316-320

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง คุณชายแห่งปฐพี
บทที่ 316ถึง320

ในตอนที่สือจวิน หลานของสือเถี่ย บุตรของสือซงเทาเกิดในปีนั้น เยี่ยนตี๋ก็อยู่ด้วยเช่นกัน มองดูเจ้าหนุ่มน้อยเติบใหญ่ตั้งแต่เป็นเด็กทารกห่ออยู่ในผ้าอ้อม กระทั่งเดินได้ด้วยตัวเอง

ชื่อของเจ้าหนุ่มน้อย ยังเป็นหยวนเจิ้งเฟิงเป็นคนตั้งให้

สายเลือดเพียงหนึ่งเดียวที่สือเถี่ยเป็นผู้มอบให้ เบื้องบนเบื้องล่างทั้งเขากว่างเฉิงต่างให้ความสนใจอย่างยิ่งยวด

เยี่ยนตี๋มองบุตรชาย “เจ้ามีความคิดอะไร ต้องการสิ่งของใดหรือไม่?”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวตอบอย่างจริงจัง “ตอนนี้ความคิดยังไม่สุกงอม ข้าเตรียมตัวมุ่งหน้ายังสุดขอบแดนเหนือ ไปตรวจสอบสถานที่จริงที่นั้นสักครา ถึงจะสามารถมีบทสรุปได้”

“หากแต่เวลานี้ไม่อาจรีบร้อนได้ชั่วคราว ปัจจุบันสุดขอบแดนเหนือกำลังอยู่ในช่วงหนาวยะเยือกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง เดินทางไปก็ไร้ประโยชน์ ข้าก็เลยถือโอกาสใช้เวลาช่วงนี้เตรียมการบางอย่างโดยละเอียดอีกที ขณะเดียวกันก็คิดทบทวนวิธีของตัวเองสักหน่อย”

“มีของบางอย่างต้องการให้ท่านกับสำนักช่วยรวบรวม เกี่ยวข้องกับการเจรจานอกนภาพิภพกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่น ข้าจะเขียนรายการให้ท่านทีหลัง”

เยี่ยนจ้าวเกอแม้จะมีอำนาจแบ่งสรรใช้ทรัพยากรภายในสำนักได้ ทว่าภายใต้สถานการณ์ต่างเมือง เป็นคนในระดับเดียวกับเยี่ยนตี๋ออกหน้าจะดีกว่า

คนกลัวมีชื่อเสียงหมูกลัวอ้วน[1] ขณะนี้เยี่ยนจ้าวเกอก็นับว่าชื่อเสียงระบือไกลแล้วเช่นกัน เขาในนามเฉพาะตัวหาสิ่งของบางอย่าง ถูกคนอื่นจับตามองได้ง่ายยิ่ง

เยี่ยนตี๋ผงกศีรษะ “เขียนเรียงลำดับรายการแล้ว ก็ส่งมาให้ข้าแล้วกัน”

“มุ่งหน้าสุดขอบแดนเหนือคราวนี้ ข้าตั้งใจจะไปทะเลเหนือดูสักหน่อยเช่นกัน” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ย

ผู้เป็นบิดาคิดถึงอะไรบางอย่าง แววตาทอประกายวาบ “เจ้าจะไปหาร่องรอยที่จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็งทิ้งไว้รึ?”

ชายหนุ่มผงกศีรษะ “เงื่อนงำที่ยึดกุมได้ก่อนหน้านี้ ข้ามีเบาะแสอยู่บ้างแล้ว ภายในช่วงวันต่อๆ ไปนี้พินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดสักหน่อย บางทีอาจจะสามารถได้อะไรบางอย่าง ถ้าหากสามารถหาเบาะแสโดยอาศัยสิ่งที่ได้รับนี้มากขึ้นล่ะก็ น่าจะคุ้มค่าแก่การรอคอย”

ขณะเอื้อนเอ่ย สีหน้าอารมณ์ของเยี่ยนจ้าวเกอกับเยี่ยนตี๋ต่างก็หม่นหมองอยู่บ้าง

ในปีนั้นได้ป้ายโลหะเล็กมาจากมือเยี่ยจิ่ง หรือจะเป็นสือเถี่ยมุ่งหน้ายังทะเลเหนือแสวงหาเบาะแสที่จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็ง

หลังจากสือเถี่ยหวนกลับมา ก็นำสิ่งของที่มีส่วนเกี่ยวข้องปฐพีพิภพและนพยมโลกกลับมาเล็กน้อย รวมทั้งเบาะแสส่วนหนึ่งที่เกี่ยวพันกับร่องรอยจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็ง

เยี่ยนจ้าวเกอคิดทบทวนเกี่ยวกับมหาค่ายกลแดนมารของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต นอกจากประมือโดยตรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้ว ของที่สือเถี่ยนำกลับมาก็ส่งผลไม่ต่างกันนัก

หากแต่ ประมุขภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตซินตงผิงที่ในเวลานั้นยังไม่ได้เปิดโปงฐานะ แน่นอนว่าได้ประโยชน์จากในนั้นเช่นกัน

เยี่ยนตี๋กล่าว “จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็งร่วงโรยไปนานนักแล้ว ถึงแม้ว่าอาวุธศักดิ์สิทธิ์ติดกายของเขาในอดีตจะสูญหายไปไม่แจ่มชัด แต่ยังมีอยู่บนโลกจริงหรือไม่ ใครก็ไม่อาจยืนยันได้เช่นกัน เจ้าต้องการเสาะหา ข้าไม่คัดค้าน แต่ก็อย่าให้สิ้นสติเช่นกัน”

“ท่านพ่อวางใจ ข้าเข้าใจดี” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว

หลังจากหยุดชะงักไปเล็กน้อย ชายหนุ่มค่อยพูดเสียงเบาว่า “ร่องรอยของจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็ง เป็นเรื่องที่ไม่แน่ชัดจริงๆ เพราะฉะนั้นข้าจงไม่ได้เอาของวิเศษไว้เป็นหลักทั้งหมดเช่นกัน”

“กล่าวให้ชัดคือ นี่เป็นเพียงแค่ถือโอกาส ถึงขั้นเพียงแค่อำพรางเท่านั้น”

เยี่ยนตี๋เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “โอ้?”

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ย “ครานี้ถูกสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับตำหนักอัสนีสวรรค์บุกสำนัก นับว่าโดนฉีกหน้าโดยสมบูรณ์ สถานการณ์ขณะนี้สงบลงใหม่อีกครั้ง หากแต่เป็นเพราะว่าอัตราส่วนพลังของทั้งสองฝ่ายกลับมาสมดุลกันอีกครา”

“พลังอำนาจอีกฝ่ายมาก ต้องกลับมาสร้างความลำบากให้กับสำนักเราอีกเป็นแน่”

ตั้งแต่อาจารย์ของหวงกวงเลี่ย จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์อาทิตย์ม่วงจางเชา และประมุขเขานิมิตทมิฬรุ่นสุดท้าย ร่วมกันวางแผนที่จะบุกรุกเขากว่างเฉิงในตอนที่ผู้สะเทือนสวรรค์ จ่านตงเก๋อเข้าฌานปีนั้น ทั้งสองฝ่ายก็ได้ผูกความแค้นแล้ว

ภายหลังจ่านตงเก๋อร่วงโรยไปเนื่องจากสงครามเดือดกับปีศาจอัคคี ปราณดั้งเดิมของเขากว่างเฉิงเสียหายอย่างหนัก พลังอำนาจสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ค่อยๆ มากขึ้น ความเป็นอยู่ของเขากว่างเฉิงไม่ดีนักตลอดมา

โชคดีที่มีบุรุษเทียมฟ้า จ่านซีโหลว นำพาเขากว่างเฉิงซ่อนประกายเติบใหญ่ในราตรี ข้ามผ่านเดือนวันที่มืดมนที่สุดช่วงนั้น

ทว่าหลังจากที่จ่านซีโหลวก็ล่วงลับไป เขากว่างเฉิงไม่มีจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ ความเป็นอยู่ก็ยากลำบากขึ้นมาอีกครั้ง

ถึงแม้ว่าจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์อาทิตย์ม่วงจางเชาแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็สูญหายไปไม่ชัดเจน แต่หวงกวงเลี่ยบรรลุธรรมสู่ขั้นศักดิ์สิทธิ์ มีมาตรสุริยันวัดสวรรค์ในมือ ความสามารถรุ่งเรืองอย่างยิ่ง

แม้ว่าหยวนเจิ้งเฟิงอห่งเขากว่างเฉิงยังมีชุดคลุมนภาปราบปรามภารกิจพื้นฐาน กลับทำได้เพียงอาศัยมหาค่ายกลนภา ปกป้องสำนักได้ไร้กังวล ทว่ายังไม่เพียงพอที่จะรุดหน้า ปล่อยให้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ครอบงำ ฮุบแทรกซึมเข้าไปทีละก้าวๆ

ในเวลานั้นเมืองทะเลมรกตถูกตำหนักอัสนีสวรรค์กับปีศาจอัคคีทะเลตะวันออกโจมตีขนาบ เขาไร้พรมแดนคอยเฝ้าสังเกตสถานการณ์ ทั้งเขากว่างเฉิงล้วนมีแรงกดดันมหาศาล

ไม่เช่นนั้นฟางจุ่นก็คงไม่ถึงขั้นใช้วิธีโจมตีไปถึงปฐพีพิภพเช่นกัน

ผลคือฟางจุ่นรั้งม้าหน้าผาได้ทันกาล กลับทำให้ซินตงผิงเลือกเดินทางเส้นนั้นต่อไป

หวงกวงเลี่ยมีความคิดจะครองบัลลังก์แปดพิภพถึงที่สุด ด้วยเหตุนี้จึงเข้าฌานมุ่งแสวงฝ่าทะลวงอีกครั้ง เขากว่างเฉิงถึงได้มีช่องว่างให้เคลื่อนไหวค่อนข้างมาก

กระนั้นในใจมวลชนแต่ไรไม่เคยผ่อนสบาย ถ้าหากหวงกวงเลี่ยออกฌานโดยสมบูรณ์ รูปการณ์ต้องยิ่งใหญ่ขึ้นเป็นแน่ สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็จะแกร่งกล้าขึ้นเช่นกัน

