281-285

บทที่ 281
เมื่อจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตโดยรอบได้ยินเสียงฟ้าผ่าดังกึกก้อง พวกเขาต่างก็รู้สึกหวาดหวั่นอย่างหนัก

พวกเขามองไปทางผู้เฒ่าผมขาวที่มีพลังฝึกปรือและพลังความสามารถสูงที่สุดในกลุ่มตนเอง กลับปรากฏเห็นเพียงแค่ฝนโลหิตหย่อมหนึ่งสาดกระเซ็นอยู่กลางอากาศ!

เลือดเนื้อกระเด็นติดบนดวงหน้าของตน แต่ละคนล้วนตื่นตะลึง ไม่กล้าเชื่อว่าผู้เฒ่าผมขาวที่อยู่ในระดับมหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิตระยะท้าย จะถูกคนสังหารคาที่ได้ง่ายดายเช่นนี้!

จนกระทั่งหยดโลหิตที่ซ่านเซ็นไปทั่วเหล่านั้น แปรสภาพเป็นควันดำหลากสายลอยขึ้น กระจายหายไม่พบ พวกเขาถึงค่อยหลุดออกจากภวังค์

ซึ่งในระยะเวลาชั่วพริบตานี้ เยี่ยนจ้าวเกอสังหารคนหนึ่งอีกครั้ง ขณะเดียวกันก็ควบคุมสือซงเทาไว้!

ส่วนจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตที่ยังไม่บรรลุเป็นมหาปรมาจารย์เหล่านี้ เยี่ยนจ้าวเกอยืนอยู่กับที่ สยายปีกเซียนกระเรียนด้านหลัง

ขนเซียนกระเรียนประหนึ่งฝนแสง ส่องสว่างลอยออกไปทั้งสี่ด้าน โจมตีจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตแต่ละคนจนอ่วมภายในชั่วเสี้ยววินาที

อีกฟากหนึ่ง สวีเฟยกับอาหู่ก็กำลังจัดการกับคู่ต่อสู้ของตนเองเช่นกัน

เหล่าจอมยุทธ์เขากว่างเฉิงที่เดิมถูกจับกุมไว้ในสนามค้นพบในยามนี้ ว่าสถานการณ์ทั้งหมดได้พลิกจากร้ายเป็นดีในระยะเวลาชั่วพริบตาแล้ว!

ฝูงชนมองดูเยี่ยนจ้าวเกอที่เสมือนกับเทพศัสตราจุติ กวาดล้างศัตรูชั่วพริบตาด้วยความตกตะลึงอยู่บ้าง

บรรดาจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตซึ่งรวมถึงสือซงเทา ไม่มีแม้กระทั่งโอกาสที่จะข่มขู่ผู้คนหรือสังหารคนระบายแค้น ถูกพวกเยี่ยนจ้าวเกอทั้งสามคนกำจัดในชั่วพริบตาแล้ว

เมื่อเห็นท่าทีอันผ่อนสบายของเยี่ยนจ้าวเกอ หากไม่ใช่เพื่อป้องกันมหาปรมาจารย์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตสังหารศิษย์ร่วมสำนักฝ่ายตนแต่แรกเริ่ม เกรงว่าสวีเฟยและอาหู่ล้วนไม่ต้องลงมือ เขาผู้เดียวก็สามารถตะลุยกวาดล้างได้

แม้กระทั่งสือเถี่ยและซือหม่าฉุยที่อยู่กลางอากาศ ขณะเดียวกันที่กำลังประมือกันอยู่นั้น ล้วนแบ่งความสนใจลงไปเบื้องล่างอยู่บ้าง

หนนี้กลับเป็นสือเถี่ยที่ออกมือ ทำให้ซือหม่าฉุยไม่มีเวลาสนใจอย่างอื่น

เยี่ยนจ้าวเกอยืนอยู่ที่เดิม ปรับลมปราณขับพิษตลอดเวลา

มุกวิเศษสีม่วงอันกลายสภาพมาจากเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้า บัดนี้ตกอยู่ในสภาวะอับแสง ปราณวิญญาณหมดสิ้นไม่อาจระงับ คล้ายกับมุกหินสีเทาหม่นเม็ดหนึ่ง ไม่สะดุดตาอย่างยิ่ง ก่อนที่ชายหนุ่มจะเก็บมันกลับไป

สายฟ้าชั่วพริบตา เผาไหม้ทุกสิ่งในเสี้ยวขณะหนึ่ง รวมพลังทั้งหมดปลดปล่อยในคราวเดียว

ในการโจมตีเดียว ผลาญพลังทั้งหมดของเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าที่เยี่ยนจ้าวเกอสามารถขับเคลื่อนได้ก่อนหน้านี้จนหมดสิ้น

ทว่าก็เนื่องด้วยเหตุนี้เช่นกัน อานุภาพของสายฟ้าชั่วพริบตาถึงเรียกได้ว่าเลิศล้ำเหนือธรรมดา

ผู้เฒ่าผมขาวคนนั้นอยู่ในขั้นซ่อนจิตระยะท้าย ออกเมล็ดพันธุ์วิเศษ เกิดหน่อวิเศษออกมา พลังปราณดั้งเดิมและวิชาวรยุทธ์ได้ปรากฏตื้นลึกหนาบางแล้ว มีประสบการณ์ต่อสู้ครั้งน้อยใหญ่เป็นร้อยหนชั่วชีวิต พลังความสามารถแกร่งกล้า

เยี่ยนจ้าวเกอประมือซึ่งๆ หน้ากับเขา ไม่เอ่ยแพ้ชนะอย่างไร ทว่าไม่ใช่เวลารอบสั้นๆ ก็สามารถแบ่งแพ้ชนะได้เด็ดขาด

กระนั้นตอนนี้กลับถูกสายฟ้าชั่วพริบตาของเยี่ยนจ้าวเกอ ระเบิดพลังซึ่งจนไม่เหลือแม้กระทั่งศพ!

ถึงแม้ว่าสายฟ้าชั่วพริบตาจะมีอานุภาพยอดเยี่ยม จนถึงขนาดที่ภูตผีหลีกหลบก็ตาม กระนั้นปราณบริสุทธิ์และจิตวิญญาณของเยี่ยนจ้าวเกอก็เชื่อมประสานกับเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์อย่างแน่นแฟ้น

บัดนี้พลังของเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าถดถอยลง ปราณบริสุทธิ์และจิตวิญญาณของเยี่ยนจ้าวเกอก็เสื่อมถอยลงไปด้วยเช่นกัน

เยี่ยนจ้าวเกอเตรียมการกับเรื่องนี้ไว้ก่อน ดังนั้นขณะเดียวกันที่ขับเคลื่อนเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้า ในชั่วพริบตาสั้นๆ ก็ระเบิดศักยภาพของตนทั้งหมดออกมาเช่นกัน ก่อนที่สภาพจะถอยลงจริงๆ ฮึดสู้ในอึดใจเดียว จับเป็นสือซงเทาและสังหารคู่ต่อสู้อีกคนหนึ่งชั่วเสี้ยววินาทีด้วยเช่นกัน

ขณะนี้ชายหนุ่มกำนิ้วทั้งห้าที่ต้นคอสือซงเทาไว้ กดการโคจรปราณจิตราชั้นในภายในร่างกายของเขา สั่นสะเทือนเลือดเนื้อเขา ทำให้เขาหมดหนทางขยับเขยื้อน

ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอสามารถรู้สึกได้กระจ่างชัด ว่าสือซงเทากำลังขัดขืนไม่หยุด

ใต้ผิวหนังของเขามีพลังปะทุกำลังสาดซัดตลอดเวลา สั่นไหวจนนิ้วทั้งห้าของเยี่ยนจ้าวเกอออกอาการชา

แม้จะจับจุดสำคัญของอีกฝ่ายเอาไว้ กระนั้นเยี่ยนจ้าวเกอที่อ่อนแอลงไปพร้อมกับเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้า มีเวลาไม่กี่ชั่วหายใจเช่นนี้ ก็เริ่มรู้สึกตนเองกำลังจะคุมสือซงเทาไม่อยู่แล้ว

หากแต่หลังจากค่อยๆ ฟื้นฟูปราณดั้งเดิมหลายส่วน ตามการหายใจขับพิษเพื่อปรับสมดุลร่างกายแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอแล้วก็ยังคงจับกุมสือซงเทาไว้ได้แน่นหนา

สวีเฟยและอาหู่ก็จัดการคู่ต่อสู้ของตนอย่างรวดเร็วเช่นกัน

อาหู่มาถึงยังข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอ มองคุณชายของตนด้วยแววตาไถ่ถาม ฝ่ายเยี่ยนจ้าวเกอส่ายศีรษะเล็กน้อย เป็นสัญญาณว่าไม่ต้องให้เขาช่วย

ทว่าสวีเฟยกลับช่วยรักษาศิษย์ร่วมสำนักที่ได้รับบาดเจ็บเหล่านั้นไปพลาง สอดส่องสือซงเทาไปพลาง

กลางอากาศ ซือหม่าฉุยเห็นว่าตนเองไม่อาจจัดการสือเถี่ยได้ ยังเบนความสนใจจนถูกลดระกับความสูงของเจดีย์สูงสีทองจนมันเตี้ยลงเรื่อยๆ อีก ใรใจรู้ว่าหากไม่ถอยหนีแต่เนิ่นๆ ชั่วขณะที่เจดีย์ถูกลับจนเรียบโดยสิ้นเชิง สือเถี่ยก็จะสามารถหลุดพ้นจากการเกาะกุมได้

