31-35

บทที่ 31
หม่าชิวยิ้มกว้างมองหลานเหวินเหยียนและคนอื่นๆ “ไม่ไปน้ำตกก็ช่าง ข้ามีอย่างอื่นแกล้งเขาได้อีก แม้ช่วงนี้ไม่ได้แกล้งเขาเล่น วันหลังค่อยว่าก็ได้”

เขามองไปที่ศิษย์น้องเฟ่ยครั้งหนึ่ง อีกฝ่ายได้แต่ก้มหน้าลง จากนั้นเขาก็ยิ้ม พลางมองไปที่ซือคงจิงและหลานเหวินเหยียน “พวกเจ้ากลับไปฟ้องทางสำนักก็ได้ แต่พวกเจ้าจะฟ้องเรื่องอะไรเล่า ฟ้องว่าข้าฝึกศิษย์น้องร่วมสำนักหนักเกินไปหรืออย่างไร”

หลานเหวินเหยียนจ้องเขาเขม็ง แทบจะมีไฟพ่นออกจากดวงตาทั้งสองข้างอยู่แล้ว

หม่าชิวไม่มองหลานเหวินเหยียนแม้แต่น้อย สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของซือคงจิง แล้วยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ว่า “เป็นอย่างไร เจ้าคิดจะตีข้าหรือ”

“พวกเขาสู้ข้าไม่ได้ แต่วรยุทธ์เจ้าสูงกว่าข้า ข้าไม่เป็นฝ่ายหาเรื่องเจ้าก่อน แต่หากเจ้าเล่นงานข้า ก็เท่ากับเจ้าทำผิดกฎของสำนัก”

หม่าชิวกำลังยิ้มอย่างสนุกสนาน และเดินถอยหลังไป “ดูสิ ศิษย์น้องซือคง ข้าไม่กล้าหาเรื่องเจ้าหรอก เจ้าว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น ข้าไม่ให้ศิษย์น้องเฟ่ยไปที่น้ำตกแล้ว และข้าก็ไม่บังคับเขาเช่นกัน ข้าเชื่อฟังเจ้าทุกอย่าง”

“ไม่เพียงแค่วันนี้เท่านั้น ตลอดช่วงเวลาที่เจ้าอยู่ ข้าจะเชื่อฟังเจ้าทั้งหมด”

“แต่ว่าหลังจากเจ้ากลับไปแล้ว หึหึ…”

หม่าชิวกำลังถอยหลัง จู่ๆ ก็ชนเข้ากับร่างของคนผู้หนึ่ง

เขาสะดุ้งครั้งหนึ่ง เมื่อหันกลับไปมองแล้ว เขาก็มีอันต้องตกใจจนสติกระเจิง!

ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของเขา ก็คือใบหน้าของสวีชวน!

สวีชวนมองหม่าชิวด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง บนใบหน้าไม่ได้เผยให้เห็นถึงความโกรธเลยแม้แต่น้อย แต่กลับทำให้หม่าชิวกลัวจนหัวหด

“หลังจากที่ศิษย์หลานซือคงจากไป แล้วอย่างไรหรือ?”

หม่าชิวรวบรวมสติ “ท่านผู้อาวุโสสะ…สวี ท่านมาตั้งแต่เมื่อไรหรือ…”

สวีชวนพูดนิ่งๆ ว่า “เอาเป็นว่าข้ารู้ทุกอย่างหมดแล้วก็แล้วกัน”

ฝ่ายหม่าชิวหน้ามืดไปทันที เข่าทั้งสองอ่อนจนแทบจะคุกเข่าลงไปกับพื้น

หลังจากนั้นสวีชวนพลันส่ายหน้า แล้วโบกมือครั้งหนึ่ง ผู้ติดตามก็ออกมาจากด้านหลัง และจับตัวหม่าชิวไป

“ท่านผู้อาวุโสสวี ท่านปู่ของข้า…” หม่าชิวอยากจะพูด แต่แล้วก็พบว่าตนเองถูกคนสะกดจุดไว้ ทำให้ส่งเสียงใดออกจากปากไม่ได้เลย

ในใจของเขามีแค่ความคิดเดียว ‘…หมดกัน!’

“จากนี้ไป เขาจะไม่มาปรากฏตัวที่เมืองใกล้ปราการ และจะไม่อ้างชื่อข้าเพื่อใช้อำนาจได้อีก” สวีชวนก้มหน้าลงกล่าวเสียงเบากับซือคงจิงและคนอื่นๆ แล้วหันหลังเดินจากไป

ไม่มีใครรู้ ว่าผู้อาวุโสสวีรับหน้าที่เป็นทั้งผู้อาวุโสปฏิบัติกิจของเมืองใกล้ปราการ และหุบเขาวายุวิญญาณทั้งสองแห่งนี้ เหงื่อบนแผ่นหลังของเขาจนถึงตอนนี้ยังไม่แห้งเลย “โชคดีที่ได้นายน้อยเยี่ยนเตือน มิเช่นนั้นอนาคตต้องเป็นปัญหาใหญ่แน่!”

หลานเหวินเหยียนและคนอื่นๆ ต่างมองหน้ากัน ไม่อาจเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในทันที

“…อาจจะเป็นศิษย์พี่เยี่ยน” ซือคงจิงมองแผ่นหลังที่จากไปของสวีชวน แล้วพูดขึ้นเบาๆ

ทุกคนเข้าใจโดยพลัน ก่อนจะมองไปรอบๆ เห็นเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ไกลออกไป

ทันใดนั้น ทุกคนรีบวิ่งเข้าไปทำความเคารพเยี่ยนจ้าวเกอ

ครั้นเห็นท่าทางของทุกคนเหมือนจะพูดแต่ก็หยุดไป เยี่ยนจ้าวเกอจึงยิ้มพลางส่ายหน้า และมองเด็กหนุ่มแซ่เฟ่ยคนนั้น “ต่อไปนี้เขาจะไม่รังแกเจ้าอีกแล้ว”

“แต่ว่า การฝึกฝนอย่างสุดกำลังกายและกำลังใจ ไม่ว่าเมื่อไรก็เป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ ยิ่งตนเองพยายามมาก สุดท้ายคนที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดก็คือตัวเจ้า”

“อย่างเช่น หากเจ้ามีตำแหน่งและวรยุทธ์เหมือนอย่างศิษย์น้องซือคงแล้วล่ะก็ ถ้าเช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องมีใครออกหน้าแทนเจ้า เพราะเขาไม่กล้ารังแกเจ้า”

ริมฝีปากของศิษย์น้องเฟ่ยสั่นสะท้าน แล้วคำนับเยี่ยนจ้าวเกอครั้งหนึ่งอย่างกล้าๆ กลัวๆ “ขอรับ ข้าจะจดจำสิ่งที่ศิษย์พี่เยี่ยนสั่งสอนไว้เป็นอย่างดี”

เขารู้สึกตื้นตัน อยากจะกล่าวขอบคุณแต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี หลานเหวินเหยียนจึงดึงแขนเสื้อของเขา แล้วพูดอย่างนอบน้อบว่า “จดจำไว้ในใจก็ดีแล้ว เจ้าต้องจำใจยอมรับคำสั่งสอนศิษย์พี่เยี่ยนเช่นที่ทำกับหม่าชิวได้อย่างไร”

“จริงด้วย” ศิษย์น้องเฟ่ยพยักหน้าหงึกหงัก พลางมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความซาบซึ้งและเคารพนับถืออย่างยิ่ง

หลานเหวินเหยียนและคนอื่นๆ ก็เป็นเช่นเดียวกัน

เยี่ยนจ้าวเกอพูดขึ้นอีกประโยคหนึ่ง อีกฝ่ายจึงไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก แค่ยิ้มและพูดขึ้นนิ่งๆว่า “ดูจากการแต่งกายของพวกเจ้า คิดจะออกไปข้างนอกสินะ จะไปไหนกันหรือ”

ซือคงจิงตอบอย่างสงบว่า “ข้ากำลังจะพาศิษย์น้องไปเทือกเขามฤคลับตาเจ้าค่ะ”

“อืม เจ้ามีประสบการณ์เคยไปที่นั่น ดูแลพวกเขาให้ดี” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว

“เจ้าค่ะ” ซือคงจิงตอบ

ในเมื่อเป็นฝีมือของเยี่ยนจ้าวเกอจริง ทุกคนก็ไม่จำเป็นต้องเป็นกังวลว่าสวีชวนจะพูดอย่างทำอีกอย่าง ความรู้สึกไม่พอใจอันเกิดจากหม่าชิวเมื่อครู่นี้ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยทันที บรรยากาศพลันผ่อนคลายลง

มีศิษย์บางคนถามเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความแปลกใจว่า “ศิษย์พี่เยี่ยน ‘ท่านตง’ ที่กลุ่มบัณฑิตเหล่านั้น และกลุ่มคนที่แสดงหุ่นกระบอกพูดถึง ใช่ท่านอาจารย์ปู่สะเทือนสวรรค์ของสำนักเราหรือไม่”

เนื่องจากเมืองใกล้ปราการอยู่ติดกับหุบเหวปราการมังกร ผู้คนที่อยู่ที่นี่ส่วนมากล้วนเป็นจอมยุทธ์ ประชาชนคนทั่วไปค่อนข้างน้อย แต่ก็มีคนที่ยอมเสี่ยงอันตรายเข้ามาปักหลักอยู่ที่นี่เช่นกัน”

และเนื่องจากเป็นเมืองค้าขาย ในเมืองจึงครึกครื้นมาก

บนถนนในขณะนี้มีเด็กๆ จำนวนมากรวมตัวกันดูการแสดงละครหุ่นกระบอกอย่างใจจดใจจ่อ

คนแสดงละครหุ่นกระบอกกำลังบังคับหุ่นกระบอกสองตัวให้ต่อสู้กันไปมาอยู่บนเวที ส่วนตนเองซ่อนตัวอยู่หลังเวที อารัมภบทว่า “เห็นเพียงท่านตงฟันดาบลง แผ่นดินก็ร้าวแตกออกทันที ผืนทะเลแบ่งออกเป็นสองส่วน และตัดหัวของราชาปีศาจอัคคีหลุดจากบ่าไป!”

“ราชาปีศาจอัคคีกล้าเข้ามาในโลกแปดพิภพของข้า ช่างบังอาจนัก แต่เมื่อเจอกับท่านตงก็ต้องสอนให้รู้ไปเลยว่ามาได้ แต่กลับไปไม่ได้!”

