56-60

บทที่ 56
หลินอวี้เสานอนราบอยู่บนพื้น เงยหน้าเหม่อมองท้องฟ้าสีคราม

เมฆขาวลอยล่อง ฟ้าครามดังเดิม

ทว่าอาภรณ์สีขาวดุจหิมะที่นางสวมใส่ บัดนี้กลับเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นผง ร่วงหล่นลงพื้น กลายเป็นสีหม่นหมอง

บริเวณหน้าอกมีบาดแผลขนาดใหญ่ ทว่าไม่มีโลหิตไหลออกมา แต่กลับเป็นสีดำสนิททั่วบริเวณ เหมือนรอยไหม้หลังถูกเปลวเพลิงแผดเผา

โอกาสที่จะรอดชีวิตของเด็กสาวได้สูญสิ้นไปแล้ว

ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ปรากฏขึ้นอีกครั้งเบื้องหน้า ข้างหูเหมือนกับยังมีเสียงโกรธแค้นสุดชีวิตเสียงนั้นดังสะท้อนอยู่

“พวกเขาบอกว่าเจ้าทำร้ายศิษย์น้องหลานจนบาดเจ็บสาหัส เพราะเหตุใดกัน เกิดอะไรขึ้น”

“เจ้าเยี่ยนจ้าวเกอหมาเวรนั่นทำร้ายข้าถึงสามสี่ครา หลานเหวินเยี่ยนก็เป็นหมารับใช้ของมัน ข้าไว้ชีวิตมันก็ถือว่าเมตตาแล้ว!”

“เรื่องนี้น่าจะเป็นการเข้าใจผิดกัน พวกเรากลับเขาไปอธิบายให้ผู้อาวุโสในสำนักฟังอย่างชัดเจนกันเถิด…”

“กลับเขาตอนนี้ก็เหมือนกับข้าวิ่งเข้าไปติดกับเสียเอง เจ้าอยากให้ข้าตายด้วยน้ำมือบิดาของเจ้าหมาเยี่ยนจ้าวเกออย่างนั้นหรือ?”

“ข้าเพียงแค่…”

“ข้าขอถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย เจ้าจะไปกับข้า หรือกลับไปหาเยี่ยนจ้าวเกอ?”

“เยี่ยจิ่ง เจ้าใจเย็นๆ ก่อน ข้าพูดคุยกับศิษย์พี่เยี่ยนหลายครั้ง เขาไม่ได้เจตนาทำร้ายเจ้า นั่นต้องเป็นการเข้าใจผิดกันแน่ๆ”

“…ไม่อยู่ฝั่งข้า ก็อยู่ฝั่งเยี่ยนจ้าวเกอ คนที่อยู่ฝั่งเยี่ยนจ้าวเกอก็คือศัตรูของข้า!”

จนถึงตอนนี้ ความตกตะลึงในแววตาของหลินอวี้เสายังไม่หายไปทั้งหมด

ก่อนหน้านี้ไม่ว่าอย่างไรนางก็คิดไม่ถึง ว่าการพบกันอีกครั้งโดยบังเอิญหลังจากที่จากกันไปนาน สุดท้ายผลจะออกมาเป็นเช่นนี้

ประกายตาของหลินอวี้เสาค่อยๆ เลือนรางลง ใบหน้ากลับเผยสีหน้าปล่อยวาง

“ตั้งแต่ตอนนั้นที่ข้าติดตามศิษย์พี่เยี่ยนกลับไปที่เขากว่างเฉิง ก็อาจจะถูกกำหนดผลลัพธ์เช่นวันนี้เอาไว้แล้ว”

“นี่คือชะตากรรมของข้า…สินะ?”

ในวันนี้ บุปผางามที่ยังไม่ทันได้แย้มบาน กำลังจะโรยราลง


นอกเมืองใกล้ปราการ ณ อาณาจักรถังตะวันออก บริเวณทุ่งหญ้าที่อยู่ใกล้กับหุบเหวปราการมังกรและเทือกเขามฤคลับตา ชายชราคนหนึ่งใช้มือยันพื้นลุกขึ้นยืน

“หลินอวี้เสา?” ชายชราหันกลับไปมองผู้ที่อยู่เบื้องหลัง “ข้าจำได้ หญิงสาวที่มีข้อครหากับเยี่ยนจ้าวเกอและเยี่ยจิ่งสินะ”

ชายชราคนนั้นก็คือเหยียนซวี่ ผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งถังตะวันออกของเขากว่างเฉิง

จอมยุทธ์ที่อยู่ด้านหลังเขาผงกศีรษะ “ไม่ผิดขอรับ เป็นศิษย์รุ่นเยาว์ที่โดดเด่นยิ่งนัก น่าเสียดายตอนที่พบตัวก็ได้สิ้นใจไปเสียแล้ว ไม่สามารถช่วยชีวิตเอาไว้ได้ขอรับ”

“ดูออกหรือไม่ว่าเป็นใครที่ลงมือ”

“ชี้ชัดไม่ได้ขอรับ เพียงแต่สามารถฟันธงได้ว่าอีกฝ่ายฝึกฝนวรยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับเพลิงรุนแรงขอรับ”

เหยียนซวี่ถามว่า “นางมายังถังตะวันออก เพื่อหาเยี่ยนจ้าวเกอหรือหาเยี่ยจิ่งกันล่ะ”

จอมยุทธ์ผู้นั้นส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “เรื่องนี้ข้ายังไม่สามารถยืนยันได้ แต่มีความเป็นไปได้กว่าครึ่งว่าเป็นเยี่ยนจ้าวเกอขอรับ”

“เท่าที่ข้าทราบมา ตอนที่นางอยู่ระหว่างทางมาถังตะวันออก ก็ได้ทราบข่าวที่เยี่ยจิ่งรอดชีวิตกลับมาจากหุบเหวปราการมังกรแล้วขอรับ”

“ยิ่งไปกว่านั้น อย่างไรเสียก่อนหน้านี้นางได้ตามเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว หากฉลาดสักหน่อย ก็น่าจะรักษาระยะห่างกับเยี่ยจิ่งเอาไว้”

“ก่อนหน้านี้ที่เยี่ยจิ่งเป็นตายยังไม่แน่ชัด จะสนใจหน่อยก็คงไม่มีอะไร ในเมื่อรู้แล้วว่าเยี่ยจิ่งยังไม่ตาย แต่ก็ยังมาถังตะวันออก คิดไปคิดมาก็น่าจะเป็นเพราะเยี่ยนจ้าวเกอขอรับ”

จอมยุทธ์คนนี้เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ก็เกิดลังเลเล็กน้อย

เหยียนซวี่ถามขึ้นด้วยเสียงเรียบนิ่งว่า “เป็นอะไรไปหรือ”

อีกฝ่ายตอบว่า “นั่นเป็นข่าวลือที่ยังไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงขอรับ ได้ยินมาว่าหลังจากที่เยี่ยนจ้าวเกอมายังถังตะวันออก ก็ค่อนข้างใกล้ชิดกับซือคงจิง ศิษย์หญิงของสำนักเราคนหนึ่งขอรับ”

“เป็นไปได้หรือไม่ว่าหลินอวี้เสารู้สึกว่าตำแหน่งของตนถูกคุกคาม อย่างไรเสีย นางกับเยี่ยนจ้าวเกอก็ยังไม่ได้แต่งงานกัน คนหนุ่มสาวเช่นนี้ ใจจะมีการเปลี่ยนแปลงบ้างก็เป็นเรื่องปกติขอรับ”

เหยียนซวี่ได้ยินดังนั้นก็เงียบไม่พูดอะไร ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงเปิดปากพูด “นำข้าไปดูศพของศิษย์หญิงผู้นั้นหน่อย”

เมื่อมองดูบาดแผลที่หน้าอกของหลินอวี้เสา เหยียนซวี่ก็เงียบไปนาน แล้วทันใดนั้นก็ยื่นฝ่ามือของตนเองออกไป

ระหว่างที่ปราณจิตราเพิ่มพูนขึ้น กลางฝ่ามือของเขาก็มีสีม่วงแดงปรากฏขึ้น ราวกับกำลังหลอมรวมเพลิงไฟสีม่วงของจริงได้ลูกหนึ่ง

นี่ก็คือฝ่ามือดุสิตหนึ่งในยอดวิชาแปดพิภพ วิชาที่สืบทอดโดยตรงของเขากว่างเฉิง

ใบหน้าเหยียนซวี่ไร้ความรู้สึกใดๆ ฝ่ามือหนึ่งประทับอยู่ที่บาดแผลของหลินอวี้เสา

ศพของหญิงสาวสั่นสะเทือนเล็กน้อย แสงสีม่วงที่อยู่บนร่างกายสว่างวาบแล้วก็หายไป

เหยียนซวี่ดึงฝ่ามือกลับมา แล้วหันกลับไปมองจอมยุทธ์ผู้นั้น

“เยี่ยนจ้าวเกอก็เคยฝึกฝนฝ่ามือดุสิตมาก่อน…” จอมยุทธ์ผู้นั้นใจเต้นแรง ก้มศีรษะลงแล้วกล่าวว่า “ตอนที่ข้าพบหลินอวี้เสา นางได้สิ้นใจไปแล้ว จึงไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดลงมือ แต่หลินอวี้เสาสิ้นชีพด้วยวิชาฝ่ามือดุสิตของสำนักเราไม่ผิดแน่ คิดดูแล้วขอบเขตของผู้ที่ก่อเหตุมีจำกัด ข้าจะไปตรวจสอบให้แน่ชัดขอรับ”

ชายชราผงกศีรษะ “ตรวจสอบให้ละเอียด หลินอวี้เสาคนนี้แม้จะยังเป็นศิษย์ชุดขาว แต่อย่างไรเสียก็เป็นผู้สืบทอดของสำนัก จะตายอย่างไม่รู้แน่ชัดได้อย่างไร”