ถึงเวลานั้นแล้ว เขายังสามารถถอยหนีได้อย่างราบรื่นอยู่หรือไม่ ก็ก้ำกึ่งแล้ว

หลังจากซือหม่าฉุยบุกโจมตีหลอก เขาเริ่มปลีกตัวถอยหนี

เจตจำนงหมัดวรยุทธ์ของสือเถี่ยแผ่ขยายออกมา ปกคลุมไปทั่วสี่ทิศ คุ้มกันกลุ่มของเยี่ยนจ้าวเกอไว้ และไม่ไล่ตามเช่นกัน ฝ่ามือยังคงยันอยู่บนเจดีย์สูงสีทอง

ด้วยการยับยั้งของเขา ขนาดของเจดีย์สูงสีทองหดลงไม่หยุด

มหาค่ายกลแดนมาร บัดนี้ก็มีแนวโน้มว่าจะพังทลายลงแล้วเช่นกัน

เยี่ยนจ้าวเกอควบคุมสือซงเทาไว้ ยามนี้จอมยุทธ์กว่างเฉิงที่ได้รับการช่วยเหลือสามารถผ่อนลมหายใจได้ในที่สุด เพียงแต่สายตาเริ่มย้ายไปย้ายมาระหว่างสือเถี่ยกับสือซงเทา บรรยากาศพิลึกก่อตัวขึ้นตลอดเวลา

“อาหู่” เยี่ยนจ้าวเกอถอนใจเสียงเบาครั้งหนึ่ง อาหู่ผงกศีรษะ รับงานของสวีเฟยแทน รักษาอาการบาดเจ็บให้กับจอมยุทธ์กว่างเฉิงเหล่านั้น ขณะเดียวกันก็พาพวกเขาออกจากที่แห่งนี้

ความรู้สึกของเหล่าจอมยุทธ์กว่างเฉิงซับซ้อน ภายใต้ความนิ่งเงียบ สุดท้ายแล้วยังคงไม่ได้ถามอะไรมาก ปลีกออกไปตามอาหู่

สีหน้าท่าทางสวีเฟยหนักแน่นจริงจัง มาถึงยังเบื้องหน้าสือซงเทา

เวลานี้สือซงเทากลับสงบนิ่งลง

บัดนี้เขาไม่อาจหันศีรษะกลับมองเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ด้านหลัง ทว่ากล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชา “สมคำเล่าลือ”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวถาม “ศิษย์พี่สือ ล่วงเกินแล้ว แต่คำถามประโยคที่สอง ที่ข้าถามท่านเมื่อสักครู่ สุดท้ายแล้วคำตอบเป็นเช่นไร?”

สือซงเทาเงียบลงฉับพลัน

สือเถี่ยที่อยู่บนเจดีย์สูงสีทอง สายตากวาดผ่านทั้งกายสือซงเทา พลันเปิดปากเอ่ย “ตรวจดูกระเป๋าย่อส่วนของเขาเถิด”

สวีเฟยผงกศีรษะ ค้นหากระเป๋าย่อส่วนออกมาจากกายสือซงเทา

สือซงเทามองดูเขาและสือเถี่ยด้วยความเย็นชา สุดท้ายเส้นสายตาตกอยู่บนกระเป๋าย่อส่วน เผยประกายเจ็บปวดทรมานออกมาจากนัยน์ตาทั้งสอง

ครั้นเปิดกระเป๋าย่อส่วนออก ในนั้นปรากฏโลงเย็นโปร่งใสสามโลง หนึ่งในนั้นว่างเปล่า ทว่าภายในโลงอีกสองโลงกลับแบ่งบรรจุร่างคนคนหนึ่งไว้

หนึ่งในนั้น เป็นหญิงงามเพริศดูแล้วอายุไม่เกินยี่สิบต้นๆ เพียงแต่ดวงตาทั้งสองปิดสนิท ดุจดั่งจมดิ่งสู่ห่วงนิทราลึก

ส่วนอีกผู้หนึ่ง กลับเป็นเด็กผู้ชายที่ดูแล้วอายุประมาณสิบขวบคนหนึ่ง

โครงหน้าเด็กชายเหมือนหญิงสาวผู้นั้นยิ่งนัก ทว่าช่วงตาและคิ้ว กลับคล้ายคลึงสือเถี่ยและสือซงเทา

สีหน้าอารมณ์สวีเฟยไม่เห็นความผ่อนคลาย “จวินเอ๋อร์ยังมีชีวิตอยู่ หากแต่ชีวิตก็แขวนอยู่บนเส้นด้ายเช่นกัน ส่วนพี่สะใภ้อวี่เจิน…”

เยี่ยนจ้าวเกอมองไป หลานของสือเถี่ย บุตรของสือซงเทานามสือจวิน ในตอนที่หายตัวไปยังมีอายุไม่เกินสามขวบปี ร่างกายในตอนนี้คล้ายว่าเติบโตตามปกติ

ทว่าสถานการณ์ของเด็กชายก็ไม่สู้ดีแล้วเช่นกัน

ส่วนสภาพของภรรยาสือซงเทาอิ๋งอวี่เจินในตอนนี้ ยากยิ่งจะบอกว่านางยังมีชีวิตอยู่…

“โลงเย็นเหล่านี้รักษาร่างของพวกเขาไว้ชั่วคราว เรื่องนี้ พวกเราคิดหาวิธีให้ถี่ถ้วน” เยี่ยนจ้าวเกอมองสือซงเทา “ศิษย์พี่สือ เรื่องจนถึงตอนนี้ บางเรื่องลองเล่ามาก็ไม่เสียหายกระมัง? ตอนนั้นผู้ใดช่วยท่านไว้กันแน่ ทั้งยังชักนำท่านให้อุทิศตนให้กับนพยมโลก? เป็นคนของสำนักเราใช่หรือไม่?”
บทที่ 282
ครั้นได้ยินคำถามของเยี่ยนจ้าวเกอ สือซงเทาก็นิ่งเงียบ หลังจากนั้นครู่ใหญ่ถึงกล่าวอย่างสงบ “พวกเจ้าคงมีความคาดเดาอยู่ในใจเหมือนกันแล้วกระมัง?”

เยี่ยนจ้าวเกอและสวีเฟยมองดูเขา สายตาของสือเถี่ยเองก็จดจ้องเขาอยู่เช่นกัน

สือซงเทาช้อนสายตาขึ้น สบตากับสือเถี่ย เอ่ยอย่างเฉยชา “อันที่จริงข้าไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของเขามาก่อน รวมถึงการที่เขาช่วยข้า ถ่ายทอดวิชาอับแสงสังหารและวิชาวรยุทธ์อื่นๆ ก็ไม่เคยติดต่อกันต่อหน้าจริงๆ มาก่อนเช่นกัน”

“แต่ถ้าพวกเจ้าถามข้าล่ะก็ ข้าคิดว่านั่นคืออาจารย์อาฟาง”

สือเถี่ยได้ยินแล้ว ในดวงตาทั้งสองแล่นแสงวาบ จ้องบุตรของตนเขม็ง

สายตาเยี่ยนจ้าวเกอและสวีเฟยก็ล้วนชะงัก

“ในเมื่อท่านไม่เคยพบหน้าเขาจริงมาก่อน ไยแน่ชัดว่านั่นคือท่านอาจารย์ลุงสอง?” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวถามเสียงหนักแน่น “ฟังจากเสียง? สำหรับพวกข้า คนที่พลังฝึกปรือเช่นนั้นสามารถปลอมเสียงของตน ระดับพลังความสามารถของพวกเรายากยิ่งแยกแยะ”

สือซงเทาเอ่ยเย็นชา “ข้าถึงได้บอกไป ว่าข้าคิดว่าเป็นเช่นนั้น”

“แน่นอน ข้าจะไม่ทึกทักเช่นนี้ แต่ที่ข้าคาดคะเนเช่นนี้ เป็นเพราะหลังจากมหาค่ายกลแดนมารที่ประมุขภาคีเสนอว่าไม่อาศัยสถานที่ ก็สามารถชักนำนพยมโลกมาเยือนได้ ข้าลองรวบรวมเบาะแสจำนวนหนึ่งแล้วถึงได้ผลสรุปออกมา”

เขาถูกเยี่ยนจ้าวเกอกุมต้นคอไว้ ไม่อาจหันศีรษะกลับ ทว่ายังคงเอ่ยถามชยหนุ่ม “เจ้าคิดว่า อาจารย์อาฟาง ฟางจุ่น แต่เดิมมีแนวคิดกลางๆ เหมือนเช่นเหล่าผู้อาวุโสสำนักในสำนักตลอดมา แล้วเหตุใดภายหลังถึงมีท่าทีแข็งกร้าวหัวรุนแรง?”

สือซงเทามองสือเถี่ย “เจ้าคงไม่คิดจริงว่าเป็นเพราะทั้งสองคนเขากับอาจารย์ปู่ล้วนเอนไปทางแข็งกร้าว อาจารย์อาฟางจึงเปลี่ยนบ้างด้วยเหตุฉะนี้กระมัง?”

“บุคคลเฉกเช่นอาจารย์อาฟางนั้น สามารถเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือได้ง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ?”

สีหน้าของสือซงเทาเย็นชา ไม่เห็นความเศร้าซึม ไม่เห็นความอาดูร ไม่เห็นความลำพองใจ ไม่เห็นความเหน็บแนม น้ำเสียงเรียบเฉยราวกับน้ำเปล่า

เยี่ยนจ้าวเกอควบคุมเขาไว้จากด้านหลัง กล่าวถาม “ท่านอาจารย์ลุงสองคือประมุขภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต?”

