326-330
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง คุณชายแห่งปฐพี
บทที่ 326ถึง330
เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะของทั้งสองฝ่าย ที่พำนักที่หอคลื่นโหมจัดเตรียมให้กับสำนักเขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ จึงตั้งอยู่คนละเกาะ
พร้อมทั้งมีมหาค่ายกลครอบเอาไว้ ถ้าหากระหว่างทั้งสองสำนักเกิดการต่อสู้กัน หอคลื่นโหมก็จะสามารถเข้าไกล่เกลี่ยได้ทันเวลา
บนผิวน้ำทะเลสาบอันไร้ขอบเขต สะท้อนแสงพราวระยับ มีเรือน้อยลำหนึ่งลอยอยู่ ห่างออกไปจากหมู่เกาะอย่างยิ่งยวด
เมื่อเพ่งมองไปโดยรอบจากบนเรือ ก็จะแลเห็นแต่เพียงน้ำในทะเลสาบไร้ที่สิ้นสุด
สตรีคนหนึ่งนั่งอยู่บนเรือน้อย ด้านหน้ามีขวดมากมายวางอยู่เต็มไปหมด ในมือถืออยู่ด้วยเหล็กแท่งหนึ่ง เสียบนกเล็กที่ผ่าท้องเอาเครื่องในออก และถอนขนออกจนเกลี้ยงแล้วเอาไว้ตัวหนึ่ง
ภายในช่องเก็บข้างกายนางบนเรือลำนี้ ยังมีเหล็กที่เสียบนกน้อยเอาไว้เหมือนกันอยู่อีกหลายแท่ง
หญิงสาวกางนิ้วทั้งห้าออก ก่อนจะยื่นมือออกไปคว้าอากาศตรงหน้า ฟืนจำนวนมากก็ถูกปราณจิตราของนางผูกมัดเอาไว้
นางจุดกองไฟบนเรือ ทว่ากองไฟถูกปราณจิตราของนางโอบรับไว้ ลอยอยู่กลางอากาศเช่นนี้ ไม่กระทบกับเรือน้อย
หลังจากนั้นนางก็นำนกในมือย่างบนกองไฟอย่างไม่รีบร้อน ทว่าก็ไม่ชักช้า อีกทั้งยังละเลงเครื่องปรุงลงไปด้านบนอย่างเชี่ยวชาญ
ทันใดนั้น มีคนใกล้เข้ามา
หญิงสาวสังเกตเห็นแล้ว ทว่าดาบยาวสีดำเล่มหนึ่งข้างกายก็วางอยู่ตรงนั้นนิ่งๆ หาได้มีความตั้งใจจะชักดาบออกมาไม่
อีกฝ่ายกระโดดลงเรือเล็ก เห็นหญิงสาวผู้นี้แล้ว ก็ร้องเรียกด้วยความดีใจ “ศิษย์พี่!”
ผู้มาเยือนมีนัยน์ตาใสกระจ่างและมีชีวิตชีวา งามแฉล้มเจริญตา ผู้นี้คือศิษย์สือทอดสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ เมิ่งหว่านนั่นเอง
ส่วนสตรีที่อยู่บนเรือ นางปล่อยเรือนผมสยายไปด้านหลัง มุมปากเจือรอยยิ้ม ขณะแววตาทอประกายมีชีวิตชีวา ก็แผ่ราศีอันอาจหาญออกมาด้วย เป็นเฟิงอวิ๋นเซิงที่ได้กราบเป็นศิษย์ภายใต้สำนักเขากว่างเฉิงแล้ว
ครั้นเฟิงอวิ๋นเซิงเห็นเมิ่งหว่าน นางก็ยิ้มเอ่ย “หว่านเอ๋อร์มาเร็วยิ่งนัก ข้ายังย่างตัวแรกไม่สุกเลย”
ความสุภาพเยือกเย็นในยามปกติของเมิ่งหว่านล้วนไม่พบเห็น เมื่อกระโดดขึ้นมาบนเรือ และนั่งยองอยู่ตรงหน้าเฟิงอวิ๋นเซิงแล้ว ภาพลักษณ์ยามปกติก็ไม่เหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ขณะนี้นางมองดูนกน้อยที่เฟิงอวิ๋นเซิงกำลังย่างอยู่ตาปริบๆ “ศิษย์พี่ ข้าชอบรสชาติจัดหน่อย”
เฟิงอวิ๋นเซิงเอื้อนเอ่ย “รสชาติที่เจ้าชอบ ข้ารู้แน่นอนอยู่แล้ว”
เมิ่งหว่านยิ้มจนตาหยี มองดูเฟิงอวิ๋นเซิงเช่นนี้ ก็รู้สึกเหมือนว่าตัวเองกลับไปยังช่วงเวลาที่ยังคงเป็นเด็ก และเพิ่งเข้าสำนักในเวลานั้น
ฝ่ายเฟิงอวิ๋นเซิงเองก็มองเมิ่งหว่าน พลางทอดถอนใจเอ่ยว่า “ถึงแม้จะเจอกันผ่านร่องรอยกาลเวลาอยู่บ้าง แต่ความเป็นจริงพวกเราไม่ได้พบกันนานถึงสี่ปีกว่าแล้ว เมิ่งเอ๋อร์โตเป็นสาวแล้วนี่”
“นับเป็นสตรีที่เติบโตขึ้นไปแล้วก็เปลี่ยนแปลงไปมาก ยิ่งงามพริ้งขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่?” เมิ่งหว่านยิ้มกล่าว
เฟิงอวิ๋นเซิงหลุดหัวร่อ “แน่นอน ข้าได้ยินมาว่าชายหนุ่มที่หมายปองเจ้า สามารถตั้งแถวตั้งแต่ยอดเขาเรืองรองเรียงมาจนไปถึงทะเลตะวันออกได้เลย ที่บึงพิภพที่พวกเราอยู่ ศิษย์สืบทอดหลักหอคลื่นโหมหร่วนผิงก็คำนึงหาเจ้าตลอดเวลานี่”
สีหน้าเมิ่งหว่านเรียบเฉย ทว่าดูแล้วกลับมีท่าทีลำพองใจ ราวกับนกยูงตัวน้อยที่เย่อหยิ่งตัวหนึ่ง “นั่นแน่นอนอยู่แล้ว ข้างดงามน่าเอ็นดู แถมยังมีความสามารถ รูปโฉมเพริศพริ้งหาใช่คุยโวไม่ ย่อมเป็นคนรักในฝันของผู้คนมากมายเป็นธรรมดาอย่างไรเล่า”
เมื่อได้ยินคำกล่างหลงตัวเองของนางแล้ว เฟิงอวิ๋นเซิงก็ยิ้มพลางสั่นศีรษะ
มีเพียงแค่ตอนที่อยู่ต่อหน้าเฟิงอวิ๋นเซิง กับอาจารย์ของตนเท่านั้น จึงจะสามารถเห็นเมิ่งหว่านในลักษณะนี้ได้
นอกจากนี้แล้ว เมื่อปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าผู้คน รวมถึงในสายตาของคนระดับสูงอย่างหวงกวงเลี่ยแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ กระทั่งลงไปถึงศิษย์เข้าสำนักใหม่ ก็จะเป็นเพียงธิดาสวรรค์ที่สุภาพเยือกเย็นและงามเรียบๆ อ่อนน้อมถ่อมตนมีมารยาท ดีเลิศไร้ที่ติ ไม่ขาดตกบกพร่องอะไร ทำให้ผู้คนวางใจเสมอว่าจะไม่ก้าวพลาดคนนั้น
สีหน้าเมิ่งหว่านคล้ายกับจะไม่สนใจ ทว่าหางคิ้วหางตา ริ้วรอยทุกเส้นบนใบหน้า ราวกับกำลังพูดประหนึ่งโดยไร้สุ้มเสียงอยู่
‘ชมข้าเร็วเข้า ชมข้าเร็วเข้า ชมข้าเร็วเข้า…’
เฟิงอวิ๋นเซิงมองเมิ่งหว่านด้วยความสนใจอย่างยิ่ง ในบางด้าน เมิ่งหว่านคล้ายคลึงกับอีกคนหนึ่งอยู่หลายส่วน
เยี่ยนจ้าวเกอ
คนผู้นั้นเปลือกนอกเรียบร้อยน่านับถือ แท้จริงแล้วก็มีธาตุแท้ทระนงอย่างยิ่งเช่นกัน เปิดเผยอย่างยิ่ง ชอบสำแดงอิทธิฤทธิ์ต่อหน้าคน สร้างความตื่นตะลึงให้คนที่อยู่รอบข้างจนแข็งทื่อดั่งหุ่นไก่อย่างไรเล่า
เช่นเดียวกัน เท่าที่เฟิงอวิ๋นเซิงทราบ เยี่ยนจ้าวเกอก็ประเมินเมิ่งหว่านไม่ต่ำต้อย
ในปีนั้นความฉลาดหลักแหลมนำพาให้เยี่ยนจ้าวเกอไปเจอเฟิงอวิ๋นเซิง ช่วยนางออกหน้าแก้ไขสถานการณ์ หยุดยั้งการไล่สังหารของเซียวเซิง
ทั้งช่วยเหลือเฟิงอวิ๋นเซิงเอาไว้ ทั้งหยุดการสืบหาเมิ่งหว่านของเยี่ยนจ้าวเกอลง ขณะเดียวกันนางยังไม่ต้องปะทะกับศิษย์ร่วมสำนักเซียวเซิงโดยตรง ยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสามตัว
และนับแต่นั้นเป็นต้นมา เยี่ยนจ้าวเกอก็รู้ชัดว่าหญิงสาวที่ดูเหมือนว่าไร้พิษภัย กลับยังสามารถทำให้คนอื่นเกิดอยากปกป้องขึ้นมาด้วยซ้ำคนนี้ แท้จริงแล้วไม่ใช่คนที่ชอบก่อเรื่อง
เฟิงอวิ๋นเซิงเติบโตมากับเมิ่งหว่านตั้งแต่ยังเล็ก จึงยิ่งรู้ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่สุด
และมีเพียงขณะอยู่ต่อหน้าตนเองกับอาจารย์ของนางเท่านั้น เมิ่งหว่านถึงจะแสดงด้านที่แท้จริงออกมา
“ใช่สิ เป็นคนรักในฝันของคนนับไม่ถ้วน ไม่รู้ว่าในนั้นมีบุรุษมากถึงเพียงใด อืม อาจจะมีสตรีด้วย ที่อยากจะกดเจ้าไว้เบื้องล่าง…”
เมิ่งหว่านพลันทนรับไม่ไหว “เอ่อ… ตัวเลือกหลังข้าไม่ต้องการเท่าไรนัก”
เฟิงอวิ๋นเซิงยิ้มตาหยีพลางมองนาง เมิ่งหว่านไม่เชื่อถืออยู่บ้าง ร้องเฮอะครั้งหนึ่ง “อย่างไรศิษย์พี่ท่านก็อย่าได้ดูถูกข้า ตอนนี้ข้านับว่าเติบโตขึ้นจนงามสะโอดสะองแล้วเช่นกัน!”
