321-325

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง คุณชายแห่งปฐพี
บทที่ 321ถึง325

หลังจากเขากว่างเฉิงประสบเคราะห์หนัก สำนักทรุดโทรมเสียหายรอการฟื้นฟู ไม่ใช่เพียงสิ่งปลูกสร้างในสำนักเท่านั้น ยังรวมไปถึงการปรับเปลี่ยนผู้คนจำนวนมากเช่นกัน

ผู้อื่นไม่เอ่ยถึง ซินตงผิงถูกจัดการออกจากสำนัก สือเถี่ยล่วงลับ อย่างน้อยที่สุดก็ตำแหน่งอันเป็นตัวแปรสำคัญสองตำแหน่งคือผู้อาวุโสสูงสุดหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์กับผู้อาวุโสสูงสุดตำหนักอาญาก็ว่างเพิ่มขึ้น

ตำแหน่งเหล่านี้ล้วนต้องการคนมาเสริมเติม

เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้ออกความเห็นกับเรื่องนี้ ถึงกระนั้นตำแหน่งของเขาตอนนี้ก็ไม่ธรรมดา การประชุมกำหนดแผนส่วนในของสำนัก เขาล้วนมีคุณสมบัติเข้าร่วม

การตัดสินใจสุดท้ายของเขากว่างเฉิง คือโยกย้ายยอดฝีมือระดับสูงสองท่านที่ถูกส่งไปประจำการณ์ที่ทะเลสาบตะวันออกและปฐพีพิภพกลับมา

เพื่อต่อกรกับการคุกคามของปีศาจอัคคีที่ทะเลตะวันออก ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งหกในสมัยปัจจุบันได้บรรลุข้อตกลงไว้นานแล้ว ว่าทุกสำนักล้วนต้องส่งยอดฝีมือมหาปรมาจารย์ขั้นที่แปด ขั้นรูปญาณระยะกลางอย่างน้อยหนึ่งคนประจำการณ์เหนือทะเลตะวันออก เฝ้าดูแลพื้นที่สัญจรสำคัญจากโลกปีศาจอัคคีสู่โลกแปดพิภพ

การคัดเลือกคนสามารถสลับสับเปลี่ยนได้เองโดยแต่ละสำนัก ทว่าอย่างน้อยที่สุดทุกๆ สำนักล้วนต้องคงมหาปรมาจารย์ระดับสุดยอดคนหนึ่งประจำเหนือทะเล ร่วมกันก่อแนวป้องกันแรก เฝ้าติดตามแนวโน้มการเคลื่อนไหวของโลกปีศาจอัคคี พร้อมทั้งจัดการเหตุปะทะระดับกลางและเล็กประจำวัน

หากปีศาจอัคคีมีการเคลื่อนไหวใหญ่ เช่นนั้นตำหนักอัสนีสวรรค์ เมืองทะเลมรกต และหอคลื่นโหมที่อยู่ติดทะเล ก็จะเพิ่มกำลังพลตอบโต้ในบัดดล

พิศสถานการณ์ค่อยตัดสินใจ ยามจำเป็นเขาไร้พรมแดน เขากว่างเฉิง และสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่จัดว่าอยู่ห่างจากทะเล ก็ต้องส่งยอดฝีมือและไพร่พลไปยังทะเลตะวันออกเช่นกัน แต่ว่าโดยทั่วไปแล้วนั่นเป็นเรื่องที่ร้ายแรงอย่างยิ่งแล้ว คล้ายกับสงครามเต็มรูปแบบกับปีศาจอัคคีในปีนั้น

สถานการณ์รูปแบบสุดท้ายนี้ ไม่พบเห็นมาหลายปีแล้ว เรื่องที่ทั่วไปแล้วค่อนข้างหนักหนา ก็เหมือนเช่นเหตุที่ทะเลสาบปิดนภาก่อนหน้านี้ และเคราะห์หนักเขากว่างเฉิงครานี้ รับมือกับกลุ่มอิทธิพลระดับเมืองทะเลมรกต

ยามปกติไปมาหาสู่กับปีศาจอัคคี กวาดล้างปีศาจอัคคีที่ถาโถมสู่โลกแปดพิภพให้ราบคาบ ล้วนรับผิดชอบโดยมหาปรมาจารย์ทั้งหกท่านนั้นที่ถูกส่งมาจากแต่ละสำนักดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งหกแห่งละหนึ่งท่าน

ภายใต้การบัญชาของพวกเขา ก็มีจอมยุทธ์ร่วมสำนักของแต่ละสำนักเช่นกัน บ้างก็ประจำการ บ้างก็ฝึกประสบการณ์ชั่วคราว

อาจารย์ของเฟิงอวิ๋นเซิงในอดีตครั้งยังอยู่ที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ก็สิ้นชีพในการโรมรันปะทะกับปีศาจอัคคี ยามที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำทะเลตะวันออก

ผู้ทรงอำนาจของเขากว่างเฉิงที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำทะเลตะวันออก มักจะถูกเรียกว่าผู้อาวุโสสูงสุดทะเลตะวันออกตามความเคยชิน

ว่าแล้ว นี่ก็เป็นเรื่องยากเรื่องหนึ่ง คล้ายกับการรักษาชายแดน ซ้ำยังไม่มีผลประโยชน์มากนัก ขณะเดียวกันยังต้องสู้รบปรบมือกับปีศาจอัคคีตลอดทั้งปี

ด้วยเหตุนี้ตั้งแต่จัดตั้งตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุดทะเลตะวันออกของเขากว่างเฉิงมา จึงมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดเวลา

ที่ควรแก่การเอ่ยถึงคือเยี่ยนตี๋ บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอ ก่อนหน้าที่จะมารับช่วงต่อตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุดตำหนักสืบวิชา ก็รับหน้าที่ผู้อาวุโสสูงสุดทะเลตะวันออก สังหารปีศาจอัคคีเหนือทะเลกว้างจนเพลิงสะพัดทั่วท้องนภา เผาแผ่นฟ้าต้มสมุทร ชื่อเสียงลือลั่น

อีกทั้งผู้อาวุโสสูงสุดทะเลตะวันออกแห่งสำนักเขากว่างเฉิงในปัจจุบัน ก็คือยอดฝีมือระดับสุดยอดมหาปรมาจารย์ขั้นที่เก้าอีก ขั้นรูปญาณระยะท้ายท่านหนึ่งของสำนักเขากว่างเฉิง ฉางเจิ้น

ยามเคราะห์หนักเขากว่างเฉิง ฉางเจิ้นตั้งใจกลับสำนัก ผลคือประสบเข้ากับปีศาจอัคคีเข้าบุกรุกพอดี ชุลมุนอลหม่านไปทั่วบริเวณ

ผู้อาวุโสสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่ประจำการทะเลตะวันออก สวนกับเขาพอดี ทั้งสองพลางประมือกับยอดฝีมือของปีศาจอัคคี พลางคุมเชิงซึ่งกันและกัน ฉางเจิ้นจึงถูกยื้อไว้ที่ทะเลตะวันออก

ขณะนี้เคราะห์หนักกว่างเฉิงปิดฉากลง และเหตุอลหม่านปีศาจอัคคีที่ทะเลตะวันออกค่อยๆ สงบลงแล้ว สำนักเขากว่างเฉิงจึงส่งคนไปสับเปลี่ยนกับฉางเจิ้น

คนที่ดำรงตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุดทะเลตะวันออกใหม่ เยี่ยนจ้าวเกอกลับก็คุ้นเคยดีเช่นกัน ซึ่งก็คืออาจารย์ของเฟิงอวิ๋นเซิงและซือคงจิง ฟู่เอินซูนั่น

สถานที่ที่สถานการณ์คล้ายกับทะเลตะวันออก ยังมีปฐพีพิภพ

ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตตอนนี้ถูกทลายสูญสิ้น ทว่าปฐพีพิภพยังคงดำรงอยู่ คนเฝ้ารักษาเตรียมพร้อมยังคงจำเป็นต้องมี หากแต่เขากว่างเฉิงก็ต้องปรับเปลี่ยนคนเช่นกัน

ซ่งเฉานำความเห็นของเขากว่างเฉิงถ่ายทอดให้กับเมืองทะเลมรกต ทางเมืองทะเลมรกตนั้นก็มีคำตอบกลับมาอย่างเร็วไวยิ่งเช่นกัน สำหรับการแลกเปลี่ยนสิ่งของวัตถุดิบจำนวนมากของทั้งสองฝ่าย แสดงให้เห็นว่าวาดหวังให้สำเร็จ ส่วนของที่เขากว่างเฉิงต้องการ จะพยายามจัดหาให้พึงพอใจอย่างเต็มกำลัง

แต่ไรทั้งสองฝ่ายก็เป็นพันธมิตร มักมีการแลกเปลี่ยนระหว่างกันบ่อยครั้ง หากแต่หนนี้ขอบเขตมากขึ้นกว่าเดิมมหาศาล ทั้งสองสำนักล้วนต้องตระเตรียมให้เหมาะสมสอดคล้องกัน

สำหรับเรื่องที่เยี่ยนจ้าวเกอและเขากว่างเฉิงเป็นไปได้ที่จะรับรู้ถึงจุดประสงค์ของฝ่ายตนเอง ซ่งเฉาเองก็รู้สึกได้แล้วเช่นกัน

กระนั้น เขากว่างเฉิงไม่ได้เล่นแง่กับเมืองทะเลมรกตแต่อย่างใด การแลกเปลี่ยนวัตถุดิบสิ่งของทั้งสองฝ่าย ก็ไม่ได้ตั้งใจโก่งราคาเอาเปรียบเช่นกัน

ถึงแม้ว่าจะราคาสูงขึ้นสักหน่อย เทียบกับที่ผ่านมา ทว่าสำหรับฝั่งเมืองทะเลมรกต การได้มาซึ่งศิลาภูตไม่ดับสูญ เทียบกับที่ต้องจ่ายแล้ว มากกว่าอักโข

ซ่งเฉาปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างสุภาพ อ่อนโยน มีเมตตา และใจกว้าง พานพบเยี่ยนจ้าวเกออีกครั้ง ก็ซาบซึ้งมากกว่าเดิมเช่นกัน

