36-40

บทที่ 36
“เจ้าเด็กแซ่เยี่ยนี่ไม่ตายในเคราะห์ร้าย แถมความสามารถและวรยุทธ์ดูจะก้าวหน้ามากขึ้นด้วย ขนาดลูกศิษย์คนนั้นถืออาวุธกายวิเศษระดับล่างที่คุณชายให้ไว้ในมือ ก็ยังสู้กับเขาที่ใช้มือเปล่าไม่ได้เลย”

เมื่อได้ฟังเรื่องที่อาหู่เล่า เยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่รู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใด

ก็มีรัศมีตัวเอก เป็นบุตรแห่งสวรรค์นี่ ต่อให้ต้องเจออุปสรรคมากมาย ขอเพียงแค่ไม่ตายก็ต้องแข็งแกร่งขึ้นอยู่แล้ว

แต่การแสดงออกของเยี่ยจิ่ง แตกต่างกับในความทรงจำของเยี่ยนจ้าวเกออยู่บ้าง

‘รุนแรงกว่า ดื้อรั้นกว่า โมโหง่ายกว่า ทั้งยังใจร้อนและหงุดหงิดง่ายกว่าด้วย’ เยี่ยนจ้าวเกอลูบคางพลางครุ่นคิด ‘ดูแล้วแหวนวงนั้นแม้จะช่วยเขาสร้างร่างกายขึ้นใหม่ แต่ก็มีผลกระทบด้านลบอยู่ด้วยเช่นกัน’

‘ถ้าหากเป็นวิชาลับที่ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของผู้ที่ฝึกฝนล่ะก็ ด้วยวรยุทธ์และจิตใจของเขาในตอนนี้ ทั้งยังต้องฝึกฝนอยู่ด้วย จะยิ่งได้รับผลกระทบง่ายขึ้น’

‘ถ้ามองจากมุมนี้ การที่ร่างกายแหลกสลายหมดและถูกสร้างขึ้นใหม่ อาจจะไม่เหมาะสมสำหรับเยี่ยจิ่งในตอนนี้ น่าจะรอถึงตอนที่วรยุทธ์ของเขาสูงกว่านี้ก่อน แล้วค่อยเจอกับเคราะห์ครั้งนี้ ก็อาจจะไม่มีปัญหาเหล่านี้ก็เป็นได้’

‘เหตุใดถึงรู้สึกว่าเส้นทางตัวเอกของเขาเหมือนจะผิดเพี้ยนไป กรรมตามสนองเสียจริง แต่ว่า…’ แววตาของเยี่ยนจ้าวเกอค่อยๆ เยือกเย็นขึ้น ‘เจ้ามีเหตุผลที่ทำร้ายคนอื่นได้แล้วสินะ’

เมื่อเรียกสติคืนมาได้ เยี่ยนจ้าวเกอมองไปที่อาหู่ “หลังจากทางสำนักได้รับข่าวนี้แล้ว พวกเขาว่าอย่างไรบ้าง”

อาหู่เปิดปากพูดว่า “ก่อนอื่นเจ้าเด็กนี่ทำร้ายลูกศิษย์ร่วมสำนักด้วยเจตนาร้าย ต้องได้รับการลงโทษอยู่แล้ว และแน่นอนว่าต้องดำเนินการสอบสวน เพื่อให้รู้ที่มาที่ไปของเรื่องราวอย่างชัดเจน จะไม่ฟังความข้างเดียวแน่นอนขอรับ”

“จากนั้น ก็จะยืนยันได้ถึงสิ่งที่ท่านตัดสินในวันนั้น ว่าเขาไม่ตายในเคราะห์ร้ายจริง และยิ่งไปกว่านั้นรอดกลับมาจากหุบเหวปราการมังกรได้สำเร็จ”

“แต่เพราะเยี่ยจิ่งแสดงความโกรธแค้นต่อคุณชายออกมารุนแรงมาก จึงยังมีคนสงสัยคำให้การของคุณชายในตอนนั้น โดยคิดว่าอาจจะยังมีสายสนกลในอื่นแฝงอยู่”

“เพราะฉะนั้นเมื่อจับตัวเยี่ยจิ่งได้แล้ว คุณชายอาจจะต้องไปทำพิธีโลหิตจิตหวนเวลาด้วยขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอยักไหล่ “ข้าไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ตอนนี้ดูจากการกระทำของเขา ข้าคิดว่าคนของท่านอาจารย์ลุงรองก็คงไม่คิดจะฆ่าเขาให้ตายเพื่อป้ายความผิดให้กับข้า แต่คงคิดว่าทำอย่างไรถึงจะล้วงเอาเส้นสนกลในที่ว่าจากปากเขาได้มากกว่า จากนั้นค่อยสร้างความลำบากให้ข้า”

อาหู่เกาหัวเบา “เมื่อก่อนดูไม่ออกเลยว่าเจ้าเด็กแซ่เยี่ยจะเป็นตัวสร้างปัญหาขนาดนี้”

“เหอะๆ…” เยี่ยนจ้าวเกอหัวเราะแต่ไม่พูด

นี่เพิ่งจะเริ่มเท่านั้น

อาหู่ยิ้มอย่างจริงใจ “เจ้าเด็กนี้ ครั้งนี้ท่าจะตัดหนทางของตนเองในสำนักเสียแล้ว”

“คุณชาย ในเมื่อทางสำนักตัดสินใจแล้ว พวกเราก็ไม่ต้องสนใจเขาแล้วใช่หรือไม่ขอรับ เพื่อไม่ให้เผยจุดอ่อนให้คนอื่นจับได้ และทำให้คนอื่นคิดว่าท่านคิดจะฆ่าปิดปากเพราะทำเรื่องไม่ดีไว้”

“ในสถานการณ์เช่นนี้ หากคุณชายถูกใส่ร้ายป้ายสี เช่นนั้นคงจะไม่ดีนะขอรับ มีข้อมูลอะไรก็ส่งต่อให้คนที่รับหน้าที่ดูแลเรื่องนี้ของทางสำนักดีกว่า”

เยี่ยนจ้าวเกอพูดนิ่งๆ ว่า “ไม่ให้ถึงตายก็ไม่มีปัญหา”

“อย่าออมมือ พบตัวมันเมื่อไร ให้มารายงานข้าทันที ข้าจะจัดหนักกับเขาก่อนสักตั้ง แก้แค้นให้ศิษย์น้องหลานก่อนแล้วค่อยส่งต่อให้สำนัก”

“ศิษย์น้องหลานถูกเยี่ยจิ่งเล่นงานจนบาดเจ็บเพราะพูดเพื่อข้า กลับไปแล้วก็อย่าลืมดูแลเขาหน่อย”

“นอกจากยารักษาแผลและยาบำรุงแล้ว บอกเขาด้วยว่าข้ามีอาวุธวิเศษระดับกลางชิ้นหนึ่งเก็บไว้ให้เขา เมื่อไรที่เขาเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ ของก็ส่งจะให้ถึงมือเขา”

อาหู่ยิ้มอย่างจริงใจ “ขอรับ คุณชาย”

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า สายตาทอดมองไปยังแนวเขาสูงชันที่ยาวต่อกันเป็นทอดๆ อีกครั้ง

เวลานี้มีชายชุดดำคนหนึ่งปรากฏตัวตรงหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอ และนำสมุนไพรวิญญาณต้นหนึ่งมอบให้อย่างระมัดระวัง “คุณชาย หาพบแล้วขอรับ!”

ตาของเยี่ยนจ้าวเกอพลันทอประกาย “กล้วยไม้ทองสิบกลีบ!”

เมื่อรับสมุนไพรวิญญาณมาแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็สังเกตอยู่ครู่หนึ่ง รอยยิ้มที่มุมปากของเขาชัดขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นมาหัวเราะ

เดิมทีคิดว่าเป็นแค่กล้วยไม้ทองสิบกลีบที่มีอายุฃหลายร้อยปีต้นหนึ่งเท่านั้น แต่ที่ได้มากลับมีอายุที่มากกว่าพันปี จะไม่ให้เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกดีใจได้อย่างไร

อย่างไรเสียกล้วยไม้ทองสิบกลีบนี้ก็มีจำนวนน้อยมาก บวกกับเมื่ออายุยาไม่มากก็จะถูกคนเก็บไป กล้วยไม้ทองสิบกลีบพันปีจึงเป็นของดีไม่แพ้เชื้อไฟสัจจะอัคคีเลย

บัดนี้ได้มาต้นหนึ่งอย่างราบรื่นเช่นนี้ เยี่ยนจ้าวเกอย่อมต้องรู้สึกดีใจเป็นธรรมดา

ชายชุดดำคนนั้นพูดต่อว่า “คุณชาย ตอนที่พวกเรากำลังตามหากล้วยไม้ทองสิบกลีบนี้ บังเอิญได้พบร่องน้ำประหลาดแห่งหนึ่ง”

เยี่ยนจ้าวเกอจึงถามว่า “ประหลาดอย่างไร”

“นั่นเป็นร่องธารน้ำแข็งแห่งหนึ่งขอรับ!”

ชายหนุ่มที่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสนอกสนใจ “หือ ร่องธารน้ำแข็งอยู่ที่นี่หรือ?”

เทือกเขามฤคลับตาตอนนี้มีสภาพอากาศที่ร้อนจัด แต่กลับมีธารน้ำแข็งปรากฏขึ้น จึงไม่แปลกที่จะดึงดูดความสนใจของเยี่ยนจ้าวเกอได้

ชายชุดดำคนนั้นตอบว่า “ไม่ผิดขอรับ เป็นร่องน้ำแข็งแน่นอน และมีขนาดที่ใหญ่มาก ซึ่งดูไม่เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ”

“เพียงแต่ว่า ตอนที่พวกเราพบ ที่นั่นเหมือนกำลังมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง คล้ายกับกำลังเกิดแผ่นดินไหว”

กล้วยไม้ทองสิบกลีบก็ได้มาแล้ว ไหนๆ ก็ว่างไม่มีอะไรทำ เยี่ยนจ้าวเกอจึงพูดว่า “นำทาง พวกเราไปดูกัน”

คนทั้งหมดเคลื่อนตัวไปในภูเขาที่เชื่อมต่อกัน ยิ่งเดินทางไปข้างหน้าเท่าไร อากาศก็ค่อยๆ เย็นสบายขึ้นเรื่อยๆ

นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงของอากาศแน่นอนอยู่แล้ว เพราะเทือกเขามฤคลับตาในช่วงเวลานี้ มักจะร้อนราวกับเตาอบเสมอ

เยี่ยนเจ้าเกอเข้าใจ กลุ่มของตนเองกำลังเข้าใกล้กับร่องธารน้ำแข็งแห่งนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

และเมื่อเดินทางมาอีกระยะหนึ่ง ถึงแม้จะมีพระอาทิตย์ร้อนระอุกำลังสาดส่องอยู่เหนือหัว แต่ก็สัมผัสถึงอากาศเย็นในตอนนี้ได้อย่างชัดเจน

อาหู่เดินไปที่หน้าผาแห่งหนึ่ง แล้วมองออกไปยังที่ที่ไกลออกไป พักใหญ่จึงค่อยเปิดปากพูดว่า “คุณชาย พวกเราถึงแล้วขอรับ!”

