บทที่ 46
เมื่อเห็นเยี่ยนจ้าวเกอที่เคลื่อนปราณร้อยก้าว หลอมปราณเป็นอาวุธ เบื้องหน้าเฉาหยวนหลงก็พลันดับมืดลง
เดิมทีเขาก็บาดเจ็บสาหัสมากอยู่แล้ว ครั้นฝืนตั้งสติต่อไปไม่ไหว เขาก็หมดสติไป
พ่ายแพ้ย่อยยับให้กับเยี่ยนจ้าวเกอเป็นครั้งที่สอง ทำให้เขารู้สึกกลัดกลุ้มจนแทบบ้าไปแล้ว
ตอนนี้ยังเห็นเยี่ยนจ้าวเกอก้าวหน้าขึ้นอีกขั้นต่อหน้าต่อตา บรรลุระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางง่ายเหมือนแค่ดื่มน้ำกินข้าว ก็ทำเอาเฉาหยวนหลงแทบพังทลายอย่างสิ้นเชิง
ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เขาที่ทนทรมานกับผลข้างเคียงที่มหาศาลของวิชาชักจูงเข็มสุริยันเข้าสู่ร่างกาย ฝืนกำลังบรรลุปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอก จะยังมีความหมายอันใดอีก?
ทั้งๆ ที่ตอนอยู่ในหุบเหวปราการมังกร ทุกคนยังคงอยู่แค่ระดับปรมาจารย์ขั้นจิตระชั้นในระยะท้ายเหมือนกันอยู่เห็นๆ ภายในเวลาอันสั้นเพียงเท่านี้ เยี่ยนจ้าวเกอจะสามารถทลายด่านกั้นอันยากเย็นและบรรลุปรามจารย์ขั้นจิตรานอกระยะกลางรวดเร็วเช่นนี้ได้อย่างไร?
หรือการปะทะกันที่หุบเหวปราการมังกรก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นภาพลวงตาทั้งหมดหรือ?
นอกจากเฉาหยวนหลงแล้ว ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่เคยพบเห็นเยี่ยนจ้าวเกอลงมือที่หุบเหวปราการมังกร ต่างก็นิ่งอึ้งจนตัวแข็งเป็นรูปปั้นไปตามๆ กัน
แม้แต่เซียวเซิงเองก็เซจนเกือบร่วงลงมาจากอากาศ
มารดาเจ้าสิ!
ตอนนั้นข้าใช้เวลาในการบรรลุขั้นจิตราในระยะท้ายจนถึงขั้นจิตรานอกระยะกลางไปนานเท่าใดกัน?
เซียวเซิงเบิกตาโพลง ในใจไม่กล้ากระทั่งจะคิดต่อไป
ปราณจิตราของเยี่ยนจ้าวเกอที่หลอมรวมเป็นแส้ยาวอยู่ในมือ ตวัดฟาดไปในอากาศ ก็เกิดเสียงดังขึ้นอีกครั้ง
“เปิดเผยเร็วเกินไปหรือ? ให้อดทนอีกหน่อยหรือ? เหตุใดข้าต้องทนเล่า?” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างไม่สนใจว่า “เจ้ารู้แล้วจะทำอย่างไรได้? พูดเหมือนเจ้าจะทำอะไรข้าได้”
“บนโลกใบนี้ยังมีผู้ที่เอาชนะข้าได้อีกตั้งมากมาย แต่ในนั้นไม่ได้มีเจ้ารวมอยู่ด้วย เซียวเซิง”
เยี่ยนจ้าวเกอตวัดมืออีกข้างหนึ่ง ปราณจิตราพลันรวมตัวกันเป็นกระบี่ยาวสีครามน้ำแข็งขนาดใหญ่ยักษ์เล่มหนึ่งกลางอากาศ
บริเวณคมดาบเกิดแสงสะท้อนที่ทำให้รู้สึกเย็นเยียบ และมีเงารูปมังกรอยู่เลือนราง
เกล็ดน้ำแข็งสีขาวมากมายปรากฏขึ้น ห่อหุ้มกระบี่ยาวนั้นไว้ ราวกับมังกรน้ำแข็งหายลับเข้าไปในชั้นเมฆ
เซียวเซิงสูดหายใจเข้าลึก “เยี่ยนจ้าวเกอ เหมือนว่าเจ้าจะลืมไปเรื่องหนึ่งนะ”
“ตอนนี้เจ้าก็ยังอยู่แค่ระดับขั้นจิตระชั้นนอกระยะกลางเท่านั้น”
“นอกจากเจ้าจะบรรลุขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายทันที มิเช่นนั้น วันนี้เจ้าต้องตายแน่!”
ท่ามกลางเสียงคำรามยาว เสียงตะโกนด้วยความโมโหของเซียวเซิงก็ดังแทรกลงมาจากฟ้า
แสงสีทองมากมายเสมือนกับฝนกระบี่พลันตกลงใส่เยี่ยนจ้าวเกอ
เยี่ยนจ้าวเกอโบกมือครั้งหนึ่ง กระบี่ยาวสีครามน้ำแข็งก็ฟาดฟันไปในอากาศอย่างต่อเนื่อง ราวกับมังกรเซียนที่บินฉวัดเฉวียนอยู่ในสวรรค์ โจมตีไปยังลำแสงสีทอง
แม้แสงทองจะหนาหนัก แต่ไม่ว่าอย่างไรเซียวเซิงก็มีวรยุทธ์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย แสงทองทุกสายล้วนอัดแน่นอย่างหาใดเปรียบ และไม่ด้อยไปกว่ากระบี่จิตราของเยี่ยนจ้าวเกอด้วย
ถึงกระนั้น กระบี่จิตราของเยี่ยนจ้าวเกอก็สามารถจี้ไปยังตำแหน่งที่เปราะบางที่สุดบนแสงสีทองของเซียวเซิงได้ทุกครั้ง
ส่วนกระบี่จิตราแม้จะสู้กับศัตรูอีกจำนวนมากลำพัง ทว่ากลับดึงรั้งแสงสีทองที่เสมือนกับมรสุมพายุเอาไว้ได้
เพียงแต่ลำแสงสีทองเหล่านั้น เป็นเพียงกระบวนท่าหลอกตาที่เซียวเซิงใช้โจมตีเท่านั้น
แสงสีทองที่ถูกกระบี่จิตราโจมตีไป แม้จะแตกกระจายออกไปเต็มอากาศราวกับหมอกแสง ทว่าก็ไม่หายไปเสียทีเดียว
แสงสีทองจำนวนมากที่เหลือรอดมาได้ปกคลุมไปทั่วทั้งสี่ทิศ กลับกลายเป็นดินแดนสนธยาอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีทัศนียภาพแสงอาทิตย์ที่สาดส่องยามพลบค่ำ
ที่มุมปากของเซียวเซิงเผยให้เห็นรอยยิ้มอันเย็นเยียบ วิถีหัตถ์ประสานเงาถูกผลักไปหาเยี่ยนจ้าวเกอ
โลกที่เกิดจากปราณจิตราทอแสงทองกระจัดกระจายอยู่ทั่วท้องฟ้า กำลังพังทลายลงไปสู่เยี่ยนจ้าวเกอที่เป็นจุดศูนย์กลาง!
ความอัศจรรย์ของวิชาหัตถ์เงาสนธยา วินาทีนี้ถูกเซียวเซิงขับเคลื่อนออกมาอย่างสมบูรณ์ โดยที่การแสดงหุ่นกระบอกท่านสุริยันในวันนั้นไม่สามารถเทียบได้เลย
โลกเบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอจึงเหมือนกับวินาทีที่ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า กลายเป็นช่วงพลบค่ำที่มืดมิดที่สุด ตรงหน้าเหลือเพียงความสิ้นหวังเท่านั้น
“ฮ่า!”
เยี่ยนจ้าวเกอร้องเบาๆ เสียงหนึ่ง ก่อนจะเก็บหมัดทั้งสองคืน แล้วนำมือมาวางไว้ที่ท้องน้อยของตนเอง
มือซ้ายกดเอาไว้ที่ท้องน้อยอย่างแนบแน่นไม่ขยับ
มือขวากลับสั่นไหวเบาๆ โดยตีไปที่ร่างกายเบาๆ ไม่หยุด
มือทั้งสอง ข้างหนึ่งขยับข้างหนึ่งนิ่ง ข้างหนึ่งเป็นหยินข้างหนึ่งเป็นหยาง ข้างหนึ่งแน่นิ่งข้างหนึ่งขยับคล่องแคล่ว เพื่อเข้าสู่สภาพสมดุลอย่างสมบูรณ์แบบ
มือซ้ายเปลี่ยนเป็นรูปของเต่าวิญญาณ หมัดเต่าสยบคลื่น หนึ่งในหมัดอสูรหกวิญญาณ
มือขวาเป็นรูปของงูวิญญาณ หมัดราชันงูสวรรค์ หนึ่งในหมัดอสูรหกวิญญาณ
เต่าและงูสอดประสานกัน หยินและหยางรวมเข้าด้วยกัน
บริเวณท้องน้อยของคนมีจุดลมปราณชื่อว่า ‘ซางฉวี่’ หรือเรียกอีกชื่อว่า ‘ประตูโลหิต’ ซ่อนอยู่ใต้กล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางการหมุนเวียนเลือดลมที่สำคัญที่สุดของจอมยุทธ์
เมื่อกระตุ้นประตูโลหิตผสานเข้ากับหัวใจ โลหิตทั่วร่างกายจะพุ่งพล่านในทันที ทำให้เปี่ยมไปด้วยกำลังวังชา ก่อนจะก่อให้เกิดความสามารถที่ไม่เคยมีมาก่อน
ก่อนวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ ‘คัมภีร์หมัดจอมยุทธ์’ ในวังเทพได้มีบันทึกไว้
‘ประตูโลหิตซางฉวี่ เทพยุทธ์ดาวไถ!’
เลือดลมหนึ่งช้า เลือดลมหนึ่งเร็ว ทั้งสองรวมเข้าด้วยกันที่จุดลมปราณซางฉวี่ของเยี่ยนจ้าวเกอเป็นหนึ่งเดียว ราวกับสภาวะแรกเริ่มก่อนกำเนิดโลก
ทันใดนั้น เลือดลมของชายหนุ่มสั่นไหวโครมคราม พลังที่แข็งแกร่งกว่าปกติพลันระเบิดออกจากร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอ!
