51-55
บทที่ 51
จ้าวเฉิงมองจ้าวฮ่าวด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร ฝ่ายจ้าวฮ่าวก็กวาดตามองเขาครั้งหนึ่ง พลางฉีกยิ้มและส่ายหน้า
เห็นๆ กันอยู่ว่าจ้าวเฉิงเป็นจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์แล้ว จะจัดการเขาที่ยังอยู่เพียงระดับหลอมกาย ตามหลักแล้วไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงเลยด้วยซ้ำ
ทว่าในแววตาของจ้าวฮ่าวไม่มีความระแวงหรือความหวาดกลัวเลยสักนิด มีเพียงความนิ่งเฉยไร้ความรู้สึก
ในความนิ่งเฉยนั้น ปรากฏความไม่สนใจใยดีปะปนอยู่ด้วย
เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตาลงเล็กน้อย ‘แววตาที่เขามองจ้าวเฉิง ไม่ต่างอะไรกับแววตาที่ใช้มองข้าเลย… ’
‘ในสายตาของเขา ข้ากับจ้าวเฉิงอยู่ในระดับเดียวกัน’ เยี่ยนจ้าวเกอพลันแสยะยิ้ม
จ้าวฮ่าวกล่าวถามอย่างเฉยเมยว่า “พี่สามอยากให้ข้าดื่มเหล้าโทษทัณฑ์อะไรหรือ”
จ้าวเฉิงแค่นหัวเราะออกมาเสียงหนึ่ง “น้องสิบหกช่วงนี้วรยุทธ์ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วก็จริง แต่ประสบการณ์การต่อสู้จริงก็ยังคงน้อยอยู่”
“คนพวกนี้ของพี่สาม ช่วยน้องสิบหกฝึกซ้อมได้พอดิบพอดีเลย”
“สั่งสมประสบการณ์ให้มากหน่อย หากเจ้าเอาแต่ลงไม้ลงมือกับลูกน้อยเช่นนี้ ครั้นเจอศัตรูผู้เก่งกาจตัวจริงเข้า คนที่ซวยจะเป็นเจ้าเองนะ”
แววตาเหยียดหยามในดวงตาของจ้าวฮ่าวยิ่งเพิ่มมากขึ้น เขามองจ้าวเฉิงราวกับผู้ใหญ่กำลังมองเด็กไม่รู้ความที่กำลังเล่นเสียงดังอยู่
เขาไม่ได้พูดอะไรให้มากความ พลันชักกระบี่ออกจากฝัก ยืนอยู่ที่เดิมนิ่งๆ “ผู้ใดต้องการโดนสั่งสอน”
ในสายตาของผู้อื่นเห็นเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป แต่เยี่ยนจ้าวเกอมองเห็นความนัยมากกว่านั้น
หากมองจากมุมมองของเยี่ยนจ้าวเกอ พลังที่จ้าวฮ่าวแผ่ออกมาเปลี่ยนไปทันทีที่เขาชักกระบี่ออกมา
พลังนั้นแข็งกร้าว โหมกระหน่ำ และเฉียบคมอย่างชัดเจน!
ทั่วทั้งร่างของเขาเสมือนกับกระบี่คมกริบที่เพิ่งชักออกมาจากฝัก เตรียมจะพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภา ฟาดฟันทุกสิ่งให้ขาดสะบั้น
นี่เป็นพลังบริสุทธิ์รูปแบบหนึ่ง ยากที่จะบรรยายเป็นคำพูด ทว่าก็มีอยู่จริง
จ้าวฮ่าวในตอนนี้ยังคงเป็นจอมยุทธ์ระดับหลอมกายไม่ผิดแน่ เขาไม่ได้ซ่อนเร้นพลังความสามารถในระดับที่สูงกว่านั้นเอาไว้แต่อย่างใด แต่พลังของเขากลับเหมือนอยู่เหนือกว่าคนส่วนมากบนโลกใบนี้
ราวกับมีปรมาจารย์ปรากฏอยู่ตรงหน้า แต่ไม่คู่ควรให้ผู้ใดเอ่ยถึง
คิ้วของเยี่ยนจ้าวเกอกระตุก ‘น่าสนใจ หรือว่า…’
แม้ว่าจ้าวเฉิงอยากจะเล่นงานจ้าวฮ่าวให้เจียนตายด้วยมือของตนใจจะขาด ทว่าอย่างไรเสียเขาก็อยู่ระดับปรมาจารย์แล้ว อายุอานามก็มากกว่าจ้าวฮ่าวสิบกว่าปี
ถึงพฤติกรรมของจ้าวฮ่าวจะไร้ความนอบน้อมอย่างมาก ทว่าต่อหน้าธารกำนัล อีกทั้งยังมีเยี่ยนจ้าวเกออยู่ ณ ที่แห่งนี้ด้วย จ้าวเฉิงจึงยับยั้งความคิดที่จะลงมือด้วยตนเองไป
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้คิดจะปล่อยจ้าวฮ่าวไปง่ายๆ
วรยุทธ์ของจ้าวฮ่าวอยู่ระดับยุทธ์หลอมกายขั้นแปด ขั้นชักจูงลมปราณระยะกลาง แม้ว่าคู่ต่อสู้ที่จ้าวเฉิงหามาให้เขาจะอยู่ในขั้นชักจูงลมปราณระยะกลางเช่นกัน ทว่าก็มีกลิ่นอายดุดัน แสดงให้เห็นชัดเจนว่าใช้ชีวิตอยู่ด้วยการฆ่าฟัน คมดาบอาบโลหิตมาจนชินชา ประสบการณ์มากมายเหลือเฟือจนเทียบไม่ได้
ไอสังหารทั่วทั้งร่างกายหนาแน่นจนแทบจะทำให้คู่ต่อสู้ที่ประสบการณ์ไม่มากพอกลัวหัวหด กลายเป็นลูกแกะที่ยอมให้ฆ่าแกงแต่โดยดี
ทว่าจ้าวฮ่าวแทบไม่ต้องใช้แรง ก็เอาชนะคู่ต่อสู้ได้ในกระบวนท่าเดียว!
เพียงฟาดกระบี่ลงแค่ครั้งเดียว แขนข้างหนึ่งของอีกฝ่ายก็ลอยขึ้นไปบนฟ้า!
ระดับความโหดเหี้ยมนี้ ทำให้ทุกคนต้องเบี่ยงสายตาตามไป
“บังอาจนัก! ” สีหน้าของจ้าวพลันอึมครึม เขาโบกมือครั้งหนึ่ง นักดาบขั้นชักจูงลมปราณระยะท้ายคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังก็ฝ่าผู้คนออกมา
นักดาบผู้นี้อยู่ระดับยุทธ์หลอมกายขั้นเก้า ขั้นชักจูงลมปราณระยะท้าย อีกทั้งยังห่างจากขั้นประจักษ์กายา ซึ่งเป็นขั้นที่สิบไม่มากนัก
จ้าวฮ่าวกลับมีท่าทีไม่ได้ใส่ใจแต่อย่างใด จากนั้นโจมตีด้วยกระบี่พลางยิ้ม “ก็เหมือนๆ กันหมด”
ผลการต่อสู้ของทั้งสองฝ่าย ทำให้ผู้ที่ชมการต่อสู้ตกตะลึงไปตามๆ กันอีกครั้ง
ผู้ชนะยังคงเป็น จ้าวฮ่าว!
เขาหัวเราะเสียง ‘หึ’ ครั้งหนึ่ง “คนต่อไปจะเป็นขั้นประจักษ์กายา หรือว่าพี่สามจะลงสนามด้วยตัวเอง”
ในขณะที่กล่าว ทั่วทั้งร่างของเขาเกิดเสียงดังเปรี๊ยะ จากนั้นก็เป็นเสียงอึมครึมของสายฟ้าดังขึ้นแผ่วเบา
เสียงฟ้าผ่าไม่ได้ดังจากข้างนอก ทว่าดังออกมาจากภายในร่างกายของจ้าวฮ่าว
ทุกคนต่างตะลึงงันไปพร้อมๆ กัน “ลมปราณเข้าสู่กระดูก เสียงสายฟ้าชำระล้างไขกระดูกหรือ นี่เป็นการชำระล้างไขกระดูกครั้งแรก หลังจากบรรลุถึงขั้นชักจูงลมปราณระยะท้ายหรือนี่!”
เฟิงอวิ๋นเซิงที่อยู่ข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอ เห็นดังนั้นก็อดยิ้มไม่ได้ แล้วจึงมองเยี่ยนจ้าวเกอแวบหนึ่ง
แม้นางจะไม่ได้กล่าวอะไร ทว่าก็เห็นได้ชัดว่านางนึกถึงเรื่องที่เยี่ยนจ้าวเกอเผชิญหน้ากับเซียวเซิงก่อนหน้านี้
เยี่ยนจ้าวเกอกลับไม่ได้ยิ้ม ทว่ามองจ้าวฮ่าวอย่างสงบนิ่ง
“เขายังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด อีกทั้งวิชากระบี่สังหารที่ถนัดจริงๆ ก็ยังไม่ได้แสดงออกมา”
ชายหนุ่มมองเห็นทะลุปรุโปร่งมากกว่าคนรอบข้างนัก “สู้เร็วจบเร็วเช่นนี้ เขาอาศัยประสบการณ์ที่มีมากกว่าคู่ต่อสู้ และการควบคุมกระบี่ที่อยู่ในมือ”
“ก็เหมือนกับข้า ไม้ไผ่ท่อนหนึ่งก็ใช้เป็นกระบี่ได้ ไม่ต้องใช้ปราณจิตราแต่ก็สามารถเล่นงานจอมยุทธ์ขั้นประจักษ์กายาให้จนมุมได้เช่นกัน”
“เขามีความรอบรู้ในวิชากระบี่ที่ล้ำลึกมาก กระบี่ไม้ กระบี่ไผ่ แม้กระทั่งการใช้นิ้วแทนกระบี่ หรือใช้ความรู้สึกที่มีต่อกระบี่ รวบรวมลมให้เฉียบคมดุจกระบี่ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีกระบี่ ดังนั้นต่อให้ไม่ได้พกพาสิ่งอื่นติดตัว เพียงหนึ่งกระบี่ในมือ ก็มากเพียงพอ”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มครั้งหนึ่ง “เมื่อครึ่งปีก่อนรู้แจ้งขึ้นมาฉับพลันอย่างนั้นหรือ”
“ฮ่าๆ…”
จ้าวฮ่าวในขณะนี้หยาบคายไร้เหตุผลอย่างยิ่ง เขาถือกระบี่ขึ้นในแนวขวาง “พี่สามยังมีคนอื่นอยู่อีกหรือไม่ หรือพี่สามคิดจะมาด้วยตนเอง?”