ตุ๊กตาหุ่นกระบอกสองตัวในละครหุ่นกระบอกริมทางนี้ แม้จะดูเก่ามากแล้ว แต่งานฝีมือกลับดูประณีตมาก

ตุ๊กตาหุ่นกระบอกตัวหนึ่งเป็นชายวัยกลาง ในมือถือดาบยาวเล่มหนึ่ง ดูทรงพลังและมีอำนาจ

ส่วนตุ๊กตาหุ่นกระบอกอีกตัวหนึ่งกลับมีร่างกายสีแดงดุจเปลวเพลิงทั้งตัว แม้ดูแล้วจะมีรูปร่างคล้ายกับคน แต่กลับหน้าเขียวมีเขี้ยว แววตาดุร้าย ราวกับปีศาจร้าย ผมบนหัวก็ถูกสลักให้มีรูปร่างเหมือนกับเปลวไฟด้วยเช่นกัน

ด้วยการบังคับของคนแสดงหุ่นกระบอก ตุ๊กตาหุ่นกระบอกรูปชายวัยกลางฟันดาบลงไปที่ต้นคอของราชาปีศาจอัคคี จนตุ๊กตาราชาปีศาจอัคคีต้องถอยร่นไปทันที

ไม่เพียงแต่เด็กๆ เท่านั้นที่รู้สึกสนุกและตื่นเต้น คนดูโดยรอบต่างก็ส่งเสียงอย่างคึกคัก

เยี่ยนจ้าวเกอเห็นภาพตรงหน้า แล้วพูดขึ้นว่า “ถูกต้อง ‘ท่านตง’ ที่ว่าก็คือท่านอาจารย์ปู่ตงเก๋อของสำนักเรา”

อาจารย์ปู่สะเทือนสวรรค์ จ่านตงเก๋อ ยอดฝีมืออันดับหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเขากว่างเฉิง ในตอนที่เขาเป็นผู้นำสำนักนั้น เป็นช่วงที่เขากว่างเฉิงรุ่งเรืองจนถึงขีดสุด

จ่านตงเก๋อที่ไร้เทียมทานในตอนนั้น เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในโลกแปดพิภพ เป็นคนที่ผู้คนต่างก็ชายตามอง เขาทำให้เขากว่างเฉิงรุ่งเรืองจนถึงที่สุด และเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งที่มีอิทธิพลทั่วฟ้าดินในโลกแปดพิภพอย่างสมเกียรติ

น่าเสียดาย ขณะที่จ่านตงเก๋อและเขากว่างเฉิงกำลังรุ่งเรืองที่สุดนั้น ใต้หล้าก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่

จู่ๆ ท้องนภาเหนือฝั่งตะวันออกของโลกแปดพิภพก็แหวกออก

ปรากฏรอยต่อระหว่างโลกปีศาจอัคคี และโลกแปดพิภพ

ผู้ที่ครอบครองโลกปีศาจอัคคีไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นปีศาจอัคคี ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งและมีนิสัยดุร้าย

เมื่อปีศาจอัคคีรุกล้ำเข้ามา จ่านตงเก๋อและเขากว่างเฉิงจึงนำกำลังยกทัพวีรบุรุษทั่วฟ้าออกไปรับศึก

แต่ยอดฝีมือฝั่งปีศาจอัคคีมีมากกว่า โลกแปดพิภพเป็นฝ่ายเสียเปรียบในสงครามของครั้งนี้ สุดท้ายจ่านตงเก๋อจึงสู้หนึ่งต่อห้ากับศัตรู และใช้กำลังของตนสังการราชาราชาปีศาจอัคคี ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของโลกปีศาจอัคคี ขณะเดียวกันก็ได้ฆ่าราชาราชาปีศาจอัคคีอีกสองตน ก่อนจะเกิดราชาราชาปีศาจอัคคีขึ้นใหม่อีกสองตน สถานการณ์สงครามจึงแปรเปลี่ยนไป

สุดท้ายฝ่ายปีศาจอัคคีก็ถูกไล่ต้อนจนต้องยกทัพถอยหนีกลับไปยังโลกของตน บรรดายอดฝีมือของเผ่ามนุษย์ในโลกแปดพิภพเองก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักเช่นกัน

อาจารย์ปู่สะเทือนสวรรค์ จ่านตงเก๋อนำทัพอย่างเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ และมีผลการรบน่าชื่นชมยกย่อง แต่สุดท้ายก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหว จึงสิ้นใจลงดั่งตะเกียงไฟที่เชื้อเพลิงหมด เหล่ายอดฝีมือของเขากว่างเฉิงเองก็เจ็บและตายไปกว่าครึ่ง

และก็นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นจะเสียหายไม่น้อยเช่นกัน แต่ก็ได้โอกาสที่จะไล่ตามเขากว่างเฉิงที่เสียหายหนักที่สุด สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด จนกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งแห่งใหม่

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ไม่ลงรอยกันนัก ราชาองค์ใหม่และองค์เก่าต่างไม่ชอบพอกันก็เป็นเหตุผลหนึ่งด้วย

ช่องว่างรอยต่อระหว่างสองโลกยังคงอยู่ แม้ตอนนั้นราชาปีศาจอัคคีจะพ่ายแพ้กลับไป แต่ก็ยังมีการข่มขู่อยู่ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายยังคงมีการรบกับไม่หยุดหย่อน

และเพราะการมีอยู่ของราชาปีศาจอัคคี และสัญญาสันติระหว่างแต่ละดินแดนศักดิ์สิทธิ์ สถานการณ์โดยรวมของโลกแปดพิภพในปัจจุบันจึงยังถือได้ว่าสงบสุข

การแสดงเหล่านั้นไม่กล้าที่จะขนานนามของจ่านตงเก๋อโดยตรง จึงใช้ชื่อ ‘ท่านตง’ เป็นชื่อเรียกแทน เป็นธรรมดาที่พวกเขาเองรู้เรื่องในตอนนั้นอย่างจำกัด การแสดงต่างๆ ในตอนนี้เองจึงเกินจริงมาก ทุกอย่างในตอนนั้นไม่ต่างกับเรื่องของเทพและสัตว์ประหลาด

แน่นอน สำหรับประชาชนทั่วไปแล้ว จ่านตงเก๋อท่านนี้เองก็เป็นบุคคลที่เหมือนอยู่ในตำนาน เรื่องราวต่างๆ ในตอนนั้นก็เป็นดั่งนิทาน


เนื่องจากมีประโยชน์ต่อการสร้างชื่อเสียงให้กับสำนัก และรวมจิตใจของผู้คนเข้าด้วยกัน ดังนั้นเขากว่างเฉิงจึงไม่ได้ห้ามปรามในเรื่องนี้ และทำเป็นลืมตาข้างหนึ่งหลับตาข้างหนึ่งเท่านั้น

ลูกศิษย์เขากว่างเฉิงทั้งหมดได้คิดทบทวนถึงเอกสารที่บันทึกไว้และคำพูดของผู้ใหญ่ในสำนัก และนึกภาพเรื่องราวตอนนั้น ชั่วขณะหนึ่งต่างก็ถอนหายใจ “ตอนนั้นสำนักเรา…เฮ้อ! ”

อาหู่ยืนอยู่ข้างๆ เยี่ยนจ้าวเกอ พลันมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะมองไปอีกที่หนึ่ง

เยี่ยนจ้าวเกอก็มองตามสายตาของเขาไป ก่อนจะเห็นบุรุษชุดขาว หนวดเคราเต็มหน้าคนหนึ่งปรากฏขึ้น

ฝ่ายตรงข้ามมองดูการแสดงละครหุ่นกระบอกที่อยู่ไกลออกไป และมองดูทุกคนของเขากว่างเฉิง พลางส่ายหัว “เหล่าแมลงที่น่าเวทนา ใช้ชีวิตอยู่แต่ในความทรงจำที่หลอกลวงตนเอง”
บทที่ 32
เมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามสวมเสื้อของลูกศิษย์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ และได้ยินคำที่ฝ่ายตรงข้ามพูด สีหน้าของลูกศิษย์ของเขากว่างเฉิงทั้งหมดก็เผยให้เห็นถึงความไม่พอใจทันที

ชายเสื้อขาวที่มีหนวดเคราปกคุมทั้งหน้าเดินเข้ามาใกล้ๆ แต่สายตากลับมองไปอีกทางหนึ่ง “คนน่ะ ควรจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน”

สิ่งที่อยู่ฝั่งนั้นคือเวทีการแสดงอีกครั้งหนึ่ง

“ท่านสุริยันศักดิ์สิทธิ์ กลายร่างเป็นรุ้งวาดข้ามขอบฟ้าท่ามกลางแดดที่จ้าและฟ้าที่โปร่ง…” ด้านหลังของเวที มีเสียงพากย์ดังขึ้นลงเป็นทำนอง

ในเมืองใกล้ปราการไม่ได้มีเพียงแค่กองกำลังของเขากว่างเฉิงเท่านั้น สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เองก็มีฐานทัพในพื้นที่นี้ด้วยเช่นกัน และยังมีอิทธิพลในระดับหนึ่งด้วย

ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่จะมีบัณฑิตหรือนักแสดงละครคอยเล่าเรื่องราวตำนานของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อยู่ด้วยเช่นกัน

คนเหล่านี้ส่วนมากก็เป็นเพียงคนที่หาข้าวปลาเลี้ยงปากท้อง ซึ่งไม่ได้มีความคิดที่จะเข้าข้างโอนเอนไปยังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ประชาชนชอบนิทานเรื่องเล่าอะไร พวกเขาก็แสดงอย่างนั้น

สำหรับเรื่องเล่าขานที่เป็นที่รู้จักกันไปทั่วของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์นั้น ก็คือผู้นำสำนักรุ่นบรรพบุรุษ ซึ่งก็เป็นบุคคลที่เป็นตำนานอีกคนหนึ่ง

ตามตำนานของชาวบ้านเล่าว่าชายคนนี้เหินฟ้ายามกลางวันที่สว่างเจิดจ้า ส่วนในโลกของจอมยุทธ์ มีเรื่องราวการเล่าขานแตกต่างมากมาย

มีทั้งที่กล่าวว่าเขาได้เข้าสู้ในระดับที่สูงขึ้น ได้ขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์แล้ว

