม้แต่คำเดียว มีแค่ความเข้าใจที่ได้จากความทรงจำของเจ้าของร่างคนเดิม เหมือนกับการดูภาพเคลื่อนไหว

หากไม่นับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมแล้วล่ะก็ เยี่ยนจ้าวเกอยังไม่เคยแม้กระทั่งได้เจอตัวจริงของนางเลย

หากบอกว่าตนเองเศร้าเสียใจอย่างยิ่ง จะมีคนเชื่อหรือไม่

ถึงอย่างไรทั้งสองก็เป็นคู่รักในสายตาของผู้อื่น ดังนั้นเยี่ยนจ้าวเกอจึงทำได้เพียงทำหน้าเศร้า แล้วพูดอย่างช้าๆ ว่า ”ตอนที่ข้าอยู่ที่เทือกเขามฤคลับตา ก็ได้รับข่าวนี้แล้ว”

“เพียงแต่ตอนนั้นยังมีภารกิจสำคัญติดตัวอยู่ จึงทำได้เพียงแต่เห็นแก่ส่วนรวมก่อนส่วนตัว”

“ตอนนี้เรื่องของศิษย์น้องเฟิงก็เสร็จสิ้นไประดับหนึ่งแล้ว ข้าจึงอยากขอตามหาตัวคนร้ายด้วยตนเอง เพื่อเป็นการสั่งเสียให้กับวิญญาณที่อยู่บนสวรรค์ของศิษย์น้องหลิน”

เหยียนซวี่มองเยี่ยนจ้าวเกอแล้วพูดอย่างเย็นชาว่า “ข้าว่าเจ้าอย่าทำตัวให้น่าสงสัยจะดีกว่า”

เยี่ยนจ้าวเกอมองไปยังเหยียนซวี่ ทว่าเหยียนซวี่ไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย “ที่เมืองใกล้ปราการมีข่าวลือที่ไม่ดีเกี่ยวกับเจ้ามากมาย”

ผู้อาวุโสฉินขมวดคิ้วพลางเอ่ยถามว่า “ข่าวลืออะไร”

เหยียนซวี่กล่าวตอบ “ข่าวลือบอกว่าเยี่ยนจ้าวเกอและซือคงจิง ศิษย์หญิงอีกคนหนึ่ง มีท่าทีสนิทสนมกันตอนที่อยู่ในหุบเหวปราการมังกร ยิ่งเดินทางยิ่งใกล้ชิด”

“เมื่อหลินอวี้เสาได้ยินข่าวนี้ก็อยู่เฉยไม่ได้ จึงรีบเร่งมาที่ถังตะวันออก”

เขายังกล่าวไม่ทันจบ ผู้อาวุโสก็เข้าใจความหมายที่ต้องการจะสื่อแล้ว “ข่าวลือเช่นนี้ไม่มีมูลพอให้เชื่อ”

“หลินอวี้เสาแม้จะเป็นคนของถังตะวันออก แต่ก็ไม่ได้มีคู่แค้นแต่อย่างใด” เหยียนซวี่กล่าวว่า “อีกทั้งหลินอวี้เสายังสิ้นชีพด้วยวิชาฝ่ามือดุสิต ซึ่งเป็นวิชาสืบทอดของสำนัก”

เขามองไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ “ข้าได้ตรวจสอบด้วยตัวเองมาแล้ว ผู้ที่ลงมือน่าจะมีวรยุทธ์ระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้น”

“พิธีโลหิตจิตหวนเวลา ก็ใช้ได้แค่ในสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ทั้งคู่เท่านั้น”

“หากทั้งสองฝ่ายเตรียมการกันมาก่อน ความคิดก็จะต้องเหมือนกันอย่างแน่นอน ซึ่งสามารถกำหนดผลที่จะออกมาไว้ก่อนได้ ฉะนั้นทั้งเจ้ากับคนของเจ้า และสหายเฟิงคนนี้จึงไม่เหมาะสมที่จะใช้”

“การตายของหลินอวี้เสาตอนนี้ ยังถือว่าเป็นการจากไปอย่างไร้หนทางตรวจสอบความจริง”

เหยียนซวี่หันกลับไปมองผู้อาวุโสฉิน “ตอนนี้จะพูดอะไรก็ยังถือว่าเร็วเกินไป แต่ข้าคิดว่าอย่างน้อยเรื่องนี้เยี่ยนจ้าวเกอควรจะหลีกเลี่ยงการกระทำที่ก่อให้เกิดความสงสัย”

ผู้อาวุโสฉินได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าช้าๆ

ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอกลับแสยะยิ้มออกมา

ผู้อาวุโสขมวดคิ้ว “จ้าวเกอ จงระวังกาลเทศะด้วย”

เยี่ยนจ้าวเกอหุบยิ้ม แล้วพยักหน้าอย่างจริงจัง “หากเป็นระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้นแล้วล่ะก็ ข้าไม่ใช่ระดับนี้แล้วขอรับ”

สิ้นคำพูด เขาก็ปลดปล่อยปราณจิตราออกมา หลอมเป็นอาวุธ แล้วลอยไปรอบๆ ร่างกายของตนเอง

