296-300

บทที่ 296
ภูเขาไท่ซานทับมีรสชาติอย่างไร?

จูเชียนไม่เคยลิ้มรสมาก่อน หากแต่เข้ารู้สึกว่า ตนเองตอนนี้ ก็เผชิญความรู้สึกประหนึ่งภูเขาไท่ซานทับอย่างไรอย่างนั้น

เยี่ยนจ้าวเกอกดฝ่ามืออันน่าหวาดหวั่นลงมา ทำให้โครงกระดูกทั่วร่างจูเชียนส่งเสียงดัง ‘กรอบแกรบ’ ขึ้นพร้อมกัน

มีหยดเหงื่อและเลือดอันละเอียดน่ากลัวไหลซึมออกมาจากรูขมขนทั่วร่างจูเชียน อาบย้อมจนเขากลายเป็นมนุษย์เลือดคนหนึ่ง

จูเชียนกัดฟัดกรอด พยายามปลุกปราณจิตราของตน

ปราณจิตราที่เปี่ยมล้นไปด้วยสติปัญญาภายในจุดตันเถียนกลับคืนสู่สภาพเดิม ก่อตัวเป็นสิ่งที่เหมือนกับผืนปฐพีกว้าง ประหนึ่งดินอันอุดมสมบูรณ์ สามารถบ่มเพาะพลังที่ยิ่งมหัศจรรย์กว่าได้

สิ่งที่จูเชียนได้รับจากการบรรลุการบำเพ็ญเพียรวิถีวรยุทธ์ รวมถึงสติปัญญาของการสัมผัสฟ้าดิน ก็คือทั้งสองกลายเป็นเมล็ดพันธุ์วิเศษเม็ดหนึ่ง ได้รับการบำรุงจากภายในดินวิเศษนั่น

ในที่สุดเมล็ดพันธุ์วิเศษก็ค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนสภาพ ราวกับเมล็ดแตกหน่ออย่างไรอย่างนั้น เริ่มกลับมาเกิดใหม่!

พลังอันแก่กล้าก่อเกิดจากที่นี่ ก่อตัวกลายเป็นรากฐานของมหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิตระยะท้าย

จิตวิญญาณวรยุทธ์ของจอมยุทธ์คนหนึ่งเริ่มปรากฏต้นอ่อนออกมาอย่างช้าๆ แล้ว

จูเชียนกระตุ้นหน่อวิเศษของตน พลังในกายพลันบ้าระห่ำ ต้องการยันท้องฟ้าที่ทับลงมาเหนือศีรษะขึ้นไปอีกหน

หากแต่เยี่ยนจ้าวเกอไม่ให้โอกาสนี้กับเขา ปล่อยพลังฉับไวกว่าจูเชียน!

เขาขับเคลื่อนดัชนีฟ้าคำรน ฝ่ามือนภากว่างเฉิงฟาดโจมตีลงเป็นครั้งที่สาม ซัดพลังที่จูเชียนเพิ่งจะปลดปล่อยจนพินาศก่อนเป็นอันดับแรก ดับสภาวะแตกหน่อจนสิ้นซาก!

พลังอันบ้าคลั่งฟ้าถล่มดินทลาย ดับสลายความหวังทั้งหมดและการขัดขืนทั้งปวงของจูเชียนโดยสิ้นเชิง

แขนของจูเชียนถูกแยกออก เยี่ยนจ้าวเกอฟาดฝ่ามือหนึ่งลง อัดศีรษะของเขาจนเละเสียงดังสนั่น!

ราวกับเยี่ยนจ้าวเกอทำเรื่องเล็กน้อยเรื่องหนึ่งที่ไม่มีค่าพอจะกล่าวถึง ไม่ได้ให้ความสนใจจูเชียนที่อ่อนแรงทรุดลงตรงหน้าตน หากแต่ออกแรงสืบเท้า

ลวดลายค่ายกลสีทองโคจรต่อไป ตามการย่ำเท้าบนพื้นดินของเยี่ยนจ้าวเกอ

ท้องฟ้าเหนือศีรษะก็มีลวดลายค่ายกลอันลึกลับมหัศจรรย์และซับซ้อนปรากฏขึ้นเช่นกัน ดูแล้วคล้ายมหาค่ายกลคุ้มกันเขากว่างเฉิงที่ย่อขนาดลงอย่างมาก

ลวดลายค่ายกลนี้ผสานเข้ากับอักขระยันต์ใต้เท้าเยี่ยนจ้าวเกอ จากนั้นก็มีกระแสปราณหลากสายแผ่ขยายออกไปทั่วสารทิศ

กระแสปราณยื่นขยายออกไปไกลโพ้น ผนึกเชื่อมเข้ากับมหาค่ายกลนภาที่แท้จริงอย่างไร้สุ้มเสียง

เยี่ยนจ้าวเกอปักหลักอยู่เหนืออักขระยันต์สีทอง รู้สึกเพียงมุมมองเบื้องหน้าบังเกิดความเปลี่ยนแปลงหลายส่วนเช่นกัน บริเวณที่เส้นสายตาพาดผ่าน คล้ายกับยืนอยู่บนมวลเมฆมองต่ำลงไปเบื้องล่าง

“ตำแหน่งคน ก่อตั้งมั่นคง!” เยี่ยนจ้าวเกอพ่นลมหายใจยาวออกมาคำหนึ่ง ไม่ได้คลายใจ หากแต่ใช้ประโยชน์จากวิธีของตน ถือโอกาสในการเชื่อมต่อกับมหาค่ายกลนภา ใคร่ครวญศึกษาค่ายกลที่ยิ่งใหญ่ค่ายนี้ขึ้นอีกขั้นหนึ่ง

จากการตั้งใจศึกษาเสริมเติมในความรู้ที่ตนเองมีอยู่ ระดับความรู้ซึ้งในด้านค่ายกลของเยี่ยนจ้าวเกอจึงเลิศล้ำอย่างยิ่ง

ทว่ามหาค่ายกลนภา ในฐานะหนึ่งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งหกบนโลกแปดพิภพยุคปัจจุบัน มหาค่ายกลคุ้มกันเขากว่างเฉิง ก็มีจุดที่ไม่ธรรมดาเป็นของตนเองเช่นกัน

ขณะเดียวกับที่พลังแก่กล้า หลักการค่ายกลของมันก็ลึกลับซับซ้อนแลลึกซึ้งอย่างยิ่งเช่นกัน

หลังจากเยี่ยนตี๋รับตำแหน่งเจ้าสำนัก แม้ว่าจะรับช่วงต่อมหาค่ายกลนภาจากหยวนเจิ้งเฟิง เยี่ยนจ้าวเกอเองก็เป็นบุตรของเขา ทว่ามีกฎเกณฑ์บางอย่างที่ไม่อาจฝ่าฝืนได้เช่นกัน ผู้เป็นบิดาจึงไม่ถ่ายทอดความละเอียดลึกซึ้งของมหาค่ายกลนภาให้แก่บุตรชายโดยง่าย

ท้ายที่สุดแล้วความเข้าใจที่มีต่อมหาค่ายกลนภาของเยี่ยนจ้าวเกอก็มีขอบเขตจำกัด แต่บัดนี้กลับต้องเร่งอนุมานและคาดคะเน

กระนั้น สำหรับเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว มหาค่ายกลนี้ก็ไม่ได้ไร้เส้นเลือดลมสามารถตามรอยไม่ได้เช่นกัน

‘การสืบทอดมีต้นตอหรือสาเหตุมาจากสายนภา แต่ผ่านการปรับแก้จากยอดฝีมือในอดีตแต่ละสมัย มีความแตกต่างอยู่มากมายแล้ว’ เยี่ยนจ้าวเกอค่อยๆ กระจ่างชัดในใจ “เป็นค่ายกลที่วิจิตรประณีตยิ่ง’

‘ก่อนหน้านี้ประสบผลพลิกตะวันที่มีผลทลายค่ายกลถึงสองครา ทำให้ค่ายกลเกิดความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างหนักหนา แต่ก็ยังคงสามารถฟื้นคืนกลับเป็นปกติได้’

เส้นสายตาเยี่ยนจ้าวเกอทอดมองไปยังทิศทางของเขากว่างเฉิง ขณะเดียวกันก็คาดคะเนความเปลี่ยนแปลงของค่ายกลตลอดเวลา ‘ให้ท่านพ่อยึดอำนาจควบคุมกลับมาอีกหนค่อนข้างยาก แต่สามารถแยกอำนาจควบคุมค่ายกลออกจากมือซินตงผิง เคลื่อนย้ายมาภายในตำแหน่งไตรภาค ฟ้า ดิน และคน ผู้ใดผู้หนึ่งได้’

ขณะที่เยี่ยนจ้าวเกอกำลังอนุมานค่ายกลอยู่นั้น อาหู่ก็ว่าง ทว่าเขาไม่ได้แยกออกไปไกล หากแต่ยืนอยู่กับที่ตลอดเวลา คุ้มกันคุณชายของตน ระแวดระวังเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ โดยรอบทั้งปวง

หงเหวินนำเหล่าจอมยุทธ์กว่างเฉิงกระจายออกไปปราบสังหารจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ที่เข้าเมืองตามจูเชียนมาทั้งสี่ด้าน

เยี่ยนจ้าวเกอทำความเข้าใจค่ายกล ในใจพลันรู้สึกหาดหวั่น

ตั้งแต่มายืนอยู่เหนือตำแหน่งคน เขารู้สึกได้ว่ามีพลังอีกกลุ่มหนึ่งผสานเข้าสู่มหาค่ายกลนภา

พลังนั่น มีต้นตอมาจากวิธีของตน ตำแหน่ง ‘ดิน’ หนึ่งในตำแหน่งไตรภาค

ชายหนุ่มปิดเปลือกตาทั้งสอง จิตวิญญาณจมสู่ภายในมหาค่ายกล

ภายในพื้นที่จิตสำนึกอันมืดมิด ลวดลายค่ายกลแสงขาวหลากสายปรากฏทอแสงวาบ

จุดแสงสีทองจุดหนึ่งอยู่ใต้เท้าเยี่ยนจ้าวเกอ ตั้งอยู่ตรงขอบมหาค่ายกลแสงขาว เป็นตัวแทนตำแหน่ง ‘คน’ ที่เยี่ยนจ้าวเกออยู่