เขาและกลุ่มคนสำนักเขากว่างเฉิงล่วงรู้ผ่านยอดฝีมือระดับสูงภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตที่จับกุมไปก่อนหน้านี้ ว่าภายในเรียกผู้นำของภาคีว่าประมุข

ในความเป็นจริง ผู้นำที่แท้จริงของจอมยุทธ์ที่อุทิศตนสู่นพยมโลกและภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต คือนพยมโลก

กระนั้นประมุขภาคี กลับเป็นยอดฝีมือสุดยอดที่สุดในกลุ่มพวกเขากลุ่มนี้ ที่มีความเข้าใจต่อนพยมโลกลึกซึ้งมากที่สุด กุมความลับจำนวนมากไว้

มองอีกมุมหนึ่ง ก็ราวกับเป็นผู้แทนของนพยมโลก

มหาค่ายกลที่ชักนำนพยมโลกมาเยือน รวมถึงการสร้างแดนไอมาร ก็เป็นประมุขภาคีเป็นผู้เสนอ

ส่วนจะเป็นการคิดทบทวนสร้างขึ้นลำพัง หรือได้รับสืบทอดหลังติดต่อนพยมโลก กลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้

ขณะเดียวกัน ประมุขภาคีก็ลึกลับอย่างยิ่งเช่นกัน ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ฐานะตัวตนที่แท้จริงของเขา

“จอมมารหยวนเทียนไม่ใช่ผู้ชูโรงภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตหรือนี่…” เยี่ยนจ้าวเกอเพ่งมองสือซงเทา “เจ้าหมายความว่า การพลิกผันรูปแบบความคิดปกติของท่านอาจารย์ลุงสอง มีความเกี่ยวโยงกับนพยมโลกและภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต?”

สือซงเทาเอ่ยเย็นชา “เจ้าเองก็น่าจะรู้ การประเมินค่าของฝ่ายแข็งกร้าวสำนักเขากว่างเฉิง ที่มีต่อแนวคิดฝ่ายมั่นคงกระมัง?”

“บางทีอาจจะได้รับผลกระทบของอาจารย์อาเยี่ยน ข้าจำได้ เจ้าเองก็มีรูปแบบแนวคิดของฝ่ายแข็งกร้าวเช่นกัน”

ถึงแม้ว่าจะอยู่ต่อหน้าสือเถี่ย ถึงแม้ว่าจะวิพากษ์วิจารณ์ผู้อาวุโสบางส่วนในสำนัก ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอยังคงเอื้อนเอ่ยสงบนิ่งว่า “รักษาความเพ้อฝัน เกินความเป็นจริงเอาไว้ ฝากความหวังไว้กับศัตรู”

ผู้อาวุโสสำนักเขากว่างเฉิงส่วนหนึ่งที่เคยผ่านช่วงเวลาดำมืดที่สุดช่วงนั้นในอดีต แลมีชีวิตจวบจนปัจจุบัน หวังพยายามเลี่ยงการเกิดการปะทะศัตรูภายนอกกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์สุดกำลัง สั่งสมพลังความสามารถตัวเองเงียบๆ จนผงาดขึ้นแข็งแกร่งยิ่งใหญ่อีกครา

ยามจำเป็น สามารถสละชีวิตและหลีกถอยได้บ้าง เพื่อซื้อเวลา

การก่อตัวแนวความคิดประเภทนี้ เหมือนเช่นวิธีครั้นจ่านซีโหลว ผู้สะเทือนสวรรค์ยังคงดำรงตำแหน่ง

ตอนนั้น สำนักเขากว่างเฉิงก็ค่อยๆ เคี่ยวกรำผ่านยุคที่มืดมิดที่สุดเชื่องช้าเช่นนี้ จนรับกับแสงแรกอรุณของการผงาดขึ้นอีกหนในที่สุด

กระนั้นยอดฝีมือรุ่นวัยกลางคนโดยมีเจ้าสำนักรุ่นก่อนหยวนเจิ้งเฟิงเป็นผู้นำ และมีเยี่ยนตี๋ สือเถี่ยและคนอื่นๆ เป็นผู้นำ กลับยึดถึงแนวคิดตรงกันข้าม

เพราะในความคิดของพวกเขา ขณะที่ตนเองพัฒนา ขุมกำลังเช่นสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และอื่นๆ ก็กำลังพัฒนาอย่างเต็มกำลังเช่นกัน

อีกฝ่ายไม่มีทางใจดียืนอยู่กับที่ คอยท่าสำนักเขากว่างเฉิงพัฒนาไล่ตาม หรือถึงขั้นล้ำหน้าตนเองไป

ไม่เพียงแค่นั้น การกดอัด ยับยั้ง และทำลาย จะจู่โจมมาราวกับกระแสน้ำ

ซึ่งยุคสมัยในตอนนี้ สถานการณ์หาใช่เฉกเช่นยามจ่านซีโหลวผู้สะเทือนสวรรค์ยังดำรงตำแหน่งไม่

ความแตกต่างที่มากที่สุดก็อยู่ที่ จ่านซีโหลววายชีวิตไปแล้ว!

เรื่องหนึ่งที่ไม่ว่าศิษย์กว่างเฉิงคนไหนๆ ต่างยอมรับ ในตอนนั้นที่ผู้สะเทือนสวรรค์ จ่านตงเก๋อร่วงโรย ยอดฝีมือกว่างเฉิงบาดเจ็บล้มตายยับเยิน หลังปราณดั้งเดิมเสียหาย หากไม่ใช่จ่านซีโหลวปรากฏตัว เกรงว่าเขากว่างเฉิงตอนนี้คงไม่ดำรงอยู่อีกต่อไป

มีจ่านซีโหลวอยู่ ดังนั้นเขากว่างเฉิงในตอนนั้นจึงเข้มงวดฟันฝ่า ซ่อนเร้นความสามารถ รับประกันได้ว่าผลประโยชน์หลักของตนจะไม่ได้รับความเสียหาย มีความมั่นใจรับประกันว่าเส้นตายของตนจะไม่ถดถอย

หากแต่ตอนนี้ ถ้ายังคงเอาแต่หลีกถอย เช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการยึดมั่นกรอบอันคร่ำครึ

ฝากความหวังไว้ที่ศัตรู นี่เป็นเรื่องที่ฝ่ายแข็งกร้าวไม่อาจยอมรับ

สือซงเทากล่าว “เช่นนั้นเจ้าคิดว่าความคิดของฝ่ายมั่นคงอยู่ในเงื่อนไขแบบใด ถึงจะสามารถไปได้?”

เยี่ยนจ้าวเกอมุ่นคิ้วเล็กน้อย “เว้นเสียแต่ สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เหมือนเช่นสำนักเราในอดีต”

การรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดแล้วเสื่อมถอดของสำนักเขากว่างเฉิง เริ่มมาจากการรุกรานของโลกปีศาจอัคคี ยอดฝีมือกว่างเฉิงนับไม่ถ้วนสู้ศึกปีศาจอัคคี บาดเจ็บล้มตายย่อยยับ

นั่นไม่ได้เกิดขึ้นบนท้องที่เขากว่างเฉิง ไม่ได้เกิดขึ้นที่นภาพิภพ

ซึ่งในความคิดเยี่ยนจ้าวเกอ ถ้าแนวคิดของฝ่ายมั่นคงไม่เปลี่ยนเป็นเพ้อฝันดั่งวิมานกลางอากาศ ปรากฏความเปลี่ยนแปลงเหมือนเช่นปีศาจอัคคีรุกรานในอดีตแบบนั้น ฝ่ายได้รับความเสียหายโดยส่วนมากจะต้องเป็นสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ก็ตำหนักอัสนีสวรรค์ถึงจะใช้ได้

หากเกิดขึ้นที่นภาพิภพและเขากว่างเฉิง กระนั้นเรื่องที่ตามมาก็คงไม่ต้องเอ่ยแล้ว

เยี่ยนจ้าวเกอมองสือซงเทา “ท่านหมายความว่า ตอนนั้นยังคงเป็นท่านอาจารย์ลุงสองฝ่ายมั่นคง ยึดความคิดโจมตีไปถึงนรก โจมตีไปถึงแนวหน้านพยมโลก? เขาวางแผนชักนำนพยมโลกมาเยือนบนเขตแดนสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ สร้างหายนะให้แก่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ด้วยน้ำมือคน?”

อารมณ์บนดวงหน้าสือซงเทาเปลี่ยนแปลงในที่สุด เผยเห็นรอยยิ้มเหน็บแนมอยู่บ้าง “ประวัติศาสตร์ของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตหาได้ยาวนานไม่ ปฐพีพิภพสั่นสะเทือนรุนแรง ยิ่งคนมากเท่าไร ยิ่งง่ายต่อการโน้มนำของนพยมโลก และก็เป็นเพราะเรื่องในหลายปีมานี้เช่นกัน ที่มีคนเข้าไปยังอเวจี พยายามสำรวจความลับในนั้น เปิดประตูใหญ่ต้องห้ามออกมา”

“น่าเสียดาย ท้ายที่สุดในใจเขาอาจถูกนพยมโลกดึงความคิดยึดติดและความคิดชั่วร้ายบางอย่าง จนถึงขั้นกลายเป็นความคิดมาร เดิมทีจะชักนำนพยมโลกมาเยือนเพื่อเป็นกลอุบาย บัดนี้กลับกลายเป็นเป้าหมายเสียแล้ว”

“หลังจากนั้นไฉนเลยเขาถึงกลับเป็นฝ่ายแข็งกร้าว? เพราะเขาค้นพบว่าการต่อสู้ระหว่างสำนักเขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ของโลกแปดพิภพนี้ยิ่งรุนแรงขึ้นเท่าใด นพยมโลกยิ่งมีโอกาสฉกฉวยยิ่งขึ้นอย่างไรเล่า”

“กาลก่อนไม่ว่าเขาจะเป็นฝ่ายแข็งกร้าวหรือมั่นคง ล้วนเพื่อเขากว่างเฉิงทั้งสิ้น หากแต่ตอนนี้ทั้งปวงเขาทำเพื่อนพยมโลก เช่นนั้นแข็งกร้าวหรือมั่นคงก็ไม่สำคัญแล้ว ไม่ใช่แนวคิดอีกต่อไป เป็นเพียงการเสแสร้งและอุบายเท่านั้น เนื่องจากเป้าหมายในการต่อสู้ของชีวิตเขาเปลี่ยนไปแล้ว”

