6-10
บทที่ 6
ผู้อาวุโสชุยกลับมามีสีหน้าสงบนิ่งอีกครั้ง ส่ายหน้าพลางยิ้ม “ข้าก็แค่พูดชมศิษย์รุ่นหลังไม่กี่ประโยคเอง มันมีอะไรหรือ?”
เขามองเยี่ยนจ้าวเกอ “แต่เจ้าสิ แม้ชาติกำเนิดจะไม่ธรรมดา แต่เจ้าก็ควรจะรู้ไว้ ว่าถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นลูกศิษย์รุ่นหลัง”
“ลำพังแค่สิ่งที่เจ้าพูดเมื่อครู่ ข้าก็สามารถสั่งลงโทษเจ้าในความผิดไม่เคารพผู้อาวุโสและไร้ซึ่งคุณธรรมได้แล้ว ต่อให้เป็นท่านอาวุโสเยี่ยนก็พูดอะไรไม่ได้”
“เจ้าหนุ่ม เอาเรื่องที่เตาผลึกหินชั้นในนี้เป็นของจริงหรือของปลอม ใช่เจ้าเป็นคนสร้างขึ้นมาหรือไม่ไว้ก่อน ถึงเจ้าพอจะมีผลงานอยู่บ้าง แต่เจ้าก็ควรรู้จักระวังคำพูดและการกระทำ อ่อนน้อมถ่อมตนหน่อยถึงจะถูก!”
ถึงแม้ผู้อาวุโสชุยจะยังมีรอยยิ้มใจดี ทว่ากลิ่นอายรอบกายกลับดุดัน ทำให้ศิษย์รุ่นเยาว์ที่อยู่ในบริเวณนั้นไม่กล้าแม้แต่หายใจออกมา ได้แต่มองดูผู้อาวุโสชุยด้วยความหวาดกลัว
เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้เกินความคาดหมายของพวกเขาไปแล้ว
ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอกลับดูเป็นมิตรกว่าผู้อาวุโสชุยเสียอีก “ท่านเป็นผู้อาวุโส? จริงอยู่ที่สำนักของเราให้ความสำคัญกับลำดับความอาวุโสของเด็กและผู้ใหญ่ และข้าเองก็ให้ความเคารพกับผู้อาวุโสมาโดยตลอด”
“เพียงแต่ว่า ไม่ต้องให้ถึงพ่อข้าหรอก ถ้าข้าจะหาสักสองสามคนที่ไม่เห็นว่าท่านเป็นผู้อาวุโสมาล่ะก็ นั่นย่อมเป็นเรื่องที่ง่ายมาก”
“สำหรับเรื่องในวันนี้ แม้ท่านไม่ได้มีความผิดอะไร ทว่าที่ผ่านมาท่านคิดหรือว่าท่านสะอาดบริสุทธิ์ เรื่องนี้ท่านย่อมรู้ดีแก่ใจที่สุด”
“ข้าให้ความเคารพแก่ผู้อาวุโส ทว่าก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า อีกฝ่ายต้องเป็นผู้อาวุโสที่รู้จักเคารพตนเอง”
ผู้อาวุโสชุยจ้องเยี่ยนจ้าวเกอตาเขม็ง “เจ้า…”
เยี่ยนจ้าวเกอมองเขาด้วยหางตา “อะไรหรือขอรับ? ”
ผู้อาวุโสชุยถึงกับพูดไม่ออก จนบัดนี้เขาเพิ่งรับรู้ว่า เด็กหนุ่มเบื้องหน้านี้เอาแต่ใจและจิตใจคับแคบกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก!
ขณะนี้เขาเองคิดจะล้มโต๊ะ[1] ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอได้เห็นดีบ้าง ทว่ากลับพบว่าในมือของตนเองไม่มีหมากตัวไหนที่จะใช้ข่มขู่เยี่ยนจ้าวเกอได้เลย
แต่ถึงอยากจะลงมือเพียงใด อาหู่ที่อยู่ด้านข้างกลับแสยะยิ้มกว้างอย่างชั่วร้ายมองเขาอยู่ ทำให้เขาได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ตรงนั้น
เยี่ยนจ้าวเกอพูดนิ่งๆ ว่า “ท่านคงคิดว่าท่านกำลังใช้เด็กโง่คนหนึ่งเป็นเครื่องมือ แต่ความจริงแล้วตัวท่านเองก็เป็นเครื่องมือของคนอื่นเช่นกัน”
“ครั้งนี้หากท่านเล่นงานข้าได้สำเร็จ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังท่านคงจะทุ่มเททำทุกวิธีทางเพื่อปกป้องท่าน แต่ถ้าตอนนี้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังข้าลงมือกับท่าน ท่านยังคิดหรือว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังท่านจะยังปกป้องท่านอยู่อีก เขาจะลงทุนลงแรงปกป้องท่านขนาดไหนกันเชียว”
เมื่อพูดจบ เยี่ยนจ้าวเกอก็หมุนตัวกลับ ไม่สนใจใยดีคนแก่แซ่ชุยอีก จากนั้นจึงกวาดสายตามองไปยังเยี่ยจิ่ง ซือคงจิง และคนอื่นๆ แวบหนึ่ง แล้วจึงเดินนำออกจากตำหนักข้างไป “ถืออาวุธวิเศษให้ดี พวกเราจะไปกันแล้ว จุดหมายก็คือปราการมังกร”
อาหู่แบกเตาผลึกหินชั้นในเดินตามไปไม่ห่าง พลางส่งเสียงหัวเราะร่วน “คุณชาย นี่เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูหรือขอรับ?”
“เจ้าไม่เข้าใจหรอก” เยี่ยนจ้าวเกอส่ายศีรษะ ก่อนจะหันกลับหลังไปมองเยี่ยจิ่งที่เดินตามอยู่ด้านหลัง ที่ตอนนี้แม้จะดูไม่โกรธแค้นมากขนาดนั้นแล้ว แต่ยังคงมีสีหน้าเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่
เยี่ยนจ้าวเกอกลับมีสีหน้าเรียบนิ่ง แม้จะต้องมาแบกรับสิ่งต่างๆ แทนเจ้าของร่างเดิม แต่ตัวเขาในตอนนี้ไม่มีความแค้นเคืองอะไรกับเยี่ยจิง ดังนั้นจึงไม่คิดจะกลั่นแกล้งรังแกอะไรเขา
ใต้ฟ้าหลากหนทาง ต่างคนต่างเดิน อยู่กันอย่างสันติคือทางออกที่ดีที่สุด
‘แต่หากเจ้าจะเลือกยืนอยู่ในด้านที่ตรงกันข้ามกับข้า ข้าก็จะไม่หลีกทางให้เจ้าเช่นกัน เราก็มาลองกันสักตั้ง ดูสิว่าแขกต่างมิติเช่นข้า กับบุตรแห่งสวรรค์อย่างเจ้า ใครจะแกร่งกว่ากัน?’
‘เป็นตายไม่สน แต่ถ้าไม่สบอารมณ์ก็ขอสักที ข้าไม่สนหรอกว่าเจ้าจะเป็นใครหน้าไหน’
เยี่ยจิ่งมองไปยังแผ่นหลังของเยี่ยนจ้าวเกอด้วยสายตาที่สับสน
ส่วนสายตาที่ซือคงจิงมองเยี่ยนจ้าวเกอก็ยังคงเย็นชาเช่นเคย แต่มีแววของความสนใจเพิ่มขึ้นมา
ส่วนคนอื่นๆ ต่างก็มองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความเคารพนับถือ
หากว่าเรื่องของเตาผลึกหินชั้นในคือสิ่งที่ทำให้พวกเขารับรู้ถึงความสามารถของเยี่ยนจ้าวเกอ เช่นนั้นการโต้เถียงกับผู้อาวุโสชุยซึ่งๆ หน้าหลังจากนั้น ก็คือสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้ซึ้งว่าอะไรคือความเอาแต่ใจและยโสโอหัง
เมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่รู้ว่าสู้ตนเองไม่ได้อย่างเยี่ยจิ่งและพวกเขาเหล่านี้ ถึงเยี่ยนจ้าวเกอจะดูบ้าระห่ำและอารมณ์ร้อน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังอ่อนโยนกว่ามาก
ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับคนระดับสูงเช่นผู้อาวุโสชุย ที่ปกติแล้วทำให้ศิษย์รุ่นหลังเช่นพวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง เยี่ยนจ้าวเกอกลับเผชิญหน้าอย่างตาต่อตาฟันต่อฟัน บีบคั้นทุกย่างก้าว บ้าระห่ำที่สุด
เมื่อเทียบกับอาวุธวิเศษมากมายแล้ว เรื่องราวหลังจากนี้ต่างหากที่ทำให้พวกเขารู้สึกอย่างแท้จริง ว่าเยี่ยนจ้าวเกอกับพวกเขาอยู่คนละระดับกันจริงๆ
เยี่ยนจ้าวเกอละสายตาจากพวกเขา ก่อนจะเดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่บอกกล่าว ส่วนอาหู่ก็คอยติดตามอยู่ข้างๆ สุดท้ายเขาก็ชำเลืองมองอีกฝ่ายครั้งหนึ่ง
อาหู่ยื่นใบหน้าออกมาหัวเราะแหะๆ แล้วใช้ปราณภายในรวมเป็นเสียงส่งกระแสจิตไปหาเยี่ยนจ้าวเกออย่างเงียบๆ ว่า ‘คุณชายขอรับ ครั้งนี้เป็นความบกพร่องของข้า คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเจ้าเยี่ยจิ่งนั่นจะสามารถบรรลุได้อีกระดับ เบิกทางตันเถียนชี่ไห่สำเร็จได้ในเวลาสั้นๆ เพียงเท่านี้’
ชายหนุ่มกลอกตาขาวครั้งหนึ่ง แต่ตัวเขาเองกลับไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับเรื่องนี้แต่อย่างใด
บุตรแห่งสวรรค์ ผู้มีรัศมีตัวเอกผู้นี้ ช่างชอบการสร้างความตะลึงเสียเหลือเกิน เล่นเอาคนทั้งหลายตาสว่างและหน้าชากันไปเลยทีเดียว
เรื่องพรรค์นี้เยี่ยนจ้าวเกอเองก็ชอบมาก แต่มีเงื่อนไขคือตนเองต้องเป็นฝ่ายกระทำ ไม่ใช่ฝ่ายถูกกระทำ
‘สั่งคนไปตรวจสอบ แล้วกลับมารายงานให้เร็วที่สุด’ เยี่ยนจ้าวเกอส่งกระแสจิตกลับไป ‘ตาแก่แซ่ชุยยุยงให้ข้าเคียดแค้นเยี่ยจิ่ง ต้องไม่จบลงง่ายๆ เช่นนี้แน่’
‘แต่ถ้ามาลองคิดๆ ดู ถ้าข้าเล่นงานจนเยี่ยจิ่งตายและโดนจับได้พร้อมหลักฐาน ข้าก็จะถูกลงโทษที่ฆ่าฟันพวกพ้อง แต่ขอเพียงบิดาข้ายังอยู่ ข้าก็ยังมีโอกาสพลิกสถานการณ์ได้’
‘ยิ่งไปกว่านั้น หากข้าคิดจะลงมือจริงๆ จะทิ้งหลักฐานไว้ให้โดนจับได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?’