ไกลออกไป ชายขอบมหาค่ายกลแสงขาวอีกฟากหนึ่ง สาดประกายจุดแสงสีทองอีกจุดหนึ่งขึ้น

‘เป็นอาจารย์ฟู่หรือผู้อาวุโสจาง?’ เยี่ยนจ้าวเกอคลายกังวลในใจ แผนการของตนสำเร็จสองในสามส่วนแล้ว

ครั้นลืมตาขึ้นมา เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกได้ ว่าพลังปราณน่าหวาดผวาก่อกวนจิตใจคนที่มีต้นตอจากนพยมโลกเหล่านั้น เหมือนกับกำลังอ่อนแอลงอย่างช้าๆ เช่นกัน

เมื่อมองไกลออกไปยังทิศทางเขากว่างเฉิง เขามองเห็นได้รางๆ ว่าไอมารสีดำเหล่านั้นที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ตลบอบอวลไปทั่วเขากว่างเฉิง ก็กำลังมืดสลัวลงอยู่บ้าง

“ดี!” เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ หายใจยาวออกมาคำหนึ่ง “ศิษย์น้องเฟิงทางนั้น ดูท่าคงถ่ายทอดวิธียับยั้งมหาค่ายกลแดนมารของข้าให้กับอาจารย์ลุงสองได้สำเร็จแล้ว ด้วยพลังฝึกปรือของอาจารย์ลุงสองกับความเข้าใจที่มีต่อภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตของตัวเขา จึงเกิดผลที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในทันที”

สถานการณ์ไม่เอื้อผลก่อนหน้า กำลังถูกพลิกกลับทีละเล็ก ทีละน้อยได้สำเร็จ!

เยี่ยนจ้าวเกอยืนอยู่ใจกลางถนนยาว โดยมีอักขระยันต์มหึมาล้อมรอบ ลวดลายค่ายกลแต่ละสายยื่นขยายออกไป เชื่อมเข้ากับมหาค่ายกลเขากว่างเฉิง

เขาสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงแต่ละรูปแบบของการโคจรค่ายกล พลงคิดคำนวณอยู่ในใจไม่หยุด

‘ตำแหน่งคนกับตำแหน่งดินเรียบร้อยเหมาะสมแล้ว รอเพียงตำแหน่งฟ้าส่วนที่เหลือ ก็จะสามารถพลิกสถานการณ์ได้ในคราวเดียว!’

ยันต์อักษร ‘คน’ ใต้เท้าเยี่ยนจ้าวเกอปรากฏให้เห็นสีทองอร่ามวาววับ ราวกับดึงรวมความตั้งใจแน่วแน่ของคนจำนวนนับไม่ถ้วน ให้มารวมตัวกันอยู่ที่นี่

ด้วยสรรพคุณร่วมกับของมหาค่ายกลนภาและยันต์อักษร ‘คน’ จิตใจคนภายในคูเมืองแห่งนี้ ที่เดิมทีระส่ำระสายไม่สงบ บัดนี้จึงค่อยๆ สงบลงเช่นกัน

เหล่าผู้คนแม้จะยังรู้สึกหวาดกลัว กระนั้นกลับจะไม่ได้รับผลกระทบจากพลังปราณนพยมโลก และความคิดในแง่ลบที่ขยายภายอยู่ในใจอย่างไร้ขอบเขตก็เลือนรางลงไปแล้ว

เส้นสายตาเยี่ยนจ้าวเกอมองทิศเขากว่างเฉิง จากนั้นก็ย้ายไปอีกด้านหนึ่ง

ที่นั่นคือสถานที่ที่ควรจะตั้งยันต์อักษร ‘ฟ้า’ หนึ่งในวิธีไตรภาคซึ่งเยี่ยนจ้าวเกอคาดคะเน รับหน้าที่โดยสือเถี่ยกับสวีเฟย

ทว่าขณะนี้เยี่ยนจ้าวเกอสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของมหาค่ายกลนภา พวกสือเถี่ยกลับยังคงตั้งตำแหน่งฟ้าไม่สำเร็จ

ตำแหน่งไตรภาคจำเป็นต้องโคจรในเวลาเดียวกัน จึงจะสามารถสำแดงผล ยึดมหาค่ายกลคุ้มกันเขาของตนกลับมาจากมือของซินตงผิงได้ในคราวเดียว

เทียบกันแล้ว เส้นทางนี้ของพวกสือเถี่ย เป็นเส้นทางที่แกร่งที่สุดและเชื่อถือได้ที่สุดตามที่เขาคาดการณ์เอาไว้

ทว่าตอนนี้เนิ่นนานไม่เห็นความเคลื่อนไหว เยี่ยนจ้าวเกอจึงเริ่มร้อนใจขึ้นเรื่อยๆ

ก่อนหน้าที่วิธีไตรภาคจะเปิดฉากเต็มรูปแบบ เขาไม่สามารถออกจากตำแหน่งคนได้โดยพลการเช่นกัน ตอนนี้ทำได้เพียงยืนคอยท่าอยู่กับที่เท่านั้น

เยี่ยนจ้าวเกอขมวดหัวคิ้วแน่น เพ่งมองทิศที่ตำแหน่งฟ้าตั้งอยู่ สีหน้าท่าทางเคร่งขรึมอย่างไม่เคยมีมาก่อน
บทที่ 297
กลางท้องฟ้า ธารแสงสายหนึ่งทอดข้ามมา

ขณะเดียวกับที่เยี่ยนจ้าวเกอเร่งไปทางคูเมืองที่เป็นตำแหน่งคน สือเถี่ยก็พาสวีเฟยเร่งเดินทางไปยังสถานที่ที่เป็นตำแหน่งฟ้าเช่นกัน

สือเถี่ยห้อตะบึงไปตามเส้นทาง ฉับพลันนั้นประกายตาฉายแวบ มองไปยังที่ไกลออกไป

บริเวณทิศนั้น เขารู้สึกถึงพลังปราณอันดุดันมุทะลุและแกร่งกล้ากลุ่มหนึ่งปรากฏผลุบโผล่ ไม่ได้แปลกใหม่แต่อย่างใด คล้ายว่าเป็น ‘ราชันมังกร’ ซือหม่าฉุย

อีกฝ่ายคล้ายกับสังเกตเห็นการมีอยู่ของสือเถี่ยเช่นกัน ทว่าดูเหมือนพะว้าพะวังในใจ หาได้กระชั้นเข้ามาไม่

สวีเฟยมองยังสือเถี่ย ฝ่ายสือเถี่ยละสายตากลับ กล่าวอย่างสงบนิ่งว่า “เป็นซือหม่าฉุย”

“อาจารย์…” สวีเฟยมองดูแผลช่วงเอวของสือเถี่ยที่ยังคงมีอยู่ด้วยความเป็นกังวลอยู่บ้าง

สือเถี่ยสั่นศีรษะ “วางใจ ข้าไม่เป็นไร”

สวีเฟยไม่เอ่ยอะไรอีก หากแต่แววกังวลในดวงตา ไม่เห็นว่าลดน้อยลงไปแม้แต่นิด

ผู้เป็นอาจารย์นำเขารุดหน้าต่อไป หลังจากเดินทางไปได้ครู่หนึ่ง พวกเขาก็มองลงไปเบื้องล่าง

ที่ตรงนั้นมีเด็กชายอายุสิบเอ็ดสิบสองปีผู้หนึ่งกำลังต่อกรกับศัตรู

ถึงแม้จะยังเยาว์วัย แต่กลับมีพลังฝึกปรือระดับปรมาจารย์แล้ว เลือดลมทั่วกายยิ่งดุจมังกรดุจช้าง ประหนึ่งมังกรเด็กตัวหนึ่ง ฆ่าฟันคู่ต่อสู้ล้มระเนระนาด

แจ่มชัดว่าเป็นศิษย์ที่สือเถี่ยรับไว้เมื่อไม่กี่ปีนี้ อิงหลงถูนั่นเอง

อิงหลงถูในเวลานี้ยังดูตะลึงงันอยู่บ้าง ทว่าก็ใจจดใจจ่ออย่างหาที่เปรียบไม่ได้

แม้จะยังลงมือยังไม่ถึงขั้นโหดเหี้ยมอำมหิตสุดขีดขนาดนั้น กระนั้นก็จำคำสั่งสอนของเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์พี่ชายศิษย์พี่หญิงขึ้นใจ ว่าความเมตตาต่อศัตรู ก็คือความหฤโหดต่อตนเช่นกัน

อิงหลงถูกต่อยหมัดหนึ่งคู่ต่อสู้ผู้หนึ่งกระเด็น ดึงความสนใจของศัตรูที่พลังฝึกปรือสูงกว่า

ศัตรูถลามาทางเขา ทว่าคนเพิ่งถึงกลางทาง ทั้งสรรพางค์กายก็แข็งทื่อ เป็นอัมพาตล้มพับกับพื้น ขาดใจโดยพลัน

จอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตคนอื่นรอบๆ ต่างก็ลงสนามรบเช่นเดียวกัน

จอมยุทธ์ปรมาจารย์เหล่านี้ สือเถี่ยไม่จำเป็นต้องออกมือ เพียงแค่พลังปราณและเจตจำนงหมัด ก็สามารถสั่นสะท้านพวกเขาให้สิ้นใจตายคาที่ได้อย่างง่ายดาย

อิงหลงถูสัมผัสถึงพลังปราณของอาจารย์ตน จึงแหงนหน้ามองไป บนดวงหน้าพลันเผยรอยยิ้มอันเบิกบานออกมา

“ไปพร้อมกัน” สือเถี่ยไม่เอ่ยมากความ ม้วนเอาอิงหลงถูพาไปด้วยกันทันใด ฝีเท้าไม่หยุดนิ่ง ห้อตะบึงไปยังจุดมุ่งหมายอย่างต่อเนื่อง

เด็กชายมองสือเถี่ยและสวีเฟยด้วยความประหลาดใจ “อาจารย์ ศิษย์พี่ มีศัตรูจำนวนมากบุกโจมตีไปบนเขาแล้ว…”

สวีเฟยเอ่ย “ฮานหลงเอ๋อร์ทำใจให้สบาย ตอนนี้พวกเรากำลังรับมือพวกเขาอยู่”