เหยียนซวี่ก็ลุกขึ้นยืนในทันทีทันใด จนเก้าอี้ข้างหลังเกือบจะล้มคว่ำ

ก่อนหน้านี้เยี่ยนจ้าวเกอไม่ยอมลงมือ กักเก็บปราณจิตราไว้ ทำให้เขาเพิ่งพบว่าชายหนุ่มมีวรยุทธ์ถึงขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางแล้ว “แต่…เป็นไปได้อย่างไร?” เหยียนซวี่พูดตะกุกตะกัก “ภายใต้การจับตามองของข้าก่อนหน้านี้ไม่นานนัก เจ้าเพิ่งบรรลุจากขั้นจิตราชั้นในเป็นขั้นจิตราชั้นนอกเท่านั้นเอง!”
บทที่ 64
‘เพิ่งจะผ่านจากการบรรลุจากระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในถึงขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้นมานานเท่าไร?’

เหยียนซวี่จ้องเยี่ยนจ้าวเกอตาเขม็งโดยไม่ละสายตา พูดไม่ออกอยู่นาน

‘ก่อนหน้านี้เขาปกปิด เก็บซ่อนวรยุทธ์ของตนเองมาตลอดอย่างนั้นหรือ?’ ความคิดแรกแล่นเข้ามาได้หัวของเหยียนซวี่

นอกจากความคิดนี้แล้ว เขาก็คิดเหตุผลอื่นที่ทำให้ตนเองยอมรับได้ไม่ออก

หลายปีที่ผ่านมา เหยียนซวี่เองก็ถือว่าพบพานสิ่งต่างๆ มามาก ยิ่งเป็นสำนักในดินแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างเขากว่างเฉิงด้วยแล้ว ยอดอัจฉริยะมากความสามารถก็พบเจอมานับไม่ถ้วน

ต่อให้เป็นตอนที่เขายังเป็นวัยรุ่น บุคคลที่เป็นเลิศในระดับคนรุ่นเดียวกัน และเคยพบเจอสัมผัสด้วยตนเองก็มีมากมาย

เหยียนซวี่ที่สามารถก้าวมาจนถึงระดับมหาปรมาจารย์ได้ ก็ใช่ว่าคนทั่วไปจะเทียบเคียงได้เช่นกัน

ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ประสบการณ์ที่เคยฟังเรื่องเล่าขานของบุคคลหลากหลายในตำนานก็มากมายสารพัด

ทว่าก็ยังไม่เคยมีใครที่สามารถบรรลุจากขั้นจิตราชั้นในระยะท้ายจนถึงขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้นได้อย่างรวดเร็ว และบรรลุถึงขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางต่อได้ในทันที

เยี่ยนตี๋ บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอ สมัยนั้นเขาก็เพิ่มระดับวรยุทธ์เร็วจนทำให้คนทั้งโลกตกตะลึง เขาใช้เวลาเพียงสั้นๆ ด้วยหนทางที่อัจฉริยะคนอื่นทำตามทั้งชีวิตก็ไม่แน่ว่าอาจจะทำสำเร็จ

ทว่าตอนนี้ได้เห็นการเลื่อนขั้นจากขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้นถึงขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางนี้ แม้แต่เยี่ยนตี๋ก็สู้เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้

แม้ว่าจะแตกต่างกันไปตามแต่ละคน จริงอยู่ที่ว่าบางคนอาจจะมีการเพิ่มขึ้นของบางระดับหรือหลายๆ ระดับด้วยความเร็วที่เร็วมาก ไม่เพียงแต่เร็วกว่าคนทั่วไป ยังราบรื่นยิ่งกว่าตอนที่ตนเองฝึกฝนในเวลาปกติเสียอีก

ทว่าเหมือนอย่างเยี่ยนจ้าวเกอเช่นนี้ รวดเร็วเกินไปแล้ว!

ผิดจากมุมมองและสามัญสำนึกของเหยียนซวี่ไปหมดแล้ว

เหยียนซวี่เป็นถึงขนาดนี้ คนอื่นๆ ที่รู้เห็นด้วยคงไม่ต้องเอ่ยปากพูดอะไร ได้แต่ตะลึงอ้าปากค้างกันหมด

ส่วนผู้ที่ยังไม่รู้เรื่องราวละเอียด พอได้ฟังคำอธิบายต่างก็ตัวแข็งทื่อกลายเป็นหิน

แม้จะมีคำพูดที่ว่า อัจฉริยะที่ตายไปไม่ถือเป็นอัจฉริยะ มีเพียงผู้ที่สามารถใช้ศักยภาพที่มีเปลี่ยนเป็นพลังความสามารถที่แท้จริงเท่านั้น จึงจะเป็นอัจฉริยะที่แท้จริง

ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่เบื้องหน้า กลับเกินออกไปไกลมากจากความเข้าใจของทุกคน

ก็มีคำกล่าวว่าคลื่นใหญ่เซาะดินทราย อัจฉริยะที่สามารถเติบโตจนถึงความคาดหวังสูงสุดอย่างแท้จริงมีอยู่น้อยนิด แต่ศักยภาพที่เยี่ยนจ้าวเกอแสดงออกมาในตอนนี้ ทำให้คนยากจะเชื่อว่าเขาจะตายก่อนวัยอันควรจริงๆ