เยี่ยนจ้าวเกอก็เดินเข้าไปใกล้หน้าผาเช่นกัน สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาคือหุบเหวขนาดมหึมาแห่งหนึ่ง เพียงแต่ไม่ใช่หุบเหวปกติ เพราะตลอดแนวของหุบเหวถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง!

ร่องน้ำหลายสิบลี้ที่คดโค้งไปมาเหมือนดั่งโลกของน้ำแข็งแห่งนี้ ราวกับมังกรสีขาวขนาดมหึมากำลังนอนพาดอยู่ในป่าสีเขียวชอุ่มที่อุดมสมบูรณ์

บนหน้าผาเหนือร่องธารน้ำแข็งล้วนเป็นน้ำแข็งโปร่งใสพร่างพราวทั้งหมด พระอาทิตย์สาดส่องลงมาแล้ว จึงเกิดเป็นแสงทิ่มแทงตา ที่เมื่อคนปกติจ้องมองนานๆ แล้วจะรู้สึกปวดตาเหมือนกับตาจะบอด

ด้านนอกของร่องธารน้ำแข็งยังคงเป็นป่าเขียวชอุ่มอุดมสมบูรณ์ดังเดิม มีต้นไม้โบราณสูงปกปิดท้องฟ้าบดบังแสงอาทิตย์ แต่เมื่อถึงร่องธารน้ำแข็ง กลับเหมือนเปลี่ยนจากกลางฤดูร้อนเข้าสู่กลางฤดูหนาวในพริบตา ความแตกต่างกันอย่างสุดขั้วจึงมีกลิ่นอายความประหลาดทั่วทุกที่

เยี่ยนจ้าวเกอสังเกตอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แล้วตัดสินใจลงจากหน้าผา “พวกเราไปกัน”

เมื่อถึงปากเหว เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าภายในร่องธารน้ำแข็งเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง โดยมีต้นกำเนิดมาจากใต้ดิน

ทุกคนเดินเข้าไปข้างใน ภาพตรงหน้าเป็นโลกของน้ำแข็ง ธารน้ำแข็งโปร่งใสขนาดมหึมานี้เหมือนกับกระจกที่แวววาวบานหนึ่ง ซึ่งกำลังสะท้อนเงาของทุกคน

เยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่เดินอยู่ข้างหน้าสุด เมื่อพวกเขามาถึงพื้นที่ศูนย์กลางของร่องธารน้ำแข็ง ทะเลสาบน้ำแข็งขนาดมหึมาแห่งหนึ่งก็ได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าของพวกเขา

ข้างใต้ของทะเลสาบน้ำแข็ง มีกระแสน้ำไหลที่รุนแรงกำลังกระเพื่อมซัดสาดไปมา และยังมีเสียงคำรามดังขึ้นเลือนราง



ชายหนุ่มจ้องเขม็งไปยังหน้าพื้นของทะเลสาบน้ำแข็งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็มองร่องธารน้ำแข็งที่อยู่รอบๆ พลางพูดพึมพำขึ้นคนเดียว “ที่นี่เหมือนจะเป็นสถานที่ฝังกระดูกของมังกรน้ำแข็งตัวหนึ่ง ถึงได้เกิดเป็นธารน้ำแข็งที่อัศจรรย์ในสภาพแวดล้อมที่ร้อนจัดเช่นนี้ได้”

“กระดูกมังกรเกิดเป็นจิตวิญญาณ มีคนปลุกจิตของมังกรน้ำแข็งเข้า จึงทำให้พื้นที่ตรงนี้ผันผวนและเกิดความผิดปกติ”

อาหู่ที่ได้ยินดังนั้น แววตาก็เปล่งประกายทันที “จิตมังกรน้ำแข็ง? คุณชาย นี่เป็นของดีเลยนะขอรับ”

ทันทีหลังจากนั้น เขาก็ถูมือใหญ่ไปมาอย่างรู้สึกผิด “แต่ว่าคุณชาย ถ้าเป็นจิตมังกรน้ำแข็งจริง คงต้องเป็นมหาปรมาจารย์ถึงจะเก็บออกมาได้ พวกเราจะทำอย่างไรดีขอรับ”
บทที่ 37
อาหู่มองบนผิวของทะเลสาบน้ำแข็งด้วยความรู้สึกเจ็บใจเล็กน้อย “ถ้าเป็นจิตมังกรน้ำแข็งจริง ก็ไม่อาจเก็บมาได้ น่าเสียดายมากจริงๆ”

“คุณชาย ข้ากลับไปพาคนมาอีกดีหรือไม่ ถึงแม้ว่าอาจจะต้องแบ่งบางส่วนให้ไป แต่ก็ดีกว่าเจอขุมทรัพย์แต่กลับบ้านมือเปล่านะขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอมองผิวทะเลสาบเช่นเดียวกัน ก่อนจะเห็นที่ข้างใต้ทะเลสาบน้ำแข็ง มีเงามืดเลือนรางขนาดใหญ่กำลังบิดตัวขยับไปมา จนเกิดแรงสั่นสะเทือนขนาดใหญ่ ทำให้ธารน้ำแข็งทั้งสายราวกับเกิดแผ่นดินไหว

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง มุมปากของเยี่ยนจ้าวเกอก็ยิ้มขึ้นบางๆ “อาจจะยังมีอีกหนึ่งวิธีที่ลองดูได้”

จากนั้นเขาก็หยิบแผ่นป้ายโลหะชิ้นหนึ่งออกมาจากช่องอก ครั้นมองดูลวดลายของตัวหนังสือโบราณที่ขาดหายไปบนนั้นแล้ว ชายหนุ่มถึงถ่ายเทปราณจิตราของตนเองเข้าไป

ลวดลายบนแผ่นป้ายโลหะเล็กๆ นั้น พลันมีแสงสีขาวส่องสว่างขึ้นทันที

ในสภาพแวดล้อมที่หนาวเหน็บจนถึงขีดสุดอย่างร่องธารน้ำแข็งตอนนี้ แสงสีขาวส่องสว่างและเจิดจ้ายิ่งกว่าปกติ และค่อยๆ ปรากฏสีครามเย็นออกมาเล็กน้อย

เยี่ยนจ้าวเกอก็ยังคงถ่ายเทพลังต่อไปอย่างเงียบๆ และปราณจิตราของตนเองก็เริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อมาถึงขอบของทะเลสาบน้ำแข็ง ชายหนุ่มค่อยนั่งยองๆ ลง ให้แผ่นป้ายโลหะสัมผัสกับผิวน้ำแข็งของทะเลสาบ

วินาทีถัดมา การสั่นสะเทือนที่อยู่ด้านล่างของทะเลสาบก็ราวกับสงบลงไปในพริบตา

แต่ต่อมาด้านล่างทะเลสาบก็สั่นสะเทือนขึ้นอย่างดุเดือดและรวดเร็ว ทำให้ผิวน้ำแข็งเหนือทะเลสาบชั้นบนสุดเริ่มแตกร้าว

บนแผ่นป้ายโลหะระเบิดพลังมหาศาลออกมาในทันที มันสั่นสะเทือนจนเกือบจะหลุดจากมือของเยี่ยนจ้าวเกอไป

ชายหนุ่มเพิ่มแรงไปที่นิ้วมือ และจับแผ่นป้ายโลหะนั้นจนแน่น

จากนั้นเขาสัมผัสได้ถึงแรงดูดที่มาจากน้ำในทะเลสาบอย่างชัดเจน ที่กำลังจะดูดเอาแผ่นป้ายโลหะเข้าไปในน้ำ

เสียงคำรามที่อยู่ใต้ในทะเลสาบก็ยิ่งดั่งสนั่นแก้วหูมากยิ่งขึ้น

เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอลุกขึ้นยืน รอบกายปรากฏกระแสอากาศไร้รูปร่างไหลสะพัด เปล่งแสงสีทองเรืองรอง ทั้งยังแผ่กระจายปราณจิตราปกคลุมร่างกายของชายหนุ่มไว้ ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปในทะเลสาบน้ำแข็ง

อาหู่ที่อยู่ด้านหลังออกคำสั่งให้คนอื่นๆ คอยอารักขา ส่วนเขาตามเยี่ยนจ้าวเกอเข้าไปติดๆ

ชายหนุ่มและคนสนิทลงไปใต้น้ำเรื่อยๆ โดยที่กระแสน้ำเย็นเยือกรอบข้างเริ่มมารวมตัวกันที่แผ่นป้ายโลหะในมือของเขา

ภายใต้แสงสีครามที่ปกคลุมไปทั่ว แผ่นป้ายโลหะนั้นค่อยๆ ฟื้นกลับคืนสู่สภาพที่สมบูรณ์

ใบหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอเผยให้เห็นรอยยิ้ม วินาทีถัดมา เขาก็เห็นเงาดำขนาดใหญ่ขยับเข้ามาใกล้ แต่กลับเป็นกระดูกส่วนหางขนาดใหญ่ของมังกร

ครั้นเขากับอาหู่ตกลงบนกระดูกส่วนหางของมังกร ชายหนุ่มยืนอยู่บนนั้นอย่างมั่นคง ทว่าร่างกายขยับไหวไปมาตามแรงของกระดูกมังกรที่ก้นทะเลสาบน้ำแข็ง