อิงหลงถูออกแรงผงกศีรษะ

ศิษย์อาจารย์ทั้งสามเหินบินไปตามเส้นทาง ไม่นานนักก็ไปถึงเป้าหมาย อันเป็นตำแหน่งที่เยี่ยนจ้าวเกอบอกกล่าวก่อนหน้า

นี่คือยอดเขาแห่งหนึ่งนอกเขากว่างเฉิง สูงโดดตั้งตระหง่าน อยู่ในกลุ่มเขาทอดยาวโดยรอบ ราวกับจะแทงทะลุท้องนภา

สือเถี่ยลอยตัวลงบนปลายยอดเขานั่น ก่อนจะต่อยหมัดหนึ่งออกไป พลันบังเกิดเป็นแสงสุกสว่างหลากสายพรั่งพรู รวมตัวกลายเป็นอักขระยันต์มหึมายันต์หนึ่งบนยอดเขา

แสงสุกสว่างพุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อตัวเป็นลำแสงสายหนึ่งกลางนภาอากาศรำไร

มือของสือเถี่ยชูขึ้นด้านบน พาให้พายุลมงวงสายหนึ่งก่อตัวขึ้นโดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง คลุมครอบยอดเขาเดียวดายลูกนี้ไว้

ด้วยการปกคลุมของพายุลมงวง โลกหล้ามีปราณวิญญาณหลากสายถูกดึงรวบรวมมายังที่แห่งนี้ตลอดเวลา ขณะที่อักขระยันต์บิดเบี้ยว ก็ค่อยๆ ขยายกลายเป็นค่ายกลค่ายหนึ่งที่เล็กนิดและยังลึกลับมหัศจรรย์ ลวดลายค่ายกลเปล่งแสงขาวสะอาดวามวาบ

บริเวณใจกลางที่ลวดลายค่ายกลจำนวนมากรวมตัว ปรากฏอักษรโบราณตัวหนึ่งออกมา


อักษรอันเก่าแก่โบราณ ความหมายของมัน คือ ‘ฟ้า’

สวีเฟยเห็นเช่นนั้นก็รู้ว่าตนควรลงมือ เขาคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นทันควัน กดสองหมัดลงไปบนหินผาของยอดเขาพร้อมกัน

แสงวาวโรจน์ของยันต์อักษร ‘ฟ้า’ เปล่งประกายจ้าตาขึ้นในชั่วขณะนี้

อิงหลงถูยืนอยู่ข้างๆ อย่างมึนงงอยู่บ้าง มองดูการเคลื่อนไหวของอาจารย์และศิษย์พี่ของตนด้วยความใคร่รู้

แสงวาวโรจน์ที่ทอประกายจากลวดลายค่ายกลค่อยๆ เปลี่ยนจากสีขาวบริสุทธ์เป็นสีทอง ตามการผ่านพ้นของกาลเวลา

สือเถี่ยและสวีเฟยล้วนจิตใจฮึกเหิม หากพิจารณาตามวาจาของเยี่ยนจ้าวเกอ นี่แสดงให้เห็นว่าจวนจะประสบผลสำเร็จแล้ว

ถึงกระนั้นในยามนี้สือเถี่ยก็ยังรำพันอย่างสงบนิ่ง “ตามที่จ้าวเกอบอก สถานการณ์ในตอนนี้เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นจริงๆ แล้ว”

สายตาของเขากวาดมองระหว่างสวีเฟยและอิงหลงถู “วิชารักษาคงไว้แม้ยังคงต้องการสองคน แต่พวกเจ้าทั้งสองสวีเฟยและหลงถูก็สามารถกระทำได้เช่นกัน เพียงแต่อาจจะใช้เวลานานอีกหน่อย”

สวีเฟยได้ยินแล้ว ม่านตาหดเล็กฉับพลัน “มีศัตรูจู่โจมมาหรือ?”

ดวงหน้าสือเถี่ยแน่วแน่ประหนึ่งก้อนหินใหญ่ สีหน้าไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย “มีคนเข้าใกล้มาที่นี่ และผู้มาเยือนไม่เป็นมิตร”

“ทั้งสาม ล้วนเป็นมหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณระยะท้ายทั้งสิ้น”

ครั้นสวีเฟยได้ยินแล้ว แววตาของเขาพลันสุขุมหนักแน่น หากแต่สีหน้าท่าทางเปลี่ยนเป็นหนักอึ้งขึ้นมาเช่นกัน

สือเถี่ยเอ่ย “ข้าไปสกัดกั้นศัตรู สวีเฟยเจ้ารีบบอกวิธีกับหลงถู เจ้าเป็นคนนำแทนตำแหน่งข้า หลงถูคอยช่วยเหลือเจ้า”

เขามองสวีเฟยอย่างเอาจริงเอาจัง “องค์รวมเป็นสำคัญ จำเป็นต้องแน่ใจว่าจะชิงมหาค่ายกลนภากลับมาได้”

สวีเฟยปิดแววกังวลในดวงตาไว้ไม่มิด กระนั้นก็ไม่ได้กล่าวไร้สาระออกไปกว่านี้ สีหน้าของเขาจริงจังหนักแน่นหาที่เปรียบไม่ได้ สุดท้ายพ่นปราณขุ่นมัวออกมาคำหนึ่ง “ศิษย์จะทุ่มเทสติปัญญาเเละความสามารถ ตราบจนชีวิตหาไม่”

สือเถี่ยพยักหน้า ก่อนจะทะยานร่างกายออกจากยอดเขาไป

เขาห้อตะบึงอย่างเร็วรี่ ออกห่างจากยอดเขาอันเป็นที่ตั้งของยันต์อักษร ‘ฟ้า’ ให้มากที่สุด บุกไปยังศัตรูที่รุกรานเข้ามา

ไม่นานสือเถี่ยก็หยุดฝีเท้า ยืนค้างกลางอากาศ สายตามองไกลออกไปอย่างสงบเงียบ

บนเส้นขอบฟ้า ธารแสงสามสายระยับตามาถึงเบื้องหน้าสือเถี่ยอย่างรวดเร็ว

สือเถี่ยกวาดสายตาผ่านทั้งสามคนตรงหน้า สีหน้าไม่ทุกข์ไม่สุข สงบดุจน้ำนิ่ง “ทั้งสามท่าน ไม่พบกันนาน”

ศัตรูทั้งสาม เขาล้วนรู้จักดี

ผู้อาวุโสเคราสีเทาหนึ่งในนั้น สือเถี่ยยิ่งคุ้นเคยอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ เพราะเขาคือผู้อาวุโสหวัง ฐานะเดิมสำนักเขากว่างเฉิง รุ่นอาวุโสเดียวกันกับหยวนเจิ้งเฟิง ซินตงผิงและคนอื่นๆ แม้กระทั่งเข้าสำนักเร็วยิ่งบุคคลที่กล่าวมาทั้งหมด

เนื่องด้วยการเปิดโปงของตำหนักอัสนีสวรรค์ ล่าสุดผู้อาวุโสหวังเผยฐานะไส้ศึกภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตออกมา เขามีตำแหน่งสูงที่สุดภายในเขากว่างเฉิงก่อนซินตงผิง นับได้ว่าเป็นจอมยุทธ์ของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตที่มีพลังแข็งแกร่งที่สุด

ภายหลัง ผู้เฒ่าผู้นี้ถูกคุมขังอยู่ในหุบเขาผนึกเวหา

วันนี้ หลังจากซินตงผิงทำร้ายผู้อาวุโสสูงสุดกงแห่งหุบเขาผนึกเวหาอย่างหนัก ปล่อยนักโทษสถานหนักที่กักขังอยู่ในหุบเขาออกมา ก็มีผู้อาวุโสหวังผู้นี้เป็นคนนำทัพ

สือเถี่ยมองไป อดเกิดความรู้สึกรันทดไม่ได้ เพราะเห็นนัยน์ตาทั้งสองของผู้อาวุโสหวังออกเป็นสีเหลือง ยิงแสงโลหิตออกมา กลายเป็นมารเรียบร้อยแล้ว

ข้างกายผู้อาวุโสหวังเป็นผู้เฒ่าชุดดำคนหนึ่ง ผมขาว ใบหน้าแดงมีเลือดฝาด หากกลับไร้ซึ่งราศีแม้แต่น้อย กลายเป็นมารแล้วเช่นเดียวกัน

เขาจำคนผู้นี้ได้เช่นกัน เป็นผู้อาวุโสผู้จงรักภักดีต่อสำนักเขานิมิตทมิฬผู้หนึ่ง นามว่าหยางเนี่ย

เขานิมิตทมิฬในปัจจุบัน มียอดฝีมือมหาปรมาจารย์ขั้นที่เก้า ขั้นรูปญาณระยะท้ายทั้งหมดสองท่าน หนนี้บุกโจมตีเขากว่างเฉิงพร้อมกัน

หนึ่งคนในนั้นถูกจางคุน ผู้อาวุโสเก่าแก่สำนักเขากว่างเฉิง ระดับมหาปรมาจารย์ขั้นบรรลุธรรมโจมตีด้วยวิชาฝ่ามือนภากว่างเฉิง ตายตกไปภายในหนึ่งกระบวนท่า

หยางเนี่ยเป็นอีกคนหนึ่ง ยามนี้มาถึงเบื้องหน้าสือเถี่ยแล้ว

คนที่สามก็คือ ‘ราชันมังกร’ ซือหม่าฉุย ที่ประมือกับสือเถี่ยหลายครั้งก่อนหน้านี้

ผู้อาวุโสหวังมองสือเถี่ย ดวงหน้าเรียบเฉย สายตาซือหม่าฉุยกลับตกไปบนแผลที่ช่วงเอวของสือเถี่ย “สือเถี่ย ต่อให้ทั้งร่างเจ้าเป็นเหล็กจริง บัดนี้จะยังสามารถตอกตะปูได้อีกสักกี่ตัว?”

หยางเนี่ยมองสือเถี่ยอย่างเย็นเยียบ “เขากว่างเฉิงจะต้องดับสลายวันนี้ ผู้ใดก็ไม่อาจหยุดยั้ง!”