‘และสำหรับการแข่งขันระหว่างอาจารย์ลุงรองและพ่อข้า เรื่องนี้ก็ไม่มีผลกระทบอะไรมาก’ เยี่ยนจ้าวเกอพูดขึ้น ‘น่าจะยังมีเหตุผลอื่นอีก ไปตรวจสอบความสัมพันธ์กับคนรอบข้างของเยี่ยจิ่งมาโดยละเอียดด้วย โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับคนในสำนัก’
อาหู่ในขณะนี้มีสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง ไม่ใช่ใบหน้าที่เล่นสนุกอีกแล้ว ‘ขอรับ คุณชาย’
เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า แล้วมุ่งหน้าเดินทางต่อไป เดินไปสักพักก็พลันหยุดชะงัก ‘เอ๊ะ เกือบลืมเรื่องสำคัญไปเลย อาหู่ เจ้ากลับไปข้างวิหารอีกรอบ’
ชายร่างกำยำลูบกำปั้นไปมา ‘คุณชายรู้สึกไม่สบอารมรณ์หรือขอรับ ให้เป็นหน้าที่ของข้า ข้าจะกลับไปอัดตาแก่นั่นให้น่วมเดี๋ยวนี้เลย’
เมื่อได้ยินวาจาของอีกฝ่าย เยี่ยนจ้าวเกอก็รีบโบกมือปฏิเสธ ‘ไม่ใช่ เป็นภารกิจของสำนักครั้งนี้ ข้าลืมรับเอาคาถาที่ใช้สำหรับตรวจสอบปราการมังกรมาด้วย เจ้ากลับไปเอาให้ที’
อาหู่ ‘…’
ถึงเวลาแล้วที่ผู้อาวุโสปฏิบัติกิจแห่งวิหารปฏิบัติกิจชุยซิน จะถูกปลดออกจากตำแหน่งและถูกสอบสวนโดยตำหนักอาญา ในข้อหาเรียกสินบนและกดขี่ขู่เข็ญลูกศิษย์รุ่นหลัง
…
ณ ห้องมืดมิดและเงียบสงัดแห่งหนึ่งในสำนักเขากว่างเฉิง
“ตำนานเป็นความจริง คิดไม่ถึงเลยว่าเตาผลึกหินชั้นในจะมหัศจรรย์เช่นนี้”
“รีบรายงานข้อมูลมา”
“อย่างไรเสียเตาผลึกหินชั้นในในตอนนี้ก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ จึงหลอมได้เพียงอาวุธวิเศษระดับล่างเท่านั้น แม้คุณค่าจะมหาศาล แต่ก็ยังมีขีดจำกัด เพื่อที่จะไม่เป็นการเปิดเผยตัวก่อนเวลาอันควร ทำให้เขากว่างเฉิงไหวตัวทัน พวกเราจะรอให้มีผลลัพธ์ที่ดีกว่านี้ออกมาก่อน แล้วค่อยลงมือใช่หรือไม่”
“พวกเรายังคงปกปิดไว้เช่นเดิม แต่ข่าวนี้สำคัญมากนัก จำเป็นต้องรายงานกลับไปเดี๋ยวนี้ ส่วนต่อไปจะทำอย่างไรต่อ รอฟังคำสั่งจากทางนั้นก็แล้วกัน”
“ขอรับ”
…
อีกด้านหนึ่ง
“ตอนนี้มีคนระดับสูงของสำนัก รับช่วงต่อการศึกษาเตาผลึกหินชั้นในแล้ว แต่โครงสร้างพื้นฐานเป็นฝีมือเยี่ยนจ้าวเกอทั้งหมด”
“มีโครงสร้างพื้นฐานแล้วก็จะสามารถทดลองในขั้นถัดไปได้”
“ถึงเขาจะมีองครักษ์ติดตามไปปราการมังกรในครั้งนี้ด้วย แต่อย่างไรก็ยังโดดเดี่ยวแรงน้อย นี่เป็นโอกาสดีที่จะส่งคนไปฆ่ามัน”
“ติดต่อพวกกากเดนของค่ายห้าวิญญาณไป ครานั้นค่ายห้าวิญญาณพังพินาศด้วยน้ำมือบิดาของเยี่ยนจ้าวเกอ หนี้ของบุพการีบุตรต้องชำระ ให้พวกเขาลงมือจะได้ไม่ทำให้คนสงสัย แต่ต้องกำชับว่าอย่าจัดการเยี่ยนจ้าวเกอจนถึงตาย อย่างน้อยก็รอให้พวกเราถามข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเตาผลึกหินชั้นในให้ได้ก่อน ค่อยส่งให้พวกเขาจัดการต่อในภายหลัง”
“ส่วนเรื่องเตาผลึกหินชั้นใน ก็อย่าเพิ่งให้คนของค่ายห้าวิญญาณรู้ก่อน ให้พวกเขาจับตัวเยี่ยนจ้าวเกอมาเท่านั้นพอ”
…
บนชายแดนของอาณาจักรถังตะวันออก ที่อยู่ด้านตะวันออกของเกาะนภาตะวันออก หนึ่งในห้าเกาะแห่งนภาพิภพ เมื่อข้ามผ่านหุบเขาขนาดใหญ่นี้ไป ก็จะเป็นจุดหมายปลายทางของเยี่ยนจ้าวเกอและเหล่าศิษย์น้องในครั้งนี้ นั่นก็คือ ‘ปราการมังกร’
“ศิษย์น้องเยี่ย เจ้าเป็นคนของอาณาจักรถังตะวันออกไม่ใช่หรือ” ลูกศิษย์เยาว์วัยคนหนึ่งถามเยี่ยจิ่ง ขณะที่ทุกคนเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงอาณาจักรถังตะวันออกแล้ว
เยี่ยจิ่งพยักหน้าหงึกๆ ด้วยความปลง “ใช่แล้ว”
ในยุคที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทรงอำนาจที่สุดไม่กี่แห่งอยู่ร่วมกัน ทุกดินแดนล้วนมีสำนักจอมยุทธ์และอาณาเขตกว้างใหญ่ที่ปกครองด้วยตนเองโดยตรง จากนั้นก็ใช้พื้นที่เหล่านั้นเป็นศูนย์กลางกระจายอิทธิพลไปสู่พื้นที่รอบๆ
อย่างเช่นเขากว่างเฉิง มีเกาะนภากลางเป็นศูนย์กลางการปกครองของนภาพิภพทั้งห้าเกาะ ซึ่งมีอิทธิพลต่อพื้นที่ทั้งหมดของนภาพิภพ
สี่เกาะที่เหลือนอกจากเกาะนภากลาง ก็จะมีสำนัก ราชวงศ์ หรือขุมกำลังต่างๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากเขากว่างเฉิงจำนวนไม่น้อย แล้วพัฒนาตนเองขึ้นโดยยึดเขากว่างเฉิงเป็นแบบอย่าง
อาณาจักรถังตะวันออกเป็นหนึ่งในสามอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของเกาะนภาตะวันออก และเป็นชายแดนด้านตะวันออกที่ได้รับอิทธิพลจากเขากว่างเฉิง
ในพื้นที่อื่นๆ ที่เป็นเช่นเดียวกับอาณาจักรถังตะวันออก ก็มีสำนักและขุมกำลังที่อยู่ในระดับรองลงมาอยู่
เยี่ยจิ่งเหม่อลอยขณะมองดูเมืองหลวงของอาณาจักรถังตะวันออก เขาเกิดในตระกูลเยี่ยที่เป็นเพียงตระกูลเล็กๆ ในเมืองขนาดย่อมของอาณาจักรถังตะวันออก ด้วยความเพียรพยายามของเขา ตระกูลเยี่ยจึงได้กลายเป็นผู้ทรงอำนาจที่สุดในเมืองนั้น แต่ก็ยังไม่เป็นที่จับตามองของอาณาจักรถังตะวันออกนัก
เมื่อเขาออกจากเมืองมายังเมืองหลวงของอาณาจักรถังตะวันออก เขาถึงรู้สึกเหมือนได้เปิดโลกทัศน์อย่างแท้จริง
ส่วนการออกจากอาณาจักรถังตะวันออก และเข้าเป็นศิษย์ของเขากว่างเฉิง ก็เสมือนกับที่ได้พบเห็นฟ้าดินที่แท้จริงหลังจากกระโดดออกจากก้นบ่อ
ในอาณาจักรถังตะวันออกมีจอมยุทธ์มากมาย ที่แต่ก่อนเขาเองก็ยังต้องแหงนหน้ามอง ทว่าการกลับมาในครั้งนี้ ถือได้ว่ากลับมาอย่างมีหน้ามีตา…
“หลังจากเข้าเมืองแล้ว ข้าจะเข้าวังหลวงไปเข้าเฝ้าราชาแห่งอาณาจักรถังตะวันออก รวมถึงท่านผู้อาวุโสคุมการณ์ของสำนักเราที่ประจำอยู่ที่นี่ เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ของปราการมังกรเสียก่อน”
เยี่ยนจ้าวเกอที่เดินอยู่ด้านหน้าสุดหยุดฝีเท้าลง สายตามองตรงไปยังเมืองหลวงแห่งอาณาจักรถังตะวันออก แล้วพูดกับทุกคนว่า “พวกเจ้าก็พักผ่อนสักหน่อย จะทำกิจกรรมอะไรก็ตามแต่พวกเจ้า แต่หลังจากนี้อีกสองชั่วยามให้มารวมตัวกันใหม่ พวกเราจะได้เคลื่อนตัวไปยังปราการมังกรกันเสียที”
บรรดาศิษย์รุ่นเยาว์ต่างขานรับพร้อมกันว่า “ขอรับ ศิษย์พี่เยี่ยน”
ส่วนเยี่ยจิ่งใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์
บทที่ 7
ผู้พูดไร้ซึ่งเจตนา ทว่าผู้ฟังกลับใส่ใจ
เยี่ยนจ้าวเกอพูดไปโดยไม่ได้คิดอะไร แต่กลับทำให้เยี่ยจิ่งที่สุขใจเมื่อได้กลับบ้านรู้สึกไม่สบอารมณ์นัก
แม้ทุกคนจะถูกรัศมีของเยี่ยนจ้าวเกอบดบัง ทว่าก็ยังดูสนุกสนาน การที่พวกเขาได้ออกจากเขากว่างเฉิงมายังเกาะนภาตะวันออก และอาณาจักรถังตะวันออกนี้ ทำให้พวกเขารู้สึกว่า แท้จริงพวกเขาก็เป็นบุตรแห่งสวรรค์เช่นเดียวกัน
ในฐานะที่เป็นศิษย์แห่งเขากว่างเฉิง หนึ่งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของยุคนี้ เดิมทีพวกเขาก็เป็นบุคคลชั้นยอดที่ผ่านการทดสอบคัดเลือกจากสถานที่ทรงอำนาจต่างๆ เฉกเช่นอาณาจักรถังตะวันออก แล้วจะมีใครฝีมือย่ำแย่บ้างเล่า
เพียงแต่ทุกคนจะไม่คิดลำพองใจ เพราะทุกครั้งที่ในใจเกิดความรู้สึกเช่นนั้น แผ่นหลังของบุรุษสวมชุดสีขาว คลุมทับด้วยเสื้อนอกสีน้ำเงิน ท่าทางสบายๆ ที่อยู่ด้านหน้าสุดผู้นั้น จะทำให้ความลิงโลดในใจของพวกเขาสงบลงได้ทันที
เมื่อลูบอาวุธวิเศษของตนแล้ว ในใจก็ฮึกเหิมเกิดความคิดที่จะมุ่งพัฒนาตนเองให้เก่งกาจยิ่งขึ้น
ทหารองครักษ์ในราชวังแห่งอาณาจักรถังตะวันออก มีเพียงคนที่เก่งกาจที่สุดในบรรดาผู้ที่มีวรยุทธ์เทียบเท่ากับพวกเขาเท่านั้น ถึงจะมีอาวุธสงครามได้คนละชิ้น…
แน่นอนว่าหากเทียบกับเยี่ยนจ้าวเกอ พวกเขาไม่มีทางเทียบได้
บุคคลที่เยี่ยนจ้าวเกอจะเข้าพบในตอนนี้ คือราชาแห่งอาณาจักรถังตะวันออก ไม่บอกก็รู้ว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรถังตะวันออก หนึ่งในสามมหาอำนาจแห่งเกาะนภาตะวันออกที่อยู่ภายใต้การปกครองของเขากว่างเฉิง ถือเป็นราชาผู้โที่มีความสามารถโดดเด่นที่สุด
