41-45

บทที่ 41
หลังจากตามรอยเมิ่งหว่านไประยะเวลาหนึ่ง ร่องรอยของนางกลับหายไป

ถึงแม้ว่าเยี่ยนจ้าวเกอจะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ทว่าก็ไม่ได้ถือสาอะไรมากนัก

แต่หลังจากนั้นไม่นาน ผู้ติดตามก็ส่งข่าวมาว่าพบร่องรอยของนางอีกครั้ง

พวกเยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้คิดอะไรมาก มุ่งหน้าตามไปอีกครั้ง ทว่าหลังจากที่พลิกดินข้ามภูเขาตามไปนานพอสมควร ร่องรอยของเมิ่งหว่านก็หายไปอีก

“มีปัญหาแล้ว” สถานการณ์เปลี่ยนกลับไปมา เยี่ยนจ้าวเกอจำต้องหยุดฝีเท้าลง แววตาสีดำหยั่งลึกขึ้น

ปรมาจารย์ชุดดำคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ ผงกศีรษะ “เหมือนนางกำลังหลอกล่อให้พวกเราไปที่ไหนสักที่”

เยี่ยนจ้าวเกอมองไปยังแนวเขาที่ต่อกันไปเป็นทอดๆ ตรงหน้า “ซุ่มโจมตีหรือ? ก็ไม่น่าใช่ ตลอดเส้นทางก็ผ่านหลายจุดที่เหมาะกับการซุ่มโจมตีมาแล้ว”

หลังจากใคร่ครวญอยู่ชั่วขณะหนึ่ง มุมปากของเยี่ยนจ้าวเกอก็เผยให้เห็นรอยยิ้มจางๆ “เช่นนั้นก็มาดูกันว่าเจ้าจะทำสิ่งใดกันแน่?”

ชายหนุ่มโบกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนถอยออกไป กลุ่มจอมยุทธ์ชุดดำรอบกายหายเข้าไปในป่าทึบอย่างไร้สุ้มเสียงทันที

ส่วนเยี่ยนจ้าวเกอเดินลอดเข้าไปในป่าเขาต่อ หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็มีจอมยุทธ์ชุดดำคนหนึ่งกลับมารายงาน

“คุณชายขอรับ ห่างออกไปทางตะวันออกสักสองลี้ มีการเคลื่อนไหวของศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ใกล้ๆ หุบเขาแห่งนี้ขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอมองฝ่ายตรงข้าม จอมยุทธ์ชุดดำคนนั้นผงกศีรษะ “เป็นศิษย์รุ่นใหม่ที่อยู่ในระดับยุทธ์หลอมกายทั้งหมด เป็นกลุ่มที่เข้าไปที่หุบเหวปราการมังกรกับเฉาหยวนหลงก่อนหน้านี้ขอรับ”

“ไปดูสักหน่อยแล้วกัน” เยี่ยนจ้าวเกอมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออก

ทุกคนอำพรางร่องรอยเอาไว้ พลางเข้าไปใกล้กับหุบเหวอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะยืนอยู่บนหน้าผาแห่งหนึ่งที่อยู่ข้างๆ และมองไปในหุบเหว

บัดนี้มีกลุ่มคนสองกลุ่มกำลังคุมเชิงอยู่ในหุบเขาอยู่

ฝั่งหนึ่งมีสามคน ทุกๆ คนสวมชุดสีขาว รีดขอบเสื้อด้วยสีแดง ปักลายดวงอาทิตย์ เป็นศิษย์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

ทั้งสามคนยืนแยกออกกันเป็นสามมุม ห้อมล้อมและจับจ้องไปคนผู้หนึ่ง

คนที่พวกเขากำลังคุมเชิงด้วย กลับเป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่ง

นางสวมชุดสีขาว ในมือถือดาบสีดำ ผมสีดำสลวยปล่อยยาวดุจน้ำตก

ข้างกายนางมีสุนัขสีดำตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งหมอบอยู่ กำลังจ้องมองไปที่ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามคนที่ล้อมตัวเจ้าของตนเองอยู่เบื้องหน้าอย่างระแวดระวัง

สายตาของเยี่ยนจ้าวเกอตกอยู่ที่ดาบยาวในมือของเด็กสาว

คมดาบดำสนิทดุจน้ำหมึก แม้อยู่ภายใต้แสงแดดที่ตกกระทบ แต่กลับไม่มีแสงสะท้อนแม้แต่น้อย ราวกับไม่ได้ถูกตีขึ้นด้วยโลหะ คล้ายกับถ่านหินสีดำเสียมากกว่า

ทว่าแม้ว่าจะอยู่ห่างออกไปไกลมาก เยี่ยนจ้าวเกอก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงพลังของดาบยาวสีดำสนิทเล่มนั้นที่ปลดปล่อยออกมา ทำให้รู้สึกหนาวเหน็บไปทั่วทั้งร่างกาย

มือของเด็กสาวกำดาบยาวเอาไว้แน่น ไม่มีการสั่นคลอนเลยแม้แต่นิดเดียว

แม้ว่าจะสวมอาภรณ์สีขาว แต่ก็แตกต่างออกไปจากเครื่องแต่งกายของศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่พบได้ทั่วไป

ถึงกระนั้นเพียงแค่มองท่าทางการจับดาบของนาง เปลือกตาของเยี่ยนจ้าวเกอก็กระตุก “เหอะ ดาบผลาญฟ้าคล้อยประจิม…”

ดาบผลาญฟ้าคล้อยประจิมเป็นวรยุทธ์วิชาสายหลักของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาเจ็ดสุริยะเช่นเดียวกับหัตถ์เทพกลางเวหาและหัตถ์เงาสนธยา เพลงดาบนี้เลื่องชื่อที่เป็นที่ยอมรับกันไปทั่วหล้า

เด็กสาวชุดขาวผู้นี้เป็นคนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แน่นอน

‘นางทำผิดลักลอบฝึกวิชาวรยุทธ์ของสำนัก หรือเป็นความขัดแย้งภายในสำนัก?’

เยี่ยนจ้าวเกอเกิดความสนใจขึ้นระดับหนึ่ง จึงให้จอมยุทธ์ชุดดำแยกย้ายกันไปไป ส่วนหนึ่งให้ตามหาเมิ่งหว่านต่อ อีกส่วนหนึ่งให้คอยเฝ้าระวังอยู่รอบนอกของหุบเหว

ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามคนนั้น บัดนี้สายตากำลังจดจ้องอยู่ที่เด็กสาวชุดขาว

ชายหนุ่มหนึ่งในนั้นที่มีอายุมากกว่าหน่อยกล่าวพูดว่า “ศิษย์น้องเฟิง พวกข้าแค่ช่วยเหลือศิษย์พี่เซียวเท่านั้น อย่าเข้าใจผิดไปเลย”

เด็กสาวชุดขาวยิ้มพลางกล่าวว่า “พูดมากไปก็ไม่มีประโยชน์ สุดท้ายก็ต้องสู้กันให้รู้แล้วรู้รอดกันอยู่ดี ดูท่าพวกเจ้าคงไม่คิดที่จะหลีกทางให้ข้าอยู่แล้ว”

นางพูดต่ออย่างรวดเร็ว ทว่าก็เด็ดขาดชัดถ้อยชัดคำ ทุกๆ คำพูดทำให้ผู้คนได้ยินอย่างกระจ่างชัด

แม้ว่าจะมีศัตรูที่แข็งแกร่งห้อมล้อมอยู่เบื้องหน้า ทว่าสีหน้านางกลับไม่เปลี่ยนแปลง พูดและยิ้มได้ตามใจ

ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อีกคนหนึ่งที่มีอายุน้อยกว่ายิ้มขึ้น พลางกล่าวว่า “แน่นอนว่าพวกข้าไม่หลีกทางให้อยู่แล้ว แต่ดูเหมือนว่าก็ไม่จำเป็นต้องลงไม้ลงมือกระมัง?”

“ศิษย์พี่เฟิง ก็จริงอยู่ที่ท่านอยู่ในระดับปรมาจารย์ แต่นั่นก็เป็นอดีตไปแล้ว”

“ตอนนี้ท่านยังไม่หายดีจากอาการบาดเจ็บครั้งเก่า ไหนจะอาการบาดเจ็บใหม่อีก ไม่สามารถใช้ปราณจิตราได้ ลมปราณก็อ่อนแรง พลังเหลืออยู่ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ อย่าดิ้นรนให้เสียแรงเปล่าเลย”

“กลับไปพบศิษย์พี่เซียวกับพวกข้าดีๆ ก็หมดเรื่องแล้ว มิเช่นนั้นหากต้องลงมือขึ้นมา ก็ต้องบาดเจ็บมากขึ้นอีก พวกข้าจะทำใจฝืนทนได้อย่างไร?”