หากแต่ สถานการณ์ของทั้งสองฝ่ายในตอนนี้แตกต่างโดยสิ้นเชิงแล้ว

หยวนเจิ้งเฟิงบรรลุธรรมสู่ขั้นศักดิ์สิทธิ์ หวงกวงเลี่ยแม้จะพัฒนาขึ้นอีกก้าวเช่นกัน กลับทำมาตรสุริยันวัดสวรรค์หายไป

ภายใต้สถานการณ์ในปัจจุบันที่มีหยวนเจิ้งเฟิงกับชุดคลุมนภารักษาการณ์ด้วยตัวเอง ทำให้หวงกวงเลี่ยไม่กล้ามาเหยียบเขากว่างเฉิงซ้ำอีกโดยเด็ดขาด

หวงกวงเลี่ยยังมีชีวิตอยู่ อยากบุกยึดยอดเขาเรืองรอง ก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน

ทั้งสองฝ่ายปะทะกันที่สถานที่อื่น หยวนเจิ้งเฟิงที่มีชุดคลุมนภาเสริมกาย ยังคงครองความได้เปรียบมากกว่า

พันธมิตรทั้งสองฝ่าย เมืองทะเลมรกตและเขาไร้พรมแดน ขนาบตำหนักอัสนีสวรรค์ไว้ตรงกลาง สองต่อหนึ่ง

โชคไม่เข้าข้างใครตลอดไป ตอนนี้ถึงคราวเขากว่างเฉิงพลิกกลับมาบีบสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ทุกทาง สะสางบัญชีเก่าแล้ว

เพียงแต่ตามที่หยวนเจิ้งเฟิงบรรลุธรรมสู่ขั้นศักดิ์สิทธิ์ พลังความสามารถของเขากว่างเฉิงก็พรวดสูงขึ้น เมืองทะเลมรกตกับเขาไร้พรมแดนเผชิญหน้ากับพันธมิตรที่แจ่มชัดว่าสูงเหนือฝ่ายตน ถึงแม้ต้องพึ่งพาอาศัยหยวนเจิ้งเฟิงถ่วงดุลหวงกวงเลี่ย ทว่าสุดท้ายแล้วในใจคิดเช่นไร ก็ยังไม่รู้ได้เช่นกัน

เนื้อในสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์หนาแน่นเช่นเดียวกัน พลังเปี่ยมล้น เขากว่างเฉิงคิดอยากถือไพ่เหนือว่าโดยสิ้นเชิง ครั้นชำระแค้นที่บุกเขา ก็ยังคงไม่ง่ายเช่นกัน

สถานการณ์ของโลกแปดพิภพ ตกอยู่ในสภาวะสมดุลที่อันตรายซ้ำยังเปราะบาง

เยี่ยนจ้าวเกอเอื้อนเอ่ย “ต้องการชัยชนะในการแข่งขัน ไม่นอกเหนือไปจากการพยายามทั้งสองทิศทาง ไม่เสริมแกร่งตนเอง ก็ต้องตัดกำลังศัตรู”

“ถ้าหากมีการค้นพบร่องรอยของจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็งอย่างยิ่งใหญ่ สามารถนำพาพลังความสามารถสำนักให้ยกระดับอย่างสูงได้ เช่นนั้นแน่นอนว่าดี แต่ถึงอย่างไรเรื่องนี้ยังไม่อาจยืนยัน”

ในลูกตาดำทั้งสองของเยี่ยนจ้าวเกอทอประกายแสงเย็นวาบ “มีไมตรีจิตมอบให้ ทว่าไม่มีไมตรีจิตตอบสนอง ช่างไร้มารยาทนัก เช่นั้นข้าก็จะส่งของกำนัลตอบกลับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กลับชุดหนึ่ง”

เยี่ยนตี๋กล่าวอย่างสงบนิ่ง “จะรับมือหวงกวงเลี่ยนั้นไม่ง่ายเลย ต่อให้มันจะไม่มีมาตรสุริยันวัดสวรรค์แล้วก็ตาม”

หวงกวงเลี่ย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นเสาเอกของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ เขาได้รับบาดเจ็บ พลังของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะพร่องลงไปทันที

ทว่าเช่นเดียวกัน ต่อให้เพิ่งจะปะทะจนหัวร้างข้างแตกที่เขาเขากว่างเฉิง ความแกร่งกล้าของหวงหวงเลี่ยก็ยังคงมหาศาลไม่ต้องสงสัยเช่นกัน

พิจารณาจากพลังความสามารถเฉพาะตัว หวงกวงเลี่ยที่ออกฌานโดยสมบูรณ์รุดหน้าขึ้นอีกขั้นได้สำเร็จ รากฐานสามารถถือได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งในโลกแปดพิภพปัจจุบัน

หากหยวนเจิ้งเฟิงไม่มีชุดคลุมนภา เทียบกับเขาแล้วก็ยังด้อยกว่าเช่นกัน

สงครามกว่างเฉิง ก็มีการตรึงไว้ของหยวนเจิ้งเฟิง ค่ายกลสังหารของเยี่ยนจ้าวเกอถึงจะสำแดงอิทธิฤทธิ์ ทำให้หวงกวงเลี่ยปล่อยมาตรสุริยันวัดสวรรค์ทิ้งไป

เยี่ยนตี๋กล่าวถาม “เจ้าจะพุ่งเป้าไปที่สตรีแห่งจันทราของพวกเขารึ?”

เยี่ยนจ้าวเกอสั่นศีรษะ “หวงกวงเลี่ยเอง เสริมด้วยเมิ่งหว่าน เป็นจุดแข็งที่สุดของพวกเขา เมิ่งหว่านแม้ระดับพลังฝึกปรือต่ำต้อย แต่ความได้เปรียบในการประลองสตรีแห่งจันทรานั้นมากยิ่ง พวกเขาตอนนี้จะให้ความสำคัญมากขึ้น ปกป้องอย่างเน้นหนัก ถึงขั้นวางแผนลอบสังหารศิษย์น้องเฟิงของพวกเราทางนี้ นี่เป็นสถานที่ที่พวกเขารวมขุมพลังไว้มากที่สุดตอนนี้”

เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตาลงเล็กน้อย “ข้าต้องการโจมตีสถานที่ที่พวกเขาไม่คาดคิด ทำให้พวกเขาอ่อนแอ”

………………..

[1] คนกลัวมีชื่อเสียงหมูกลัวอ้วน เป็นสุภาษิตจีน หมายถึง คนเมื่อมีชื่อเสียงจะนำพาความยุ่งยากมาสู่ตน เหมือนหมูเมื่ออ้วนก็จะโดนฆ่า

เยี่ยนตี๋ได้ยินคำกล่าวของเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว บนใบหน้าก็ปรากฏแววใคร่ครวญ “…เมื่อครู่เจ้าบอกว่า รองรอยจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็ง เป็นเพียงแค่การถือโอกาส ถึงขั้นปิดบังเท่านั้น”

“ความหมายคือ เป้าหมายที่แท้จริงของเจ้า อยู่ที่แถบเหนือเช่นกันหรือ? หรือเจ้าจะวางอุบายที่แถบเหนือหรือ?”

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ “ไม่ผิดขอรับ”

เส้นสายตาของเขามองไปยังทิศเหนือ จากนั้นก็ย้ายยังทิศใต้ แล้วค่อยเอ่ยเสียงเบาว่า “เป้าหมายของข้า คือวังสุสานทุ่งร้างแดนใต้ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์!”

ผู้เป็นบิดาได้ยินดังนั้น แววตาพลันชะงักนิ่งไปเล็กน้อย

วังสุสานทุ่งร้างแดนใต้ตั้งอยู่ที่แนวเทือกเขาทางตอนใต้ของอัคคีพิภพ ในนั้นมีภูเขาไฟจำนวนมาก

ใต้พื้นดินเป็นทะเลเพลิงหินหนืดขนาดมหึมา ไม่รู้ขอบเขต ไม่รู้ตื้นลึก

ที่นั่นก็ถูกขนานนามว่าเป็นสถานที่อันเลวร้ายที่ลือชื่อนับแต่อดีตกาลมา เคียงกับมหาทะเลทรายแดนตะวันตกของวายุพิภพ

ทว่าก็เป็นสถานที่หนึ่งในรากฐานสำคัญของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ในการครอบครองอัคคีพิภพเช่นกัน

สำคัญถึงระดับไหนน่ะหรือ?

มีบทบาทต่อสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มากมายยิ่ง กระนั้นขอเพียงหยิบยกหนึ่งในนั้น ก็เพียงพอให้อธิบายคำถามได้แล้ว

คิดอยากจะฝึกฝนวิชาหมัดถึงตะวัน สุดยอดวิชาวรยุทธ์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ เหนือยิ่งกว่าเจ็ดวิชาสุริยันให้สำเร็จ จำเป็นต้องอาศัยชัยภูมิของวังสุสานทุ่งร้างแดนใต้

ถ้าหากไม่ใช่เพราะสภาพแวดล้อมที่นั่นเลวร้ายอย่างแท้จริง สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็คงไม่เลือกยอดเขาเรืองรองเช่นกัน

กล่าวในอีกแง่หนึ่ง ที่นั่นถึงจะเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ส่วนยอดเขาเรืองรอง กลับเป็นเหมือนเช่นสถานที่ตั้งมั่นยามปกติเสียมากกว่า

เยี่ยนตี๋กล่าว “วังสุสานทุ่งร้างแดนใต้เป็นพื้นที่เฉกเช่นมหาทะเลทรายแดนตะวันตด ถึงแม้จะรู้ดีว่าสำคัญกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก กระนั้นกลับยากจะทำลาย ต่อให้อยากจะโจมตียึดให้จงได้ ก็ไม่อาจกลายเป็นจริงได้เช่นกัน”

ถ้าหากสามารถทำลายวังสุสานทุ่งร้างแดนใต้ได้ล่ะก็ ในสงครามถังตะวันออก ตอนที่จู่โจมจนสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ตรึงยอดเขาเรืองรองไว้ตลอดทั้งแนว เขากว่างเฉิงกับเมืองทะเลมรกตก็คงลงมือกับวังสุสานนี้ไปแล้ว

เยี่ยนจ้าวเกอเอื้อนเอ่ย “ไม่ผิด ฟ้าดินสรรค์สร้าง ช่างทรงพลังล้นเหลือ หาใช่กำลังคนจะสามารถสั่นคลอนได้ง่ายดายไม่ อย่างน้อยข้าในตอนนี้ก็ทำไม่ได้อย่างแน่นอน”

“แต่ว่า ข้าเองก็ไม่ใช่คิดจะดั้นด้นทำลายที่นั่นแต่อย่างใด”

สายตาเยี่ยนจ้าวเกอทอดยังทิศเหนืออีกหน “ตอนนี้ยังพูดลำบาก จำเป็นต้องหลังจากให้ข้าถึงยังพื้นที่สุดแดนเหนือ สำรวจสักหนึ่งรอบก่อน จึงจะสามารถมีบทสรุปได้ บัดนี้ก็เพียงมีแนวคิดเล็กน้อยไม่แจ่มชัดเช่นกัน”

เยี่ยนตี๋เอ่ยถาม “ต้นตอของแนวคิดเจ้ามาจากไหนรึ? ถึงแม้เจ้ามักจะมีความคิดมหัศจรรย์อยู่บ้าง แต่ทว่าครานี้อะไรดลใจเจ้าให้บังเกิดความคิดเพ้อฝันเช่นนี้?”