ส่วนผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งอาณาจักรถังตะวันออก ถือเป็นตัวแทนของเขากว่างเฉิง ที่เป็นที่เคารพสูงสุดของอาณาจักร มีตำแหน่งสูงยิ่งกว่าผู้อาวุโสชุย ที่เยี่ยนจ้าวเกอเพิ่งลากลงจากตำแหน่งไปก่อนหน้านี้
ถึงแม้ในนอกต่างกัน วรยุทธ์มีสูงต่ำ อำนาจมีมากมีน้อย ทว่าในบทบัญญัติของสำนัก ผู้อาวุโสปฏิบัติกิจเช่นผู้อาวุโสชุย เมื่อออกจากสำนักมาอยู่ที่เกาะนภาตะวันออก ก็มีหน้าที่คอยคุมการณ์ในเมืองหรือพื้นที่สำคัญ รวมถึงดูแลการขุดค้นและใช้งานทรัพยากรต่างๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของสำนักไว้
โดยผู้อาวุโสคุมการณ์จะคอยคุมการณ์อยู่ที่พระราชวัง สำนัก หรือขุมกำลังใหญ่ๆ เป็นที่เคารพร่วมกันของที่แห่งนั้น เพื่อคอยรับประกันผลกระทบจากอิทธิพลของเขากว่างเฉิง และการเก็บเกี่ยวในแต่ละวัน รวมถึงรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน
หลังจากที่เข้าเมืองและนัดแนะจุดรวมพลกันแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็เข้าวังไปผู้เดียว ส่วนเยี่ยจิ่งและคนอื่นต่างก็แยกตัวกันออกไปทำกิจกรรมต่างๆ ในเมืองหลวงของอาณาจักรถังตะวันออก
เยี่ยจิ่งหมดอารมณ์ที่จะเยี่ยมชมบ้านเกิดต่อ จึงเดินเลียบตามริมแม่น้ำที่ตัดผ่านเมืองไปเรื่อยๆ แล้วหยุดยืนอยู่บนสะพานแห่งหนึ่ง พลางก้มหน้ามองกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวผ่านใต้สะพานไปเพียงลำพังอย่างสงบเงียบ
ซือคงจิงปรากฏกายด้านหลังเขาโดยไม่ส่งเสียงใดๆ ทว่าเยี่ยจิ่งรู้ตัว จึงกล่าวอย่างไม่ได้ใส่ใจนัก “ศิษย์พี่”
“กำลังคิดเรื่องเมื่อครู่อยู่หรือ?” ซือคงจิงเอียงศีรษะเล็กน้อย
เยี่ยจิ่งส่ายหน้า “ตอนนั้นข้าคิดว่าเขาต้องการจะโอ้อวด แต่คิดดูออีกครั้งกลับรู้สึกว่าไม่ใช่”
“เช่นนั้นเจ้ากำลังคิดเรื่องอาวุธวิเศษที่ศิษย์พี่เยี่ยนให้ทุกคน?” ซือคงจิงถาม
ตอนที่อยู่ในสำนัก มีเพียงเยี่ยจิ่งที่ไม่ได้หยิบอาวุธวิเศษที่เยี่ยนจ้าวเกอให้ ส่วนสิบห้าคนรวมทั้งซือคงจิงต่างก็เลือกมาคนละหนึ่งชิ้น
“ศิษย์พี่เยี่ยนอาจจะกำลังโอ้อวดอยู่ก็ได้ แต่เขามีสิทธิ์จะทำเช่นนั้น” ซือคงจิงเดินมายืนข้างๆ เยี่ยจิ่ง “อาวุธวิเศษระดับล่างเป็นสิ่งที่ไม่มีความคิดและจุดยืนหรอกนะ และความสำเร็จในอนาคตของข้ากับเจ้า ก็ไม่ใช่สิ่งที่อาวุธวิเศษเพียงแค่ชิ้นเดียวจะมากำหนดได้ ศิษย์พี่เยี่ยนยุติธรรมกับทุกคน มอบอาวุธให้ทุกคนคนละหนึ่งชิ้น ข้าจะกล้าไม่รับไว้ได้อย่างไร ไว้อนาคตค่อยคืนสิ่งที่ดีกว่านี้ให้เขาก็ได้”
เยี่ยจิ่งพยักหน้า แม้ว่าซือคงจิงจะหยิบอาวุธวิเศษมาชิ้นหนึ่งเหมือนกับทุกคน แต่ในความเป็นจริงแล้ว นางไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันมากนัก
“เจ้าไม่รับไว้อาจจะดูแปลกแยก แต่ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้” ซือคงจิงกล่าวต่อว่า “คงมีบางคนที่คิดว่านั่นถือเป็นความหวังดีของศิษย์พี่เยี่ยน เจ้าปฏิเสธก็เท่ากับว่าไม่เจียมตัว แต่ข้ากลับรู้สึกว่าศิษย์พี่เยี่ยนไม่ได้กำลังเอาใจทุกคนอยู่ สายตาที่เขามองเจ้ากับมองข้าไม่แตกต่างอะไรกันเลย”
การที่นางกล่าวเช่นนี้ กลับทำให้เยี่ยจิ่งยิ่งกำหมัดแน่นขึ้น ภาพในอดีตที่เยี่ยนจ้าวเกอพรากคนรักของเขาไป โดยที่ไม่เห็นหัวของเขานั้น ราวกับฉายซ้ำตรงหน้าอีกครั้ง
“เขาคิดอย่างไรข้าไม่รู้ แต่ข้าไม่ต้องการของของเขา” เยี่ยจิ่งกล่าว น้ำเสียงค่อยๆ สงบลง ก่อนจะเผยความมั่นใจและเชื่อมั่นในแววตา “สำหรับข้าในตอนนี้ อาวุธวิเศษเป็นสิ่งที่ดีแน่อยู่แล้ว แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือการฝึกฝนของตัวข้าเอง”
“ที่เจ้าพูดมาก็ไม่ผิด เมื่อปลงความคิดได้ จิตใจย่อมสบาย หากอัดอั้นตันใจ จะได้รับผลกระทบในยามฝึกฝนได้ง่าย สู้ปลดปล่อยตนเอง แล้วทำตามความต้องการของตัวเองดีกว่า” ซือคงจิงกล่าว
เยี่ยจิ่งกำหมัดแน่นพลางพูดว่า “เยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้แกร่งกล้ากว่าข้าอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ระดับพลังจะสูงกว่า ทั้งยังมีวิชาหลอมเตาผลึกหินชั้นในที่กลับสู่โลกอีกครั้ง แต่ข้าจะไม่แพ้ให้เขาตลอดไปหรอก ข้าต้องเหนือกว่าเขาให้ได้”
“ปรมาจารย์รุ่นเยาว์ไม่ได้เก่งกาจมากถึงเพียงนั้น ข้าจะแข่งกับเขาดูสักตั้ง ว่าใครกันจะเป็นมหาปรมาจารย์ แล้วละโลกาสู่ความศักดิ์สิทธิ์ บรรลุระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ก่อนกัน!”
การฝึกฝนของจอมยุทธ์ในยุคนี้ จะเริ่มฝึกจากร่างกาย โดยแบ่งออกเป็นขั้นร่างกาย ขั้นเบิกทางชีพจร และขั้นชักจูงลมปราณ ในทุกขั้นแบ่งออกเป็นระยะต้น ระยะกลาง และระยะท้าย
รวมทั้งสิ้นเก้าขั้น หากรวมกับขั้นประจักษ์นภาอันเป็นการฝึกยุทธ์ขั้นสุดท้าย จะเรียกรวมกันว่าระดับยุทธ์หลอมกายสิบขั้น
ถัดจากขั้นประจักษ์นภาขึ้นไปจะมีด่านขวางกั้นใหญ่หนึ่งจุด หากก้าวข้ามผ่านไปได้ จอมยุทธ์ก็จะเข้าสู่ระดับปรมาจารย์
ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักวิทยายุทธ์เช่นเขากว่างเฉิงอาจยังมองไม่ออก ทว่าในความเป็นจริงแล้วเมื่อจอมยุทธ์กลายเป็นปรมาจารย์ ก็จะมีคุณสมบัติที่จะเปิดสำนักวิทยายุทธ์บนแผ่นดินใหญ่ได้
ผู้นำด้อยอำนาจจำนวนไม่น้อยก็ฝึกวรยุทธ์เพื่อเข้าสู้ระดับปรมาจารย์
ระดับปรมาจารย์นี้แบ่งเป็นสามขั้น อันได้แก่ ขั้นจิตราชั้นใน ขั้นจิตราชั้นนอก และขั้นเคียงนภา ทุกขั้นแบ่งเป็นระยะต้น ระยะกลาง และระยะท้ายเช่นกัน รวมกับขั้นฝ่านภาในขั้นสุดท้าย นั่นก็คือระดับปรมาจารย์ยุทธ์สิบขั้น
อีกทั้งถัดจากขั้นฝ่านภาขึ้นไป ก็จะมีอีกหนึ่งด่านขวางที่กว้างใหญ่ ผู้ที่ข้ามผ่านไปได้ ก็จะถูกเรียกว่ามหาปรมาจารย์
เมื่อถึงจุดนี้ถือได้ จะถือว่าเป็นจอมยุทธ์ที่เก่งกาจคนหนึ่ง และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งแผ่นดิน
มหาปรมาจารย์ยุทธ์สิบขั้นจะเรียกได้ว่าบรรลุธรรม ซึ่งก็คือการละทิ้งทางโลกเข้าสู่ความศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่อยู่สูงกว่าขั้นบรรลุธรรมจะมีโอกาสได้เข้าสู่ดินแดนวรยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ และกลายเป็นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์
และในยุคปัจจุบันนี้ ทั่วหล้ามีจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์เพียงหยิบมือเท่านั้น
“วิชาหลอมเตาผลึกหินชั้นในของเขาหลอมสร้างอาวุธวิเศษและอาวุธวิญญาณได้ ต้องดูต่อไปว่าจะหลอมอาวุธศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่ สำหรับสำนักแล้ว อาวุธวิญญาณมากมายจะสำคัญกว่าการมีจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งได้อย่างไร”
ดวงตาของเยี่ยจิ่งเปล่งประกาย แม้ว่าตอนนี้เขาเบิกทางตันเถียนชี่ไห่ อยู่ในระดับยุทธ์หลอมกายขั้นแปด ขั้นชักจูงลมปราณระยะกลางเท่านั้น ในขณะเยี่ยนจ้าวเกอกำลังจะเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะท้ายนานแล้วก็ตาม
แต่เยี่ยจิ่งมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม เขาเชื่อว่าตนเองสามารถเอาชนะชายหนุ่มผู้เป็นเสมือนศัตรูที่ชะตาลิขิตไว้ได้
เขามีจิตใจแน่วแน่และมีความเชื่อมั่นที่มากพอ อีกทั้งเขาก็ยังมีที่พึ่งเป็นของตนเอง…
เยี่ยจิ่งถอนหายใจเบาๆ ด้วยอารมณ์ขุ่นมัว พลางใช้นิ้วมือถูไปยังแหวนสีแดงคล้ำวงหนึ่งที่สวมอยู่บนมือขวา
จุดเริ่มต้นต่ำกว่าไม่สำคัญ แค่มีพัฒนาการที่รุดหน้ารวดเร็ว ต้องมีสักวันที่สามารถไล่ทันและก้าวนำไปได้แน่!