เยี่ยนจ้าวเกอที่สังเกตการณ์อยู่ด้านข้างพลันยิ้ม แม้ว่าอาจจะดูได้เปรียบกว่า ทว่าดาบผลาญฟ้าคล้อยประจิมก็ดุร้ายรุนแรง หากเด็กสาวทุ่มสุดกำลัง ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เองก็กังวลว่าตนเองจะได้รับบาดเจ็บเช่นกัน

หากสามารถใช้คำพูดโน้มน้าวความคิดของอีกฝ่ายได้ย่อมดีที่สุด

อย่างน้อยที่สุดก็ส่งสัญญาณออกไปแล้ว ถ้ายืดเวลาออกไปได้อีกหน่อย คนอื่นๆ จากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็จะมาถึง ถึงตอนนั้นค่อยจับเด็กสาวตรงหน้า ก็เป็นเรื่องง่ายอย่างกับพลิกฝ่ามือ

จากมุมมองของเยี่ยนจ้าวเกอ เด็กสาวคนนั้นเป็นสาวงามที่หาพบได้ยากยิ่ง แม้จะไม่งดงามเหมือนเช่นเมิ่งหว่าน หรือสะสวยสะอาดสะอ้านอย่างเช่นซือคงจิง ทว่าอย่างน้อยก็อยู่ในระดับเดียวกับหลินอวี้เสา

นางมีใบหน้ารูปไข่ เครื่องหน้าอ่อนหวาน เรียวคิ้วเด่นชัด ทว่าใบหูที่ดูจะใหญ่ไปหน่อยทำความสวยลดน้อยลงไปบ้าง

แต่ในดวงตาคู่นั้น กลับเผยให้เห็นถึงความกล้าหาญที่หาได้ยากในสตรีเพศ

ไม่เหมือนอย่างเช่นเมิ่งหว่าน ซือคงจิง หรือหลินอวี้เสาที่ทำให้ผู้คนตะลึงงันตั้งแวบแรกที่เห็น แต่กลับเป็นหญิงงามที่ยิ่งมองนานเท่าไร ก็ยิ่งน่ามองเท่านั้น

ทว่าเมื่อสังเกตอย่างละเอียด ก็ไม่ด้อยไปกว่าเมิ่งหว่านหรือซือคงจิงเลย

เพียงแต่เยี่ยนจ้าวเกอกลับสามารถมองออกว่า ภายในดวงตาเด็กสาวผู้นี้นอกจากความกล้าหาญแล้ว ยังมีไอสังหารที่มากกว่าปกติอีกด้วย

ดาบยาวสีดำสนิทของนางเล่มนั้น เคยได้สัมผัสโลหิตจริงๆ มาแล้ว

เด็กสาวหัวเราะร่า “เช่นนั้นพวกเจ้าจะรออะไรอยู่เล่า เข้ามาจับข้าเสียสิ เหตุใดยังต้องข่มขวัญกันอยู่อีก สามรุมหนึ่งเช่นนี้ยังต้องระแวดระวังขนาดนี้เชียวหรือ?”

นางแสยะยิ้มมองศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ตรงข้าม “อย่ามัวแต่ทำตัวให้ดูดี แต่ไม่ได้เรื่องนักสิ”

สีหน้าของศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะส่งเสียงแค่นหัวเราะ พลางจ้องเด็กสาวเขม็ง รอยยิ้มค่อยๆ เปลี่ยนเป็นดุร้ายขึ้น “รู้สึกเหมือนว่าช่วงนี้ศิษย์พี่เฟิงจะขาดผู้ชายนะ?”

“แต่ไม่รู้ว่าท่านแก้ปัญหาอย่างไร? หรือว่าจะใช้งานเจ้าหมาดำอยู่ข้างขาของท่านหรือ? มิน่าท่านถึงได้พาติดกายตลอด”

“ทว่าอยู่ด้วยกันกับหมา คงลำบากศิษย์พี่แย่แลย ให้ศิษย์น้องคนนี้ช่วยเหลือท่านหน่อยดีหรือไม่?”

เด็กสาวคนนั้นได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้โมโหแต่อย่างใด ทว่ากล่าวอย่างช้าๆ ว่า “น่าเสียดายนะ เจ้าทายผิดแล้ว โร่วโร่วของข้าเป็นตัวเมียต่างหาก”

สุนัขสีดำที่อยู่ข้างขาของนางก็เห่าขึ้นสองครั้ง จ้องศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนนั้นด้วยแววตาดุร้าย

เมื่อสังเกตให้ดีๆ ก็จะเห็นว่าระหว่างขาของมันไม่มีของอย่างว่าจริงๆ

นางกล่าวอย่างไม่เร่งรีบว่า “ข้าไม่สนใจไม้จิ้มฟันอย่างศิษย์น้องหรอก หักครึ่งเป็นสองท่อนแล้วพับติดกัน ก็คงมีความหนาเท่ากับไม้จิ้มฟันสองอันเท่านั้น จะเป็นสตรีคนไหนก็ใช้การเจ้าไม่ได้หรอก”

ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนนั้นได้ยินเช่นนี้ ก็โกรธจนสีหน้าซีดเผือด

อีกคนที่อยู่ข้างๆ พลันส่งเสียงฮึดฮัด จ้องเด็กสาวด้วยเจตนาร้ายพลางกล่าวว่า “ศิษย์พี่รู้ขนาดของศิษย์น้องไช่ดีเหลือเกิน ดูท่าคงจะเคยลองมาแล้ว”

“ข้าเดาเอา” หญิงสาวยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ “ส่วนข้าจะเดาผิดหรือเดาถูกนั้น ศิษย์น้องไช่ผู้นี้ถอดกางเกงออกตอนนี้ พวกเราดูพร้อมกันก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ?”

ไม่ต้องบอกว่าศิษย์น้องไช่คนนั้นจะโมโหและอับอายแค่ไหน เยี่ยนจ้าวเกอที่สังเกตการณ์อยู่ข้างๆ ในตอนนี้ก็มีสีหน้าระอาเช่นกัน

แม่นางเอ๋ย ถึงแม้จะบอกว่าสตรีในยุทธภพไม่ถือสาในเรื่องเล็กเรื่องน้อย ทว่าท่าทีและวาจาเช่นนี้ของเจ้า แปดส่วนอาจจะยังเป็นลูกเจี๊ยบ ส่วนอีกสองส่วนคงจะเป็นเพราะประสบการณ์ในเรื่องเช่นนั้นยังมีไม่มากพอ

คำพูดคำจาโอ่อ่าผ่าเผยเช่นนี้ แข่งกับผู้ชายว่าใครแปดเปื้อนมากกว่ากันนั้น เหมาะสมแล้วหรือ?



ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์สกุลไช่ผู้นั้นอับอายจนโกรธจัด จนแสยะยิ้มอย่างดุร้ายพลางก้าวเข้าไปหาเด็กสาว “ข้าใช่ไม้จิ้มฟันหรือไม่ ประเดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง!”

หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้น แล้วกล่าวอย่างสงบว่า “ศิษย์น้อง ที่จริงเจ้าแค่ยืนอยู่ที่เดิมก็ดีอยู่แล้วเชียว”

“เพราะว่าศิษย์พี่จะเดินไปหาอยู่แล้ว!”

ยังไม่สิ้นเสียงพูด แสงดาบก็สว่างวาบขึ้น!

ราวกับดวงอาทิตย์ที่เคลื่อนคล้อย ดิ่งลงไปทางทิศตะวันตก!

ทางที่ปลายดาบชี้ไป ราวกับจะเผาฟ้าทลายดิน!
บทที่ 42
มือขาวดุจหยกขาว ดาบยาวดุจน้ำหมึก

คลื่นแสงสีทองก่อตัวขึ้น เสมือนพระอาทิตย์อันร้อนแรงแผดเผา

พระอาทิตย์ไม่ได้แขวนอยู่สูงบนฟากฟ้าเหมือนเช่นเคย ทว่าตกลงมาจากฟ้าโดยวาดเป็นเส้นโค้งขนาดใหญ่อันน่าอัศจรรย์ แผดเผาไปทุกทิศ!

ลมดาบอันเย็นเยียบ ทำให้ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แทบหยุดหายใจไปชั่วขณะ ด้วยต่างหวาดกลัวจนหมดสภาพ

‘ตอนนี้วรยุทธ์ของนางถดถอยลง อีกทั้งร่างกายยังบาดเจ็บสาหัส ไม่สามารถใช้พลังทั้งหมดของอาวุธวิเศษชิ้นนี้ได้ แต่เหตุใดกระบวนดาบถึงได้ดุร้ายเช่นนี้?’

เยี่ยนจ้าวเกอที่ยืนดูภาพนี้อยู่บนหน้าผาก็รู้สึกว่าเบื้องหน้าสว่างวาบเช่นกัน ‘ฝีมือใช้ได้’

ไม่ลงมือก็แล้วไป ทว่าดูแค่กระบวนท่าเดียว เยี่ยนจ้าวเกอก็รู้ผลการต่อสู้แล้ว

จริงอยู่ที่เด็กสาวสาวผู้นี้ร่างกายบาดเจ็บสาหัส ไม่ใช้วรยุทธ์เดิมได้เลย

ไม่ต้องพูดถึงการกระตุ้นปราณจิตราของจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ เพราะแม้กระทั่งลมปราณภายในก็อ่อนแอถึงขีดสุด

ในระดับยุทธ์หลอมกาย อันประกอบไปด้วยขั้นร่างกาย ขั้นเบิกทางชีพจร และขั้นชักจูงลมปราณ นางใช้พลังได้มากสุดก็แค่ขั้นชักจูงลมปราณระยะต้นเท่านั้น

ทว่าคู่ต่อสู้ทั้งสามคนที่นางเผชิญหน้าอยู่ด้วย ล้วนอยู่ขั้นชักจูงลมปราณระยะต้นทั้งหมด

แม้จะเป็นเช่นนั้น ด้วยการต่อสู้หนึ่งต่อสามเช่นนี้ ชัยชนะก็ยังคงเป็นของนางคนนี้อยู่ดี

นางเคยเป็นปรมาจารย์มาก่อน มีความสามารถและประสบการณ์มากกว่าศัตรูตรงหน้าทั้งสาม แต่การที่จะเอาชนะพวกเขาได้อย่างง่ายดายนั้น ก็เพราะนางมีการควบคุมและเข้าใจวรยุทธ์มากกว่าศัตรู

เพียงแค่มองดูดาบเล่มนี้ เยี่ยนจ้าวเกอก็สามารถฟันธงได้ว่าถ้าอยู่ในระดับวรยุทธ์เดียวกัน ไม่แน่ว่าเซียวเซิงก็อาจจะยังไม่ใช้คู่ต่อสู้ของเด็กสาวนางนี้

‘สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มีศิษย์ที่เก่งกาจเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไร?’ เยี่ยนจ้าวเกอลูบคาง ‘ดูรูปร่างลักษณะแล้วก็น่าจะอายุสิบเจ็ดสิบแปดปี’

ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามต่างก็มีอาวุธวิเศษคนละชิ้นเช่นกัน

ตอนนี้พลังของทุกคนอยู่ในระดับยุทธ์หลอมกาย แต่ยังไม่สามารถขับเคลื่อนพลังทั้งหมดของอาวุธวิเศษได้

ทว่าดาบสีดำของหญิงสาว กลับสามารถกดอาวุธวิเศษของอีกฝ่ายเอาไว้ได้อย่างไม่ต้องเอ่ยเหตุผล

ทิศที่ปลายดาบชี้ไป ทำให้เกิดคลื่นลมเมฆซัดสาด สายฟ้าฟาด พระอาทิตย์คล้อยลงทางทิศตะวันตก!