“ศิษย์พี่ซ่งออกจะเกรงใจเกินไปแล้ว” เยี่ยนจ้าวเกอหยิบยันต์หยกชิ้นหนึ่งไว้ในมือ พลางมองซ่งเฉา “แต่ไหนแต่ไรสำนักข้าและท่านมีไมตรีจิตต่อกัน เฝ้าสังเกตการณ์ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เรื่องนี้ต่างหากเป็นสาระสำคัญ”

“ศิษย์น้องเยี่ยนไม่จำเป็นต้องปฏิเสธ บางทียันต์หยกอันงดงามประณีตนี้อาจจะเป็นโอกาสและโชคชะตาส่วนหนึ่ง แต่ยังคงเป็นของที่ไม่ชัดเจน ให้ของสิ่งนี้เป็นของกำนัล อันที่จริงข้าละอายแก่ใจ เพียงแต่ไร้สมบัติติดกายจริงๆ ของอื่นออกจะยิ่งไม่พอด้วยซ้ำ” ซ่งเฉาเอ่ย

เยี่ยนจ้าวเกอลูบไล้ยันต์หยกในมือ เหตุไฉนซ่งเฉามองของกำนัลตามหลังเช่นนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างรู้ดีแก่ใจ จึงยิ้มน้อยๆ “ศิษย์พี่ซ่งน้ำใจไมตรีเปี่ยมล้น หากข้าปฏิเสธอีก ออกจะไร้เหตุผลเกินไปหน่อย ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็ขอบคุณศิษย์พี่ซ่ง”

ซ่งเฉาส่ายศีรษะ “ศิษย์น้องเยี่ยนเจ้าเกรงใจไปแล้ว”

หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอลังเลอยู่ชั่วครู่ เขาก็เอ่ยถามว่า “ศิษย์พี่ซ่งจวนจะกลับวารีพิภพแล้วกระมัง?”

“วันสองวันนี้ก็จะไปแล้ว” ซ่งเฉาเอ่ยตอบ

เยี่ยนจ้าวเกอลุกขึ้น “ข้าไปส่งพวกท่านก็แล้วกัน”

ทั้งสองออกไปพร้อมกัน เยี่ยนจ้าวเกอส่งกระแสจิต สั่งอาหู่ไม่กี่ประโยค ฝ่ายหลังพยักหน้าแล้วก็ถอยไป

ชายหนุ่มกลับมาถึงที่พำนักของพวกเขาพร้อมกันกับซ่งเฉา ครั้นเข้าไปในลานบ้าน ก็แลเห็นเงาร่างสองสาย กำลังขวักไขว่ไปมาไม่หยุด ประลองทักษะยุทธ์

เงาร่างสองสาย ป็นซือคงจิงกับหลี่จิ้งหว่าน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของทั้งสองค่อนข้างเป็นมิตร ในด้านหนึ่งเป็นการปิดประตูประลอง ไม่ให้ภายนอกรับรู้ อีกทางหนึ่งต่อสู้ถึงระดับหนึ่งก็จะหยุดเช่นกัน

ด้วยความที่พวกนางไม่ได้ไปยอดเขาพ้นอัคคี จัดหาสนามฝึกใหญ่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของศิษย์ใต้สำนักเขากว่างเฉิง หรือมุ่งหน้ายังตำหนักสืบทอดวิชาโดยเฉพาะ เพียงแค่ปิดประตูแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อยู่ที่ที่พำนักของคณะซ่งเฉา

ระดับพลังฝึกปรือหญิงสาวทั้งสองขณะนี้ล้วนไม่ต่ำต้อย หากปล่อยมือเท้าอิสระประมืออย่างดุเดือดสักครั้ง พลังทำลายล้างก็น่าครั่นคร้ามแล้วเช่นกัน กวาดล้างสิ่งปลูกสร้างโดยรอบยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง

เพราะฉะนั้นวิธีประลองของพวกนางในขณะนี้ โดยส่วนมากเป็นการเปลี่ยนกระบวนท่ายุทธ์กับความเข้าใจในวิชาวรยุทธ์ ไม่ขับเคลื่อนปราณจิตราขอบเขตใหญ่ คล้ายกับการประลองเพลงกระบี่เจ็ดดาราของเยี่ยนจ้าวเกอกับลู่เวิ่นในหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์ในตอนนั้นอยู่บ้าง

ทว่าแม้จะเป็นเช่นนี้ ขณะเงาร่างงามระหงสองสายโฉบไปมา ก็ให้ความรู้สึกลายตาจนมึนงงเช่นกัน

ซ่งเฉาพิศเงาร่างของซือคงจิง ถอนทอดใจพลางเอ่ย “เมื่อการประชุมฝ่านภาคราก่อนก็มีความรู้สึก แต่เวลานั้นไม่เคยพบว่าพรสวรรค์ของศิษย์น้องซือคงผู้นี้ช่างน่าตื่นตะลึงจริง”

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ

ระดับพลังฝึกปรือของทั้งสองคนในสนาม ล้วนอยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย

สำหรับหลี่จิ้งหว่าน นี่ปกติอย่างมาก อายุนางใกล้เคียงกับเยี่ยนจ้าวเกอ สำหรับการสืบทอดสายหลักของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งหก อายุราวยี่สิบเลื่อนสู่ขั้นจิตราชั้นนอก อายุราวยี่สิบห้าปีก้าวสู่ขั้นเคียงนภา อายุราวสามสิบปีสู่ขั้นผ่านภา นี่นับเป็นความเร็วโดยเฉลี่ย

ทว่าซือคงจิงก็น่าครั้นคร้ามอยู่บ้างแล้ว เพราะในตอนนี้นางยังอายุไม่ถึงยี่สิบปี

เยี่ยนจ้าวเกอเอื้อนเอ่ย “ศิษย์น้องซือคงพรสวรรค์ล้ำเลิศอย่างแท้จริง ทำให้ผู้คนชื่นชม”

น้ำเสียงที่เขากล่าววาจานี้ คล้ายกับผู้อาวุโสวิพากษ์ผู้ด้อยอาวุโสอยู่บ้าง หากแต่ซ่งเฉากลับไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหาใดๆ

เพราะคนผู้นี้ที่อยู่ข้างกายเขา อายุใกล้กับหลี่จิ้งหว่าน แต่กลับเป็นมหาปรมาจารย์แล้ว

ตอนที่ซือคงจิงอยู่ในระดับยุทธ์หลอมกาย นางก็มีพรสวรรค์ที่หาได้ยาก เป็นคนวัยหนุ่มสาวที่เหมาะสมกับการสืบทอดสายหลักเช่นกัน

ทว่านางในตอนนั้น พรสวรรค์ยังคงเป็นพรสวรรค์ ยังไม่น่าครั่นคร้ามอย่างเช่นในปัจจุบันนี้

หลังจากฝึกปราณจนกลายเป็นจิตรา ก้าวสู่ระดับปรมาจารย์แล้ว ความเร็วในการก้าวหน้าของนาง ก็เปลี่ยนเป็นน่าพรั่นพรึงอย่างยิ่ง

ในภาพจำของเยี่ยนจ้าวเกอ นางไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกเยี่ยจิ่งกับจ้าวฮ่าวเลย

เยี่ยนจ้าวเกอคุ้นชินกับพรสวรรค์อันยอดเยี่ยมของซือคงจิงในตอนนี้บ้างแล้ว หากแต่พวกซ่งเฉาที่เพิ่งจะสัมผัสได้ถึงจุดนี้ ก็ยากจะมองนางได้อย่างสงบเงียบ

สำหรับพวกเขาซ่งเฉาแล้ว การที่เป็นทั้งพันธมิตร ทั้งยังสงบเย็น บัดนี้ก็รู้สึกถึงแรงกดดันเช่นกัน

เยี่ยนจ้าวเกอไม่ใช่แค่คำว่าฝีมือน่าทึ่งสี่พยางค์จะสามารถบรรยายได้แล้ว ซึ่งสำนักเขากว่างเฉิงนอกจากเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว คนรุ่นเยาว์คนอื่นๆ ก็ปรากฏให้เห็นระดับฝีมือที่ล้ำเหนือคนอายุเท่ากันอีกด้วย

คล้ายว่าผู้ที่มีพรสวรรค์ของเขากว่างเฉิง จะพุ่งพรวดดาหน้าออกมาในคราวเดียว

ถึงแม้อยากจะเปลี่ยนศักยภาพให้กลายเป็นพลังความสามารถที่แท้จริง และผู้มีพรสวรรค์เยาว์วัยอยากจะเติบโตเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง ต้องใช้เวลาในการสั่งสมตกตะกอนและพิสูจน์ยืนยัน

ทว่าขณะที่ใจลอยอยู่นั้น ซ่งเฉานึกคิดไปถึงคนรุ่นจ่านตงเก๋อ ผู้สะเทือนสวรรค์ และจ่านซีโหลว บุรุษเทียมฟ้าในสมัยก่อนนั้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสนามขณะนี้ การประมือของซือคงจิงกับหลี่จิ้งหว่านก็ค่อยๆ เริ่มแบ่งแพ้ชนะออกมาแล้วเช่นกัน

ทั้งสองหยุดยั้งทันทีเมื่อถลำลึก ต่อสู้กันโดยไม่มีโทสะแม้แต่น้อย แต่ทว่าซือคงจิงยิ่งทวีความได้เปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ

เพียงแต่ว่าหลี่จิ้งหว่านมีความถึกทนเต็มสิบ สำแดงวิชาโขดหินไม่ขยับ อันเป็นวิชาลับสุดยอดของเมืองทะเลมรกต ปกป้องตนเองไว้ได้มั่น ราวกับไม่ว่าคลื่นคลั่งใดๆ กระหน่ำซัดสาดชายฝั่ง หินโสโครกที่ยังคงตระหง่านนิ่ง ตั้งตรงอย่างมั่นคงตั้งแต่แรกจนจบ ทำให้การที่ซือคงจิงอยากจะเปลี่ยนความได้เปรียบเป็นชัยชนะถึงที่สุด ก็ไม่ง่ายขนาดนั้นเช่นกัน

ในการประชุมฝ่านภา หลี่จิ้งหว่านไม่ได้ออกมือต่อสู้อะไรนัก เยี่ยนจ้าวเกอเองก็ไม่ได้เข้าใจนางดีสักเท่าไร