ชายหนุ่มระบายยิ้ม “ท่านพ่อ ตำราโบราณบันทึกเอาไว้ ก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่เคยมีเรื่องประหลาดเรื่องหนึ่ง เกี่ยวข้องกับตำหนักเซียนหิมะกลุ่มอิทธิพลวิถีวรยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่กลุ่มหนึ่งในเวลานั้น ไม่ทราบท่านเคยได้ยินมาก่อนหรือไม่?”

“ที่เจ้าเอ่ยถึงคือเรื่องที่บ่อน้ำพุเกล็ดน้ำแข็งในตำหนักเซียนหิมะเหือดแห้งอย่างนั้นหรือ?” หลังจากเยี่ยนตี๋ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวถาม

วิกฤตการณ์ใหญ่ครั้งหนึ่ง ทำให้สรรพสิ่งมากมายสูญสิ้น ทำให้เรื่องราวมากมายกลายเป็นตำนาน เปลี่ยนเป็นเรื่องเล่าที่มีเพียงเศษเล็กเศษน้อย

สรรพสิ่งจำนวนมากสูญสิ้นไปแล้ว ทว่ามีสิ่งของบางส่วนที่แตกกระจัดกระจายกลับสืบทอดต่อกันมา เป็นที่รู้กันถ้วนทั่วโลกแปดพิภพในปัจจุบันเช่นกัน

หากแต่สิ่งของจำนวนมาก ต่างล้วนคล้ายกับจะใช่ ทว่าไม่ใช่อยู่มากมายช่นกัน

เยี่ยนตี๋มองเยี่ยนจ้าวเกอ “ในคำเล่าลือ ตำหนักเซียนหิมะคล้ายกับว่าไม่ได้ผ่านวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่แต่อย่างใด หากแต่ขาดการสืบทอดไปก่อนวิกฤตการณ์ใหญ่แล้ว”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “รายละเอียดสถานการณ์ ข้าเองก็ไม่กระจ่างชัดเช่นกัน แต่เรื่องบ่อน้ำพุเกล็ดน้ำแข็ง ข้าค้นหาตำราโบราณทั่วทั้งหมด มีความคิดเห็นและการคาดคะเนของตัวเองอยู่บ้าง แต่ยังจำต้องตรวจสอบยืนยันกับสถานที่จริงสักหน่อย”

“ไม่ใช่ซากตำหนักเซียนหิมะแต่อย่างใด นั่นไม่มีอยู่นานแล้ว ข้าอยากสำรวจพื้นที่จริงสุดแดนเหนือที่สภาพแวดล้อมคล้ายคลึงกับพื้นที่ที่ตำหนักเซียนหิมะถือครองในตอนแรกสักหน่อย”

ที่เยี่ยนตี๋ล่วงรู้คือคำเล่าลือ แต่เยี่ยนจ้าวเกอกลับรู้ว่าแท้จริงแล้วตำหนักเซียนหิมะล่มสลายก่อนวิกฤตการณ์ใหญ่ไปแล้ว

ทว่ารายละเอียดสถานการณ์ เขาเองก็ไม่เข้าใจจริงๆ เช่นกัน

สาเหตุแท้จริงที่บ่อน้ำพุเกล็ดน้ำแข็งแห้งเหือด เยี่ยนจ้าวเกอไม่เคยสำรวจศึกษาสถานที่จริงมาก่อน บัดนี้ไม่อาจยืนยันได้เช่นกัน หากแต่เขามีการคาดเดาเป็นของตนเองอย่างแท้จริง เชื่อมโยงทั้งหมดที่รู้ในด้านอื่นๆ คิดทบทวนหลักการในนั้นออกมา

กระนั้นสุดท้ายแล้วจะเป็นเช่นนี้จริงหรือไม่ ยังคงต้องทดสอบดูสักหน่อย

เยี่ยนตี๋กล่าว “เจ้าต้องการรุดหน้าไปยังพื้นที่สุดแดนเหนือ เช่นนั้นย่อมได้ แต่ยังต้องระมัดระวังความปลอดภัย ถึงอย่างไรที่นั่นก็ห่างจากตำหนักอัสนีสวรรค์ไม่มากนัก”

“ท่านอาจารย์ผ่านจะขั้นบรรลุธรรมสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์ ข้าเองก็เหยียบย่างขั้นบรรลุธรรมเช่นกัน พลังความสามารถสำนักพัฒนาขึ้น สามารถหลุดพ้นสถานการณ์ตั้งรับก่อนหน้านี้ไปได้แล้ว สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับตำหนักอัสนีสวรรค์เองก็จะลดความทะเยอทะยานลงอยู่บ้างเช่นกัน แต่ถ้าหากเจ้ามุ่งหน้าไปยังพื้นที่สุดแดนเหนือและทะเลเหนือ ยังคงจำเป็นต้องระวัง”

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ “ขอรับ ข้าเข้าใจ”

หลังจากเยี่ยนตี๋หยุดเว้นวรรคครู่หนึ่ง จึงกล่าวต่อว่า “เรื่องของแม่ลูกจวินเอ๋อร์ เจ้าต้องพึงระลึกอยู่แก่ใจให้มากๆ”

สีหน้าท่าทางเยี่ยนจ้าวเกอแสดงความเคารพอย่างสูง “ขอท่านโปรดวางใจ นี่เป็นสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวของท่านอาจารย์ลุงใหญ่ ข้าจะต้องรักษาเอาไว้อย่างแน่นอน”

เยี่ยนตี๋ไม่เอ่ยอะไรต่อไปอีก เพียงกอดอกเดินมายังข้างหน้าต่าง สายตาทอดมองไกลออกไป

ภาพเต็มไปด้วยฝุ่นจับจำนวนมากในความทรงจำ ผุดขึ้นในสมองของเยี่ยนตี๋


“ข้าแซ่สือ นามว่าสือเถี่ย เป็นศิษย์ใหญ่ของท่านอาจารย์”

….

“ศิษย์น้องเยี่ยน เจ้ามีความสามารถล้ำเลิศ เหนือกว่าข้าเป็นร้อยเท่า ภายภาคหน้าจักต้องกลายเป็นบุคคลในตำนานเฉกเช่นท่านอาจารย์ปู่สะเทือนสวรรค์ผู้นั้นเป็นแน่”


“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านจะออกจากการแข่งขันตำแหน่งเจ้าสำนักจริงๆ หรือ?”

“ถูกต้อง”

“ถ้าเป็นท่านรับตำแหน่งเจ้าสำนัก ข้าเต็มใจพึ่งพาอาศัย หากเป็นศิษย์พี่รอง ข้าจะลองช่วงชิงสักตั้ง”

“ศิษย์พี่ใหญ่ เรื่องของครอบครัวซงเทา ขออย่าได้โศกเศร้าไปเลย…”

“…ข้าไม่เป็นไร วางใจเถอะ จริงสิ ศิษย์น้องเยียนเอ๋ย ข้ารู้เจ้ายุ่งมากเหมือนกัน แต่หากมีเวลาล่ะก็ เอาใจใส่จ้าวเกอให้มากกว่านี้สักหน่อยเถอะ”


เส้นสายตาเยี่ยนตี๋ที่แต่ไรมาเด็ดขาดเฉียบคม บัดนี้สูญเสียจุดศูนย์รวมไปอย่างพบได้ยาก

เยี่ยนจ้าวเกอสามารถรับรู้ความรู้สึกของเยี่ยนตี๋ได้คร่าวๆ ในใจเขาก็หม่นหมองเช่นเดียวกัน ชายหนุ่มออกจากประตูไปอย่างไร้สุ้มเสียง แล้วปิดประตูไว้

นอกจากคนของสำนักเขาไร้พรมแดนแล้ว เมืองทะเลมรกตกับหอคลื่นโหมต่างก็มีคนมาเยี่ยมเยือนเช่นกัน แสดงความยินดีที่หยวนเจิ้งเฟิงผ่านขั้นบรรลุธรรมสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์ ทั้งยังแสดงความยินดีที่เยี่ยนตี๋รับตำแหน่งเจ้าสำนักอย่างเป็นทางการ

ทางฝั่งเมืองทะเลมรกตนี้ คนที่มาเยือนยังคงเป็นคนที่เยี่ยนจ้าวเกอรู้จัก

ถึงแม้ว่าจะมีพลังฝึกปรือระดับมหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิต ทว่าการมาเยือนของซ่งเฉา คุณชายเจ็ดทะเล ในฐานะบุตรคนโตของเจ้าเมืองทะเลมรกตซ่งอู๋เลี่ยง ก็เพียงพอแก่การแสดงความจริงใจเช่นกัน

“ศิษย์พี่ซ่งเดินทางมาไกล ทางสำนักยินดีต้อนรับ” เยี่ยนจ้าวเกอต้อนรับคณะของซ่งเฉา “แต่ทางสำนักเพิ่งประสบเคราะห์หนัก แม้จะผ่านไปได้ ทว่าศิษย์ร่วมสำนักกลับถึงแก่กรรมไปไม่น้อย ฉะนั้นทางสำนักจึงไม่คิดจัดพิธีเฉลิมฉลองการรับตำแหน่งเจ้าสำนักของท่านพ่อในครั้งนี้ ยังมีท่านอาจารย์ปู่ข้าย่างสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์”

