301-305

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
นิยายเสียง คุณชายแห่งปฐพี
บทที่ 301ถึง305
ในคูเมืองอันเป็นที่ตั้งของยันต์อักษร ‘คน’ เยี่ยนจ้าวเกอยืนอยู่บนอักขระยันต์ นัยน์ตาทั้งสองปิดสนิท
มิติอันมืดมิด ภายในมหาค่ายกลแสงขาว รวมทั้งตำแหน่งที่เยี่ยนจ้าวเกออยู่ มีจุดแสงสีทองสองจุดส่องประกายระยับแล้ว
มีเพียงจุดแสงอันเป็นตัวแทนของตำแหน่งฟ้ายังคงไม่สว่างขึ้นมาจนถึงตอนนี้
เยี่ยนจ้าวเกอรอคอยอย่างใจเย็น ทว่าทันใดนั้น ในใจเขาพลันไหววูบ
เมื่อลืมตาขึ้น เขาก้มหน้าลงมอง เห็นว่ารอยประทับมารหลังมือซ้ายของตนเอง ที่แต่ไรเริ่มเลือนหาย เข้มขึ้นทวีคูณฉับพลัน!
“…อาจารย์ลุงใหญ่!” ในใจเยี่ยนจ้าวเกอพลันเจ็บปวดครั้งหนึ่ง
รอยประทับมารเข้มขึ้น หาใช่เพราะนพยมโลกไม่ หากแต่เป็นเพราะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับสือเถี่ย ผู้ที่ผนึกนพยมโลกพร้อมกับตนในตอนนั้น
ทันใดนั้น เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกว่ามหาค่ายกลนภาโคจรดังกึกก้อง
ขณะที่สมองและจิตสำนึกว่างเปล่า ภายในมหาค่ายกลแสงขาว จุดแสงที่สามส่องสว่างขึ้นในที่สุด!
สุดท้ายตำแหน่งฟ้าก็ตั้งขึ้นอย่างมั่นคง!
ไตรภาคฟ้า ดิน และคนกลับเข้าสู่ตำแหน่ง ร่วมกันส่งผลให้มหาค่ายกลนภาสั่นไหวอย่างรุนแรง!
ลวดลายค่ายกลจำนวนมากทอแสงวาบเป็นประกายขึ้นมา โดยมีฟากฟ้าเหนือเขากว่างเฉิงเป็นศูนย์กลาง แผ่ขยายยื่นออกไปทั่วสารทิศตลอดเวลา
ฟ้าดินราวกับเปลี่ยนเป็นภาพลวงตาอีกครั้ง ราวกับม้วนภาพผืนหนึ่ง บิดพลิ้วเป็นลูกคลื่นอย่างรุนแรง
เยี่ยนจ้าวเกอกดความกังวลในใจอย่างหนัก ประกบสองฝ่ามือเข้าด้วยกัน จากนั้นแยกจากกันอย่างแรง มือหนึ่งบนมือหนึ่งล่าง ร่วมกันโจมตีออกไป
ฝ่ามือหนึ่งไปทางฟ้า ฝ่ามือหนึ่งไปทางดิน การไหลเวียนพลังชีวิตภายในมหาค่ายกลนภาเปลี่ยนทางฉับพลัน โดยมีเยี่ยนจ้าวเกอเป็นแกนกลาง
ซินตงผิงที่ยังคงสู้รบปรบมืออยู่กับเยี่ยนตี๋อยู่ในมิติต่างแดนบนท้องฟ้าเหนือเขากว่างเฉิง รู้สึกผิดแผกในทันใด
อักขระยันต์ภายในลูกตาดำทั้งสอง กับบริเวณกลางฝ่ามือสองข้างของเขา แตกสลายออกมาพร้อมกัน!
ไม่ว่าซินตงผิงจะพยายามอีกสักเพียงใด อำนาจควบคุมของมหาค่ายกลนภาในขณะนี้ ล้วนห่างออกจากเขาไปไกล!
ในคูเมือง เยี่ยนจ้าวเกอร้องคำรามลากเสียง ฝ่ามือทั้งสองที่แยกกันข้างหนึ่งบนข้างหนึ่งล่าง ประกบเข้าหากันอีกครั้ง
ด้วยผลของยันต์ทั้งสามฟ้า ดิน และคน มหาค่ายกลนภากลางท้องฟ้าที่กระเพื่อมไหว พลันเปลี่ยนเป็นปลอดโปร่งในชั่วเสี้ยวขณะ กลับคืนสู่ปกติ
อันดับแรก เยี่ยนจ้าวเกอใช้พลังมหาค่ายกลนภา เสริมหนุนไปที่ตำแหน่งยันต์อักษร ‘ฟ้า’ ทว่ากลับไม่เป็นผล
รวมพลังมหาค่ายกล จัดการอำนาจควบคุมมหาค่ายกล ไม่ใช่ระดับความรู้ซึ้งค่ายกลแตกฉานมากพอ ก็เป็นพลังความสามารถและระดับพลังฝึกปรือสูงล้ำมากพอ
สวีเฟยและอิงหลงถูล้วนไม่เข้าขั้นเงื่อนไขเหล่านี้ บริเวณอันเป็นตั้งของยันต์อักษร ‘ฟ้า’ จึงมีเพียงสือเถี่ยสามารถแบกรับไว้
กระนั้นตอนนี้กลับไม่อาจเสริมหนุนพลังมหาค่ายกล…
เยี่ยนจ้าวเกอเม้มริมฝีปากแน่น “เกิดเรื่องขึ้นกับอาจารย์ลุงใหญ่แล้วจริงๆ”
อาหู่ได้ยินดังนั้นก็ตื่นตกใจ “คุณชาย ท่านจะพูดว่าท่านผู้อาวุโสสือเขา…”
ชายหนุ่มหลับตาไม่ปริปากพูด แยกฝ่ามือที่ประกบกันออกจากกันอีกหน มือหนึ่งกลายเป็นหมัด อีกมือหนึ่งกลับเหยียดนิ้วชี้ออกไปทางลูกตาดำซ้ายของตนเล็กน้อย
ในลูกตาดำซ้ายของเขาพลันปรากฏลวดลายค่ายกลหลายสายอันลึกลับซับซ้อน รวมกันกลายเป็นมหาค่ายกลนภาที่ราวกับลดขนาดลงไม่รู้กี่เท่า
เขากำหมัดแน่น ต่อยหมัดหนึ่งออกไปด้านหน้า เจตจำนงหมัดวรยุทธ์สาดกระเพื่อม
มหาค่ายกลนภาในลูกตาดำแปรสภาพเป็นแสงสุกใส ตกลงสู่ส่วนลึกในสายตาโดยสมบูรณ์ทันใด
เยี่ยนจ้าวเกอปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง หลังจากยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ลืมตาขึ้นในดวงตาซ้ายปะทุแสงขาวจ้าตาออกมา ในแสงขาวมีจุดแสงสีทองสามจุดวามวามละลานตา
“ขึ้น!” เยี่ยนจ้าวเกอคว้าอาหู่ไว้ แล้วสืบเท้าหนึ่งออกไป
ลวดลายค่ายกลนภากลางท้องฟ้าเปล่งแสง คล้ายกับทางสายใหญ่ข้ามผ่านนภา นำพาเยี่ยนจ้าวเกอบินตะบึง ด้วยความเร็วที่ไม่ด้อยไปกว่ายอดฝีมือมหาปรมาจารย์ระดับสุดยอด
ชายหนุ่มสัญจรอยู่ภายในลวดลายค่ายกล ประหนึ่งข้ามมิติ ทอดผ่านฟากฟ้าเร็วรี่ ไปทางยอดเขาเดี่ยวอันเป็นที่ตั้งของยันต์อักษร ‘ฟ้า’
ยอดเขาที่สูงเสียดเมฆปรากฏอยู่ในสายตา เยี่ยนจ้าวเกอกวาดสายตาลงไป ค้นพบว่าบริเวณยอดเขาอันไกลลิบ มีทะเลทรายกว้างใหญ่อันโดดเด่นบนพื้นปฐพี
เงาร่างหนึ่งตั้งอยู่กลางทะเลทราย
เยี่ยนจ้าวเกอพาอาหู่ลงสู่พื้น เขาเห็นสวีเฟยและอิงหลงถูกต่างก็คุกเข่าลงตรงหน้าเงาร่างราวกับรูปปั้นสำริดร่างนั้น
ครั้นเห็นเงาร่างนั้น เยี่ยนจ้าวเกอก็พลันหลับตาลง แหงนหน้าขึ้น พูดไม่ออก
ผู้อาวุโสสูงสุดตำหนักอาญาสำนักเขากว่างเฉิงที่ทั้งเข้มแข็ง อดทนไม่ย่อท้อ และเด็ดขาดยุติธรรมผู้นั้น
ราชสีห์โลหะที่ไม่ฝักใฝ่ตำแหน่งอำนาจ และกล้าหาญเป็นผู้นำผู้นั้น
อาจารย์ลุงใหญ่ที่นิ่งเงียบพูดจาน้อยคำ ภายนอกเย็นชาทว่าภายในอบอุ่นผู้นั้น…
ต่อสู้จนถึงช่วงเวลาสุดท้าย หลั่งเลือดตนจนหยดสุดท้าย จากทุกคนไป เพื่อเขากว่างเฉิง
“พวกเรารีบกลับไปหนุนทางสำนักเถิด” สวีเฟยผุดลุกขึ้น บุรุษผู้เด็ดเดี่ยวนัยน์ตาแดงระเรื่อ น้ำเสียงอันสั่นเครือค่อยๆ เปลี่ยนเป็นราบเรียบมั่นคง “แม้ชิงมหาค่ายกลนภาได้ในที่สุด แต่พวกเรายังไม่อาจคลายใจ จะต้องโค่นศัตรูที่เข้ามาทั้งหมดให้จงได้”
ขณะกล่าว แววตาสวีเฟยมีความหม่นอีกอยู่บ้าง “น่าเสียดาย อาจารย์ไม่อาจเห็นภาพฉากนี้ได้”
เยี่ยนจ้าวเกอลืมตาขึ้น “เขาทำได้!”
เขาเบือนหน้ามองทางสวีเฟย “กระเป๋าย่อส่วนที่อาจารย์ลุงใหญ่ได้มาจากศิษย์พี่สือซงเทาเล่า?”