หลังจากนั้นหลี่จิ้งหว่านถูกพวกหลิวเซิ่งเฟิงจับตัวไว้ ยังโชคดีที่ได้เยี่ยนจ้าวเกอช่วยเอาไว้ถึงได้หลุดพ้น

ทว่านั่นเป็นเพราะพวกหลิวเซิ่งเฟิงล้วนเป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะท้าย ระดับพลังฝึกปรือของทั้งสองฝ่ายห่างชั้นกันเกินไป แม้แต่หร่วนผิงกับเยี่ยฉงโจวยังหกคะเมน หลี่จิ้งหว่านก็ยากจะต้านทานเช่นกัน

การประลองกับซือคงจิงที่อยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกในตอนนี้ ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอมองแนวทางออกหลายส่วน

พรสวรรค์ในวิชาวรยุทธ์ของแม่นางผู้นี้ไม่ต่ำต้อยเช่นกัน ถึงแม้จะด้อยกว่าซือคงจิง กระนั้นก็โดดเด่นอย่างยิ่ง ไม่เสียชื่อการสืบทอดของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เมืองทะเลมรกต

ขณะเดียวกับที่ท่าป้องกันของวิชาโขดหินไม่ขยับ ปกปักษ์สำนักอย่างแน่นหนาไปตามครรลอง ยังปะปนไปด้วยกระบวนท่าของวิชากระแสน้ำใต้สมุทร วิชาลับอีกวิชาหนึ่งของเมืองทะเลมรกต

ผู้ใช้วิชากระแสน้ำใต้สมุทร ประหนึ่งกับคลื่นใต้สมุทรก็ไม่ปาน แฝงไว้ด้วยพลังลับและพลังซ่อนเร้นที่แก่กล้าอย่างยิ่ง โจมตีและตั้งรับเป็นหนึ่งเดียว ทั้งหยุดการรุกโจมตีของศัตรู ทั้งทำร้ายศัตรูโดยที่มองไม่เห็น

การที่เมืองทะเลมรกตถูกกลุ่มอิทธิพลชั้นหนึ่งและชั้นสองจัดอันดับลับหลังว่า ‘เมืองทะเลมรกตโหดเหี้ยมอำมหิตไม่มีผู้ใดเกิน’ ก็เพราะวิชาวรยุทธ์เฉกเช่นวิชากระแสน้ำใต้สมุทรเช่นนี้เป็นสาเหตุ

นอกจากวิชาโขดหินไม่ขยับและวิชากระแสน้ำใต้สมุทรแล้ว หลี่จิ้งหว่านก็ไม่ได้เอาแต่เพียงตั้งรับไม่โจมตีเช่นกัน ขณะที่ปกป้องตนเองอย่างแน่นหนา ก็ใช้วิชาคมเชือกโดยไม่ให้ทันได้ตั้งตัว คล้ายกับในเส้นไหมซ่อนเข็มเอาไว้ ทำให้ซือคงจิงเองก็ต้องคอยระมัดระวัง ไม่กล้าวางมือบุกเข้าโจมตีเช่นกัน

เพียงแต่จากสถานการณ์โดยรวมแล้ว ยังคงเป็นซือคงจิงครองความได้เปรียบมากกว่า

ซึ่งตามความเข้าใจของเยี่ยนจ้าวเกอที่มีต่อท่วงทำนองของซือคงจิง นางมีกระบวนท่าวรยุทธ์ประเภทที่จัดว่าโอ่อ่าและยิ่งใหญ่เกรียงไกร คล้ายคลึงกับสือเถี่ยและสวีเฟย

เมื่อตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ก็ไม่สูญสิ้นสติ ระมัดระวังทุกย่างก้าว ยังไม่หมดโอกาสพลิกกลับคืน

กุมความได้เปรียบ หรืออาจจะเร่งรัดเอาชนะได้ยาก ทว่าความได้เปรียบจะยิ่งทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ให้อีกฝ่ายมีหวังจะพลิกกลับมา

ดังคาด หลังจากต่อสู้กันอีกยกหนึ่ง แม้จะไม่ได้พ่ายแพ้โดยแท้จริง ทว่าหลี่จิ้งหว่านก็ถอนใจแผ่วเบาครั้งหนึ่ง “ศิษย์น้องซือคงฝีมือยอดเยี่ยม ข้าทอดถอนใจตัวเองไม่อาจสู้ได้”

ครั้นสิ้นวาจา นางผละกายถอยหลังออกไป กระโดดออกจากสนามประลอง ซือคงจิงเองก็ไม่ไล่ตามไปโจมตีเช่นกัน ยืนรวบกระบี่ ประสานมือคำนับทางหลี่จิ้งหว่าน “ศิษย์พี่หลี่ ท่านออมมือให้ข้าแล้ว”

เยี่ยนจ้าวเกออมยิ้มกล่าว “ข้าได้ยินว่าเจ้ารายงานทางสำนักอย่างเป็นทางการแล้ว ว่าจะออกจากสำนักเดินทางไกล เพื่อขัดเกลาวรยุทธ์ของตนเองอย่างนั้นหรือ?”

ซือคงจิงพยักหน้า “ใช่แล้ว ท่านพ่อเองก็เห็นด้วยแล้วเช่นกัน”

ชายหนุ่มกล่าวถาม “กำหนดเส้นทางแล้วหรือไม่ จุดมุ่งหมายแรกคือที่ใด?”

“ทะเลตะวันออก” ซือคงจิงพูดตอบ

บนทะเลตะวันออกเดิมทีก็ไม่ใช่พื้นที่คลื่นลมสงบนิ่ง มีสัตว์ประหลาดจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีจอมยุทธ์เดินทางลำพังบนทะเลจำนวนมากที่ยอมเสี่ยงภัยเพราะเข้าตาจน ได้แต่เพียงล่องลอยตามคนอื่นไปเรื่อย

เหล่านั่นล้วนเป็นคนที่ร้ายกาจอยู่บ้าง ผ่านการใช้ชีวิตที่เหี้ยมโหดอย่างยิ่งยวดจนเคยชิน ไม่สนกฎหมายและศีลธรรม มีคนส่วนหนึ่งไม่ไว้หน้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งหก บุ่มบ่ามก่อความวุ่นวาย จึงมุ่งหน้าหลบซ่อนยังส่วนลึกในมหาสมุทร สามารถหลบได้ก็หลบไป หลบไม่พ้นก็ยอมรับชะตากรรม

สถานการณ์ในสมุทรซับซ้อน การที่คิดจะหาคน ไม่ต่างอะไรกับงมเข็มในมหาสมุทร

ยอดฝีมือเมืองทะเลมรกตที่คุ้นเคยกับสถานการณ์ในทะเลเช่นกัน สามารถทำให้คนเหล่านี้พรั่นพรึงขึ้นอีกหลายส่วน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปากทางเชื่อมสู่โลกปีศาจอัคคีก็ตั้งอยู่บนทะเลตะวันออก ซึ่งมักจะมีปีศาจอัคคีกระเจิดกระเจิงเข้ามาบ่อยๆ ทำให้ที่นั่นยิ่งเต็มไปด้วยภยันอันตราย

การที่ซือคงจิงไปทะเลตะวันออก แน่นอนไม่ใช่คิดจะตามติดอยู่ข้างกายฟู่เอินซูตลอดเวลา ฉะนั้นความปลอดภัยของนาง ยิ่งยากจะรับประกันอย่างมาก

กระนั้นก็ด้วยสาเหตุนี้เช่นกัน ซือคงจิงถึงได้วางแผนรุดหน้ายังทะเลตะวันออก

เยี่ยนจ้าวเกอหันศีรษะกลับมองยังซ่งเฉาและหลี่จิ้งหว่าน “ศิษย์น้องซือคง เช่นนั้นเจ้าก็ร่วมเดินทางไปกับพวกศิษย์พี่ซ่งและศิษย์น้องหลี่ก็ได้”

“ไม่ใช่ให้แสวงหาการคุ้มครองของเมืองทะเลมรกต แต่อย่างน้อยเจ้าสามารถทำความเข้าใจสถานการณ์ของวารีพิภพกับทะเลตะวันออกจากพวกศิษย์พี่ซ่ง จะได้ไม่ถึงกับไปทางนั้นโดยมืดแปดด้าน”

“หลายครั้งหลายครา ภัยพิบัติเหนือมหาสมุทร โหดร้ายเสียยิ่งกว่าคนอีก”

วารีพิภพหนึ่งในโลกแปดพิภพ มีเขตพื้นที่เกินกว่าครึ่งเป็นมหาสมุทร

ผืนแผ่นดินใหญ่สุดฝั่งตะวันออกส่วนหนึ่ง กอปรกับมหาสมุทรอีกส่วนหนึ่งที่อยู่ใกล้กับแผ่นดินใหญ่ รวมกันเป็นวารีพิภพ

ส่วนเมืองทะเลมรกต เป็นสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่บนหมู่เกาะขนาดมหึมาในทะเลตะวันออก

หมู่เกาะจำนวนมากที่กระจัดกระจายแน่นขนัดอยู่ในทะเล ก็ล้วนเป็นเขตแดนของวารีพิภพทั้งสิ้น

มหาสมุทรถูกแบ่งออกเป็นสามส่วนตามความเคยชิน ได้แก่ ทะเลเหนือ ทะเลตะวันออก ทะเลใต้ ส่วนที่อยู่ใกล้กับแผ่นดินใหญ่ถูกเรียกว่าทะเลส่วนในฝั่งเหนือ ทะเลส่วนในฝั่งตะวันออก และทะเลส่วนในฝั่งใต้

ทะเลส่วนในฝั่งตะวันออกเป็นของวารีพิภพทั้งหมด ส่วนทะเลส่วนในฝั่งเหนือกับทะเลส่วนในฝั่งใต้นอกจากจะถูกรวมอยู่ในวารีพิภพแล้ว ยังมีอีกแต่ละส่วน แบ่งออกเป็นของอัสนีพิภพและบึงพิภพอีกด้วย

นอกวารีพิภพก็เป็นสามมหาสมุทรนอก หากออกจากสามมหาสมุทรนอกไปทางตะวันออกอีก โดยทั่วไปเรียกว่ามันว่ามหาสมุทรไกล