สีหน้าอารมณ์ของสือซงเทาเองก็ซับซ้อนอยู่บ้างเช่นกัน “ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตที่นำพาหายนะมาให้เขากว่างเฉิง มาให้โลกแปดพิภพ เป็นคนของเขากว่างเฉิงเองเป็นผู้กระทำเป็นมือแรกนี่เอง…”

สวีเฟยและเยี่ยนจ้าวเกอต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

สีหน้าสือเถี่ยเงียบสงบเคร่งขรึม ฝ่ามือกดบนเจดีย์สูงสีทอง

เจดีย์สูงสีทองนั่น บัดนี้ค่อยๆ เลือนหายไม่พบ ถูกสือเถี่ยผนึกไว้ในที่สุด

สีหน้าอารมณ์สือเถี่ยสงบนิ่ง ไม่ลุกลี้ลุกลนแต่อย่างใด เดินมาทางพวกเขาเยี่ยนจ้าวเกอและสือซงเทา
บทที่ 283
สือเถี่ยเดินมายังเบื้องหน้าสือซงเทา ร่างสูงใหญ่ของเขาดุจดั่งขุนเขาก็ไม่ปาน

กระนั้นเยี่ยนจ้าวเกอและสวีเฟย กลับล้วนเศร้าโศกในใจ

แม้ว่าแผ่นหลังจะตรงพอควร องคาพยพทั้งห้าแลดวงหน้ายังคงหนักแน่น ทว่าพวกเขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกท้อแท้ไร้กำลังใจอันหาได้ยากจากสือเถี่ย

เขาส่ายศีรษะเล็กน้อย เอ่ยกับเยี่ยนจ้าวเกอว่า “ส่งต่อให้ข้าเถอะ”

ขณะกล่าว เขายื่นมือออกมา ในระหว่างเจตจำนงหมัดผันผวน ก็กดไปบนร่างของสือซงเทา

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ ปล่อยฝ่ามือออกจากต้นคอสือซงเทา ถอยร่นไปเบื้องหลัง

ทว่าชั่วเสี้ยวขณะที่เจตจำนงหมัดของสือเถี่ยกดสือซงเทาไว้ สีหน้าของสือซงเทาก็พลันแปรผัน!

ยามนี้สีหน้าอารมณ์ของสือเถี่ย เยี่ยนจ้าวเกอ และสวีเฟยต่างก็เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเช่นกัน

มีพลังอันแก่กล้าอย่างยิ่งปะทุออกมาจากภายในกายสือซงเทาในทันใด!

ระหว่างที่สีหน้าสือเถี่ยแปรเปลี่ยนฉับพลัน เจตจำนงหมัดวรยุทธ์เปลี่ยนรูปในชั่วพริบตา แสงวาวโรจน์ใสกระจ่างสาดส่องทั้งสี่ทิศจ้าตา ปกคลุมทั่วร่างสือซงเทา ต้องการระงับพลังเหล่านั้นไว้

ในแววตาสือซงเทาเผยเห็นประกายประหลาดใจ รู้สึกว่าพลังในร่างกายตนกำลังกำเริบ พ่นโลหิตสดออกจากปากบ้าคลั่ง!

ทั้งร่างเขาศีรษะจดปลายเท้าต่างกำลังสั่นเทิ้ม กระดูกทุกท่อน เส้นเลือดทุกสาย จุดลมปราณทุกจุด ล้วนราวกับน้ำป่าไหลทะลักอย่างไรอย่างนั้น

เยี่ยนจ้าวเกอและสวีเฟย เพียงแค่ยืนอยู่ข้างๆ ยังไม่ได้เข้าไปใกล้ ก็รู้สึกถึงเจตจำนงกระบี่อันไร้ขอบเขตกำลังก่อเกิดอยู่ภายในร่างสือซงเทาแล้ว

ราวกับว่าในชั่วขณะนี้ ทั้งกายสือซงเทาล้วนประกอบขึ้นด้วยปราณกระบี่และเจตจำนงกระบี่

เจตจำนงกระบี่ไร้ที่สิ้นสุดพุ่งออกมาด้านนอกจากภายในร่างสือซงเทา ทอดยาวไม่ขาดสาย

ทุกๆ รูขุมขนทั่วกายเขาล้วนกำลังมีเลือดไหลซึมออกมา ราวกับจะพ่นออกมาพร้อมกัน ทั้งร่างแตกสลาย กลายสภาพเป็นกระบี่โลหิตไร้ที่สิ้นสุด ระเบิดออกมา

เจตจำนงอันทรงพลังมหาศาลนั้น สูงและไกลโพ้นไร้ขอบเขตประหนึ่งท้องนภา และยังเปี่ยมอานุภาพหนาหนักประหนึ่งพื้นดินกว้าง

ด้วยกระบี่เดียว ดุจดั่งฟ้าดินชั้นหนึ่ง

เพียงแต่ขณะนี้ กลับจะเอาร่างของสือซงเทา แปรเปลี่ยนเป็นฟ้าดินเลือดเนื้อผืนหนึ่ง

ซึ่งเจตจำนงกระบี่นี้ มีเป้าหมายมุ่งไปยังสือเถี่ย!

พลังอันแก่กล้ามหาศาล ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอและสวีเฟยล้วนไม่อาจเข้าใกล้

ถึงกระนั้นเจตจำนงกระบี่นี้ พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่าแปลกตาโดยสิ้นเชิง

หนึ่งในสามสุยอดวิชากว่างเฉิง กระบี่นภาไร้ขอบเขต!

วิชาลับที่จ่านซีโหลว ผู้สะเทือนสวรรค์เป็นคนสรรสร้างในอดีต คู่กับฝ่ามือสวรรค์กว่างเฉิงและดาบนภาไร้จำกัด!

เพียงแต่ขณะนี้ เป้าหมายของเขากลับเป็นจอมยุทธ์กว่างเฉิง!

นัยน์ตาทั้งสองของสือเถี่ยทอแสงวับวาบ ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกคำหนึ่ง ทั้งร่างปรากฏเป็นสภาพเพชร โปร่งแสงเงาระยับประดุจสีเคลือบ

เจตจำนงหมัดวรยุทธ์อันแข็งแกร่งยิ่งใหญ่ถูกเขาโคจรจนถึงขีดสุด ยับยั้งพลังที่พลันปะทุออกมาจากภายในร่างสือซงเทา

น่าเสียดาย พลังนี้ปลดปล่อยออกมาจากภายในร่างกายสือเถี่ย ที่ทำลายเป็นอันดับแรกคือร่างของสือซงเทา

สือเถี่ยกัดฟันกรอด แยกสองฝ่ามือออกจากกัน กลายเป็นแรงดูดอันบิดเบี้ยวกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่ยับยั้งโดยสิ้นเชิงอีกต่อไป หากแต่เป็นยับยั้งไปพลาง นำพาไปพลาง

เจตจำนงกระบี่อันน่าหวาดประหวั่น หลอมผนึกเป็นประกายกระบี่มีรูปร่างสายหนึ่ง ประดุจผ้าไหมแผ่ออกไปไร้จุดสิ้นสุด โถมออกจากร่างสือซงเทา มุ่งเป้าตรงไปยังสือเถี่ย!

ดวงหน้าสือเถี่ยหนักแน่นดุจดั่งก้อนหินใหญ่ กลับปลดเกราะเทวะแสงลึกล้ำ อาวุธวิญญาณระดับสูงบนร่างเขาออกในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้

เกราะเทวะแสงลึกล้ำแปรเปลี่ยนเป็นแสงสีดำสายหนึ่ง ครอบคลุมร่างกายของสือซงเทา ต้องการระงับร่างเขาที่กำลังจะใกล้จะแตกสลายไว้ชั่วคราว

ทว่าทันใดนั้น ท่ามกลางประกายกระบี่อันสว่างไสวกว้างไกล มีแสงสีทองแปลกประหลาดปรากฏวาบ เป็นเส้นๆ ซับซ้อน

ขณะแสงทองแต่ละสายลอยล่อง ก็พันเกราะเทวะแสงลึกล้ำ ขัดขวางมันเอาไว้ชั่วเสี้ยวขณะอย่างไม่คาดคิด

ซึ่งประกายกระบี่อันกว้างใหญ่นั่น มุ่งโจมตีช่วงอกและเอวของสือเถี่ยหวังทำร้าย!