สายตาสวีเฟยทอประกาย ของล้ำค่าของสือเถี่ยเก็บเอาไว้กับเขา เขาหยิบกระเป๋าย่อส่วนออกมา หลังจากเปิดออก ในนั้นมีโลงเย็นโปร่งใสสามโลง สองโลงในนั้นบรรจุร่างของมารดาบุตรอิ๋งอวี่เจินและสือจวินเอาไว้
เยี่ยนจ้าวเกอรับโลงเย็นนั่นจากมือของสวีเฟย แล้วเปิดฝาโลงออก
สวีเฟยโอบร่างที่ใกล้จะแหลกสลายของสือเถี่ยขึ้น ใส่ลงไปในโลงเย็น
เมื่อปิดฝาโลง เยี่ยนจ้าวเกอแลมองศพของสือเถี่ยที่อยู่ในโลงเย็น เม้มริมฝีปากแน่น
อาหู่มองดูคุณชายของตน รู้สึกเพียงว่าตัวเองคล้ายกับเผชิญหน้ากับภูเขาไฟลูกหนึ่งที่อาจจะระเบิดได้ทุกเมื่อ
ชายหนุ่มยกมือขึ้น ขยับไหล่ครั้งหนึ่ง จากนั้นแบกโลงเย็นขึ้นไว้บนหัวไหล่ของตน
“พวกเรากลับเขากว่างเฉิง!” เยี่ยนจ้าวเกอเอื้อนเอ่ยอย่างสงบนิ่ง
เขาต่อยหมัดหนึ่งไปด้านหน้า ลวดลายมหาค่ายกลนภาสายหนึ่งตกลงมา ประหนึ่งทางสัญจร
เยี่ยนจ้าวเกอแบกโลงเย็นไว้ สืบเท้านำหน้าขึ้นไป
พวกสวีเฟยทั้งสามตามหลังเขาไป เดินทางบนเส้นทางกลับเขากว่างเฉิง
บนเขากว่างเฉิงในตอนนี้ สงครามเดือดยังคงไม่สงบลง ทั้งสองฝ่ายยังคงต่อสู้ชนิดที่ไม่มีใครถอย
มหาค่ายกลนภาก่อเกิดความเปลี่ยนแปลงอีกหน ทำให้ฝูงชนต่างมึนงงอยู่บ้าง ดูเหมือนสองจิตสองใจ
ทว่าผ่านไปไม่นานนัก บนท้องฟ้าไกลลิบก็ทอแสงโชติช่วงพร่างพราว มีเส้นทางสายหนึ่งยื่นขยายมาจากเส้นขอบฟ้า ทอดยาวมาถึงประตูสำนักเขากว่างเฉิง!
ฝูงชนทอดสายตามองไป คนคนหนึ่งสืบเท้านำหน้ามา แบกโลงเย็นโปร่งใสโลงหนึ่งไว้ เดินมาทางเขากว่างเฉิง
ผู้ที่แบกโลงคืออัจฉริยะที่ล้ำเลิศที่สุดในรุ่นเยาว์สำนักเขากว่างเฉิง…เยี่ยนจ้าวเกอ
ภายในโลงเย็น มีคนคนหนึ่งที่สงบเยือกเย็นเอนกายอยู่…สือเถี่ย
ลวดลายแต่ละสายของมหาค่ายกลนภากะพริบวาบ ทั่วหล้าราวกับส่งเสียงร่ำไห้โศกเศร้าดังขึ้น
เวลานี้ คนผู้หนึ่งบนเขากว่างเฉิงตะโกนเดือดดาล “สือเถี่ย! เยี่ยนจ้าวเกอ!”
กลับเป็นผู้อาวุโสหลิวที่คิดหาวิธีใช้พลังมหาค่ายกลแดนมารเกาะทราย ชักนำไปยังเกาะนภาใต้ทำให้นพยมโลกมาเยือน
หุบเขาผนึกเวหาถูกทำลาย เขาและผู้อาวุโสหวังหนีออกมาด้วยกัน
บัดนี้แลเห็นเยี่ยนจ้าวเกอกับสือเถี่ย เหมือนศัตรูพบหน้ากันเดือดดาลรุนแรง!
“สือเถี่ย เจ้าตายแล้วหรือ? ช่างตายได้ดีเสียจริง!” ผู้อาวุโสหลิวมองดูโลงเย็น หัวร่อเสียงดังลั่น
เยี่ยนจ้าวเกอยกโลงเย็นไว้บนไหล่ขวา แหงนหน้ามองขึ้นฟ้า “อาจารย์ลุงใหญ่ ท่านดูพวกเรา”
ครั้นสิ้นเสียง ชายหนุ่มก็ฟาดฝ่ามือซ้ายออกไป!
ท่ามกลางเสียงอึกทึก มหาค่ายกลนภาเหนือศีรษะโคจร พลังผสานเข้ากับฝ่ามือนภากว่างเฉิงของเยี่ยนจ้าวเกอ กลายเป็นมือยักษ์บดบังฟ้า ฝ่ามือหนึ่งคล้อยลงมา!
ผู้อาวุโสผลักฝ่ามือออกต้านทาน “ไอ้เศษสวะ!”
ที่กระเสือกกระสนไปทั้งหมดล้วนเปล่าประโยชน์ ยันต์วิญญาณที่ลอยว่อนแตกสลาย ทะเลเพลิงที่ฝ่ามือดุสิตม้วนขึ้นดับมอดในชั่วพริบตา
ผู้อาวุโสหลิวถูกกระบวนท่าฝ่ามือนภากว่างเฉิงที่เยี่ยนจ้าวเกอขับเคลื่อนมหาค่ายกลนภา ตบลงบนพื้นดินโดยพลัน!
แหลกเหลวไม่เหลือซาก!
เยี่ยนจ้าวเกอจดจ้องคนชั่วช้าสามานย์ทั้งหมดบนเขากว่างเฉิง ประกายตาดุจเพลิง “พวกเจ้าจงเป็นเบาะรองให้อาจารย์ลุงใหญ่ของข้าทั้งหมดเสียเถอะ”
ไหล่เยี่ยนจ้าวเกอแบกไว้ด้วยโลงเย็น รุดเดินไปข้างหน้า
ด้านบนเหนือศีรษะ มหาค่ายกลนภาโคจรเสียงดังอื้ออึง พลังมหาศาลไร้ขอบเขตคล้อยลง เสริมหนุนบนร่างของเยี่ยนจ้าวเกอ
ชายหนุ่มรวบนิ้วทั้งห้าชิด ตั้งฝ่ามือขึ้นดุจดาบ ฟาดตามแนวขวางไปเบื้องหน้า
ขณะแสงวาวโรจน์ทอประกาย ยันต์วิญญาณแต่ละสายก็รวมตัวเข้าด้วยกันกลายเป็นค่ายกลยันต์ใหญ่ยักษ์ค่ายหนึ่ง เสมือนกับมหาค่ายกลนภาแบบย่อส่วน
มหาค่ายกลเปลี่ยนเป็นคมดาบ กวาดเป็นแนวขวางไปข้างหน้าตลอดทาง ฟันเอวจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตจำนวนมากขาดเป็นสองท่อน!
มิติต่างแดนด้านบนแตกออกเป็นรอยแยก กระแสน้ำพินาศอันน่าพรั่นพรึงไหลพุ่งออกมาจากภายใน
เยี่ยนจ้าวเกอเงยหน้าขึ้นทอดมองท้องฟ้า ยันมือซ้ายขึ้นบน กางนิ้วทั้งห้าออก กลางฝ่ามือขนานกับผืนฟ้าเหนือยอดเขากว่างเฉิงพอดี
ชั่วขณะถัดมา เยี่ยนจ้าวเกอรวบนิ้วทั้งห้ากำหมัด
มหาค่ายกลนภาบนท้องฟ้าโคจรดังกึกก้อง ตามการเคลื่อนไหวกำหมัดนี้ของเขา ลวดลายค่ายกลแต่ละสายกลายสภาพเป็นหมอกแสง ขวักไขว่อยู่ในนภาอากาศ
หมอกแสงถักทอเข้าด้วยกัน ผูกเป็นตาข่าย โอบล้อมมิติต่างแดนนั่นเอาไว้ตลอดเวลา แสงโชติช่วงค่อยๆ มอดดับ ทว่ามิติต่างแดนก็เปลี่ยนเป็นแข็งแรงมั่นคงขึ้นมาใหม่อีกครั้งเช่นกัน
ท้องฟ้าอากาศที่ก่อนหน้านี้บิดเบี้ยวแกว่งไกวอย่างรุนแรง ค่อยๆ ฟื้นคืนความสงบเงียบ เปลี่ยนเป็นโปร่งแสงไร้รูปร่างอีกครั้ง ทำให้คนยากจะสังเกตเห็น
เยี่ยนจ้าวเกอก้มหน้าลงอีกหน มองดูจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตบนเขากว่างเฉิงด้วยความเย็นชา
มือซ้ายที่ชูขึ้น ทุบลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ระหว่างที่มหาค่ายกลนภาบนท้องฟ้าโคจร แสงขาวหลายสายตกลง วาดผ่านผืนฟ้า ประดุจสายฟ้าแลบ อีกทั้งประดุจสวรรค์ลงทัณฑ์!
จอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตคนแล้วคนเล่าสิ้นใจไร้ที่ฝัง ภายใต้การระเบิดอันน่าหวาดผวาไม่เป็นสองรองใครของมหาค่ายกลนภานี้
เยี่ยนจ้าวเกอไม่ชะงักฝีเท้า แบกโลงเย็นด้วยกันกับสวีเฟยและอิงหลงถู ย่ำเหยียบไปบนทางสายใหญ่ที่ลวดลายค่ายกลปูเอาไว้ เดินทางตลอดทาง กระทั่งมาถึงหน้าประตูสำนัก
กลุ่มคนส่งดวงวิญญาณผู้ล่วงลับ ไปบนยอดเขานภากาศ ยอดเขาสูงสุด
เมื่อชายหนุ่มฟาดฝ่ามือหนึ่งลง มหาปรมาจารย์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตทั้งสองก็ร่างแหลกกระดูกเป็นผุยผงอีก
ครั้นวางโลงเย็นที่บรรจุศพของสือเถี่ยไว้บนพื้นดินเหนือยอดเขาแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็มองดวงหน้าของสือเถี่ย สูดลมหายใจลึกคำหนึ่ง แล้วโผนกายทะยานขึ้นไป
ด้วยการเสริมหนุนจากพลังมหาค่ายกลนภา เยี่ยนจ้าวเกอทลายการขวางกั้นมิติ เข้าไปภายในมิติต่างแดนได้สำเร็จ
ภายในมิติต่างแดน ทั้งสามคนเยี่ยนตี๋ หยวนเทียน และซินตงผิง ผ่านการต่อสู้สุดชีวิตมาคราวหนึ่ง บัดนี้สีหน้าล้วนย่ำแย่อยู่บ้างเช่นกัน บนร่างของทั้งสามล้วนเกลื่อนด้วยบาดแผลทั้งสิ้น
เยี่ยนจ้าวเกอมองอดีตผู้อาวุโสร่วมสำนักท่านนั้นตาเขม็ง “ซิน! ตง! ผิง!”