ก็มีที่กล่าวว่าเขายังคงเก็บซ่อนตัวและฝึกฝนลับอยู่ในพื้นที่ต้องห้ามของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

และยังมีกล่าวอีกว่าเขาเข้าฌานบำเพ็ญเพียรจนหมดสิ้นอายุขัยไปแล้วต่างๆ นานา

ถึงอย่างไรก็ไม่ได้พบเห็นเขามานานแล้ว ข่าวลือคำพูดจึงมีต่างๆ นับไม่ถ้วน

หลังจากจ่านตงเก๋อล่วงลับไป สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้คนคนนี้เป็นผู้นำและค่อยๆ ตั้งตัวขึ้น จนสุดท้ายได้กลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งแห่งใหม่

สายตาของชายชุดขาวมองไปยังบนเวทีฝั่งนั้น ความหมายของคำพูด ไม่ต้องอธิบายก็เข้าใจได้

ลูกศิษย์เขากว่างเฉิงต่างรู้สึกหงุดหงิด

“เซียวเซิง เหตุใดเจ้าถึงได้กลายเป็นเจ้าหนวดเช่นนี้ล่ะ?” เยี่ยนจ้าวเกอกลับมองฝ่ายตรงข้ามด้วยแววตาที่รู้สึกประหลาดและขบขัน

เซียวเซิงไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับกระดิกหูเล็กน้อย ราวกับกำลังฟังอะไรบางอย่าง ขณะเดียวกันก็พินิจพิจารณาเยี่ยนจ้าวเกออย่างละเอียดถี่ถ้วน

“เสียงเต้นของชีพจรและเลือดที่ไหลเวียนเบาแทบไม่ได้ยิน หนาแน่นแต่ไหลลื่น…เลือดดุจปรอท เจ้าบรรลุระดับปรมาจารย์จิตรานอกแล้ว? และยังทำการชำระล้างไขกระดูกครั้งที่สองสำเร็จในเวลารวดเร็วเช่นนี้?”

“แต่ก็ไม่สำคัญหรอก” เซียวเซิงบอกปฏิเสธ พลางกวาดตามองเยี่ยนจ้าวเกออย่างพินิจพิจารณา “เยี่ยนจ้าวเกอ เจ้าเล่นงานคนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ของข้าในหุบเหวปราการมังกร คงไม่ได้คิดว่าจะเล่นงานเปล่าๆ ใช่หรือไม่?”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม “เจ้าจะออกหน้าให้กับพวกเฉาหยวนหลงหรือ? ”

เซียวเซิงขยับเท้าเดินเข้ามาข้างหน้าจนถึงตรงหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอ “ไม่เช่นนั้นเจ้าคิดอย่างไร?”

ในตอนแรกคนของเขากว่างเฉิงดูไม่ออกว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นใคร แต่เมื่อได้ยินชื่อของเซียวเซิงก็รู้ในทันทีว่าคนที่อยู่ตรงหน้านี้เป็นใคร

หลานชายของท่านผู้อาวุโสเก่าแก่แห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ และถูกขนานนามว่ารุ่งอรุณทั้งสี่เช่นเดียวกับเฉาหยวนหลง แต่เวลาการฝึกฝนนานกว่า และระดับของวรยุทธ์สูงกว่า

“ปรมาจารย์ขั้นจิตรานอก…” ซือคงจิงขมวดคิ้วเล็กน้อย มองเยี่ยนจ้าวเกอและเซียวเซิง

เช่นเดียวกับเฉาหยวนหลงก่อนหน้านี้ที่เป็นคู่ปรับที่รับมือได้ยากในระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราในระยะท้าย ตลอดทางที่เซียวเซิงเดินผ่านมา วรยุทธ์ก็อยู่เป็นอันดับต้นๆ ของคนในระดับเดียวกับ ผลงานการรบก็โดดเด่นยิ่งกว่าเฉาหยวนหลง

เมื่อเทียบกับเฉาหยวนหลงที่ฝึกฝนวิชากระบี่ที่ไม่เป็นที่นิยมแล้ว เซียวเซิงกลับเลือกที่จะฝึกวิชาดั้งเดิมของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ตามตำราลำดับขั้นตอน

แต่ถึงเป็นเช่นนี้ เขาก็ยังคงโดดเด่นเหนือบรรดาอัจฉริยะรุ่นใหม่ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

ในอดีตเขาเคยชนะคู่ต่อสู้ที่เป็นปรมาจารย์ขั้นจิตรานอกระยะกลางด้วยระดับปรมาจารย์ขั้นจิตรานอกระยะต้น จึงทำให้ชื่อเสียงของเขาเลื่องลือไปทั่ว

ลูกศิษย์ของเขากว่างเฉิงแม้จะมีความมั่นใจในตัวของเยี่ยนจ้าวเกอ แต่ด้วยระดับวรยุทธ์ของเซียวเซิง ประสบการณ์การต่อสู้ของเขามีมากกว่ามาก จึงยากที่จะไม่ทำให้พวกเขารู้สึกหวาดหวั่นใจ

เสียงของเซียวเซิงทุ้มใหญ่ แต่น้ำเสียงค่อยเป็นค่อยไป “ก่อนหน้านี้เจ้าเล่นงานพวกเฉาหยวนหลงอย่างไร วันนี้ข้าก็จะมาคืนให้แบบนั้น”

“นอกจากเฉาหยวนหลงแล้ว เจ้ายังเล่นงานศิษย์น้องคนอื่นๆ ของข้า วันนี้นอกจากเจ้าแล้ว คนอื่นๆ ที่อยู่ด้านหลังเจ้า ข้าก็จะเลือกคนมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าด้วย”

การกดขี่ด้วยระดับวรยุทธ์เช่นที่เซียวเซิงทำอยู่ในตอนนี้ ทำให้ทุกคนเกิดไม่พอใจเป็นธรรมดา “เจ้าคิดว่าเขากว่างเฉิงของเราไม่มีปรมาจารย์ขั้นจิตรานอกระยะท้ายหรืออย่างไร?”

เยี่ยนจ้าวเกอกลับมีสีหน้าเป็นปกติ “จอมยุทธ์ที่อายุน้อยกว่าสี่สิบปี โดยปกติแล้วถ้าอายุห่างกันสามถึงห้าปีจะถูกแบ่งเป็นช่วงอายุที่ต่างกัน”

“เจ้ากับข้าถึงอายุจะห่างกันไปหน่อย แต่ว่าข้าก็ไม่ถือสาหรอก ก็ถือเสียว่าพวกเราอายุเท่ากันก็แล้วกัน”

“อาหู่ เจ้าไม่ต้องเข้ามายุ่ง”

อาหู่จ้องเซียวเซิงอย่างไม่สบอารมณ์ แต่เมื่อได้ยินคำสั่งของเยี่ยนจ้าวเกอ จึงพยักหน้าแล้วถอยหลังไป

เซียวเซิงจ้องเยี่ยนจ้าวเกอ “ความสามารถเป็นเช่นไรค่อยว่ากัน แต่ความกล้าหาญไม่น้อยเลย”

“ข้าจะไม่รังแกเจ้าด้วยระดับวรยุทธ์ วิชาดาบของเจ้าทำลายวิชาเข็มทองสุริยันและหัตถ์เทพกลางเวหาของเฉาหยวนหลงได้ กระบวนท่าการเคลื่อนไหวของเจ้าคงมีเอกลักษณ์เฉพาะ เช่นนั้นข้าจะประลองกระบวนท่ากับเจ้าแล้วกัน”

พูดแล้ว เซียวเซิงก็กางแขนทั้งสองข้างออก

ที่ห่างออกไปกำลังมีการแสดงของ ‘ท่านตงปลิดชีพราชาราชาปีศาจอัคคี’ และ ‘ท่านสุริยันศักดิ์สิทธิ์เหินนภาวันสว่าง’ อยู่ นักแสดงหุ่นกระบอกทั้งสองกลุ่มรู้สึกเพียงว่าจู่ๆ มือก็เบาไป

จากนั้นพวกเขาก็พบว่า ตุ๊กตาหุ่นกระบอกที่เป็นตัวแทนของท่านตงและท่านสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในมือหายไป

ผู้ชมต่างก็ตกใจฮือฮากัน และมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าตุ๊กตาหุ่นกระบอกหายไปไหน และหายไปได้อย่างไร

ตุ๊กตาหุ่นกระบอกทั้งสองต่างก็อยู่ในมือของเซียวเซิง ในมือของเซียวเซิงจับไม้ควบคุมตุ๊กตาหุ่นกระบอก และเชือกใต้ไม้ควบคุมก็ตรึงตัวของตุ๊กตาหุ่นกระบอกไว้

“ได้ยินมาว่าเจ้าใช้ท่อนไม้ไผ่แทนกระบี่ และควบคุมได้อย่างอิสระ คิดว่าคงควบคุมปราณจิตราได้ดีไม่น้อย มีคุณสมบัติมากพอที่จะมาเล่นสนุกกับข้า”

เซียวเซิงยิ้มแล้วพูดว่า “เจ้านี่แม้มันจะมีความหนาแน่นมากกว่าไม้ไผ่ แต่มันเปราะบางมาก ถ้าถ่ายเทปราณจิตราเข้าไปมากเกิน มันก็จะระเบิดตัวเอง ดังนั้นเจ้าไม่ต้องห่วงว่าข้าจะรังแกเจ้าด้วยระดับของวรยุทธ์ ของเล่นชิ้นนี้ก็เป็นเหมือนกันสิ่งที่จำกัดการขับเคลื่อนปราณจิตราที่เป็นขีดจำกัดสูงสุดของพวกเรา”

“การขับเคลื่อนปราณจิตราก็เหมือนกันหมดทุกคน ถ้าอยากชนะ เราก็มาประลองกันดูว่าวรยุทธ์ของใครมีการเปลี่ยนแปลงที่ประณีตมากกว่ากัน ใครจะสามารถขับเคลื่อนปราณจิตราได้ละเมียดละไมกว่ากัน”

พูดแล้ว เซียวเซิงก็โยนตุ๊กตาหุ่นกระบอกของท่านตงให้เยี่ยนจ้าวเกอ

เยี่ยนจ้าวเกอรับตุ๊กตาหุ่นกระบอกไว้ แล้วจู่ๆ ก็ยิ้มขึ้นมา “ถ้าข้าจำไม่ผิดล่ะก็ ท่านอาจารย์ปู่คนนี้ของสำนักเจ้า ตอนนั้นถูกท่านอาจารย์ปู่สะเทือนสวรรค์ขับไล่เข้าไปที่ปากปล่องภูเขาไฟ ก็ไม่กล้าออกจากที่นั่นตั้งชั่วครึ่งอายุคน”

“จนกระทั่งราชาปีศาจอัคคีบุกรุก ได้รับอนุญาตพิเศษจากท่านอาจารย์ปู่สะเทือนสวรรค์ ถึงคลานออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟสินะ?”