เขามือทั้งสองผลักออกไปข้างหน้าพร้อมกัน
ปราณจิตราที่มือซ้ายแปรเปลี่ยนเป็นโล่กำบังขนาดใหญ่ เสมือนกับเต่าสยบคลื่น
ปราณจิตราที่มือขวาแปรเปลี่ยนเป็นแส้ยาวที่หนาและใหญ่ เสมือนกับราชันงูสวรรค์
ทั้งเต่าและงูผลัดกัน พุ่งไปข้างหน้าพร้อมกัน
ก่อนจะมีร่างมนุษย์ใหญ่ยักษ์ปรากฏขึ้นเลือนราง
มหาจอมยุทธ์ดาวไถ!
เต่าและงูรวมร่าง แปรเปลี่ยนเป็นวรยุทธ์แท้อันศักดิ์สิทธิ์!
พลังราวกับจะเคลื่อนภูเขาสยบทะเลได้พุ่งที่เซียวเซิง ฝืนทำลายวิชาหัตถ์เงาสนธยาของเขา!
เซียวเซิงตกใจอย่างมาก พลันเปลี่ยนกระบวนฝ่ามือ แสงสนธยากลับกลายเป็นเสี้ยวแสง รีบเปลี่ยนจากโจมตีเป็นตั้งรับ
ภาพลวงของเสี้ยวแสงเลือนรางไม่ชัดเจน ทำให้ยากที่จะแยกแยะจริงเท็จ อีกทั้งทิศทางก็ยังบิดเบือนชวนสับสน
เซียวเซิงรีบพาร่างลอยขึ้นไปกลางอากาศด้วยความเร็วสูง อาศัยความสามารถในการลอยตัวของปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย จึงสามารถหลบการโจมตีครั้งนี้ของเยี่ยนจ้าวเกอไปได้
ร่างกายเขาชุ่มได้ด้วยเหงื่อทันที “นี่เป็นพลังที่ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางมีหรือ?!”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มพลางกล่าวว่า “เล่นงานเจ้า แค่จิตราชั้นนอกระยะกลางก็พอแล้ว”
“รับการโจมตีของข้าไปอีกครั้งเสียเถอะ!”
ชายหนุ่มกระทืบเท้าลงอย่างแรง ทำเอาพื้นดินครึ่งหุบเขาเกิดรอยแตกขึ้นทันที!
จากนั้นชายหนุ่มก็อาศัยแรงสะท้อนกลับ พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับกระสุนปืนใหญ่ที่ยิงตรงไปยังเซียวเซิง!
ฝ่ายเซียวเซิงแค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง ก่อนจะดีดตัวหลบกลางอากาศได้ทันควัน
เขาเคลื่อนตัวออกไปไกลในพริบตา รวดเร็วประหนึ่งสายฟ้า ทิ้งระยะห่างจากเยี่ยนจ้าวเกอออกไป
‘สุริยันทะยานบูรพา’ หนึ่งในเจ็ดวิชาสุริยัน วรยุทธ์วิชาสายหลักของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์
เคล็ดวิชากายอันบริสุทธิ์หนึ่งเดียวในเจ็ดวิชาสุริยัน เมื่อแสดงออกมาแล้ว จะรุนแรงและรวดเร็ว ไม่อาจหยุดยั้งได้
หลังจากที่เซียวเซิงหลบการโจมตีของเยี่ยนจ้าวเกอได้แล้ว เขาก็กระโจนตัวพุ่งกลับไปหาเยี่ยนจ้าวเกอ
ถือโอกาสใช้ข้อด้อยจากแรงระเบิดสะท้อนของเยี่ยนจ้าวเกอ ที่ทำได้เพียงพุ่งตัวขึ้นลงเป็นแนวตั้ง ไม่สามารถเคลื่อนย้ายเป็นแนวนอนได้นี่แหละ
เซียวเซิงที่พุ่งตัวออกไปในตอนนี้ ก็เพื่อที่จะหยุดเยี่ยนจ้าวเกอในตอนที่แรงเดิมหมดลง และแรงใหม่ยังไม่ทันได้เกิดขึ้น!
กงล้อสีทองหนึ่งลอยขึ้น ส่องสว่างทั่วทั้งสี่ทิศ เขวี้ยงตรงไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ!
‘กงจักรเพลิงสุริยะ’ อาวุธวิญญาณชนิดหนึ่ง
สีหน้าของเซียวเซิงเย็นชา บัดนี้เขาทุ่มเทจนสุดแรงแล้ว
ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอก็ได้เตรียมพร้อมเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วเช่นกัน จุดลมปราณซางฉวี่ ประตูโลหิตที่รวบรวมพลังไว้เกิดระเบิดขึ้นอีกครั้ง
ร่างกายที่เดิมทีกำลังจะตกสู่พื้น ถูกฝืนให้หยุดนิ่งกลางอากาศอยู่ครู่หนึ่ง
เยี่ยนจ้าวเกอกางแขนเสื้อด้านขวาออกทันใด ก่อนจะมีแสงสีเขียวและเสียงมังกรลอยออกมา!
ครั้งนี้อาวุธที่อยู่ในมือของเยี่ยนจ้าวเกอไม่ใช่ท่อนไม้ไผ่อีกแล้ว ทว่าเป็นกระบี่สั้นสีเขียวมรกตเล่มหนึ่ง!
คมกระบี่มีรัศมีแสงเปล่งประกาย และยังมีเสียงคำรามของมังกรที่ชัดเจนและสมจริงดังสนั่นออกมาด้วย!
‘กระบี่วิญญาณมังกรมรกต’ อาวุธวิญญาณ!
เยี่ยนจ้าวเกอผสานร่างเข้ากับกระบี่ พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทะลายชั้นบรรยากาศอีกครั้ง ก่อนจะปรากฏกายตรงหน้าของเซียวเซิงในพริบตาเดียว!
ทิศที่ปลายกระบี่ชี้ไป เจ็ดดาวรวมตัว ดาวเหนือร่วมส่องประกาย กว้างใหญ่ไพศาลดั่งท้องนภา!
‘เพลงกระบี่เจ็ดดารา’ หนึ่งในยอดวิชาแปดพิภพ วรยุทธ์วิชาของเขากว่างเฉิงที่สืบทอดกันมา!
เซียวเซิงไม่มีทางเลี่ยง นอกจากใช้กงจักรเพลิงสุริยะต้านกระบี่วิญญาณมังกรมรกตของเยี่ยนจ้าวเกอเอาไว้เท่านั้น
ฝ่ายเยี่ยนจ้าวเกอไม่รอให้เซียวเซิงได้พักหายใจ เขาถือกระบี่วิญญาณด้วยมือขวา แล้วยื่นมือซ้ายออกจากแขนเสื้อกระหน่ำโจมตีไป!
บทที่ 47
ระหว่างที่ปราณจิตรากำลังเพิ่มสูงขึ้น สีม่วงแดงพลันเกิดขึ้นกลางฝ่ามือซ้ายของเยี่ยนจ้าวเกอ ราวกับรวมเป็นเปลวเพลิงสีม่วงของจริง
เมื่อเปลวเพลิงไปถึง ปราณจิตราทั่วร่างกายเซียวเซิงเริ่มมีสัญญาณของการพังทลายเกิดขึ้นทันที!
เขารู้สึกเหมือนตกลงไปในเตาเผา และกำลังจะถูกไฟสีม่วงจากสวรรค์ชั้นดุสิตแผดเผาเป็นเถ้าถ่าน จากฝ่ามือข้างเดียวของเยี่ยนจ้าวเกอเท่านั้น
‘ฝ่ามือดุสิต’ วรยุทธ์วิชาที่สืบทอดกันมาในเขากว่างเฉิง และเป็นหนึ่งในยอดวิชาแปดพิภพเช่นเดียวกันกับเพลงกระบี่เจ็ดดารา
เยี่ยนจ้าวเกอและเซียวเซิงเปล่งเสียงออกมาเบาๆ พร้อมกัน นอกจากกระบี่วิญญาณมังกรมรกตและกงจักรเพลิงสุริยะของพวกเขาทั้งสองคนแล้ว ของล้ำค่าชิ้นอื่นในตัวพวกเขาก็ส่องสว่างขึ้นมาด้วย
ในชั่วพริบตาที่ประมือกันกลางอากาศ ของล้ำค่าแต่ละชิ้นต่างก็แสดงอานุภาพของมันเองออกมา อีกทั้งชนกระแทกซึ่งกันและกัน
ผู้ที่อยู่ในหุบเขาเงยหน้ามอง ก่อนจะพบว่าบนท้องฟ้าเกิดแสงสว่างโชติช่วงมาก
สมบัติเต็มตัวเยี่ยนจ้าวเกอและเซียวเซิงต่างระเบิดพลังออกมา สลับโจมตีและตั้งรับกันชุลมุน
พลังของสิ่งของล้ำค่าทั้งหลายต่อต้านซึ่งกันและกัน
ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอก็ยังคงฟาดฝ่ามือดุสิตลงบนตัวของเซียวเซิงอย่างหนักโดยไม่ยอมลดละ!
เซียวเซิงส่งเสียงฮึดฮัด โลหิตไหลออกจากทางปากและจมูก ร่างกายลอยหวือไปด้านหลัง
บรรดาศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ล้วนส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ อีกทั้งหน้าซีดเป็นไก่ต้ม
เซียวเซิง ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย ต่อสู้กับเยี่ยนจ้าวเกอซึ่งอยู่ระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลาง ทว่าผลลัพธ์กลับเป็นฝ่ายเซียวเซิงที่พ่ายแพ้ไป!
ผลลัพธ์ครั้งนี้น่าประหวั่นพรั่นพรึงยิ่งกว่าตอนที่เยี่ยนจ้าวเกอเอาชนะเฉาหยวนหลง ที่อยู่ในระดับเดียวกันได้ถึงสองครั้ง
อย่างไรเสียเซียวเซิงก็ไม่ใช่เพียงปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายที่หาได้ทั่วๆ ไป ทว่าเขาเป็นถึงอัจฉริยะที่ข้ามขั้นเอาชนะคู่ต่อสู้ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย ในตอนที่เขายังอยู่ในขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้นเท่านั้น!