เฟิงอวิ๋นเซิงที่มองภาพนี้อยู่ข้างๆ ในใจรู้สึกตระหนักรู้มากขึ้น

ตอนแรกที่นางรู้ว่าเยี่ยนจ้าวเกอใช้เวลาสั้นๆ เช่นนี้ ในการบรรลุจากขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้นถึงขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางนั้น นางก็ตกตะลึงไปไม่น้อยเช่นกัน

ตอนนี้มีคนมากมายที่เป็นเช่นเดียวกัน ในที่สุดเฟิงอวิ๋นเซิงก็รู้สึกได้รับความมั่นใจคืนมาเล็กน้อย “เดิมทีก็ไม่ใช่เพราะข้าหูตาแคบจริงๆ”

นางพินิจพิจารณาเยี่ยนจ้าวเกอ แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงที่มีแต่ตนเองเท่านั้นที่ได้ยินออกมาประโยคหนึ่ง

“แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไร ก็ไม่เหมือนกับเรื่องที่คนจะทำได้…”

แรกเริ่มผู้อาวุโสฉินก็ชะงักงันไปเล็กน้อยเช่นกัน สถานการณ์ของเยี่ยนจ้าวเกอนั้นพิเศษ ครั้งนั้นที่เยี่ยนจ้าวเกอบรรลุจากขั้นจิตราชั้นในถึงขั้นจิตราชั้นนอกที่หุบเหวปราการมังกร ก็มีรายงานมายังเขาและทางสำนักโดยเฉพาะ

ดังนั้นผู้อาวุโสฉินจึงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ทว่าบัดนี้ที่ปราณจิตราของเยี่ยนจ้าวเกอหลอมรวมเป็นอาวุธลอยอยู่รอบๆ ก็เป็นการพิสูจน์แล้วว่า ตอนนี้เขาอยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางแล้วจริงๆ

“ดี ดีมาก”

ผู้อาวุโสฉินหายใจเข้าลึก แล้วพยักหน้าอย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้เยี่ยนจ้าวเกอจงใจปกปิดระดับวรยุทธ์ เจตนาทำให้เกิดผลที่ตามมายิ่งใหญ่หรือไม่ ตอนนี้ผู้อาวุโสฉินยังไม่สนใจ ค่อยตรวจสอบให้แน่ชัดภายหลังก็ได้

ทว่าสำหรับเขากว่างเฉิงในตอนนี้แล้ว ตรงหน้าถือกำเนิดยอดมังกรที่สามารถจัดการปีศาจอัจฉริยะอื่นๆ ได้เช่นนี้ นับเป็นเรื่องที่เพิ่มพูนกำลังใจให้กับผู้คนอย่างยิ่งยวดโดยไม่ต้องสงสัย

ในที่สุดเหยียนซวี่ก็ได้สติกลับมา แล้วพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้น ไม่สามารถลอกเลียนการลงมือของปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางได้”

“แต่ถ้ากลับกัน นั่นเป็นเรื่องง่ายยิ่งนัก”

เยี่ยนจ้าวเกอพูดอย่างไม่รู้สึกรู้สาว่า “วรยุทธ์สูงกว่าระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้น ทั้งยังฝึกฝนฝ่ามือดุสิตของสำนัก ใครเป็นคนกระทำก็เป็นเรื่องง่ายเช่นกันขอรับ”

ดวงตาทั้งสองของเหยียนซวี่ค่อยๆ หรี่ลง สายตาที่มองเยี่ยนจ้าวเกอกลายเป็นเย็นเยียบ

เยี่ยนจ้าวเกอสีหน้าสุขุมใจเย็น “ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านผู้อาวุโสเคยตรวจสอบศพแล้ว ก็น่าจะทราบว่าศิษย์น้องหลินถูกสังหารเมื่อใด”

เหยียนซวี่ก็รีบรายงานช่วงเวลาออกมาทันที

เขามองเยี่ยนจ้าวเกอ “ช่วงเวลาคือ ก่อนที่เจ้าจะพบกับกลุ่มคนของจ้าวซื่อเลี่ย จ้าวหยวน และจ้าวเฉิง”

“ในตอนนั้นคนที่อยู่กับเจ้ามีเพียงองครักษ์ของเจ้าและนาง” เหยียนซวี่กล่าวพลางมองเฟิงอวิ๋นเซิงครั้งหนึ่ง “ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพยานให้เจ้าไม่ได้”

ฝั่งหนึ่งเป็นคนสนิทที่เยี่ยนตี๋จัดเตรียมมาให้กับเยี่ยนจ้าวเกอ แน่นอนว่าต้องเชื่อฟังคำสั่งของเยี่ยนจ้าวเกออยู่แล้ว

อีกฝั่งหนึ่งก็ต้องการความช่วยเหลือจากเยี่ยนจ้าวเกอ ต้องการให้เขาช่วยนางฟื้นฟูจันทรากาย จึงพามาเพื่อให้เข้าสำนัก

