291-295

บทที่ 291
มหาค่ายกลที่คลุมครอบทั่วทั้งเขากว่างเฉิง ยามนี้ถูกกระแทกฉับพลัน ก่อเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง

ระหว่างที่ค่ายกลผันผวน ฟ้าดินรอบเขากว่างเฉิงล้วนประหนึ่งเช่นผ้าภาพวาดที่พลิกม้วนเป็นคลื่น บิดเบี้ยวตลอดเวลาก็ไม่ปาน

ปราณวิญญาณอันสมดุลบริเวณใกล้เคียง พลันเปลี่ยนเป็นอลหม่านแตกสลาย ปรากฏคลื่นน้ำวนที่เห็นกระจ่างชัดได้ด้วยตาเปล่า แผ่กระจายบนท้องฟ้าเหนือเขากว่างเฉิง

คลื่นวนมหึมานับร้อยนับพัน หมุนวนอยู่บนท้องฟ้าเหนือเขากว่างเฉิงด้วยความเร็วที่แตกต่างกันไป ก่อเกิดความรู้สึกสับสนปนเปอันบิดเบี้ยวพิลึกพิลั่น

ฟ้าดินปั่นป่วนวลีนี้ เปลี่ยนเป็นปรากฏจริงแท้โดยสิ้นเชิงในชั่วขณะนี้

บนเขา ผู้อาวุโสกงยังมีเหล่าผู้ทรงอำนาจแห่งเขากว่างเฉิงเฉกเช่นฟู่เอินซู แต่ไรเริ่มกวาดกำจัดศัตรูที่บุกรุกเข้ามาแล้ว

ศัตรูที่เข้ารุกรานเขากว่างเฉิงจำนวนมากถูกสังหารบาดเจ็บ มีบางคนยิ่งบังเกิดความคิดถอย เริ่มกระจายตัวกันหลีกหนี

ทว่าทันใดนั้นเอง ฟ้าดินพลันบังเกิดความเปลี่ยนแปลง

การโคจรของมหาค่ายกลนภา เปลี่ยนเป็นสับสนปนเปสุดจะรับไหว

ศัตรูเริ่มฉวยจังหวะวุ่นวายตีย้อนกลับมา อีกฝ่ายก็รวมไปถึงผู้อาวุโสหวังและยอดฝีมือระดับสุดยอดคนอื่นๆ ที่แต่เดิมอยู่ใต้สำนักเขากว่างเฉิงเช่นกัน

ผู้อาวุโสจางเข้าไปช่วยเยี่ยนตี๋ในมิติต่างแดน ศัตรูย้อนกลับบุกตี สถานการณ์บนเขากลับเปลี่ยนเป็นยุ่งเหยิงขึ้นมาอีก

ยอดเขามหาคุณด้านหลังเขากว่างเฉิง ด้านนอกสถานที่กักตัวเข้าฌานของอดีตเจ้าสำนักหยวนเจิ้งเฟิง มีหญิงชราผมขาวคนหนึ่งมองดูคลื่นวนปราณวิญญาณที่ยุ่งเหยิงปนเปอยู่ในอากาศด้วยสีหน้าหนักแน่นจริงจัง

นางตะโกนร้องกึกก้อง เผชิญหน้ากับคลื่นวนปราณวิญญาณอันปรวนแปร พลางยื่นสองฝ่ามือออกไป

ร่างนภากว่างเฉิงอันมหึมาปรากฏขึ้น มันเคลื่อนไหวเฉกเช่นเดียวกันกับนาง เหยียดยื่นมือยักษ์บดบังฟ้าคู่หนึ่งออกมา ครอบยอดเขามหาคุณเอาไว้

ส่วนยอดเขาอรรณพที่อยู่อีกด้านหนึ่ง ฟางจุ่นเดิมทีกำลังระงับมหาค่ายกลแดนมาร ขัดขวางการมาถึงของนพยมโลก

หากพูดถึงความเข้าใจต่อนพยมโลกและไอมารแล้ว เขาเป็นสามอันดับแรกของทั่วทั้งเขากว่างเฉิง

กระนั้นเวลานี้ ทิศทางการไหลเวียนปราณวิญญาณทั้งสำนัก ล้วนเปลี่ยนเป็นยุ่งเหยิงฉับพลัน ทำให้ฟางจุ่นเองก็รู้สึกรับมือไม่ทันเช่นกัน

พลังปราณนพยมโลกอันน่าพรั่นพรึงผิดปกติที่ปั่นป่วนจิตใจคนเหล่านั้น พลันพุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าระห่ำในทันใด!

ไอมารสีดำหลากสายพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า ไม่เพียงปกคลุมหุบเขาผนึกเวหา แต่ยังคลุมครอบทั่วทั้งยอดเขาอรรณพ ถึงขั้นแผ่ขยายต่อไปยังพื้นที่อื่นของเขากว่างเฉิง

ไอมารเข้มข้นค่อยๆ ก่อเกิดความรู้สึกเหนียวหนืดออกมา ราวกับโคลนตมกระจายออกไปทั้งสี่ด้าน นองท่วมเขตแดนโดยรอบของยอดเขาทิวทัศน์ ก่อตัวเป็นแดนมารอันน่าหวาดผวา

ไอมารแปรสภาพเป็นหมอกดำทั่วท้องฟ้าเหนือยอดเขาอรรณพ ภายในหมอกดำเกิดสายฟ้าแลบสีโลหิตกระหน่ำฟาดตลอดเวลา

ในมหาค่ายกล ลวดลายค่ายกลสีดำแต่ละสายไม่ต่างอะไรกับสายโซ่ กำลังพันรอบบนเจดีย์สูงสีทอง

บนดวงหน้ากระจ่างของฟางจุ่น ปรากฏเห็นสีหน้าหนักแน่นจริงจังเช่นกัน เขาสูดลมหายใจเข้าลึกคำหนึ่ง ก่อนที่ฝ่ามือของเขาทั้งสองตัดสลับอย่างเฉียบขาด

ลวดลายค่ายกลสีดำแต่ละแถวที่เดิมทีคิดรวมตัวเข้าเจดีย์สูงสีทอง บัดนี้ถูกฟางจุ่นชักดึงจนพันเข้าที่ร่างกายเขาทั้งหมด แยกออกมาไกลจากเจดีย์สูง

ฟางจุ่นขัดสมาธินั่งลงบนยอดเจดีย์สูง ยับยั้งประตูแสงสีแดงไม่ให้ปรากฏ และไม่ให้สะท้อนส่องหนทางเชื่อมสู่นพยมโลกไปบนพื้นดิน

ลวดลายค่ายกลสีดำยิ่งพันยิ่งแน่น ยิ่งพันยิ่งถี่ขึ้นเรื่อยๆ สายฟ้าสีแดงจำนวนมากปรากฏด้านบน ขวักไขว่ไม่หยุดหย่อน ถล่มร่างกายของฟางจุ่น

สีหน้าฟางจุ่นไม่แปรเปลี่ยน ยันต์วิญญาณแล่นขึ้นแล่นลงทั่วกาย รวมตัวเป็นค่ายกลวิญญาณ กลายเป็นแท่นบูชาฟ้า ตั้งตระหง่านอยู่เหนือเจดีย์สูงสีทอง ต้านการรุกโจมตีและเข้ากัดกร่อนของมหาค่ายกลแดนมาร

เจตจำนงกระบี่นภาไร้ขอบเขตอันกว้างใหญ่ แปรสภาพเป็นประกายกระบี่วาววามพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ประหนึ่งประภาคารท่ามกลางค่ำคืนมืดมิดไม่มีที่สิ้นสุด ตลอดกาลมิดับมอด

ในที่สุดมหาค่ายกลแดนมาร ถูกเขายับยั้งไม่ขยายใหญ่ขึ้นอีก

หากแต่สีหน้าอารมณ์ฟางจุ่นหาได้ผ่อนสบายลงไป เขาเงยหน้าขึ้นมองไกลออกไป แม้ว่าเส้นสายตาจะถูกบดบังด้วยหมอกดำสุดลูกหูลูกตา ทว่าเขาก็ยังคงสามารถคาดเดาสถานการณ์ด้านนอกได้คร่าวๆ

“มหาค่ายกลนภาบังเกิดความเปลี่ยนแปลงฉับพลัน ไม่แน่ว่าอาจเป็นแผนการของอาจารย์อาซิน เมื่อเป็นเช่นนี้ โอกาสของเขาก็มากขึ้นแล้ว”

ฟางจุ่นสีหน้าท่าทางชะงักนิ่ง แม้ว่าตนเองจะสามารถประคับประคองที่นี่ไว้ได้ ปราบมหาค่ายกลแดนมารได้สำเร็จ กระนั้นจุดสำคัญในการตัดสินแพ้ชนะ ก็ยังคงอยู่ที่มหาค่ายกลนภาและเยี่ยนตี๋ตลอด

ที่นั่นหากต้านหยวนเทียนกับซินตงผิงไม่อยู่ ทั้งเขากว่างเฉิงจะต้องประสบหายนะ

ซินตงผิงผู้ซึ่งเข้าใจมหาค่ายกลนภาดี ร่วมมือกับหยวนเทียนผู้ซึ่งอยู่ในระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นพลังอำนาจทำลายล้างที่ยากจะต้านทาน

จริงดังเช่นฟางจุ่นคาด ในมิติต่างแดนขณะนี้ สถานการณ์ที่เดิมทีเอนเอียงอยู่ฝ่ายหนึ่ง เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในบัดดล!

