286-290

บทที่ 286
เยี่ยนตี๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย สัมผัสการเปลี่ยนแปลงของมหาค่ายกลนภา รู้สึกได้ว่าอำนาจควบคุมค่ายกลกำลังเคลื่อนย้ายไปยังซินตงผิง

ซินตงผิงมองจ้องเยี่ยนตี๋ สีหน้าใคร่ครวญอยู่บ้าง “ข้ารอหยวนเจิ้งเฟิงเข้าฌานทะลวงขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มาโดยตลอด ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง”

“เยี่ยนตี๋ เจ้ารู้หรือไม่? ไม่เพียงหยวนเจิ้งเฟิง เริ่มตั้งแต่เจ้าเข้าสำนักมา ข้าก็ให้ความสนใจกับความพิเศษของเจ้าเช่นกัน หลายปีมานี้พิสูจน์สายตาของข้ากับหยวนเจิ้งเฟิงแล้ว”

“เพียงแต่ว่ากระทั่งวันนี้ ข้าค้นพบว่าก่อนหน้านี้ยังคงดูถูกเจ้าเกินไป”

เขากล่าวต่อว่า “เป็นเพราะการมีอยู่ของเจ้านั่นแหละ หยวนเจิ้งเฟิงถึงกล้าวางใจไปบุกทะลวงขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ ข้ารู้ ต่อให้เจ้าร่วงโรย สำนักเขากว่างเฉิงก็ยังคงมีตัวตายตัวแทนเช่นกัน”

“แต่ก็เป็นเพราะเช่นนี้ หยวนเจิ้งเฟิงเข้าฌาน โอกาสที่ข้ารอคอยก็มาถึงในที่สุดแล้ว”

เขายื่นสองมือออกไป กลางฝ่ามือซ้ายและขวาต่างมีอักขระยันต์อันลึกลับซับซ้อนอยู่ ขณะที่ส่องแสงวาบวาม ดึงรวมพลังมหาค่ายกลนภา เสริมแกร่งบนร่างเขาไม่ขาดสาย

พลังของซินตงผิงที่แผ่ออกมา ยิ่งพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

“เจ้ามาช้าเกินไปแล้ว” หยวนเทียนกวัดแกว่งแส้ยาวในมือ กลายสภาพเป็นมังกรยักษ์พลิกฟ้า ขวักไขว่อยู่ในมิติต่างแดน รุกโจมตีเยี่ยนตี๋

ซินตงฟิงเอื้อนเอ่ย “จอมมารศักดิ์สิทธิ์ไม่ต้องใจร้อนไป เดินอย่างมั่นคงสำคัญกว่าเดินอย่างฉับไว สิ่งของกับเรื่องที่รับปากเจ้าไว้ ล้วนจะไม่ให้ขาดไปสักอย่าง วางใจได้ทั้งสิ้น”

หลังจากเยี่ยนตี๋สะบัดดาบผ่าแส้ยาวของหยวนเทียน เส้นสายตาจดจ้องซินตงผิง “อาจารย์อาซิน ไส้ศึกของสำนักคือท่าน? ประมุขภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตในข่าวลือนั่น ก็เป็นท่านเหมือนกันหรือ?”

ในแววตาทั้งสองของเขา ต่างมีรอยตราความทรงจำอันเก่าแก่มหัศจรรย์เปล่งแสงขึ้น พร่างพราวอยู่ในม่านตาดำ

มหาค่ายกลนภาบิดไปมาอย่างรุนแรง ถูกจิตใจแน่วแน่ทั้งสองฉุดกระชาก คล้ายกับสามารถฉีกขาดได้ทุกเมื่อ

เยี่ยนตี๋และซินตงผิงต่างก็พุ่งเป้าไปที่อำนาจควบคุมมหาค่ายกลนภา เปิดฉากช่วงชิงอย่างดุเดือด

ส่วนจอมมารหยวนเทียน ยามนี้พลิกจากท่วงทีเซื่องซึมก่อนหน้า เป็นแกร่งกล้าโจมตีไปทางเยี่ยนตี๋เช่นกัน

เผชิญกับดาบนภาไร้จำกัดของเยี่ยนตี๋ หยวนเทียนปะทะชนซึ่งหน้าอย่างไม่เฉลียวอย่างยิ่ง

ทว่าบัดนี้ การเปลี่ยนมือของมหาค่ายกลนภา ทำให้เป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะตัดสินผลต่อสู้

เวลานี้ต่อให้หยวนเทียนจะเสียเปรียบอยู่บ้าง ก็ต้องช่วยซินตงผิงช่วงชิงอำนาจควบคุมมหาค่ายกลก่อนเช่นกัน

ถึงแม้เยี่ยนตี๋จะมีเสื้อคลุมนภาสวมไว้ กระนั้นประมือกับหยวนเทียนไปพลาง ยังต้องแย่งชิงมหาค่ายกลกับซินตงผิงไปพลาง ความได้เปรียบก่อนหน้าพลันหายไป สถานการณ์ตกอยู่ในสภาวะที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน

ซินตงผิงไม่ได้รีบร้อนแต่อย่างใด เพียงแต่สงบจิตใจลงเพื่อเชื่อมประสานกับค่ายกล กล่าวอย่างไม่เร่งไม่รีบว่า “หากข้าบอกว่าตัวเองไม่ใช่ประมุขภาคี เยี่ยนตี๋ เจ้าจะเชื่อหรือ? ส่วนฟางจุ่น เจ้าคิดว่าเขาเป็นพวกเดียวกับข้าอย่างนั้นหรือ?”

สำหรับเยี่ยนตี๋ หากยืดเวลาออกไปในขณะที่สูญเสียการประคับประคองจากมหาค่ายกล สถานการณ์อาจจะค่อยๆ พลิกเป็นไม่เอื้อผล

ถึงกระนั้น ขณะนี้ก็ยังคงเยี่ยนตี๋สุขุมเยือกเย็น สีหน้าไม่แปรเปลี่ยน “เห็นท่านแล้ว ข้าก็รู้ว่าศิษย์พี่รองไม่มีปัญหา”

“ท่านเก็บสิ่งที่ศิษย์พี่รองวางลงในตอนนั้น ท้ายที่สุดเดินบนเส้นทางตอนนี้?”

ซินตงผิงจุ๊ปากชื่นชม “ต้องยอมรับ เจ้า สือเถี่ย ฟางจุ่น พวกเจ้าทั้งสามคู่ควรกับนามสามวีรบุรุษกว่างเฉิง ชั่วชีวิตข้านี้เลื่อมใสหยวนเจิ้งเฟิงเพียงแค่เรื่องเดียว นั่นก็คือความสามารถในการรับลูกศิษย์”

“สือเถี่ยเป็นหินรากฐาน เจ้ากับฟางจุ่นเป็นไม้คานหลังคา เจ้ายังเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะชี้ขาดการก่อสร้างหลังคาสูงในท้ายที่สุด”

“แม้ว่าในด้านพลังความสามารถและพรสวรรค์วิถีวรยุทธ์ ฟางจุ่นจะไม่สู้เจ้า แต่ก็เป็นยอดอัจฉริยะอันหาได้ยาก เด็ดขาดรอบคอบ กล้าคิดกล้าทำเช่นกัน ”

“ทุกคนครั้นเห็นนพยมโลกและอเวจีแล้วต่างก็หยุดชะงัก เขากลับกล้าเข้าไปลึก สัมผัสสำรวจเขตแดนต้องห้ามในสายตาคนอื่น”

ซินตงผิงทอดใจพลางเอ่ย “ที่เป็นประเด็นสำคัญยิ่งกว่าก็คือ การสำรวจของเขามีผลพวงอย่างแท้จริง การค้นพบมากมายของข้าในวันนี้ ล้วนสร้างอยู่บนพื้นฐานของการศึกษาของเขาในกาลก่อน”

เยี่ยนตี๋ฟันดาบหนึ่งออกไป ตัดฟ้าผ่าแผ่นดิน ตัดความคิดเหลวไหลแลพยับเมฆอันแปรสภาพมาจากพลังปราณดั้งเดิมของหยวนเทียนจนดับสูญ

เขากล่าวเย็นชา “สิ่งที่ศิษย์พี่รองสมควรได้รับความเลื่อมใสศรัทธา ก็คือจิตใจแน่วเด็ดเดี่ยวของเขา กล้าที่จะปฏิเสธตัวเอง สามารถกลับตัวได้ทัน เฝ้าระวังไส้ศึก รู้ว่าเรื่องใดสามารถอาจหาญไปทำได้ เรื่องใดไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถทำ”

ซินตงผิงกล่าวอย่างไม่ทุกข์ร้อน “แต่นี่เปลี่ยนความจริงหนึ่งไม่ได้ ในอีกความหมายหนึ่ง อันที่จริงเขาก็คือผู้ก่อตั้งภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตที่แท้จริง”

“เหตุใดการกัดกร่อนของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตและนพยมโลกต่อสำนักถึงหนักหน่วงที่สุด? เป็นเพราะต้นกำเนิดของภาคีก็อยู่ที่นี่อย่างไรเล่า”

ซินตงผิงก้มศีรษะมองเบื้องล่าง ราวกับสายตาทะลุผ่านอากาศ มองดูเขากว่างเฉิงที่อยู่ข้างล่าง ทอดถอนใจพลางกล่าว “ภาพอนาคตอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยใฝ่หา ก็คือกลายเป็นเจ้าของที่นี่ บัดนี้ลองคิดดูกลับไม่สำคัญแล้ว การมาถึงของนพยมโลก ข้าสามารถได้รับมากกว่านี้ ไยไม่ทำลายที่นี่เสีย?”