ด้วยฝีมือการต่อสู้เพียงแค่พริบตาเดียว ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามคนก็พ่ายแพ้หมดท่า

เด็กสาวถือดาบสีดำยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา ยิ้มพลางกล่าวอย่างสบายอกสบายใจว่า “เคยพูดไปแล้วว่าพวกเจ้าแค่ยืนรออยู่ที่เดิมก็พอแล้ว”

ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์สกุลไช่คนนั้นพูดด้วยความตกใจว่า “เจ้ากล้าลงมือกับพวกข้าอย่างนั้นหรือ? ศิษย์พี่เซียวและสำนักไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”

“อาจารย์ปู่ของเจ้าตายไปแล้ว อาจารย์ของเจ้าตอนนี้ก็ตายแล้ว ไม่มีใครปกป้องเจ้าได้อีกแล้ว!”

ร่างกายของเด็กสาวสั่นเทิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าก็หายไป จ้องอีกฝ่ายเขม็งแล้วถามว่า “เจ้าบอกว่าเกิดเรื่องกับอาจารย์ข้าหรือ? ผู้ใดเป็นคนทำ!”

ศิษย์น้องแค่นหัวเราะ “ก่อนหน้านี้ทะเลตะวันออกมีการบุกรุกเล็กๆ จากปีศาจอัคคี แล้วก็เป็นเวรคุ้มกันของอาจารย์เจ้าพอดี จึงถูกราชาปีศาจอัคคีฆ่าระหว่างปะทะกัน”

“คราวนี้รู้แล้วใช่หรือไม่? ที่พึ่งของเจ้าไม่เหลือแล้ว เข้าใจแล้วก็ทำตัวว่าง่าย ยอมจำนนเสียดีๆ เถอะ มิเช่นนั้นเจ้าลำบากแน่!”

เด็กสาวสูดลมหายใจเข้าลึกครั้งหนึ่ง สีหน้ากลับมาเป็นปกติ พลางมองศิษย์น้องไช่และอีกสองคน “พวกเจ้าไม่เข้าใจ ท่านอาจารย์ไม่ได้ปกป้องข้า แต่นางปกป้องพวกเจ้าไว้ต่างหากล่ะ”

ทั้งสามคนล้วนตะลึงงัน นางไม่รอให้พวกเขาได้ตั้งตัว แสงดาบก็สว่างวาบขึ้น!

ศีรษะของศิษย์น้องไช่ลอยออกไปลับขอบฟ้า ส่วนสองคนที่เหลืออ้าปากตาค้าง

นางกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “สองปีที่ผ่านมานี้ พวกเจ้าและศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นๆ ไล่ฆ่าข้ามานับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับพลาดท่าพ่ายแพ้ให้กับข้า ส่วนข้าก็ปล่อยให้พวกเจ้ามีชีวิตรอดไปนับไม่ถ้วน และบ่อยครั้งที่เปิดเผยร่องรอยจนสร้างอันตรายให้ตนเองมากมายโดยไม่รู้สาเหตุ”

“ตอนที่ประมือกับพวกเจ้า เป็นเพราะข้าละเว้นชีวิตพวกเจ้าเอาไว้ หลายครั้งกลับกลายเป็นเพิ่มอาการบาดเจ็บให้ตัวข้าโดยที่ไม่จำเป็น”

“พวกเจ้าคิดว่าข้าใจดี ใจไม่แข็งพอที่จะลงมือหรือ? ตั้งแต่หนีออกจากสำนัก ข้าก็ใช้ชีวิตตัวคนเดียว คนที่ข้าเคยฆ่าตลอดทางที่ผ่านมา ยังมากกว่าที่พวกเจ้าทั้งสามคนเคยฆ่ารวมกันทั้งชีวิตเสียอีก”

“แต่มีเพียงคนของสำนักเท่านั้นที่ข้ายังไม่เคยฆ่า พวกเจ้าคิดว่าข้ากลัวเสียหน้าหรือ?”

“ตลกสิ้นดี นับตั้งแต่วันนั้น หนังหน้าข้าก็ถูกฉีกขาดไปแล้ว!”

ขณะที่หญิงสาวพูด นางก็ใช้ดาบฆ่าอีกคนหนึ่ง “ที่ข้าไม่ฆ่าพวกเจ้า เพียงเพราะไม่อยากให้ท่านอาจารย์ที่ยังอยู่ในสำนักต้องลำบากเท่านั้น”

“บัดนี้ท่านอาจารย์ก็ไม่อยู่แล้ว ข้าไม่มีอะไรให้ต้องพะวงอีก”

“สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ข้าไม่หวนกลับไปแล้ว!”

ดาบที่สามฟันลง อีกหนึ่งศีรษะร่วงลงพื้น!

“อย่างมากเมื่อข้าตาย ที่นรกก็ยังมีพวกเจ้ายกโลงให้ข้า!”

หลังจากฆ่าตัดคอทั้งสามตายคาที่ไปแล้ว สีหน้าของเด็กสาวไม่เปลี่ยนไปเลย นางเก็บดาบสีดำแล้วมองศิษย์ร่วมสำนักที่สิ้นชีพแล้วตรงหน้าอย่างเย็นชา

ภายในดวงตาของนางค่อยๆ เผยความโศกเศร้าออกมา ทว่าไม่ใช่เพราะทั้งสามคนตรงหน้า แต่กลับเป็นเพราะอาจารย์ของตน

“จะต่อต้านสำนักศักดิ์สุริยันนั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ ผลลัพธ์อาจจะเป็นตายสถานเดียวก็ได้”

จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นที่ข้างหู เด็กสาวสะดุ้งโหยง เมื่อหันกลับไปมองก็พบชายหนุ่มคนหนึ่งสวมชุดสีขาว คลุมด้วยชุดคลุมสีน้ำเงินรีดขอบสีดำปรากฏกายอยู่ตรงหน้า

“คนของเขากว่างเฉิง…เยี่ยนจ้าวเกอ คุณชายแห่งเขากว่างเฉิงหรือ?”

หญิงสาวตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว หน้าตาของเยี่ยนจ้าวเกอเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกแปดพิภพ นางเองก็จำได้เช่นกัน

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย “ไม่รู้ว่าเจ้าทำผิดกฎอะไรของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ถึงได้ถูกตามจับ แต่ว่าถ้าก่อนหน้านี้เป็นแค่การทะเลาะเบาะแว้งเล็กๆ ของศิษย์ เช่นนั้นต่อจากนี้ไปที่เจ้าต้องเผชิญก็คือการถูกไล่ฆ่าจากยอดฝีมือของจริงแล้ว”

“จริงสิ เจ้ารู้ว่าข้าเป็นใครแล้ว แต่ข้ายังไม่รู้ว่าจะเอ่ยเรียกเจ้าว่าอย่างไรเลย”

หญิงสาวผงกศีรษะ ท่าทีโอ่อ่าผ่าเผย “ข้าแซ่เฟิง เฟิงอวิ๋นเซิง”

เยี่ยนจ้าวเกอเอียงศีรษะเล็กน้อย มองนางแวบหนึ่ง “เหอะๆ ชื่อดีนี่ แสงดาบโชติช่วง เมฆลมก่อตัว สมกับชื่อเจ้า[1]”

เฟิงอวิ๋นเซิงมองเยี่ยนจ้าวเกอพลางกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่ทราบว่าศิษย์พี่เยี่ยนต้องการสิ่งใดหรือ?”

“หากต้องการจะจับข้าส่งให้กับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แล้วล่ะก็ วรยุทธ์ของท่านสูงเกินไป ข้าคงหนีไม่พ้น ทว่าแม้ผลสุดท้ายจะทำให้ข้าอับอาย แต่ข้าก็จะไม่ยอมอยู่เฉยๆ ให้จับหรอก”

“แต่ถ้าหากไม่ได้จะจับข้าแล้วล่ะก็ ข้าก็อยากจะพึ่งพิงเขากว่างเฉิงขอการคุ้มครอง ไม่ทราบว่าพอจะมีหวังบ้างหรือไม่?”

การจะรับศิษย์ทรยศจากสำนักอื่นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ

ต่อให้สำนักเขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะไม่ลงรอยกันตลอดมา แต่ก็จะไม่ทำเรื่องเช่นนี้ เพราะอาจทำให้ทั้งสองดินแดนศักดิ์สิทธิ์เปิดฉากทำสงครามขึ้นได้

เหตุผลนี้เฟิงอวิ๋นเซิงก็เข้าใจดี “ถือเสียว่าข้าหน้าด้านหลงตัวเองก็ได้ แต่ถ้าข้าหายจากอาการบาดเจ็บแล้ว ด้านวิชาวรยุทธ์ข้าก็ถือได้ว่าเป็นต้นกล้าที่คุ้มค่าต่อการอบรมบ่มเพาะ อย่างน้อยก็ไม่ด้อยไปกว่าเซียวเซิง หรือเฉาหยวนหลงแน่”

“ข้อมูลของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ข้าให้ได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่มากนัก โดยเฉพาะวิชาวรยุทธ์สืบทอดของสำนัก ต้องขออภัยที่ข้าไม่สามารถให้ได้ แม้ว่าท่านอาจารย์ของข้าจะจากไปแล้ว แต่ว่าเรื่องแบบนั้นคิดว่าท่านก็คงไม่อยากให้ข้าทำ”

“แต่ข้อมูลที่ข้าสามารถให้ได้ก็มีคุณค่าอยู่บ้าง”

เฟิงอวิ๋นเซิงกล่าวอย่างรวดเร็ว แต่เนื้อหาละเอียด เงื่อนไขชัดเจน “ข้ารู้ดีว่าข้อต่อรองของข้ามีจำกัด และก็ไม่กล้าจะตั้งความหวังไว้มากนัก หากศิษย์พี่เยี่ยนไม่จับข้า เขากว่างเฉิงก็ไม่ได้มีความหมายกับข้า ฉะนั้นช่วยทำเป็นเหมือนไม่เคยพบข้า ปล่อยข้าไปได้หรือไม่?”