การประมือกับเฉาหยวนหลงที่หุบเหวปราการมังกรก่อนหน้านี้ พลังความสามารถของทั้งสองฝ่ายเป็นอย่างไรขอยังไม่เอ่ยถึง ทว่าแค่คำพูดเดียวของเยี่ยนจ้าวเกอก็ถึงกับทำให้เฉาหยวนหลงไม่กล้าที่จะใช้อาวุธอีก
หากให้อัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้งสองประลองกันด้วยมือเปล่า พวกเขาย่อมต้องพึ่งพาวรยุทธ์ของตนเอง ทว่าหากให้ใช้อาวุธ ถึงแม้เฉาหยวนหลงจะเป็นอัจฉริยะสืบทอดสายตรงของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ แต่จะเทียบกับเยี่ยนจ้าวเกอที่มีบิดาที่มีตำแหน่งสูงในเขากว่างเฉิงได้อย่างไร?
ทว่าเซียวเซิงกลับต่างออกไป เพราะเขาเหมือนเช่นเยี่ยนจ้าวเกอ มีของล้ำค่าทั้งตัว
ของล้ำค่าของทั้งสองฝ่ายต่างสกัดยั้งซึ่งกันและกัน แต่เขากลับถูกเยี่ยนจ้าวเกอเอาชนะข้ามขั้น ทั้งๆ ที่ความต่างชั้นของระดับวรยุทธ์ก็เห็นๆ กันอยู่ โดยที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเยี่ยนจ้าวเกอที่ไม่สนใจระยะห่างของระดับวรยุทธ์ คิดอยากจะบรรลุจากขั้นจิตราชั้นนอกระยะแรก สู่ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางก็ทำได้ตามใจชอบ
ตั้งแต่ที่เขาอยู่ในขั้นจิตราชั้นในระยะท้ายครั้งปรากฏตัวที่หุบเหวปราการมังกรก่อนหน้านี้ จนบรรลุขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางในตอนนี้ ช่างเป็นช่วงเวลาที่สั้นจนเหลือเชื่อ
เยี่ยนจ้าวเกอที่เป็นเช่นนี้ ประหนึ่งกับภูเขาสูงตระหง่าน ทำให้คนที่เห็นอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสิ้นหวัง
ร่างของเยี่ยนจ้าวเกอตกลงมาจากกลางอากาศ ทว่าเขาสะบัดมือขวาครั้งหนึ่งอย่างไม่ลัง ปล่อยให้กระยี่วิญญาณมังกรมรกตพุ่งเข้าหาเซียวเซิงโดยตรง!
เซียวเซิงกัดฟันแน่น พลางขับเคลื่อนกงจักรเพลิงสุริยะ ต้านกระบี่วิญญาณมังกรมรกตเอาไว้
อาวุธวิญญาณทั้งสองชิ้นก็พลันปะทะเข้าหากันทันที
เยี่ยนจ้าวเกอมองเซียวเซิง ยิ้มพลางกล่าวว่า “ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย เจ้าอย่าเอาแต่หนีสิ”
สิ้นคำพูด ชายหนุ่มก็กระทืบเท้าอีกครั้ง พุ่งทะยานขึ้นไปหาเซียวเซิงอีกครั้ง ระยะห่างกว่าร้อยลี้หดสั้นลงในพริบตาเดียว!
เซียวเซิงถลึงตามองอีกฝ่าย ดวงตาเบิกกว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า ท้ายที่สุดเขาก็ตะโกนด้วยความหงุดหงิด ตะโกนบอกกับศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนอื่นๆ ว่า “หนีไป!”
ทุกคนสะดุ้งเฮือก ก่อนจะมองเยี่ยนจ้าวเกอและเซียวเซิงด้วยสีหน้าที่ซับซ้อนและรู้สึกเจ็บใจ แล้วรีบประคองเฉาหยวนหลงที่สิ้นสติไปก่อนหน้านี้ถอยออกจากหุบเขา
เยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่ขัดขวางพวกเขา เพียงแต่จ้องมองเซียวเซิง พลางโจมตีต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
เซียวเซิงใช้วิชาสุริยันทะยานบูรพาด้วยความคับข้องใจ ครั้งนี้เขาไม่ได้ใช้มันเพื่อโจมตี แต่เพื่อหลบเยี่ยนจ้าวเกอ แล้วลอบหนีไปเท่านั้น
ถึงแม้ว่าในใจจะเหมือนกับมีโลหิตซึมออกมา ด้วยไม่เต็มใจที่จะยอมรับ แต่เมื่อมาถึงตอนนี้แล้ว เซียวเซิงเองก็ตระหนักดีว่าเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่แท้จริงของเยี่ยนจ้าวเกอ!
เขาที่เป็นปรมาจารย์ขั้นจิตราขั้นนอกระยะท้าย กลับสู้เยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางไม่ได้!
เซียวเซิงอาศัยพลังการลอยตัวของปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย และความรวดเร็วของวิชาสุริยันทะยานบูรพา หลบการโจมตีของเยี่ยนจ้าวเกอไปได้อย่างหวุดหวิด
ทว่าปราณจิตราที่ส่งไปถึง ทำเอาหนวดเคราทั้งแผงบนใบหน้าของเซียวเซิงแตกกระจายออกทันที
เซียวเซิงนิ่งอึ้ง ใบหน้าพลันแดงก่ำดุจโลหิตอย่างรวดเร็ว อารมณ์ขาดสะบั้น และไม่อาจคงเสียงสุขุมเอาไว้ได้อีกต่อไป เขาแผดเสียงแหลมด้วยความโกรธแค้นออกมา
เยี่ยนจ้าวเกอที่เห็นเช่นนั้นก็ตะลึงไปเล็กน้อยเช่นกัน
หนวดเคราของเซียวเซิงไม่ได้ถูกตัดจนขาด ทว่ากลับหลุดออกมาทั้งแผง ผิวหน้าใต้คางเนียนเรียบ แม้แต่โคนหนวดก็มองไม่เห็น
เมื่อไม่มีหนวดเคราแล้ว รูปลักษณ์ของเซียวเซิงก็ผสานเข้ากับภาพในความทรงจำของเยี่ยนจ้าวเกออีกครั้ง นับเป็นชายหนุ่มรูปงามอีกคนหนึ่ง!
ทว่าเมื่อรวมเข้ากับเสียงอันแหลมสูงในตอนนี้ ไม่ว่าจะมองอย่างไรเซียวเซิงก็ดูนุ่มนวล ต่างจากผู้ชายปกติลิบลับ!
เซียวเซิงถลึงตามองเยี่ยนจ้าวเกอแวบหนึ่ง ทั้งอับอายทั้งโกรธ แล้วจึงมองเฟิงอวิ๋นเซิงด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความอาฆาตแค้น สุดท้ายเขาก็หมุนตัวก้าวออกไป
มุมปากของเยี่ยนจ้าวเกอกระตุกขึ้นเบาๆ แล้วหันกลับไปมองเฟิงอวิ๋นเซิง
“เจ้าบอกว่าตอนนั้นทำเขาบาดเจ็บสาหัส ตกลงไปทำเขาบาดเจ็บที่ไหนหรือ?”
เฟิงอวิ๋นเซิงกลับไม่ได้รู้สึกอะไรกับความโกรธแค้นของเซียวเซิง เอาแต่จดจ้องเยี่ยนจ้าวเกอตลอดเวลา
แม้ว่าขณะนี้นางจะบาดเจ็บสาหัส พลังความสามารถมีเพียงแค่ระดับหลอมกายเท่านั้น ทว่าประสบการณ์ความรู้ยังคงอยู่
แต่เพราะมีความรู้ จึงยังทึ่งกับทุกสิ่งที่เยี่ยนจ้าวเกอแสดงออกมา
จนกระทั่งเยี่ยนจ้าวเกอหันกลับมาเอ่ยถามนาง ปากของนางก็ยังคงอ้าค้างอยู่เล็กน้อย เปี่ยมไปด้วยความตกตะลึง
เมื่อได้ยินคำถามของเยี่ยนจ้าวเกอ เฟิงอวิ๋นเซิงจึงหลุดออกจากภวังค์ กล่าวด้วยใบหน้าผ่อนคลาย “ตอนนั้นน้องชายของเขาไม่ทำกฎระเบียบ คิดจะทำมิดีมิร้ายข้า ข้าก็เลยต้องช่วยสั่งสอน ‘น้องชาย’ ของเขาสักหน่อย”
“…เจ้าใช้ได้เลย” เยี่ยนจ้าวเกอเบะปาก จู่ๆ ก็พลันรู้สึกเย็นวูบวาบระหว่างขา
ได้ยินมาว่าท่านตาของเซียวเซิงมีมารดาของเขาเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว เมื่อถึงรุ่นของเขาก็มีแค่เขาเป็นหลานชายเพียงคนเดียวเช่นกัน
ฝั่งตระกูลเซียวของบิดาเขา เขาเป็นผู้สืบทอดเพียงคนเดียว…
มิน่าเล่าเขาถึงอยากจะรีบฆ่านางให้ตาย เมื่ออาจารย์ปู่ของเขาจากไป สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่มีใครปกป้องนางแล้ว
เฟิงอวิ๋นเซิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “รุ่งอรุณทั้งสี่ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งเซียวเซิงและเฉาหยวนหลงต่างก็มีปัญหาของตัวเอง”
“เฉาหยวนหลงมีนิสัยมุ่งมั่นแน่วแน่ ไม่หวั่นเกรงต่อภัยอันตรายและความยากลำบาก แต่กลับชอบทำตัวแปลกแยก มักอยากทำเรื่องที่คนอื่นทำไม่ได้ ราวกับว่ามีเพียงการทำเช่นนั้นถึงจะแสดงความความสามารถของเขาได้”
“อันที่จริงหากเขายอมทำตามขั้นตอนแต่โดยดี ฝึกฝนวรยุทธ์ดั้งเดิมของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกันกับบรรดาศิษย์คนอื่นๆ ที่ไม่ใช่วิชานอกอย่างเช่นวิชาเข็มทองปราณสุริยันหรือฝ่ามือพันอสรพิษแล้วล่ะก็ ด้วยความมุ่งมั่นแน่วแน่และพรสวรรค์ของเขา แม้พลังความสามารถในการรบจริงอาจจะด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ความสำเร็จในอนาคตนั้นมีแต่จะยิ่งสูงขึ้น”
เฟิงอวิ๋นเซิงส่ายหัว “ส่วนเซียวเซิงมีความแน่วแน่ไม่เท่าเฉาหยวนหลง แต่มีความประจักษ์เข้าใจสิ่งต่างๆ เหนือกว่า ทว่าน่าเสียดายที่เขาทะเยอทะยานมากเกินไป โดยเฉพาะเรื่องกิเลสตัณหา เขาไม่สามารถควบคุมเซียวเซิงน้อยได้ มิเช่นนั้นความสำเร็จก็คงจะมากกว่าตอนนี้”
เมื่อกล่าวจนถึงตรงนี้ เฟิงอวิ๋นเซิงก็ยิ้ม “ข้าก็เลยช่วยเขาจัดการปัญหานี้ให้แทน สองปีมานี้พลังความสามารถเขาเลยก้าวหน้าอย่างรวดเร็วกว่าแต่ก่อนอย่างเห็นได้ชัด”
เยี่ยนจ้าวเกอที่ได้ยินดังนั้นก็กลอกตา “ดูท่าเขายังขาดคัมภีร์ทานตะวันสักเล่มหนึ่ง”
เฟิงอวิ๋นเซิงสะดุ้ง “นั่นคือวรยุทธ์วิชาอะไร ไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อนเลย”
ชายหนุ่มโบกมือ และไม่ได้พูดสิ่งใดอีก ทว่าเริ่มตรวจสอบอาวุธที่ยึดมาได้แทน
การต่อสู้กับเซียวเซิงในครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างสู้กันด้วยของล้ำค่ามากมาย
สุดท้ายเซียวเซิงที่ต้องการจะหนี ถูกเยี่ยนจ้าวเกอตัดสายสัมพันธ์ระหว่างเขากับสมบัติมากมายขาดสะบั้นทั้งหมด
เซียวเซิงเผ่นหนีหางจุกก้นไป แน่นอนว่าไม่ทันได้เก็บของล้ำค่าเหล่านี้คืนไป บัดนี้เยี่ยนจ้าวเกอจึงเก็บพวกมันเข้ากระเป๋าจนหมดสิ้น
ในนั้นมีอาวุธวิเศษระดับกลางสองชิ้น ซึ่งเหมาะให้เยี่ยนจ้าวเกอใช้ในตอนนี้พอดี ทว่าเขาเองก็ไม่ได้ขาดแคลนอาวุธวิเศษระดับกลางอยู่แล้ว
แต่การมีอาวุธวิเศษระดับสูงสักชิ้น นับว่ามีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง
ทว่าอาวุธที่ดึงดูดความสนใจของเขาจริงๆ ก็คือ กงจักรเพลิงสุริยะ อาวุธวิญญาณชิ้นนั้น!