เขาเงยหน้าขึ้นมองยังเยี่ยนตี๋อีกครั้ง พลันหัวร่อขึ้นมา “ถ้าหากวันนี้ข้าไม่อาจประสบผลสำเร็จ เช่นนั้นข่าวประมุขภาคีเป็นคนในกว่างเฉิง และภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตกำเนิดมาจากกว่างเฉิง ก็จะแพร่สะพัดไปทั่วหล้าเช่นกัน”

“หลังจากหวงกวงเลี่ยแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ออกฌาน คิดว่าจักต้องยินดีปรีดายิ่งเมื่อได้ฟังข่าวนี้ คิดดูแล้วนี่จะกลายเป็นเหตุผลชั้นเยี่ยมของเขาในการลงมือกับกว่างเฉิง”

ซินตงผิงวางแผนมานานหลายปี ความเข้าใจที่มีต่อมหาค่ายกลลึกซึ้งกว่าเยี่ยนตี๋เสียอีก บัดนี้ลงมือ อำนาจควบคุมมหาค่ายกลนภาพลันถูกเขายึดกุมไปกว่าครึ่ง

สถานกาณ์ค่ายกลถูกตนเองควบคุมแล้ว ซินตงผิงลงมืออย่างดุร้าย!

ประกายกระบี่คล้ายเลื่อนลอยคล้ายหนักอึ้งสายหนึ่งฟันไปทางเยี่ยนตี๋ ประกายกระบี่กึ่งใสกึ่งขุ่น ราวกับฟ้าดินรวมเป็นหนึ่ง!

ประกายตาเยี่ยนตี๋เอ่อล้นแสงเย็น

เขากางแขนทั้งสองออกฉับพลัน ถอดเสื้อคลุมนภาบนร่างออกจากกายลงชั่วคราว!

ชั่วขณะเสื้อคลุมนภาสั่นสะท้าน พลันแปรเปลี่ยนเป็นม่านแสงทั่วท้องฟ้า คุมขังจอมมารศักดิ์สิทธิ์ไว้มุมหนึ่ง

นี่สามารถยื้อเวลาได้เป็นเวลาสั้นๆ หากแต่เพียงพอสำหรับเยี่ยนตี๋แล้ว

ยันต์วิญญาณนับไม่ถ้วนลอยว่อนทั่วร่างเขา ร่วมกันก่อตัวเป็นค่ายกลยันต์หอบูชาฟ้า กว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา ประหนึ่งตั้งอยู่เหนือสวรรค์ชั้นเก้า

เสียงของเยี่ยนตี๋ดังขึ้นบนหอบูชาฟ้า “หากหวงกวงเลี่ยต้องการดันทุรังมาอย่างไม่สนใจใยดี ก็จะไม่จำเป็นต้องอ้างเช่นกัน สำนักอ่อนแอเกินไปต้านทานเขาไม่ได้ นั่นเป็นเพียงเหตุผลเดียว”

“สำหรับผู้คนใต้หล้านอกจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และตำหนักอัสนีสวรรค์ สังหารเจ้ากับจอมมารศักดิ์สิทธิ์ไว้ที่นี่ทั้งหมด ก็มีน้ำหนักพอให้ส่งต่อ!”

ขณะลำแสงโชติช่วงสาดส่องไร้ที่สิ้นสุด เงาร่างขนาดยักษ์ร่างหนึ่งค่อยๆ ยืนขึ้นเหนือค่ายกลยันต์หอบูชาฟ้าของเยี่ยนตี๋!

ซินตงผิงและหยวนเทียนที่ก่อนหน้านี้ทั้งสองยังรู้สึกว่าเยี่ยนตี๋คุยโว ลูกตาพลันหดเล็กลงฉับพลัน “ผสานปราณดั้งเดิมเข้าด้วยกัน เจ้าย่างขั้นบรรลุธรรมในตอนนี้?!”

เยี่ยนตี๋ไม่ตอบ มีเพียงยักษ์บนหอบูชาฟ้าที่ยื่นฝ่ามือออกไป ขนาดของดาบสวรรค์มังกรทะยานก็ขยายอย่างบ้าคลั่ง กลายเป็นดาบยักษ์เบิกฟ้าอย่างแท้จริงเล่มหนึ่ง หล่นลงกลางฝ่ามือเขา

ยักษ์สะบัดดาบ กระแทกชนกับกระบี่นภาไร้ขอบเขตของซินตงผิงอย่างรุนแรง!

หยวนเทียนถูกเสื้อคลุมนภาโอบล้อมไว้ชั่วขณะ ไม่อาจปลีกกาย ได้แต่มองเยี่ยนตี๋สืบเท้าออกไปยังเบื้องหน้าของซินตงผิง!

“ตอนที่ข้าอยู่ในขั้นรูปญาณระยะท้าย ใต้ขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ มีสองคนอยู่สองคนที่ข้าไม่มีความมั่นใจเต็มขั้นว่าจะเอาชนะได้ หนึ่งในนั้นก็คือท่าน ซินตงผิง” ร่างเยี่ยนตี๋ผสานเข้ากับร่างนภาไร้จำกัดของตนบ้าง ชั่วพริบตามาถึงเบื้องหน้าสวรรค์คุ้มครองไร้ที่สิ้นของซินตงผิง “แต่ตอนนี้…”

เขาเหยียบย่างสู่ขั้นบรรลุธรรมก้าวหนึ่ง พลังควบคุมมหาค่ายกลนภาก็ยกระดับขึ้นไปตามเขาเช่นกัน ซินตงผิงพลันรู้สึกว่าฝีเท้าในการยึดมหาค่ายกลถูกยับยั้งทันใด

ผู้เฒ่าใบหน้านิ่งดุจน้ำ สวรรค์คุ้มครองไร้ที่สิ้นสุดอันกลายสภาพมาจากปณิธานวรยุทธ์ ก็มีกระบี่ยาวเพิ่มขึ้นอีกเล่มหนึ่งในมือเช่นกัน ประกายกระบี่ราวกับเสาค้ำฟ้า ดาหน้าโจมตีเยี่ยนตี๋

การควบคุมมหาค่ายกลตอนนี้ ยังคงเป็นเขาที่ได้เปรียบอยู่ไม่มากก็น้อย

หากแต่ผลของการตัดสลับกระบี่และดาบ ปรากฏว่าเป็นเขาและร่างนภาไร้จำกัดของเขาที่พ่ายแพ้ถอยร่น!

ยักษ์แสงโชติช่วงสูงใหญ่ที่แขนขวาถือกระบี่ไว้ บัดนี้แตกกระจุยออกมาโดยพลัน!

“ท่านอาจารย์ยังไม่กลายเป็นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์และออกฌานมา กล่าวเช่นนี้ไม่เคารพอยู่บ้าง…” เสียงของเยี่ยนตี๋ดังขึ้นกลางอากาศ “ย่างขั้นบรรลุธรรม ในบรรดามหาปรมาจารย์ ข้านี่แหละไร้เทียมทาน”
บทที่ 287
ดาบเยี่ยนตี๋ทอดข้ามฟากฟ้า ทำให้ซินตงผิงยากจะล้ำผ่านแม้สักก้าว!

อีกฟากหนึ่ง จอมมารศักดิ์สิทธิ์ร้องตะโกนลากเสียง ต้องการทะลวงการปิดกั้นของเสื้อคลุมนภา

ทว่าเยี่ยนตี๋ว่องไวกว่าเขา หลังจากร่างนภาไร้จำกัดของตนยับยั้งร่างนภาไร้จำกัดของซินตงผิงไว้ ก็โจมตีฝ่ามือหนึ่งไปทางอีกฝ่าย!

ซินตงผิงย่นหัวคิ้วแน่น ทว่าทำได้เพียงยกมือขึ้นโจมตีโต้อย่างเลี่ยงไม่ได้

ยอดฝีมือระดับสุดยอดกว่างเฉิงทั้งสอง ฝ่ามือดุสิตที่เหมือนกันอย่างยิ่ง ปะทะกันอยู่กลางอากาศ วิวัฒน์กลายเป็นทะเลเพลิงสีม่วงแกมแดงไร้ขอบเขต เต็มไปทั่วมิติต่างแดน

ซินตงผิงถอยกลับโซซัดโซเซ อักขระยันต์อันลี้ลับมหัศจรรย์กลางฝ่ามือ พลันดับมืดลงไป!

เยี่ยนตี๋คำรามยาวครั้งหนึ่ง อักขระยันต์ในลูกตาดำทั้งสองยิ่งเจิดจ้าเป็นเท่าทวี

อำนาจควบคุมมหาค่ายกลคุ้มกันเขากว่างเฉิง มหาค่ายกลนภา ถูกเยี่ยนตี๋ชิงกลับมาเกินกว่าครึ่งในชั่วพริบตา!