ซือคงจิงได้ยินดังนั้นก็ผงกศีรษะ “เจ้าค่ะ ข้าเข้าใจ หลังจากนี้อาจจะต้องลำบากศิษย์พี่ซ่งและศิษย์พี่หลี่แล้ว”

ซ่งเฉาและหลี่จิ้งหว่านต่างเอ่ยว่าไม่เป็นไร

หลี่จิ้งหว่านระบายยิ้มน้อยๆ แล้วจูงมือของซือคงจิงขึ้น “จิ้งหว่านไม่มีความสามารถ หากแต่นำทางให้กับศิษย์น้องซือคง ยังคงทำได้”

แต่ไรเขากว่างเฉิงกับเมืองทะเลมรกตก็ปรองดองกันฉันท์มิตร ในเหตุอลหม่านแดนมารที่ทะเลสาบปิดนภา นางยังได้รับความช่วยเหลือจากเยี่ยนจ้าวเกออีก ดังนั้นในใจจึงมีความรู้สึกที่ดีกับเขากว่างเฉิงอย่างยิ่ง

อุปนิสัยซือคงจิงแม้จะเย็นเยียบ ทว่ามีใจฝักใฝ่วรยุทธ์ และจิตใจใสบริสุทธิ์ ก็ทำให้หลี่จิ้งหว่านรู้สึกว่าน่าใกล้ชิดอย่างยิ่งเช่นกัน

ในอีกทางหนึ่ง ถึงแม้ว่าซือคงจิงจะไม่ชอบคบค้าสมาคมกับคนอื่น แต่ก็สามารถสัมผัสได้ถึงเจตนาดีของหลี่จิ่งหว่านที่หาได้คิดไม่ซื่อไม่ ขณะนี้ถูกหลี่อีกฝ่ายจูงมือ ก็ไม่ต่อต้านแต่อย่างใด

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเอ่ย “เช่นนี้ก็รบกวนศิษย์พี่ซ่งกับศิษย์น้องหลี่แล้ว”

ครั้นซือคงจิงเตรียมสัมภาระเรียบร้อย ก็เดินทางไปกับคณะเมืองทะเลมรกต มุ่งหน้าไปยังวารีพิภพ

ทันทีที่ส่งพวกซ่งเฉาและซือคงจิงออกไปแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็จดจ่ออยู่กับเรื่องของตนเอง อยู่ภายในสำนักเขากว่างเฉิง

ข้อสันนิษฐานมากมายในใจเยี่ยนจ้าวเกอ กำลังค่อยๆ สมบูรณ์ ตามกาลเวลาที่เคลื่อนคล้อยผ่านไปแต่ละวันเช่นกัน

ระหว่างที่กาลเวลาหมุนเวียนไป เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอหลุดออกจากห้วงความคิด การประลองแห่งจันทราที่หนึ่งปีมีหนึ่งหนก็มาถึงอีกครั้งในที่สุด

การประลองแห่งจันทราหนึ่งปีมีครั้งหนึ่ง บัดนี้ครั้งที่ห้ากำลังใกล้มาถึง

สำนักเขากว่างเฉิงที่ในช่วงเวลาสี่ปีก่อนหน้านี้ เพียงคอยชมอยู่บนปราการเสมอมา ในที่สุดครานี้ก็ไม่ใช่ผู้เข้าชมอยู่ข้างๆ อีกต่อไป หากแต่ทางสำนักได้ส่งสตรีแห่งจันทราของตน เขาร่วมการประลองแห่งจันทราครั้งนี้ด้วย

บัดนี้เขากว่างเฉิงดึงความสนใจจากแต่ละฝ่ายได้อีกครั้ง

การต่อสู้อันดุเดือดที่เกาะนภากลางของนภาพิภพซึ่งจบลงไปก่อนหน้านี้ไม่นาน สำนักเขากว่างเฉิงกวาดล้างภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตราบคาบ พร้อมทั้งพิชิตกองกำลังพันธมิตรของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และตำหนักอัสนีสวรรค์ไปได้ โดยหวงกวงเลี่ยที่ฝ่าฟันอุปสรรคออกฌานได้ด้วยดี จึงมีพลังอันราวกับจะฉุดท้องฟ้าให้ถล่มลงมาได้ ยิ่งทำให้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ทำมาตรสุริยันวัดสวรรค์หายไป ส่งผลให้สถานการณ์ส่วนในในโลกแปดพิภพ บังเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง

ตำแหน่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ถูกสั่นคลอนอย่างสิ้นเชิง สำนักเขากว่างเฉิงที่กาลก่อนปกครองแปดพิภพ กลับมาผงาดอีกครั้งอย่างเป็นทางการ

ภายใต้ภูมิหลังเช่นนี้ สำนักเขากว่างเฉิงยังเริ่มก้าวสู่การประลองแห่งจันทราที่ได้แต่เฝ้าชมมาโดยตลอด จึงมีพลังอำนาจบังคับคนอยู่บ้าง

ถึงแม้เนื่องด้วยหลินโจวเป็นสาเหตุ ทำให้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่อื่นหลายแห่งในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ก็ล่วงรู้สถานการณ์โดยส่วนใหญ่ของเฟิงอวิ๋นเซิงไปแล้วก่อนหน้านี้

ชั่วขณะหนึ่ง แต่ละกลุ่มอิทธิพลใหญ่ รวมถึงสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ล้วนกำลังให้ความสนใจกับการประลองแห่งจันทราครั้งที่ห้านี้

“กดดันมากใช่หรือไม่?”

สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับตำหนักอัสนีสวรรค์ อีกทั้งสำนักเขากว่างเฉิงกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ และเมืองทะเลมรกต พันธมิตรทั้งสองกลุ่มบัดนี้ได้หักหน้ากันอย่างเปิดเผยแล้ว

สถานที่จัดการประลองแห่งจันทรา หนนี้จัดตั้งอยู่บนเขตพื้นที่ของหอคลื่นโหมอีกครั้ง

ครั้นได้ยินคำถามของเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว เฟิงอวิ๋นเซิงก็กล่าวตอบว่า “จะกดดันหรือไม่ ล้วนแล้วแต่ต้องพยายามสุดกำลัง”

เยี่ยนจ้าวเกอช้อนสายตามองไป เห็นสีหน้าท่าทางสงบนิ่งอีกทั้งแน่วแน่ของเฟิงอวิ๋นเซิง

ในเรื่องอื่น เฟิงอวิ๋นเซิงมีฝีปากปราดเปรียวอย่างยิ่ง มักจะเย้าหยอกกันไปมากับเยี่ยนจ้าวเกออยู่เป็นประจำ เวลาเดียวกับที่บรรยากาศสบายๆ บางครั้งก็ทำให้ผู้คนมองข้ามเพศของนางไป

มีเพียงเรื่องการประลองแห่งจันทราเรื่องนี้เท่านั้น เพียงแค่เอ่ยถึง เฟิงอวิ๋นเซิงก็จะเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา

หญิงสาวที่แต่ไหนแต่ไรไม่ยี่หระความเป็นความตายผู้นี้ แท้จริงแล้วโดยเนื้อแท้ก็เป็นคนไม่ยอมแพ้ใครเช่นกัน

เยี่ยนจ้าวเกอเอื้อนเอ่ย “ความคิดของคนภายนอก ไม่จำเป็นต้องไปสนใจ ส่วนเสียงนกเสียงกาส่วนหนึ่งในสำนัก ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจเช่นกัน”

เฟิงอวิ๋นเซิงได้ยินดังนั้นแล้วระบายยิ้ม “อันที่จริงก็ไม่แน่ว่าจะไร้เหตุผลเสียทั้งหมด”

ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆ

แท้จริงแล้วความคิดเห็นภายในสำนักที่มีต่อเฟิงอวิ๋นเซิง ไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเสียทั้งหมด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สถานการณ์ที่เฟิงอวิ๋นเซิงในฐานะที่เป็นสตรีแห่งจันทรา ได้รับทรัพยากรของสำนักจำนวนมาก

ความสลักสำคัญของสตรีแห่งจันทรา ทุกคนต่างรับรู้ การที่จะชนะการประลองแห่งจันทราและได้รับมงกุฎแห่งจันทรา ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดาย เหตุผลข้อนี้ไม่ว่าใครก็เข้าใจ

หากแต่เฟิงอวิ๋นเซิงที่ฐานะเดิมอยู่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ยากที่จะไม่ให้ผู้คนบางส่วนแคลงใจ

ขณะนี้ยังคงไม่แย่ ถ้าหากต่อไปในระยะยาวเฟิงอวิ๋นเซิงไม่ได้สร้างความดีความชอบในการประลองแห่งจันทราล่ะก็ เช่นนั้นแรงกดดันจากภายในสำนักที่มีต่อนาง ก็จะหนักอึ้งกว่าภายนอกสำนักเสียอีก

‘ควรจะทุ่มกำลังบ่มเพาะสตรีแห่งจันทราของพวกเราเองให้มากกว่านี้’

บางช่วงเวลา มีท่วงทำนองเสียงเช่นนี้ดังออกมา

สาเหตุของเรื่องราวที่เกิดขึ้น มีที่มาจากข่าวหนึ่งที่ฉางเจิ้น ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุดทะเลตะวันออกก่อนหน้านี้นำกลับมาด้วย

ในช่วงเวลาอันใกล้นี้เอง ฉางเจิ้นหาสตรีแห่งจันทราคนหนึ่งพบที่ทะเลตะวันออก!