มูลค่าของอาวุธชิ้นนี้อยู่คนละระดับกับอาวุธวิเศษโดยสิ้นเชิง
ด้วยฐานะของเยี่ยนจ้าวเกอ เบื้องต้นจึงยังมีอาวุธวิญญาณเพียงชิ้นเดียว นั่นก็คือกระบี่วิญญาณมังกรมรกต
บทที่ 48
กงจักรเพลิงสุริยะและกระบี่วิญญาณมังกรมรกต ต่างก็เป็นอาวุธที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาอาวุธวิญญาณระดับล่าง
หากไม่ได้มีฐานะทางตระกูลเช่นเดียวกับเซียวเซิงหรือเยี่ยนจ้าวเกอ จอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์น้อยคนนักที่จะสามารถมีอาวุธวิญญาณระดับล่างเอาไว้ครอบครอง
ส่วนอาวุธวิญญาณระดับกลาง แน่นอนว่าบิดาของเยี่ยนจ้าวเกอและท่านตาของเซียวเซิงล้วนมีเหลือเฟือ
ทว่าด้วยวรยุทธ์ของเยี่ยนจ้าวเกอและเซียวเซิงในขณะนี้ ลำพังแค่ขับเคลื่อนอาวุธวิญญาณระดับล่างก็ถึงขีดจำกัดแล้ว อีกทั้งตอนนี้ก็สามารถใช้พลังของมันได้อย่างจำกัด
ส่วนอาวุธเช่นมงกุฎจันทรา อันเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่จอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์สามารถขับเคลื่อนได้นั้น ปัจจุบันในโลกแปดพิภพมีอยู่เพียงแค่ชิ้นเดียว
อย่าว่าแต่อาวุธศักดิ์สิทธิ์อื่นเลย แค่อาวุธวิญญาณระดับสูงหรืออาวุธวิญญาณระดับกลาง หากจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์เป็นผู้ขับเคลื่อน ก็ไม่มีแม้แต่ปฏิกิริยาตอบรับ
เพราะจิตวิญญาณของอาวุธวิญญาณแข็งแกร่งกว่าอาวุธวิเศษมากนัก
ฉะนั้นเฟิงอวิ๋นเซิงจึงมองดูเยี่ยนจ้าวเกอเก็บกงจักรเพลิงสุริยะด้วยความสนอกสนใจเป็นอย่างมาก
อาวุธมีวิญญาณความคิดที่เป็นอิสระ หากผู้ใช้ไม่ใช่มหาปรมาจารย์ก็จะไม่มีทางเปลี่ยนเจ้าของผู้ใช้งานได้ง่ายๆ
กงจักรเพลิงสุริยะเพียงแค่ถูกกระบี่วิญญาณมังกรมรกตตรึงเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้น ไม่ใช่เพราะยอมก้มหัวให้กับเยี่ยนจ้าวเกอ
หากไม่ใช่เพราะกระบี่วิญญาณมังกรมรกตมังกรตรึงเอาไว้ กงจักรเพลิงสุริยะก็คงบินตามเซียวเซิงผู้เป็นเจ้าของไปนานแล้ว
แน่นอนว่าตอนนี้เยี่ยนจ้าวเกอมีโอกาสที่จะสะกดกงจักรเพลิงสุริยะเอาไว้ชั่วคราว แต่นั่นเท่ากับว่ากระบี่วิญญาณมังกรมรกตก็ต้องกลายเป็นแม่กุญแจที่ใช้ตรึงกงจักรเพลิงสุริยะด้วย
อาวุธวิญญาณทั้งสองชิ้นสกัดรั้งซึ่งกันและกัน ก่อนที่จะแก้ปัญหานี้ได้ อย่าว่าแต่กงจักรเพลิงสุริยะเลย กระทั่งกระบี่วิญญาณมังกรมรกต เยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่สามารถใช้ได้
เพราะนั่นอาจทำให้พลังทั่วร่างกายของเขาลดทอนลงมากทีเดียว
สำหรับจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ อาวุธวิญญาณระดับล่างมีความหมายเหมือนกับอาวุธวิเศษสำหรับจอมยุทธ์ระดับหลอมกาย
ยึดได้ก็ต้องยึดเป็นธรรมดา แต่หากครั้งหน้าต้องเผชิญหน้ากับศัตรูอีก ก็คงต้องรู้สึกอึดอัดอยู่บ้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“เอ๊ะ?” เฟิงอวิ๋นเซิงมึนงงไปเล็กน้อย ทันทีที่เห็นเยี่ยนจ้าวเกอมาอยู่เบื้องหน้ากงจักรเพลิงสุริยะและกระบี่วิญญาณมังกรมรกต จากนั้นก็ยื่นมือทั้งสองออกไปจับอาวุธวิญญาณทั้งสองชิ้นไว้
กงจักรเพลิงสุริยะสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จนระเบิดลมปราณอันบ้าคลั่งออกมา วินาทีนั้นเหมือนกับมหาปรมาจารย์ที่หลับใหลอยู่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
กระบี่วิญญาณมังกรมรกตก็เป็นเช่นเดียวกัน อาวุธวิญญาณทั้งสองชิ้นมองดูแล้วเหมือนกับจะต่อสู้กัน ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่บรรดาผู้ที่ชมอยู่ไม่สามารถเข้าแทรกแซงได้
เยี่ยนจ้าวเกอใช้มือทั้งสองข้างแตะมันเบาๆ ก่อนจะใช้นิ้วทั้งสิบประคองเอาไว้ แล้วเคาะบนอาวุธวิญญาณทั้งสองชิ้นอย่างต่อเนื่องเป็นจังหวะที่แปลกประหลาด
กระบี่วิญญาณมังกรมรกตและกงจักรเพลิงสุริยะพลันสั่นไหวขึ้นเบาๆ อีกครั้ง
ความประหลาดฉายชัดขึ้นในดวงตาทั้งสองของเยี่ยนจ้าวเกอ ภาพที่อยู่ตรงหน้าเปลี่ยนแปลงไป ราวกับเข้าไปในโลกอีกมิติที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
โลกมิตินั้นมีพระอาทิตย์ดวงโตลอยอยู่กลางฟ้า และมีมังกรสีเขียวมรกตตัวหนึ่งกำลังบินวนไม่หยุด
อาวุธวิญญาณทั้งสองชิ้นค่อยๆ สงบลงพร้อมกันอย่างคาดไม่ถึง จากการเคาะนิ้วทั้งสิบไม่หยุดของเยี่ยนจ้าวเกอ
ไม่ใช่เพราะการสกัดรั้งระหว่างอาวุธวิญญาณหายไป ทว่าเป็นการสงบและยุติลงชั่วคราวพร้อมกันอย่างแท้จริง
เฟิงอวิ๋นเซิงอ้าปากค้างเล็กน้อย ‘ทำให้กงจักรเพลิงสุริยะสงบลงได้รวดเร็วเช่นนี้ เขาทำได้อย่างไรกัน?’
‘ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย!’