เขาโจมตีซินตงผิงผู้เป็นหนึ่งในหยกคู่รุ่นก่อนของเขากว่างเฉิงจนถอยร่นไม่เป็นกระบวนท่า อีกทั้งเขายังคงใจเย็น ไม่ได้เอาแต่บุ่มบ่ามอย่างเดียวเท่านั้น

เสื้อคลุมนภานั้นที่พ้นจากร่างเขาชั่วคราว กักขังหยวนเทียนได้เพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น บัดนี้หยวนเทียนกำลังจะหลุดพ้น และย้อนควบคุมเสื้อคลุมนภาแทน

หลังจากเยี่ยนตี๋เคลื่อนไหวยับยั้งซินตงผิงยึดมหาค่ายกลนภา ร่างกายพลันถอยกลับทันใด ฟันดาบหนึ่งบีบหยวนเทียนให้ถอยร่นอีกครั้ง

เขากางแขนทั้งสองออก ม่านแสงอันกลายสภาพมาจากเสื้อคลุมนภาแปลงรูปลักษณ์ปรากฏเป็นชุดคลุมยาวอีกครั้ง คลุมไปที่ร่างกายของเขา

เยี่ยนตี๋ในขณะนี้สวมเสื้อคลุมนภาเอาไว้ เจตจำนงวรยุทธ์ยิ่งทวีความรุนแรงและยิ่งใหญ่ แก่กล้าไร้เทียมทาน

พลังของมหาค่ายกลนภาเสริมหนุนร่างกายเขาไม่ขาดสายเช่นกัน

ชั่วขณะหนึ่ง ซินตงผิงและหยวนเทียนรู้สึกเพียงว่าคู่ต่อสู้ที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาตอนนี้ แทบจะเป็นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ธรรมดาคนหนึ่ง อีกทั้งในมือยังถืออาวุธศักดิ์สิทธิ์

ลูกตาดำของหยวนเทียนหดเล็กลงเล็กน้อย ดูจากการประมือของเยี่ยนตี๋กับซินตงผิงแล้ว เขารู้สึกอย่างเลือนรางว่าต่อให้ไม่มีเสื้อคลุมนภาและมหาค่ายกลนภา หลังเยี่ยนตี๋ย่างเข้าสู่ขั้นบรรลุธรรม ส่วนตนเองอยู่ในระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ เขาก็ยังรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าเช่นกัน

แพ้ชนะเช่นไรไม่เอ่ยถึง อย่างน้อยเขาเองก็ไม่มีความมั่นใจที่จะสามารถปลิดชีพเขาได้

หากแต่ขณะนี้เยี่ยนตี๋สวมเสื้อคลุมนภา และยังชิงอำนาจควบคุมมหาค่ายกลได้เกินกว่าครึ่ง พลังที่แผ่ออกมาจากเขาสูงทัดฟ้า ครองความได้เปรียบ ด้วยการต่อสู้หนึ่งต่อสอง โจมตีจนสองยอดฝีมือ หยวนเทียนและซินตงผิงโงหัวไม่ขึ้น!

ซินตงผิงที่ยังไม่เข้าขั้นศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งเกิดอันตรายซ้ำแล้วซ้ำเล่า!

หยวนเทียนเห็นดังนั้น ถึงขั้นอดไม่ได้ที่จะเริ่มเกิดความคิดจะถอยในใจ

สิ่งของบางอย่าง เขายังคงต้องการ ทว่าต่อให้สำคัญเพียงไหน ก็ต้องมีชีวิตให้เสพสุขเช่นกัน

ถึงแม้ในใจจะไม่เต็มใจยอมรับ กระนั้นหยวนเทียนก็ค้นพบว่าขืนปล่อยให้สถานการณ์ตรงหน้าดำเนินต่อไป เขาคงร่วงโรยอยู่ที่เขากว่างเฉิงแห่งนี้จริงๆ เป็นแน่

ร่วงโรยด้วยดาบของศัตรูระดับมหาปรมาจารย์คนนี้!

หากแต่เขาคิดถอยในตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว เพราะเยี่ยนตี๋ตัดสินใจปลิดชีพเขาไว้ที่เขากว่างเฉิงชั่วกัลปาวสาน

มิติต่างแดนที่สร้างขึ้นจากมหาค่ายกลนภา ทั้งฟ้าดินส่องแสงลวดลายค่ายกลระยับตาขึ้น ปรากฏเป็นกรงขัง ปิดตายดินแดนแห่งนี้ไว้ ไม่ให้หยวนเทียนและซินตงผิงออกไปภายนอกได้โดยง่าย

หยวนเทียนต้องการทำลายค่ายกล ทว่าเจตจำนงป่าเถื่อนที่ตัดฟ้าทำลายแผ่นดินของเยี่ยนตี๋ก็กระหน่ำถึงขีดสุด ทำให้เขาจำตองสนใจเบื้องหน้าก่อน

ดวงหน้าซินตงผิงสงบดุจน้ำ สถานการณ์ของเขาอันตรายเสียยิ่งกว่าหยวนเทียนอีก

ซินตงผิงบุกโจมตีตอบโต้เยี่ยนตี๋อย่างจนตรอกครั้งหนึ่ง ก่อนจะทดลองเชื่อมต่อกับมหาค่ายกลนภาอีกหน ชิงอำนาจควบคุมมหาค่ายกล

ทว่าตอนนี้เยี่ยนตี๋ยึดมั่นความได้เปรียบ ยิ่งกระหน่ำบุกโจมตีประหนึ่งกระแสน้ำ ทำให้ซินตงผิงรู้สึกยากจะเดินหน้าต่อ

ชั่วเวลาหนึ่งภายในมิติต่างแดนกลางท้องฟ้า มีการฟาดฟันกันจนฟ้าดินเปลี่ยนสี

ผืนดินภายในเขากว่างเฉิง ก็เกิดปรากฏการณ์คลื่นลมพัดกระพือหือโหมขณะหนึ่งเช่นกัน

คลื่นใต้น้ำที่ซ่อนเร้นอยู่โดยรอบเขากว่างเฉิง ปะทุซัดสาดออกมาพร้อมๆ กัน ตามการสืบเท้าเข้ามิติต่างแดนแย่งชิงอำนาจควบคุมค่ายกลของซินตงผิง

เกิดเภทภัยขึ้นภายใน จอมยุทธ์กว่างเฉิงจำนวนหนึ่งค้นพบด้วยความงงงวย ว่าสหายข้างกายตนเองพลันเปลี่ยนเป็นวายร้าย โจมตีจุดสำคัญของตนหมายจะเอาชีวิตในทันใด

หลังจากตรวจสอบภายในสำนักเขากว่างเฉิง กวาดล้างกำจัดจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตที่ซ่อนตัวอยู่หลายคราไปแล้วกว่าครึ่ง กระนั้นก็ยังมีผู้หลุดรอดไปได้ ก่อการฉับพลันอยู่ในขณะนี้

ขณะที่เกิดความวุ่นวายภายใน ศัตรูนอกก็ย่างกรายเงียบๆ เช่นกัน

จอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตจำนวนหนึ่ง แอบย่องเข้ามาถึงบริเวณใกล้ๆ เขากว่างเฉิงด้วยการนำพาของพวกซินตงผิง และเริ่มลงมือโจมตีขึ้นในขณะนี้

ผู้นำทัพส่วนมากเป็นผู้เหลือรอดของสำนักเขานิมิตทมิฬ!

แม้กระทั่งจอมยุทธ์สำนักเขานิมิตทมิฬที่ไม่ได้เข้าร่วมภาคี ก็มีเพิ่มเข้ามาในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

พวกเขาตั้งหน้าตั้งตารอวันนี้ ไม่รู้กี่ปีต่อกี่ปีแล้ว

ถึงแม้ว่าตอนนี้สำนักเขากว่างเฉิงจะมีกำลังคนไม่พอ แม้จะมีไส้ศึกก่อกวน ทว่าด้วยการนำของเหล่ายอดฝีมือระดับสุดยอดเฉกเช่นฟู่เอินซู ก็ยังคงยกกำลังออกโจมตีสกัดศัตรูที่บุกรุกเข้ามาอย่างเป็นระเบียบ

หลังเขา บริเวณใต้ยอดเขาอรรณพ ด้านนอกหุบเขาผนึกเวหา

ผู้อาวุโสจางมองดูเจตจำนงกระบี่อันไพศาลตรงหน้าตนเอง สีหน้าซีดเซียว

โดยปกติเจตจำนงกระบี่นี้ซ่อนเร้นมิเปิดเผย บัดนี้ผสานเข้ากับมหาค่ายกลนภารวมเป็นหนึ่งโดยไม่คาดคิด ปิดกั้นหุบเขาผนึกเวหาไว้ที่นี่ ตัดการเชื่อมต่อกับโลกภายนอก

เขาแยกแยะออกว่านี่เป็นการกระทำของซินตงผิง ผู้เป็นศิษย์ร่วมสำนักกับตนมาหลายปี

เจตจำนงฝ่ามือนภาไร้จำกัดถูกขับเคลื่อนจนถึงขีดสุด ผู้อาวุโสจางบังคับทำลายพื้นที่ที่ถูกเจตจำนงกระบี่ผนึกกั้นไว้ตรงหน้า

ขณะเดียวกับที่เจตจำนงกระบี่สกัดกั้นการทำลาย ผู้อาวุโสจางรู้สึกได้ว่าภายในมีคนกำลังประมือกันอยู่!

กองกำลังฝ่ายหนึ่งในนั้นที่กำลังประมือ รับรู้การมาถึงของเขา จึงถอยหนีออกไปอีกทิศหนึ่ง

ผู้อาวุโสจางเองก็คุ้นเคยพลังปราณและเจตจำนงหมัดของเขาอย่างยิ่งเช่นกัน อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าดูไม่ได้ทวีคูณ “…ศิษย์พี่หวัง!”

ชัดเจนว่ามหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณระยะท้ายผู้นำทัพคนนั้น คือผู้อาวุโสหวังที่กาลก่อนฐานะเปิดเผย เนื่องจากก่อเกิดความคิดมารในใจ จึงถูกคุมขังอยู่ภายในหุบเขาผนึกเวหา!