“พี่ใหญ่เล่า จะมาเล่นกับข้าด้วยกันสักหน่อยไหม ข้าได้หมด”
สีหน้าจ้าวเฉิงอึมครึมเหมือนสีน้ำลึก กัดฟันยิ้มพลางกล่าวว่า “ได้สิ น้องสิบหก เมื่อก่อนข้ามองไม่ออกเลย แต่เจ้าดูจะลำพองตัวเร็วไปหน่อยแล้ว”
ขณะที่กล่าว เขาก็สาวเท้าออกมาด้วย
ถูกจ้าวฮ่าวยั่วยุเช่นนี้ เขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องยับยั้งชั่งใจอีกต่อไป และไม่จำเป็นต้องกังวลว่าราชาแห่งอาณาจักรถังตะวันออกจะถามหาความผิดภายหลัง
“พี่น้องสายเลือดเดียวกัน ก็ควรจะรักใคร่ปรองดองซึ่งกันและกัน ประลองฝีมือกับผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันก็แล้วไป แต่การประมือระหว่างจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์กับจอมยุทธ์ระดับหลอมกาย ก็ดูจะเกินเหตุไปเสียหน่อย”
ตอนนี้เอง เสียงหนึ่งก็พลันดังขึ้นจากบริเวณที่ไกลออกไป ทันใดนั้น ชายวัยกลางคนหน้าตาเคร่งขรึมดุดันคนหนึ่งก็ปรากฏกายต่อหน้าทุกคน
เขามองไปที่เยี่ยนจ้าวเกอเป็นอันดับแรก แล้วผงกศีรษะ “จ้าวเกอ ไม่ได้พบกันนานเลยนะ”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มรับ “ราศีท่านจิ่นอ๋องเหนือกว่าในอดีตอีกนะขอรับ”
ผู้มาเยือนคือพระอนุชาของราชาแห่งอาณาจักรถังตะวันออก ยอดฝีมือเป็นอันดับสองในราชวงศ์ถังตะวันออก จิ่นอ๋องผู้นี้มีนามว่าจ้าวซื่อเลี่ย เยี่ยนจ้าวเกอรู้จักเขามาก่อนหน้านี้แล้ว
ทว่า จุดยืนของคนผู้นี้กลับเอนเอียงไปทางสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ นับเป็นบันไดก้าวข้ามที่ใหญ่ที่สุดในการนำอิทธิพลสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่อาณาจักรถังตะวันออก
ตำแหน่งรัชทายาทของอาณาจักรถังตะวันออกยังคงไม่แน่ชัดมาโดยตลอด ซึ่งมีสาเหตุมากมายมาจากคนผู้นี้
ไม่ว่าจะเป็นอำนาจมืดของเขาหรือสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เบื้องหลัง ล้วนคอยสร้างความกดดันแก่ราชาอาณาจักรถังตะวันออก หวังให้แต่งตั้งพระอนุชาเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์
สำหรับวรยุทธ์ของเชื้อพระวงศ์เหล่านี้ พลังของคนคนเดียวสามารถเปลี่ยนแปลงพลิกแผ่นดินได้ กฎระเบียบจารีตของทางโลกจึงไม่เหมาะจะนำมาใช้กับพวกเขา
อย่างเช่น หากราชาอาณาจักรถังตะวันออกเกิดสวรรคตกะทันหันในวันนี้ เช่นนั้นความสูญเสียของอาณาจักรถังไม่ใช่เพียงแค่ราชาองค์หนึ่งเพียงเท่านั้น ทว่ายังสูญเสียมหาปรมาจารย์คนหนึ่งด้วย
นั่นเท่ากับว่าอาณาจักรถังตะวันจะต้องเจอกับความเสียหายครั้งใหญ่หลวงเช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็นจ้าวหยวนหรือจ้าวเฉิง ถึงพวกเขาจะบรรลุสู่ระดับปรมาจารย์ ทว่าก็ไม่สามารถพัฒนาความสามารถให้สูงขึ้นได้ในเวลาอันสั้น แม้จะได้รับตำแหน่งราชา ก็ยังไม่สามารถแทนที่เสด็จพ่อของพวกเขาได้โดยสมบูรณ์
เช่นเดียวกันกับจิ่นอ๋อง แม้ว่าจะระดับพลังของเขาจะด้อยกว่าราชาแห่งอาณาจักรถังตะวันออก ทว่าก็นับเป็นยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์เช่นเดียวกัน หากรับใช้ราชาองค์ใหม่ด้วยความสัตย์ซื่อก็แล้วไป ทว่าหากเขามีใจคิดการอื่น สถานการณ์ก็พลันจะซับซ้อนขึ้นมาทันที
ในราชวงศ์ของโลกมนุษย์ ราชาองค์เดิมจะแต่งตั้งผู้สืบทอดก่อนสวรรคต จึงต้องกำจัดความไม่สงบทั้งหมดออกไปก่อน
ทว่าสถานการณ์ของท่านจิ่นอ๋องเป็นเช่นนี้ ทำให้ราชาแห่งอาณาจักรถังตะวันออกรู้สึกร้อนใจเช่นกัน
อย่างไรเสีย จ้าวซื่อเลี่ยก็เป็นมหาปรมาจารย์คนหนึ่ง และเป็นส่วนสำคัญของกำลังอำนาจอาณาจักรถังตะวันออก หากสังหารเขา ที่ต้องรับความเสียหายก็ยังเป็นอาณาจักรถังตะวันออก
ยิ่งไปกว่านั้น จ้าวซื่อเลี่ยยืนอยู่เบื้องหลังของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ทว่าราชาอาณาจักรถังตะวันออกกลับมีเขากว่างเฉิงหนุนหลัง นั่นจึงยากที่จะลงมือได้ง่ายๆ
สถานการณ์ของอาณาจักรถังตะวันออก ทุกวันนี้ยังคงรักษาสมดุลไว้ได้ แต่คนภายนอกก็พอจะมองออกแล้วว่าเริ่มกระท่อนกระแท่น ราชาอาณาจักรถังตะวันออกและเขากว่างเฉิงแม้จะเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่อันตรายที่แฝงอยู่ก็ไม่น้อยเช่นกัน
จ้าวซื่อเลี่ยและเยี่ยนจ้าวเกอต่างฝ่ายต่างคำนับกัน ก่อนจะหัวเราะพลางมองไปที่สามพี่น้อง จ้าวหยวน จ้าวเฉิง และจ้าวฮ่าว “หากจะประลองกัน ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้วรยุทธ์เลยนี่”
“วิธีประลองที่ไม่ทำลายไมตรีมีถมเถไป”
บทที่ 52
เยี่ยนจ้าวเกอหัวเราะคำพูดของจิ่นอ๋องอยู่ในลำคอ
ท่านจิ่นอ๋องที่มุ่งหวังในตำแหน่งราชาถังตะวันออกอยู่ตลอดเวลาผู้นี้ ไม่ได้พูดเพราะหวังดีเป็นแน่
แม้ว่าเขาจะเป็นมหาปรมาจารย์ ทว่าด้านประสบการณ์และโลกทัศน์กลับเทียบเยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้เลย
พอมองออกอยู่ว่าความสามารถของจ้าวฮ่าวไม่ธรรมดา แต่เขาไม่สามารถรับรู้ได้ถึงเงื่อนงำความลับที่มากกว่านั้น
จ้าวซื่อเลี่ยมองว่า แม้ว่าจ้าวฮ่าวจะเอาชนะจอมยุทธ์ระดับหลอมกายทั้งสองคนได้ ทว่าหากยุยงจนจ้าวหยวนและจ้าวเฉิงที่เป็นอยู่ในระดับปรมาจารย์ให้ลงมือได้ จ้าวฮ่าวจะต้องโดนเล่นงานยับในท่าเดียวอย่างไม่ต้องสงสัย
ความจริงแล้วไม่เพียงแค่จ้าวซื่อเลี่ย ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็เห็นเป็นเช่นนั้น
ขณะนี้ที่พวกเขามองดูจ้าวฮ่าวที่เป็นฝ่ายยั่วยุ ก็เหมือนกับมองดูคนบ้าคนหนึ่ง
แต่เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้เห็นเช่นนั้น จ้าวฮ่าวอยากข้ามช่องว่างระหว่างระดับหลอมกายและระดับปรมาจารย์ยังคงเป็นเรื่องยาก แต่หากจะเผชิญหน้ากับจ้าวหยวนและจ้าวเฉิง กลับไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินความสามารถ จนถึงขั้นที่เขาไม่สามารถประมือด้วยได้
วิถีฝึกฝนวรยุทธ์ของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันอย่างยิ่ง ส่วนความรอบรู้ โลกทัศน์ หรือประสบการณ์ นั่นยิ่งห่างชั้นเข้าไปใหญ่ หากจะบอกว่าฝ่ายหนึ่งอยู่บนฟ้า อีกฝ่ายหนึ่งอยู่บนดินก็ไม่เกินไปนัก
สายตาที่จ้าวฮ่าวมองจ้าวซื่อเลี่ยนั้น แท้จริงแล้วก็มีความไม่ใส่ใจอยู่ในนั้นเล็กน้อย เพียงแต่เมื่อเทียบกับการมองจอมยุทธ์ในระดับปรมาจารย์แล้ว ก็ดูให้ความสำคัญขึ้นมาหลายส่วน
จ้าวซื่อเลี่ยก็ไม่ได้มีความรู้สึกที่ดีเด่อะไรกับจ้าวฮ่าวอยู่แล้ว ทว่าในความคิดของเขา จ้าวฮ่าวสามารถช่วยเขาเล่นงานจ้าวหยวนและจ้าวเฉิงได้
เกิดการต่อสู้ภายในระหว่างลูกหลานของราชาอาณาจักรถังตะวันออก ยิ่งสู้กันดุเดือดเท่าไร ยิ่งเป็นปรปักษ์กันมากเท่าไร ก็ยิ่งดีต่อจ้าวซื่อเลี่ยมากยิ่งทั่น้น
เดิมทีจ้าวฮ่าวเป็นคนธรรมดา ไม่มีอะไรน่าสนใจ ทว่าบัดนี้เขากลับก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว นับเป็นเป็นตัวหมากที่ดีตัวหนึ่งสำหรับจ้าวซื่อเลี่ย
ส่วนหากในอนาคตจ้าวฮ่าวแข็งแกร่งกว่าจ้าวหยวน และส่งผลกับตำแหน่งของจ้าวซื่อเลี่ย นั่นก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง
อย่างไรเสียจ้าวฮ่าวในขณะนี้เป็นเพียงแค่จอมยุทธ์ระดับหลอมกายคนหนึ่งเท่านั้น
“สิ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดของอาณาจักรถังตะวันออกของเราในเกาะนภาตะวันออกคืออะไรหรือ กลั่นโอสถใช่หรือไม่ ประลองกันด้วยสิ่งนี้เป็นอย่างไรเล่า ไม่ทำลายมิตรภาพด้วย”
จ้าวหยวนและจ้าวเฉิงก็ไม่ใช่ลูกที่ไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวแต่อย่างใด เชื้อพระวงศ์ของอาณาจักรถังตะวันออกล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการกลั่นโอสถ เช่นเดียวกันกับการฝึกวรยุทธ์และการปกครอง ซึ่งสืบทอดต่อกันมาเนิ่นนาน
