306-310

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง คุณชายแห่งปฐพี
บทที่ 306ถึง310
ประตูเขาสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขาเรืองรอง ณ อัคคีพิภพ
ขณะนี้เป็นยามวิกาล ทุกหนแห่งเงียบสงัดไร้สุ้มเสียง
ทว่าบนยอดเขาเรืองรองมีเหล่ายอดฝีมือสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ โดยมีประมุขสำนักรุ่นปัจจุบันหวงซวี่เป็นผู้นำ ยืนนิ่งเงียบอยู่ด้วยกัน
หวงเจี๋ย คุณชายจรัสแสงยืนอยู่หลังหวงซวี่เงียบๆ ราวกับเงาสายหนึ่ง
ถึงแม้จะมีฉายานามสูงส่งว่าจรัสแสง ทว่าในค่ำคืนที่แทบจะเงียบสงัดและลึกมืดเช่นนี้ กลับเหมาะสมกับหวงเจี๋ยมากกว่า เขาราวกับเป็นบุตรแห่งวิกาล ผสานเข้ากับฉากรัตติกาลได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ทุกคนล้วนยืนอยู่เงียบๆ ท่ามกลางยามค่ำคืนเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดแล้ว
กระนั้นบนใบหน้าของทุกคนกลับไม่มีความกระสับกระส่ายหรือเป็นกังวลใดๆ เลย
บางคนในนั้น แววตาถึงขั้นเผลอเผยประกายฮึกเหิมออกมา กำลังเฝ้าคอยอะไรบางอย่างด้วยความกระตือรือร้น
ฉับพลันนั้น ฟากฟ้ายามค่ำอันมืดมิดส่องสว่างขึ้นมา ราวกับดวงอาทิตย์ขึ้นทางด้านตะวันออก
แสงอาทิตย์ย่ำรุ่งสาดส่องผืนปฐพี นำแสงสว่างมายังโลกหล้าอีกครั้ง
ทว่าบัดนี้เวลานี้ แท้จริงแล้วยังไม่ถึงช่วงเวลาฟ้าสางแต่อย่างใด
แต่โลกหล้าพลันเปลี่ยนเป็นเจิดจ้าทั่วอาณาบริเวณ ราวกับเวลากลางวันก็ไม่ปาน
เพียงแต่แสงอาทิตย์นี้ไม่ได้ทะยานขึ้นจากเส้นขอบฟ้า หากแต่ทะยานขึ้นจากยอดเขาเรืองรอง!
บรรดาผู้คนบนยอดเขาที่เฝ้าคอย รวมถึงประมุขสำนักรุ่นปัจจุบันหวงซวี่ ต่างก็ก้มคำนับทั้งหมด หวงซวี่นำหน้าเอ่ย “ต้อนรับท่านพ่อออกฌาน”
หลังกายเขา หวงเจี๋ยกล่าวต่อว่า “ต้อนรับท่านอาจารย์ปู่ออกฌาน”
คนอื่นๆ ก็คำนับอย่างมากพิธีทั้งหมดเช่นกัน “ต้อนรับท่านผู้อาวุโสออกฌาน ตะวันเยือน!”
บนยอดเขาเรืองรอง ประหนึ่งอาทิตย์ยามอรุโณทัย ภายในแสงสุกสว่างที่สาดส่องทั่วฟ้าดิน เงาร่างหนึ่งสืบเท้าออกมาจากภายในอย่างเชื่องช้า
ตะวันทั้งหมดเก้าดวง รวมกันกลายเป็นวงแหวน แขวนอยู่เบื้องหลังเงาร่างนี้
ทั่วทั้งยอดเขาเรืองรองไม่มีความรู้สึกที่ร้อนระอุเกินไป คล้ายกับว่าพลังงานความร้อนดุจดวงอาทิตย์จริง ล้วนถูกสำรวมไว้หมดสิ้น เหลือไว้เพียงแสงสว่างไสวไร้ที่สิ้นสุดเท่านั้น
แสงสว่างส่องไปทั่วทุกมุมของยอดเขาเรืองรอง ไม่ว่างเว้นแม้สักเล็กน้อย กระจายขยายออกไปรอบนอกยอดเขาเรืองรอง ขอบเขตหมื่นลี้ ทำให้ค่ำคืนอันมืดมิดหายสิ้น พื้นปฐพีเข้าสู่กลางวันก่อนเวลา
ไม่เห็นพลังอันน่าพรั่นพรึงแผ่กระจายออกมามากนัก ทว่าทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์กลับคล้ายรู้สึกว่ามีดวงตาคู่หนึ่ง แลมองก้นบึ้งจิตใจตนได้
อยู่เบื้องหน้าเขา แม้จะเผชิญความตาย ก็ไม่กล้าต่อต้าน ทำได้เพียงยอมจำนนเงียบๆ มหาเทพสุริยันที่ประหนึ่งแขวนไว้บนท้องฟ้าสูง คล้อยลงมาพิพากษา
เสียงฝีเท้าดังขึ้น เรียบง่าย ทว่าแท้จริง
ผู้เฒ่าชุดขาวคนหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหวงซวี่ หวงเจี๋ย และคนอื่นๆ ตามเสียงฝีเท้า
รูปร่างผู้เฒ่าคนนี้ไม่สูงไม่เตี้ย รูปลักษณ์คล้ายคลึงบิดาบุตรหวงซวี่และหวงเจี๋ย บนลำคอเขามีอักขระยันต์สีทองวงหนึ่ง คล้ายกับดวงอาทิตย์ที่กำลังเผาไหม้คุโชน
ผู้เฒ่าคนนี้ คือประมุขสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์รุ่นก่อน หนึ่งในจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ยุคปัจจุบันทั้งหก จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ ‘ตะวันเยือน’ หวงกวงเลี่ยนั่นเอง!
ในโลกแปดพิภพในปัจจุบัน ภายใต้สถานการณ์ทั่วไป หวงกวงเลี่ยเป็นที่ยอมรับโดยดุษณีว่าเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งยุคตลอดมา!
นอกจากนอกจากจอมปราชญ์สุริยันท่านนั้นที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เองไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย รวมทั้งไม่รู้แหล่งพักพิงแล้ว ก็เป็นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์อาทิตย์ม่วง จางเชา ผู้เป็นอาจารย์ของหวงกวงเลี่ย ที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผู้สะเทือนสวรรค์ และบุรุษเทียมสวรรค์ในปีนั้น
นอกจากผู้อาวุโสโม่ ปราชญ์ภาพวาดที่ถึงแม้จะเคยลงมือต่อหน้าผู้คนมาก่อน แต่ก็ลึกลับซับซ้อนยากจะรู้ระดับตลอดมา
เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปบนโลกแปดพิภพในปัจจุบัน ว่าหวงกวงเลี่ยเหนือกว่าจอมมารศักดิ์สิทธิ์หยวนเทียน ประมุขตำหนักอัสนีสวรรค์เฉินลี่ และจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์คนอื่นอีกสี่ท่าน
หากแต่นั่นหมายถึงก่อนหวงกวงเลี่ยจะเข้าฌานในครั้งนี้
บัดนี้เขาออกฌานอีกครั้ง ใครจะรู้ได้ว่าสุดท้ายเขาบรรลุถึงระดับใด
สายตาของหวงกวงเลี่ยมองยังหวงซวี่ “สถานการณ์ตั้งแต่หลังจากข้าเข้าฌาน เล่าให้ข้าฟังหน่อย”
หวงซวี่ผงกศีรษะ เล่าเรื่องทุกอย่างอย่างมีระบบระเบียบเรื่องแล้วเรื่องเล่า
การเล่าของเขาให้ความรู้สึกว่าบางเรื่องไม่ใหญ่นัก นอกจากเรื่องสำคัญแล้ว เรื่องเล็กน้อยจุกจิกบางส่วนก็เล่าอย่างละเอียดเช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็นหวงกวงเลี่ยที่กำลังฟังหวงซวี่เล่า หรือจะเป็นหวงเจี๋ยและคนอื่นที่อยู่โดยรอบ ล้วนไม่ได้มีท่าทีหน่ายใจ ยืนอยู่ตรงนั้นเงียบๆ
หลังจากหวงซวี่เล่าบรรยายสถานการณ์สุดท้ายของเขากว่างเฉิงในปัจจุบันจบ ในที่สุดเขาก็หยุดพูด
หวงกวงเลี่ยมองทางเหนือ ทิศทางที่นภาพิภพตั้งอยู่ “ในที่สุดหยวนเจิ้งเฟิงก็กล้าเข้าฌานลองสืบเท้าก้าวนั้นออกไปแล้วรึ?”
“น่าเสียดาย เขาช้าไปเสียแล้ว”
หวงกวงเลี่ยก้าวเท้าเดินไปทางเหนือ “เขากว่างเฉิงถือโอกาสที่ข้าเข้าฌานไม่กี่ปีนี้ ก่อการเคลื่อนไหวอยู่บ้าง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หลังข้าออกจากฌานแล้ว ก็ไปยืดเส้นยืดสายที่ทางพวกเขาก่อนแล้วกัน”
ขณะเดียวกันนั้น ด้านหน้าหวงซวี่ แสงโชติช่วงล่องลอย อาวุธสั้นสีทองเล่มหนึ่งปรากฏ จากนั้นลำแสงกระหน่ำระเบิด ราวกับสร้างโลกแสงขาวไว้บนยอดเขาเรืองรองที่เดิม
อาวุธสั้นสีทองลอยขึ้น ตกลงในมือหวงกวงเลี่ย
หวงกวงเลี่ยสืบเท้าออกมาหนึ่งก้าว ชั่วพริบตาเดียวไปไกลลิบ
แสงสว่างไสวไร้ที่สิ้นสุดทอดยาวเป็นเส้นตรงไปยังทิศเหนือ สาดส่องทั่วฟ้าดิน จากนั้นยอดเขาเรืองรองถึงค่อยๆ กลับคืนสู่ค่ำคืนอันมืดมน ตามการจากไปไกลลับตาของหวงกวงเลี่ย
บิดาบุตรหวงซวี่และหวงเจี๋ยไม่ได้ขยับ ทั้งสองต่างยังคงอยู่เฝ้ารักษายอดเขาเรืองรอง
จอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนอื่นๆ ล้วนฮึกเหิมอย่างมาก “รู้สึกแล้วใช่หรือไม่? อดีตประมุขออกณาณโดยสมบูรณ์ ประสบผลสำเร็จอีกขั้นจริงๆ เขาตอนนี้ไร้พ่ายในโลกแปดพิภพอย่างแท้จริง เขากว่างเฉิงจบเห่แล้ว!”