นอกจากนี้แล้ว ยังมีนักโทษสถานหนักคนอื่นๆ จำนวนมากที่ถูกคุมขังอยู่ภายในหุบเขา ต่างก็หลุดพ้นออกไปพร้อมกัน

ผู้อาวุโสจางสีหน้าดูไม่ได้ คิดจะไล่ตาม หากแต่สังเกตเห็นอย่างรวดเร็วว่าที่หุบเขาผนึกเวหาแห่งนี้ บังเกิดปราณนพยมโลกอันน่าพรั่นใจออกมาอย่างคาดไม่ถึง

ไอมารมหาศาลแผ่กระจายทั้งสี่ทิศ ส่งผลให้หุบเขาผนึกเวหาที่เดิมทีก็ทึบทึมน่าสะพรึงอยู่แล้ว ยิ่งเสมือนเมืองผีเข้าไปอีก

มหาค่ายกลแดนมารค่ายหนึ่ง เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว

ในมหาค่ายกล ยังมีคนอีกสองคนอยู่ ซึ่งเป็นกำลังคนอีกฝ่ายหนึ่งที่ประมือกันเมื่อครู่

ผู้อาวุโสจางมองเข้าไป นั่นคือฟางจุ่นและผู้อาวุโสสูงสุดแห่งหุบเขาผนึกเวหาแซ่กงนั่นเอง

ผู้อาวุโสกงดูเซื่องซึม ร่างกายบาดเจ็บ

สีหน้าฟางจุ่นสุขุมเยือกเย็น มุ่งมั่นยับยั้งมหาค่ายกลแดนมาร ระงับการมาถึงของนพยมโลก

“ซินตงผิงเป็นไส้ศึก!” ผู้อาวุโสกงเอื้อนเอ่ยเสียงแหบแห้ง “เขาจู่โจมหุบเขาผนึกเวหา ตั้งใจชักจูงข้าให้เข้าร่วมนพยมโลกกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต เคราะห์ดีฟางจุ่นรีบมา หาไม่ข้าคงประสบกับมืออำมหิตของเขาไปแล้ว”

ฟางจุ่นมองยังผู้อาวุโสจาง “อาจารย์อาจาง โชคดีที่อาจารย์อาซินไม่ได้หยุดอยู่จัดการพวกข้า หากแต่ส่งต่อให้พวกอาจารย์ลุงหวัง เขาเพียงใช้เจตจำนงกระบี่กั้นภูเขาเป็นม่านอำพราง แล้วจึงรีบร้อนปลีกตัวออกไป คงมีแผนการใหญ่ยิ่งกว่า”

“ได้ยลฝีมือในการหยิบยืมเจตจำนงกระบี่ผสานเข้ากับมหาค่ายกลนภาของสำนัก ผู้อาวุโสซินคุ้นเคยกับมหาค่ายกลนภามากกว่าที่พวกเรารู้ เป็นไปได้อย่างยิ่งที่เขาจะยึดอำนาจควบคุมมหาค่ายกล เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วอาจขัดขวางศิษย์น้องเยี่ยนกับเสื้อคลุมนภา!”

ผู้อาวุโสจางผงกศีรษะ “ไม่ผิดแน่”

เขาฟาดฝ่ามือหนึ่งลง ช่วยเหลือฟางจุ่นและผู้อาวุโสกง

ฟางจุ่นกล่าว “ประเดี๋ยวข้าจัดการมหาค่ายกลแดนมารเอง อาจารย์อาจางไปหาอาจารย์อาซินเถอะ เสื้อคลุมนภากับมหาค่ายกลนภาคือมูลเหตุ”

ผู้อาวุโสกงกล่าวอย่างช้ำใจ “ข้าไปไล่โจมตีพวกศิษย์พี่หวังเอง หยุดยั้งพวกเขาไม่ให้ก่อการบนภูเขา”

เวลาคับขัน ผู้อาวุโสมองฟางจุ่นแวบหนึ่ง ชิงตัดสินใจฉับพลัน “ส่งต่อให้ท่านแล้ว”

สิ้นวาจา เขาและผู้อาวุโสกงมุ่งออกไปหลังเขาพร้อมกัน

ขณะนี้จอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตได้รุกคืบยังสำนักแล้ว ในนั้นยังมีมหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณระยะท้ายลงมือ พลังทำลายล้างน่าตื่นตระหนก

ผู้อาวุโสจากร้องตะโกนเดือดดาล แปรเปลี่ยนรูปวิถีวรยุทธ์ของตน ร่างนภากว่างเฉิงอันมหึมาสั่นสะท้านทั่วทั้งสี่ทิศ พลันสยบมาดหยิ่งยโสเทียมฟ้าของจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตลงไป

ภายในมิติต่างแดน เยี่ยนตี๋แผ่กระจายรัศมีน่าเกรงขาม

บนเขากว่างเฉิง บรรดาจอมยุทธ์กว่างเฉิงก็พลิกจากตั้งรับเป็นบุกโจมตีเช่นกัน

หลังเขา ฟางจุ่นยับยั้งมหาค่ายกลแดนมาร

ชั่วขณะหนึ่ง เขากว่างเฉิงเกิดปรากฏการณ์พลิกจากร้ายเป็นดี

ทว่าในเวลาเดียวกันนี้ คลื่นใต้น้ำแห่งอื่น เริ่มซัดสาดเช่นกัน!

บนพื้นดินใต้การปกครองสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แห่งอัคคีพิภพ บัดนี้มียอดฝีมือจำนวนมากกำลังรวมตัวอยู่!
บทที่ 288
เกิดสงครามใหญ่ปะทุขึ้นที่สำนักเขากว่างเฉิง ทั้งยังมีไอมารพวยพุ่งสู้ฟ้า สถานการณ์ยุ่งเหยิง ไม่นานนักก็ได้รับความสนใจจากแต่ละฝ่าย

ยอดฝีมือกว่างเฉิงนอกเหนือจากเกาะนภากลาง ต่างมีใจคิดกลับสำนักเพื่อเป็นกำลังเสริม หากแต่บัดนี้สถานการณ์โลกภายนอกก็เปลี่ยนเป็นตรึงเครียดขึ้นมาเช่นกัน

แรงกดดันมหาศาลบีบบังคับพวกเขาไม่ให้ออกจากพื้นที่ ไม่อาจกลับเขากว่างเฉิงเพื่อหนุนกำลังได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกาะนภาใต้ที่กำลังเผชิญหน้ากับอัคคีพิภพ

บริเวณเขตแดนระหว่างอัคคีพิภพกับนภาพิภพ มียอดฝีมือระดับสุดยอดของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ปรากฏตัวเป็นจำนวนมาก ถึงแม้จะไม่ได้ย่างกรายเข้าสู่นภาพิภพ กระนั้นบรรยากาศอันตึงเครียดก็พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกขณะ

ด้วยการนำทัพยอดฝีมือสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ของพานป๋อไท่ ผู้อาวุโสเก่าแก่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ และผู่จ้าวจวิน ผู้นำของเจ็ดสุริยัน ต่างเดินทางมาถึง จ้องขย้ำนภาพิภพ

พานป๋อไท่เอ่ยถามเสียงเย็นเยียบ “ศิษย์พี่หวงจะออกฌานยามใด?”

ผู่จ้าวจวินกล่าว “ในเร็ววันนี้ ภายในสองวันนี้แล”

อีกฝ่ายพยักหน้า เส้นสายตาทอดมองทิศเขากว่างเฉิง “อันที่จริงตอนนี้สามารถลงมือได้แล้ว”

สีหน้าของผู่จ้าวจวินสงบนิ่ง “อาจารย์อาพานอย่าได้รีบร้อน หากลงมือตอนนี้ ยังไม่มีความมั่นใจพอที่จะกวาดล้างเขากว่างเฉิงกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตให้ราบเรียบไปพร้อมกันได้ หากนพยมโลกมาถึง สำนักเราก็จัดการได้ยากเช่นเดียวกัน หอคลื่นโหมเองก็จะมีข้อโต้แย้งเช่นกัน ถึงขั้นที่แม้แต่ผู้อาวุโสโม่ ปราชญ์ภาพวาดก็อาจจะตื่นตกใจไปด้วย”

“อีกทั้งหากลงมือทันทีล่ะก็ จะถูกเมืองทะเลมรกตและสำนักเขาไร้พรมแดนขัดขวาง คอยท่าอีกสักหน่อย ทะเลตะวันออกเริ่มไม่สงบขึ้นมาแล้ว รอให้เมืองทะเลมรกตกับหอคลื่นโหมถูกปีศาจอัคคีเบนความสนใจ พวกเราก็สามารถโจมตีสังหารได้”

“เมื่อถึงเวลานั้น ระหว่างกว่างเฉิงกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตก็น่าจะต่อสู้กันจนต่างบาดเจ็บทั้งสองฝ่ายแล้วเช่นกัน”

ผู่จ้าวจวินเอ่ย “หยวนเจิ้งเฟิงเข้าฌานแล้ว ด่านขวางกั้นนี้ใช่ว่าเขากว่างเฉิงจะผ่านพ้นไปได้โดยง่าย”

สีหน้าพานป๋อไท่ดูเยือกเย็น แม้ในดวงตาแฝงเพลิงโทสะและความเกลียดชังไว้ แต่พูดการจาก็ยังคงไม่เสียความสุขุมไป “ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ แม้แต่จอมมารหยวนเทียนเองล้วนยื่นมือเข้ามา หากแต่กิจการเขากว่างเฉิงหลายปีนี้ ก็ไม่ใช่ว่าวุ่นวายเช่นกัน หยวนเทียนคิดจะก่อการ ต้องผ่านด่านเสื้อคลุมนภานั้นให้ได้เสียก่อน”

“พวกเราไม่ลงมือ เว้นแต่ว่าภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตมีวิธีจัดการมหาค่ายกลนภาของกว่างเฉิง มิเช่นนั้นแล้วเกินกว่าครึ่งกว่างเฉิงจะสามารถผ่านเภทภัยนี้ไปได้”

ครั้นได้ยินคำพูดของพานป๋อไท่แล้ว ผู่จ้าวจวินก็พลันยิ้ม “สำหรับเรื่องมหาค่ายกลนภาของเขากว่างเฉิง สำนักพวกเราก็เตรียมของบางอย่างเอาไว้แล้วเช่นกัน”

“ถึงแม้จะรอเตรียมรบอยู่ที่นี่ หาจังหวะลงมือ แต่โอกาสต้องพึ่งความพยายามของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องรอคอยเสมอไป”

ประกายตาเขาไม่สะทกสะท้าน หันกายกลับไปมองค่ายกลค่ายหนึ่งตรงนั้นที่กำลังโคจรอยู่เงียบๆ

เส้นสายตาของพานป๋อไท่ตกอยู่บนค่ายกลนั่นเช่นเดียวกัน “ไม่บุกโจมตีโดยตรง พึ่งเพียงค่ายกลนี้ อาจจะสั่นคลอนมหาค่ายกลนภาของเขากว่างเฉิงไม่ไหว”