เซียวเซิงมองเยี่ยนจ้าวเกอ แล้วพูดขึ้นอย่างเยือกเย็นว่า “คนของเขากว่างเฉิง พูดเป็นแต่เรื่องในอดีตหรือ? ถ้าชอบที่จะมีชีวิตอยู่ในอดีต งั้นก็จงเป็นผุยผงไปพร้อมกับประวัติศาสตร์เลยแล้วกัน”

ครั้นกล่าวจบ เขาก็กระตุกฝ่ามือครั้งหนึ่ง ปราณจิตราพลันแผ่ปกคลุมไปทั่วร่างกาย

เชือกที่ตรึงตัวของหุ่นกระบอกขาดทุกเส้น แต่ตุ๊กตาหุ่นกระบอกยังลอยอยู่กลางอากาศไม่ตกพื้น ยิ่งไปกว่านั้น รอบตัวหุ่นก็ปรากฏแสงสีทองอ่อนๆ ไหลเวียนไปมาด้วย

ภายใต้ปราณจิตราที่ถูกกระตุ้นให้ปลดปล่อยออกมา ตุ๊กตาหุ่นกระบอกที่หยาบกระด้างก็มีดูมีชีวิตชีวาขึ้นทันที ราวกับมีชีวิตเป็นของตนเอง

แขนขาทั้งสี่ของหุ่นกระบอกขยับไปมา และตบฝ่ามือหนึ่งตรงไปยังตุ๊กตาหุ่นกระบอกของท่านตงที่อยู่ในมือของเยี่ยนจ้าวเกอ!

ฝ่ามือเล็กๆ ของตุ๊กตาหุ่นกระบอกที่ตบไปเกิดเป็นลมที่เย็นเฉียบ!

ทั้งในอากาศก็เกิดเสียงดังกระหึ่ม ราวกับระเบิด!

ทุกคนของเขากว่างเฉิงที่เห็นดังนั้นก็รู้สึกหวาดหวั่นใจ “มิน่าล่ะ เขารู้ทั้งรู้ว่าศิษย์พี่เยี่ยนชนะเฉาหยวนหลงได้อย่างไร แต่ยังกล้าใช้วิธีแบบนี้ท้าประลอง!”

เยี่ยนจ้าวเกอกลับยิ้มขึ้น พลิกฝ่ามือลง เชือกที่ตรึงกับตุ๊กตาหุ่นกระบอกของตนเองก็ขาดออกเช่นกัน

ภายใต้การขับเคลื่อนของปราณจิตรา ดวงตาทั้งคู่ของตุ๊กตาหุ่นกระบอกท่านตงราวกับมีแสงกะพริบอยู่

บัดนี้ ท่านตงได้เปลี่ยนเป็นผู้สะเทือนสวรรค์ที่ทรงพลัง



ดาบที่อยู่ในมือของตุ๊กตาหุ่นกระบอกสั่นครั้งหนึ่ง ก่อนจะฟาดฟันผ่านอากาศไป กลบเหลือไว้เพียงร่องรอยที่มองเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า

“แสดงได้ดีๆ เยี่ยนจ้าวเกอ อย่างน้อยก็ทำให้ข้ารู้สึกสนุกหน่อยสิ” บัดนี้ดวงตาทั้งคู่ของเซียวเซิงมีแววที่เย็นยะเยือกราวกับงู

ภายใต้การควบคุมของเขา ฝ่ามือทั้งสองของตุ๊กตาหุ่นกระบอกท่านสุริยันศักดิ์สิทธิ์ยกลอยขึ้น และโจมตีไปที่ตุ๊กตาหุ่นกระบอกที่อยู่ในมือของเยี่ยนจ้าวเกอ!
บทที่ 33
ภายใต้การควบคุมของเซียวเซิง ฝ่ามือทั้งสองของตุ๊กตาหุ่นกระบอกท่านสุริยันศักดิ์สิทธิ์พลันลอยขึ้น และลอยผ่านไปราวกับภาพลวงตา

ดุจพระอาทิตย์กำลังคล้อยตกดิน แสงสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่แปรเปลี่ยนเป็นภาพต่างๆ ทั้งสวยงาม ขมขื่น และลึกลับ

หัตถ์เงาสนธยา

วรยุทธ์วิชาสายหลักของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นวิชาเจ็ดสุริยะเช่นเดียวกันกับหัตถ์เทพกลางเวหา

นับเป็นชื่อวรยุทธ์วิชาที่มีชื่อเรียกตามการเปลี่ยนแปลงกระบวนท่า ในบรรดาวรยุทธ์วิชาที่มีจำนวนไม่มากของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

เซียวเซิงได้ฝึกฝนและค้นคว้าวรยุทธ์วิชานี้มานานหลายปี จนรู้ลึกถึงแก่นแท้ของวิชาแล้ว

แม้แต่ผู้หลักผู้ใหญ่ร่วมสำนักที่มีวรยุทธ์แก่กล้ามากกว่าเขา ก็ยังมีความรู้ความเข้าใจในวรยุทธ์วิชานี้ไม่เท่าเขาด้วยซ้ำ

ภายใต้การกระตุ้นปราณจิตราของเซียวเซิง ตุ๊กตาหุ่นกระบอกนั้นราวกับจอมยุทธ์ที่มีชีวิต มันแสดงวรยุทธ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนมากมายนี้ออกมาได้ทุกรายละเอียด

“ขนาดควบคุมตุ๊กตาหุ่นกระบอกยังทำได้ถึงเพียงนี้ แล้วถ้าเจ้าตัวเซียวเซิงใช้เอง จะมีอานุภาพเพียงใดกัน”

ลูกศิษย์ของเขากว่างเฉิงที่ดูการปะทะอยู่ข้างๆ ต่างก็รู้สึกขมในคอ ฝ่ามือค่อยๆ มีเหงื่อซึมออกมา

สายตาของเยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้มองตุ๊กตาหุ่นกระบอกท่านสุริยันศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับมองมือที่กำลังควบคุมตุ๊กตาหุ่นกระบอกของเซียวเซิง

เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่โจมตีมาด้วยพลังอันร้ายกาจ ตุ๊กตาหุ่นกระบอกท่านตงก็ฟาดฟันดาบออกไปโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง!

ในสายตาของทุกคน ตุ๊กตาหุ่นกระบอกที่แต่เดิมห้อยระโยงรยางค์ บัดนี้ราวกับเปลี่ยนเป็นเซียนมังกรผู้ทรงพลัง มันเหินทะยานขึ้นฟ้า ทำลายบรรดาภาพลวงตาที่เกิดจากแสงสนธยายามพลบค่ำออกทั้งหมด

แสงสีเขียวกระจายตัวออก ราวกับมังกรสะบัดเกล็ด บินเหินลัดฟ้า

ภาพลวงตาถูกทำลายทีละชั้น ประดุจฟองอากาศในความฝัน

แม้ว่าอาวุธที่อยู่ในมือของท่านตงจะเป็นดาบที่ทำจากไม้ แต่เยี่ยนจ้าวเกอก็ใช้ดาบแทนกระบี่โดยไม่สนใจรูปลักษณ์ของมัน กระบวนท่าเพลงกระบี่มังกรเขียวในชายเสื้อยังคงวิเศษสุดยอด และสลายวิชาอรหันต์เงาสนธยาของเซียวเซิง

ลูกศิษย์ของเขากว่างเฉิงส่งเสียงร้องยินดีพร้อมกันทันที

มุมปากของเซียวเซิงกลับเผยให้เห็นรอยยิ้มเยือกเย็น

“คิดว่าข้าเหมือนเฉาหยวนหลง ที่เป็นควายป่าเก่งแต่ใช้กำลังหรืออย่างไร”

พูดแล้ว เซียวเซิงก็บังคับตุ๊กตาหุ่นกระบอกให้เปลี่ยนกระบวนท่าดูซับซ้อนมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่มหัศจรรย์มากมายของวิชาหัตถ์เงาสนธยาพลันปรากฏขึ้น

ภายใต้การกระตุ้นของปราณจิตรา ตุ๊กตาหุ่นกระบอกของท่านสุริยันศักดิ์สิทธิ์เริ่มมีแสงอ่อนๆ ไหลเวียน ราวกับแสงสุดท้ายของพระอาทิตย์เข้าปกคลุมท่านตงอีกครั้ง

ครั้งนี้ ภาพลวงตานอกจากสวยงาม ขมขื่น ลึกลับ และมีการแปรเปลี่ยนสารพัดแล้ว ยังมีความรู้สึกสิ้นหวังเพิ่มเข้ามาด้วย

พระอาทิตย์ตกลับภูเขา ผืนแผ่นดินกำลังเข้าสู่ความมืดมิดยามค่ำคืน ขอบฟ้าเหลือเพียงแสงสนธยาสุดท้าย

ไม่ว่าจะพยายามยื้อดึงอย่างไร ไม่ยอมเพียงไร ก็เป็นสิ่งที่เปล่าประโยชน์

สิ่งที่จะเกิด ไม่ว่าอยางไรก็ต้องเกิด!

วินาทีนี้เซียวเซิงแสดงความหมายเบื้องลึกที่แท้จริงของวิชาหัตถ์เงาสนธยาออกมาจนหมดสิ้น

แสงสลัวยามสนธยาราวกับกรงขังแห่งความสิ้นหวัง ปกคลุมตุ๊กตาหุ่นกระบอกท่านตงไว้

กระนั้นกระบวนท่าเพลงกระบี่มังกรเขียวในชายเสื้อของเยี่ยนจ้าวเกอ ก็ยังคงราวกับมังกรฟ้าพุ่งทะยานขึ้นในอากาศ ล้ำเลิศเหนือชั้น

แต่วินาทีนี้ก็ทำได้แค่เพียงเบิกตากว้าง มองพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับไป โดยที่ไม่สามารถรั้งดึงการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาตินี้ได้

แสงกระบี่สีเขียวมืดลงในพริบตา ด้วยเพราะแสงอาทิตย์มัวหม่น ความมืดมิดมาเยือนตรงหน้าทุกคนที่กำลังดูการประลองอย่างฉับพลัน และกลืนกินตุ๊กตาหุ่นกระบอกทั้งสองเข้าไป

เซียวเซิงยิ้มพลางกล่าว “สิ่งที่ต้องล่วงลับ สุดท้ายก็ต้องล่วงลับไป”

“การระลึกคิดถึงก็เป็นแค่การกระทำที่เปล่าประโยชน์เท่านั้น!”