“นอกจากนี้ ค้นหาสถานที่ที่พบศพของศิษย์หญิงคนนี้ให้ละเอียด อาจจะยังมีร่องรอยของเยี่ยจิ่งนั่นอยู่”

“หากหาไม่เจอก็แล้วไป หากพบก็ไม่ต้องแพร่งพรายไป พามาพบข้าโดยตรง มีร่อยรอยอันใดจงชำระล้างให้สิ้น อย่าเหลือเบาะแสเอาไว้ให้คนอื่นพบเห็น”

ใจของจอมยุทธ์ใต้บัญชาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะโค้งลงตอบรับ “ขอรับ”


ในเทือกเขามฤคลับตา กลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอกำลังอยู่ระหว่างเดินทางกลับ

เยี่ยนจ้าวเกอเดิน พลางใคร่ครวญในใจถึงข้อมูลที่ได้รับจากจ้าวหยวน จ้าวเฉิง และคนอื่นๆ

‘ไม่เพียงแต่มีฐานที่มั่นอยู่ในเกาะนภาตะวันออก แต่ที่เกาะนภาเหนือก็มีฐานที่มั่นเช่นกัน…’ เยี่ยนจ้าวเกอคิดคำนวณในใจ ‘หรือนั่นจะหมายความว่านอกจากหานเซิ่ง เฒ่ามารหัวขวานแล้ว ขุมอำนาจนี้ยังมียอดฝีมือในระดับมหาปรมาจารย์คนอื่นอีก’

‘หากที่เกาะนภาเหนือก็มีผู้นำที่เป็นมหาปรมาจารย์เหมือนกับหานเซิ่งล่ะก็ เช่นนั้นขุมกำลังนี้จะร่วมมือระหว่างหานเซิ่งและคนอื่นๆ อีกหลายคน หรือว่าเหนือพวกเขายังมีผู้นำที่สูงกว่า’

เยี่ยนจ้าวเกอส่งเสียงจิ๊จ๊ะ ‘ทั้งเกาะนภาตะวันออกและเกาะนภาเหนือต่างก็มีคนของพวกเขาอยู่ แล้วที่อื่นๆ เล่า’

‘นอกเหนือจากนภาพิภพจะมีอีกหรือไม่’

ดวงตาของเยี่ยนจ้าวเกอหรี่ลงเล็กน้อย ‘เกาะนภาตะวันออกมีหุบเหวปราการมังกร เกาะนภาเหนือมีแม่น้ำกรมท่าที่ต่างก็ยื่นออกมาจากอเวจี…’

‘เฒ่ามารหัวขวานก่อเรื่องโดยปักหลักอยู่ที่หุบเหวปราการมังกร หากมีการเคลื่อนไหวของคนอื่นๆ ในขุมอำนาจนี้ เกรงว่าล้วนจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับอเวจีเช่นกัน’

ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง

โลกแปดพิภพภายหลังเกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ ผลกระทบที่ใหญ่ที่สุด ในเรื่องใหญ่ไม่กี่เรื่องที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของโลก อันดับแรกก็คือปฐพีพิภพกลายเป็นอเวจี ไปจนถึงโลกปีศาจเข้ารุกราน

ไม่แปลกที่เมื่อเรื่องเกี่ยวโยงเข้ากับอวเจี ก็สามารถสะกิดประสาทของทุกคนได้อย่างรวดเร็ว

‘แต่ก็ยังดีที่หลังจากการเคลื่อนไหวลับได้ถูกเปิดเผยแล้ว หากอยากจะตามหาเบาะแสเพิ่มเติมก็ง่ายขึ้นเยอะ’ เยี่ยนจ้าวเกอคิดไปพลาง สายตาหันไปมองจ้าวฮ่าวที่อยู่ในกลุ่มผู้คนไปพลาง



‘จะจัดการกับเขาอย่างไรดี อืม ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องปรึกษากับท่านลุงจ้าวดูก่อน’ เยี่ยนจ้าวเกอเบะปาก ไม่ว่าจะเป็นบิดาของตนเองหรืออาจารย์ลุงรอง ก็คงไม่ยินดีที่จะเห็นองค์ชายคนหนึ่งที่มองเขากว่างเฉิงเป็นศัตรู กลายเป็นรัชทายาทแห่งถังตะวันออก รวมไปถึงราชาอาณาจักรถังตะวันออกองค์ใหม่ในอนาคตด้วย

ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จอมยุทธ์ชุดดำคนหนึ่งก็เข้ามาใกล้ แล้วรายงานว่า “คุณชายขอรับ มีข่าวด่วน”

เยี่ยนจ้าวเกอเลิกคิ้วขึ้น “มีอะไร หาเยี่ยจิ่งพบแล้วหรือ”

อีกฝ่ายส่ายหน้า แล้วกล่าวเสียงเบาว่า “ที่เมืองใกล้ปราการมีข่าวว่า แม่นางหลินอวี้เสาถูกคนสังหารแล้วขอรับ”

“หา?” ชั่ววินาทีนั้นเยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกเพียงว่าไร้สาระที่สุด
บทที่ 57
หลินอวี้เสาออกฌานแล้ว และก่อนหน้านี้เยี่ยนจ้าวเกอก็รู้แล้วเช่นกัน

หลินอวี้เสาจะมายังถังตะวันออก เยี่ยนจ้าวเกอก็รู้มาก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน

แม้ว่าจะรู้สึกปวดศีรษะอยู่บ้างกับปัญหาที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งเอาไว้ให้ ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่ได้ใส่ใจมากเท่าไร

ส่วนที่ว่าหลินอวี้เสามาเพราะได้ยินว่าเยี่ยจิ่งหายตัวไปในหุบเหวปราการมังกร หรือมาเพราะเยี่ยนจ้าวเกอ เขาเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรขนาดนั้น

ถึงกระนั้นสิ่งเดียวที่เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้คาดคิดก็คือ หลินอวี้เสาสิ้นชีพแล้ว

อีกทั้งจากที่ได้ยินจากผู้ติดตาม ก็คือนางไม่ได้สิ้นชีพเพราะอุบัติเหตุ ทว่าถูกคนสังหาร

เยี่ยนจ้าวเกออึ้งอยู่ครู่ใหญ่ ถึงได้สติกลับมา “ไม่ใช่เซียวเซิงหรือเฉาหยวนหลงใช่หรือไม่”

นี่คือปฏิกิริยาแรกหลังจากที่เยี่ยนจ้าวเกอได้ฟังข่าวนี้ ทว่าตอนที่จอมยุทธ์ชุดดำมารายงาน ก็ไม่ได้เอ่ยถึงสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่ตอนแรก เช่นนั้นก็คงจะไม่ใช่

“…เจอโจรขืนใจอย่างนั้นหรือ?”

แม้จะดูเหลวไหลไปบ้าง ทว่านอกจากกลุ่มคนของเซียวเซิงแล้ว นี่เป็นความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวที่เยี่ยนจ้าวเกอคิดได้จริงๆ

เพราะเท่าที่ตนเองรู้ หลินอวี้เสาไม่ได้มีคู่อาฆาตแค้นอะไร อย่างน้อยก็ไม่มีศัตรูที่หวังจะเอาชีวิต

ต่อให้เป็นเพราะเยี่ยนจ้าวเกอแล้วถูกพาลไปด้วย นอกจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แล้ว ก็ไม่ได้มีความแค้นอื่นที่ใหญ่หลวงเป็นพิเศษ

ทว่าบริเวณเมืองใกล้ปราการและหุบเหวปราการมังกร มักมีคนหลากหลายประเภทเข้าไปผจญภัยที่หุบเหวปราการมังกรอยู่บ่อยครั้ง ในกลุ่มคนเหล่านั้นมีพวกที่โหดร้ายเลือดเย็น ไม่เกรงกลัวสิ่งใด

หลินอวี้เสาแม้จะเป็นศิษย์เขากว่างเฉิง ทว่าไม่แน่ว่าอาจจะพบเข้ากับคนร้ายจำพวกที่วันนี้มีเหล้าวันนี้เมา หาความสุขไปวันๆ ก็เป็นได้

ในเวลาเช่นนี้ทำได้แค่เพียงพึ่งความสามารถตนเองเท่านั้น

จอมยุทธ์ชุดดำคนนั้นส่ายหน้า แล้วกล่าวเสียงเบาว่า “ตามที่ได้ยินมา พบเพียงศพของแม่นางหลิน ไม่สามารถระบุตัวคนร้ายได้ชัดเจน และแม่นางหลินสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย ไม่เหมือนกับสภาพคนที่ถูกขืนใจมาขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย คิ้วค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน มีความคิดต่างๆ มากมายแล่นเข้ามาในสมองในชั่วพริบตา

แม้ว่าจะมีเรื่องยุ่งเหยิงกับเจ้าของร่างเดิมอยู่ไม่น้อย ทว่าหลังจากที่เยี่ยนจ้าวเกอข้ามมิติมายังยุคนี้ ก็ยังไม่เคยได้พบกับแม่นางหลินผู้นั้นเลย

เมื่อได้ยินข่าวว่าอีกฝ่ายเสียชีวิตแล้ว แม้ว่าจะไม่รู้สึกเศร้าเสียใจ ทว่าก็รู้สึกเสียดายอยู่เล็กน้อย

อย่างไรเสียหนึ่งชีวิตที่ยังอายุน้อยก็โรยราไปทั้งอย่างนี้

หลังจากนั้นชั่วครู่ใหญ่ เยี่ยนจ้าวเกอก็ถอนหายใจยาวออกมา “กลับไปค่อยว่ากัน”

ทุกคนเดินต่อไปข้างหน้าเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ค่อยๆ ออกจากเทือกเขามฤคลับตาไป

เมื่อถึงพื้นที่ชายแดนของเทือกเขามฤคลับตา บนทางที่เชื่อมต่อไปยังเมืองใกล้ปราการ ก็เห็นจอมยุทธ์เขากว่างเฉิงกำลังเดินตรงเข้ามา