หอศิลาโอสถ องค์กรการกลั่นโอสถที่ใหญ่ที่สุดบนแผ่นดินถังตะวันออก แท้จริงแล้วมีราชสำนักอยู่เบื้องหลัง
‘การที่จ้าวซื่อเลี่ยเสนอความคิดนี้ขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าเขารู้จักจ้าวฮ่าวดี นี่ช่างน่าสนใจเสียจริง’ เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้เอ่ยวาจาใดๆ เพียงสังเกตการณ์อยู่ด้านข้างด้วยสายตาเย็นชา มองดูการแสดงของจ้าวซื่อเลี่ย
จ้าวหยวนและจ้าวเฉิงเองก็มองเห็นจุดนี้เช่นกัน จึงมีความลังเลอยู่บ้าง ทว่าก็ไม่อยากยอมจำนนให้
พวกเขาทั้งสองคน คนหนึ่งเป็นโอรสของฮองเฮา คนหนึ่งเป็นโอรสของกุ้ยเฟย ทว่ามารดาผู้ให้กำเนิดจ้าวฮ่าวเป็นเพียงแค่นางกำนัลคนหนึ่งเท่านั้น
สภาพแวดล้อมในการเติบโตและการอบรมสั่งสอนของทั้งสองล้วนเหนือกว่าจ้าวฮ่าวนัก
การประลองวรยุทธ์ หากจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์เล่นงานจอมยุทธ์ระดับหลอมกาย ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ถึงจะชนะได้ก็ไม่มีอะไรน่ายินดี
ทั้งสองมองจ้าวฮ่าวแวบหนึ่ง แล้วผงกศีรษะ บ่งบอกว่าตกลง
ถึงแม้ว่าความสามารถและวรยุทธ์ของจ้าวฮ่าวจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ทั้งสองก็ยังไม่เชื่อว่าจ้าวฮ่าวจะเอาชนะพวกเขาในด้านการกลั่นโอสถได้
จ้าวซื่อเลี่ยยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ข้ามีความรู้เกี่ยวกับวิชายาอยู่บ้าง ทำให้ผู้อาวุโสแห่งหอศิลาโอสถให้ความเคารพข้า ท่านผู้เฒ่าหวังก็อยู่ที่นี่พอดี ทั้งคุณชายเยี่ยนก็มีความรู้ล้ำลึก ข้าร่วมกับพวกเขาสามารถชี้แนะให้กับพวกเจ้าได้ เป็นโอกาสที่หาได้ยากนัก”
เยี่ยนจ้าวเกอไม่รู้ว่าจะยิ้มดีหรือไม่ ส่วนจอมยุทธ์กลุ่มหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปกำลังประคองชายชราคนหนึ่งมา
เมื่อเห็นชายชราคนนี้ จ้าวหยวนและจ้าวเฉิงต่างก็เข้าไปทักทาย “ท่านผู้เฒ่าหวัง สวัสดีขอรับ”
มีเพียงจ้าวฮ่าวที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม เพียงผงกศีรษะเบาๆ ให้กับชายชราเท่านั้น
ท่านผู้เฒ่าหวังไม่เพียงแต่ไม่ถือโทษเท่านั้น ทว่ากลับหันไปผงกศีรษะให้กับจ้าวฮ่าวอีกด้วย
จ้าวหยวนและจ้าวเฉิงเห็นดังนั้น ในใจก็พลันตกตะลึง
เมื่อท่านผู้เฒ่าหวังเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว ก็ส่ายหน้าไปมา “ยังมีอะไรให้ต้องประลองอีกหรือ ในเมื่อวิชากลั่นโอสถขององค์ชายสิบหกเหนือกว่าข้าเสียอีก”
“เขาอายุยังน้อย มีระดับวรยุทธ์พอตัว ทว่าความเก่งกาจของวิชากลั่นโอสถ ข้าที่อายุปูนนี้แล้วก็เพิ่งจะเคยได้พบได้เจอ”
เขามีฐานะพิเศษ นิสัยก็ตรงไปตรงมา การพูดการจาจึงไม่ได้มีความหวั่นเกรงสิ่งใดอยู่เลย
เมื่อกล่าวคำพูดนี้ออกไป จ้าวหยวนและจ้าวเฉิงต่างก็ตกตะลึง
บนแผ่นดินอาณาจักรถังตะวันออก ผู้ที่สามารถประลองการกลั่นโอสถกับชายชราตรงหน้าคนนี้ได้ ก็มีเพียงแค่ราชาอาณาจักรถังตะวันออกเท่านั้น
แม้แต่ท่านจิ่นอ๋อง จ้าวซื่อเลี่ยที่เป็นมหาปรมาจารย์ผู้นี้ ก็ยังต้องพ่ายแพ้ให้กับท่านผู้เฒ่าหวังที่อยู่เพียงระดับปรมาจารย์
สีหน้าของจ้าวฮ่าวเรียบเฉย พูดขึ้นว่า “แค่ระดับปรมาจารย์ แต่ระดับการกลั่นโอสถของเจ้าถือว่าไม่เลวเลย”
รอยยิ้มพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของจ้าวซื่อเลี่ย “นี่ก็เป็นเรื่องที่ข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกัน คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีผู้มากความสามารถในด้านการกลั่นโอสถ ปรากฏตัวในถังตะวันออกของเรา ทั้งยังคนรุ่นเยาว์อีกด้วย”
‘ท่านไม่ทราบนี่สิแปลก’ เยี่ยนจ้าวเกอกลอกตาขาวครั้งหนึ่ง โดยไม่ให้ผู้อื่นสังเกตเห็น ‘หากท่านไม่ทราบ แล้วเหตุใดท่านต้องเสนอความคิดเช่นนี้’
‘ว่าแต่ท่านรู้ได้อย่างไรหรือ’
สายตาของเยี่ยนจ้าวเกอเคลื่อนผ่านไปมาระหว่างจ้าวซื่อเลี่ยและจ้าวฮ่าว ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ร่างของท่านผู้เฒ่าหวัง
สีหน้าของจ้าวหยวนและจ้าวเฉิงไม่ค่อยสู้ดีนัก ทว่าจ้าวฮ่าวกลับยิ้มอย่างยโส “การประลองกลั่นโอสถ เสด็จพี่ทั้งสองคงจะไม่มีโอกาสเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่เช่นนั้นก็ประลองวรยุทธ์เถิด”
เยี่ยนจ้าวเกอที่ปิดปากเงียบมาโดยตลอด นาทีนี้ก็เปิดปากพูดว่า “อย่างที่ท่านจิ่นอ๋องกล่าวมา เพียงแค่เรื่องเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องทำลายมิตรภาพแต่อย่างใด”
“ประลองกลั่นโอสถก็แล้วกัน”
จ้าวหยวนมองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความประหลาดใจ แม้แต่จ้าวซื่อเลี่ยก็ยังรู้สึกแปลกใจเช่นกัน
“แต่ในเมื่อพวกเราได้มาพบกันที่นี่โดยบังเอิญ เหตุใดจึงจะไม่เพิ่มสีสันให้กับการประลองครั้งนี่สักหน่อยเล่า” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว
จ้าวซื่อเลี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย “โอ้ ไม่ทราบว่าจ้าวเกอจะอยู่ฝ่ายใดหรือ”
หากเยี่ยนจ้าวเกอเลือกข้างจ้าวฮ่าว ในใจของจ้าวซื่อเลี่ยก็คงต้องเกิดข้อกังขา ในความคิดของเขานี่ไม่ใช่เพียงแค่การพนันเท่านั้น
แต่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า เยี่ยนจ้าวเกอและเยี่ยนตี๋ผู้เป็นบิดาหนุนหลังเขาอยู่ จะเปลี่ยนจากจ้าวหยวนมาสนับสนุนจ้าวฮ่าว จากบรรดาลูกหลานของราชาอาณาจักรถังตะวันออกทั้งหมด!
สีหน้าจ้าวหยวนยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ทว่าสายตาที่มองเยี่ยนจ้าวเกอกลับมีความตื่นตระหนกอย่างชัดเจน
“ข้าอยู่ฝ่ายท่านพี่จ้าวหยวน” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
จ้าวหยวนถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่าคนอื่นๆ กลับงุนงงไม่เข้าใจ จ้าวซื่อเลี่ยพูดว่า “ด้วยคำพูดของท่านผู้เฒ่าหวังนั้นศักดิ์สิทธิ์ ข้าจึงเห็นดีเห็นงามกับเสด็จหลานจ้าวฮ่าวยิ่งกว่า”
เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า “เช่นนั้นก็เรียบร้อยแล้ว”
“ไม่ทราบว่าจ้าวเกออยากจะพนันอะไรบ้างหรือไม่”
“ข้าพนันตำแหน่งของท่านจิ่นอ๋อง ในหอศิลาโอสถ”
เมื่อจ้าวซื่อเลี่ยได้ยินดังนั้น แววตาของเขาพลันวูบไหว จ้องเยี่ยนจ้าวเกอเขม็ง
หอศิลาโอสถร่ำรวยมั่งคั่ง ไม่เพียงครอบครองตำแหน่งผู้นำในด้านโอสถของอาณาจักรถังตะวันออกของเท่านั้น ยังเป็นผู้นำเข้าและส่งออกรายใหญ่ที่สุดในอาณาจักรอีกด้วย
ผู้อยู่เบื้องหลังที่ใหญ่ที่สุดก็คือราชสำนักของอาณาจักรถังตะวันออก และแน่นอนว่าผู้นำสูงสุดคือราชาอาณาจักรถังตะวันออก แต่จ้าวซื่อเลี่ยเองก็เป็นหุ้นส่วนที่มีความสำคัญไม่น้อยเช่นกัน
การที่โอสถล้ำค่าอย่างหมอกควันสลายปรากฏขึ้น ยิ่งทำกำไรจำนวนมหาศาล จนเริ่มที่จะบีบรัดตลาดยาประเภทเดียวกันในเกาะนภาตะวันออก
คนอื่นต่างตะลึงงันกันถ้วนหน้า การประลองเล็กๆ ทว่าของพนันกลับยิ่งใหญ่เช่นนี้ ดูจะประมาทเกินจริงไปหน่อยกระมัง
ทว่าเมื่อลองคิดอย่างละเอียดดู จากภูมิฐานของเยี่ยนจ้าวเกอ สิ่งของของจ้าวซื่อเลี่ย อย่างอื่นจะมีอะไรที่เยี่ยนจ้าวเกอจะชายตามองได้อีกหรือ
เมื่อคิดเช่นนี้ ทุกคนก็ล้วนปล่อยวาง เพียงแต่ในใจก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
มีบิดาที่เก่งกาจคนหนึ่ง ช่างโชคดีเสียจริง…
“ส่วนของที่ข้าจะพนัน คิดว่าท่านจิ่นอ๋องก็คงจะสนใจมากเช่นกัน” พูดแล้วเยี่ยนจ้าวเกอก็สะบัดมือ กงจักรเพลิงสุริยะ อาวุธวิญญาณระดับล่างพลันปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
จ้าวซื่อเลี่ยหลุดปากออกมาว่า “กงจักรเพลิงสุริยะของเซียวเซิง?!”
คนอื่นๆ ล้วนตกตะลึง “อาวุธวิญญาณป้องกันตัวของเซียวเซิงแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์หรือ เหตุใด…”
เหตุใดถึงอยู่ในมือของเยี่ยนจ้าวเกอได้?!