บนร่างสือเถี่ยระเบิดแสงจ้าออกมา เปล่งประกายวามวาวไม่หยุด

ทว่าประกายกระบี่นั่น กลับโจมตีร่างกายของสือเถี่ยดังสนั่นตลอดเวลา ราวกับไร้ขอบเขต ไร้ที่สิ้นสุดเช่นกัน

สือเถี่ยร้องตะโกนเสียงดัง ทุบหมัดหนึ่งลงอย่างแรง อัดประกายกระบี่เล่มนั้นแตกกระจุย

เยี่ยนจ้าวเกอและสวีเฟยมองไป เห็นช่วงอกเอวสือเถี่ยไม่มีโลหิตไหล หากแต่กลับแตกสลายยุบลงไปเป็นโพรงใหญ่ รอยร้าวหลากสายถี่ยิบ

บัดนี้ท่วงทำนองที่ไม่เสียหายไม่ดับสูญประหนึ่งเพชรนั่น ก็สลัวมืดลงไม่น้อยเช่นกัน

สีหน้าของสือเถี่ยไม่เปลี่ยนแปลงแม้สักนิด คล้ายกับไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ ทั้งสิ้น

เขามองทางสือซงเทา เผยให้เห็นประกายโศกเศร้าออกมาจากแววตาอยู่หลายส่วน

แม้ว่าจะนำพาเจตจำนงกระบี่โจมตีตนเองได้ทันเวลา และยังพยายามใช้เกราะเทวะแสงลึกล้ำปกป้องร่างกายของสือซงเทาไว้ ทว่าเจตจำนงกระบี่ที่แต่เดิมปลดปล่อยออกมาจากภายในร่างสือซงเทา ไม่ว่าจะทำอันตรายสือเถี่ยได้หรือไม่ สือซงเทาล้วนต้องการถ่วงกระบี่นี้ไว้ก่อน

ซึ่งกระบี่นี้ ไม่ใช่สิ่งสือซงเทาจะสามารถทนรับได้

ขณะที่อีกฝ่ายซ่อนเจตจำนงกระบี่สายหนึ่งไว้ในร่างกายสือซงเทา ก็ลอบวางเล่ห์กลอื่นๆ กับเขาอีกเช่นกัน

แก่นสกัดจากมังกรจำศีลพิศวง โลกหล้ามีเพียงหยิบมือ มุ่งควบคุมโลหะเทวะแสงลึกล้ำ วัตถุดิบสำคัญในการสรรสร้างเกราะเทวะแสงลึกล้ำโดยเฉพาะ

ถึงแม้ว่าสือเถี่ยจะชิงจังหวะตัดสินใจฉับพลัน เดินหน้าเต็มกำลัง กระนั้นสือซงเทาก็ยังคงได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก

สือซงเทาอ้าปาก กระอักฟองโลหิตออกมาจากปากไม่หยุด เขากลับไม่แยแส หัวร่อพลางกล่าว “คิดไม่ถึง คิดไม่ถึง อาจารย์อาฟางจะฝังเจตจำนงไว้ในร่างข้า และไม่รู้ได้ว่าเมื่อใด…”

เขามองสือเถี่ย “เหอะๆ ดูเหมือนว่าเตรียมไว้เพื่อเจ้าโดยเฉพาะ มีเพียงเจตจำนงหมัดของเจ้าเท่านั้นถึงจะกระตุ้นเจตจำนงกระบี่สายนี้ได้ ถึงอย่างไรเจ้าก็ฝึกวิชากายเพชร เจตจำนงหมัดต่างจากผู้อื่น มีหนึ่งเดียวในใต้หล้า…”

“แสงทองนั่น คือมังกรจำศีลกระมัง? เป็นของที่เอาไว้รับมือกับเกราะเทวะแสงลึกล้ำบนตัวเจ้าโดยเฉพาะ…”

สือเถี่ยกุมมือข้างหนึ่งไว้ที่ปากแผลช่วงอกของตนไว้ อีกมือหนึ่ง ใช้เจตจำนงหมัดยับยั้งร่างของสือซงเทาไว้ลำพัง ทำให้บุตรชายไม่ถึงกับแหลกสลาย

เขาสูดหายใจเข้าลึกคำหนึ่ง ก่อนจะหันศีรษะกลับมองเยี่ยนจ้าวเกอและสวีเฟย เอื้อนเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “ส่งข่าวกลับสำนักให้เร็วที่สุดทันที รายงานว่าไส้ศึกมีฐานะเป็นถึงประมุขภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต”

หลังกจานั้นเขาย้ำชัดทีละคำ “ประมุขภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ไม่ใช่ศิษย์น้องฟาง แต่เป็นอาจารย์อาซิน ซินตงผิง!”

เยี่ยนจ้าวเกอและสวีเฟยต่างเลิกคิ้วขึ้น ในแววตาสือซงเทากลับเผยประกายงงงันออกมา

“ได้ฟังคำพูดของซงเทา แล้วยังประสบกระบี่นี้เอง ข้าถึงจะแน่ใจเรื่องนี้ได้” สือเถี่ยส่ายศีรษะเชื่องช้า มองยังสือซงเทา “เจ้าถูกคนหลอกให้เข้าใจผิดแล้ว”

สือซงเทาช้อนสายตาขึ้นสบกับสือเถี่ย หลังจากนั้นเนิ่นนานค่อยเอ่ยเย็นชา “เจ้านี่เห็นแก่ส่วนร่วมก่อนส่วนตัวตลอดกาล”

“ไฉนเจ้าไม่คิดว่า เป็นที่ข้ารู้ความจริง แต่จงใจไม่พูด เป็นข้าที่กำลังตบตาให้พวกเจ้าเข้าใจผิด?”

“เจ้าตัดสินโทษทัณฑ์ในสำนัก โทษสถานหนักทั่วทั้งเขากว่างเฉิง เจ้าล้วนเชี่ยวชาญ การทรมานไต่สวนเป็นความถนัดของเจ้า แต่เจ้ายังไม่ได้ลงมือเลยนะ จะอาศัยอะไรตัดสินว่าข้าไม่ได้หลอกพวกเจ้า แต่คนที่ถูกคนหลอกให้เข้าใจผิดกลับเป็นข้า?”

สือเถี่ยกล่าวด้วยความสงบนิ่ง “ข้าดูออก”

สือซงเทานิ่งเงียบไม่พูดจา หลังจากนั้นครู่ใหญ่จึงกล่าว “สำหรับข้า อาจารย์อาฟางใช่หรือไม่ใช่ประมุขภาคี แท้จริงแล้วไม่สำคัญ”

เขาหันศีรษะมองโลงแก้วสองโลงที่บรรจุร่างของภรรยาและบุตรของตนไว้ “สำหรับข้าแล้ว สิ่งที่สำคัญคือพวกนาง”

หลังจากมองโลงแก้วโลงที่สาม เขาก็ทอดถอนใจคราหนึ่ง “หลังจากตายกลายเป็นมาร ข้าจะกลายเป็นความว่างเปล่า หลังข้าตายก็อยู่เคียงข้าพวกนางไม่ได้เช่นกัน”

แม้จะมีเจตจำนงหมัดของสือเถี่ยยับยั้งไว้ ทว่าร่างของซือซงเทาที่แต่ไหนแต่ไรก็แตกสลายไปแล้ว ในที่สุดเริ่มแตกกระจายในชั่วขณะนี้

สีหน้าอารมณ์เขาเรียบเฉย ราวกับไม่รู้สึกรู้สากับเรื่องนี้ เพียงแต่ในแววตาที่มองบุตรและภรรยา ก็คงเหลือความอาลัยรักไร้ที่สุดสิ้นไว้

เยี่ยนจ้าวเกอพลันกล่าวถาม “ศิษย์พี่สือ สิ่งที่ท่านคับแค้นที่สุดในใจ แท้จริงแล้วคือการที่ท่านอาจารย์ลุงใหญ่เลือกภาระหน้าที่สำนัก แต่กลับละทิ้งครอบครัวในตอนนั้น หรือการที่ไร้กำลังหมดทางปกป้องลูกเมียของตัวเองกันแน่?”

สือซงเทากล่าวด้วยความเฉยชา “ล้วนไม่สำคัญแล้ว…”

เสียงดังลั่นสะเทือนไกล เลือนรางเงียบหายไปในอากาศ

สือเถี่ยมองร่างของสือซงเทาแหลกสลายไม่วางตา

ทั้งกายเสมือนรูปปั้นตั้งตระหง่านก็ไม่ปาน
บทที่ 284
หลังจากสิ้นใจ ร่างกายของสือซงเทาก็กลายเป็นควันดำ สลายหายไป

สือเถี่ยหลับตา ยืนอยู่กับที่ เนิ่นนานไม่พูดจา

กระนั้นไม่นานนัก เขาก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง แม้บาดแผลช่วงอกและเอวจะยังคงมีอยู่ ทว่าร่างกายเปลี่ยนเป็นสูงสง่าไม่ศิโรราบอีกหน

เขาเบือนหน้าหันกลับมองเยี่ยนจ้าวเกอและสวีเฟย ฝ่ายเยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยว่า “ข้าให้อาหู่แจ้งทางสำนักแล้ว”

“มหาค่ายกลแดนมารของเขตเชื่อมทะเลสาบถูกจัดการแล้ว พวกเราก็รีบกลับสำนัก ค่อยพูดกันระหว่างทางเถอะ” ครั้นสือเถี่ยชูมือขึ้น กระแสอากาศม้วนพาเยี่ยนจ้าวเกอและสวีเฟยขึ้น เหินลอยขึ้นสูง “หวังว่าทุกอย่างจะยังคงทันกาล”

โลงแก้วที่สามโลงนั้น ถูกเยี่ยนจ้าวเกอเก็บกลับกระเป๋าย่อส่วนของสือซงเทาอีกครั้งแล้ว จากนั้นจึงส่งต่อให้สือเถี่ย รับเก็บเอาไว้เงียบๆ

มอบงานให้กับจอมยุทธ์กว่างเฉิงคนอื่นๆ ที่เร่งมารับหน้าที่จัดการหลังเกิดเหตุแล้ว สือเถี่ยจึงพาอาหู่และพ่านพ่าน เหยียบย่างอากาศ ห้อตะบึงกลับสำนักไปพร้อมกัน

พวกเยี่ยนจ้าวเกอล้วนมองดูบาดแผลบนร่างสือเถี่ยด้วยความเป็นห่วง

อาการบาดเจ็บนั้นหาใช่เล็กน้อยไม่ ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ สือเถี่ยฝึกวิชากายเพชร ทั่วสรรพางค์กายไม่มีทางรั่วทะลุ ป้องกันและโจมตีผสานเป็นหนึ่ง พลังความสามารถแก่กล้าเกรียงไกร

กระนั้น หากเกิดความเสียหายขึ้นจนกายเพชรมีรูรั่ว จะทำให้พลังความสามารถของสือเถี่ยตกต่ำลงไม่น้อย ไม่ได้ส่งผลต่ออาการบาดเจ็บอย่างเดียวเท่านั้น