ปรมาจารย์ที่เป็นผู้นำเมื่อเห็นเยี่ยนจ้าวเกอ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนแปลงอย่างอดไม่ได้ “ศิษย์หลานเยี่ยน”

เยี่ยนจ้าวเกอจำได้ว่าเขาคือผู้อยู่ใต้บัญชาการของสวีชวน จึงผงกศีรษะ “มีเรื่องจะคุยกับข้าหรือขอรับ”

อีกฝ่ายกดเสียงต่ำ “ท่านผู้อาวุโสสวีขอให้เจ้าอย่าเพิ่งเข้าเมือง เชิญให้ไปพบกันที่ศาลาโบราณที่อยู่นอกเมืองสิบลี้”

ชายหนุ่มสีหน้าท่าทางสุขุม “ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ เชิญท่านอาวุโสสวีมาที่นี่ก็ได้ ระหว่างทางสนทนาไปเดินไป ข้าต้องรีบไปที่เมืองหลวงอาณาจักรถังตะวันออกขอรับ”

จอมยุทธ์วัยกลางคนผู้นั้นลังเลไปครู่หนึ่ง ทว่าก็ผงกศีรษะแล้วจากไป

สายตาเยี่ยนจ้าวเกอทอดมองออกไปไกล ก็พบว่ามีกลุ่มคนคอยสังเกตการณ์ตนอยู่ เมื่อเห็นว่าตนออกมาจากเทือกเขามฤคลับตาแล้วก็หันหลังกลับออกไปทันที

เห็นได้ชัดว่ากลับไปรายงานข่าวให้กับคนอีกฝ่ายหนึ่ง

เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้ขัดขวางเอาไว้ ทว่ารีบเดินทางต่อ

กลุ่มคนของจ้าวซื่อเลี่ยและจ้าวหยวนที่ร่วมเดินทางมาด้วย ค่อยๆ สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ของอาณาจักรถังตะวันออก น้อยนักที่จะปิดบังเรื่องที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินถังตะวันออกจากพวกเขาได้

ส่งคนไปสืบสักหน่อย ไม่ช้าก็มีข่าวกลับมารายงาน ทำเอาสีหน้าของทุกคนแปลกไปในทันที

จ้าวซื่อเลี่ยดูเหมือนจะสงบนิ่ง ทว่าก็ลูบจับหนวดเคราไม่หยุด จ้าวเฉิงมีท่าทีเหมือนกับจะได้ดูละครขึ้นมาเล็กน้อย ส่วนใบหน้าของจ้าวหยวนเผยให้เห็นถึงความวิตกกังวล

จ้าวฮ่าวกลับมีท่าทีว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตน เพียงแต่สังเกตการณ์อยู่ข้างๆ ด้วยแววตาที่เย็นชา

ไม่นานนัก สวีชวนที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวลก็ออกจากเมืองใกล้ปราการด้วยตนเอง แล้วมาพบกับกลุ่มของเยี่ยนจ้าวเกอที่กลางทาง

“ศิษย์หลานเยี่ยนกลับมาแล้ว ยังมีท่านจิ่นอ๋อง องค์ชายใหญ่ องค์ชายสาม และองค์ชายสิบหก ไม่ได้พบกันนานเลยนะพะยะค่ะ”

สวีชวนทักทายตามธรรมเนียมก่อน ทว่าไม่นานนักก็ใช้ปราณจิตราผูกเป็นเสียง ส่งกระแสจิตไปยังหูของเยี่ยนจ้าวเกอ ‘นายน้อยเยี่ยนขอรับ ศิษย์หลานหลิน หลินอวี้เสาถูกสังหาร ท่านทราบหรือไม่’

แววตาของเยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้มีท่าทีตกใจ ทว่าใบหน้ากลับแสดงสีหน้าเสียใจเล็กน้อยอย่างจงใจ แล้วจึงผงกศีรษะช้าๆ ‘ข้าได้ยินมาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนลงมือทำ’

สีหน้าของสวีชวนเจื่อนลงเล็กน้อย ‘มีข่าวลือมาว่าเป็นนายน้อยเยี่ยน ท่าน…’

คิ้วของเยี่ยนจ้าวเกอพลันขมวดกันเป็นปมทันที ‘จะเป็นไปได้อย่างไรกัน ใครเป็นคนพูดจาเหลวไหล’

‘มีข่าวลือว่า ศิษย์หลานหลินเข้าฌานเป็นเวลานาน ความรู้สึกที่ท่านมีต่อนางก็จืดจางลงแล้ว’ สวีชวนพูดอ้อมๆ เพราะข่าวลือจริงย่อมแย่ยิ่งกว่านี้ ซึ่งก็คือเยี่ยนจ้าวเกอเล่นกับหลินอวี้เสาจนเบื่อแล้ว เขาจึงไม่กล้าพูดเช่นนี้กับชายหนุ่มตรงๆ แน่นอน

‘ข่าวลือบอกว่าการมายังถังตะวันออกครั้งนี้ นายน้อยเยี่ยนยังหันไปชอบพอกับศิษย์หลานซือคงที่ร่วมเดินทางมาด้วย’

เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินดังนั้นก็ทั้งโกรธทั้งขำ ‘ภาพลักษณ์ของข้าเป็นเช่นนี้เองหรอกหรือ’

สวีชวนเหลือบมองด้านหลังเยี่ยนจ้าวเกอแวบหนึ่ง มองเฟิงอวิ๋นเซิงที่กำลังแหย่เล่นกับสุนัขสีดำ

ฉับพลันนั้น เยี่ยนจ้าวเกอถึงกับกุมขมับ

ท่าทางของชายหนุ่มทำให้สวีชวนไม่กล้าพูดกระตุ้นต่อมประสาทของเขาต่อ จึงพูดแห้งๆ ว่า ‘ข่าวลือบอกว่า หลังจากที่ศิษย์หลานหลินออกฌาน เมื่อได้ยินเรื่องของนายน้อยเยี่ยนกับศิษย์หลานซือคงจิง กังวลว่าจะเสียคนรักไป จึงรีบตามมาที่ถังตะวันออก’

‘หลังจากที่พวกท่านพบกันก็เกิดโต้เถียงกันขึ้น ท่านถูกศิษย์หลานหลินก่อกวนจนรำคาญ ผลจึง…’

สวีชวนกล่าวต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ตรงหน้า ใบหน้าดำเป็นก้นหม้อแล้ว

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า ‘ข่าวลือที่ไม่มีที่มาที่ไปเช่นนี้ ก็ยังมีคนเชื่ออีกหรือ’

ผู้บอกข่าวลือหัวเราะแห้งๆ ‘เพียงแต่ข่าวลือบอกว่า ศิษย์หลานหลินสิ้นชีพด้วยวิชาฝ่ามือดุสิต…’

ม่านตาดำของเยี่ยนจ้าวเกอหดเล็กลงอย่างฉับพลัน ‘ฝ่ามือดุสิตหรือ?’

สวีชวนผงกศีรษะอย่างหนักแน่น ‘ศพถูกพบครั้งแรกโดยคนของท่านผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งถังตะวันออก บัดนี้ศพอยู่ในความดูแลของพวกเขา จึงยากนักที่จะเข้าใกล้เพื่อตรวจสอบได้ในเวลาอันสั้น’

‘แต่ว่าเท่าที่รู้มา ที่บริเวณทรวงอกของนางมีบาดแผลขนาดใหญ่ ถูกเผาจนไหม้เกรียม อย่างน้อยๆ ก็เป็นบาดแผลที่เกิดจากวรยุทธ์ที่มีปราณเพลิงอยู่ด้วยอย่างแน่นอน’

‘ทว่าบัดนี้มีข่าวลือแพร่กระจายออกมาว่าศิษย์หลานหลินสิ้นชีพด้วยวิชาฝ่ามือดุสิต’

เขามองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความกังวลอยู่บ้าง

จอมยุทธ์เขากว่างเฉิงที่ใช้วิชาฝ่ามือดุสิตได้ แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีแค่เยี่ยนจ้าวเกอคนเดียว ในถังตะวันออกก็ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวเช่นกัน

ถึงกระนั้นคนที่มีแรงจูงใจก็เหลือเพียงแค่เยี่ยนจ้าวเกอเท่านั้น

แม้ว่าแรงจูงใจนั้นจะเล็กน้อยอยู่บ้าง

ทว่าความเป็นจริงที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อยก็คือ ข่าวการฆ่าฟันด้วยเรื่องรักใคร่เสน่หาเช่นนี้ แพร่กระจายออกไปได้ง่ายที่สุด

ท่ามกลางการบอกเล่าปากต่อปาก ข้อความข่าวสารถูกบิดเบือนมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นธรรมดา ยากจะหลีกเลี่ยงการใส่สีตีไข่ให้สนุกปาก ภาพลักษณ์ของเยี่ยนจ้าวเกอจะดูไม่ดีอยู่บ้างก็เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้

ถ้าแค่ข่าวซุบซิบนินทาลับหลังก็แล้วไป ผู้คนส่วนมากยังคงชอบเรื่องเล่าความรักของหญิงงามกับวีรบุรุษ ทว่าฆ่าฟันด้วยเรื่องรักๆ ใคร่ๆ นั้นเป็นคนละเรื่องโดยสิ้นเชิง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวลือเช่นนี้ ต่อให้ความจริงกระจ่างแล้ว ก็ใช่ว่าประชาชนจะปักใจเชื่อ

เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตาลงเล็กน้อย

จุดประสงค์ของผู้ที่แพร่กระจายข่าวลือ เกรงว่าคงไม่ใช่แค่เพียงทำลายชื่อเสียงง่ายๆ เช่นนี้

ชายหนุ่มสังหรณ์ใจว่า นี่เหมือนกับการปูเรื่องราวอะไรสักอย่าง…

หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง เยี่ยนจ้าวเกอก็ส่ายหน้าไปมา ‘ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้าจริงๆ ความจริงที่ศิษย์น้องหลินถูกฆาตกรรมต้องตรวจสอบให้ละเอียดแน่อยู่แล้ว’

