311-315

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง คุณชายแห่งปฐพี
บทที่ 311ถึง315
ปลายยอดเขาพายุสะท้าน ลายเส้นแต่ละสายร้อยเข้าด้วยกัน ดูไปแล้วธรรมดาไม่แปลกใหม่ เหมือนกับเด็กใช้ไม้พลองขีดๆ เขียนๆ ไก่เขี่ยไปบนพื้นอย่างไรอย่างนั้น
ทว่าชั่วขณะก่อนหน้ายังไม่เห็นลวดลายส่วนที่แปลกเฉพาะตัวแม้แต่น้อย ชั่วขณะถัดมา บนลวดลายอันธรรมดา ก็ทอแสงขมุกขมัวขึ้น ตามการย่ำเท้าของเยี่ยนจ้าวเกอ
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าช้าๆ แล้วปล่อยออกอย่างช้าๆ เช่นกัน จากนั้นถึงค่อยยกฝ่ามือของตนขึ้น
เขาพลันคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น แล้วจึงฟาดฝ่ามือหนึ่งไปที่กลางลวดลายค่ายกลบนปลายยอดเขาพายุสะท้าน
ค่ายกลเปล่งประกายแสงวาวโรจน์ โคจรขึ้นมาอย่างฉับไว
ระหว่างกลุ่มยอดเขาของเขากว่างเฉิง พลันมีกระแสปราณพิศวงหลากสายพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
กระแสปราณทั้งหมดแบ่งออกเป็นเก้าสาย ภายในกระแสปราณทุกสาย ล้วนมีลำแสงสีแดงสดส่องสว่างวาบวับ แปลกประหลาดไม่อาจคาดเดา
หยวนเจิ้งเฟิงที่กำลังประมือกับหวงกวงเลี่ย บัดนี้แววตาของเขาไหววูบ ในลูกตาดำทั้งสองดวงล้วนปรากฏลวดลายค่ายกลของมหาค่ายกลนภาขึ้น
จากนั้น ลวดลายค่ายกลในลูกตาดำซ้ายเขาก็ค่อยๆ กระจายหายไป
ด้านหลังแผ่นหลังของเขามียันต์ประทับสายหนึ่งส่องแสงสว่างระยับ ซึ่งเป็นผู้อาวุโสเหอทิ้งเอาไว้บนร่างเขา ในตอนที่เพิ่งออกฌานก่อนหน้านี้
ขณะเดียวกับที่ผู้อาวุโสเหอทิ้งยันต์ประทับไว้อีก ก็ส่งกระแสจิตอธิบายสถานการณ์ด้วยความเร็วสูงสุด
ขณะนี้หยวนเจิ้งเฟิงไม่รู้สึกแปลกใจเลยแม้แต่นิดเดียว ขับเคลื่อนพลังชุดคลุมนภา ต่อต้านหวงกวงเลี่ยเต็มกำลัง
หวงกวงเลี่ยรู้สึกเพียงว่าแรงกดดันที่หยวนเจิ้งเฟิงส่งให้ตนเองพลันลดน้อยลง
จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ตะวันเยือน ผู้แก่ชราไปกับการร่อนเร่กลับไม่ได้รู้สึกดีอกดีใจด้วยเหตุนี้แต่อย่างใด หยวนเจิ้งเฟิงเสื่อมทรุดเป็นม้าตีนปลายหรือไม่ เขากระจ่างชัดอย่างยิ่งยวด
หยวนเจิ้งเฟิงเหมือนเช่นเขา ล้วนออกฌานโดยสมบูรณ์ สภาพร่างกายกำลังถึงช่วงขีดสูงสุด ไม่มีปัญหาแม้เพียงเล็กน้อย
พลังอ่อนกำลังลง เพียงเพราะพลังมหาค่ายกลนภา ไม่เสริมหนุนบนร่างของหยวนเจิ้งเฟิงทั้งหมดอีกต่อไป
กระนั้นแล้ว พลังอีกส่วนหนึ่งของมหาค่ายกลนภา ตอนนี้ไปอยู่ที่ใดแล้ว?
บนยอดเขาพายุสะท้าน ลูกตาดำซ้ายของเยี่ยนจ้าวเกอพลันมีแสงสีขาวเปล่งประกาย ในแสงขาวมีแสงทองสามจุดสว่างวาบผ่านไป ชั่วขณะถัดมา ลวดลายค่ายกลของมหาค่ายกลนภาก็ปรากฏอยู่ในลูกตาดำซ้ายเยี่ยนจ้าวเกอ
เขากดฝ่ามือขวาไปบนพื้นดิน มือซ้ายกลับเหยียดออกไปบนท้องฟ้า
ลวดลายค่ายกลที่ปรากฏมหาค่ายกลนภากลางอากาศ ผสานเข้ากับกระแสปราณสีแดงอันพิศวงแต่ละสายที่พุ่งขึ้นจากกลุ่มเขากว่างเฉิงขึ้นสู่ฟากฟ้า ตามที่เยี่ยนจ้าวเกอยื่นมือ
ลวดลายมหาค่ายกลนภาที่เดิมทีส่องสว่างลำแสงสีขาว ค่อยๆ ถูกย้อมทับด้วยสีแดงพิลึกชั้นหนึ่งในชั่วขณะนี้
ในเวลาเดียวกัน เบื้องล่างยอดเขาอรรณพหลังเขา ในหุบเขาผนึกเวหา
ที่แห่งนี้ตระหง่านขึ้นด้วยเจดีย์สูงองค์หนึ่ง
รูปร่างลักษณะของเจดีย์สูง เฉกเช่นเจดีย์สูงองค์นั้น ศูนย์กลางมหาค่ายกลแดนมารก่อนหน้านี้ที่ชักนำนพยมโลกมาเยือน
เพียงแต่เจดีย์สูงองค์นี้กลับไม่ใช่สีทองแต่อย่างใด บนพื้นผิวไม่มีลวดลายค่ายกลสีดำราวกับสายโซ่พันอยู่รอบเช่นกัน อีกทั้งยอดเจดีย์ไม่มีประตูแสงสีแดงอันแปลกประหลาด
ทั่วทั้งเจดีย์สูง แผ่กระจายลำแสงสีแดงหม่นออกมา
เพียงแต่ลำแสงเหล่านี้ หลังจากผ่านการจัดการด้วยวิธีพิเศษของเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว ก็ไม่แผ่กระจายออกมาแต่อย่างใด ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาผนึกเวหาอันมืดมน
เจดีย์สูงสีแดงหม่นนี้ ก็เหมือนเช่นลวดลายค่ายกลก่อนหน้านี้ที่เยี่ยนจ้าวเกอสลักบนยอดเขาพายุสะท้าน และไม่มีพลังปราณใดๆ พรั่งพรูออกมาเช่นกัน
บนเจดีย์สูงสีแดง เงาร่างคนผู้หนึ่งนั่งตัวตรงอยู่ ซึ่งก็คือฟางจุ่น
เขารอคอยอย่างเงียบๆ ตลอดเวลา รอจังหวะบุกโจมตี แม้ว่าในตอนที่อันตรายที่สุดที่ศัตรูบุกเขาเมื่อครู่ ก็ยังคงไร้การเคลื่อนไหวใดๆ เช่นกัน
เวลานี้รับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของเขากว่างเฉิงและมหาค่ายกลนภา ภายในดวงตาทั้งสองของฟางจุ่นก็มีแสงโชติช่วงทอประกาย
ฟางจุ่นเพียงเคลื่อนไหวเรียบง่ายอย่างหนึ่ง นั่นก็คือผุดลุกออกจากเจดีย์สูงสีแดงหม่นองค์นั้น
เจดีย์สูงแดงหม่นที่ก่อนหน้านี้เงียบเชียบไร้สุ้มเสียง ขณะนี้พลันเปล่งแสง ตามที่ฟางจุ่นผุดลุกขึ้นออกไป
กระแสปราณแดงหม่นอันน่าพิศวงทั้งเก้าสายระหว่างกลุ่มเขากว่างเฉิง พลางล่องลอยขึ้นฟ้า ผสานเข้ากับลวดลายมหาค่ายกลนภากลางอากาศ พลางซ่อนเร้นสู่เบื้องล่าง พลางรวมกันอยู่ภายในหุบเขาผนึกเวหาพร้อมๆ กัน
สายโซ่หนาใหญ่ทั้งเก้าสายพุ่งออกไปในอากาศโดยไม่มีที่ยึดเหนี่ยว พันไปบนเจดีย์สูง พร้อมกับแสงแวววาวสีแดงหม่น
เจดีย์สูงสีแดงสั่นสะเทือนดังอื้ออึง ขนาดของมันไม่ได้เพิ่มขึ้น กลับเริ่มค่อยๆ หดเล็กลงด้วยซ้ำ
บนยอดเขาพายุสะท้าน เยี่ยนจ้าวเกอรับผิดชอบสถานการณ์ทั้งหมดเพียงผู้เดียว แหงนหน้าขึ้นทอดมองยังท้องฟ้า
บริเวณนั้น ลวดลายมหาค่ายกล เปลี่ยนเป็นสีแดงทั่วทั้งหมดโดยสมบูรณ์
เยี่ยนจ้าวเกอกำหมัดซ้าย ต่อยออกไปด้านหน้า
รอยประทับยันต์หนึ่งบนหลังมือซ้ายพลันส่องแสงขึ้น นั่นมีต้นตอมาจากรอยประทับมารที่ผนึกประตูนพยมโลกเกาะทรายเอาไว้
ลวดลายมหาค่ายกลนภากลางท้องฟ้าสั่นไหวดังอื้ออึง จากนั้นหล่นลงมาด้วยลำแสงสายหนึ่ง ครอบเยี่ยนจ้าวเกอไว้
ลวดลายค่ายกลยื่นขยายออกไปรอบนอกสายแล้วสายเล่า โดยมีเยี่ยนจ้าวเกอเป็นศูนย์กลาง อักขระยันต์รวมกลุ่มโอบล้อมตัวแล้วตัวเล่า
ลวดลายมหาค่ายกลนภาที่หดเล็กอีกค่าย ปรากฏอยู่ปลายยอดเขาพายุสะท้าน
ค่ายกลสองค่ายหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็ก ก่อตัวเป็นห่วงแสงขนาดมหึมาสองสาย โอบล้อมยอดเขาไว้
วงแหวนแสงสองสาย วงหนึ่งภายในวงหนึ่งภายนอก วงหนึ่งตามเข็ม วงหนึ่งทวนเข็ม หมุนวนในเวลาเดียวกัน
ขณะเดียวกันนั้น กลุ่มเขากว่างเฉิงก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปพร้อมกัน
เจดีย์สูงสีแดงภายในหุบเขากว่างเฉิงหดเล็กอย่างเร็วรี่ ทว่ามหาค่ายกลนภากลางอากาศกลับโคจรถึงขีดสุดในชั่วขณะนี้
ในตอนที่เจดีย์สูงสีแดงสลายไปหมดสิ้น ศูนย์กลางมหาค่ายกลนภาสีแดงหม่น ปรากฏจุดดำเล็กๆ จุดหนึ่งขึ้น
จุดดำนี้โตขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง สุดท้ายกลายเป็นสิ่งที่เหมือนกับอุโมงค์มืด!