จอมยุทธ์บางคนได้รับบาดเจ็บ สามารถกดอาการเจ็บไว้ได้ แม้จะมีผลข้างเคียง แต่ก็ไม่ส่งผลต่อการปลดปล่อยพลังความสามารถในช่วงเวลาสั้นๆ

หากแต่สือเถี่ยในขณะนี้ กลับต้องรับผลกระทบอย่างไม่อาจเลี่ยงได้

หากเขายังคงประมือกับคนเดิมต่อไป จะยิ่งเพิ่มพูนอาการบาดเจ็บไม่หยุดยั้ง

สือเถี่ยเองกลับมีสีหน้าสงบเงียบ เด็ดเดี่ยวประดุจหินผา คล้ายกับไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย

เขาเร่งเดินทางไปพลาง กล่าวไปพลาง “มีบางเรื่องที่พวกเจ้ารู้ และมีบางเรื่องที่พวกเจ้าไม่รู้”

“การดำรงอยู่ของนพยมโลก มีอยู่ตั้งแต่โบราณกาล แต่สรรพสิ่งจำนวนมากในนั้น ทุกคนต่างไม่เข้าใจ เนื่องจากความหวาดหวั่นที่มีต่อนพยมโลก การสืบสำรวจอเวจีของทุกคนล้วนเป็นการเตรียมพร้อมและป้องกัน ความคืบหน้าเชื่องช้าอย่างยิ่งยวด”

“ศิษย์น้องฟางไปได้ลึกกว่าคนอื่น บางความลับในนั้น เขาเป็นผู้สัมผัสแรกเริ่มอย่างแท้จริง”

“แต่ไม่นานนักเขาก็สังเกตเห็นการสั่นคลอนและปลุกปั่นของนพยมโลกที่มีต่อจิตใจคน ดังนั้นจึงถอนตัวทันที ถอดใจจะเข้าลึกต่อไปอีก”

เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินแล้ว แววตาทอประกายแวบ “อาจารย์ลุงสองเป็นฝ่ายแข็งกร้าวตั้งแต่แรกเริ่ม!”

สวีเฟยเองก็สูดหายใจเข้าลึกเช่นกัน มองตรงยังสือเถี่ย “อีกทั้ง ยังเป็นแนวคิดที่แข็งกร้าวยิ่งกว่าท่าน ยิ่งกว่าท่านอาจารย์อาเยี่ยนเสียอีก ถึงขั้นที่เป็นคนที่มีรูปแบบท่าทีแข็งกร้าวแกร่งกล้าต่อภายนอกที่สุดทั่วทั้งเขากว่างเฉิง แทบจะถึงระดับที่ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล!”

สือเถี่ยผงกศีรษะ “ศิษย์น้องฟางก็เคยมีความคิดชักนำนพยมโลกมาเยือน บนเขตแดนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จริงๆ เช่นกัน”

“แสดงภาพลักษณ์ฝ่ายมั่นคงออกมา ก็เพื่อสลับจริงและลวง ทางหนึ่งวางแผนปกปิดให้แก่เขา ทางหนึ่งก็แสดงภาพลวงที่เขากับศิษย์น้องเยี่ยนเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน แม้แต่รูปแบบแนวคิดล้วนต่างกันลิบลับออกไปภายนอก ทำให้การแข่งขันระหว่างเขากับศิษย์น้องเยี่ยนยิ่งดุเดือดทวีคูณในสายตาของโลกภายนอก”

“แต่ไม่นานนักเขาก็ค้นพบ ว่าอันที่จริงแล้วนพยมโลกกำลังส่งผลกระทบต่อจิตใจของเขา ตั้งใจทำให้เขากลายเป็นผู้นำทางของนพยมโลก”

สวีเฟยกล่าวเชื่องช้า “ศิษย์น้องฟางไม่ใช่คนธรรมดา หลังจากค้นพบว่าตนถูกนพยมโลกค่อยๆ ชี้นำให้หลงผิด เขาก็ควบคุมตัวเองอย่างแน่วแน่ ยุติความพยายามตลอดมาของตน ปลีกตัวถอยออกจากบ่อโคลนทันเวลา”

“ภายนอก ท่าทีศิษย์น้องฟางเริ่มเปลี่ยนแปลงจากมั่นคง ไปในทางแข็งกร้าว โดยเฉพาอย่างยิ่งเขาแสดงความคิดเห็นที่แท้จริงของตัวเองออกมาในที่สุดก็แล้วไป เพียงแต่เพื่อที่จะเลี่ยงไม่ให้เปลี่ยนแปลงกะทันหัน ดังนั้นจึงค่อยๆ เป็นไปทีละขั้น”

สือเถี่ยมองทางเยี่ยนจ้าวเกอและสวีเฟย “เรื่องนี้ พวกเจ้าไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังนั้นธรรมดาอย่างยิ่ง เพราะทั่วทั้งเขากว่างเฉิง นอกจากศิษย์น้องฟางแล้ว มีเพียงสามคนคือท่านอาจารย์ ข้าแล้วก็ศิษย์น้องเยี่ยนที่รับรู้”

ทางหนึ่ง เมื่อคนที่รู้เรื่องมีจำนวนมาก ก็อาจจะมีคนชักจูงนพยมโลก

ในอีกทางหนึ่ง เป็นการรักษาชื่อเสียงของฟางจุ่นเช่นกัน อย่างไรเสียก็ไม่ใช่เรื่องที่มีเกียรติอะไรมากนัก

สือเถี่ยเอ่ย “ตอนเริ่มแรกที่เพิ่งรู้ว่ามีภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตอยู่ ท่านอาจารย์และข้าก็นึกถึงศิษย์น้องฟางเป็นอย่างแรก พร้อมทั้งดำเนินการตรวจสอบเขาหลายครั้ง”

“ผลการตรวจสอบ ศิษย์น้องฟางกลับไม่ได้เดินเส้นทางเก่าสายนั้นอีกครั้งแต่อย่างใด การก่อเกิดของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต น่าจะไม่เกี่ยวกับเขา”

เสียงของสือเถี่ยทุ้มต่ำอยู่บ้าง “แม้ว่าศิษย์น้องฟางจะถอนตัวได้ทัน แต่กลับมีคนเก็บของแต่กาลก่อนของเขา แล้วเดินไปบนเส้นทางนี้”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างเชื่องช้า “ท่านอาจารย์ปู่และท่านพ่อไม่มีทางเป็นประมุขภาคีไปได้ ไม่เช่นนั้นคงไม่ต้องวุ่นวายถึงเพียงนี้ สำนักเขากว่างเฉิงก็พินาศแล้ว”

“ท่านอาจารย์ลุงใหญ่เห็นชัดว่าไม่ใช่เช่นกัน ท่านอาจารย์ลุงสองเกินกว่าครึ่งก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน เขามีประสบการณ์ก่อนหน้าแล้ว ถึงแม้เขาเองจะหลงทางแต่ยังรู้จักหวนกลับ พวกท่านทั้งสามจึงเพ่งพิจารณาเขาเป็นพิเศษเช่นกัน เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย”

“ดังนั้นตัดความเป็นไปได้ที่ท่านอาจารย์ลุงสองซึ่งมากฝีมือกว่าอีกขั้นจะปิดความจริงพวกท่านทั้งหมด เช่นนั้นก็เหลือแค่คนเดียวแล้ว”

ประกายตาเยี่ยนจ้าวเกอเย็นยะเยือก “มีความรู้ซึ้งในด้านวิชากระบี่นภาไร้ขอบเขตเช่นนั้น ใต้หล้ามีเพียงสองคน คนหนึ่งคือท่านอาจารย์ลุงสอง อีกคนคือซินตงผิง!”

สือเถี่ยเอ่ย “ศิษย์น้องฟางมีความเป็นไปได้ที่จะหน้าไหว้หลังหลอก ปิดบังพวกเราจริงแท้”

“เพราะฉะนั้นก่อนหน้านี้ไม่มีหลักฐานสอดคล้องความจริง ผู้ใดก็ไม่อาจยืนยันแท้จริงแล้วประมุขภาคีเป็นใครกันแน่ และเป็นไปได้ที่จะไม่ใช่คนในสำนักเขากว่างเฉิงเช่นกัน”

“ทว่าวันนี้ประสบกับกระบี่นี้ ข้าสามารถยืนยันได้ ว่าไม่ใช่ศิษย์น้องฟาง กระนั้นก็เป็นไปได้เพียงอาจารย์อาซินแล้ว”

แววตาสือเถี่ยเคร่งขรึม “บางทีอาจารย์อาซินอาจจะค้นพบการศึกษาของศิษย์น้องฟางก่อนหน้านี้โดยไม่ได้ตั้งใจ จากนั้นก็ถลำเข้าลึกต่อไปอีก หรือบางทีอาจารย์อาซินอาจจะสืบเสาะเอง แต่ท้ายที่สุดเขาก็เดินต่อไปบนเส้นทางเส้นนี้ ก่อตั้งภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตแล้ว”

“ยิ่งต้องการให้นพยมโลกมาถึงโลกแปดพิภพ จนกระทั่งมีพายุมรสุมกระหน่ำเฉกเช่นตอนนี้แล้ว”

เส้นสายตาสือเถี่ยมองออกไปยังทิศทางของเขากว่างเฉิงที่อยู่ไกลออกไป ประกายตาแทบจะเยือกแข็ง

สวีเฟยขมวดหัวคิ้วแน่น “ผู้อาวุโสซินซ่อนเจตจำนงไว้ในร่างกายของศิษย์พี่สือเพื่อลอบทำร้ายท่าน หาได้เกรงกลัวท่านจะมองฐานะของเขาออกไม่”

“กล่าวเช่นนี้แล้ว เกรงว่าคำเตือนของพวกเราคงสายไปแล้ว ในตอนที่พวกเรามาถึงเขตเชื่อมทะเลสาบ เริ่มจัดการมหาค่ายกลแดนมาร พบพานศิษย์พี่สือ ผู้อาวุโสน่าจะเริ่มลงมือที่สำนักแล้วเช่นกัน!”