เยี่ยนจ้าวเกอฟังนางพูดจนจบด้วยความสนใจอย่างมาก ก่อนจะหัวเราะเหอะๆ “น่าสนใจ ในเมื่อเจ้าตรงไปตรงมา เช่นนั้นข้าก็ไม่อ้อมค้อมล่ะ”

“เจ้าก็พูดเองแล้วว่าข้อต่อรองของเจ้ามีจำกัด ดังนั้นหากอยากจะให้สำนักข้าแบกรับแรงกดดันจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แทนเจ้า ความเป็นไปได้นั้นมีน้อยมาก”

“อย่างน้อย ถ้าจะให้สำนักข้ารับตัวเจ้ามาโดยที่ไม่สนอะไรทั้งนั้นแล้วล่ะก็ ลำพังแค่เฟิงอวิ๋นเซิงไม่มีค่าพอหรอก” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มพลางมองนางแวบหนึ่ง “แต่ถ้าหากเป็นเฟิงมู่เกอล่ะก็ สถานการณ์อาจจะต่างออกไป”

หญิงสาวเงียบไปครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “ก่อนที่จะหนีออกจากสำนัก เฟิงมู่เกอก็เป็นเฟิงอวิ๋นเซิงแล้ว”
บทที่ 43
สตรีแซ่เฟิงอายุอานามเท่านี้ เยี่ยนจ้าวเกอหวนนึกอยู่นาน ในที่สุดก็มีข้อมูลเลือนรางผุดขึ้นมาในหัว

สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งแรกที่ค้นพบวิธีการขับเคลื่อนมงกุฎจันทรา ขณะเดียวกันก็เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งแรกที่เริ่มค้นหาสตรีจันทราเช่นกัน

แรกเริ่ม สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ทำการปกปิดข่าวคราวอย่างมิดชิด และเก็บเป็นความลับอย่างยิ่ง

ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สำนักอื่นๆ ต่างก็ไม่มีใครรู้เรื่องที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กำลังอบรมบ่มเพาะสตรีจันทรา

เขากว่างเฉิงและดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ก็ค้นหาอยู่นาน ทว่ารวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาได้เพียงน้อยนิด ถึงกระนั้นก็มีข้อมูลที่ยังไม่ชัดเจนอยู่เรื่องหนึ่ง

สตรีจันทราของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ เป็นศิษย์หญิงนามว่าเฟิงมู่เกอ

น่าเสียดายที่นอกจากชื่อแล้วก็ไม่มีข้อมูลใดที่เป็นประโยชน์อีกเลย ทั้งรูปลักษณ์และลักษณะเฉพาะก็ไม่มีบอกกล่าวไว้

ทว่าเกือบสองปีก่อน ในการทดสอบจันทรากายครั้งแรก เมิ่งหว่านกลับโผล่ออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

หลังจากนั้น เรื่องเล่าเกี่ยวกับเฟิงมู่เกอก็ถูกมองว่าเป็นเรื่องโกหกที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กุขึ้นมา

แต่บัดนี้เยี่ยนจ้าวเกอเห็นเฟิงอวิ๋นเซิงอยู่ตรงหน้าแล้ว ยากนักที่จะไม่คิดโยงไปถึงเรื่องอื่น

ถ้าหากเป็นสตรีจันทราที่สามารถช่วยเหลือเขากว่างเฉิงแย่งชิงมงกุฎจันทราได้ ก็ต้องมีฐานะแตกต่างกับศิษย์ทรยศสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนอื่นๆ อย่างแน่นอน

สิ่งของยิ่งมีน้อยยิ่งมีค่า สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มีเมิ่งหว่าน แต่จนถึงตอนนี้เขากว่างเฉิงก็ยังไม่มีสตรีจันทราเลย

‘ก่อนที่จะหนีออกจากสำนักมา เฟิงมู่เกอก็เป็นเฟิงอวิ๋นเซิงแล้ว’

ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดนี้ของเฟิงอวิ๋นเซิง รวมถึงเห็นสายตาของนางอีก ใจของเยี่ยนจ้าวเกอก็พลันหนักอึ้งเล็กน้อย

ความหมายในคำพูดของอีกฝ่ายเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่การตัดขาดจากอดีต และลาจากกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

“จันทรากายของเจ้าเกิดปัญหาหรือ?” เยี่ยนจ้าวเกอขมวดคิ้วพลางถามว่า “ก่อนที่จะหนีออกจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ เจ้าได้สูญเสียจันทรากายไปแล้วอย่างนั้นหรือ?”

เมื่อคิดอย่างถี่ถ้วนดูแล้ว เรื่องนี้มีความเป็นไปได้สูงมาก มิเช่นนั้นสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คงไม่ปล่อยให้สตรีจันทราพเนจรอยู่ภายนอก

แม้ว่าพวกเขาจะมีเมิ่งหว่านอยู่แล้วก็ตาม ทว่าก็คงยอมไม่ได้ที่จะให้เฟิงอวิ๋นเซิงไปพึ่งพิงสำนักอื่น

ขณะเดียวกัน แม้ว่าจะมีเมิ่งหว่านอยู่แล้ว สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องลงทุนบ่มเพาะเฟิงอวิ๋นเซิงอยู่ดี

พรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ของเฟิงอวิ๋นเซิงเหนือกว่าผู้อื่นคงไม่ต้องพูด เพราะอย่างน้อยนางน่าจะบรรลุระดับปรมาจารย์แล้ว สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์สำนักเดียวมีสตรีจันทราถึงสองคน แม้จะต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรมากขึ้นมหาศาล ทว่าก็มีแต่ทำให้พวกเขาดีใจยิ่งขึ้น

ด้วยความกดดันจากโลกปีศาจอัคคีที่อยู่ภายนอก ทั้งสตรีจันทราก็มีจำนวนจำกัด การทดสอบจันทรากายจึงไม่กำหนดจำนวนผู้เข้าร่วมทดสอบจากแต่ละสำนัก โดยสามารถส่งผู้เข้าทดสอบได้มากกว่าหนึ่งคน

สำหรับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แล้ว การมีเฟิงอวิ๋นเซิงผนวกกับเมิ่งหว่าน ถือเป็นการรับประกันคูณสอง

เฟิงอวิ๋นเซิงกลับมามีท่าทีสบายๆ ยิ้มพลางเอ่ยว่า “หากเฟิงอวิ๋นเซิงยังเป็นเฟิงมู่เกออยู่ ต่อให้ท่านอาจารย์จะจากไปแล้ว เซียวเซิงก็ไม่กล้าทำอะไรวู่วาม และไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้น”

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ “พวกเซียวเซิงและเฉาหยวนหลงกำลังตามหาตัวเจ้านี่เอง ก่อนหน้านี้เจ้าเคยเข้าไปในหุบเหวปราการมังกรหรือ?”

“ไม่ผิด เพื่อเป็นการปกปิดร่องรอยและสลัดทหารที่ตามล่า ข้าจึงเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในหุบเหวปราการมังกรอยู่ช่วงหนึ่ง บาดแผลบนร่างกายตอนนี้ส่วนหนึ่งก็ได้มาจากหุบเหวปราการมังกร” เฟิงอวิ๋นเซิงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

“เจ้าเสียจันทรากายของเจ้าไปได้อย่างไร?”

“ครั้งหนึ่งตอนออกไปฝึกฝนที่ใกล้ๆ รอบนอกของอเวจี ข้าพลาดเข้าไปในบริเวณที่มีพลังหยินสูง พลังหยินระดับสูงจึงสะท้อนกลับ จนทำให้สภาพร่างกายของข้าได้รับความเสียหาย”

ถึงแม้ว่าคำถามของเยี่ยนจ้าวเกอจะสะกิดโดนรอยแผลที่เจ็บปวดที่สุดของตนเอง ทว่าสีหน้าท่าทีของเฟิงอวิ๋นเซิงก็ไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย

“ตอนนั้นก็รู้สึกได้ว่าผิดปกติ หลังจากกลับไปที่สำนักจึงพบว่าพลังจันทรากายของข้าถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดก็ค่อยๆ หายไป”

เฟิงอวิ๋นเซิงแสยะยิ้ม ในแววตามีความเกลียดชังอยู่บ้าง “ตอนนั้นก็เป็นช่วงที่ท่านอาจารย์ปู่เพิ่งจากไปได้ไม่นานพอดี แล้วข้าก็บังเอิญสูญเสียจันทรากายไปอีก”

“เซียวเซิงจึงคิดอกุศลกับข้า คิดจะครอบครองข้า แต่สุดท้ายข้าใช้อาวุธป้องกันตัวที่ท่านอาจารย์ปู่ทิ้งเอาไว้ให้ เล่นงานเขาจนบาดเจ็บสาหัส”

“ปู่ของเขาโมโหมาก จึงกล่าวให้ร้ายข้า พลิกขาวเป็นดำ หาว่าข้าล่อลวงเซียวเซิงไม่สำเร็จ จึงบันดาลโทสะลอบทำร้ายจนเขาได้รับบาดเจ็บ คิดอยากจะฆ่าเขาเพื่อระบายความโกรธ”

“โชคดีที่ท่านอาจารย์ของข้ารู้ข่าวได้ทันกาล จึงลอบให้ความช่วยเหลือข้าลับๆ ข้าถึงหนีออกมาจากสำนักได้สำเร็จ”

เยี่ยนจ้าวเกอมองเฟิงอวิ๋นเซิงด้วยท่าทีสนอกในใจ จู่ๆ ก็ยิ้มแล้วพูดว่า “หืม? ไม่ใช่ว่าสิ่งที่เซียวเซิงกล่าวเป็นความจริง แต่เจ้ากำลังกุเรื่องพูดแก้ตัวเพื่อหลอกข้าหรอกนะ?”