ผู่จ้าวจวินสืบเท้าไปทางค่ายกล ก้าวเข้าไปในนั้น “ย่อมไม่ใช่เพียงเท่านี้”

เขาพลิกฝ่ามือ ระหว่างที่แสงวาวโรจน์ทอประกาย ทั่วสรรพางค์ด้านหนึ่งกลายเป็นทองคำบริสุทธิ์ ธนูยาวที่ด้านบนมีเพลิงปลิวไสวไหลเวียนปรากฏอยู่ในมือ

นั่นคืออาวุธวิญญาณระดับสูงอันเลื่องชื่อของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ธนูยิงตะวันนั่นเอง

ผู่จ้าวจวินดึงสายธนู จากนั้นก็หยิบสิ่งของรูปแบบเดียวกันออกมาอีก

หาใช่ลูกธนูขนนกไม่ หากแต่เป็นสิ่งที่คล้ายกับกระสุนหน้าไม้ ดูแล้วให้ความรู้สึกแปลกประหลาดยิ่ง

ด้วยการส่องสะท้อนแสงวาวโวจน์ของธนูยิงตะวัน ปริมาตรปรากฏให้เห็นว่ากระจิริดยิ่ง ทว่ามองดูอย่างถี่ถ้วน กลับยังรู้สึกอีกว่าหนักอึ้ง ราวกับแฝงพลังที่แก่กล้ายิ่งกว่าธนูยิงตะวันไว้

พานปั๋วไท่เห็นดังนั้นก็เลิกคิ้วขาวขึ้น “ผลพลิกตะวัน? ของสิ่งนี้ไม่ใช่ว่าสาบสูญไปแล้วหรือ ปรากฏคราก่อนคือหกร้อยปีก่อนเต็มๆ แล้ว”

ผู่จ้าวจวินระบายยิ้ม “หาไม่แล้วจะให้กล่าวเช่นไร โอกาสต้องพึ่งความพยายามของตนเองอย่างไรเล่า”

ขณะเอ่ยไปพลาง เขากลัดลูกกระสุนหน้าไม้สีดำเล็กๆ นั่นไปบนสายธนูยิงตะวัน จากนั้นน้าวธนู!

ทิศทางที่เล็งไปไม่ใช่นภาพิภพแต่อย่างใด หากแต่เป็นค่ายกลที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า

บนร่างผู่จ้าวจวินเปล่งประกายไปด้วยแสงอาทิตย์ ดวงตะวันใหญ่สีทองอร่ามแปดดวงทะยานขึ้น เจิดจ้าแสงระยับ แผ่ความร้อนออกไปไร้ที่สิ้นสุด

ยันต์วิญญาณหลากสายพรั่งพรูจากรอบๆ ร่างกายเขา จากนั้นก็แปรสภาพเป็นค่ายกลวิญญาณแต่ละสาย แล้วจึงถักทอซ้อนกันเป็นชั้นๆ จนกลายเป็นสิ่งที่คล้ายเจดีย์สูงคล้ายแท่นบูชา ครอบคลุมเขาเอาไว้

เจตจำนงวรยุทธ์ของผู่จ้าวจวินรวมเป็นหนึ่งกับอาวุธวิญญาณระดับสูงอย่างธนูยิงตะวัน จากนั้นก็ร่วมกันเสริมหนุนกระสุนหน้าไม้สีดำดอกนั้น

กระสุนหน้าไม้สีดำนามว่าผลพลิกตะวัน มันไม่ได้ส่องแสงแต่อย่างใด สีสันและความแวววาวยิ่งสลัวลงเรื่อยๆ ความรู้สึกของพลังก็ยิ่งหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

ผู่จ้าวจวินคลายสายธนูฉับพลัน ผลพลิกตะวันกลายสภาพเป็นแสงอาทิตย์สายหนึ่ง เชื่อมทะลุพื้นดินใต้ฝ่าเท้า พุ่งสู่ภายในค่ายกล จากนั้นก็หายวาบไม่พบเห็น

ชั่วพริบตาหนึ่ง ค่ายกลใต้ฝ่าเท้าผู่จ้าวจวินโคจรเสียงดังกึกก้อง ดุเดือดอย่างไม่เคยมีมาก่อน ให้ความรู้สึกบ้าคลั่ง

เสี้ยวขณะถัดมา ค่ายกลเปลี่ยนเป็นปลอดโปร่งอีกครั้ง ราวกับทั้งหมดทั้งมวลก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นภาพลวงเท่านั้น

ทว่าบนดวงหน้าของผู่จ้าวจวินและพานป๋อไท่ต่างเผยรอยยิ้มพึงใจออกมา พวกเขามองไปยังเขากว่างเฉิงและนภาพิภพ พลางแสยะยิ้มไม่พูดจา

ในขณะเดียวกัน บนยอดเขาเรืองรอง ที่ตั้งของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

หวงซวี่ เจ้าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์รุ่นปัจจุบันนั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดเขา วางท่อนยาวสีทองไว้บนหัวเขา บนท่อนยาวมีลวดลายอาทิตย์เก้าดวง คล้ายกับกำลังลุกไหม้ก็ไม่ปาน

เบื้องหลังหวงซวี่มีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ เป็นมู่กวงจวิน หนึ่งในเจ็ดสุริยัน

เพียงแต่มู่กวงจวินในขณะนี้มีสีหน้าอารมณ์เซื่องซึมเศร้าสลด

“พูดขึ้นมาแล้ว การที่เจ้ายัดของใส่ร้ายผู้เฒ่าเฉิน ประมุขเมืองทะเลมรกต นับว่าเป็นผลฃัพธ์ที่ไม่แล้ว แต่เจ้าสามารถปิดบังความจริงคนนอกได้ กลับปิดบังสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้” หวงซวี่เอื้อนเอ่ยเฉยชา “เนื่องจากโพ่เสี่ยวจวินกลายเป็นมาร จึงไม่เหลือศพไว้ เพราะอย่างนั้นเจ้าบอกว่าเจ้าสังหารโพ่เสี่ยวจวิน คนอื่นก็เชื่อแล้ว”

“น่าเสียดายเจ้าโชคไม่ดี มีคนอื่นพบเห็นว่าผู้เฒ่าเฉินแห่งเมืองทะเลมรกตสังหารโพ่เสี่ยวจวิน”

“แต่ผลสุดท้าย ผู้เฒ่าเฉินหายสาบสูญ ตกเป็นที่ต้องสงสัยว่าเป็นไส้ศึกภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต แต่เจ้ากลับรายงานว่าเจ้าสังหารโพ่เสี่ยวจวินแล้ว”

หวงซวี่ไม่ได้หันศีรษะกลับ เพียงกล่าวอย่างเฉยชา “เจ้าคิดว่าหลังจากข้าได้ฟังข่าวแล้วจะคิดอย่างไร?”

แม้ว่าหวงซวี่จะไม่ได้เคลื่อนไหว ทว่าท่อนยาวสีทองบนหัวเข่าของเขากลับปรากฏพลังมหาศาลแจ่มแจ้ง กดอัดมู่กวงจวินจนไม่กล้ากระดิก

หลังจากมู่กวงจวินเงียบงันไปชั่วครู่ เขาถึงจะกล่าวมา “ข้าช้าไปก้าวหนึ่งพอดี ไม่ทันขัดขวางผู้เฒ่าเฉินโจมตีสังหารโพ่เสี่ยวจวิน แต่โดยรอบเวลานั้นไม่น่ามีผู้อื่น หาไม่แล้วข้าคงไม่ค้นพบ เว้นเสียแต่เป็นยอดฝีมือระดับเดียวกับข้า หรือกระทั่งสูงยิ่งกว่า”

หวงซวี่เอ่ยเรียบเฉย “บางครั้งไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ ก็มองเห็นเหตุการณ์ในตอนนั้นได้”

มู่กวงจวินเมินเฉย “เช่นนั้นข้าก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว”

“พูดตรงๆ เจ้าคือคนสนิทของข้าเสมอมา แต่ไรข้าเชื่อใจเจ้ามาก เป้าหมายกัดกร่อนของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต คนที่ข้าระแวงมาโดยตลอดคือผู่จ้าวจวิน” หวงซวี่เอ่ย

อีกฝ่ายฝืนยิ้มด้วยความเจ็บปวด “ตอนนี้พูดสิ่งเหล่านี้ไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว”

“ก็ถูกเช่นกัน” บนดวงหน้าของหวงซวี่พลันปรากฏรอยยิ้มหลายส่วน “เจ้าเพิ่งบอกว่า แม้ข้าจะไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วประมุขภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตคือผู้ใด แต่เจ้าสามารถยืนยันได้ว่าเขาคือคนในเขากว่างเฉิงอย่างนั้นหรือ?”

มู่กวงจวินหัวเราะเสียงดัง “ไม่ผิดหรอก เป็นเช่นนี้ ข้าไม่จำเป็นต้องโกหกท่าน สงครามใหญ่ของกว่างเฉิงก็น่าจะถึงระดับตึงเครียดที่สุดแล้ว ประมุขภาคีต้องลงมือด้วยตัวเองเป็นแน่ เขาไม่อาจเก็บความลับฐานะตัวตนได้แล้ว และก็ไม่จำเป็นต้องเก็บแล้วเช่นกัน”

“นี่นับว่าเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับท่านไม่ใช่หรือ?”