หญิงผู้นี้เดิมทีมีอาจารย์พร่ำสอน ทว่าอาจารย์ของนางสิ้นชีพด้วยน้ำมือของปีศาจอัคคี และนางก็ถูกช่วยเอาไว้โดยจอมยุทธ์สำนักเขากว่างเฉิง

แต่ไรฉางเจิ้นไม่ได้นำมาใส่ใจ ทว่ากลับค้นพบโดยไม่ได้ตั้งใจ คาดไม่ถึงว่าหญิงผู้นี้จะมีจันทรากายอันหาได้ยาก

เมื่อส่งข่าวกลับมา ทั่วทั้งเขากว่างเฉิงล้วนแปลกใจอย่างยิ่ง หลังจากหยวนเจิ้งเฟิงผ่านขั้นบรรลุธรรมสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์ ขณะผ่านเคราะห์หนักกว่างเฉิง สำนักก็ได้รับสตรีแห่งจันทราอีกคนหนึ่ง เติมบรรยากาศอันชื่นมื่นให้กับสำนักไม่น้อย

ครั้นไปยังทะเลตะวันออก ฟู่เอินซูที่เข้าดำคงตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุดต่อ ก็รับช่วงต่อฝึกศิษย์หญิงคนนี้โดยพลัน

ถึงแม้หญิงสาวผู้นี้ยังคงเป็นศิษย์สายตรงทั่วไปแค่ในนาม จำเป็นต้องผ่านการตรวจประเมินซ้ำๆ ถึงจะสามารถเลื่อนขั้นเป็นสืบทอดสายหลัก กราบฟู่เอินซูเป็นอาจารย์อย่างเป็นทางการได้

ทว่าความพิเศษของสตรีแห่งจันทรา ทำให้ทุกคนล้วนไม่กังขาในจุดนี้

ในขณะที่กำลังรู้สึกอิจฉา ก็มีเสียงแปลกๆ ดังทอดมาเช่นกัน

ในความคิดบางคน ศิษย์เข้าสำนักใหม่ที่มีภูมิหลังค่อนข้างเรียบง่ายอย่างมากผู้นี้ สอดคล้องกับความต้องการของเขากว่างเฉิงมากกว่า

แน่นอน นี่เป็นการมองปัญหาในแง่มุมระยะยาว

ในระยะนี้เอง แม้แต่เฟิงอวิ๋นเซิงยังต้องทุ่มเทไล่ตามเหล่าผู้ที่นำหน้า ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงคนที่เพิ่งเริ่มต้นผู้นี้

ปัจจุบัน เสียงเช่นนี้เป็นเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้น ไม่ได้ก่อตัวจนมีอิทธิพลขึ้นมาโดยสิ้นเชิง

กระนั้นถ้าผ่านการประลองแห่งจันทราต่อเนื่องหลายครั้งแล้ว และพิสูจน์ได้ว่าเฟิงอวิ๋นเซิงยากจะเป็นประโยชน์ โดยที่อีกฝ่ายมีพรสวรรค์และศักยภาพสูงกว่าล่ะก็ ย่อมไม่อาจเลี่ยงไม่ให้ผู้คนไม่เคลือบแคลงใจมากขึ้น

เคราะห์หนักของกว่างเฉิงครั้งนี้ เฟิงอวิ๋นเซิงไม่หวั่นเกรงอันตรายพุ่งพรวดเข้าไปในมหาค่ายกลแดนมาร จึงพิสูจน์แล้วว่านางรู้สึกอยู่ภายใต้สำนักเขากว่างเฉิงแล้ว

ท้ายที่สุดแล้ว เฟิงอวิ๋นเซิงยังจำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองอีกขั้นหนึ่ง

การที่ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ย้ายมาอยู่ภายใต้สำนักเขากว่างเฉิง สุดท้ายจะถูกผู้คนจับตามมองด้วยมาตรฐานที่เข้มงวดทารุณมากยิ่งขึ้น

เฟิงอวิ๋นเซิงมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ ระบายยิ้มพลางเอ่ย “ทางสำนักมอบภารกิจให้ท่านแล้วกระมัง? หลังจากการประลองแห่งจันทราครั้งนี้ผ่านไป ก็ต้องไปหาอาจารย์ที่ทะเลตะวันออกนั้นครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบศิษย์น้องที่เข้าสำนักใหม่ผู้นั้นอีกขั้น ว่าศักยภาพและพรสวรรค์ของจันทรากายเป็นเยี่ยงไร ถ้าหากพอที่จะสอนสั่งได้ ก็จะไปบ่มเพาะนางเหมือนกับข้า”

เยี่ยนจ้าวเกอยักไหล่ “สามารถมีหลักประกันสองชั้นได้ เป็นเรื่องที่ดีเรื่องหนึ่ง เฉกเช่นสำนักศักดิ์สิทธิ์กาลก่อนบ่มเพาะเจ้ากับเมิ่งหว่านในเวลาขณะเดียวกัน”

“เพียงแต่ เจ้าล่าช้าไปเป็นเวลาสองปี จะไล่ตามยังไม่ง่ายเช่นนั้น นางยิ่งล่าช้ากว่า เว้นเสียแต่พรสวรรค์จะบดขยี้เจ้าและเมิ่งหว่าน หาไม่แล้วก็ไม่ได้มีหวังมากนัก”

ชายหนุ่มเอ่ยอีก “ข้าจะให้ความเสมอภาค แต่ความคิดของคนอื่นในสำนัก ออกจะไม่รู้ประสาเกินไปสักหน่อย”

หญิงสาวยิ้มเอ่ย “การเข้าร่วมประลองจันทรากาย ไม่ใช่เพียงแค่ประลองแลกเปลี่ยนความรู้เท่านั้น หากแต่เพื่อที่จะผงาดขึ้นในท้ายที่สุด และเพื่อให้ชนะแล้วได้มงกุฎแห่งจันทรามา หากศิษย์น้องผู้นั้นแกร่งกว่าข้าจริง ทางสำนักจะเททรัพยากรไปทางนาง นั่นก็เป็นเรื่องที่สมควรเช่นกัน”

นางเลิกหัวคิ้วขึ้นเบาๆ “แต่ว่า ก็อย่าได้คิดว่าอ่อนแอเกินไปเหมือนกัน”

การยักคิ้วนี้ของเฟิงอวิ๋นเซิง ประหนึ่งกับชักดาบยาวออกจากฝัก เปลี่ยนเป็นกล้าหาญฮึกเหิมแสดงอำนาจเหมือนเช่นปกติอีกครั้ง

เยี่ยนจ้าวเกอจงใจยิ้มพลางกล่าว “การประลองแห่งจันทราครั้งนี้ เจ้าไม่รั้งท้าย ข้าก็พึงพอใจอย่างยิ่งแล้ว”

เฟิงอวิ๋นเซิงเองก็ไม่โต้เถียง หากแต่หัวร่อขึ้นมา “ตามวิธีพูดแต่ไรมาของท่าน การประลองแห่งจันทราหนนี้ ไม่ใช่ว่าพวกเราให้ความสำคัญกับผลหรอกหรือ?”

ชายหนุ่มผงกศีรษะด้วยท่าทีสบายๆ “ไม่ผิดหรอก ดังนั้นก็เลยผ่อนใจให้สบายๆ ”

“ประเดี๋ยวก็ถึงที่แล้ว จ้าวเกอเจ้ามาครั้งนี้ จงตั้งใจประเมินสตรีแห่งจันทราคนอื่นๆ ของแต่ละสำนักสักหน่อย” ผู้ทรงอำนาจในสำนักที่พาเยี่ยนจ้าวเกอและเฟิงอวิ๋นเซิงมาเข้าร่วมการประลองจันทราครั้งนี้ ก็คือผู้อาวุโสสูงสุดเมิ่งแห่งปฐพีพิภพแต่กาลก่อน หลังจากสละตำแหน่งก็กลับมายังสำนัก

“ผู้อาวุโสเมิ่งวางใจได้ ข้าเข้าใจ” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ย

พวกเขามาถึงบึงพิภพ ด้วยการนำของผู้อาวุโสเมิ่ง

หากทะเลสาบปิดนภาไม่ผ่านเภทภัยครั้งใหญ่ในตอนนั้น เช่นนั้นการประลองแห่งจันทราครั้งที่ห้าก็มีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะจัดขึ้นที่นี่ เฉกเช่นการประชุมกลุ่มพันธมิตร

ทว่าตอนนี้ สถานที่กลับเปลี่ยนเป็นที่ที่หอคลื่นโหมตั้งอยู่

ครั้นทอดสายตามองไกลออกไป เขตที่เต็มไปด้วยคลองบึงก็ปรากฏตรงหน้าพวกเยี่ยนจ้าวเกอ ทะเลสาบกว้างใหญ่ไพศาลทอดยาวเหยียดประดุจสมุทร มโหฬารเสียยิ่งกว่าทะเลสาบปิดนภาในตอนนั้นอีก ผืนทะเลสาบของเขตเชื่อมทะเลสาบแห่งเกาะนภากลางนภาพิภพ เทียบกับที่นี่แล้ว เห็นได้ชัดว่าต่างกันราวฟ้ากับดิน

เมื่อเข้าสู่เขตแดนบึงพิภพและเข้าใกล้หอคลื่นโหม ก็มียอดฝีมือของหอคลื่นโหมรอต้อนรับอยู่

ขณะเดียวกันนั้น ก็มีศิษย์หอคลื่นโหมมาต้อนรับเช่นกัน ทั้งยังเป็นคนที่เยี่ยนจ้าวเกอคุ้นเคย ศิษย์สืบทอดสายหลักของหอคลื่นโหม เซี่ยโยวฉาน

หลังจากแสดงความเคารพกันแล้ว คณะของเยี่ยนจ้าวเกอก็เดินตามพวกเซี่ยโยวฉานเข้าไปภายใน

ขณะเยี่ยนจ้าวเกอสืบเท้าอยู่นั้น กลับได้ยินกระแสจิตของเซี่ยโยวฉานแอบเอ่ยว่า ‘สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ครั้งนี้ส่งสตรีแห่งจันทราสองคน เข้าร่วมการประลองแห่งจันทราพร้อมกัน’

เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอได้รับกระแสจิตของเซี่ยโยวฉาน สีหน้าอารมณ์ของเขายังคงไม่สะทกสะท้าน ทว่าแววตาทอประกายวับวาบเล็กน้อย

ตามกาลเวลาที่พ้นผ่านไม่หยุดหย่อน ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งหกต่างทยอยมีสตรีแห่งจันทราเป็นของตัวเอง

ทว่าไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ได้ละทิ้งรากฐานที่กำลังบ่มเพาะสตรีแห่งจันทราที่มีอยู่ตอนนี้ แล้วไปหารากฐานใหม่เช่นกัน

หลักการหลักประกันสองชั้นทุกคนล้วนเข้าใจดี

เนื่องด้วยความต่างชั้นของพลังความสามารถเป็นเหตุ ระหว่างคนเก่าและคนใหม่ หากพรสวรรค์ใกล้เคียงกัน แน่นอนว่าผู้ที่เริ่มบ่มเพาะก่อนนั้นย่อมได้เปรียบ