หลังจากที่เยี่ยนจ้าวเกอครุ่นคิดอยู่เงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก็ยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่บังเอิญ ตอนนั้นข้าได้พบกับศิษย์น้องเฟิงผู้นี้พอดี เพื่อจะปกป้องนาง ข้ายังอัดเซียวเซิงและเฉาหยวนหลงไปยกหนึ่ง”

“หากคำพูดจากคนของข้า และศิษย์น้องเฟิงยังไม่เพียงพอแก่การเป็นพยานยืนยันได้ เช่นนั้นท่านไม่ขอคำยืนยันจากเซียวเซิงแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ไปเลยเล่า”

ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็เงียบสงัดครู่หนึ่ง

พวกเขาก็รับรู้ได้ถึงคำพูดที่ไม่ปกติของเยี่ยนจ้าวเกออย่างรวดเร็ว

ฟังจากความหมายของเยี่ยนจ้าวเกอก็คือ ไม่เพียงแต่เฉาหยวนหลวงเท่านั้น แม้แต่เซียวเซิงก็พ่ายแพ้ให้กับเยี่ยนจ้าวเกออย่างนั้นหรือ?

ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างก็รู้กันดีว่าคนที่ไล่จับเฟิงอวิ๋นเซิงก็คือเซียวเซิง และก็รู้เช่นกันว่าเพื่อปกป้องนาง เยี่ยนจ้าวเกอจึงปะทะกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

แต่ในตอนนั้นคิดเพียงว่าคงไม่ใช่การปะทะกันซึ่งๆ หน้ากับเซียวเซิง อย่างมากที่สุดก็แค่ประมือกับเฉาหยวนหลงและศิษย์คนอื่นๆ ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง

ตอนนี้ทราบว่าเยี่ยนจ้าวเกอบรรลุระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางแล้ว เช่นนั้นต่อให้เจอกับเซียวเซิงก็คงจะสามารถเอาตัวรอดได้

แต่ว่าถ้ายังต้องคุ้มกันเฟิงอวิ๋นเซิงด้วยแล้ว ก็เป็นเรื่องยากใช่เล่น นั่นทำให้ทุกคนตกตะลึงอย่างมาก

อย่างไรเสียเซียวเซิงก็ไม่ใช่คนที่ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกทั่วไปจะสามารถเทียบเคียงได้

ทว่าดูจากตอนนี้แล้ว ความเป็นจริงก็อยู่เหนือการคาดเดาของทุกคนอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ความสนใจของทุกคนล้วนอยู่ที่จันทรากายของเฟิงอวิ๋นเซิง และการเข้าโจมตีของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ในภายหลัง

ทว่ากลับมองข้ามไปว่าเยี่ยนจ้าวเกอrkตัวเฟิงอวิ๋นเซิงออกมาจากเงื้อมมือของเซียวเซิงได้อย่างไร อีกทั้งยังพากลับมาที่ถังตะวันออกอีกด้วย

เหยียนซวี่จ้องเยี่ยนจ้าวเกอ “เจ้าจะบอกว่าเจ้าเอาชนะเซียวเซิงได้อย่างนั้นหรือ?”

เยี่ยนจ้าวเกอทำเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ท่านผู้อาวุโสเหยียนก็ทราบแล้วว่าข้าเคยพบกับท่านจ้าวซื่อเลี่ย จิ่นอ๋องแห่งถังตะวันออก และท่านพี่จ้าวหยวนไม่ใช่หรือ”

“ดูแล้วมีบางเรื่อง ที่ท่านยังไม่รู้สินะขอรับ”

เหยียนซวี่ขมวดคิ้ว “เจ้าอยากจะพูดอะไร”

ชายหนุ่มสองมือไพล่หลัง แล้วยิ้มเล็กน้อย “ก็ไม่มีอะไรขอรับ เพราะอย่างไรหลังจากที่จัดการกับเรื่องที่อยู่ตรงหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าก็จะไปรายงานกับท่านผู้อาวุโสฉินอยู่พอดี”

“หากท่านผู้อาวุโสฉินไม่ถือสาแล้วล่ะก็ ระดับของท่านผู้อาวุโสเหยียนสามารถนั่งฟังร่วมกันได้”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างไม่รีบร้อนว่า “ส่วนเรื่องที่ข้าสามารถเอาชนะเซียวเซิงได้จริงหรือไม่ หากต้องการจะพิสูจน์นั้นง่ายนิดเดียวขอรับ”

“การกระทำย่อมสำคัญกว่าคำพูดเสมอ”

“ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายของสำนักที่อยู่ที่นี่ ใครก็ได้สักคนหนึ่ง มาประลองกับข้า”

บ้าคลั่ง!