ชายหนุ่มเหยียดมือข้างหนึ่งไปข้างหน้า ฟาดกระบวนท่าฝ่ามือนภากว่างเฉิงหนึ่งลงไป
บนพื้นดินทั้งสี่ด้านในมิติต่างแดน ปรากฏลวดลายค่ายกลจำนวนมากที่เปล่งแสงสุกสว่าง จากนั้นก็แปรสภาพเป็นฝ่ามือยักษ์
การเคลื่อนไหวของฝ่ามือข้างนี้ สอดประสานเป็นจังหวะเดียวกับเยี่ยนจ้าวเกอโดยสมบูรณ์ มือมหึมาค้ำฟ้า อัดลงมาทางซินตงผิงดังกึกก้องกัมปนาท!
ฟ้าดินภายในมิติต่างแดนแห่งนี้ ราวกับพลิกหมุนกลับในชั่วขณะนี้อย่างแท้จริง
ครั้นร่างเยี่ยนจ้าวเกอปรากฎอยู่ในมิติต่างแดน ซินตงผิงพลันเงยหน้าถอนใจยาวครั้งหนึ่ง
เส้นสายตาของเขาตกไปบนนัยน์ตาซ้ายของเยี่ยนจ้าวเกอ ก่อนจะเห็นว่าในลูกตาดำซ้ายเยี่ยนจ้าวเกอสาดแสงขาวออกมา และมีจุดแสงสีทองวับวามอยู่ในนั้น
ซินตงผิงเอ่ย “เป็นวิชาพิเศษนี้น่ะหรือ ที่ทำให้พวกเจ้าชิงมหาค่ายกลนภากลับมาได้?”
เขาเองก็เลื่อนฝ่ามือขึ้น สำแดงฝ่ามือนภากว่างเฉิงกระบวนท่าหนึ่งเช่นเดียวกัน
สองฝ่ามือสอดประสาน นภาอากาศสั่นไหว เส้นแบ่งเขตฟ้าและดินเลือนราง คล้ายกับกำลังคว่ำลงตลอดเวลา
ขณะเดียวกันที่เยี่ยนจ้าวเกอฟาดฝ่ามือหนึ่งไปทางซินตงผิง มืออีกข้างหนึ่ง ก็ต่อยหมัดออกไปเบื้องหน้า เป้าหมายคือเยี่ยนตี๋ บิดาของตน
มหาค่ายกลนภาหยิบยืมพลังมหาศาลไร้ที่สิ้นสุดจากโลกหล้า ทะลักเข้าสู่ภายในร่างกายเยี่ยนตี๋จำนวนมาก ตามหมัดนี้ของเยี่ยนจ้าวเกอ
ดวงตาทั้งสองของเยี่ยนตี๋ยิงแสงรัศมีไปทั้งสี่ด้าน ชุดคลุมนภาบนเรือนกาย พลังที่แผ่ออกมาก็พุ่งพรวดขึ้นมาเช่นกัน
ปราณสะอาดหลายสายแพร่กระจายไปรอบๆ ทั้งสี่ด้าน ค่อยๆ สร้างการเชื่อมต่อกับการก่อสร้างมิติต่างแดนขึ้นอีกครั้ง
เยี่ยนตี๋สะบัดดาบ เจตจำนงดาบอันแข็งแกร่งหาที่เปรียบได้ไม่ม้วนไปทางจอมมารศักดิ์สิทธิ์หยวนเทียน!
บุตรบิดาทั้งสองร่วมกันปล่อยพลัง เยี่ยนจ้าวเกอเบิกตามองซินตงผิง พลางแผดคำรามเดือด ประหนึ่งพยัคฆ์ร้องมังกรคำรามอย่างไรอย่างนั้น
ภูเขาไฟอันน่าหวาดหวั่น ปะทุขึ้นโดยสมบูรณ์ในชั่วขณะนี้!
ท่ามกลางเสียงแผดร้องยาวของเยี่ยนจ้าวเกอ ท่าฝ่ามือนภากว่างเฉิงแปรผันฉับพลัน
ซินตงผิงที่ประมืออยู่กับเขา สัมผัสได้โดยตรง
นั่นไม่ใช่พลังที่พลิกฟ้ากลับแผ่นดินแล้ว หากแต่ฟ้าและดินล้วนไม่มีอยู่อีกต่อไป!
โลกประหนึ่งย้อนกลับไปก่อนที่ฟ้าดินจะกำเนิด ทั้งปวงยังคงอยู่ในสภาวะธาตุอากาศสลัวทั่วบริเวณ
ไร้ทินกรไร้จันทรา ไร้ก่อนไร้หลัง ไร้เริ่มต้นไร้สิ้นสุด ไร้ขยับไร้ตั้งมั่น
ชั่วเสี้ยวขณะถัดมา กลุ่มธาตุอากาศระเบิดดังสนั่น!
คล้ายว่ากลุ่มธาตุอากาศรับเอาสรรพสิ่งเข้าไป จากนั้นดับสูญ จักรวาลเปิดออกอีกครั้ง!
ชั่วเสี้ยววินาที ทั้งมหาค่ายกลนภาก่อเกิดความเปลี่ยนแปลงต่างๆ นานา ราวกับถือกำเนิดโลกสมัยดึกดำบรรพ์ซ้ำอีกหน!
พลังแก่กล้าอันไพศาลไร้ที่เปรียบเหล่านี้ ทลายฝ่ามือนภากว่างเฉิงของซินตงผิงอย่างโหดเหี้ยม!
ซินตงผิงตกตะลึง มืออีกข้างหนึ่งเปล่งประกายกระบี่วาบวับ กระบวนท่ากระบี่นภาไร้ขอบเขตสุด ทอดผ่านฟ้าดิน ลอยฟันมาทางเยี่ยนจ้าวเกอ
เยี่ยนจ้าวเกอส่งเสียงระบายความอัดอั้นออกมา เหยียดสองมือออกไปข้างหน้าพร้อมกัน จากนั้นประกบตบเข้าหากันตรงกลาง
ภายในมิติต่างแดน ฝ่ามือขนาดยักษ์สองข้างอันแปรสภาพมาจากลวดลายค่ายกลทอแสงวาบนับไม่ถ้วน เคลื่อนไหวเป็นจังหวะเดียวกับเยี่ยนจ้าวเกอ ประกบเข้าหากันตรงกลางเช่นกัน ฉับพลันนั้นประกายกระบี่ที่ซินตงผิงปล่อยออกมาก็สอดที่กึ่งกลางฝ่ามือทั้งสอง
ชายหนุ่มมองซินตงผิงอย่างเย็นยะเยือก ท่วงทำนองพลังน่าพรั่นพรึงดุจกลุ่มธาตุอากาศระเบิดนั่นปรากฏขึ้นอีกครา
พลังอันบ้าระห่ำ บดกระบี่นภาไร้ขอบเขตสุดของซินตงผิงอีกครั้ง!
ซินตงผิงขมวดหัวคิ้วแน่น ผละกายถอยกลับ ไม่ปะทะแข็งกับเยี่ยนจ้าวเกอและมหาค่ายกลนภาต่อไป หากแต่ต้องรวมตัวกับจอมมารศักดิ์สิทธิ์หยวนเทียน
ที่นั่น หยวนเทียนก็กำลังถูกดาบหนึ่งของเยี่ยนตี๋ไล่ฟันจนถอยกรูดเช่นกัน
เยี่ยนจ้าวเกอสูดหายใจลึกคำหนึ่ง ผลักสองฝ่ามือขนานออกไปพร้อมกัน!
คลื่นคลั่งไร้จุดสิ้นสุด อัดไปทางซินตงผิงพร้อมกับจอมมารศักดิ์สิทธิ์หยวนเทียน ด้วยท่าสูงเทียมฟ้า!
ในขณะเดียวกันนั้น ดาบหนึ่งของเยี่ยนตี๋ทอดข้ามท้องฟ้า แบ่งแยกฟ้าดิน ทลายนภาอากาศ บุกไปทางซินตงผิงกับหยวนเทียนเช่นกัน!
เจตจำนงหมัดผสานร่วมกับเจตจำนงดาบ คลื่นคลั่งสูงเทียมฟ้าท่วมซินตงผิงและหยวนเทียนมิด!
ประกายกระบี่อันกว้างใหญ่ กอปรกับปราณอนิจจังอันคลุมเครือ ทลายสูญแตกเป็นเสี่ยงๆ เป็นวงกว้าง!
เยี่ยนจ้าวเกอยกฝ่ามือขึ้นฟาดลงไป มหาค่ายกลโคจรไม่หยุดยั้ง แรงปะทุอันน่าตื่นตกใจจากการระเบิดกลุ่มธาตุอากาศอย่างหนัก อัดแขนข้างหนึ่งของซินตงผิงจนแหลกละเอียดอย่างโหดเหี้ยม!