ถึงกระนั้นคนใหม่ก็หาได้หมดโอกาสโดยสิ้นเชิงไม่ ตัวอย่างเช่นสตรีแห่งจันทราอาวุโสสองคนผ่านการต่อสู้ดุเดือดที่กำลังฝีมือสูสีกันครั้งหนึ่ง ผลคือบาดเจ็บด้วยกันทั้งคู่ ต่างผลาญกำลังเกินไปมาก

แม้จะตัดสินผู้ชนะออกมาได้ ในช่วงเวลาสั้นๆ ก็ยากจะทนประลองอีกครั้งเช่นกัน ฉะนั้นคนใหม่ก็มีโอกาสแล้ว

หรือว่าใช้คนใหม่ค่อยๆ ผลาญกำลังสตรีแห่งจันทราของอีกฝ่ายให้ไม่เหลือ ครั้นแล้วก็จะสร้างโอกาสให้กับศิษย์สำนักเดียวกัน

เพียงแต่คนใหม่ ถึงอย่างไรก็เริ่มต้นช้าไป การที่อยากจะให้ได้เรื่องได้ราว ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายโดยแท้

จำนวนผู้คนในโลกแปดพิภพแม้จะมากมายมหาศาล ทว่าสตรีแห่งจันทรากลับมีเพียงน้อยนิด หนำซ้ำบางส่วนในนั้นอาจจะถูกฝังมิด ไม่ถูกค้นพบตั้งแต่แรกจนท้ายที่สุด หรือสิ้นเปลืองเวลาไปเปล่าๆ จนผ่านช่วงอายุทองในการเริ่มต้นฝึกยุทธ์ไปแล้ว ยามเมื่อถูกค้นพบ เลือดลมกลับเริ่มเสื่อมสลายลงไปแล้ว

ในด้านพรสวรรค์และศักยภาพ ระหว่างสตรีแห่งจันทราด้วยกันเอง ก็มักจะมีความแตกต่างอย่างมากเช่นกัน

เซี่ยโยวฉานเจาะจงเตือนเป็นพิเศษเช่นนี้ นั่นอธิบายได้ว่าสตรีจันทราคนใหม่ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ จะต้องมีส่วนที่เหนือกว่าคนอื่นเป็นแน่

‘จะว่าไปแล้ว ปฐพีพิภพก็ว่าไปอย่าง แต่นภาพิภพก็โดนสาปแช่งเช่นกันรึ?’ เยี่ยนจ้าวเกอเบะปากเล็กน้อย

ตอนนี้สำนักเราก็ได้สตรีแห่งจันทราสองคนเหมือนกัน…อืม นับว่าสองคนก่อนแล้วกัน ผลสุดท้ายนึกไม่ถึงว่าจะไม่มีสักคนที่มีฐานะเดิมนภาพิภพ

เยี่ยนจ้าวเกอใคร่ครวญคำนวณในใจ ‘ครานี้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ปล่อยนางออกมา เป็นเพราะมั่นใจว่าพลังความสามารถของนางอย่างน้อยสามารถเป็นตัวเสริมให้กับเมิ่งหว่านได้อย่างนั้นหรือ?’

ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นไม่ว่าจะด้วยสาเหตุที่เหมือนกันหรือแตกต่างกัน ก็เป็นไปได้ที่จะจัดการทำนองเดียวกัน เฉกเช่นเยี่ยนจ้าวเกอกับสำนักเขากว่างเฉิงที่ยั้งเฟิงอวิ๋นเซิงเอาไว้ไม่ให้เข้าร่วมประลองจันทราการครั้งที่สี่

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด ก็คือสตรีแห่งจันทราของหอคลื่นโหม ฝานชิว

ยามเมื่อตอนการประลองแห่งจันทราครั้งที่สี่เกิดพลันปรากฏแนวทาง เข้าร่วมการประลองเป็นหนแรก ก็คว้าชัยได้สำเร็จ จนได้รับมงกุฎแห่งจันทรา

ถึงแม้ว่า ในนั้นจะมีคู่ต่อสู้ที่หนักหนาที่สุด กระนั้นเนื่องจากเมิ่งหว่านแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คิดใคร่ครวญระยะยาว จึงส่งผลกระทบต่อการสำแดงฝีมือขณะจวนตัว

ทว่านอกจากเมิ่งหว่านแล้ว ตำหนักอัสนีสวรรค์ สำนักเขาไร้พรมแดน และเมืองทะเลมรกตต่างก็มีคนในสำนักเข้าร่วมเหมือนกัน ล้วนเป็นสตรีแห่งจันทราที่ผ่านประสบการณ์มาสามหนแล้ว

เฉินซู่ถิง ศิษย์เมืองทะเลมรกตคือผู้ชนะในการประลองแห่งจันทราครั้งที่สอง เก็บมงกุฎแห่งจันทราเอาไว้หนึ่งปี พลังความสามารถคล้ายว่าล้ำเหนือคนในระดับเดียวอยู่กลายๆ และใช้เมิ่งหว่านเป็นเป้าหมายและศัตรูสมมุติตลอดเวลา

ทว่าท้ายที่สุด กลับเป็นฝานชิวแสดงความสามารถอันโดดเด่นออกมา ต่อสู้กับเมิ่งหว่าน ได้รับชัยชนะในที่สุด

เยี่ยนจ้าวเกอเคยชมร่องรอยกาลเวลาที่ผู้อาวุโสในสำนักส่งกลับมา ฝานชิวเป็นผู้สืบทอดหอคลื่นโหม เข้าสำนักมาไม่ใช่แค่ปีสองปี

หอคลื่นโหมบ่มเพาะฝานชิว ก่อนหน้าการประลองแห่งจันทรากายครั้งแรกนานแล้วเสียอีก กลับยั้งนางเอาไว้ต่อเนื่องถึงสามวาระ จนกระทั่งหลังจากค่อนข้างมีความมั่นใจกับพลังความสามารถของนาง ถึงได้ปล่อยออกมา ผลลัพธ์คือปกติไม่โดดเด่น พริบตาเดียวกลับน่าตื่นตะลึง

ชายหนุ่มพลางสืบเท้า พลางครุ่นคิด ‘เริ่มต้นเร็ว มีความได้เปรียบจริงๆ สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ค้นพบความลับของมงกุฎแห่งจันทราเป็นคนแรก เริ่มวางแผนเป็นคนแรก เริ่มเสาะหาเป็นคนแรก เริ่มบ่มเพาะเป็นคนแรก ในด้านนี้ โดยรวมแล้วนำหน้าคนอื่นๆ อย่างแท้จริง’

นับเฟิงอวิ๋นเซิงที่เป็นคนแรกเข้าไปด้วย สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้ปรากฏสตรีแห่งจันทราที่พลังความสามารถไม่ธรรมดาแล้วสามคน

ประตูสำนักของหอคลื่นโหมอยู่บนเกาะหนึ่งกลางทะเลสาบ

บนหมู่เกาะมีทัศนียภาพงดงาม ระคนอยู่ด้วยความสวยงามแปลกตาและความเงียบสงบของหมู่บ้านริมน้ำหลายส่วน มองไม่เห็นลักษณะของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิถีวรยุทธ์อันสง่าผ่าเผย

หอเล็กๆ ตั้งอยู่บนเกาะ ตรงนั้นก็คือที่ตั้งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิถีวรยุทธ์ที่ปกครองบึงพิภพ หอคลื่นโหม

เยี่ยนจ้าวเกอทอดสายตามองไปโดยรอบ เกาะหลักเกาะนี้เป็นเพียงเขตพื้นที่ศูนย์กลางของหอคลื่นโหม

รอบๆ เกาะกลางทะเลสาบเกาะนี้ ยังมีเกาะเล็กเกาะน้อยอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งแต่ละเกาะก็มีสิ่งปลูกสร้างเป็นของตนเอง

ศิษย์หอคลื่นโหม กับสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนหนึ่งในสำนัก กระจายแบ่งอยู่บนเกาะน้อยเหล่านี้

ทั้งหมดทั้งมวลดูแล้วสงบเงียบอีกทั้งยังงดงามประณีต ทำให้ผู้คนไม่อาจใจแข็งพอที่จะทำลายบรรยากาศและท่วงทำนองของที่นี่ได้

ทว่า หากคิดว่านี่เปราะบางอย่างมาก เช่นนั้นก็ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงแล้ว โดยรอบทั้งทะเลสาบใหญ่แห่งนี้ ล้วนคุ้มกันอยู่ด้วยมหาค่ายกลคุ้มกันสำนักของหอคลื่นโหม

ตอนนี้ดูเหมือนว่าสงบเงียบ แต่เมื่อมหาค่ายกลโคจรถึงที่สุดขึ้นมาแล้ว อาศัยพลังฟ้าดินอันมหาศาล จะมีพลังอำนาจน่าตื่นตะลึงราวกับจะพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน

ด้วยการนำทางของพวกเซี่ยโยวฉาน คณะของเยี่ยนจ้าวเกอก็ขึ้นมาบนเกาะหลัก มาถึงเบื้องหน้าหอนั้นพร้อมกัน

หอที่มองจากภายนอกแล้วมีขนาดเล็กและงดงามละเอียดลออ ภายในกลับมีสถานที่วิเศษอื่น มิติคล้ายกับถูกขยายออกไปบ้าง ถึงแม้จะมีคนจำนวนมากเข้าไปภายใน กระนั้นกลับไม่รู้สึกว่าเบียดเสียดคับแคบเลย

เยี่ยนจ้าวเกอกวาดสายตาผ่าน ก็เห็นว่าคนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ตำหนักอัสนีสวรรค์ สำนักเขาไร้พรมแดน และเมืองทะเลมรกตต่างก็เดินทางมาถึงแล้ว

“เหนียนเล่ยแห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ หลิงฮุ่ยแห่งสำนักเขาไร้พรมแดน เฉินซู่ถิงแห่งเมืองทะเลมรกต ส่วนสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มี…” เยี่ยนจ้าวเกอมองออกและจำได้ทีละคนๆ สายตาหยุดอยู่ที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ตรงนั้นสักครู่