เยี่ยนจ้าวเกอนำแผ่นป้ายโลหะที่อยู่ในมือ เสียบเข้าไประหว่างช่องว่างระหว่างข้อต่อของกระดูกสองชิ้นอย่างแม่นยำ

กระดูกมังกรสั่นสะท้านทั้งหมด ก่อนจะปรากฏแสงสีขาวนวลจากตรงกลางของกระดูกสันหลังสายหนึ่ง และส่องแสงทะลุออกจากทุกข้อกระดูก

เขายื่นมืออีกข้างหนึ่งออก วางไปบนแสงสีขาวที่สาดส่องออกมา แม้ว่าบัดนี้จะมีปราณจิตราปกป้องร่างกายของเขาอยู่ แต่เมื่อได้สัมผัสความเย็นเยือกจากแสงนั้น เขาก็ยังรู้สึกหนาวเหน็บไปจนถึงกระดูก

‘หมุน!’ เยี่ยนจ้าวเกอพูดและขับเคลื่อนวิชาลับในใจ แสงสีขาวที่อยู่บนกระดูกมังกรก็เริ่มขยับบิดตัวทันที

แสงสีขาวเริ่มหลุดจากกระดูกมังกร ราวกับถูกพลังมหาศาลดูดออกไป

อาหู่ที่อยู่ด้านข้างก็ได้เตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว เขานำหยกครามน้ำแข็งขนาดใหญ่ก้อนหนึ่งออกมา แล้วส่งให้กับเยี่ยนจ้าวเกอ

ชายหนุ่มใช้มือข้างหนึ่งวางไปบนกระดูกมังกร ส่วนมืออีกข้างหนึ่งจับก้อนหยกไว้ ไม่นานนัก ในหยกครามน้ำแข็งก็ค่อยๆ ส่องแสงสีขาวออกมา และมีเสียงคำรามเกิดขึ้นภายในนั้นด้วย

จิตมังกรน้ำแข็งถูกดูดออกมาจากกระดูกมังกรไม่หยุดหย่อน โดยมีเยี่ยนจ้าวเกอเป็นตัวเชื่อมโยง และมีหยกครามน้ำแข็งผนึกไว้

เยี่ยนจ้าวเกอมีสีหน้าราบเรียบ เพียงแต่ว่าบนใบหน้าของเขาค่อยๆ ถูกแสงสีน้ำเงินปกคลุมไว้ เส้นเลือดบนใบหน้าเต้นเร่าไม่หยุด

อาหู่ที่เห็นดังนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกครั้งหนึ่ง เพราะรู้ว่าทุกอย่างราบรื่น ต่อไปคุณชายของเขาต้องใช้เวลาอีกหน่อย ก็จะได้จิตมังกรน้ำแข็งมาไว้ในมือแล้ว

แต่สีหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอกลับไม่ได้ผ่อนคลายลงเลย ‘มีอีกคนอยู่ฝั่งหัวมังกร กำลังดูดจิตกระดูกมังกรอยู่เช่นกันหรือนี่?’

‘คนที่ปลุกจิตกระดูกมังกรให้ตื่นขึ้นจนเกิดแผ่นดินไหว ดูท่าก็คงจะเป็นพวกเขากระมัง’

เยี่ยนจ้าวเกอเพ่งมองไปตรงๆ เห็นพวกของตนเองสองคนยืนอยู่บนกระดูกส่วนหางของมังกร แต่ลำตัวของมังกรยาวมากจนถึงใต้ชั้นหินของก้นทะเลสาบ จึงไม่รู้ว่ากระดูกส่วนหัวของมังกรยืดยาวออกไปถึงที่ไหน

ชายหนุ่มหลับตาลง สงบจิตใจลงและรวมจิตเข้ากับจิตมังกรน้ำแข็ง ในสมองก็ค่อยๆปรากฏอีกภาพหนึ่งขึ้นมา

ภาพมากมายผ่านสายตาของเขาไปอย่างรวดเร็ว

ในหุบเหวขนาดใหญ่มีถ้ำลึกแห่งหนึ่ง ลมหนาวลอยเป็นเกลียวอยู่รอบๆ เป็นโลกน้ำแข็งเหมันต์อีกแห่งหนึ่ง

ที่ชั้นล่างสุดของถ้ำ เป็นบึงน้ำหนาวเหน็บที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นแห่งหนึ่ง

พื้นของบึงน้ำคือกระดูกสีขาว อันเป็นกระดูกส่วนหัวของมังกรน้ำแข็งขนาดใหญ่ ซึ่งนิ่งไม่ขยับราวกับกำลังนอนหลับอยู่

จู่ๆ น้ำในบึงก็กระเพื่อม โดยมีเด็กสาวสวมชุดกระโปรงสีขาวสะอาดคนหนึ่งปรากฏตัวอยู่ในบึงนั้น

สตรีนางนี้งดงามไม่แพ้ซือคงจิงเลยแม้แต่น้อย เครื่องหน้าของนางไร้ที่ติ ดวงตาสดใสและอ่อนโยนราวกับลูกกวาง ซึ่งทำให้คนเกิดความเอ็นดูอย่างอดไม่ได้

‘นี่เป็นความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ของจิตมังกรน้ำแข็ง ที่กำลังถ่ายทอดเรื่องราวที่ผ่านมาในอดีตอีกครั้ง’ แต่ที่ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอสะดุดใจก็คือ ตนเองรู้จักเด็กสาวผู้นี้อย่างเห็นได้ชัด

ถึงแม้ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ด้วยตัวเองมาก่อน แต่เยี่ยนจ้าวเกอก็มั่นใจว่าไม่ผิดคนแน่นอน

นางมีนามว่าเมิ่งหว่าน ลูกศิษย์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

‘น่าสนใจนัก…’ เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตาลงเล็กน้อย

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน จู่ๆ อาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งมากชิ้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในโลกแปดพิภพ

สมบัติชิ้นนี้มีชื่อว่ามงกุฎจันทรา มีที่มาไม่แน่ชัด แต่มีพลังอานุภาพที่สุดยอด เรียกได้ว่าเป็นอาวุธระดับสูงของเกณฑ์ระดับอาวุธของโลกแปดพิภพหลังจากวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่

แต่อาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้ก็ประหลาดมาก เพราะไม่ว่าจะคนปกติหรือจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนพลังของมันได้เลยแม้แต่นิดเดียว

มีเพียงแค่หญิงสาวที่มีสภาพร่างกายเป็นจันทรากายและอยู่ในระดับปรมาจารย์แล้วเท่านั้นถึงจะขับเคลื่อนพลังในระดับที่จำกัดได้

แต่ว่ามงกุฎจันทราก็แข็งแกร่งมาก แม้จะเป็นสตรีจันทราระดับปรมาจารย์เป็นคนขับเคลื่อน ก็ใช้ได้แค่พลังที่ใกล้เคียงกับอาวุธศักดิ์สิทธิ์ทั่วไปเท่านั้น

หลังจากที่พบเคล็ดลับแล้ว โลกแปดพิภพก็ครึกครื้นขึ้นในทันที ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แต่ละแห่งเริ่มค้นหาหญิงสาวที่มีจันทรากายจากทั่วทุกสารทิศมาเข้าสำนักเพื่อบ่มพาะ

เพียงแต่ว่าสตรีจันทราเดิมทีก็มีจำนวนที่น้อยมากอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องคัดเลือกบุคคลที่มีอายุที่เหมาะสมเพื่อฝึกฝนอบรมวรยุทธ์วิชาด้วย

ทว่าโลกแปดพิภพมีพื้นที่กว้าง คนก็มาก สุดท้ายค้นพบสตรีจันทราจำนวนหนึ่งจนได้ และถูกแบ่งเป็นคนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ต่างกันไป

มงกุฎจันทราแข็งแกร่งมากเกินไป เพียงแค่จอมยุทธ์หญิงระดับปรมาจารย์ก็ใช้พลังที่มีอานุภาพที่แข็งแกร่งได้ และถ้าให้สตรีจันทราที่บรรลุระดับมหาปรมาจารย์แล้วใช้ ก็ยิ่งไม่ต้องคิดภาพเลย

เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นสำนักใดที่ได้มงกุฎจันทรามาครอบครองแต่เพียงผู้เดียว ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ก็ไม่มีทางยอมรับง่ายๆ

แต่พลังของมงกุฎจันทรา สำหรับศัตรูของโลกแปดพิภพอย่างโลกปีศาจอัคคี มันสามารถใช้สกัดกั้นอีกฝ่ายได้ดีเลยทีเดียว ซึ่งเป็นพลังที่โลกแปดพิภพต้องการอย่างเร่งด่วน

ดังนั้น หลังจากที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แต่ละแห่งได้ทำสัญญาพันธมิตรกันแล้ว เมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่งก็จะมีการจัดการทดสอบแห่งจันทราขึ้นครั้งหนึ่ง สตรีจันทราของแต่ละสำนักจะทำการประลองกัน และผู้ชนะก็จะได้มงกุฎจันทรามาครอบครองระยะหนึ่ง

ซึ่งเบื้องต้นยังไม่มีสตรีจันทราทีอยู่ในระดับมหาปรมาจารย์ถือกำเนิดขึ้น ดังนั้นทุกสำนักจึงยังยอมรับการทดสอบแห่งจันทรา และสามารถจัดขึ้นอย่างสงบได้

ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แต่ละแห่งต่างก็ลงทุนลงแรงในการบ่มเพาะสตรีจันทราของตนเองเต็มที่

เมิ่งหว่านก็คือสตรีจันทราของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์



สภาพแวดล้อมของบึงเย็นแห่งนี้สำหรับจันทรากายของนาง ถือได้ว่าเป็นสถานที่ที่ล้ำค่าทีเดียว

แต่ดูจากภาพความทรงจำของจิตกระดูกมังกร เมิ่งหว่านดูเหมือนไม่ได้มาในบึงเย็นแห่งนี้เพื่อทำการฝึกฝน และนางยังไม่ทันสังเกตเห็นจิตกระดูกมังกรที่กำลังหลับใหลอย่างสงบด้วย

สภาพของนางดูแล้วมีบางอย่างแปลกประหลาด

หลังจากนั้นไม่นาน หัวมังกรที่อยู่ในบึงเย็นก็พลันมีอีกคนหนึ่งปรากฏออกมา เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอมองตรงไป เขาก็ต้องรู้สึกบังเอิญอีกครั้ง เพราะคนที่มานั้นก็เป็นคนที่รู้จักเช่นกัน

ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า ผมปล่อยตกลงมา บนร่างกายมีลวดลายของเปลวเพลิง เยี่ยจิ่งนั่นเอง!
บทที่ 38
จากมุมมองของเยี่ยนจ้าวเกอ ตั้งแต่วินาทีแรกที่เมิ่งหว่านเข้ามาในน้ำ สถานการณ์ก็มีบางอย่างไม่ปกติอย่างเห็นได้ชัด

เสมือนว่ามีแนวโน้มที่มารจะเข้าแทรก

นางนั่งขัดสมาธิ ทั่วทั้งร่างกายถูกน้ำเย็นของบึงห้อมล้อมไว้ ใบหน้าที่สวยสะอาดมีสีหน้าเขียวทีแดงทีสลับกันไปไม่หยุด

ดวงตาทั้งสองข้างของนางปิดสนิท คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น บนใบหน้าเผยให้เห็นถึงความเจ็บปวดทรมานอยู่จางๆ

เยี่ยนจ้าวเกอพูดในใจว่า ‘นางไม่ได้เข้ามาในบึงเย็นเพื่อฝึกฝนจริงๆ ด้วย แต่เป็นเพราะเดิมทีร่างกายมีปัญหาอยู่แล้ว จึงใช้บึงเย็นแห่งนี้มาช่วยยับยั้ง’

และในตอนนี้เอง เยี่ยจิ่งก็ได้เข้ามาในบึงเย็นเช่นกัน ก่อนจะมองเมิ่งหว่านด้วยความประหลาดใจอยู่บ้าง

เมื่อถูกบึงเย็นกระตุ้น ลายเปลวเพลิงบนร่างกายของเขาก็ทอประกายขึ้น เกิดเป็นความร้อนที่มีอุณหภูมิสูงอย่างยิ่ง

เมิ่งหวานลืมตาขึ้น และมองไปที่เยี่ยจิ่งเช่นกัน ในดวงตากลมโตคู่นั้นเผยให้เห็นถึงความตกใจและความหวาดระแวง

สถานการณ์ในตอนนี้ นางทำได้เพียงแค่ฝืนประคับประคองไว้ให้ได้เท่านั้น ด้วยเพราะสมดุลของนางอ่อนแอนัก จึงไม่สามารถปกป้องตัวเองได้

เยี่ยจิ่งไม่จำเป็นต้องโจมตีนาง เพียงแค่รบกวนนิดเดียว นางก็ไม่มีทางฟื้นตัวได้อีก

เขาเหมือนจะรู้สภาพของเมิ่งหว่านในตอนนี้ แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเข้าโจมตีนาง หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้ว เขาถึงจะเข้าไปใกล้นางอย่างช้าๆ

สุดท้าย เขาก็ยกมือบอกเมิ่งหว่านว่าตนเองไม่มีเจตนาร้าย แต่ต้องการจะช่วยนาง

เยี่ยจิ่งยื่นมือทั้งสองออกไปตรงๆ ฝ่ามือของเขาร้อนดุจไฟ แม้จะอยู่ในส่วนลึกของบึงเย็น แต่ก็คล้ายกับว่าสามารถสัมผัสได้ถึงพลังความร้อนนั้นเลยทีเดียว

เมิ่งหว่านกะพริบตาและกัดฟัน ก่อนจะยื่นมือทั้งสองออกไปเช่นกัน ฝ่ามือของนางหันเข้าหาฝ่ามือของเยี่ยจิ่งในน้ำ

นางมีจันทรากาย ส่วนร่างกายที่สร้างขึ้นใหม่ของเยี่ยจิ่ง เห็นได้ชัดว่ามีสภาพที่ร้อนรุ่มดั่งไฟด้วยเหตุผลพิเศษ ทั้งสองคนจึงเป็นสภาพที่หยินหยางช่วยส่งเสริมและยับยั้งกันได้พอดี

วรยุทธ์ของเยี่ยจิ่งในตอนนี้แม้จะยังห่างชั้นจากเมิ่งหว่านมาก แต่ตอนนี้กลับคลายความคับขันของนางได้พอดี ราวกับฝนที่ตกลงมาในเวลาที่เหมาะสม

ปราณจิตราในร่างกายของเมิ่งหว่านที่กำลังจะอยู่ในวิกฤติมารเข้าแทรกนั้น ค่อยๆ สงบลงเนื่องจากความช่วยเหลือของเยี่ยจิ่งทันที

เยี่ยนจ้าวเกอมองเหตุการณ์นี้แล้ว กลับกลอกตาขาว

“บทแบบนี้ คุ้นเคยเหลือเกิน…”

“เป็นการพบกันครั้งแรกโดยบังเอิญที่ซึ้งกินใจจริงๆ”

“แม้จะไม่ต้องถอดเสื้อรักษาบาดแผล แต่หลังจากนี้หากได้ติดต่อกันหลายครั้ง ก็จะอยู่ด้วยกันแล้วเกิดเรื่องอย่างว่าขึ้นมากมายใช่หรือไม่?”

“วาสนาเรื่องผู้หญิงของเจ้า…ข้าหมดคำบรรยายจริงๆ”

แต่ว่าเมื่อถูกปราณจิตราของทั้งสองคนกระตุ้น โครงกระดูกของมังกรน้ำแข็งเหมันต์ขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้ชั้นน้ำแข็งของก้นบึง ก็เริ่มมีแสงสีขาวอ่อนๆ วิ่งผ่านไปตรงบริเวณกระดูกส่วนหัวของมังกร

จิตมังกรน้ำแข็งเริ่มตื่นขึ้นจากการหลับใหลแล้ว!

บึงเย็นเริ่มสั่นไหว น้ำที่เย็นเฉียบของบึงก็กระเพื่อมไม่หยุด ในเบ้าตาของกระดูกส่วนหัวมังกรขนาดใหญ่บริเวณน้ำแข็งก้นบึงเย็น พลันมีแสงสีครามสว่างขึ้น!

ชั่วครู่หนึ่ง ชั้นน้ำแข็งที่ก้นบึงเย็นก็แตกร้าวออกมาในที่สุด เสียงคำรามดังสนั่นดังขึ้น บนโครงกระดูกของมังกรน้ำแข็งเกิดแสงสีขาวเป็นแฉกๆ ขึ้น

ในบึงเย็นราวกับเกิดคลื่นกระหน่ำเข้ามาในทันที

น้ำในบึงกลายเป็นน้ำวนขนาดใหญ่ ที่จะบดทุกอย่างที่ตกลงไปให้แหลกละเอียด

ในส่วนลึกของบึงเย็น ฝ่ามือทั้งสี่ของเมิ่งหว่านและเยี่ยจิ่งทาบเข้าหากัน ร่างกายหมุนไปตามแรงของน้ำวน และพยายามต้านทานแรงกดดันที่มาจากน้ำวนไปพร้อมๆ กัน

ด้านล่างของน้ำวน มังกรน้ำแข็งยื่นโครงกระดูกส่วนหัวขนาดใหญ่ออกมา ก่อนจะอ้าปากกว้างพลางคำรามไม่หยุด

การเคลื่อนไหวของกระดูกมังกรทำให้บึงเย็นสั่นสะเทือนไปทั่ว และยังขยายออกไปตามแนวพื้นดิน

ธารน้ำแข็งที่เป็นที่ตั้งของกระดูกส่วนหาง ก็ได้รับผลกระทบในทันที

ผ่านไปไม่นาน ในที่สุดเมิ่งหว่านและเยี่ยจิ่งก็ค่อยๆ คุ้นเคยกับแรงหมุนของน้ำวน จึงเริ่มหาวิธีที่จะเอาตัวรอด

ร่างกายของเมิ่งหว่านได้รับการดึงดูดจากโครงกระดูกของมังกรน้ำแข็งทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งถูกพัดไปยังส่วนหัวของมังกร และถูกมันดูดไว้

บัดนี้วรยุทธ์ในร่างกายของนางกำลังขับเคลื่อนถึงขีดสูงสุด แสงสีขาวที่ปรากฏขึ้นตรงหัวของมังกรพลันไหลเข้าร่างกายของนางในทันที

เยี่ยนจ้าวเกอเห็นภาพตรงหน้าก็เข้าใจทันที “จันทรากายเป็นเงื่อนไขที่พิเศษจริงๆ…นางรั้งจิตมังกรน้ำแข็งได้อย่างที่คิด”

เมื่อได้จิตกระดูกมังกรเข้าไปในร่างกาย สีหน้าของเมิ่งหว่านที่ขาวซีด ก็เริ่มกลับมามีสีแดงระเรื่อขึ้นอีกครั้ง

เยี่ยจิ่งที่ยังคงทาบฝ่ามือทั้งสี่ไว้กับนาง ก็ถูกดูดไปที่กระดูกหัวของมังกรน้ำแข็งเช่นกัน

แม้ว่าน้ำในน้ำวนจะยังคงพัดร่างของเยี่ยจิ่งอยู่ แต่เขาก็ยังฝืนร่างกายให้นิ่งได้

ลายเปลวเพลิงไหลเวียนทั่วทั้งร่างกายของเขา เห็นได้ชัดว่าเป็นการขับเคลื่อนวรยุทธ์จนถึงขีดสูงสุดเช่นกัน

แสงสีขาวเริ่มไหลผ่านจากมือทั้งสองของเมิ่งหว่าน ไปยังร่างกายของเขาทีละเล็ก ทีละน้อย

เมิ่งหว่านไม่ถือสาอะไร แม้นางจะโชคดีที่มีจันทรากายตั้งแต่เกิด แต่คิดจะเก็บจิตมังกรน้ำแข็งเพียงลำพังคนเดียวก็ยังเป็นเรื่องที่ยากอยู่ดี

แต่ในวินาทีนั้นเอง จู่ๆ ร่างกายขนาดมหึมาของมังกรน้ำแข็งก็เกิดนิ่งชะงัก

แสงสีขาวสายหนึ่งปรากฏขึ้นบนกระดูกมังกร ทะลุออกจากข้อต่อของกระดูกสันหลัง และขยายไปเรื่อยๆ จนถึงหัวมังกร