มหาค่ายกลนภาผันผวนอย่างรุนแรง เยี่ยนตี๋รู้สึกว่าการเชื่อมต่อของตนกับมหาค่ายกล ตัดขาดลงกว่าครึ่งในชั่วพริบตา

กลางอากาศ ก็มีลวดลายค่ายกลสายแล้วสายเล่าขาดเสียหายดังกระหึ่มเช่นกัน อักขระยันต์ที่หล่นกระจายก่อตัวขึ้นใหม่ฉับไว กลับกลายเป็นลักษณะที่แตกต่างไปโดยชิ้นเชิงแล้ว

ทว่ายามนี้ซินตงผิงพลันคำรามลากเสียงทันใด กลางฝ่ามือทั้งสองปรากฏอักขระยันต์ลึกลับมหัศจรรย์ขึ้นอีกครั้ง

ที่ยิ่งทำให้เยี่ยนตี๋และผู้อาวุโสจางรู้สึกหนักใจคือ ในลูกตาดำทั้งสองของซินตงผิงเริ่มปรากฏให้เห็นอักขระยันต์คล้ายคลึงกับของเยี่ยนตี๋ก่อนหน้านี้อย่างไม่คาดคิด

นัยน์ตาทั้งสองข้างของซินตงผิงเปิดปิด รัศมีแสงเปี่ยมล้นกระจายไปทั้งสี่ด้าน บังเกิดธารแสงหลากสายออกมาในมิติต่างแดน เสริมหนุนไปที่ร่างเขาพร้อมกัน

ซินตงผิงเป็นผู้มีอำนาจควบคุมมหาค่ายกลนภา!

ท่ามกลางเสียงคำรามยาว ร่างนภาไร้จำกัดสุดของซินตงผิงเพิ่มสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่งในพริบตา พลังที่สำแดงออกมาไม่ด้อยไปกว่าจอมมารหยวนเทียนแม้แต่น้อย

ซินตงผิงและหยวนเทียนลงมือพร้อมกัน ประจันหน้าเยี่ยนตี๋ที่เสริมหนุนด้วยเสื้อคลุมนภา

โลกหล้าในมิติต่างแดนพลันปรากฏรอยร้าวดำสนิทเป็นแนวยาวสายหนึ่ง นั่นคือรอยแตกของมิติ

ซินตงผิงหาใช่เหมือนเช่นเยี่ยนตี๋ไม่ ที่จะคิดคำนึงจำกัดควันหลงการต่อสู้เอาไว้ในมิติต่างแดน บัดนี้เจาต้องการฉีกมิติต่างแดนออกด้วยการกระทบกระแทกของพลังอันบ้าคลั่งเท่านั้น

ขณะนี้เขากลายเป็นผู้ควบคุมหลักของมหาค่ายกลนภา จึงเริ่มลงมือทำลายมิติต่างแดนได้แล้ว

แรงกดดันเยี่ยนตี๋เพิ่มขึ้นทวีคูณ ทำได้เพียงพยายามรักษาไว้ให้ได้มากที่สุด

เหยียบย่างสู่ขั้นบรรลุธรรม มีเสื้อคลุมนภาอยู่กับตัว ต่อให้หนึ่งต่อศัตรูสอง เขาก็กล้ารบสักตั้ง

ทว่าคิดจะกักหยวนเทียนและซินตงผิงไว้ในมิติต่างแดนต่อไปกลับยากเสียยิ่งกว่ายาก

หากสองคนนี้หลุดพ้น ลองมือตามอำเภอใจ คนอื่นๆ ในเขากว่างเฉิงก็ต้องประสบหายนะ

สถานการณ์ต่อสู้ภายในมิติต่างแดนกลับตาลปัตรแล้ว

ซินตงผิงโบกสะบัดกระบี่หนึ่ง ประกายกระบี่แพรวพรายประดุจทางช้างเผือกพลิกม้วนกลับ บีบทำลายร่างนภากว่างเฉิงของผู้อาวุโสจาง!

ท่ามกลางเสียงฮึดฮัดของผู้อาวุโสจาง แขนข้างหนึ่งของร่างนภากว่างเฉิงแตกเป็นเสี่ยงๆ ในชั่วพริบตา หน้าอกครึ่งท่อนที่เชื่อมติดกับบ่าก็แตกสลายออกมาเช่นกัน

ซินตงผิงซัดอีกกระบี่หนึ่งออกมา ประกายกระบี่แตกแยกสาขาออกเป็นส่วนเล็กส่วนน้อย ปกคลุมผู้อาวุโสจาง แปรสภาพเป็นโลกขนาดเล็กใหญ่อย่างไม่คาดคิด

ในโลกขนาดเล็ก เจตจำนงกระบี่ที่เลื่อนลอยและแน่นิ่ง จู่โจมออกมาจากทั่วสารทิศพร้อมกัน

ผู้อาวุโสจางกัดฟันกรอด ต้านทานอย่างทุกข์ทรมานยิ่ง ถูกพันธนการอยู่ในนั้นยากปลีกหนี

ซินตงผิงกลับถือกระบี่ขึ้นอีกครั้ง ร่วมกับหยวนเทียนล้อมโจมตีเยี่ยนตี๋

ถึงแม้ในการยึดแย่งมหาค่ายกล เยี่ยนตี๋จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ กระนั้นก็ยังคงพยายามเชื่อมประสานมหาค่ายกลนภา แข่งขันกำลังกับซินตงผิง

เขาพาดเสื้อคลุมนภา ปราณบริสุทธิ์หลากสายไหลออกมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน คงมิติต่างแดนเอาไว้ไม่ให้สลายไป

ดาบสวรรค์มังกรทะยานราวกับมังกรแสงสีม่วง กำลังขวักไขว่อยู่ในอากาศไม่หยุดยั้ง เข้าปะทะหยวนเทียนและซินตงผิงซึ่งๆ หน้า

เยี่ยนตี๋ถือดาบมือขวา มือซ้ายตั้งสองนิ้วขึ้นประดุจกระบี่ กระบี่เล่มหนึ่งชี้ออกมา คล้ายปิดคล้ายผนึก เรียบง่าย ทว่าพลังปราณมากล้นทรงพลัง ครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง

วิชากระบี่อำพันลี้ลับ หนึ่งในยอดวิชาแปดพิภพนั่นเอง

กระบี่หนึ่งเป็นปราการ พร้อมตั้งรับพร้อมรุกตี รวมเป็นหนึ่งไม่อาจแบ่งแยก

มือขวาเยี่ยนตี๋บุกด้วยดาบนภาไร้จำกัดเป็นหลัก มือซ้ายตั้งรับด้วยวิชากระบี่อำพันลี้ลับ กระทบกระแทกหยวนเทียนและซินตงผิงซึ่งหน้า ไม่ถอยแม้ครึ่งก้าว!

ซินตงผิงไม่ร้อนไม่รน เอื้อยเอ่ยอย่างเฉยชา “เยี่ยนตี๋ ข้าคิดว่าสายตาข้าดีพอ คิดไม่ถึงว่าจะมองเจ้าผิดไป พยายามประมาณเจ้าสูงแล้ว ไม่คิดว่าผลกลับยังคงประเมินเจ้าต่ำไป”

“แต่เสียการเสริมแกร่งของมหาค่ายกลนภาไป แม้เจ้าจะก้าวสู่ขั้นบรรลุธรรม ขับเคลื่อนเสื้อคลุมนภาก็ยังคงมีขีดจำกัดเช่นกัน ผลาญพลังมหาศาล ยืดเยื้อเวลาออกไป เจ้ายิ่งจะอ่อนแอลงเรื่อยๆ”

เขาฟันกระบี่หนึ่งออกไป กระทบกับดาบนภาไร้จำกัดของเยี่ยนตี๋

มิติต่างแดน ผันผวนอีกครั้งหนึ่งฉับพลัน ราวกับจะถล่มทลายลงได้ทุกเมื่อ!
บทที่ 292
เนื่องจากเยี่ยนตี๋เสียอำนาจหลักในการควบคุมมหาค่ายกลนภา มิติต่างแดนที่สร้างขึ้นด้วยค่ายกลก็พลันไม่เสถียรขึ้นมาทันใด

เหนือฟากฟ้า มิติแตกออกเป็นรอยร้าวสายหนึ่งอยู่ตลอดเวลา พลังอันบ้าคลั่งไหลพุ่งออกมาจากนั้น ประหนึ่งว่าท้องฟ้าหลั่งเลือดอย่างไรอย่างนั้น

พลังอันบ้าคลั่งนี้อาจจะมีต้นตอจากเยี่ยนตี๋ หรืออาจจะมีต้นต่อจากซินตงผิงและหยวนเทียน

ไม่ว่าจะมีที่มาจากผู้ใดก็ตาม กระนั้นตกลงจากฟ้า ล้วนสร้างภัยคุกคามมหาศาลให้แก่เขากว่างเฉิงที่อยู่เบื้องล่าง ราวกับภัยธรรมชาติก็ไม่ปาน

อำนาจควบคุมมหาค่ายกลนภาส่วนใหญ่ในขณะนี้ล้วนตกอยู่ในมือซินตงผิง อานุภาพมหาค่ายกลถูกเขาฉุดดึง รวมไปอยู่ที่ตนเองตลอดเวลา เพื่อใช้จัดการเยี่ยนตี๋

เขากว่างเฉิงในขณะนี้ เสียการป้องกันจากมหาค่ายกลคุ้มกันเขาที่ปกป้องตนเองเป็นปกติสุขเสมอมาแล้ว

พลังน่าพรั่นพรึงแผ่กระจายลงมาจากท้องฟ้า ตกลงไประหว่างกลุ่มเขากว่างเฉิง สร้างความเสียหายฉับพลัน

ไม่ว่าจะตกลงไปยังแห่งใด บริเวณนั้นก็กลายเป็นภาพเหี้ยมโหดอันสั่นแผ่นดินคลอนภูผาไปทั้งผืน

กลุ่มภูเขาทอดยาวที่ยามปกติงามลออ ถูกชะล้างด้วยโลหิตและเพลิงในวันนี้

แปดยอดเขากว่างเฉิง ได้รับพิษภัยร้ายทั้งสิ้น

ถึงแม้ว่าจะไม่มีมหาค่ายกลคุ้มภัยแล้ว ทว่ากลุ่มภูเขากว่างเฉิง จอมยุทธ์กว่างเฉิงแต่ละยุคสมัยที่ผ่านมาเหลือคณานับอาศัยอยู่ที่นี่ ฝึกฝนอยู่ที่นี่

ปณิธานวิถีวรยุทธ์อันมหาศาล สั่งสมแรมเดือนแรมปี ก็กำลังหลอมรวมยอดเขาแต่ลูกอยู่ไม่หยุดหย่อนเช่นกัน

กลุ่มภูผาทอดยาวที่ดูเหมือนสามัญทั่วไป แท้จริงแข็งแกร่งดุจเพชร ไม่เหมือนเช่นตอนเพิ่งก่อตั้งสำนัก ที่สามารถถูกยอดฝีมือวิถีวรยุทธ์ถากยอดเขาให้เรียบได้อย่างง่ายดาย

แปดยอดเขากว่างเฉิงในตอนนี้ ต่อให้ยอดฝีมือมหาปรมาจารย์ระดับสูงบุกเข้ามา ก็ยากยิ่งจะทำลายเช่นกัน

ถึงกระนั้น เหนือฟากฟ้าในตอนนี้ มีประกายกระบี่น่าหวาดหวั่นร่วงลง ตัดยอดเขาพ้นอัคคี หนึ่งในแปดยอดเขาเฉียงออกไปครึ่งหนึ่งโดยพลัน!