ขณะกล่าวอยู่นั้น พวกเขาเดินทางมาถึงครึ่งทาง ก็ได้รับข่าวด่วนที่ส่งมาจากทางสำนัก

ข่าวสารคลุมเครือไม่กระจ่างชัดอยู่บ้าง ทว่ากลับทำให้ทุกคนอกสั่นขวัญแขวนขึ้นมา

หุบเขาผนึกเวหาเบื้องล่างยอดเขาอรรณพที่ด้านเกิดความเปลี่ยนแปลง!

มีเขตไอมารแผ่ขยายจากศูนย์กลางหุบเขาผนึกเวหา มาทางรอบๆ เขากว่างเฉิง!

ฝูงชนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เยี่ยนจ้าวเกอพ่นปราณขุ่นมัวออกมายาวคำหนึ่ง “ถึงซินตงผิงแต่ไรมาจะปิดบังได้ดียิ่ง แต่ท่านอาจารย์ลุงใหญ่คงจะไม่ใช่ไม่เตรียมป้องกันแม้แต่น้อยกระมัง?”

เฝ้าดูเตรียมป้องกันและไม่เชื่อใจจนเลยเถิด คนที่ไม่กลับตัวเองล้วนอาจต้องบังคับให้กลับใจแล้ว แน่นอนเขากว่างเฉิงจะไม่ใช้วิธีเช่นนี้

ทว่าคนที่ควรแก่การเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัดเช่นซินตงผิงและฟางจุ่นนี้ การสังเกตพวกเขาก็หาผู้อื่นจะเทียบเคียงได้ไม่เช่นกัน

สือเถี่ยเหินตะบึงเต็มกำลัง สายตาจดจ้องทิศเขากว่างเฉิงไม่แปรเปลี่ยนสักวูบ “ถึงแม้จะมีการเตรียมป้องกัน แต่ขณะนี้เกิดเรื่องขึ้นมากยิ่งนัก”

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งบัดนี้ศิษย์น้องฟางเองก็สูญหายไม่ชัดแจ้ง ยอดฝีมือสำนักเราพบอุปสรรคล้นเหลือ”

“ท่านอาจารย์กักตนเข้าฌาน ครานี้เห็นทีต้องพิจารณาศิษย์น้องเยี่ยนมากกว่าเดิมแล้ว”

เยี่ยนจ้าวเกอเองก็มองดูทิศเขากว่างเฉิงเช่นกัน ย่นหัวคิ้วขึ้น “ผู้ใดกล่าวว่าสิ่งที่อยู่ในหอเก็บคัมภีร์ล้วนเป็นยอดเหนือมนุษย์ เป็นของล้ำค่าที่สุด? ก็อาจจะเป็นของสิ่งอื่นได้เช่นกัน…”
บทที่ 285
ยามเมื่อเยี่ยนตี๋และจอมมารหยวนเทียน ฃเข้าไปในมิติต่างแดนเหนือเขากว่างเฉิงด้วยกัน มหาค่ายกลคุ้มกันเขากว่างเฉิงพลันถูกกระตุ้น

ลวดลายค่ายกลราวกับรุ้งกินน้ำหลายสายทอดผ่านท้องนภา เปล่งแสงขึ้นมารอบเขากว่างเฉิง โดยมียอดเขานภากาศ ยอดเขาหลักของเขากว่างเฉิงเป็นศูนย์กลาง ประกอบกันเป็นค่ายกลมโหฬารที่อาณาเขตกว่างใหญ่ค่ายหนึ่ง

ค่ายกลนี้ยื่นขยายออกไกลออกไปตลอดเวลา ไกลลิบลับจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด

เหนือยอดเขานภากาศ ฟากฟ้าสั่นไหวเล็กน้อยครู่หนึ่ง ปรากฏรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมหึมาซึ่งเกือบจะโปร่งแสงออกมา ความยาวรอบด้านไม่รู้ได้ว่าเท่าไร ทว่าใหญ่ยักษ์เสียยิ่งกว่าทั้งเขากว่างเฉิงเป็นร้อยเป็นพันเท่า เติมเต็มท้องฟ้าแล้วในขณะนี้

หลังปรากฏออกมาในพริบตา สี่เหลี่ยมจัตุรัสนี้ก็กลับไปโปร่งแสงอีกหน ทำให้ผู้คนไม่อาจพบเห็นด้วยตาเปล่า

เหนือสุดยอดเขานภากาศ ผู้เฒ่าสองคนเงยหน้ามองท้องฟ้าพร้อมกัน ด้วยพลังฝึกปรือของพวกเขา กลับสามารถเห็นความจริงแท้ในนั้นได้

ทั้งสองคนนี้คือผู้อาวุโสใหญ่ทั้งสองของสำนักเขากว่างเฉิง ผู้อาวุโสเก่าแก่จางคุน และผู้อาวุโสสูงสุดหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์ ซินตงผิงนั่นเอง

สำนักเขากว่างเฉิง เท่าที่ผู้คนในโลกหล้าทราบ มหาปรมาจารย์ขั้นบรรลุธรรมทั้งสามท่านนอกจากอดีตเจ้าสำนักหยวนเจิ้งเฟิงแล้ว เว้นผู้อาวุโสเก่าแก่แซ่เหออีกท่านหนึ่งซึ่งกำลังคุ้มกันหยวนเจิ้งเฟิงอยู่ อีกสองคนล้วนอยู่ที่นี่แล้ว

ผู้อาวุโสจางจดจ้องท้องฟ้า พลางรำพึงรำพันกับตนเองว่า “เป็นจอมมารหยวนเทียนดังคาด! คิดไม่ถึงว่าเยี่ยนตี๋จะเคลื่อนย้ายเขาจากโลกภายนอกเข้าไปในมหาค่ายกลนภา ไม่เอ่ยถึงก่อนว่าเขาทำได้เช่นไร หากแต่นี่ก็อันตรายเกินไปแล้วเช่นกัน พาศัตรูขั้นศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่ใจกลางสำนัก นี่คงต้องตายกันไปข้างหนึ่ง!”

ซินตงผิงมองดูท้องฟ้าเช่นเดียวกัน ไม่ได้พูดกล่าว

บิดาบุตรเยี่ยนตี๋และเยี่ยนจ้าวเกอสามารถย้ายจอมมารหยวนเทียนกลับเขากว่างเฉิงได้ ก็เหนือความคาดหมายของเขาโดยสิ้นเชิงแล้ว

เยี่ยนตี๋กลับสำนักเร็วกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้ยิ่งนัก

หากแต่เยี่ยนตี๋เองกลับมาไม่เท่าใด ยังพาจอมมารหยวนเทียนกลับมาด้วย เขายังคงถูกหยวนเทียนตรึงไว้ ไม่อาจแยกร่างทำสิ่งอื่น

ซินตงผิงพลางครุ่นคิด ใต้ฝ่าเท้าแตะแผ่วเบา สัมผัสมหาค่ายกลนภาที่สร้างมิติต่างแดนนั้นออกมา

เบื้องหน้าเขาและผู้อาวุโสจาง ปรากฏแดนลวงตาแสงวาวโรจน์ออกมาฉับพลัน ในแดนลวงตาก็คือทัศนียภาพภายในมิติต่างแดน

จากนั้น ทั้งสองพลันค้นพบว่าเยี่ยนตี๋ที่สวมเสื้อคลุมนภา เจตจำนงตัดสลับ เสมองอาณาบริเวณ หยวนเทียนที่ขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์กำลังเสียเปรียบอย่างคาดไม่ถึง!

บัดนี้ผนวกกับการกุมชัยภูมิมหาค่ายกลนภาเข้าไปอีก พลังความสามารถของเยี่ยนตี๋พุ่งสูงขึ้นอีกขั้น!

แม้ว่าเพื่อที่จะป้องกันศัตรูนอกคนอื่น เยี่ยนตี๋ไม่ได้กระตุ้นพลังมหาค่ายกลทั้งหมด โดยส่วนมากคือคงเสถียรภาพมิติต่างแดน กักหยวนเทียนไว้ภายใน

ทว่าแม้จะทำเช่นนี้ ระหว่างที่ดาบสรรค์มังกรทะยานในมือเขาตัดสลับ ก็โจมตีจนหยวนเทียนทรุดถอยไม่เป็นกระบวนท่าเช่นกัน

จอมมารศักดิ์สิทธิ์ผู้สง่าน่าเกรงขาม สะบักสะบอมสิ้นท่า!

นับแต่หยวนเทียนเหยียบย่างขั้นศักดิ์สิทธิ์เป็นต้นมา ไหนเลยจะเคยผลุนผลันร้อนรนเช่นตอนนี้?

ผู้อาวุโสจางสูดหายใจเข้าลึกคำหนึ่ง “ถ้าหากสามารถสร้างฟ้าดินในช่วงเวลาอันสั้นได้ ไฉนเลยการสังหารจอมมารระดับศักดิ์สิทธิ์ที่ปัญหาอันใหญ่หลวงนี้ที่นี่ จะเป็นไปไม่ได้”

ซินตงผิงมองดูภาพฉากนี้ หลังจากนั้นเนิ่นนานจึงกล่าว “เป็นเช่นนี้ไม่ผิด แต่ว่าในระยะเวลานี้ ยิ่งสั้นเท่าใดยิ่งดี เพราะหากยิ่งยืดเยื้อนานเท่าใด ความผันแปรก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น”

สิ้นเสียงพูด เขากว่างเฉิงเบื้องล่างทั้งสองคน ก็คล้ายกับสั่นสะเทือนฉับพลันครู่หนึ่ง

คิ้วขาวราวหิมะทั้งสองของผู้อาวุโสจางขมวดย่นเข้าหากัน มองไปยังทิศยอดเขาอรรณพ “…เป็นทางหุบเขาผนึกเวหา?”