“หยวนเจิ้งเฟิงยังมีอาการเจ็บเดิม ต้องการจะทะลวงขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ ก็มีโอกาสสิ้นลมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งแล้ว ต่อให้ไม่ตาย ก็ไม่สำเร็จได้โดยง่ายเป็นแน่”
“เยี๋ยนตี๋ไม่เข้าสู่ขั้นศักดิ์สิทธิ์ ต่อให้มีชุดคลุมนภากับมหาค่ายกลคุ้มกันสำนักเสริมหนุน ก็ไม่อาจขวางกันอดีตประมุขได้เช่นกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าอดีตประมุขยังมีนำมาตรสุริยันวัดสวรรค์ไปด้วย!”
บิดาบุตรหวงซวี่และหวงเจี๋ยสีหน้าค่อนข้างสงบนิ่ง ทั้งสองประสานสายตาวูบหนึ่ง ก่อนที่หวงเจี๋ยจะผงกศีรษะ “ท่านอาจารย์ปู่ออกณาณโดยสมบูรณ์ พลังความสามารถและพลังฝึกปรือรุดหน้าขึ้นอีกขั้น แนวโน้มสถานการณ์ได้กำหนดไว้แล้ว”
“ประวัติศาสตร์มักคล้ายคลึงเช่นนี้ เขากว่างเฉิงในอดีตนั้น จ่านตงเก๋อรุดหน้าขึ้นอีกขั้น หลังจากออกฌานก็ดับสูญเขานิมิตทมิฬ เจ็ดดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่แห่งโลกแปดพิภพเปลี่ยนเป็นหก” เส้นสายตาหวงซวี่ทอดมองยังทิศเหนือ “ตอนนี้ท่านพ่อออกฌานอย่างสมบูรณ์ หกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต้องเปลี่ยนเป็นห้าแล้ว”
บนเขากว่างเฉิง เยี่ยนจ้าวเกอกำลังสั่งอาหู่ว่า “นำของสิ่งนี้ไปแยกฝังไว้ ตามเก้าตำแหน่งทิศทางที่ข้ากำหนดไว้”
ครั้นกล่าวจบ ชายหนุ่มก็นำไหหนึ่งใบส่งต่อให้อาหู่
อาหู่ก้มมองภายในไหแวบหนึ่ง เห็นว่าภายในเป็นสีแดงทั้งหมด “คุณชาย นี่คืออะไรหรือขอรับ”
เยี่ยนจ้าวเกอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำคืนอันมืดมิด สัมผัสการโคจรของมหาค่ายกลนภา โพล่งตอบว่า “ดินนพยมโลกที่ได้มาจากซินตงผิง”
ชายร่างใหญ่กะพริบตาปริบๆ “คุณชาย ตอนที่ท่านนำออกมาก่อนหน้านี้ ไม่ใช่เงาลวงที่เหมือนกับเมฆหมอกหรือ ครู่เดียวไหนเลยเปลี่ยนเป็นเช่นดินสีแดงได้”
“ข้าจัดการมันไปสักหน่อยแล้วสักห” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว พลางหันศีรษะมองไปยังยอดเขาอรรณพซ้ำอีกครั้ง
ไอมารสีดำด้านล่างยอดเขาอรรณพบัดนี้เลือนหายไปแล้ว มีเพียงแสงสีแดงพุ่งออกมาอยู่บ้างรำไร
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวกับอาหู่ว่า “หลังจากนำดินนพยมโลกเหล่านั้นแยกกันฝังคนละที่แล้ว เจ้าค่อยไปหุบเขาผนึกเวหา ใช้วิธีที่ข้าบอกเจ้า อำพรางแสงแดงเหล่านั้นลงสักหน่อย”
อาหู่กล่าวตอบรับ “ไม่มีปัญหา คุณชาย ข้าไปแล้วนะขอรับ”
ตำแหน่งที่เยี่ยนจ้าวเกอยืนอยู่ในขณะนี้ไม่ใช่ยอดเขานภากาศ อันเป็นยอดเขาสูงสุดแต่อย่างใด หากแต่เป็นบนยอดเขาพายุสะท้านเบื้องล่างยอดเขานภากาศ
ใต้เท้าเขา บนดินโคลนถูกวาดร่องรอยเอาไว้หลายสาย แนวตั้งแนวนอนตัดสลับกัน ดูไปแล้วราบเรียบธรรมดา
เยี่ยนจ้าวเกอมองรอยประทับมารบนหลังมือซ้ายของตน พลางยื่นเท้าวาดร่องรอยสายหนึ่งซ้ำไปบนพื้น
ทิศตะวันออกค่อยๆ ท่วมท้นด้วยสีขาวพุงปลาขึ้นมา คล้ายกับรุ่งอรุณจวนใกล้เข้ามา ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอต้องหรี่ตามอง
ทว่าไม่นานนัก เยี่ยนจ้าวเกอก็เลิกหัวคิ้ว หันศีรษะกลับมองไปทางใต้
บนเส้นขอบฟ้าทางนั้น เป็นสีขาวโพลนในฉับพลัน ราวกับมีดวงอาทิตย์ดวงหนึ่งกำลังค่อยๆ ทะยานขึ้นอย่างช้าๆ เช่นกัน
เยี่ยนจ้าวเกอมองทอดไปทางใต้ เห็นเพียงลำแสงจ้าพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
เดิมทีช่วงเวลาฟ้าสาง แสงอาทิตย์ยังสลัวอย่างยิ่งยวด ทว่าขณะนี้ พื้นที่แถบเขากว่างเฉิงเปลี่ยนจากค่ำคืนอันมืดมิดเป็นกลางวันในชั่วพริบตาเดียว
พลังยิ่งใหญ่มหาศาลอันไร้ขอบเขตสิ้นสุด ล้ำเหนือจอมมารศักดิ์สิทธิ์หยวนเทียนในตอนแรก กวาดเป็นทางยาวจากทิศใต้สู่ทิศเหนือ
หากกล่าวว่าเผชิญหน้าจอมมารศักดิ์สิทธิ์หยวนเทียน ยังสามารถคิดต่อต้านได้ ทว่าบัดนี้ก้นบึ้งจิตใจกลับบังเกิดความรู้สึกสิ้นหวังและความรู้สึกไร้กำลังออกมาเลือนราง
มหาค่ายกลนภาบนท้องฟ้าเหนือเขากว่างเฉิง อันมีอาณาเขตกว้างใหญ่ สั่นสะเทือนดังอึกทึกในชั่วขณะนี้
มหาค่ายกลราวกับมีชีวิตเป็นของตัวเอง ตื่นตระหนกตกใจ ลวดลายค่ายกลที่เดิมทีไร้รูปร่างซ่อนอยู่ในอากาศเปล่งแสงขึ้นมาในช่วงแรก โคจรพลังจนถึงขีดสุด ปรากฏร่องรอยตนเองให้เห็น
กระนั้นเผชิญหน้าลำแสงสุดลูกหูลูกตาที่ใกล้เข้ามาตลอดเวลานั่น การสั่นสะเทือนของมหาค่ายกลนภาก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
เยี่ยนจ้าวเกอมองภาพฉากนี้ด้วยใบหน้าเยี่ยนจ้าวเกอไร้อารมณ์ความรู้สึก สูดลมหายใจลึกคำหนึ่ง
ไม่ต้องเดาก็รู้ได้ว่า จากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มา สิ่งที่สามารถมีพลังอำนาจเช่นนี้ได้มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น นั่นก็คืออดีตประมุขสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ท่านนั้นที่สละตำแหน่ง หวงกวงเลี่ย จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ตะวันเยือน
ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ในขณะนี้
ผู้เฒ่าท่านนี้กักตนเข้าฌานในช่วงไม่กี่ปีนี้ วันนี้ออกฌานก็พลันเร่งร้อนตรงมายังเขากว่างเฉิง
มองดูจากลักษณะของเขาแล้ว ชัดเจนว่าประสบผลสำเร็จออกฌานโดยสมบูรณ์ พลังความสามารถและพลังฝึกปรือรุดหน้าขึ้นอีกก้าวได้สำเร็จ
เผชิญหน้าจอมมารศักดิ์สิทธิ์หยวนเทียน มหาปรมาจารย์ขั้นบรรลุธรรมมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ในมือ ยังมีพลังความสามารถสู้รบ มีอาวุธศักดิ์สิทธิ์และมหาค่ายกลนภาเสริมหนุน ยิ่งเป็นไปได้ที่จะล้มหยวนเทียนให้แพ้พ่าย
ทว่าหวงกวงเลี่ยในตอนนี้ ต่อให้เยี่ยนตี๋สวมทับด้วยชุดคลุมนภา เสริมหนุนด้วยพลังมหาค่ายกลนภา ก็ยังไม่แน่ว่าจะสามารถโจมตีเขาให้ถอยร่นได้เช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น อาวุธของเขาก็ไม่เหมือนอาวุธของหยวนเทียน เพราะเป็นอาวุธวิญญาณระดับสูงชิ้นหนึ่ง
หวงกวงเลี่ยเดินทางมาครั้งนี้ เป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะนำอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ มาตรสุริยันวัดสวรรค์มาด้วย!
ขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ หนำซ้ำเฉกเช่นหวงกวงเลี่ยผู้นี้มีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ในมือ พลังยิ่งน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง
ความเร็วหวงกวงเลี่ยเร็วรี่อย่างยิ่ง มาอย่างฉับไวเหลือประมาณ ถึงแม้การเคลื่อนไหวของเขาหรือมาตรสุริยันวัดสวรรค์ออกจากยอดเขาเรืองรองล้วนอึกทึกอย่างยิ่ง แต่ทางฝั่งเขากว่างเฉิงยากนักได้รับข่าวสารทันกาล
ที่โชคดีเพียงหนึ่งเดียวตลอดมาคือ จอมยุทธ์สำนักเขากว่างเฉิงที่รักษาการณ์อยู่นอกสถานที่ ล้วนรวมกำลังกลับสำนักล่วงหน้าแล้ว ไม่ถึงกับถูกหวงกวงเลี่ยกวาดล้างตามรายทาง
ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตปะทุเหตุโกลาหลขึ้น กองกำลังของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และตำหนักอัสนีสวรรค์บุกประชิดพรมแดน กว่าทางฝั่งเขากว่างเฉิงจะสามารถอ่านสถานการณ์ออกได้ วันที่หวงกวงเลี่ยออกฌานก็ใกล้เข้ามาแล้ว
ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตใช้ประโยชน์จากการที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์สร้างแรงกดดันให้กับเขากว่างเฉิง แล้วไฉนเลยสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะไม่ยืมภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตเป็นดาบเล่า?
หลังจากตั้งฐานที่มั่นแล้ว เขากว่างเฉิงก็เริ่มประกาศให้ยอดฝีมือที่รักษาการณ์อยู่นอกเมืองกลับสำนัก
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูแสงสีขาวที่สาดคลุมฟ้าดินนั่น
เวลานี้ อาหู่ปีนขึ้นยอดเขาพายุสะท้าน ร้องตะโกนว่า “คุณชาย นั่นคือหวงกวงเลี่ยกระมัง? เขาออกฌานในช่วงไม่กี่วันนี้จริงๆ ด้วย!”
ชายหนุ่มพยักหน้า “ซินตงผิงเลือกเวลานี้ในการลงมือ หากเขาประสบผลสำเร็จ ก็จะมีนพยมโลกมาเยือน หากเขาปราชัย ก็จะมีสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มาต่อกรกับพวกเราอยู่ดี”
ใบหน้าอาหู่ถูกแสงโชติช่วงไกลลิบฉาบไปทั่วทั้งหน้า “คุณชายขอรับ ท่านว่าเขาจะนำมาตรสุริยันวัดสวรรค์มาด้วยหรือไม่?”
“เขามาอย่างรวดเร็วยิ่ง สำนักเราไม่ทันได้รับข่าว” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ย “หากแต่ เกินกว่าครึ่งเขาต้องนำมาด้วย หากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ขจัดไส้ศึกภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตที่แทรกซึมอยู่ภายในสำนักนั้นทิ้งไปแล้ว ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรต้องพะวงหลัง”
ทะเลตะวันออกมีปีศาจอัคคีหลอกหลอน เมืองทะเลมรกตและหอคลื่นโหมกำลังจัดการ
เขาไร้พรมแดนก็มีตำหนักอัสนีสวรรค์จ้องอยู่ ถึงแม้ว่าตำหนักอัสนีสวรรค์อาจจะคิดวางแผนด้วยตัวเอง ทว่าล้วนจะตรึงเขาไร้พรมแดนไว้ได้ไม่มากก็น้อย
ส่วนผู้อาวุโสโม่ ปราชญ์ภาพวาดไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวภายในการต่อสู้ของผู้คนอยู่แล้ว
สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ไม่มีอะไรต้องพะวงอย่างแท้จริง
หวงกวงเลี่ยแม้จะอยู่ในช่วงชีวิตที่สมปรารถนาที่สุด ทว่าก็เป็นผู้มีประสบการณ์โชกโชนมาหลายปีแล้วเช่นกัน ที่ต้องรับมือคือเขากว่างเฉิงที่เหมือนหนามขวางตามาโดยตลอด หนนี้จักต้องสร้างผลลัพธ์ที่กดดันดุจดั่งภูเขาไท่ชานทับถม สังหารในคราวเดียว ต้องทำลายชื่อเขากว่างเฉิงจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ให้ถึงที่สุด
มาตรสุริยันวัดสวรรค์ เกินกว่าครึ่งเขาจะต้องนำมาด้วยเป็นแน่
อาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้อยู่ในมือของหวงกวงเลี่ย ย่อมเป็นคนละเรื่องกับอยู่ในมือหวงซวี่ บุตรชายของเขาที่อยู่ในระดับมหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณระยะท้าย อานุภาพต่างกรรมต่างวาระยิ่งไม่อาจนำมาเทียบกันได้
เยี่ยนจ้าวเกอเหลียวศีรษะกลับไปถามอาหู่ “เรื่องที่พูดไปเมื่อครู่ จัดเตรียมไว้หมดแล้วหรือไม่?”
อาหู่รีบกล่าวตอบ “ขอรับคุณชาย ทางด้านหุบเขาผนึกเวหา ผู้อาวุโสฟางกำลังตระเตรียม รับประกันว่าลมปราณแม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่รั่วไหล ดินนพยมโลกเหล่านั้น ข้าก็ฝังกลบไว้ทั้งเก้าสถานที่ตามที่ท่านชี้บอกแล้วเช่นกัน”
“เช่นนั้นก็ดี” เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ
ต่อจากนั้น เยี่ยนจ้าวเกอไม่เอ่ยอะไรอีก ก้มลงมองใต้ฝ่าเท้าของตนเองครั้ง ร่องรอยแต่ละสายที่กำลังถูกวาดออกมา ค่อยๆ กอปรเป็นเค้าโครงแนวค่ายกลที่เรียบง่าย มีท่วงทำนองโบราณ แต่กลับคล้ายแฝงความลุ่มลึกเป็นเอกลักษณ์ไว้ค่ายหนึ่ง
บนยอดเขานภากาศ เยี่ยนตี๋สวมทับด้วยชุดคลุมนภา นั่งขัดสมาธิ วางดาบสวรรค์มังกรทะยานไว้บนหัวเข่า
ผู้อาวุโสจางและผู้อาวุโสอยู่ข้างกายเขา ทั้งสองดูเหมือนเช่นปกติ ทว่าสีหน้าล้วนเซื่องซึมอยู่บ้างเล็กน้อย เพราะอาการเจ็บสาหัสยังไม่หายดี
ภายใต้การกดขี่ของแสงสุกสว่างไร้ที่สิ้นสุดนั่น มหาค่ายกลนภาเริ่มหดตัวลงไม่หยุด กระชับลงเรื่อยๆ เล็กลงเรื่อยๆ หดตัวจนมีขนาดไม่ถึงหนึ่งหมู่ กลายเป็นลวดลายค่ายกลขนาดใหญ่ แขวนอยู่เหนือยอดเขานภากาศ ต่อต้านเป็นขั้นสุดท้าย
ในแสงสว่างไร้ที่สิ้นสุดนั่น ผู้เฒ่าชุดขาวคนหนึ่งสืบเท้าออกมาอย่างไม่รีบร้อน
คนผู้คือหวงกวงเลี่ยนั่นเอง
เขาไพล่สองมือไว้ด้านหลัง ก้มมองยอดเขานภากาศเบื้องล่าง
สายตาเขาไม่มองผู้อาวุโสจางกับผู้อาวุโสกงเลยสักนิด หากแต่มองไปยังร่างของเยี่ยนตี๋ หลังจากพินิจพิเคราะห์อยู่แวบหนึ่ง เขาถึงค่อยเอ่ยอย่างชืดชาว่า “เจ้ากราบเข้าเป็นศิษย์ภายใต้กว่างเฉิง ช่างน่าเสียดายจริงๆ”
เยี่ยนตี๋กล่าวตอบเรียบสงบ “เป็นเกียรติต่างหาก”
“กาลก่อนโน้น ข้าเคยถามเจ้าว่ายินดีย้ายมาเข้าร่วมสำนักข้าหรือไม่ แต่เจ้าปฏิเสธ” หวงกวงเลี่ยรำพัน “แต่ไรมาข้าไม่เคยให้โอกาสครั้งที่สองกับใคร แต่สำหรับเจ้า ข้าจะยอมแหกกฎสักครั้งหนึ่ง”
“นี่เป็นครั้งที่สองที่จะถามเจ้า เจ้ายินดีร่วมสำนักข้าหรือไม่?”
เยี่ยนตี๋ยิ้ม ทว่าไม่ตอบกลับ มือขวาชูดาบสวรรค์มังกรทะยานขวางไว้ด้านหน้าอก มือซ้ายงอนิ้วดีดไปบนคมดาบเบาๆ
หวงกวงเลี่ยเห็นดังนั้น ก็กล่าวอย่างเย็นชาว่า “ข้าถามเจ้าเป็นครั้งที่สองและเป็นครั้งสุดท้าย ในเมื่อเจ้าดื้อดึงนัก เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความ”
ขณะกล่าว สายตาหวงกวงเลี่ยกวาดมองเขากว่างเฉิง เอ่ยถามในลำคอ “ได้ยินว่าลูกชายของเขาก็ไม่ธรรมดายิ่ง?”