หรือว่า…
เยี่ยนจ้าวเกอพูดอย่างสงบนิ่งว่า “เซียวเซิงพ่ายแพ้ให้กับข้า ของสิ่งนี้จึงกลายเป็นยุทธภัณฑ์ของข้า ข้าจะใช้สิ่งนี้พนันกับท่านจิ่นอ๋อง คงจะมีน้ำหนักพอนะพะยะค่ะ”
ลมหายใจของจ้าวซื่อเลี่ยพลันหอบหนัก สำหรับเขาที่มีระดับวรยุทธ์อยู่ในขั้นมหาปรมาจารย์แล้ว อาวุธวิญญาณเป็นของล้ำค่าที่ยากนักจะได้มาครอบครอง
เขาครอบครองหุ้นส่วนในเศรษฐกิจอันสำคัญของถังตะวันออก ภายในนั้นไม่เพียงแต่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจเท่านั้น ทว่ายังเกี่ยวพันถึงปัญหาในระยะยาวของตำแหน่งราชาในภายภาคหน้าอีกด้วย
ทั้งสองสิ่งช่างเปรียบเทียบคุณค่าได้ยากเหลือเกิน
ถึงอย่างไรก็ตาม อาวุธวิญญาณที่เป็นของเซียวเซิงชิ้น บัดนี้กลับตกอยู่ในมือของเยี่ยนจ้าวเกอ เป็นความน่าอับอายอันใหญ่หลวงสำหรับเซียวเซิงอย่างไม่ต้องสงสัย
หากจ้าวซื่อเลี่ยช่วยนำมันคืนมาได้ จะเป็นบุญคุณใหญ่หลวงอย่างแน่นอน ไม่ต้องเอ่ยถึงเซียวเซิง เพราะผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหลังเซียวเซิง ก็คือท่านผู้อาวุโสเก่าแก่แห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์
เพียงแต่เยี่ยนจ้าวเกอรู้ดีว่าวิชากลั่นโอสถของจ้าวฮ่าวเหนือกว่ามาก ทว่ากลับยังกล้ายื่นข้อเสนอการพนันเช่นนี้ หัวใจของจ้าวซื่อเลี่ยก็อดที่จะเต้นตึกตักขึ้นมาไม่ได้
ต้องมีความมั่นใจมากเพียงใดกัน ถึงจะกล้าที่จะยืนหยัดเผชิญความยากลำบากเช่นนี้
เหตุผลต่างๆ บอกกับจ้าวซื่อเลี่ยว่า ทางที่ดีอย่าพนันกับเยี่ยนจ้าวเกอจะดีกว่า
หลายคนต่างมองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความตะลึง เพราะไม่คาดคิดว่าวรยุทธ์ขั้นจิตรานอกระยะท้ายอย่างเซียวเซิง จะพ่ายแพ้ให้กับเยี่ยนจ้าวเกอ
มีเพียงแค่จ้าวฮ่าวผู้เดียวที่ดูเหมือนจะไม่รู้ ว่าการที่เยี่ยนจ้าวเกอยึดเอากงจักรเพลิงสุริยะของเซียวเซิงมาได้นั้นมีความหมายอันใด ทว่ายังคงมีสีหน้านิ่งเฉยไม่สนใจใยดีอยู่เช่นเดิม
หรือเขาอาจจะเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ ทว่าก็ยังคงไม่เห็นอยู่ในสายตา…
จ้าวซื่อเลี่ยคิดจะหลอกใช้ความคิดของเขา ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ แต่เขาไม่ได้สนใจเหมือนกันต่างหาก ภายหลังยังมีเวลาให้แก้แค้นอยู่
จ้าวฮ่าวมองเยี่ยนจ้าวเกอ พลางแค่นหัวเราะออกมาเสียงหนึ่ง “หึ เขากว่างเฉิง คนที่มาจากเขากว่างเฉิง…ฮ่าๆ!”
“เสด็จอาจิ่น ในเมื่อเขาอยากจะพนัน เช่นนั้นก็ให้เขาพนันไปเถิด” จ้าวฮ่าวกล่าวอย่างสงบนิ่ง ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อครั้งหนึ่ง เตาโอสถขนาดเล็กกะทัดรัดใบหนึ่งพลันตกลงบนพื้น
ภายในเตาโอสถก็เกิดเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นมา ควันสีเขียวดำเลือนรางหลายสายลอยขึ้นไปในอากาศ ค่อยๆ หลอมรวมเป็นรูปภูเขาและสายน้ำ
เมื่อเห็นภาพเหล่านี้ คนอื่นๆ ก็เกิดความตกตะลึงงัน
ท่านผู้เฒ่าหวังเบิกตาโพลงทันที
ดวงตาจ้าวซื่อเลี่ยก็ส่องประกายขึ้นมา
“มีความสามารถ เอาแต่ใจ หยิ่งทระนง แต่…” มุมปากของเยี่ยนจ้าวเกอยกขึ้นเบาๆ “…แต่ ก็โง่พอตัว”
“เจ้าเด็กน้อย ช่างโชคไม่ดีเอาเสียเลย เพราะข้าก็มีนิสัยเลือดร้อนไม่พอใจก็ลงมือเช่นกัน”
บทที่ 53
“ควันจากเตาโอสถสร้างภาพลวงตาขึ้นหรือ” ท่านผู้เฒ่าหวังจ้องมองเตาโอสถขนาดเล็กที่อยู่บนพื้น พลางเบิกตาโต “นี่เป็นภาพที่เกิดขึ้นจากไฟเตาสีเขียวบริสุทธิ์ของการกลั่นโอสถระดับชำนาญเท่านั้น”
วิชากลั่นโอสถของเขาอยู่ในสามอันดับแรกของอาณาจักรถังตะวันออกเสมอ มีเพียงการกลั่นยาบางครั้งเท่านั้น ที่สามารถสร้างภาพลวงตาเช่นนี้ได้
หลังจากชั่วครู่ใหญ่ เขาถึงจะเงยหน้าขึ้นมองจ้าวฮ่าว “ที่หอศิลาโอสถก่อนหน้านี้ เจ้ายังไม่ได้แสดงฝีมือทั้งหมดออกมาหรือ?”
จ้าวฮ่าวยิ้มอย่างทะนงตน “ในตอนนี้ก็ยังไม่แน่ว่าจะใช่ทั้งหมดขอรับ”
ท่านผู้เฒ่าหวังสำลักไปเล็กน้อย แล้วจึงถามต่อว่า “ครั้งก่อนถามองค์ชายสิบหกถึงอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาให้ แต่ฝ่าบาทไม่ยอมบอกกล่าวมาตลอด ไม่ทราบว่าตอนนี้พอจะบอกได้หรือไม่พะยะค่ะ”
“ข้าไม่ได้มีเจตนาเป็นอื่น เพียงแต่ว่าอยากจะพบหน้าสักครั้งหนึ่งเท่านั้น”
ฝ่ายจ้าวฮ่าวกลับกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “ข้าเคยบอกไปแล้วก่อนหน้านี้ ไม่มีผู้ใดสอนข้าทั้งนั้น ข้าฝึกฝนด้วยตนเอง จะเชื่อหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ท่าน”
แม้ท่านผู้เฒ่าหวังจะถูกผู้เยาว์แย้งกลับ แต่เขาก็หาได้โกรธไม่ เพียงแค่ส่ายหน้าติดต่อกันและถอนหายใจเท่านั้น “หากองค์ชายสิบหกไม่ยอมบอก ข้าก็ยากที่จะบังคับฝืนใจได้”
เขาหันหน้ากลับไปมองจ้าวหยวนและจ้าวเฉิง ก่อนถอนหายใจ “วิชากลั่นโอสถขององค์ชายใหญ่และองค์ชายสาม ข้าเป็นคนชี้แนะเองกับตัว ระดับความสามารถข้าเองก็รู้อยู่แก่ใจ”
“ยากนักที่จะหาคนรุ่นเดียวกันทัดเทียมได้ เพียงแต่…เฮ้อ!”
ท่านผู้เฒ่าหวังไม่ได้พูดจนจบ ทว่าความหมายของคำพูดที่พูดไม่จบนั้น ไม่ว่าผู้ใดก็ฟังออก
เขามองเยี่ยนจ้าวเกอเหมือนจะตั้งใจ แต่ก็เหมือนจะไม่ได้ตั้งใจอยู่แวบหนึ่ง
ในความคิดของชายชรานั้น คำกล่าวนั้นเป็นการเตือนเยี่ยนจ้าวเกออย่างเห็นได้ชัด
การประลองกลั่นโอสถระหว่างจ้าวหยวนกับจ้าวฮ่าวมีแต่จะแพ้ไม่มีชนะ หากเยี่ยนจ้าวเกอยังยืนยันที่จะพนัน ก็เหมือนกับยกกงจักรเพลิงสุริยะให้กับจ้าวซื่อเลี่ยไปเปล่าๆ
กระทั่งในความคิดของท่านผู้เฒ่าหวัง อย่าว่าแต่จ้าวหยวนเลย ต่อให้เยี่ยนจ้าวเกอประลองเสียเอง ก็ต้องสู้การกลั่นโอสถของจ้าวฮ่าวไม่ได้แน่
อย่างไรเสียก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน ว่าเยี่ยนจ้าวเกอมีความชำนาญด้านวิชากลั่นโอสถ
แต่ในฐานะที่เขากว่างเฉิงเป็นหนึ่งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ อย่างไรย่อมไม่ขาดแคลนยอดฝีมือกลั่นโอสถอยู่แล้ว
ความรู้ที่เยี่ยนจ้าวเกอได้รับสืบทอดมา อาจจะมีอยู่บ้างแต่ก็ยังไม่แน่นัก ทว่าความหวังที่จะเอาชนะจ้าวฮ่าวได้ช่างริบหรี่เหลือเกิน
เพราะตามการคาดเดาของท่านผู้เฒ่าหวัง นอกจากบางวิชาที่ตอนนี้ยังไม่สามารถใช้ได้ชั่วคราวเนื่องด้วยวรยุทธ์ยังน้อยแล้ว ทักษะด้านการกลั่นโอสถของจ้าวฮ่าว สามารถเทียบได้กับยอดฝีมือกลั่นโอสถชื่อดังในปัจจุบันได้แล้ว
เยี่ยนจ้าวเกอนิ่งเงียบไปชั่วครู่หนึ่ง เหมือนกับเกิดความลังเลขึ้นมา จากนั้นจึงเงยหน้ามองไปยังจ้าวซื่อเลี่ย “จิ่นอ๋องคิดอย่างไรหรือ”
จ้าวซื่อเลี่ยหรี่ตาลงพลางกล่าวอย่างช้าๆ ว่า “มีรางวัลช่วยเพิ่มความสนุกสนาน การประลองครั้งนี้ย่อมต้องมีความหมาย หากจ้าวเกอยืนยันที่จะพนันล่ะก็ ข้าก็จะอยู่เล่นด้วยแล้วกัน”
เยี่ยนจ้าวเกอจ้องมองเขา จู่ๆ ก็พลันเผยรอยยิ้ม “ดี เช่นนั้นก็พนัน”
จ้าวซื่อเลี่ยมองดูรอยยิ้มของเยี่ยนจ้าวเกอ แล้วรู้สึกแปลกใจอยู่ลึกๆ
หลังจากที่เขาไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวว่า “ที่จะประลองก็คือทักษะฝีมือการกลั่นโอสถ ไม่ใช่ความล้ำค่าของโอสถที่กลั่นได้ หรือวิธีการปรุงโอสถ”
“ทุกคนกลั่นโอสถง่ายๆ แบบเดียวกันก็พอแล้ว”
“การประลองจะประเมินจากความเร็ว คุณภาพโอสถ และปริมาณของกากโอสถที่เหลือ อันดับแรกคือคุณภาพ จากนั้นคือความเร็ว สุดท้ายพิจารณาว่าสิ้นเปลืองส่วนประกอบโอสถไปมากน้อยเพียงใด”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย เพราะรู้ว่าจ้าวซื่อเลี่ยกลัวตนเองจะมอบวิชากลั่นโอสถลับแห่งเขากว่างเฉิงให้กับจ้าวหยวนเป็นการช่วยเหลือ