นี่คือความคิดแรกที่อยู่ในใจของทุกคน

เหยียนซวี่ไม่กล่าวอะไรแม้แต่คำเดียว จ้องเยี่ยนจ้าวเกอเขม็งครู่หนึ่งแล้วหันไปมองผู้อาวุโสฉิน

บนใบหน้าของผู้อาวุโสฉินเผยให้เห็นสีหน้าสนอกสนใจ ทว่าก็ไม่ร้อนใจ นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม่พูดอะไร

เหยียนซวี่เห็นดังนั้นก็รู้ว่าผู้อาวุโสฉินอนุญาตแล้ว เขาจึงหันไปออกคำสั่ง ไม่นานนักชายกำยำร่างสูงใหญ่คนหนึ่งก็เดินเข้ามา

“เจ้าสองคนก็ลองประลองกันหน่อยแล้วกัน ข้าจะปกป้องตำหนักให้เอง”

เมื่อเหยียนซวี่พูดจบก็เห็นผู้อาวุโสฉินส่ายหน้าไปมา “ถึงอย่างไรพื้นที่ตรงนี้ก็มีจำกัด ไม่สามารถใช้จุดเด่นการลอยตัวของปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายได้ ในเมื่อต้องการประลอง ก็ออกไปข้างนอกกันเถอะ”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย “อันที่จริงก็ไม่แตกต่างกันหรอกขอรับ”

พูดยังไม่จบ เขาก็ส่งแรงไปที่ฝ่าเท้า พลังที่รุนแรงพลันระเบิดออกมา!

เพียงแค่ก้าวเดียว เยี่ยนจ้าวเกอก็ไปถึงตรงหน้าของชายร่างกำยำคนนั้นแล้ว!
บทที่ 65
ตำแหน่งตันเถียนของเยี่ยนจ้าวเกอมีปราณจิตราขยับหนึ่งนิ่งหนึ่งรวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน แปรเปลี่ยนเป็นรูปเต่าและงู อัศจรรย์เฉกเช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงของหยินหยาง

วิชาจากจากคัมภีร์หมัดจอมยุทธ์ ขับเคลื่อนหมัดเต่าสยบคลื่นและหมัดราชันงูสวรรค์ ภาพที่เกิดจากวรยุทธ์แท้สั่นสะเทือนประตูเลือดทวารซางฉวี แล้วแรงระเบิดที่น่ากลัวก็เกิดขึ้นในทันที

เยี่ยนจ้าวเกอก้าวเท้าออกหนึ่งก้าว ไปอยู่ตรงหน้าของชายร่างกำยำ

ไม่ต้องพูดถึงภายในอาคาร ต่อให้เป็นพื้นที่กว้างด้านนอกอาคาร ชายร่างกำยำที่มีระดับวรยุทธ์ระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายผู้นี้ ก็ใช้ปราณจิตราลอยตัวขึ้นไม่ทัน!

พลังทั่วร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอระเบิดออก ก่อนที่เขาจะพลิกฝ่ามือแล้วฟาดลงไปทันที!

ในฝ่ามือของชายหนุ่มเป็นสีม่วงแดง ปราณที่ร้อนแผดเผาทำให้ชายร่างกำยำเหมือนกับตกลงไปในเตาร้อน ซึ่งนั่นก็คือฝ่ามือดุสิต วิชาสืบทอดของเขากว่างเฉิง

ชายร่างกำยำแม้จะตะลึงในความเร็วของเยี่ยนจ้าวเกอเช่นกัน แต่ถึงอย่างไรเขาก็มีวรยุทธ์ในขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย จึงตั้งฝ่ามือขึ้นเสมือนกับตั้งดาบในทันที แล้วยกมือทั้งสองข้างขึ้น

ในขณะที่ปราณจิตรากำลังถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง ก็เปลี่ยนเป็นดาบยาวสองเล่ม ร่ายรำไปมาอยู่ในอากาศ

ดาบจิตราทั้งสองเล่ม เล่มหนึ่งอยู่ข้างบน เล่มหนึ่งอยู่ข้างล่างลอยวนไปมา เล่มหนึ่งรับฝ่ามือที่เยี่ยนจ้าวเกอฟาดลงมา ส่วนอีกเล่มหนึ่งกำลังฟันตรงไปที่ช่วงอกของเขา

บัดนี้ดาบจิตราเจิดจ้า ไอดาบเย็บเยียบมากมายมหาศาล ราวกับสภาพอากาศมากมายเกิดขึ้นพร้อมกัน

หนึ่งในยอดวิชาแปดพิภพ ดาบวิญญาณแปดฉาก!

ยุทธ์วิชานี้ไม่เหมือนวิชาดาบเทพผสานปราณที่ แข็งแกร่งดุเดือดไร้เทียมทาน ทว่าเป็นวิชาดาบที่มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางของดาบอันน่าอัศจรรย์

เป็นวิชาวรยุทธ์ประเภทเดียวกันกับหัตถ์เงาสนทยาของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

ทว่าส่วนที่ต่างกันก็คือ ในบรรดายอดวิชาแปดพิภพ วิชาดาบวิญญาณแปดฉากและวิชาฝ่ามือดุสิตนั้นหักล้างกัน หรืออีกความหมายก็คือ วิชาดาบวิญญาณแปดฉากสามารถสกัดกั้นฝ่ามือดุสิตได้นั่นเอง!