‘แต่ตอนนี้ข้ายังมีเรื่องเร่งด่วนต้องไปที่เมืองหลวงแห่งอาณาจักรถังตะวันออก เป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวพันกับรากฐานของเขากว่างเฉิงของข้า การจากไปของศิษย์น้องหลิน ข้าเองก็เศร้าเสียใจ แต่ตอนนี้ทำได้เพียงคิดถึงเรื่องส่วนรวมก่อนเรื่องส่วนตัว’



‘ท่านผู้อาวุโสเกาะตะวันออกกำลังรีบเร่งมาที่เมืองหลวงอาณาจักรถังตะวันออก ข้าเองก็จะไปเจอกับเขาที่นั่นเช่นกัน’

สวีชวนอึ้งไป เดิมทีคิดว่าเยี่ยนจ้าวเกอมีใจคิดเพียงแค่ต้องการหลีกหนี ทว่าในเมื่อท่านผู้อาวุโสเกาะตะวันออกมาด้วย เช่นนั้นคงต้องเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ แน่

‘ท่านผู้อาวุโสเหยียนอยู่ที่เมืองใกล้ปราการ เขาสั่งว่าข้าหากพบท่าน ให้นำท่านไปพบเขา ศพของศิษย์หลานหลินก็อยู่ในเมืองเช่นกัน’ หลังจากสวีชวนลังเลอยู่ชั่วครู่ เขาก็กล่าวเสียงเบา

เยี่ยนจ้าวเกอเบะปาก ‘คนแก่หลงลืมง่าย เขาลืมแล้วหรือว่าตอนนี้ข้าไม่ได้อยู่ใต้การดูแลของเขาแล้ว’

‘หากเขามีเรื่อง ก็ให้เขาตามไปที่เมืองหลวงอาณาจักรถังตะวันออกเถิด’
บทที่ 58
เมื่อได้ยินว่าหลินอวี้เสามีความเป็นไปได้ที่จะสิ้นชีพด้วยวิชาฝ่ามือดุสิตนี้ ในใจของเยี่ยนจ้าวเกอกลับมีความรู้สึกเหมือนกับเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

เหมือนกับที่เหยียนซวี่รู้ว่าเยี่ยนจ้าวเกอฝึกฝนฝ่ามือดุสิต เยี่ยนจ้าวเกอเองก็รู้ว่าท่านผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งถังตะวันออกท่านนี้ก็ใช้วิชาวรยุทธ์นี้ได้เช่นกัน

เพียงแต่เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกว่า ตาเฒ่านั่นน่าจะยังไม่ได้สติฟั่นเฟือน จนถึงขั้นที่จะสังหารหลินอวี้เสาด้วยน้ำมือของตัวเองเพื่อที่จะใส่ร้ายเขา

ถึงกระนั้นแม้เหยียนซวี่จะไม่ใช่ฆาตกร ทว่าคำใส่ร้ายป้ายสีและการแพร่ข่าวลือ เบื้องลึกเบื้องหลังคงขาดเขาไปไม่ได้แน่ๆ

ศพของหลินอวี้เสาถูกพบโดยข้ารับใช้ของเหยียนซวี่ และตอนนี้พวกเขาเองก็เป็นผู้ดูแล หากจะลงมือทำกลอุบายอะไรก็ไม่ใช่เรื่องยาก

หากไม่ใช่พวกของเหยียนซวี่เป็นคนลงมือ เช่นนั้นจะเป็นผู้ใดที่สังหารหลินอวี้เสากัน

ทันใดนั้นเอง สมองของเยี่ยนจ้าวเกอก็มีภาพคนคนหนึ่งแล่นผ่านเข้ามา

‘ไม่น่าจะใช่หรอก…’ เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตากลายเป็นเยือกเย็น

‘ยังบอกอยู่เลยว่าจะเล่นงานเจ้าให้หนักสักตั้งแล้วค่อยส่งต่อให้กับทางสำนัก แต่ถ้าเจ้าจะเสียสติถึงขั้นนี้แล้วล่ะก็ ข้าก็จะลดขั้นตอนลง ส่งเจ้าไปเกิดใหม่เลยแล้วกัน’

ไม่นานนัก อาหู่ก็กลับมา เมื่อพบหน้ากันเยี่ยนจ้าวเกอก็เอ่ยถามทันที “หาเจ้าเยี่ยจิ่งนั่นพบแล้วหรือยัง”

อาหู่กำมือใหญ่ไว้อย่างรู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง “คุณชาย ข้าพยายามเต็มที่แล้ว แม่น้ำใต้ดินที่อยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้นทุกสาย ข้าก็ไล่ตามหาไปเป็นร้อยเป็นพันลี้แล้วขอรับ”

“เจ้าเด็กนั่นไม่ได้หนีออกจากแม่น้ำ แต่ถูกพัดไปตามแม่น้ำใต้ดิน จวบจนตอนที่ข้าหาร่องรอยบางอย่างพบ เวลาก็ล่วงเลยไปนานมากแล้ว”

“เขาน่าจะออกจากเขามฤคลับตาแล้ว ถ้าเช่นนั้นฟ้าดินกว้างใหญ่ ข้าจะตามหาตัวเขาก็ยากนัก”

เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้ตำหนิอาหู่แต่อย่างใด กลับโบกไม้โบกมือ “หาไม่เจอก็หาไม่เจอ บึงน้ำแข็งนั่นก็พังทลาย แม่น้ำใต้ดินก็ไหลไปคนละทิศละทาง จะโทษเจ้าคงไม่ได้”

“แต่ก็ห้ามหยุด หาต่อไป”

เมื่อได้ยินเรื่องราวของหลินอวี้เสาและข่าวลือที่แพร่สะพัด อาหู่ก็อ้าปากค้าง ถึงอย่างไรก็เป็นคนที่เคยรู้จักกัน จึงมีความรู้สึกสะเทือนใจอยู่บ้าง “ใครกันที่ทำกับแม่นางหลินได้อำมหิตเช่นนี้”

ทั้งสองคนเดินกลับเข้าไปใกล้ๆ กับกลุ่มคน

อาหู่มองเฟิงอวิ๋นเซิงด้วยความประหลาดใจ

เฟิงอวิ๋นเซิงโบกไม้โบกมือให้กับเขาอย่างเป็นธรรมชาติ แม้เขาจะรู้สึกงุนงง ทว่าก็โบกมือตอบ

เขาหันกลับไปมองเยี่ยนจ้าวเกอ แล้วยิ้มอย่างซื่อๆ ทีหนึ่ง “แต่ว่าพูดถึงแล้วคุณชายใกล้ชิดกับแม่นางซือคงขนาดนี้…คุณชายคงไม่ได้คิดอะไรใช่หรือไม่ขอรับ”

“ก่อนจะเข้ามาที่เทือกเขามฤคลับตา ก็ไม่เห็นท่านคิดอะไรกับแม่นางซือคง”

“แต่ว่า แม่นางซือคงก็ค่อนข้างงดงามจริงๆ ท่านมีความคิดจะกินนางด้วยหรือไม่ขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอกลอกตาขาวให้เขาครั้งหนึ่งอย่างขุ่นเคือง

“อีกอย่าง คุณชายขอรับ ท่านไปล่อลวงหญิงงามเช่นนี้จากที่ไหนหรือ” อาหู่แอบเดินเข้าไปใกล้กับเยี่ยนจ้าวเกอ เหล่หางตามองไปทางเฟิงอวิ๋นเซิง แล้วกล่าวขึ้นเสียงเบา “กินแล้วหรือยังขอรับ”

ผู้เป็นนายกลอกตาอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือออกไปเคาะกะโหลกอาหู่สักครั้ง

เฟิงอวิ๋นเซิงที่อุ้มโร่วโร่ว สุนัขตัวเล็กสีดำที่ตนเองเลี้ยงเอาไว้อยู่ บัดนี้นางหันหน้ากลับมาด้วยสีหน้าจริงจัง

“ยังไม่ได้ถูกเขากินหรอก ข้ายังคงเป็นหญิงที่ไร้คู่ครอง”

“แค่กๆ…” อาหู่ที่ถูกเยี่ยนจ้าวเกอตบศีรษะเมื่อครู่ยังไม่ทันได้กลับมาเป็นปกติ ก็สำลักน้ำลายของตนทันที ไอขึ้นมาอย่างรุนแรง

มุมปากของเยี่ยนจ้าวเกอกระตุกสองครั้ง “…หญิงสาวยังไม่ออกเรือนสนทนาเรื่องเช่นนี้กับบุรุษ หน้าตาเฉยชาไม่เคอะเขิน ท่าทางสนุกสนานเช่นนี้ก็ได้หรือ”

เฟิงอวิ๋นเซิงลูบขนของโร่วโร่ว ไม่แยแสนัก “หากไม่เป็นเช่นนั้นล่ะ คงถูกผู้ชายพูดจาแทะโลมจนหน้าแดงใจเต้น จนได้ทีขี่แพะไล่ สุดท้ายแล้วไม่หันหลังหนี ถือมืดฟันคน”

“หรือจะให้แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ทำตัวนิ่งเฉย หูทวนลม ปล่อยคนกล่าวหานินทาตามใจ แล้วก้มหน้าก้มตายอมแพ้หรืออย่างไร?”