ความกังวลของเขาก็ไม่ได้ไร้ซึ่งเหตุผล ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอไม่มีเหตุจำเป็นใดให้ต้องแพร่งพรายวิธีปรุงโอสถของเขากว่างเฉิง
เขาเคยอ่านวิธีปรุงโอสถมากมายจากคัมภีร์ที่เก็บอยู่ในวังเทพ ในนั้นมีโอสถวิเศษชั้นดีมากมายยิ่ง
ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้คิดจะใช้วิธีเช่นนี้ตั้งแต่แรก
จ้าวฮ่าวยังคงมีท่าทีไม่สนใจเช่นเดิม “ไม่จำเป็น แข่งกันว่าท้ายที่สุดแล้วคุณภาพของโอสถของผู้ใดสูงกว่ากันก็พอ เช่นนั้นข้ายินดีเล่นด้วย”
จ้าวซื่อเลี่ยได้ยินดังนั้นก็มองจ้าวฮ่าวแวบหนึ่ง
เจ้าเด็กคนนี้ค่อยๆ ทำให้เขารู้สึกถึงภัยคุกคาม ทว่าก็เป็นเหมือนเนื้อชั้นดีเช่นกัน
เยี่ยนจ้าวเกอชายตามองจ้าวฮ่าวครั้งหนึ่ง พลางกล่าวในใจว่า ‘โอสถหมอควันสลาย ที่แท้ก็เป็นเจ้าที่กลั่นออกมาสินะ’
แม้ว่าจะมีความไม่ชอบมาพากลอยู่บ้าง และยังยืนยันไม่ได้เต็มร้อย ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอยิ่งมอง เงาร่างของจ้าวฮ่าวผู้นี้ก็เหมือนทับซ้อนกับบุคคลในตำนานที่หายไปจากประวัติศาสตร์อยู่รางๆ
หยิ่งยโส ไม่ยอมอยู่เบื้องล่างใคร ไม่มีความเกรงกลัว แสดงความสามารถออกมาให้ประจักษ์
จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ในอดีต ผู้ที่เป็นเลิศในวิชาโอสถและวิชากระบี่ ยอดนักปราชญ์และเซียนกระบี่ นามว่าตันหั่ว
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าโอสถหมอควันสลายที่จู่ๆ ปรากฏขึ้นที่ตลาดถังตะวันออก ย่อมมาจากจ้าวฮ่าว
เพราะว่ามีสัมพันธไมตรีกับหอศิลาโอสถมาก่อน จ้าวซื่อเลี่ยและท่านผู้เฒ่าหวังถึงได้รู้ว่าเขามีวิชากลั่นโอสถที่สูงเหนือใคร
ดูท่าทางราชาแห่งอาณาจักรถังตะวันออกเองก็คงรู้เห็นด้วยเช่นกัน
เพียงแต่ว่าในความคิดของเขา การที่เขาให้กำเนิดโอรสที่มีความสามารถอีกคนหนึ่งนั้นนับเป็นเรื่องดียิ่ง แน่นอนว่าเขาย่อมดีใจที่เห็นโอรสประสบความสำเร็จ
พวกเขาในขณะนี้ อาจคิดเพียงแค่ว่าจ้าวฮ่าวได้พบกับเรื่องประหลาดมหัศจรรย์ หรืออาจเพราะก่อนหน้านี้ปกปิดเอาไว้ไม่เปิดเผยมาโดยตลอด
ทว่ากลับไม่เคยคิดถึงว่าองค์ชายสิบหกที่ในอดีตเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจผู้นี้ บัดนี้ภายในร่างกายอาจจะถูกสับเปลี่ยนวิญญาณไปแล้วก็ได้
ยอดฝีมือระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ถือกำเนิดอีกครั้ง
‘…แต่ เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าเขาช่างโง่เหลือเกิน’ เยี่ยนจ้าวเกอไม่รู้ว่าพูดอะไรดี รู้สึกประหลาดใจยิ่ง
เนื่องจากในอดีตอยู่เบื้องบนจนเคยชิน ดังนั้นจึงไม่สามารถจัดการกับความแตกต่างระหว่างฐานะก่อนและหลังเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ในตอนนี้ได้ด้วย
หรืออาจจะเป็นเพราะยังไม่อยากปรับตัว
ถึงอย่างไรก็โง่พอตัวทีเดียว…
เซียนกระบี่ตันหั่วในตอนนั้นบ้าคลั่งอย่างยิ่ง ทว่าสามารถก้าวไปถึงจุดสูงสุดเช่นนั้น ก็ไม่ควรจะโง่ถึงเพียงนี้กระมัง
ทว่าสำหรับข้าแล้ว เจ้ายิ่งโง่ยิ่งดี
จะเป็นยอดนักปราชญ์กลับชาติมาเกิดหรือไม่ แท้จริงแล้วเยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก
ถึงกระนั้นในตำนาน เขาก็ไม่ได้เป็นมิตรกับเขากว่างเฉิง
สังเกตจากคำพูดและการกระทำก่อนหน้านี้ของจ้าวฮ่าว เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกถึงจุดนี้อยู่รางๆ เช่นกัน
บัดนี้ยืนกล่าวยั่วยุอยู่ฝั่งเดียวกับจ้าวซื่อเลี่ย ก็ด้วยเหตุผลนี้
แม้ว่าจะไม่เข้าใจว่าสุดท้ายเป็นเพราะเหตุผลใด ทว่าในเมื่ออีกฝ่ายกล้ายุแหย่ เยี่ยนจ้าวเกอก็จะฟาดด้วยฝ่ามือกลับไปอย่างไม่สนใจ!
“ก่อนหน้านี้ก็ได้บอกไปแล้ว ที่ประลองกันก็คือฝีมือกลั่นโอสถของทั้งสองฝ่าย ไม่เกี่ยวกับระดับชั้นของโอสถหรือวิธีปรุงโอสถ” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มอย่างเฉยเมย “เริ่มกันเลยเถิด”
จ้าวฮ่าวเริ่มตั้งเตาขึ้นก่อนโดยไม่เกรงใจ
ควันที่ราวกับภูเขาลำธารพลันรวมตัวกันเข้า จากนั้นจ้าวฮ่าวก็หยิบวัตถุดิบวางเข้าไปในเตาอย่างช้าๆ ทุกอย่างมองดูแล้วราวกับภาพลวงตา
หลังจากจ้าวฮ่าวเริ่มกลั่นโอสถ ไอควันก็ลอยขึ้นสูงอย่างไม่หยุดยั้ง เกิดเป็นภาพภูเขาและลำธารเหนือเตากลั่นโอสถอีกครั้ง
ทุกคนเห็นเพียงว่าภูเขาและลำธารกำลังเปลี่ยนแปลงไป ราวกับจะกลืนกินทุ่งนาที่อยู่ใกล้เคียงในพริบตา
ไม่ทันให้ทุกคนเรียกสติกลับมา จ้าวฮ่าวฟาดฝ่ามือกลางอากาศครั้งหนึ่ง ไอควันก็กลับเข้าสู่เตาโอสถอีกครั้ง
ทันใดนั้น ไฟในเตาก็มอดดับไป
ผู้เฝ้าสังเกตการณ์ล้วนตะลึงงัน “เสร็จสิ้นแล้วหรือ!”
จ้าวฮ่าวกวาดตามองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ จ้าวซื่อเลี่ย และท่านผู้เฒ่าหวัง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า “พวกเจ้าตรวจสอบดูเถิด โอสถนั้นเสร็จแล้ว”
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ร่างของเยี่ยนจ้าวเกอพักหนึ่ง ส่วนลึกในแววตามีความเย้ยหยันเพิ่มมากขึ้น
โอสถที่จ้าวฮ่าวกลั่นเป็นโอสถรักษาบาดแผลที่แสนจะธรรมดาที่สุดที่มีตามตลาด หลังจากที่โอสถหมอกควันสลายปรากฏขึ้น มันก็แทบจะหายไปจากท้องตลาด
ทว่าหลังจากที่จ้าวซื่อเลี่ยและท่านผู้เฒ่าหวังตรวจสอบแล้ว ทั้งคู่ก็ตะลึงไปตามๆ กัน โอสถรักษาบาดแผลที่จ้าวฮ่าวกลั่นออกมานี้ มีประสิทธิภาพแทบจะเทียบเท่าโอสถหมอกควันสลายได้เลยทีเดียว!
ท่านผู้เฒ่าหวังพลันถอนหายใจครั้งหนึ่ง โอสถหมอกควันสลายที่หอศิลาโอสถขายอยู่ตอนนี้ ก็มีการแบ่งระดับคุณภาพเช่นกัน
ขณะนี้โอสถรักษาบาดแผลที่จ้าวฮ่าวกลั่น มีประสิทธิผลคุณภาพแทบจะตามทันโอสถหมอกควันสลายที่ผู้อื่นกลั่นแล้ว นี่ทำให้ท่านผู้เฒ่าทำได้แค่เพียงชื่นชมอีกครั้ง
ทว่าจ้าวหยวนและจ้าวเฉิงกลับมีสีหน้าอึมครึม
หากต้องยอมรับความพ่ายแพ้โดยตรงเช่นนี้ พวกเขายอมเสียหน้าไม่ได้จริงๆ ทว่าผลลัพธ์ของการประลองครั้งนี้ พวกเขากลับต้องยิ่งเสียหน้าเป็นแน่
จ้าวหยวนมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอตามสัญชาตญาณ ยังคงรู้สึกสิ้นหวัง
อย่าเพิ่งกล่าวถึงว่าวิชากลั่นโอสถของเยี่ยนจ้าวเกอจะสามารถเอาชนะจ้าวฮ่าวได้หรือไม่ ถึงต่อให้เอาชนะได้ ก็ไม่สามารถให้เยี่ยนจ้าวเกอลงประลองแทนเขาได้อยู่ดี
อีกทั้งวิชากลั่นโอสถ ไม่ใช่สิ่งที่สามารถพร่ำบอกชี้แนะแค่เพียงไม่กี่ประโยค ก็จะสามารถยกระดับคุณภาพได้ในเวลาอันสั้น
ดูอย่างไรการจะชนะการประลองครานี้ก็ไร้ความหวัง…
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะใช้ปราณจิตราส่งกระแสเสียงให้จ้าวหยวน หลังจากที่อีกฝ่ายได้ฟังแล้ว ดวงตาของเขาก็ค่อยๆ ทอประกาย
บทที่ 54
เยี่ยนจ้าวเกอมองจ้าวหยวนที่กำลังเดินไปที่เตากลั่นโอสถ แล้วจึงมองจ้าวฮ่าวในภายหลัง ก่อนจะลูบคางของตนเอง ‘หากวันนี้ข้าไม่ได้อยู่ที่แห่งนี้ สองพี่น้องจ้าวหยวนและจ้าวเฉิงจะต้องถูกตบหน้าอย่างแน่นอน’
‘อีกทั้งพอตบหน้าด้านขวาแล้ว ก็ตบหน้าด้านซ้ายอีก’
‘แล้วหลังจากนั้นไม่แน่ว่าด้วยเหตุผลแปลกประหลาดอีกนานัปการ พวกเขาอาจจะค่อยๆ กลายเป็นหินรองเท้าให้กับจ้าวฮ่าวทีละก้าว’
จากนั้นเขาพลันเบะปาก ‘วิชากลั่นโอสถจำเป็นต้องมีพรสวรรค์ และจำเป็นต้องสั่งสมประสบการณ์ ซึ่งต่อให้เป็นข้า ก็ไม่มีวิธีที่จะทำให้คนทำสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว’
‘ยิ่งไปกว่านั้นข้าไม่มีทางออกโรง ลดตัวลงไปแข่งกับจ้าวฮ่าวแน่นอน’
‘หากทำเช่นนั้น ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ก็ล้วนแต่จะทำให้จ้าวฮ่าวผู้นี้ได้หน้าไป’
‘แต่คิดว่าเป็นเช่นนี้แล้วข้าจะไม่มีวิธีเลยหรืออย่างไร?’