อีกด้านหนึ่ง ดาบอันโหดร้ายอำมหิตของเยี่ยนตี๋สะบั้นแส้ยาวอาวุธวิญญาณระดับสูงในมือหยวนเทียนขาดผึง ช่วงอกเอวก็เกิดแผลสายหนึ่งนองเลือดเช่นกัน
หากถอยไม่ทันกาล ก็ต้องถูกแหวกช่องอกทะลวงช่องท้องโดยพลัน
ซินตงผิงและหยวนเทียนรุดถอยหลัง เยี่ยนจ้าวเกอเปลี่ยนท่าฝ่ามือ ประสานมือทั้งสอง ทั้งมิติต่างแดนบีบเบียดเข้าหาทั้งสองคน
มิติต่างแดนในขณะนี้ เกิดการยุบตัวลงอย่างคาดไม่ถึง ขณะเดียวกันที่พลังมหาศาลไร้ที่สิ้นสุดกำลังคุมขังซินตงผิงกับหยวนเทียนเอาไว้ ก็บดร่างของพวกเขาด้วยเช่นกัน
เยี่ยนตี๋ยกดาบ จุดแสงดำแซมทองบนชุดคลุมนภา เคลื่อนตามไปบนดาบสวรรค์มังกรทะยานจำนวนมาก ปราณสะอาดหลายสายพันรอบใบดาบ
ดาบอันดุดันเล่มหนึ่งร่วงลง กดซินตงผิงและหยวนเทียนไว้จนไม่อาจขยับเขยื้อน ทำได้เพียงร่วมมือกันตอบโต้สุดกำลัง
ซินตงผิงที่ระดับพลังฝึกปรือค่อนข้างอ่อนด้อยกว่า ยิ่งเริ่มบาดเจ็บเนื่องด้วยเจตจำนงดาบเย็นเยียบแล้ว!
มือทั้งสองของเยี่ยนจ้าวเกอที่ผสานกันหลอกๆ ประกบกันฉับพลัน!
มหาค่ายกลนภา พลิกผันกลับทันใด!
ขณะที่แปรเปลี่ยนย้อนกลับฉับพลัน ก่อเกิดพลังอันน่าตกใจ ระหว่างบิดเบี้ยว คล้ายกับสามารถฉีกโลกแปดพิภพออกมุมหนึ่ง!
ซินตงผิงและหยวนเทียนล้วนแค่นเสียงน่าเวทนาทั้งสิ้น
บาดแผลบนหน้าอกหยวนเทียน ขยายลามออกไปโดยรอบทั้งสี่ด้านทันที แทบจะทำให้เขาแยกออกเป็นเสี่ยงๆ!
ร่างกายของจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ทนทานเพียงไหน จะแกร่งกล้าเพียงใด ทว่าบัดนี้จวนเจียนจะแหลกละเอียด!
ซินตงผิงที่อยู่อีกด้านย่ำแย่ยิ่งกว่า วิชาสวรรค์คุ้มครองไร้ที่สิ้นสุดดับสูญโดยสิ้นเชิง ทั่วสรรพางค์กายระเบิดออกเป็นฝนโลหิตกลุ่มหนึ่ง!
ทั้งกายราวกับจะถูกบดเป็นเนื้อบด!
ซินตงผิงและหยวนเทียน ฉายแววเด็ดเดี่ยวขึ้นในประกายตาทั้งสิ้น
ท่ามกลางเสียงโอดโอย ไอมารสีดำจำนวนมากทะลักออกจากภายในร่างพวกเขา
ลูกตาดำของทั้งสอง ต่างเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม ขณะเดียวกันก็มีแสงโลหิตยิงออกมาจากภายใน!
“มารรึ?” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มโหดเหี้ยม จิตสังหารท่วมท้นเสียดฟ้า “ข้าจะทำให้พวกเจ้าเป็นมารสมใจ!”
เยี่ยนจ้าวเกอเปิดกระเป๋าย่อส่วนออก ก่อนที่ธนูคันหนึ่งและลูกธนูสามดอก จะตกลงในมือของเขา!
เทียบกับซินตงผิงแล้ว อันที่จริงความคิดมารในใจหยวนเทียนไม่ได้รุนแรงแต่อย่างใด
ทว่าตอนนี้ภัยคุกคามถึงชีวิต ทำให้ความกระหายที่มีต่อชีวิตของเขาบรรลุถึงขีดสุด
ขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ ไร้อุปสรรคขวางกั้นชั่วชีวิต กำหนดไว้อยู่แล้วขอเพียงเขาไม่เข้าไปเหยียบประตูสำนักระดับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ก็น้อยนักจะมีคนสามารถต่อกรเขาได้
กระนั้นตอนนี้ หยวนเทียนสืบเท้ายังประตูสำนักระดับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ครั้งแรกในชีวิต ที่แห่งนี้ก็เป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะกลายเป็นสถานที่ฝังกระดูกของเขา!
ชั่วขณะนี้ หยวนเทียนสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามถึงแก่ชีวิตกระจ่างชัด
สถานการณ์บีบบังคับเขาให้ต้องเลือก
กลายเป็นมาร รับความหวังเกิดใหม่อีกหน หรือจะตายอยู่ที่เขากว่างเฉิง!
หยวนเทียนเลือกข้อแรก
คนที่เหมือนเช่นเขายังมีซินตงผิง
ซินตงผิงในขณะนี้สงบนิ่งเป็นพิเศษ ถึงขั้นที่มีความรู้สึกเหมือนคนห่างจากบ้านกลับถิ่นรูปแบบหนึ่งอยู่เลือนราง ประดังเข้ามาในเวลานี้เงียบๆ
เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “ท่านพ่อ ท่านอาจารย์ลุงใหญ่จากไปแล้ว”
นัยน์ตาเยี่ยนตี๋สาดแสงเย็นเยียบ มือขวาที่กุมดาบสวรรค์มังกรทะยานไว้พลันกำแน่น
หยวนเทียนกับซินตงผิงได้ยินดังนั้น บนใบหน้าไร้แววยินดี กลับจะยิ่งตื่นตัวเสียด้วยซ้ำ
ซินตงผิงเพ่งมองเยี่ยนจ้าวเกอ สั่นศีรษะอย่างเชื่องช้า “ตอนนี้พูดคำเหล่านี้ไม่มีความหมายอะไรแล้ว แต่ความผิดพลาดใหญ่หลวงที่สุดของข้า ไม่ใช่การดูถูกบิดาเจ้า เยี่ยนตี๋ หากแต่เป็นการที่ข้าไม่ได้จัดการเจ้าเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ต่างหาก”
เยี่ยนจ้าวเกอสบตากับซินตงผิงด้วยแววตาเยียบเย็น รำพันเรียบเฉยว่า “ในความคิดข้ากลับเป็นถ้าหากสามารถยืนยันได้แต่เนิ่นๆ ว่าเจ้าคือประมุขภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต กระนั้นก็สังหารเจ้าไปนานแล้ว”
ครั้นได้ยินคำกล่าวของชายหนุ่ม ซินตงผิงก็ถอนใจยาวคราหนึ่ง “พูดไปมากกว่านี้ก็เปล่าประโยชน์”
เขาจ้องเยี่ยนจ้าวเกอเขม็ง “วันนี้เกรงว่าจะไม่ได้แล้ว ข้าเจ็บหนักเกินไป กลายเป็นมารทำได้เพียงฝืนฟื้นฟูอาการบาดเจ็บเท่านั้น ไม่ได้เพิ่มพูนความสามารถขึ้นอีกขั้น”
“ข้าหวังที่จะสามารถรับการหยิบยืมการกลายเป็นมารก้าวนี้ สืบเท้าสู่ขั้นศักดิ์สิทธิ์ให้สำเร็จมาโดยตลอด แต่ก็ขาดอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเสมอมา หาไม่แล้ว วันนี้หากสามารถก้าวผ่านขั้นบรรลุธรรมสู่ขั้นศักดิ์สิทธิ์ได้ ข้าจะลองดู ว่ามีโอกาสที่จะชดเชยความผิดพลาดก่อนหน้านี้หรือไม่”
ในมือเยี่ยนจ้าวเกอมีธนูเพิ่มขึ้นมาคันหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีลูกธนูดำสนิทสามดอก ทอแสงสีทองอ่อนๆ อีกด้วย
“ตาแก่ผมหงอก ตายไปอย่างสงบเสียเถิด” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวเสียงเย็นยะเยือก
ขณะเอ่ยไปพลาง เยี่ยนจ้าวเกอก็ยกธนูอาชาฟ้าในมือขึ้นแล้ว
อาวุธวิญญาณระดับกลางชิ้นนี้ ระดับพลังฝึกปรือของเขาในขณะนี้ยังไม่อาจกระตุ้นพลังในนั้นได้ทั้งหมด
ทว่าก็เพียงพอแล้ว
เยี่ยนจ้าวเกอนำลูกธนูสีดำสนิทสองดอกเกี่ยวไปบนสายธนูพร้อมกัน จากนั้นน้าวสายธนูเข้ามา ประหนึ่งโอบอุ้มจันทร์เพ็ญเอาไว้
สายธนูจมลึกลงไปในเนื้อนิ้วของเขา ลูกธนูสองดอกชี้ไปทางตำแหน่งที่เล็งไว้ คล้ายกับเป็นพื้นที่ว่างรอบกายของซินตงผิงและหยวนเทียน
บนโลกใบนี้ ทักษะการยิงธนูก็เป็นรูปแบบหนึ่งของวิถีวรยุทธ์เช่นกัน ศาสตร์ของธนูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เฉกเช่นวิชาหอก วิชากระบี่ และวิชาดาบ
เพียงแต่ศาสตร์นี้ฝึกฝนได้ยากยิ่ง อยากจะมีฝีมืออันแก่กล้า ล้วนยากยิ่งกว่าวิถีวรยุทธ์อื่นๆ อักโข ขณะเดียวกันก็เน้นหนักในพรสวรรค์มากกว่าเช่นกัน
ทักษะธนูของเยี่ยนจ้าวเกอนั้นพอใช้ได้ เพิ่งเริ่มฝึกเมื่อไม่นานมานี้
ทว่าวันนี้ในเวลานี้ เขาอยากจะยิงพลาดก็ยังยาก
มหาค่ายกลนภาโคจร ก่อตัวเป็นพลังพันธนาการอันแกร่งกล้า ยังคงขังซินตงผิงกับหยวนเทียนเอาไว้ที่เดิม
เจตจำนงดาบของเยี่ยนตี๋ยิ่งฟาดลงอย่างโหดเหี้ยมขึ้นเป็นเท่าทวี ทำให้ทั้งสองทำได้เพียงต้านทานอย่างจนตรอก ไม่มีเวลาสนใจมองรอบข้างอีกต่อไปเช่นกัน
ถึงแม้ว่าจะกลายเป็นมาร แต่อาการบาดเจ็บก่อนหน้าของพวกเขาก็หนักหนาเกินไป บัดนี้ยิ่งหมดทางต่อต้านบุตรบิดาเยี่ยนจ้าวเกอและเยี่ยนตี๋
ทว่าหลังจากกลายเป็นมาร สีหน้าซินตงผิงกลับจะสงบนิ่งลงมากด้วยซ้ำ มองบุตรบิดาเยี่ยนจ้าวเกอกับเยี่ยนตี๋ พลางเอื้อนเอ่ยชืดชา “ครานี้ เป็นข้าที่พลาดเอง”
“ด้านหนึ่ง ไม่ได้กำจัดเจ้าเยี่ยนจ้าวเกอไปเสียแต่เนิ่นๆ ด้านหนึ่ง ก็ประเมินบิดาเจ้าเยี่ยนตี๋ต่ำไป”
“วันนี้ตายที่นี่ครั้งหนึ่ง คราหน้า พวกเราค่อยตัดสินแพ้ชนะกันอีกครั้ง”
ซินตงผิงมองดูเยี่ยนจ้าวเกอ “คนเยาว์วัยอย่างเจ้า ดูเหมือนว่าจะคุ้นเคยกับมารนพยมโลกอย่างมากเหมือนกันนี่?”