ปราณจิตราของเขาพลันสั่นสะเทือน ฝ่ามือทั้งสองของตุ๊กตาหุ่นกระบอกท่านสุริยันศักดิ์สิทธิ์ฟาดลงบนจุดสำคัญบริเวณหน้าอกของท่านตงแล้ว!

“เหอะๆ…” เยี่ยนจ้าวเกอมองภาพตรงหน้า ในดวงตาฉายแววเยือกเย็น

ในขณะเดียวกัน ร่างกายของตุ๊กตาหุ่นกระบอกท่านตงก็บิดตัวด้วยความเร็ว และสะบัดข้อมือครั้งหนึ่ง!

ปลายดาบไม้เก็บเข้าหาตัว และรวมเป็นหนึ่งกับร่างกายของตุ๊กตาหุ่นกระบอก

พลังความสามารถที่เดิมทีถูกปลดปล่อยออกมาอย่างโดดเด่น จู่ๆ ก็กลับเป็นธรรมดา

ราวกับเก็บกระบี่เข้าฝัก ดุจมังกรแท้บินเหินอยู่กลางฟ้า หลบลอดซ่อนตัวไปในกลีบเมฆ

มังกรเขียวในชายเสื้อ เพลงกระบี่มังกรเมฆาซ่อนกระบี่!

รอยยิ้มบนใบหน้าของเซียวเซิงหุบลง ในใจเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้น

เขารู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่รู้สึกยินดี ราวกับมีหนามแหลมทิ่มบนแผ่นหลัง!

เยี่ยนจ้าวเกอบังคับท่านตงให้ใช้กระบวนเพลงกระบี่กระบวนหนึ่ง เสี้ยววินาทีนี้เซียวเซิงรู้สึกเพียงว่าฝ่ายตรงข้ามหายไปจากตรงหน้าของตนเองอย่างไร้ร่องรอยเท่านั้น

ทั้งๆ ที่เยี่ยนจ้าวเกอยังอยู่ที่ที่เดิม เซียวเซิงฟาดฝ่ามือลงไปคิดว่าต้องโดนอีกฝ่ายเข้าอย่างจังแน่ แต่สุดท้ายกลับเจอแต่อากาศ!

“กลลวงหลอกเด็ก กลปาหี่!” เซียวเซิงตะคอกด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง เสียงทุ้มใหญ่เล็กแหลมขึ้นมาเล็กน้อย

เขาบังคับตุ๊กตาหุ่นกระบอกท่านสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ฝืนเก็บพลังบนฝ่ามือของตนเองไม่ให้ปล่อยออก และพยายามพินิจสัมผัสถึงฝ่ายตรงข้าม

เมื่อเริ่มจับร่องรอยของเยี่ยนจ้าวเกอได้บ้างแล้ว ร่างกายของท่านตงก็ขยายใหญ่ขึ้น!

ราวกับเมฆที่ถูกฟ้าผ่าออก คมกระบี่เยือกเย็นระเบิดออก โดยมีเป้าหมายที่ท่านสุริยันศักดิ์สิทธิ์

คล้ายกับมังกรลอดเข้าไปในหมู่เมฆ แล้วจู่ๆ ก็โผล่เอาหัวออกมา!

สถานการณ์ในตอนนี้เหมือนกลยุทธ์โจมตีกลับอย่างฉับพลันของสงครามมนุษย์ ที่เล่นงานโดยที่ไม่ให้ศัตรูได้ตั้งตัว

เซียวเซิงแสยะยิ้ม ฝ่ามือที่เก็บซ่อนพลังไว้ระเบิดออกมาเช่นเดียวกัน และปะทะกับการโจมตีของเยี่ยนจ้าวเกอเข้าอย่างจัง

“ครั้งนี้จับเจ้าได้แล้ว!”

ขณะที่กำลังคิดอยู่ เซียวเซิงก็ต้องตกตะลึง เมื่อเห็นเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เดิมทีพลังกระบี่แผ่ซ่านถูกเก็บซ่อนไปในพริบตาอีกครั้ง และหายไปอย่างไร้ร่องรอย!

วิชาซ่อนกระบี่อีกแล้ว!

วิชามังกรเมฆาซ่อนกระบี่ ก่อให้เกิดภาพสมจริง สอดประสานกับการเคลื่อนไหว ราวกับมังกรซ่อนตัวในกลีบเมฆ ไร้ซึ่งร่องรอย และไม่อาจาดการณ์ได้!

วิชาหัตถ์เงาสนธยาของเซียวเซิงล้มเหลวโดยสิ้นเชิง!

และในวินาทีถัดมา แสงกระบี่สีเขียวก็สว่างเจิดจ้าขึ้น ค่อยๆ ฉีกฉากความมืดมิดออก และให้แสงสว่างกลับคืนสู่ผืนแผ่นดินอีกครั้ง!

“พระอาทิตย์ตกดินไป ก็มีรุ่งอรุณเสมอ อาจมีเมฆบดบังไว้บ้าง แต่สุดท้ายก็ต้องมีเวลาที่เมฆคลายหมอกสลายไป และทำให้แสงสว่างกลับคืนสู่ผืนปฐพีอีกครั้ง”

เยี่ยนจ้าวเกอพูดช้าๆ พร้อมรอยยิ้ม เขาใช้ดาบแทนกระบี่ ชี้ปลายดาบของท่านตงตรงไปยังหน้าอกของท่านสุริยันศักดิ์สิทธิ์!

นัยน์ตาของเซียวเซิงพลันหดตัว แต่ก็ไม่อาจบังคับตุ๊กตาหุ่นกระบอกท่านสุริยันศักดิ์สิทธิ์ให้หลบพ้นได้ทัน

แสงสีทองไร้รูปร่างหลายสายไหลเวียนไปมาในร่างของตุ๊กตาหุ่นกระบอกของท่านสุริยันศักดิ์สิทธิ์

การป้องกันด้วยปราณจิตราเพิ่มขึ้นจนถึงขีดสุด ฝืนกัดฟันทนต้านการโจมตีครั้งนี้ของท่านตง

แต่แสงสีเขียวที่ปลายดาบอันแหลมคมของท่านตงก็มีแสงสีทองกะพริบอยู่เช่นกัน

ดาบไม้ในขณะนี้ราวกับเป็นกระบี่เหล็กยาวของจริง พยายามทำลายเกราะป้องกันปราณจิตราของฝ่ายตรงข้าม และแทงเข้าไปที่หน้าอกของตุ๊กตาหุ่นกระบอกท่านสุริยันศักดิ์สิทธิ์!

“เหอะ!”

เซียวเซิงแค่นหัวเราะ ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงครั้งหนึ่ง ทำให้ปราณจิตราที่อยู่บนตัวของตุ๊กตาหุ่นกระบอกท่านสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ระเบิดออก!

ตุ๊กตาหุ่นกระบอกท่านสุริยันศักดิ์สิทธิ์แตกละเอียดเป็นอันดับแรก ดาบไม้ที่เสียบเข้าไปในร่างกายก็แตกออกเช่นกัน

พลังนี้ก็ยังแผ่กระจายไปตามไม้ดาบจนถึงตัวของตุ๊กตาหุ่นกระบอกท่านตง ร่างกายของตุ๊กตาหุ่นกระบอกท่านตงก็แตกเป็นเศษเสี้ยวทันทีเช่นเดียวกัน!

เยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่โมโห เขาเก็บมือกลับไปไพล่หลัง และมองเซียวเซิงอย่างสบายอกสบายใจ

เซียวเซิงจ้องเขม็งไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ ดวงตาหรี่เล็กเป็นเส้นตรง แววตาแห่งความดุร้ายทอประกายอยู่ในนั้น

หนวดเคราบนใบหน้าของเขาขยับไม่หยุด ตามลมหายใจหอบหนักของเขา

แม้ว่าจะไม่ได้แพ้จนหมดหน้าหมดตา หมดเปลือกหมดรูปเหมือนอย่างเฉาหยวนหลง แต่เซียวเซิงในตอนนี้ก็รู้สึกอับอายและโมโหมากเช่นกัน รู้สึกได้ถึงความแสบร้อนบนใบหน้าเลยทีเดียว



เขาเป็นคนเลือกวิธีการประลองเอง สุดท้ายเขาก็เป็นฝ่ายทำผิดกฎกติกาก่อน เหมือนกับการตบหน้าตัวเอง

ฉากจบเสมอกันที่ดูเหมือนตายพร้อมกัน แต่ความจริงแล้วเขาแพ้ไปแล้วตั้งแต่ก่อนหน้านั้น

เยี่ยนจ้าวเกอเหล่ตามองเซียวเซิง แล้วยักไหล่ “ที่จริงแล้วข้าเห็นด้วยกับคำพูดของเจ้า คนไม่ควรมีชีวิตที่ยึดติดอยู่กับอดีต”

“อยู่กับปัจจุบัน มองไปยังอนาคตถึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง”

ความหมายที่อยู่ภายในคำพูดของเยี่ยนจ้าวเกอ มีหรือเซียวเซิงจะฟังไม่ออก?

เซียวเซิงจ้องเยี่ยนจ้าวเกอเขม็ง แล้วพยักหน้าช้าๆ “เยี่ยนจ้าวเกอ เจ้าเก่งมาก”

“ข้ายอมรับว่าแต่ก่อนข้าดูถูกเจ้า แต่ไม่เป็นไร พวกเรา ยัง มี เวลา อีก เยอะ!”