“อืม แต่ที่น่าเสียดายก็คือ เมื่อเจ้ากินอะไรเข้าไป ทุกอย่างก็ล้วนสลายสิ้นแล้ว” น้ำเสียงของเฟิงอวิ๋นเซิงเนิบนาบนัก
“ศิษย์พี่!” เมิ่งหว่านร้องราวกับได้รับความไม่เป็นธรรม
เฟิงอวิ๋นเซิงชูแท่งเหล็กในมือขึ้น “ย่างเสร็จแล้ว เจ้าจะกิน หรือว่าไม่กินเล่า?”
เมิ่งหว่านเข้าใกล้ตรงหน้านางทันที ท่าทางประจบประแจงยิ่งกว่าโร่วโร่วกับพ่านพ่านเสียอีก “แน่นอนว่ากินสิ!”
ทันทีที่ได้ยินดังนั้น เฟิงอวิ๋นเซิงยิ้มพลางส่งแท่งเหล็กให้เมิ่งหว่าน ฝ่ายหลังพลันกินอย่างเอร็ดอร่อยและมีความสุข
นี่กลับเป็นเรื่องที่มีเพียงเฟิงอวิ๋นเซิงกับเมิ่งหว่านสองคนถึงจะรู้ แม้แต่อาจารย์ของเมิ่งหว่านยังไม่ล่วงรู้ ว่าศิษย์ของตนเองเป็นนักกินเหนือชั้นคนหนึ่ง
ซึ่งเป็นจริงเช่นวาจาของเฟิงอวิ๋นเซิง ท่าทางการกินของเมิ่งหว่าน ทำให้นางที่ยามปกติเป็นแม่แบบของเทพธิดาผู้ซึ่งงามเพริศไร้สุ้มเสียง มีรอยยิ้มสงบนิ่งในเวลานั้นสูญสิ้นไปราวฝันหวานโดยแท้
หากแต่ไม่ใช่หยาบคายอะไรขนาดนั้น ทว่าก็มีท่วงทำนองบุรุษที่ดื่มสุราถ้วยใหญ่ กินเนื้อคำโตอยู่บ้างจริงๆ
เฟิงอวิ๋นเซิงอมยิ้มอยู่เช่นนี้ พลางมองดูเมิ่งหว่าน จากนั้นก็หยิบแท่งเหล็กออกมาอีกแท่งหนึ่ง เลือกนกน้อยเสียบลงไปด้านบน แล้วเริ่มปรุงสุกอีกครั้ง
นางเร่งทำให้เมิ่งหว่านกินก่อน ทั้งสองพูดคุยหัวเราะกัน ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องสนุกของแต่ละคนหลังจากแยกกันส่วนหนึ่ง
กระนั้นสำหรับเรื่องการประลองแห่งจันทราในขณะนี้ และเรื่องการสู้รบระหว่างสำนักเขากว่างเฉิงกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งสองล้วนไม่ปริปากเอ่ยถึง
หลังจากกินอาหารหมดแล้ว สองสาวก็นั่งเอนหลังอยู่บนเรือเล็ก ทอดสายตามองทิวทัศน์แสงสะท้อนทะเลสาบที่อยู่ไกลออกไป
เมิ่งหว่านเอนไปอิงไหล่เฟิงอวิ๋นเซิง กระซิบกระซาบเสียงเบาว่า “ถ้าสุดท้ายข้าสามารถมีมงกุฎแห่งจันทราได้ ถ้าข้าเป็นมหาปรมาจารย์ที่มีความสามารถขับเคลื่อนมงกุฎแห่งจันทราได้ถึงระดับที่สูงกว่า เช่นนั้นต่อให้พูดต่อหน้าท่านอดีตเจ้าสำนัก คำพูดของข้าก็จะมีน้ำหนัก สามารถร้องขอความเป็นธรรมให้ศิษย์พี่ท่านได้ สามารถช่วยท่านกลับสำนักได้เช่นกัน”
“ตอนนี้เซียวเซิงก็ตายไปแล้ว ผู้อาวุโสพานก็ตายไปแล้วเช่นกัน คนในสำนักที่กดขี่ท่านในตอนนั้นทั้งหมดล้วนไม่อยู่แล้ว กระนั้นทั้งหมดทั้งปวงก็ไม่มีความหมายแล้วเช่นกัน”
เฟิงอวิ๋นเซิงโอบกอดเมิ่งหว่านเอาไว้เบาๆ ไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรออกไป
ตอนนั้น ในช่วงเวลาหนึ่งปีตั้งแต่การประลองแห่งจันทราครั้งแรก จนกระทั่งการประลองแห่งจันทราครั้งที่สอง ระดับการไล่ล่าสังหารนางลดน้อยลงอย่างมาก แท้จริงแล้วสาเหตุเป็นเพราะเมิ่งหว่านชนะและได้รับมงกุฎแห่งจันทรา สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จึงกำลังวุ่นอยู่กับนาง
อุปนิสัยบางอย่างอาจจะมีส่วนคล้ายกับเยี่ยนจ้าวเกอ แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่เหมือนกัน
การเผชิญหน้ากับการอนุญาตโดยปริยายและแรงกดดันจากผู้อาวุโสสูงสุดพานป๋อไท่ ด้วยอุปนิสัยของเมิ่งหว่าน ทำให้นางไม่อาจปะทะซึ่งหน้าได้ ทว่าก็ยอกย้อนพยายามผ่อนเบาแรงกดดันให้กับเฟิงอวิ๋นเซิงอยู่เสมอ
เมิ่งหว่านอิงซบอยู่กับไหล่เฟิงอวิ๋นเซิง สายตาพร่าเลือนอยู่บ้าง
สำหรับนาง ฝั่งหนึ่งคือเฟิงอวิ๋นเซิง อีกฝั่งหนึ่งก็คืออาจารย์ที่อบรมนางบ่มเพาะนาง บุญคุณดั่งขุนเขา
ซึ่งสำหรับเฟิงอวิ๋นเซิงแล้ว สำนักเขากว่างเฉิงก็มีบุญคุณให้ชีวิตใหม่กับนางเช่นกัน
พบกันหลังพลัดพรากกันนานถึงจะดีอกดีใจก็ตาม ทว่าการประลองแห่งจันทรา และการช่วงชิงมงกุฎแห่งจันทรา ทั้งสองกลับไม่อาจถอยได้ทั้งสิ้น
ถึงแม้หลังจากรู้ว่าหลังจากเฟิงอวิ๋นเซิงฟื้นฟูจันทรากายได้แล้ว คาดว่าจะต้องมีวันนี้ กระนั้นเมิ่งหว่านก็ยังคงผิดหวังอยู่ดี
สหายเก่าพบกันหลังจากแยกกันนาน เมื่อได้อยู่ด้วยกันช่วงสั้นๆ แล้ว ก็ต้องแยกจากกัน อย่างไรเสียตอนนี้ทั้งสองฝ่ายล้วนอยู่ภายใต้คนละสำนักกัน
อีกทั้งยังเป็นกลุ่มอิทธิพลใหญ่ทั้งสองที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน
ครั้นการประลองแห่งจันทราเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ตอนที่ทั้งสองพบกันอีกครั้งต่อหน้าทุกคน ก็ต้องปฏิบัติตัวเหมือนเช่นยามพบหน้ากันครั้งแรกอย่างไรอย่างนั้น
ท่านมองดูข้า ข้ามองดูท่าน หากแสร้งไม่รู้จักกันคงเป็นไปไม่ได้แน่ กระนั้นก็ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรจะพูดเช่นกัน
เมื่ออยู่หน้าบรรดาผู้อาวุโส หากปฏิบัติน้อยหรือปฏิบัติมากไปจะถูกจับได้ แม้แต่การลอบประสานสายตาของหญิงสาวทั้งสองล้วนไม่มี
บัดนี้ ในการประลองแห่งจันทรา ระหว่างพวกนางมีความสัมพันธ์ฉันท์ศัตรู
ช่วงเวลาที่ดำเนินการประลองแห่งจันทราคือยามวิกาล วันนี้ที่หอคลื่นโหมแห่งนี้มีสภาพอากาศครึ้มฟ้าครึมฝน พยับเมฆกระจายหนาแน่น บดบังแสงสว่างของดวงจันทร์และหมู่ดารา ทั่วทั้งฟากฟ้ายามราตีมืดสนิท
ประมุขหอคลื่นโหมอันชิงหลินควบคุมการประลองแห่งจันทราด้วยตัวเอง นางพยักหน้าให้กับฝานชิว สตรีแห่งจันทราของสำนักตนเอง
บัดนี้ฝานชิวไม่ยิ้มแล้ว นางเม้มริมฝีปากเอาไว้ ฟันกระต่ายน้อยๆ คู่หนึ่งก็หายไปไม่พบเช่นกัน
มือหนึ่งนางทำท่ามุทราหมัด ชักเข้าหาช่วงเอว อีกมือหนึ่งรวบนิ้วทั้งห้าเข้าด้วยกัน ผลักขนานออกไปเบื้องหน้า
ฉับพลันนั้นเหนือศีรษะนางก็มีแสงสว่างส่องประกาย ตามการเคลื่อนไหวนี้ของนาง
ส่องสว่างสุกสกาว เงียบสงัดเยือกเย็นไปทั่วบริเวณ
ทว่าครั้นแสงส่องสว่าง ก็ทำให้ท้องฟ้ายามราตีไม่มืดมิดอีกต่อไป
แสงจันทราที่ราวกับสามารถส่องสว่างแข่งกับดวงอาทิตย์ได้ ปรากฏอยู่บนศีรษะของฝานชิว ภายในแสงจันทรามีมงกุฎสีขาวบริสุทธิ์ที่แปลงมาจากผลึกแก้วแทบจะโปร่งแสง งดงามเรียบง่ายและละเอียดลออ ปรากฏรูปร่างออกมา
พลังปราณอันเก่าแก่วังเวงวิเวกกลุ่มหนึ่งแผ่กระจายออกมา ไกลลิบและเนิ่นนาน ทำให้ผู้คนหวั่นไหว
แสงกระจ่างแจ้งอันเบาบางสาดกระจายออกมา ในชั่วขณะนี้แสงจันทราราวกับสาดส่องไปทั่วหล้า
เมื่อมงกุฎอันงดงามละเอียดลออที่มีสีขาวบริสุทธิ์มงกุฎนี้ปรากฏขึ้น ก่อเกิดความรู้สึกสัมผัสได้อันแกร่งกล้า ไม่ด้อยไปกว่าจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์อันชิงหลินที่อยู่ข้างๆ เลยสักนิด
บัดนี้ทุกคนล้วนถูกดึงความสนใจ ให้มองดูมงกุฎแห่งจันทรา อาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่เหมือนอาวุธใด
เยี่ยนจ้าวเกอเองก็กำลังเพ่งมองมงกุฎแห่งจันทราอยู่เช่นกัน นอกจากเขาจะคิดไตร่ตรองถึงการประลองแห่งจันทราในขณะนี้แล้ว เขายังนึกถึงเรื่องอื่นบางเรื่องขึ้นมาได้
หลังจากเก็บเสาทางเดินวังเทพที่เกาะทรายในตอนนั้นแล้ว ก็ทำการหลอมกลายสภาพในระดับที่ลึกยิ่งขึ้น จึงได้เห็นร่องรอยกาลเวลาที่สลักประทับไว้มากมาย
หนึ่งในนั้นมีสตรีลึกลับผู้หนึ่ง ที่หาเสาทางเดินวังเทพเจอก่อนเยี่ยนจ้าวเกอ ทว่ากลับไม่ได้นำมันไป
บัดนี้ได้ยลมงกุฎแห่งจันทรากับตา และสัมผัสท่วงทำนองพลังในนั้นอย่างใกล้ชิด ก็เพียงพอให้เยี่ยนจ้าวเกอสามารถยืนยันได้ว่า มงกุฎที่ลอยอยู่เหนือศีรษะสตรีที่พบเจออยู่ในมหาทะเลทรายแดนตะวันตกกับเสาทางเดินวังเทพในตอนนั้น ทำให้ตนเองรู้สึกคุ้นตา เพราะมันคืออาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่ใต้หล้าต่างจับจ้อง ทุกคนต่างช่วงชิงตรงหน้าชิ้นนี้!