“ในกระบวนการที่พวกเจ้าไต่สวนศิษย์น้องหลิว ข้าได้ฟังแล้ว เจ้าตัดสินชี้ขาดระดับพลังฝึกปรือของเขา แม้จะกลายเป็นมาร ก็ไม่อาจกลายร่างเป็นมารแท้ฟื้นชีพได้เช่นกัน”
“ในเมื่อเข้าใจเช่นนี้ กระนั้นเจ้าควรรู้ไว้ว่าพลังฝึกปรือของข้า แม้จะยังไม่เข้าสู่ขั้นศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับมีโอกาส”
เขาหันกลับไปมองหยวนเทียนแวบหนึ่ง “อีกทั้งจอมมารศักดิ์สิทธิ์ ก็สามารถกลายร่างเป็นมารแท้ฟื้นคืนชีพได้อย่างแน่นอน”
เยี่ยนจ้าวเกอเล็งปลายลูกศรที่พวกเขาทั้งสอง ประกายตาเย็นยะเยือก
ซินตงผิงถอนใจอย่างไม่อินังขังขอบพลางเอ่ย “ต่อให้เป็นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ อายุขัยก็มีจำกัดเหมือนกัน เส้นตายเข้ามาใกล้ ผู้ใดล้วนหนีไม่พ้น”
“ผู้คนคณานับต่างได้แต่วาดหวังชีวิตอมตะ ทว่าไม่อาจบรรลุ สำหรับข้าแล้ว อันที่จริงก่อนหน้านี้ไม่ได้รู้สึกรีบร้อนเท่าใดนัก ความปรารถนาชั่วชีวิตข้า หาใช่เฉกเช่นพวกเขาศิษย์พี่หวังกับศิษย์น้องหลิวแบบนั้นไม่”
“ใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ ทั้งชาติ ธรรมดาสามัญ ก็ไม่มีความสนุกอะไรเช่นกัน”
ซินตงผิงรำพัน “แต่ว่า วันนี้กลับได้เข้าใจซึ้งถึงส่วนดีอยู่หลายข้อ ข้ามีความไม่พอใจ ยังไม่อยากตายเร็วเช่นนี้ หากสามารถเกิดใหม่ในนพยมโลกได้ เมื่อนั้นจะมาต่อสู้กับหยวนเจิ้งเฟิง กับบิดาของเจ้าอีก”
เยี่ยนจ้าวเกอไม่มีกะจิตกะใจจะฟังซินตงผิงพูดพล่าม ขณะนี้นอกจากเขาควบคุมมหาค่ายกลนภา ขังตายซินตงผิงกับหยวนเทียนไว้กับที่แล้วนั้น สมาธิทั้งหมดของชายหนุ่มล้วนจดจ่ออยู่บนคันธนูที่อยู่ในมือ
ด้วยการโจมตีขนาบจากการขับเคลื่อนมหาค่ายกลนภาของเยี่ยนจ้าวเกอ และเจตจำนงดาบของเยี่ยนตี๋ ในที่สุดทั้งสองคนก็ประคับประคองต่อไปไม่ไหว
ร่างของซินตงผิงถูกมหาค่ายกลนภาบดจนแหลกละเอียด!
หยวนเทียนก็ถูกดาบของเยี่ยนตี๋บั่นศีรษะ!
ทั้งสองถึงแม้จะสิ้นชีพ ทว่ากลับมีปราณสีดำหลายสายพลิกไปพลิกมา แผ่กระจายอยู่ในอากาศ ไม่ใช่หยุดอยู่ในอากาศของโลกแปดพิภพแต่อย่างใด หากคล้ายกับจะทะลุผ่านการขวางกั้นของเขตแดน มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่ไม่อาจหาคำมาบรรยาย ไม่อาจเอ่ยออกมาได้
ปราณสีดำว่างเปล่าไม่ตอบสนองต่อพลัง แม้จะเป็นเจตจำนงดาบอันเหี้ยมโหดของเยี่ยนตี๋ และพลังจากการขับเคลื่อนมหาค่ายกลแดนมารของเยี่ยนจ้าวเกอ ก็หมดทางสัมผัสได้เช่นกัน
ทั้งสองฝ่ายเหมือนกับอยู่กันคนละโลก
ภายในปราณดำปรากฏเห็นเงาร่างของซินตงผิงกับหยวนเทียน คนแรกสงบนิ่ง คนรองอาฆาตแค้น
ซินตงผิงอ้าปากพูด กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ทว่าสามารถแยกแยะจากรูปปากได้คร่าวๆ ใจความคือ ‘ยังมีโอกาสพบกันภายภาคหน้า’
เยี่ยนตี๋มองภาพฉากนี้ มุ่นหัวคิ้วแน่น ใบหน้าปรากฏรอยโทสะ
“ซินตงผิง เจ้าอยู่ในขั้นบรรลุธรรม หยวนเทียนเข้าสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์ พวกเจ้าทั้งสองกลายเป็นมารโดยสมบูรณ์ สามารถเกิดใหม่ที่นพยมโลกได้หรือไม่ มีความหวังอยู่กี่ส่วน ข้ากระจ่างแจ้งแก่ใจดี”
ในที่สุดเยี่ยนจ้าวเกอก็ย้ายเส้นสายตาจากคันธนูในมือ เคลื่อนไปบนร่างของซินตงผิง
สีหน้าท่าทางเขาในตอนนี้ ห่อเหี่ยวเยียบเย็นราวกับหายนะบังเกิดท้องฟ้าร่วงหล่นก็ไม่ปาน ทว่าดวงตาคู่หนึ่งกลับคล้ายว่าเผาไหม้เพลิงสูงเสียดฟ้าไว้
“แต่เจ้าไม่รู้ชัด ว่าที่เจ้าเผชิญหน้าอยู่คืออะไร”
เยี่ยนจ้าวเกอออกเสียงเอื้อนเอ่ยทีละคำๆ แจ่มชัดอย่างยิ่ง “คันธนู นามว่าอาชาฟ้า อาวุธวิญญาณระดับกลางชิ้นหนึ่ง ไม่สำคัญแต่อย่างใด ไม่จำเป็นต้องใส่ใจก็ได้”
“ส่วนลูกธนูมีนามว่าทำลายมาร”
ซินตงผิงและหยวนเทียนตะลึงงัน
ครั้นเยี่ยนจ้าวเกอพูดจบ เขาก็คลายนิ้วมือ
แสงสีทองฉายวาบ ลูกธนูสีดำเลือนหายฉับพลันไม่พบเห็น!
ชั่วขณะก่อน คันศรอยู่บนคันธนูอาชาฟ้า
ชั่วขณะถัดมา คันศรเข้าเป้าที่ปราณสีดำนั่น ตรงเข้าที่ทรวงออกของซินตงผิงและหยวนเทียน!
ซินตงผิงและหยวนเทียนก้มหน้าลง มองดูหน้าอกตนเองแหวกออกเป็นรูเล็กๆ รูหนึ่งด้วยความงุนงง
จากนั้นรูเล็กก็แผ่ขยายไปรอบๆ ทั้งสี่ด้านไม่หยุด เปลี่ยนเป็นโพรงใหญ่
โพรงใหญ่ขยายต่อไปอีก
ร่างกายของทั้งสองปรากฏโพรงขึ้นมา โพรงนั้นแผ่ขยายออกไปด้านนอกตลอดเวลา ว่างเปล่าไม่มีสิ่งใด
ขนาดโพรงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ กัดกินร่างกายของทั้งสองคนจนค่อยๆ หายไป ราวกับถูกโพรงบนร่างกลืนกินจากด้านในออกมาด้านนอก
จนสุดท้าย ร่างถูกดับสลายทั้งหมด กลายเป็นไม่มี
แม้แต่ปราณสีดำที่ห่อหุ้มพวกเขาไว้ ก็เหมือนว่าถูกทำให้บริสุทธิ์เช่นกัน
“เจ้า!” ซินตงผิงมองเยี่ยนจ้าวเกออย่างยากจะปักใจเชื่อ
เยี่ยนจ้าวเกอสบตากับเขา กล่าวด้วยความเมินเฉย “เจ้าต้องการเป็นอมตะรึ?”
“ข้าส่งเจ้าให้อยู่ในห้วงนิทราชั่วกัลป์!”
ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตสถาปนาขึ้นโดยซินตงผิงเมื่อไม่กี่ปีมานี้
ทว่ามารร้ายนพยมโลก กลับดำรงอยู่มาแต่โบราณกาลแล้ว
ก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ก็ดำรงอยู่
ในยุคสมัยที่วิกฤตการณ์ใหญ่ใกล้เข้ามา ผู้คนไปมาหาสู่กับมารร้ายนพยมโลก บ้างกลายเป็นมาร บ้างก็กำจัดมารเช่นกัน
ศาสตร์วิชาบางอย่างที่บังเกิดขึ้นด้วยเหตุฉะนี้ หลังจากผ่านวิกฤตการณ์ใหญ่ โดยส่วนมากล้วนสูญเสียการสืบทอดในโลกแปดพิภพปัจจุบันไป น้อยคนนักจะล่วงรู้
คันศรทำลายมารก็เป็นหนึ่งในนั้น
ทำลายมาร แค่เห็นชื่อก็ทราบความหมาย ว่าหมายทำลายโอกาสรอดของมาร
มารไม่สูญไม่สิ้น หลังจากสิ้นชีพก็กำเนิดใหม่ที่ส่วนลึกในนพยมโลก ทว่าคันศรทำลายมารกลับตัดตอนวงจรอุบาทว์นี้ ส่งมารให้ตกสู่ห้วงนิทราชั่วกัลปาวสาน
ยอดฝีมือมหาปรมาจารย์ชั้นที่เก้า ขั้นรูปญาณระยะท้ายกลายเป็นมาร ก็ยังคงไม่ใช่มารร้ายนพยมโลกที่แท้จริงเช่นกัน
ใช้คำว่ามนุษย์มารมาเรียก อาจจะเหมาะสมกว่าอยู่บ้าง
กระนั้นมหาปรมาจารย์ขั้นบรรลุธรรมตายแล้วเกิดใหม่ กลับมีอัตรากลายเป็นมารร้ายนพยมโลกที่แท้จริงอยู่บ้าง ได้รับความเป็นไปได้ที่จะมารสิ้นกำเนิดใหม่
จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าหากกลายเป็นมาร ก็สามารถฟื้นชีพอีกครั้งที่นพยมโลกหลังจากสิ้นใจได้อย่างแน่นอน
เยี่ยนจ้าวเกอเตรียมคันศรทำลายมาร ก็เพื่อรอคอยชั่วขณะนี้โดยเฉพาะ
ซินตงผิงมองดูโพรงที่ขยายใหญ่ไม่หยุดบนหน้าอกตนเอง มองดูกระบวนการแผ่ขยายออกสู่ด้านนอกของโพรงนี้ ม้วนร่างกายของตนย้อนเข้าไป กลืนกินตนเองจากด้านในสู่ด้านนอก
เขาเงยศีรษะมองเยี่ยนจ้าวเกออีกหน “เจ้า…”
สีหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอเยียบเย็น แววตาดุจเพลิง “เจ้าคิดว่ากลายเป็นมารแล้วจะมีความสามารถสารพัดอย่างนั้นหรือ?”
ซินตงผิงแหงนหน้าขึ้นฟ้าถอนใจเฮือกยาว ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา ทำได้เพียงพยายามถูไถอ่านปากแยกแยะความหมายเท่านั้น
ดังคาด ‘ไม่ได้ขจัดเจ้าก่อน เป็นความพลาดพลั้งเสียยิ่งกว่าประเมินเยี่ยนตี๋ต่ำไป…’
หยวนเทียนที่อยู่ข้างๆ บัดนี้สีหน้าเคียดแค้นก็ค่อยๆ หายไป บนใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความผิดหวังและห่อเหี่ยว
เขาไม่ใช่คนในภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตแต่อย่างใด ซินตงผิงก็ไม่อาจควบคุมเรียกใช้เขาได้เช่นกัน
ทว่าเขากลับถูกนพยมโลกดึงดูด มีความปรารถนาในใจ ด้วยเหตุนี้จึงประสานเป็นหนึ่งเดียวกับซินตงผิงได้ง่าย
เดิมทีคิดว่า หยวนเจิ้งเฟิงเข้าฌานบุกทะลวงขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ ไม่สามารถปลีกกาย ยังมีซินตงผิงคอยสอดประสานกำจัดมหาค่ายกลนภาจากภายในอีก คู่ต่อสู้เพียงหนึ่งเดียวมีเพียงอาวุธศักดิ์สิทธิ์เสื้อคลุมนภาเท่านั้น
โลกภายนอก เมืองทะเลมรกตและหอคลื่นโหม ต้องรับมือกับปีศาจอัคคีบนทะเลตะวันออก
สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับตำหนักอัสนีสวรรค์ เกินกว่าครึ่งจะต้องชิงจังหวะลงมือกับเขากว่างเฉิงอีกด้วย ขณะเดียวกันก็ตรึงเขาไร้พรมแดนอีกหนึ่งพันธมิตรของเขากว่างเฉิงไว้เช่นกัน
ปัจจัยดินฟ้าอากาศพร้อมพรั่งสามัคคี ต่อให้เกิดเหตุสุดวิสัย ยากสำเร็จการใหญ่ ทว่าด้วยขั้นศักดิ์สิทธิ์ของตน อย่างน้อยสามารถถอยร่นได้เต็มกระบวนท่า
หากสำเร็จ ได้รับสิ่งของที่ตนต้องการ หากไม่สำเร็จ ผลลัพท์ที่แย่ที่สุดก็จะไม่มีความเสียหายอะไรเช่นกัน
นี่คือความคิดที่แท้จริงของหยวนเทียน
ด้านหนึ่งเกิดจากการพิเคราะห์จากสถานการณ์ ด้านหนึ่งก็เกิดจากความมั่นใจที่ตนเองเป็นยอดฝีมือระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน
ถึงแม้จะถูกบุตรบิดาเยี่ยนจ้าวเกอและเยี่ยนตี๋ทำให้รู้สึกเหนือความคาดหมาย ออกจากเรือนบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยนในเขตสัจจเมฆา เคลื่อนมายังเขากว่างเฉิง ในตอนที่จมอยู่ในมหาค่ายกลนภา หยวนเทียนก็ยังคงคิดเช่นนี้
ทว่าภายหลัง เขาค้นพบว่าตนเองคิดผิดแล้ว
เขากว่างเฉิง ก็คือสถานที่ฝังกระดูกของเขา
จอมยุทธ์ท่านก่อนที่ฝังร่างอยู่ที่นี่ ก็คือประมุขเขารุ่นสุดท้ายของเขานิมิตทมิฬ บัดนี้กลับเวียนมาถึงเขาหยวนเทียน
ไม่ได้รู้สึกเสียใจระคนเสียดายอะไรมากนัก ชั่วชีวิตหยวนเทียนก็ฟันฝ่าอุปสรรคคลื่นลมใหญ่มาแล้ว ความตั้งใจเด็ดเดี่ยวหนักแน่น การตัดสินใจที่ตนได้ทำลงไป จะไม่สั่นคลอนง่ายๆ
เพียงแต่ยากเลี่ยงความผิดหวังในใจ เพราะตนเองยังคงมองต่ำวีรบุรุษใต้หล้า
โพรงตรงอกหยวนเทียนใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ กลืนเงาร่างของเขาจากภายในออกมาภายนอก
คนที่เผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกับเขา ยังมีซินตงผิง
ร่างของทั้งสองและปราณดำที่คลุมครอบพวกเขาไว้ ถูกชำระไปบนฟ้าดินด้วยกัน เฉกเช่นผู้กลายเป็นมารคนอื่นๆ เถ้าปลิวควันเลือนจนหมดสิ้น
เยี่ยนจ้าวเกอถือธนูอาชาฟ้าเอาไว้ในมือ ยลภาพฉากนี้อย่างเย็นชา เงียบงันไม่เอื้อนเอ่ยวาจาอยู่เนิ่นนาน
ซินตงผิง ผู้ที่เป็นมหาปรมาจารย์ขั้นบรรลุธรรม ครองสามอันดับแรกในประชันฝีมือของจอมยุทธ์ระดับมหาปรมาจารย์ในโลกแปดพิภพกาลก่อน
หยวนเทียน นามรองจอมมารศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งในจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีเพียงหกคนในโลกแปดพิภพกาลก่อน
วันนี้ทั้งสองล้วนร่วงโรยบนเขากว่างสิ้นทั้งสิ้น ความตายของพวกเขา เยี่ยนจ้าวเกอเป็นผู้กระทำแต่เพียงผู้เดียว!
เยี่ยนตี๋สวมทับด้วยชุดคลุมนภา ถือดาบสวรรค์มังกรทะยาน เดินมายังข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอ เอ่ยถามเสียงทุ้ม “ศิษย์พี่ใหญ่เล่า?”
เยี่ยนจ้าวเกอเล่าเรื่องราวที่ผ่านมา และรายละเอียดการจากไปของสือเถี่ยที่ฟังมาจากสวีเฟยและอิงหลงถูให้เยี่ยนตี๋ฟัง
หลังเยี่ยนตี๋สดับฟัง ก็เงียบงันไม่ส่งเสียง
“ศพของท่านอาจารย์ลุงใหญ่บรรจุอยู่ในโลงเย็น บัดนี้อยู่บนยอดเขานภากาศ” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวเสียงแผ่วเบา
ผู้เป็นบิดาผงกศีรษะ ก่อนจะออกจากมิติต่างแดนไปพร้อมกับบุตรชาย แล้วโรยตัวลงบนปลายยอดเขานภากาศ ยอดเขาสูงสุดแห่งเขากว่างเฉิง
ขณะนี้สงครามเดือดบนเขากว่างเฉิงค่อยๆ สงบลงแล้ว จอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตจวนจะถูกปราบสังหารจนหมดสิ้น
เพียงแค่ผ่านสงครามเดือดไปฉากหนึ่ง ภูเขาเขียวสดงดงามแต่เดิม บัดนี้มีความรู้สึกที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทิศยอดเขาอรรณพที่ด้านหลังเขา มหาค่ายกลแดนมารเสื่อมทรุดต่อเนื่อง ทว่ายังไม่ได้หายไปโดยสิ้นเชิง
เยี่ยนจ้าวเกอหันกายกลับเอ่ยกับเยี่ยนตี๋ “ข้าจะไปช่วยอาจารย์ลุงสอง ยับยั้งมหาค่ายกลแดนมาร”
เยี่ยนตี๋ยืนอยู่ตรงหน้าโลงเย็นที่บรรจุร่างไร้วิญญาณของสือเถี่ยไว้ เพียงผงกศีรษะเล็กน้อย ไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไร
ชายหนุ่มลงจากยอดเขานภากาศ เร่งรีบไปยังยอดเขาอรรณพ
บนยอดเขานภากาศในเวลานี้ อาหู่ สวีเฟย และฮานหลงเอ๋อร์ก็ไม่ต้องเฝ้ารักษาโลงต่อไปแล้วเช่นกัน จึงตามเยี่ยนจ้าวเกอลงเขาไปพร้อมกัน กำจัดศัตรูที่ยังคงเหลืออยู่
“คุณชาย หลังจากท่านเข้าไปในมิติต่างแดน ข้าน้อยลองติดต่อจอมยุทธ์กว่างเฉิงที่อยู่บนเขาคนอื่นๆ ดูแล้ว” อาหู่พูดพลางเดิน
เยี่ยนจ้าวเกอพ่นลมหายใจเฮือกยาวครั้งหนึ่ง “ตอนนี้สถานการณ์บนเขาเป็นเช่นไรบ้าง?”