ซือคงจิงมองไปยังเยี่ยจิ่ง “ศิษย์น้องเยี่ย เจ้ามีความสามารถไม่ธรรมดา ขอเพียงมีความมุ่งมั่น ซื่อสัตย์อดทนการจะไปถึงขั้นบรรลุธรรมและเป็นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ต้องไม่ใช่ปัญหาแน่”
“ข้าก็แค่คุยโวกับตัวเองเท่านั้น ศิษย์พี่อย่าล้อข้าเล่นเลย ท่านอยู่ขั้นประจักษ์นภาแล้ว ห่างจากขั้นปรมาจารย์อีกเพียงก้าวเดียว บัดนี้ดูแล้วท่านต่างหากที่มีความเป็นได้มากที่สุดที่จะเอาชนะเยี่ยนจ้าวเกอ อีกทั้งยังมีโอกาสเป็นศิษย์ระดับปรมาจารย์รุ่นเยาว์อีกคนของเขากว่างเฉิงมากกว่าข้า” เยี่ยจิ่งกล่าวยิ้มๆ
ซือคงจิงจึงพูดว่า “แต่ข้าว่าครั้งนี้ศิษย์พี่เยี่ยนดูไม่เหมือนมีใจคิดร้าย แต่กลับเป็นตอนที่อยู่ที่วิหารปฏิบัติกิจ คำพูดเหล่านั้นของท่านผู้อาวุโสชุยเหมือนจงใจยุแหย่อย่างน่าสงสัย ต่อไปศิษย์น้องเยี่ยเจ้าต้องคอยระมัดระวังตัวให้ดี”
“ภายในสำนักมีความสัมพันธ์มากมายที่มองออกได้ยาก ง่ายนักที่จะตกไปในหลุมพลางโดยไม่รู้ตัว”
เยี่ยจิ่งพยักหน้า “ข้าเข้าใจ”
บทที่ 8
ไม่ว่าจะเป็นความคิดของเยี่ยจิ่ง ซือคงจิง หรือคนอื่นๆ เยี่ยนจ้าวเกอล้วนไม่ได้ใส่ใจมากนัก
ถึงแม้ว่าเรื่องที่หุบเหวปราการมังกรจะเร่งด่วน แต่ในเมื่อเดินทางมาถึงอาณาจักรถังตะวันออกแล้ว ก็ช่างคนอื่นเถิด เพราะเยี่ยนจ้าวเกอจะต้องเข้าเฝ้าราชาองค์ปัจจุบันของอาณาจักรถังตะวันออกให้ได้
อีกฝ่ายไม่ได้เป็นเพียงราชาแห่งอาณาจักรถังตะวันออก และยอดจอมยุทธ์แห่งเกาะนภาตะวันออกคนหนึ่งเท่านั้น ทว่ายังเป็นเพื่อนสนิทของเยี่ยนตี๋ ผู้เป็นบิดาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ รวมถึงเขายังคอยดูแลและสนับสนุนเยี่ยนจ้าวเกอเสมอ
หุบเหวปราการมังกรมีการเคลื่อนไหวผิดปกติ แน่นอนว่าจอมยุทธ์ยอดฝีมือของอาณาจักรถังตะวันออก และจอมยุทธ์ผู้รักษาการณ์ของเขากว่างเฉิงที่อยู่ใกล้ที่นี่มากที่สุด ต้องรีบเดินทางมาปิดผนึกและตรวจสอบตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว ก่อนที่เยี่ยนจ้าวเกอและทุกคนจะเข้าไปในสถานที่ที่อันตรายอย่างหุบเหวปราการมังกร จึงต้องทำความเข้าใจกับสถานการณ์ล่าสุดเสียก่อน
หลังจากเข้าเฝ้าราชาแห่งอาณาจักรถังตะวันออกเสร็จเรียบร้อยแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็จะไปเข้าพบผู้อาวุโสคุมการณ์ของสำนักเขากว่างเฉิงที่ประจำการอยู่ ณ อาณาจักรถังตะวันออก
การเข้าพบครั้งนี้ไม่ได้ผ่อนคลายและสันติอย่างในครั้งแรก เพราะว่าผู้มีอำนาจมากที่สุดในอาณาจักรถังตะวันออกของเขากว่างเฉิงผู้นี้ เป็นคนของอาจารย์ลุงรองของเยี่ยนจ้าวเกอ
ผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งอาณาจักรถังตะวันออกผู้นี้ ภายนอกดูเป็นชายชราที่เข้มงวดคนหนึ่ง เขามองเยี่ยนจ้าวเกอ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรยืดเยื้อเสียเวลานัก เพียงใช้คำพูดง่ายๆ ไม่กี่ประโยคอธิบายสถานการณ์ที่เขาทราบดี ส่วนเยี่ยนจ้าวเกอก็ฟังไปพลาง ไตร่ตรองไปพลาง
“เฉาหยวนหลงแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ปรากฏตัวที่หุบเหวปราการมังกรเช่นกัน เจ้าก็พยายามเข้าเถิด” หลังจากอธิบายสถานการณ์ที่ปราการมังกรเสร็จสิ้นแล้ว ชายชราก็กล่าวทิ้งท้ายอย่างไม่ใส่ใจ
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มและพูดว่า “ครั้งนี้ทางสำนักให้ข้าเป็นคนนำคณะมาก็เพราะเขาไม่ใช่หรือขอรับ”
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่กี่แห่งที่ในยุคสมัยนั้น สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เป็นสำนักยิ่งใหญ่ที่อยู่ในระดับเดียวกันกับเขากว่างเฉิงเช่นกัน แม้กระทั่งมีกำลังอำนาจอาจเหนือกว่าเขากว่างเฉิง อีกทั้งยังมีเค้าลางเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งแห่งยุคปัจจุบันเลยก็ว่าได้
เฉาหยวนหลงเป็นบุตรแห่งสวรรค์ และปรมาจารย์วัยเยาว์ผู้เก่งกาจของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ เขาอายุใกล้เคียงกับเยี่ยนจ้าวเกอ วรยุทธ์ก็อยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะท้ายเช่นกัน อีกทั้งยังเป็นคนรุ่นใหม่มากความสามารถผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของโลกแปดพิภพเช่นกันด้วย
เจ้าของร่างเดิมของเยี่ยนจ้าวเกอเคยประมือกับเขาสามครั้ง แต่ผลสุดท้ายเสมอกันทั้งหมด ทั้งสองเลยถือได้ว่าเป็นคู่ปรับเก่าในบรรดาจอมยุทธ์รุ่นเยาว์ของโลกแปดพิภพ
ท่านผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งอาณาจักรถังตะวันออกกล่าวว่า “เจ้าหนุ่มคนนี้ถือว่าหาได้ยาก เขาฝึกวิชาเข็มทองสุริยันของสำนักจนสำเร็จถึงขั้นที่แปดแล้ว ในขณะที่มีพรสวรรค์เหนือผู้อื่น เขาก็ยังมีความพยายามอุตสาหะ หากครั้งนี้เขายังก้าวหน้าเพิ่มขึ้นอีก ผลจะเป็นเช่นไรคิดว่าข้าคงไม่ต้องบอกเจ้านะ”
วิชาเข็มทองสุริยันของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เป็นวิชาที่ไม่นิยมฝึกฝนกันนัก ทว่าหากฝึกฝนจนแก่กล้าแล้วจะมีอานุภาพร้ายแรงมาก ถือเป็นหนึ่งในวิชาที่อยู่ระดับสูงสุดเมื่อเทียบกับวรยุทธ์ในระดับเดียวกัน
การฝึกฝนในระยะเริ่มและระยะกลางค่อนข้างมีขีดจำกัด อย่างน้อยก็ต้องฝึกถึงขั้นที่หกหรือเจ็ดจึงจะเห็นความพิเศษอย่างชัดเจน
ทว่าวิชานี้กลับเป็นวิชาที่ฝึกฝนได้ยากมาก ผู้ฝึกต้องอดทนกับความเจ็บปวดจากการถูกไฟแผดเผา ราวกับถูกเข็มเป็นพันเป็นหมื่นเล่มทิ่มแทงทั่วร่างกาย ซึ่งเป็นการฝึกฝนที่ไม่ต่างอะไรกับการทารุณตนเอง
เมื่อระดับวรยุทธ์สูงขึ้น สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะมีวิชาที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นให้เหล่าศิษย์ได้เลือกฝึกฝนอยู่แล้ว จึงมีผู้เลือกฝึกวิชานี้น้อยมาก
เยี่ยนจ้าวเกอพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า “ถ้าหากเฉาหยวนหลงสามารถฝึกวิชาเข็มทองสุริยันสำเร็จถึงขั้นที่เก้าได้ด้วยอายุเท่านี้ ในประวัติศาสตร์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ยังมีไม่เกินห้าคน ช่างหาได้ยากจริงๆ”
“หากได้อยู่ในอันดับต้นๆ ของคนรุ่นเดียวกันในสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ย่อมเหนือกว่าผู้อื่นเป็นธรรมดา”
ชายหนุ่มยิ้ม “ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่เตือน ข้าเองก็เตรียมใจไว้แล้ว”
ผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งถังตะวันออกมองเขาครั้งหนึ่ง แล้วพูดอย่างเย็นชาว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็ไปเถิด หากพบสิ่งใดที่ปราการมังกรก็ให้รีบกลับมารายงานทันที ดูแลศิษย์ทุกคนที่มาฝึกฝนให้ดี อย่าให้เกิดผิดพลาดอะไรก็แล้วกัน”
“เช่นนั้นข้าขอลา ท่านผู้อาวุโสส่งเพียงเท่านี้พอ” เยี่ยนจ้าวเกอลุกขึ้นยืน
ชายชรามองดูแผ่นหลังที่จากไปของเยี่ยนจ้าวเกอ ครั้นสายตาเรียบสงบลงแล้ว เขาจึงหลับตาทั้งสองข้างลงช้าๆ “เจ้าเด็กไร้กาลเทศะ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง”
…
ปราการมังกรเป็นหุบเหวขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ที่พาดตัวยาวเป็นแนวขวางอยู่บนพื้นดิน สองด้านมีหน้าผาขนาดใหญ่ เหวด้านล่างลึกมองไม่เห็นก้น และมีหมอกดำปกคลุมตลอดทั้งปี