ราวกับมุ่งหน้าสู่สถานที่ที่ยังไม่รู้จุดมุ่งหมายและไร้ขอบเขตสิ้นสุด ทว่ากลับมีพลังปราณเขย่าขวัญส่งทอดออกมาจากในนั้น
โดยรอบเขากว่างเฉิง พวกผู่จ้าวจจวินและหลินเทียนเฟิง ล้วนมองดูภาพฉากนี้อย่างตระหนกตกใจ
พวกเขารู้สึกว่าไม่ปกติโดยพลัน อยากถอยออกไป กลับไม่ทันกาลเสียแล้ว
มหาค่ายกลนภาสีแดงหม่นพังทลายลง ส่งเสียงดังกึกก้อง กลายเป็นแสงแดงอันแปลกพิลึกไปทั่วท้องฟ้า ปกคลุมรุกตีเหล่าศัตรูของเขากว่างเฉิง
คนหนึ่งต่อคนหนึ่ง เริ่มตั้งแต่พวกผู่จ้าวจวินและหลินเทียนเฟิง จากเบื้องบนสู่เบื้องล่าง จอมยุทธ์ทั้งหมดของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และตำหนักอัสนีสวรรค์ที่มายังที่แห่งนี้ ทั้งมวลล้วนถูกแสงสีแดงครอบคลุมไว้ จากนั้นร่างกายก็ลอยไปทางอุโมงค์นั่นโดยไม่ได้ตั้งใจ!
ผู่จ้าวจวินร้องตะโกนด้วยความร้อนรน ฝ่ามือทอแสงโชติช่วงไร้ที่สิ้นสุด แท่นบูชาฟ้าค่ายกลยันต์ตั้งขึ้น ตะวันแปดดวงปรากฏ สำแดงเคล็ดวิชาลับแสงสว่างไสวสาดส่อง ขาวโพลนทั่วหล้า
หลินเทียนเฟิงแค่นเสียงโกรธเกรี้ยว ทั่วสรรพางค์กายเปล่งแสงสายฟ้าวาบวับ แท่นบูชาฟ้าค่ายกลยันต์สายฟ้าม่วงแกมน้ำเงินควบแน่นตั้งตระหง่าน สำแดงดาบราชันอัสนีเก้าทบ สุดยอดวิชาของตำหนักอัสนีสวรรค์ สายฟ้าเต็มไปทั่วนภาฟาดทลายตามอำเภอใจ
พานป๋อไท่ที่ถูกเยี่ยนตี๋อัดจนเจ็บสาหัส ยามนี้ก็กระเสือกกระสนขับเคลื่อนพลังตนเองเช่นกัน ต้องการต้านทานการฉุดลากของค่ายกลอันแปลกประหลาดตรงหน้า
มหาปรมาจารย์ขั้นบรรลุธรรมตำหนักอัสนีสวรรค์ที่ประมือกับผู้อาวุโสเหอคนนั้นออกแรงทั้งหมด ตั้งจิตคุ้มครองวิถีวรยุทธ์ขึ้น สะเทือนฟ้าสะท้านดินเช่นกัน
พวกเยี่ยนตี๋ ผู้อาวุโสเหอ และยอดฝีมือเขากว่างเฉิงคนอื่นๆ อยู่ภายในแสงสีแดง กลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ยามนี้เปิดฉากรุกโจมตี สังหารศัตรูราบคาบทีละคนๆ
เดิมทีพวกผู่จ้าวจวินและหลินเทียนเฟิงก็กำลังพยายามต้านทานแสงแดงสุดกำลัง เวลานี้ถูกรุกตีซ้ำอีก ฉับพลันนั้นหมดแรงต่อต้าน ถูกลากเข้าสู่อุโมงค์ดำราวกับสายฟ้าแลบ
ครั้นสัมผัสได้ถึงพลังปราณอันน่าพรั่นใจในนั้น ฝูงชนล้วนโห่ร้องประหลาดใจ “…นพยมโลก?!”
แสงสีแดงนั่น ยังกระโจนไปทางหวงกวงเลี่ยที่อยู่กลางอากาศ!
หวงกวงเลี่ยแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง ต้องการโจมตีแสงแดงให้ถอยกลับไป ทว่าหยวนเจิ้งเฟิงโจมตีมาด้วยฝ่ามือ ครั้นหวงกวงเลี่ยเบนความสนใจ ฉับพลันนั้นก็ถูกแสงแดงฉุดเอาไว้!
คิดอยากดิ้นให้หลุดพ้น ข้างๆ กลับมีหยวนเจิ้งเฟิงบุกโจมตีราวกับเคลื่อนภูเขาถมทะเลสกัดไว้ ทำให้เขาหมดทางจดจ่อตอบโต้การแปรผันของมหาค่ายกลนภาที่เยี่ยนจ้าวเกอขับเคลื่อนโดยสิ้นเชิง
ขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์น่าเกรงขาม มีอาวุธศักดิ์สิทธิ์อยู่ในมือ ขณะนี้หวงกวงเลี่ยก็ทำได้เพียงถูกดูดไว้อย่างเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
ชั่วประเดี๋ยวเดียว อุโมงค์ดำก็ประชิดใกล้!
ในดวงตาทั้งสองดวงของหวงกวงเลี่ยฉายเพลิงโทสะท่วมท้นวาบ
สัมผัสถึงพลังปราณน่าพรั่นพรึงภายในอุโมงค์นั่น เขากัดฟัดกรอด มองมาตรสุริยันวัดสวรรค์ในมือแวบหนึ่ง
ท่ามกลางเสียงคำรามคลั่งสะท้านฟ้า หวงกวงเลี่ยปล่อยมาตรสุริยันวัดสวรรค์ของตนลง!
ขณะที่แสงทองทอประกายบ้าคลั่ง แสงวาวโรจน์สีแดงที่คลุมครอบหวงกวงเลี่ยเอาไว้ และหยวนเจิ้งเฟิงที่รุกดาหน้าเข้ามา ล้วนโดนสั่นไหวจนร่นถอย
หวงกวงเลี่ยแปลงกายเป็นแสงทอง ชั่วพริบตาเดียวออกไปไกลลิบ
นัยน์ตาของเขาทั้งสองแดงก่ำ ครั้นเหลียวกลับมอง ก็แลเห็นมาตรสุริยันวัดสวรรค์ ของล้ำค่าป้องกันสำนักอันตกทอดจากบรรพบุรุษสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ อาวุธศักดิ์สิทธิ์ล้ำค่าที่สุดที่มีเพียงหยิบมือในโลกแปดพิภพ ขณะที่มันสะเทือนเลื่อนลั่น ก็ยังคงถูกดูดเข้าไปในอุโมงค์ดำนั่น ถูกส่งไปยังนพยมโลกในตำนาน!
เหนือท้องฟ้าเขากว่างเฉิง การโคจรของมหาค่ายกลแดงหม่นอันพิลึกพิลั่น เวลานี้คล้ายกับแปรเปลี่ยนเป็นโรงฆ่าสัตว์ที่คาวเลือด
อุโมงค์ดำกลางท้องฟ้า ราวกับเครื่องบดเนื้อ ราวกับโม่หิน ราวกับสัตว์ยักษ์กลืนฟ้าอ้าปากกว้าง
ผู่จ้าวจวืน พานป๋อไท่ หลินเทียนเฟิง…
จอมยุทธ์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และตำหนักอัสนีสวรรค์ ถูกส่งไปฝังร่างในนี้คนแล้วคนเล่า!
อุโมงค์ดำอันบ้าระห่ำกลางท้องฟ้านั่น ไม่เพียงเชื่อมไปยังนพยมโลกอันน่าหวาดผวาเท่านั้น มิติที่บิดเบี้ยวยังก่อตัวเป็นพลังทำลายล้างมหาศาล
จอมยุทธ์ที่ถูกม้วนเข้าไปในนั้น มีร่างของหลายคนขณะเข้าใกล้อุโมงค์ดำ ก็ถูกมิติที่แยกออกฉีกร่างกระจุย!
ผู้อาวุโสเก่าแก่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์พานป๋อไท่ที่เจ็บสาหัสแล้ว ส่งเสียงตะคอกเดือดดาลสะท้านฟ้าออกมา “เยี่ยนจ้าวเกอ! เยี่ยนตี๋!”
ท่ามกลางเสียงแผดก้องเดือดดาล ร่างกายครึ่งท่อนของเขาถูกอุโมงค์ดำกลืนมิด ทว่ามิติบังเกิดความบิดเบี้ยวซ้อนกันเป็นจีบ
ร่างกายพานป๋อไท่บาดเจ็บไร้กำลังต่อต้าน เรือนกายถูกพลังมิติน่าพรั่นใจสะบั้นเอวโดยพลัน!
มหาปรมาจารย์ขั้นบรรลุธรรมพานป๋อไท่ผู้ซึ่งรุ่นอาวุโสเดียวกันกับพวกหวงกวงเลี่ยและหยวนเจิ้งเฟิง ท่องยุทธจักรนานแรมปี ร่วงโรยอยู่ในมิติโดยพลัน!
ผู่จ้าวจวินผู้ซึ่งเป็นผู้นำเจ็ดสุริยันรุ่นนี้ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ หลินเทียนเฟิงแห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ ยังมีผู้อาวุโสเก่าแก่ท่านหนึ่งของตำหนักอัสนีสวรรค์ ก็ถูกม้วนเข้าสู้ภายในอุโมงค์ดำไปพร้อมกัน
มหาค่ายกลสีแดงหม่นน่าหวาดหวั่นกลางท้องฟ้า กับอุโมงค์ดำนั่นในชั่วขณะนี้ ยึดจิตดูดวิญญาณ ก่อการสังหารหมู่ศัตรูที่รุกรานกว่างเฉิง ส่งไปฝังศพหมดสิ้น
ในอุโมงค์ดำ แสงสีทองจุดหนึ่งผลุบๆ โผล่ๆ ดิ้นรนไม่หยุดยั้ง ซึ่งก็คืออาวุธศักดิ์สิทธิ์ มาตรสุริยันวัดสวรรค์นั่นเอง
กระนั้นบัดนี้มาตรสุริยันวัดสวรรค์เสียการควบคุมจากเจ้าของไป แม้พลังจะแกร่ง ทว่ากลับก็ค่อยๆ ถูกม้วนไปโดยสมบูรณ์ในที่สุดเช่นกัน ไม่เห็นร่องรอยอีก!