พูดจบ เซียวเซิงก็ไม่ได้พูดอะไรอีก หันหลังกลับแล้วเดินจากไป

เยี่ยนจ้าวเกอหัวเราะเบาๆ ครั้งหนึ่ง “เวลาเดินไปข้างหน้าเสมอ เจ้าคิดเช่นนั้นไม่ได้หรอก”
บทที่ 34
เซียวเซิงถูกเยี่ยนจ้าวเกอเล่นงานจนถอยกลับไป ส่วนลูกศิษย์ของเขากว่างเฉิงที่อยู่ด้านข้างกำลังมองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยสีหน้าตกใจ

ชายหนุ่มเอาชนะเฉาหยวนหลง แล้วยังทำให้เซียวเซิงถอยกลับไปในระยะเวลาสั้นๆ ในบรรดาจอมยุทธ์รุ่นเยาว์ เยี่ยนจ้าวเกอถูกลิขิตไว้แล้วว่าไม่อาจมีใครเทียบเทียมได้

ถ้าจะบอกว่าการประลองชนะเฉาหยวนหลงก่อนหน้านี้ เป็นแค่การประลองของจอมยุทธ์ในระดับเดียวกันล่ะก็ คู่ต่อสู้ที่เผชิญหน้าในครั้งนี้เป็นถึงเซียวเซิง ผู้มีระดับวรยุทธ์สูงกว่าเยี่ยนจ้าวเกอมากกว่าหนึ่งระดับ

ถึงแม้ว่าจะเป็นเพราะเซียวเซิงใช้วิธีการประลอง ที่ควบคุมปราณจิตราของตนเองให้ลดลงมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเยี่ยนจ้าวเกอก็ตาม

แต่ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระดับสูงสุดก็ยังคงเป็นปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระดับสูงสุด ด้วยถูกกำหนดไว้ว่ามีโลกทัศน์ ประสบการณ์ และความเข้าใจเกี่ยวกับวรยุทธ์มากกว่าปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระดับต้น

ขณะที่ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระดับต้นบางคนเพิ่งเริ่มสัมผัส หรือยังไม่เคยได้สัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงที่อัศจรรย์ แต่ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระดับสูงสุดกลับรู้แน่ชัดทุกอย่างในใจแล้ว

ระยะห่างเหล่านี้ ยิ่งเห็นได้ชัดเมื่ออยู่ในการต่อสู้จริง

ถึงจะมีพลังเหมือนกัน ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้นใช้พลังเพียงหนึ่งส่วน แต่ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายอาจใช้พลังถึงห้าหรือหกส่วน หรือกระทั่งแปดถึงสิบส่วนก็เป็นได้

แต่การประลองเมื่อครู่นี้ ผลลัพธ์คือเยี่ยนจ้าวเกอเหนือกว่าหนึ่งขั้น บีบเค้นจนเซียวเซิงต้องกลืนคำพูดตนเอง แลกกับฉากจบที่ไม่น่าภาคภูมิใจนัก

หากเยี่ยนจ้าวเกอปรากฎตัวที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างสำนักเขากว่างเฉิง และประมือกับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระดับสูงสุดที่มีวรยุทธ์ค่อนข้างธรรมดา เกิดผลลัพธ์เช่นนี้ คนทั่วไปอาจยอมรับได้ง่ายกว่า

ทว่าคู่ต่อสู้คือเซียวเซิงแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ นั่นจึงมีความหมายที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

เพราะอย่างไรตัวเซียวเซิงก็เคยเป็นอัจฉริยะขั้นปรมาจารย์จิตราชั้นนอกระยะต้น ที่เคยเอาชนะปรมาจารย์จิตราชั้นนอกระดับกลางด้วยระดับวรยุทธ์ในขณะนั้น

ตุ๊กตาหุ่นกระบอกตัวเดียวที่แกะสลักมาจากไม้ มันเปราะบางมากเมื่อเปรียบเทียบกับปราณจิตราของจอมยุทธ์ แต่ภายใต้การควบคุมของเขา กลับดูราวกับคนที่มีชีวิตอยู่จริง และยังเป็นยอดฝีมือที่มีวรยุทธ์แก่กล้าอีกด้วย

ต่อให้เป็นตุ๊กตาหุ่นกระบอกท่านสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ทำการโจมตีครั้งหนึ่งภายใต้การควบคุมการของเซียวเซิง นอกจากซือคงจิงแล้ว ลูกศิษย์ของเขากว่างเฉิงระดับยุทธ์หลอมกายคงไม่มีใครสามารถรับไว้ได้

แต่อัจฉริยะที่เป็นคนในรุ่นเดียวกันเช่นนี้ กลับเป็นเหมือนกับเฉาหยวนหลงที่แหลกเหลวเป็นเม็ดทรายอยู่ตรงหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ

แล้วแบบนี้จะไม่ให้ทุกคนตกตะลึงได้อย่างไร?

ซือคงจิงมองดูเศษเสี้ยวของตุ๊กตาหุ่นกระบอกที่ตกอยู่บนพื้น แววตาสั่นไหวเล็กน้อย คล้ายกับว่าเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นในใจ

“หญิงสาวผู้นี้ดูมีใจที่ฝักใฝ่ในการฝึกฝนวรยุทธ์วิชา” เยี่ยนจ้าวเกอมองนางครั้งหนึ่ง ยิ้มและส่ายหัวอย่างห้ามไม่ได้ “เจ้าก็บรรลุขั้นประจักษ์กายามาพักหนึ่งแล้ว จะบรรลุระดับปรมาจารย์ก็เหลืออีกเพียงแค่ครึ่งก้าวเท่านั้น”

“เปลี่ยนลมปราณให้เป็นปราณจิตรา มีวิธีการฝึกฝนคือการทวนทิศทางของลมปราณ แล้วกลั่นลมปราณให้เป็นปราณจิตรา ผู้ใหญ่ในสำนักก็คงเคยชี้แนะเจ้าไปแล้ว”

“แต่ว่าตอนที่เจ้าทำการทวนทิศทางของลมปราณ ลองใช้จังหวะเท็จจริงเท็จจริงเท็จเท็จเท็จจริงแบบนี้ดู”

ซือคงจิงได้ยินเช่นนั้น ดวงตาทั้งสองก็เป็นประกายขึ้นเล็กน้อย ลูกศิษย์คนอื่นๆ ที่เข้ามาทีหลังก็เงี่ยหูตั้งใจฟังเช่นกัน

ขณะนี้พวกเขารู้สึกเคารพเยี่ยนจ้าวเกอมากยิ่งกว่าผู้อาวุโสบางคนในสำนักเสียอีก

การที่ได้รับการชี้แนะในการฝึกฝนจากเยี่ยนจ้าวเกอ และยังเป็นเคล็ดลับสำคัญที่ใช้บรรลุจากระดับยุทธ์หลอมกายถึงระดับปรมาจารย์ด้วยแล้ว ทุกคนจึงรักษาโอกาสไว้อย่างดี

จากจอมยุทธ์ระดับยุทธ์หลอมกายบรรลุถึงระดับปรมาจารย์ สำหรับคนที่ทำการฝึกฝนวรยุทธ์ทั่วทั้งโลกแปดพิภพแล้ว ต่างก็เป็นหุบเหวขวางกั้นที่ใหญ่มาก

ระดับความยากนั้นมากกว่าการบรรลุจากขั้นชักจูงลมปราณระยะกลางถึงขั้นชักจูงลมปราณระยะท้าย หรือจากขั้นชักจูงลมปราณระยะท้ายถึงขั้นประจักษ์นภาเสียอีก

กระทั่งอาจจะยากยิ่งกว่าการบรรลุจากระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะกลาง ถึงระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะท้าย หรือระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะท้ายถึงระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้นด้วยซ้ำ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง การประสบความสำเร็จในระดับปรมาจารย์นั้น ก็เท่ากับได้พัฒนาความสามารถจากหน้ามือเป็นหลังมือด้วย

ซึ่งมีรากฐานที่ต้องการที่ประสบความสำเร็จในระดับปรมาจารย์สำเร็จอย่างแรงกล้า และจำเป็นต้องฝึกปราณให้เป็นจิตรา เปลี่ยนลมปราณเป็นปราณจิตรา

ปราณจิตรามีความหนาแน่นมากกว่าลมปราณอยู่มาก หากบอกว่าลมปราณมีสถานะเป็นอากาศแล้วล่ะก็ ถ้าอย่างนั้นปราณจิตราก็เป็นของเหลว การชนกันระหว่างสองปราณ เพียงปราณจิตราที่น้อยนิดก็สามารถทำลายปราณแท้ในปริมาณที่มากได้

เมื่อจอมยุทธ์ระดับหลอมกายกายปะทะกับปรมาจารย์ จึงยากที่จะโต้ตอบคืนได้ เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังที่สมบูรณ์ ต่อให้มีเคล็ดลับที่ดีกว่าก็ยากที่จะนำมาใช้ได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วปรมาจารย์จะสามารถสู้แบบหนึ่งต่อสิบได้สบาย

และในสถานการณ์ส่วนมาก จำนวนก็ยากที่จะทดแทนระยะห่างกันได้

เยี่ยนจ้าวเกอพูดชี้แนะไม่กี่คำ ซือคงจิงกลับรู้สึกตาสว่างขึ้นมาในทันที

ในแววตาที่นางมองเยี่ยนจ้าวเกอก็มีความเคารพนับถือเพิ่มมากขึ้น ซึ่งแม้แต่ก่อนหน้านี้ที่เยี่ยนจ้าวเกอทำให้หม่าชิวได้รับการลงโทษก็ยังไม่มีเลย

เยี่ยนจ้าวเกอพูดกับคนอื่นๆ ว่า “สถานการณ์จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละคน วิธีที่เหมาะกับศิษย์น้องซือคง อาจจะไม่เหมาะกับพวกเจ้าก็ได้ ตอนนี้พวกเจ้ายังห่างจากระดับปรมาจารย์อีกไกล ไม่ต้องรีบร้อน ก้าวทีละก้าวให้ทุกย่างก้าวมั่นคงก่อนค่อยว่ากัน”

ทุกคนต่างปลื้มใจและยอมเชื่อฟัง พากันโค้งตัวคำนับเยี่ยนจ้าวเกอ “ขอบคุณศิษย์พี่เยี่ยนที่ชี้แนะ พวกข้าจะตั้งใจฝึกฝนแน่นอน”

ซือคงจิงมองเยี่ยนจ้าวเกอ และโค้งคำนับเช่นกัน ซึ่งไม่ใช่การแสดงความเคารพที่เป็นเพียงพิธีเหมือนอย่างเมื่อก่อน แต่เป็นความตั้งใจจริง “ขอบคุณศิษย์พี่เยี่ยนที่ชี้แนะ”

นางหยุดพูดไปครู่หนึ่ง มองไปยังคนอื่นๆ แล้วพูดว่า “คำชี้แนะของศิษย์พี่เยี่ยน ทำให้ข้ารู้มากขึ้นและจะเตรียมเข้าฌานทันที คงไปเทือกเขามฤคลับตากับพวกเจ้าไม่ได้แล้ว”

ทุกคนต่างก็เข้าใจ เพียงแต่ชั่วขณะหนึ่งรู้สึกเบื่อขึ้นมา จึงหันไปมองเยี่ยนจ้าวเกอ

เยี่ยนจ้าวเกอจึงพูดนิ่งๆ ว่า “ครั้งนี้ข้าพาพวกเจ้าไปด้วยก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่าทุกคนหวังจะให้ข้าคอยพาพวกเจ้าไปทั้งชีวิตเลยหรือ?”