หมอกดำเป็นอันตรายกับผู้คน ยิ่งลึกลงไปในหุบเหว ก็ยิ่งมีหมอกดำหนาแน่น ต่อให้เป็นจอมยุทธ์ยอดฝีมือยังไม่กล้าเสี่ยงอันตรายลงไปสุ่มสี่สุ่มห้า และมักมีสัตว์อสูรที่ฉลาดเป็นกรดและดุร้ายอยู่ท่ามกลางหมอกดำมากมาย
เมื่อเข้าไปในปราการมังกร หมอกดำที่ปกคลุมอยู่ยิ่งทำให้เกิดการบิดเบี้ยวของเวลา ทำให้ยากที่จะแยกแยะทิศทาง คนจากด้านนอกหุบเหวอยากจะช่วยเหลือก็เป็นเรื่องยากเช่นกัน
ทว่าในปราการมังกรก็มีสมบัติล้ำค่าที่พบเจอได้ยากบนพื้นแผ่นดินทั่วไป หรืออาจเป็นสมบัติที่มีเพียงเฉพาะที่นี่เท่านั้น จึงมีจอมยุทธ์เข้ามาค้นหาสมบัติที่นี่เสมอ
แน่นอนว่า ผู้ที่เข้ามาส่วนมากก็ไม่ได้รอดกลับออกมาอีก
ดังนั้นตั้งแต่อดีตกาลมา ปราการมังกรจึงเป็นสถานที่ที่ขึ้นว่าอันตรายยิ่งนัก
เยี่ยนจ้าวเกอและคนอื่นๆ ออกจากเมืองหลวงของอาณาจักรถังตะวันออก และรุดหน้าเดินทางมาถึงรอบนอกของสถานที่อันตรายแห่งนี้
“พวกเจ้าคงจะทราบถึงความเป็นมาของปราการมังกรกันแล้วใช่หรือไม่” เยี่ยนจ้าวเกอที่ยืนอยู่ข้างหน้าผาเปรยขึ้น “ในโลกแปดพิภพ ทั่วไปแล้วผู้คนจะแบ่งพื้นที่ขนาดใหญ่ออกเป็นแปดส่วน ซึ่งจะใช้นภา ปฐพี วายุ อัสนี วารี อัคคี ภูผา และบึงเป็นชื่อเรียกแทน”
“เนื่องจากความผิดปกติของปฐพีพิภพเมื่อหลายปีก่อน พื้นที่นั้นจึงกลายเป็นเป็นเขตปิดตายและกลายเป็นสถานที่อันตรายขนาดใหญ่ที่สุดของโลก หลังจากนั้นทุกคนก็เห็นพ้องที่จะเรียกที่แห่งนั้นว่า ‘อเวจี’ มาตลอด
“นับแต่อเวจีก็แตกแขนงเป็นหุบเหวขนาดใหญ่อีกมากมายทั่วใต้หล้า ปราการมังกรแห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในหุบเหวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งพาดตัวยาวเข้าไปในเขตของนภาพิภพที่เขากว่างเฉิงของเราตั้งอยู่ด้วย”
เยี่ยนจ้าวเกอพูดต่อว่า “จู่ๆ ปราการมังกรก็เกิดความผิดปกติขึ้น สาเหตุยังไม่ชัดเจนนัก พวกเจ้าจะต้องระวังตัวให้ดี”
ลูกศิษย์เขากว่างเฉิงล้วนพยักหน้าตอบรับ
ทุกคนก็ค่อยๆ เดินลงไปในหุบเขา โดยมีเยี่ยนจ้าวเกอเป็นผู้นำ
แม้จะเป็นสถานที่ที่อันตราย แต่ก็มีคนจัดการรอบนอกสุดให้เป็นทางเดินอย่างง่ายแล้ว
บนเส้นทางเดินนี้มีแสงจากตะเกียงส่องสว่างอยู่ในทุกช่วง และมีควันจางๆ ไหลเข้ามากันหมอกดำออกเป็นช่องทางเล็กๆ ที่ให้คนเดินได้
นี่ก็คือทางที่จอมยุทธ์ยอดฝีมือของอาณาจักรถังตะวันออกและเขากว่างเฉิงเข้ามาทำการผนึกชั่วคราว เมื่อรู้ถึงความผิดปกติในตอนแรก จากนั้นก็ทำการเฝ้าระวังพร้อมกับแจ้งเรื่องไปยังสำนักเขากว่างเฉิง ให้ส่งคนนำคาถาพิเศษมาใช้ในการตรวจสอบที่นี่
หากไม่ใช่เป็นเพราะผนึกได้ทันเวลาในตอนนั้น หมอกดำเหล่านี้คงทะลักออกมานอกหุบเขาไปแล้ว
เมื่อพบกับจอมยุทธ์ที่ดูแลการผนึกในพื้นที่แล้ว เยี่ยนจ้าวเกอและทุกคนก็เริ่มเข้าไปส่วนลึกของปราการมังกร
เยี่ยนจ้าวเกอเดินอยู่ด้านหน้าสุด คอยระวังสถานการณ์รอบตัวไปพลาง และไตร่ตรองในใจไปพลาง ‘หมอกดำนี้เป็นปราณพิษจริงๆ ด้วยสินะ ถึงแม้จะสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของเตาผลึกหินภายชั้นใน ทว่าตัวมันกลับมีผลร้ายไร้ประโยชน์ใดๆ ’
‘แต่เดี๋ยว…ขอข้าคิดก่อนนะ เหมือนจะมีประโยชน์อยู่’
‘จากขั้นจิตราชั้นในระยะท้าย จนถึงขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้น ระยะห่างของพลังที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น มากยิ่งกว่าจากขั้นจิตราชั้นในระยะกลางไปสู่ขั้นจิตราชั้นในระยะท้ายอีก ไม่ใช่ความแตกต่างราวฟ้ากับดิน แต่เป็นความแตกต่างที่เหมือนกับการได้ถอดร่างเปลี่ยนกระดูกเลยก็ว่าได้’ เยี่ยนจ้าวเกอคิดในใจต่อว่า ‘ยิ่งปลดปล่อยปราณจิตราสู่ภายนอก ก็จะยิ่งมีความสามารถในการป้องกันตัวเองแข็งแกร่งมากขึ้น”
‘เมื่อปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในทุ่มกำลังโจมตีไปยังจุดสำคัญที่ปรมาจารย์ขั้นจิตรานอกไม่ได้ทำการปกป้องเป็นพิเศษจึงจะเห็นผล มิเช่นนั้นก็เป็นการเสียกำลังเปล่าๆ เสียส่วนใหญ่’
‘ในทางกลับกัน หากปรจารย์ขั้นจิตรานอกปลดปล่อยปราณจิตราชั้นนอกออกสู่ภายนอก ก็จะมีพลังทำลายล้างอันน่าทึ่งเช่นกัน และจะทลายการป้องกันของปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในได้ง่ายยิ่งกว่า’
‘น่าเสียดาย จากขั้นจิตราชั้นในถึงขั้นจิตราชั้นนอก แม้ห่างกันเพียงหนึ่งก้าวก็ถือเป็นคลองขวางกั้นที่กว้างใหญ่ อยากบรรลุจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ประเด็นสำคัญคือต้องใช้เวลาเป็นจำนวนมากในการขัดเกลาปราณจิตราและฝึกฝนร่างกายอย่างหนัก’
ทว่าขณะที่เดินอยู่ในปราการมังกรซึ่งเต็มไปด้วยความอันตราย บนใบหน้าเยี่ยนจ้าวเกอกลับปรากฏรอยยิ้มขึ้น
‘แต่ถ้าปรับเปลี่ยนวิชาทวนคลื่นน้ำวนของเคล็ดวิชาเหวเวหาทวนกระแส แล้วชักจูงปราณพิษเข้าสู่ร่างกาย ก็จะสามารถเปลี่ยนของไร้ค่าให้เป็นของล้ำค่าได้ ทำให้มันกลายเป็นหินลับมีดชั้นดีมาขัดเกลาปราณจิตราของตนเอง ก็จะช่วยข้าให้บุกทะลวงจากภายในสู่ภายนอก ทำลายด่านกีดกั้นจากขั้นจิตราชั้นในสู่ขั้นจิตราชั้นนอกได้’
บทที่ 9
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เยี่ยนจ้าวเกอก็ลงมือทำทันที หลังจากตรวจสอบปราการมังกรได้ระยะหนึ่งแล้ว ทุกคนต่างหยุดพักผ่อน ส่วนเขานั่งลงขัดสมาธิ
ในบรรดาคนทั้งหมด มีเพียงสายตาของเยี่ยจิ่งที่จับจ้องไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ
“สักวันข้าต้องเอาชนะเจ้าให้ได้ แล้วจะรอดูว่าเมื่อถึงเวลานั้นแล้ว เจ้าจะยังทำตัวสูงส่ง หยิ่งยโสเช่นนั้นได้อีกหรือไม่…”
นอกจากความแค้นครั้งเก่าแล้ว เมื่อเยี่ยจิ่งต้องเผชิญหน้ากับเยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้ เขาก็มีความรู้สึกแปลกประหลาดที่ยากจะอธิบายเกิดขึ้น
เหมือนกับมีบางอย่างดึงดูดให้เข้าหากัน แต่ที่มากกว่านั้นคือความขุ่นเคืองใจและความเกลียดชัง
ราวกับคู่ปรับฟ้าลิขิตที่ทำให้ลึกๆ ภายในใจของเขารู้สึกเหมือนตนเองถูกกดอัดไว้ เมื่อเข้าใกล้แล้วจะรู้สึกอึกอัด
‘ก่อนหน้านี้ที่วิหารปฏิบัติกิจของสำนัก เชื้อไฟสัจจะอัคคีที่เขาพูดถึง ก็มีประโยชน์กับข้ามากเช่นกัน’ เยี่ยจิ่งคิดในใจ ‘ถ้าไปขอหยิบยืมใช้ประโยชน์ หลังจากตกไปอยู่ในมือเขาแล้ว เช่นนั้นก็น่าสมเพชสิ้นดี…’
ขณะที่เยี่ยจิ่งกำลังขบคิดนั้น ดวงตาของเขาก็ค่อยๆ เบิกกว้างขึ้น
บัดนี้ซือคงจิงและคนอื่นๆ ก็สังเกตเห็นความผิดปกติเช่นกัน เพราะเยี่ยนจ้าวเกอกำลังกลืนเอาหมอกดำที่ทุกคนต่างกลัวจนต้องหลบ!
ในสายตาของพวกเขา การกระทำเช่นนี้ก็เหมือนกับการดื่มยาพิษปลิดชีพตนเอง!
เยี่ยนจ้าวเกอกลับไม่ได้ใส่ใจความคิดของคนอื่นเลย เมื่อมองเข้าไปภายในร่างกายตนเอง เขาพบว่าปราณพิษกำลังรวมตัวกันภายใต้การควบคุมด้วยวิชาลับ จากนั้นแรงกระเพื่อมของปราณจิตราก็หมุนวนอย่างต่อเนื่อง ราวกับกลายเป็นหินลับมีดไปแล้ว
ในขณะที่กำลังหมุนวนอยู่นั้น ปราณจิตราภายในร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอก็คมกริบขึ้นเรื่อยๆ เพราะหินลับมีดนี้ และรู้สึกเหมือนกับปราณกำลังไหลซึมออกจากร่างกาย!