ยอดเขาที่เดิมทีเรียบและเกลี้ยงเกลาดุจกระจก บัดนี้เปลี่ยนเป็นตะปุ่มตะป่ำแหลมคมอีกครั้ง

ไอมารอนิจจังอันน่าพรั่นใจดุจหมอกควันซัดสาดไล่หลัง รั่วไหลออกมาจากรอยแยกบนท้องฟ้า ลอยสะพัดไปแต่ละพื้นที่ของเขากว่างเฉิง

ไม่ว่าจะจอมยุทธ์กว่างเฉิงหรือจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ผู้คนที่สัมผัสเข้ากับไอมารอนิจจังเหล่านี้ ล้วนเคลิบเคลิ้มใจลอย รู้สึกหายใจไม่ออกอยู่ในที

จอมยุทธ์ที่ระดับพลังฝึกปรือค่อนข้างต่ำ ครั้นถูกหมอกควันหม่นมัวปกคลุม ก็พลันขาดใจสิ้นชีพ หมดสิ้นชะตาชีวิต!

แม้กระทั่งมหาค่ายกลแดนมารที่ฟางจุ่นพยายามยับยั้ง ทันทีที่ได้รับผลกระทบพลังเหล่านี้ สมดุลที่เดิมอ่อนแอยิ่งทวีความผันผวนขึ้นเรื่อยๆ อยากระงับขึ้นมากลับยากยิ่งขึ้น

หลังจากรอยแยกกลางท้องฟ้าปรากฏ พลังทำลายล้างอันน่าหวาดผวารั่วไหลออกมา จากนั้นก็เชื่อมประสานแนบสนิทอีกครั้งในชั่วพริบตา

หากแต่ไม่นานนัก ก็จะมีรอยแยกใหม่ปรากฏขึ้นอีกหน

ที่ยิ่งทำให้ผู้คนเป็นกังวลคือ รอยแยกปรากฏถี่ขึ้น เว้นช่วงสั้นลง และมีจำนวนยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ

หลายครั้งมีรอยแยกน่าประหวั่นหลายสายปรากฏขึ้นพร้อมๆ กัน นำมาซึ่งมหันตภัยแก่เขากว่างเฉิง

ผู้อาวุโสเหอที่เฝ้ารักษาการณ์อยู่ที่ยอดเขามหาคุณ สถานที่เข้าฌานของหยวนเจิ้งเฟิง ครั้นเห็นเช่นนั้น ดวงหน้าของเขาก็เครียดเกร็งขึ้นมา

ร่างของหญิงชราหลังค่อมยามนี้ยืดตรง เทียบกับร่างกายผอมลีบของนางแล้ว ร่างนภากว่างเฉิงที่ตระหง่านอยู่ระหว่างกลุ่มยอดเขากว่างเฉิงนั้นมโหฬารจนไม่อาจเปรียบได้

ฝ่ามือนภากว่างเฉิงอันมหาศาลทรงพลัง ในขณะที่ตั้งฝ่ามือ มีอานุภาพพลิกฟ้า บัดนี้ชูขึ้นเบื้องบน กลับคล้ายเสาค้ำฟ้าอย่างไรอย่างนั้น

ด้วยความพยายามจากด้านนอกของผู้อาวุโสเหอ มิติต่างแดนบนฟากฟ้าเหมือนว่ามั่นคงขึ้นมาอยู่บ้าง ไม่พังทลายถี่ยิบเช่นนั้นอีก

ทว่ามิติบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง นำแรงกดดันมาให้ผู้อาวุโสเหอตลอดเวลา บีบจนร่างกายนางโก่งงอลงเรื่อยๆ

ขณะนี้ บริเวณไกลออกไปมีธารแสงสายหนึ่งห้อตะบึง พุ่งทะยานมาทางเขากว่างเฉิง

นั่นคือกลุ่มของเยี่ยนจ้าวเกอและสือเถี่ยที่หลังจากขจัดปัญหามหาค่ายกลแดนมารในเขตเชื่อมทะเลสาบแล้ว กลับมาหนุนกำลังสำนักอย่างเร็วรี่

เยี่ยนจ้าวเกอและคนอื่นๆ ทอดข้ามท้องฟ้า รีบเร่งมายังเขากว่างเฉิง โดยมีสือเถี่ยเป็นผู้นำ

เมื่อใกล้เข้ามาถึง พวกเราแลเห็นภาพที่มหาค่ายกลนภาปะทุความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันพอดี

คล้ายกับว่าขณะถูกธนูยักษ์ไร้รูปร่างสองดอกยิง มันได้รับการโจมตีขนานใหญ่ หากทอดมองจากไกลๆ บัดนี้มหาค่ายกลประหนึ่งผ้าวาดภาพบิดเบี้ยวอย่างไรอย่างนั้น

ชายหนุ่มย่นหัวคิ้วขึ้น สัมผัสรับรู้การเปลี่ยนแปลงมหาค่ายกลอย่างละเอียด อดเปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อยไม่ได้ “มหาค่ายกลเปลี่ยนแปลงจนยุ่งเหยิงสุดจะรับไหว แต่ท่ามกลางปรากฏการณ์อันวุ่นวาย กลับมีร่องรอยอื่นสามารถตามได้ มีคนกำลังได้ทีขี่แพะไล่อยู่ในนั้น”

สวีเฟยสีหน้าท่าทีเคร่งขรึม “อาจารย์อาเยี่ยนรับช่วงต่อมหาค่ายกลกับมือท่านอาจารย์ปู่ ไม่จำเป็นต้องแปรเปลี่ยนเป็นพิเศษ ขอเพียงสำแดงอานุภาพค่ายกลเช่นปกติก็ใช้ได้”

“เกิดเหตุเช่นนี้ เป็นไปได้ว่ามีคนวางแผนยึดค่ายกล!”

นิ้วเยี่ยนจ้าวเกอนวดขมับตนเอง “ซินตงผิง! นอกจากเขาไม่มีคนอื่นแล้ว ที่เลวร้ายคือ หากดูจากสถานการณ์ตอนนี้ เกรงว่าเขาจะทำสำเร็จแล้ว”

ทุกคนล้วนรู้สึกหนักใจ

มหาค่ายกลคุ้มกันเขาตกอยู่ในอำนาจควบคุมซินตงผิง มันหมายความว่าอย่างไร ทุกคนต่างกระจ่างชัดอย่างยิ่ง

แต่ไรซินตงผิงก็ยืนอยู่เหนือบรรดามหาปรมาจารย์ ห่างจากขั้นศักดิ์สิทธิ์เพียงแค่ก้าวหนึ่ง

ปัจจุบันจอมยุทธ์มหาปรมาจารย์ทั่วทั้งโลกแปดพิภพ ผู้ที่กล้าพูดว่าชนะเหนือซินตงผิงได้ มีเพียงหยวนเจิ้งเฟิงที่กำลังกักตนเข้าฌานอยู่เท่านั้น

“ถ้าหากท่านพ่อเหยียบย่างเข้าขั้นบรรลุธรรม ก็สามารถมีชัยเหนือผีแก่ผู้นั้นได้เช่นกัน” เยี่ยนจ้าวเกอใจยาวๆ ครั้งหนึ่ง “แต่มหาค่ายกลนภาตกอยู่ในมือซินตงผิง พลังความสามารถของเขาก็เทียบเท่าขั้นศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังผนวกจอมมารศักดิ์สิทธิ์เข้าไปอีก ต่อให้ท่านพ่อจะต้านทานได้ เขากว่างเฉิงก็คงเสียหายแล้วเช่นกัน”

สีหน้าอารมณ์สือเถี่ยเคร่งขรึมจริงจัง จดจ้องทิศเขากว่างเฉิง สายตามิเคลื่อนย้ายแม้เสี้ยวนาที

อาหู่แยกเขี้ยวคำรามเสียงต่ำ “คุณชาย คลื่นเมื่อครู่นั่น เกิดอะไรขึ้นกันแน่หรือขอรับ?”