เมื่อหลุดออกจากภวังค์ เฟิงอวิ๋นเซิงก็เอ่ยปากชมไม่หยุด “เมื่อก่อนแม้จะเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของท่านมาอยู่บ้าง แต่วันนี้ได้เห็นเอง ถึงได้รู้ว่าคำร่ำลือไม่ได้เยินยอเกินจริงเลย แต่กลับปกปิดความจริงมากเกินไปต่างหาก”
“สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น คำพูดนี้ ข้าได้ยินมาตั้งแต่เด็ก แต่เพิ่งได้รู้ซึ้งก็วันนี้”
เยี่ยนจ้าวเกอเก็บอาวุธวิญญาณทั้งสองชิ้นลง แล้วดีดนิ้วครั้งหนึ่ง “ข้าผู้นี้มีข้อดีมากมาย แต่ข้อดีที่สุดก็คือไม่โอ้อวดนี่แหละ”
“ฉะนั้นต่อไปเจ้าจะค่อยๆ พบว่า ความคิดของเจ้าในวันนี้ก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด”
เฟิงอวิ๋นเซิงผงกศีรษะพลางหัวเราะ “ดี ข้าจะรอดู”
นางกล่าวถามว่า “จริงสิ ตอนที่เห็นท่านบรรลุระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลาง เหตุใดพวกเขาถึงได้ดูตกใจกันนัก? การบรรลุภายใต้ความกดดันจากการต่อสู้ แม้จะพบได้น้อย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีนี่นา”
“เท่าที่ข้ารู้ ก็มีบางคนอาศัยความกดดันของวินาทีแห่งความเป็นความตายเพื่อทลายด่านขวางกั้นเหมือนกัน”
จอมยุทธ์ชุดดำคนหนึ่งที่อยู่ข้างเยี่ยนจ้าวเกอเปิดปากพูดขึ้นว่า “คุณชายเพิ่งจะบรรลุจากระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นใน สู่ขั้นจิตราชั้นนอกระยะแรกก่อนหน้านี้ยังไม่ถึงเดือนเลย”
พวกเขาคอยตามติดเยี่ยนจ้าวเกออยู่ตลอดเวลา เมื่อครู่นี้เห็นชายหนุ่มบรรลุระดับขั้นอีกก็ยังตะลึงตาค้างเช่นกัน เพราะเขาแข็งแกร่งกว่าคนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มากจนไม่อยากเชื่อ
ครั้งนี้ทำเอาเฟิงอวิ๋นเซิงฝืนเฉยเมยต่อไปไม่ได้แล้ว นางมองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยใบหน้าที่เหมือนกับเห็นผี
หลังจากนั้นครู่ใหญ่ นางจึงหลุดปากออกมาว่า
“ท่านยังเป็นคนใช่หรือไม่?!”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มแต่ไม่ได้กล่าวอะไรออกไป
เฟิงอวิ๋นเซิงขนลุกไปทั่วทั้งตัว ครู่ใหญ่ถึงได้สติกลับมา “ผู้คนต่างบอกว่าแม้ท่านจะเป็นอัจฉริยะ แต่ก็ยังด้อยกว่าบิดาของท่านในสมัยนั้นมาก ทว่าเมื่อดูจากตอนนี้แล้ว อย่างน้อยความเร็วในการเพิ่มขึ้นของระดับวรยุทธ์ ท่านแกร่งกว่าบิดาของท่านอีกนะ!”
ก่อนวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ ข้อมูลถูกทำลายจนสิ้น ไม่มีหลักฐานใดให้ตรวจสอบ
ทว่าหลังวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ มีข้อมูลมากมายสามารถตรวจสอบได้ เยี่ยนตี๋ บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอ ศิษย์ปิดสำนัก[1]ของเจ้าสำนักเขากว่างเฉิงรุ่นปัจจุบัน เป็นปรมาจารย์ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ รวมทั้งเป็นมหาปรมาจารย์ที่อายุน้อยที่สุดด้วย
ขณะเดียวกันก็ยังมีความเป็นไปได้สูงที่จะกลายเป็นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ที่อายุน้อยที่สุดอีกต่างหาก!
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม เมื่อเทียบกันกับการบรรลุจากขั้นจิตราชั้นในระยะท้าย สู่ขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้น เขารู้สึกว่าการบรรลุจากขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้น สู่ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางนั้นง่ายกว่ามาก
เพราะในกระบวนการนี้มีบางส่วนที่เป็นเรื่องของความบังเอิญและโอกาสที่เหมาะเจาะ ในขณะที่บรรลุขั้นจิตราชั้นนอก เขาชำระล้างไขกระดูกครั้งที่สองสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว อีกทั้งยังได้ลูกกลอนวิญญาณทมิฬช่วยหลอมรวมปราณจิตรา และยังได้จิตมังกรน้ำแข็งช่วยส่งเสริมพลังให้มากพอที่จะใช้ฝ่าด่านกั้น รวมถึงการผสานกันของวิชาพิเศษต่างๆ ที่ตนได้ฝึกฝน
“ว่ากันว่าพวกข้าสองพ่อลูกเป็นเหมือนพ่อพยัคฆ์ไม่มีลูกสุนัข อย่างไรข้าก็ต้องพยายามมากเข้าหน่อย ไม่ขอบอกว่าจะเหนือกว่าพ่อข้าได้ แต่อย่างน้อยก็ไม่ควรตามหลังเขาจนมากเกินไป ถูกหรือไม่”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มพลางกล่าวว่า “ยิ่งไปกว่านั้น การฝึกวรยุทธ์ของเหล่าจอมยุทธ์ ในด่านขวางกั้นเดียวกัน บางคนก้าวข้ามไปอย่างง่ายดายราวกับอยู่บนพื้นราบ แต่บางคนใช้เวลานานนับแรมปีก็ไม่สามารถข้ามผ่านไปได้เสียที อีกทั้งยังไม่มีความคืบหน้าเลยแม้แต่นิดเดียว”
“ถึงกระนั้นเมื่อทุกคนข้ามผ่านด้านขวางกั้นนี้ไป ด่านยากบางด่านในภายหลัง ก็อาจจะกลับตาลปัตร ด้วยเหตุนี้คนที่เดิมทีเคยตามหลัง ก็อาจแซงหน้าคนที่เคยนำอยู่ก่อนหน้านี้ก็เป็นได้”
“นี่ก็เป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง”
เฟิงอวิ๋นเซิงชายตามองเยี่ยนจ้าวเกออย่างไม่สบอารมณ์นัก “แต่ก็ไม่เคยพบเห็นใครที่เก่งเกินจริงเช่นท่าน บรรลุจากขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้น สู่ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางภายในหนึ่งเดือน ยังไม่มีใครในประวัติศาสตร์ทำได้ ท่านเข้าใจใช่หรือไม่?”
เยี่ยนจ้าวเกอยักคิ้วครั้งหนึ่ง แล้วยิ้มพลางกล่าวว่า “เพราะเช่นนั้นข้าถึงได้กล่าวมาตลอดอย่างไรเล่า ว่าข้าคนนี้มีข้อดีมากมาย แต่ข้อดีที่สุดก็คือการไม่ทำตัวโอ้อวดผู้อื่น”
พูดๆ อยู่เยี่ยนจ้าวเกอก็เปลี่ยนเรื่อง “จะว่าไป ที่ข้ากับเจ้าได้พบกัน เกรงว่าจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะ”
เฟิงอวิ๋นเซิงสะดุ้ง
ชายหนุ่มมองนาง แล้วพูดอย่างช้าๆ ว่า “เดิมที่ข้ากำลังตามหาเมิ่งหว่านอยู่”
“อย่ามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น นางเป็นสตรีจันทราของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ข้าเป็นศิษย์เขากว่างเฉิง การคิดหาวิธีทำให้นางไม่สามารถชนะการทดสอบจันทรากายก็เป็นเรื่องปกติ”
เขาลูบคางของตนเอง “ตอนนี้มาคิดๆ ดูแล้ว คนของข้าสะกดรอยตามนาง นางเองก็รู้ตัว คอยหลอกล่อตลอดทางให้ข้ามาถึงที่นี่”
“ข้าก็ว่า เมิ่งหว่านที่ไม่ยอมก้าวออกจากประตูสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ง่ายๆ เหตุใดครั้งนี้ถึงได้มีท่าทีผิดแผกไป ไม่มีเหตุผลจริงๆ ด้วยสินะ”
แววตาของเฟิงอวิ๋นเซิงโอนอ่อนลงมาก “เสี่ยวหว่านทำเพื่อช่วยข้า ท่านอาจารย์จากไปแล้ว นางรู้ว่าเซียวเซิงออกจากสำนักมาด้วยตนเองเพื่อมาตามแก้แค้นข้า ดังนั้นจึงออกมาหวังว่าจะพอเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง”
“ที่นางหลอกล่อให้ท่านมา คิดว่าคงหวังให้เขากว่างเฉิงรับข้าไว้ และช่วยคุ้มครองข้าได้ วิธีนี้นางเองก็ไม่ต้องออกหน้า และไม่ต้องตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก”
เยี่ยนจ้าวเกอจึงถามว่า “พวกเจ้ามีอาจารย์คนเดียวกันหรือ?”
เฟิงอวิ๋นเซิงส่ายหน้า “ไม่ใช่ แต่ตอนนั้นเราเป็นสตรีจันทราเหมือนกัน จำเป็นต้องรับการสั่งสอนและการฝึกฝนมากมายเช่นเดียวกัน จึงได้อยู่ด้วยกันบ่อยๆ”
บทที่ 49
เยี่ยนจ้าวเกอมองเฟิงอวิ๋นเซิงแล้วยิ้มเล็กน้อย “เจ้าเคยคิดหรือไม่ ว่าหากไม่มีนางอยู่ แม้ว่าเจ้าในตอนนั้นจะสูญเสียจันทรากายไปแล้ว แต่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็อาจจะไม่ละทิ้งเจ้าง่ายๆ และยิ่งต้องพยายามมากยิ่งขึ้น เพื่อรักษาฟื้นฟูเจ้าให้กลับมาเป็นเช่นเดิม”
เฟิงอวิ๋นเซิงยิ้ม “ไม่มีความจำเป็นต้องคิดหรอก นั่นเป็นเรื่องที่รู้ๆ กันอยู่แล้ว แต่มันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเสี่ยวหว่าน”
ชายหนุ่มถามอย่างสนอกสนใจ “อายุอานามเจ้ามากกว่าเมิ่งหว่าน น่าจะเข้าสำนักก่อนนาง และมีวรยุทธ์สูงกว่าใช่หรือไม่?”
“เจ้าเป็นตัวเลือกแรกของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ในการเข้าร่วมทดสอบจันทรากายในตอนนั้นใช่หรือไม่?”