‘เยี่ยมมาก เทียบกับตอนฝึกตามปกติแล้ว ผลลัพธ์สูงขึ้นสามถึงห้าเท่า หรือแม้กระทั่งมากกว่านั้น แม้ว่าจะเป็นวิธีที่เหมาะใช้กับการเปลี่ยนจากขั้นจิตราชั้นในสู่ขั้นจิตราชั้นนอกในตอนนี้ก็ตาม แต่ก็ประหยัดเวลาข้าไปได้เยอะเลย ระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมแล้ว’
เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้าด้วยความพอใจ แล้วหยุดการฝึกลงก่อนชั่วคราว เมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าทุกคนกำลังมองตนด้วยความตกตะลึงและงุนงง
‘เดินในทางที่ต่างจากปกติ ก็จะดึงดูดสายตาจากคนอื่นได้ง่ายเช่นนี้…’ เยี่ยนจ้าวเกอเบะปากพลางพูดในใจว่า ‘ชีวิตที่เป็นจุดสนใจของข้าคนนี้ไม่ต้องการคำอธิบายจริงๆ’
นัยน์ตาของศิษย์รุ่นเยาว์คนหนึ่งเหมือนกับเกิดความเข้าใจอันถ่องแท้ “ปราการมังกรเกิดความผิดปกติ หมอกดำทะลักออกสู่ภายนอกมากกว่าปีที่ผ่านๆ มา อีกทั้งยังเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น เป็นเรื่องที่น่าสงสัยและยากที่จะคาดเดา”
“ศิษย์พี่เยี่ยนใช้วิธีรับหมอกเข้าร่างกายไปเพื่อที่จะศึกษาสาเหตุอย่างละเอียดใช่หรือไม่ เพียงแต่ทำเช่นนี้มันเสี่ยงอันตรายมากเกินไปนะขอรับ”
เยี่ยนจ้าวเกออึ้งไปชั่วขณะ ไม่อาจหาคำมาบรรยายจินตนาการของคนกลุ่มนี้ได้ในทันที
ทุกคนก็พลันพยักหน้าพร้อมกันด้วยความนับถือเป็นอย่างยิ่ง “ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง”
เยี่ยจิ่งยังคงรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง เขาใช้นิ้วมือลูบบนแหวนสีแดงคล้ำวงนั้นของตนเองเบาๆ ตามสัญชาตญาณ
เมื่อเห็นท่าทางของเขา เยี่ยนจ้าวเกอก็กลอกตาขาวอย่างรวดเร็วครั้งหนึ่งโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น ‘เขามีแหวนวงหนึ่งจริงๆ ด้วย…’
เยี่ยจิ่งสามารถตั้งตัวและมีวรยุทธ์แก่กล้าได้อย่างรวดเร็วก็เพราะมีวิชาลับ แม้ว่าเขาจะยังไม่แน่ใจว่าเยี่ยนจ้าวเกอมีวรยุทธ์อะไร ทว่าเขาคิดถึงจุดที่ผู้อื่นยืนเสมอ จึงอดไม่ได้ที่จะคิดถึงเรื่องที่เกี่ยวโยงกัน
แต่ว่าเยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้นำเรื่องนี้มาใส่ใจเลย
คนอื่นๆ ล้วนชื่นชมและนับถือทั้งนั้น “ต่อให้เป็นปรมาจารย์ยอดฝีมือที่มีวรยุทธ์แก่กล้ามากกว่าศิษย์พี่เยี่ยน ก็ใช่ว่าจะกล้ากลืนหมอกดำเข้าไปตรงๆ เช่นนี้จริงหรือไม่”
สำหรับพวกเขาแล้ว หมอกดำเหล่านั้นอาจคร่าชีวิตของพวกเขาได้ตลอดเวลา ทว่าสำหรับเยี่ยนจ้าวเกอแล้วกลับดูเหมือนว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
“เอาเถอะ ยังไงพวกเจ้าก็อย่าทำเลียนแบบสุ่มสี่สุ่มห้า มิเช่นนั้นจะเป็นการเปิดประตูให้โจร ล่อหมาป่าเข้าบ้านจะมีอันตรายเอา” เยี่ยนจ้าวเกอลุกขึ้นยืน สะบัดเสื้อเบาๆ แล้วเดินนำออกไป คนอื่นๆ จึงรีบเดินตามไป
ในตอนนี้ด้านหลังมีเงาของชายร่างสูงคนหนึ่งตามมาถึงอย่างรวดเร็ว เดินตามเยี่ยนจ้าวเกอและทุกคนมาติดๆ คนคนนั้นก็คืออาหู่
ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้หยุดฝีเท้าลง ยังคงเดินต่อไปอย่างไม่รีบร้อน เมื่ออาหู่เดินตามมาถึงข้างกาย จึงส่งกระแสจิตไปว่า ‘คุณชาย ได้ข่าวแล้วขอรับ’
‘ถึงจะยังพิสูจน์ไม่ได้ แต่มีข่าวลือว่าหลังจากการประลองย่อยของลูกศิษย์เข้าใหม่ เยี่ยจิ่งเป็นที่เข้าตาของท่านผู้อาวุโสสือขอรับ’
เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินดังนั้นก็หันไปมองอาหู่แวบหนึ่ง
อีกฝ่ายพยักหน้าหงึกๆ ‘ลือกันว่าท่านผู้อาวุโสสือถูกใจชีวิตที่ไม่ยอมแพ้และนิสัยที่เข้มแข็งอดทนของเขามาก คิดจะพิจารณาอีกสักระยะหนึ่ง แล้วอาจจะรับเขาเป็นลูกศิษย์รับสืบทอดหลักขอรับ’
ชายหนุ่มแค่นหัวเราะครั้งหนึ่ง ‘มิน่าล่ะ…’
ผู้อาวุโสสือท่านนี้ไม่เหมือนกับผู้อาวุโสท่านอื่นๆ เขาอยู่คนละระดับกับผู้อาวุโสชุยก่อนหน้านี้ และผู้อาวุโสคุมการณ์ที่ประจำอยู่ที่อาณาจักรถังตะวันออกลิบลับเลย
ผู้อาวุโสชุยเป็นเพียงผู้อาวุโสปฏิบัติกิจ ทั้งยังเป็นพวกอาศัยความเป็นอาวุโสจนได้ตำแหน่งมา
เหนือผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งอาณาจักรถังตะวันออก ก็ยังมีผู้อาวุโสเกาะตะวันออกที่เป็นที่ยำเกรงทั่วทั้งเกาะนภาตะวันออก
ผู้อาวุโสสือเป็นผู้อาวุโสสุงสุดของวิหารอาญาภายในสำนัก ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมดูแลกฎระเบียบ ข้อห้าม และโทษทัณฑ์ทั้งหมดของสำนักเขากว่างเฉิง ระดับตำแหน่งเทียบเท่าผู้อาวุโสเกาะนภาตะวันออก ทว่ามีอำนาจและแข็งแกร่งกว่า
เขาเป็นอาจารย์ลุงใหญ่ของเยี่ยนจ้าวเกอ และเป็นลูกศิษย์รับสืบทอดหลักของผู้นำสำนักรุ่นปัจจุบัน
ชายผู้นี้เป็นคนตรงไปตรงมา เขายอมรับว่าความสามารถของตนเทียบไม่ได้กับท่านพ่อและอาจารย์ลุงรองของเยี่ยนจ้าวเกอ ด้วยเหตุนี้จึงประกาศถอนตัวออกจากการแย่งชิงตำแหน่งเจ้าสำนักรุ่นถัดไปเสียตั้งแต่เนิ่นๆ และเต็มใจที่จะสนับสนุนเจ้าสำนักรุ่นถัดไป ถือพัฒนาการของสำนักเป็นสำคัญ
ที่จริงแล้วถึงแม้ผู้อาวุโสสือท่านนี้จะเทียบไม่ได้กับศิษย์น้องสองคนของตน แต่ก็ไม่ต่างกันมากนัก อีกทั้งยังเป็นมหาปรมาจารย์ที่มีวรยุทธ์แก่กล้า เป็นจอมยุทธ์ที่เก่งกาจเป็นอันดับต้นๆ ของเขากว่างเฉิง และมีชื่อเสียงกว้างไกลในโลกแปดพิภพ
ถึงเขาจะไม่ได้เข้าร่วมการแย่งชิงตำแหน่งเจ้าสำนักรุ่นถัดไป แต่มีอำนาจทางวาจามาก แม้แต่เจ้าสำนักรุ่นปัจจุบันก็ยังให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของลูกศิษย์ใหญ่คนนี้มาก
ไม่ว่าผู้ใดจะได้เป็นเจ้าสำนักคนใหม่ก็ตาม เขาก็แทบจะนั่งในตำแหน่งของผู้อาวุโสสูงสุดของวิหารอาญาต่อไปได้อย่างมั่นคง สมกับที่เป็นผู้นำที่มีอิทธิพลสูงสุดของสำนักอย่างแท้จริง
ดูจากเบื้องต้นแล้ว ระหว่างท่านพ่อและอาจารย์ลุงรองของเยี่ยนจ้าวเกอ อาจารย์ลุงใหญ่ท่านนี้ยังนับว่ายืนอยู่ในจุดกึ่งกลาง
ในเมื่อเยี่ยจิ่งเข้าตาเขาแล้ว ถ้าเยี่ยนจ้าวเกอเล่นงานเขาจนสิ้นชีพเพียงเพราะอิจฉาริษยา แค่คิดก็รู้แล้วว่าผู้อาวุโสสือจะมีปฏิกิริยาเช่นไร
ต่อให้ไม่มีหลักฐาน เพียงแค่สงสัย ก็อาจส่งผลกระทบกับความรู้สึกของอีกฝ่ายที่มีต่อตนได้
อาหู่พูดต่ออีกว่า ‘เจ้าเยี่ยจิ่งน่าจะยังไม่รู้เรื่องนี้ ท่านผู้อาวุโสสือเองก็ยังคิดที่จะพิจารณาเขาอีกสักระยะหนึ่งก่อนขอรับ’
เขามองเยี่ยนจ้าวเกอแวบหนึ่ง แล้วพูดด้วยความเจ็บปวดว่า ‘คุณชาย ดูท่าครั้งนี้ท่านคงต้องดูแลเจ้าเยี่ยจิ่งนั่นจริงๆ สักหน่อยแล้ว มิเช่นนั้นหากเขาตายในปราการมังกรขึ้นมา แม้ท่านจะไม่ใช่ผู้ลงมือ ท่านก็ต้องแบกรับความผิดครั้งนี้แน่ขอรับ’
เยี่ยนจ้าวเกอเบะปาก แล้วพูดในใจว่า ‘พอแล้วกระมัง คนที่มีรัศมีตัวเอกเช่นนี้ จะตายได้ง่ายๆ ขนาดนั้นที่ไหน’
‘หลังจากข้าเข้าไปในปราการมังกรแล้ว การติดต่อระหว่างภายในและภายนอกคงต้องเป็นหน้าที่เจ้า ลำบากเจ้าหน่อยที่ต้องวิ่งไปๆ มาๆ’ เยี่ยนจ้าวเกอโบกไม้โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ อาหู่จึงรีบพยักหน้าตอบรับ
เหล่าลูกศิษย์เดินอยู่ในปราการมังกร เส้นทางที่ใช้ตะเกียงควันไฟทำขึ้นก็มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว
ชายหนุ่มชะลอฝีเท้า ก่อนจะใช้คาถาตรวจสอบ แล้วหยิบเทียนสีเขียวเล่มหนึ่งขึ้นมาจุด จากนั้นจึงเดินเข้าไปในหมอกดำหนาทึบตรงหน้า คนอื่นๆ เองก็ทำเช่นเดียวกัน พร้อมกับเดินตามหลังเยี่ยนจ้าวเกออย่างระมัดระวัง
เมื่อเดินพ้นจากบริเวณที่ปิดผนึกเอาไว้ หมอกดำที่อยู่รอบกายก็โหมกระหน่ำเข้ามาทันที ราวกับโดนคลื่นสูงซัดสาดใส่
หากไม่ใช่เพราะเยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่คอยต้านอยู่ข้างหน้า ต่อให้คนอื่นๆ มีเทียนไฟก็ยากที่จะยื้ออยู่ได้นาน
“อย่างที่คิดไว้ ปราณพิษเข้มข้นขึ้นมาก ทั้งยังเคลื่อนตัวเร็วกว่าเมื่อก่อนด้วย เห็นได้ชัดว่าถูกก่อกวนจากบางสิ่งบางอย่าง” เยี่ยนจ้าวเกอมองไปรอบด้าน สายตามองผ่านหมอกดำที่ปกคลุมหนาแน่นเหล่านั้นไป
ตรงหน้ามืดสนิท ด้วยสายตาของเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว มองเห็นเพียงสิ่งของที่อยู่ใกล้ๆ ตัวเท่านั้น
ชายหนุ่มเห็นแสงสีแดงวิ่งผ่านไปด้วยความเร็วราวกับสายฟ้าผ่าลงมาในยามค่ำคืน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในน้ำลึกปราการมังกร
ไม่ต้องรอให้เยี่ยนจ้าวเกอออกคำสั่ง อาหู่ก็ยื่นมือออกไปคว้าในอากาศ
เมื่อเก็บมือกลับมาก็พบว่ากลางฝ่ามือมีรอยสีแดงหนึ่งเส้นกำลังส่องแสงอ่อนๆ ในความมืด คล้ายกับเป็นสิ่งมีชีวิต มันขยับไปมาไม่หยุด เหมือนกับกำลังจะเจาะแทรกเข้าไปในผิวหนัง
“เป็นสิ่งที่มาจากต่างแดน…” เยี่ยนจ้าวเกอมองครั้งหนึ่ง แล้วหรี่ตาลงทันที “ดูแล้วไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่เป็นหายนะจากฝีมือมนุษย์จริงๆ ด้วย”
บทที่ 10
เยี่ยนจ้าวเกอและคนอื่นๆ เดินทางอยู่ในปราการมังกรโดยการชี้นำจากแรงสั่นสะเทือนของคาถา
อาหู่จับแสงสีแดงที่วิ่งผ่านไปมาเป็นครั้งคราวราวกับฟ้าผ่านั้นเอาไว้ แล้วใช้ปราณจิตราของตนกักขังมัน จากนั้นก็ปิดผนึกด้วยผลึกแก้วแบบพิเศษอีกชั้นหนึ่ง
หลังจากที่ทุกคนเดินทางมาอย่างยาวนาน จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนว่าปราณพิษที่อยู่ในรูปหมอกดำนั้นสงบและเบาบางลงเล็กน้อย
อาหู่ที่ติดตามอยู่ข้างๆ เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “คุณชาย นี่คือใจกลางหุบเหวแล้วขอรับ”
เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า บางครั้งในปราการมังกรเองก็มีบางพื้นที่ที่ค่อนข้างจะสงบอยู่เช่นกัน เหมือนเช่นใจกลางน้ำวนหรือศูนย์กลางพายุ ที่บริเวณรอบๆ รุนแรงเป็นคลื่นซัดสาด ทว่าเมื่อเทียบกันแล้วที่ตรงนี้กลับสงบกว่า
พื้นที่เช่ยนี้ไม่ได้มีเพียงแห่งเดียว มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ อีกทั้งตำแหน่งก็ไม่แน่นอน เมื่อเวลาผ่านไปก็อาจมีการเคลื่อนย้ายตำแหน่งอีกด้วย
“เขตใจกลางหุบเหวค่อนข้างปลอดภัย ทุกคนพักผ่อนได้” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยขึ้น “โดยทั่วไปแล้ว ในพื้นที่เช่นนี้มักจะมีของล้ำค่ามากมายเสมอ และเนื่องจากสภาพแวดล้อมค่อนข้างปลอดภัย จึงเหมาะแก่การค้นหาของล้ำค่าด้วย”
“ทุกคนเคลื่อนไหวตามสบาย ลองเสี่ยงโชคดูแล้วกัน แต่ก็ต้องระวังตัวด้วย อย่างไรเสียที่นี่ก็ยังเป็นปราการมังกร”
เยี่ยจิ่ง ซือคงจิง และบรรดาศิษย์รุ่นเยาว์ทั้งหลายต่างตอบรับพร้อมกัน จากนั้นก็เริ่มค้นหาไปรอบๆ ด้วยความตื่นเต้น
เยี่ยนจ้าวเกอนำคาถาตรวจสอบออกมา แล้วพินิจอย่างถี่ถ้วน “พื้นที่เขตใจกลางหุบเหวนี้ เหมือนจะมีความลับอะไรบางอย่าง…”
“หืม?” จู่ๆ เยี่ยนจ้าวเกอก็รู้สึกตงิดใจขึ้นมา เขาจึงเงยหน้าขึ้นกวาดตามองรอบๆ แวบหนึ่ง แล้วพูดเสียงเรียบว่า “ถอยไปให้หมด”
ทันใดนั้นมีแสงสีทองจุดหนึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางหมอกดำที่ไกลออกไป ทุกคนชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วจึงถอยหลังไปตามคำสั่ง
ชายหนุ่มกางแขนเสื้อออก ลำแสงสีเขียวหนึ่งสายวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าผ่ายามค่ำคืน เปล่งแสงวาบไปทั่วทั้งหุบเขา
ขณะนั้นแสงสีทองท่ามกลางหมอกดำก็สว่างไสวขึ้นมา ตามมาด้วยร่างขนาดมหึมา นั่นก็คือปีศาจงูเหลือมตาเดียวตัวหนึ่ง ส่วนแสงสีทองนั้นก็คือแสงที่เปล่งออกมาจากดวงตาของมัน
แต่ปีศาจงูเหลือมเพิ่งจะพุ่งตัวออกมา แสงสีเขียวพลันฟาดฟันลงทันที ทำให้มันส่งเสียงร้องคำรามออกมาด้วย!
แสงสีทองดับมืดลงในพริบตา เสียงร้องของปีศาจงูเหลือมหยุดลงอย่างรวดเร็วในวินาทีถัดมา ก่อนจะหมดลมหายใจไป
จากนั้นก็เกิดเสียงดังสนั่น ร่างขนาดมหึมาของปีศาจงูเหลือมตกลงบนพื้นแล้ว
“งูเหลือมตาทอง เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเฉพาะในหุบเหวปราการมังกร น้ำลึก สำหรับพวกเจ้าในตอนนี้แล้ว เรียกได้ว่าทั้งร่างของมันคือของวิเศษ พวกเจ้าแยกชิ้นส่วนของมันแล้วแบ่งให้ได้เท่ากันเอาเองแล้วกัน” แสงสีเขียวสว่างวาบครั้งหนึ่งแล้วหายไป จากนั้นเยี่ยนจ้าวเกอก็ก้มหน้าลงแล้วใช้คาถาตรวจสอบอีกครั้ง
ทุกคนในตอนนี้หลุดจากภวังค์แล้ว พลางมองไปยังซากงูเหลือมยักษ์ที่มีความยาวเป็นสิบๆ เมตร ก่อนจะอึ้งงันไปตามๆ กัน
การโจมตีงูเหลือมตาทองเมื่อครู่รวดเร็วและรุนแรง ไม่ด้อยไปกว่าผู้ที่เป็นจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์เลย อีกทั้งยังไม่มีเสียงใดๆ อีกด้วย ทำให้พวกเขาคิดแล้วยังรู้สึกหวาดหวั่นกันอยู่
ตอนที่ทำการแยกชิ้นส่วนของงูเหลือมตาอยู่นั้น ทองทุกคนพบว่าเกล็ดของงูเหลือมทั้งแข็งและเหนียว เทียบได้กับเกราะเกล็ดระดับอาวุธวิเศษ
แม้ว่างูเหลือมตาทองจะสิ้นชีพและเลือดลมหยุดลงไปแล้วก็ตาม ทว่าด้วยวรยุทธ์ของพวกเขาแล้ว ลำพังคิดจะควบคุมอาวุธวิเศษให้ผ่าเกล็ดงูเหลือมออกก็เป็นเรื่องที่ยากมาก
แต่งูเหลือมตาทองตัวนี้กลับถูกเยี่ยนจ้าวเกอฆ่าตายในดาบเดียว ขอบแผลที่เปิดออกก็เนียนลื่นราวกับกระจก ไม่มีแม้รอยขรุขระ ราวกับใช้มีดหั่นเต้าหู้อย่างไรอย่างนั้น
“วิชากระบี่ที่คิดค้นขึ้นเองโดยศิษย์พี่เยี่ยนเป็นที่เลื่องลือกันไปทั่ว มีชื่อเรียกว่า ‘มังกรเขียวในชายเสื้อ’ แม้จะไม่ใช่หนแรกที่ได้เห็น แต่ทุกครั้งที่ได้เห็น ก็ยังคงรู้สึกว่าสุดยอดจริงๆ ” มีศิษย์รุ่นเยาว์บางคนพากันกลืนน้ำลาย
ปราการมังกรเต็มไปด้วยอสูรมากมาย สามารถพบได้ทุกหนทุกแห่ง ตลอดทางที่เดินมาก่อนหน้านี้มีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมากกว่างูเหลือมตาทองตัวนี้อีก เยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่ฆ่าพวกมันไปไม่น้อย
มีศิษย์รุ่นเยาว์คนหนึ่งพลันถามขึ้นมาว่า “ศิษย์พี่เยี่ยน นั่นมันคืออะไรหรือ”
เยี่ยนจ้าวเกอเงยหน้าขึ้นมอง เขาพบแสงขาววาบผ่านไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางหมอกดำปกคลุมบนหน้าผาสูงไกลออกไป ทั้งยังเร็วยิ่งกว่างูเหลือมตาทองตัวนั้นด้วย
“นั่นคือภูตแมวแสง” เยี่ยนจ้าวเกอหันไปมองแวบเดียว แล้วหันกลับมาในทันที “มีแต่ประโยชน์ ไม่มีพิษภัยอะไร”
ทุกคนต่างชะงักงัน อาหู่ที่อยู่ข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอยิ้มกว้างพลางกล่าวว่า “ด้วยสภาพแวดล้อมของปราการมังกรอันเลวร้ายนี้ มีอสูรหลากหลายชนิด ส่วนมากจะมีนิสัยดุร้าย แต่ภูตแมวแสงเป็นกลุ่มที่ต่างออกไป”