ยอดฝีมือขั้นรูปญาณระยะท้ายทั้งสาม พลังกดดันอันน่าหวาดหวั่นครอบฟ้าคลุมดิน แทบจะทำให้อากาศแข็งตัว

สือเถี่ยหนึ่งต่อศัตรูสาม ทว่าสีหน้าก็ยังคงไม่แปรเปลี่ยน เขายกแขนทั้งสองขึ้นอย่างสงบนิ่ง ซัดหมัดคู่หนึ่งของตนออกไป

แสงหนักแน่นดุจดั่งโลหะดังกึกก้องทั่วหล้า

“ฝันไปเถอะพวกเจ้า!”
บทที่ 298
โลกหล้าพลันมีลำแสงวามวาวทอประกายขึ้น

ยันต์วิญญาณนับไม่ถ้วนเหินขึ้นเหินลง กระแทกกันและกัน ก่อนจะดับสูญเป็นจำนวนมาก

ยันต์วิญญาณที่เหลือแบ่งออกเป็นสี่กลุ่ม รวมตัวกันกลายเป็นมหาค่ายกลยันต์มหาศาล จากนั้นระหว่างที่ค่ายกลยันต์ซ้อนเข้าด้วยกัน แท่นบูชาฟ้าค่ายกลวิญญาณขนาดมโหฬารสี่แท่นก็ปรากฏกลางอากาศ

รอบกายสือเถี่ยล้อมไปด้วยแท่นบูชาทองคำ ขนาดแท่นบูชาหดเล็กลงไม่หยุด กระชับและทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ ปณิธานวรยุทธ์ที่แข็งดุจเพชร ไม่สูญสลายชั่วกัลปาวสานส่งทอดออกมาจากภายในนั้น

ฝั่งตรงข้ามผู้อาวุโสหวัง ซือหม่าฉุย และหยางเนี่ยทั้งสามคน มีแท่นบูชาฟ้าค่ายกลยันต์ของแต่ละคนตั้งขึ้นมาเช่นกัน

แท่นบูชาฟ้าทั้งสาม แท่นหนึ่งขาว แท่นหนึ่งดำ แท่นหนึ่งม่วง ปราบปรามทั้งสี่ด้าน

ในมือของหยางเนี่ย ผู้อาวุโสสำนักเขานิมิตทมิฬมีดาบยาวเล่มหนึ่งปรากฏในมือ ไม่เห็นประกายดาบ เห็นเพียงพายุไร้ขอบเขตโคจร ดำมืดไปทั้งแถบ

เขารุกโจมตีไปยังสือเถี่ยเป็นคนแรก พลางขับเคลื่อนสุดยอดวิชาสืบทอดของสำนักเขานิมิตทมิฬ ไอม่วงสุดขอบตะวันตกจนถึงขีดสุด

กระบวนท่าคลื่นนภาม่วง ขนาบพายุนิมิตทมิฬอันไร้ที่สิ้นสุด ผ่าแสกศีรษะไปทางสือเถี่ย!

เกราะเทวะแสงลึกล้ำบนร่างสือเถี่ยเปล่งแสง ไม่หลบหลีก หากแต่ยันหมัดหนึ่งออกไป สั่นคลอนไอม่วงสุดขอบตะวันตกที่หยางเนี่ยใช้ขับเคลื่อนอาวุธวิญญาณระดับสูง อย่างดาบมทิฬโชติช่วงขับเคลื่อน

ทั้งสองฝ่ายแข็งปะทะแข็งซึ่งหน้า แสงทองไร้ขอบเขตและไอสีม่วงระเบิดออกมาทั่วหล้า หอบกระพือลมพายุคลั่งเป็นระลอกๆ กวาดกระหน่ำไปโดยรอบทั้งสี่ทิศอย่างบ้าระห่ำ

ร่างของผู้อาวุโสหวังปรากฏอยู่เหนือกายสือเถี่ย ฝ่ามือนภากว่างเฉิงอันน่าพรั่นพรึงกระบวนท่าหนึ่งฟาดงลงจากฟ้า!

ฟากฟ้าคล้ายกับลดต่ำลงขั้นหนึ่งชั่วพริบตา!

สือเถี่ยพ่นลมส่งเสียง หมัดขวาออกแรง ขณะที่ผลักหยางเนี่ยกระเด็นกลับ มือซ้ายก็ยกขึ้น!

มือซ้ายของเขาพราวระยับประดุจเพชร เพื่อใช้ท่ายันฟ้า หยุดยั้งฝ่ามือนภากว่างเฉิงของผู้อาวุโสหวังไว้

ไพศาลราวกับนภา พลังฝ่ามืออันเปี่ยมพลังและดุดันกดอัดลงไปไม่ยั้ง

กระนั้นสือเถี่ยก็เป็นดั่งเสาเอกค้ำฟ้า ไม่ขยับไม่เขยื้อน

ฝ่ามือทั้งสองปะทะเข้าด้วยกัน นัยน์ตาทั้งสองของสือเถี่ยสาดแสงเทวะไปทั้งสี่ด้าน ท่ามกลางเสียงแผดก้องทุ้มต่ำ มือซ้ายรุดขึ้นบนตลอดเวลา ท้องฟ้าที่ลดต่ำลงมาทนโท่ ย้อนกลับขึ้นไปอีกครั้งอย่างเหลือเชื่อ!

ผู้อาวุโสหวังและหยางเนี่ยเห็นภาพฉากนี้ ก็รู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงเช่นกัน

ฝ่ามือนภากว่างเฉิง หนึ่งในสามสุดยอดวิชากว่างเฉิง กลับสู้วิชากายเพชร หนึ่งในยอดวิชาแปดพิภพไม่ได้หรือ?

ไม่ใช่ฝ่ามือนภากว่างเฉิงพ่ายแก่กายเพชร หากแต่สือเถี่ยแกร่งกล้ากว่าผู้อาวุโสหวัง!

ฟากฟ้ากำลังจะถล่มลง ทว่าขณะสือเถี่ยปล่อยพลัง ฉับพลันนั้นท้องฟ้าที่กำลังจะเทลงมาก็ถูกยันขึ้นไปอีกครั้ง

ที่ยิ่งน่าพรั่นใจคือ ไม่เพียงยกชูขึ้นไปเท่านั้น ขณะที่พลังยกระดับไม่หยุด ฟากฟ้ามีแนวโน้มที่จะคว่ำลงไปอีกทิศหนึ่งอย่างเหลือเชื่อ

ไม่ใช่พลังน่าหวาดหวั่นของฝ่ามือนภากว่างเฉิงที่ทำให้ฟ้าดินคว่ำลง หากแต่เป็นสือเถี่ยจะพลิกฟากฟ้านี้ลง!

แท่นบูชาฟ้าค่ายกลยันต์สีขาวที่อยู่รอบๆ กายของผู้อาวุโสหวังเริ่มเสเอียงทันใด กำลังจะถูกสือเถี่ยพลิกกลับจากด้านล่าง!

ทันใดนั้น แสงสว่างไสวสายหนึ่งแล่นผ่าน ราวกับมังกรปีศาจสีดำโผล่ระหว่างทาง แทงไปทางสือเถี่ยจากมุมที่เจ้าเล่ห์มุมหนึ่ง!

พลังกระชับ ทั้งหมดรวมเป็นจุดเดียว ก่อตัวเป็นพลังทำลายล้างอันน่าหวาดกลัวไร้ที่เปรียบ เป้าหมายมุ่งไปยังแผลเดิมตรงช่วงเอวของสือเถี่ย!

สายตาสือเถี่ยดุจสายฟ้า มือขวาต่อยหมัดหนึ่งออกไปดังลั่น อัดดาบทมิฬโชติช่วงของหยางเนี่ยเอียงไปอีกครั้ง

จากนั้นสือเถี่ยผละมือซ้ายที่ยับยั้งผู้อาวุโสหวังกลับ แม้ว่าการเคลื่อนไหวจะแลดูเชื่องช้า หากแต่กลับทุบหมัดหนึ่งลงอย่างแม่นยำ ฟาดปลายหอกของซือหม่าฉุยที่ลอบจู่โจมเสเอียงออกไป!

มังกรปีศาจสีดำถูกสือเถี่ยทุบกลางต้นคอ ส่งเสียงร้องเจ็บปวดจริงแท้ออกมา ราวกับถูกฟาดจนสันหลังหักก็ไม่ปาน

หลังจากสือเถี่ยปัดปลายหอกของซือหม่าฉุยออกไป เขาก็กางนิ้วมือทั้งห้าออก การเคลื่อนไหวมือเปลี่ยนเป็นอ่อนช้อย เขียนวาดอย่างเชื่องช้า

วงแหวนแสงสีทองวงหนึ่งปรากฏ ทั้งวงประดุจเพชร อิ่มเอิบไร้รูรั่ว ตรงกลางว่างเปล่า ราวกับสามารถเก็บสรรพสิ่งไว้ได้

ซือหม่าฉุยปรารถนาเก็บหอกเปลี่ยนกระบวนท่า กระนั้นกลับพบว่าปณิธานวรยุทธ์ขิงตนกับมังกรทมิฬอันแปรสภาพมาจากการผสานอาวุธวิญญาณ ถูกวงแหวนแสงสีทองนั่นสวมครอบเอาไว้ ไม่อาจเก็บกลับได้เหนือคาด

สือเถี่ยออกแรงมือซ้าย มังกรทมิฬตัวนั้นร้องระงม หมดทางดิ้นรนหนี ซ้ำยังถูกวงแหวนแสงสีทองดูดกลืนไม่หยุด

พลังมหาศาลฉุดดึงร่างกายของซือหม่าฉุย แเลี่ยงที่จะเข้าใกล้ทางสือเถี่ยเองไม่ได้เช่นกัน

หากไม่คลายมือปล่อยอาวุธวิญญาณของตนทิ้งไป ก็ต้องถูกสือเถี่ยลากไปด้วย

พลังทำลายพินาศจากมือขวาของสือเถี่ยที่ชูขึ้นสูง ได้ปรากฏแจ่มชัด ฟาดแสกหน้าไปทางซือหม่าฉุยแล้ว!

ในตอนที่ร่างของซือหม่าฉุยกำลังควบคุมไม่อยู่ ผู้อาวุโสหวังกับหยางเนี่ยก็บุกโจมตีสือเถี่ยใหม่อีกครั้ง!