จ้าวหยวนทำตามการชี้แนะของเยี่ยนจ้าวเกอ เขาไม่ได้หยิบเตาโอสถของตนออกมา และไม่ได้เดินไปยังเตาโอสถของจ้าวฮ่าว ทว่ากลับเดินไปตรงหน้าของท่านผู้เฒ่าหวังแทน
“ท่านผู้เฒ่าหวัง ไม่ทราบว่าจะขอโอสถรักษาบาดแผลของน้องสิบหกให้แก่ข้าได้หรือไม่”
ท่านผู้เฒ่าหวังขมวดคิ้วเล็กน้อย และเผยสีหน้าไม่พอใจ “องค์ชายใหญ่ไม่เชื่อข้า คิดว่าข้าเข้าข้างองค์ชายสิบหกอย่างนั้นหรือ?”
องค์ชายใหญ่ยิ้มเล็กน้อยพลางส่ายหน้า ทั้งยังพูดว่า “แน่นอนว่าไม่ใช่ ท่านผู้เฒ่าหวังอย่าเพิ่งเข้าใจผิดไป ข้าเพียงแต่อยากดูโอสถที่น้องสิบหกกลั่นก็เท่านั้นเอง”
ท่านผู้เฒ่าหวังมองดูเยี่ยนจ้าวเกอและจ้าวซื่อเลี่ย ท้ายที่สุดก็ส่งโอสถรักษาบาดแผลให้กับจ้าวหยวน
เขาถอนหายใจครั้งหนึ่ง “ใช้เวลาน้อยนิด ประสิทธิภาพโอสถไม่ต้องพูดถึง ท่านดูก้นเตาโอสถของเขาเสียก่อน กากโอสถแม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่มี วัตถุดิบโอสถถูกนำไปใช้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีการสิ้นเปลืองสักนิด”
คำพูดที่พูดออกมานี้ ทำให้ทุกคนล้วนตกตะลึง
จ้าวฮ่าวทำได้สมบูรณ์แบบทั้งสามด้าน ต่อให้ระดับความสามารถของจ้าวหยวนจะพุ่งสูงขึ้น ก็ทำได้มากสุดแค่เสมอ นอกเสียจากว่าประสิทธิภาพของโอสถที่เขากลั่นออกมาจะดีกว่าจ้าวฮ่าว
ทว่านั่นจะยังเป็นโอสถรักษาบาดแผลอยู่หรือ?
สีหน้าของจ้าวหยวนยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ในมือกำโอสถรักษาแผลเอาไว้เพื่อชั่งดูปริมาณ แล้วหันหน้ากลับไปมองจ้าวฮ่าว “วิชากลั่นโอสถของน้องสิบหก ช่างเก่งกาจจริงๆ”
จ้าวฮ่าวพูดนิ่งๆ ว่า “เสด็จพี่ใหญ่อยากจะพูดอะไรหรือ”
จ้าวหยวนพูดอย่างใจเย็นว่า “วิชากลั่นโอสถของน้องสิบหกนั้นเลิศล้ำ กระทั่งสามารถทำให้เกิดภาพลวงตาจากไอควันเตาโอสถได้ พี่ใหญ่เช่นข้าต้องขอบอกว่าน่านับถือยิ่งนัก”
“แต่เส้นทางการกลั่นยาลึกล้ำกว้างไกล แต่ละศาสตร์มากมายก่ายกอง…”
ทันใดนั้นจ้าวฮ่าวพูดตัดบทเขา “วิธีกลั่นโอสถนั้นมากมายก็จริง แต่ที่ท่านรู้ ข้าเองก็รู้ ส่วนที่ท่านไม่รู้ ข้าล้วนรู้ทั้งสิ้น”
“เช่นนั้นท่านไม่จำเป็นต้องกล่าวให้มากความ เข้าประเด็นเลยดีกว่า”
เมื่อถูกน้องชายตัดบท จ้าวหยวนไม่ได้โกรธ และยังคงพูดอย่างช้าๆ ว่า “น้องสิบหกกล้าหาญยิ่งนัก ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พี่ใหญ่เช่นข้าก็จะแสดงความสามารถเสียหน่อยล่ะ”
“ข้าบังเอิญได้เรียนวิชากลั่นโอสถมหัศจรรย์แขนงหนึ่งมาเล็กน้อย วันนี้จะขอลองวิชาสักหน่อยก็แล้วกัน”
“ส่วนน้องสิบหก ไม่จำเป็นต้องแกร่งกว่าข้า เพียงแค่ทำให้ได้เหมือนอย่างพี่ใหญ่ วันนี้พี่ใหญ่ก็ขอศิโรราบยอมแพ้”
“ไม่รู้ว่าน้องสิบหกจะคิดว่าอย่างไร”
จ้าวฮ่าวมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย้ยหยัยทันทีที่ได้ยินดังนั้น จากนั้นเขาก็มองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ
‘วิชามหัศจรรย์หรือ? น่าขันนัก ตอนนั้นข้าใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตเก็บซากวัตถุที่หลงเหลือจากวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ หรือวิชาของสำนักโอสถแขนงใหญ่หลังจากวิกฤตการณ์จากทั่วทั้งโลกแปดพิภพทั้งหมดมาแล้ว’
‘นอกจากเคล็ดวิชาและวิธีปรุงยาเฉพาะของแต่ละดินแดนศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่เกี่ยวกับการกลั่นโอสถทั่วหล้านี้ ไม่สิ่งใดที่ข้าไม่รู้’
‘วิชากลั่นโอสถของเขากว่างเฉิงของเยี่ยนจ้าวเกอก็มีเอกลักษณ์เฉพาะอยู่บ้าง แต่ไม่มีสักแบบที่ความสามารถของจ้าวหยวนจะเรียนรู้จนชำนาญได้’
‘หรือจะเป็นวิชานอกสำนักที่ได้มาโดยบังเอิญ เหอะ ล้วนเป็นของที่เหลือจากที่ข้าเคยเล่นในอดีตทั้งนั้นแหละ’
จ้าวฮ่าวพลันยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ พลางกล่าวว่า “ต่อให้เสมอกัน ก็ขอถือว่าข้าแพ้!”
จ้าวหยวนยิ้มพร้อมพยักหน้า แล้วหยิบเข็มทองเล่มหนึ่งออกมาทันที จากนั้นก็แทงเข้าไปในโอสถรักษาบาดแผลนั้น
ผู้คนที่เห็นดังนั้นต่างก็ตะลึงงั้น ไม่เข้าใจว่าจ้าวหยวนกำลังทำสิ่งใดอยู่กันแน่
มีเพียงแค่จ้าวฮ่าวและท่านผู้เฒ่าหวังเท่านั้น ที่มีความตื่นตาตื่นใจฉายชัดอยู่ในดวงตา
ทั้งสองคนมองจ้าวหยวนที่ขับเคลื่อนเข็มประหนึ่งปักษากำลังโบยบิน เขาแทงเข็มเข้าไปในโอสถรักษาแผลต่อเนื่องเก้าครั้ง จากนั้นภายในตัวโอสถรักษาบาดแผลก็เริ่มมีหมอกควันจางๆ พรั่งพรูออกมาจากรูเข็ม
ทุกคนที่มองต่างตกอยู่ในภวังค์ พวกเขารู้ว่าหมอกที่พรั่งพรูออกมาเหล่านี้เป็นเพราะการกระทำของจ้าวหยวน ทว่าโอสถไม่ใช่ถุงลมเสียหน่อย จะมีอากาศออกมาจากข้างในได้อย่างไร
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น จ้าวหยวนก็นำโอสถคืนให้กับมือท่านผู้เฒ่าหวัง “เชิญท่านผู้เฒ่าหวังตรวจสอบใหม่อีกครั้ง”
ท่านผู้เฒ่าหวังสูดหายใจเข้าลึก หลังจากตรวจสอบแล้ว ชายชราก็ตกอยู่ในความเงียบงัน ราวกับกำลังคิดทบทวนอยู่ในใจ
เขาไม่พูดแม้แต่คำเดียวแล้ว เพียงแต่ส่งโอสถเม็ดนั้นให้กับจ้าวซื่อเลี่ยที่อยู่ด้านข้าง หลังจากที่ฝ่ายหลังมองดูแล้ว คิ้วก็พลันกระตุกขึ้นทันที
“ไอควันของเตาไฟที่หลงเหลืออยู่ในโอสถหายไปหมดแล้ว ประสิทธิภาพของโอสถดีขึ้นมากกว่าเดิมอีก จนมีประสิทธิภาพดีสูงสุดตามตำราทฤษฎียารักษาแผลอย่างนั้นหรือ?!”
“แต่ว่าทำได้อย่างไรกัน?!”
ท่านผู้เฒ่าหวังถอนหายใจหนัก ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยอย่างคาดไม่ถึง จากนั้นเขาก็มองไปยังจ้าวหยวน “ขอประทานอภัยที่ข้าตาฝ้าฟางไป เคล็ดวิชาที่องค์ชายใหญ่ใช้ ใช่วิชาเข็มทองผ่านโอสถหรือไม่”
จ้าวหยวนยิ้มเล็กน้อย พยักหน้าพลางกล่าวว่า “ท่านผู้เฒ่าหวังสายตาหลักแหลม เป็นเข็มทองผ่านโอสถจริงๆ”
ร่างกายท่านผู้เฒ่าหวังหยุดสั่นแล้ว เขาเงยหน้าขึ้นแล้วถอนหายใจยาว รู้สึกพึงพอใจอย่างถึงที่สุด “คิดไม่ถึงเลยว่าชั่วชีวิตข้าจะได้เห็นเคล็ดวิชามหัศจรรย์ในยุคก่อนเกิดวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ ชั่วชีวิตนี้ไม่เสียเปล่าจริงๆ!”
จ้าวซื่อเลี่ย จ้าวเฉิง และคนอื่นๆ ล้วนตกตะลึงกับสิ่งนี้ “ท่านผู้เฒ่าหวัง…”
หลังจากที่ท่านผู้อาวุโสหวังสงบสติอารมณ์ลงได้แล้วจึงกล่าวว่า “วิชาเข็มทองผ่านโอสถ สามารถสลายไอควันจากเตาไฟที่หลงเหลืออยู่ในโอสถให้หมดได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิผลและคุณภาพของโอสถที่กลั่นสำเร็จแล้วได้อย่างมาก”
“ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ นี่ถือเป็นหนึ่งในเคล็ดวิชากลั่นโอสถชั้นสูง ทว่าภายหลังเกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ก็ขาดการสืบทอดต่อ ปัจจุบันเหลือเพียงคำบอกเล่าและตัวอักษรที่ถูกบันทึกไว้คร่าวๆ เท่านั้น ประหนึ่งกับกลายเป็นตำนานไปแล้ว”
จ้าวหยวนมองไปยังจ้าวฮ่าว แล้วจึงกล่าวอย่างไม่ช้าไม่เร็วว่า “ข้าก็รู้เพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น ทำให้ทุกคนหัวเราะเยาะแล้ว”
ดวงตาทั้งสองของจ้าวฮ่าวเต็มไปด้วยความตกตะลึง ทว่ากลับไม่ได้มองไปที่จ้าวหยวน แต่จ้องเยี่ยนจ้าวเกอตาไม่กะพริบ
เยี่ยนจ้าวเกอก็มองจ้าวฮ่าว สีหน้าของเขาคล้ายกับนิ่งเฉย ทว่าแท้จริงแล้วกลับยิ้มอย่างไม่เป็นมิตรเลย ‘อุปนิสัยตัดสินโชคชะตา ข้าชอบรับมือกับเด็กหนุ่มที่เหมือนกันกับข้าจริงๆ’
สายตาของจ้าวเฉิงก็มองไปที่เยี่ยนจ้าวเกอเช่นกัน แล้วจึงออกคำสั่งกับองครักษ์ข้างกายอย่างลับๆ จากนั้นเขาถึงหยิบโอสถรักษาบาดแผลออกมาเม็ดหนึ่ง และหาเข็มทองเล่มหนึ่งมาด้วย
เขาสังเกตโอสถรักษาบาดแผลนั้นของจ้าวหยวน จากนั้นก็คลำหาตำแหน่ง แล้วจึงแทงเข็มลงไปเก้าครั้งเช่นเดียวกัน ทว่าโอสถรักษาบาดแผลที่อยู่ในมือของตน กลับไม่มีปฏิกิริยาเลยแม้แต่นิดเดียว
“เป็นเคล็ดวิชาพิเศษจริงๆ ด้วย ไม่ใช่ความบังเอิญแต่อย่างใด!” จ้าวเฉิงถอนหายใจออกยาวๆ ด้วยความผิดหวัง
จ้าวหยวนมองจ้าวเฉิงพลางยิ้ม แล้วหยิบโอสถรักษาบาดแผลใหม่ออกมาอีกเม็ดหนึ่ง จากนั้นทำตามขั้นตอนเดิม
ไอหมอกลอยออกมาอีกครั้ง
สายตาของจ้าวซื่อเลี่ยมองสลับไปมาระหว่างเยี่ยนจ้าวเกอและจ้าวหยวน แล้วพลันกล่าวขึ้นมาว่า “โอสถรักษาบาดแผลใช้ได้ แล้วโอสถหมอกควันสลายเล่า?”