เยี่ยนจ้าวเกอมองไปที่นาง เฟิงอวิ๋นเซิงก็ผงกศีรษะให้ “สองปีนี้ตั้งแต่ออกจากสำนัก ข้าไปมาหลายที่ พบเจอคนและเรื่องราวมากมาย”

“ทั้งซ่อนกายในป่า พรางตัวตามเมือง เพื่อหลบหนีการตามจับของพวกเซียวเซิง ป่าลึกเขาใหญ่ที่ข้าเคยอยู่ ระหว่างที่ซ่อนตัวอยู่ เรื่องเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆ”

ชายหนุ่มหุบยิ้มแล้วส่ายหน้า ส่วนอาหู่มองดูเฟิงอวิ๋นเซิง ยิ้มแหะๆ แล้วยกนิ้วโป้งชูขึ้นให้นาง

เฟิงอวิ๋นเซิงเองก็ยิ้มแล้วยกนิ้วโป้งให้กับอาหู่เช่นกัน

“ส่วนเรื่องที่บอกว่าข้าถูกคุณชายของเจ้าล่อลวงมาจากที่ใด นั่นนับเป็นเรื่องเล่าของวีรบุรุษช่วยหญิงงามที่น่าซึ้งใจเชียวล่ะ”

“คุณชายเยี่ยนแสดงพลานุภาพอันน่าเกรงขาม เล่นงานสองในรุ่งอรุณทั้งสี่แห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จนย่อยยับ ช่วยหญิงสาวอ่อนแอเช่นข้าเอาไว้”

อาหู่ตะลึงงัน ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองเยี่ยนจ้าวเกอ “สองคนหรือขอรับ นอกจากเฉาหยวนหลงแล้ว…”

“ยังมีเซียวเซิงด้วย” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวโดยไม่ใส่ใจ “รายละเอียดเจ้าก็ถามพวกเขาเอาแล้วกัน”

หลังจากที่ฟังการประมือระหว่างเยี่ยนจ้าวเกอกับเฉาหยวนหลงและเซียวเซิง รวมถึงเรื่องที่เยี่ยนจ้าวเกอบรรลุระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางแล้ว อาหู่ก็มองเจ้านายของตนด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา

“คุณชาย ท่านเก่งกาจเกินไปแล้วขอรับ!”

“ประจบประแจงให้มันน้อยๆ หน่อย ถ้าจะประจบข้าล่ะก็ ก่อนอื่นไปทำหน้าเจ้าให้มันจริงใจกว่านี้ก่อน อย่าให้มันปลอมเช่นนั้น”

พวกเขาพูดคุยกัน พลางมุ่งหน้าไปยังอาณาจักรถังตะวันออก

ทว่าเมื่อเดินมาถึงครึ่งทาง จู่ๆ ด้านหลังก็มีคนไล่ตามมา ซึ่งนั่นก็คือเหยียนซวี่ ผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งถังตะวันออก

แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเยี่ยนจ้าวเกอหักหน้าเขา จึงไล่ตามมาคิดบัญชีติดๆ เช่นนี้ แต่เป็นเพราะได้รับการเรียกสอบสวนจากผู้อาวุโสตะวันออก ให้ไปพบกันที่เมืองหลวงอาณาจักรถังตะวันออกเช่นกัน

เหยียนซวี่มองเยี่ยนจ้าวเกอพลางเอ่ยถามว่า “ท่านผู้อาวุโสเกาะตะวันออกมายังถังตะวันออกเพื่อการใดหรือ”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ ว่า “เหตุใดท่านผู้อาวุโสเหยียนจึงมาถามข้าเล่า ข้าเองก็รีบไปเมืองหลวงอาณาจักรถังตะวันออกเพื่อรวมตัวกับท่านผู้อาวุโสเกาะตะวันออกเช่นกัน”

แววตาของเหยียนซวี่กลายเป็นเฉยชาในทันที ก่อนจะเพ่งพินิจเยี่ยนจ้าวเกอ “ช่วงนี้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ดูวุ่นวายไม่สงบ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็เป็นได้”

“มีข่าวมาว่าแม้กระทั่งทางสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็เหมือนกับจะถูกทำให้ตื่นตกใจไปด้วย”

“ครั้งนี้เจ้าก่อเรื่องอะไรเอาไว้กันแน่”

เยี่ยนจ้าวเกอเหมือนกับไม่รู้สึกถึงสายตาเย็นเยียบของเหยียนซวี่ “คิดว่าท่านผู้อาวุโสเกาะตะวันออกก็คงชี้แนะให้กับท่านผู้อาวุโสเหยียนไปแล้ว คิดว่าท่านคงต้องมีการพิจารณาเป็นของตนเอง หากข้าปากโป้งพูดมากไป เกรงว่าจะไม่งาม”

ความหมายของคำพูดนี้ก็คือ สิ่งที่เจ้าควรรู้ ผู้อาวุโสเกาะตะวันออกก็ได้บอกเจ้าไปแล้ว

สิ่งที่เจ้าไม่ควรรู้ เจ้าก็อย่ามาถามไถ่จากข้า ข้าไม่มีความจำเป็นต้องรายงานเจ้า

เหยียนซวี่มองเยี่ยนจ้าวเกออย่างเย็นชา แล้วผงกศีรษะอย่างช้าๆ “ดีมาก”

ก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสเกาะตะวันออกเพียงแค่ออกคำสั่งกำชับเขาให้ เตรียมรับมือกับคนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ขณะเดียวกันก็ให้คุ้มกันความปลอดภัยของกลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอ ที่เหลืออย่างอื่น หลังจากมาถึงเมืองหลวงอาณาจักรถังตะวันออกพร้อมกับเยี่ยนจ้าวเกอค่อยคุยกันต่อหน้า

อีกทั้งยังกำชับเรื่องความปลอดภัยของกลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอเป็นพิเศษ

เมื่อคิดถึงตรงนี้ สายตาของเหยียนซวี่ก็เคลื่อนไปที่เฟิงอวิ๋นเซิง

ก่อนและหลังที่เยี่ยนจ้าวเกอเข้าไปที่เทือกเขามฤคลับตา สมาชิกรอบกายที่มีการเปลี่ยนแปลงเพียงหนึ่งเดียวก็คือนาง

“หลังจากเสร็จสิ้นเรื่องของท่านผู้อาวุโสเกาะตะวันออกแล้ว เรื่องอื่นๆ เจ้าคงต้องชี้แจงให้ชัดเจนหน่อยเช่นกัน” เหยียนซวี่กล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ประโยคหนึ่ง

สีหน้าเยี่ยนจ้าวเกอยังคงไม่เปลี่ยนแปลง “ทำให้ท่านผู้อาวุโสเหยียนลำบากแล้วขอรับ”

เมื่อทุกๆ คนมาถึงเมืองหลวงอาณาจักรถังตะวันออก ท่านผู้อาวุโสระดับหนึ่งแห่งเกาะตะวันออก ที่ทำหน้าที่ดูแลเกาะนภาตะวันออกของเขากว่างเฉิงได้มาถึงก่อนแล้ว

บัดนี้ผู้อาวุโสแห่งเกาะตะวันออกกำลังรอการมาถึงของกลุ่มของเยี่ยนจ้าวเกอ ณ ลานกว้างที่เดิมทีเหยียนซวี่ประจำการอยู่


เขาเป็นชายชราผมสีเงินรูปร่างสูงใหญ่ปราดเปรียวคนหนึ่ง ดูมีกำลังวังชา ไม่ให้ความรู้สึกถึงความแก่เฒ่าแต่อย่างใด

แววตาของผู้อาวุโสเกาะตะวันออกเป็นประกาย วินาทีแรกที่ทุกคนมาถึง สายตาก็เคลื่อนไปอยู่ที่ร่างของเฟิงอวิ๋นเซิง

หลังจากที่เขาเพ่งพินิจเฟิงอวิ๋นเซิงอย่างถี่ถ้วนแล้ว สายตาก็เคลื่อนไปที่เยี่ยนจ้าวเกอและเหยียนซวี่อีกครั้ง

“จ้าวเกอ เล่ารายละเอียดของเรื่องราวทั้งหมดสิ” ผู้อาวุโสเกาะตะวันออกเปิดปากพูดออกมาว่า “ทางสำนักได้รับผลกระทบไม่น้อยทีเดียว จึงจะส่งคนมา”

เมื่อเหยียนซวี่ได้ฟังถึงตรงนี้ สายตาก็พลันเปล่งประกายเล็กน้อย

ขนาดผู้อาวุโสเกาะตะวันออกยังตัดสินเองไม่ได้ หรือต้องการจะให้ทางสำนักจัดการ?

เรื่องที่เยี่ยนจ้าวเกอก่อเอาไว้ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลยจริงๆ
บทที่ 59
วรยุทธ์ความสามารถของท่านผู้อาวุโสเกาะตะวันออก และแรงกดดันไร้รูปร่างที่สร้างให้กับผู้คนรอบข้าง แน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งที่เหยียนซวี่จะเทียบได้

สีหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอเป็นปกติ หลังจากคำนับท่านผู้อาวุโสเกาะตะวันออก ก็มองเฟิงอวิ๋นเซิงที่อยู่ด้านหลังแล้วพูดว่า “ท่านผู้อาวุโสขอรับ นี่ก็คือคนที่ข้าเคยพูดกับท่าน”

“นามเดิมคือเฟิงมู่เกอ ปัจจุบันนามว่าเฟิงอวิ๋นเซิงขอรับ”

เมื่อได้ยิน ‘เฟิงมู่เกอ’ สามคำนี้ ท่านผู้อาวุโสเกาะตะวันออกก็ผงกศีรษะเล็กน้อย ด้วยระดับตำแหน่งของเขา ย่อมต้องล่วงรู้เรื่องราวมากมายทีเดียว

จากนั้นเยี่ยนจ้าวเกอก็แนะนำให้กับเฟิงอวิ๋นเซิงว่า “ศิษย์น้องเฟิง ท่านผู้นี้ก็คือท่านผู้อาวุโสฉิน ผู้อาวุโสระดับหนึ่งแห่งเกาะนภาตะวันออกของสำนักเรา”

เฟิงอวิ๋นเซิงทำความเคารพอย่างมีมารยาท ไม่ปรากฏความบกพร่องเลยแม้แต่น้อย “ข้าน้อยเฟิงอวิ๋นเซิง เคารพท่านผู้อาวุโสเจ้าค่ะ”