หยางเนี่ยฟันดาบหนึ่งออกไป ทั้งฟากฟ้ากลายเป็นสีม่วง คลื่นคลั่งและลมกระโชกไร้ที่สิ้นสุดปรากฏพร้อมกันจำนวนมาก ปกคลุมท้องฟ้าไว้

ดาบคล้อยลง ท้องฟ้าสีม่วงเหมือนกันเปลี่ยนเป็นประกายดาบไปพร้อมกัน ฟันมาทางสือเถี่ย

พายุนิมิตทมิฬหลากสายม้วนสรรพสิ่งเข้าไปอยู่กลางท้องฟ้าสีม่วง แลดูโหดร้ายน่ากลัว ชั่วเสี้ยวขณะสือเถี่ยคล้ายกับหยัดยืนอยู่ในทะเลสายชายขอบฝั่งตะวันตก

อีกฟากหนึ่ง ผู้อาวุโสหวังฟาดสองฝ่ามือลงอีกหน!

แววตาสือเถี่ยยังคงแน่วแน่ดุจหินใหญ่ ไม่เห็นความไหวหวั่นแม้แต่น้อย

แท่นบูชาฟ้าสีทองกับตัวเขากลายเป็นหนึ่งเดียวกันโดยสมบูรณ์ ทั้งร่างราวกับสภาพของเพชร แสงโชติช่วงไร้ที่สิ้นสุดฉายทะลุออกมาจากภายในร่าง!

ขณะที่เกราะเทวะแสงลึกล้ำบนตัวเขาทอประกายระยับ ต้านทานดาบคลื่นนภาม่วงของหยางเนี่ย มือซ้ายของสือเถี่ยไม่หยุดนิ่ง ยันซือหม่าฉุยไปด้านหน้า จากนั้นต่อยหมัดขวาลงไปที่กลางอกของอีกฝ่ายดังสนั่นพอดี!

แท่นบูชาฟ้าค่ายกลยันต์สีดำแตกเป็นเสี่ยงๆ เสียงดังกึกก้องกัมปนาท ซือหม่าฉุยกระอักโลหิตสดอย่างบ้าคลั่ง!

กายเพชรของสือเถี่ยขับเคลื่อนถึงขีดสุด ต้านทานดาบหยางเนี่ยไว้ จากนั้นเบี่ยงตัวเล็กน้อยเพื่อหลบจุดสำคัญ แล้วค่อยฟาดผู้อาวุโสหวังอีกฝ่ามือหนึ่ง!

พลังอันยิ่งใหญ่ไร้ขอบเขตอันดุเดือดเปี่ยมด้วยพลังของฝ่ามือนภากว่างเฉิง อัดของร่างสือเถี่ยราวกับภูเขาถล่มชั่วพริบเดียว

มุมปากสือเถี่ยมีโลหิตไหลซึมเล็กน้อย

หยางเนี่ยตะคอกเดือดดาล “ราชสีห์โลหะวันนี้ต้องเปลี่ยนเป็นราชสีห์สิ้นชีพ!”

ระหว่างที่ไอม่วงสุดขอบตะวันตกม้วนอย่างบ้าระห่ำ ดาบทมิฬโชติช่วงในมือเขากลายเป็นลมงวงโดยสมบูรณ์

ลมกระโชกน่าพรั่นพรึงที่ตัดฟ้าทลายแผ่นดินนับไม่ถ้วนทอดผ่านท้องฟ้า ฟาดฟันสือเถี่ยอย่างบ้าคลั่ง ทิ้งรอยแผลแหลมหลายสายไว้บนเกราะเทวะแสงลึกล้ำและร่างของสือเถี่ยเอง!

แววตาสือเถี่ยไร้ซึ่งความเกรงกลัว ไม่ได้หวั่นไหว ทว่ากลับมีสิ่งของที่ยามปกติไม่เคยปรากฏมาก่อนเพิ่มขึ้นมาอยู่บ้าง

บ้าระห่ำ! ทำลาย! กระหายโลหิต!

“ข้าจะฝังพวกเจ้าไว้ที่นี่ให้หมด!”

“ต่อให้ใช้เลือดเนื้อและโครงกระดูกของข้าก็ตาม!”

เสียงตะโกนบ้าคลั่งของเขาสั่นสะเทือนไปไกลสุดขอบฟ้า ราวกับราชสีห์ที่ถูกยั่วโทสะ ร้องคำรามอย่างคลุ้มคลั่ง!

สือเถี่ยคลายหอกยาวของซือหม่าฉุยออก สองหมัดตัดสลับ พังทลายประกายดาบของหยางเนี่ย จากนั้นหมุนกายฉับพลัน!

เขาสืบเท้าก้าวใหญ่ ประหนึ่งเทพสวรรค์ลงจุติ มาถึงยังเบื้องหน้าผู้อาวุโสหวัง!

สภาพเพชรบนกายสือเถี่ยเลือนหาย มีเพียงสองหมัดของเขาเท่านั้น ที่พร่างพราวสุดหาที่เปรียบ!

หมัดหนึ่งคล้อยลง สะเทือนฝ่ามือนภากว่างเฉิงของผู้อาวุโสหวังกระจุย!

อีกหมัดหนึ่งตกลง อัดแท่นบูชาฟ้าค่ายกลยันต์ของผู้อาวุโสหวังแหลกโดยพลัน!

ผู้อาวุโสหวังเบิกตาโพลง เขาไม่เคยเห็นกายเพชรเช่นนี้มาก่อน

นี่เป็นละการป้องกันตนเองโดยสิ้นเชิง ละทิ้งส่วนสำคัญในการรุกตีและตั้งรับของวิชากายเพชร รวมพลังทั้งหมดไว้บนสองหมัด!

กายเพชรในยามปกติ แข็งแกร่งไม่อาจตีให้แตก!

กายเพชรในขณะนี้ แก่กล้าหาที่เปรียบได้ไม่!

สือเถี่ยไม่คำนึงถึงกายตนเองทั้งสิ้น ใช้เกราะเทวะแสงลึกล้ำต้านทานดาบเต็มกำลังของหยางเนี่ยอีกครา!

เกราะเทวะแสงลึกล้ำรับภาระหนักสุดจะทนไหว แตกเป็นเสี่ยงๆ ดังกึกก้องในที่สุด!

ทว่าสือเถี่ยต่อยอีกหมัดหนึ่งลงไป โจมตีที่หน้าอกผู้อาวุโสหวังซ้ำแล้วซ้ำอีก อัดจนหน้าอกของผู้อาวุโสสำนักเขากว่างเฉิงในอดีตผู้นี้ ยุบลงไปเป็นโพรงโดยตรง!

ในตอนที่สือเถี่ยเตรียมหันกายรับมือหยางเนี่ย แสงกระจ่างสายหนึ่งก็ปรากฏอีกครั้ง!

มังกรปีศาจสีดำคำรามคลั่ง จู่โจมไปบนแผลเดิมช่วงเอวของสือเถี่ย!

สือเถี่ยพ่นโลหิตออกมาคำหนึ่ง ด้วยเพราะถูกหอกยาวแทงทะลุ!

‘ราชันมังกร’ ซือหม่าฉุยนัยน์ตาทั้งสองออกเหลือง ยิงแสงโลหิตออกมา จดจ้องสือเถี่ยไม่ลดละ

เขาที่ก่อนหน้านี้ความคิดมารรัดตัวตลอดมา ในที่สุดก็กลายเป็นมารโดยสมบูรณ์ พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ บรรเทาบาดแผลที่สือเถี่ยนำมาให้เมื่อครู่ แล้วจึงปล่อยการโจมตีหมายชีวิตนี้ออกมา!

กระนั้นเมื่อเขาสบตากับสือเถี่ย กลับตัวสั่นระริกทั้งที่ไม่หนาว

ระหว่างที่ราชสีห์คลั่งร้องคำรามอีกครา สองหมัดที่ราวกับทำลายสูญ ใช้ท่าฉีกผืนฟ้า จากเหนือศีรษะร่วงลงมา หนึ่งซ้ายหนึ่งขวา อัดไปที่หน้าอกซือหม่าฉุยแลหยางเนี่ย!


ยอดฝีมือขั้นรูปญาณระยะท้ายทั้งสอง กระอักโลหิตพร้อมเพรียง ย้อมนภาอากาศเป็นสีแดง!


บทที่ 299
สือเถี่ยต่อยหมัดทั้งสองออกไปพร้อมเพรียง นอกจากหยางเนี่ยแล้ว ซือหม่าฉุยที่เพิ่งฟื้นฟูปราณดั้งเดิมได้บ้างแล้ว ก็ถูกอัดจนเจ็บหนักกระอักเลือดอีกครา!

ทว่าคู่ต่อสู้ทั้งสามของเขาในขณะนี้ก็ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วเช่นกัน พวกเขาบุกเข้าหาสือเถี่ยอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงแผดคำรามคลุ้มคลั่ง หมายต่อสู้สังหารสุดชีวิต!

ขณะเสียงตะคอกเย็นเยียบของหยางเนี่ยดังขึ้น แสงม่วงทั่วสรรพางค์กายพรั่งพรูกระหน่ำ ก่อนจะแปรเปลี่ยนลมกระโชกสีม่วงหลากสาย ถลาไปยังสือเถี่ย

ซือหม่าฉุยกำหอกยาวของตนไว้แน่น ยันร่างของสือเถี่ยไว้ แทงลงไปยังผืนดินเบื้องล่าง

ผู้อาวุโสหวังเองก็กระเสือกกระสนโผนกระโจนขึ้นด้านบนเช่นกัน!

“จะไม่ให้พวกเจ้าทำลายกว่างเฉิงเด็ดขาด!”

สือเถี่ยประกาศปณิธานกร้าว มือซ้ายต้านฝ่ามือเหล็กของผู้อาวุโสหวังไว้ แล้วต่อยหมัดหนึ่งออกไป ระเบิดศีรษะอาจารย์ลุงร่วมสำนักที่ใฝ่ทางนพยมโลก!

หากแต่ร่างของเขาถูกประกายดาบของหยางเนี่ยม้วนไว้

ท้องฟ้าเหนือศีรษะกลายเป็นสีม่วงทั้งผืนแล้ว

ผืนปฐพีเบื้องล่าง พลังอันร้อนระอุแปรเปลี่ยนดินอุดมสมบูรณ์พันลี้กลายเป็นดินทรายจนหมดสิ้น!

ฟ้าดิน เป็นพายุลมงวงสีดำอันบ้าระห่ำ ม้วนเรือนร่างของสือเถี่ยไว้ ก่อนจะร่วงลงไปยังพื้นดินด้านล่างที่กลายสภาพเป็นทะเลทรายไปแล้ว!