จากนั้นแสงสีขาวที่กำลังสั่นไหว ก็เริ่มเบาบางอย่างรวดเร็ว

เยี่ยนจ้าวเกอรู้ดีแก่ใจ ว่าเป็นเพราะตนเองกับอาหู่มาถึงแล้ว และเริ่มเก็บจิตมังกรน้ำแข็งจากส่วนหางของมังกร เมื่อได้รับผลกระทบเช่นนี้ ส่วนหัวมังกรเองก็จะถูกกระตุ้นด้วยเช่นกัน

หลังจากน้ำวนในบึงเย็นสงบลงเล็กน้อย จู่ๆ ก็ระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงทันที

สองมือของเมิ่งหว่านและเยี่ยจิ่งที่ทาบเข้าหากันอยู่ พลันสั่นไหวจนหลุดออกจากกัน ทั้งสองคนจึงถูกน้ำวนพัดไปคนละทิศทาง

ความทรงจำของจิตมังกรน้ำแข็งปรากฏภาพทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอดีตอีกครั้งอย่างสมบูรณ์

แต่ละภาพแล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความทรงจำที่บันทึกไว้จบลงเพียงเท่านี้ ภาพที่เยี่ยนจ้าวเกอมองเห็นในตอนนี้ตรงกับสถานการณ์จริงในปัจจุบันแล้ว

ถึงจะเป็นการเชื่อมจิตเข้ากับจิตมังกรน้ำแข็ง แต่เยี่ยนจ้าวเกอก็ยังคงมองเห็นสถานกาณ์ของฝั่งตรงข้ามได้ชัดเจน

สิ่งที่ต่างกันก็คือ ดวงตาดุจน้ำใสในทะเลสาบคู่หนึ่ง บัดนี้ได้ปรากฏขึ้นตรงหน้า และมองสบตากับตนเองอยู่

เมิ่งหว่านเชื่อมจิตกับจิตมังกรน้ำแข็ง

เยี่ยนจ้าวเกอมองเมิ่งหว่านด้วยสีหน้าที่นิ่งสงบ

หลังจากมาถึงโลกนี้ เมื่อได้รู้เรื่องของมงกุฎจันทรา เยี่ยนจ้าวเกอก็ยังได้รู้ถึงเรื่องที่น่าอึดอัดใจมากเรื่องหนึ่งเช่นกัน

คือสำนักเขากว่างเฉิงของตนเองไม่มีสตรีจันทรา

สำนักเขากว่างเฉิงไม่มีลูกศิษย์หญิงที่มีจันทรากาย แน่นอนว่าไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันชิงมงกุฎจันทราได้

แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่ามงกุฎจันทราตกหล่นไปยังสำนักอื่นแล้ว จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขากว่างเฉิงเลย

แต่ละดินแดนศักดิ์สิทธิ์มีความสัมพันธ์อันดีและไม่ดีระหว่างกัน

และที่บังเอิญก็คือ สำนักเขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยจะลงรอยกัน

ตนเองไม่สามารถได้มาซึ่งมงกุฎจันทรา นั่นหมายความว่าฝ่ายตรงข้ามก็ต้องไม่ได้ด้วยเช่นกัน

ดังนั้นถึงแม้จะไม่ได้มีความแค้นส่วนตัวกับเมิ่งหว่านก็ตาม แต่เรื่องนี้ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงในระดับสูงกว่านั้น เยี่ยนจ้าวเกอจึงไม่อาจมองข้ามได้

เยี่ยนจ้าวเกอมองไป ก่อนจะเห็นทางฝั่งบึงเย็นมีแนวโน้มว่าจะถล่ม เนื่องจากการสั่นไหวก่อนหน้านี้

กำแพงหินที่อยู่รอบๆ บึงเย็นพากันร้าวและถล่มลง กลายเป็นคลองมืดใต้ดินหลายสาย น้ำในบึงเย็นก็เริ่มไหลไปตามคลองต่างๆ

เยี่ยจิ่งก็ถูกน้ำพัดเอาตัวไป และกำลังจะถูกพัดไปในคลองมืดสายหนึ่ง

เมื่อเห็นว่าเขาตกอยู่ในอันตราย เมิ่งหว่านก็เลิกคิ้วสูง คิดอยากจะยื่นมือออกไปให้ความช่วยเหลือ แต่จิตมังกรน้ำแข็งดูดร่างกายของนางไว้ จึงไม่สามารถขยับได้

เมิ่งหว่านกระตุกข้อมือครั้งหนึ่ง ภายใต้ปราณจิตราที่ถูกขับเคลื่อน ผ้าแพรยาวผืนหนึ่งยื่นทะลุน้ำที่ไหลเชี่ยวในบึงไปถึงตรงหน้าของเยี่ยจิ่งราวกับเป็นเหล็กกล้าท่อนหนึ่ง

เยี่ยจิ่งจึงรีบยื่นมือออกไปจับผ้าแพรยาวสีขาวนั้น แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงปราณจิตราของเมิ่งหว่าน เขาก็สติหลุดลอยไปเล็กน้อย

จิตของเขาเชื่อมเข้ากับจิตมังกรน้ำแข็งอย่างแผ่วเบา

หลังจากนั้น ใบหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขา

ดวงตาทั้งสองของเยี่ยจิ่งก็แดงก่ำทันที

“เยี่ยนจ้าวเกอ!!!“

ลายเปลวเพลิงบนตัวของเขาเคลื่อนไหวรุนแรงขึ้นในพริบตา และเริ่มลุกลามอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะแผ่กระจายออกไปทั่วทั้งตัว

เมิ่งหว่านที่เห็นบึงเย็นกำลังจะพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง และอีกฝั่งก็มีการแย่งชิงจากเยี่ยนจ้าวเกอ เยี่ยจิ่งที่เป็นผู้ช่วยของฝั่งตนเองก็สภาวะไม่มั่นคง นางจึงถอนหายใจเงียบๆ ครั้งหนึ่ง

นางตัดสินใจใช้วิชาสวนทาง ฝืนทนการกระอักเลือดไว้ และตัดความสัมพันธ์ระหว่างตนเองและจิตมังกรน้ำแข็งออกไปอย่างดื้อๆ เตรียมถอนตัวออกจากบึงเย็นก่อนแล้วค่อยว่ากัน

เยี่ยจิ่งเบิกตาโพลงด้วยความโกรธจัด ความโมโหและความไม่พอใจเปลี่ยนเป็นความแค้น ‘ข้าไปที่ไหน เจ้าก็ตามไปถึงที่นั่น จะฆ่าข้าให้ตายหรืออย่างไร’

‘ข้าขอบอกเจ้าเลย ว่ามันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก!’

‘สุนัขบ้าที่คอยทำร้ายข้าไม่เลิกรา แค้นนี้ข้าต้องชำระแน่!’


เยี่ยนจ้าวเกอมองเยี่ยจิ่ง แล้วยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา ‘เจ้าเด็กน้อย เจ้าน่าจะดีใจนะ ที่ตอนนี้ข้าไม่ได้อยู่ที่บึงเย็นฝั่งนั้น’

‘เมิ่งหว่านคล่องแคล่วมาก จัดการตัดความสัมพันธ์ออกดื้อๆ แล้วรีบหนี มิเช่นนั้นข้าคงส่งคนไปดักพวกเจ้าไว้ที่บึงเย็นแน่’

‘แต่ว่าเจ้าคิดว่าเป็นเช่นนี้แล้ว ข้าจะหมดหนทางจัดการกับเจ้าหรือ?’

‘จ่ายดอกเบี้ยมาก่อนสักนิดแล้วกัน’

เยี่ยนจ้าวเกอชักฝ่ามือที่วางอยู่บนกระดูกหางของมังกรกลับอย่างฉับพลัน จากนั้นก็ตบมือไปลงบนแผ่นป้ายโลหะที่ติดอยู่ระหว่างข้อต่อของกระดูกครั้งหนึ่ง!
บทที่ 39
บุญคุณยื่นมือเข้าช่วยเหลือ บวกกับการร่วมทุกข์กันครั้งหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้ก็สามารถสร้างสัมพันธไมตรีอันดีกับนางต่อได้แล้วหรือ?

ทั้งสองอาจกลายเป็นสามีภรรยากัน โดยหวนกลับบ้านพร้อมทั้งเงินทอง ก้าวสู่หนทางแห่งความสำเร็จด้วยกัน จากนั้นก็กลับมาหาเรื่องข้าภายหลังอย่างนั้นหรือ?

‘คิดได้ดีทีเดียว แต่ว่าจงลงไปดื่มน้ำในบึงดีๆ เสียเถอะ’

เยี่ยนจ้าวเกอแสยะยิ้ม แล้วหยุดการเก็บจิตมังกรน้ำแข็งลงกลางคัน แล้วเหวี่ยงฝ่ามือตบลงบนแผ่นป้ายโลหะครั้งหนึ่ง

แผ่นป้ายโลหะสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงโดยพลัน จากนั้นโครงกระดูกขนาดมหึมาของมังกรน้ำแข็งก็สั่นสะท้านอย่างหนักไปด้วย

จิตมังกรน้ำแข็งส่งเสียงคำรามสะเทือนฟ้า และดังสนั่นจนหูแทบหนวก

ในตอนที่ฝ่ามือของเยี่ยนจ้าวเกอเลื่อนออกจากกระดูกมังกร การเชื่อมต่อกับระหว่างตัวเขาและจิตมังกรน้ำแข็งก็ถูกตัดขาด

เยี่ยจิ่งและเมิ่งหว่านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็ยากที่จะรับรู้ถึงสถานการณ์ของเยี่ยนจ้าวเกอได้อีก

ขณะที่พวกเขายังตกตะลึง จิตมังกรน้ำแข็งก็ระเบิดขึ้นอย่างแรง ร่างขนาดมหึมาของมังกรบิดเคลื่อนตัวอย่างบ้าคลั่ง

ในบึงเย็นเกิดน้ำวนขนาดใหญ่ขึ้นอีกครั้ง กระแสน้ำไหลเชี่ยวและกำแพงหินที่พังทลายลงล้วนกระจายไปทั่วทุกทิศ

มังกรน้ำแข็งยกหัวขึ้นอย่างฉับพลัน และกระแทกเข้ากับร่างของเมิ่งหว่านอย่างแรง นางพยายามฝืนต้านเอาไว้ ทว่าร่างกายของนางสั่นสะเทือนอย่างหนัก จึงยากที่จะจับผ้าแพรไว้ได้