องครักษ์ที่อยู่ด้านหลังของเขาก็รีบนำผงโอสถถุงหนึ่งออกมา เป็นโอสถหมอกควันสลายที่อยู่ในรูปของผงละเอียด
จ้าวหยวนที่เห็นเช่นนั้น สายตาก็นิ่งแข็งไปเล็กน้อย
‘ไม่เป็นไร ใช้ปราณจิตราของตัวเองรวมเข้ากับสิ่งนั้น แล้วหลอมรวมให้เป็นเม็ดก็ได้ จากนั้นทำตามคำชี้แนะของข้า แทงเข็มเข้าไปเก้าครั้ง’ เยี่ยนจ้าวเกอส่งกระแสจิตบอกกล่าวจ้าวหยวนอย่างสบายใจ อีกฝ่ายได้ยินดังนั้นก็พลันผ่อนคลายลงเช่นกัน
เขานำโอสถหมอกควันสลายออกมา แล้วใช้ปราณจิตรารวมเข้ากับโอสถผง ทันใดนั้นยาผงก็ถูกหลอมเป็นรูปร่าง
จ้าวซื่อเลี่ยจ้องมองอย่างไม่ละสายตา แม้ว่าโอสถผงในขณะนี้จะมีรูปร่างเป็นโอสถเม็ด ทว่าแท้จริงแล้วก็ยังคงเป็นผงละเอียดอยู่ ไม่เหมือนโอสถรักษาบาดแผลที่เป็นโอสถเม็ดโดยสิ้นเชิง
หลังจากนั้นจ้าวหยวนก็แทงเข็มลงไปอีกเก้าครั้ง ก่อนจะมีไอหมอกพรั่งพรูออกมาจากข้างใน
ไอหมอกแบ่งออกจากหนึ่งกลายเป็นสอง กลุ่มหนึ่งสีดำ กลุ่มหนึ่งสีขาว กลุ่มสีดำนั้นสลายหายไปในอากาศ ส่วนกลุ่มสีขาวกลับเข้าไปหลอมรวมกับผงควันเมฆาที่หลอมเป็นเม็ดแล้ว
เมื่อตรวจสอบประสิทธิผลของโอสถแล้ว ท่านผู้เฒ่าหวังก็กล่าวชมไม่ขาดปาก ส่วนจ้าวซื่อเลี่ยไม่มีคำพูดใดๆ ออกมาจากปาก อีกทั้งยังหันกลับไปมองจ้าวฮ่าว
ในที่สุดในแววตาของจ้าวฮ่าวก็ไร้ซึ่งความหยิ่งยโสทะนงตนหลงเหลืออยู่ กลับกลายเป็นความหนักแน่นและตั้งใจ
เขาไม่พูดอะไรมาก เพียงนำผงโอสถหมอกควันสลายออกมาถุงหนึ่ง หลอมรวมผงเป็นโอสถเม็ด แล้วจึงขอเข็มทองจากจ้าวหยวน
จ้าวฮ่าวไม่ยอมแทงเข็มอยู่นาน ทว่าขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่
หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดจ้าวฮ่าาวก็แทงเข็มลงไป
เข็มที่หนึ่ง ไม่มีอะไร…
เข็มที่สอง ก็ไม่มีอะไร…
เข็มที่สาม…
เข็มที่สี่…
เข็มที่ห้า…
“ปัง!”
โอสถเม็ดที่หลอมรวมจากผงโอสถหมอกควันสลาย ระเบิดกระจายออกมาทั้งหมด กลายเป็นฝุ่นละอองเต็มท้องฟ้า
บทที่ 55
จ้าวเฉิงแทงเข็มไปเก้าครั้งไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนจ้าวฮ่าวลงเข็มไปห้าครั้ง โอสถเม็ดกลับระเบิดขึ้น นี่ไม่ใช่เพราะจ้าวฮ่าวเก่งไม่เท่าจ้าวเฉิง กลับกัน เป็นเพราะเหนือกว่าจ้าวเฉิงมากต่างหาก
จ้าวเฉิงไม่รู้วิชานี้เลยสักนิดเดียว ทั้งเก้าเข็มล้วนเป็นการทำที่เปล่าประโยชน์ เพียงแค่สร้างรูเล็กๆ บนโอสถเม็ดก็เท่านั้น
ในขณะที่จ้าวฮ่าวแทงเข็มเข้าไป เขาใช้ลมปราณสั่นสะเทือนโอสถเม็ดเพื่อให้เกิดผลลัพธ์
ถึงกระนั้นก็น่าเสียดาย แม้ว่าเขาจะเก่งกาจกว่าจ้าวเฉิง ทว่าก็ยังคงไขปริศนาวิชาเข็มทองผ่านโอสถนี้ไม่ได้
จ้าวฮ่าวยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ต้องการถอยหลบแต่ก็ไม่ได้โบกมือปัดเป่าฝุ่นละอองออกไป
ส่วนฝุ่นละอองที่กระจัดกระจายไปทั่วท้องฟ้าตกลงมาเปรอะเปื้อนทั่วศีรษะและใบหน้าของเขา จนผมกลายเป็นสีขาวโพลน อีกทั้งบนใบหน้ายังถูกขี้เถ้าสีขาวปิดทับไปชั้นหนึ่ง มองไปแล้วช่างน่าขันเป็นที่สุด
จอมยุทธ์ที่อยู่ใต้บัญชาของจ้าวหยวนและจ้าวเฉิง ก็มองไม่เห็นความหยิ่งยโสของเขาก่อนหน้านี้ บัดนี้เห็นเขาประสบกับความโชคร้ายเข้า ก็อดพากันหัวเราะไม่ได้
ใบหน้าจ้าวฮ่าวเต็มไปด้วยฝุ่นเถ้าสีขาว ดวงตาทั้งสองดุจดั่งหมาป่า สายตาจดจ้องไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ
สายตาของเขาในขณะนี้ ไม่มีการดูถูกหรือเหยียดหยาม ทว่าเป็นสายตาของการศัตรูด้วยความแค้นแทน
ไม่ใช่ความแค้นที่มีต่อเขากว่างเฉิง ทว่าเป็นความแค้นที่มีต่อเยี่ยนจ้าวเกอเพียงคนเดียว
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเห็นชายหนุ่มคนนี้อยู่ในสายตา
สีหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอเรียบนิ่ง และก็ไม่มองจ้าวฮ่าวเลยสักครั้งเดียว ทว่ายกมือประสานกันให้กับจ้าวซื่อเลี่ย “วันนี้ต้องขอบคุณจิ่นอ๋องที่ให้คำแนะนำ เป็นการประลองที่ดุเดือดจริงๆ”
เมื่อเห็นว่าเยี่ยนจ้าวเกอทำเหมือนตนเองไม่มีตัวตนอยู่ จ้าวฮ่าวก็พลันหรี่ตาลงเล็กน้อย
บางครั้งการละเลยมองข้ามนั้น หนักหนายิ่งกว่าการดูถูกเหยียดหยามเสียอีก
โดยปกติจ้าวฮ่าวเป็นคนที่เมื่อคนอื่นบ้าคลั่ง เขาก็จะบ้าคลั่งยิ่งกว่า แล้วบัดนี้เขาจะทนรับการละเลยมองข้ามของเยี่ยนจ้าวเกอได้อย่างไรเล่า
แววตาของเขายิ่งดุดันขึ้น
“น้องสิบหกต้องการจะทดลองใหม่ดูอีกครั้งหรือไม่” จ้าวหยวนพูดด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร ในตอนนี้เองที่ข้างหูของเขามีเสียงดังขึ้น
จ้าวฮ่าวหลับตาลง มือทั้งสองกำหมัดแน่นเงียบๆ เล็บมือจิกเข้าไปกลางฝ่ามือ
เมื่อครู่เพียงแค่ทดสอบไปครั้งหนึ่ง เขาก็รู้ว่าวิชาเข็มทองผ่านโอสถไม่ใช่วิชาที่แค่สังเกตอยู่ข้างๆ ก็สามารถเรียนรู้ได้ง่ายๆ
ต่อให้เขามีระดับความสามารถในการกลั่นโอสถที่อยู่เหนือคนส่วนมากบนโลกใบนี้ แต่ไม่ใช่แค่ทดลองเพียงไม่กี่ครั้งก็สามารถคลำหาทางเจอ
จ้าวหยวนมองดูจ้าวฮ่าวแล้วกล่าวอย่างเฉยเมยว่า “ดูเหมือนน้องสิบหกจะไม่คิดทดลองต่อแล้วใช่หรือไม่ เช่นนั้นการประลองครั้งนี้ของพวกเรา ผลจะว่าอย่างไรเล่า?”