แรงสั่นสะเทือนจากทิศยอดเขาอรรณพส่งทอดมาราวกับแผ่นดินไหวเป็นพักๆ ต่อเนื่องทั่วทั้งเขากว่างเฉิงคล้ายกับโยกคลอนขึ้นมาพร้อมกัน

“มีศิษย์น้องกงรักษาการณ์หุบเขาผนึกเวหาอยู่ เหตุใดจึงเกิดความเปลี่ยนเปลี่ยนฉับพลันขึ้นได้?” ผู้อาวุโสจางเพ่งมองยอดเขาอรรณพ

ซินตงผิงที่อยู่ข้างๆ สีหน้าสงบนิ่ง “ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไร ก็จำเป็นต้องแก้ไขให้เร็วที่สุด”

“ฟางจุ่นสาบสูญไม่แน่ชัด ผู้ใดก็ไม่รู้ได้ว่าสุดท้ายแล้วเขาไปทำอะไร” ซินตงผิงเอื้อนเอ่ย “ถึงแม้ว่าตอนนี้ยังไม่อาจด่วนสรุป แต่บางเรื่องก็ควรเตรียมใจไว้บ้างเช่นกัน”

เขามองไปยังผู้อาวุโสจาง “รวมถึงศิษย์น้องกงด้วย คนอื่นต่างไม่ใช่คู่ต่อสู้ฟางจุ่น พวกเราคนใดคนหนึ่งไปตรวจดูเถอะ ส่วนอีกคนหนึ่งรั้งอยู่ที่นี่ ควบคุมดูแลค่ายกลให้เยี่ยนตี๋”

ผู้อาวุโสจางมองซินตงผิงอย่างเอาจริงเอาจัง แววตาซินตงผิงเงียบสงัดไร้คลื่น ดุจดั่งน้ำนิ่งเฉกเช่นปกติ ไม่พบความเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย

เนื่องจากเกี่ยวข้องนพยมโลกและภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต บรรดายอดฝีมือระดับสุดยอดของเขากว่างเฉิง เว้นอดีตเจ้าสำนักหยวนเจิ้งเฟิงไม่นับ ที่ไม่น่าไว้วางใจมากที่สุดก็คือซินตงฟิงและฟางจุ่น

ผู้อาวุโสจางร่วมสำนักกับซินตงผิงนานหลายปี แม้จะไม่เต็มใจระแวงศิษย์พี่ท่านนี้ กระนั้นก็ไม่ได้ไม่ขัดข้องใจแต่อย่างใด

แลเห็นท่วงทีเลี่ยงต้องสงสัยของซินตงผิง จึงตัดสินใจด้วยตนเอง ผู้อาวุโสจางลังเลเล็กน้อย ค่อยชิงตัดสินใจทันที “รบกวนศิษย์พี่ซินรักษาการณ์ที่นี่ ข้าไปดูสถานการณ์ทางนั้นสักหน่อย”

อย่างไรเสียตอนนี้ยังคงสงสัยฟางจุ่นมากที่สุด เวลาบีบคั้น อีกทั้งมีกำลังคนจำกัด ผู้อาวุโสจางยังคงตัดสินใจเชื่อซินตงผิง

ทว่าเขาเองก็เผื่อใจไว้เช่นกัน

ปล่อยปละซินตงผิงเป็นอิสระ ไม่มีผู้ใดควบคุม อย่างอื่นไม่เอ่ยถึง หากซินตงผิงมีปัญหาจริง ไปยังหลังเขา แอบย่องไปยังสถานที่เข้าฌานของหยวนเจิ้งเฟิง ที่นั่นมีผู้อาวุโสเหอคุ้มกันลำพัง ต้านทานไม่ง่าย

ทิ้งซินตงผิงไว้ที่ยอดเขานภากาศแห่งนี้ดูเหมือนว่ายึดกุมรอบด้าน ทว่าขอเพียงมหาค่ายกลนภาคุ้มกันภูเขาอยู่ในการควบคุมของเยี่ยนตี๋ตลอดเวลา ก็จะไม่ร้ายแรงนัก

ตนเองไปหลังเขา หากซินตงผิงไปก่อการหลังเขา ตนเองก็สามารถร่วมมือกับผู้อาวุโสเหอลองขัดขวางได้เช่นกัน

คล้ายกับซินตงผิงหาได้แยแสกับความคิดของผู้อาวุโสจางไม่ ได้ยินแล้วพยักหน้า “ได้ เจ้ารีบไปรีบมา”

มองเงาหลังผู้อาวุโสจางลับตาไป สีหน้าซินตงผิงคลี่คลาย หันกลับมามองยังเหนือท้องฟ้าอีกครั้ง

เขาก้มศีรษะมองดูเขากว่างเฉิงเบื้องล่างอีก แววตาไหววูบเล็กน้อย

ครู่ใหญ่ ซินตงผิงหลุดหัวร่อพลางส่ายศีรษะ เส้นสายตาเบนกลับยังทิศยอดเขาอรรณพด้านหลัง

ที่นั่นพลันมีเจตจำนงกระบี่โผนกระโจนพรั่งพรู ขณะเดียวกันยังปรากฏเจตจำนงฝ่ามือแก่กล้าต้องการจะคว่ำนภา ทั้งสองฝ่ายต่างปะทะกัน สะท้านฟ้าสะเทือนแผ่นดิน

ซินตงผิงเห็นดังนั้นก็ผงกศีรษะเล็กน้อย ไม่หยุดนิ่งอีกต่อไป ร่างกายทะยานขึ้นเบื้องบน เหยียบย่ำอากาศ เดินไปในบนท้องฟ้าทีละก้าวๆ

ขณะเขาพลางเดิน ก็ยื่นมือออกไปวาดลวดลายรูปแล้วรูปเล่าในอากาศไปพลาง

ลวดลายเป็นพันเป็นหมื่นสลักอยู่กลางอากาศ เปล่งประกายพราวระยับ ค่อยๆ เชื่อมกันเป็นพลังค่ายกล ปรากฏพลังปราณอันน่าตื่นตะลึงแจ่มชัด

สนามค่ายกลอันกลายสภาพมาจากลวดลายนับพันหมื่นเหล่านี้ ค่อยๆ หลอมสู่ภายในมหานภาไท่ชิงคุ้มกันเขากว่างเฉิง

บริเวณศูนย์กลางมหาค่ายกลนภา เริ่มสั่นไหวบิดเบี้ยวฉับพลัน

ซินตงผิงมองดูภาพฉากนี้เงียบๆ ร่างกายเขาสั่นเทิ้ม ขณะจุดลมปราณทั่วร่างเปิดปิด พลังปราณดั้งเดิมแปรเปลี่ยนเป็นยันต์วิญญาณนับไม่ถ้วนลอยออกไปจากในนั้น ยากจะคำนวณนับ

ยันต์วิญญาณเหล่านี้แปรสภาพเป็นค่ายกลวิญญาณค่ายแล้วค่ายเล่า จากนั้นค่ายกลวิญญาณก็ถักทอรวมกัน เปลี่ยนเป็นการมีอยู่ของสิ่งที่คล้ายเจดีย์สูงอีกทั้งคล้ายแท่นบูชา คลุมครอบทั่วสรรพางค์กายซินตงผิงไว้

ท้ายที่สุด บนยอดแท่นบูชานั้นส่องแสงวาบ ปรากฏมนุษย์ยักษ์สูงใหญ่คนหนึ่งขึ้น แบกฟ้าค้ำพสุธา!

ซินตงผิงเหยียดมือทั้งสองออกไป ยักษ์แสงตนนั้นก็ขยับเช่นเดียวกัน เหยียดมือออกไปเบื้องหน้า จากนั้นออกแรงแยกซ้ายขวา!

มหาค่ายกลนภาสั่นสะเทือนครู่หนึ่ง ในค่ายกลปรากฏบานประตูหนึ่ง

กลางท้องฟ้า สีเหลี่ยมจัตุรัสกว้างใหญ่อันโปร่งแสงนั้นปรากฏให้เห็นอีกครั้ง

ทางสัญจรของมิติต่างแดน เปิดออกมาทางซินตงผิง!

กลับไม่ใช่เยี่ยนตี๋เป็นผู้เปิดประตูให้กับซินตงผิง ต้องการให้เขาเข้ามาช่วยเหลือ หากแต่เป็นซินตงผิงเปิดทางสัญจรเอง

ซินตงผิงสืบเท้าก้าวใหญ่เดินเข้าไป ระหว่างเดินทางเข้าไป เขาเขียนลวดลายยันต์หลากสายตลอดเวลา แล้วจึงดึงพลังค่ายกลเสริมหนุนไปบนร่างตนเอง

นอกจากค่ายกลของเขาเองแล้ว แม้แต่มหาค่ายกลนภาของเขากว่างเฉิง ล้วนถูกเขาดึงพลังไปไม่หยุด!

ภายในมิติต่างแดน เยี่ยนตี๋ฟันดาบหนึ่งจนหยวนเทียนถอยกรูด หันศีรษะกลับมองยังซินตงผิง

เยี่ยนตี๋รู้สึกได้กระจ่างชัดว่าอีกฝ่ายกำลังค่อยๆ ลิดรอนอำนาจควบคุมมหาค่ายกลนภา!

ซินตงผิงเอ่ยเรียบเฉย “กัดฟันทนอยู่ที่หอคัมภีร์ยุทธศาสตร์มานานหลายปีเช่นนี้ เหนื่อยล้าเตรียมการอยู่หลายปีเช่นนี้ ในที่สุดก็มีผลพวงอยู่บ้าง”