สือเถี่ยยื่นมือออกไป คว้ามือขวาของหยางเนี่ยที่ถือดาบไว้ทันควัน ลากเขาลงไปด้วยกัน

หยางเนี่ยก็ไม่หลบหลีกแล้วเช่นกัน ขับเคลื่อนของพลังตนเองจนถึงขีดสุด พาให้แสงม่วงหลากสายกรอกเข้าสู่ทะเลทรายกว้างด้านล่าง

ขณะแสงสว่างอันเรียวแหลมส่องสว่างพร่างพราว ก็แปรสภาพเป็นลวดลายผอาคมสีม่วงแต่หลายสาย กอปรกลายเป็นค่ายกลอันหฤโหดค่ายหนึ่ง

จากนั้นแสงม่วงสุดลูกหูลูกตาก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับคมมีดอันแหลมคมคณานับ ทิ่มแทงหลังสือเถี่ยพร้อมๆ กัน

สือเถี่ยคล้ายกับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยสักนิด ซ้ำยังยกหมัดขวาของตนขึ้นต่อยไปทางหยางเนี่ยด้วยซ้ำ!

หยางเนี่ยถูกมือซ้ายสือเถี่ยคว้าเอาไว้ ทำให้ไม่อาจหลีกหลบ ทำได้เพียงเบิกตาโพลงมองหมัดขวาของอีกฝ่ายต่อยมาที่หน้าอกตนเอง

พลังทำลายล้างทั้งหมดเกาะตัวรวมอยู่บนหมัดของสือเถี่ย ประหนึ่งศาตราเทพล้ำเลิศ ชกจนทะลุร่างหยางเนี่ยภายในหมัดเดียว!

เลือดเนื้อ อวัยวะภายใน โครงกระดูก ทั้งหมดทั้งมวลถูกอัดกระจุยหมดสิ้น!

หยางเนี่ยเบิกตาโพลง กระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง สาดกระเซ็นเกลื่อนดวงหน้าสือเถี่ย

ยอดฝีมือมหาปรมาจารย์ชั้นที่เก้า ขั้นรูปญาณระยะท้ายคนสุดท้ายของสำนักเขานิมิตทมิฬ สิ้นใจตายตาไม่หลับ!

แม้จะอัดหยางเนี่ยสิ้นชีพด้วยหมัดเดียว ทว่าร่างกายของสือเถี่ยก็ถูกหอกยาวในมือซือหม่าฉุยจ้วงแทงตกลงไปในทะเลทรายเบื้องล่างด้วยเช่นกัน

หอกยาวเล่มนั้น ตอกสือเถี่ยไว้บนพื้นดินประหนึ่งตะปูก็ไม่ปาน!

หยางเนี่ยสิ้นชีวิต ทว่าค่ายกลแสงม่วงนั่นยังคงสำแดงฤทธิ์ขั้นสุดท้าย แสงสีม่วงหลากสายพุ่งขึ้นราวกับสายโซ่ เกี่ยวรัดบนร่างสือเถี่ยและบนหอกยาวเล่มนั้น พันธนาการสือเถี่ยไว้กับที่!

ศัตรูทั้งสามของเขา มีแค่ซือหม่าฉุยเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ผู้ที่บัดนี้กำลังยืนอยู่กลางอากาศ จ้องมองเขาที่นอนราบอยู่บนพื้นดิน

ศีรษะจรดปลายเท้าของสือเถี่ยในตอนนี้ราวกับรูปปั้นหินที่กำลังจะแตกสลาย มืดสลัวอับแสง ทรุดโทรมด่างพร้อย

มีเพียงหมัดซ้ายของเขาเท่านั้น ที่ยังคงทอแสงวามวาบ

ซือหม่าฉุยอ้าปากกำลังจะเอ่ยคำ แต่กลับกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่งเสียก่อน

เขาบาดเจ็บซ้ำซ้อน หนำซ้ำสถานการณ์ยากลำบากอย่างยิ่งเช่นกัน

“ร่างบาดเจ็บ ต่อสู้ศัตรูหนึ่งต่อสาม ยังถล่มสองคนจนตายได้” ซือหม่าฉุยสำลักและไอไม่หยุด สายตาจดจ้องสือเถี่ยเขม็ง “เจ้าไม่สมกับนามกรราชสีห์โลหะ!”

ใบหน้าสือเถี่ยเรียบเฉย ไม่เอ่ยคำพูดใด เพียงพยายามดิ้นรนจะลุกขึ้นยืน

กระนั้นแสงม่วงแต่ละสายเหล่านั้น กลับยังคงผูกมัดเขาไว้เหนียวแน่น

หอกยาวสีดำเล่มนั้นที่เสียบทะลุกายเขา ตอกยึดร่างกายเขาไว้กับพื้นดิน เชื่อมเข้ากับโซ่แสงม่วง ยิ่งระเบิดพลังอันโหดร้ายออกมา

สือเถี่ยไม่ขยับก็แล้วไป ถ้าหากต้องการเขยื้อนร่าง เรือนกายจะถูกทำร้ายในทันใด

สายตาของซือหม่าฉุย ตกอยู่บนมือซ้ายของสือเถี่ย “บัดนี้ข้าจะปลิดชีวิตเจ้า ง่ายดาบราวกับพลิกฝ่ามือ”

“แต่ว่าจำเป็นต้องเข้าใกล้เจ้าจึงจะใช้ได้”

“แต่หากข้าเข้าใกล้เจ้า ข้ารู้ว่าเจ้ายังมีพลังโจมตีเฮือกสุดท้าย ข้าจะฆ่าเจ้า ก็กำหนดไว้แล้วจะต้องถูกฝังไปกับเจ้า!”

ซือหม่าฉุยมีสีหน้าเหยเก พลางสั่นศีรษะ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองยอดเขาที่ตั้งตระหง่านเสียดฟ้าอยู่ไกลออกไป “ที่นั่น พวกเจ้ากำลังทำอะไรอยู่กันแน่?”

“ข้าไม่รู้และไม่สนใจจะรับรู้เช่นกัน แต่ข้ารู้เพียงว่าขัดขวางเรื่องที่พวกเจ้าคิดจะทำได้ นั่นก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว”

เขาไอเป็นเลือดไปพลาง ยิ้มอย่างหนักใจไปพลาง “ข้าฆ่าเจ้า เจ้ามีความสามารถที่จะลากข้าลงเหวไปพร้อมกันได้ ข้าไม่ฆ่าเจ้า เจ้าก็ไม่ตาย ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่ตาย แต่ข้ากลับสามารถทำลายเรื่องของเจ้าได้”

“ยังเป็นไปได้อีกว่าไม่ใช่เรื่องของเจ้าผู้เดียว แต่เกี่ยวเนื่องกับทั้งสำนักเขากว่างเฉิงของพวกเจ้า ฮ่าๆ ฮ่าๆ!”

แสงรัศมีในดวงตาทั้งสองของสือเถี่ยปะทุขึ้นอย่างบ้าคลั่ง เขาจับหอกยาวสีดำโยกคลอน หากแต่แสงดำและแสงม่วงพลัยถล่มบนร่างเขาพร้อมกัน พันธนาการร่างกายของเขาเอาไว้หนักข้อขึ้น ทำให้เขาไม่อาจขยับเขยื้อน

ซือหม่าฉุยยิ้มกล่าว “เสียดสีช้าๆ ทุ่มเวลาอีกสักหน่อย เจ้าสามารถทำลายค่ายกล ถอนหอกมังกรดำของข้าออกไปได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะเร็วกว่าข้านะ”

ท่ามกลางเสียงหัวร่อกึกก้อง ซือหม่าฉุยโผนบินไปทางยอดเขาเดี่ยวลูกนั้น

บนยอดเขาเดี่ยว สวีเฟยยืนอยู่ใจกลางยันต์อักษร ‘ฟ้า’ สองมือชูสูงขึ้นฟ้า พลิกกลางฝ่ามือหงายขึ้น เสมือนกับค้ำยันท้องฟ้าไว้

อิงหลงถูอยู่ข้างกายเขา คุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้น กดสองมือไปบนยันต์อักษร ‘ฟ้า’ พร้อมกัน

พายุลมงวงสีทองโอบล้อมทั้งสองคนไว้ ยิ่งทวีความยิ่งใหญ่แกร่งกล้าขึ้นเรื่อยๆ คลุมครอบยอดเขาเดี่ยวที่ตั้งตระหง่านเอาไว้โดยสมบูรณ์ ม้วนเอาปราณวิญญาณฟ้าดินโดยรอบเข้าสู่ภายในนั้นตลอดเวลา

ขณะเดียวกับที่ทั้งสองกำลังพยายามอย่างเต็มที่ สงครามเดือดไกลออกไปก็สะท้านฟ้าสะเทือนดิน สวีเฟยกับอิงหลงถูต่างเพ่งมองทิศทางนั้นอย่างตึงเครียด

ฉับพลันนั้น หลังจากปะทะกันอย่างรุนแรง สถานการณ์ต่อสู้คล้ายกับสงบลง

ต่อจากนั้น พลังปราณอันแกร่งกล้ากลุ่มหนึ่ง พลันเข้าใกล้มายังพวกเขาสวีเฟยและอิงหลงถูแห่งนี้

เมื่อใกล้เข้ามาแล้ว จิตใจสวีเฟยก็ตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เนื่องจากเขารู้ว่านั่นไม่ใช่พลังเจตจำนงหมัดของสือเถี่ยอาจารย์ของตน!

ดังคาด เงาร่างของซือหม่าฉุย ‘ราชันมังกร’ ปรากฏตรงหน้าทั้งสองสวีเฟยและอิงหลงถู

ซือหม่าฉุยแลมองพายุลมงวงสีทองที่คลุมครอบยอดเขา หลังจากสำรวจอยู่ครู่หนึ่ง ค่อยยิ้มอย่างนิ่งเงียบ

เขาไม่มีหอกยาวอยู่ในมือ กระนั้นต่อยหมัดหนึ่งออกไป พลังปราณดั้งเดิมกลายสภาพเป็นมังกรเจียวหลงสีดำอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับปลายหอกที่ทรงอานุภาพเกรียงไกร แทงไปทางยอดเขา!