เยี่ยนจ้าวเกอเอื้อนเอ่ย “การรุกโจมตีจากภายนอก แบ่งกันสั่นคลอนมหาค่ายกลจากสองทิศทาง เพื่อเพิ่มโอกาสให้แก่ซินตงผิง”

“สายฟ้าถล่มนภาทลายค่ายกล ผลพลิกตะวัน ยันต์พลิกแผ่นดินหนี คาถาเก้าชั้นฟ้าอลหม่าย.. คร่าวๆ ก็น่าจะหนึ่งอย่างหรือหลายอย่างจากบรรดาของเหล่านี้” เยี่ยนจ้าวเกอหันกลับไปมองทางเหนืออัคคีพิภพ “ข้าลองคิดดูแล้ว ได้ยินมาว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เคยมีผลพลิกตะวันอยู่สองสามลูก แต่ก็เป็นเรื่องของเมื่อหกร้อยปีก่อน”

“ดูท่าคงหาพบอีกหลายลูกแล้ว” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเย็นพลางมองไปยังปฐพีพิภพที่อยู่ด้านทิศตะวันออก “ขับเคลื่อนผลพลิกตะวัน อย่างต่ำที่สุดจำเป็นต้องเป็นคันธนูวิเศษระดับชั้นอาวุธวิญญาณระดับสูง ผลพลิกตะวันสองลูกยิงมาจากทิศทางต่างกันในเวลาเดียวกัน วันนี้เรื่องนี้นอกจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แล้ว ตำหนักอัสนีสวรรค์ก็ผสมโรงเข้ามาแล้วเช่นกัน”

สีหน้าสือเถี่ยหนักแน่นดุจโลหะ “ผ่านหายนะวันนี้ให้ได้ก่อน ค่อยคิดบัญชีทีละคน”

เยี่ยนจ้าวเกอสัมผัสความเปลี่ยนแปลงของปราณวิญญาณในค่ายกล ก่อนจะพูดโพล่งออกมาในทันที “ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ ช้าก่อน”

สือเถี่ยมองยังเขา เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้าเอาจริงเอาจรัง “บางทีข้าอาจคิดวิธีได้ หากแต่ต้องให้ข้าครุ่นคิดทบทวนการเปลี่ยนแปลงของมหาค่ายกลอย่างละเอียดครู่หนึ่งก่อน”

“ตกลง” สือเถี่ยเลือกเชื่อเยี่ยนจ้าวเกอ ผู้ที่แต่ไรมามีระดับความรู้ซึ้งอันโดดเด่นในวิถีของค่ายกล แม้ว่าจะร้อนใจประดุจถูกไฟแผดเผา ทว่าก็หยุดฝีเท้าลงแล้ว

ครั้นลงถึงพื้น เยี่ยนจ้าวเกอก็คุกเข่าลงข้างหนึ่ง กดฝ่ามือไปบนพื้นดิน

พื้นดินปรากฏลวดลายหลากสายถี่ยิบ โดยมีมือของเยี่ยนจ้าวเกอเป็นศูนย์กลาง ตอบสนองกับมหาค่ายกลนภาที่ปกคลุมทั้งสี่ทิศบนท้องฟ้า

เยี่ยนจ้าวเกอคิดคำนวณตลอดเวลา ส่วนสือเถี่ยและคนอื่นๆ เฝ้าอยู่ข้างกายเขา

เวลานี้ไกลออกไปพลันมีคนเข้ามาใกล้ เป็นหญิงสาวสองคน ได้แก่เฟิงอวิ๋นเซิงและซือคงจิง

พวกนางเห็นเยี่ยนจ้าวเกอและสือเถี่ยแล้ว ต่างก็ผ่อนลมหายใจคำหนึ่ง “ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ อาจารย์ให้พวกข้าออกมารับพวกท่านกลับไปเสริมกำลังโดยเร็ว สถานการณ์ของสำนักในตอนนี้อันตรายอย่างยิ่ง”

สือเถี่ยเอ่ยถาม “รายละเอียดเหตุการณ์เป็นเช่นไร?”

เฟิงอวิ๋นเซิงกล่าวตอบเร็วรี่ “ผู้อาวุโสสูงสุดซินแห่งหอคัมภีร์เป็นไส้ศึก เป็นไปได้อย่างยิ่งว่ามหาค่ายกลนภาจะตกอยู่ในมือเขา บัดนี้กำลังร่วมมือกับจอมมารหยวนเทียน ต่อสู้กับท่านอาจารย์อาเยี่ยนและผู้อาวุโสจางอยู่ภายในค่ายกล ขณะนี้ผู้อาวุโสจางได้รับบาดเจ็บหนัก”

“หุบเขาผนึกเวหามีมหาค่ายกลแดนมารกำลังชักนำนพยมโลกมาเยือน อาจารย์ลุงฟางกำลังยับยั้ง ผู้อาวุโสเหอเฝ้าคุ้มกันท่านอาจารย์ปู่เข้าฌาน ส่วนท่านอาจารย์นำคณะศิษย์ร่วมสำนักและผู้อาวุโสสูงสุดกงแห่งหุบเขาผนึกเวหาประมือกับจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต อีกฝ่ายมียอดฝีมือไม่น้อย”

ทุกคนได้ยินดังนั้นแล้ว ล้วนมีสีหน้าหนักแน่นจริงจัง
บทที่ 293
เยี่ยนจ้าวเกอมองไปยังทิศทางของสำนักด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ที่นั่นมีไอมารสีดำพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ภูเขาเขียวชอุ่มงามลออยามปกติ บัดนี้ประหนึ่งเมืองผี

“ภายในมีนพยมโลกมาเยือน ซินตงผิงชิงมหาค่ายกลคุ้มกันเขาล้อมโจมตีท่านพ่อด้วยกันกับจอมมารหยวนเทียน ด้านนอกมีสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับตำหนักอัสนีสวรรค์จ้องตาเป็นมันอยู่” เยี่ยนจ้าวเกอสูดลมหายใจเข้าลึกคำหนึ่ง “ภยันอันตรายหนนี้ ยากผ่านพ้นไปได้จริงๆ”

อาหู่มองยังเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความกังวลใจอยู่บ้าง “คุณชาย ท่านประมุข…”

เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้พูดอะไร เพียงตั้งใจมองไปยังเขากว่างเฉิง

เหนือยอดเขา มิติกำลังบิดเบี้ยวไม่หยุด คล้ายกับจะแตกสลายออกมาได้ทุกเมื่อ มีพลังทำลายพินาศไร้ขอบเขตพุ่งออกมาจากในนั้น ตกลงยังเขากว่างเฉิงที่อยู่ด้านล่าง

ขณะที่รัศมีแสงทอประกาย ฝ่ามือยักษ์สองข้างเหยียดยื่นออกมาจากด้านล่างยอดเขามหาคุณหลังเขา ราวกับยันฟากฟ้าขึ้น ค้ำชูมิติต่างแดนอันบิดเบี้ยวนั่นไว้ พยายามทำให้มันคงที่อย่างเต็มที่ ไม่ให้กระทบกระเทือบสำนักเขากว่างเฉิง

“นั่นน่าจะเป็นผู้อาวุโสเหอที่เฝ้าคุ้มกันท่านอาจารย์ปู่ บัดนี้ไม่สามารถนั่งชมอยู่เฉยๆ ถูกบีบให้ลงมือแล้วเช่นกัน”

เยี่ยนจ้าวเกอมองยังหลังเขาอีกด้าน ตรงยอดเขาอรรณพมีไอมารพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า แทบจะคลุมครอบยอดเขาเอาไว้

ทว่าท่ามกลางเขตแดนไอมารสีดำ มีประกายกระบี่วาววามพุ่งขึ้นมา หยุดแดนมารไม่ให้ขยับขยายออกไปอีกขั้น

“ส่วนนั่นน่าจะเป็นอาจารย์ลุงสอง บังคับยับยั้งมหาค่ายกลแดนมารเอาไว้”

เพราะไม่แน่ใจว่าไส้ศึกเป็นผู้ใด หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอทบทวนวิธีการยับยั้งมหาค่ายกลแดนมารแล้ว จึงไม่ได้เสนอต่อสำนัก

การศึกษาและปรับปรุงมหาค่ายกลของฝ่ายภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ก็กำลังพัฒนาอย่างไม่หยุดหย่อนเช่นกัน

ตั้งแต่ไม่อาจหลุดพ้นอเวจีในตอนแรก ทำได้เพียงทดลองอยู่ภายในอเวจี เมื่อถึงเวลาที่เกิดความเปลี่ยนแปลงในทะเลสาบปิดนภา อาศัยสายน้ำที่มีต้นกำเนิดจากอเวจีก็สามารถวางค่ายกลได้

เริ่มจากเมืองของเกาะทราย ในสถานที่ที่ห่างไกลอเวจีก็สามารถวางมหาค่ายกลแดนมารได้เช่นกัน มากกว่านั้นยังสามารถนำพาไอมาร เปลี่ยนตำแหน่งมาเยือนของประตูนพยมโลกได้

เยี่ยนจ้าวเกอวิเคราะห์ค่ายกลแดนมารของอีกฝ่าย ระดับการทำลายค่ายกลสูงขึ้นตลอดเวลา

หากแต่ฝ่ายภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต หรือกล่าวได้ว่า ซินตงผิงประมุขภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ผ่านการศึกษาวิชาทำลายค่ายกลของเยี่ยนจ้าวเกอ จึงปรับแก้และพัฒนาระดับการวางค่ายกลเช่นกัน

ชายหนุ่มและผู้อาวุโสท่านนี้ได้ต่อสู้กัน ผ่านมหาค่ายกลแดนมารหลายยกแล้ว

ด้วยสถานการณ์ก่อนหน้าที่ยากยืนยันได้ว่าไส้ศึกเป็นผู้ใด เยี่ยนจ้าวเกอจึงเสนอวิชาคลายและยับยั้งใหม่ที่สุดสำหรับมหาค่ายกลแดนมารแก่เพียงเยี่ยนตี๋เท่านั้น

หากแต่ตอนนี้เยี่ยนตี๋กำลังต่อสู้อยู่กับศัตรูแก่กล้าในมิติต่างแดน แน่นอนไม่อาจแยกร่างไปบอกกล่าวฟางจุ่น

ขณะนี้ฟางจุ่นอาศัยพลังพลังฝึกปรือของตนในการยับยั้งมหาค่ายกลแดนมารทั้งสิ้น เคราะห์ดีที่พลังฝึกปรือของเขาสูงกว่าเยี่ยนจ้าวเกอนัก ความเข้าใจในไอมารของนพยมโลกก็ล้ำเหนือผู้อื่นเช่นกัน

เพียงแต่ก่อนหน้านี้เพื่อปกป้องผู้อาวุโสสูงสุดกงแห่งหุบเขาผนึกเวหาและผนึกกั้นหุบเขา ทั้งยังถูกซินตงผิงพันธนการ ทำให้ฟางจุ่นฟางผลาญพลังไปจำนวนมาก