เฟิงอวิ๋นเซิงพยักหน้าอย่างเปิดเผย “ไม่ผิดหรอก ก่อนที่ข้าจะออกจากสำนักก็อยู่ในระดับปรมาจารย์แล้ว เสี่ยวหว่านตอนนั้นยังอยู่แค่ขั้นประจักษ์กายา”
“นางน่าจะเพิ่งบรรลุระดับปรมาจารย์อย่างฉิวเฉียดในคืนก่อนการทดสอบจันทรากายครั้งแรก”
นางมองเยี่ยนจ้าวเกอแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างไม่ใยดีนักว่า “ข้ารู้ว่าท่านกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ข้าหลงเข้าไปในพื้นที่อันตรายอย่างอเวจี ทำให้จันทรากายสูญสลายไป นั่นก็ไม่เกี่ยวอันใดกับเสี่ยวหว่าน”
เยี่ยนจ้าวเกอพลันหัวเราะร่วน “นางกับเจ้าอาจจะมีความผูกพันลึกซึ้ง แต่ครั้งนี้ที่นางหลอกล่อข้าให้มาช่วยเจ้า ก็อาจจะเป็นไปได้ว่ามาจากความรู้สึกผิดและต้องการชดเชยกระมัง?”
“หรืออาจจะเป็นเพราะในฐานะที่เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ จึงแสดงความเมตตาผ่านการช่วยเหลือเจ้า เพื่อทำให้ตนเองรู้สึกพึงพอใจก็เป็นได้”
เฟิงอวิ๋นเซิงยิ้มอีกครั้ง “ข้าไม่ถนัดคิดร้ายกับผู้อื่น แต่ข้าก็ไม่ปฏิเสธ มันอาจจะมีความเป็นไปได้อย่างที่ท่านกล่าวมา”
“เพียงแต่ข้าเชื่อในตัวเสี่ยวหว่าน” ประโยคสุดท้ายนี้ เฟิงอวิ๋นเซิงมีสีหน้าสงบนิ่ง ทว่าน้ำเสียงเด็ดขาด
เยี่ยนจ้าวเกอผุดยิ้ม ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องสนทนา “แต่นางก็มั่นใจว่าเจ้าไม่มีทางที่จะฟื้นคืนจันทรากายด้วยหรือ?”
“นางแน่ใจหรือว่าตนเองไม่ได้มอบสตรีจันทราคนหนึ่งให้กับเขากว่างเฉิง แล้วภายภาคหน้าจะมาแย่งชิงมงกุฎจันทรากับนาง?”
“นี่เห็นได้ชัดว่าเป็นการสร้างศัตรู แต่นางกลับทำลงไปได้”
เฟิงอวิ๋นเซิงกล่าวอย่างสงบนิ่งว่า “เพราะนางมีความมั่นใจ”
“ไม่ว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นจะมีสตรีจันทราเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหนก็ตาม”
“เสี่ยวหว่านก็มีความมั่นใจที่จะชนะเอามงกุฎจันทรากลับคืนให้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้”
“ฉะนั้นแม้ข้าจะฟื้นพลังคืนมาได้ นางก็มีแต่จะดีใจกับข้าเท่านั้น เพราะว่าข้าจะได้รับความสำคัญจากเขากว่างเฉิงมากยิ่งขึ้น”
“แต่มงกุฎจันทราถือว่าเป็นของนาง เป็นของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์”
“นี่ก็คือความมั่นใจของนาง”
เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินดังนั้น ในสมองพลันมีภาพของหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่ง นางมีรูปร่างบอบบาง พร้อมด้วยดวงตาสะกิดใจคนให้เกิดความเมตตาเอ็นดูคู่หนึ่ง
ท้ายที่สุดผู้ที่ได้รับชัยชนะในการทดสอบจันทรากายในครั้งแรก และเป็นเจ้าของมงกุฎจันทราคนแรกอย่างเป็นทางการหลังจากที่ปรากฏขึ้นครั้งแรกบนโลก ก็คือเมิ่งหว่านแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์!
จากการคาดเดาของเฟิงอวิ๋นเซิง นางในตอนนั้นเพิ่งจะย่างเข้าสู่ระดับปรมาจารย์หมาดๆ
ดวงตาทั้งสองของเฟิงอวิ๋นเซิงกำลังเหม่อลอย คล้ายกับหวนนึกถึงความทรงจำ “อย่ามองว่าเด็กคนนั้นรูปลักษณ์ภายนอกดูบอบบางอ่อนแอ แท้จริงนางทั้งฉลาดและเข้มแข็งมาก”
“ไม่ว่าจะเป็นพลังจันทราในร่างกาย หรือจะเป็นพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ของนาง ล้วนแล้วแต่เป็นยอดเยี่ยมทั้งสิ้น”
“ตอนนั้นเป็นเพราะข้าเข้าสำนักก่อน ฝึกฝนวรยุทธ์มานานกว่านาง จึงได้เป็นตัวเลือกแรก”
“แต่หากเริ่มต้นจากจุดเดียว ออกเดินทางพร้อมกัน ข้าก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะเหนือกว่านางได้”
ครู่หนึ่งเยี่ยนจ้าวเกอก็หัวเราะออกมา “คำกล่าวนี้ก็คือ เมิ่งหว่านก็ไม่มีความความมั่นใจที่จะเอาชนะเจ้าได้ไม่ใช่หรือ?”
เฟิงอวิ๋นเซิงเลิกคิ้ว “ข้าไม่หลงระเริงอวดเบ่งตัวเอง แต่ก็ไม่ดูถูกตัวเองหรอกนะ”
เยี่ยนจ้าวเกอพูดเรียบๆ ว่า “น่าเสียดายที่ครั้งที่สองเมิ่งหว่านพลาดท่าไป”
การทดสอบจันทรากายครั้งที่สอง เมิ่งหว่านวางหมากพลาดไปตัวหนึ่ง ทำให้มงกุฎจันทราจึงตกไปอยู่ในมือของศิษย์เมืองทะเลมรกตแห่งวารีพิภพ
สีหน้าเฟิงอวิ๋นเซิงสงบนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง “เรื่องนั้นข้าได้ยินมาแล้วเช่นกัน นั่นเป็นเพราะว่าก่อนการทดสอบไม่นาน เสี่ยวหว่านเพิ่งจะฝืนขับเคลื่อนมงกุฎจันทรา เข้าปะทะกับราชาราชาปีศาจอัคคีตนหนึ่งที่ทะเลตะวันออก”
“การทดสอบครั้งที่สองนี้ นางจึงออกสู้ทั้งที่ยังบาดเจ็บ”
“รอจนถึงตอนที่มีการทดสอบแห่งจันทราครั้งที่สาม นางจะทำให้คนทั่วหล้าได้รู้ ว่าขอเพียงร่างกายนางไม่มีปัญหา มงกุฎจันทราก็ไม่มีทางอยู่ในมือผู้อื่นเป็นแน่”
“หงส์เพลิงที่แตกดับไปแล้วจะโชติช่วงอีกครั้ง และจะยิ่งเจิดจ้ามากกว่าเดิม”
น้ำเสียงของเฟิงอวิ๋นเซิงราบเรียบ เหมือนกับกำลังเล่าเรื่องที่แสนจะธรรมดาเรื่องหนึ่ง
เยี่ยนจ้าวเกอมองนาง มุมปากค่อยๆ เผยให้เห็นรอยยิ้มจาง “คำพูดนี้เหมาะจะใช้กับเมิ่งหว่าน แล้วจะไม่เหมาะที่ใช้กับเจ้าด้วยได้อย่างไรกัน?”
เฟิงอวิ๋นเซิงตอบอย่างตรงไปตรงมา “แม้ว่าศิษย์พี่เยี่ยนจะมีวิธีที่จะทำให้จันทรากายของข้าฟื้นคืนมาจริงๆ แต่ตอนนี้ข้าล่าช้ากว่าเสี่ยวหวานไม่น้อย”
“ข้าไม่กล้าพูดหรอกว่าจะตามเสี่ยวหว่านได้ทัน แต่โอกาสที่ล้ำค่าเช่นนี้ ข้าจะคว้าเอาไว้อย่างสุดกำลังอย่างแน่นอน”
“เขากว่างเฉิงรับข้าไว้ในตอนที่ข้ากำลังตกระกำลำบากที่สุด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร บุญคุณเล็กน้อยดุจน้ำหนึ่งหยด ต้องตอบแทนดั่งสายน้ำ”
“ไม่ขอพูดไร้สาระ จะขอสู้จนตัวตายเท่านั้น”
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ในตอนที่นางเผชิญกับการคุกคามจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ เยี่ยนจ้าวเกอก็เล่นงานเซียวเซิงและเฉาหยวนหลงจนสิ้นสภาพ ซึ่งแสดงเจตนาออกมาอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องสงสัย
ส่วนเจตนาส่วนตัวของเยี่ยนจ้าวเกอจะเป็นตัวแทนเขากว่างเฉิงด้วยได้หรือไม่ เฟิงอวิ๋นเซิงไม่จำเป็นต้องคิดมากในตอนนี้ แค่เชื่อฟังตามที่เขาสั่งก็พอ
เยี่ยนจ้าวเกอนิสัยดีไม่น้อย สำหรับจันทรากายของเฟิงอวิ๋นเซิงนั้น เขาพอจะวางแผนไว้บ้างแล้ว
แม้ว่าจะสร้างความไม่พอใจให้กับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ขึ้นอีกขั้น ทว่าสำหรับเขากว่างเฉิงแล้ว สตรีจันทราหนึ่งคนเป็นผลพลอยได้ที่ยิ่งใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย
ขอเพียงงานชิ้นนี้สำเร็จ ก็จะเป็นประโยชน์กับทั้งเยี่ยนจ้าวเกอ กระทั่งเยี่ยนตี๋ บิดาของเขา นับเป็นความดีความชอบชิ้นโตอีกด้วย
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูสีของท้องฟ้า “พวกเราไปกันเถิด”
ทุกคนออกเดินทางไปพร้อมกัน เยี่ยนจ้าวเกอออกคำสั่งอย่างต่อเนื่อง ปรมาจารย์ชุดดำหลายคนผงกศีรษะรับคำสั่ง แล้วจึงแยกย้ายกันไปส่งข่าว
แม้ว่าตนเองจะปิดเรื่องทั้งหมดไว้แล้ว ทว่ามีบางคนที่เยี่ยนจ้าวเกอยังคงต้องรายงานตั้งแต่ช่วงแรกที่เกิดเรื่อง อย่างเช่นบิดาของตนเอง หรืออย่างเช่นผู้อาวุโสเกาะตะวันออก ผู้ดูแลโดยตรงของตนเองในเกาะนภาตะวันออกตอนนี้ อีกทั้งยังเป็นผู้ที่มีอำนาจสั่งการสูงสุดของเขากว่างเฉิงที่อยู่ ณ เกาะนภาตะวันออก
เรื่องครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อีกทั้งไม่ได้ง่ายเหมือนอย่างตอนที่เล่นงานพวกเฉาหยวนหลงที่หุบเหวปราการมังกรครั้งก่อน ปฏิกิริยาของสำนักศักดิ์สิทธิ์ต้องดุเดือดมากขึ้นอีกแน่
เซียวเซิงและคนอื่นๆ เผ่นหนี ต่อไปพวกเขาต้องมีความเคลื่อนไหวบางอย่างแน่ ฉะนั้นยิ่งเขากว่างเฉิงของตนได้รับข่าวเร็วมากเท่าใด ก็ยิ่งมีประโยชน์ต่อการวางแผนรับมือมากขึ้นเท่านั้น
นอกจากนี้แล้ว เยี่ยนจ้าวเกอยังจงใจปล่อยข่าวต้นตอสาเหตุที่จันทรากายของเฟิงอวิ๋นเซิงได้รับความเสียหายออกไปโดยเฉพาะ เพื่อให้มีคนวางแผนแจ้งข่าวให้กับเมืองทะเลมรกต ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งได้รับทราบ
เพราะในบรรดาดินแดนศักดิ์สิทธิ์แต่ละแห่ง เมืองทะเลมรกตกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มีความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ที่สุด
ใช้หลักการที่ว่าศัตรูของศัตรูก็คือมิตร ความสัมพันธ์ของเขากว่างเฉิงกับเมืองทะเลมรกตก็ยังถือว่าไม่เลว ใกล้เคียงกับการเป็นพันธมิตร
สตรีจันทราของเมืองทะเลมรกต เป็นผู้ชนะในการทดสอบจันทรากายในครั้งที่สอง ซึ่งการทดสอบครั้งที่สามในครั้งนี้ ก็จะเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าเกรงขามที่สุดของเมิ่งหว่าน
หลายปีมานี้ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แต่ละแห่งคิดหากลอุบายมาทำร้ายสตรีจันทราต่างสำนักอย่างไม่หยุดหย่อน
เยี่ยนจ้าวเกอไม่เคยไว้ใจการกระทำของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ จึงต้องเตือนเมืองทะเลมรกตเสียหน่อย เพื่อไม่ให้พวกเขาถูกทำร้าย
ในขณะที่เดินทางลอดผ่านป่าเขา จู่ๆ เยี่ยนจ้าวเกอก็เกิดเอะใจ เหม่อมองไกลออกไป
เสียงน้ำไหลที่ดังมากจากน้ำตกในป่า กลับไม่สามารถกลบเสียงพูดคุยของคนจำนวนหนึ่งไว้ได้
ชายหนุ่มมองเห็นคนกลุ่มหนึ่งอยู่ที่ริมขอบน้ำตกลิบๆ พวกเขายืนกระจัดกระจายกันเป็นกลุ่ม ราวกับกำลังคุมเชิงกัน
“พวกจ้าวหยวนเองหรอกหรือ?”