ผู่กวงจวินปรากฏกายออกมาจากด้านหลังเขา ก่อนจะกล่าวตอบเชื่องช้า “ไม่อาจประเมินเขาอย่างทั่วไปได้ ไม่อาจมองเขาไม่สลักสำคัญได้”
เสียงฮึดฮัดเยียบเย็นดังขึ้น ร่างของพานป๋อไท่ก็ปรากฏอยู่ด้านหลังหวงกวงเลี่ย
หวงกวงเลี่ยกล่าว “ซวี่เอ๋อร์ก็ประเมินให้สูงพอควร กลับทำให้ข้าใคร่สงสัยขึ้นมาจริงๆ อยู่บ้างแล้ว”
“ออกมา ให้ข้ายลสักหน่อย”
เขากระโชกเสียงลง ราวกับคลื่นทะเลสั่นสะเทือนทั้งเขากว่างเฉิงอย่างไรอย่างนั้น
มีศิษย์กว่างเฉิงที่พลังฝึกปรือค่อนข้างต่ำ รู้สึกเพียงว่าวิญญาณคล้ายกับกำลังถูกกระเทือนจนหลุดจากร่าง
ผู้อาวุโสจางและผู้อาวุโสกงต่างหน้าเปลี่ยนสี ท่าทีนี้ของหวงกวงเลี่ยประหนึ่งกำลังเอ่ย หากไม่ทำตามคำของเขา ก็จะสั่นไหวจนทุกคนทั้งเขากว่างเฉิงสิ้นชีพ
สีหน้าท่าทางหวงกวงเลี่ยเรียบเฉย “สังหารคนสำนักข้าไปไม่น้อย ทำลายเรื่องดีของสำนักข้าไปก็ไม่น้อย หยามสำนักข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ออกมา ให้ข้ายลสักหน่อยว่าอัจฉริยะวัยเยาว์หน้าตาเป็นเช่นไร”
พลังอำนาจหวงกวงเลี่ยท่วมท้นเสียดฟ้า ปกคลุมทั้งเขากว่างเฉิง
เยี่ยนจ้าวเกออยู่บนยอดเขาพายุสะท้าน ไม่ได้ยกเว้นเช่นกัน
เขาเงยหน้าขึ้น สายตาสงบนิ่งมองตรงยังหวงกวงเลี่ยที่อยู่ภายในเมฆ ในเส้นสายตาสามารถเห็นรูปลักษณ์ท่าทางของอีกฝ่ายได้อย่างแจ่มชัด ทว่ากลับมีเพียงสีขาวโพลนทั่วในการสัมผัสรับรู้
ความรู้สึกชนิดนั้น ล้วนยังทำให้ผู้คนรู้สึกร้อนรนเสียยิ่งกว่ามองดวงอาทิตย์ตรงๆ เสียอีก
ในชั่วเสี้ยวขณะนั้น เยี่ยนจ้าวเกอบังเกิดความรู้สึกที่ตนเองไม่ดำรงอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว คล้ายกับถูกแสงโชติช่วงไร้ที่สิ้นสุดนั่นทำให้บริสุทธิ์ก็ไม่ปาน
หวงกวงเลี่ยที่อยู่กลางท้องฟ้า สัมผัสรับรู้อยู่แก่ใจ รู้สึกได้ว่าสายตาของเยี่ยนจ้าวเกอกำลังจดจ้อง เส้นสายตาของเขาก็มองมาทางยอดเขาพายุสะท้านทันที
พลังที่เดิมทีปกคลุมเขากว่างเฉิงนั่น ชั่วพริบตารวมตัวไปทางเยี่ยนจ้าวเกอ ตามการจดจ่อของเส้นสายตาหวงกวงเลี่ย
พลังแสงอาทิตย์อันไร้ขอบเขตไร้ที่สิ้นสุด เกาะผนึกเป็นจุดเดียวในชั่วขณะนี้ ทะลุผ่านนภาอากาศ แผดเผามิติ แหวกออกเป็นโพรง!
บนยอดเขานภากาศ เยี่ยนตี๋ผุดลุกขึ้น สะบัดดาบสวรรค์มังกรทะยานในมือ แขนชุดคลุมนภากว้างใหญ่ดุจผืนฟ้า พลิ้วไหวออกมา
เจตจำนงดาบตัดฟ้าแยกแผ่นดินผงาดขึ้น สะบั้นแสงอาทิตย์
ผู้อาวุโสจางและผู้อาวุโสกงที่อยู่หลังกายเยี่ยนตี๋ สีหน้าล้วนไม่ผ่อนคลาย
หวงกวงเลี่ยในขณะนี้ ยังไม่นับว่าลงมืออย่างแท้จริง
บนยอดเขาพายุสะท้าน สีหน้าท่าทางเยี่ยนจ้าวเกอสงบนิ่ง มองหวงกวงเลี่ย พลางประสานมือคำนับ “ศิษย์กว่างเฉิงเยี่ยนจ้าวเกอขอคารวะ ต่อหน้าจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ตะวันเยือน”
หวงกวงเลี่ยพินิจเยี่ยนจ้าวเกอศีรษะจรดเท้าแวบหนึ่ง หลังจากครู่ใหญ่ จึงกล่าวอย่างไม่ยี่หระว่า “ลำพังเพียงพลังฝึกปรือวรยุทธ์และพลังความสามารถ ภายหลังเจ้าจะสามารถเคียงบ่าบิดาเจ้าเยี่ยนตี๋ได้หรือไม่ ยังไม่เอ่ยถึงก่อน แต่ในระดับที่เท่ากัน ภายใต้อายุเท่ากัน เจ้าก่อการใหญ่ยิ่งกว่าที่บิดาเจ้าแล้ว”
“น่าเสียดาย ข้าตัดสินใจดับสิ้นกว่างเฉิง สังหารเยี่ยนตี๋แล้ว”
“และจะไม่เหลือเจ้าไว้เช่นกัน”
เขาเหยียดมือข้างหนึ่งไปด้านหน้า กลางฝ่ามือปล่อยแสงสว่างไสว ขาวโพลนไปทั่วบริเวณ
วิชาสืบทอดสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ อันดับแรกในเจ็ดวิชาสุริยัน
จรัสแสงโชติช่วง ใต้หล้ากระจ่างแจ้ง!
ยอดทักษะที่พานป๋อไท่เคยสำแดงในมือ บัดนี้อยู่ในมือของหวงกวงเลี่ยแล้ว หนำซ้ำยังเป็นอีกปรากฏการณ์อีกประเภทหนึ่ง
ขณะเผลอไผล ตรงหน้าผู้คนไม่เปล่งประกายแสงสีขาวอีกต่อไป กลับมืดสนิทไปทั่วเสียด้วยซ้ำไป
แสงสว่างจนถึงขีดสุด ทำให้ทุกคนเกิดความรู้สึกที่ตนเองใกล้เคียงจะเสียการมองเห็นไป
ภายใต้ท่าฝ่ามือของหวงกวงเลี่ย เหมือนว่าบนโลกมีเพียงเขาที่เป็นสัจธรรม เป็นอำนาจครอบงำเพียงหนึ่งเดียว เป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียว ทุกสรรพสิ่งที่เหลือล้วนกลับคืนสู่นิพพานอันมืดมิด
อาทิตย์อุทัยจากทิศตะวันออก ช่วงเวลาฟ้าอรุณ ดวงตะวันที่จริงแท้ได้ค่อยๆ ทะยานขึ้นที่เส้นขอบฟ้าอย่างเชื่องช้าแล้ว
ทว่าขณะนี้ ทั้งเขากว่างเฉิงกลับเหมือนว่าก้าวสู่ค่ำคืนมืดอีกครั้ง
เบื้องบนยอดเขานภากาศ มหาค่ายกลนภาที่คุ้มกันเขากว่างเฉิงเสมอมา แสงวาวโรจน์ของลวดลายค่ายกลก็มืดสลัวลงไปในชั่วขณะนี้เช่นกัน ราวกับแสงเทียนที่กำลังดับมอด
บนยอดเขา ลำแสงเล็กน้อยสว่างขึ้นบนชุดคลุมนภาของเยี่ยนตี๋ บ้างสีดำบ้างสีเหลือง ไร้ที่สิ้นสุด อีกทั้งทรงพลัง
กระนั้นภายใต้ท่าฝ่ามือหวงกวงเลี่ย ลำแสงเหล่านี้ทอแสงขึ้นมาเล็กน้อย ก็ดับมอดลงเล็กน้อยซ้ำอีก
แสงโชติช่วงน่าพรั่งพรึงถล่มกวาดโลกหล้า ราวกับจะกำจัดทั้งเขากว่างเฉิงไปจากผืนปฐพี
แววตาเยี่ยนตี๋สงบนิ่งไม่ไหววูบ ประจันหน้าหวงกวงเลี่ยผู้แกร่งกล้าอย่างไม่เกรงไม่กลัว
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกคำหนึ่ง ชูดาบสวรรค์มังกรทะยานที่แสงม่วงสลัวดับในมือขึ้นสูง
ลำแสงสีม่วงบนคมดาบ ทอประกายวับวาบขึ้นอีกครั้ง ตามที่เยี่ยนตี๋ชูดาบ!
ชุดคลุมนภาปลิวไหวไม่หยุด ปราณสะอาดหลากสายแผ่กระจายออกไป ยอดเขากว่างเฉิงทั้งแปดสั่นไหวพร้อมกัน
ยอดเขาอรรณพที่ไร้มหาค่ายกลแดนมารปกคลุม ก็บังเกิดเสียงดังก้องพร้อมยอดเขาอื่นทั้งแปดเช่นกัน ถูกปราณสะอาดของชุดคลุมนภาหลายสายพันเกี่ยว
เหนือยอดเขานภากาศ อักขระยันต์มหึมาที่ก่อตัวจากควบแน่นของมหาค่ายกลนภา เริ่มหดตัวลงอีกขั้น!
ดาบสวรรค์มังกรทะยานในมือเยี่ยนตี๋ บังเกิดแสงม่วงสายหนึ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า เชื่อมประสานกับศูนย์กลางมหาค่ายกลที่ย่อขนาดกลายเป็นอักขระยันต์
ท่ามกลางเสียงมังกรคำราม แสงม่วงขยายใหญ่ไม่หยุดยั้ง จนสุดท้ายประหนึ่งเสาค้ำฟ้า
ปราณสะอาดแต่ละสายที่ส่งทอดออกมาจากชุดคลุมนภา เลี้ยวพันอยู่บนลำแสงสีม่วง ผสานเข้ากับมหาค่ายกลนภา
เยี่ยนตี๋เปล่งเสียงระบายความอัดอั้น ฟันดาบหนึ่งลงไปด้านหน้า!
ราวกับเสาค้ำฟ้าพังทลาย ผืนฟ้าเอนคว่ำ ท้องฟ้าอันไร้ขอบเขตแปรสภาพเป็นดาบยาวสีม่วงพร้อมกัน
บนคมดาบที่ยาวลับตาไม่เห็นขอบ ฝังประดับด้วยลวดลายอักขระหนึ่ง คือลายที่ควบแน่นมาจากมหาค่ายกลนภานั่นเอง
ขณะที่ปราณสะอาดแต่ละสายเพ่นพ่านอุตลุด ลำแสงบ้างสีดำบ้างสีเหลือง ขยับขยายอยู่บนคมดาบเช่นกัน
พลังอันยิ่งใหญ่มหาศาลของมหาค่ายกลนภาและชุดคลุมนภา ขณะนี้ถูกเก็บและเสริมหนุนอยู่บนกายเยี่ยนตี๋ทั้งหมด ช่วยเขาสำแดงดาบสุดแกร่งเล่มนี้ออกมา!