สถานการณ์แบบไหนควรมีกิริยาท่าทางอย่างไร ความแตกต่างระหว่างท่าทีง่ายๆ สบายๆ กับไร้มารยาท เฟิงอวิ๋นเซิงเข้าใจแจ่มชัดดี

ด้วยชาติกำเนิดและประสบการณ์ของนาง แน่นอนว่าต้องรู้จักชายชราร่างสูงใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าอยู่แล้ว บุคคลที่เป็นอาวุโสระดับหนึ่งแห่งเขากว่างเฉิง ผู้คุมการณ์เกาะนภาตะวันออกทั้งหมด

ในระบอบการปกครองกฎระเบียบภายในเขากว่างเฉิงมีตำแหน่ง ผู้อาวุโสระดับหนึ่ง ผู้อาวุโสคุมการณ์ และผู้อาวุโสกิจปฏิบัติ

วรยุทธ์และอำนาจอาจไม่เทียบเท่า ทว่าตำแหน่งฐานะของผู้อาวุโสฉินท่านนี้ อยู่ในระดับเดียวกันกับเยี่ยนตี๋ บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอ เพียงแค่พื้นที่ปกครองแตกต่างกัน คนหนึ่งอยู่ภายนอก คนหนึ่งอยู่ภายใน

ตามหลักแล้ว เรื่องราวที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินเกาะนภาตะวันออก ผู้อาวุโสฉินล้วนสามารถจัดการเองได้ทั้งหมด

ถึงกระนั้น เรื่องที่เกี่ยวกับเฟิงอวิ๋นเซิงในครั้งนี้ส่งผลกระทบมากเกินไป ดังนั้นผู้อาวุโสฉินจึงไม่สามารถถือความเห็นตนเองเพียงฝ่ายเดียวได้

อีกทั้งสำนักเขากว่างเฉิงได้ส่งคนมาเรียบร้อยแล้ว บัดนี้ผู้อาวุโสฉินที่เดินทางมาถังตะวันออกโดยเฉพาะ ก็เพื่อสืบหาความจริงก่อน

ทว่าหากด่านของท่านผู้อาวุโสฉินยังผ่านไปไม่ได้ เช่นนั้นก็ไม่มีคำพูดใดสามารถกล่าวต่อไปได้อีก

เยี่ยนจ้าวเกอมองไปยังผู้อาวุโสฉิน ชายชราผู้นี้เป็นผู้อาวุโสเก่าแก่ของสำนัก เป็นคนรุ่นเดียวกันกับเจ้าสำนักรุ่นก่อน อีกทั้งระหว่างบิดาเยี่ยนตี๋และอาจารย์ลุงรอง เขาก็ไม่ได้เอนเอียงไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสมอมา

ไม่ต้องหวังว่าจะได้รับการดูแล แต่ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกให้ร้ายเหมือนอย่างเหยียนซวี่

ทุกอย่างล้วนยึดความจริงเป็นมาตรฐาน และถือเอาผลประโยชน์โดยรวมของเขากว่างเฉิงเป็นสำคัญ

“ท่านผู้อาวุโสฉินขอรับ อย่างที่ข้าเคยรายงานท่านตั้งแต่แรกว่าศิษย์น้องเฟิงผู้นี้เป็นศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ทว่าบัดนี้นางหันหลังออกจากสำนักแล้ว และหวังเข้าพึ่งใต้ร่มสำนักเขากว่างเฉิงของเรา”

เยี่ยนจ้าวเกอพูดด้วยความใจเย็น ไม่เร็วแต่ก็ไม่ช้า

ผู้อาวุโสฉินฟังอยู่เงียบๆ ไม่ได้กล่าวสิ่งใด

ส่วนเหยียนซวี่ก็ไม่ได้พูดแทรก เยี่ยนจ้าวเกอไม่มีทางไม่รู้ว่า หากเขากว่างเฉิงยอมรับลูกศิษย์ที่ทรยศสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แล้วจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ก็ยังพาเฟิงอวิ๋นเซิงกลับมา ผู้อาวุโสฉินเองไม่ได้คัดค้านตั้งแต่ต้น อีกทั้งเรื่องก็ไปถึงสำนักแล้ว นั่นก็แสดงว่าต้องมีสถานการณ์ที่พิเศษมากกว่านั้น

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างสงบนิ่งว่า “ท่านผู้อาวุโสคงจะทราบถึงรายงานในตอนที่สืบเสาะจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มาได้ ซึ่งได้กล่าวถึงนามนามหนึ่งคือ เฟิงมู่เกอ”

“ภายหลังด้วยการปรากฏตัวขึ้นอย่างโดดเด่นของเมิ่งหว่าน จึงถูกคิดว่ารายงานนั้นเป็นข่าวเท็จ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่”

“เฟิงมู่เกอมีตัวตนอยู่จริง ซึ่งก็คือศิษย์น้องเฟิงที่อยู่ด้านหลังข้าคนนี้ขอรับ”

ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นอกจากผู้อาวุโสฉินและเหยียนซวี่แล้ว ก็เป็นบุคคลสำคัญของเขากว่างเฉิงที่อยู่ในเกาะนภาตะวันออก

นอกจากผู้อาวุโสฉินที่ทราบเรื่องราวตั้งแต่แรกแล้ว เหยียนซวี่และคนอื่นๆ เมื่อได้ยิน ‘สตรีจันทรา’ สี่คำนี้ ดวงตาก็พลันเปล่งประกายขึ้นมาทันที

ตามหาทั่วทั้งห้าเกาะอันกว้างใหญ่ไพศาลมานานหลายปี แต่ก็ไม่พบสตรีจันทราเลยสักคน

กระทั่งเขากว่างเฉิงถึงขั้นแอบส่งคนไปตามหาที่ชายแดนของเมืองอื่น หวังว่าจะพบเจอบ้าง ทว่าก็ยังคงไม่ได้อะไรกลับมา

การทดสอบแห่งจันทราเมื่อสองปีก่อน เขากว่างเฉิงก็เป็นได้แค่เพียงผู้นั่งชมอยู่ทุกครั้ง มองดูดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นแย่งชิงมงกุฎแห่งจันทราไปต่อหน้าต่อตา ย่อมรู้สึกจำใจและโมโหเป็นธรรมดา

หากเฟิงอวิ๋นเซิงเป็นสตรีจันทราจริง เช่นนั้นต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ เขากว่างเฉิงก็ต้องเก็บนางเอาไว้แน่

ผู้อาวุโสฉินพยักหน้าก่อน จากนั้นก็ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ในจดหมายของเจ้าก่อนหน้านี้ กล่าวเพียงว่าจันทรากายของสหายเฟิงผู้นี้ได้รับความเสียหาย แต่กลับไม่ได้บอกว่าเสียหายถึงขั้นไหน”

“การบ่มเพาะสตรีจันทราต้องทุ่มทรัพยากรมิใช่น้อย แต่ด้วยศักยภาพของสำนักศักดิ์สุริยัน แม้ว่าจะมีเมิ่งหว่านอยู่แล้ว การบ่มเพาะสตรีจันทราทั้งสองคนก็ยังคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”

“สตรีจันทราหนีออกจากสำนักทั้งคนย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กๆ สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คงไม่ปล่อยปละละเลยเช่นนี้แน่”

“นอกเสียจากว่าจันทรากายของสหายเฟิงจะสูญเสียไปแล้วอย่างสิ้นเชิง”

น้ำเสียงของเยี่ยนจ้าวเกอราบเรียบไม่สูงขึ้นต่ำลงแต่อย่างใด ตอบตามความจริงว่า “ในตอนนี้ เป็นเช่นนั้นไม่ผิดขอรับ”

คิ้วของผู้อาวุโสฉินขมวดเล็กน้อย พลางมองดูเยี่ยนจ้าวเกอและเฟิงอวิ๋นเซิง

ทันใดนั้นเหยียนซวี่ก็เปิดปากพูดช้าๆ ว่า “ต่อให้เป็นสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ก็คงไม่ยอมเสียสตรีจันทรามาเป็นหนอนบ่อนไส้หรอก”

“แต่ถ้าหากเป็นศิษย์ธรรมดาที่สูญเสียจันทรากายไปแล้ว ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”

ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเดียวกับเหยียนซวี่หรือไม่ เมื่อได้ยินดังนี้ต่างก็พากันขมวดคิ้ว มองเยี่ยนจ้าวเกอและเฟิงอวิ๋นเซิงด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์

เรื่องในวันนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กเลยจริงๆ

หากจันทรากายของเฟิงอวิ๋นเซิงสมบูรณ์ดี นั่นคงไม่ต้องกล่าวอะไรต่อ เขากว่างเฉิงจะรับนางเอาไว้ในทันที ทั้งยิ่งเป็นความดีความชอบของเยี่ยนจ้าวเกอ นับเป็นผลงานชิ้นใหญ่อย่างยิ่ง

ทว่าหากเฟิงอวิ๋นเซิงสูญเสียจันทรากายไปแล้ว เช่นนั้นเขากว่างเฉิงจะยังรับนางเอาไว้อยู่หรือไม่ ก็คงต้องพิจารณาให้ดีอีกครั้ง

การรับเอาศิษย์ทรยศสำนักของดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เป็นคุณสมบัติที่ค่อนข้างเลวร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และเขากว่างเฉิงที่เดิมทีก็ไม่ลงรอยกันอยู่แล้ว การกระทำเช่นนี้จะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ฉันท์ศัตรูยกระดับขึ้นอีกขั้น

เยี่ยนจ้าวเกอที่ก่อเรื่องทั้งหมดนี้ก็ต้องแบกรับชื่อเสียงความมักง่ายบ้าบิ่นไว้ การสร้างปัญหาข้างนอกทำให้สำนักต้องแบกรับภาระที่ไม่จำเป็น

และถ้าหากเฟิงอวิ๋นเซิงเป็นหนอนบ่อนไส้ที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ส่งมา แล้วเขากว่างเฉิงรับนางเอาไว้ ภายหลังเกิดปัญหาขึ้น เยี่ยนจ้าวเกอก็จะเป็นผู้กระทำผิดใหญ่หลวง