เสาทางเดินวังเทพฝังอยู่ในมหาทะเลทรายแดนตะวันตกมาเนิ่นนานแล้ว ยิ่งไม่รู้ว่าหญิงลึกลับผู้นั้นเป็นคนในยุคสมัยใด
กระนั้นก็เป็นไปได้อย่างมากว่าอีกฝ่ายจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับวังเทพในอดีต จึงทำให้เยี่ยนจ้าวเกอสนใจนางขึ้นมา
หมัดซ้ายที่ฝานชิวเก็บไว้ช่วงเอว ค่อยๆ ต่อยออกมาตรงหน้าอย่างเชื่องช้า
พลังมงกุฎแห่งจันทราเปลี่ยนเป็นเกรียงไกรฉับพลัน ตามการเคลื่อนไหวนี้ของนาง จากนั้นก็ลอยล่องจากเหนือศีรษะฝานชิว ออกไปยังกลางอากาศในสนาม
การเชื่อมประสานกันของฝานชิวกับอาวุธศักดิ์สิทธิ์เริ่มเจือจางลง จนกระทั่งตัดขาดจากกัน
ถึงแม้ว่าแสงจันทราสลัวๆ ยังคงปกคลุมทั้งฟ้าดิน ทว่าความรู้สึกของพลังอันแกร่งกล้าภายในมงกุฎนั่น ก็ค่อยๆ กระจายหายไปแล้วเช่นกัน แม้จะหาได้เสื่อมถอยลงไม่ หากแต่คล้ายกับเข้าสู่สภาวะจำศีลอย่างไรอย่างนั้น
อันชิงหลินกล่าว “ถึงเวลาอันสมควรแล้ว การประลองแห่งจันทราครั้งที่ห้า เริ่มต้นได้”
พวกผู้อาวุโสเมิ่งและซี่จ้าวจวินได้ยินดังนั้นแล้ว ต่างพยักหน้าให้กับพวกนางเฟิงอวิ๋นเซิงและเมิ่งหว่าน
เหล่าบรรดาสตรีแห่งจันทราที่อยู่ในสนาม รวมถึงฝานชิวที่เพิ่งจะตัดการเชื่อมประสานกับมงกุฎแห่งจันทราเมื่อครู่ ต่างสืบเท้าขึ้นไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง ไปรวมตัวอยู่ด้านใต้มงกุฎแห่งจันทราที่ลอยอยู่กลางอากาศอย่างพร้อมเพรียงกัน
หลายคนแผดเสียงตะโกนนุ่มนวลจนกลายเป็นเสียงเดียวกัน ทั้งยังแหงนหน้าขึ้นมองมงกุฎแห่งจันทรา
ภายในลูกตาดำของพวกนางมีประกายแสงเผยออกมา ประหนึ่งกับประกายแสงโลหะจางๆ ก็ไม่ปาน
เมื่อมงกุฎแห่งจันทราได้รับผลจากแสงระยับเหล่านี้ มันก็สั่นไหวเล็กน้อย หลังจากคล้ายกับเพิ่งจะจำศีล ก็ตื่นตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วอีกรอบ จากนั้นสัมผัสพลังอันมหาศาลก็ปรากฏออกมาอีกครั้ง
เพียงแต่ว่าคลื่นพลังที่ส่งทอดออกมาในขณะนี้ มีต้นกำเนิดมาจากมงกุฎแห่งจันทรา ไม่ได้มีทิศทางที่ชัดเจน หากแต่ส่งทอดออกมาตามการกระตุ้น
ภายในแสงจันทราอันเยือกเย็นและวิเวก มีลำแสงเจ็ดสายที่ส่องแสงสีทองจางๆ อันพราวระยับออกมาเช่นกันพุ่งตรงสู่ท้องฟ้า โดยมีมงกุฎแห่งจันทราเป็นศูนย์กลาง คลุมครอบพวกเฟิงอวิ๋นเซิงเอาไว้
เฟิงอวิ๋นเซิงสัมผัสได้ว่าความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง ราวกับก่อเกิดการเชื่อมประสานกับอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่กลางอากาศขึ้นอย่างไรอย่างนั้น
ถึงแม้ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อร่วมกับคนอื่น ถึงแม้ว่าการเชื่อมต่อจะยังคงเบาบางและมีขอบเขตจำกัดอย่างมากก็ตาม ทว่าเฟิงอวิ๋นเซิงก็ยากจะเลี่ยงไม่ให้ประหม่าและไม่หวั่นไหวเช่นกัน
ที่นั่น ราวกับเป็นบ้านเกิดของตนเอง ราวกับเป็นสหายที่คุ้นเคยกันอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ราวกับเป็นที่พักพิงของตนเอง
สีหน้าท่าทางของเฟิงอวิ๋นเซิงไม่เศร้าโศก แต่ก็ไม่ดีใจ พลางมองมงกุฎแห่งจันทราที่อยู่ในอากาศเงียบๆ
หลายปีมากแล้ว ที่มงกุฎสีขาวกลางอากาศมงกุฎนั่น เป็นเป้าหมายและแรงผลักดันให้นางไม่หยุดทุ่มเท
ไม่ใช่แค่เพียงการเฝ้าปรารถนาและการมุ่งหวังของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น นั่นก็เป็นเป้าหมายในชีวิตที่ตัวเฟิงอวิ๋นเซิงเองยินดีที่จะทุ่มเทต่อสู้อย่างสุดชีวิตเพื่อมันอีกด้วย
น่าเสียดายที่หลังจากนั้น กลับดับสิ้นราวกับภาพฝันลวงตาอย่างไรอย่างนั้น
โชคดีที่เฟิงอวิ๋นเซิงมีจิตใจแน่วแน่เข้มแข็ง ไม่นานนักก็มีเป้าหมายชีวิตใหม่ โดยมีความเชื่อมั่นว่าต่อให้ไม่มีจันทรากาย ตนเองก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน
หลังจากนั้น นางกลับมีความหวังใหม่อีกครั้ง
ได้รับแล้วก็สูญเสีย สูญเสียแล้วก็ได้รับอีกครั้ง
กลับกัน คนที่ไม่ได้มีประสบการณ์เช่นเดียวกัน ก็ยากจะเข้าใจความรู้สึกนั้น
เพื่อตัวเอง เพื่อสำนักเขากว่างเฉิง เฟิงอวิ๋นเซิงจะสู้อีกสักตั้ง
ถึงแม้ว่าเพิ่งจะเข้าร่วมประลองเป็นครั้งแรก ทว่าเฟิงอวิ๋นเซิงจำขั้นตอนในการประลองแห่งจันทราได้ขึ้นใจตั้งนานแล้ว
ภายในลำแสงสีทองจางๆ เฟิงอวิ๋นเซิงส่งเสียงเบาๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนจะชักดาบยาวสีดำออกจากฝัก แล้วฟันออกไปในอากาศ
ภายในลำแสงอื่นๆ อีกหกสาย พวกเมิ่งหว่านเองก็ล้วนทำเช่นเดียวกัน ต่างสำแดงฝีมือของแต่ละคน
กระบวนท่าที่นางขับเคลื่อนในขณะนี้ กลับไม่ใช่วิชาสืบทอดของสำนักตนเองเพียงอย่างเดียว หากแต่ผสานวรยุทธ์ของตนด้วยยอดทักษะจันทรา!