อาหู่กล่าวตอบ “ผู้อาวุโสเหอเฝ้าป้องกันสถานที่เข้าฌานของท่านเจ้าสำนักรุ่นก่อนอยู่ ที่นั่นปลอดภัยดี ไม่ได้ถูกก่อกวน”
“ก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสหวังถูกซินตงผิงทำร้ายอย่างหนัก อาการบาดเจ็บสาหัสยิ่ง แต่ไม่ถึงชีวิต”
“ส่วนผู้อาวุโสสูงสุดกงแห่งหุบเขาผนึกเวหาเองก็ได้รับบาดเจ็บหนักเช่นกัน แต่สถานการณ์ดีกว่าผู้อาวุโสจางอยู่บ้าง”
เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า ยอดฝีมือระดับสุดยอดที่ก่อนหน้านี้มักประจำการณ์อยู่ที่เขากว่างเฉิง นอกจากเจ้าสำนักรุ่นก่อนหยวนเจิ้งเฟิงกับเยี่ยนตี๋บิดาตนที่เพิ่งก้าวสู่ขั้นบรรลุธรรมแล้ว ทั้งหมดมีสามคน ซึ่งก็คือซินตงผิงและผู้อาวุโสเก่าแก่สองท่าน จางคุนและเหอหนิง
ซินตงผิงก่อกบฏถูกฟันสังหาร ผู้อาวุโสจางเจ็บสาหัส ผู้อาวุโสเหอเฝ้ารักษาหยวนเจิ้งเฟิงเข้าฌาน ไม่อาจปลีกกาย
ยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ขั้นที่เก้า ขั้นรูปญาณระยะท้าย มีอาจารย์ลุงใหญ่สือเถี่ย อาจารย์ลุงสองฟางจุ่น ผู้อาวุโสสูงสุดกงแห่งหุบเขาผนึกเวหา และอดีตผู้อาวุโสหวัง
บัดนี้ ผู้อาวุโสหวังก่อกบฏถูกอาจารย์ลุงใหญ่สือเถี่ยสังหารกับมือ สือเถี่ยสละชีวิตเพื่อสิ่งนี้ ผู้อาวุโสกงเจ็บหนัก ส่วนฟางจุ่นยับยั้งมหาค่ายกลแดนมาร เกรงว่าก็ไม่ผ่อนสบายนักเช่นกัน
นับแต่ขั้นรูปญาณระยะท้ายลงไป ยังมีจอมยุทธ์กว่างเฉิงคนอื่นๆ จำนวนมากบาดเจ็บล้มตาย
หายนะใหญ่ครั้งนี้ เขากว่างเฉิงข้ามผ่านไปได้ไม่ง่ายนัก
ซึ่งภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตฝั่งตรงข้ามก็ใกล้จะแพ้พ่ายย่อยยับ ประมุขภาคีซินตงผิงขั้นบรรลุธรรม จอมมารศักดิ์สิทธิ์หยวนเทียนผู้ที่อยู่ในระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือจากภายนอก รวมทั้งซือหม่าฉุย ผู้อาวุโสหวัง และผู้อาวุโสเขานิมิตทมิฬทั้งสองท่าน อย่างน้อยยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณระยะท้ายสี่คน ถูกสังหารจนสิ้น
จอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตคนอื่นๆ ที่รุกรานเขากว่างเฉิงทั้งหมด ยิ่งบาดเจ็บล้มตายไม่มีเหลือ
กระนั้นเยี่ยนจ้าวเกอและเขากว่างเฉิงยังไม่สามารถผ่อนคลายลงได้ทั้งหมด
เส้นสายตาเยี่ยนจ้าวเกอมองไปยังด้านใต้ ตรงนั้นคือทิศทางที่อัคคีพิภพตั้งอยู่
จากนั้นเขาก็หันศีรษะกลับไปมองด้านตะวันออกอีก ตรงนั้นคือทิศทางที่ปฐพีพิภพตั้งอยู่ คนของตำหนักอัสนีสวรรค์ยิงผลพลิกตะวันมาจากตรงนั้น ก่อกวนมหาค่ายกลนภา
ประกายตาเยี่ยนจ้าวเกอเย็นยะเยือก ไตร่ตรองกระเป๋าย่อส่วนทั้งสองในมือตน
ซินตงผิงและหยวนเทียนกลายเป็นมารร่างสิ้นลม แม้จะไม่เหลือกระดูกไว้ ทว่าสิ่งของของพวกเขายังคงถูกเก็บรักษาไว้
“ตาเฒ่าซิน ไหนให้ข้าดูสิว่าเจ้าอาศัยสิ่งของอะไร ชักนำจอมยุทธ์ศักดิ์คนหนึ่งให้เข้าตาจนเสี่ยงอันตราย?”
เยี่ยนจ้าวเกอเปิดกระเป๋าย่อส่วนที่เป็นของซินตงผิงและหยวนเทียน
ในฐานะยอดฝีมือระดับสุดยอดแห่งยุค สมบัติส่วนตัวของผู้ทรงอำนาจสองท่านนี้ ย่อมมากมายหลายอย่างเป็นธรรมดา
หากแต่เยี่ยนจ้าวเกอเพียงกวาดสายตาผ่านสิ่งของส่วนใหญ่ในนั้นครั้งหนึ่ง
ของดี ของที่แปลกประหลาด ของที่ล้ำค่าไม่ใช่ไม่มี ทว่าล้วนสามารถจัดระเบียบช้าๆ ได้ในภายหลัง ที่เยี่ยนจ้าวเกอสำรวจหาโดยส่วนใหญ่แล้วคือสิ่งของที่อาจจะสามารถใช้ร่วมกันระหว่างทั้งสองคนซินตงผิงและหยวนเทียนได้
ที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือของล้ำค่าหายากที่เกี่ยวข้องกับนพยมโลกและอเวจี
หยวนเทียนเดินทางร่อนเร่ลำพัง ด้วยฐานะจอมยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์ ทรัพย์สินตระกูลอุดมสมบูรณ์ เหินฟ้าดำดินผจญภัยขุดค้นอย่างอิสระเสรี รวบรวมของล้ำค่าหายากและทรัพยากรไว้จำนวนมาก
หากแต่เปรียบกันแล้ว สมบัติสะสมในตระกูลของเขาผู้เดียว ต่อให้มั่งคั่งเพียงใด ก็ไม่อาจเทียบเคียงกลุ่มอิทธิพลระดับดินแดนศักดิ์สิทธิ์เช่นสำนักเขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้เช่นกัน
ถึงกระนั้นแม้เป็นเช่นนี้ ทรัพย์สินที่หยวนเทียนมีก็อุดมสมบูรณ์กว่าซินตงผิงผู้เดียว
แม้ว่าซินตงผิงจะเป็นผู้อาวุโสเพียงส่วนน้อยของเขากว่างเฉิง ทว่าการหมุนเวียนใช้ทรัพยากรของสำนักก็มีขีดจำกัดเช่นกัน ทรัพยากรเขากว่างเฉิงมีมาก หากแต่ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของซินตงผิง
ทรัพย์สินสะสมของเขากว่างเฉิง นั่นเป็นคนละเรื่องกับทรัพย์สินส่วนตัวของซินตงผิง
แน่นอน ปัจจัยแรกในการเปรียบเทียบนี้ คือคิดคำนวณเพียงทรัพยากรที่ซินตงผิงสามารถเวียนใช้ในเขากว่างเฉิงได้เท่านั้น
ซึ่งซินตงผิงยังมีอีกหนึ่งฐานะ นั่นก็คือประมุขภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต
โลกแปดพิภพในยุคปัจจุบัน เป็นไปได้ยิ่งที่เขาจะเป็นบุคคลซึ่งใกล้ชิดนพยมโลกที่สุด
สุดท้ายแล้วซินตงผิงได้รับอะไรจากนพยมโลกและอเวจีนั้น นี่ก็ยากยิ่งจะเอื้อนเอ่ยแล้ว
ถ้าหากเขามีเบี้ยที่จะดึงดูดจอมมารศักดิ์สิทธิ์หยวนเทียน เยี่ยนจ้าวเกอเชื่อว่าต้องมีต้นตออยู่ที่นี่
“หยกแปลงสระสวรรค์ น่าจะไม่ใช่…”
“โอสถเทพย้อนพยับ น่าจะไม่ใช่…”
“น้ำมันร่างภูต ก็ไม่น่าจะใช่…”
เยี่ยนจ้าวเกอตรวจสอบอย่างละเอียด หลังจากนั้นครู่ใหญ่สายตาก็หยุดอยู่บนสิ่งของแบบเดียวกันในกระเป๋าย่อส่วนของซินตงผิง “ดินเมืองผีนพยมโลก…”
หลังใคร่ครวญเล็กน้อยอยู่ครู่หนึ่ง เยี่ยนจ้าวเกอก็สำรวจกระเป๋าย่อส่วนของหยวนเทียนอีกครั้ง หนนี้ไม่นานนักก็ค้นพบเป้าหมาย
ในมือของเขาประคองลูกกลมเล็กสีดำขนาดเท่ามุกล้ำค่าหลายเม็ด เขาพินิจอยู่พักใหญ่ จึงค่อยหยิบเม็ดหนึ่งในนั้นออกมา แล้วกรอกปราณจิตราเข้าไปภายในนั้น
ชายหนุ่มปิดเปลือกตาทั้งสอง สงบจิตใจลง เบื้องหน้ามีกระแสปราณหลากสายกำลังวนเวียนรำไร ไร้รูปไร้ร่าง
เขาทำความเข้าใจอย่างละเอียด ภายในนั้นคล้ายแฝงไว้ด้วยสัจธรรมที่ว่าสรรพสิ่งใดใดล้วนอนิจจังอยู่หลายส่วนอย่างคาดไม่ถึง
ทว่าหลักทำนองคลองธรรมส่วนนี้ดูเหมือนถูกบิดเบือน เผยให้เห็นความรู้สึกอันไร้กฎเกณฑ์ใดๆ ออกมาอยู่รางๆ
ถึงแม้จะบิดเบี้ยว แต่ก็มีท่วงทำนองมหัศจรรย์พันลึกเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองอยู่ภายในนั้น
เยี่ยนจ้าวเกอลืมตาขึ้นมา เพ่งมองลูกกลมเล็กสีดำกลางฝ่ามือ
หรือว่า เรียกพวกมันว่าเมล็ดพันธุ์แมกไม้จึงจะเหมาะกว่า
“เป็นเมล็ดพันธุ์ของต้นมารอนิจจังจริงๆ ด้วย” เยี่ยนจ้าวเกอมองดินเมืองผีนพยมโลกนั่นอีกครั้ง
เอ่ยเรียกว่าดิน ทว่ากลับดูเหมือนดมฆหมอกกลุ่มหนึ่ง ในช่วงเวลาอันคลุมเครือส่งทอดพลังปราณของนพยมโลกออกมาจากภายในนั้น ช่างเขย่าขวัญสั่นผวายิ่ง
เมื่อนำดินนพยมโลกออกจากนพยมโลก จะก่อเกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่แน่นอนว่าจะบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์มารอนิจจัง งอกเงยเป็นต้นมารอนิจจังได้เต็มร้อยอีกต่อไป
ก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ พรรคมารอนิจจังมีของล้ำค่าสระมารอนิจจังซึ่งไม่เป็นสองรองใครเป็นของตัวเอง สามารถทำให้ดินนพยมโลกออกจากนพยมโลกได้โดยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง คงสภาพประสิทธิภาพดั้งเดิมไว้ยาวนาน ทำเช่นนี้จึงไม่ต้องพึ่งพานพยมโลกบ่มเพาะต้นมารอนิจจัง
กระนั้นสระมารอนิจจังกลายเป็นอันตรธานหายไปตามวิกฤตการณ์ฉากใหญ่นานแล้ว ต้นมารอนิจจังบนโลกนี้จึงสูญสิ้นไปด้วยเหตุนี้เช่นกัน
เยี่ยนจ้าวเกอยลเมล็ดพันธุ์มารอนิจจัง แล้วมองดินนพยมโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่บ้างซ้ำอีก พลางจดจ่อใคร่ครวญขึ้นมา
‘ปฐพีพิภพแม้จะเปลี่ยนแปลงผิดแผกไป กลายเป็น ‘อเวจี’ ดินแดนมรณะ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่นพยมโลกที่แท้จริง” เยี่ยนจ้าวเกอลูบคางตนเอง “นพยมโลกไม่ได้มาเยือนโลกแปดพิภพจริง แล้วซินตงผิงสวะผู้นี้ได้ดินนพยมโลกมาจากไหน?’