สีหน้าเยี่ยนจ้าวเกอยังคงไม่เปลี่ยนแปลง “ศิษย์น้องเฟิงถูกศิษย์ร่วมสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ข่มเหงรังแก โดยที่ผู้อาวุโสภายในสำนักก็ไม่สามารถให้ความยุติธรรมแก่นางได้ ถึงขั้นจะพลิกขาวเป็นดำเพื่อสังหารนาง”

“อาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาที่คอยดูแลนางเพียงหนึ่งเดียว เมื่อไม่นานมานี้ได้หายสาบสูญไปในทะเลตะวันออกตอนที่ปะทะกับปีศาจอัคคี หลังจากที่ทราบข่าว นางที่หลบหนีมานานนับสองปี จึงทรยศหนีออกจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังฆ่าลูกศิษย์ร่วมสำนักไปแล้วถึงสามคน”

เยี่ยนจ้าวเกอมองทุกคน “สองปีก่อนที่นางจะหลบหนีออกจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ก็เป็นเพราะนางทำร้ายเซียวเซิงจนบาดเจ็บสาหัส หลังจากนั้นเซียวเซิงก็นำคนออกตามไล่ล่านางมาโดยตลอด”

เหยียนซวี่กล่าวอย่างเย็นชาว่า “สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ใช่ว่าจะไม่ยอมเสียสละชีวิตศิษย์รุ่นเยาว์ทั้งสามคน ถ้านางเป็นตัวล่อให้เราติดกับเล่า?”

ชายหนุ่มยิ้มครั้งหนึ่ง “ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ก็แค่ไม่รู้ว่าท่านผู้อาวุโสเก่าแก่แห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ จะยอมให้หลานชายที่เป็นผู้สืบทอดเชื้อสายเพียงหนึ่งเดียวของตนเป็นขันทีตลอดไปเสียตั้งแต่บัดนี้หรือไม่”

ทั่วทั้งโถงเงียบสงัดในชั่วพริบตา

เหยียนซวี่ชะงักงันไปเช่นกัน ผู้อาวุโสฉินขมวดคิ้วแล้วถามว่า “เจ้าหมายถึง…”

เยี่ยนจ้าวเกอหน้าตาจริงจัง “ตอนนั้น เซียวเซิงถูกศิษย์น้องเฟิงทำร้ายช่วงล่าง…เอ่อ กล่าวอีกแง่ก็คือเขาใช้การไม่ได้แล้ว”



เฟิงอวิ๋นเซิงก็มีท่าทีจริงจังเช่นกัน พร้อมทั้งโค้งตัวลงคำนับครั้งหนึ่ง “ตอนนั้นข้าอยู่ในเหตุการณ์ขับขันจึงเกิดพลั้งมือไป แม้ว่าเซียวเซิงจะสมควรได้รับกรรมตามสนอง แต่ก็เป็นเรื่องที่เสื่อมเสียหูตานัก ขอความกรุณาท่านผู้อาวุโสทั้งหลายอย่าได้ตำหนิข้าเลยเจ้าค่ะ”

เยี่ยนจ้าวเกอพูดว่า “ข้าปกป้องนาง ครั้งที่สองที่ประมือกับเซียวเซิง ก็ได้พิสูจน์ตรงจุดนี้แล้วขอรับ”

“แน่นอน ก็อาจเป็นไปได้ว่าเพราะเรื่องอื่นเซียวเซิงจึงถูกทำให้เสื่อม…โอไม่สิขอรับ ไม่สามารถใช้สืบเชื้อสายต่อไปได้ จากนั้นสำนักศักดิ์สิทธิ์จึงใช้ประโยชน์จากของที่ไม่ได้การ มาสร้างเรื่องราวเล่านิทาน”

“ฉะนั้นหากศิษย์น้องเฟิงเข้าสู่สำนักของเรา การสอบสวนในภายหลังก็ยังคงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แต่ดูจากโดยรวมแล้ว ข้าคิดว่าคำบอกเล่าของศิษย์น้องเฟิงสามารถเชื่อถือได้ขอรับ”

มุมปากของเหยียนซวี่พลันกระตุก เปล่งเสียงฮึดฮัดออกมาครั้งหนึ่ง ทว่าไม่เซ้าซี้กับคำถามก่อนหน้านี้อีก เขากล่าวว่า “จันทรากายของนางไม่สูญเสียเมื่อไรค่อยว่ากันเถอะ”

ผู้อาวุโสฉินนิ่งเงียบไม่พูดอะไร เขากว่างเฉิงจะตัดสินอย่างไร จุดนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
บทที่ 60
ผู้อาวุโสฉินนั่งนิ่งไม่ขยับ ดวงตาทั้งสองข้างมองเยี่ยนจ้าวเกอ แล้วเปลี่ยนไปมองเฟิงอวิ๋นเซิง

แววตาของท่านผู้นี้ แข็งกร้าวราวกับจะหลอมเป็นวัตถุ เขาจ้องมองไปที่ข้อมือของเฟิงอวิ๋นเซิง คล้ายกำลังตรวจจับชีพจรด้วยแววตา

เฟิงอวิ๋นเซิงยืนอยู่ที่เดิมอย่างเงียบเชียบ หลังจากชั่วครู่หนึ่งผู้อาวุโสฉินก็เก็บสายตากลับคืน

“ชีพจรของนางเคยเป็นจันทรากายอย่างแท้จริง แต่บัดนี้พลังหยินสะท้อนกลับอย่างรุนแรง จนสลายหายไปหมดสิ้นแล้ว เพียงแต่ว่าเก่งกาจกว่าคนปกตินิดหน่อยเท่านั้น”

ผู้อาวุโสฉินมองไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ แล้วพยักหน้าช้าๆ “อย่างไรก็ต้องตรวจสอบคนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ให้ถี่ถ้วนก่อน แล้วถึงจะตัดสินได้ในท้ายที่สุด”

เหยียนซวี่และคนอื่นก็พยักหน้าด้วยเช่นกัน นี่เป็นเหตุผลที่ถูกต้อง ไม่ได้เหนือความคาดหมายของพวกเขาแต่อย่าใด

ทว่าหลังจากนั้นผู้อาวุโสฉินชะงักไปเล็กน้อย สายตาที่มองไปยังเฟิงอวิ๋นเกอมีความเสียดายปะปนอยู่ “พรสวรรค์ของนางโดดเด่นกว่าคนทั่วไป ไม่รู้ว่าการทำความเข้าใจและนิสัยของนางเป็นอย่างไร”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มครั้งหนึ่ง “ตอนนั้นหากไม่ใช่เพราะนางประสบกับอุบัติเหตุ ผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมการทดสอบแห่งจันทราของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เป็นอันดับแรก แท้จริงแล้วก็คือนางขอรับ”

“เหตุผลหนึ่งในนั้นก็คือนางได้เข้าเป็นศิษย์ในสำนักก่อน แต่อย่างน้อยๆ ที่ทราบได้ก็คือ นางไม่ได้ด้อยไปกว่าเมิ่งหว่านแน่นอน”

เมิ่งหว่านไม่ได้เป็นเพียงสตรีจันทรา พรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ติดตัวนางก็ไม่ธรรมดา นับว่ามีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มคนรุ่นเดียวกัน

พลังของนางแข็งแกร่งขึ้นทุกวี่วัน แม้กระทั่งมีโอกาสได้เป็นรุ่งอรุณทั้งสี่อยู่รางๆ

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวว่า “เพียงแต่หากตอนนั้นศิษย์น้องเฟิงทำให้เซียวเซิงบาดเจ็บบริเวณอื่น ที่ไม่ใช่การตัดตอนเป็นขันทีเช่นนี้แล้วล่ะก็ อาจจะไม่ต้องถึงขั้นต้องหลบหนีเช่นนี้ก็เป็นได้”

ผู้อาวุโสฉินพยักหน้า แล้วไตร่ตรองอีกครั้ง

หากพรสวรรค์ของเฟิงอวิ๋นเซิงนั้นธรรมดาสามัญ เช่นนั้นแล้วรับตัวนางไว้เพียงแค่เพราะเกลียดชังสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ สำหรับเขากว่างเฉิงแล้วไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด

ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้สมานฉันท์กัน ทว่าก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะไม่ยอมซึ่งกันและกันด้วยเรื่องเพียงเท่านี้

ถ้าเป็นเมืองทะเลมรกต ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งวารีพิภพ กับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสัมพันธ์เสมือนน้ำกับไฟ เช่นนั้นอาจจะมีความเป็นไปได้

ลองคิดดูจากมุมอื่นแล้ว ที่นั่นคงดีที่สุดสำหรับเฟิงอวิ๋นเซิง

เพียงแต่ว่าวารีพิภพอยู่ไกลจากนภาพิภพและอัคคีพิภพเกินไป การที่เฟิงอวิ๋นเซิงจะหลบหนีจากการไล่ล่าไปยังวารีพิภพเพียงลำพังนั้นเป็นเรื่องที่ยากเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้นเขากว่างเฉิงจึงกลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับนางที่สุด

หากในตอนนั้นเยี่ยนจ้าวเกอไม่รั้งนางเอาไว้ และไม่จับนางส่งให้เซียวเซิงแล้วล่ะก็ เฟิงอวิ๋นเซิงก็เตรียมตัวที่จะเสี่ยงอันตรายมุ่งหน้าไปวารีพิภพเพียงลำพัง

ทว่าบัดนี้ หลังจากที่ผู้อาวุโสฉินตรวจสอบพบแล้วว่าแม้นางจะสูญเสียจันทรากายไป ถึงกระนั้นตัวนางก็ยังเป็นอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะ และเป็นสตรีที่คุ้มค่าแก่การบ่มเพาะ