พวกนางสร้างการเชื่อมประสานกับมงกุฎแห่งจันทราขึ้นอีกขั้นหนึ่ง ผ่านยอดทักษะจันทรา จนก่อเกิดความรู้สึกร่วมกัน
หลังจากมีคนได้มงกุฎแห่งจันทราแล้ว ก็ขับเคลื่อนอาวุธศักดิ์สิทธิ์อันแก่กล้าชิ้นนี้ อาศัยระดับพลังฝึกปรือปรมาจารย์ โดยใช้มงกุฎแห่งจันทราเป็นวิถี และใช้ทักษะจันทราเป็นเครื่องมือ
เหนียนเล่ย สตรีแห่งจันทราของตำหนักอัสนีสวรรค์ทำท่าฝ่ามือเชื่อมต่อกันเป็นวัฏจักร ประหนึ่งอสนีบาตดังกึกก้อง ผุดลำแสงออกมาภายในลำแสงที่คลุมครอบนางเอาไว้ รวมตัวกันแปรสภาพกลายเป็นกลองใหญ่ใบหนึ่ง ตีดัง ‘ตึงตัง’ ไม่หยุด ราวกับสายฟ้าฟาดกระหน่ำ
หลิงฮุ่ย สตรีแห่งจันทราสำนักเขาไร้พรมแดน ครั้นนางสำแดงทักษะจันทราร่วมกับอาวุธศักดิ์สิทธิ์ กลับกลายสภาพเป็นสิ่วที่ดูเหมือนไม่สะดุดตาเล่มหนึ่ง แต่ก็ราวกับสามารถแทงทะลุขุนเขาได้
เฉินซูถิงแห่งเมืองทะเลมรกต แปรสภาพเป็นเรือยักษ์ลำหนึ่ง ลอยล่องฝ่าลมคลื่น
ฝานชิวแห่งหอคลื่นโหม กลับเป็นร่มกระดาษคันหนึ่ง พลิ้วไหวท่ามกลางหยาดฝน
นี่เป็นการประลองรอบแรก โดยมีมงกุฎแห่งจันทราอาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้เป็นผู้ตัดสินแพ้ชนะ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจเล่นลูกไม้ได้
เพียงปราดเดียวก็ล่วงรู้ ว่าใครแกร่งกล้า ใครอ่อนด้อย
หลิงฮุ่ยแห่งสำนักเขาไร้พรมแดนด้อยที่สุด เหนียนเล่ยแห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ค่อนข้างแกร่ง เฉินซู่ถิงแห่งเมืองทะเลมรกตเหนือชั้นกว่าเหนียนเล่ยขั้นหนึ่ง
ฝานชิวแห่งหอคลื่นโหมที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาสี่คน กลับเป็นผู้ที่แกร่งที่สุดในสี่คนนี้
ทว่าทันใดนั้น เมิ่งหว่านก็ส่งเสียงนกร้องดังแผ่วโผยราวกับหงส์ออกมาครั้งหนึ่ง จากนั้นภายในลำแสงสีทองจางๆ ที่คลุมครอบนางไว้ ก็มีแสงสุกสว่างก่อตัวกลายเป็นรูปหงส์เพลิงตัวหนึ่ง สยายปีกโผบิน
ครั้นหงส์เพลิงสยายปีก ชั่วพริบตาเดียวก็สยบเสียงของคนอื่นลงทั้งหมด เมิ่งหว่านในขณะนี้ ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงมงกุฎครอบมวลบุปผาหอม!
เยี่ยนจ้าวเกอชมการประลองแห่งจันทราที่กำลังดำเนินไปอยู่ตรงหน้าด้วยความสงบนิ่ง
การประลองหลายสมัยที่ผ่านมา เขาเองก็ได้เห็นผ่านร่องรอยกาลเวลาที่ผู้อาวุโสสำนักนำกลับมาทั้งหมดแล้วเช่นกัน บัดนี้สังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ ได้พิสูจน์กันแล้วว่า มีการตัดสินระดับฝีมือของสตรีแห่งจันทราหลายคนในสนามด้วยจักษุสัมผัสที่แม่นยำที่สุด
อาหู่ยืนอยู่ข้างกายเขา เอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ว่า “คุณชาย ดูเหมือนว่าเมิ่งหว่านจะล้ำเลิศเหนือคนอื่นนะขอรับ”
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวออกมาทันทีว่า “การประเมินพลังความสามารถของสตรีแห่งจันทรา ไม่ใช่มีแค่เพียงด้านเดียว”
“โดยทั่วไปแล้วมีสามด้าน คือ ระดับพลังฝึกปรือที่สูงต่ำของตัวสตรีแห่งจันทราเอง และความมากน้อยของพลังจันทรา รวมถึงระดับการบรรลุในยอดทักษะจันทรา ร่วมกับการตัดสินจากพลังความสามารถของสตรีแห่งจันทราในการขับเคลื่อนมงกุฎแห่งจันทรา ในการต่อสู้จริง ยังโยงไปถึงระดับความสามารถในการรับมือสถานการณ์การต่อสู้จริงอีกด้วย ดังนั้นโดยคร่าวๆ แล้วสามารถมองได้ว่ามีสี่ปัจจัยในการตัดสิน”
ชายหนุ่มมองไปทางเมิ่งหว่าน เห็นหงส์เพลิงสยายปีกเหนือศีรษะนาง แผ่พลังออกมาสูงเทียมฟ้า
ที่ยิ่งทำให้ผู้คนต้องเหล่มองก็คือ แสงหงส์เพลิงที่อยู่เหนือศีรษะเมิ่งหว่าน ครึ่งหนึ่งเป็นสีดำ ครึ่งหนึ่งเป็นสีขาว
นี่หมายความว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับเมิ่งหว่านคิดทบทวนใช้วิชาหยินหยางค้ำจุน ยกระดับพลังความสามารถขึ้นอีกขั้นจนมีพัฒนาการที่แท้จริงแล้ว ไม่ใช่ทดลองคลำหาวิธีทางเฉกเช่นตอนการประลองแห่งจันทราครั้งที่สี่เมื่อปีที่แล้วเช่นนั้น จนส่งผลให้รากฐานตนไม่มั่นคง พลังความสามารถกลับถดถอยลงเสียด้วยซ้ำอีกต่อไปแล้ว
ถดถอยหนึ่งก้าวในตอนแรก ก็เพื่อที่จะรุดหน้าสามก้าวในตอนนี้ เมิ่งหว่านอธิบายจุดนี้ได้อย่างครบถ้วน
เพราะฉะนั้นนางจึงมีพลังความสามารถที่พุ่งพรวดในวันนี้ มองทั่วสนามด้วยความโอหัง
“เมิ่งหว่านถือว่าเป็นสตรีแห่งจันทราที่แกร่งกล้าที่สุดตอนนี้ นำหน้าในทุกๆ ตำแหน่งในแต่ละด้าน สมกับที่พยายามมา” เยี่ยนจ้าวเกอทอดถอนใจพลางเอ่ย
พูดถึงระดับพลังฝึกปรือ แต่ไหนแต่ไรตนเองก็เป็นอัจฉริยบุคคลอยู่แล้ว ซ้ำยังได้รับการบ่มเพาะเต็มกำลังของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ และได้กุมมงกุฎแห่งจันทราต่อเนื่องเป็นเวลาสองปี มีส่วนช่วยในการยกระดับการฝึกฝนตามปกติ เมิ่งหว่านอายุยังน้อย ก็ย่างก้าวสู่ระดับปรมาจารย์ชั้นเคียงนภาระยะกลางแล้ว ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาสตรีแห่งจันทราที่อยู่ในสนามประลอง
พูดถึงระดับความแกร่งกล้าของพลังจันทรา เมิ่งหว่านยิ่งเป็นมงกุฎครอบเหนือมวลบุปผาหอม ต้นทุนพรสวรรค์อุดมสมบูรณ์ และยังได้รับการพัฒนาจากวิชาหยินหยางค้ำจุนขึ้นอีกขั้นหนึ่ง
พูดถึงอานุภาพของยอดทักษะจันทรา ตามประสบการณ์ในปีที่แล้วๆ มา เมิ่งหว่านก็เป็นผู้ที่อยู่ในระดับสุดยอดเช่นกัน
พูดถึงประสบการณ์การต่อสู้จริง เมิ่งหว่านอาจจะไม่สามารถกล่าวได้ว่ากรำศึกมาอย่างโชกโชน ทว่าก็อุดมสมบูรณ์อย่างยิ่งยวดเช่นกัน
ในปีนั้น สิ่งที่ทำให้มงกุฎแห่งจันทราไม่อาจตกอยู่ในมือของนางเป็นครั้งที่สอง ก็เป็นเพราะได้ขับเคลื่อนมงกุฎแห่งจันทราต่อสู้กับมหาราชาปีศาจอัคคีตนหนึ่งซึ่งหน้าๆ ที่ทะเลตะวันออกก่อนหน้านั้น
แม้ว่าเมิ่งหว่านจะได้รับบาดเจ็บ ทว่าจอมยุทธ์ปรมาจารย์คนหนึ่ง หลังจากต่อสู้อย่างดุเดือดกับศัตรูระดับขั้นจอมมารศักดิ์สิทธิ์แล้วยังสามารถรอดชีวิตกลับมาได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นผลกำไรอย่างหาที่สุดไม่ได้แล้ว
เฟิงอวิ๋นเซิงเคยว่าเอาไว้ ว่าขอเพียงแค่เมิ่งหว่านเองไม่เกิดปัญหาขึ้นเสียก่อน หากนางเข้าประลองจันทรากาย มงกุฎแห่งจันทราย่อมไม่มีทางหลุดมือไป
วาจานี้พูดออกมาจากใจจริง หาใช่เอื้อยเอ่ยไปเรื่อยไม่
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูผู้คนที่เข้าร่วมทดสอบในสนามรอบแรก พลางรำพันไม่รีบร้อนแต่ก็ไม่เชื่องช้าว่า “หลิงฮุ่ยแห่งสำนักเขาไร้พรมแดน พลังความสามารถด้อยที่สุด ตรงกันข้ามกับเมิ่งหว่านพอดี จัดว่าค่อนข้างธรรมดาในทุกๆ ด้าน เอ่ยเช่นนี้อาจจะไร้มารยาทอยู่บ้าง แต่ในการเปลี่ยนแปลงใหญ่อันราวกับพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน ศิษย์น้องหลิงผู้นี้เข้าร่วมทุกปี ล้วนทำได้เพียงตีเสมอเท่านั้น”