หวงกวงเลี่ยดิ้นรนหลุดพ้นมาจากการปกคลุมของแสงโชติช่วงมหาค่ายกลสีแดงหม่น เขาเหินบินออกไปไกลลิบ ก่อนจะหันศีรษะกลับทอดมองไปยังอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของตน ที่ขณะนี้โดนอุโมงค์ดำกลืนกินหมดสิ้นในที่สุด
จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ตะวันเยือนในขณะนี้ ปราณแล่นปราดสู่ยอดศีรษะ จนแทบอยากกระอักโลหิต
มาตรสุริยันวัดสวรรค์ ของล้ำค่าของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เขามีส่งทอดมานานหลายปี เป็นสัญลักษณ์ของสำนักเสมอมา และก็เป็นที่พึ่งสำคัญที่ประจักษ์ทั่วหล้าของสำนักเช่นกัน
ในยามที่ภายในสำนักไม่มีจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ หรือเฉกเช่นยามที่ก่อนหน้าหวงกวงเลี่ยเขาจะเข้าฌาน ก็เป็นมาตรสุริยันวัดสวรรค์ประคองสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ไว้ไม่ให้ล่มสลาย ผูกมัดชื่อเสียงอันเลืองลือไม่ให้เสื่อมลง และสู้รบปรบมือกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ
แม้สำนักจะอ่อนแอลงชั่วขณะ แต่ก็ยังมีรากฐานพอที่จะไม่ให้คนอื่นกล้ารุกราน
เฉกเช่นชุดคลุมนภาของเขากว่างเฉิง และขวานจามสวรรค์ของเขาไร้พรมแดน
ซึ่งสาเหตุที่หลายปีมานี้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ยึดอันดับหนึ่งในบรรดาดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของโลกแปดพิภพอย่างมั่นคง ก็เป็นเพราะมีจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์หวงกวงเลี่ย กับอาวุธศักดิ์สิทธิ์มาตรสุริยันวัดสวรรค์ดำรงอยู่ด้วยกัน เป็นหนึ่งลำพังในโลกแปดพิภพก่อนหน้านี้ สามารถล้ำเหนือดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นได้เต็มตัวสมปรารถนา
หวงกวงเลี่ยกักตนเข้าฌานอย่างขื่นขมแรมปี ก่อนหน้าสงครามถังตะวันถูกเขากว่างเฉิงบุกตอบโต้อัคคีพิภพ ล้วนอดกลั้นอย่างหนักไม่ได้ออกฌาน
เมื่อครานี้ทะลวงด่านกั้นออกมา บำเพ็ญเพียรเป็นไปได้ด้วยดี ระดับพลังฝึกปรือรุดหน้าขึ้นอีกขั้นได้สำเร็จ อำนาจชื่อเสียงลือลั่นอย่างแท้จริง ทำให้ทั่วทั้งโลกแปดพิภพต้องเหลือบตามอง
แม้แต่ตำหนักอัสนีสวรรค์พันธมิตรแต่เดิม ล้วนเริ่มรู้สึกไหวหวั่น
ครั้นหวงกวงเลี่ยเริ่มบุกรุกเขากว่างเฉิง สาเหตุที่เขาไม่ได้ใช้มาตรสุริยันวัดสวรรค์ ประการหนึ่งเป็นเพราะคาดการณ์เวลาออกฌานของหยวนเจิ้งเฟิงผิดไป อีกทั้งยังมีความมั่นใจในตนเองเต็มเปี่ยม
อีกประการหนึ่ง นั้นเพื่อสยบตำหนักอัสนีสวรรค์และเขาไร้พรมแดน
หวงกวงเลี่ยพกมาตรสุริยันวัดสวรรค์ขึ้นเหนือยังนภาพิภพมาด้วยครานี้ เสมือนตะวันลอยเวหาจริงๆ พลังแผ่กระจายหมื่นลี้ประดุจพยัคฆ์ ราวกับจะขจัดใต้หล้าก็ไม่ปาน
สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่แต่ไรเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งในโลกแปดพิภพปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นพลังความสามารถหรืออิทธิพลชื่อเสียง ล้วนพุ่งสูงขึ้นอยู่ตรงนี้
สำนักเขากว่างเฉิงที่เป้าหมายอันดับหนึ่งยังเป็นการที่เจ้าสำนักกักตนเข้าฌาน ขณะเดียวกันก็เพิ่งประสบหายนะ
สงครามเดือดยังคงไม่ได้เริ่มต้น ผลสุดท้ายก็คล้ายว่ากำหนดไว้แล้ว
จวบจนต่อมาหยวนเจิ้งเฟิงประสบผลสำเร็จทะลวงด่านขวางกั้นออกมา เผยพลังความสามารถอันน่าตื่นตะลึงให้เห็นมากขึ้น หวงกวงเลี่ยเองก็ความมั่นใจเต็มเปี่ยม
อย่างมากเพียงแค่เสียใจอยู่บ้าง ที่ความได้เปรียบของฝ่ายตนไม่เด่นชัดขนาดนั้นอีกต่อไป
ทว่าแม้จะไม่อาจยึดสำนักเขากว่างเฉิงได้ ตนเองกับเหล่าฝูงชนใต้บัญชาสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ก็สามารถถอยกลับได้เต็มตัว ดำเนินการกดดันอยู่รอบนอก บีบบังคับพวกหยวนเจิ้งเฟิงให้ไม่กล้าออกจากประตูสำนักเขากว่างเฉิง ไม่กล้าออกห่างจากมหาค่ายกลนภา
ทำเช่นนี้แล้ว เกาะอื่นทั้งสี่ของนภาพิภพยกเว้นเกาะนภากลาง รวมทั้งดินแดนของวายุพิภพ สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ล้วนสามารถเก็บเข้าถุงกระเป๋า ควบตะบึงไปได้
หากแต่หวงกวงเลี่ยไม่ว่าอย่างไรก็คิดไม่ถึง ว่าท้องฟ้าจะปรากฏค่ายกลมฤตยูอันน่าตื่นตะลึง
หากไม่ใช่เขารับมือได้ทันท่วงที และเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด แม้แต่ตัวเขาเองอาจล้วนโดนอุโมงค์ดำนั่นดูดเอาไว้
ตอนนี้แม้ตนเองจะหลีกพ้นแล้ว ทว่ายอดฝีมือสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากที่มาเยียบเขากว่างเฉิงในครานี้ ดับสิ้นทั้งกองทัพ
ซ้ำยังเสียมาตรสุริยันวัดสวรรค์อันล้ำค่าถึงที่สุดของสำนักไป!
ชั่วขณะนี้ หวงกวงเลี่ยถึงขั้นรู้สึกว่าเขาไม่รู้จะอธิบายกับปฐมาจารย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แต่ละยุคในอดีตอย่างไรดี
ในอีกความหมายหนึ่งคือ หวงกวงเลี่ย กับหยวนเทียนที่ก่อนหน้านี้มาเหยียบประตูสำนักเขากว่างเฉิง ทำผิดพลาดเหมือนกัน ถึงขั้นก่อเกิดความพ่ายแพ้สูญสิ้น
จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสอง ในฐานะผู้ที่ระดับสุดยอดที่สุดในโลกแปดพิภพยุคปัจจุบัน และล้วนท่องยุทธจักรมาอย่างโชกโชน ก่อนหน้าที่จะปฏิบัติการ ต่างก็จะเหลือกลเม็ดไว้บ้าง ป้องกันเกิดเหตุไม่คาดฝันฉับพลัน
กระนั้นเหตุสุดวิสัยที่พวกเขาเผชิญ เหนือความคาดคิดอย่างแท้จริง ยากคาดการณ์ล่วงหน้า
ด้วยเหตุนี้ทั้งสองจึงล้วนเกิดโศกนาฏกรรม
หวงกวงเลี่ยถึงแม้จะปล่อยมาตรสุริยันวัดสวรรค์ทิ้งไป ส่วนตนเองพยายามสลัดให้พ้น ทว่าหยวนเจิ้งเฟิงกลับหาได้ปล่อยเขาไปไม่
โจมตีกระบวนท่าฝ่ามือนภากว่างเฉิงท่าหนึ่งมาดังอื้ออึง หวงกวงเลี่ยยังไม่ทันได้ตั้งมั่น ทำได้เพียงพยายามต้านทาน
กระนั้นหลังจากหยวนเจิ้งเฟิงโจมตีด้วยฝ่ามือ ก็ต่อด้วยดาบหนึ่งทันที!
ด้านหลังฝ่ามือนภากว่างเฉิง ตามติดด้วยดาบนภาไร้จำกัด
หวงกวงเลี่ยร้องตะโกนเดือด โซเซถอยไม่เป็นกระบวน หนีออกไกลลิบ ไม่หยุดอยู่กับที่อีก
จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ตะวันเยือนออกฌานโดยสมบูรณ์ ปรารถนาการต่อสู้แรกทำลายล้างใต้หล้า ย่ำเท้าลงเขากว่างเฉิงแพ้พ่ายหัวร้างข้างแตก
หยวนเจิ้งเฟิงไม่ได้เร่งไล่ตามไป สืบเท้าบนโลก เส้นสายตามองยังอีกทิศทางหนึ่ง “พวกท่านทั้งสองว่าอย่างไร?”
ที่นั่นมีสองลมปราณที่แก่กล้าอย่างยิ่งดำรงอยู่ ระหว่างทั้งสองฝ่ายเดิมกำลังระแวดระวังหยั่งเชิง ทว่าบัดนี้กลับเบนความสนใจไปอยู่บนอุโมงค์ดำอันน่าพรั่นพรึงบนท้องฟ้าเหนือเขากว่างเฉิงนั่น
ตามที่หลังจากฝังศพฝูงชนสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับตำหนักอัสนีสวรรค์แล้ว ในที่สุดอุโมงค์ดำน่าพรั่นพรึงนั่น ก็เริ่มเลือนหายไปอย่างเชื่องช้า
“หยวนเจิ้งเฟิง…” เสียงทุ้มต่ำดุจสายฟ้ากระหน่ำเสียงหนึ่งทอดส่งมา “เขากว่างเฉิง อุบายนี้ช่างเล่นได้งดงามจริงๆ!”