มังกรเจียวหลงเหมือนโผล่มาจากมหาสมุทร บริเวณที่แสงดำส่องวาบวับ เกิดเสียงมังกรคำรามดุร้ายและคลุ้มคลั่งดังระคนกับเสียงพายุลมงวง

มังกรเจียวหลงสีดำแยกเขี้ยวแกว่งเล็บ ฉีกพายุลมงวงสีทองอย่างบ้าระห่ำ

แม้กายจะเจ็บสาหัส จวนเจียนสากรรจ์ ทว่าพลังความสามารถของซือหม่าฉุย ก็ยังห่างไกลจะนำมาเอ่ยเปรียบเทียบกัน

ด้วยการรุกโจมตีของมังกรเจียวหลงอันแปรสภาพมาจากญาณวรยุทธ์เขา พายุลมงวงสีทองพลันเปลี่ยนเป็นล่อแหลมอันตรายในทันใด

บัดนี้การก่อตั้งอย่างมั่นคงของยันต์อักษร ‘ฟ้า’ มาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายแล้วเช่นกัน

ท้องฟ้าเหนือยอดเขาเดี่ยวปรากฏลวดอาคมอันซับซ้อนและลึกล้ำ ดูไปแล้วคล้ายกับมหาค่ายกลคุ้มกันเขากว่างเฉิงที่ย่อขนาดลงมาอย่างมาก

ลวดลายอาคมผสานเข้ากับยันต์อักษร ‘ฟ้า’ จากนั้นมีกระแสปราณหลายสายแผ่ขยายออกไปทั่วสารทิศ

ซือหม่าฉุยตะโกนเสียงทุ้มต่ำ พลังอันบ้าคลั่งก่อกวนพายุลมงวงสีทอง ก่อกวนยันต์อักษร ‘ฟ้า’ ทำให้การโคจรของมันเชื่องช้าลง

ทั้งสองฝ่ายตกอยู่ในการแข่งขันและไม่ยอมอ่อนข้อชั่วขณะหนึ่ง

ราชันมังกรยิ้มแสยะ แล้วก็เริ่มทุ่มพลังทั้งหมดของตนเช่นกัน พายุลมงวงสีทองค่อยๆ ถูกพลังของเขาฉีกออกเป็นชิ้นๆ!

หมัดของเขาเริ่มเข้าใกล้ยอดเขาเดี่ยว ทว่ายังไม่ทันประชิด ยอดเขาก็เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง ราวกับกำลังจะถล่มลงมาอย่างไรอย่างนั้น!

เมื่อใดที่ยอดเขาเดี่ยวพังทลาย ยันต์อักษร ‘ฟ้า’ ก็จะแตกสลายทันที!

สวีเฟยกับอิงหลงถูที่อยู่สุดปลายยอดเขา พยายามรักษาสภาพยันต์อักษร ‘ฟ้า’ และก่อกวนซือหม่าฉุยอย่างสุดชีวิต

ไกลออกไป ท่ามกลางทะเลทรายกว้าง สือเถี่ยใบหน้าไร้อารมณ์ สองมือกุมหอกยาวสีดำที่เสียบทะลุร่างตน

“ฉึก…ฉึก…”

สือเถี่ยดึงหอกดำที่เสียบทะลุร่างเขาเล่มนั้นออกมาทีละน้อยๆ!

แสงม่วงและแสงดำตัดสลับทอกันประกาย เนื้อหนังสือเถี่ยเป็นแผลเหวอะหวะ

บุรุษที่ถูกตีขึ้นด้วยเหล็กกล้าแต่กาลก่อน บัดนี้เรือนกายสั่นเทิ้มไม่หยุด

มีเพียงสองมือเท่านั้น ที่ยังคงมั่นคงดุจหินขนาดใหญ่
บทที่ 300
สือเถี่ยออกแรงที่มือทั้งสองข้างพร้อมกัน หอกมังกรดำ อาวุธวิญญาณระดับสูงเล่มนั้นที่ตอกตรึงเขาไว้กับพื้นดิน ถูกถอนออกมาทีละน้อยๆ

ทุกครั้งที่หอกมังกรดำถูกดึงขึ้นทีละนิด ร่างกายของสือเถี่ยก็ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างสาหัส

หอกยาวและค่ายกลบนพื้นสอดประสานก่อตัว หลอมกลายเป็นหนึ่งเดียว ร่วมกันกลายสภาพเป็นเครื่องจองจำที่พันธนาการราชสีห์ไว้!

โซ่ตรวนนี้ฝังเข้าไปในเลือดเนื้อ ทุกๆ การเคลื่อนไหวที่พยายามจะกำจัดมันออกไป ล้วนทำให้เนื้อหนังมังสาสือเถี่ยแหลกเหลว!

สีหน้าท่าทางสือเถี่ยไม่มีหวั่นไหวแม้สักครึ่งส่วน เขาพยายามถอนหอกยาวออกไปด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมด

ทว่าก็เป็นดังเช่นที่ซือหม่าฉุยเอ่ยไว้ ทำเช่นนี้ช้าเกินไป!

หลังจากหลุดพ้นไปได้ แม้ว่าสือเถี่ยยังคงมีกำลังที่จะสู้รบต่อ แต่ทางสวีเฟยและอิงหลงถูรอไม่ได้แล้ว!

ด้านล่างยอดเขาเดี่ยว พลังของซือหม่าฉุยแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ถึงขนาดที่เริ่มทะลุผ่านพายุลมงวงสีทอง จู่โจมเข้าไปทางสวีเฟยกับอิงหลงถูที่อยู่บนยอดเขา

พลังดุจดั่งมังกรเจียวหลงสีดำหลายสายพุ่งถลาไปทางยันต์อักษร ‘ฟ้า’ และพวกสวีเฟยอย่างโหดเหี้ยม!

ระดับชั้นและพลังความสามารถของทั้งสองฝ่ายต่างชั้นจนเกินไป แม้ซือหม่าฉุยจะบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ใช่ว่าสวีเฟยจะสามารถต้านทานพลังของเขาได้เช่นกัน เรื่องนี้สวีเฟยรู้แจ้งแก่ใจดี หากแต่ใบหน้าเขาไร้แววกลัวเกรง ปกป้องอิงหลงถูไว้หลังกายด้วยความเด็ดเดี่ยว

ที่ทำให้สวีเฟยไม่สบายใจเพียงอย่างเดียวก็คือ เบื้องล่างยอดเขาสั่นคลอน รักษายันต์อักษร ‘ฟ้า’ เอาไว้ไม่ได้!

ทำให้วิธีไตรภาคฟ้า ดิน และคนยากจะตั้งรากฐานอย่างมั่นคง และหมดทางช่วงชิงอำนาจควบคุมมหาค่ายกลนภาจากมือซินตงผิงกลับมา!

ด้านนอกยังมีสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับตำหนักอัสนีสวรรค์ และศัตรูที่แข็งแกร่งอื่นๆ จวนจะโผเข้ามาในไม่ช้า

เขากว่างเฉิงตกอยู่ในอันตรายแล้ว!

อิงหลงถูเอ่ยถามด้วยความฉงน “ศิษย์พี่ ท่านอาจารย์เล่า?”

ยังไม่ทันสิ้นเสียงวาจา เสียงราชสีห์คำรามอย่างห้าวหาญก็ดังขึ้นจากไกลๆ !

ซือหม่าฉุยที่อยู่ตีนเขาเหลียวกลับไปมองด้วยความตะลึงงัน เส้นสายตาของเขาทอดผ่านท้องฟ้า จ้องมองไปยังทะเลทรายกว้างแห่งนั้น

สือเถี่ยที่ถูกหอกมังกรดำตอกตรึงไว้กับพื้น บัดนี้มือขวากุมด้ามหอก มือซ้ายชูขึ้นสูง!

มือซ้ายของเขากำหมัด แสงวาววับเกาะกลุ่ม สาดส่องไปทั่วฟ้าดินทั้งสี่ด้าน!

ชั่วพริบตาถัดมา หมัดซ้ายของสือเถี่ย ขับเคลื่อนพลังทำลาย ทุบไปบนด้ามหอกมังกรดำเสียงดังสนั่น!

เสียงดุจฟ้าร้องทุ้มต่ำดังขึ้น อาวุธวิญญาณระดับสูงหอกมังกรดำ ถูกสือเถี่ยหักสะบั้น!

หอกมังกรดำหักออกเป็นเสี่ยง แสงม่วงที่พันธนาการบนนั้น และพายุลมงวงสีดำก็ไม่อาจผูกมัดร่างของสือเถี่ยต่อไปได้อีก

ทว่าในชั่วขณะนี้ พลังอันบ้าคลั่งก็ระเบิดปะทุหมดสิ้นชั่วเสี้ยวขณะ ย้อนสะเทือนสือเถี่ยด้วยเช่นกัน!

กระนั้นสือเถี่ยก็ยังเงียบงันไม่ปริปาก ร่างกายโผนทะยานขึ้นบน

เอี๊ยด…

เอี๊ยด…

ระหว่างด้ามหอกที่แตกหักจากร่างกายของเขา พลันมีส่งเสียงเสียดสีดังออกมาอีกครา น่าประหวั่นขวัญผวายิ่ง

ซือหม่าฉุยมองดูสือเถี่ยอย่างยากจะเชื่อ “เจ้าบ้าไปแล้ว! ทำเช่นนี้ สุดท้ายเจ้าต้องตายแน่!”

ลมกระหน่ำพัดผ่านทะเลทรายกว้างโดยรอบ โดยมีสือเถี่ยเป็นศูนย์กลาง

ขณะที่ฝุ่นทรายซัดสาดไล่หลัง ร่างกายของสือเถี่ยลุกยืนขึ้นมาอีกครั้ง

ประหนึ่งเทวรูปองค์หนึ่งที่ไม่มีทางเอนล้ม แม้จะแตกร้าวเป็นเสี่ยงๆ แม้จะบิดเบี้ยว สุดท้ายแล้วก็ยังคงตั้งตระหง่านขึ้นมาใหม่อีกครั้งเช่นกัน!

สือเถี่ยจับด้ามหอกมังกรดำครึ่งท่อนอยู่ในมือ เบิกตาโตดุจพยัคฆ์จ้อง สะบัดมือไปทางซือหม่าฉุยฉับพลัน!

ด้ามหอกมังกรดำครึ่งท่อนแปรสภาพเป็นสายฟ้าแลบสีดำสายหนึ่ง ฟาดไปทางซือหม่าฉุย!