“เหนียนเล่ยแห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ อืม อย่างอื่นก็เท่านั้นเอง เริ่มตั้งแต่การประลองแห่งจันทราปีที่แล้ว พลังความสามารถเริ่มมีส่วนยกระดับขึ้น แม้จะมีระดับจำกัด แต่พัฒนาขึ้นโดยแท้จริง”
ชายหนุ่มมองแสงรูปกลองใหญ่เหนือศีรษะเหนียนเล่ยแวบหนึ่ง ก็เห็นว่าหน้ากลองแยกออกเป็นสีดำและสีขาวอยู่รำไรเช่นกัน ด้านหนึ่งสีดำ ด้านหนึ่งสีขาว
หากแต่ไม่ได้เด่นชัด ปรากฏให้เห็นขมุกขมัวอยู่บ้าง
เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะเล็กน้อย “ตำหนักอัสนีสวรรค์ ก็กำลังทดลองใคร่ครวญใช้วิชาหยินหยางค้ำจุนยกระดับพลังความสามารถของสตรีแห่งจันทราอยู่ด้วยเช่นกัน หากแต่ลองทำโดยพึ่งตัวเองทั้งหมด เพิ่งจะเริ่มต้น ยังมีทางอีกมากนักที่ต้องเดิน”
การริเริ่มทำเรื่องใหม่เช่นนี้ ตอนเริ่มแรกมักจะยากเย็นแสนเข็ญที่สุด รอจนเดินถูกทางแล้ว ก็จะพบกับการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทั่งพัฒนาจนถึงระดับสูงระดับหนึ่ง จนประสบกับคอขวด ความเร็วถดถอยลงอีกครั้ง ต้องมุ่งแสวงหาการบุกทะลวงขึ้นอีกขั้นหนึ่ง
อาหู่ได้ยินดังนั้นแล้ว ก็เพ่งพินิจทุกคนด้วยความใคร่รู้เช่นกัน
สายตาเยี่ยนจ้าวเกอย้ายไปอีกฝั่งหนึ่ง “เฉินซู่ถิงแห่งเมืองทะเลมรกต ข้อได้เปรียบที่สุดอยู่ที่ระดับพลังฝึกปรือของตัวเอง นอกจากนี้แล้ว เมืองทะเลมรกตยังสร้างยอดทักษะจันทราให้เข้ากับนาง ไม่ธรรมดาอย่างยิ่งเช่นกัน”
เฉินซู่ถิงมีอายุมากที่สุดในบรรดาผู้ที่เข้าร่วมประลองทั้งหมด ระยะเวลาฝึกฝนยาวนานที่สุด และยังเคยกุมมงกุฎแห่งจันทราเป็นระยะเวลาหนึ่งปีอีกด้วย
ปัจจุบัน นางเป็นสตรีแห่งจันทราเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่มีระดับพลังฝึกปรือใกล้เคียงกับเมิ่งหว่าน และก็ยังทะลวงถึงระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะต้น
ยอดทักษะจันทรานี้ สำคัญที่สุดต้องอาศัยการบรรลุของสตรีแห่งจันทราเอง หากแต่มีผู้อาวุโสสำนักช่วยเหลือ จะยิ่งราบรื่นมากยิ่งขึ้น
บรรดาดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งหก แต่ไรวิชาวรยุทธ์สืบทอดของเมืองทะเลมรกตกับหอคลื่นโหม ต่างเจนจัดในพลังอันนุ่มนวล
การประลองแห่งจันทราครั้งแรกก่อนหน้านี้ เฉินซู่ถิงก็คือคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวที่สุด เวลานั้นเมิ่งหว่านยังคงเด็ก ทว่าสุดท้ายแล้วก็เอาชนะได้อย่างหวุดหวิด
การประลองแห่งจันทราครั้งที่สอง เมิ่งหว่านมีอาการเจ็บ ผลคือเฉินซู่ถิงกุมชัยชนะ นำมงกุฎแห่งจันทรากลับเมืองทะเลมรกตได้สำเร็จ
ในตอนสงครามถังตะวันออก ก็เป็นเฉิงซู่ถิงนำมงกุฎแห่งจันทรา ตามผู้อาวุโสทรงวัยวุฒิของเมืองทะเลมรกต ข้ามฝั่งตะวันตกไปยังปฐพีพิภพ ร่วมมือกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ซุ่มโจมตีมาตรสุริยันวัดสวรรค์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์
ทว่าน่าเสียดาย การประลองแห่งจันทราครั้งที่สาม เมิ่งหว่านที่อาการเจ็บหายเป็นปกติแล้วกลับมาเอาชนะได้อีก
การประลองแห่งจันทราครั้งที่สี่ ยุทธศาสตร์เมิ่งหว่านเลือกที่จะละทิ้ง ผลสุดท้ายฝานชิวแห่งหอคลื่นโหมได้ผงาดขึ้นบนโลกหล้า
หากแต่แม้จะเป็นเช่นนี้ ในการประลองแห่งจันทราครั้งที่ห้า เฉิงซู่ถิงยังคงเพียบพร้อมด้วยความสามารถในการแข่งขันพอสมควร
ส่วนฝานชิวแห่งหอคลื่นโหม ในความคิดของเยี่ยนจ้าวเกอ ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง ก็เหมือนเช่นเมิ่งหว่านที่รองลงมาเล็กน้อยคนหนึ่ง
โดดเด่นอย่างยิ่งในทุกๆ ด้าน แต่ที่ควรแก่การเอ่ยถึงเป็นพิเศษก็คือ พรสวรรค์และพลังจันทราของฝานชิวแกร่งกล้าอย่างยิ่ง
น้องสาวผู้มีฟันกระต่ายคนนี้ ถึงขั้นอาจจะเป็นสตรีแห่งจันทราผู้มีสติปัญญาตั้งแต่กำเนิดที่ดีที่สุดก็เป็นได้
ถ้าหากเมิ่งหว่านไม่ได้ผ่านการยกระดับด้วยวิชาหยินหยางค้ำจุนล่ะก็ ต้นทุนตั้งแต่กำเนิดก็ไม่แน่ว่าจะสามารถเอาชนะฝานชิวได้
อีกทั้ง ฝานชิวที่ฐานะเดิมหอคลื่นโหม เข้าใจซึ้งยอดทักษะจันทราที่สร้างสรรค์ขึ้น ประณีตและวิจิตรอย่างยิ่งยวด
เยี่ยนจ้าวเกอพิศร่มน้อยที่อยู่ด้านบนเหนือศีรษะฝานชิวคันนั้น พลางลอบผงกศีรษะเงียบๆ
นอกจากคู่ต่อสู้เดิมเหล่านี้แล้ว…
สายตาของเยี่ยนจ้าวเกอตกอยู่บนร่างอีกคนหนึ่ง ซึ่งก็เป็นผู้ที่เข้าร่วมการประลองแห่งจันทราปีนี้ครั้งแรกเช่นกัน
อวิ๋นซิ่วชิงแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์
ถึงแม้จะมาจากสำนักเดียวกัน กระนั้นอวิ๋นซิ่วชิงกับเมิ่งหว่านก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ด้านบนเหนือศีรษะนางในขณะนี้ กลับเป็นภาพยอดเขาลูกหนึ่ง
เป็นภูเขาหิมะลูกหนึ่ง หากแต่บนปลายสุดยอดเขา กลับมีเปลวเพลิงและหินหนืดปะทุพ่นออกมาเป็นช่วงๆ
เยี่ยนจ้าวเกอลูบคางของตนเอง “เมิ่งหว่านเพิ่งจะเปลี่ยนมาฝึกฝนด้วยวิชาหยินหยางค้ำจุนพักหลัง สตรีผู้นี้ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ยกเว้น พลังจันทราพอดูเลยทีเดียว”
“ความสามารถในการเข้าใจดีงามอย่างยิ่ง ยอดทักษะจันทราก็ล้ำเลิศ ต่อให้จะปวกเปียกไปเล็กหน่อย และระดับพลังฝึกปรือค่อนข้างอ่อนด้อย แต่พลังความสามารถโดยรวมก็แกร่งกล้าอย่างมากเช่นกัน”
อาหู่กะพริบตา ได้ฟังการประเมินของเยี่ยนจ้าวเกอเช่นนี้ นับว่าหาได้ยากอย่างยิ่งยวด
เขาแลมองอย่างถี่ถ้วน ก็เห็นลู่ทางอยู่บ้างดังคาด จากนั้นมองคนอื่นๆ เห็นว่าผู้อาวุโสนำคณะของสำนักเขาไร้พรมแดนกับตำหนักอัสนีสวรรค์ มีสีหน้าผิดแปลกไปอยู่บ้าง
อวิ๋นซิ่วชิงคนใหม่คนนี้ ยังแกร่งยิ่งกว่าหลิงฮุ่ยกับเหนียนเล่ยที่เข้าร่วมการประลองแห่งจันทรามาสี่ครั้งแล้วเสียอีก!
คนของเมืองทะเลมรกตและหอคลื่นโหม ก็มีสีหน้าท่าทางเคร่งขรึมจริงจังเช่นเดียวกัน เพราะอวิ๋นซิ่วชิงผู้นี้ แจ่มชัดว่ามีพลังความสามารถที่เหนือกว่าเฉินซู่ถิงกับฝานชิวแล้ว
บัดนี้ซี่จ้าวจวิน ผู้นำคณะของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มีสีหน้าเรียบเฉย
เหล่าจอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่ตามติดอยู่หลังกายจำนวนหนึ่ง มีบางคนผุดยิ้มเย็นบนใบหน้าเล็กน้อย กวาดสายตาผ่านเยี่ยนจ้าวเกอ ผู้อาวุโสเมิ่ง สุดท้ายตกอยู่บนร่างของเฟิงอวิ๋นเซิง “จำนวนสี่คน เฉิงซู่ถิงกับฝานชิวก็เท่านั้น เจ้าคนทรยศอกตัญญูผู้นี้ รีบไสหัวกลับเขากว่างเฉิงไปเสียตอนที่ยังมีเวลาอยู่!”