เฟิงอวิ๋นเซิงยิ้มเยาะครั้งหนึ่ง “ต่อให้ข้าต้องเป็นฝ่ายไล่ตามผู้ชายจริงๆ ข้าจะไม่เลือกเซียวเซิง ส่วนหวงเจี๋ย พวกเราไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กันนัก จึงไม่นับว่าไม่รู้จักกันดี ทว่าศิษย์พี่ถังจะไม่แกร่งกว่าเซียวเซิงหรือ?”

ชายหนุ่มยักไหล่ ยิ้มแต่กลับไม่พูด

หากเป็นเรื่องจริงอย่างที่เฟิงอวิ๋นเซิงว่า ทางสำนักคงส่งยอดฝีมือดีออกมาจับตัวนางกลับไปนานแล้ว ไม่มีทางที่จะมีเพียงศิษย์รุ่นเยาว์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับเซียวเซิงกลุ่มหนึ่งออกมาไล่โจมตีเท่านั้นแน่

แม้ว่าปู่ของเซียวเซิงจะเป็นผู้อาวุโสเก่าแก่ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่สามารถปกปิดเรื่องให้เงียบสนิทได้

อาจารย์ปู่ของเฟิงอวิ๋นเซิงจากไปแล้ว ทว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ยังมีผู้ที่เป็นคู่ปรับกับปู่ของเซียวเซิงคอยถ่วงสมดุลอยู่

แต่ถ้าจะบอกว่าช่วยเรียกความยุติธรรมคืนให้กับเฟิงอวิ๋นเซิง นั่นไม่น่าจะเป็นไปได้

เซียวเซิงและเฟิงอวิ๋นเซิงวิวาทกันส่วนตัว ขาดพยานยืนยัน ต่างคนก็ต่างคำพูด

ถึงเฟิงอวิ๋นเซิงจะไม่ได้ถูกเซียวเซิงทำมิดีมิร้าย แต่เซียวเซิงถูกเฟิงอวิ๋นเซิงทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสก็เป็นเรื่องจริง

“ข้าหนีออกมาจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งยังฆ่าพวกเขาทั้งสามคนไป สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ต้องไม่ยอมเลิกราง่ายๆ แน่” เฟิงอวิ๋นเซิงกล่าวอย่างสงบนิ่งว่า “สำนักข้าอย่างไรก็ต้องโอนเอนไปทางหลานชายของท่านผู้อาวุโสเก่าแก่ มากกว่าข้าที่สูญเสียจันทรากายอยู่แล้ว”

“สำนักละทิ้งข้าก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ บัดนี้หวังเพียงว่าศิษย์พี่เยี่ยนจะไม่กักตัวข้าไว้ ปล่อยให้ข้าไปเถิด”

“ถึงการตามจับของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะน่ากลัว แต่อย่างมากที่สุดก็แค่ตาย กระนั้นก็ใช่ว่าข้าจะไม่มีทางรอดเสมอไป”

“ถึงจะไม่มีจันทรากายแล้ว แต่ข้าก็ยังมีดาบอยู่ในมือ ในเมื่อมีความหวังก็ต้องลองเสี่ยงดู และยิ่งไม่มีหวังก็ยิ่งต้องลองดู”

เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงแต่พินิจพิจารณานางอย่างถี่ถ้วน

เฟิงอวิ๋นเซิงขมวดคิ้วเล็กน้อย นางไม่เห็นเจตนาร้ายในแววตาของเยี่ยนจ้าวเกอเลย

แต่การอยู่ที่นี่นานๆ ศิษย์คนอื่นจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะต้องตามมาเจอเข้าแน่

เพียงแต่หากเยี่ยนจ้าวเกอไม่พูดไม่จา นางก็ไม่สามารถปลีกตัวออกไปเองได้

นางส่ายหน้า แล้วก้มกายลงเก็บสิ่งของจากสัมภาระของทั้งสามคนที่ตายไป

จากนั้นนางก็ตวัดดาบสีดำสนิทที่อยู่ในมือ แล้วขับเคลื่อนลมปราณที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด กระตุ้นพลังภายในดาบออกมา

ปราณของอาวุธวิเศษกลายเป็นไฟลุกโชนตกลงไปบนศพทั้งสามร่าง ในพริบตาไฟก็ลุกท่วมกลืนกินศพจนหมดสิ้น

จู่ๆ เยี่ยนจ้าวเกอก็ยื่นมือออกมาจับข้อมือนางเอาไว้

เฟิงอวิ๋นเซิงก็ไม่ได้รู้สึกขวยเขิน แต่กลับเลิกคิ้วขึ้น สบตาเยี่ยนจ้าวเกอตรงๆ โดยที่ไม่พูดไม่จาอะไร

เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้สนใจนาง ทว่าหลังจากเงียบอยู่ครู่หนึ่ง มุมปากของเขาก็ค่อยๆ เผยให้เห็นรอยยิ้มบาง “เฟิงอวิ๋นเซิง ใช่ว่าเจ้าจะกลับไปเป็นเฟิงมู่เกอไม่ได้”

อีกฝ่ายนิ่งอึ้งไป ก่อนจะเอ่ย “ตอนนั้นเจ้าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้ตัดสินด้วยตนเอง รวมทั้งยอดฝีมือระดับสูงของสำนักที่ไม่ได้เข้าฌานต่างก็…”

“สิ่งที่พวกเขาพูดมาไม่นับ” เยี่ยนจ้าวเกอพูดด้วยท่าทีที่สบาย


ส่วนเฟิงอวิ๋นเกอได้แต่อ้าปากค้าง มองเยี่ยนจ้าวเกออยู่นานแต่ก็พูดไม่ออก

ผ่านไปนานทีเดียว หญิงสาวก็เผยสีหน้าฝืนยิ้มเป็นครั้งแรก “ดูท่านจะมั่นใจกว่าข้าเสียอีก ถึงจะไม่รู้ว่าท่านไปเอาความความมั่นใจมาจากที่ใด แต่ถ้าสามารถฟื้นฟูจันทรากายกลับมาได้ ข้าในฐานะผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ก็ต้องดีใจอยู่แล้ว”

“ความหมายของศิษย์พี่เยี่ยนก็คือ เขากว่างเฉิงรับข้าเอาไว้ได้หรือ? แต่ไม่ทราบว่าเรื่องนี้ศิษย์พี่เยี่ยนจะมีสิทธิ์ตัดสินใจได้มากเท่าใด?”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม และกำลังจะพูด แต่ใบหูของเขาพลันกระตุกเบาๆ

ด้านนอกหุบเขามีการเคลื่อนไหวของจอมยุทธ์ชุดดำ กำลังจะเข้าใกล้เยี่ยนจ้าวเกอ

มีคนกำลังเข้าใกล้หุบเหว เป็นผู้มาเยือนที่เจตนาไม่ดี อีกทั้งระดับวรยุทธ์ก็ไม่ธรรมดา!

เร็วมาก ชายหนุ่มชุดขาวคนหนึ่งกำลังย่างกรายเข้ามาภายในหุบเขา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยหนวดเครา ซึ่งนั่นก็คือเซียวเซิง!
บทที่ 44
เซียวเซิงก้าวเข้ามาในหุบเขา สายตาจับจ้องไปที่เยี่ยนจ้าวเกอและเฟิงอวิ๋นเซิง ดวงตาพลันหรี่เป็นเส้นตรงทันที

ความเยือกเย็นแผ่ออกมาจากดวงตาที่หรี่เล็กทั้งสองข้าง อำมหิตประหนึ่งอสรพิษ

ต่อให้เป็นเสียงทุ้มใหญ่ก็ไม่อาจกลบเกลื่อนความเยือกเย็นนั้นไปได้ “ดีจริง ดีมาก วันนี้โชคหล่นทับข้าจริงๆ ได้พบกับพวกเจ้าทั้งสองในวันเดียวกันและสถานที่เดียวกัน”

บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเคราปกคลุมของเซียวเซิงเผยรอยยิ้มเย็นยะเยือกออกมา

เยี่ยนจ้าวเกอเอียงศีรษะเล็กน้อย เพ่งพินิจเซียวเซิง “ใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเคราของเจ้า ข้ามองแล้วรู้สึกพิลึกชอบกล แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร”

เซียวเซิงได้ยินดังนั้น เส้นเลือดที่ขมับก็กระตุกอยู่หลายครั้ง “เยี่ยนจ้าวเกอ เจ้ายังจำได้หรือไม่ ตอนนั้นข้าพูดไว้ ว่าข้ากับเจ้ายังมีเวลาอีกยาวไกล”

“แต่ก็ไม่เคยคิดว่าวันนั้นจะมาถึงรวดเร็วเช่นนี้”

สายตาของเซียวเซิงเคลื่อนไปทางเฟิงอวิ๋นเซิง น้ำเสียงทุ้มต่ำลงไปอย่างมาก “ศิษย์น้องเฟิง กับเจ้า ข้าก็เคยพูดเหมือนกันว่าเจ้าหนีไม่รอดหรอก”

เฟิงอวิ๋นเซิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ดูจากสภาพเจ้าแล้ว ตอนนั้นบาดเจ็บสาหัสจริงๆ สินะ”

เซียวเซิงจ้องเฟิงอวิ๋นเซิงตาไม่กะพริบ “ศิษย์น้องเฟิง ข้ารู้มานานแล้วว่าเจ้าไม่เกรงกลัวความตาย ตอนนี้ดูแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ”

“แต่ไม่ต้องรีบ ข้าจะทำให้เจ้ารู้เอง ว่าบนโลกใบนี้มีเรื่องอีกมากมายที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายเสียอีก”

“แต่ตอนนี้เวลานี้ ต่อหน้าข้า ความเป็นความตายของเจ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว”

น้ำเสียงของเซียวเซิงพลันอ่อนลงมาก ทว่ากลับเผยความความเย็นเยือกเข้ากระดูกออกมา “เชื่อข้าสิ แม้เจ้าคิดอยากจะปลิดชีพตัวเอง เจ้าก็ทำไม่ได้”

เฟิงอวิ๋นเซิงยิ้มจางๆ วรยุทธ์ของนางในขณะนี้อยู่แค่ระดับยุทธ์หลอมกายเท่านั้น แต่เซียวเซิงกลับอยู่ระดับปรมาจารย์ขั้นจิตรานอกระยะท้ายแล้ว

ความห่างชั้นของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันมาก ถึงขั้นที่อีกฝ่ายไม่สามารถกำหนดความเป็นความตายของตนได้แล้วจริงๆ

หญิงสาวกำดาบแน่นขึ้นอีก สีหน้าไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย “เซียวเซิง เจ้าควรจะขอบคุณข้าที่ช่วยเจ้ากำจัดจุดด้อยที่สุดของเจ้าไปนะ”

“ไม่รู้สึกบ้างหรือ ว่าสองปีที่ผ่านมานี้เจ้าก้าวหน้ารวดเร็วยิ่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีก?”