ตอนนี้เขาทำได้เพียงฝืนระงับมหาค่ายกลแดนมารไว้เท่านั้นเช่นกัน

กระนั้น ในที่สุดก็ทำให้นพยมโลกไม่ถึงขั้นมาเยือนเขากว่างเฉิงโดยพลัน

“ตอนนี้สถานการณ์ที่อันตรายและสำคัญที่สุด ยังคงอยู่ที่ทางท่านพ่อ” เยี่ยนจ้าวเกอคุกเข่าลงข้างหนึ่ง กดฝ่ามือลงบนพื้นดิน สัมผัสความเปลี่ยนแปลงของมหาค่ายกลคุ้มกันเขากว่างเฉิงต่อเนื่อง “แม้ท่านพ่อจะสวมเสื้อคลุมนภา แต่เขาเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้อย่างจอมมารหยวนเทียน กับซินตงผิงที่ยึดอำนาจควบคุมมหาค่ายกลคุ้มกันเขาโดยส่วนใหญ่ไป เท่ากับว่ามียอดฝีมือขั้นศักดิ์สิทธิ์สองคน”

“โชคดีเช่นกันที่ท่านพ่อต้านทั้งสองคนไว้แบบหนึ่งต่อสอง หาไม่แล้วหากอีกฝ่ายแยกออกมาได้ สถานการณ์คงจะเลวร้ายถึงขีดสุดแล้ว”

ปัญหาสำคัญอยู่ที่ ทางเยี่ยนตี๋โจมตีเพลิงแท้ออกมาแล้ว พลังความสามารถระดับขั้นศักดิ์สิทธิ์ ยอดฝีมือสิ้นใจคาสนามรบ ต่อสู้จนพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน

สถานการณ์รบเช่นนี้ คนอื่นยากจะยื่นมือเข้าแทรก ต่อให้มหาปรมาจารย์ขั้นบรรลุธรรมล้วนไม่สมน้ำสมเนื้อพออยู่บ้าง

รวมถึงฟางจุ่น ต่อให้สนามรบอื่นเขากว่างเฉิงจะชนะทั้งสิ้น พวกฟางจุ่นและสือเถี่ยยื่นมือเข้ามาช่วย แต่ถ้าไม่ชิงอำนาจควบคุมมหาค่ายกลกลับมา ก็ยากยิ่งจะช่วยเยี่ยนตี๋ได้เช่นกัน

เยี่ยนตี๋สูดหายใจเข้าลึกคำหนึ่ง “แต่ถ้าหากท่านพ่อต้านไว้ไม่ไหว ชัยชนะอื่นล้วนกลายเป็นลวงเช่นกัน สถานการณ์โดยรวมก็จะพังพินาศ พวกเราไม่มีเวลามากแล้ว”

เขาเบือนศีรษะมองยังสือเถี่ย “กลวิธีไม่ใช่ไม่มี หากแต่ยาก”

“เพราะศัตรูนอกเป็นเหตุ มหาค่ายกลคุ้มกันเขาเกิดความเปลี่ยนแปลง นี่ต่างหากที่ทำให้ซินตงผิงได้เปรียบ ตอนนี้จำเป็นต้องฟื้นความวุ่นวายกลับคืนสู่ความปกติ”

“ข้ามีวิธี แต่จำต้องแบ่งกำลังเป็นสามเส้นทาง ปฏิบัติการอยู่พื้นที่โดยรอบเขากว่างเฉิงต่างกันสามแห่ง”

ชายหนุ่มเอ่ย “ผู้ปฏิบัติการ จะต้องมีระดับพลังฝึกปรือสูงพอ หรือไม่ก็ต้องเข้าใจลึกซึ้งในการเปลี่ยนแปลงค่ายกล ข้ายินดีเป็นเส้นทางแรก ท่านอาจารย์ลุงใหญ่สามารถเป็นเส้นหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าในสำนักนักยังมีกำลังคนพอไปเส้นทางที่สามหรือไม่ ผู้อาวุโสเหอคุ้มกันให้ท่านอาจารย์ปู่ ผู้อาวุโสจางบาดเจ็บหนักแค่ไหนหรือ?”

สือเถี่ยมองเฟิงอวิ๋นเซิงและซือคงจิง “ศิษย์น้องฟางกำลังยับยั้งมหาค่ายกลแดนมาร ขัดขวางไม่ให้นพยมโลกมาเยือน ปลีกตัวออกมาไม่ได้ หากผู้อาวุโสจางบาดเจ็บหนักเกินไป ก็ไปหาศิษย์น้องฟู่”

ยามนี้เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวกับหญิงสาวทั้งสอง “ต้องลำบากพวกเจ้าทั้งสองแล้ว ข้ามีวิธีใหม่ในการคลายค่ายกลมารขัดขวางนพยมโลกมาเยือน ต้องขอให้พวกเจ้าคนใดคนหนึ่งรีบไปยังมหาค่ายกลแดนมาร เพื่อบอกกล่าวอาจารย์ลุงสอง ส่วนอีกคนหนึ่งไปหาผู้อาวุโสจางกับอาจารย์อาฟู่ บอกวิธีแก้ไขมหาค่ายกลคุ้มกันเขาให้พวกเขาทราบ”

เฟิงอวิ๋นเซิงและซือคงจิงสบตากันวูบหนึ่ง ทั้งสองกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “ข้าไปมหาค่ายกลแดนมารหาอาจารย์ฟาง”

บุกเข้าไปในมหาค่ายกลแดนมาร เห็นได้ชัดว่าอันตรายกว่า

เยี่ยนจ้าวเกอครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาเกรงอกเกรงใจแล้ว ศิษย์น้องเฟิงไปหาอาจารย์ลุงฟาง ขี่พ่านพ่านไป หากพบศัตรูระหว่างทาง เจ้าสามารถหนีได้ก็หนี ส่วนศิษย์น้องซือคงไปหาผู้อาวุโสจางกับอาจารย์อาฟู่”

เฟิงอวิ๋นเซิงผงกศีรษะ ซือคงจิงที่อยู่อีกฟากประกายตาหนักแน่น สีหน้าอารมณ์ก็ไม่แปรเปลี่ยนเช่นกัน รับคำพลางผงกศีรษะ

ชายหนุ่มบอกวิธียับยั้งมหาค่ายกลแดนมารกับเฟิงอวิ๋นเซินก่อนทันที

นางไม่กล่าวมากความ แม้จะยังมีจุดที่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับหลักการโคจรค่ายกล ทว่าจดจำให้ขึ้นใจในทันที

เยี่ยนจ้าวเกอสูดหายใจเข้าลึก “ระวังตัวด้วย”

“พวกท่านเองก็ระวังตัวเช่นกัน” เฟิงอวิ๋นเซิงพยักหน้า หลังจากนางแน่ชัดว่าตนจำคำพูดของชายหนุ่มได้แล้ว นางก็โผนกระโจนขึ้นบนร่างพ่านพ่านทันที

เวลานี้พ่านพ่านก็ไม่เกียจคร้านแล้วเช่นกัน ทิ้งอุ้งเท้าทั้งสี่ห้อตะบึงออกไป

เขากล่าวกับพวกสือเถี่ยต่อว่า “วิธีแก้ไขมหาค่ายกลคุ้มกันเขา ไม่ใช่เขากว่างเฉิงกระทำเองแต่อย่างใด มิเช่นนั้นแล้วจะถูกซินตงผิงทำลายในทันที ดังนั้นจึงต้องอาศัยฟ้า ดิน และมนุษย์ สามสิ่งเป็นรากฐาน ดำเนินการนอกเขากว่างเฉิงทั้งสามแห่งพร้อมกัน ตำแหน่งที่แน่ชัดให้ยึดที่ข้าคำนวณไว้เป็นหลัก”

หลังจากบอกตำแหน่งทั้งสามแห่งให้กับสือเถี่ยและซือคงจิงแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็มองไปยังสวีเฟย “วิธีนี้ต้องใช้สองคนประสานกัน ผู้หนึ่งเป็นหลัก ผู้หนึ่งคอยช่วยเหลือ ฉะนั้นศิษย์พี่สวีท่านไปกับท่านอาจารย์ลุงใหญ่ เป็นลูกมือให้กับเขา ศิษย์น้องซือคงไปหาท่านผู้อาวุโสจางหรือไม่ก็อาจารย์อาฟู่แล้ว ก็ทำเช่นเดียวกัน”

“หากผู้อาวุโสจางกับอาจารย์ฟู่ต่างสามารถปลีกกายออกมาได้ ก็ให้หาคนช่วยเหลืออีกคนหนึ่ง หากมีท่านอาจารย์ลุงใหญ่ อาจารย์อาฟู่ ผู้อาวุโสจาง ทั้งสามคนมาดำเนินการ เช่นนี้ก็ยิ่งประสบผลสำเร็จง่าย”

สวีเฟยและซือคงจิงผงกศีรษะพร้อมกัน

เยี่ยนจ้าวเกอเบือนศีรษะเอ่ยกับอาหู่ “อาหู่เจ้าคอยช่วยข้า”

อาหู่ผงกศีรษะสีหน้าจริงจัง

สือเถี่ยมองดูเยี่ยนจ้าวเกอ “แม้เจ้าจะเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของค่ายกล แต่ตอนนี้มีการต่อสู้กันอยู่ทั่ว อันที่จริงมีมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณ กระทั่งขั้นรูปญาณอยู่ไม่น้อย หากพวกเจ้าประสบพบเข้า เกรงว่าจะเป็นอันตราย”
บทที่ 294
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มอย่างใจกว้าง “ทั้งเขากว่างเฉิง ตอนนี้ล้วนเผชิญหน้ากับมหันตภัย ทุกผู้คนต่างชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย อันตรายถึงที่สุด ไม่ใช่เพียงข้าลำพังคนเดียว”

“ท่านอาจารย์ลุงใหญ่วางใจ ข้าก็จะระมัดระวังและเคลื่อนไหวอย่างลับๆ พยายามเลี่ยงศัตรูเช่นกัน หนีได้ก็หนี ถึงอย่างไรการชิงอำนาจควบคุมมหาค่ายกลคุ้มกันเขาต่างหาก ที่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดตอนนี้”

“พูดถึงอันตราย ก็เหมือนเช่นศิษย์น้องเฟิงกับศิษย์น้องซือคง อันที่จริงท่านกับศิษย์พี่สวีก็เผชิญอันตรายเช่นเดียวกัน”