ระหว่างแสงม่วงเปล่งประกายวาบ ในที่สุดก็ไม่ให้แสงขาวยึดครองอยู่เบื้องหน้าอีกต่อไป
ความมืดมนถอยร่น แสงสว่างกลับคืนกว่างเฉิงอีกครา
แสงดาบสีม่วงอันโหดเหี้ยมและไพศาล ทลายแสงขาวไร้ที่สิ้นสุดนั่นดังกึกก้องกัมปนาท
บรรดายอดฝีมือสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ แลเห็นภาพฉากนี้บนใบหน้าล้วนเผยสีหน้าชื่นชมออกมาเช่นกัน ทว่าก็ไม่ได้เป็นกังวลแต่อย่างใด
“ในบรรดามหาปรมาจารย์ เจ้าเรียกได้ว่าไร้พ่ายจริงๆ ” หวงกวงเลี่ยผงกศีรษะ “แต่ว่าก็เป็นเพียงแค่ในบรรดามหาปรมาจารย์เท่านั้น”
“เจ้าในตอนนี้ยังอ่อนหัด”
หวงกวงเลี่ยกล่าวจบก็เหยียดฝ่ามือออกไปด้านหน้า กางนิ้วทั้งห้าออก เก็บนิ้วชี้และนิ้วโป้งเข้ามา เหลือเพียงสามนิ้ว จากนั้นก็ชี้ออกไปทางเขากว่างเฉิงและเยี่ยนตี๋ที่อยู่ไกลลิบ
ปลายนิ้วทั้งสาม นิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยของเขาล้วนส่องแสงสีทองขึ้นมาทั้งสิ้น
ถึงแม้จะเป็นเพียงแสงสีทองอ่อนๆ ทว่ากลับเหมือนว่าแฝงไปด้วยพลังทำลายล้างอันไร้ขีดสุด
เทียบกับแสงสว่างเจิดจรัสเมื่อครู่ ใต้หล้าสว่างจ้า ยังเป็นพลังที่แก่กล้ายิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่า!
ด้วยแสงทองสามจุด แกร่งถึงที่สุดสว่างอย่างถึงที่สุด แกร่งกล้าไม่อาจทำลาย
แสงดาบของเยี่ยนตี๋ ผันผวนขึ้นมาในชั่วพริบตา!
พานป๋อไท่ยิ้มเยียบเย็นพลางเอ่ย “เจ้ามีดาบนภาไร้จำกัด สำนักข้าก็มีวิชาหมัดถึงตะวัน ไตรรพีเบิกฤกษ์!”
หวงกวงเลี่ยขับเคลื่อนวิชาวรยุทธ์สุดยอดของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ กระบวนท่าสังหารไตรรพีเบิกฤกษ์ในวิชาหมัดถึงตะวัน พลังอันแข็งแกร่งมากด้วยกำลังไร้ที่เปรียบ โจมตีไปทางเขากว่างเฉิงและเยี่ยนตี๋
แสงทองสามจุด พาดผ่านฟ้าดิน!
เยี่ยนตี๋ระบายความอัดอั้นลากยาว ดาบมหึมาเบิกฟ้า ฟันออกไปตามแนวขวาง สะบั้นแสงทองทั้งสามจุด
ท่ามกลางเสียงดังอื้ออึง แสงดาบสีม่วงฟาดไปมาไม่หยุด
ระหว่างที่แสงดาบฟาดฟันกับแสงม่วง แสงทองที่สามจุดหลอมรวมกัน ค่อยๆ เปลี่ยนกลับเป็นจุดเดียว พลังสูงขึ้นอีกขั้นหนึ่ง!
สีหน้าท่าทางเยี่ยนตี๋สุขุมเยือกเย็น ถือดาบแนวขวางด้านหน้าอก ในที่สุดก็ใช้ท่าป้องกัน
แสงดาบสีม่วงดุจดั่งม่านฟ้า แบ่งฟ้าดินออกเป็นสองโลก ฝั่งหนึ่งเป็นเขากว่างเฉิง ฝั่งหนึ่งเป็นแสงทองอันน่าหวาดประหวั่นนั่น
แสงม่วงและแสงทองต่างฟาดฟันไม่ยอมลดละ
มีชุดคลุมนภากับมหาค่ายกลนภาเสริมกาย เยี่ยนตี๋เปรียบเสมือนเสาเอกค้ำฟ้า ตระหง่านอยู่บนโลก ไม่ให้หวงกวงเลี่ยข้ามเขตเข้ามาสักก้าว!
โลกแปดพิภพในปัจจุบัน หวงกวงเลี่ยแทบจะเรียกได้ว่าเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่ง
เยี่ยนตี๋อาศัยขั้นมหาปรมาจารย์ หยิบยืมชุดคลุมนภาและมหาค่ายกลนภา ขัดขวางเขาไว้ได้สำเร็จ
และปกป้องสำนักเขากว่างเฉิง ไม่ให้ลูกหลงจากการปะทะของสองผู้แกร่งกล้า กระทบคนอื่นๆ ของเขากว่างเฉิง
หากไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นๆ เยี่ยนตี๋ยังมีพลังโจมตีกลับ ไม่ถึงขั้นต้องใช้ท่าปกป้อง
เยี่ยนตี๋ที่บุกโจมตี จึงจะเป็นเยี่ยนตี๋ที่แกร่งที่สุด
กระนั้นไม่มีผู้ใดลืม ว่าหวงกวงเลี่ยในขณะนี้กำลังใช้มือเปล่า
อาวุธศักดิ์สิทธิ์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ มาตรสุริยันวัดสวรรค์ ยังไม่ได้ออกโรง
บนยอดเขาพายุสะท้าน เยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่มองดูภาพฉากนี้ ฝ่ายหลังกลืนน้ำลายเอื๊อก “หลังจากหวงกวงเลี่ยประสบผลสำเร็จรุดหน้าขึ้นอีกขั้น ช่างน่ากลัวจริงๆ มิน่าเล่าไม่ว่าอย่างไรท่านอดีตเจ้าสำนักก็ต้องการจะทะลวงขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ให้ได้”
กลางท้องฟ้า หวงกวงเลี่ยเหลียวกลับเอ่ยต่อผู่จ้าวจวิน พานป๋อไท่และคนอื่นๆ ว่า “เยี่ยนตี๋คือผู้มากความสามารถที่หาได้ยาก การต่อสู้ครั้งสุดท้ายในชีวิตเขา ข้าจะให้โอกาสมันได้สำแดงฝีมือ”
“ส่วนเขากว่างเฉิง ส่งต่อให้พวกเจ้าแล้วกัน”
ผู่จ้าวจวินและคนอื่นๆ ผงกศีรษะพร้อมเพรียง จากนั้นบนท้องฟ้าพลันมีตะวันดวงหนึ่งทะยานขึ้น ทุบลงไปทางเขากว่างเฉิงอย่างรวดเร็วอีกหน!
พานป๋อไท่ ผู่จ้าวจวิน และคนอื่นๆ ตกลงยังบนเขากว่างเฉิงพร้อมกัน
พวกผู้อาวุโสจางและผู้อาวุโสกงต่างมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าขรึม
เส้นสายตาของพานป๋อไท่มองผ่านไปทางเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่บนยอดเขาพายุสะท้านโดยพลัน “ไอ้เด็กน้อยตระกูลเยี่ยน เจ้าฆ่าหลานข้า วันนี้เป็นเวลาชดใช้ด้วยชีวิต!”
ผู่จ้าวจวินสังเกตยอดเขาทั้งแปดของกว่างเฉิง
ร่องรอยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสงครามเดือดระหว่างเขากว่างเฉิงกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตก่อนหน้านี้ ล้วนถูกกำจัดไปจนเกือบหมดแล้ว
ทว่ายอดเขาพ้นอัคคีที่ถูกเฉือนปลายยอดไป และเปลี่ยนเป็นยอดแหลมขึ้นใหม่อีกครั้ง ยังคงปรากฏความหายนะของเขากว่างเฉิงว่าประสบพบเช่นไรให้ผู้คนพบเห็นอยู่
ทว่าตอนนี้ มหันตภัยซ้ำอีกหนที่หนักหนากว่าเดิมทยอยมาถึงไม่ขาดสาย ไม่ให้โอกาสผู้คนของเขากว่างเฉิงได้หายใจหายคอ
ผู่จ้าวจวินเอ่ยเสียงเรียบ “เขากว่างเฉิง หนึ่งในดินแดนศักดิ์ทั้งหกที่ไร้ประโยชน์ต่อโลกแปดพิภพ กลับเป็นที่ซ่องสุมคนชั่ว ลอบไปมาหาสู่กับนพยมโลก ก่อตั้งภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต พยายามชักนำนพยมโลกมาเยือนโลกแปดพิภพของเรา ทำให้มารร้ายก่อความยุ่งเหยิง ชาวบ้านเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า”
“เขากว่างเฉิงเจ้าสร้างหายนะแก่ผู้คน ไม่ว่าใครล้วนมีสิทธิ์คาดโทษ”
ผู้อาวุโสจางและเหล่าจอมยุทธ์กว่างเฉิงคนอื่นๆ ได้ยินดังนั้นต่างหน้าเปลี่ยนสี พลันรู้สึกเดือดดาลยิ่ง
เสียงของหญิงผู้หนึ่งดังขึ้น “สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ยังคงหน้าหนาเช่นนี้จริงๆ ด้วย”
ผู้ส่งเสียงกลับเป็นฟู่เอินซู คิ้วนางขมวดมุ่น “สงครามปีศาจอัคคี สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เจ้าก็มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ จงใจกักพลังความสามารถไว้ บัดนี้สำนักข้าขัดขวางการมาเยือนของนพยมโลกได้อย่างต่อเนื่อง ซ้ำยังหลั่งเลือดต่อสู้กับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต กำจัดพวกมันให้สิ้นไป พวกเจ้ากลับมาได้คืบจะเอาศอก”
“สงครามนอกแต่ไรไม่เคยพบเห็นท่าทีพวกเจ้าโออวดเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่ง มีเพียงสงครามในระหว่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่เผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่กี่แห่ง กลับร้อนรนมาอวดเบ่งบารมี”
ฟู่เอินซูตะคอกกล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว “ตอนนี้ยังกล้ามาพาลใส่ร้ายสำนักข้า ช่างไร้ยางอายเป็นที่สุด!”