แววตาของเซียวเซิงหม่นลงอีก “ฝีปากเจ้ายังดีเช่นเดิมเลยนะ เยี่ยม ข้าชอบตรงนี้ที่สุด”

“อีกเดี๋ยวพวกเราก็จะมีเวลาค่อยๆ คุยกันจนพอใจแน่”

“เจ้าคงไม่คิดว่าคนที่อยู่ข้างๆ เจ้าจะปกป้องเจ้าได้หรอกกระมัง ถึงได้มีทีท่าไม่เกรงกลัวเช่นนี้?

เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินดังนั้นก็ยิ้มเยาะครั้งหนึ่ง “ตุ๊กตาหุ่นกระบอกท่านสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกเจ้าพังไป กำลังมองเจ้าอยู่บนฟ้านะ”

เซียวเซิงได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้ฉุนเฉียวแต่อย่างใด ทว่ากลับผงกศีรษะแทน “ไม่ผิดหรอก เยี่ยนจ้าวเกอ เจ้าเก่งพอตัวจริงๆ”

“ต้องยอมรับว่าเมื่อก่อนข้าดูถูกเจ้า”

“แต่หากเจ้าคิดว่าก่อนหน้านี้ชนะข้าได้เพราะเจ้าได้เปรียบ เช่นนั้นเจ้าก็คงหลอกตัวเองแล้วล่ะ”

ในขณะที่เซียวเซิงพูด ร่างกายของเขาไม่ไหวติง ทว่ากลับมีปราณจิตราอันทรงพลังถูกปล่อยออกมา

ระหว่างที่ปราณจิตราไหลเวียน แสงสีทองอ่อนที่กะพริบอยู่ก็เจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ

พริบตาเดียว ก็มีวงแหวนสีทองล้อมรอบกายเซียวเซิงไว้

ทันใดนั้น ลำแสงสีทองก็พุ่งกระจายออกไปทั่วสารทิศ และกลายเป็นดาบสีทองที่แปรเปลี่ยนจากแสงตะวันนับไม่ถ้วน

ลำแสงสีทองทะลุทะลวงไปไกลในชั่วพริบตาเดียว ผ่านด้านหลังของเยี่ยนจ้าวเกอ เฟิงอวิ๋นเซิง และคนอื่นๆ

ท่ามกลางเสียงที่แสบแก้วหู ลำแสงสีทองจำนวนมากบ้างก็แทงเข้าที่หน้าผา บ้างก็ทิ่มลงบนพื้นดิน จนหน้าผาที่อยู่ด้านหลังเยี่ยนจ้าวเกอเกิดรูเป็นร้อยเป็นพัน

แสงสีทองเหล่านั้นปักนิ่งอยู่นานบนหน้าผา

มันเสมือนกับอาวุธของจริง ที่ปักล้อมเยี่ยนจ้าวเกอและคนอื่นๆ เอาไว้ตรงกลาง

บรรดาจอมยุทธ์ชุดดำที่อยู่ข้างหลังเยี่ยนจ้าวเกอล้วนพากันขมวดคิ้วมุ่น

เมื่อเคลื่อนปราณจิตราได้อย่างคล่องแคล่ว ก็สามารถหลอมสร้างมันให้เป็นอาวุธที่มีรูปร่างได้

ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีหรือการป้องกัน ล้วนเหนือชั้นกว่าการปลดปล่อยปราณจิตราสู่ภายนอกของปรมาจารย์ชั้นจิตรานอกระยะต้นอยู่พอควร

นับเป็นสัญลักษณ์ของปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลาง

การหลอมรวมปราณจิตราให้เป็นรูปร่าง สามารถใช้โจมตีในระยะที่ไกลยิ่งขึ้น ทำให้ศัตรูหนีไปได้ยากยิ่ง

และนี่ยังไม่ใช่ทั้งหมด เซียวเซิงไพล่มือทั้งสองไว้ด้านหลัง ก่อนที่ร่างกายของเขาจะเริ่มลอยจากพื้นดินอย่างรวดเร็ว แล้วหยุดอยู่กลางอากาศ

นี่ก็คือสัญลักษณ์ของปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย

ปราณจิตราที่ทรงพลังและมีอิสระ ต้องเป็นปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางจึงจะสามารถลอยตัวในอากาศได้ในเวลาสั้นๆ ทั้งยังสามารถเคลื่อนย้ายตัวในระยะสั้นๆ ได้อีกด้วย

เมื่อเซียวเซิงเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่ไม่สามารถทำเรื่องแบบเดียวกันได้ อย่างน้อยเขาก็อยู่ในจุดที่ไม่ต้องพ่ายแพ้แล้ว

ช่างง่ายดายนัก เมื่อสู้ไม่ได้ก็ลอยตัวขึ้นไปในอากาศ ดึงระยะห่างออกไป ส่วนคู่ต่อสู้ทำได้เพียงมองตาปริบๆ เท่านั้น

ต่อให้อีกฝ่ายหลอมอาวุธปราณโจมตีในระยะไกลได้ ทว่าการเคลื่อนปราณร้อยก้าวก็ยังคงมีพลังกว่าเมื่ออยู่ในระยะใกล้

เซียวเซิงออกห่างจากคู่ต่อสู้ เมื่ออาวุธปราณของทั้งสองฝ้ายปะทะกันในระยะที่ใกล้เขามากกว่า เขาย่อมได้เปรียบ

การประลองกับเยี่ยนจ้าวเกอก่อนหน้านี้ มีหุ่นกระบอกเป็นตัวกลาง เซียวเซิงจึงเหมือนถูกตรึงด้วยโซ่ตรวน ไม่ได้แสดงพลังที่แท้จริงทั้งหมดออกมาได้

ทว่าในตอนนี้เขาเพิ่งแสดงความต่างชั้นของพลังที่แท้จริง ของปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย ที่แทบจะบดขยี้ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้นให้แหลกละเอียดได้ออกมา

กดดันผู้คนด้วยระดับวรยุทธ์ไม่ง่ายดังปากว่าอย่างแน่นอน

เซียวเซิงลอยอยู่กลางอากาศ ก้มมองเยี่ยนจ้าวเกอจากด้านบน

“ข้าที่อยู่ระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย สู้กับเจ้าซึ่งอยู่ขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้น คิดว่าเจ้าคงจะไม่พอใจนัก แต่ถ้าหากเจ้ายื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องของเฟิงมู่เกอ เช่นนั้นก็โทษข้าไม่ได้แล้ว”

“ต่อให้เจ้ามีผู้อาวุโสของเขากว่างเฉิงอยู่ที่นี่ด้วยก็ตาม”

“เจ้าจะปกป้องลูกศิษย์ทรยศของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ของข้า เช่นนั้นการต่อสู้ระหว่างเจ้ากับข้าก็จะไม่ใช่การประลองยุทธ์เพื่อฝึกฝนอีกต่อไป”

เซียวเซิงมองลงไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ จู่ๆ ก็ยิ้มออกมา “ข้าฆ่าเจ้าให้ตายที่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด”

“แต่ว่า ต่อให้เจ้าไม่ยุ่งเรื่องของเฟิงมู่เกอ วันนี้ก็ได้สนุกกันแน่”

“เพียงแต่ว่า จะเป็นศิษย์น้องเฉามาเล่นกับเจ้าแทน”

แล้วชายหนุ่มชุดขาวกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นในหุบเขา คนที่อยู่ด้านหน้าสุดก็คือเฉาหยวนหลง ที่พ่ายแพ้ให้กับเยี่ยนจ้าวเกอในหุบเหวปราการมังกรครานั้น

เฉาหยวนหลงถอนหายใจออกอย่างช้าๆ ครั้งหนึ่ง “เยี่ยนจ้าวเกอ ข้าจะสู้กับเจ้าอีกครั้ง”

รอบกายเขามีลำแสงสีทองเจิดจ้าพุ่งทะลุออกมาอีกครั้ง ประหนึ่งเข็มเป็นเล่มๆ

ก่อนหน้านี้ที่หุบเหวปราการมังกร ตอนที่เฉาหยวนหลงกระตุ้นปราณจิตราของตนเองนั้น บนพื้นดินเกิดรอยแตกมากมาย

ทว่าตอนนี้บนพื้นดินบริเวณรอบๆ ที่สัมผัสโดน กลับเหลือไว้แต่รูเข็มนับไม่ถ้วน ราวกับรังผึ้งก็ไม่ปาน

พลังทะลุและการหลอมรวมของปราณจิตราของเขาไม่เหมือนกับในอดีตอีกแล้ว

ในปราณจิตราคล้ายเข็มทองเป็นเล่มๆ ที่เฉาหยวนหลงปลดปล่อยออกมา บัดนี้มีแสงสีทองอ่อนๆ กะพริบอยู่ด้วย ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเขาก้าวเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกแล้ว!