จ้าวหยวน เป็นโอรสองค์โตของราชาอาณาจักรถังตะวันออก เขาสนิทกับเยี่ยนจ้าวเกอมากเช่นกัน
ผู้ที่อยู่ด้วยกันกับเขา ยังมีจ้าวเฉิง องค์ชายสามอยู่ด้วย ทว่าผู้นี้กลับใกล้ชิดกับเหยียนซวี่ ผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งถังตะวันออกมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นจ้าวหยวนหรือจ้าวเฉิง บัดนี้ล้วนจดจ้องไปยังเด็กหนุ่มคนหนึ่งด้วยสีหน้าที่ไม่เป็นมิตร
ชายหนุ่มคนนั้นดูอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปี หน้าตามีส่วนคล้ายคลึงกับจ้าวหยวนและจ้าวเฉิงอยู่ประมาณห้าส่วน อีกทั้งยังสวมอาภรณ์ของเชื้อพระวงศ์ด้วยเช่นกัน ทว่าเมื่อเทียบกับพวกจ้าวหยวนแล้ว กลับดูเรียบง่ายกว่ามากอย่างเห็นได้ชัด
บทที่ 50
เยี่ยนจ้าวเกอมองออกว่าเด็กหนุ่มคนนั้นน่าจะเป็นองค์ชายเช่นเดียวกัน เป็นพี่น้องของจ้าวหยวน เพียงแต่ตนเองไม่เคยพบมาก่อน
สถานการณ์ ณ ตรงนั้น ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอที่มองดูอยู่เกิดความสนใจ
จ้าวหยวน องค์ชายใหญ่โอนเอนไปทางกลุ่มของเยี่ยนตี๋ บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอ เขากว่างเฉิง เฉกเช่นราชาอาณาจักรถังตะวันออก บิดาของเขา
ตัวจ้าวหยวนและเจ้าของร่างเดิมของเยี่ยนจ้าวเกอก็มีความสนิทสนมกันอยู่บ้าง
ทว่าจ้าวเฉิง องค์ชายสาม ไม่สามารถเอาชนะจ้าวหยวนในเรื่องนี้ได้ จึงหันไปใกล้ชิดกับกลุ่มของอาจารย์ลุงรองของเยี่ยนจ้าวเกอแทน
ถึงแม้ว่าราชาอาณาจักรถังตะวันออกจะเอนเอียงไปทางเยี่ยนตี๋ ทว่าอย่างไรเสียเหยียนซวี่ ผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งถังตะวันออกของเขากว่างเฉิงก็เป็นคนของอีกกลุ่มหนึ่ง จ้าวเฉิงจึงไม่ได้ลำบากอะไร
หากท้ายที่สุดแล้วผู้ชนะการแย่งชิงตำแหน่งเจ้าสำนักเขากว่างเฉิงคืออาจารย์ลุงรองของเยี่ยนจ้าวเกอ เช่นนั้นตำแหน่งของราชาอาณาจักรแห่งถังตะวันออกในภายภาคหน้าก็น่าหวั่นใจ
ทว่าดูจากภาพรวมแล้ว ตำแหน่งองค์รัชทายาทถังตะวันออกยังไม่มีการกำหนดแน่ชัด จึงมีการแย่งชิงระหว่างจ้าวหยวนและจ้าวเฉิงอยู่เป็นทุนเดิม
พวกเขาทั้งสองไม่ถูกชะตากันมานานแล้ว อีกทั้งยังเพ่งเล็งกันมาโดยตลอด
การพุ่งเป้าหมายไปยังองค์ชายอีกคนเช่นเดียวกันเช่นตอนนี้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ได้พบเห็นมานานมากแล้ว
“พวกข้ารับพระราชโองการจากเสด็จพ่อ ให้ตามท่านอาจิ่นอ๋องเข้าป่ามาจับขโมย” เสียงของจ้าวเฉิงดังมาแต่ไกล “คนผู้นั้นถูกองครักษ์ของข้าและท่านพี่ใหญ่ล้อมเอาไว้ในเขาลูกนี้หมดแล้ว อีกฝ่ายก็ถูกพวกข้าเล่นงานจนบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน หากไม่เป็นเช่นนี้ เจ้าคิดว่าเจ้าจะรับมือได้หรือ?”
“บัดนี้ถูกเจ้าโฉบเอาผลงานไป แม้แต่เบาะแสก็คิดจะยึดครองเอาไว้ผู้เดียว น้องสิบหกเจ้าจะไม่ประเมินกำลังตัวเองมากไปหน่อยหรือ?”
จ้าวหยวนก็กดเสียงต่ำลงเช่นกัน “น้องสิบหก จะแบ่งผลงานให้เจ้าส่วนหนึ่งนั่นไม่ใช่ปัญหา แต่อย่าได้ปกปิดคำให้การของคนผู้นั้นเลย หากมีเบาะแสตามมาภายหลัง พวกเราก็ต้องรีบตามสืบเสาะต่อไปให้เร็วที่สุด”
“ฝ่ายตรงข้ามกับเฒ่ามารหัวขวาน และความผิดปกติของหุบเหวปราการมังกรมีส่วนเกี่ยวข้องกัน ไม่สามารถละเลยได้ หากเกิดล่าช้าไป จะพูดจะกล่าวกับเสด็จพ่อได้ยาก อีกทั้งความดีความชอบจะกลายเป็นความผิดเอาได้”
เมื่อได้ยินนามของเฒ่ามารหัวขวานและหุบเหวปราการมังกร เยี่ยนจ้าวเกอก็ยิ่งทวีความสนใจมากขึ้นอีก “อืม น่าสนใจ ไปดูกันสักหน่อยดีกว่า”
เยี่ยนจ้าวเกอเดินมาถึงด้านหน้า เห็นเด็กหนุ่มที่ถูกล้อมจับเอาไว้ยิ้มพลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ควรทำอย่างไร ในใจข้าคิดเอาไว้บ้างแล้ว ไม่รบกวนท่านพี่ทั้งสองมาสอนหรอก เมื่อกลับไปยังเมืองหลวงและรายงานกับเสด็จพ่อแล้ว ทุกอย่างย่อมมีคำตอบของมันเอง”
น้ำเสียงของเขาไม่มีความเกรงใจใดๆ จนจ้าวหยวนและจ้าวเฉิงเริ่มมีน้ำโห
ทว่าทันใดนั้นเอง เยี่ยนจ้าวเกอก็ปรากฏตัวขึ้น ทั้งสองจึงรีบระงับความโกรธนั้นไว้ พลันละสายตาจากเด็กหนุ่มผู้นั้น แล้วหันมาทักทายเยี่ยนจ้าวเกอ
“จ้าวเกอ บังเอิญจริง เจ้าเองก็อยู่แถวนี้หรือ?”
“คุณชายเยี่ยน”
จอมยุทธ์อาณาจักรถังตะวันออกที่เดินทางมาพร้อมกับจ้าวหยวนและจ้าวเฉิง ผู้ที่เป็นจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ต่างประสานมือพร้อมกัน ส่วนจอมยุทธ์ระดับหลอมกายก็โค้งตัวคำนับเช่นกัน “คุณชายกว่างเฉิง!”