“แต่คนที่แรงกดดันมาสูงที่สุดทั่วทั้งเขากว่างเฉิงตอนนี้ คือบิดาของข้า”

อย่างไรเสียเยี่ยนตี๋ก็ตรึงหยวนเทียนและซินตงผิงไว้ด้วยพลังของตนเองลำพัง ต้องขัดขวางพวกเขาไม่ให้คุกคามคนอื่นๆ ในเขากว่างเฉิง

เยี่ยนจ้าวเกอมองไปยังทางเขากว่างเฉิง ในใจสงบเงียบเป็นอย่างยิ่ง

เขาในขณะนี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกว่างเฉิงมานานแล้ว ได้รับเกียรติจากสำนัก เพลิดเพลินไปกับการจัดสรรความสะดวกในทรัพยากรของสำนัก และได้รับการคุ้มครองจากสำนัก

เช่นนั้นยามที่สำนักต้องการให้เขาหยัดยืนขึ้นเป็นความหวังของสำนัก เขาก็ต้องยืนขึ้นสืบเท้าออกมาเป็นธรรมดา

ไม่มีอันตรายต้องร่วม มีอันตรายยิ่งต้องร่วม จะไม่ตระหนกตกใจกลัวเด็ดขาด

“อาจารย์ลุงใหญ่ ศิษย์พี่สวี ศิษย์น้องซือคง พวกท่านเองก็รักษาตัวด้วย” ครั้นกล่าวลาสือเถี่ย สวีเฟย และซือคงจิงแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็พาอาหู่เดินทาง รีบไปยังหนึ่งในสามสถานที่ที่เขาคำนวณไว้แล้วทันที

กาลเวลาไม่คอยใคร เยี่ยนจ้าวเกอห้อตะบึงไปตลอดทาง ทว่าทุกย่างก้าวก็เต็มไปด้วยความระมัดระวัง พยายามหลบหลีกคนอื่นอย่างเต็มที่

ขณะนี้บริเวณเคียงใกล้เขากว่างเฉิงมีคนดีเลวปะปน ด้วยสถานการณ์ส่วนหนึ่งทำให้ยากแยกแยะศัตรูและมิตร เพื่อที่จะประหยัดเวลาให้ได้มากที่สุด ตอนนี้เยี่ยนจ้าวเกอจึงรีบออกเดินทางเป็นอันดับแรกเช่นกัน

ชายหนุ่มเดินทางออกจากประตูสำนักเขากว่างเฉิงไปทางใต้ ก่อนจะปรากฏกำแพงเมืองตั้งอยู่บนที่ราบ

แม้ว่าจะห่างจากเขากว่างเฉิงค่อนข้างไกล ทว่ายังคงรู้สึกได้ถึงพลังปราณน่าพรั่นใจของนพยมที่ดูดกลืนจิตวิญญาณคนเหล่านั้น

เมื่อห่างไกลจากมหาค่ายกลแดนมาร สำหรับจอมยุทธ์ที่ผ่านการตรากตรำฝึกฝน ย่อมมีความตั้งใจค่อนข้างแน่วแน่แล้ว ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

หากแต่สำหรับชาวบ้านทั่วไป กลับยังคงส่งผลทำให้สับสนวุ่นวาย

บรรยากาศภายในคูเมืองขณะนี้ ระส่ำระสายไม่สงบ ผู้คนจิตใจหวั่นผวา

ขณะเดียวกับที่เหล่าฝูงชนกำลังตื่นตกใจ พวกเขาจึงมองกันและกันเป็นศัตรู สถานการณ์ตึงเครียดพร้อมปะทุ สามารถระเบิดความหวาดผวาบ้าคลั่งออกมาได้ทุกเมื่อ

เยี่ยนจ้าวเกอเข้าไปในเมืองอย่างว่องไว ด้วยสถานการณ์ขณะนี้ ชาวบ้านทั่วไปไม่อาจสังเกตเห็นเขาได้

ภายในเมืองมีจอมยุทธ์เขากว่างเฉิงกำลังรักษาความเรียบร้อย พยายามทำให้ชาวบ้านสงบลงอย่างเต็มที่

สถานที่นี้คือศูนย์กลางการคมนาคมสำคัญแห่งหนึ่งใกล้ๆ เขากว่างเฉิง มีวัตถุดิบสินค้าหลากหลายประเภทถูกรวบรวมและกระจายออกอยู่ที่นี่ ผู้ที่รับผิดชอบที่แห่งนี้ในปัจจุบันมีอายุราวสี่สิบกว่าปี เป็นจอมยุทธ์ระดับมหาปรมาจารย์ใต้สำนักเขากว่างเฉิงคนหนึ่ง นามว่าหงเหวิน

ถึงแม้ว่าอายุจะมากกว่าเยี่ยนจ้าวเกอเกือบเท่าหนึ่ง กระนั้นหากเทียบลำดับอาวุโส ทั้งสองกลับมีลำดับอาวุโสเสมอกัน

“ศิษย์พี่หง ได้โปรดช่วยกั้นพื้นที่ส่วนหนึ่งในเมืองประจิมทิศ อย่าให้ชาวบ้านทั่วไปเข้าใกล้” เยี่ยนจ้าวเกอไม่มีเวลาสนใจพิธีรีตอง พบหน้าก็เอ่ยทันควัน “ข้าต้องใช้ด่วน!”

หงเหวินเองก็ไม่พูดให้มากความ ผงกศีรษะทันที “ส่งต่อให้ข้าเถอะ”

แม้ว่าเขาจะอยู่ในระดับมหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิตระยะกลาง เข้าสำนักมาเนิ่นนานหลายปี ทว่าตำแหน่งอำนาจของเยี่ยนจ้าวเกอในสำนักเขากว่างเฉิงพิเศษเป็นอย่างยิ่ง ขอบเขตอำนาจเทียบเท่าผู้อาวุโสสูงสุด ดังนั้นแม้จะไม่รู้สาเหตุแน่ชัดอยู่บ้าง แต่ยังคงสั่งคนช่วยเยี่ยนจ้าวเกอกั้นพื้นที่อย่างรวดเร็ว

หงเหวินปฏิบัติตนอย่างผู้มีความสามารถและประสบการณ์เช่นกัน ถึงแม้ว่าเดิมทีชาวบ้านจะตื่นกลัวอยู่แล้ว ครั้นถูกโยกย้ายจึงยิ่งส่งผลให้บรรยากาศเลวร้ายลง กระนั้นเขาก็ยังคงนำผู้คนทำหน้าที่ที่เยี่ยนจ้าวเกอมอบหมายให้อย่างสงบ

ถนนเมืองประจิมทิศแนวยาวและแนวตั้งสองสายที่ตัดผ่านกัน แม้แต่คนที่อยู่ในอาคารใกล้เคียง ล้วนถูกกวาดออกไปภายในระยะเวลาที่สั้นที่สุด

เยี่ยนจ้าวเกอมาถึงยังจุดตัดของถนน เขายืนอยู่กลางถนน ครั้นพลิกฝ่ามือ แสงมรกตก็เปล่งประกายสว่างวาบ

เขาปล่อยกระบี่ออกไปดุจลม ประกายกระบี่สีเขียวมรกตเริงระบำอย่างต่อเนื่อง ทิ้งร่องรอยอยู่ในอากาศ เนิ่นนานไม่จางหาย

ไม่นานนัก ลวดลายขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ

ชายหนุ่มถือกระบี่ในมือขวา ส่วนมือซ้ายยื่นออกไป พร้อมกับกางนิ้วทั้งห้าออก กดอากาศเปล่าลงไป

อักขระยันต์มหึมาทอแสงมรกตวามวาว แล้วจึงตกลงผืนดิน

เยี่ยนจ้าวเกอหันศีรษะกลับไปมองสิ่งปลูกสร้างโดยรอบภายในเมือง ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกคำหนึ่ง มือขวาชูกระบี่วิญญาณมังกรมรกตชี้ขึ้นฟ้า

ส่วนในมือซ้ายอีกข้างที่ว่างเปล่า กลับมีอาวุธวิญญาณอีกชิ้นหนึ่งเพิ่มเข้ามา ดาบอัสนีบิน

หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอย่างก้าวสู่ขั้นมหาปรมาจารย์ ตอนนี้เขาขับเคลื่อนอาวุธวิญญาณระดับล่างได้มากกว่าหนึ่งชิ้นแล้ว

อาวุธวิญญาณสองชิ้น หนึ่งชิ้นชี้ฟ้า หนึ่งชิ้นชี้ดิน ครั้นเยี่ยนจ้าวเกอส่งเสียงคำรามเบาๆ ออกมา ปราณจิตราหลากสายพลันแผ่กระจายจากภายในจุดลมปราณทั่วกาย

ระหว่างที่ลมเมฆกระพัดกระพือ ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเป็นพายุลมงวงขนาดมหึมา โดยมีเยี่ยนจ้าวเกอเป็นศูนย์กลาง

พายุลมงวงนปราณจิตราลูกนี้ไม่ได้แผ่กระจายแต่อย่างใด ยึดเยี่ยนจ้าวเกอเป็นแกนกลางตลอดเวลา และยังยึดยันต์วิญญาณแสงมรกตอันกว้างใหญ่บนพื้นดินนั่นเป็นรากฐานเช่นกัน

พายุลมงวงค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกตทั้งลูกอย่างคาดไม่ถึงเช่นกัน

ภายในคูเมือง ความรู้สึกตื่นกลัวไม่สงบสุขของชาวบ้านทั่วไปจำนวนมาก ราวกับกลายเป็นมีวัตถุจริงที่มีรูปร่าง เกาะกลุ่มเข้าด้วยกันในวินาทีนี้ ก่อนจะรวมตัวเข้าด้วยกันกับพายุลมงวงสีเขียวมรกตลูกนั้น ถูกทางลมพัดม้วนเข้าสู่ภายใน

ต่อจากนั้น ยันต์วิญญาณขนาดยักษ์ใต้เท้าเยี่ยนจ้าวเกอ ค่อยๆ เปลี่ยนจากแสงมรกตเป็นขาวบริสุทธิ์