ภายในโพรงหินห้องหนึ่ง ณ ยอดเขาเรืองรอง หวงเจี๋ย คุณชายจรัสแสงกอบมุกวิเศษเม็ดหนึ่งไว้ในมือ

ในมุกวิเศษปรากฏเห็นภาพบทสนทนาของหวงซวี่กับมู่กวงจวินบนยอดเขาออกมา

หวงเจี๋ยผงกศีรษะด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “เป็นข่าวดีอย่างยิ่งจริงๆ”
บทที่ 289
หวงเจี๋ยเก็บมุกวิเศษ เดินออกจากโพรงหิน สายตามองไกลออกไปยังทิศทางของนภาพิภพ

หลังจากนั้นครู่ใหญ่ มีเงาร่างหนึ่งผลักประตูเข้ามา สืบเท้ามาถึงเบื้องหน้าหวงเจี๋ย คนผู้นั้นคือถังหย่งฮ่าวนั่นเอง

“ศิษย์น้องหวง สำนักกำลังจะบุกเขากว่างเฉิงในตอนนี้อย่างนั้นหรือ?” สีหน้าถังหย่งฮ่าวเคร่งขรึม มองหวงเจี๋ยอย่างจริงจัง

หวงเจี๋ยเหมือนว่าจะไม่แปลกใจในการมาเยือนของถังหย่งฮ่าวอย่างใด กล่าวอย่างสงบนิ่งว่า “สำนักไม่ได้จะบุกโจมตีเขากว่างเฉิง แต่ต้องการขจัดภัยที่บ่อนทำลายโลกแปดพิภพต่างหาก”

ถังหย่งฮ่าวมุ่นคิ้วพลางมองหวงเจี๋ย

สีหน้าท่าทางหวงเจี๋ยเฉยชา “เขากว่างเฉิงคบคิดกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต มีเค้าส่อให้เห็นแจ่มชัด ในความเป็นจริงแล้วที่นั่นก็คือต้นกำเนิดของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต เป็นคนนำทางของนพยมโลก”

“มารนพยมโลกเหมือนปีศาจอัคคีจากโลกปีศาจอัคคี ล้วนเป็นศัตรูของโลกแปดพิภพ”

“สำนักเราละอายใจในฐานะดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งของโลกแปดพิภพในปัจจุบัน เป็นภาระหน้าที่ต้องขัดขวางการถึงของนพยมโลก หรือไม่ใช่เล่า?”

ถังหย่งฮ่าวเอื้อนเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “เขากว่างเฉิงกับสำนักเราบาดหมางกัน ข้ารู้ดีแก่ใจ ความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายไม่ใช่สะสมมาแค่วันสองวัน”

“ถ้าหากเป็นการสู้รบระหว่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ของเราทั้งสองจริง ก็นับเป็นการต่อสู้ภายในของเหล่าจอมยุทธ์โลกแปดพิภพ ข้าถังหย่งฮ่าวในฐานะผู้สืบทอดสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ จะต่อสู้แนวหน้ากับผู้สืบทอดกว่างเฉิงจนตัวตาย จะไม่ลังเลเด็ดขาด”

“แต่เจ้าก็พูดแล้ว ว่านพยมโลกเป็นศัตรูร่วมกันของโลกแปดพิภพ ต่อให้ระหว่างสำนักเรากับเขากว่างเฉิงจะมีความขัดแย้งอะไร ก็ควรจะจัดการนพยมโลกและภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตก่อนค่อยสะสางเช่นกัน”

“ในแต่ละสำนัก แต่ละดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ล้วนมีไส้ศึกของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต บัดนี้เขากว่างเฉิงเกิดสงครามใหญ่ ชัดเจนว่าระหว่างภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตกับเขากว่างเฉิงกำลังต่อสู้สังหารกันอย่างสุดชีวิต”

ถังหย่งฮ่าวจ้องหวงเจี๋ยด้วยสายตาไม่ยินดียินร้าย “พวกเรานั่งบนภูดูเสือกัดกันก็พอ ยังต้องช่วยภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตด้วยหรือ?”

สายตาหวงเจี๋ยสงบนิ่งดุจดั่งน้ำ “ศิษย์พี่ถัง เมื่อครู่ข้าบอกแล้ว ว่าเป้าหมายของสำนักเราคือปราบคนที่อาจจะนำพานพยมโลกมาเยือนอย่างไรเล่า”

“เขากว่างเฉิง ก็คือต้นกำเนิดของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต”

หวงเจี๋ยพูดด้วยน้ำเสียงเอื่อย “สงครามใหญ่ในตอนนี้ ผู้ใดจะรู้ว่าใช่ไม่ใช่อุบายหลอกคน?”

ถังหย่งฮ่าวได้ยินแล้ว ลูกตาดำของเขาพลันหดลงเล็กน้อย

หวงเจี๋ยกล่าวต่อไปว่า “ยอดฝีมือระดับสุดยอดของเขากว่างเฉิง ถ้าต้องพูดถึงล่ะก็ คนที่อุทิศตนสู่นพยมโลกได้ง่ายที่สุดคือใคร? แท้จริงแล้วคือเจ้าสำนักของพวกเขา หยวนเจิ้งเฟิงผู้ซึ่งมีตำแหน่งฐานะสูงที่สุด”

“ผู้อาวุโสหยวนท่านนี้ เคยผ่านช่วงรุ่งเรืองในยุคจ่านตงเก๋อมาก่อน อีกทั้งเคยผ่านช่วงจำศีลในยุคของจ่านซีโหลวเช่นกัน มองในมุมของผู้สืบทอดสำนักเขากว่างเฉิง เขาแบกภาระอันหนักหน่วงในการทำให้สำนักผงาดขึ้นอีกครั้ง และแบกรับแรงกดดันอันน่าพรั่นพรึงของสำนักเราที่ท่านปู่ข้ามอบให้เขาอีก”

“จ่านซีโหลวได้จากไปแล้ว ตัวเขาเองก็ยังมีอาการเจ็บเดิมอยู่อีก สิ้นหวังก้าวสู่ระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ อายุขัยถดถอย ปัจจุบันใกล้ฝั่งลงขึ้นเรื่อยๆ เส้นทางเบื้องหน้าอับแสง ความกดดันก็ยิ่งทวีขึ้นเรื่อยๆ”

หวงเจี๋ยเอื้อนเอ่ยสงบนิ่ง “ต่อให้เขาไม่รักตัวกลัวตาย แบกรับความกดดันของสำนัก ก็อาจจะกดอยู่บนบ่าเขาทุกขณะ…”

ถังหย่งฮ่าวพลันตัดบทหวงเจี๋ย “ศิษย์น้องหวง เจ้าคิดว่าข้าโง่งั้นรึ?”

พฤติกรรรมไร้มรรยาทแบบนี้ ระหว่างศิษย์ร่วมสำนัก แทบบจะไม่เคยเกิดขึ้นกับถังหย่งฮ่าวมาก่อน

กระนั้นสายตาที่เขามองหวงเจี๋ยในตอนนี้ กลับเด็ดขาดอย่างยิ่ง “เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทุกคนต่างรู้ดีแก่ใจ ไฉนเลยต้องใช้วาจาเหล่านี้ปั่นหัวข้า?”

หวงเจี๋ยปิดปากเงียบ มองถังหย่งฮ่าวด้วยความเงียบสงบ

ถังหย่งฮ่าวจ้องมองหวงเจี๋ย “ศิษย์น้องหวง เจ้ามากฝีมือความสามารถ แต่ไรมาข้าล้วนเลื่อมใส ถึงคนนอกไม่รู้ถึงความสามารถของเจ้า แต่ข้ารู้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย”

“กำหนดแผนการระดับสูงของสำนัก เจ้าไม่เพียงมีอำนาจล่วงรู้ ซ้ำยังมีอำนาจเสนอแผนการ”

“เรื่องครานี้ เจ้ายิ่งมีส่วนร่วม”

“บัดนี้เขากว่างเฉิงกำลังโจมตีต้านภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต พวกเจ้ากลับเตรียมมีดแทงข้างหลัง บางทีเจ้าอาจจะคิดว่านี่เป็นกำหนดแผนที่เป็นประโยชน์ต่อสำนักที่สุด สามารถกำจัดสำนักเขากว่างเฉิงและภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตได้ในคราวเดียว หากแต่ในความคิดข้า นั่นช่างแผนการที่คร่ำครึและโง่เขลา”

“เอาเถิด สัจธรรมศีลธรรมพวกเราไม่พูดถึงก่อน ข้าไม่ได้มีเจตนาจะบังคับคนอื่นให้คิดเช่นเดียวกับข้าทุกคน ข้าเพียงถามเจ้าประโยคเดียว พวกเจ้ามั่นใจว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดได้ แต่ถ้าหากทำให้นพยมโลกมาถึงแล้วจะทำเช่นไร?”

ถังหย่งฮ่าวเอ่ยด้วยสีหน้าเช่นเดิม “สถานที่ที่นพยมโลกมาเยือนอาจจะเป็นนภาพิภพ แต่นั่นก็เป็นโลกแปดพิภพเช่นกัน ก็เหมือนอย่างทางเชื่อมของโลกปีศาจอัคคีที่ทะเลตะวันออก พวกเราทุกคนอาจล้วนต้องเผชิญเหมือนเช่นการคุกคามปีศาจอัคคี”

หวงเจี๋ยมองถังหย่งฮ่าว พลันหัวร่อ “ศิษย์พี่ถัง พูดตรงๆ มีบางครั้งที่ข้ารู้สึกว่าท่านเขลาพอควร”

อีกฝ่ายมองเขา ไม่ได้เกิดอารมณ์โมโหแต่อย่างใด

เขากล่าวต่อไปว่า “แต่หนนี้ไม่เกี่ยวกับว่าท่านเขลาหรือไม่ หากแต่บางเรื่องท่านไม่รู้”

ถังหย่งฮ่าวเอื้อนเอ่ยอย่างเย็นชา “ข้าอยากฟังรายละเอียดกว่านี้”

“ยุคสมัยในตอนนี้ สถานการณ์ในตอนนี้ ล้วนต่างจากจ่านตงเก๋อและจ่านซีโหลวในตอนนั้นแล้ว” หวงเจี๋ยแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า กล่าวอย่างไม่ทุกข์ร้อนว่า “ความทุกข์ทรมานตรงหน้าพวกเราในตอนนี้ คือบททดสอบ”