หยวนเจิ้งเฟิงเพ่งมองทิศทางที่เสียงทอดส่งมาอย่างเงียบๆ “เฉินลี่ ตำหนักอัสนีสวรรค์เจ้าคิดมาเอาเปรียบเขากว่างเฉิงข้า ก็ควรลงสนามต่อสู้อย่างคาดไว้ด้วยว่าอาจปราชัย”
พลังปราณของจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์สายฟ้าสีเขียวสั่นคลอน สะเทือนฟ้าดินไปทั้งสี่ทิศ ในนั้นมีเพลิงโทสะที่ระงับไว้ไม่อยู่ “เหอะ อุโมงค์ดำนั่น เป็นทางสัญจรเขตแดนที่ย้อนกลับ ในนั้นเชื่อมไปยังนพยมโลกกระมัง?”
“เขากว่างเฉิงเจ้ามีความเกี่ยวข้องภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตและนพยมโลกจริงๆ ด้วย! หอคลื่นโหมเองก็รับพวกเจ้าไม่ได้ ผู้อาวุโสโม่ ปราชญ์ภาพวาดเองก็จะไม่นั่งดูเฉยๆ อีกแน่!”
“หยวนเจิ้งเฟิงเจ้าสำเร็จขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว สามารถต้านทานคนทั่วหล้าได้หรือ?”
เฉินลี่เอ่ยเสียงทุ้ม “ฉู่เหยี่ยน เขาไร้พรมแดนเจ้าว่าอย่างไร?”
ฉู่เหยียน ‘เหยี่ยวบรรพตเหนือ’ เจ้าสำนักเขาไร้พรมแดนรุ่นปัจจุบัน ผู้ควบคุมขวานจามสวรรค์นิ่งเงียบไม่พูด พลังปราณเปี่ยมพลังของขวานจามสวรรค์สั่นไหวเล็กน้อย ทว่ากลับไม่ได้เผยเจตนาอันเป็นปฏิปักษ์ต่อเขากว่างเฉิงแต่อย่างใด เพียงแค่หวาดกลัวประตูย้อนกลับยังนพยมโลกที่ปรากฏบนท้องฟ้าเมื่อครู่เท่านั้น
หยวนเจิ้งเฟิงหัวร่อเหอะๆ พลางกล่าว “เฉินลี่ เจ้าคลุกคลีกับตาเฒ่าหวงนานแล้ว ยังติดนิสัยแย่ๆ ที่ชอบเที่ยวชี้นิ้วตัดสินคนอื่นของเขามาด้วย”
เฉินลี่เอื้อนเอ่ยด้วยความเยือกเย็น “การโคจรของมหาค่ายกลคุ้มกันเขาของเขากว่างเฉิงเจ้า เปิดออกเป็นเส้นทางไปยังนพยมโลกอย่างคาดไม่ถึง นี่ไม่อาจเล่นลิ้นได้”
บนยอดเขาพายุสะท้าน เยี่ยนจ้าวเกอช้อนสายตาขึ้นทอดมองฟากฟ้า ยลมหาค่ายกลนภาบนปลายยอดเขาตนที่เปลี่ยนจากสีแดงหม่นเป็นสีขาวใหม่อีกหน พลางรำพันอย่างเชื่องช้าว่า “ประมุขตำหนักเฉินเข้าใจผิดแล้ว ในส่วนที่เหลือจากการทำลายล้างภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต เพื่อที่จะขัดขวางไม่ให้นพยมโลกมาเยือน สำนักข้าพยายามเต็มกำลัง สุดท้ายอาศัยมหาค่ายกลคุ้มกันเขาของสำนักจึงจะสามารถผนึกประตูมาเยือนของนพยมโลกไว้”
“เพียงแต่ทำเช่นนี้แล้ว ทำให้มหาค่ายกลคุ้มกันเขาของสำนักข้ารับภาระหนักอย่างยิ่ง ถ้าหากยังได้รับการโจมตีจากศัตรูนอกอีกล่ะก็ เช่นนั้นย่อมยากเลี่ยงรับภาระหนักเกินจะทนไหว ก่อเกิดความเปลี่ยนแปลงเมื่อสักครู่ ผลเช่นนี้พวกข้าเองก็แปลกใจยิ่งเช่นกัน เคราะห์ดี ทางสัญจรนั้นย้อนกลับ”
“สำนักข้าเสียสละอย่างมากจริงๆ ด้วยอันตรายที่สำนักแบกรับไว้แทนโลกแปดพิภพเป็นมหันตภัยอันใหญ่หลวง”
“เพื่อแปดพิภพ เพื่อโลกมนุษย์ เป็นหน้าที่อันพึงปฏิบัติที่สำนักกว่างเฉิงข้าไม่อาจบอกปัดได้ และก็ไม่คาดหวังการตอบแทนคุณอะไร เพียงแต่หวังว่าทุกท่านจะคิดตรงกัน สามารถเห็นใจได้สักหน่อย”
“อย่างน้อย ก็อย่ามาแตะต้องมหาค่ายกลนภาของสำนักข้า หาไม่แล้วผู้ใดก็ไม่อาจรับประกันได้ว่ายังจะบังเกิดเรื่องอะไรอีก”
“และก็ถือว่าทุกคนร่วมมือร่วมใจ ต่อต้านหายนะนพยมโลกร่วมกัน”
เยี่ยนจ้าวเกอพูดจาเอื่อยเฉื่อย ทว่าความหมายในวาจา กลับไม่ได้เกรงใจแต่อย่างใด
ไม่เพียงสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ คนที่ยิงผลพลิกตะวันก่อกวนมหาค่ายกลนภา ตอนเหตุอลหม่านจากภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตก่อนหน้านี้ นอกจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แล้ว ตำหนักอัสนีสวรรค์ก็เข้ามาเอี่ยวด้วยเช่นเดียวกัน
หากไม่ใช่เพื่อเตรียมป้องกันขวานจามสวรรค์ของเขาไร้พรมแดน ประมุขตำหนักอัสนีสวรรค์เฉินลี่ท่านนี้ เกรงว่าก็คงย่ำขึ้นมายังเขากว่างเฉิงเช่นกัน
พวกหลินเทียนเฟิงแม้จะสิ้นใจ ทว่าเพลิงโทสะของทั้งเขากว่างเฉิงที่มีต่อตำหนักอัสนีสวรรค์นั้น ไม่น้อยไปกว่าที่มีต่อสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เท่าใดนัก
“เฉินหัวล้าน หากยึดตามที่พวกเจ้ากล่าวเช่นนี้ล่ะก็ ในความคิดข้า พวกเจ้าตำหนักอัสนีสวรรค์กับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ต่างหาก ที่เป็นไส้ศึกของนพยมโลก” หยวนเจิ้งเฟิงสวมทับด้วยชุดคลุมนภา สืบเท้าออกมา เดินไปทางทิศทางที่เฉินลี่อยู่ “สำนักข้าทำสงครามหลั่งเลือดกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต สุดท้ายปราบพวกมันราบคราบ หนำซ้ำยังขัดขวางการมาเยือนเขากว่างเฉิงข้า และโลกแปดพิภพของนพยมโลกได้สำเร็จ ”
“ในระหว่างสงครามเดือด ตำหนักอัสนีสวรรค์ของเจ้ากับสำนักสุริยันศักดิ์สิท ธิ์ก่อกวนมหาค่ายกลนภาของสำนักข้าด้วยกัน”
“หลังเกิดเรื่องยังร่วมมือกันโจมตีเข้ามาถึงประตู จะแก้แค้นแทนภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตอย่างนั้นหรือ? จะสานต่อภารกิจที่พวกมันยังทำไม่สำเร็จ ทำให้นพยมโลกมาถึงอย่างนั้นหรือ?”