ระหว่างที่อักขระยันต์บิดไปมา ระเบียบแบบแผนค่อยๆ เปลี่ยนเป็นซับซ้อนทวี เริ่มแผ่ขยายกลายเป็นค่ายกลที่เล็กจิ๋วอีกทั้งยังลี้ลับมหัศจรรย์ค่ายหนึ่ง

ศูนย์กลางบรรดาค่ายกลจำนวนมากปรากฏอักษรโบราณตัวหนึ่ง


อักษรอันเก่าแก่ ความหมายของมัน คือ ‘คน’

เยี่ยนจ้าวเกอต้องการชิงอำนาจควบคุมมหาค่ายกลคุ้มกันเขากว่างเฉิงในมือซินตงผิงกลับมา ด้วยศาสตร์วิชาเฉพาะตัว

สถานที่ดำเนินศาสตร์วิชาเฉพาะตัวนี้ จำเป็นต้องยึดตำแหน่งไตรภาค ได้แก่ ฟ้า ดิน และคน โดยพื้นที่ที่เยี่ยนจ้าวเกอยึดกุมอยู่ในขณะนี้ ก็คือตำแหน่งคน

สือเถี่ยและสวีเฟย รุดหน้ายังตำแหน่งฟ้า

ให้ซือคงจิงตามหาฟู่เอินซูกับผู้อาวุโสจาง ผลลัพธ์ไม่รู้เป็นอย่างไร ตำแหน่งคนแห่งนี้ไร้ผู้มาเยือนเสมอมา เยี่ยนจ้าวเกอทำได้เพียงวาดหวังว่า พวกนางจะสามารถรีบไปที่ตำแหน่งนั้นได้

วิธีนี้ไม่ใช่เยี่ยนจ้าวเกอทำสำเร็จก็จบสิ้นแต่อย่างใด จำเป็นต้องร่วมมือกันสามตำแหน่งจึงจะประสบผลสำเร็จได้ ส่วนพลิกสถานการณ์ได้หรือไม่นั้น เขาก็ไม่ได้มีความมั่นใจเต็มร้อยเช่นกัน

ที่สามารถทำได้เพียงอย่างเดียว ก็คือทำเรื่องที่ตนเองมีความสามารถให้ดีที่สุด

“อาหู่” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยเรียก ก่อนหน้านี้อาหู่ได้รับคำสั่งแล้ว ยามนี้รุดหน้าขึ้นมานั่งยองๆ ลงบนพื้น สองมือกดลงไปบนค่ายกลยันต์บนพื้นพร้อมกัน

แสงโชติช่วงบนยันต์อักษร ‘คน’ กระจ่างแจ้งขึ้นเรื่อยๆ

ทว่าทันใดนั้นเอง ไกลออกไปพลันทอดมีเสียงดังอึกทึกส่งมา

เยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่หันศีรษะกลับไปมองพร้อมกัน พวกเขาเห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังเข้าใกล้มาทางนี้อย่างฉับไว

ผู้นำกลุ่มคนคือมหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิตระยะท้ายคนหนึ่ง เยี่ยนจ้าวเกอเองก็รู้จักเขาเช่นกัน เป็นศิษย์ใต้สำนักเขากว่างเฉิงเช่นเดียวกัน นามว่าจูเชียน

เพียงแต่จูเชียนกับกลุ่มคนด้านหลังเขาในขณะนี้ แจ่มชัดว่าล้วนกลายเป็นมารแล้ว!

พวกเขาใช้อำนาจบาตรใหญ่ สังหารผู้คนธรรมดาที่ขวางทางทั้งหมด มุ่งเป้าไปที่หงเหวินและจอมยุทธ์กว่างเฉิงคนอื่นๆ

“เกิดอะไรขึ้น?” เยี่ยนจ้าวเกอย่นหัวคิ้วขึ้น หลังอาหู่ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวตอบ “ดูเหมือนว่าแต่ก่อนเขาไม่ลงรอยกับหงเหวิน มีความแค้นส่วนตัว ดูท่าจิตใจของเขาไร้จิตสำนึกควบคุม จึงหาเรื่องตามมาแก้แค้น…”

ยังไม่ทันสิ้นเสียงพูด จูเชียนแลเห็นเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว เขาไม่สนใจหงเหวินในทันที นัยน์ตาทั้งสองแสงโลหิตพล่านอย่างบ้าคลั่ง!

จูเชียนแผดเสียงเดือดดาล “คนของหยวนเจิ้งเฟิง พวกเจ้าต้องตาย!”
บทที่ 295
ครั้นเห็นจูเชียนมีท่าทีเหมือนพบศัตรู ดวงตาของเขาพลันแดงก่ำเป็นพิเศษ เยี่ยนจ้าวเกออดประหลาดใจในทีแรกอยู่บ้างไม่ได้ “หืม?”

จูเชียนไม่สนใจแม้แต่หงเหวินแล้วเช่นกัน และดูเหมือนจะพุ่งมาทางเยี่ยนจ้าวเกอ

หงเหวินกลับไม่อาจเมินเฉย ผลุนผลันชักดาบรุดขึ้นหน้าขวางไว้

เขาแสดงวิชาดาบวิญญาณแปดฉาก หนึ่งในยอดวิชาแปดพิภพ อีกทั้งเป็นวิชาสืบทอดสายสำนักเขากว่างเฉิง ออกมา ในระหว่างที่ปราณจิตราตัดสลับกัน เกิดเปลี่ยนแปลงไร้ที่สิ้นสุด ปราดเปรียวล้ำเลิศ ลึกซึ้งจนเป็นเคล็ดวิชาไปแล้ว

นัยน์ตาจูเชียนเอ่อล้นด้วยแสงโลหิต เอื้อนเอ่ยเยียบเย็น “เจ้ารนหาที่ตาย”

จูเชียนฟันดาบหนึ่งออกไปเช่นกัน ทว่ากลับเป็นอีกกระบวนท่าหนึ่ง แข็งแกร่งรุนแรงหาที่เปรียบไม่ได้ อีกทั้งป่าเถื่อนไร้อุปสรรคขวาง ซึ่งก็คืออีกสุดยอดวิชาดาบหนึ่งในยอดวิชาแปดพิภพ ดาบเทพผสานปราณ!

ปราณดาบทั้งสองฝ่ายฟาดฟัน ฉับพลันนั้นปราณดาบของหงเหวินพลันแตกสลายออกมาไม่หยุดยั้ง

เดิมทีดาบเทพผสานปราณเป็นยอดวิชาที่แก่กล้า รุนแรง รวดเร็ว ดุดันที่สุดในยอดวิชาพิภพทั้งหมด อีกทั้งระดับพลังฝึกปรือของจูเชียนยังสูงกว่าหงเหวิน บัดนี้สำแดงท่าดาบสุดยอดนี้ออกมา ประกายดาบแต่ละครั้งเหินม้วนทั่วท้องฟ้า ประหนึ่งลมกรรโชกอันหนาวเหน็บ ราวกับสามารถตัดยอดเขาขาดได้เลยทีเดียว

หงเหวินรู้ดีแก่ใจถึงความต่างชั้นของทั้งสองฝ่าย กระนั้นประสบการต่อสู้สังหารของเขาเองก็อุดมสมบูรณ์อย่างยิ่งยวดเช่นกัน ฉับพลันนั้นไม่มุทะลุต่อสู้กับจูเชียน เพียงเคลื่อนที่จู่โจมตลอดเวลา

ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่สามารถเอาชนะจูเชียนได้หรือไม่ ทว่าขณะนี้ชัดแจ้งแล้วว่าพวกเขากำลังรวมสมาธิตั้งค่ายกล ไม่มีเวลาเบนความสนใจไปรอบข้าง

ตอนนี้หงเหวินเพียงหวังถ่วงการเคลื่อนไหวของจูเชียนเท่านั้น ทำให้เขาไม่อาจเข้าใกล้พวกเยี่ยนจ้าวเกอทั้งสองคนได้ก็พอ

หลังจากจูเชียนกลายเป็นมาร พลังความสามารถของเขาพัฒนาย่อมขึ้นอีกขั้น เอาแต่ฟันดาบเทพผสานปราณลงไปทางหงเหวินไม่หยุด

เดิมทีระหว่างเขากับหงเหวินก็มีความแค้นเก่า เวลานี้ยิ่งลงมือโดยไม่ลดละ ไอสังหารเปี่ยมล้นแผ่กระจายทั้งสี่ทิศ ต้องการฟันอีกฝ่ายให้สิ้นชีวิตคาสนามรบ!

เยี่ยนจ้าวเกออยู่ภายในค่ายกล สมาธิโดยส่วนใหญ่นำมาใช้กระตุ้นยันต์อักษร ‘คน’ ทว่าก็แบ่งสมาธิบางส่วนออกมาสนใจสถานการณ์ต่อสู้ของจูเชียนและหงเหวินด้วยเช่นกัน

อาหู่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยว่า “คุณชายขอรับ เจ้าบ้านี่เมื่อครู่พูดอะไรหรือ?”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อย “ในภาพจำของข้าบางส่วน เขาถือว่าเป็นศิษย์หลานสายตรงของซินตงผิง”

อาหู่แยกเขี้ยวยิงฟัน “สามารถฝึกยอดวิชาแปดพิภพได้ สามารถบำเพ็ญฝึกเป็นมหาปรมาจารย์ได้ สำนักคงไม่ได้ปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมกับเขากระมัง?”