“เจ้าพูดอะไร?” ถังหย่งฮ่าวงงงวย

หวงเจี๋ยหัวร่อ ไม่ได้พูดต่อไปอีก หันหลังกลับพูดว่า “เขากว่างเฉิงร่วมทำเลวกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ชักนำนพยมโลกมาเยือน ตอนนี้พวกเราพยายามถอนรากถอนโคนพวกเขา กอบกู้โลกแปดพิภพ ก็ง่ายๆ เช่นนี้แล”

ครั้นสิ้นวาจา เขาหันกายย่ำเท้ากลับโพรงหินของตน

ถังหย่งฮ่าวมองเงาหลังของเขา ประกายตาซับซ้อนหาที่เปรียบไม่ได้

ทันทีที่หวงเจี๋ยกลับถึงโพรงหิน เขาก็เห็นว่ามีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ในนั้น จึงรีบรุดเข้าไปคารวะ “อาจารย์อามาถึงเมื่อใดหรือขอรับ”

ชายวัยกลางคนผู้นั้นก็คือซี่จ้าวจวิน หนึ่งในเจ็ดสุริยัน เขาผงกศีรษะให้หวงเจี๋ย “พอๆ กับหย่งฮ่าว”

สายตาของซี่จ้าวจวินมองไปด้านนอกประตู “หย่งฮ่าว นิสัยตรงเกินไปแล้ว หากมิแก้ไข คงเป็นได้เพียงกระบี่ ไม่อาจเป็นผู้ถือกระบี่”

“สภาพแวดล้อมสถานการณ์ปัจจุบันเป็นเหตุ” หวงเจี๋ยเอื้อนเอ่ยสงบนิ่ง “ศิษย์พี่ถังมีราคาของเขาเอง”

“สำนักเราต้องการรุดหน้าห้าวหาญ มุ่งหน้าตลอดทาง ศิษย์พี่ถังนั่นก็ดูเหมือนความต้องการไม่เหมาะกับยุคสมัย งมงายคร่ำครึ หากพวกข้าตนต่ออุปสรรคขนานใหญ่ ตกต่ำถึงขีดสุด กระนั้นคนเช่นเขานี้ กลับสามารถส่งผลประโยชน์ รักษาปราณดั้งเดิมสุดท้ายให้สำนักได้ด้วยซ้ำ”

ซี่จ้าวจวินเอ่ย “พูดได้ถูกต้อง หากแต่นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หย่งฮ่าวถูกกำหนดไว้เป็นเพียงมุกใสเปรอะฝุ่นเท่านั้น”

สีหน้าหวงเจี๋ยวเรียบเฉย “นี่แน่นอนอยู่แล้ว”

ชายวัยกลางคนผุดลุกขึ้น “ข้าเองก็จะรุดหน้าไปหาพวกอาจารย์อาพานแล้วเช่นกัน ทั้งมวลรอเพียงท่านเจ้าสำนักรุ่นก่อนออกฌาน เรื่องใหญ่ได้กำหนดไว้แล้ว เจ้าไม่เตรียมตัวไปเป็นพยานเรื่องทั้งหมดที่จะบังเกิดขึ้นกับตาพร้อมกันหรือ?”

“ไปถึงที่ด้วยตัวเอง เพื่อเป็นการป้องกันเหตุไม่คาดฝัน ปรับแผนการได้ทุกเมื่อ” หวงเจี๋ยส่ายศีรษะ “สิ่งที่ข้าควรทำล้วนได้ทำหมดแล้ว ข้าไม่สนใจจะไปเห็นแผนของข้ากลายเป็นจริง ความรู้สึกพึงใจจำพวกนั้นสำหรับข้า ไม่ได้มีความหมายมากนัก ขอเพียงผลสุดท้ายไม่ผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้ก็ใช้ได้แล้ว”

ซี่จ้าวจวินเองก็ไม่เซ้าซี้เช่นกัน “ข้ากลับต้องไปเห็นกับตาสักหน่อยแล้ว”

หวงเจี๋ยยิ้มจาง “อาจารย์อาค่อยๆ เดินทาง กำจัดเขากว่างเฉิงที่ชักนำนพยมโลกมาเยือนโลกแปดพิภพ ถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างแท้จริง”

ผู้เป็นอาจารย์ยิ้มแย้มเดินออกจากประตูไป “ไม่เลว เป็นเช่นนี้ถูกต้องแล้ว เขากว่างเฉิงหาเรื่องใส่ตัวเอง สำนักเราได้โอกาสขจัดเภทภัยให้โลกแปดพิภพได้พอดี!”
บทที่ 290
บัดนี้ อาณาจักรถังตะวันออกแห่งเกาะนภากลางซึ่งเคยเกิดเหตุใหญ่หลวงเช่นนี้ขึ้น ก็บังเกิดคลื่นใต้น้ำโหมซัด บนพื้นดินปฐพีพิภพอันเป็นเขตแดนเคียงใกล้เช่นกัน

หลินเทียนเฟิงย่ำเหยียบอยู่บนอากาศ ด้านหลังเป็นเหล่ายอดฝีมือของตำหนักอัสนีสวรรค์

หลินโจว คุณชายฟ้าคำรน บุตรชายของเขาก็ยืนอยู่ข้างๆ

หลินเทียนเฟิงทอดมองยังทิศที่เขากว่างเฉิงตั้งอยู่ กล่าวพลางครุ่นคิด “บังเกิดจลาจลขึ้นในเขตใจกลางสำนักกะทันหัน เขากว่างเฉิงผ่านคงจุดหักเหนี้ได้ยาก”

หลินโจวมองลงไปยังปฐพีพิภพที่อยู่ด้านล่าง สีหน้าท่าทางซับซ้อนอยู่บ้าง ในสมองมีภาพต่างๆ นานาผุดขึ้นมา

ปฐพีพิภพ ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต และนพยมโลกล้วนเคยทิ้งความทรงจำอันเลวร้ายอย่างมากให้แก่เขา

ในความทรงจำของเขา ความพลิกผันในชีวิต ก็มาจากหายนะของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต

ท่านพ่อพลาดในการแข่งขันชิงตำแหน่งประมุขตำหนักกับคู่ต่อสู้อย่างต่อเนื่อง ท้ายที่สุดตกรอบ ภายหลังตกต่ำท่ามกลางการปะทะกับมารนพยมโลก

ตัวหลินโจวเองก็บาดเจ็บสาหัสในการทำศึกครานี้เช่นกัน บาดเจ็บไปจนถึงรากฐานปราณดั้งเดิม หวิดจะตัดหนทางรุดหน้าแล้ว

หลังจากนั้นตำแหน่งของเขาภายในตำหนักก็ตกต่ำฮวบฮาบ กลืนหายไปกับมวลชน ถูกพวกเยี่ยนส่านทิ้งไว้เบื้องหลังโดยสิ้นเชิง

ในเวลานั้น หลี่จิ้งหว่านคนรักผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขของเขาก็โรยราในมือผู้กลายเป็นมารคนหนึ่งเช่นกัน กลายเป็นเรื่องเศร้าที่สุดของเขา

“ตอนนี้ ทุกอย่างล้วนไม่เหมือนเดิมแล้ว” หลินโจวปิดเปลือกตา ถึงแม้จะมีความเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง ทำให้เขาเศร้าหมองอย่างถึงที่สุด

หลินโจวลืมตาขึ้นอีกครั้ง เส้นสายทอดมองไปยังเขากว่างเฉิง เหมือนเช่นหลินเทียนเฟิง บิดาของเขา “ท่านพ่อ คนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คงจะไม่ระงับอารมณ์ไม่อยู่กระมัง หน้ามืดตามัวลงมือช่วยเหลือภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตล้มล้างเขากว่างเฉิง นพยมโลกมาเยือนหลังจากนั้น ล้วนไม่เป็นผลดีกับทุกๆ คน”

หลินเทียนเฟิงกล่าว “ไม่หรอก ต่อให้มีคนสิ้นสติ ก็จะมีคนที่จิตใจสงบเยือกเย็นหยุดยั้งเขาเช่นกัน”

เขาพลิกฝ่ามือ พลันปรากฏธนูยาวที่เปล่งแสงสีม่วงวาบวับคันหนึ่งกลางฝ่ามือ “แต่ว่าแม้หยวนเจิ้งเฟิงจะเข้าฌาน เพียงแค่จอมมารหยวนเทียนผู้เดียว ก็ยังต่อกรกับเขากว่างเฉิงไม่ได้ ชัดเจนว่าเขากว่างเฉิงไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น”

“ปล่อยให้พวกเขาจัดการภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตอย่างราบรื่นไม่ได้ เพราะต่างเสียหายด้วยกันทั้งคู่ ต้องมีฝ่ายหนึ่งชนะอีกฝ่ายจนย่อยยับ ถึงจะเป็นผลสรุปที่พวกเรายินดีจะเห็น”

ในฝ่ามือหลินเทียนเฟิงก็ปรากฏกระสุนหน้าไม้สีดำดอกหนึ่งเช่นกัน เขากลัดมันไปบนสายธนู จากนั้นน้าวออก

ธนูยาวสาดแสงม่วงวาววาม พลันส่งเสียงราวกับฟ้าฟาดออกมา แหลมคมประหนึ่งจะเสียบทะลุฟากฟ้า

นั่นคืออาวุธวิญญาณระดับสูงที่ตำหนักอัสนีสวรรค์ยึดกุม ธนูนภาอลหท่านนั่นเอง เดิมทีมีชื่อเสียงคู่มากับธนูยิงตะวันของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นธนูวิเศษที่เลื่องชื่อลือชาที่สุดในโลกแปดพิภพในปัจจุบัน

หลินโจวยลกระสุนหน้าไม้สีดำกลางฝ่ามือหลินเทียนเฟิง เอ่ยในใจ ‘ผลพลิกตะวัน สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์น่าจะมีของสิ่งนี้ทั้งหมดสามดอก ให้ตำหนักเราดอกหนึ่ง ครานี้พวกเขาคงผลาญไปหนึ่งดอกเป็นแน่ เช่นนั้นยังเหลืออีกหนึ่งดอก…’