ผู่จ้าวจวินเอื้อนเอ่ยอย่างเฉยชา “บัดนี้สำนักข้าไม่ใช่มาเพื่อกำจัดไส้ศึกของโลกแปดพิภพ และโลกอันสงบสันติใบนี้ ตัดความเป็นไปได้ที่นพยมโลกจะมาเยือนหรอกหรือ?”
เส้นสายตาของเขาพินิจทั่วเขากว่างเฉิง “ตอนนี้พวกเจ้ากำลังวางแผนให้นพยมโลกมาเยือน สำนักข้ามาเพื่อขัดขวางโดยเฉพาะ เรื่องก็เป็นฉะนี้”
เขาสั่นศีรษะ “ก่อนหน้านี้ก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าเขากว่างเฉิง ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่สง่าผ่าเผย กลับยอมเป็นสุนัขรับใช้แก่นพยมโลก”
ผู้อาวุโสจางสีหน้าผิดไปจากปกติ ผู้อาวุโสกงก็บัดดาลโทสะเช่นกัน กล่าวด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า “สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์สนเพียงภายใน ไม่สนภายนอก จากที่ข้าเห็น พวกเจ้าต่างหากที่เป็นไส้ศึกคอยประสานจากภายในพวกเดียวกับปีศาจอัคคี กับนพยมโลกกระมัง!”
ผู่จ้าวจวินกล่าวอย่างเย็นชา “ต้นตอของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ผู้สถาปนาภาคี และประมุขภาคี คือซินตงผิง บุคคลอันดับสองถัดจากหยวนเจิ้งเฟิง อยูภายใต้สำนักเขากว่างเฉิงเจ้า ปัจจุบันเรื่องนี้แพร่สะพัดทั่วหล้าแล้ว ใช่ว่าพวกเจ้าเล่นลิ้นไม่กี่ประโยคก็สามารถปกปิดความจริงได้”
“ซินตงผิงถูกกำจัดทิ้งไปโดยสำนักแล้ว แม้แต่จอมมารศักดิ์สิทธิ์ก็ถูกประหารไปพร้อมกัน ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตบุกโจมตีสำนักข้า สร้างความพินาศ ไม่อาจอดรนทนเจ้าพาลใส่ร้าย” ผู้อาวุโสจางเอ่ยเสียงทุ้ม
เสียงหนึ่งดังขึ้นบริเวณไกลออกไป “แต่เป็นพวกเจ้าสละรถรักษาแม่ทัพ[1]เอง เป็นเล่ห์เหลี่ยมที่จงใจเมินเฉยผู้คนใต้หล้าก็เท่านั้น”
เงาร่างหลายเงาปรากฏกลางท้องฟ้า ตามเสียงเอื้อนเอ่ย
คนที่เป็นผู้นำก็คือชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกับผู้เฒ่าผมขาวผู้หนึ่ง
ในมือชายวัยกลางคนกุมธนูยาวคันหนึ่งที่ทอแสงสีวามวาบเอาไว้ เป็นผู้อาวุโสสูงสุดตำหนักอัสนีสวรรค์ หลินเทียนเฟิงนั่นเอง
ผู้เฒ่าที่อยู่ข้างกายเขามีระดับพลังฝึกปรือสูงกว่า ก็คือผู้อาวุโสเก่าแก่ของตำหนักอัสนีสวรรค์ท่านหนึ่ง มหาปรมาจารย์ระดับสุดยอดที่ย่างสู่ขั้นบรรลุธรรมหลายปีแล้ว
ด้านหลังทั้งสองยังมียอดฝีมือตำหนักอัสนีสวรรค์จำนวนมาก
การมาถึงของพวกกลุ่มคนหนึ่ง ยิ่งทำให้ทั่วทั้งเขากว่างเฉิงบังเกิดความรู้สึกหายใจไม่ออกอันราวกับเมฆดำกดทับเมืองจนคล้ายจะทลาย[2]ออกมา
คนที่เพิ่งเปิดปากเอ่ยพูดเมื่อครู่คือหลินเทียนเฟิง เขายืนนิ่งอยู่กลางอากาศกล่าวว่า “หากวันนี้ข้าเชื่อพวกเจ้า ถอยกลับเพียงเท่านี้ด้วยความชะล่าใจ วันพรุ่งก็เป็นเวลาที่นพยมโลกมาเยือนโลกแปดพิภพแล้ว”
พานป๋อไท่กล่าวเสียงเยียบเย็นอยู่ข้างๆ “พูดกับพวกเขาให้มากความเช่นนั้นไปไย?”
“ไม่ต้องสนใจว่าเพราะเหตุอะไร วันนี้เขากว่างเฉิงถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องดับสูญ!”
พานป๋อไท่เพ่งมองทั่วทั้งเขากว่างเฉิงอย่างเย็นชา แล้วจ้องเยี่ยนจ้าวเกอตาเขม็ง “วันนั้นที่ถังตะวันออก พวกเจ้าร่วมกับเมืองทะเลมรกตบีบสำนักข้าให้ถอย วันนี้ถึงคราวของข้า ความอัปยศอดสูที่ได้รับในตอนนั้น สำนักข้าจะคืนให้พวกเจ้าทั้งหมด”
“วันนี้ เขากว่างเฉิงจะถูกลบชื่อออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของโลกแปดพิภพ!”
ทั้งเขากว่างเฉิงเผชิญหน้ากับศัตรูผู้แข็งแกร่ง ถึงแม้จะได้รับแรงกดดันมหาศาล ทว่าตั้งแต่ขึ้นไปจนถึงระดับผู้ทรงอำนาจเฉกเช่นผู้อาวุโสจาง ผู้อาวุโสกง ฟู่เอินซู และคนอื่นๆ จนลงไปถึงระดับจอมยุทธ์ศิษย์ที่เหลือล้วนตั้งกระบวนทัพเตรียมตีสกัดศัตรู
บนยอดเขาพายุสะท้าน เยี่ยนจ้าวเกอกอดอก เส้นสายตาย้ายกลับไปกลับมาระหว่างบนร่างพวกพานป๋อไท่ ผู่จ้าวจวิน และหลินเทียนเฟิง กับหวงกวงเลี่ยที่ยืนอยู่เหนือมวลชนคนนั้น
แม้จะต้องประจันหน้ากับภัยคุกคามถึงชีวิตของมหาปรมาจารย์ขั้นบรรลุธรรมเฉกเช่นพานป๋อไท่ผู้นี้ สีหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอกลับไร้แววเกรงกลัว
ขณะนี้เขาเพียงกำลังพิเคราะห์สถานการณ์อย่างตั้งใจยิ่ง เหตุการณ์เบื้องหน้านี้ เขาจำเป็นที่จะต้องจัดเตรียมรับมือด้วยตัวเอง เลือกจุดหมายหนึ่งให้เหมาะสม
หรือกล่าวคือ เลือกเป้ายิงเพียงหนึ่ง
เยี่ยนจ้าวเกอเหลียวกลับไปมองยังทิศทางยอดเขามหาคุณด้านหลังเขา พลางเอ่ยในใจ ‘ไม่รู้ว่าอาจารย์ปู่จะสามารถเร่งมาได้ทันหรือไม่ ตามระยะเวลาที่เขาคาดการณ์ล่วงหน้าไว้ตอนนั้น ก็ควรจะเป็นสองวันนี้ถึงจะถูก…’
ถึงแม้ความคิดจะไม่แน่ว่าตรงกับเยี่ยนจ้าวเกอ ทว่าบัดนี้ศัตรูบุกประชิด ทั้งสำนักกว่างเฉิงก็มีจอมยุทธ์คนอื่นเช่นกัน จึงมองทางยอดเขามหาคุณตามจิตสำนึก
ที่นั่นมีชายชราที่หลายปีมานี้คุ้มกันกว่างเฉิงมาโดยตลอดคนหนึ่ง เข้าเสี่ยงอันตรายอีกหนเพื่อเขากว่างเฉิง
กระนั้นไม่นานนัก จอมยุทธ์กว่างเฉิงเหล่านี้ต่างสีหน้าหม่นหมองลง
ไม่เอ่ยก่อนว่าชายชราผู้นั้นเผชิญอันตรายถึงชีวิต ไม่สำเร็จก็พลีชีวิต
แม้จะสำเร็จ ก็จะไม่อยู่ในช่วงเวลาที่สั้นขนาดนี้เช่นกัน
เสียงของหวงกวงเลี่ยดังมาจากกลางท้องฟ้า “เยี่ยนตี๋ ข้าจะบอกให้เจ้าเข้าใจ ข้านำมาตรสุริยันวัดสวรรค์ติดตัวมาด้วย”
“เหตุที่ไม่ใช้ เป็นเพราะเจ้าคือคนมีฝีมือหาได้ยาก การต่อสู้สุดท้ายในชีวิตเจ้า ข้าจะให้เกียรติเจ้าได้ฉายแววต่อหน้าผู้คน”
“แต่ถ้าหากเจ้าฝากความหวังไว้ที่หยวนเจิ้งเฟิง เช่นนั้นก็เลิกล้มความคิดไปเสียเถอะ หยวนเจิ้งเฟิงช้ากว่าข้าไปก้าวหนึ่งแล้ว”
“ด้วยอาการบาดเจ็บของเขา ต่อให้เขาสามารถย่างสู่ขั้นศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาปีหนึ่งเช่นกัน ข้ารู้ว่าเขาเพิ่งเข้าฌานได้ไม่กี่เดือน”
“เจ้าคิดว่าข้าทำลายเขากว่างเฉิงของเจ้า จะต้องใช้เวลามากกว่าครึ่งปีเชียวรึ? เจ้าลองดูก่อนว่าสามารถต้านทานข้าได้ถึงชั่วเวลาครึ่งธูปได้หรือไม่ค่อยว่ากันเถิด”
เสียงของหวงกวงเลี่ยดังก้องฟ้าดิน สะท้อนอยู่ทั่วทั้งท้องฟ้า “ยิ่งไปกว่านั้น ครานี้ข้าออกฌานโดยสมบูรณ์ มาตรสุริยันวัดสวรรค์ก็อยู่ในมือ ถึงแม้หยวนเจิ้งเฟิงจะสำเร็จเป็นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ อย่างไรเขากว่างเฉิงก็ต้องจบเห่ในวันนี้!”