เฉินลี่แค่นเสียงเย็น พริบตาเดียวพลังปราณแล่นออกไปไกล
ผู้อาวุโสเก่าแก่ท่านหนึ่ง ผู้อาวุโสสูงสุดท่านหนึ่ง บุคคลระดับสำคัญของตนทั้งสอง แม้แต่ยอดฝีมือคนอื่นๆ จำนวนมาก ก็เปลี่ยนทิศทางที่เขากว่างเฉิงพร้อมกัน
หมดทางแก้แค้นไม่เอ่ยถึง ตนเองยังต้องร้อนรนหลีกหนี
จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์สายฟ้าสีเขียวท่านนี้ อึดอัดในใจเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ยากที่จะรู้ว่าผลลัพธ์เป็นเช่นไร
หากแต่ขณะนี้ เขาอดไม่ได้ที่เขาจะไม่ถอยไป
บางเรื่อง อย่าได้กล่าวว่าเฉินลี่รู้ดีอยู่แก่ใจ แต่ไรไม่เคยลืมเลือน แม้เขาจะหลงลืมชั่วขณะ เมื่อครู่หยวนเจิ้งเฟิงต่อสู้กับหวงกวงเลี่ย ก็สามารถทำให้เขาหวนนึกขึ้นมาได้เช่นกัน
เวลาผ่านพ้นไปไม่นานนัก ‘หัตถ์เทียมนภา’ หยวนเจิ้งเฟิง ก็เป็นผู้ที่เหนือที่สุดในบรรดารุ่นอาวุโสเดียวกันกับตน
ถึงแม้จะไม่ได้รับการขนานนามว่าไร้เทียมทานเฉกเช่นศิษย์ของเขา เยี่ยนตี๋ หรือแม้กระทั่งล้ำเหนือคนรุ่นเดียวกัน อยู่สูงมองลงต่ำชั่วชีวิต ทว่าหยวนเจิ้งเฟิงในปีนั้น ก็เคยสร้างตำนานเป็นของตัวเองเช่นกัน
เมื่อย่างเหยียบสุดขั้นมหาปรมาจารย์ ขั้นบรรลุธรรม หยวนเจิ้งเฟิงล้วนเร็วกว่าคนอายุเท่ากันเฉกเช่นหวงกวงเลี่ย เฉินลี่ หยวนเทียน และซินตงผิง ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงซ่งอู๋เลี่ยงและอันชิงหลินที่อายุน้อยกว่าเล็กน้อย
ปีนั้น ทุกคนต่างยังเยาว์วัย ยุคสมัยนั้นที่ชื่อเสียงเพิ่งจะลือเลื่องขึ้นมาอย่างเร็วไว หยวนเจิ้งเฟิงเป็นคนคนนั้นที่ยอดเยี่ยมที่สุด และก็เป็นคนที่ได้รับการดูแลอย่างดีท่ามกลางคนรุ่นอาวุโสเดียวกัน มีความเป็นไปได้มากที่สุด รวดเร็วที่สุดที่จะประสบสำเร็จขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์
เพียงเพราะอาการเจ็บเดิมในอดีต หยวนเจิ้งเฟิงจึงหยุดนิ่งอยู่ที่ขั้นบรรลุธรรมเสมอมา ภายหลังถึงมีหวงกวงเลี่ย เฉินลี่ และคนอื่นๆ ไล่ตามมา
หยวนเจิ้งเฟิงที่เวลาผ่านไปเปล่าประโยชน์หลายปี ในที่สุดวันนี้ก็ก้าวข้ามธรณีประตูนั้น ผ่านขั้นบรรลุธรรมสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ผู้คนมากมายยิ่งฟื้นคืนความทรงจำที่ฝุ่นจับทันใด
จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหกในขณะนี้ นอกจากผู้อาวุโสโม่ที่อายุมากลำดับอาวุโสสูงน้อยนักจะออกมือ ยากวินิจฉัยลึกตื้นแล้ว คนอื่นๆ ภายใต้ระดับชั้นเดียวกัน ล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหยวนเจิ้งเฟิง
หวงกวงเลี่ยที่องอาจผึ่งผายมาหลายปี ประมือกับหยวนเจิ้งเฟิง ตอนแรกขั้นปรมาจารย์ จนขั้นมหาปรมาจารย์ ยังไม่เคยรับชัยชนะ จำนวนครั้งที่ปราชัยแก่หยวนเจิ้งเฟิงภายใต้โอกาสแต่ละแบบ นิ้วมือข้างหนึ่งล้วนนับไม่หมด
ประมุขตำหนักอัสนีสวรรค์เฉินลี่ เขาเคยประมือกับหยวนเจิ้งเฟิงในตอนที่ระดับพลังฝึกปรืออยู่ในระดับมหาปรมาจารย์ปี และก็แพ้พ่ายยับเยินเช่นกัน
วันนี้ แม้หยวนเจิ้งเฟิงจะเหยียบย่างขั้นศักดิ์สิทธิ์แรกเริ่ม กระนั้นก็ทำให้เฉินลี่ยากประจันคู่ต่อสู้เช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น หยวนเจิ้งเฟิงยังมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ชุดคลุมนภาติดกาย!
ถ้าหากกล่าวว่า ออกจากประตูเขากว่างเฉิง หวงกวงเลี่ยไม่มีมาตรสุริยันวัดสวรรค์ก็กล้าต่อสู้กับหยวนเจิ้งเฟิงล่ะก็ เฉินลี่ที่ไม่มีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ในมือ ทำได้เพียงหันกลับออกไป
เฉินลี่ถอยออกไป หยวนเจิ้งเฟิงกลับไม่ให้เขาได้ผ่อนคลาย กดดันด้วยกระบวนท่าฝ่ามือนภากว่างเฉิงออกไปโดยพลัน
ไกลออกไป ผืนฟ้าทิศที่เฉินลี่อยู่ราวกับถล่มลงมา เส้นขอบฟ้าคล้ายกับบิดเบี้ยวครู่หนึ่ง
เสียงแค่นฮึดฮัดส่งทอดมาไกลโพ้น เฉินลี่ไม่รับคำท้ารบโดยสิ้นเชิง เขาแปลงกายเป็นแสงอัสนีบาต อดกลั้นอาการเจ็บอย่างหนัก พร้อมกับถอยออกไปด้วยความเร็ว
เฉินลี่เหินบินไปตามเส้นทาง ผ่านเขตแดนเกาะนภาตะวันออก ที่นี่จอมยุทธ์กว่างเฉิงได้ถอนกำลังไปก่อนหน้านี้แล้ว
หลังจากจอมยุทธ์ตำหนักอัสนีสวรรค์ออกมาจากปฐพีพิภพแล้ว ห้อตะบึงอยู่ที่นี่ ส่วนพวกเขาหลินเทียนเฟิงไปเขากว่างเฉิงเกาะนภากลาง ยังมีคนอื่นๆ ตั้งเขตฐานแนวหลังขึ้นที่นี่
ทว่าเวลานี้ คนเหล่านี้มองดูประมุขตำหนักของตนทะยานรุดหน้าผ่านไปด้วยความประหลาดใจ แสงอัสนีบาตโหมกระหน่ำไล่หลังม้วนเอาทุกคนไปพร้อมกัน กลับไม่ได้หยุดพักแต่อย่างใด บนหนีไปทางปฐพีพิภพ ทะลุผ่านปฐพีพิภพ กลับสู่อัสนีพิภพ
หลินโจวเองก็อยู่ในนั้น แลเห็นมีเพียงเฉินลี่คนเดียว จึงอดตะลึงงันไม่ได้ “ท่านอาจารย์ปู่ พ่อข้ากับท่านอาจารย์อาขุนเขา พวกเขา…”
ใบหน้าเฉินลี่ซีดเซียว ไม่เปล่งวาจาสักคำ
หลินโจวสีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือดชั่วพริบตา
เขาตั้งสติ สูดลมหายใจลึกคำหนึ่ง คิดอยากเอ่ยถามอีก
ทว่าเห็นสีหน้าอันน่าพรั่นพรึงนั่นของเฉินลี่ หลินโจวอ้าปาก กลับไม่มีเสียงลอดออกมา
‘อาจารย์ปู่น่าจะเพียงแค่เสียเปรียบเล็กน้อย อารมณ์ไม่ดี ถึงได้มีท่าทีเช่นนี้…’ หลินโจวรำพันกับตัวเองในใจ ‘พวกท่านพ่อคงไม่เกิดเรื่องหรอก’
‘ตั้งใจโจมตีเขากว่างเฉิง สุดท้ายโจมตีไม่ได้ เลยเสียหน้าอย่างนั้นหรือ?’
หลินโจวกัดฟัน ‘แต่หวงกวงเลี่ยแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ออกฌานแล้ว มีมาตรสุริยันวัดสวรรค์อยู่ในมือ ซ้ำยังมีอาจารย์ปู่ตรึงขวานจามสวรรค์ของเขาไร้พรมแดนให้ เป็นไปได้อย่างไรที่จะโจมตีเขากว่างเฉิงที่เพิ่งต่อสู้กับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตบาดเจ็บทั้งสองฝ่ายหมาดๆ ไม่ได้?’
‘เมืองทะเลมรกตกับหอคลื่นโหม ล้วนถูกปีศาจอัคคีบนทะเลตะวันออกตรึงเอาไว้แล้วเช่นกัน ไม่มีทางข้ามปฐพีพิภพมาช่วยเหลือยังนภาพิภพได้’
หลินโจวครุ่นคิดว่า ‘บางทีอาจจะโดนสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ชิงชุดคลุมนภาไป อาจารย์ปู่ถึงได้กระหืดกระหอบเช่นนี้ นี่เป็นสถานการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดแล้ว’
ถ้าหากเขากว่างเฉิงล่มสลาย จากนั้นแม้แต่อาวุธศักดิ์สิทธิ์ชุดคลุมนภายังตกอยู่ในมือสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ เช่นนั้นรูปการณ์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ยากจะต้านทานจริงๆ แล้ว มีลางสังหรณ์พร้อมที่จะกำจัดใต้หล้าอยู่หลายส่วน
ถึงเวลานั้น ไม่แน่ว่าตำหนักอัสนีสวรรค์ก็ต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ เจรจากับเขาไร้พรมแดน ร่วมมือกับเมืองทะเลมรกต
ถึงขั้นที่แม้แต่หอคลื่นโหมล้วนยังยากที่จะคำนึงถึงแต่ตนเองต่อไปอีก ไม่อาจไม่ละทิ้งการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่เช่นนั้นก็ต้องแหงนหน้าแสร้งพูดเอาใจสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน
หลินโจวปลอบประโลมตนเองในใจตลอดเวลา
ทว่ารอจนกลับถึงตำหนักอัสนีสวรรค์ เฉินลี่ที่สงบสุขุมลงก็ปรึกษาหารือกับผู้อาวุโสคุมการณ์คนอื่นๆ ขณะเดียวกันก็มีข่าวสารจากภายนอกส่งมาเช่นกัน ทำลายความหวังของหลินโจว
คุณชายฟ้าคำรนผู้นี้ค่อยๆ เผยเห็นท่วงทีสง่างามของบุคคลอันดับหนึ่งรุ่นเยาว์แห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ ขังตนเองอยู่ภายในห้องลำพังคนเดียว
คนที่เดินผ่านทางเข้าห้องเขาทั้งหมด ล้วนสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอัดอั้นอีกทั้งบ้าคลั่งในนั้น ราวกับมรสุมและสายฟ้ากำลังถาโถม
แม้กระทั่งเยี่ยนส่านที่แต่ไรมาไม่ลงรอยกับหลินโจว บัดนี้ก็ไม่กล้าเข้าใกล้หลินโจวตรงนั้นอยู่บ้างเช่นกัน
หลังจากเหล่าผู้อาวุโสตำหนักอัสนีสวรรค์ล่วงรู้ ต่างทอดถอนใจครั้งหนึ่ง
วันหนึ่งหลังจากนั้น ประตูห้องพลันเปิดออก หลินโจวเดินออกมาจากด้านใน
บนใบหน้าเขาปกคลุมด้วยพยับเมฆหนาแน่น แววตายิ่งทวีความเยือกเย็นและห่อเหี่ยว
“ข้าวางแผนจัดการอย่างระวัง คิดหาวิธีอย่างเหนื่อยยาก ก็เพราะต้องการเปลี่ยนแปลงชะตา ผลคือท่านพ่อยังคงจากข้าไปอยู่ดี” สีหน้าหลินโจวซึมกะทือ สายตามองยังฟากฟ้าทิศตะวันตกเฉียงใต้ อันเป็นทิศทางที่นภาพิภพและเขากว่างเฉิงตั้งอยู่
“พยายามมาตั้งนาน สุดท้ายยังคงเสียแรงเปล่า เช่นนั้นข้าพยายามไปจะยังมีประโยชน์อะไร ไม่สู้ไหลลอยไปกับคลื่นน้ำก็พอแล้ว…” ในแววตาของหลินโจว พลันมีเพลิงโทสะลอยสูงขึ้น “หาไม่แล้ว ก็ก่อการพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินกับมันให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียเลย!”