“ยิ่งไปกว่านั้น ที่ที่ข้าจะไป สำหรับพวกเจ้าแล้วก็ยังถือว่าอันตรายมาก”

ลูกศิษย์ของเขากว่างเฉิงทั้งหมดก็รู้สึกละอายใจ พวกเขาก็เป็นคนที่มีสติปัญญาที่ผ่านการฝึกอบรมอย่างดีจากสำนักในเวลาปกติ ซึ่งไม่ขาดคุณสมบัติในการยืนหยัดและตัดสินใจด้วยตัวเองอยู่แล้ว

เพียงแต่ช่วงที่ผ่านมา รัศมีของเยี่ยนจ้าวเกอเจิดจ้าเกินไป ส่องสว่างจนทุกคนสับสนมึนงง ภายใต้จิตสำนึกจึงคิดว่าต่อไปนี้จะขอติดตามศิษย์พี่ผู้นี้ไปทุกที่

คนทั้งหมดจึงพูดว่า “พวกข้าเกิดใจที่หวังแต่จะพึ่งพา น่าละอายยิ่งนัก ขอบคุณศิษย์พี่เยี่ยนที่เตือนสติ”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม แล้วโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ไม่เป็นไร ถ้าเช่นนี้พวกเราก็ลากันที่นี่แล้วกัน”

พูดจบ ก็หันหลังกลับและเดินไปยังทางไปนอกเมือง

ลูกศิษย์ของเขากว่างเฉิงทั้งหมดก็กล่าวลากับซือคงจิงด้วยเช่นกัน แล้วก็ออกจากเมืองมุ่งไปเทือกเขามฤคลับตา

ตลอดทาง พวกเขามองไม่เห็นร่างเงาของเยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่แล้ว

เทือกเขามฤคลับตามีพื้นที่กว้างขวาง อยู่ด้านข้างของหุบเหวปราการมังกร แม้ว่าจะมีทรัพยากรที่มีค่ามาก แต่สภาพแวดล้อมก็ค่อนข้างอันตรายเช่นกัน ด้วยวรยุทธ์ของทุกคนในตอนนี้ การเคลื่อนไหวไปมาจึงยังเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก

“พวกข้าต้องสำนึกตัวเองจริงๆ บ้างแล้ว ศิษย์พี่เยี่ยนที่พาพวกข้าไปด้วยก็เหมือนกับพาตัวถ่วงไว้ พวกเรายังได้อกได้ใจกันอีก” หญิงสาวที่อุ้มภูตแมวแสงตัวเล็กมีสีหน้าที่หมองหม่นลงเล็กน้อย

หลานเหวินเหยียนที่อยู่ข้างนางพูดขึ้นว่า “ตอนนี้พวกเรายังห่างกับศิษย์พี่เยี่ยนอีกไกลก็จริง แต่พวกเราไม่ควรเศร้าโศกเพราะเรื่องนี้ การตั้งใจฝึกฝนให้มากขึ้นถึงจะเป็นเรื่องที่ควรทำต่างหาก”

อีกคนหนึ่งพูดพึมพำขึ้นว่า “เจ้าคงไม่คิดจะเป็นเหมือนอย่างเยี่ยจิ่งหรอกนะ ที่รำพึงรำพันว่าสักวันจะสามารถสู้กับศิษย์พี่เยี่ยนได้?”


หลานเหวินเหยียนพูดอย่างเปิดเผยว่า “อย่างน้อยก็ต้องพยายามไม่ให้เป็นตัวถ่วงตอนที่ร่วมเดินทางกับศิษย์พี่เยี่ยน ถูกต้องหรือไม่?”

ทุกคนที่ได้ยินดังนั้นต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย “อย่างที่ศิษย์พี่เยี่ยนพูด ยืนขึ้นตอนนี้ และมองไปข้างหน้า”

ท่ามกลางเทือกเขา เมื่อถึงที่หมายแล้วทุกคนก็แยกย้ายกันเคลื่อนไหว

หลานเหวินเหยียนเดินอยู่คนเดียวพักหนึ่ง จู่ๆ ดวงตาก็มองตรงไป และแววตาก็ตกตะลึง “ก่อนหน้าเพิ่งพูดถึงศิษย์น้องเยี่ย เยี่ยจิ่ง แล้วนี่…”

ตรงหน้าเขาไม่ไกลออกไปมีเงาของคนผู้หนึ่งยืนอยู่ที่นั่น
บทที่ 35
ร่างเปลือยท่อนบนของคนผู้หนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้

บนร่างกายของเขามีลายของเปลวเพลิง ดูเสมือนไฟลุกโชนที่สามารถขยับได้จริง

ผมสีดำยาวและเงาปล่อยลงมาถึงกลางหลัง แม้จะเป็นสีดำสนิท แต่มองจากที่ไกลๆ กลับให้ความรู้สึกเหมือนกับเปลวเพลิง

บนใบหน้าของคนผู้ก็มีลายของเปลวเพลิงอยู่ด้วยเช่นกัน ในดวงตาทั้งสองข้างยิ่งเหมือนมีไฟลุกโชนกำลังสั่นไหวไปมา

แต่ว่าหลานเหวินเหยียนที่อยู่ใกล้ๆ ตรงนี้ก็ยังคงจำได้ ว่าเด็กหนุ่มที่รูปร่างภายนอกประหลาดไปบ้างตรงหน้านี้ ก็คือเยี่ยจิ่งที่หายตัวไปในหุบเหวปราการมังกรเมื่อตอนนั้น

แม้บนใบหน้าจะมีลายเปลวเพลิงปกปิดอยู่ แต่เขาก็ยังจำเครื่องหน้าของอีกฝ่ายได้

หลานเหวินเหยียนรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจ จึงลองถามไปว่า “ใช่ศิษย์น้องเยี่ย เยี่ยจิ่งหรือไม่”

ฝ่ายตรงข้ามหันกลับมา แววตาดุจไฟที่ทำให้จิตใจของคนหวาดหวั่น แต่ก็พยักหน้าตอบรับ “ไม่ผิดหรอก ข้าเอง”

“ก่อนหน้านี้ในหุบเหวปราการมังกร เจ้า…” หลานเหวินเหยียนถามด้วยความประหลาดใจ

เมื่อได้ยินชื่อของหุบเหวปราการมังกร นัยน์ตาของเยี่ยจิ่งปรากฏความโกรธขึ้งอย่างชัดเจน สีหน้าก็เย็นชาขึ้น “ข้าชะตาแข็ง จึงไม่ตาย”

“เอาเถิด ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว” หลานเหวินเหยียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ทุกคนเป็นห่วงเจ้ามาก แต่ศิษย์พี่เยี่ยนบอกว่าเจ้าเป็นคนดีฟ้าย่อมคุ้มครอง ต้องผ่านพ้นอันตรายได้แน่ ตอนนี้ดูแล้วศิษย์พี่เยี่ยนพูดถูกจริงด้วย…”

เขายังไม่ทันพูดจบก็มีเสียงตะคอกขึ้นขัดจังหวะ

“เยี่ยนจ้าวเกอ!” ดวงตาทั้งสองของเยี่ยจิ่งแทบจะพ่นไฟออกมาได้แล้ว “ถ้าไม่ใช่เพราะเขา ข้าจะเคราะห์ร้ายเช่นนี้ได้อย่างไร!”

“เขาเจตนาไม่ดี ตั้งใจจะทำให้ข้าตายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว!”

“แต่ข้าชะตาแข็ง จึงไม่ตาย แถมวรยุทธ์ก็แก่กล้าขึ้น คงจะทำให้เขาผิดหวังแล้วล่ะ” เยี่ยจิ่งกัดฟันพูด “มีแค้นไม่ชำระไม่ใช่ลูกผู้ชาย บัญชีนี้ช้าเร็วข้าต้องจัดการกับเขาแน่!”

หลานเหวินเหยียนได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแน่นทันที “ศิษย์น้องเยี่ย เจ้าใจเย็นก่อน ภายหลังข้าได้ฟังเรื่องในวันนั้นมาเช่นกัน เตาผลึกหินชั้นในของศิษย์พี่เยี่ยนตกไปในหุบเหว จึงเกิดระเบิดและเป็นเหตุให้ทำร้ายเจ้า นั่นเป็นอุบัติเหตุ”

เยี่ยจิ่งสบถอย่างเย็นชาว่า “เจ้าเป็นพยาธิในท้องของเขาหรือ ถึงรู้ว่าเขาคิดอย่างไร เขาพูดมาอย่างไร เจ้าก็เชื่ออย่างนั้นหรือ?”

“ที่จริงมหาปรมาจารย์หัวหน้าค่ายชื่อหลิงคนนั้นมาเพื่อหาเรื่องเขา แต่เขากลับซ้อนแผน ใช้เชื้อไฟหลอกล่อให้ข้ารับเคราะห์แทน เขาวางแผนทุกอย่างไว้หมดแล้ว!”

“แค่อาวุธวิเศษระดับล่างชิ้นเดียวก็ซื้อใจเจ้าได้หรือ ทำให้เจ้าเข้าข้างเขา และช่วยเขาถึงขนาดนี้เลยหรือ?”

หลานเหวินเหยียนได้ยินเขาพูดเช่นนี้ก็รู้สึกโมโหเช่นกัน “ตอนนั้นเจ้าเล่นสกปรกเข้าไปแย่งเชื้อไฟของศิษย์พี่เยี่ยนก่อน ไม่เช่นนั้นมหาปรมาจารย์ผู้นั้นจะเล่นงานเจ้าได้หรือ? เจ้าคิดว่าตนเองเป็นคนสำคัญนักหรืออย่างไร?”