ซือหม่าฉุยจะหลีกหนี แต่กลับพบว่าขณะเดียวกับที่ตนเองประชันกับยันต์อักษร ‘ฟ้า’ และพายุลมงวงสีทอง ก็ถูกมันดูดเอาไว้ด้วยเช่นกัน!

ระหว่างที่หมดทางเคลื่อนกาย นัยน์ตาซือหม่าฉุยเบิกโพลงราวกับจะระเบิด ทำได้เพียงแบ่งมือข้างหนึ่งออกไปตรงหน้า ต้านทานแสงดำที่ลอยเข้ามา!

“เปรี้ยง!”

บนแสงดำระเบิดแสงอันน่าตื่นตะลึงออกมา แข็งกล้าดุจเพชร วับวามดุจฝนดาวตก

แขนของซือหม่าฉุยแหลกละเอียดโดยพลัน ต่อไปคือร่างกายของเขา!

แหลกแล้วแหลกอีก แหลกแล้วแหลกอีก ระเบิดปะทุออกมาดังลั่น!

มหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณระยะท้ายทั้งสาม คนสุดท้ายซือหม่าฉุย ‘ราชันมังกร’ ถูกราชสีห์โลหะสือเถี่ยฟันสังหารคาสนามรบ!

ครั้นสูญสิ้นการควบคุมของซือหม่าฉุย พายุลมงวงสีทองก็ฟื้นคืนสภาพ ส่งเสียงดังสนั่นกลับเป็นปกติ ขับเคลื่อนพลังจนถึงขีดสุด

ยันต์อักษร ‘ฟ้า’ ผสานเข้ากับค่ายกลบนฟากฟ้าเหนือยอดเขาเดี่ยวโดยสมบูรณ์ กระแสปราณไร้รูปหลายสายยื่นขยายออกไป ประสานเข้ากับมหาค่ายกลนภาของเขากว่างเฉิง!

ในที่สุดตำแหน่งไตรภาคฟ้า ดิน คน ตำแหน่งฟ้าอันดับสุดท้ายก็ตั้งขึ้นอย่างมั่นคง

สวีเฟยแลเห็นยันต์อักษร ‘ฟ้า’ ตั้งรากฐานมั่นคงในที่สุดก็ไม่คิดมากอีก เขากระโจนลงจากเขาพุ่งไปหาสือเถี่ย ส่วนอิงหลงถูก็ตามไปหลังกายเขาติดๆ

บนพื้นทะเลทรายไกลออกไป มีเงาร่างหนึ่งตระหง่านอยู่ ราวกับรูปปั้นแกะสลักที่มีลายพร้อย

ทั่วร่างรูปปั้นมีรอยร้าวกระจายทั่ว บาดแผลเกลื่อน ทรุดโทรมเป็นลายพร้อย คล้ายกับไม่รู้ว่าผ่านลมฝนมามากเพียงใด

กระนั้นกลับยังคงอาศัยพลังที่แผ่ออกมาไม่เว้นวาง ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา ราวกับเสาเอกที่ค้ำยันผืนฟ้าขึ้นไป

ใบหน้าสวีเฟยปรากฏแววเศร้าเสียใจ คุกเข่าลงตรงหน้าเงาร่างนี้ เงียบงันไม่พูดจา

สือเถี่ยลืมตา แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอย่างยากลำบาก

ธารแสงพุ่งไปทางเบื้องหลังตน ไปทางทิศเขากว่างเฉิงสายแล้วสายเล่า

สือเถี่ยอยากจะหันหลังไปมองทางเขากว่างเฉิงด้านนั้น แต่กลับทำไม่ได้เสียแล้ว

ทว่าตรงหน้าเขายังคงผุดภาพหลายภาพขึ้น ภาพที่อยู่ในส่วนลึกความทรงจำ สลักอยู่บนจิตวิญญาณเหล่านั้น พาเขาข้ามผ่านกาลเวลาอันยาวนาน

บิดามาดรจากไปเนิ่นนานแล้ว ตนเองมีชีวิตอยู่อย่างยากเย็นอีกทั้งพยายามอย่างนัก

วันหนึ่ง ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งปรากฏเบื้องหน้าของตน ยิ้มพลางถามว่ายินยอมฝึกยุทธ์กับเขาหรือไม่

ผู้นั้นคือหยวนเจิ้งเฟิง อาจารย์คนที่ตอนนี้กำลังกักตนเข้าฌานอยู่หลังเขาสำนักเขากว่างเฉิง ทุ่มสุดกำลังเพื่อเขากว่างเฉิงเช่นเดียวกัน

อาจารย์ในตอนนั้นอยู่ในช่วงวัยฉกรรจ์พอดี ไม่แสดงให้เห็นความแก่ชรา เฉกเช่นตนเองก่อนหน้านี้…

ขณะที่ฉากสถานที่แปรเปลี่ยน ตนเองใจจดใจจ่อฝึกยุทธ์ อาจารย์พาเด็กชายคนหนึ่งกลับสำนัก เหมือนเช่นพาตนเองกลับมาในปีนั้น

เด็กชายคนนั้นอายุยังน้อย ทว่าประกายตาสงบนิ่ง สุขุมและมากประสบการณ์ราวกับผู้ใหญ่

ผู้นั้นคือศิษย์น้องสองฟางจุ่น คนที่ตอนนี้กำลังยับยั้งมหาค่ายกลแดนมารอยู่ที่หลังเขา หยุดยั้งไม่ให้นพยมโลกมาถึงยังโลกมนุษย์ทางนี้

หลังจากนั้น อาจารย์ก็ทยอยพาเด็กจำนวนหนึ่งกลับมาอย่างต่อเนื่อง ล้วนกลายเป็นศิษย์น้องของตน มีบางคราตนต้องถ่ายทอดวิชาแทนอาจารย์

หนึ่งในนั้นมีเด็กหญิงกำพร้าคนหนึ่ง นางได้รับความเอ็นดูจากอาจารย์อย่างมากจนไม่สนกฎเกณฑ์ ภายหลังแม้แต่อาจารย์ล้วนยังปวดเศียรเพราะนาง

มีเพียงตนเองที่ตีหน้าขรึม เด็กหญิงถึงจะเกรงกลัว สงบนิ่งลงด้วยท่าทีแลบลิ้น ทำเป็นกริ่งเกรง

ผู้นั้นคือศิษย์น้องฟู่

สุดท้าย ตนเองล้วนกลายเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ชื่อเสียงระบือไกลแล้ว อาจารย์ที่แก่ชราลงพาหนุ่มน้อยคนหนึ่งกลับมา เอื้อนเอ่ยว่านี่คือศิษย์น้องเล็ก เป็นศิษย์ปิดสำนักของเขา ศิษย์คนสุดท้าย

เขาเป็นเด็กหนุ่มที่อายุยังน้อยนิด ทว่าก็สำแดงฝีมือออกมาทั้งหมด รุดหน้าอย่างฮึกเหิมห้าวหาญ

ผู้นั้นก็คือเยี่ยนตี๋ที่กำลังอยู่ภายในมหาค่ายกลนภา ต่อสู้กับหยวนเทียนและซินตงผิงอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ในขณะนี้

นอกจากนี้แล้ว ยังมีศิษย์ร่วมสำนักอีกอักโข บ้างยังอยู่ บ้างไม่อยู่แล้ว

บรรดาผู้เฒ่าทั้งหลายถึงแก่กรรม ทว่าก็มีคนหนุ่มสาวใหม่ๆ เข้าสำนักมาแทนที่

เฉกเช่นสวีเฟยและอิงหลงถูศิษย์ ผู้เป็นที่รักแลน่าภาคภูมิใจตรงหน้า

เยี่ยนจ้าวเกอ เฟิงอวิ๋นเซิง และคนอื่นๆ ก็เป็นอนาคตของกว่างเฉิงเช่นเดียวกัน…

ภาพเปลี่ยนผันไม่หยุด จนสุดท้ายก็หยุดนิ่งไม่ไหวติง

ภรรยาได้รับบาดเจ็บช่วงตั้งครรภ์ แข็งใจคลอดบุตรออกมา ทว่าหลังจากนั้นไม่นานก็สิ้นใจ

สิ่งเดียวที่ปลอบใจเขามีเพียงบุตรชายผู้นี้ที่เติบใหญ่อย่างเข้มแข็ง จากเด็กชายที่ซุกซน จนกระทั่งเป็นเด็กหนุ่มที่ฉลาดเฉลียว สุดท้ายเติบใหญ่เป็นหนุ่มฉกรรจ์ที่สูงชะลูด กลายเป็นความภูมิใจชั่วชีวิตของตน

ภายหลัง บุตรชายก็แต่งภรรยาให้กำเนิดบุตรเช่นกัน

ก่อนหน้านั้นเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลย ว่าตนเองก็จะมีช่วงเวลาที่ได้อมขนมหวานล่อเด็ก[1] ครอบครัวพร้อมหน้า และมีชีวิตสุขใจที่สุดเช่นกัน

ลูกสะใภ้อิ๋งอวี่เจินอุ้มหลานสือจวินเอาไว้ อิงแอบอยู่ข้างกายสือซงเทา หนึ่งครอบครัวสามคน ระบายยิ้มมองมา

สือจวินน้อยยื่นมือเล็กๆ จ้ำม่ำคู่หนึ่งมาทางตน…

ภาพในสมองสือเถี่ย สุดท้ายหยุดนิ่งที่ตรงนี้

ไกลโพ้น เขาเดี่ยวอันเป็นที่ตั้งของยันต์อักษร ‘ฟ้า’ พายุลมงวงบริเวณนั้นรวมปราณวิญญาณจากทั่วสารทิศ ประสานเข้ากับมหาค่ายกลนภา

กลางท้องฟ้า ลวดลายค่ายกลหลากสายเปล่งประกายขึ้นมา มหาค่ายกลนภาสั่นสะเทือนอีกครั้ง!

นี่อธิบายได้ว่าตำแหน่งดินและตำแหน่งคน ล้วนตั้งขึ้นอย่างมั่นคงแล้วเช่นกัน

สามไตรภาครวมกัน พาให้นภาแปรผันอีกครั้ง!

สือเถี่ยยิ้มน้อยๆ หลับตาลงทั้งสองข้างลงอย่างเชื่องช้า



[1] อมขนมหวานล่อเด็ก อุปมาถึงคนชราที่มีความสุขที่ได้อยู่กับลูกหลาน