“ขณะนี้ทั่วทั้งสำนักเสียหายเสื่อมทรุดอย่างยิ่ง รอการฟื้นฟู ส่วนใดที่ต้อนรับบกพร่อง ขอศิษย์พี่ซ่งโปรดอย่าถือโทษ”

ซ่งเฉาเอ่ย “นั่นแน่นอนอยู่แล้ว พวกข้าขึ้นเขามา ก็หวังว่าจะสามารถปักธูปต่อหน้าดวงวิญญาณผู้อาวุโสสำนักท่านที่ล่วงลับไปเช่นกัน”

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ “ข้าขอขอบคุณทุกท่านจากเมืองทะเลมรกต”

สตรีนางหนึ่งที่อยู่ข้างกายซ่งเฉา ในบรรดาศิษย์เมืองทะเลมรกตที่รวมเดินทางผู้หนึ่งเอื้อนเอ่ย “ศิษย์พี่เยี่ยน โปรดอย่าได้เศร้าเสียใจ”

นางคือหลี่จิ้งหว่านที่ได้พบกันในการประชุมฝ่านภาก่อนหน้านี้

“ศิษย์น้องหลี่ช่างมีน้ำใจ” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว

เขารุดขึ้นหน้า นำคณะซ่งเฉาและหลี่จิ้งหว่านขึ้นเขาไป

หลังจากปักธูปแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอจึงเอ่ย “หลังจากนี้ไม่นาน ทางสำนักจะจัดพิธีฝังศพอย่างยิ่งใหญ่ให้กับศิษย์ร่วมสำนักที่ล่วงลับไปครานี้ หากทุกท่านประสงค์อยู่เข้าร่วมพิธี ก็ตามแต่ประสงค์เช่นกัน”

ซ่งเฉาคล้ายกับจะเอ่ยวาจาอยู่บ้าง กลับชะงักเอาไว้ ทว่าสีหน้าสงบนิ่งดั่งปกติ พยักหน้าพลางกล่าว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็รบกวนแล้ว”

ถึงแม้จิตใจเยี่ยนจ้าวเกอจะมัวหมองอยู่บ้าง กระนั้นความสงบเย็นอย่างน้อยที่สุดก็ไม่ได้หายไป เห็นสภาพการณ์ก็รู้ได้ว่าซ่งเฉามาหนนี้ เกรงว่ายังมีภารกิจอื่นอีก

เพียงแต่เอ่ยขึ้นยามนี้ ยากจะเลี่ยงการเสียมารยาท ดังนั้นดูท่าซ่งเฉาเตรียมที่จะเอ่ยอีกครั้งหลังจากพิธีฝังศพ

เยี่ยนจ้าวเกอเฝ้าจับตาดูในใจ สีหน้าไม่แปรเปลี่ยน

ซ่งเฉากับเมืองทะเลมรกตคิดวางแผนอะไร ชั่วขณะหนึ่งเยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่แน่ใจอยู่บ้างเช่นกัน

หากแต่ อย่างน้อยในช่วงเวลาอันสั้น เยี่ยนจ้าวเกอไม่คิดจะตรึกตรองต่อไปอีก

สำหรับทั้งสำนักเขากว่างเฉิง เรื่องที่ให้ความสนใจมากที่สุดตอนนี้คือพิธีฝังศพ

เคราะห์หนักกว่างเฉิงหนนี้ ผ่านเหตุอลหม่านจากภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต แล้วประสบกับการบุกรุกโดยสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับตำหนักอัสนีสวรรค์ซ้ำอีก จอมยุทธ์กว่างเฉิงที่สิ้นชีพ ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ

สือเถี่ยคือหนึ่งในนั้น นอกจากนี้ ก็ยังมีศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นพบเคราะห์เช่นกัน ขณะนี้ศพล้วนถูกเก็บ ประกอบพิธีฝังไปด้วยกันแล้ว

ทุกคนที่ต่างมีญาติมิตรสหายเก่า บ้างเยอะบ้างน้อย บัดนี้ต่างก็รู้สึกโศกเศร้าอยู่ชั่วขณะหนึ่ง

ซึ่งที่ส่งผลกระทบมากที่สุด สำหรับทั้งสำนักเขากว่างเฉิง ก็ยังเป็นการล่วงลับของสือเถี่ย

ไม่นับซินตงผิงกับผู้อาวุโสหวังที่ถูกขจัดจากสำนัก สือเถี่ยเป็นยอดฝีมือระดับสูงสุดของสำนักเขากว่างเฉิงที่ล่วงลับในเภทภัยครานี้

รวมทั้งคนที่ถูกภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตแทรกซึมกัดกร่อน ครั้งนี้สำนักเขากว่างเฉิงสูญเสียไปไม่น้อย ปราณดั้งเดิมถูกทำลายไปค่อนข้างมาก

เคราะห์ดี หยวนเจิ้งเฟิงและเยี่ยนตี๋เลื่อนขั้นต่อเนื่องกัน อีกทั้งการแกร่งขึ้นของค่ายกลคุ้มกันเขากว่างเฉิงและมหาค่ายกลนภา ทำให้พลังความสามารถทั้งสำนักพัฒนาสูงขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน

อีกทั้งย้อนโจมตีเขตแดนอัคคีพิภพและวายุพิภพที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ยึดครอง ได้รับทรัพยากรจำนวนมาก และชดเชยความเสียหายของเขากว่างเฉิงด้วยเช่นกัน

ซึ่งศัตรูของตน สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับตำหนักอัสนีสวรรค์ ก็เสียหายสาหัสสากรรจ์เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ทำอาวุธศักดิ์สิทธิ์มาตรสุริยันวัดสวรรค์หายไป ขาดทุนจนแทบกระอักโลหิต

พิธีฝังศพอำนวยการโดยเยี่ยนตี๋ ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าสำนัก หยวนเจิ้งเฟิงและยอดฝีมือกว่างเฉิงระดับสูง ล้วนทอดถอนใจ พร้อมกันส่งพวกสือเถี่ยเดินทางครั้งสุดท้าย

ในลูกตาดำทั้งสองเยี่ยนตี๋ทอประกายอักขระยันต์ ขับเคลื่อนมหาค่ายกลนภาหมุนเวียนอย่างเชื่องช้า

ขณะมหาค่ายกลโคจร แสงกระจ่างสายหนึ่งสาดส่องไกลออกไป กอปรขึ้นเป็นฉากภาพลวงแสงสุกสว่างฉากหนึ่ง ราวกับเป็นฟ้าดินอีกชั้นหนึ่ง

ที่นั่นคือมิติต่างแดนแห่งหนึ่ง แตกต่างจากมิติต่างแดนยามเมื่อบุตรบิดาเยี่ยนตี๋และเยี่ยนจ้าวเกอ ประมือเดือดกับซินตงผิงและหยวนเทียนโดยสิ้นเชิง

ในมิติแห่งนี้ ส่องประกายแสงสะท้อนผิวน้ำใสกระจ่างพราวระยับ ราวกับทะเลสาบกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง

ทั่วทั้งมิติต่างแดน ทั่วทั้งโลกใบน้อยๆ ล้วนประหนึ่งทะเลสาบแห่งหนึ่ง

เหล่าศิษย์กว่างเฉิงอันกอปรด้วยเยี่ยนจ้าวเกอ สวีเฟย เฟิงอวิ๋นเซิง ซือคงจิง อิงหลงถูและคนอื่นๆ พลันสีหน้าเคร่งขรึมเคารพ

คณะซ่งเฉาที่รุดขึ้นหน้าเข้าร่วมพิธี ต่างก็เพ่งมองโลกในทะเลสาบนั้นเช่นกัน

หลี่จิ้งหว่านรำพันเสียงเบา “นั่นคือสถานที่ฝังศพของคนในสำนักแต่ละรุ่นเขากว่างเฉิง ทะเลสาบสวรรค์สร้าง…”

ซ่งเฉาผงกศีรษะ “ถูกต้อง”

ธรรมเนียมปฏิบัติของเขากว่างเฉิง ครั้นศิษย์ในสำนักล่วงลับ ร่างไร้วิญญาณสามารถเก็บประกอบพิธีฝังได้ทั้งหมด ฝังไว้ในทะเลสาบสวรรค์สร้างทั้งสิ้น เว้นเสียแต่ตระกูลผู้ตายจะมีคำขอเป็นพิเศษ เฉกเช่นนำกลับตระกูลทำพิธีฝัง เป็นต้น

หลังจากประกอบพิธีฝังคนอื่นๆ แล้ว โลงเย็นใสที่บรรจุสือเถี่ยไว้ ก็ถูกเยี่ยนตี๋ประคองไว้ด้วยตัวเอง มายังโลกภายทะเลสาบ

เขายืนอยู่กลางท้องฟ้าเหนือทะเลสาบกว้างใหญ่ ก่อนจะนำโลงเย็นวางราบไว้ตรงหน้า แล้วพิศดวงหน้าอันสงบเย็นของสือเถี่ยภายใน ขณะเดียวกันก็ไม่เอ่ยวาจาอยู่เนิ่นนาน

บนใบหน้าสือเถี่ยถึงกับยังระคนด้วยรอยยิ้มจางๆ ส่วนหนึ่ง คล้ายกับต้องการจะปลอบโยนหลายส่วน อีกทั้งปลื้มปีติหลายส่วน

ใบหน้าเยี่ยนตี๋นิ่งสงัดดุจน้ำ วาดฝ่ามือผ่านเหนือฝ่าโลงเย็น

เวลานี้ เงาร่างหนึ่งมาถึงยังข้างกายเยี่ยนตี๋ ทว่าเขาไม่ได้ขยับร่าง ด้วยรู้ว่าผู้มาเยือนเป็นผู้ใด

ใบหน้าฟางจุ่นซูบผอมเช่นเคย อากัปกิริยาสุภาพเรียบร้อย เพียงรอยยิ้มที่เคยชินบนใบหน้ายามปกติ บัดนี้กลับไม่เห็นร่องรอย แววตาชะงักนิ่ง