“เจ้าไม่ตายในเคราะห์ร้าย อารมณ์คงแปรปรวนบ้างเป็นธรรมดา ข้าไม่โทษเจ้าหรอก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเจ้าจะสามารถพูดจาเหลวไหลได้”

เขามองเยี่ยจิ่งพลางส่ายหน้า “ข้าเชื่อคำพูดของศิษย์พี่เยี่ยน! เพราะเหตุใดถึงเชื่อน่ะหรือ? ตอนนั้นตัวเจ้าก็ตกลงไปในหุบเหวแล้ว โอกาสรอดน้อยมากเป็นทุนเดิม แล้วเหตุใดศิษย์พี่เยี่ยนจะต้องโยนเตาผลึกหินชั้นในของตนเองลงไปอีก?”

“ยิ่งไปกว่านั้น เตาผลึกหินชั้นในก็ยังเป็นสิ่งที่ล้ำค่าถึงเพียงนั้น เพื่อจะฆ่าเจ้าแล้ว ศิษย์พี่เยี่ยนถึงกับต้องเสียสละเตาผลึกหินชั้นในของตนเองเลยหรือ? เตาผลึกหินชั้นในในตำนาน กับเจ้าที่เป็นแค่จอมยุทธ์ที่ไม่ใช่แม้แต่ปรมาจารย์ ฝ่ายไหนจะมีค่ามากกว่ากัน?”

“ไม่ว่าจะเป็นข้าหรือเจ้า หรือใครคนอื่นที่เข้าไปในหุบเหวปราการมังกรด้วยกันกับศิษย์พี่เยี่ยน หากเขาคิดจะฆ่าใครจริงๆ อย่าว่าแต่ตายด้วยฝ่ามือหนึ่งเลย แค่ลมหายใจเดียว ก็ใช่ว่าพวกเราจะต้านทานเอาไว้ได้ เขาจำเป็นต้องทำลายเตาผลึกหินชั้นในของตัวเองหรือ?”

คำพูดของฝ่ายตรงข้าม ทำให้เยี่ยจิ่งคิดถึงท่าทีของเยี่ยนจ้าวเกอที่ไม่เห็นหัวเขาตั้งแต่ในอดีตขึ้นมาทันที

ความสิ้นหวัง ความโกรธ และความแค้นที่มีในหุบเหวปราการมังกรในตอนนั้นพลันเพิ่มมากขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่ จนแทบจะเผาทำลายสติของเยี่ยจิ่งจนสิ้น

ดวงตาทั้งสองของเยี่ยจิ่งแดงก่ำดั่งเปลวเพลิง “อาวุธวิเศษระดับล่างชิ้นเดียวก็ทำให้พวกเจ้าเป็นสุนัขรับใช้ของเยี่ยนจ้าวเกอได้เลยหรือ?”

“เช่นนั้นข้าจะตีหมาก่อน แล้วค่อยไปตีเจ้าของแล้วกัน!”

เขาตะคอกเสียงดัง แล้วกระโจนขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะพุ่งเข้าหาหลานเหวินเหยียน!

หลานเหวินเหยียนสะดุ้งตกใจ รู้สึกได้เพียงว่ามีคลื่นความร้อนกำลังมุ่งตรงเข้ามา จนแทบจะทำให้ตนเองหยุดหายใจ

เยี่ยจิ่งไม่ตายในเคราะห์ร้าย และมีวรยุทธ์แก่กล้าขึ้นมากจริงหรือนี่?

หลานเหวินเหยียนไม่กล้าที่จะลังเล เขารีบยกเกราะกำบังชิ้นหนึ่งขึ้น ซึ่งก็คืออาวุธวิเศษระดับล่างที่เยี่ยนจ้าวเกอให้มาก่อนหน้านี้

เพียงแต่ว่าเมื่อเยี่ยจิ่งเห็นเกราะกำบังชิ้นนี้ ก็เหมือนกับได้เห็นหน้าของศัตรู เขาพลันดวงตาแดงก่ำ และปล่อยหมัดเข้าใส่อีกฝ่ายเหมือนดั่งพายุฟ้าคะนอง

เยี่ยจิ่งปล่อยหมัดเหล็กออกมาไม่ยั้งโดยที่ไม่เหน็ดเหนื่อย ราวกับเป็นคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำ

หลานเหวินเหยียนยังใช้พลังทั้งหมดของอาวุธวิเศษระดับล่างไม่ได้ จึงต้านหมัดมือเปล่าของเยี่ยจิ่งไม่อยู่ไปโดยปริยาย

ในที่สุดอาวุธวิเศษก็ถูกปัดจนหลุดออกจากมือ เยี่ยจิ่งกระหน่ำหมัดไม่ยั้ง จนหลานเหวินเหยียนลอยหวือออกไป

แม้จะเห็นศัตรูตกลงบนพื้น และมีเลือดสดๆ ไหลออกจากปากไม่ขาดสาย สายตาของเยี่ยจิ่งยังคงเย็นชา ทั้งยังแผ่จิตสังหารออกมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงละสายตาไป

สายตาของเยี่ยจิ่งมองไปยังเกราะกำบังที่กระเด็นไปตกอยู่อีกด้านหนึ่ง ความแค้นทอประกายในดวงตาพลันรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เขาพุ่งตัวเข้าไปหามัน แล้วยกขาข้างหนึ่งขึ้นเตะมันลอยออกไปไกล

เกราะกำบังกลายเป็นจุดสีดำเล็กๆ หายลับไปในมวลภูเขาที่อยู่ไกลออกไป

เยี่ยจิ่งมองหลานเหวินเหยียนที่เจียนตายด้วยความแค้นใจครั้งหนึ่ง แล้วหันหลังเดินจากไปในส่วนลึกของเทือกเขา

‘แหวนวงนี้ทำให้ข้าสร้างร่างกายขึ้นใหม่ได้ แต่เพราะวรยุทธ์ที่ฝึกฝน ทำให้ข้าอารมณ์ร้อนและโกรธง่ายกว่าเมื่อก่อนมาก’ เยี่ยจิ่งเดินไปเรื่อยๆ ถึงจะสงบใจลงได้บ้าง ในใจรู้สึกเสียใจอยู่ลึกๆ ‘ถึงหลานเหวินเหยียนจะเข้าข้างเยี่ยนจ้าวเกอ แต่ก็ไม่เคยร่วมมือช่วยเยี่ยนจ้าวเกอทำร้ายข้า แต่ข้าเกือบจะฆ่าเขา ดูท่าจะใจร้อนเกินไป’

แต่เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ตนเองต้องเป็นเช่นนี้ ความโกรธในใจของเขาก็เดือดพล่านขึ้นอีกครั้ง “เยี่ยนจ้าวเกอ!”

‘เหอะ วันนี้ได้เห็นความคิดของหลานเหวินเหยียนแล้ว แค่คิดก็รู้แล้วว่าคนอื่นๆ ในสำนักส่วนมากก็คงจะใส่กางเกงตัวเดียว[1]กันกับเยี่ยนจ้าวเกอ’

‘บิดาของเขาเป็นถึงผู้อาวุโสในสำนัก คงจะคอยปกป้องเขาอยู่เป็นแน่ ข้าจะขอความยุติธรรมคงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่ายาก’

‘แล้วอย่างไรเล่า ถ้าเปิดเผยโฉมหน้าที่น่ารังเกียจของเยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้ และเรียกความยุติธรรมคืนมาไม่ได้ ความทุกข์ทรมานที่ข้าแบกรับมาทั้งหมดมันก็สูญเปล่าสิ?’

‘ความสามารถเท่านั้น อยากได้ความยุติธรรมคืนก็ต้องมีความสามารถให้มากพอ หากข้าแข็งแกร่งกว่าเยี่ยนจ้าวเกอ แข็งแกร่งกว่าบิดาของเขา ไหนเลยพวกเขาจะกล้ารังแกข้า หรือกลับดำขาวอีก?’

เยี่ยจิ่งเงยหน้าขึ้นมองดูยอดเขาสูงต่ำสลับกัน แววตาแข็งกระด้างดั่งเหล็กและร้อนดั่งไฟ ‘ข้าจะต้องครอบครองพลังที่แข็งแกร่ง ถึงจะทวงเอาความยุติธรรมของข้าคืนมาได้ ข้าต้องแข็งแกร่งสองพ่อลูกคู่นั้นให้ได้’

‘เยี่ยนจ้าวเกอ รอก่อนเถิด สิ่งที่เจ้าติดค้างข้า เจ้าจะต้องชดใช้คืนมาทุกอย่าง!’

….

“เยี่ยจิ่งเล่นงานศิษย์ร่วมสำนักคนหนึ่งจนบาดเจ็บสาหัส?” เยี่ยนจ้าวเกอมองอาหู่ที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง

เยี่ยจิ่งยังมีชีวิตอยู่ เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้รู้สึกประหลาดใจเลยสักนิด

มีคนพบตัวเขาและข่าวถูกส่งกลับไปที่สำนัก ก็จะเป็นเรื่องดีสำหรับเยี่ยนจ้าวเกอ นี่จะเป็นสิ่งที่ยืนยันคำตอบสำหรับการซักถามในวันนั้นได้โดยสิ้นเชิง



เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้รู้สึกเป็นกังวลเลยแม้แต่น้อย ที่จะต้องพิสูจน์ความจริงกันต่อหน้ากับเยี่ยจิ่ง หรือทำพิธีโลหิตจิตหวนเวลาเพื่อแสดงเหตุการณ์ในตอนนั้นอีกครั้ง

แต่หลังจากที่เยี่ยจิ่งปรากฏตัว กลับเล่นงานจนหลานเหวินจนเกือบตาย นี่ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง

‘เจ้าเด็กนี่ ตกลงไปในหุบเหวจนสมองกระแทกอย่างรุนแรงพังไปแล้วหรือ?’ เยี่ยนจ้าวเกอเพียงแต่รู้สึกประหลาดใจ ‘เขาเล่นงานคนอื่นเพราะเหตุใดกัน’

อาหู่หัวเราะหึๆ “เจ้าเด็กแซ่เยี่ยคนนั้นดูเหมือนจะมีข้อกังขากับคุณชายหนักเอาเรื่องเลยนะขอรับ ศิษย์คนนั้นพูดโต้แทนคุณชาย เถียงกับเขาอยู่ไม่กี่คำ ก็ดูจะทำให้เขาโมโหแล้ว”