เทียบกับสองปีกว่าๆ ก่อนหน้านี้ รูปลักษณ์ของเมิ่งหว่านไม่ได้เปลี่ยนไปสักเท่าไร ยังคงมีองคาพยพทั้งห้าที่งามพริ้งไม่เว้นวาง และดวงตาอันราวกับกวางน้อยคู่หนึ่ง ในความปราดเปรียวปะปนอยู่ด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว กลับยังนุ่มนวลชวนให้ผู้คนเอ็นดู

กระนั้น เยี่ยนจ้าวเกอที่ไม่เคยคบค้าสมาคมกับนางด้วยตัวเองกลับกระจ่างชัด ว่าหญิงสาวผู้นี้ไม่ใช่คนก่อเรื่อง

หากนับอย่างเข้มงวด การประมือผ่านจิตวิญญาณกระดูกมังกรน้ำแข็งคราวก่อน ทั้งสองไม่ได้พบกันอย่างแท้จริง

ปัจจุบันประจันหน้ากันเช่นนี้ ยังคงเป็นครั้งแรก

ครรลองสายตาของฝูงชนมองมาพร้อมกัน ตามกลุ่มของเยี่ยนจ้าวเกอเดินเข้ามา สายตาเมิ่งหว่านเฉียดผ่านร่างของเยี่ยนจ้าวเกอกับเฟิงอวิ๋นเซิง สุดท้ายหยุดอยู่บนร่างเฟิงอวิ๋นเซิง จากนั้นก็กะพริบตาปริบๆ

สีหน้าเฟิงอวิ๋นเซิงไม่แปรเปลี่ยน หลังจากเข้ามาแล้ว สายตาก็มองไปทางเมิ่งหว่านเช่นกัน

ถึงแม้นี่จะเป็นการประลองแห่งจันทรา แต่เมื่อกลุ่มคนของสำนักเขากว่างเฉิงมาถึง ความสนใจของฝูงชนกลับอยู่ที่ร่างของเยี่ยนจ้าวเกอมากกว่า

ชายหนุ่มถูกสายตาฝูงชนมุงมอง กลับหน้าตาเฉยไม่สะทกสะท้าน สำรวจคนอื่นๆ ต่อไป

ครรลองสายตาของเขาย้ายจากร่างเมิ่งหว่าน ตกไปบนร่างของสาวน้อยข้างกายนางคนหนึ่ง

อายุอานามของอีกฝ่ายยังน้อยกว่าซือคงจิงอยู่บ้าง แม้เสื้อผ้าบนตัวจะเดินแถบสีทองอร่ามราวกับแสงตะวัน ทว่าทำให้คนที่เห็นกลับบังเกิดความเย็นยะเยือกในใจ

ถ้าหากพูดว่าซือคงจิงเย็นเยียบล่ะก็ เช่นนั้นสาวน้อยผู้นี้ก็คงเย็นยะเยือกเป็นน้ำแข็ง

รูปลักษณ์งามเพริศเป็นปกติ ทว่าพอยืนอยู่ตรงนั้น เหมือนดั่งเช่นภูเขาน้ำแข็งตั้งตระหง่านอย่างไรอย่างนั้น

“สตรีแห่งจันทราคนที่สามของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ อวิ๋นซิ่วชิง…” ระหว่างทางเดินมาที่นี่ เยี่ยนจ้าวเกอได้รู้จักชื่อของอีกฝ่ายจากปากของเซี่ยโยวฉานแล้ว

แม้จะไม่แน่ใจถึงอายุและระดับพลังฝึกปรือที่แน่ชัด แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นปรมาจารย์เยาว์วัยอีกคนหนึ่ง

เยี่ยนจ้าวเกอเพ่งพินิจอวิ๋นซิ่วชิงแวบหนึ่ง จากนั้นสายตาก็ตกไปยังฝ่ายเจ้าภาพ ตรงนั้นมีสตรีคนหนึ่งยืนอยู่ อายุใกล้เคียงกับเมิ่งหว่าน

นี่ก็คือสตรีแห่งจันทราของหอคลื่นโหม ฝานชิว

มองเพียงแค่องคาพยพทั้งห้า ฝานชิวมีรูปโฉมระดับกลางค่อนสูง หากแต่ทั่วทั้งกายปรากฏพลังชีวิตแผ่กระจายโดยรอบ ครั้นนางแลเห็นสายตาเยี่ยนจ้าวเกอมองมา ก็อดระบายยิ้มไม่ได้

รอยยิ้มนี้ เยี่ยนจ้าวเกอถึงได้ค้นพบ ว่านางมีฟันกระต่ายคู่หนึ่งที่ไม่ค่อยเด่นชัดนัก แต่ก็ไม่ได้ดูน่าเกลียด กลับจะยิ่งทำให้นางดูคล่องแคล่วร่าเริงเสียด้วยซ้ำไป

‘ศิษย์พี่เยี่ยนกระมัง? ที่ทะเลสาบปิดนภาคราวก่อน โชคดีที่ได้ท่านช่วยเหยาเหยากับศิษย์พี่หร่วนเอาไว้’

เสียงกระแสจิตของอีกฝ่ายดังขึ้นข้างหูเยี่ยนจ้าวเกอ

‘เหยาเหยา’ ที่ฝานชิวเอ่ยถึง แน่นอนว่าคือผู้สืบทอดสายหลักหอคลื่นโหม ที่มีวาสนาพบพานเยี่ยนจ้าวเกอในการประชุมฝ่านภาที่ทะเลสาบปิดนภาเพียงครั้งเดียว จางเหยา

ในเหตุการณ์แดนมารบนทะเลสาบปิดนภา จางเหยาถูกพวกหลิวเซิ่งเฟิงจับเอาไว้เช่นเดียวกับหลี่จิ้งหว่าน โชคดีที่ได้เยี่ยนจ้าวเกอช่วยไว้

ฝานชิวกับจางเหยาทั้งสองคนอายุไล่เลี่ยกัน ปกติแล้วดูเหมือนว่าก็สนิทสนมกันอย่างยิ่ง

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มน้อยๆ ผงกศีรษะคำนับฝานชิวตอบ แล้วส่งกระแสจิตเอื้อนเอ่ยเช่นกัน ‘ศิษย์น้องฝานเกรงใจเกินไปแล้ว’

เมื่อหันหน้ากลับไปมอง ก็เห็นเฟิงอวิ๋นเซิงและเมิ่งหว่านยังคงเบิกตากว้างอยู่ตรงนั้น เยี่ยนจ้าวเกออดอมยิ้มไม่ได้ จากนั้นครรลองสายตาก็ตกลงบนร่างเมิ่งหว่านอีกครั้ง

ในที่สุดเมิ่งหว่านก็ละสายตาออกจากร่างเฟิงอวิ๋นเซิง เผชิญหน้ากับเยี่ยนจ้าวเกออย่างสงบเงียบ ก่อนจะระบายยิ้มอย่างสุภาพ โดยที่ไม่เสียมารยาทและก็ไม่ปรากฏความสนิทสนม

ระหว่างสำนักเขากว่างเฉิงกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ไว้หน้าโดยสิ้นเชิงแล้ว นางแสดงปฏิกิริยาต่อเยี่ยนจ้าวเกอเช่นนี้ ก็นับว่าปกติเช่นกัน

ทว่ากลับมองไม่เห็นอารมณ์ขุ่นเคืองโกรธแค้น อันเกิดขึ้นจากการกระทบกระทั่งกันในบ่อน้ำเย็นในตอนนั้นจากนางเลย

ผู้อาวุโสสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ข้างกายเมิ่งหว่าน ที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำคณะก็คือซี่จ้าวจวิน หนึ่งในเจ็ดสุริยัน

ยามนี้ซี่จ้าวจวินอารมณ์สงบนิ่ง ไม่เห็นความปรวนแปรแม้แต่น้อย หากแต่สายตามองลึกอยู่ที่เยี่ยนจ้าวเกอ

ตรงหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ ผู้อาวุโสเมิ่งกลับไม่ลดละแม้แต่น้อย จ้องมองซี่จ้าวจวินเช่นกัน สายตาของทั้งสองประชันกัน ในอากาศราวกับมีเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นมา

ภายในหอ ฝ่ายหนึ่งสำนักเขากว่างเฉิง สำนักเขาไร้พรมแดน และเมืองทะเลมรกต ฝ่ายหนึ่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ตำหนักอัสนีสวรรค์ แบ่งแยกเป็นสองฟากอย่างชัดเจน กลายเป็นสถานการณ์ประจันหน้า ต่างไม่ยอมหลีกทางให้กัน

จอมยุทธ์หอคลื่นโหมยืนอยู่ตรงกลาง เห็นสถานการณ์แล้วต่างลอบถอนใจ

ทันใดนั้น เงาร่างของคนคนหนึ่งพลันปรากฏอยู่ตรงหน้าทุกคน แม้จะไร้ซึ่งเค้าส่อให้เห็น แต่กลับปรากฏตัวอย่างเป็นธรรมชาติ ประหนึ่งกับอยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนนี้

ผู้นั้นคือหญิงวัยกลางคนที่รูปร่างค่อนข้างสูงโปร่ง รูปโฉมธรรมดาทั่วไป หากแต่กลับให้ความรู้สึกลุ่มลึก ประดุจมหาสมุทรและบ่อน้ำลึก

ภาพรูปโฉมของคนผู้นี้แพร่สะพัดไปทั่วโลกแปดพิภพแล้ว บรรดาผู้คนในห้องนี้ จึงไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก

ประมุขหอคลื่นโหมรุ่นปัจจุบัน จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์พลิกเมฆา ‘พลิกเมฆา’ อันชิงหลิน

ขณะเดียวกันก็เป็นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์หญิงเพียงท่านเดียวท่ามกลางโลกแปดพิภพในปัจจุบัน และเป็นยอดฝีมือหญิงอันดับหนึ่งที่ความสามารถสมกับชื่อเสียง

ยอดฝีมือมหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณอาทิ เมิ่งหว่าน และซี่จ้าวจวิน จวบจนรุ่นเยาว์เฉกเช่นเยี่ยนจ้าวเกอ ต่างสืบเท้าขึ้นหน้าแสดงการคำนับนาง “ประมุขหออัน”