เขายื่นมือออกไป คล้ายกับอยากจะวางฝ่ามือลงบนฝาโลง เฉกเช่นเยี่ยนตี๋

ทว่ายามเมื่อนิ้วมือห่างจากโลงเย็นไม่ถึงหนึ่งนิ้ว มือของฟางจุ่นก็หยุดนิ่งอยู่กลางอากาศไม่ไหวติง คล้ายกับไม่กล้าสัมผัสอยู่บ้าง

เยี่ยนตี๋รำพันเสียงเบา “ศิษย์พี่ใหญ่จะไม่ถือโทษท่านหรอก อาจารย์ ข้า คนอื่นๆ ต่างไม่ได้มีความคิดเช่นนั้น”

สีหน้าฟางจุ่นไม่เปลี่ยน หากแต่เหมือนกับรูปปั้นอย่างไรอย่างนั้น ยืนแน่นิ่งอยู่กลางอากาศ ไม่เอ่ยวาจาสักคำ ไม่ไหวติงสักนิด

ถึงแม้ว่าเหตุอลหม่านภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตจะถูกทำให้สงบลง พวกซินตงผิงก็ถูกประหารชีวิตแล้วเช่นกัน กระนั้นในอีกแง่มุมหนึ่ง ฟางจุ่นรู้สึกว่าตนเองต่างหากที่เป็นต้นเหตุที่แท้จริงของเคราะห์ครานี้

เป็นเขาที่ผลักประตูใหญ่ต้องห้ามบานนั้นคนแรก

แม้ว่าตัวเขาเองจะอาศัยจิตใจเด็ดเดี่ยวแกร่งกล้า ปิดประตูใหญ่ลงอีกหน ทำให้เงามืดที่นพยมโลกพยายามยื่นเข้ามาหาโลกแปดพิภพครั้งแรกต้องหดกลับไปใหม่อีกครั้ง

ทว่าซินตงผิงกลับเหยียบย่ำ ตามรอยวงโคจรที่เขาเคยเดิน เพิ่งจะสืบเท้าก้าวหนึ่งอันราวกับฝันร้ายออกมา

เขากับซินตงผิง ท้ายที่สุดแล้วใครคือผู้สร้างภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตกันแน่ บางครั้งยากอย่างยิ่งจะเอ่ยให้กระจ่าง

ฟางจุ่นมองดูสือเถี่ยที่อยู่ในโลงเย็นตรงหน้า ก่อนจะแลมองศิษย์ใต้สำนักกว่างเฉิงที่หล่นลงสู่ทะเลสาบสวรรค์สร้างเบื้องล่างไปแล้ว ประหนึ่งมีเงาคนที่มากกว่าผุดขึ้นตรงหน้า

นับตั้งแต่ทะเลสาบปิดนภา จนเหตุการณ์ที่เขตยุทธ์เมฆา กระทั่งเคราะห์ที่กว่างเฉิงครานี้

เรื่องสือซงเทา ฟางจุ่นเองก็รับรู้แล้วเช่นกัน ยามนี้ยิ่งมีเพียงความเงียบงัน

เยี่ยนตี๋เอ่ย “อย่าได้จมอยู่กับการคิดแก้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย สิ่งที่ศิษย์พี่ใหญ่อยากเห็นมากกว่าคือกว่างเฉิงไร้ทุกข์”

ฟางจุ่นชักมือกลับ ผงกศีรษะเชื่องช้า หันกายกลับผละออกไป

เยี่ยนตี๋สูดลมหายใจลึกคำหนึ่ง คลายมือที่ประคองอยู่บนโลงเย็น ปล่อยให้มันร่วงลงสู่ด้านล่าง

เงาร่างของสือเถี่ยค่อยๆ เล็กลงและไกลออก โลงเย็นจมสู่ภายในทะเลสาบ ก่อเกิดระลอกคลื่นกระเพื่อมไหว

เขาเพ่งมองดวงหน้าสือเถี่ยที่ค่อยๆ จมหายไปในน้ำ แววตาหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวอยู่ชั่วขณะ

บนปลายยอดเขานภากาศ หยวนเจิ้งเฟิงเผยเห็นใบหน้าเศร้าโศก มองดูเงาร่างของเยี่ยนตี๋และฟางจุ่น กับโลงเย็นใสโลงนั้น

ผู้ที่อยู่ในโลงเย็น คือศิษย์ใหญ่ของเขา ศิษย์คนแรกในชีวิต

ฝ่าลมฝนด้วยกันมานานหลายไป ผ่านเรื่องราวมากมาย ทุกอย่างราวกับเพิ่งเกิดเมื่อวาน


“ราชสีห์ เนื่องด้วยอาการเจ็บของอาจารย์ เนื่องด้วยอาจารย์กระจ่างชัดดี ว่าถ้าหากเข้าฌานจะสามารถมีชีวิตรอดออกมาได้หรือไม่ล้วนยากจะเอ่ย ข้าตั้งใจเลือกเจ้าดำรงตำแหน่งเจ้าสำนักคนใหม่ เจ้ายินดีแบกภาระนี้ไว้หรือไม่?”

“อาจารย์ ศิษย์น้องฟางกับศิษย์น้องเยี่ยน พวกเขาล้วนยอดเยี่ยมกว่าศิษย์”

“คนแรกหัวรุนแรงเกินไป คนหลังก็ปากโป้งเกินไป ถึงแม้จะต่างก็ค่อยๆ สุขุมขึ้นมากโขตามอายุอานามที่เพิ่มขึ้น แต่หากต้องดูแลกว่างเฉิง ล้วนยังจำเป็นต้องขัดเกลา น่าเสียดาย ศัตรูนอกเฉกเช่นสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ อาจจะไม่ได้ให้เวลาพวกเรามากขนาดนั้น”

“อุปนิสัยของศิษย์ คร่ำครึดือรั้นเกินควร เกรงว่าก็ไม่ใช่คุณสมบัติของเจ้าสำนักเช่นกัน ศิษย์เชื่อ ไม่ว่าจะเป็นศิษย์น้องฟางหรือศิษย์น้องเยี่ยน ล้วนจะกลายเป็นเสาหลักของสำนักเราได้ในที่สุด ศิษย์โฉดเขลาเชื่องช้า แต่ก็เต็มใจสละชีวิตเพื่อสำนักเช่นกัน ไม่ว่าจะรับตำแหน่งหน้าที่ใด เวลาใดสถานที่ใดก็ตาม ขอเพียงสำนักต้องการศิษย์ ศิษย์ก็จะลุกขึ้นออกมาอย่างแน่นอน นี่คือภาระหน้าที่อันปฏิเสธไม่ได้”

“ที่พูดมาก็ใช่ นิสัยเจ้าซื่อตรงเกินไป เกรงว่าจะถูกตาเฒ่าหวงกับเฒ่าหัวโล้นเฉิน เหล่าชายชราผู้เจ้าเล่ห์วางแผนสกปรกได้ เอาเถิด ในเมื่อเจ้ายืนกรานไม่ยอม เช่นนั้นก็ดูเสียว่า ‘มังกรซ่อนเงื่อน’ กับ ‘ไร้เทียมทาน’ ผู้ใดจะสามารถสำแดงฝีมือออกมาได้เต็มก่อนก้าวหนึ่ง แบกรับภาระอันหนักอึ้งนี้…”


ครั้นหวนนึกถึงอดีต หยวนเจิ้งเฟิงหลับตาลังด้วยความทุกข์ระทมอยู่บ้าง

ประจันหน้าแข็งชนแข็งกับหวงกวงเลี่ย ประคับประคองเขากว่างเฉิงตระหง่านไปไม่ล่มสลาย หยวนเจิ้งเฟิง ปราชญ์เทียมนภาผู้ซึ่งนามกระฉ่อนโลกแปดพิภพ ผู้ซึ่งย่างเหยียบระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ถวิลหาแม้ยามฝันมานานหลายปี บัดนี้กลับปรากฏเห็นว่าอ่อนแออย่างยิ่ง

ผู้อาวุโสสูงสุดจางคุนและเหอหนิงที่อยู่หลังกายเขาเห็นสภาพการณ์ ต่างก็ทอดถอนใจครั้งหนึ่ง

ศิษย์พี่หยวนที่เป็นเช่นนี้ กาลก่อนพวกเขาเคยเห็นเพียงคราเดียว นั่นก็คือหลังอาจารย์ที่เคารพของหยวนเจิ้งเฟิง จ่านซีโหลว บุรุษเทียมสวรรค์ล่วงลับ

วันนี้กลับได้เห็นอีกครั้ง

“ยามต้องการให้เจ้าลุกยืนออกมา เจ้าบอกว่าเจ้าจะยืนออกมาแน่นอน เจ้าทำได้อย่างที่ว่าไว้จริงๆ ” หยวนเจิ้งเฟิงรำพึงรำพันกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่มีเพียงตัวเองเท่านั้นสามารถได้ยิน “…แต่ว่าเจ้าเด็กโง่ เจ้ายืนหยัดออกมาแล้ว หลังจากมรสุมสงบ เจ้ากลับจากอาจารย์เช่นกัน!”