ทันใดนั้น หลังภูเขาเขากว่างเฉิงพลันสั่นไหวอย่างรุนแรงขั้นมา ความตั้งใจแน่วแน่ทรงพลังมหาศาลอันกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด ราวกับจะสูงให้เทียมฟ้าทอดออกมาจากในนั้น!
“ตาเฒ่าหวงป่าเถื่อน ระวังวาจาของเจ้าด้วย”
ลำแสงอันมโหฬารทะยานขึ้นจากยอดเขามหาคุณ พุ่งตรงสูงฟากฟ้า ภายในนั้นปรากฏเงาร่างหนึ่งวับวาบ
ด้านล่างยอดเขามหาคุณ ผู้อาวุโสเหอที่เฝ้าคุ้มกันค่ายกลมาตลอดไม่มีเวลาจะดีอกดีใจ ขณะท่ามือทั้งสองเปลี่ยนแปลง อักขระสายหนึ่งทะยานขึ้น ตกลงบนหลังของคนผู้นั้นที่อยู่ในลำแสง
คนผู้นั้นชูฝ่ามือขึ้นฟ้า อักขระยันต์ที่รวมตัวขึ้นจากมหาค่ายกลนภาบนแสงดาบของเยี่ยนตี๋ พลันลอยออกมา ตกลงกลางฝ่ามือของคนผู้นั้นทันใด
ครั้นสูญเสียการช่วยต้านทานจากมหาค่ายกลนภา พลังน่าประหวั่นของหวงกวงเลี่ยพลันกดอัดมาอย่างราวกับย้ายภูเขาถมทะเล
ทว่าเงาร่างบนท้องฟ้าเหนือยอดเขามหาคุณสืบเท้าออกมาก้าวหนึ่ง ก็ถึงเบื้องหน้าเยี่ยนตี๋แล้ว เขายกมือขึ้นตบด้วยฝ่ามือฉาดหนึ่ง!
ภายใต้การปะทะของพลังอันบ้าคลั่ง มือมหึมาบดบังฟ้าฟาดแสงทองอันควบแน่นมาจากไตรรพีเบิกฤกษ์ของหวงกวงเลี่ยจนแหลกเป็นเสี่ยงๆ โดยพลัน!
เสียงร้องตะโกนของหวงกวงเลี่ยดังขึ้นทั่วฟ้าดิน “หยวน! เจิ้ง! เฟิง!”
………………..
[1] สละรถรักษาแม่ทัพ เป็นศัพท์หมากรุก อุปมาว่า สละสิ่งของสำคัญ เพื่อคงสิ่งของที่สำคัญกว่าไว้
[2] เมฆดำกดทับเมืองจนคล้ายจะทลาย อุปมาว่า อำนาจร้ายก่อเกิดสถานการณ์ตึงเครียด
เงาร่างหนึ่งปรากฏตรงหน้าเยี่ยนตี๋ ดูไปแล้วไม่สูงใหญ่แต่อย่างใด ทว่าเป็นชายชราคนหนึ่งที่รูปร่างไม่สูงไม่เตี้ย
กระนั้นชายชายผู้นี้ยืนอยู่ตรงนั้น เรือนกายกลับดูสูงเทียมฟ้า
เขาก็คืออดีตเจ้าสำนักเขากว่างเฉิง หยวนเจิ้งเฟิง!
หวงกวงเลี่ยที่อยู่กลางท้องฟ้า ก้มมองหยวนเจิ้งเฟิง “คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะออกฌานไวป่านนี้ รุดหน้าขึ้นสู่ขั้นศักดิ์สิทธิ์แล้วรึ?”
“ก่อนหน้าเจ้าเข้าฌาน อาการบาดเจ็บเดิมฟื้นฟูแล้วหรือ?” หวงกวงเลี่ยเข้าใจอย่างรวดเร็ว “เจ้าทำได้เยี่ยงไร? หากอาการเจ็บหายดีนานแล้ว เหตุใดไม่เข้าฌานให้เร็วกว่านี้บ้าง ถึงกับเพื่อรอหลังข้าสักหน่อยเชียวหรือ?”
หยวนเจิ้งเฟิงระบายยิ้ม “ไม่น่าเบื่อเช่นเจ้าคิดขนาดนั้นหรอก เพียงแค่เจ้าโชคไม่ดี แต่หากข้าโชคดี”
ขณะมองดูอดีตเจ้าสำนักสนทนาพาทีหน้าตาเฉยอยู่บนยอดเขานภากาศ จอมยุทธ์เขากว่างเฉิงล้วนส่งเสียงร้องยินดี
ทว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์นำโดยกลุ่มผู่จ้าวจวิน พานป๋อไท่ และหลินเทียนเฟิงกับจอมยุทธ์ตำหนักอัสนีสวรรค์ สีหน้าอารมณ์ล้วนไม่ผ่อนคลายอีกต่อไป
หยวนเจิ้งเฟิงไม่เพียงเหยียบย่างขั้นศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จ ยังออกฌานยังเร็วกว่าที่ทุกคนคาดการณ์ไว้อักโข นี่ทำให้พวกเขารู้สึกรับมือไม่ทันอย่างแท้จริง
ที่แห่งนี้อย่างไรก็เป็นที่ตั้งของสำนักเขากว่างเฉิง หยวนเจิ้งเฟิงกุมความได้เปรียบในการเป็นเจ้าถิ่น มีมหาค่ายกลนภาเสริมหนุน แม้หวงกวงเลี่ยจะประสบผลสำเร็จรุดหน้าขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์อีกก้าว สามารถกำชัยชนะเหนือหยวนเจิ้งเฟิงที่เขากว่างเฉิงแห่งนี้ได้หรือไม่ ก็ไม่อาจรู้ได้เช่นกัน
หวงกวงเลี่ยสายตามองหยวนเจิ้งเฟิง เอื้อนเอ่ยอย่างเชื่องช้าว่า “แม้เจ้าจะข้ามผ่านขั้นบรรลุธรรมสู่ขั้นศักดิ์สิทธิ์ แม้เจ้าจะออกฌานแล้ว กระนั้นแล้วอย่างไร?”
“สำหรับข้า หาได้แตกต่างกันมากไม่!”
เมื่อกล่าวจบ สองมือหวงกวงเลี่ยก็ยกขึ้นพร้อมกัน จากนั้นถึงผลักฝ่ามือทั้งสองขนานออกไปด้านหน้า
แสงทองมากด้วยพลังมหาศาลรวมตัวกันอยู่ระหว่างมือทั้งสองข้างของเขา ลำแสงอื่นใดในโลกล้วนสลัวดับลงไป ราวกับรวมอยู่ที่ทั้งสองมือของหวงกวงเลี่ยหมดสิ้น
ขณะแสงทองทอประกายระยับ ดวงอาทิตย์ราวกับของจริงบนฟากฟ้า ร่วงหล่นลงมาจากที่สูงห่างจากพื้นดินไม่ถึงหมื่นจั้ง พลังความร้อนอันหาที่สิ้นสุดไม่ได้ กับพลังปะทุทำลายย่อยยับ รวมอยู่ตรงนี้ทั้งสิ้น
วิชาหมัดถึงตะวัน ตะวันเยือน!
สมญานามยกย่องจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ตะวันเยือนหวงกวงเลี่ย ได้รับมาจากตรงนี้เอง!
พลังบ้าคลั่ง ท่าอันทำลายล้างอย่างง่ายดาย ทำให้ฟ้าดินโดยรอบเขากว่างเฉิงเปลี่ยนเป็นเตาหลอม กลายเป็นโลกที่แสงทองเจิดจ้าแพรวพราวไปทั่วโดยสมบูรณ์
หากแต่ภายในโลกใบนี้ พลังมีฝ่ามือมหึมาข้างหนึ่งเหยียดออกมา คล้ายกับจะพาฟ้าดินโดยรอบเข้ามาระหว่างนิ้วมือและฝ่ามือของตนพร้อมกัน
หยวนเจิ้งเฟิงมองหวงกวงเลี่ย “ตาเฒ่าหวง เป็นความผิดข้า ที่หยุดชะงักอยู่ที่ขั้นมหาปรมาจารย์นานเกินไป ถึงขั้นที่ทำให้เจ้าหลงลืมว่าตอนที่ระดับของเราทั้งสองเท่ากัน เจ้าล้วนแพ้พ่ายด้วยน้ำมือข้ามาโดยตลอด”
ขณะที่ฝ่ามือมหึมาคว่ำลง ฟ้าดินพลันพลิกหมุน ดวงอาทิตย์สว่างไสวนั่นกลับเหมือนว่าถูกหยวนเจิ้งเฟิงคว้าไว้ในมือ
“ชายชาตรีจะไม่เอ่ยถึงความเก่งกาจในอดีต ตอนนี้เจ้ายังคงนำหน้าข้าหนึ่งก้าว ข้าเองก็ยอมรับ เจ้าในขณะนี้มีพลังฝึกปรือและพลังความสามารถเฉพาะตัว ยังคงล้ำเหนือข้าขั้นหนึ่ง”
“แต่ขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์เท่ากัน ความต่างชั้นระหว่างข้ากับเจ้าตอนนี้ เปรียบกับระยะห่างระหว่างขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์แรกเริ่มกับมหาปรมาจารย์ เล็กน้อยเสียยิ่งกว่าเล็กน้อย”
กระบวนท่าฝ่ามือนภากว่างเฉิงของหยวนเจิ้งเฟิงร่วงลงดังกึกก้อง ฟาดดวงอาทิตย์อันน่าพรั่นใจดับสิ้นโดยพลัน!