ในการประลองแห่งจันทราครั้งที่ห้า มีจำนวนสตรีแห่งจันทราที่เข้าร่วมเพิ่มขึ้นมาเป็นเจ็ดคน
การทดสอบรอบแรก คัดออกสามคน เหลือไว้สี่คน
มาตรฐานในการพิจารณาตัดสิน ให้เป็นหน้าที่ของมงกุฎแห่งจันทราเอง
ทั้งเจ็ดคนต่างถูกครอบไว้ด้วยลำแสงของมงกุฎแห่งจันทรา ขณะเดียวกันก็กำลังทำให้มงกุฎแห่งจันทราเกิดการตอบสนองร่วม
การแข่งขันพลังความสามารถของสตรีแห่งจันทรา มีส่วนเกี่ยวข้องกับระดับพลังฝึกปรือของทุกคน ทว่าไม่ใช่เพียงแค่การเปรียบเทียบทักษะยุทธ์อย่างเดียวเท่านั้น
การที่สามารถเชื่อมต่อกับมงกุฎแห่งจันทรา และขับเคลื่อนพลังของมงกุฎแห่งจันทราได้ดีกว่าต่างหาก จึงจะเป็นมาตรฐานในการพิจารณาขั้นสุดท้าย ด้านอื่นๆ ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อจุดหมายสุดท้ายข้อนี้
การตอบสนองร่วมกับมงกุฎแห่งจันทรา จะแสดงให้เห็นจุดนี้ได้อย่างยิ่งโดยตรง
มงกุฎแห่งจันทรา จะแสดงผลสะท้อนกลับต่อการเชื่อมประสานของทุกคนอย่างเที่ยงธรรม
ระดับความหนาบางและระดับความสว่างของลำแสงทั้งเจ็ดต้น เริ่มค่อยๆ เกิดความเปลี่ยนแปลง
คนที่ยิ่งอ่อนด้อย ลำแสงก็จะยิ่งบางและสลัว ในทางตรงกันข้าม ลำแสงของผู้ที่แข็งแกร่งจะยิ่งหนาขึ้น อีกทั้งยิ่งสว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ทุกคนที่อยู่ในสนาม ศิษย์สำนักเขาไร้พรมแดนหลิงฮุ่ยผู้ที่ด้อยที่สุด จึงรั้งท้ายโดยพลัน ถึงแม้ว่าศิษย์ตำหนักอัสนีสวรรค์เหนียนเล่ยจะแกร่งกว่าหลิงฮุ่ย ทว่าก็ทำได้เพียงอันดับที่สองนับจากท้ายเท่านั้น
แม้ว่าตำหนักอัสนีสวรรค์จะชี้นำเหนียนเล่ยให้เดินบนทางที่ถูกต้อง เพราะหลินโจวแล้ว อีกทั้งเริ่มค่อยๆ เห็นถึงผลพวงแล้วก็ตาม กระนั้นส่วนที่พวกเขาต้องพยายามยังมีอีกมากมาย ยังต้องใช้เวลามากกว่านี้
ไม่ต้องสงสัยเลยแม้แต่น้อยว่าเมิ่งหว่านแกร่งที่สุด และฝานชิวโดยส่วนใหญ่แล้วครองอันดับที่สองอยู่ในชั่วขณะนี้
ที่ค่อนข้างน่าสนใจก็คือ แม้ว่าเฉินซู่ถิงดูเหมือนจะอยู่ในอันดับที่สาม ทว่าอันดับกลับยังไม่นิ่ง
ลำแสงที่ครอบอวิ๋นซิ่วชิงเอาไว้ มีแนวโน้มรุนแรงและรวดเร็วขึ้นอย่างยิ่ง เปลี่ยนเป็นยิ่งสุกสว่างเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ
ทุกคนเห็นสถานการณ์ดังนั้น ล้วนมีสีหน้าท่าทางเคร่งขรึมอยู่บ้าง ถึงแม้จะคาดการณ์ได้ว่าในเมื่อสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ส่งอวิ๋นซิ่วชิงเข้าร่วม หญิงสาวคนนี้ก็ต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่
กระนั้นเดิมทีนึกว่านางเพียงแค่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นตัวสำรองของเมิ่งหว่านได้เท่านั้น หากแต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า ก่อนหน้านี้ทุกคนยังคงประเมินนางต่ำไปอยู่บ้าง
รอบแรกคัดออกไปสามคน เหลืออยู่สี่คน นึกไม่ถึงว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็มีความเป็นไปได้ที่จะครองสองอันดับในนั้น
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ทุกคนเริ่มอดที่จะให้ความสนใจกับคนอีกคนหนึ่ง ซึ่งก็เข้าร่วมประลองจันทรากายเป็นครั้งแรกเหมือนกัน
สายตาทุกคนทอดมองไป กลับเห็นว่าลำแสงที่ครอบเฟิงอวิ๋นเซิงไว้ประเดี๋ยวมืดประเดี๋ยวสว่าง
เฟิงอวิ๋นเซิงถือดาบเล่มหนึ่งไว้ในมือ เรือนผมยาวที่สยายอยู่ด้านหลังตลอดเวลา ยามนี้ถูกมัดเป็นหางม้า
เมื่อชี้ปลายดาบไปในอากาศ ที่ตรงนั้นก็มีลำแสงสายหนึ่งขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ ประเดี๋ยวมืดประเดี๋ยวสว่างไปพร้อมกับลำแสง
ทุกๆ คนต่างมุ่นคิ้วให้กับภาพที่เห็น
ลำแสงที่ครอบเฟิงอวิ๋นเซิงไว้ ครั้นยามมืดสลัว มีระดับประมาณเพียงเท่ากับหลิงฮุ่ยแห่งสำนักเขาไร้พรมแดนเท่านั้น
และในยามที่ส่องสว่างระยับตา กลับไล่ตามเมิ่งหว่านและฝานชิวได้ทันโดยพลัน
พักหนึ่งสว่างพักหนึ่งมืดมัว สลับสับเปลี่ยนเป็นวัฏจักรหมุนเวียน ประหนึ่งแสงเทียนในยามค่ำคืนอย่างไรอย่างนั้น
การแสดงออกเช่นนี้ ทำให้ทุกผู้ทุกคนต่างคาดเดาไม่ถูกอยู่บ้าง
จะกล่าวว่าเฟิงอวิ๋นเซิงอ่อนด้อยน่ะหรือ ก็ดูเหมือนไม่ถูกต้องเช่นกัน อย่าว่าแต่สตรีแห่งจันทราคนอื่นอีกหลายคนเลย ต่อให้เป็นผู้ชมการประลอง ในเมื่อมายืนดูอยู่ข้างๆ แล้ว ก็ล้วนมีความเข้าใจในการประลองแห่งจันทราที่ไม่ตื้นเขินเลย
พวกเขาสามารถมองออกได้ว่าหญิงสาวที่เคยตกจากหมู่เมฆลงมาจนถึงก้นหุบเขา บัดนี้จันทรากายของนางได้ฟื้นฟูกลับมาจริงๆ แล้ว
หากแต่จะพูดว่านางมีพลังความสามารถน่ะหรือ ในใจผู้อาวุโสเมิ่งแห่งสำนักเขากว่างเฉิงเองก็มีความกังวลเช่นกัน ‘รู้สึกว่า…จะไม่คงที่เกินไปแล้ว เป็นเพราะว่าการฟื้นฟูจันทรากาย ยังไม่สมบูรณ์ถึงที่สุดอย่างนั้นหรือ?’
ผู้อาวุโสเมิ่งหันหน้ากลับมามองเยี่ยนจ้าวเกอแวบหนึ่ง ‘หากยังไม่ฟื้นฟูเต็มที่ ไม่มีความมั่นใจระดับหนึ่ง ฟู่เอินซูกับจ้าวเกอ ก็คงไม่วางใจให้นางเข้าประลองจันทรากายสิถึงจะถูกต้อง’
‘บางทีพวกจ้าวเกออาจจะมองผิดไปเช่นกัน จันทรากายของหญิงสาวผู้นี้ยังคงมีความกังวลซ่อนอยู่ภายใน คนตรวจสอบไปพบ ทว่าต่อหน้ามงกุฎแห่งจันทรากลับไม่อาจซ่อนพ้น เผยข้อบกพร่องออกมา?’
ซี่จ้าวจวินแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ขมวดคิ้วเล็กน้อย แม้จะหวังให้สตรีแห่งจันทราสำนักเขากว่างเฉิงเกิดปัญหาอย่างมาก ทว่าสภาพการณ์เบื้องหน้าดูเหมือนจะแปลกประหลาดอยู่บ้าง
จอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนอื่น ต่างก็เพ่งมองเฟิงอวิ๋นเซิงเช่นกัน
เยี่ยนจ้าวเกอมองเฟิงอวิ๋นเซิงด้วยความสงบนิ่ง สัมผัสได้ถึงครรลองสายตาของผู้อาวุโสเมิ่ง จึงหันศีรษะมองไป อมยิ้มพลางเอ่ย “ผู้อาวุโสเมิ่งโปรดเบาใจ ไม่เป็นอะไร”
ผู้อาวุโสเมิ่งหันหน้ากลับไปมองทางเฟิงอวิ๋นเซิง “ตามหลักแล้ว เป็นพวกเจ้ารับผิดชอบการอบรมและบ่มเพาะหญิงสาวผู้นี้ ข้าก็ไม่ควรปากมาก แต่สถานการณ์ในตอนนี้ ดูแล้วทำให้ผู้คนไม่มีความมั่นใจอยู่บ้างจริงๆ”
“เมิ่งหว่านแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้เปรียบอย่างชัดแจ้ง ส่วนฝานชิวแห่งหอคลื่นโหมก็ตามหลังนางมาติดๆ โดดเด่นเช่นเดียวกัน เฉินซู่ถิงแห่งเมืองทะเลมรกตก็มีความสามารถในการแข่งขันพร้อม ที่สำคัญคือ สาวน้อยที่อยู่ดีๆ ก็โผล่ออกมาใหม่ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนนี้ ไม่คาดคิดว่าจะไม่ธรรมดาอย่างมากเช่นกัน”
“ทั้งหมดยึดอยู่เพียงสี่อันดับแรก แม้ดูท่าแล้วพวกเราจะไม่ถึงกับรั้งท้าย แต่ยังคงมีความหวังมากขึ้นจนถึงที่สุด”
ผู้อาวุโสเมิ่งรำพันด้วยความลังเล “ข้าหาได้คิดเพ้อฝันจะให้นางได้อันดับที่หนึ่งในการเข้าร่วมการประลองแห่งจันทราครั้งแรกไม่ หากแต่สถานการณ์ตอนนี้ จันทรากายของนางยังคงไม่ได้ฟื้นฟูสมบูรณ์ดีทั้งหมดใช่หรือไม่?”