เยี่ยนจ้าวเกอเข้าร่วมตลอดทั้งพิธี สวีเฟยและอิงหลงถูก็ยืนอยู่ข้างกายเขา

ศิษย์สืบทอดหลักกว่างเฉิงทั้งสอง ถอดชุดคลุมสีน้ำเงินแถบดำที่ปกติสวมอยู่ตลอดเวลาออก เหลือเพียงชุดขาวชั้นหนึ่ง หน้าผากคาดไว้ด้วยผ้าโพกสีขาว

ฮานหลงเอ๋อร์กำลังร่ำไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุด ไม่อาจระงับอารมณ์ได้

ไม่เหมือนเช่นตอนที่บิดามารดาล่วงลับเวลานั้น เขาในตอนนี้สามารถเข้าใจความหมายแฝงของความตายได้แล้ว ชัดแจ้งว่าญาติอีกคนของตนเอง ได้จากตนเองไปแล้ว

ร่างสูงใหญ่ของสวีเฟยประหนึ่งรูปปั้นหิน โอบไหล่ของฮานหลงเอ๋อร์เอาไว้

ใบหน้าของเขาไร้อารมณ์ความรู้สึก ทว่านัยน์ตาพยัคฆ์แดงระเรื่อ ไม่ได้ห้ามปรามฮานหลงเอ๋อร์ให้หยุดร้องไห้สะอื้น เพียงแต่โอบกอดศิษย์น้องของตนเอาไว้แน่น ให้เด็กชายได้มีที่พึ่ง

เยี่ยนจ้าวเกอมองยังสวีเฟย “ศิษย์พี่สวี…”

สวีเฟยสูดลมหายใจลึกคำหนึ่ง สั่นศีรษะพลางกล่าว “วางใจได้ ข้าไม่เป็นไร”

ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยต่อไปอีก เขาแลมองบิดาของตน ส่งอาจารย์ลุงใหญ่สือเถี่ยเดินทางครั้งสุดท้ายเงียบๆ

ในช่วงท้ายของพิธีฝังศพทั้งหมด เส้นทางเชื่อมระหว่างทะเลสาบสวรรค์สร้างกับโลกภายนอกก็ปิดลงอีกครั้ง ตามการควบคุมของเยี่ยนตี๋

เยี่ยนจ้าวเกอและศิษย์สำนักเขากว่างเฉิงคนอื่นๆ ต่างมีสีหน้าท่าทางเคร่งขรึมและเคารพ คำนับทางทะเลสาบสวรรค์สร้างเบื้องหน้าที่ค่อยๆ เลือนหายไปอย่างเป็นจริงเป็นจัง

ซ่งเฉาและคนจากกลุ่มอิทธิพลอื่นที่เดินทางมาเข้าร่วมพิธี ต่างก็กึ่งคำนับพร้อมกัน

พิธีฝังศพสิ้นสุดลง ซ่งเฉาเดินมายังเบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอกับสวีเฟย ถอนใจพลางกล่าว “ทุกท่านโปรดอย่าได้เศร้าโศกเลย”

เยี่ยนจ้าวเกอและสวีเฟยล้วนพยักหน้า ชายหนุ่มมองซ่งเฉา เอื้อนเอ่ยเสียงเบา “ท่านประมุขซ่งมีวาจาใดฝากศิษย์พี่ซ่งมาหรือ?”

“สำนักจัดพิธีศพ ศิษย์พี่ซ่งคงเข้าใจดีเป็นแน่ ตลอดจนตอนนี้ล้วนยังไม่ได้เอ่ยถึง ข้ารู้สึกได้ถึงน้ำใจอย่างเต็มเปี่ยม ถึงแม้ว่าตอนนี้ยังมีขั้นตอนหัวและท้ายอยู่บ้าง แต่พิธีฝังศพโดยหลักๆ นับว่าเสร็จสิ้น หากศิษย์พี่ซ่งมีธุระ สามารถกล่าวมาตรงๆ ทั้งหมดได้ หากต้องการพบท่านพ่อกับท่านอาจารย์ปู่ ข้าก็สามารถเล่าความต้องการของท่านต่อได้เช่นกัน”

ความเศร้าโศกเจ็บปวดในใจคงไม่หายไปรวดเร็วปานนั้น เพลิงโทสะต่อศัตรูยิ่งจะสะสมบ่มเพาะไม่หยุดยั้ง

ทว่าการที่ผู้วายชนได้ล่วงลับไปแล้ว ผู้มีชีวิตต้องอยู่เดินหน้าต่อ ไม่ได้หมายความว่าจะลืมเลือนผู้ที่จากไป ไม่ได้หมายความว่าจะเอาแต่จมอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกแง่ลบยากถอนตัวเพียงอย่างเดียว

บางเรื่องเมื่อมาถึงตรงหน้าแล้ว ในที่สุดแล้วก็ต้องจัดการให้ทันกาลอย่างใจเย็น

มุมานะบากบั่นรุดหน้า เพื่อที่จะไม่สูญเสียไปมากกว่านี้

ซ่งเฉาได้ยินดังนั้น เขาก็ไม่ลังเลอีกต่อไปเช่นกัน พยักหน้ายอมรับอย่างเยือกเย็น หากแต่ต่อจากนั้นก็สั่นศีรษะอีก “ตัวข้าเองมีเรื่องจะขอให้ศิษย์น้องเยี่ยนช่วยเหลือจริงๆ แต่หาใช่เรื่องใหญ่และคับขันไม่ เพียงแต่เอ่ยถึงก่อนพิธีฝังศพ ก็ไม่เหมาะไม่ควรอยู่บ้าง”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ศิษย์พี่พูดตรงไปตรงมาเลยก็ได้”

“สำนักเจ้ากวาดล้างสำนัก ปราบประมุขภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตซินตงผิงราบคาบ ไม่ทราบได้รับสิ่งของอะไรบ้าง?” ซ่งเฉาเอ่ยถาม

“ข้าหมายถึง ของที่ปกติยากยิ่งจะรวบรวม ของเฉพาะถิ่นจากปฐพีพิภพ”

“ศิษย์พี่ซ่งต้องการสิ่งของอะไรอย่างนั้นหรือ?” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยถามด้วยความสงสัยอยู่บ้าง

ซ่งเฉากล่าวอธิบาย “เป็นศิลาวิเศษเฉพาะถิ่นชนิดหนึ่ง มีชื่อว่าศิลาภูตไม่ดับสูญ ผลิตขึ้นเฉพาะที่ปฐพีพิภพ พื้นที่อื่นล้วนหามีไม่ กาลก่อนมีผลิตอยู่ที่ปฐพีพิภพเพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น”

เยี่ยนจ้าวเกอแหงนหน้าขึ้นใคร่ครวญ ในความทรงจำเขา ในบรรดาทรัพย์สินของซินตงผิง คลับคล้ายว่าก็มีสิ่งของนี้อยู่

ซ่งเฉาที่อยู่ข้างๆ กล่าวต่อไปว่า “ข้ายินดีนำของสิ่งอื่น แลกเปลี่ยนศิลาภูตไม่ดับสูญ ส่วนเรื่องราคา ข้าจะให้ศิษย์น้องเยี่ยนพึงพอใจ”

ขอบเขตอำนาจในสำนักเขากว่างเฉิงของเยี่ยนจ้าวเกอในขณะนี้ การจัดการทรัพย์สินที่ยึดมาได้จากซินตงผิงนั้น ย่อมไม่มีปัญหาเลยทั้งสิ้น

อีกทั้งทางฝั่งเมืองทะเลมรกตและวารีพิภพนั้น ยังมีสิ่งของที่เขาต้องการจริงๆ

หากแต่ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงเปิดเผยเป้าหมายของตนเองเร็วเกินไป เยี่ยนจ้าวเกอจึงกล่าวไปว่า “เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญ ตอนนี้ทรัพย์สินของซินตงผิง ท่านพ่อข้าเป็นผู้จัดการ ศิษย์พี่ซ่งสามารถตามข้าไปพบท่านพ่อ อธิบายสถานการณ์”

“แต่ไรสองตระกูลท่านและข้าต่างก็มีสัมพันธ์อันดี หากมีศิลาภูตไม่ดับสูญจริง เช่นนั้นก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร”

ซ่งเฉาผงกศีรษะ “ต้องรบกวนผู้อาวุโสเยี่ยนแล้ว”

ก่อนหน้านี้เขาก็ได้พานพบเยี่ยนตี๋แล้วเช่นกัน ทว่าไม่ได้เอ่ยเรื่องศิลาภูตไม่ดับสูญ บัดนี้พบหน้าอีกหน จึงอธิบายสถานการณ์ทันที

เยี่ยนตี๋ได้รับกระแสปราณจิตราของเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว จึงกล่าวว่า “มีศิลาภูตไม่ดับสูญอยู่จริงไม่ผิด แต่มีจำนวนค่อนข้างจำกัด ไม่ทราบสหายน้อยซ่งต้องการมากน้อยเพียงใด?”

ซ่งเฉาเอ่ยตอบ “สามตารางฉื่อก็เพียงพอขอรับ”

“เช่นนั้นทางสำนักมีจำนวนเพียงพอ สามารถให้สหายน้อยซ่งได้” เยี่ยนตี๋พยักหน้า

“สำนักผ่านเคราะห์ใหญ่ เสื่อมทรุดหนักรอการฟื้นฟู ต้องการทรัพยากรของจำนวนมากอย่างเร่งด่วน แท้จริงแล้วอยากจะแลกเปลี่ยนของกับสำนักท่านมากกว่านี้สักหน่อย ตัวข้าก็หมายมั่นส่งสารผ่านสหายน้อยซ่งไปยังพ่อของเจ้าเช่นกัน”

การแลกเปลี่ยนระหว่างสองสำนักนั้น ก็ไม่ใช่ของอย่างสองอย่างแล้ว หากแต่มากมายหลายชนิด ปริมาณที่ต้องการก็มหาศาลเช่นกัน

ซ่งเฉารีบสำทับ “ข้าจะส่งข่าวกลับเมืองทะเลมรกตทันที”

เยี่ยนตี๋กล่าว “เช่นนี้ยอดเยี่ยมอย่างที่สุด”

เมื่อส่งซ่งเฉากลับที่พำนักที่จัดเตรียมไว้ให้ชั่วคราวแล้ว บุตรบิดาเยี่ยนจ้าวเกอและเยี่ยนตี๋ทั้งสองก็นั่งประจันหน้า

เยี่ยนจ้าวเกอนวดขมับของตัวเอง พลางเอ่ยขึ้นว่า “แทรกของที่ข้าต้องการ ไว้ในรายการสิ่งของของสำนักก็พอ”

“นี่แน่นอนอยู่แล้ว” เยี่ยนตี๋เอ่ยถาม “เจ้าคิดว่า นี่เป็นของที่ซ่งเฉาต้องการเองหรือไม่?”