เยี่ยนจ้าวเกอแลเห็นหงเหวินประสบอันตราย จึงเอ่ยเสียงดังขึ้นเล็กน้อยว่า “สำนักไม่เคยอยุติธรรมกับเขาจริงๆ แต่คนผู้นี้มีพลังน้อยนิด มีศิษย์ร่วมสำนักล่วงเกินเขา เขาจึงจงใจเอาคืนในการฝึกประสบการณ์ครั้งหนึ่ง เกือบทำให้ศิษย์ร่วมสำนักผู้นั้นเจ็บสาหัส”

“ท่านอาจารย์ลุงใหญ่รับตำแหน่งผู้อาวุโสแห่งตำหนักอาญา เข้ามาเอี่ยวเรื่องนี้ หลักฐานแน่นหนา ยื่นโอกาสในการทดสอบสุดยอดศิษย์เลื่อนขั้นเป็นผู้สืบทอดสายหลัก”

ชายหนุ่มกล่าวอย่างเฉยชา “หลังจากนั้นเขายังก่อเหตุคล้ายๆ กัน ทำความผิดต่อเนื่อง สุดท้ายไม่มีโอกาสรีดขอบแถบดำบนชุดสีฟ้าของตนโดยสิ้นเชิงแล้ว”

จูเชียนที่กำลังประมือกับหงเหวินได้ยินเข้า ก็พลันเดือดดาลทันใด ฟันดาบหนึ่งจนหงเหวินถอยร่น จากนั้นถึงชี้ปลายดาบไปทางเยี่ยนจ้าวเกอ

“พูดวาจาซี้ซั้วแต่ฝ่ายเดียว เจ้าก็เกือบสังหารเจ้าผีน้อยแซ่งเยี่ยนั่นตายที่หุบเหวปราการมังกรเหมือนกัน เหตุใดพวกเขาถึงให้ไม่ได้รับโทษใดๆ หลังจากนั้นยังได้รับบำเหน็จต่อเนื่องอีก? ไม่ใช่เพราะว่าเจ้าคือบุตรของเยี่ยนตี๋ ส่วนสือเถี่ยกับพ่อเจ้าก็เป็นศิษย์ใต้หยวนเจิ้งเฟิงเช่นเดียวกันหรอกหรือ!”

เยี่ยนจ้าวเกอกลอกตา “ข้ามีพิธีโลหิตจิตหวนเวลาพิสูจน์ว่าข้าไม่มีความผิดแน่นอน แต่เจ้ากลับมีหลักฐานแน่นหนามัดตัวพิสูจน์ว่าเจ้าทำผิดกฎสำนัก”

“หากเราสองคนฐานะเดียวกัน เช่นนั้นเป็นเจ้าต่างหากที่เห็นกฎของสำนักเป็นของเด็กเล่นกระมัง?”

ดวงตาทั้งสองของจูเชียนแดงก่ำ เขาถ่มน้ำลายครั้งหนึ่ง “เฮอะ ต้องเป็นสือเถี่ยปกป้องเจ้า ช่วยเจ้าทำหลักฐานปลอมแน่!”

ชายหนุ่มยิ้มพลางส่ายศีรษะ “เจ้าจะคิดเช่นไรมันก็เรื่องของเจ้า แต่น่าเสียดายที่ว่าไม่ใช่เจ้าพูดอะไร ความจริงก็จะเป็นเช่นนั้น”

ประกายดาบในมือจูเชียนทอแสง ออกแรงฟันมาทางเยี่ยนจ้าวเกอฉับพลัน “ไอ้ปากสุนัข ข้าสังหารเจ้าก่อนค่อยว่ากัน!”

สีหน้าเยี่ยนจ้าวเกอไม่แปรเปลี่ยน ระหว่างที่พายุลมงวงสีเขียวมรกตหมุนวนรอบกาย ก็พลันปัดดาบเทพผสานปราณของจูเชียนเบนออกไป

บัดนี้พายุลมงวงมุนวน หากพลังพลังฝึกปรือไม่ถึงระดับมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณ ล้วนยากจะทำลาย

ถึงแม้จูเชียนจะมีอาวุธวิญญาณระดับล่างชิ้นหนึ่งในมือเช่นกัน อีกทั้งยังเป็นมหาปรมาจารย์ขั้นที่สาม ขั้นซ่อนจิตระยะท้าย หากแต่ไม่อาจทลายการขวางกั้นของพายุลมงวง ทำร้ายเยี่ยนจ้าวเกอได้เช่นกัน

ในดวงตาสีออกเหลืองทั้งสองของเขา มีแสงโลหิตพลุ่งพล่าน ทั่วร่างเห็นได้ชัดว่ายิ่งร้อนรน

อาวุธวิญญาณดาบยาวในมือพลังแกร่งขึ้นอีกขั้น ประกายดาบเปล่งประกายระยับ ต้องการบังคับตีฝ่าพายุลมงวงนเขียวมรกต

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูภาพฉากนี้ด้วยสีหน้าเงียบสงบ

“ฆ่าข้า ดูเหมือนว่าเจ้าจะทำไม่ได้เล่า”

อารมณ์สีหน้าเยี่ยนจ้าวเกอยิ่งสงบสุขุมเท่าใด จูเชียนก็ยิ่งรู้สึกโมโหเป็นฟืนเป็นไฟในใจเท่านั้น

กระนั้นเห็นตนเองไร้พลังทะลวงการขวางกั้นของพายุลมงวงสีเขียวมรกตจริงๆ แม้เจตนาสังหารในใจจูเชียนจะเต็มเปี่ยม ทว่าสมองกลับจะเยือกเย็นหลายส่วนด้วยซ้ำ

เขากล่าวเสียงเย็น “เจ้าหดตัวอยู่ในกระดองนี้ เช่นนั้นข้าก็จะสังหารคนอื่นให้หมด”

จูเชียนเบือนหน้ากลับตะโกนเสียงดังเฉียบขาดว่า “ฆ่าคนทั้งเมืองให้เกลี้ยง อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว!”

คนอื่นๆ ที่มาพร้อมกับเขา กำลังประมือกับจอมยุทธ์กว่างเฉิงท้องที่ นับว่าถูกพวกหงพัวพันไว้ จูเชียนจึงเตรียมถอยปลีกตัว ลงมือด้วยตนเอง

ทว่าในยามนี้เขาพลันค้นพบว่าตนเองก็ถูกพายุลมงวงนเขียวมรกตนั่นดูดไว้เช่นกัน หมดทางปลีกตัวโดยไม่คาดคิด!

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูเขา พลันยิ้ม “เพราะเช่นนั้นถึงได้พูด ว่าหลายๆ ครั้งใช่ว่าเจ้าคิดเช่นไร เรื่องราวก็จะเหมือนที่เจ้าคิดไว้จริงๆ”

พายุลมงวงสีเขียวขยายตัวล้อมจูเชียนเอาไว้โดยสิ้นเชิงแล้ว ทำได้เพียงรุดหน้า ไม่อาจถอยหลัง

จูเชียนเองก็ถูกกระตุ้นความดุร้ายขึ้น ขณะที่ร้องคำรามบ้าคลั่ง ก็ถือโอกาสพุ่งเข้าสังหารเยี่ยนจ้าวเกอต่อไป

ทว่าพายุลมงวงลูกนั้นมีรูปร่างเฉกเช่นเครื่องจองจำ อีกทั้งยิ่งจับยิ่งแน่น ขัดขวางการเคลื่อนไหวของจูเชียน

จูเชียนดิ้นพล่าน แต่กลับต้องจนใจ

จนกระทั่งจู่ๆ เขาก็ค้นพบว่าพายุลมงวงตรงหน้าค่อยๆ กลายเป็นสีทอง

ซึ่งอักขระยันต์ใต้เท้าเยี่ยนจ้าวเกอ ก็เปลี่ยนจากสีขาวบริสุทธิ์ เป็นสีทองด้วยเช่นกัน

จูเชียนพลันรู้สึกร่างกายคลายลง พายุลมงวงที่คุมขังตนไว้เปลี่ยนเป็นผ่อนสบายทันใด มันแผ่ขยายออกไปรอบๆ แม้จะขัดขวางทางถอยของเขา แต่กลับไม่กีดขวางไม่ให้เขาพุ่งหาเยี่ยนจ้าวเกออีกต่อไป

เขาคำรามดุจพยัคฆ์ ดาบเทพผสานปานที่สะสมความอัดอั้นนับไม่ถ้วน ฟันออกไปทางเยี่ยนจ้าวเกออย่างเหี้ยมโหด

ดาบนี้ทำให้จูเชียนมีความรู้สึกปลอดโปร่งทันใด หลังจากอึดอัดมานาน บัดนี้ในที่สุดก็ได้ผ่อนคลาย แต่ไรเขาไม่เคยมีห้วงเวลาที่สบายอารมณ์ถึงเพียงนี้มาก่อน

จูเชียนสามารถยืนยันได้ ว่าดาบนี้ข้ามผ่านขีดจำกัดของตัวมันเองก่อนหน้านี้แล้ว เป็นดาบที่แก่กล้าที่สุดตั้งแต่ตนเกิดมา!

ทว่าทันใดนั้น เบื้องหน้าของเขาก็มีแสงมรกตสายหนึ่งแล่นปราดไป

กระบี่วิญญาณมังกรมรกตในมือขวาเยี่ยนจ้าวเกอ ขับเคลื่อนกระบวนท่ากระบี่เจ็ดดารา กั้นปลายดาบของจูเชียนไว้ได้โดยสิ้นเชิง

ขณะเดียวกันนั้น มือซ้ายเยี่ยนจ้าวเกอก็ปล่อยดาบอัสนีบิน ก่อนจะพลิกข้อมือยกขึ้นด้านบน!

พลังอันน่าพรั่นพรึงราวกับคว่ำฟ้า โจมตีลงแสกหน้าจูเชียน!

ฝ่ามือนภากว่างเฉิง!

จูเชียนยกมือซ้ายของตนขึ้น ปราณจิตราทั่วสรรพางค์กายพรั่งพรูต้านฝ่ามืออันน่าประหวั่นนี้ไว้

กระนั้นยังมิทันให้ฟื้นคืนสติกลับมา เยี่ยนจ้าวเกอใช้วิชาดัชนีฟ้าคำรนขับเคลื่อนฝ่ามือกว่างเฉิงสายฟ้าแลบ ปล่อยพลังครั้งที่สองทันที!

พลังอันน่าพรั่นใจอัดทำร้ายจูเชียนโดยพลัน!

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างเฉยชา “เจ้าคิดว่าเมื่อครู่ข้าใช้พายุลมงวงขวางทาง เป็นเพราะข้ารู้สึกว่าตนเองสู้เจ้าไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”