เยี่ยจิ่งแค่นหัวเราะเสียงเย็น ก่อนจะสูญเสียการนำพาจากเมิ่งหว่านไป เขาจึงถูกพัดกลืนเข้าไปในคลองมืดใต้ดินสายหนึ่ง พริบตาเดียวเขาก็หายไป ไม่รู้ว่าถูกพัดไปถึงที่ไหน

ในน้ำมองไม่เห็นท้องฟ้าและดวงตะวัน มีแต่ความมืดมิดปกคลุมรอบด้าน

ร่างกายของเยี่ยจิ่งที่ลอยไปตามกระแสน้ำวน กระแทกเข้ากับกำแพงหินในคลองไม่หยุดหย่อน เขาเพียงรู้สึกถึงความเวียนหัว โลกหมุนกลับตาลปัตร

“เยี่ยน…จ้าว…”

เยี่ยจิ่งร้องตะโกนด้วยความโมโหอีกครั้ง แต่กลับไม่มีเสียงใดๆ ลอดออกมา มีเพียงแค่น้ำเย็นเสียดกระดูกไหลท่วมเข้าในปากของเขา และกลืนเอาคำพูดท่อนหลังของเขาไปเสียดื้อๆ

ร่างกายของเขาเกิดบาดแผลไปทั่วอีกครั้ง แต่ที่กระจัดกระจายพาดทั้งตัวเขากลับไม่ใช้เลือดเนื้อจากบาดแผล แต่กลับเป็นเปลวไฟหลายแฉก

น่าเสียดายที่เมื่อเปลวไฟเพิ่งเริ่มปรากฎขึ้น มันก็ถูกพัดจมเข้าไปในกระแสน้ำไหลเชี่ยวของคลอง

เมื่อเมิ่งหว่านที่เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง นางก็ไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว

การจะเอาตัวรอดในบึงเย็นบ้าคลั่งเป็นเรื่องยาก นางทำได้เพียงแค่ประคับประคองร่างกายเอาไว้ หลังจากกระแสน้ำสงบลงถึงจะกล้าเคลื่อนไหวอีกครั้ง

ในธารน้ำแข็งอีกด้านหนึ่ง เยี่ยนจ้าวเกอวางมือลงบนกระดูกหางของมังกรอีกครั้งอย่างไม่ทุกข์ร้อน แล้วทำการเก็บจิตมังกรน้ำแข็งที่ยังหลงเหลืออยู่อีกครั้ง

‘เดิมทีน่าจะเป็นการพบกันครั้งแรกโดยบังเอิญที่ซึ้งกินใจ แต่สุดท้ายกลับเป็นเช่นนี้เสียได้ ยิ่งไม่รู้เลยว่าด้านมืดในใจของใครบางคนในตอนนี้จะมีมากขนาดไหน?’

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม ‘เจ้าคิดว่าจะจบลงแค่นี้หรือ? เจ้าเด็กน้อย พวกเราเพิ่งเริ่มต่างหาก’

“ไปหาดู แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวน่าจะไปทางทิศเหนือ เจ้าน่าจะเจอถ้ำแห่งหนึ่ง มีบึงเย็นอยู่ด้านล่างของถ้ำนั้น”

เขากล่าวเสริมหลังออกคำสั่งอีกว่า “เมิ่งหว่าน สตรีจันทราจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็น่าจะอยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้น”

“แม้เยี่ยจิ่งจะถูกพัดไปในคลองมืดใต้ดิน แต่ก็คงอยู่ละแวกนั้น ใช้ที่นั่นเป็นศูนย์กลางแล้วขยายพื้นที่การค้นหาออกไปรอบๆ”

อาหู่พยักหน้า “ขอรับ คุณชาย”

เยี่ยนจ้าวเกอยังคงอยู่ต่อที่ใต้ทะเลสาบน้ำแข็ง เนื่องจากจิตมังกรน้ำแข็งถูกเขาดูดไป โครงกระดูกมังกรน้ำแข็งที่เคลื่อนไหวเมื่อครู่จึงค่อยๆ สงบลงแล้ว

และเมื่อชายหนุ่มเก็บจิตมังกรน้ำแข็งจนหมดแล้ว ในที่สุดเขาก็ยกมือออกจากกระดูกหางของมัน และดึงเอาแผ่นป้ายเหล็กออกจากข้อต่อของกระดูกด้วย

‘เหอะ ถ้าจะให้พูด เจ้าสิ่งนี้ก็เป็นของเยี่ยจิ่ง’ เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มอย่างไม่ได้สนใจ ‘เก็บดอกเบี้ยก่อนสักนิดแล้วกัน’

หยกครามน้ำแข็งที่อยู่ในมืออีกข้างของเขา บัดนี้เปลี่ยนไปเป็นสีขาวบริสุทธิ์ และมีเงาของมังกรเคลื่อนไหวเลือนรางอยู่ข้างใน

ทั้งยังมีเสียงคำรามดังลอดออกมาเป็นช่วงๆ หยกชิ้นนี้ขยับไปมาอย่างอิสระ ราวกับสิ่งมีชีวิตก็ไม่ปาน

กำลังมือของเยี่ยนจ้าวเกอยังไม่สามารถจับมันอย่างมั่นคง น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก

ชายหนุ่มออกจากทะเลสาบน้ำแข็ง ส่วนอาหู่ แม้จะได้รับคำสั่งให้ไปบึงเย็น แต่ก็มีชายชุดดำในระดับปรมาจารย์สองสามคนคอยคุ้มกันเขาอยู่ที่นี่

“สองคนเฝ้าธารน้ำแข็งนี้ไว้ จากนั้นก็ส่งคนไปแจ้งไปที่สำนัก ให้พวกเขามาเก็บโครงกระดูกของมังกรน้ำแข็งเหมันต์ไป”

เมื่อฟังคำสั่งจากเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว ชายชุดดำคนหนึ่งจึงตอบว่า “ขอรับ คุณชาย”

แม้ว่าจะไม่มีสิ่งที่มีค่าที่สุดอย่างจิตมังกรน้ำแข็งแล้ว แต่โครงกระดูกของมังกรน้ำแข็งเหมันต์ก็ยังคงมีคุณค่าสูงมาก

เยี่ยนจ้าวเกอออกจากธารน้ำแข็ง มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปบึงเย็นแห่งนั้น

ขณะที่กำลังเดินทางไป เยี่ยนจ้าวเกอกำหยกก้อนนั้นไว้ในมือ พลางถ่ายเทปราณจิตราเข้าไป เพื่อกระตุ้นจิตมังกรน้ำแข็ง

จิตมังกรน้ำแข็งเสมือนกับแสงสีขาว กำลังเคลื่อนไปมาอยู่ในหยกไม่หยุด และเมื่อได้รับการกระตุ้นจากปราณจิตราของเยี่ยนจ้าวเกอ แสงสีขาวนั้นก็เริ่มไหลเข้าไปในตัวเขาทันที

พลังจากแสงสีขาวแข็งแกร่งมาก ทำให้ร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกชาไปชั่วขณะ

แต่เยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่สนใจ เขาลอบถอนหายใจเสียงหนึ่ง จุดตันเถียนชี่ไห่ในร่างกายมีปราณบริสุทธิ์เกิดขึ้น จากวิชาเอกพิสุทธิ์อันเป็นวิชาสายหลักเขากว่างเฉิง

แต่ที่ต่างออกไปจากจอมยุทธ์อื่นๆ ของเขากว่างเฉิงคือ ปราณบริสุทธิ์ที่อยู่ในจุดตันเถียนของเยี่ยนจ้าวเกอมีภาพเลือนรางปรากฏขึ้น

นี่ก็คือพื้นฐานของวรยุทธ์ที่เยี่ยนจ้าวเกอได้รับจากการฝึกฝนวิชาภายในคัมภีร์นภาไร้ขอบเขต ที่ถูกเก็บในวังเทพก่อนวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่

ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนเป็นภาพเลือนราง

และในภาพเลือนรางต่างๆ ก็บังเกิดเป็นทุกสรรพสิ่ง

เมื่อได้รับการกระตุ้นจากปราณเย็นของกระดูกมังกรน้ำแข็ง ภาพเลือนรางเหล่านี้ก็แปรเปลี่ยนเป็นปราณที่ร้อนจัดทันที หลังจากความร้อนและความเย็นหลอมรวมกันแล้ว ก็เกิดเป็นภาพเลือนรางใหม่อีกครั้ง

และในระหว่างนี้ ปราณจิตราก็ไหลเวียนไปทั่วร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอ และบ้าคลั่งขึ้นเรื่อยๆ!

ทุกรูทวารบนตัวของเขามีหมอกสีครามรุกล้ำอยู่เนืองๆ และเปลี่ยนเป็นรูปร่างของมังกรน้ำแข็งอย่างเห็นได้ชัด

หนึ่งรูทวารมีมังกรน้ำแข็งรุกล้ำอยู่หนึ่งตัว

มังกรทั้งฝูงร้องคำรามออกมา เกราะเกล็ดทั่วร่างกายสะบัดเปิดปิด แสดงพลังดุจคลื่นที่กำลังซัดสาด

หลังจากที่ฝึกวิชาไปแล้วสามสิบหกรอบ เยี่ยนจ้าวเกอก็หยุดพักชั่วคราว แล้วเก็บหยกมังกรน้ำแข็ง ก่อนจะหยิบแผ่นป้ายโลหะนั้นออกมาอีกครั้ง

ชายหนุ่มเห็นว่าลวดลายที่อยู่บนแผ่นป้ายไม่ขาดหายไปอีกต่อไป แยกแยะเนื้อหาและความหมายของตัวอักษรโบราณได้แล้ว

“ดวงดารารวมกลุ่ม ฝูงมังกรลอดวารี หุบเหวเหมันต์บรรพกาล เกล็ดย้อนตะลึงจันทร์…”

‘มังกรน้ำแข็งเหมันต์ที่ถูกฝังกระดูกอยู่ที่นี่ เกี่ยวข้องกับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็งท่านนั้นอย่างที่คิด และเขาก็ดูจะเกี่ยวพันกับปริศนาฝูงมังกรว่ายเข้าทะเลอีกด้วย ตัวอักษรพวกนี้เป็นคำชี้แนะ เป็นคำพูดทิ้งท้าย หรือเป็นข้อความเตือนกันแน่?’