บุตรชายกล่าวตอบ “ข้าคิดว่าไม่ใช่ซ่งเฉาคนเดียว แต่เป็นไปได้มากกว่าว่าเป็นของที่เมืองทะเลมรกตจะต้องการ”

เยี่ยนตี๋เอื้อนเอ่ย “ซ่งเฉาไม่สะดุดตาเหมือนเจ้าขนาดนั้น เขาเสาะหาสิ่งของอะไร คนจำนวนมากไม่แน่ว่าจะใส่ใจ กลับจะเดินทางมาอย่างปกปิดมากกว่าตั้งรถม้าแลกเปลี่ยนค้าขายเสียด้วยซ้ำไป”

“ผู้คนใต้หล้าล้วนรู้ดีว่าเจ้าสามารถหมุนเวียนใช้ทรัพยากรโดยส่วนใหญ่ของสำนักได้ตามต้องการ เขามาหาเจ้าให้ช่วยเหลือ ติดต่อเป็นส่การวนตัว ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา”

เยี่ยนจ้าวเกอลูบคางพลางเอ่ย “ข้าไม่ได้รับปากเขาไปเลยทันที แต่พาเขามาหาท่าน เขาก็น่าจะรู้ว่าความคิดอาจเปิดเผย ถูกพวกเรามองความจริงออกกระมัง?”

“แน่นอนว่าคิดเช่นนั้นได้” เยี่ยนตี๋กล่าว

ชายหนุ่มเคาะนิ้วบนพื้นโต๊ะด้านข้างเบาๆ “ศิลาภูตไม่ดับสูญ ศิลาภูตไม่ดับสูญ…เมืองทะเลมรกตต้องการของสิ่งนี้ไปทำอะไรเล่า?”

“ถ้าหากคิดไม่ออกว่าในช่วงเวลาอันสั้นนี้ว่าอีกฝ่ายต้องสิ่งใด ต้องการทำอย่างไร กระนั้นลองคิดๆ ดูก็ได้ว่าอีกฝ่ายขาดอะไร ต้างการสิ่งใดเร่งด่วน…” นิ้วเยี่ยนจ้าวเกอที่เคาะบนโต๊ะหยุดนิ่งลง ก่อนจะหันศีรษะไปมองบิดาของตน บุตรบิดาทั้งสองเปิดปาก โพล่งสองพยางค์ออกมาพร้อมกัน

“อาวุธศักดิ์สิทธิ์!”

ถึงแม้ว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะทำมาตรสุริยันวัดสวรรค์หายไปแล้ว ทว่าพลังความสามารถและระดับพลังฝึกปรือของหวงกวงเลี่ยเองกลับพัฒนารุดหน้าขึ้นอีกขั้นได้สำเร็จ

ทางด้านสำนักเขากว่างเฉิง หยวนเจิ้งเฟิงยิ่งผ่าขั้นบรรลุธรรมสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จ กลายเป็นยอดฝีมือระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์อีกคนหนึ่งในโลกแปดพิภพปัจจุบัน ขณะเดียวกันยังมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ชุดคลุมนภาอยู่ในมือ

สำนักเขากว่างเฉิงในตอนนี้ได้แทนที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์เพียงหนึ่งเดียวในโลกแปดพิภพยุคปัจจุบัน ที่มีทั้งจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์รักษาการณ์ ทั้งยังมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์คุ้มกันสำนัก

เป็นหนึ่งในหกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่เช่นกัน สำนักเขากว่างเฉิงกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ กลับล้ำเหนือดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นทั้งสี่ขั้นหนึ่งแล้ว

มีเขากว่างเฉิงจำกัดสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ แน่นอนว่าเมืองทะเลมรกตย่อมผ่อนลมหายใจได้คำหนึ่ง ไม่เช่นนั้นหากให้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ศัตรูคู่แค้นกดอัดทั่วหล้า รวมแปดพิภพเป็นหนึ่งล่ะก็ เมืองทะเลมรกตยอมพร้อมใจไปกระโดดลงทะเล

กระนั้นพันธมิตรสามพิภพนภา ภูผา และวารีที่กาลก่อนแต่ไรมาประหนึ่งพี่น้อง ร่วมกันทำเพื่อประชาราษฎร์ จากนั้นฝ่ายหนึ่งในนั้น พลันมีแนวโน้มเปลี่ยนจากพันธมิตรเป็นผู้นำ นี่จึงยากที่จะไม่ให้อีกสองพิภพไม่ไว้วางใจ

อย่างน้อยก็ยิ่งบีบให้คิดอยากยกระดับพลังความสามารถตนเองเป็นแน่

เยี่ยนจ้าวเกอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “เหตุวุ่นวายของปีศาจอัคคีเหนือทะเลตะวันออก ล้วนยังไม่ได้คลี่คลายโดยสิ้นเชิง ก็กุลีกุจอมาเสาะหาศิลาภูตไม่ดับสูญแล้ว เมืองทะเลมรกตช่างรีบร้อนกับเรื่องนี้เสียนี่กระไร”

สำหรับเมืองทะเลมรกต สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นศัตรูคู่แค้นแต่ไหนแต่ไรมา พลังความสามารถยกระดับขึ้น นับเป็นข่าวร้ายอย่างถึงที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย

ส่วนสำนักเขากว่างเฉิงที่เป็นพันธมิตรพลังความสามารถยกระดับขึ้น มีทั้งส่วนที่เป็นคุณ และก็มีแรงกดดันเช่นกัน

สำหรับตำหนักอัสนีสวรรค์กับสำนักเขาไร้พรมแดน แท้จริงแล้วก็มีปัญหาที่คล้ายคลึงกัน

แม้จะวางตัวเป็นกลาง ดำเนินนโยบายเกาะเดี่ยวเสมอมา หอคลื่นโหมที่ชัยภูมิค่อนข้างอยู่เหนือข้อพิพาท เผชิญหน้ากับสถานการณ์ขาขึ้นที่เห็นได้ชัดว่าเหนือกว่าของสำนักเขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ก็ต้องเสมองเช่นกัน

ขณะเดียวกันที่ต้องการรักษาจุดยืนเป็นกลางเอาไว้ตลอดเวลา เป็นอิสระโดยสิ้นเชิง หากไม่ใช่ไม่มีคุณค่าที่ทำให้ผู้อื่นคอยพะวง ก็เป็นพลังความสามารถที่ทำให้ผู้อื่นไม่กล้าล่วงเกินได้ง่ายๆ

เงื่อนไขแรกหอคลื่นโหมไม่พอใจอย่างแน่นอน

ซึ่งถ้าหากพวกเขาย่ำอยู่กับที่ตลอดเวลา สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับสำนักเขากว่างเฉิงกลับรุดหน้า กระนั้นช้าหรือเร็วเงื่อนไขที่สองก็จะเปลี่ยนเป็นไม่พอใจเช่นกัน

หอคลื่นโหมที่วางตัวเป็นกลางยังเป็นเช่นนี้ ทั้งสามสำนัก เมืองทะเลมรกต ตำหนักอัสนีสวรรค์ และสำนักเขาไร้พรมแดนยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง

หากไม่สามารถตามเขากว่างเฉิงกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้ทัน กระนั้นก็ทำได้เพียงค่อยๆ ตกลงรั้งท้าย ค่อยๆ เสียอำนาจเป็นฝ่ายกระทำ ในสถานการณ์ใต้หล้าของโลกแปดพิภพนี้ ทำได้เพียงไหลไปตามกระแสคลื่นอย่างจำใจ

ส่วนสำนักเขาไร้พรมแดน ความต้องการที่เร่งด่วนที่สุด เหมือนเช่นสำนักเขาไร้พรมแดนก่อนหน้านี้ คือต้องปรากฏยอดฝีมือขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ท่านหนึ่งโดยด่วน

เป็นเช่นนี้แล้วจึงจะควบคุมขวานจามสวรรค์ สามารถหยัดยืนในยุคปัจจุบันได้อย่างภาคภูมิ

ซึ่งสำหรับเมืองทะเลมรกตกับตำหนักอัสนีสวรรค์ การที่สามารถมีจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นอีกย่อมดีที่สุดแน่นอน ไม่เช่นนั้นก็ต้องมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์เป็นของตนเอง!

บนเขากว่างเฉิง เยี่ยนจ้าวเกอพลางหยิบศิลาภูตไม่ดับสูญออกมาจากกระเป๋าย่อส่วน พลางพินิจพิเคราะห์ “หลอมอาวุธศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ”

“ต่อให้เป็นก่อนหน้าวิกฤตการณ์ใหญ่ ที่การหลอมสร้างอาวุธวิเศษและอาวุธศักดิ์สิทธิ์ง่ายกว่าตอนนี้ยิ่งนัก อาวุธศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ใช่ของที่จะได้มาอย่างง่ายดายปานนั้น”

ความยากที่จะได้มาซึ่งอาวุธศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่สองจุด อย่างแรกคือวิธีหลอมสร้าง กระบวนการหลอมมีความยากมหาศาล อย่างที่สองก็คือวัตถุดิบยากอย่างยิ่งจะได้มา

เยี่ยนจ้าวเกอเพ่งพินิจศิลาภูตไม่ดับสูญ “ของเล่นนี้ไม่ใช่วัตถุดิบหลักอย่างแน่นอน น่าจะเป็นวัตถุดิบเสริมที่ค่อนข้างเป็นส่วนสำคัญ”

“มีวัตถุดิบหลักแล้ว จึงจะสามารถกำหนดแบบแผนหลอมสร้างให้แน่นอนได้ หลังจากที่มีแผนการและแนวคิดที่ชัดเจนสำหรับอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของตนแล้ว จึงจะสับเปลี่ยนมารวบรวมวัตถุดิบเสริมได้”

“ดูเหมือนว่า เมืองทะเลมรกตมีวัตถุดิบหลักแล้ว ทว่าไม่รู้ว่าจะเป็นของวิเศษแบบใด?”