“แม้มันจะตัวเล็กแต่ กลับมีพละกำลังมาก โดยเฉพาะความว่องไวดุจฟ้าผ่าฟาดที่ต่างจากทั่วๆ ไป มันมีนิสัยอ่อนโยน ไม่ชอบการต่อสู้ ทั้งยังเป็นสัตว์อสูรกินพืชอีกด้วย โดยอาหารที่กินคือสมุนไพรวิญญาณเพียงไม่กี่ชนิด ซึ่งมีเฉพาะในเขตปราการมังกร”
อาหู่ชี้ไปยังแสงสีขาวที่กำลังวูบวาบไปมา “อีกทั้งอสูรตัวนี้ยังใจดีมีเมตตาและยังช่วยเหลือผู้คนที่พบเจออันตรายในปราการมังกรอีกด้วย ต่อไปหากพวกเจ้าได้เข้ามาในนี้เพียงลำพังแล้วโชคไม่ดีพบกับอันตรายเข้า ไม่แน่ว่าอาจได้รับความช่วยเหลือจากอสูรตัวนี้จนรอดชีวิตกลับไปก็เป็นได้”
เยี่ยจิ่ง ซือคงจิง และคนอื่นๆ ฟังแล้วรู้สึกอัศจรรย์ใจอย่างอดไม่อยู่ พวกเขาชอบในตัวมัน จึงพากันเข้าใกล้บริเวณที่มีภูตแมวแสงอยู่
บัดนี้แสงสีขาวที่วิ่งไปมาก็หยุดลงแล้ว เผยให้เห็นรูปร่างหน้าตาของมัน มองจากภายนอกแล้วเป็นเพียงลูกแมวตัวเล็กๆ ที่มีขนาดเท่าฝ่ามือ ทั่วร่างกายส่องประกายลวดลายแสงสีขาวนวล ที่ให้ความรู้สึกทั้งอ่อนโยนและว่องไว
ภูตแมวแสงตัวนั้นเพ่งพินิจเหล่าคนจากเขากว่างเฉิงด้วยความสงสัย
มีศิษย์หญิงบางคนอยากจะเข้าใกล้เพราะเห็นมันน่าสนใจ ทว่าภูตแมวแสงเห็นเช่นนั้นกลับถอย ครั้นเด็กสาวหยุดเดิน เจ้าแมวตัวนั้นก็หยุดเดินเช่นกัน
“ศิษย์พี่เยี่ยน แมวตัวนี้เลี้ยงได้หรือไม่” เด็กสาวเดินกลับไปหาเยี่ยนจ้าวเกอ แล้วถามด้วยท่าทีน่าสงสาร
หลังจากที่เยี่ยนจ้าวเกอคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงตอบกลับไปว่า “ข้าจำได้ว่าขณะที่เดินอยู่ในปราการมังกรก่อนหน้านี้ พวกเจ้าเก็บหญ้าอักษรพิษมาด้วยใช่หรือไม่ นั่นเป็นสิ่งที่ภูตแมวแสงชอบกินมาก เจ้าลองดูก็ได้”
“แมวชนิดนี้สามารถอ่านใจได้ หากเจ้าไม่ได้คิดร้าย มันต้องยอมใกล้ชิดเจ้าแน่ แต่ถ้าอยากพามันออกจากปราการมังกร เจ้าคงต้องพยายามหน่อย”
เด็กสาวร้องขึ้นด้วยความดีใจ “ขอบคุณศิษย์พี่ ข้าจะลองดูเจ้าค่ะ”
พูดจบนางก็หยิบสมุนไพรวิญญาณสองสามต้นออกจากกระเป๋า แล้วเดินไปหาภูตแมวแสง
หลังจากที่หวาดระแวงและพยายามทำความรู้จักกันในตอนแรกเรียบร้อยแล้ว ทั้งแมวทั้งคนก็ค่อยๆ สนิทกัน
ศิษย์จำนวนหนึ่งของเขากว่างเฉิงเห็นเช่นนั้นก็หยิบหญ้าอักษรพิษออกมา แล้วนำไปป้อนและเล่นกับมันบ้าง เพียงครู่เดียวแมวตัวน้อยก็ได้รับความเอ็นดูจากทุกๆ คน
แม้แต่คนที่ไม่ได้เข้าไปเล่นกับมัน ก็ยังหัวเราะสนุกสนานไปกับภาพตรงหน้าด้วย
ภูตแมวแสงกลายร่างเป็นแสงสีขาววาบไปวาบมาในหุบเหว บรรดาเด็กสาวต่างก็วิ่งไล่ตามมัน ปราการมังกรที่ดูร้ายกาจ วินาทีนี้ก็ดูจะไม่วังเวงและน่ากลัวขนาดนั้นแล้ว
เมื่อแสงวิ่งผ่านหน้าผาของหุบเขาไปสองสามแห่ง หลายคนมองเห็นใครบางคนนอนคว่ำกายอยู่บนโขดหินขนาดใหญ่ หมอกดำปกคลุมไปทั่วร่างกาย ท่าทางราวกับใกล้จะหมดลมหายใจ และถูกความมืดมิดกลืนกินได้ทุกเมื่อ
ศิษย์หญิงแห่งเขากว่างเฉิงตกใจเล็กน้อย จากนั้นก็พลันเห็นแสงสีขาวที่วาบผ่านไป ภูตแมวแสงตัวนั้นปรากฏขึ้น หลังจากสำรวจอย่างระมัดระวังแล้ว ถึงจะเข้าใกล้ผู้ที่นอนคว่ำอยู่บนโขดหิน
ครั้นคิดถึงคำพูดของเยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่ เด็กสาวถึงวางใจลง
ภูตแมวแสงตัวเล็กเดินเข้าไปใช้ปากคาบคอเสื้อของคนผู้นั้นไว้ แล้วใช้ต้นคอออกแรงเหวี่ยงครั้งหนึ่งเพื่อขยับฝ่ายตรงข้าม ร่างเล็กทว่าพละกำลังสูงดังว่าจริงๆ
ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ชายหนุ่มที่เดิมดูเหมือนลมหายใจรวยรินก็ยื่นมือออกมาจับไปที่ลำคอของภูตแมวแสง แล้วพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง
ภูตแมวแสงส่งเสียงร้อง พลางพยายามดิ้นตะเกียกตะกาย ทว่าเด็กหนุ่มคนนั้นกลับหัวเราะชอบใจ “วิธีที่ศิษย์พี่แนะนำมาใช้ได้ผลจริงๆ ไม่เช่นนั้นคงจับเจ้าตัวน้อยที่ว่องไวเทียบได้กับจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ไม่ได้แน่”
ศิษย์หญิงแห่งเขากว่างเฉิงตกใจเป็นอย่างมาก “เจ้าทำอะไร?”
เด็กหนุ่มคนนั้นหันกลับมาตอบด้วยท่าทีเฉยเมย “เกี่ยวอะไรกับเจ้า? ”
เด็กสาวขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ภูตแมวแสงตัวนั้นคิดว่าเจ้ากำลังตกอยู่ในอันตราย มันหวังดีจะช่วยเจ้า แต่เจ้ากลับจงใจแสร้งทำเพื่อจับมัน”
“เจ้าตัวน้อยนี่มันโง่เง่าเองที่มาติดกับ แล้วจะไปโทษผู้ใดได้?” เด็กหนุ่มคนนั้นกล่าวอย่างไม่ใยดีว่า “สิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลกล้วนมีจุดแข็งเป็นของตัวเอง ฟ้าประทานให้เจ้าอสูรตัวนี้มีความเร็วเหนือปกติ และประทานให้พวกเราที่เป็นมนุษย์มีสติปัญญา ข้าก็ต้องใช้มัน ใช้สติปัญญาที่มีหาวิธีจัดการกับจุดแข็งของอสูรสิ”
“เห็นๆ อยู่ว่าเจ้าเล่นสกปรก หลอกใช้ความจิตใจดีของผู้อื่น” ศิษย์หญิงกล่าวด้วยความโมโห
เด็กหนุ่มเอ่ยทันควันว่า “คนของเขากว่างเฉิงเข้ามายุ่งกับเรื่องของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้ตั้งแต่เมื่อใดกัน”
เมื่อศิษย์หญิงแห่งเขากว่างเฉิงผู้นี้ลองสังเกตดีๆ นางพบว่าเด็กหนุ่มคนนี้สวมเสื้อขาว ขอบเสื้อสีแดง มีลายปักเป็นรูปพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นการแต่งกายของศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จริงดังที่กล่าวมา
อีกฝ่ายจับภูตแมวแสงขึ้นมา ก่อนจะใช้เล็บปาดไปที่คอของเจ้าแมวน้อย เลือดของมันไหลออกมาทันที
“จับได้แล้วอย่างไร? ผลึกแสงวิญญาณที่อยู่ในหัวของอสูรตัวนี้ต่างหาก ที่เป็นเป้าหมายของข้า” ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นหัวเราะพลางกล่าวว่า “ในยุคนี้ ใครแกร่งกล้ากว่า ผู้นั้นย่อมมีสิทธิ์ขาด ถ้าเจ้าชนะข้าได้ ก็ชิงเอาเจ้าตัวน้อยนี้กลับไปได้”
“แต่ถ้าเอาชนะข้าไม่ได้ พล่ามไปก็ไม่ช่วยอะไร หรือแท้จริงแล้วศิษย์เขากว่างเฉิงเช่นเจ้าจะเก่งแต่ปาก?”
เด็กสาวมองดูแมวน้อยตัวเท่าฝ่ามือเริ่มมีอาการชัก แต่กลับไม่แม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมาได้ ความโมโหของนางยิ่งพุ่งพล่านจนเก็บไว้ไม่ได้อีกต่อไป จึงพุ่งเข้าหาอีกฝ่าย
เขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มีอาณาเขตปกครองติดต่อกัน ซึ่งโดยปกติก็มีการปะทะกันของศิษย์รุ่นเยาว์ขึ้นอยู่บ่อยครั้ง
ในตอนนี้ศิษย์คนอื่นๆ ของเขากว่างเฉิงก็หันตัวกลับมาเช่นกัน เมื่อเห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปช่วย
อีกฝ่ายไม่ได้ตัวคนเดียวเช่นกัน ยังมีศิษย์คนอื่นๆ ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เข้ามาร่วมด้วย สถานการณ์ตรงหน้าเกิดจลาจลขึ้นทันที และยังมีท่าทีว่าจะกลายเป็นการโจมตีแบบตะลุมบอนอีกด้วย
“คุณชาย เป็นคนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ขอรับ” อาหู่รายงานที่มาที่ไปของเหตุการณ์อยู่ข้างๆ เยี่ยนจ้าวเกอ
เยี่ยนจ้าวเกอถามกลับว่า “อีกฝ่ายมีปรมาจารย์หรือไม่”
อาหู่ตอบว่า “เบื้องต้นอย่างไม่พบขอรับ”
“ถ้าเช่นนั้นก็ง่าย” เยี่ยนจ้าวเกอยักไหล่
“วาจานี้ถือเป็นที่สิ้นสุด ส่งเยี่ยจิ่งไป”