“หากไม่ทลายเขากว่างเฉิงของเจ้าให้พินาศ ข้าสาบานว่าจะไม่อยู่เป็นคน!”
เขากว่างเฉิงเปิดฉากโจมตีโต้ ยึดพื้นที่กลับคืน ภายใต้การนำของหยวนเจิ้งเฟิง
ฉวยโอกาสที่หวงกวงเลี่ยเสียมาตรสุริยันวัดสวรรค์ ขณะเดียวกันก็ได้รับบาดเจ็บ เขากว่างเฉิงได้ทีจึงไม่ยั้งมือ ยังไล่บุกไปตามเส้นทางเข้าสู่อัคคีพิภพอีกครั้ง
ความคืบหน้าของสถานการณ์ ทำให้จอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์รู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง…
ในยามสงครามถังตะวันออกตอนแรก คล้ายว่าก็เป็นลักษณะเช่นหนนี้ ชนะก่อนแล้วค่อยแพ้พ่าย
ไม่เพียงขนชัยชนะทั้งปวงก่อนหน้ากลับไป หนำซ้ำกระทั่งทุนเดิมของตนเองล้วนยังขนออกไป
ลำดับเหตุการณ์ที่คุ้นเคย สถานการณ์ที่คุ้นเคย วนกลับมาอีกครั้ง…
ด้วยเหตุนี้แม้แต่ความรู้สึกชนิดคับแค้นใจจนอย่างจะกระอักเลือดนั้น ล้วนเหมือนกันราวกับแม่พิมพ์เดียวกัน ถึงขั้นหนักหนายิ่งกว่าเสียอีก
ครั้นยามรู้ว่าสงครามนี้เสียอาวุธศักดิ์สิทธิ์มาตรสุริยันวัดสวรรค์ของสำนักตนอย่างไม่คาดคิด ทั้งสำนักตั้งแต่เบื้องบนจนเบื้องล่าง ต่างพูดไม่ออกชั่วขณะ
บนยอดเขาเรืองรอง ขณะนี้แสงอาทิตย์ไม่เจิดจ้าอีกต่อไป หากแต่ปรากฏสภาวะเมฆครึ้มอึมครึมออกมาหลายส่วนอย่างพบได้ยาก
ผู้อาวุโสเก่าแก่พานป๋อไท่และผู่จ้าวจวิน ผู้นำเจ็ดสุริยัน ต่างก็สิ้นใจอยู่ภายใต้เขากว่างเฉิงทั้งสิ้น
ซี่จ้าวจวินนั่งอยู่ภายในตำหนักใหญ่ สีหน้าผิดแผกไปอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
เขาเองก็ไปนภาพิภพเช่นกัน ทว่าเพียงหยุดปราบปรามพื้นที่เพียงชั่วครู่ ณ เกาะนภาใต้ ไม่ได้ตามเข้าไปยังเขากว่างเฉิงอีก
ไม่เช่นนั้นก็ยากยิ่งจะจินตนาการ ภายใต้สถานการณ์ที่นอกจากหวงกวงเลี่ยแล้ว ทุกผู้คนล้วนพ่ายแพ้ยับเยิน เขากลับโชคดีรอดตายมาได้
ทว่าขณะเดียวกับที่ซี่จ้าวจวินกำลังรู้สึกโชคดีเล็กน้อยอยู่นั้น ยังรู้สึกอัปยศและแค้นใจอย่างยากเอื้อยเอ่ย
สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ยกทัพบุกเขากว่างเฉิงนภาพิภพครั้งนี้ ไม่สามารถใช้สำนวนว่า ‘มาอย่างฮึกเหิมสำราญใจ ผลคือกลับอย่างหมดอาลัยตายอยากยิ่ง’ มาบรรยายได้แล้ว หากแต่คือปะทะหัวร้างข้างแตก จนเกือบสิ้นชีวิตอยู่ภายใต้เขากว่างเฉิง
จิตใจอันฮึกเหิม และความพอใจที่ปณิธานบรรลุก่อนออกเดินทาง ราวกับกลายเป็นเรื่องตลกทั้งสิ้น
ใบหน้าของหวงซวี่ เจ้าสำนักปัจจุบันสุขุมดุจน้ำ สายตามองยังห้องสงบจิตที่อยู่ตรงหน้า
หลังจากหวงกวงเลี่ยกลับสำนักแล้ว เขาก็เข้าไปในห้องสงบจิต บ่มเพาะและบำรุงร่างกาย ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บที่หยวนเจิ้งเฟิงประเคนให้กับเขา
หลังจากฟื้นฟูอาการเจ็บแล้ว เช่นนั้นหากพบเจอหยวนเจิ้งเฟิงและชุดคลุมนภาที่สถานที่นอกเขากว่างเฉิง หวงกวงเลี่ยยังคงมีพลังความสามารถในการต่อสู้
ถ้าหากหยวนเจิ้งเฟิงรีบเร่งมาเหยียบยอดเขาเรืองรองล่ะก็ กระนั้นสถานการณ์พลิกกลับโดยสิ้นเชิงแล้ว ถึงแม้จะมีกายจะมีอาการเจ็บ หวงกวงเลี่ยก็ไม่เกรงกลัวเช่นกัน
เพียงแต่แม้จะเป็นเช่นนี้ แนวโน้มตอนแรกที่ยามเพิ่งออกฌานปรารถนาจะกวาดล้างใต้หล้าต่อเนื่อง พลันชะงักกึก ถูกตัดตอนกลางคัน
สูญเสียมาตรสุริยันวัดสวรรค์ไป ยิ่งไม่อาจทนรับความเจ็บปวดได้
หวงซวี่มองห้องสงบจิตพักใหญ่ จึงค่อยถอนสายตา ครั้นเหลียวศีรษะกลับ เส้นสายตาของเขากวาดผ่านร่างบรรดาบุคคลระดับสูงของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เบื้องหน้า
เสียงเขาทุ้มต่ำ “เฝ้ารักษามั่นคอยกำลังหนุน สอดส่องทุกย่างก้าว หลังจากท่านพอหายดีแล้ว อัคคีพิภพยังคงเป็นของสำนักเรา ชายแดนที่ทั้งสองฝ่ายคุมเชิงกันอยู่ ยังคงกั้นนภาพิภพกับอัคคีพิภพเอาไว้”
เหล่าบรรดาผู้อาวุโสระดับสูงสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ล้วนผงกศีรษะ
หวงเจี๋ย บุตรของหวงซวี่ หลานชายของหวงกวงเลี่ย ยืนอยู่ในมุมด้านหลังสุดของกลุ่มคน ไม่มีความรู้สึกว่าดำรงอยู่แม้แต่น้อย
เขามีสีหน้าเรียบเฉย ไม่สะทกสะท้านต่อเรื่องนี้ บนใบหน้าเพียงแค่เผยสีหน้ารวมสมาธิไตร่ตรองออกมาเท่านั้น
หวงซวี่มองหวงเจี๋ยแวบหนึ่ง อีกฝ่ายในขณะนี้กลับคืนเป็นปกติโดยสมบูรณ์แล้ว
ในตอนที่หวงกวงเลี่ยเพิ่งกลับสำนักสักครู่ ข่าวคราวที่น่าเชื่อถือได้สะพัดมา บนใบหน้าหวงเจี๋ยพลันปรากฏสีหน้าตระหนกตกใจ ทำให้ความทรงจำในอดีตเขาเด่นชัดขึ้นมา
แม้หวงซวี่จะมีศักดิ์เป็นบิดา ก็พบเห็นท่าทางหวงเจี๋ยเป็นเช่นนั้นน้อยอย่างยิ่งเช่นกัน กล่าวให้ชัดคือ นานนักแล้วที่เขาไม่ได้เห็น
ถึงแม้ว่ายามสงครามถังตะวันออกในตอนแรกสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะเสียเปรียบมา หลังจากหวงเจี๋ยล่วงรู้ ก็เพียงวิพากษ์ชืดชาประโยคเดียว ‘ปฏิบัติการไม่เป็นความลับ โดนศัตรูมองออกย้อนคิดบัญชีแล้ว’
คนที่เหลือแยกย้ายออกไป สายตาของหวงซวี่ตกไปบนร่างหวงเจี๋ย
หวงเจี๋ยหยุดไตร่ตรอง เงยหน้าขึ้นเอ่ย “หยวนเจิ้งเฟิงออกฌานก่อนกำหนด อันที่จริงก็ไม่มีเป็นอะไร แม้จะไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วเขาทำให้อาการเจ็บของตัวเองหายได้อย่างไร แต่นี่ยังคงอยู่ในแผน”
หวงซวี่ผงกศีรษะ
ที่พวกเขาคาดคะเนในตอนแรก ความคิดที่แย่ที่สุด คือหยวนเจิ้งเฟิงออกฌานเร็วยิ่งกว่าหวงกวงเลี่ย
หากเป็นเช่นนั้นล่ะก็ สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องรักษายอดเขาเรืองรองสุดชีวิตด้วยพละกำลังทั้งหมด ภายใต้สถานการณ์ที่มาตรสุริยันวัดสวรรค์ยังอยู่ กลุ่มอิทธิพลระดับเขากว่างเฉิงคิดเหยียบประตูเขาของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นเช่นกัน
ผลคือหวงกวงเลี่ยออกฌานก่อนก้าวหนึ่ง ต่อให้หยวนเจิ้งเฟิงตามทันพอดี และยังออกฌานเร็วกว่าสถานการณ์ปกติ นั่นก็ไม่สลักสำคัญเช่นกัน
อย่างมากก็หมดทางขจัดกว่างเฉิงให้สิ้นซาก แต่ด้วยพลังกดดันของหวงกวงเลี่ยกับมาตรสุริยันวัดสวรรค์ สามารถกดหยวนเจิ้งเฟิงกับชุดคลุมนภาไม่ให้สามารถตั้งมหาค่ายกลนภาออกมาได้ ทำเช่นนี้แล้วสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์สามารถฮุบเอานภาพิภพได้อย่างสบายๆ เสริมความแก่กล้าเกรียงไกรตนเองขึ้นอีกขั้น
สิ่งหนึ่งดับไปอีกสิ่งเกิดแทนที่ ยอดฝีมือยิ่งแกร่ง สุดท้ายชัยชนะก็จะตกเป็นของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์
นี่เป็นความได้เปรียบอันใหญ่หลวงอย่างแท้จริง ที่หลังจากหวงกวงเลี่ยออกฌานโดยสมบูรณ์ พลังความสามารถและพลังฝึกปรือสูงขึ้นอีกขั้น
อาวุธอันสง่าผ่าเผย พลังมหาศาลแผ่ข่มผู้คน ระรานเจ้าซึ่งหน้า หากแต่เจ้าสู้ข้าไม่ได้
หวงเจี๋ยกล่าว “เหตุไม่คาดคิดที่หนักหนาที่สุด คือมหาค่ายกลนภาของเขากว่างเฉิง การเปลี่ยนแปลงฉับพลันอันเหนือความคาดหมายนั่น ข้าชักสงสัยว่าเขากว่างเฉิงร่วมมือกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตและนพยมโลกจริงๆ แล้ว”