เฟิงอวิ๋นเซิงมองเฉาหยวนหลง แล้วเลิกคิ้วเล็กน้อย “นี่เจ้าชักจูงเข็มทองสุริยันเข้าสู่ร่างกาย แล้วฝืนฝึกฝนปราณจิตราจนถึงขั้นที่สามารถปลดปล่อยสู่ภายนอกได้แล้วหรือ?”

ใบหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอเผยสีหน้าสนอกสนใจ “ข้าเคยได้ยินมาบ้างเหมือนกัน แต่ที่ข้าจำได้ วิธีนี้มีผลข้างเคียงที่หนักเอาเรื่องเช่นกัน มันจะทำให้เจ้าเจ็บปวดร่างกายไม่เว้นวันเว้นคืน ตายเสียดีกว่าอยู่ และยิ่งไปกว่านั้นยังส่งผลให้การพัฒนาระดับวรยุทธ์ของเจ้าช้าลงด้วย”

ใบหน้าเฉาหยวนหลงยังคงเฉยเมย “เทียบกับความอับอายที่เจ้าทำกับข้าแล้ว ความเจ็บปวดแค่นี้เล็กน้อยนัก”

“แค้นนี้ไม่ชำระ ข้าสาบานว่าจะไม่ขออยู่เป็นคน!”

สิ้นคำพูด เฉาหยวนหลงก็ก้าวเท้าออก ตรงมาถึงเบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ!

เยี่ยนจ้าวเกอยักคิ้ว แล้วสะบัดแขนเสื้อข้างขวาครั้งหนึ่ง พลันมีแสงสีเขียวที่เหมือนสายฟ้าวิ่งออกมา

“มังกรเขียวในชายเสื้อ เยี่ยม!” เฉาหยวนหลงประสานสองมือ ขณะที่ตะโกนเสียงดัง

ทว่ากลับไม่ใช่หัตถ์เทพกลางเวหา

ปราณจิตราสีทองที่หมือนกับเข็มทองเป็นเล่มๆ นั้นอ่อนนุ่มขึ้น ราวกับเส้นด้ายบางๆ นับไม่ถ้วน

เส้นด้ายบางๆ นั้นเลื้อยพันไปมาบนแสงกระบี่เขียวราวกับงู



ประกายกระบี่ของเยี่ยนจ้าวเกอพลันสั่นสะท้าน ก่อนจะระเบิดตัดเส้นด้ายสีทองจนขาดสะบั้น

ทว่าเส้นด้ายบางๆ นั้น เสมือนกับไม่มีจุดสิ้นสุด เข้าเลื้อยพันอย่างไม่หยุดยั้ง จนในที่สุดก็ค่อยๆ สกัดกระบวนกระบี่ของเยี่ยนจ้าวเกอจนสิ้น

เยี่ยนจ้าวเกอยืนพิจารณาวรยุทธ์ของเฉาหยวนหลงอย่างละเอียดแล้ว สุดท้ายชายหนุ่มก็กระตุกยิ้มที่มุมปาก สีหน้าแปลกไปบ้างเช่นกัน

เฉาหยวนหลงกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าสำเร็จขั้นจิตราชั้นนอกก่อนข้า ข้าจึงพยายามชักจูงเข็มทองสุริยันเข้าสู่ร่างกายโดยไม่สนใจสิ่งใด เพื่อบรรลุเป็นปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกให้เร็วที่สุด”

“และเพื่อที่จะฝึกวิชาที่เอาไว้สกัดกั้นวิชามังกรในชายเสื้อของเจ้าให้สำเร็จโดยเฉพาะ!”

“วันนี้เจ้ามันก็แค่มังกรที่ตายแล้วตัวหนึ่ง! ”
บทที่ 45
ประกายกระบี่ประหนึ่งมังกรที่ต้องการโบยบิน

ทว่ากลับมีงูทองจำนวนนับไม่ถ้วนเลื้อยพันมังกรเขียวเอาไว้ อีกทั้งยังกัดไม่ปล่อย

มังกรเขียวสะบัดร่างกาย จนงูทองขาดสะบั้นตายไปทีละตัว ทว่าเหมือนกับงูทองจะไม่มีวันหมดสิ้นไป

มังกรเขียวค่อยๆ อ่อนกำลังลง ไม่สามารถบินขึ้นต่อได้อีก ทำได้แค่เพียงปล่อยตัวร่วงสู่พื้นดินให้งูนับหมื่นตัวกัดกิน

ตัวงูนิ่มเหนียวยิ่งกว่ามังกร ขณะที่บีบรัดก็ค่อยๆ ลดทอนพลังลงไปอย่างต่อเนื่อง

ปราณจิตราที่เฉาหยวนหลงปลดปล่อยออกมาทั่วสารทิศ เปลี่ยนจากโลหะแข็งเป็นเส้นด้ายที่รัดพัน สกัดกั้นมังกรเขียวในชายเสื้อของเยี่ยนจ้าวเกอได้อย่างเหลือเชื่อ

ประกายกระบี่สีเขียวค่อยๆ เลือนหายไป ท่อนไม้ไผ่ที่อยู่ในมือของเยี่ยนจ้าวเกอกลับเข้าสู่สภาพเดิมอีกครั้ง

ดวงตาทั้งสองข้างของเฉาหยวนหลงเผยให้เห็นความสะใจ “เยี่ยนจ้าวเกอ วันนี้ต่อให้เจ้าเปลี่ยนไปใช้กระบี่ของจริง ก็ยากที่จะหลีกหนีความพ่ายแพ้ได้!”

“ไผ่ท่อนนี้ของเจ้า ข้าไม่ทำลายมันหรอก แต่จะเก็บไว้ให้เจ้า ถ้าไม่ฟาดเจ้าให้เลือดอาบหน้า ก็คงดับความโกรธของข้าไม่ได้!”

เยี่ยนจ้าวเกอไม่พูดไม่จา เพียงแต่มองเฉาหยวนหลงด้วยสีหน้าที่แปลกประหลาดไปบ้าง

เฟิงอวิ๋นเซิงก็จ้องเฉาหยวนหลงเช่นกัน “ฝ่ามือพันอสรพิษ? วิชานี้หายากไม่เป็นที่นิยมเสียยิ่งกว่าวิชาเข็มทองสุริยันเสียอีก แต่เขาก็ฝึกมันสำเร็จจนได้”

‘ฝ่ามือพันอสรพิษ’ แค่ได้ยินชื่อก็รู้ความหมาย เปลี่ยนรูปได้ง่าย ม้วนพันเกี่ยวลอด เป็นวิชาวรยุทธ์จับคู่ต่อสู้ระดับสูง

ทั้งยังเป็นวิชาที่จอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้มาโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วเก็บไว้ในคลังวรยุทธ์ของสำนัก

เนื่องจากวิชานี้มีปราณจิตราที่ไม่สอดคล้องกับวรยุทธ์วิชาฝึกสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ จึงจำเป็นต้องจัดอยู่ในขั้นจิตราชั้นนอก หลังจากที่ปลดปล่อยปราณจิตราสู่ภายนอกได้แล้ว จึงจะสามารถฝึกฝนได้

วรยุทธ์วิชาที่แตกต่างกัน บางครั้งอาจส่งผลให้เกิดการส่งเสริมหรือยับยั้งซึ่งกันและกันเกิดขึ้น

เฉาหยวนหลงฝึกวิชาวรยุทธ์เช่นนี้ได้ถือเป็นผลสำเร็จ สกัดกั้นมังกรเขียวในแขนเสื้อของเยี่ยนจ้าวเกอได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์ และมีประสิทธิผลยิ่งกว่าวิชาเจ็ดสุริยะของสำนักเสียอีก

เยี่ยนจ้าวเกอผินหน้ากลับไปมองเฟิงอวิ๋นเซิง “เรียกว่าฝ่ามือพันอสรพิษหรอกหรือ?”

หญิงสาวมองเยี่ยนจ้าวเกอพร้อมสีหน้ากล้ำกลืน ก่อนจะผงกศีรษะด้วยความกลัดกลุ้ม

“ฮ่าๆ…” เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้พูดอะไรอีก เขายืนหัวเราะเฉาหยวนหลงอยู่ที่เดิม

ทันทีที่เห็นอีกฝ่ายหัวเราะ เฉาหยวนหลงก็ยิ่งโมโหมากขึ้น รู้สึกเพียงว่ารอยแผลบนใบหน้าที่หายสนิทไปนานแล้ว เริ่มรู้สึกเจ็บแสบขึ้นมาอีกครั้ง

เขาคำรามเสียงดัง ขณะที่มือทั้งสองกำลังกวัดแกว่งอยู่นั้น งูทองจำนวนนับไม่ถ้วนก็เลื้อยเข้าโจมตีอีกครั้ง

เซียวเซิงที่ยืนอยู่กลางอากาศโค้งตัวก้มลงมองเยี่ยนจ้าวเกอจากข้างบน “เจ้าเปลี่ยนอาวุธอื่นที่ดีกว่าก็ได้นะ”

“เจ้าน่าจะมีอาวุธวิญญาณสักชิ้นกระมัง? เอาออกมาให้เข้ายลโฉมหน่อยเป็นอย่างไร”

“แต่ในเมื่อวันนี้ข้าก็อยู่ที่นี่ด้วย ข้าสามารถให้ศิษย์น้องเฉายืมอาวุธได้ทุกเมื่อ”

“เจ้ายังคิดว่าเจ้าได้เปรียบทางนี้อีก…”

เซียวเซงยังไม่ทันพูดจบ เขาก็เห็นเยี่ยนจ้าวเกอที่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม พลันโผล่เข้าไปถึงตรงหน้าเฉาหยวนหลง แล้วออกหมัดอย่างรุนแรง

ไม่ใช่กระบี่!