หลายวันมานี้ ชื่อเสียงของเยี่ยนจ้าวเกอขจรไปไกลในแผ่นดินถังตะวันออก
ส่วนข่าวการต่อสู้กับเซียวเซิงและเฉาหยวนหลงในเทือกเขามฤคลับตาก่อนหน้านี้ยังไม่มีใครรู้
แต่ลำพังเพียงชนะเฉาหยวนหลงแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก่อนหน้านี้ และการประลองกระบวนท่ากับเซียวเซิงที่เมืองใกล้ปราการก็ทำให้ชื่อเสียงของเยี่ยนจ้าวเกอยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความยิ่งใหญ่ของเขากว่างเฉิง ที่อาณาจักรถังตะวันออกไม่อาจเปรียบหรือเลียนแบบได้เลย
จ้าวหยวนและจ้าวเฉิงเป็นองค์ชาย ได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างดีเช่นเชื้อพระวงศ์ อีกทั้งยังได้รับทรัพยากรสำคัญจำนวนมาก จนถือได้ว่าเป็นบุคคลที่โดดเด่นท่ามกลางบรรดาคนรุ่นเยาว์ของถังตะวันออก
ทั้งสองล้วนมีวรยุทธ์ระดับปรมาจารย์ ทว่าในตอนที่พวกเขาบรรลุระดับปรมาจารย์ กลับมีอายุมากกว่ายี่สิบห้าปีแล้ว
ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่เบื้องหน้าทุกคน เขาบรรลุระดับปรมาจารย์ในขณะที่อายุน้อยกว่าจ้าวฮ่าวในขณะนี้เสียอีก…
เยี่ยนจ้าวยิ้มเล็กน้อย “ท่านทั้งสอง ไม่ได้พบกันนานเลย”
“ก่อนหน้านี้ข้าได้ผ่านไปที่เมืองหลวงของอาณาจักรถังตะวันออก และพักอยู่ที่นั่นเพียงชั่วคราว ได้พบกับเสด็จลุงครั้งหนึ่ง แต่กลับไม่ทันได้ไปทักทายทั้งสองพระองค์”
“คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้พบกันที่เทือกเขามฤคลับตาแห่งนี้”
จ้าวหยวนกล่าวว่า “ความผิดปกติของหุบเหวปราการมังกรนั้นไม่ธรรมดา เสด็จพ่อจึงเสด็จคุมการณ์ด้วยตนเอง”
“ต้องชื่นชมที่เจ้าสืบทราบมาว่าเกี่ยวข้องกับเฒ่ามารหัวขวาน พวกข้าจึงตรวจสอบเพิ่มเติมอย่างละเอียด พบว่าเฒ่ามารหัวขวานไม่ได้กระทำการเรื่องนี้เพียงลำพัง”
“เบื้องหลังมีความไปได้มากว่ามีขุมอำนาจซ่อนอยู่ เฒ่ามารหัวขวานเป็นจอมยุทธ์ระดับสูงคนหนึ่งในนั้น อีกทั้งขุมอำนาจนี้ยังมีสมาชิกชั้นกลาง ชั้นล่าง และรอบนอกอีกด้วย”
“พวกข้ามาที่เทือกเขามฤคลับตาครั้งนี้ ก็เพื่อตามจับสมาชิกบางคนของขุมอำนาจนี้ ถือเป็นทั้งภารกิจและการฝึกฝนสำหรับพวกข้า”
เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า สำหรับจ้าวหยวนและจ้าวเฉิงแล้ว นี่ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะสร้างผลงานให้องค์ราชาและขุนนางของถังตะวันออกได้เห็น
ทว่าผลลัพธ์ดูเหมือนว่าจะถูกผู้อื่นเด็ดลูกท้อ ขโมยผลงานไป มิน่าล่ะ สองพี่น้องถึงได้ดูไม่สบอารมณ์นัก
จ้าวเฉิงหันกลับไปกวาดตามองเด็กหนุ่มคนนั้นอีกครั้ง แล้วพูดขึ้นอย่างไม่พอใจว่า “น้องสิบหก ยังไม่ทำความเคารพอีก?”
เด็กหนุ่มคนนั้นมองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยสีหน้าสงบนิ่ง แล้วกล่าวอย่างเฉยเมยว่า “ขอคารวะ”
เยี่ยนจ้าวเกอมองเขา มุมปากพลันกระตุกเล็กน้อย
‘หากข้ามองไม่ผิดล่ะก็ ข้าเห็นความโอหังและการเหยียดหยามในแววตาของเขากระมัง?’ เยี่ยนจ้าวเกอตะลึงงันไปเล็กน้อย พลางพินิจมองเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า
อีกฝ่ายน่าจะอายุประมาณสิบเจ็ดปี วรยุทธ์ระดับหลอมกายขั้นชักจูงลมปราณระยะกลาง ช่วงเบิกตันเถียนชี่ไห่
มีวรยุทธ์เช่นนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้งยังไม่ใช่คนที่ถือกำเนิดจากสำนักดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ถือว่าเป็นคนเก่งที่พบเจอได้ยากมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดูจากเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่แล้ว แม้จะเป็นองค์ชาย ทว่าก็เห็นได้ชัดว่าไม่ได้สำคัญสักเท่าไร ทรัพยากรที่ได้รับก็คงมีจำกัด
ทว่าไม่ว่าจะมองอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นความสามารถส่วนตัวหรือภูมิฐานเบื้องหลัง ก็ไม่สามารถเทียบได้กับเยี่ยนจ้าวเกอ
ถึงกระนั้นเยี่ยนจ้าวเกอกลับมองเห็นความเหยียดหยามแล่นผ่านไปจากดวงตาของเด็กหนุ่มอย่างชัดเจน
อีกทั้งท่าทีที่เขามีต่อเยี่ยนจ้าวเกอ ไม่ใช่แค่ไม่เกรงกลัวไม่เคารพแล้ว ยังแสดงความหยิ่งยโสไร้มารยาทอีกด้วย
เยี่ยนจ้าวเกอก็รู้สึกได้อย่างชัดเจน ว่าอีกฝ่ายกำลังเหยียดหยามจริงๆ ไม่ใช่เพราะความไม่เกรงกลัวที่เกิดจากความไม่รู้เรื่องไม่รู้ราว แต่เป็นความเหยียดหยามที่ส่งออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจ อันมีต้นตอมาจากความทระนงและความมั่นใจในตนเอง
แต่เด็กหนุ่มผู้นี้กลับมองว่าไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร
…ก็เหมือนกับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่ง หรือมหาปรมาจารย์คนหนึ่ง กำลังมองจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์หรือจอมยุทธ์ระดับหลอมกาย
ในใจเยี่ยนจ้าวเกอเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้น
จ้าวหยวนที่อยู่ด้านข้างเริ่มหน้าถอดสี จึงควบคุมปราณจิตราเป็นเสียง ส่งกระแสจิตไปหาเยี่ยนจ้าวเกอ ‘จ้าวเกอ อย่าสนใจเขาเลย’
‘เขาคือจ้าวฮ่าว น้องสิบหกของข้า’
‘เมื่อก่อนเขาเป็นคนนิ่งเงียบ ไม่น่าสนใจ และไม่ได้มีนิสัยเช่นนี้ แต่ครึ่งปีก่อนราวกับประจักษ์แจ้งฉับพลัน วิชาวรยุทธ์ก้าวหน้าราวกับหนึ่งวันพันลี้’
‘ทว่าเขากลับกลายเป็นคนหยิ่งยโสไร้มารยาทด้วยเช่นกัน’ จ้าวหยวนพูดกึ่งสงสัยกึ่งโมโหว่า ‘ครั้งนี้พวกข้าตามจับขโมยที่ถูกเล่นงานจนบาดเจ็บสาหัสและล้อมไว้ในภูเขา แต่ผลสุดท้ายก็ถูกเขาขโมยผลงาน’
‘ขโมยก็ขโมยเถอะ แต่เขาสอบสวนได้ข้อมูลที่มีประโยชน์จากหัวขโมยแล้ว เขากลับฆ่าอีกฝ่ายทิ้งเสีย ครั้นข้าถามเขาถามว่ารู้อะไรบ้าง เขากลับไม่ยอมพูด…’
เยี่ยนจ้าวเกอพึมพำด้วยความประหลาดใจ “…น่าแปลก”
แม้จะสนิทกับจ้าวหยวน แต่เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้คิดที่จะเข้าไปยุ่ง เพราะไม่ว่าอย่างไรจ้าวฮ่าวก็เป็นโอรสขององค์ราชาแห่งอาณาจักรถังตะวันออกเช่นกัน
ส่วนข้อมูลที่จ้าวฮ่าวปกปิดไว้ เมื่ออยู่เบื้องหน้าของบิดาเขาแล้ว อย่างไรก็ปิดเป็นความลับไม่ได้ สุดท้ายเยี่ยนจ้าวเกอสามารถรับรู้เรื่องราวได้ผ่านราชาอาณาจักรถังตะวันออกอยู่ดี
ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอกลับประหลาดใจกับท่าทีหยิ่งยโสไร้มารยาทของจ้าวฮ่าวมากกว่า
หรืออีกฝ่ายจะเป็นคนบ้าคนหนึ่ง
หากไม่ใช่แล้วล่ะก็ ความมั่นใจของอีกฝ่ายมาจากที่ใด?
ยกตนข่มท่านกับรู้เรื่องราวทุกอย่างอย่างถ่องแท้ เป็นสองเรื่องที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
เยี่ยนจ้าวเกอไตร่ตรองในใจ สีหน้านิ่งเฉย จนคนอื่นๆ ต่างคิดว่าเขาไม่ได้ถือโทษจ้าวฮ่าว
จ้าวฮ่าวเลิกคิ้ว นอกจากความเหยียดหยามในแววตาของเขาแล้ว เขาส่งสายตาเย้ยหยันให้กับท่าทีที่เยี่ยนจ้าวเกอมองข้ามตนไปอีกต่างหาก
การที่เยี่ยนจ้าวเกอไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง กลับทำให้จ้าวฮ่าวรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
แต่ไม่นานเยี่ยนจ้าวเกอก็หันไปสนใจจ้าวฮ่าวอีกครั้ง แล้วยิ้มอย่างเย็นชาพลางกล่าวว่า ”น้องสิบหก หากเจ้าไม่ชอบดื่มเหล้าอวยพร เช่นนั้นข้าจะให้เจ้าดื่มเหล้าลงทัณฑ์แทนแล้วกัน[1]”