ถึงแม้ว่าจะใส่ร้ายเขากว่างเฉิงให้เป็นแพะรับบาป เพื่อที่จะแก้ต่าง ทว่าแน่นอนว่าบิดาบุตรหวงซวี่และหวงเจี๋ยต่างรู้ดีว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร
ต้องหาหนึ่งดินแดนที่เคียดแค้นภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ในบรรดาหกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ในปัจจุบัน เกรงว่าก็เป็นเขากว่างเฉิง
หวงซวี่ได้ยินดังนั้น สีหน้าพลันอึมครึมลง “มาตรสุริยันวัดสวรรค์…”
หวงเจี๋ยกล่าว “สถานการณ์ในตอนนี้ โดยภาพรวมเท่ากับก่อนหน้านี้ที่ท่านปู่ไม่ได้เข้าฌาน หยวนเจิ้งเฟิงไม่ได้กลายเป็นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ เลวร้ายกว่าตอนนั้นอยู่บ้างเล็กน้อย สำนักข้าไม่ได้เหนือว่าเขากว่างเฉิงอีกต่อไป ทั้งสองฝ่ายกลับสู่สถานการณ์เท่าเทียมอีกครั้ง อืม เห็นทีผ่านสงครามกว่างเฉิงครั้งนี้ไป พวกเราอาจยังเลวร้ายอยู่บ้างเล็กน้อย”
“แต่ว่า เทียบกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่อื่นอีกสี่แห่ง ความได้เปรียบของพวกเราสองตระกูล ล้วนเพิ่มพูนมหาศาลแล้ว”
หวงเจี๋ยเอ่ย “ถัดจากนี้ไป เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับสำนักเรา จำเป็นต้องพิจารณาให้รอบด้าน”
หลังจากเขาเว้นวรรคเล็กน้อยจึงค่อยรำพัน “ความเข้าใจที่มีต่อเขากว่างเฉิงกาลก่อน ขณะนี้ดูเหมือนยังไม่พอ”
หวงเจี๋ยก้มศีรษะลง มองดูพื้นดิน “…คุณชายกว่างเฉิงเยี่ยนจ้าวเกอ สมควรแก่การระวังขึ้นอีกขั้น ระดับพลังที่มากขึ้น สัมผัสที่ละเอียดมากขึ้น ก่อนหน้านี้มักคิดว่าให้ความสำคัญเขามากพอแล้ว แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่า ยังคงประมาทไปอยู่บ้าง”
“หายนะกว่างเฉิงหนนี้ การเปลี่ยนแปลงนอกแผนต่างๆ นานา มักรู้สึกว่าเบื้องหลังมีเงาของคนผู้นี้อยู่ อุปนิสัยคนผู้นี้มีข้อบกพร่องอยู่ไม่น้อย มีจุดที่สามารถใช้ประโยชน์ได้มากมายยิ่ง แต่กลับมีอุบายน่าตื่นตะลึงอันเหนือความคาดหมายเสมอ”
หวงซวี่เอื้อนเอ่ย “ปีเกิดหนที่สองของเจ้า ไม่อาจสร้างความทรงจำรำลึกได้”
หวงเจี๋ยได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้น ยิ้มอย่างหาได้ยากครั้งนหึ่ง “กลับกันพอดี การคาดการณ์ผิดพลาดครั้งแรกในชีวิต ความทรงจำสลักลึกยิ่งยวด”
เขาเบือนศีรษะกลับมองยังทิศเหนือที่นภาพิภพตั้งอยู่ รำพึงรำพันกับตนเองว่า “ขณะเดียวกัน ก็เป็นความปรารถนาสังหารคนคนหนึ่งครั้งแรกที่รุนแรงถึงปานนี้ แถมยังเป็นคนอายุเท่ากันอีก…”
เกาะนภากลางแห่งนภาพิภพ บนเขากว่างเฉิง เยี่ยนจ้าวเกอมองดูมหาค่ายกลนภาเหนือศีรษะที่โคจรอย่างเงียบเชียบ สีหน้าท่าทางสงบนิ่ง
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เส้นสายตาของเขาเบนๆผยังทิศใต้ จากนั้นก็มองไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนืออีก “ศัตรูสิ้นแต่ใจข้าไม่สิ้น มีหางลมเล็กน้อยพัดหญ้าปลิวไหว ก็เหมือนเช่นปลาฉลามเห็นเลือดพุ่งพรวดขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น”
เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตาเป็นเส้นตรงขึ้นมา “หลักการที่แต่ไรมีเพียงบุกโจมตีทำได้ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่มีที่ป้องกันตั้งรับได้ทุกเมื่อเชื่อวัน”
“สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ตำหนักอัสนีสวรรค์ พวกเจ้าคงไม่นึกว่าพวกข้าก็คิดวางแผนเช่นนี้ไว้กระมัง?”
“สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ตำหนักอัสนีสวรรค์ พวกข้าเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น” เส้นสายตาเยี่ยนจ้าวเกอเพ่งพินิจมหาค่ายกลนภากลางท้องฟ้า
ลวดลายค่ายกลแต่ละสายที่ส่องสว่างวามวับ เวลานี้เริ่มค่อยๆ เลือนหายไปในอากาศอีกครั้ง
เยี่ยนจ้าวเกอก้มศีรษะลงมองกลุ่มยอดเขากว่างเฉิงตรงหน้า กระแสปราณสีแดงหม่นแต่ละสายที่พวยพุ่งขึ้นก่อนหน้า บัดนี้ก็สลายหายไปแล้วเช่นกัน
หลังจากดินนพยมโลกที่ผ่านการแปรรูปเป็นพิเศษ เชื่อมผนึกเข้ากับมหาค่ายกลแดนมารที่ดัดแปลงภายหลัง และมหาค่ายกลนภาของเขากว่างเฉิงเอง ก่อเกิดอานุภาพอันน่าตื่นตะลึงออกมา
ทว่าหลังจากที่รอยประทับมารบนมือเยี่ยนจ้าวเกอเลือนหาย หากคิดอยากจะเปิดทางสัญจรสู่นพยมโลกอีกครา กลับไม่ง่ายแล้ว
กระนั้นแม้จะเป็นเช่นนี้ มหาค่ายกลนภาของเขากว่างเฉิงก็พัฒนาขึ้น จากรากฐานที่มีอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้วเช่นกัน
มหาค่ายกลนภาในตอนนี้ ล้วนเป็นค่ายกลที่สุดยอดที่สุด ในบรรดาแต่ละมหาค่ายกลทั่วทั้งโลกแปดพิภพในปัจจุบัน
ซินตงผิงกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตสร้างความเสียหายมหาศาล หากแต่อาวุธที่ยึดมาได้จากพวกเขาเหล่านี้ กลับหนาแน่นอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่งเช่นกัน มีการพลิกแพลงใช้มากมายที่คิดไม่ถึง สามารถทำให้พลังความสามารถเขากว่างเฉิงยกระดับขึ้นอย่างสูงยิ่ง
บัดนี้ในมือเยี่ยนจ้าวเกอ รองอยู่ด้วยหยกสีฟ้าหม่นก้อนหนึ่ง ทอประกายแสงฟ้าอ่อนๆ
แสงระยับสลัว ดูไปแล้วน้อยนิดไม่อาจสังเกตเห็น หากสีกลับบริสุทธิ์หาที่เปรียบไม่ได้
หยกชิ้นนี้มีชื่อว่าหยกมารฟ้า ผลิตจากปฐพีพิภพ เพียงแต่มีอยู่จำนวนน้อยยิ่ง ในยามปกติแทบจะไม่พบเห็น
ในถุงย่อส่วนที่ซินตงผิงพกติดกาย กลับมีหยกมารฟ้าอยู่ปริมาณมาก ไม่เพียงมีอยู่มาก อีกทั้งยังมีคุณภาพดีเยี่ยมอีกด้วย
เยี่ยนจ้าวเกอถือหยกมารฟ้าก้อนนี้ไว้กับมือเชยชมเล่น ไล้นิ้วมือไปบนพื้นผิวหินหยก ใคร่ครวญไม่เอ่ยคำจา
นอกจากหยกมารฟ้าแล้ว ในบรรดาของสั่งสมของพวกซินตงผิงและหยวนเทียน ยังมีของล้ำค่าระดับสูงต่างๆ นานา เฉกเช่นหยกแปลงสระสวรรค์ น้ำมันร่างภูต ทำให้ผู้คนรู้สึกละลานตา
หนนี้ สำนักเขากว่างเฉิงบุกตอบโต้อัคคีพิภพที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ครองอยู่อีกครั้ง และก็จะได้รับสิ่งของจำนวนมาก เยี่ยนจ้าวเกอได้ไหว้วานคนจดจ้องของล้ำค่าหลายโดยเฉพาะ รวมถึงของเฉกเช่นหยกลายเพลิงและกระจกเพลิงใต้ดินที่ปล้นชิงมาครั้งก่อน หากแต่ตอนนี้ตนได้ผลาญใช้จนหมดสิ้นแล้ว
สามารถเห็นได้ล่วงหน้า ว่านี่จะเป็นอีกครั้งที่เก็บเกี่ยวได้อย่างอุดมสมบูรณ์
ขณะเดียวกัน ทางฝั่งตะวันตกของวายุพิภพก็แพร่สะพัดข่าวมาเช่นกัน ว่าเขากว่างเฉิงบุกโจมตีโต้อย่างเกรียงไกร ได้รุกจากทางตอนใต้เกาะกาน เข้าสู่เกาะฉินที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ยึดครองอยู่
ได้ทีขี่แพะไล่ หาได้ยั้งมือไม่
หวงกวงเลี่ยได้รับบาดเจ็บ มาตรสุริยันวัดสวรรค์หล่นหาย เวลานี้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ทำได้เพียงกล้ำกลืนฝืนทนอีกครั้ง
รอจนถึงเวลาที่หวงกวงเลี่ยบ่มเพาะรักษาอาการเจ็บหายดีในที่สุด เตรียมเริ่มโจมตีโต้ เขากว่างเฉิงก็ปล่อยของอีกอย่างหนึ่งออกมาแล้ว