แต่เป็นมือ!

ในขณะที่ใจลอย ตรงหน้าทุกคนก็มืดดับไป

ราวกับเกิดสุริยุปราคา ปราณจิตราทั่วร่างกายของเฉาหยวนหลงถูกกระตุ้น แสงสว่างที่เหมือนกับดวงอาทิตย์มืดดับลงในพริบตา เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอออกหมัด ลำแขนของเขาเสมือนกลายเป็นงูเหลือมยักษ์ที่มีปีกสิบสองตัวหนึ่ง กำลังเลื้อยยึดครองจักรวาล โดยที่ไม่อาจวัดความยาวร่างกายได้

ราชางูสวรรค์!

กระบวนท่าในตำนาน ที่ทำให้พลังทั่วร่างกายเหนือกว่าเผ่ามังกรจำนวนมากเสียอีก!

หนึ่งหมัดของเยี่ยนจ้าวเกอ ทำเอาปราณจิตราสั่นสะเทือน ประหนึ่งงูสวรรค์กลืนตะวัน กลืนเฉาหยวนหลงลงไปในพริบตา!

พลังอันอ่อนโยนหาใดเปรียบ แม้แต่เสียงลมพัดน้อยนิดก็ไม่มี ทว่าเมื่อระเบิดขึ้นมากลับเหมือนฟ้าดินจะถล่มทลาย

ชั่วพริบตาเดียว เฉาหยวนหลงที่พุ่งเข้าหาเยี่ยนจ้าวเกอ ก็ถูกอีกฝ่ายกระเด็นหวือไปเร็วยิ่งกว่าขามาด้วยหมัดเดียว!

ทั้งเซียวเซิงและเฟิงอวิ๋นล้วนนิ่งอึ้งไป

จากนั้นพวกเขาก็มองดูร่างกายของเฉาหยวนหลงที่ลอยออกไปเป็นเส้นโค้ง แล้วตกลงบนพื้นอย่างจัง ทำเอาเขานอนชักอยู่กับพื้นและไม่อาจส่งเสียงได้ เหมือนกับปลาตายหงายท้องอย่างไรอย่างนั้น

ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่ร่วมเดินทางมากับเซียวเซิงและเฉาหยวนหลงยิ่งอ้าปากตาค้างกันอีกครั้ง

นี่มันสถานการณ์อะไรกัน?

ศิษย์พี่เฉาหยวนหลงใช้วิชาสกัดกั้นวรยุทธ์ของเยี่ยนจ้าวเกอโดยเฉพาะจนสำเร็จแล้วมิใช่หรือ?

ไหนบอกว่าแม้เยี่ยนจ้าวเกอจะเป็นปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกเช่นกัน ก็ยังมั่นใจว่าจะเอาชนะได้อย่างไรเล่า?

เมื่อครู่ก็ยังได้เปรียบอยู่เลยไม่ใช่หรือ?

เหตุใดแค่แวบเดียวถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้?

เยี่ยนจ้าวเกอมองเฉาหยวนหลงที่อยู่บนพื้น ทั้งโมโหทั้งขำขัน ‘ฝ่ามือพันอสรพิษ ฟังดูชื่อนี้สิ ข้าก็ว่าเหตุใดจึงดูคุ้นตาเช่นนี้’

‘ที่แท้ก็เป็นวิชาที่ดัดแปลงมาจากสายวิชาหนึ่งของหมัดราชันงูสวรรค์ หมัดอสูรหกวิญญาณนี่เอง’

‘หลังจากบรรลุระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้น เจ้าถึงเพิ่งเริ่มฝึกวิชาฝ่ามือพันอสรพิษ แต่ข้าฝึกมันมาตั้งแต่ตอนที่ข้ามาถึงโลกนี้แล้ว’

‘หมัดราชันงูสวรรค์ของข้าสู้กับฝ่ามือพันอสรพิษของเจ้า มันก็เหมือนกับบิดาสั่งสอนบุตรนั่นแหละ’

‘เจ้าว่าเจ้ารนหาที่ตายหรือไม่เล่า?’

เยี่ยนจ้าวเกอเก็บหมัดคืน แล้วมองไปยังเซียวเซิง แบมือทั้งสองข้างออก “ดูเหมือนเขาจะเล่นสนุกกับข้าไม่ได้แล้ว”

สีหน้าประหลาดใจบนใบหน้าของเซียวเซิงอันตรธานหายไป ก่อนที่เขาจะจ้องมองเยี่ยนจ้าวเกอเขม็งอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

ทว่าก็เยือกเย็นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเช่นกัน

“ว่ากันว่ากระบี่ของคุณชายแห่งเขากว่างเฉิงดุจดั่งมังกร ที่แท้ก็เป็นภาพลวงตาทั้งเพ คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะซุกซ่อนวิชาลับได้ลึกถึงเพียงนี้”

เซียวเซิงกล่าวอย่างช้าๆ ว่า “น่าเสียดายที่เจ้ายังฉลาดไม่พอ เปิดเผยมันออกมารวดเร็วเกินไป หากเจ้าทนไว้อีกสักหน่อย ต่อไปอาจจะส่งผลรุนแรงจริงๆ ”

“ตอนนี้ ต่อให้ต้องแบกรับภาระที่ทำให้เกิดการต่อสู้ของทั้งสองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ข้าก็อยากจะฆ่าเจ้าให้ตายเสียวันนี้เลยจริงๆ”

แววตาของเซียวเซิงดูเยือกเย็นมากขึ้น พร้อมทั้งปลดปล่อยปราณจิตราอันโชติช่วงดุจดวงตะวันทั่วทั้งร่างกาย

แสงสีทองหมุนเวียนไปรอบทิศทั่วทั้งพื้นฟ้าหน้าดินเหนือศีรษะเยี่ยนจ้าวเกอ ราวกับคมดาบจำนวนนับไม่ถ้วน

เซียวเซิงแสดงพลังของปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายออกมาจนหมดสิ้น

ไม่ต้องพูดถึงเยี่ยนจ้าวเกอที่เผชิญหน้ากับคมดาบของมันโดยตรง ขนาดเฟิงอวิ๋นเซิงและคนอื่นๆ ที่อยู่โดยรอบ ตลอดจนศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนอื่นๆ ล้วนรู้สึกเหมือนแทบหยุดหายใจ

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะเหมือนกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น “ไม่เลว ก็เป็นผู้ที่อยู่ในลำดับต้นๆ ของจอมยุทธ์ในระดับเดียวกันนี่นะ”

เซียวเซิงกล่าวอย่างเฉยเมย “ตอนนี้ข้ายอมรับว่าที่เจ้าติดสี่อันดับคุณชายได้ ไม่ใช่เพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาด แต่ถ้าหากอยู่ระดับเดียวกัน ข้าก็ไม่มีความมั่นใจที่จะเอาชนะเจ้าได้”

“แต่ว่าระดับวรยุทธ์ของข้ากับเจ้าบัดนี้ยังห่างชั้นกันมากเกินไป ถ้าเจ้าอยู่ในขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลาง ก็อาจจะยังพอเอาชีวิตรอดจากน้ำมือข้าได้บ้าง”

บรรดาจอมยุทธ์ชุดดำที่ติดตามเยี่ยนจ้าวเกอล้วนนิ่งเงียบ

คุณชายของตนเองเพิ่งจะบรรลุขั้นจิตราชั้นนอกเมื่อไม่นานมานี้ แม้จะชำระล้างไขกระดูกครั้งที่สองสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว ทว่าหากคิดอยากจะบรรลุอีกครั้งในทันทีคงเป็นไปไม่ได้

บรรดาศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ล้วนถอนหายใจด้วยความโล่งอก

แม้ว่าศิษย์พี่เฉาจะพ่ายแพ้ไปแล้ว ทว่าก็ยังดีที่มีศิษย์พี่เซียวอยู่

ส่วนเรื่องกดดันด้วยระดับวรยุทธ์อะไรนั่น บัดนี้ไม่สำคัญแล้ว

เยี่ยนจ้าวเกอกลับมองไปที่เฉาหยวนหลง ที่มีศิษย์ร่วมสำนักพยุงกลับไป

“ข้าให้โอกาสเจ้า จึงประมือกับเจ้าที่มีวรยุทธ์ระดับเดียวกัน คิดไม่ถึงเลยว่าจะกลับกลายเป็นเรื่องที่ทำให้กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้”

เฉาหยวนหลงที่ได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้าง

เยี่ยนจ้าวเกอส่ายหน้า “ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางนั้นบรรลุยากมากเลยหรือ?”

ขณะที่กำลังกล่าวอยู่นั้น เยี่ยนจ้าวเกอก็กระตุ้นจุดลมปราณทั่วทั้งร่างกาย ส่งผลให้มีไอสีขาวหลายสายพุ่งออกมาเลือนราง ราวกับมังกรน้ำแข็งทะยานขึ้นสู่ท้องนภา



เลือดลมดุจปรอททั่วทั้งร่างกายถูกกระตุ้น ปราณจิตราสีทองที่กะพริบอยู่ทั่วร่างกายพลันเจิดจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ!

ชายหนุ่มปล่อยหมัดราชันงูสวรรค์ออกไปบนฟ้าครั้งหนึ่ง ปราณจิตราที่กำลังเดือดพล่านเริ่มบิดหมุนเป็นเกลียว รวมกันเป็นก้อน ท้ายที่สุดก็เปลี่ยนรูปเป็นแซ่สีดำหนาใหญ่เส้นหนึ่ง!

แซ่ยาวสีดำตวัดในอากาศครั้งหนึ่ง ก่อให้เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นราวกับเสียงฟ้าผ่า!

หลอมรวมปราณจิตราเป็นอาวุธ ราวกับเป็นของจริง!

เซียวเซิงเบิกตาโพลง “ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลาง?!”

“เป็นไปไม่ได้! ”