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มแล้วส่ายหน้าไปมา “น่าสนใจ น่าสนใจ…”

สำหรับวรยุทธ์วิชาที่จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็งอาจเหลือทิ้งไว้ เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้สนใจสักเท่าไร แต่ว่าอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของที่หายไปโดยไม่รู้สาเหตุของท่านจอมยุทธ์ในตอนนั้น กลับเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้ได้มากกว่า

แต่ ณ ตอนนี้ยังข้อมูลมีน้อยเกินไป จึงถือเป็นเรื่องในอนาคต

สิ่งที่เยี่ยนจ้าวเกอสนใจในตอนนี้ หนึ่งคือข่าวคราวของเยี่ยจิ่ง สองคือเมิ่งหว่านที่อยู่ในบึงเย็นก่อนหน้านี้

‘สตรีจันทรา…’ เยี่ยนจ้าวเกอฝืนยิ้ม ‘นภาพิภพกว้างใหญ่เช่นนี้ แต่กลับหาสตรีแห่งหยินไม่พบเลยสักคน เขากว่างเฉิงนี่โชคไม่ดีเอาเสียเลย’

สตรีจันทรามีจำนวนน้อยมาก และไม่ได้มีอยู่ในทุกดินแดนศักดิ์สิทธิ์

ดังนั้นการทดสอบแห่งจันทราสองครั้งที่ผ่านมา เขากว่างเฉิงจึงทำได้เพียงนั่งมองตาปริบๆ เท่านั้น คอยมองดูสตรีจันทราของสำนักอื่นประลองกัน ส่วนผู้ชนะเก็บมงกุฎจันทราไว้ในกระเป๋า

นี่ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอเสียใจมาก


มงกุฎจันทราที่ปรากฏขึ้นหลังจากวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ แม้เยี่ยนจ้าวเกอจะไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับมันมากนัก แต่ในบรรดาสิ่งของที่วังเทพเก็บไว้ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ กลับมีคัมภีร์วรยุทธ์สูงสุดที่เหมาะกับการฝึกฝนของจอมยุทธ์หญิงที่มีจันทรากายอย่างน่าประหลาด เป็นคัมภีร์ชั้นยอดเหนือกว่าทุกคัมภีร์ที่มีอยู่ในโลกแปดพิภพในปัจจุบัน

ถ้าหากเขากว่างเฉิงมีลูกศิษย์แบบนี้สักคนหนึ่ง ต่อให้ไม่มีจันทรากาย หรือมีความสามารถและวรยุทธ์ทั่วไป เยี่ยนจ้าวเกอก็มั่นใจอย่างยิ่งว่าจะบ่มเพาะนางเพื่อเข้าชิงมงกุฎจันทราได้

แต่แม่บ้านฝีมือดีก็ลำบากเมื่อขาดข้าวสาร[1] พูดอะไรไปก็เปล่าประโยชน์

เยี่ยนจ้าวพลันเกอกลอกตาครั้งหนึ่งด้วยความเจ็บใจ!
บทที่ 40
สำนักเขากว่างเฉิง ณ เกาะนภากลาง มีจวนถ้ำหินแห่งหนึ่งอยู่ลึกเข้าไปในทิวเขา เป็นสถานที่ที่คนในสำนักเขากว่างเฉิงมักใช้เข้าฌานบำเพ็ญเพียรโดยเฉพาะ

ประตูหินหน้าถ้ำที่ถูกปิดสนิทมาตลอดก่อนหน้านี้ จู่ๆ ก็เปิดออกอย่างเชื่องช้า

เด็กสาวอายุราวสิบห้าสิบหกปีคนหนึ่งเดินออกมาจากข้างใน นางสวมชุดสีขาวทั้งตัว นับว่าเป็นแสงสว่างหนึ่งเดียวในขุนเขารกชัฏ ประดุจบัวสายที่เบ่งบานอย่างเงียบๆ ในยามค่ำคืน

ด้านนอกถ้ำมีเด็กหนุ่มสองคนกำลังยืนรออยู่ เมื่อพวกเขาเห็นเด็กสาวเดินออกมา บนใบหน้าของทั้งสองคนก็เผยรอยยิ้มขึ้น “ศิษย์น้องหลินออกฌานแล้วหรือ?”

หลินอวี้เสายิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วคำนับทั้งสองคนก่อน “ศิษย์พี่”

เด็กหนุ่มทั้งสองคนก็คำนับให้เช่นกัน หนึ่งในนั้นยิ้มแล้วพูดว่า “ขอแสดงความยินดีกับศิษย์น้องด้วย ที่เข้าฌานครั้งนี้มีการพัฒนามาก หากปฏิบัติภารกิจสำเร็จอีกสักหน่อย ก็จะได้คลุมชุดสีน้ำเงินแล้ว”

กฎของเขากว่างเฉิง ลูกศิษย์เยาว์วัยธรรมดาจะสวมชุดขาวทั้งหมด เหมือนกับกลุ่มของเยี่ยจิ่งและหลานเหวินเหยียน รวมทั้งหลินอวี้เสาที่อยู่ ณ ที่นี้ด้วยเป็นเช่นเดียวกันทั้งหมด

ผู้ที่มีพรสวรรค์โดดเด่น และมีวรยุทธ์ในระดับหนึ่ง มีประสบการณ์และการฝึกฝนที่มากพอก็จะได้คลุมชุดน้ำเงินด้านนอกชุดขาว และก็จะถูกเรียกว่าศิษย์อัจฉริยะ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของสำนัก เช่น ซือคงจิง

เหนือขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง เช่น เยี่ยนจ้าวเกอ ที่คลุมชุดน้ำเงินแต่งขอบสีดำด้านนอกชุดขาว จะเรียกว่าศิษย์สืบทอดสายตรง นอกจากตำแหน่งที่ต่างกัน มีอำนาจและบำเหน็จสูงสุดแล้ว ก็ยังมีจำนวนก็น้อยที่สุดด้วย

หลินอวี้เสายิ้มบางๆ แล้วตอบว่า “ระยะเวลาการฝึกฝนของข้ายังน้อย พื้นฐานยังไม่มั่นคง ยังขาดประสบการณ์การออกไปฝึกฝนด้านนอก ยังห่างจากลูกศิษย์ชุดคลุมน้ำเงินอีกไกลนัก”

“วันข้างหน้าหากมีโอกาสได้ออกไปฝึกฝนข้างนอกกับศิษย์พี่ทั้งสอง ข้าคงต้องขอให้พวกท่านชี้แนะด้วย”

เด็กหนุ่มทั้งสองมองตากันครั้งหนึ่ง แล้วยิ้ม พูดในใจว่า ‘มีศิษย์พี่เยี่ยนเป็นเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่คอยบังลมต้านฝนให้ เจ้ายังมีภารกิจการฝึกฝนใดที่เจ้าจะผ่านไปไม่ได้อีกหรือ? ’

แต่ทว่าฝ่ายตรงข้ามอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่มีทีท่าว่าจะใช้อำนาจของเยี่ยนจ้าวเกอข่มขู่ ทำให้ทั้งสองคนรู้สึกสบายใจไม่น้อย พวกเขาจึงยิ้มแล้วพูดพร้อมกันว่า “มีศิษย์พี่เยี่ยนคอยดูแลเจ้า พวกข้ายังจะมีประโยชน์ที่ไหนกัน?”

“กลับกันถ้ามีโอกาสที่ได้ออกไปฝึกฝนกับศิษย์พี่เยี่ยน นับว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยากสำหรับพวกข้า เมื่อถึงตอนนั้นยังต้องขอให้ศิษย์น้องหลินเสนอชื่อของพวกข้าให้กับศิษย์พี่เยี่ยนด้วย”

“ศิษย์พี่เยี่ยนมีประสบการณ์มากกว่าพวกเรานัก เขาต้องตัดสินใจด้วยตัวเองไว้ก่อนแล้ว” หลินอวี้เสากล่าวพร้อมรอยยิ้มจาง

“แต่ศิษย์น้องอย่างข้า ก็หวังว่าจะมีโอกาสได้ร่วมเดินทางกับศิษย์พี่ทั้งสอง”

ทั้งสองคนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามต่างก็ยิ้ม ทุกคนต่างรู้ดีว่าคนที่ตัดสินใจแท้จริงอย่างไรก็เป็นเยี่ยนจ้าวเกอ แต่ว่าท่าทางเช่นนี้ของหลินอวี้เสาก็เพียงพอแล้วสำหรับพวกเขา

“ไม่ทราบว่าศิษย์พี่ทั้งสองทราบหรือไม่ ว่าตอนนี้ศิษย์พี่เยี่ยนอยู่ที่สำนักหรือไม่?” หลินอวี้เสาเอ่ยถาม

ศิษย์เขากว่างเฉิงคนหนึ่งส่ายหน้า “ก่อนหน้านี้ศิษย์พี่เยี่ยนรับหน้าที่เป็นปรมาจารย์นำลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งของสำนัก ไปยังหุบเหวปราการมังกรที่อยู่ในอาณาจักรถังตะวันออก เกาะนภาตะวันออก หลังจากนั้นก็พักอยู่ที่นั่นมาตลอด ยังไม่กลับมาที่สำนัก”

“เกาะนภาตะวันออก…อาณาจักรถังตะวันออก…” หลินอวี้เสานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาเหม่อลอยไปชั่วขณะ แต่ไม่นานสายตาของนางก็กลับมาเป็นปกติ

ลูกศิษย์เขากว่างเฉิงคนนั้นมองนางครั้งหนึ่ง เขาลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อว่า “ศิษย์น้องเยี่ยก็ไปด้วย แต่ได้ยินมาว่าเขาหายตัวไป”

แววตาของหลินอวี้เสาวูบไหวเบาๆ ร่างกายชะงักไปเล็กน้อย และฟังฝ่ายตรงข้ามพูดต่อไปว่า “แต่ว่าก็แค่หายตัวไปเท่านั้น ตกลงว่าเป็นหรือตายยังไม่แน่ชัด”