ชายหนุ่มสืบเท้ามุ่งหน้าไปยังยอดเขาอรรณพ พร้อมกันก็นั้นคิดตรึกตรอง แล้วจู่ๆ เขาก็หยุดฝี
อาหู่ตามอยู่ด้านหลัง มองคุณชายของตนด้วยความประหลาดใจ
สายตาเยี่ยนจ้าวเกอทอประกาย แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า มหาค่ายกลนภาค่อยๆ ซ่อนเร้นสู่อากาศว่างเปล่าอีกครั้งแล้ว
มีเพียงยอดเขาอรรณพหลังเขาทางนั้น ด้วยการควบคุมของเยี่ยนจ้าวเกอ พลังค่ายกลซัดกระหน่ำลงมา ช่วยฟางจุ่นระงับมหาค่ายกลแดนมารไว้
มหาค่ายกลแดนมารสีดำค่อยๆ เฉื่อยชาลง
ไอมารสีดำสูงเทียมฟ้า ปกคลุมทั้งยอดเขาอรรณพไว้ก่อนหน้านี้ ยิ่งกระจัดกระจายออกไปบริเวณอื่นรอบๆ
ขณะนี้นำยอดเขาอรรณพกลับมาได้แล้ว ปรากฏผืนฟ้าและดวงอาทิตย์อีกครั้ง บัดนี้ไอมารเข้มข้นเพียงดิ้นรนต่อต้านเฮือกสุดท้ายอยู่บริเวณแถบหนึ่งของหุบเขาผนึกเวหาที่ตีนเขา
เยี่ยนจ้าวเกอเงยหน้าขึ้นมองฟากฟ้าอันว่างเปล่าไร้สรรพสิ่ง ในดวงตาซ้ายส่องประกายแสงโชติช่วง
ลวดลายค่ายกลหลายสายที่ได้รับพลังกระตุ้นจากเขา พลันสว่างพร่างพรายกว้างใหญ่ไพศาล ปรากฏขึ้นกลางท้องฟ้าอีกครา
เส้นสายตาของเยี่ยนจ้าวเกอเคลื่อนย้ายอยู่ระหว่างมหาค่ายกลนภาเหนือศีรษะ และมหาค่ายกลแดนมารเบื้องล่างยอดเขาอรรณพตรงหน้า สุดท้ายสายตาตกอยู่บนรอยประทับมารหลังมือซ้ายของตน
หลังจากนั้นครู่ใหญ่ ชายหนุ่มหยุดความคิดเอาไว้ สืบเท้าเคลื่อนที่อีกครั้ง เดินต่อไปยังยอดเขาอรรณพ
เมื่อถึงหุบเขาผนึกเวหาแล้ว เขาถลันเข้าไปในใจกลางเขตไอมาร แลเห็นเจดีย์สูงสีทององค์หนึ่งที่ตอนนี้สูงไม่ถึงห้าหมี่
เหนือยอดเจดีย์ ฟางจุ่นนั่งขัดสมาธิ สีหน้าซีดเซียวอยู่บ้างเล็กน้อย ทว่าท่าทางสงบสุขุมไม่ต่างไปจากปกติ
ด้านล่างเจดีย์สูงสีทอง เฟิงอวิ๋นเซิงถือดาบสีดำกลับหัวยืนอยู่ตรงนั้น ครั้นแลเห็นเยี่ยนจ้าวเกอปรากฎตัว บนดวงหน้าของนางพลันเผยสีหน้าอารมณ์ผ่อนคลาย ทั้งยังผ่อนลมหายใจคำหนึ่ง
เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะให้นาง นางเองก็ผงกศีรษะทักทายเช่นกัน
“จ้าวเกอ ในเมื่อเจ้าปรากฏตัวที่นี่ นั่นก็อธิบายได้ว่าสถานการณ์ด้านนอกมั่นคงแล้วใช่หรือไม่?” บนใบหน้าผ่ายผอมของฟางจุ่นเผยรอยยิ้มชืดชาออกมา
ชายหนุ่มคำนับอีกฝ่าย “ใช่แล้วขอรับ ท่านอาจารย์ลุงสอง ซินตงผิงกับจอมมารศักดิ์สิทธิ์หยวนเทียนล้วนถูกสังหารแล้ว”
“จอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตที่รุกรานสำนักเรา รวมทั้งมหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณระยะท้ายหลายคน ก็ถูกปราบสังหารหมดสิ้นเช่นกัน ตอนนี้กำลังดำเนินการกวาดล้างขั้นสุดท้าย”
หลังจากเว้นวรรคเล็กน้อยสักครู่ เขาจึงกล่าวต่อว่า “อาจารย์ลุงสอง…ท่านอาจารย์ลุงใหญ่หมดลมหายใจแล้ว”
ฟางจุ่นที่หน้าตานิ่งเฉยมาตลอดได้ยินดังนั้น พลันเบิกตาโพลงทันใด
เยี่ยนจ้าวเกอสาบานว่านี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่เขารู้จักฟางจุ่นมา ที่เห็นผู้บัญชาสูงสุดแห่งตำหนักอาญาท่านนี้เสียอาการเช่นนี้
ในตอนที่ฟางจุ่นก้มศีรษะลง แล้วเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สีหน้าของเขาหม่นมัวขึ้นเป็นเท่าทวี ทว่ากิริยาท่าทางฟื้นคืนกลับเป็นปกติแล้ว “ติดต่อศิษย์ในสำนักที่รักษาการณ์อยู่ข้างนอก ให้ระมัดระวังป้องกันสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับตำหนักอัสนีสวรรค์ชิงจังหวะเข้าบุกรุก”
ชายหนุ่มผงกศีรษะในทันที “ข้าเองก็คิดเช่นนั้น และข้าขึ้นได้พอดีว่าต้องปรึกษากับท่านอาจารย์ลุงสอง เกี่ยวข้องกับมหาค่ายกลแดนมารตรงหน้าค่ายนี้”
“โอ้?” ฟางจุ่นเอ่ยด้วยความสงสัยว่า “หรือว่าเจ้าต้องการเก็บค่ายกลนี้ไว้?”
อาหู่และเฟิงอวิ๋นเซิงที่อยู่ข้างๆ มองยังเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความใคร่รู้เช่นกัน
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวด้วยสีหน้าขรึม “แม้จะเก็บไว้ก็ตาม แต่ไม่ใช่เก็บมหาค่ายกลแดนมารนี้ไว้แต่อย่างใด หากแต่ดำเนินการปรับแก้ใหม่ เพื่อให้ส่งผลเป็นอย่างอื่น”
“ข้ายังไม่ทันมีเวลาเอ่ยกับพ่อข้าและผู้อาวุโสท่านอื่นมาก่อน ก็รีบร้อนมาที่นี่ คิดที่จะขอให้ท่านอาจารย์ลุงใหญ่แบกภาระนี้ไว้ระยะหนึ่ง หากพวกสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ไม่มา พวกเราก็กำจัดมันทิ้งเสีย หากบุกเข้ามาจริง สำนักเราก็ได้ตระเตรียมไว้บ้างไม่น้อยเช่นกัน เพราะอย่างไรเสียก็ยังไม่อาจกำหนดได้ชัดเจน ว่าท่านอาจารย์ปู่จะสามารถออกจากฌานได้เมื่อใด”
ฟางจุ่นสบตากับเยี่ยนจ้าวเกอเงียบๆ หลังจากครู่หนึ่งจึงกล่าว “ได้ ข้าจะรักษาที่นี่ไว้ไม่เปลี่ยนชั่วคราว เจ้าเชิญพวกศิษย์น้องเยี่ยนมาศึกษาพิจารณาวิธีของเจ้าพร้อมกันสักหน่อย”
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “ข้าปรารถนาเพียงเท่านี้ขอรับ ลำบากท่านอาจารย์ลุงสองแล้ว”
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