ชายหนุ่มลูบคางของตน โลกแปดพิภพในปัจจุบัน วัตถุดิบหลักสำหรับหลอมอาวุธศักดิ์สิทธิ์ โดยส่วนใหญ่สามารถพูดได้ว่าต้องเป็นของวิเศษที่มีเพียงส่วนเดียว และแทบหาไม่ได้จึงจะใช้ได้

เนื่องจากปัญหาในเรื่องฝีมือและแผนการหลอมสร้าง อาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่หลอมออกมาส่วนมากจึงล้วนค่อนข้างสอดคล้องและเหมาะสมกับความลึกซึ้งในวิชาวรยุทธ์ของผู้หลอม

ทว่าโดยทั่วไปแล้ว เรื่องวัตถุดิบหลักถูกจังหวะหรือไม่ ก็สำคัญเป็นอย่างมากเช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น หากเมืองทะเลมรกตใช้ของล้ำค่ายิ่งสายเพลิงชิ้นหนึ่ง หรือของล้ำค่ายิ่งสายดินมาหลอมอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของตน กระนั้นไม่ใช่ใช้ไม่ได้ หากแต่ระดับความยากในการหลอมจะมหาศาลอย่างยิ่งยวด

เยี่ยนตี๋กล่าว “พวกเรากำลังอยู่ในช่วงทุ่มเทพัฒนาไปข้างหน้า คนอื่นๆ แต่ไรก็ไม่ย่ำอยู่กับที่ ทุกๆ คนต่างกำลังยกระดับตัวเอง”

“เจ้าสำนักเขาไร้พรมแดนฉู่เหยียน ได้ยินว่าก็มีความคิดที่จะเข้าฌานอีกครั้งเช่นกัน คิดอยากมุ่งมั่นบ่มเพาะ ทะลวงระดับศักดิ์สิทธิ์”

“จอมยุทธ์ตำหนักอัสนีสวรรค์ นอกจากจะตั้งใจฝึกฝนพัฒนาพลังฝึกปรือตนเองแล้ว ก็กำลังคิดหาวิธีการหลอมอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาตลอดเวลาอย่างแน่นอน อีกทั้งไม่ใช่วันสองวัน รุ่นสองรุ่น หากแต่ทุ่มเทเตรียมการมาโดยตลอด”

“แม้ว่าคิดๆ ดูแล้ว หอคลื่นโหมก็ไม่เคยผ่อนปรนการเสาะหาโอกาสและวัตถุดิบ หลอมสร้างอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองเช่นกัน ต้องการรักษาความเป็นกลางและความเป็นอิสระของตัวเองไว้ ยิ่งแน่วแน่เพียงใด ก็ยิ่งกระจ่างชัดถึงความสำคัญในความแกร่งกล้ายิ่งใหญ่ของตัวเองเช่นกัน” เยี่ยนตี๋เอื้อนเอ่ยอย่างใจเย็น “สำนักเรากับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ตอนนี้นำหน้าอยู่ก้าวหนึ่ง แต่ถ้าหยุดฝีเท้าไม่เดินหน้า ก็จะถึงวันที่ไม่ได้ถือไพ่เหนือกว่าอีกต่อไปในที่สุด”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มฉับพลัน “เช่นนั้นท่านว่า ศิลาภูตไม่ดับสูญนี้ พวกเราจะให้หรือไม่ให้?”

เยี่ยนตี๋ระบายยิ้มออกมาเช่นกัน ชี้นิ้วหาเยี่ยนจ้าวเกอ “ให้ เหตุไฉนไม่ให้เล่า?”

“ใช่แล้ว ไยจะไม่ให้เล่า?” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มพลางเอ่ย “ในที่สุดแล้วตอนนี้คือพันธมิตร มีสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับตำหนักอัสนีสวรรค์เป็นศัตรูร่วมกัน ทั้งต่างไม่ใช่พวกมักสร้างเรื่องยุ่งยาก เมืองทะเลมรกตเองก็น่าจะเข้าใจจุดนี้เหมือนกัน ต่อให้ภายหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร ก็จัดการพวกสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก่อนแล้วค่อยว่ากัน”

“ทุกคนวิ่งไปข้างหน้าพร้อมกัน ทว่าพวกเรายังนำหน้าก้าวหนึ่ง เช่นนั้นไม่มีอะไรให้น่าหวั่นใจ”

เยี่ยนจ้าวเกอตบศิลาภูตไม่ดับสูญเบาๆ “พัฒนาพร้อมกัน ความได้เปรียบของเขากว่างเฉิงข้าเพียงมากขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น”

เยี่ยนตี๋ยิ้ม “เรื่องราวใต้หล้ายากคาดเดา ใครก็ไม่กล้าพูดว่าตนเองจะสามารถยิ้มได้ตลอดไป แต่ว่าออกอุบายกับศัตรู ตามหลักก็ควรเป็นเช่นนี้ ออกอุบายกับพันธมิตร แม้แต่ความมั่นใจเล็กน้อยปานนั้นสำนักเราก็ไม่มีแล้วเช่นกันหรือ?”

บุตรชายแบมือ “แน่นอน ข้อแรกคือพันธมิตรผู้นี้อย่าได้เกิดความคิดผิดแผกไป”

“ซ่งอู๋เลี่ยง ในฐานะจอมยุทธ์ขั้นศักดิ์สิทธิ์ที่อ่อนเยาว์ที่สุดในโลกแปดพิภพในตอนนี้ ย่อมไม่ได้โง่เขลาขนาดนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความอาฆาตระหว่างพวกเขากับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าความขัดแย้งระหว่างพวกเรากับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แม้แต่น้อย” เยี่ยนตี๋กล่าว

ยอดฝีมือระดับศักดิ์สิทธิ์ไม่กี่ท่านที่โลกแปดพิภพในปัจจุบันรับรู้ ล้วนนับรวมหยวนเจิ้งเฟิงที่เลื่อนขั้นใหม่ และจอมมารศักดิ์สิทธิ์หยวนเทียนที่เพิ่งสิ้นชีพไปไว้ด้วย ทั้งหมดมีเจ็ดคน เจ้าเมืองทะเลมรกต จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ทะเลมรกต ซ่งอู่เลี่ยงคือหนึ่งคนที่อ่อนเยาว์ที่สุด

แน่นอนว่าชายหนุ่มผู้นี้ คือการเทียบกับคนระดับหยวนเจิ้งเฟิงและหวงกวงเลี่ย อายุอานามจริงๆ ของซ่งอู่เลี่ยงก็ไม่น้อยแล้วเช่นกัน มากกว่าคนระดับสือเถี่ยและฟางจุ่นอยู่มากโข

ทว่าหากนับตามลำดับอาวุโสอย่างเข้มงวดล่ะก็ แท้จริงแล้วซ่งอู๋เลี่ยงด้อยอาวุโสกว่าพวกเขาหยวนเจิ้งเฟิงรุ่นหนึ่ง ลำดับอาวุโสเดียวกับคนระดับสือเถี่ยและเยี่ยนตี๋

ในอีกทางหนึ่ง ซ่งอู๋เลี่ยงมีบุตรยามชรา อายุของ ‘คุณชายเจ็ดทะเล’ ซ่งเฉาจึงไม่มากแต่อย่างใด

เยี่ยนจ้าวเกอนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ฉับพลัน ก่อนจะมองไปทางเยี่ยนตี๋ “จริงสิ ท่านพ่อ ข่าวที่ทางประมุขตำหนักส่งมานั้น…”

เรื่องที่เขาหมายถึง คือเรื่องที่ตอนแรกมีคำเล่าลือ ว่าเยี่ยนตี๋หาใช่สายเลือดตระกูลเยี่ยนแห่งเกาะนภากลางที่แท้จริงไม่

ถึงแม้ว่าจะถูกเยี่ยนจ้าวเกอใช้อุบายอัสนีบาตปรามไว้ แต่ข้อเท็จจริงเรื่องราวเป็นเช่นไร กลับยากเอื้อนเอ่ยอยู่บ้าง

จดหมายที่ปู่ของเยี่ยนตี๋ทิ้งไว้ คือปัญหาที่ใหญ่ที่สุด

ผ่านการวินิจฉัยของปู่สามเยี่ยนเหวินเจินแล้ว จดหมายนี้เป็นของจริง ไม่ใช่ปลอมขึ้นมาแต่อย่างใด…

อย่างน้อยที่สุด ด้วยสายตาของเยี่ยนเหวินเจิน ก็มองไม่ออกว่าเป็นฉบับปลอม

เมื่อเป็นเช่นนี้ แท้จริงแล้วจึงเรื่องราวกลายเลวร้ายพอสมควร

พูดตามใจนึกคิด อันที่จริงเยี่ยนจ้าวเกอเองไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ ทว่าเยี่ยนตี๋จะมีความคิดเยี่ยงไร ก็ยากเอ่ยแล้ว

เยี่ยนตี๋มองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความสงบนิ่ง “ข้าถือว่าตัวเองเป็นคนของตระกูลเยี่ยน ในตระกูลมีคนนับถือว่าข้าเป็นคนในตระกูล นี่ก็เพียงพอแล้ว”

เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินดังนั้น เขาก็ผงกศีรษะอย่างไร้สุ้มเสียง

“การประลองแห่งจันทราครั้งที่ห้าใกล้เข้ามาแล้ว” เยี่ยนตี๋เอ่ยขึ้นมา

“หนนี้สามารถให้ศิษย์น้องเฟิงเข้าร่วมได้แล้ว นางจำเป็นต้องเรียนรู้จากประสบการณ์การหยิบยืมพลังมงกุฎแห่งจันทราด้วยตัวเองเช่นกัน การประลองแห่งจันทราที่ดำเนินไป จะเสริมเติมประสบการณ์ในการประมือกับสตรีแห่งจันทราคนอื่นๆ” เยี่ยนจ้าวเกอนวดขมับของตนเอง “แต่ว่า ถ้าหากไม่มีเหตุสุดวิสัยใหญ่โต ครานี้ก็ไม่มีความหวังอะไรนัก”

“จากการประมาณการณ์ล่วงหน้าของข้าแต่เดิม ในการประลองแห่งจันทราครั้งที่หก จึงจะเป็นโอกาสในการปลดปล่อยพลังของเฟิงอวิ๋นเซิง หากแต่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ใช้วิชาหยินหยางค้ำจุนบ่มเพาะสตรีแห่งจันทราเช่นกัน ทำให้พลังความสามารถของนางพัฒนาขึ้นอีกก้าว แม้ว่าความพยายามของศิษย์น้องเฟิงจะเหนือคนธรรมดาทั่วไป แต่ระยะเวลาที่ต้องชดเชยความล่าช้าก่อนหน้านี้ ยังจำเป็นต้องอดทนอีกหลายส่วน”

เยี่ยนตี๋ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า “เรื่องนี้มอบอำนาจทั้งหมดให้เจ้าแล้ว ให้เจ้าเป็นผู้รับผิดชอบ ในเมื่อต้องเข้าร่วมการประลองแห่งจันทราครั้งที่ห้า หนนี้เจ้าก็ร่วมเดินทางด้วยเถอะ”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “ข้ามีความตั้งใจเช่นนี้อยู่พอดี”

ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