นี่จึงทำให้ผู้อาวุโสฉินและเขากว่างเฉิงสับสนอยู่บ้าง

ผลพวงที่จะได้รับกับราคาที่ต้องจ่าย จำเป็นต้องชั่งน้ำหนักให้ดี

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย “ที่จริงแล้วมีวิธีที่จะฟื้นฟูจันทรากายของศิษย์น้องเฟิงกลับคืนมาได้ขอรับ”

ผู้อาวุโสฉินขมวดคิ้ว ทว่าก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา เพียงมองไปที่เฟิงอวิ๋นเซิงอีกครั้ง

ครั้งนี้เขายกมือขึ้นชี้นิ้วไปในอากาศ แสงสายหนึ่งก็พุ่งออกจากนิ้วมือของเขา ก่อนจะตกลงบนข้อมือของเฟิงอวิ๋นเซิง

หลังจากตรวจสอบสภาพของเฟิงอวิ๋นเซิงอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้งแล้ว ผู้อาวุโสฉินก็มองเยี่ยนจ้าวเกอพลางถามเสียงต่ำว่า “เจ้าพูดเช่นนี้จะยืนยันด้วยอะไร”

เหยียนซวี่ก็มองเฟิงอวิ๋นเซิงแวบหนึ่งเช่นกัน พลางจ้องมองบนข้อมือของเฟิงอวิ๋นเซิง

ชั่วขณะหนึ่ง เหยียนซวี่ก็ละสายตากลับมา แล้วพูดอย่างเย็นชาว่า “พูดว่าได้รับความเสียหายนั่นยังน้อยไป ไม่ใช่แค่เพียงได้รับความเสียหายแล้ว แต่หายไปอย่างสิ้นเชิงแล้วต่างหาก”

“การจะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ ความยากก็ไม่ต่างอะไรกับการคืนชีพให้กับคนที่ตายไปแล้ว”

“อีกทั้งยังไม่ใช่เพิ่งสิ้นลมหายใจไป แต่เป็นคนที่ตายไปแล้วสองปีต่างหาก”

เหยียนซวี่มองเยี่ยนจ้าวเกอ “ช่วงหลายวันมานี้ เจ้ามักจะทำเรื่องใหญ่เหนือความคาดหมายของทุกคนได้สำเร็จก็จริงอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีความสามารถที่จะฟื้นชีพคนตายได้ด้วยหรือไม่”

ผู้อาวุโสฉินไม่ได้พูดอะไร แต่เห็นได้ชัดว่าเห็นด้วยกับความคิดของเหยียนซวี่

เขามองเยี่ยนจ้าวเกออย่างเงียบๆ รอคำอธิบายจากชายหนุ่ม

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ท่านผู้อาวุโสฉินเมื่อครู่ท่านได้พูดเอาไว้ว่า ปราณหยินในร่างกายของศิษย์น้องเฟิงแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปอยู่ครึ่งเท่าใช่หรือไม่”

ผู้อาวุโสฉินพยักหน้า “ไม่ผิด”

ชายหนุ่มกล่าวอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อนต่อ “ตอนแรกที่ข้าพบกับนาง ที่จริงแล้วนางไม่ได้แตกต่างจากคนปกติเลยสักนิด จันทรากายแห้งเหือดสูญสิ้นอย่างสิ้นเชิง พบเพียงร่องรอยแต่กลับไม่มีปราณหยินเลยแม้แต่นิดเดียว”

“หือ?!” ดวงตาทั้งสองของผู้อาวุโสฉินเบิกกว้าง

เขามองไปที่เฟิงอวิ๋นเซิงอย่างเหลือเชื่อ จากนั้นเฟิงอวิ๋นเซิงจึงเปิดปากพูดว่า “ช่วงหลายวันมานี้ ข้าได้ร่วมเดินทางกับศิษย์พี่เยี่ยน และได้รับการฝังเข็มจากวิชาลับเข็มทองของศิษย์พี่เยี่ยนลงไปที่จุดลมปราณ ในเส้นเลือดลมที่เหือดแห้งไป ก็รู้สึกได้รางๆ ว่ามีปราณหยินเกิดขึ้นมาใหม่เจ้าค่ะ”

“แม้ว่าจะช้ามาก แต่ก็ต่างจากก่อนหน้านี้แล้ว”

เหยียนซวี่และคนอื่นๆ ต่างก็มองเยี่ยนจ้าวเกอและเฟิงอวิ๋นเซิงอย่างรู้สึกเหลือเชื่อ

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มแล้วพูดว่า “สำนักของเราไม่มีสตรีจันทรามาโดยตลอด ตามหาทุกหนทุกแห่งไหนก็ไม่พบ หลายปีมานี้ได้เห็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นๆ สามารถเข้าแย่งชิงมงกุฎจันทราได้ แต่สำนักของเราทำได้เพียงแค่เป็นผู้ชม ในใจข้าร้อนรนเป็นอย่างมาก”

“ข้าจึงคิดว่า สตรีจันทราล้วนแล้วถือกำเนิดมาโดยธรรมชาติ เช่นนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะสร้างจันทรากายขึ้นมาได้ในภายหลัง”

“ดังนั้นข้าถึงรวบรวมคัมภีร์ลับต่างๆ ศึกษาวิจัยทางด้านนี้ด้วยตนเอง” เยี่ยนจ้าวเกอส่ายหน้าด้วยความรู้เสียดายเล็กน้อย “น่าเสียดาย จันทรากายเป็นของขวัญล้ำค่าที่ฟ้าประทาน ไม่มีความหวังหรือความคืบหน้าที่จะสร้างขึ้นในภายหลังเลย”

เขาหันไปมองเฟิงอวิ๋นเซิง “แต่ข้าก็ได้สั่งสมความรู้ด้านนี้มามากมายยิ่งนัก จนพบว่าแม้จะไม่สามารถสร้างขึ้นได้ในภายหลัง แต่ถ้าหากสภาพจันทรากายที่มีมาแต่กำเนิดได้รับความเสียหาย ก็มีความเป็นไปได้ที่จะฟื้นฟูได้เช่นกัน”

“ต้องขอบใจศิษย์น้องเฟิงที่เชื่อมั่นในตัวข้า ให้ข้าได้ทดลองทำ อย่างไรเสียวิธีที่ข้าคิดออกก่อนหน้านี้ ก็ไม่มีโอกาสได้ทดลองจริงๆ”

ใบหน้าเหยียนซวี่ไร้ซึ่งความรู้สึก พลางมองเยี่ยนจ้าวเกอและเฟิงอวิ๋นเซิงอย่างเฉยชา “เพียงคำพูดจะพิสูจน์ได้อย่างไร”

เยี่ยนจ้าวเกอพลันกล่าว “ตั้งแต่ครั้งแรกที่ข้าได้พบศิษย์น้องเฟิงจวบจนวันนี้ ระยะเวลาไม่ได้ยาวนานแต่อย่างใด”

“รอผ่านไปอีกแค่ไม่กี่วัน ปราณหยินของศิษย์น้องเฟิงก็จะแกร่งขึ้นอีกขั้นหนึ่ง เท่านี้ก็สามารถยืนยันคำพูดของข้าได้แล้ว”

เหยียนซวี่พูดอย่างเย็นชาอีกครั้ง “เมื่อสองวันก่อนข้าเพิ่งไล่คนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กลับไป ตอนนี้พวกเจ้ากลับมาแล้ว พวกเขาก็คงจะมาหาถึงหน้าประตูในไม่ช้าแน่”

“ถ้าตัดสินก็ต้องตัดสินให้เร็ว ไม่มีเวลามากมายขนาดนั้นมารอให้เจ้าพิสูจน์หรอก”

หางคิ้วเยี่ยนจ้าวเกอกระตุกเบาๆ ครั้งหนึ่ง ขณะกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าผู้อาวุโสฉินยกมือขึ้นห้ามเขาไว้



ดวงตาทั้งสองของผู้อาวุโสร่างสูงใหญ่ของเกาะตะวันออกมองตรงไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ “ข้าเชื่อก่อนก็ได้ว่าคำพูดของเจ้าเป็นความจริง แต่วิธีของเจ้าจะสามารถช่วยนางฟื้นฟูได้ถึงระดับไหน ได้เพียงแค่ส่วนหนึ่ง หรือสามารถฟื้นฟูกลับได้ดังเดิม หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกับระดับที่อยูในจุดที่แข็งแกร่งที่สุด”

สีหน้าท่าทางของเยี่ยนจ้าวเกอหนักแน่นขึ้นมา กล่าวอย่างช้าๆ ว่า “การฟื้นฟูจำเป็นต้องใช้เวลา อีกทั้งยังมีเงื่อนไขด้านทรัพยากรและสภาพแวดล้อมที่จำเป็น ตอนนี้เงื่อนไขต่างๆ ยังไม่ครบครัน ยังต้องเก็บรวบรวมเพื่อเตรียมพร้อมขอรับ”

“ส่วนจะฟื้นฟูได้ถึงระดับไหนนั้น…” เยี่ยนจ้าวเกอสบตากับผู้อาวุโสฉินอย่างใจเย็น

“แข็งแกร่งยิ่งกว่านางในตอนนั้น!”

เยี่ยนจ้าวเกอพลันยิ้มขึ้นมา “หากทำไม่ได้ ข้าจะเข้าหุบเขาผนึกเวหาด้วยตัวเอง”

ผู้อาวุโสฉินมองเยี่ยนจ้าวเกอ แววตาลุ่มลึกและสงบนิ่ง

เหยียนซวี่ขมวดคิ้ว ขณะที่กำลังจะพูด ก็มีคนจากด้านนอกเข้ามารายงานว่าคนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มาถามไถ่เอาความผิด

“ท่านผู้อาวุโสฉิน” เหยียนซวี่มองไปยังผู้อาวุโสฉิน

ชายชราร่างสูงใหญ่มองอย่างหงุดหงิด “ไล่กลับไป ขอคนไม่มีให้ ที่มีคือกำปั้นคู่หนึ่ง!