“แต่ตอนนี้ สถานที่ที่พวกเราประมือกัน เป็นเขากว่างเฉิงของข้า”
ภายใต้สถานการณ์ปกติ ต้องการเหยียบประตูเขาของผู้อื่น ยอดฝีมือระดับสุดยอดของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายบุกโจมตี ระดับพลังฝึกปรืออย่างน้อยที่สุดต้องสูงกว่าศัตรูขั้นหนึ่งถึงจะใช้ได้
นี่เป็นเงื่อนไขแรกของการที่ระดับพลังความสามารถและพลังฝึกปรือของทั้งสองฝ่ายเท่าเทียมกัน
ดวงอาทิตย์สีทองพินาศย่อยยับ เพลิงไหลทั่วท้องฟ้ากระจายแตกซ่าน กลายเป็นฝนเพลิงสีทองสุดลูกหูลูกตาตกลงมา
แสงเพลิงสว่างไสวสะท้อนอยู่บนใบหน้าของพวกผู่จ้าวจวิน ที่บัดนี้มีสีหน้าสลัวหม่น
บริเวณไกลออกไป พลังปราณแกร่งกล้ายิ่งสองสาย ใกล้เข้ามาอย่างฉับไว
สายหนึ่งเหี้ยมโหดรุนแรง สายหนึ่งหนาหนักทรงพลัง
ทั้งสองพลางหมุนวนกระทบกระแทกซึ่งกันและกัน พลางถลันพุ่งมาทางทิศเขากว่างเฉิงในเวลาเดียวกัน
ทั้งสองคนหยวนเจิ้งเฟิงและหวงกวงเลี่ยต่างไม่เบนสายตามอง
ผู้มาเยือนคือใคร พวกเขาล้วนกระจ่างชัด
คนหนึ่งคือหนึ่งในยอดฝีมือระดับสุดยอดที่สุดในโลกแปดพิภพปัจจุบัน ประมุขตำหนักอัสนีสวรรค์ จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์สายฟ้าเขียว ‘ฟ้าคำรนแปดทิศ’ เฉินลี่
อีกสิ่งหนึ่งคือหนึ่งในอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ไม่กี่ชิ้นในโลกแปดพิภพปัจจุบัน เป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของเขาไร้พรมแดน ขวานจามสวรรค์
ขณะเดียวกับที่เข้าใกล้เขากว่างเฉิง พลังปราณอันแก่กล้าทั้งสองค่อยๆ ลดความเร็วช้าลงมา หมุนวนคุมเชิงต่อเนื่อง กลับไม่เข้าใกล้เขากว่างเฉิงต่อไปอีก
หวงกวงเลี่ยไม่ได้ใส่ใจผู้มาเยือน เขาแบฝ่ามืออก อาวุธสั้นสีทองเล่มหนึ่งปรากฏอยู่ในมือฉับพลัน
อาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มี มาตรสุริยันวัดสวรรค์!
เมื่อมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ในมือ พลังที่แผ่ออกมาจากร่างหวงกวงเลี่ยพุ่งทะยานอีกครั้ง จากนั้นมือที่ถือมาตรสุริยันวัดสวรรค์ก็โจมตีลงไปทางเขากว่างเฉิงและหยวนเจิ้งเฟิง
ประหนึ่งตะวันวาดข้ามท้องฟ้า เทียบขอบฟ้าอย่างไรอย่างนั้น พลังมหาศาล ไม่อาจขวางกั้น
อาวุธศักดิ์สิทธิ์ตกอยู่ในมือจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ขับเคลื่อนพลัง ความน่าพรั่นพรึงในนั้น เกินกว่ามหาปรมาจารย์เช่นหวงซวี่จะสามารถบรรลุถึง
ทว่าบนเขากว่างเฉิง เยี่ยนตี๋ก็ถอดชุดคลุมนภาออกแล้วเช่นกัน
หยวนเจิ้งเฟิงสยายแขนทั้งสองข้างไปทั้งสองฟาก ชุดคลุมนภาสวมทับกาย พลังมหาศาลทะยานขึ้นอีกครั้ง สูงทัดเทียมฟ้า
กระบวนท่าฝ่ามือนภากว่างเฉิงสำแดงออกไปอีกหน ปะทะกับหวงกวงเลี่ยและมาตรสุริยันวัดสวรรค์ซึ่งๆ หน้า!
พลังบ้าระห่ำกระแทกกัน ทั่วทั้งโลกล้วนกำลังโคลงเคลงเล็กน้อย
ฟากฟ้าถึงขั้นปรากฏรอยแยกรำไร มิติปรากฏรอยแตก
บนเขากว่างเฉิง หลังจากเยี่ยนตี๋ถอนชุดคลุมนภาก็ไม่ได้ว่างเว้น สะบัดดาบสวรรค์มังกรทะยาน คมดาบชี้ตรงยังพวกพานป๋อไท่และผู่จ้าวจวิน
ท่ามกลางเสียงมังกรคำราม เจตจำนงดาบสะเทือนเลื่อนลั่นพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
ถึงแม้กลุ่มของผู้อาวุโสจางและผู้อาวุโสกงจะเจ็บหนัก กระนั้นเบื้องล่างยอดเขามหาคุณ ในที่สุดผู้อาวุโสเหอก็สามารถหลุดออกจากพันธนาการ ไม่ต้องตั้งมั่นเฝ้ารักษาอยู่ที่เดิม
นางผายฝ่ามือทั้งสอง บุกไปทางศัตรูที่รุกภูเขาเช่นกัน
ท่าดาบเยี่ยนตี๋ดุจท้องฟ้า ด้วยดาบเดียวประหนึ่งฟ้าถล่ม พลังอันน่าหวาดหวั่นปกคลุมผู่จ้าวจวิน พานป๋อไท่ หลินเทียนเฟิง และมหาปรมาจารย์ขั้นบรรลุธรรมของตำหนักอัสนีสวรรค์ทั้งหมดนั่นไว้!
ทว่าที่ทำให้พวกพานป๋อไท่หวาดหวั่นพรั่นพรึงคือ พวกเขาคนเยอะปานนี้เผชิญหน้าเยี่ยนตี๋ กลับรู้สึกต้านไม่ไว้อยู่!
ทั้งสี่คนล้วนแพ้พ่ายถอยร่น สายตาเยี่ยนตี๋จ้องพานป๋อไท่เขม็ง กล่าวอย่างเยือกเย็น “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าจะให้ใครชดใช้ชีวิต?”
ท่ามกลางเสียงตะโกนเกรี้ยวกราดของพานป๋อไท่ เขาก็จับดาบวิเศษอาวุธวิญญาณระดับสูงของตนขึ้น ฟันกระบวนท่าดาบผลาญฟ้าคล้อยทิศประจิมมาทางเยี่ยนตี๋
ด้วยดาบหนึ่งของเยี่ยนตี๋ อาวุธจึงหลุดจากมือของพานป๋อไท่ รูปญาณวรยุทธ์ และร่างผลาญฟ้าคล้อยทิศประจิมที่เขาประสบผลสำเร็จหลังจากย่างสู่ขั้นบรรลุธรรม ถูกเยี่ยนตี๋ฟันจนกลายเป็นสองท่อนโดยพลัน!
พานป๋อไท่ทั้งประหลาดใจและเดือดดาลในเวลาเดียวกัน กลับแลเห็นเยี่ยนตี๋เก็บอาวุธ “หากไม่ใช่พวกเจ้าก่อกวนมหาค่ายกลนภา สำนักข้ายับยั้งภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต คงไม่ถึงขั้นเปลืองแรงเช่นนั้น ศิษย์พี่ใหญ่ข้าไม่ต้องพลีชีวิต เขากว่างเฉิงข้าก็จะไม่ต้องบาดเจ็บล้มตายมากมายถึงเพียงนี้เช่นกัน”
ในแววตาพยัคฆ์ทอประกายแสงเย็น เยี่ยนตี๋ชูมือขึ้นกำหมัดฉับพลัน กำปั้นแวววาวประดุจเพชร!
ยอดวิชาแปดพิภพอันดับแรก ที่ราชสีห์เหล็กสือเถี่ยชำนาญครั้งยังมีชีวิตอยู่ วิชากายเพชร!
เยี่ยนตี๋ต่อยหมัดหนึ่งไปด้านหน้าดังสนั่น!
ภาพร่างพานป๋อไท่ราวกับว่าวที่สายขาดสะบั้นก็ไม่ปาน ถูกต่อยจนกระเด็นออกไป!
พวกผู่จ้าวจวินและหลินเทียนเฟิงเห็นเช่นนั้น บนใบหน้าล้วนเปลี่ยนสี ร่างกายเริ่มถอยกรู
หวงกวงเลี่ยและมาตรสุริยันวัดสวรรค์แม้จะแข็งแกร่ง ทว่ากลับเลี่ยงหยวนเจิ้งเฟิงที่มีมหาค่ายกลนภาและชุดคลุมนภาเสริมหนุนตรงหน้าประตูเขากว่างเฉิงไม่ได้
สู้รบจวบจนขณะนี้ ไม่อาจดับสลายเขากว่างเฉิงได้แล้ว
พวกผู่จ้าวจวินและหลินเทียนเฟิงเคียดแค้นในใจ “ก็ลองดูว่าพวกเจ้าจะสามารถหดหัวอยู่ในประตูเขากว่างเฉิงชั่วชีวิตได้หรือไม่!”
ยามนี้ บนยอดเขาพายุสะท้าน เยี่ยนจ้าวเกอที่ค่อยๆ ถูกเหล่าผู้ทรงอำนาจมองข้าม สายตามองตรงยังกลุ่มคนของผู่จ้าวจวินที่อยู่กลางอากาศ “หากอาจารย์ปู่ไม่ออกฌาน ข้าจำเป็นต้องคิดพิเคราะห์รับมือกับหวงกวงเลี่ย กับทิ้งพวกเจ้าและคนอื่นๆทั้งหมดไว้ ทั้งสองเรื่อง เรื่องใดมีความมั่นใจมากกว่าหน่อย”
“ตอนนี้ข้ารู้สึกว่า ข้าม่ต้องเลือกก็ได้ บรรลุทั้งสองเรื่องในเวลาเดียวกัน”
ประกายตาเยี่ยนจ้าวเกอเยือกเย็น กระทืบเท้าครั้งหนึ่ง
ปลายยอดเขาพายุสะท้าน ปรากฏลวดลายค่ายกลเปล่งประกายขึ้น!
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