ประกายดาบสาดส่องไปทั่วสารทิศ ราวกับมีตะเกียงวังภูมิทัศน์ดวงหนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ

เตาเพลิงแม้จะไม่ใช่เพลิง ทว่าความรุนแรงของเพลิงสีม่วงจากฝ่ามือดุสิต เมื่อปะทะเข้ากับแสงที่เกิดจากดาบวิญญาณแปดฉากแล้ว ก็พลันลดความรุนแรงลงในทันที

และในขณะที่ประกายดาบหมุนวน มันก็ราวกับเปลี่ยนเป็นตะเกียงขนาดมหึมา หมุนวนไปแล้วชนเข้ากับเยี่ยนจ้าวเกอ

สีหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอยังคงเหมือนเดิม ทำเหมือนกับมองไม่เห็นประกายดาบที่กำลังฟันเข้าหาตัวเอง

ประตูเลือดทวารซางฉวี่สั่นสะเทือน เต่างูรวมตัวกันบุกโจมตี พลังของวรยุทธ์แท้ที่ศักดิ์สิทธิ์ก็ระเบิดออกมา ส่งพลังเพิ่มไปยังฝ่ามือดุสิต

ระหว่างที่ปราณจิตรารวมตัวกัน เพลิงสีม่วงกลางฝ่ามือของเยี่ยนจ้าวเกอก็เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ก่อร่างกลายเป็นเตาโอสถขนาดมหึมาอยู่รางๆ!

เตาโอสถถูกเหวี่ยงไปที่ตะเกียงที่เกิดจากดาบจิตราอย่างรุนแรง พลังที่ทั้งหนาแน่นและบ้าคลั่งผ่าตะเกียงนั้นแยกออกในทันที

ชายร่างกำยำขนลุกชันไปทั่วทั้งร่างกาย ก่อนจะตัดสินใจในทันที ทว่าพลังของเยี่ยนจ้าวเกอที่ปะทุออกมานั้นรุนแรงกว่าเขา อีกทั้งยังรวดเร็วกว่าเขาเสียอีก!

เมื่อรุกมาก็รุกกลับ แต่ก่อนที่ดาบจิตราของเขาจะฟันถูกเยี่ยนจ้าวเกอ จะต้องถูกฝ่ามือของเยี่ยนจ้าวเกอฟาดลงมาเหนือศีรษะของเขาก่อนเป็นแน่!

เขาหมดทางเลือก จึงหมุนตัวครั้งหนึ่ง แล้วเก็บดาบเพื่อตั้งรับแทน

ครั้งนี้สูญสิ้นทุกโอกาสแล้ว คิดอยากจะพลิกสถานการณ์กลับมา ก็ไม่มีความหวังอีกแล้ว

เยี่ยนจ้าวเกอถอนหายใจ แล้วฟาดฝ่ามือลงอย่างต่อเนื่อง การโจมตีราวกับพายุมรสุมทำให้อีกฝ่ายถอยหลังไปตลอดทาง

เดิมทีชายร่างกำยำคิดว่าการโจมตีที่รุนแรงเช่นนี้ของเยี่ยนจ้าวเกอ คงจะอยู่ต่อเนื่องไม่นาน แต่ใครจะรู้ว่าจะไม่มีที่สิ้นสุดเช่นนี้

แม้แต่การจะดึงระยะห่างออก เขาก็ยังทำไม่ได้ ได้แต่ถูกกักขังอยู่ภายใต้ฝ่ามือที่โจมตีมาของเยี่ยนจ้าวเกอตั้งแต่ต้นจนจบ

ชายร่างกำยำกัดฟันกรอด หมุนร่างกายเป็นวงใหญ่ แล้วฟันดาบออกไป โดยไม่สนใจความปลอดภัยของตนเองอีก!

ทว่าในตอนนี้เอง ร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอกลับพุ่งออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ระเบิดพลังรุนแรงขึ้นอีกขั้นอย่างไม่คาดคิด!

หมัดอสูรหกวิญญาณที่มีพลังระเบิดรุนแรงที่สุด หมัดอสูรวานรจอมพลัง!

ช่วงนาทีสุดท้าย ทั้งพลังและความเร็วของเยี่ยนจ้าวเกอก็ยกระดับขึ้นอีกครั้ง มากกว่าเดิมจนเกินความคาดหมายของทุกคน

เสี้ยววินาทีที่พุ่งออกไป เมื่อหลบหลีกดาบวิญญาณแปดฉากของอีกฝ่ายแล้ว ฝ่ามือของเยี่ยนจ้าวเกอก็ถึงตรงหน้าของชายร่างกำยำ!

ผู้อาวุโสฉินที่ดูการประลองเงียบๆ มาโดยตลอด นาทีนี้ก็ส่งเสียงราวกับชื่นชมและเศร้าโศกออกมา

ครั้นพลังไร้รูปร่างถูกปล่อยออกมา ระยะห่างระหว่างเยี่ยนจ้าวเกอและอีกฝ่ายก็เพิ่มพูนขึ้นมากโขในชั่วพริบตาเดียว

วินาทีถัดมา ทั้งสองก็กลับมายื่นอยู่ที่ตำแหน่งเดิมก่อนที่จะประมือกัน

การประมือของทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วพริบตา ทุกเสี้ยววินาทีต่างเป็นรุกโจมตีและตั้งรับที่เต็มไปด้วยอันตรายมากมาย

และในตอนนี้เอง คนอื่นๆ ต่างก็ทอดถอนหายใจออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย สายตาที่มองเยี่ยนจ้าวเกอเปี่ยมไปด้วยความทึ่งและชื่นชม

เยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่เบื้องหน้านี้ คิดไม่ถึงเลยว่าจะชนะการประลองกับจอมยุทธ์ที่เป็นศิษย์ร่วมสำนัก ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายได้จริงๆ

ชายร่างกำยำคนนี้ไม่ใช่ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายทั่วไป วรยุทธ์ที่ฝึกฝนก็เป็นปราณบริสุทธิ์ อีกทั้งดาบวิญญาณแปดฉากก็เป็นวิชาสืบทอดสายตรงของเขากว่างเฉิงเช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้น เขาผ่านการต่อสู้มานับร้อยครั้ง ประสบการณ์เต็มเปี่ยม โดยปกติแล้วคู่ต่อสู้เช่นนี้ เป็นคู่ต่อสู้ที่อัจฉริยะอายุน้อยส่วนใหญ่ไม่ยินดีที่จะพบเจอมากที่สุด

ทว่าเขากลับพ่ายแพ้ให้กับเยี่ยนจ้าวเกออย่างไม่เหลือชิ้นดี

การประลองทั้งหมด แม้ชายร่างกำยำจะคิดคำนวณไม่รอบคอบ ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอชิงลงมือก่อนในทันทีได้ แต่การรับมือของเขาหลังจากนั้นก็ไม่ได้มีช่องโหว่แต่อย่างใด และเป็นการโต้ตอบที่ดีที่สุด ที่จะสามารถทำได้ในสถานการณ์ตอนนั้น กระนั้นก็ยังคงถูกเยี่ยนจ้าวเกอโจมตีจนพ่ายแพ้

เท่ากับเยี่ยนจ้าวเกอใช้ความสามารถที่สูงกว่าอีกขั้นหนึ่งโจมตีเขาดื้อๆ โดยไม่มีการออมมือแม้แต่น้อย

เหยียนซวี่จ้องเยี่ยนจ้าวเกอนิ่ง

“แม้ว่ารากฐานของเจ้าจะเป็นปราณบริสุทธิ์ แต่หลายๆ วิชาที่เจ้าใช้ กลับไม่ใช่วรยุทธ์ของเขากว่างเฉิง”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างสงบนิ่ง “ข้าไม่ได้แอบฝึกวิชาวรยุทธ์ของสำนักอื่นแต่อย่างใด เพียงแต่โชคดีที่เคยได้พบเจอมาบ้างก็เท่านั้นเอง”

“ทำให้ท่านผู้อาวุโสเหยียนเห็นเรื่องตลกเสียแล้ว แต่ท่านเองก็ฝึกฝนวิชาวรยุทธ์ที่มาจากนอกสำนักด้วยไม่ใช่หรือขอรับ”

“วรยุทธ์ไร้ที่มาที่ศิษย์ได้รับมาจากภายนอก ข้าอุทิศมันให้กับทางคลังวรยุทธ์ของสำนัก แลกเปลี่ยนกับสุดยอดวิชาลับของสำนัก และเก็บสุดยอดวิชาลับนั้นไว้กับตัว นี่สอดคล้องกับกฎระเบียบของทางสำนักนะขอรับ”

เหยียนซวี่ส่งเสียงไม่พอใจออกมาทีหนึ่ง โดยไม่พูดอะไร

ผู้อาวุโสฉินไม่ได้สนใจเรื่องนี้แต่อย่างใด ทว่ามองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความชื่นชม แล้วพยักหน้าช้าๆ

เยี่ยนจ้าวเกอคนนี้ แท้จริงแล้วแข็งแกร่งกว่าเซียวเซิงด้วยซ้ำ

ผลการประลองนี้ก็ยืนยันได้แล้ว ว่าอย่างน้อยเยี่ยนจ้าวเกอก็มีโอกาสที่จะทำให้เซียวเซิงพ่ายแพ้ซึ่งๆ หน้าได้

ในบรรดาจอมยุทธ์ที่มีวรยุทธ์ค่อนข้างต่ำ อันเนื่องมาจากประสบการณ์ พรสวรรค์ และวิสัยทัศน์ ความห่างชั้นของกระบวนท่าวรยุทธ์ที่ดีและเลว เรื่องของขั้นต่ำสกัดขั้นสูงแม้จะไม่ได้พบเห็นได้บ่อย แต่ก็มีไม่น้อย

การต่อสู้ระหว่างจอมยุทธ์ที่ระดับวรยุทธ์ยิ่งสูงขึ้นไป สถานการณ์ที่ชนะข้ามขั้นก็ยิ่งพบได้ยาก

สามารถมาถึงระดับขั้นที่สูงยิ่งขึ้นได้ พรสวรรค์และโอกาสของแต่ละคนก็มีแต่ไม่มากนัก ระดับยิ่งสูงก็ยิ่งเป็นเช่นนี้

ระหว่างคนที่มีอายุเท่ากัน และคนรุ่นเดียวกันก็จะยิ่งเป็นเช่นนี้

“ขออภัยด้วยขอรับ” เยี่ยนจ้าวเกอยกมือขึ้นประสานกันไว้ระดับหน้าอกแสดงความเคารพกับชายร่างกำยำผู้นั้น จากนั้นก็พูดต่อว่า “หากเซียวเซิงไม่ยอมรับแล้วล่ะก็ ข้าจะหาโอกาสประลองกับเขาดูอีกสักครั้ง”