หลินเทียนเฟิงน้าวธนู กลับไม่ใช่ยิงลงไปด้านล่างปฐพีพิภพ หากแต่เล็งตรงขึ้นไปบนท้องฟ้าเหนือศีรษะตนเอง

ด้านบนเหนือฝูงชนตำหนักอัสนีสวรรค์ ลวดลายค่ายกลหลากสายยื่นขยายไปบนท้องฟ้า ไม่นานนักก็ปรากฏค่ายกลมหึมาค่ายหนึ่ง เปล่งแสงสายฟ้ากระหน่ำวับวาบ

รอบกายหลินเทียนเฟิง มียันต์วิญญาณหลากสายลอยเวียนว่อน กลายสภาพเป็นค่ายกลวิญญาณ แล้วจึงประกอบขึ้นเป็นค่ายกลวิญญาณแท่นบูชาฟ้า สายฟ้าอสรพิษพลิ้วไหวบ้าระห่ำไปทั่วท้องฟ้า

เขาปล่อยสายธนู ยิงตรงออกไปยังท้องฟ้าเหนือศีรษะจนอับแสง จมหายไปในค่ายกลไม่พบเห็น

ค่ายกลโคจรเสียงดังสนั่น จากนั้นก็เงียบสงบอย่างรวดเร็วยิ่ง

หลินเทียนเฟิงพยักหน้าพึงพอใจ “ผลพลิกตะวัน ช่างสมคำเล่าลือ”

“เป้าหมายของพวกเราหนี้ สำคัญที่สุดคือเสื้อคลุมนภา ขอเพียงได้รับอาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้ การเดินทางนี้ก็ไม่สูญเปล่า” หลินเทียนเฟิงเอ่ย “ปีศาจอัคคีทะเลตะวันออกเคลื่อนไหวผิดปกติอีกครั้ง หอคลื่นโหมและเมืองทะเลมรกตไม่มีเวลาปลีกตัวมาดูแล ประมุขตำหนักก็ต้องเตรียมป้องกันทางเขาไร้พรมแดนเป็นสำคัญ”

“แต่ถ้าหลังหวงกวงเลี่ยแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ออกฌานสำเร็จอีกขั้น กระนั้นเขาไร้พรมแดนกับเขากว่างเฉิงที่ปราณดั้งเดิมเสียหายหนักร่วมมือกันก็ไม่อาจต้านทานได้ง่ายนักเช่นกัน เวลานั้นก็เป็นโอกาสของตำหนักอัสนีสวรรค์เราแล้ว”

“สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ต้องการล้มเขากว่างเฉิง ก็ปล่อยพวกเขาไป สำคัญที่สุดคือตำหนักเราต้องเสริมแกร่งพลังความสามารถ”

หลินเทียนเฟิงเก็บธนูนภาอลหม่าน กล่าวว่า “มิเช่นนั้น ครานี้พลังความสามารถของสำนักศักดิ์สิทธิ์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายภาคหน้าตำหนักเราจะอยู่คบค้าสมาคมกับพวกเขาอย่างไร ก็พูดยากอย่างยิ่งแล้ว”

“เป็นพันธมิตรหรือว่าเบี้ยล่าง สุดท้ายที่ต้องดูยังคงเป็นการเทียบพลังความสามารถของทั้งสองฝ่าย”

แววตาหลินโจวเงียบสงัด ทว่าคล้ายกับแฝงเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ เพ่งมองไปยังทิศเขากว่างเฉิง “ใช่แล้ว สุดท้ายล้วนต้องพึ่งพลังความสามารถในการเจรจา”

เหนือเขากว่างเฉิงในตอนนี้ ผู้อาวุโสจางตั้งรับอยู่ลำพัง ฝ่ามือนภาไร้จำกัดกระบวนท่าหนึ่งโจมตีลง ราวกับฟ้าจะถล่มดินจะทลาย จนศีรษะของมหาปรมาจารย์ฐานะเดิมสำนักเขานิมิตทมิฬคนหนึ่งตรงหน้าแหลกละเอียด!

แท่นบูชาฟ้าพังพินาศ ค่ายกลวิญญาณแตกกระจุย ยันต์วิญญาณทุกตัวกลายเป็นอันตรธานหายไป

ยอดฝีมือมหาปรมาจารย์ชั้นที่เก้า ชั้นรูปญาณระยะท้ายคนหนึ่ง กลับชะตาขาดเช่นนี้ที่เขากว่างเฉิง!

ทั่วทั้งสายสำนักเขานิมิตทมิฬ ขณะนี้เหลือเพียงมหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณระยะท้ายสองคนเท่านั้น ต่างเป็นผู้อาวุโสที่จงรักดีของเขานิมิตทมิฬในตอนนั้นทั้งสิ้น

ทว่าบัดนี้หนึ่งในนั้น ได้สิ้นชีพใต้ฝ่ามือของผู้อาวุโสจางไปแล้ว

อีกคนหนึ่งเห็นว่าเขากว่างเฉิงเริ่มพลิกจากตั้งรับเป็นรุกโจมตี กุมความได้เปรียบ สุดท้ายไม่กล้าชนแข็งกับผู้อาวุโสจางที่ระดับมหาปรมาจารย์ขั้นบรรลุธรรม กุลีกุจอหนีออกไป

ผู้อาวุโสจางแค่นหัวเราะครั้งหนึ่ง กล่าวกับฟู่เอินซูและคนอื่นๆ ว่า “อย่าไล่ตามพวกเขาจนตรอกเกินไปนัก เฝ้าระวังสำนัก ป้องกันสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และคนอื่นลอบจู่โจม ข้าจะไปทางเยี่ยนตี๋ จัดการหยวนเทียนกับซินตงผิงให้เร็วที่สุดก่อนค่อยว่ากัน”

“พวกเจ้าอยู่ที่นี่ หากมีเหตุสุดวิสัย จงถอยตั้งรับไปยังยอดเขามหาคุณที่ด้าน รวมตัวกับศิษย์น้องเหอ ทั้งหมดทั้งมวลรอทางข้ากับเยี่ยนตี๋จัดการค่อยว่ากัน”

พวกฟู่เอินซูย่อมรู้ดีว่าจัดการเรื่องหยวนเทียนกับซินตงผิงแล้ว ถึงจะปลดปล่อยพลังมหาค่ายกลกับเสื้อคลุมนภาได้อย่างเต็มที่ นับว่ากวาดเหล่าร้ายราบคาบได้ในพริบตาเดียว และนั่นเป็นจุดสำคัญในการตัดสินสถานการณ์ทั้งหมด

ผู้อาวุโสจางเข้าสู่มิติต่างแดน ด้วยการนำพาของเยี่ยนตี๋แล้วเช่นกัน

ที่นั่น เยี่ยนตี๋กุมความได้เปรียบอย่างเด็ดขาดแล้ว หากไม่ใช่เพื่อไว้ชีวิตหยวนเทียนกับซินตงผิงทั้งหมดไว้ ตอนนี้คงได้รับชัยชนะไปแล้ว

หลังจากผู้อาวุโสจางมาถึง เขาก็ตรงไปสะบัดฝ่ามือโจมตีใส่ซินตงผิงโดยพลัน

เยี่ยนตี๋ก็เริ่มรวมพลัง บุกโจมตีจอมมารหยวนเทียนอย่างดุดัน

สถานการณ์รบยิ่งเบนกลับไปอีกฝั่ง สีหน้าหยวนเทียนจริงจังหนักแน่น ซินตงผิงกลับรำพึงรำพันกับตนเอง “…น่าจะมาถึงแล้วกระมัง?”

ทันใดนั้นเอง มหาค่ายกลนภาก็โดยพลัน!

ตามการปล่อยธนูของผู่จ้าวจวินและหลินเทียนเฟิง ผลพลิกตะวันทั้งสองดอกยิงออกมา หลอมรวมเข้าสู่ภายในค่ายกลที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และตำหนักอัสนีสวรรค์แต่ละฝ่ายตั้งขึ้นเอง พลังอันมหาศาลสองสายส่งออกมาจากนอกบริเวณนภาพิภพ ยิงตรงมาทางนภาพิภพ

คล้ายกับไร้รูปร่างไร้แก่นสาร ทว่ากลับสั่นสะท้านอากาศเปล่า

ลูกธนูยักษ์ทะลุฟ้าราวกับไร้รูปร่างสองดอก พุ่งเป้าตรงมายังเขากว่างเฉิง!

สัมผัสเข้ากับอาณาเขตปกคลุมของมหาค่ายกลนภา พลังไร้รูปร่างสองสายนี้ พลันก่อตัวกระแทกเข้ากับมหาค่ายอย่างรุนแรง

ค่ายกลมหึมาที่เดิมทีมั่นคงอยู่ในอากาศ ลวดลายค่ายกลแต่ละสายพลังทอแสงพร่างพราวขึ้นมาฉับพลัน ก่อเกิดลูกคลื่นรุนแรง

ด้วยอานุภาพของผลพลิกตะวันอันเหี้ยมโหดพิลึกนั่น มหาค่ายกลคุ้มกันเขากว่างเฉิง มหาค่ายกลนภาจึงเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง เหมือนดั่งพื้นผิวทะเลสาบที่มีคลื่นกระเพื่อมขึ้นลง

อากาศในขณะนี้ ล้วนกำลังบิดเบี้ยวและเลือนราง!

ภายในมิติต่างแดน นัยน์ตาทั้งสองของเยี่ยนตี๋พลันปะทุแสงเย็นออกมา อักขระยันต์ในลูกตาดำทั้งสองของเขา แตกสลายกลายเป็นธารแสงเสียงดังกึกก้อง

อักขระยันต์จำนวนมากปรากฏพรู บนพื้นดินสี่ด้านทั่วทั้งภายในมิติต่างแดน ล้วนสับสนวุ่นวายสุดจะรับได้!