รายชื่อสมาชิกภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตอันครบถ้วน ที่ถูกยึดกุมอยู่ในมือซินตงผิง ในนั้นไม่ขาดคนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่อื่นๆ อีกห้าแห่ง
ความจริงเท็จของรายชื่อฉบับนี้ แน่นอนจำเป็นต้องตรวจสอบแยกแยะอย่างละเอียด ว่าไม่มีความเป็นไปได้ที่ซินตงผิงจะออกอุบายปล่อยข่าวเท็จ ก่อเกิดการใส่ร้ายป้ายสี ทำให้คนในโลกแปดพิภพขัดแย้งกันเอง
ทว่าคุณค่าราคาในนั้น ไม่ต้องกล่าวก็เห็นได้ชัดเช่นเดียวกัน
สถานการณ์ของเขากว่างเฉิงมั่นคง ชั่วขณะเดียวก็กดสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จนโงหัวไม่ขึ้นได้แล้ว
ในขณะเดียวกันนั้น ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของภูผาพิภพ สำนักเขาไร้พรมแดนเองก็เพิ่มพูนแรงกดดันทางตำหนักอัสนีสวรรค์ไม่หยุดยั้งเช่นกัน
ที่ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอเกิดความรู้สึกทอดถอนใจคือ เขาเห็นเขาไร้พรมแดนยืนอยู่ข้างเขากว่างเฉิงตั้งแรกเริ่มจนถึงตอนท้าย สงครามเดือดกว่างเฉิงยิ่งตรึงตำหนักอัสนีสวรรค์ไว้เพื่อเขากว่างเฉิง
ทว่าหากหวงกวงเลี่ยสิ้นชีพแทบเท้าเขากว่างเฉิง เช่นนั้นก็ยากคาดเดาจุดยืนของเขาไร้พรมแดนแล้ว ถึงขั้นกระทั่งเมืองทะเลมรกตก็อาจล้วนบังเกิดความคิดแบบอื่น
การวางหมากระหว่างกลุ่มอิทธิพลระดับสุดยอด มักแปรเปลี่ยนเนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
เมื่อพวกหยวนเจิ้งเฟิงหวนกลับเขากว่างเฉิง ก็เป็นหลังจากหลายวันให้หลังแล้ว
ผ่านการร่วมมือร่วมใจจัดระเบียบทั้งเขากว่างเฉิง ในที่สุดสำนักก็ฟื้นกลับคืนเฉกเช่นปกติอีกครั้ง
เพียงหนึ่งเดียวที่ค่อนข้างพิเศษก็คือปลายยอดเขาพ้นอัคคีถูกตัดโดยยอดฝีมือในสำนัก ถากมันให้เรียบอีกหน เพียงแต่ระดับความสูงยอดเขาโดยภาพรวม เตี้ยลงกว่ากาลก่อนขั้นหนึ่ง
และก็หลังจากหยวนเจิ้งเฟิงกลับสำนักไม่นาน เขากว่างเฉิงแจ้งให้ทราบทั่วกันในใต้หล้า ประกาศกบฏภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตที่มีการคัดเลือกไว้ตั้งเริ่มจนจบ
พร้อมทั้ง ข่าวสารที่จอมมารศักดิ์สิทธิ์หยวนเทียนกับซินตงผิงล้วนร่วงโรยทั้งสิ้น
สำหรับฐานะที่แท้จริงของซินตงผิง เขากว่างเฉิงไม่ได้เลี่ยงที่จะเอ่ยแต่อย่างใด หากแต่แจ้งผู้คนทั่วหล้าให้ทราบอย่างเฉียบขาด ลบล้างมลทินสำนักตน
ถึงแม้จะมีข่าวเล่าลือนานแล้ว กระนั้นเมื่อเขากว่างเฉิงประกาศออกมาเองจริงๆ ยังคงทำให้สั่นสะเทือนทั่วหล้า
นอกจากปัญหาเหตุโกลาหลจากภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต สำหรับการบุกโจมตีของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับตำหนักอัสนีสวรรค์ แน่นอนเขากว่างเฉิงก็ไม่ได้ปล่อยผ่านไปง่ายๆ เช่นกัน
ทั้งสองฝ่ายต่างยึดมั่นความคิดตนเอง ไม่อาจเลี่ยงการถกเถียง เพียงแต่พลังอำนาจของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับตำหนักอัสนีสวรรค์ อย่างไรก็ดูเบาบางอยู่บ้าง
ซึ่งไล่หลังไม่นานนัก เขากว่างเฉิงก็ประกาศสำทับทั่วหล้าอีกหน ว่าอดีตเจ้าสำนักหยวนเจิ้งเฟิงสละตำแหน่งอย่างเป็นทางการ หากแต่ย้ายมาเป็นผู้อาวุโสเก่าแก่ ตั้งอกตั้งใจบำเพ็ญเพียร
เจ้าสำนักดำรงตำแหน่งใหม่ สายเขากว่างเฉิง มีเยี่ยนตี๋ที่ก่อนหน้านี้ทำหน้าที่เจ้าสำนักแทนมารับตำแหน่ง
บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอ เยี่ยนตี๋ กลายเป็นเจ้าสำนักเขากว่างเฉิงรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ
การสืบทอดของเขากว่างเฉิง ดำเนินต่อเนื่องไปอีกครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นสงครามกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตก่อนหน้านี้ หรือจะเป็นสงครามกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ในภายหลัง รายละเอียดมากมายเปิดเผยออกมา นามกรเยี่ยนผู้ไร้เทียมทานกระฉ่อนขึ้นมาบนแผ่นดินโลกแปดพิภพอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
หลังจากเป็นใหญ่ไร้เทียมทานตั้งแต่ขั้นปรมาจารย์ เยี่ยนตี๋มองจากเบื้องบนลงมายังระดับชั้นมหาปรมาจารย์ทั่วทั้งโลกแปดพิภพอีกครั้ง
เจ้าสำนักเขาไร้พรมแดน ‘เหยี่ยวบรรพตเหนือ’ ฉู่เหยี่ยนส่งคนในสำนักมากล่าวอวยพร ด้านหนึ่งแสดงความยินดีที่เยี่ยนตี๋กลายเป็นเจ้าสำนักดำรงตำแหน่งใหม่ อีกด้านหนึ่งก็แสดงความยินดีที่หยวนเจิ้งเฟิงข้ามขั้นบรรลุธรรมสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน
เพื่อยินดีสำทับให้กับหยวนเจิ้งเฟิง ฉู่เหยี่ยนจึงเปลี่ยนคำเรียกจาก ‘หัตถ์เทียมนภา’ เป็น ‘ปราชญ์เทียมนภา’
เยี่ยนจ้าวเกอเห็นแล้ว เผยเห็นรอยยิ้มจางที่มุมปาก
ประเพณีปฏิบัติของเขากว่างเฉิง คำยกย่องเจ้าสำนักในแต่ละรุ่นในอดีต ต่างใช้คำว่า ‘นภา’ เป็นนามกร เริ่มตั้งแต่เฒ่าเบิกฟ้าชิวหยวน จนกระทั่งปัจจุบันนี้
แม้แต่อาจารย์ปู่หลังจากรับช่วงต่อเจ้าสำนักในปีนั้นก็ไม่ยกเว้น คำยกย่องที่เตรียมไว้ในตอนนั้น แท้จริงแล้วคือหัตถ์เทียบเทวะ
เพียงแต่ว่าหยวนเจิ้งเฟิงใคร่ครวญได้ว่าตนยังไม่ได้ข้ามขั้นบรรลุธรรมสู่ขั้นศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นจึงเปลี่ยนเป็น ‘หัตถ์เทียมนภา’ แทน
บัดนี้ ในที่สุดปราชญ์เทียมนภาก็คู่ควรแล้ว
ไม่รอให้เขากว่างเฉิงได้บอกให้ทราบ เจ้าสำนักเขาไร้พรมแดนฉู่เหยี่ยนก็แก้คำเรียกให้เอง เป็นการแสดงความจริงใจที่จะผูกพันธมิตรต่อไปอย่างไม่ต้องสงสัยเช่นกัน
ส่วนภายในเขาไร้พรมแดนเองสุดท้ายแล้ววางแผนอย่างไร นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้ว
ถึงอย่างไรตอนนี้ไม่เพียงแค่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่เขากว่างเฉิงก็ผงาดขึ้นมาเช่นกัน ชัดแจ้งว่าแกร่งเหนือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่แห่งอื่นทั้งสี่ขั้นหนึ่ง
เยี่ยนจ้าวเกอเบือนหน้ากลับมองไปบิดาของตน เยี่ยนตี๋ “เหตุโกลาหลปีศาจอัคคียังไม่สงบลง เมืองทะเลมรกตและหอคลื่นโหมยังคงยุ่งเหยิงอยู่กับพวกมัน”
“หลังจากอาจารย์ปู่ ท่านเองก็ต้องดำรงตำแหน่งเจ้าสำนักแล้ว คำเรียกยกย่อง เอ่ยเรียกเช่นไรดี? อันที่จริงข้าคิดว่า ยังคงเป็น ‘เยี่ยนไร้เทียมทาน’ ขับดุนท่านที่สุด”
เยี่ยนตี๋กล่าว “แต่ไรข้าไม่ใส่ใจเรื่องเหล่านี้ ตามแต่ท่านอาจารย์ตัดสินใจก็แล้วกัน”
หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ จึงค่อยกล่าวว่า “เรื่องในระยะนี้ ข้าต้องการเริ่มลงมือตระเตรียมบางเรื่อง ถึงเวลาอาจจะต้องขอความช่วยเหลือระดมทรัพยากรจำนวนหนึ่ง อืม นอกจากนภาพิภพ ต้องเจรจากับดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่น”
สายตาเยี่ยนตี๋มองมา เอาจริงเอาจังอย่างยิ่งยวด “เกี่ยวกับลูกสะใภ้ของศิษย์พี่ใหญ่อวี่เจิน กับจวินเอ๋อร์รึ?”
สีหน้าเยี่ยนจ้าวเกอจริงจัง “มีความคิดบางอย่าง แม้จะไม่มีความมั่นใจพอ แต่ข้าจักทุ่มสุดกำลังเป็นแน่”
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