ทันใดนั้นเอง ก็มีรายงานมาจากข้างนอกว่า จ้าวซื่อเฉิง ราชาอาณาจักรถังตะวันออกได้เดินทางมาถึงด้วยตนเองแล้ว

เหยียนซวี่กับเยี่ยนจ้าวเกอต้อนรับเขาเข้ามา เมื่อจ้าวซื่อเฉิงพบเยี่ยนจ้าวเกอ คำแรกที่กล่าวออกมาก็คือ “ตอนนี้เจ้าอยู่ระดับขั้นไหนแล้วหรือ ทำให้เซียวเซิงพ่ายแพ้ไปด้วยสถานการณ์แบบใด ถึงได้ยึดเอากงจักรเพลิงสุริยะมาได้”

เมื่อคำพูดเหล่านี้ออกมาจากราชาแห่งอาณาจักรถังตะวันออก สายตาทุกคนที่อยู่ในห้องต่างก็มองไปที่เยี่ยนจ้าวเกอเป็นตาเดียว

ชายหนุ่มยิ้มบางๆ พลางเอ่ยว่า “ประมือกันหนึ่งต่อหนึ่งพะยะค่ะ ข้าชนะเขา จึงใช้กระบี่วิญญาณมังกรมรกตปลดกงจักรเพลิงสุริยะของเขา”

เมื่อเทียบกับตลอดการประลองและผลการประลองก่อนหน้านี้แล้ว คนของเขากว่างเฉิงทุกคนต่างก็ต้องถอนหายใจออกมาพร้อมกัน และไม่มีข้อสงสัยใดๆ อีก

ทว่ากลับเป็นจ้าวซื่อเฉิง ราชาอาณาจักรถังตะวันออกที่รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง จึงถามขึ้นมาอีกสองสามประโยค

เยี่ยนจ้าวเกอค่อยๆ ตอบทีละคำถาม จ้าวซื่อเฉิงจึงกล่าวอย่างโอบอ้อมอารีว่า “เยี่ยนตี๋มีผู้สืบทอดต่อแล้ว!”

ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็พยักหน้าพร้อมกัน

มีคนหลุดปากกล่าวออกมาว่า “เยี่ยนอู๋ตี๋อีกคน!”

เยี่ยนตี๋ บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอในช่วงวัยหนุ่ม เขาเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มรุ่นเยาว์ของมหาอำนาจแปดพิภพ ไม่เคยพ่ายแพ้ให้ผู้ใดเลยสักครั้ง สร้างความกดดันให้กับคนรุ่นเดียวกันในขณะนั้นอย่างยิ่ง

ในตอนที่เยี่ยนตี๋เป็นปรมาจารย์ขณะนั้น ก็สู้กับปรมาจารย์ทุกคนจนไร้ซึ่งคู่ต่อสู้

จนในที่สุดจอมยุทธ์ปรมาจารย์ทุกคนก็เริ่มไม่เรียกชื่อเขาด้วยชื่อจริง ทว่ากลับเพิ่มคำว่า ‘อู๋’ ลงไปตรงกลางระหว่างชื่อและสกุล

จึงพ้องเสียงว่า เยี่ยนอู๋ตี๋ (เยี่ยนไร้เทียมทาน)

จนถึงตอนที่เยี่ยนตี๋ย่างก้าวเข้าสู่ระดับมหาปรมาจารย์แล้วจึงไม่มีคนเรียกฉายานามนี้อีก

ทว่าด้วยเวลาที่ผ่านไป หลายปีมานี้วรยุทธ์ของเยี่ยนตี๋นับวันก็ยิ่งสูงขึ้น ความสามารถเพิ่มสูงขึ้นอย่างมั่นคง แรงกดดันที่แทบปลิดชีพปรมาจารย์ในสำนักก่อนหน้านี้ ค่อยๆ ปกคลุมไปยังมหาปรมาจารย์ทั่วหล้า

นามของเยี่ยนอู๋ตี๋ วันที่จะได้เรียกนามนี้อีกครั้งก็คงไม่ไกลแล้วล่ะ

เมื่อได้ยินคำพูดที่หลุดออกจากปากของคนผู้นั้น แม้ว่าผู้อาวุโสฉินหรือจ้าวซื่อเฉิงจะไม่ได้แสดงปฏิกิริยาชัดเจน ทว่าสายตากลับค่อยๆ ส่องประกายขึ้น

ขณะที่มองเยี่ยนจ้าวเกอ ในใจของทุกคนก็เกิดความคิดเช่นเดียวกันเกิดขึ้นลางๆ

อดีตคือเยี่ยนผู้ไร้เทียมทาน ปัจจุบันก็ยังเป็นเยี่ยนผู้ไร้เทียมทาน!

ส่วนเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ตรงนี้ ก็เหมือนกับเริ่มมีแนวโน้มไร้เทียมทานตามรอยบิดาอยู่รางๆ แล้ว!