อันชิงหลินที่ดูจากภายนอกมีลักษณะเหมือนวัยกลางคน แท้จริงแล้วอายุอานามก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วเช่นกัน หนำซ้ำยังดูแลหอคลื่นโหมมานานหลายปี

นางรุ่นอาวุโสเดียวกับพวกหยวนเจิ้งเฟิง หวงกวงเลี่ย และเฉินลี่ ทว่าอายุน้อยกว่าอยู่บ้าง ชื่อเสียงลือเลื่องมานานหลายปี นามกรสะท้านแปดพิภพ

อันชิงหลินผงกศีรษะเล็กน้อยและคำนับตอบ ก่อนจะกล่าวว่า “ปีศาจอัคคีรุกรานเข้ามาจากทะเลตะวันออก เป็นศัตรูร่วมของโลกแปดพิภพของเราที่มีเส้นทางเดียวกัน การประลองแห่งจันทราและมงกุฎแห่งจันทรา เพื่อต่อต้านปีศาจอัคคี มีความหมายสำคัญยิ่ง ยังคงขอให้สตรีแห่งจันทราแต่ละสำนัก แสดงฝีมือที่ฝึกฝนมาให้เต็มที่ เพื่อตัดสินผู้ที่แกร่งกล้าที่สุด จะได้ควบคุมมงกุฎแห่งจันทรา”

“หอคลื่นโหมของเราในฐานะเจ้าบ้านรู้สึกละอายใจ เมื่อดำเนินการรักษาการประลองแห่งจันทราให้เป็นไปตามลำดับ ก็หวังว่าไม่ว่าสำนักใดจะได้มงกุฎแห่งจันทรา จะพึงระวังอันตรายของปีศาจอัคคี”

อันชิงหลินอธิบายให้เข้าใจได้อย่างมาก พวกผู้อาวุโสเมิ่งและซี่จ้าวจวินต่างผงกศีรษะ “เป็นเช่นนี้แน่นอน ที่ประมุขหออันกล่าวมาก็ถูกต้อง”

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูอันชิงหลิน การวางตัวของหอคลื่นโหมยังคงเหมาะสมอย่างยิ่งยวด

การประลองแห่งจันทราครั้งที่สี่ ฝานชิวคว้าชัยชนะนำมงกุฎแห่งจันทรากลับมาให้หอคลื่นโหม หนึ่งปีมานี้ หอคลื่นโหมมีมงกุฎแห่งจันทราอยู่ตลอดเวลา

เหตุวุ่นวายหลายครั้งที่ปีศาจอัคคีก่อบนทะเลตะวันออก ล้วนมีหอคลื่นโหมกับมงกุฎแห่งจันทรายันอยู่แนวหน้า ทำให้ผู้คนต่างชื่นชม

ก่อนหน้าการประลองแห่งจันทราครั้งนี้ สถานการณ์ภายในโลกแปดพิภพเกิดการเปลี่ยนใหญ่อีกครั้ง

สำนักเขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงตำหนักอัสนีสวรรค์ต่างไม่ไว้หน้ากันโดยสิ้นเชิง ผูกพยาบาทอาฆาตแค้น ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันจนไม่อาจแก้ไข

แม้ว่าเพราะระยะนี้พลังความสามารถสูสีกัน ไม่ว่าใครก็ไม่อาจทำอะไรใครได้ ด้วยเหตุนี้จึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างไม่อ่อนข้อให้แก่กัน กระนั้นบรรยากาศก็ตึงเครียดกว่าก่อนหน้าสงครามกว่างเฉิงมากยิ่งนัก

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะได้มงกุฎแห่งจันทราไป ล้วนเป็นข่าวร้ายสำหรับอีกฝ่าย

ทว่า ถ้าหากหอคลื่นโหมวางตัวเป็นกลางตลอดเวลาล่ะก็ เช่นนั้นการที่หอคลื่นโหมมีมงกุฎแห่งจันทราไว้ในครอบครอง กลับจะเป็นบทสรุปที่ทั้งสองฝ่ายสามารถประนีประนอมกันได้ด้วยซ้ำ

หากมีฝ่ายหนึ่งประสงค์ร้ายต่อหอคลื่นโหม ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะเป็นการบีบบังคับหอคลื่นโหมให้กลายเป็นพรรคพวกของอีกฝ่าย

อีกทั้ง หากหอคลื่นโหมไม่ข้องเกี่ยวกับการต่อสู้ในเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยกัน มุ่งมั่นเพียงออกปะทะปีศาจอัคคีล่ะก็ เช่นนั้นการประสงค์ร้ายต่อหอคลื่นโหม ก็อาจถึงขั้นสร้างความไม่พอใจให้กับผู้เฒ่าโม่ ปราชญ์ภาพวาด ผู้เฒ่าคนนี้ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ภายในเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยกันเอง ทว่าเรื่องเฉกเช่นปีศาจอัคคีรุกรานเช่นนี้ ล้วนให้ความสนใจมาโดยตลอด

แน่นอน หากสามารถช่วงชิงได้ ใครจะยอมปล่อยของล้ำค่าเช่นมงกุฎแห่งจันทรานี้ไป?

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หอคลื่นโหมยังคงสามารถรักษากฎเกณฑ์ไว้ได้ ส่งมอบมงกุฎแห่งจันทรา ให้การประลองแห่งจันทราดำเนินไปอย่างเช่นปกติ นับว่าคุณธรรมเข้มแข็งอย่างมากทีเดียว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเท่าที่เยี่ยนจ้าวเกอทราบ ถึงแม้หอคลื่นโหมจะคงไว้ซึ่งความเป็นกลาง ทว่าก็หาใช่ไม่ปรารถนาสิ่งใดไม่

คิดจะรักษาความเป็นกลางและความเป็นอิสระไว้ตลอด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจำเป็นต้องคงพลังความสามารถที่แกร่งกล้าไว้ ตลอดมานี้หอคลื่นโหมเอง ก็กำลังทุ่มเทกับการยกระดับตนเอง หลอมสร้างอาวุธศักดิ์สิทธิ์เป็นของตัวเองเช่นกัน

เพียงแต่พวกเขาเฝ้าพัฒนาบึงพิภพมั่น ไม่ขยายออกไป และก็ไม่ข้องเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เช่นกัน

“ทางหนึ่งมีคุณธรรมเข้มแข็ง อีกทางหนึ่งก็มีความเชื่อมั่นกับฝานชิวอย่างมากเสียนี่กระไร…” เยี่ยนจ้าวเกอมองหญิงงามผู้มีฟันกระต่ายคนนั้น

อันชิงหลินมองดูพวกผู้อาวุโสเมิ่งและซี่จ้าวจวิน แล้วกล่าวต่อไปว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การประลองแห่งจันทราครั้งนี้ก็จะจัดขึ้นตามกำหนดเวลาสามวันหลังจากนี้ ศิษย์แต่ละสำนักกลับไปพักผ่อนเตรียมตัวทั้งหมดเถิด หากต้องการสิ่งใด ล้วนสามารถเอ่ยกับศิษย์ของหอคลื่นโหมได้เลย”

“การประลองแห่งจันทราก่อนหน้านี้ ล้วนคัดเหลือเพียงสองคน หลังจากผ่านรอบแรก จากนั้นค่อยตัดสินแพ้ชนะครั้งสุดท้าย” สายตาของอันชิงหลินกวาดผ่านใบหน้าของพวกเมิ่งหว่าน เฟิงอวิ๋นเซิง อวิ๋นซิ่วชิงและคนอื่นๆ ไป “ปีนี้จำนวนคนเพิ่งขึ้นเป็นเจ็ดคน ข้าเสนอว่าหลังจากรอบแรก ให้คงไว้สี่คน จากนั้นแบ่งออกเป็นคู่ๆ ตัดสินแพ้ชนะ ทุกท่านคิดว่าเป็นอย่างไร?”

พวกผู้อาวุโสเมิ่งเอื้อนเอ่ย “ที่ประมุขหออันกล่าวมามีเหตุผล พวกข้าไม่มีข้อโต้แย้ง”

เยี่ยนจ้าวเกอสบตากับเฟิงอวิ๋นเซิงแวบหนึ่ง ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

ตามธรรมเนียมปฏิบัติ การประลองแห่งจันทราถูกแบ่งออกเป็นสองรอบ

รอบแรก ทุกคนจะอยู่ภายในการครอบคลุมของแสงมงกุฎแห่งจันทราพร้อมกัน แต่ละคนต่างสำแดงฝีมือ เชื่อมประสานกับมงกุฎแห่งจันทรา และกระตุ้นแสงของมงกุฎแห่งจันทรา

การทดสอบและตัดสินรอบนี้เท่ากับว่าเป็นมงกุฎแห่งจันทราเอง

เนื่องด้วยปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้จริง ดังนั้นในภายหลังจึงจะมีการประลองรอบที่สอง

รอบแรกคัดเลือกคนอื่นๆ ออก เหลือสองคนที่โดดเด่นที่สุดเอาไว้ ไม่ใช่เพียงแค่เปรียบเทียบทักษะยุทธ์อย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ยังคงมีการประมือโดยใช้พลังแห่งจันทรา ตัดสินผู้ชนะในท้ายที่สุดออกมา กลายเป็นเจ้าของของมุงกุฎแห่งจันทราในช่วงเวลาหนึ่งปีถัดไป

การประลองแห่งจันทราสามครั้งก่อน สำนักเขากว่างเฉิงและหอคลื่นโหมล้วนไม่เข้าร่วม สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็มีเพียงเมิ่งหว่านคนเดียว ฉะนั้นสตรีแห่งจันทราที่เข้าร่วมการประลอง จึงมีทั้งหมดสี่คน

การประลองแห่งจันทราครั้งที่สี่ ฝานชิวเข้าร่วมด้วย กลายเป็นห้าคน

ส่วนครั้งนี้ เพิ่มเฟิงอวิ๋นเซิงแห่งสำนักเขากว่างเฉิง กับอวิ๋นซิ่วชิงแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เข้าไป จำนวนคนทั้งหมดจึงกลายเป็นเจ็ดคนแล้ว

การแข่งขันทวีความร้อนแรงขึ้น ไม่ว่าใครก็ไม่ยินดีเสมอกับใคร

ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