ร่างกายของจ้าวฮ่าวเซเบาๆ เมื่อลืมตาขึ้นไม่ได้มองจ้าวหยวนเลยสักนิด สายตาจ้องตรงไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ ‘ดักห่านทั้งปี กลับโดนนกกระจอกจิกตาบอด[1]…’
เขาสูดหายใจเข้าลึก เปิดปากพูดว่า “ครั้งนี้เป็นข้าเองที่พ่ายแพ้”
จ้าวฮ่าวมองจ้าวหยวนแวบหนึ่งด้วยความเย็นชา คร้านจะพูดไร้สาระให้มากความ
เขามีความมั่นใจเต็มร้อย หากจะให้จ้าวหยวนกลั่นโอสถรักษาบาดแผลด้วยตนเองสักเม็ดแล้วล่ะก็ อย่าว่าแต่เปรียบกับเขาเลย แค่ให้เขาถือรองเท้าให้กับโอสถรักษาบาดแผลของจ้าวฮ่าวก็ยังไม่คู่ควรเลย
ทว่าก่อนหน้านี้เขาพลั้งพูดอย่างมั่นใจออกไปว่าสิ่งที่จ้าวหยวนทำได้ ถ้าจ้าวฮ่าวไม่สามารถทำได้ดีกว่า ก็จะถือว่าเขาแพ้
ผลในขณะนี้ก็คือสิ่งที่จ้าวหยวนทำได้ เขากลับทำไม่ได้
ถึงแม้ว่านั่นไม่มีทางเป็นความสามารถที่แท้จริงของคนอ่อนหัดอย่างจ้าวหยวน จะต้องเป็นเยี่ยนจ้าวเกอใช้ปราณจิตราส่งกระแสจิตคอยชี้นำเป็นแน่
จ้าวฮ่าวแค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง แล้วจึงกล่าวตรงๆ ว่า “คนที่ถูกข้าสังหารไปก่อนหน้านี้ ไม่ได้มีคำให้การที่มีประโยชน์อะไร”
“มีเพียงจุดหนึ่ง การรวมขุมอำนาจของพวกเขามีขอบเขตกว้างนัก ไม่เพียงแค่ถังตะวันออกเท่านั้น และไม่ใช่แค่เพียงเกาะนภาตะวันออกอีกด้วย”
“อย่างน้อย ที่เกาะนภาเหนือก็ยังมีฐานที่มั่นของพวกมันอยู่ แต่สถานการณ์ที่แน่ชัด เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
เยี่ยนจ้าวเกอที่ฟังอยู่ด้านข้าง พลางจดจำทุกอย่างเอาไว้ในใจ ทว่าสายตายังคงจับจ้องอยู่ที่จ้าวซื่อเลี่ย
เมื่อโบกมือครั้งหนึ่ง กงจักรเพลิงสุริยะก็ถูกเก็บกลับเข้าไปอีกครั้ง รัศมีหายไปเช่นกัน แววตาของจ้าวซื่อเลี่ยเหมือนกับจะดับมืดลงไปเล็กน้อยด้วย
“กลับเมืองหลวงอาณาจักรถังตะวันออกไป คงยังต้องรบกวนจิ่นอ๋องด้วยนะพะยะค่ะ” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มอย่างอ่อนโยนยิ่งนัก
จ้าวซื่อเลี่ยมองจ้าวฮ่าว มองจ้าวหยวน แล้วก็มองเยี่ยนจ้าวเกอ สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง ฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “จ้าวเกอมาเยือน ข้าก็ต้องต้อนรับขับสู้แน่นอนอยู่แล้ว”
เขามองไปทางจ้าวหยวน แล้วกล่าวเสียงทุ้มว่า “คิดไม่ถึงเลยว่าหลานจะรอบรู้เกี่ยวกับวิชากลั่นโอสถโบราณก่อนวิกฤตการณ์ น่าชื่นชมยิ่ง”
“แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะสามารถเปิดเผยให้ใช้อย่างกว้างขวางได้ วิชาเช่นนี้เพียงพอที่จะทำให้โอสถที่ผลิตขึ้นในถังตะวันออกของเรา ได้ยกระดับขึ้นไปอีกขั้นเลยทีเดียว”
จ้าวหยวนประสานมือขึ้นคารวะครั้งหนึ่ง “ที่เสด็จอาจิ่นกล่าวมา หลานก็รู้เพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น ปัจจุบันยังคงคลำหาทางอยู่ คิดว่าอย่างน้อยๆ ก็ให้ก้าวเท้าแรกให้มั่นคงก่อน แล้วค่อยรายงานให้เสด็จพ่อท่านทรงทราบ”
“แต่แน่นอนว่ากลับเมืองหลวงครั้งนี้ต้องรายงานให้เสด็จพ่อรับรู้อยู่แล้ว”
“หอศิลาโอสถอาจจะต้องทำการทดลองอย่างแพร่หลายเสียก่อนกระมัง อย่างไรทุกสิ่งก็ให้เสด็จพ่อเป็นผู้ตัดสินเองดีกว่า”
จ้าวซื่อเลี่ยได้ยินดังนั้น คิ้วพลันก็กระตุกแล้วกระตุกอีก จนเกือบจะยับยั้งความโกรธภายในใจเอาไว้ไม่อยู่
หอศิลาโอสถ เดิมทีอำนาจของที่แห่งนี้ก็เพิ่มขึ้นเพราะโอสถหมอกควันสลายอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว บัดนี้เห็นได้ชัดว่าจะยิ่งเพิ่มขึ้นอีกขั้น
หากหอศิลาโอสถพัฒนาตนเองได้ต่อไปเรื่อยๆ ก็สามารถคาดได้ว่า ต่อแต่นี้ไปหอศิลาโอสถก็จะขึ้นนำเหนือที่อื่นๆ กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของอาณาจักรถังตะวันออก
ทว่าบัดนี้กลับจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตนเองแล้ว…
จ้าวซื่อเลี่ยทอดถอนใจครั้งหนึ่ง เขารู้ตัวแล้วว่าดูถูกเยี่ยนจ้าวเกอมากเกินไป
เขาเป็นมหาปรมาจารย์ บุตรของตนเองก็อายุมากกว่าเยี่ยนจ้าวเกอ
แม้ว่าช่วงหลายวันมานี้เยี่ยนจ้าวเกอจะโดดเด่นออกนอกหน้านอกตา ทำให้ผู้คนได้เห็นถึงพลังความสามารถและศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ด้านวรยุทธ์
ทว่าจ้าวซื่อเลี่ยก็คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าวิชากลั่นโอสถของเยี่ยนจ้าวเกอจะเหนือกว่าจ้าวฮ่าวได้เช่นกัน
เป็นจริงเช่นที่ท่านผู้เฒ่าหวังกล่าวไว้ ระดับความสามารถวิชากลั่นโอสถของจ้าวฮ่าว เมื่อเทียบกับทั่วหล้าตอนนี้แล้วก็เป็นผู้เหนือชั้นที่มีจำนวนน้อย
ความสูงต่ำของระดับความสามารถในการกลั่นโอสถ มีความเกี่ยวข้องกับระดับสูงต่ำทางด้านวรยุทธ์ของจอมยุทธ์ แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องใกล้ชิดเหมือนอย่างการหลอมอาวุธ
ในบางระดับก็เป็นความรู้ในอีกแขนงหนึ่ง หากอยากจะชำนาญก็ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ และต้องดูระยะเวลาที่สั่งสมความสามารถ
ในความคิดของจ้าวซื่อเลี่ย วรยุทธ์เยี่ยนจ้าวเกอมีระดับความรู้ซึ้งสูงเช่นนี้ แน่นอนว่าจำเป็นต้องมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ ตั้งใจฝึกฝน ซึ่งได้ใช้เวลาและกำลังวังชาไปมาก
ต่อให้คนอื่นมีพรสวรรค์ในการกลั่นโอสถที่ไม่ธรรมดา แล้วจะมีเวลาทุ่มเทมากขนาดนั้นได้อย่างไร
หากแค่เพียงบังเอิญรู้วิชาลับเก่าแก่วิชาหนึ่งก็แล้วไป ทว่าถ้าเยี่ยนจ้าวเกอมีความรู้ลึกซึ้งในทุกๆ ด้านของวิชากลั่นโอสถแล้วล่ะก็ นั่นเกรงว่าจะถึงจุดที่ทำให้ผู้คนนึกภาพไม่ออกเลยทีเดียว
จ้าวซื่อเลี่ยเองก็นับว่าเป็นคนที่ผ่านฟ้าผ่านฝนมาไม่น้อยแล้ว แต่ตอนนี้ก็ยังมีความรู้สึกที่ตนมีความรู้และความสามารถน้อยกว่าเยี่ยนจ้าวเกออยู่มากโข
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง จนท้ายที่สุดก็กลายเป็นการยิ้มเจื่อน
จ้าวหยวนขณะนี้ส่งกระแสจิตอย่างลับๆ ‘ครั้งนี้ต้องขอบคุณจ้าวเกอจริงๆ ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยคิดเลยว่าน้องสิบหกของข้าจะเก็บซ่อนพลังของตนเองได้มากถึงขนาดนี้’
‘บุญคุณในวันนี้ ต้องตอบแทนเจ้าแน่’
‘อีกเดี๋ยวเสด็จพ่อถามถึงเรื่องวิชาเข็มทองผ่านโอสถ ข้าคงจำเป็นต้องพึ่งความเห็นของเจ้า’
เยี่ยนจ้าวเกอตอบกลับไปว่า ‘ถึงเวลาข้าจะไปคุยกับท่านลุงเอง ฝ่าบาทวางใจได้ ส่วนเรื่องวิชานี้ ภายใต้เงื่อนไขของขอบเขตของผู้ที่รู้เรื่องราวด้วย หอศิลาโอสถสามารถนำไปใช้ได้’
‘ข้าเข้าใจ’ จ้าวหยวนเข้าใจแจ่มแจ้ง ‘วางใจเถิด ข้าจะไม่ทำให้เขากว่างเฉิงเสียเปรียบแน่นอน’
เฟิงอวิ๋นเซิงยืนอยู่ข้างเยี่ยนจ้าวเกอ “เป็นท่านที่ช่วยองค์ชายใหญ่แห่งถังตะวันออกผู้นั้นใช่หรือไม่”
ใบหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอแสดงสีหน้าที่ระมัดระวังยิ่ง “นี่ๆ เงียบไว้”
“เจ้าค่ะๆ เงียบไว้ๆ เงียบที่สุด” เฟิงอวิ๋นเซิงยิ้มพลางส่ายหน้า จากนั้นก็ถามด้วยความประหลาดใจว่า “แต่วิชาลับเช่นนี้ เขากว่างเฉิงของพวกท่านไม่เก็บเอาไว้หรือ ถึงได้ยอมเผยแพร่ให้กับอาณาจักรตะวันออกเช่นนี้ แม้ว่าข้าจะเคยได้ยินมาว่าบิดาของท่านกับราชาอาณาจักรถังตะวันออกจะเป็นสหายร่วมทุกข์กันก็เถอะ”
เยี่ยนจ้าวเกอมองนางแวบหนึ่ง “เจ้าควรพูดว่า ‘เขากว่างเฉิงของพวกเรา’ สิถึงจะถูก”
อันที่จริงเฟิงอวิ๋นเซิงยังไม่ได้เข้าสำนักอย่างเป็นทางการ ตอนนี้เยี่ยนจ้าวเกอเพียงแค่รับปากจะช่วยนางเท่านั้น ท่าทีของเขากว่างเฉิงที่มีต่อนางจะเป็นเช่นไร ก็ยังไม่แน่นอน
ทว่าเฟิงอวิ๋นเซิงที่ได้ยินดังนั้น ก็พลันยิ้มอย่างสดใส “ท่านพูดถูก เป็นความผิดของข้าเอง ต้องเป็นเขากว่างเฉิงของพวกเรา”
“อืม ลื่นหูขึ้นเยอะ” เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะอย่างพอใจ แล้วจึงพูดว่า “วางใจเถิด ก่อนหน้านี้ข้าเคยรายงานวิชาเข็มทองผ่านโอสถให้ท่านพ่อรับทราบแล้ว และทางสำนักเองก็มีพื้นฐานแล้วเช่นกัน”
“ทางด้านถังตะวันออก ต้องขับไล่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และเขาไร้พรมแดนออกไป จึงต้องลงทุนเสียหน่อยเป็นธรรมดา”
“ถึงจะไม่มีเรื่องวันนี้ ก็ต้องพิจารณาแผนอื่นเอาไว้อยู่แล้ว”
“ดังนั้นข้าถึงได้ยึดตำแหน่งของจ้าวซื่อเลี่ยที่หอศิลาโอสถอย่างไรเล่า”
เยี่ยนจ้าวเกอดีดนิ้วครั้งหนึ่ง “เพียงแต่ว่าก่อนหน้านี้ ข้าก็ไม่เคยคิดเช่นกันว่ามันจะราบรื่นง่ายดายเช่นนี้”
ในที่สุดเยี่ยนจ้าวเกอก็มองจ้าวฮ่าวแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างไร้ความเป็นมิตร “ช่างเป็นคนดีเสียจริง ขอบใจเจ้ามากนะ”