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างไม่ทุกข์ร้อน “ผู้อาวุโสเมิ่งวางใจได้ จันทรากายของศิษย์น้องเฟิงฟื้นฟูได้สำเร็จนานแล้ว ลักษณ์เช่นตอนนี้ เพียงแค่นางปรับตัวเองเท่านั้น”
“โอ้?” สายตาของผู้อาวุโสเมิ่งมองมาทางเยี่ยนจ้าวเกออีกครั้ง
ชายหนุ่มมองเฟิงอวิ๋นเซิง มุมปากเผยรอยยิ้มจางๆ ออกมา “ภายใต้ผลลัพธ์ร่วมกันของวิธีการหลายรูปแบบ พลังความสามารถและพลังพลังฝึกปรือของศิษย์น้องเฟิงจึงพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ประสบผลสำเร็จบรรลุไปจนถึงระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายแล้ว”
“เปรียบเทียบนางกับพวกเมิ่งหว่าน ฝานชิว และเฉินซู่ถิงที่เคยได้รับการหนุนช่วยของมงกุฎแห่งจันทรามาก่อน สำหรับความเร็วในการพัฒนาเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงไม่ช้าเท่านั้น กลับจะเร็วยิ่งกว่าเสียด้วยซ้ำ ในด้านระดับพลังฝึกปรือวรยุทธ์เฉพาะตัว ก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไร”
“พลังจันทราของตัวเอง ไม่เพียงฟื้นฟูเท่านั้น ซ้ำยังผ่านการเสริมแกร่งด้วยวิธีมากมายแล้วเช่นกัน”
“ปัญหาเพียงหนึ่งเดียวที่มีก็คือด้านยอดทักษะจันทรานี้ ยอดทักษะจันทราแต่เดิมที่นางบรรลุตอนที่อยู่ที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ บัดนี้จะเห็นได้ว่าล้าหลังอยู่บ้าง เทียบกับพวกเมิ่งหว่านแล้วล้าหลังไปมาก”
“ยอดทักษะจันทราที่มีอยู่เดิมในคัมภีร์แห่งจันทรา อานุภาพมหาศาล แต่ในทางกลับกันการฝึกฝนก็มีความยากอย่างมาก สุดท้ายแล้วเวลายังคงกระชั้นชิดเกินไป ทำให้ศิษย์น้องเฟิงขาดเวลาฝึกฝนที่เพียงพอ”
“อีกทั้ง ยอดทักษะจันทราที่มีอยู่เดิมเหล่านี้ทางที่ดีที่สุดยังคงใช้ในการอ้างอิง เพื่อบรรลุยอดทักษะของตัวเองออกมา จึงจะเหมาะสมกับตัวเองที่สุด”
“เพียงแต่เมื่อเป็นทำเช่นนี้แล้ว ที่ข้าพูดว่าไม่รั้งท้ายก็ดีแล้ว นั่นเพียงแค่หยอกล้อศิษย์น้องเฟิงเท่านั้น” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยอย่างชืดชา “เพราะความจริงแล้วศิษย์น้องเฟิงโดดเด่นอย่างยิ่ง”
ภายใต้การครอบคลุมด้วยลำแสงที่ประเดี๋ยวสว่างประเดี๋ยวมืด สีหน้าท่าทางเฟิงอวิ๋นเซิงสงบนิ่ง แววตาเด็ดเดี่ยวหนักแน่น
นางพลันส่งเสียงคำรามใสออกมา ประหนึ่งกับมังกรคำราม ทะลุฟ้าทลายหิน ดังสนั่นถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้า
ลำแสงเหนือศีรษะนางค่อยๆ เปลี่ยนเป็นคงที่ขึ้นมาก สว่างไสวมากขึ้นเรื่อยๆ
ทุกคนจ้องมองไป แลเห็นเพียงมังกรแสงที่ครึ่งหนึ่งสีดำครึ่งหนึ่งสีขาวตัวหนึ่งอย่างแจ่มชัด!
เสียงมังกรคำรามยิ่งทวีความก้องกังวานขึ้นเรื่อยๆ ก่อกวนจนลมเมฆเปลี่ยนสี
เฟิงอวิ๋นเซิงถือดาบเล่มหนึ่งไว้ในมือ มังกรแสงเหนือศีรษะลอยวนเวียน ท่ามกลางเสียงมังกรคำรามเกรียงไกร ทำให้ทุกคนต้องเสมองมัน
เทียบกับเมิ่งหว่านที่สุภาพเยือกเย็นยิ่งใหญ่อันมีรูปลักษณ์เป็นหงส์แล้ว เฟิงอวิ๋นเซิงก็เป็นความรุนแรงทรงพลังของเสียงมังกรคำรามไกลสุดขอบฟ้า
สิ่วเจาะภูเขาที่อยู่เหนือศีรษะหลิงฮุ่ยแห่งสำนักเขาไร้พรมแดนกำลังสั่นไหว ส่วนกลองอสนีบาตที่อยู่เหนือศีรษะเหนียนเล่ยแห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ก็ดังถี่มากยิ่งขึ้น
เรือยักษ์ในกระแสน้ำทะเลที่อยู่เหนือศีรษะเฉินซู่ถิงแห่งเมืองทะเลมรกตโคลงเคลงเล็กน้อย ส่วนร่มน้อยที่อยู่เหนือศีรษะฝานชิวแห่งหอคลื่นโหมกำลังหมุนวนไปรอบๆ
ยอดภูเขาไฟหิมะที่อยู่เหนือศีรษะอวิ๋นซิ่วชิง สตรีแห่งจันทราที่เข้าร่วมประลองจันทรากายเป็นครั้งแรกเช่นเดียวกัน บัดนี้ปะทุพุ่งออกมาโดยพลัน!
“พวกเราไม่อาจเข้ารอบที่สองแล้วหรือ?”
เยี่ยนจ้าวเกอหัวร่อ “ฮ่าๆ …”
ลำแสงที่ครอบเฟิงอวิ๋นเซิงไว้ ก่อนหน้านี้มืดสว่างเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ปรากฏให้เห็นว่าไม่คงที่อย่างยิ่งยวด
หากแต่ตอนนี้ ลำแสงนั่นก็ยิ่งทอแสงเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ ไปตามเสียงมังกรคำรามที่ดังข้างหูตลอดเวลา และมีแนวโน้มที่จะราบรื่นมากยิ่งขึ้น ไม่เปล่งแสงวับวาบอีกต่อไป
บัดนี้เฟิงอวิ๋นเซิงปะทุพลังออกมา ไม่เก็บงำเอาไว้เฉกเช่นเมิ่งหว่านขนาดนั้น ดุเดือดรุนแรง ทำให้คนที่เข้าร่วมประลองจันทรากายคนอื่นๆ ล้วนรู้สึกได้ถึงพลังที่แผ่ออกมาบีบเค้นกลุ่มหนึ่ง
หลิงฮุ่ยแห่งสำนักเขาไร้พรมแดนรู้สึกได้ก่อน จากนั้นเหนียนเล่ยแห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ก็รู้สึกได้ตาม
ไม่นานนัก อวิ๋นซิ่วชิงแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับเฉินซู่ถิงแห่งเมืองทะเลมรกต ต่างก็รู้สึกได้ถึงพลังกดดันโหมซัดสาดที่แผ่ออกมาจากเฟิงอวิ๋นเซิง
ลำแสงที่ครอบเฟิงอวิ๋นเซิงไว้ยิ่งทวีความสว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ ความหนาเองก็ขยายออกไปโดยรอบอย่างรวดเร็วเช่นกัน ปรากฏพลังอันน่าตื่นตะลึงให้เห็น
อย่าว่าแต่อวิ๋นซิ่วชิงเลย แม้แต่เฉินซู่ถิงเอง ก็ถูกเฟิงอวิ๋นล้ำหน้าไปแล้วเช่นกัน!
ขณะที่มังกรสวรรค์ร้องคำราม พุ่งถลาสู่สวรรค์เก้าชั้นฟ้า กบดขยี้คู่ต่อสู้คนหนึ่งต่อด้วยอีกคนหนึ่ง สลัดทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง
ไม่นานนัก แม้กระทั่งฝานชิวแห่งหอคลื่นโหม ล้วนแล้วแต่มีสีหน้าหนักอึ้งหลายส่วน เพ่งมองเฟิงอวิ๋นเซิงอย่างเอาจริงเอาจัง
สายตาของเมิ่งหว่านจดจ้องไปยังเฟิงอวิ๋นเซิงไม่เคลื่อนย้ายสักเสี้ยวขณะ ประกายแสงส่วนลึกในแววตาที่ฉายผ่านไปชั่วเสี้ยววินาที มีทั้งความปีติยินดี มีทั้งความผิดหวัง
ลำแสงที่ครอบเฟิงอวิ๋นเซิงไว้ ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นคงที่ เปรียบเทียบตามลำดับแล้วด้อยกว่าฝานชิวแห่งหอคลื่นโหมเล็กน้อย ทว่ายังเหนือกว่าอวิ๋นซิ่วชิงแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับเฉินซู่ถิงแห่งเมืองทะเลมรกต จัดอยู่ในอันดับที่สามในบรรดาทุกคน
เมื่อภาพฉากนี้ตกอยู่ในสายตาของผู้ชมการประลอง ล้วนทำให้หวั่นไหวอยู่บ้างชั่วขณะหนึ่ง
คนอื่นๆ ก็แล้วไป แต่สำหรับจอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แล้ว ต่างก็ยากจะปักใจเชื่ออยู่บ้าง
อวิ๋นซิ่วชิง ในฐานะที่เข้าร่วมการประลองแห่งจันทราครั้งแรกเช่นเดียวกัน ถ้าหากนับว่าเป็นอาวุธลับที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เตรียมเอาไว้ สามารถทำให้จู่ๆ ก็น่าตื่นตะลึงขึ้นมาได้ล่ะก็ คงไม่อาจทำให้คนอื่นยอมรับได้โดยสิ้นเชิง
ทว่าเฟิงอวิ๋นเซิงกลับไม่เป็นเช่นนั้น นึกไม่ถึงว่าเฟิงอวิ๋นเซิงที่ปีนั้นถูกทุกคนทั่วทั้งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ร่วมกันพิพากษาโทษตาย และวินิจฉัยแน่ชัดว่าจันทรากายใช้การไม่ได้ บัดนี้นางกลับฟื้นฟูพลังจันทราของตนเองได้จริง ขณะเดียวกันก็รุดหน้าขึ้นอีกก้าวอีกด้วย
เริ่มต้นใหม่หลังจากทิ้งร้างไปเป็นเวลาหลายปี คาดไม่ถึงว่าจะสามารถมีระดับฝีมือเช่นนี้ได้ ช่างสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ที่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังอย่างแท้จริง