อีกคนหนึ่งมองหลินอวี้เสาแล้วพูดขึ้นเบาๆ ว่า “ศิษย์พี่ซือคงก็เดินทางไปด้วย แต่มีข่าวลือว่าหลังจากออกมาจากหุบเหวปราการมังกรครั้งนี้ ท่าทีที่นางมีต่อศิษย์พี่เยี่ยนเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไป…”

หลิวอวี้เสาเงียบไปเล็กน้อย จากนั้นสีหน้าก็ค่อยๆ กลับเป็นปกติ แล้วพูดขึ้นเสียงเบา “หวังว่าเยี่ย…ศิษย์น้องจะโชคดีฟ้าคุ้มครอง”

ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะมีปัญหาอะไรกัน แต่อย่างไรทุกคนก็เป็นลูกศิษย์ร่วมสำนัก นางพูดเช่นนี้นับเป็นเรื่องปกติ

เพียงแต่ว่าลูกศิษย์ของเขากว่างเฉิงทั้งสองคนสบตากันครั้งหนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าแปลกไปบ้าง แต่ก็พยักหน้ารับ “จริงด้วย หวังว่าเขาจะโชคดีฟ้าคุ้มครอง”

ทั้งสามคนกล่าวลาและแยกย้ายกันไป หลินอวี้เสายืนนิ่งอยู่หน้าประตูจวนหินราวกับรูปปั้น ไม่ขยับเลยสักนิด

ผ่านไปนานพอสมควร นางถึงถอนหายใจออกมาเบาๆ ในที่สุดก็รู้สึกโกรธขึ้นมาบ้าง

หลังจากที่รายงานผลของการเข้าฌานฝึกฝนของตนเองเรียบร้อยแล้ว หลินอวี้เสาก็ยื่นคำขอออกนอกสำนัก เพื่อไปยังอาณาจักรถังตะวันออกที่อยู่เกาะนภาตะวันออก

ที่นั่นก็เป็นบ้านเกิดของนางเช่นกัน

เมื่อผู้อาวุโสปฏิบัติกิจที่ได้ฟังคำขอของนาง เขามองอีกฝ่ายด้วยสายตามีเลศนัยแฝงอย่างหาได้ยาก ด้วยทุกคนต่างก็รู้ว่าตอนนี้เยี่ยนจ้าวเกออยู่ที่ถังตะวันออก

แต่ว่าผู้อาวุโสปฏิบัติกิจก็ไม่ได้ห้ามปราม กลับตอบตกลงโดยง่าย

หลินอวี้เสาก็ยังคงอ่อนโยนและมารยาทดีเช่นเคย นางกล่าวลาเรียบร้อย จากนั้นก็กลับไปที่พักของตนเอง ก่อนจพเก็บข้าวของและออกจากสำนัก

เพียงแต่ว่าภายใต้เปลือกนอกที่ดูสงบของนางนั้น ในใจของนางกลับรู้สึกสับสนยิ่งนัก แม้แต่ตัวนางเองก็ยังบอกได้ไม่ชัดเจน ว่าเหตุใดต้องการเดินทางไปยังอาณาจักรถังตะวันออกมากถึงเพียงนี้…


ขณะนี้เยี่ยนจ้าวเกออยู่ที่เทือกเขามฤคลับตา กำลังรอรายงานการค้นหาตัวเยี่ยจิ่งและเมิ่งหว่านจากผู้ติดตาม

“คุณชาย แม่นางหลินออกฌานแล้ว กำลังมาที่อาณาจักรถังตะวันออกขอรับ”

เมื่อได้รับรายงานจากคนรับใช้ เยี่ยนจ้าวเกอก็กะพริบตาปริบๆ รู้สึกประหลาดใจนัก ‘รีบมาขนาดนั้นเชียว?’

สำหรับคนคนหนึ่งที่ไม่เคยพบหน้า ไม่เคยพูดคุย และไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กันมาก่อน มีเพียงแค่ภาพจากความทรงจำของเจ้าของร่างคนเดิมเท่านั้น เยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้จึงยังบอกไม่ได้ว่าตนคิดเช่นไรกับหลินอวี้เสา ไม่มีทั้งความรู้สึกที่ดีและไม่ดี

ความคิดและความเข้าใจเกี่ยวกับคนที่เคยมีความสัมพันธ์กับเจ้าของร่างคนเดิม เยี่ยนจ้าวเกอเชื่อแค่เพียงคนที่ไปมาหาสู่และที่สัมผัสกับตัวเขาเองเท่านั้น ส่วนความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็เป็นเพียงแค่ข้อมูล

แม้ว่าแม่นางหลินคนนี้จะถือเป็นต้นกำเนิดความขัดแย้งระหว่างตนเองและเยี่ยจิ่งก็ตาม

และไม่ว่าอย่างไรแม่นางคนนี้และเจ้าของร่างคนเดิมที่ตนเองอาศัยอยู่ในตอนนี้ก็มีความสัมพันธ์ข้องเกี่ยวกันจริง และในสายตาของคนรอบข้าง นางกับตนก็ยังคงเป็นคนรักกัน

‘โอ๊ะ ไหนๆ ในที่สุดก็ออกฌานแล้ว รอพบหน้าสักครั้งหนึ่งก่อน ดูสิว่าตกลงเป็นคนอย่างไรแล้วค่อยว่ากัน’ เยี่ยนจ้าวเกอคิดไปคิดมา แล้วกลับมาสนใจการค้นหาเยี่ยจิ่งและเมิ่งหว่านที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง

“หาพบก็หา หาไม่พบก็ไม่เป็นไร” เยี่ยนจ้าวเกอพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “แต่ว่าถ้าหาร่องรอยของเยี่ยจิ่งพบล่ะก็ พวกเจ้าไม่ต้องลงมือ แค่ยืนยันความเคลื่อนไหวของเขาก็พอ ข้าจะไปจัดการเขาเอง”

คนอื่นต่างคิดเพียงแค่ว่าเยี่ยนจ้าวเกอลงมือเองเพื่อระบายความโกรธเท่านั้น จึงตอบตกลงอย่างเต็มปากเต็มคำ

‘แต่ว่าเมิ่งหว่านนั้น…’ เยี่ยนจ้าวเกอครุ่นคิดในใจ ‘เฉาหยวนหลง…เซียวเซิง…เมิ่งหว่าน…คนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มากันเยอะแยะมากมายที่บริเวณใกล้ๆ หุบเหวปราการมังกรและเทือกเขามฤคลับตา มาทำอะไรกัน?’

เรื่องราวน่าสงสัยเช่นนี้ต้องมีความลับแน่ ความสนใจของเยี่ยนจ้าวเกอเพิ่มขึ้นอีก

ข่าวคราวของทางสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ จะเก็บรวบรวมมาได้ก็ยากเป็นธรรมดา ข้อมูลที่เยี่ยนจ้าวเกอมีอยู่ในมือ ก็เป็นแค่เศษเล็กเศษน้อยและทั่วไป

สิ่งเดียวที่มั่นใจได้ก็คือ พวกเขาไม่ได้มาเพราะความผิดปกติของหุบเหวปราการมังกร แต่ดูเหมือนกำลังค้นหาอะไรบางอย่างอยู่มากกว่า

แต่ดูเหมือนพวกเขาจะเคลื่อนไหวกันอย่างลับๆ มากกว่า ไม่ใช่การส่งมาของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

“คุณชาย” ชายชุดดำคนหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ

เยี่ยนจ้าวเกอถาม “พบร่องรอยของใคร?”

“สตรีจันทราคนนั้นของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ขอรับ”

ชายหนุ่มดีดนิ้วครั้งหนึ่ง “นำทางไปดูกันหน่อย ฝั่งของอาหู่ก็ให้เขาตามหาเยี่ยจิ่งต่อไป”

น้อยนักที่เมิ่งหว่านจะออกจากสำนักและอยู่เพียงลำพังคนเดียว ดูจากสถานการณ์แล้วก็ไม่เหมือนกับว่าทางสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มีผู้มีฝีมือดักซุ่มอยู่

ถ้าไม่มีโอกาสก็ช่าง แต่หากมีโอกาสแล้วไม่ทำอะไรสักหน่อย เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกว่าตนเองคงไม่มีหน้ากลับเขากว่างเฉิงแล้ว

การต่อสู้แย่งชิงระหว่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์สองแห่ง ถ้าไม่มีการแทรกแซงของมือที่สาม ไม่ว่าฝั่งใดฝั่งหนึ่งมีจอมยุทธศักดิ์สิทธิ์เพิ่มหนึ่งคน หรือได้อาวุธศักดิ์สิทธิ์เพิ่มอีกชิ้นหนึ่ง ก็ส่งผลกระทบกับความสมดุลของสถานการณ์รบ และอาจจะถึงขั้นตัดสินแพ้ชนะได้เลยทีเดียว

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมงกุฎจันทรา ที่ไม่มีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ใดเทียบเทียมได้ ถ้าหากสตรีจันทราที่ขับเคลื่อนมันเข้าสู่ระดับมหาปรมาจารย์ พลังนั้นก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นอีก

ปัญหาหนึ่งเดียวที่มีคือ ถ้าจะต้องทำอะไรสักอย่าง เช่นนั้นจะต้องทำถึงขั้นไหน?

…ฆ่านาง?

เหมือนจะโหดร้ายเกินไปหน่อย



และถ้ามีข่าวหลุดออกไป ทั้งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ต้องเดือดเป็นฟืนเป็นไฟแน่ และผลลัพธ์ที่จะตามมาก็คือเกิดสงครามขึ้นระหว่างสองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในทันที

ก่อนหน้านี้ในบึงเย็น เมิ่งหว่านก็ได้รับบาดเจ็บอยู่บ้างแล้ว บาดแผลพวกนี้พอจะมั่นใจได้ว่านางอาจพ่ายแพ้ในการทดสอบจันทรากายครั้งต่อไปหรือไม่?

เยี่ยนจ้าวเกอคิดไปพลาง และเดินทางไปในหุบเขาด้วยความเร็ว

“คุณชาย” ขณะนั้นเองก็มีผู้ติดตามอีกคนมารายงานว่า “แถวนี้มีลูกศิษย์คนอื่นๆ ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เคลื่อนไหวอยู่ น่าจะเป็นคนที่ร่วมเดินทางกับเฉาหยวนหลงตั้งแต่ต้น”

“น่าสนุกนัก” เยี่ยนจ้าวเกอลูบคาง