ซี่จ้าวจวินจดจ้องเฟิงอวิ๋นเซิงไม่วางตา ราวกับคิดจะมองทะลุร่างนางทั้งคน
สายตาควบแน่นจนราวกับกลายเป็นวัตถุจริง ถึงขนาดที่สะเทือนมงกุฎแห่งจันทราอยู่บ้าง
ในใจซี่จ้าวจวินพลันพรวดพรวดขึ้นด้วยความเย็นยะเยือกหลายส่วน ครั้นรู้ว่าตนเองทำให้มงกุฎแห่งจันทรากระเด็นกลับ จึงรีบผละสายตากลับทันควัน สีหน้าอึมครึมอยู่บ้างเล็กน้อยชั่วขณะหนึ่ง
ความล้ำเลิศของเฟิงอวิ๋นเซิง คล้ายกับเป็นการตบหน้าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ฉาดหนึ่ง
ถ้าหากเป็นเพียงแค่ระดับพลังฝึกปรือวรยุทธ์รุดหน้า พลังความสามารถโดดเด่น ถึงแม้ว่านั่นจะกระอักกระอ่วนอย่างยิ่งเช่นกัน ทว่าก็ยังคงฝืนทำใจยอมรับได้
กระนั้นการวินิจฉัยว่าจันทรากายของเฟิงอวิ๋นเซิงใช้การไม่ได้ทั้งสิ้นแล้วก่อนหน้านี้ กลุ่มคนหนึ่งดำเนินการเจ้าตรวจสอบแล้วข้าตรวจสอบต่อ สุดท้ายล้วนน่าเชื่อถือทั้งสิ้น ตอนนี้ดูเหมือนว่า กลับเหมือนเรื่องตลกอย่างไรอย่างนั้น
เหล่าจอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่รับรู้เบื้องลึกเบื้องหลังทั้งหมด ขณะนี้ต่างรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ใบหน้า
ใบหน้าผู้อาวุโสเมิ่งเผยรอยยิ้มปลื้มปีติออกมา ผงกศีรษะอย่างต่อเนื่อง “ไม่เสียแรงเปล่า ไม่เสียแรงเปล่าจริงๆ ไม่เสียแรงคิดไปเปล่าๆ”
เขาหันหน้ามองไปทางเยี่ยนจ้าวเกอ แล้วกล่าวชมเชยว่า “จ้าวเกอ โชคดีที่มีเจ้า”
เยี่ยนจ้าวเกออมยิ้ม “ผู้อาวุโสเมิ่งชมเกินไปแล้ว ทั้งปวงล้วนอาศัยความพยายามของเฟิงอวิ๋นเซิงเอง และยังมีอาจารย์ฟู่ชี้แนะอย่างถูกวิธี”
วาจานี้ไม่ใช่การถ่อมตัวเสียทั้งหมดเช่นกัน
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูเฟิงอวิ๋นเซิง และก็ถอนทอดใจอยู่ในอกเช่นกัน นางในขณะนี้ยืนอยู่บนเวทีที่เฝ้าใฝ่หามาโดยตลอดอีกครั้งในที่สุด ทำให้ผู้คนของตนดีอกดีใจ ทำให้คู่ต่อสู้กลัดกลุ้ม ทว่ามีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าเบื้องหลังเฟิงอวิ๋นเซิงทุ่มเทมากเพียงใดกับสิ่งนี้ และระทมทุกข์มากขนาดไหน
อย่างอื่นก็แล้วไป เข็มแกนน้ำแข็ง นั่นคือหนึ่งในเจ็ดมหาโทษทัณฑ์ซึ่งอยู่ระดับเดียวกันกับตะเกียงจุดวิญญาณ เป็นการลงโทษอันโหดร้ายทารุณที่ทำให้คนทุกข์ทรมานจะร้องขอชีวิตก็ไม่ได้ขอตายก็ไม่อาจ เป็นวิธีการอันโหดเหี้ยมที่แม้แต่ชายฉกรรจ์ที่ผ่านการเคี่ยวกรำฝึกฝนราวกับตีเหล็กยังต้องถูกหลอมจนกลายเหล็กเหลว
ซึ่งการลงโทษนี้ ยังไม่ใช่ดำเนินการเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น หากแต่เริ่มตั้งแต่หนึ่งปีก่อน ทุกๆ ช่วงเวลาที่เว้นระยะห่างก็ต้องทำครั้งหนึ่ง
เฟิงอวิ๋นเซิงเพิ่งจะทำอีกหน ก่อนหน้าที่จะออกเดินทางมุ่งหน้าเข้าร่วมการประลองแห่งจันทราครั้งที่ห้าครั้งนี้นี่เอง
เยี่ยนจ้าวเกอมองเฟิงอวิ๋นเซิงที่ด้อยกว่าฝานชิวเล็กน้อย รำพึงรำพันกับตนเองเสียงเบาว่า “การประลองรอบแรก ถือว่าเป็นการประลองความรู้ นางยังมีความได้เปรียบบางส่วนที่ยังแสดงออกมาไม่ได้ รอจนกระทั่งการประลองยุทธ์รอบที่สอง จะยิ่งทำให้คนอื่นตื่นตะลึงเสียยิ่งกว่านี้อีก…”
ขณะนี้ จะเห็นได้ว่าเมิ่งหว่าน ฝานชิว และเฟิงอวิ๋นเซิง ทั้งสามคนแบ่งออกเป็นสามอันดับแรก ได้ครองอันดับทั้งสามไว้แล้ว อวิ๋นซิ่วชิงกับเฉินซู่ถิงจึงอดไม่ได้ที่จะร้อนใจอยู่บ้าง
ใบหน้าอวิ๋นซิ่วชิงที่แต่ไหนแต่ไรเย็นเยียบไร้อารมณ์ความรู้สึก บัดนี้ไม่แสดงแววร้อนใจให้เห็น ทว่าท่าทางแจ่มชัดว่าสบายมากยิ่งขึ้น ภายในดวงตาทั้งสองปรากฏแสงเย็นยะเยือก
เฉินซู่ถิงแห่งเมืองทะเลมรกต สีหน้าท่าทางหนักแน่นจริงจังจนไม่อาจมากไปกว่านี้ได้อีกแล้ว
นางคือผู้ชนะในการประลองแห่งจันทราครั้งที่สอง และก็เคยเป็นเจ้าของมงกุฎแห่งจันทราแล้วอีกด้วย
รสชาติชนิดนี้ หลังจากลิ้มลองครั้งหนึ่งแล้ว ก็จะต้องการต่อไปเรื่อยๆ ชั่วกัลป์
ทั้งสองคนต่างเริ่มระดมพลังของตนเองสุดความสามารถ เพื่อที่จะเชื่อมต่อสื่อสารกับมงกุฎแห่งจันทรา เสริมแกร่งการตอบสนองร่วมระหว่างตนเองกันอาวุธศักดิ์สิทธิ์ โดยร้องขอการยอมรับจากอาวุธศักดิ์สิทธิ์ให้มากขึ้น
ลำแสงสองสายที่ครอบพวกนางไว้ ในระหว่างที่กำลังผันผวนเล็กน้อย ก็เริ่มค่อยๆ เปลี่ยนเป็นหนาขึ้น สว่างขึ้น
เมิ่งหว่านเห็นภาพฉากนี้ ก็มุ่นหัวคิ้วเล็กน้อยครู่หนึ่ง
ซี่จ้าวจวินเองก็มีสีหน้าไหวหวั่นเช่นกัน กล่าวด้วยเสียงทุ้มว่า “ซิ่วชิง อย่าใจร้อน”
สิ้นเสียงพูด ภูเขาสูงเหนือศีรษะอวิ๋นซิ่วชิง พลันโคลงเคลงอย่างรุนแรงขึ้นมา
สีหน้าอวิ๋นซิ่วชิงซีดลงเล็กน้อย จากนั้นก็เห็นว่ายอดเขาหิมะที่ปะทุพ่นหินหนืดและเปลวเพลิงออกมาลูกนั้น ปรากฏรอยแตกที่ตีนเขาออกมารอยหนึ่ง จากนั้นรอยแตกก็ยาวขึ้นไป จนกระทั่งถึงปลายยอดเขา
ชั่วขณะถัดมา ยอดเขาหิมะอันสูงใหญ่เริ่มแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ดังสนั่นหวั่นไหว
ในดวงตาทั้งสองของอวิ๋นซิ่วชิงทอประกายเจ็บปวดและไม่ยินยอม
คนในสำนักเดียวกันรู้เรื่องราวของตัวเอง สถานการณ์ของนาง ตัวเองย่อมกระจ่างชัดที่สุด
ท่ามกลางบรรดาสตรีแห่งจันทราในสนาม ถือว่านางอายุน้อยที่สุด ระดับพลังฝึกปรือวรยุทธ์ต่ำต้อยที่สุด พูดอีกแบบก็คือรากฐานตื้นเขินที่สุด
ถึงแม้ว่าพลังจันทราจะแกร่งกล้าทรงพลัง และยอดทักษะจันทราที่ฝึกฝนจะไม่ธรรมดาเช่นกัน ทว่าผลในการเสริมหนุน และเค้นศักยภาพ หมดลงแค่เพียงครึ่งทาง
ความอันตรายในนั้น ไม่ใช่ว่าอวิ๋นซิ่งชิงไม่รู้ หากแต่นางยังคงอยากจะพยายามดูสักตั้ง
น่าเสียดาย สืบเท้าออกไปเร็วเกินไปไกลเกินไป สุดท้ายแล้วยังคงใช้ไม่ได้
เมิ่งหว่านมองดูอวิ๋นซิ่วชิงที่ก้มหน้าลง สั่นศีรษะเล็กน้อย แล้วทอดถอนใจครั้งหนึ่ง
ซี่จ้าวจวินและจอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนอื่นๆ ก็ล้วนไม่มีคำพูดคำจาทั้งสิ้นเช่นกัน
ลำแสงที่ครอบอวิ๋นซิ่วชิงไว้ ค่อยๆ สลัวลงไป จนกระทั่งเลือนหายไป
ส่วนลำแสงอื่นทั้งหกสายคงที่โดยสิ้นเชิง การประลองแห่งจันทรารอบแรก ประกาศว่าสิ้นสุดลงแล้วเช่นกัน
ผลคือเฟิงอวิ๋นเซิง เมิ่งหว่าน ฝานชิว และเฉินซู่ถิง ทั้งสี่คนผ่านเข้ารอบ ต่อจากนี้ระหว่างพวกนางจะต้องต่อสู้กันเป็นคู่ๆ จนกระทั่งตัดสินผู้ชนะคนสุดท้ายออกมาได้
ซี่จ้าวจวินจัดระเบียบความคิด เก็บอารมณ์ความรู้สึก แล้วหันหน้าไปมองอันชิงหลิน “เมื่อก่อนรอบที่สองล้วนเป็นการต่อสู้สองคนโดยตรง ครานี้เป็นสี่คน จึงต้องประลองสามสนาม สองสนามแรก เป็นการยึดตามผลจากรอบแรก อันดับที่หนึ่งคู่อันดับที่สี่ อันดับที่สองคู่อันดับที่สาม หรือจับฉลากจับกำหนดคู่ต่อสู้?”
อันชิงหลินเอ่ยตอบ “อันดับที่หนึ่งคู่อันดับที่สี่ อันดับที่สองคู่อันดับที่สาม”
พวกผู้อาวุโสเมิ่งและแสงสนธยา ต่างผงกศีรษะเห็นด้วยพร้อมกัน
เฟิงอวิ๋นเซิงมองเมิ่งหว่านแวบหนึ่ง ขณะเดียวกันเมิ่งหว่านก็มองไปยังนางเช่นกัน สายตาทั้งสองตัดสลับกันไป
จากนั้น สายตาของเฟิงอวิ๋นเซิงก็มองไปอีกฝั่งหนึ่ง แลมองคู่ต่อสู้คนถัดไปของตัวเอง ฝานชิวแห่งหอคลื่นโหม