276-280
บทที่ 276
แม้จะเผชิญหน้าเมฆหมอกสีเทาที่บดบังท้องฟ้าอาทิตย์อีกครั้ง สีหน้าอารมณ์เยี่ยนตี๋ไม่แปรเปลี่ยน ผ่าดาบหนึ่งออกไป!
เจตจำนงอันกว้างใหญ่มหาศาล ไร้ขอบเขตที่สิ้นสุด ตัดโค่นเมฆหมอกสีเทาอย่างแข็งกร้าว
พยับเมฆอันเลื่อนลอยไม่แน่นอนเหล่านั้น เผชิญดาบนภาไร้จำกัดของเยี่ยนตี๋ ก็ยากจะรักษาสภาพมหัศจรรย์ลี้ลับไม่อาจคาดเดาก่อนหน้านี้เช่นกัน
ราวกับว่าถูกเยี่ยนตี๋ฟันดาบหนึ่งร่วงลงยังโลกมนุษย์ เปลี่ยนเป็นห่างกันแค่เอื้อมอีกครั้ง
ประจันหน้าการรุกโจมตีน่าประหวั่นพรั่นพรึงที่รุนแรงเช่นนี้ หยวนเทียนแค่นหัวเราะเพียงเสียงเดียว เขาโบกมือครั้งหนึ่ง แส้ยาวสีเทาเส้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาฉับพลัน
แส้ยาวลอยไปลอยมา ผสานเข้ากับพยับเมฆ แปรผันไม่อาจคาดเดา
ปราณวิญญาณเป็นลูกคลื่นกับท่วงทำนองพลัง ที่ก่อเกิดอย่างแก่กล้าออกมาจากภายในแส้ยาวสีเทาเส้นนั้น กลับคืออาวุธวิญญาณระดับสูงชิ้นหนึ่ง
ถึงแม้จะไม่ใช่อาวุธศักดิ์สิทธิ์ ทว่าแส้อยู่ในมือหยวนเทียน พลังที่แผ่ออกมาย่อมแตกต่าง เจตจำนงวรยุทธ์ที่แท้จริงของตนผนึกเข้ากับพลังวิญญาณของอาวุธ เสริมเติมพลังซึ่งกันและกัน พลันสำแดงอานุภาพอันน่าตื่นตะลึงออกมาทันใด
เยี่ยนตี๋ส่งเสียงคำรามชัดออกมา เคลื่อนฝ่ามือทำท่าชักดาบในอากาศ
ดาบยาวสีม่วงเล่มหนึ่งหล่นเข้าฝ่ามือเขาฉับพลัน ก่อนที่เขาจะพลิกข้อมือฟันดาบออกไป
พลังของอาวุธศักดิ์สิทธิ์เสื้อคลุมนภาไม่เพียงเสริมหนุนร่างของเยี่ยนตี๋เท่านั้น ขณะเดียวกันก็ผสานเข้ากับอาวุธวิญญาณระดับสูง อย่างดาบสวรรค์มังกรทะยานในมือของเขาด้วยเช่นกัน
ด้วยดาบของเยี่ยนตี๋ พยับเมฆกระจายถอยร่น แส้ยาวในมือหยวนเทียน ยิ่งส่งเสียงร้องราวกับมีชีวิตออกมา
สีหน้าอารมณ์หยวนเทียนไร้ซึ่งความผันแปรใดๆ ไม่เห็นอารมณ์อับอายขุ่นเคืองแม้แต่น้อย แส้ยาวในมือสยายออก ราวกับมังกรยาวหมื่นลี้เหินวนขวักไขว่อยู่บนท้องฟ้า
พยับเมฆแปรเปลี่ยนเป็นทะเลเมฆโดยสิ้นเชิง ปกคลุมบริเวณรอบนอกหมื่นลี้ อำพรางร่างของหยวนเทียนไว้
มีเพียงแส้ยาวสีดำโหมซัดไล่หลังเส้นนั้น ที่ขยับขวักไขว่ไปมาอยู่ภายในชั้นเมฆ ประหนึ่งมังกรร้ายโผล่หัว สอดส่องเยี่ยนตี๋ที่อยู่เบื้องล่าง
สายฟ้าดำสนิทมากมายผ่าลงมาจากท้องฟ้า ถี่ยิบประดุจฝนพรำ
บริเวณกลางพยับเมฆ คลื่นวนมหึมาที่ก่อตัวขึ้นใหม่อีกครั้ง ขยับขยายความกว้างใหญ่ของขอบเขตออกไป ราวกับต้องการจะเติมฟากฟ้าให้เต็ม
บนพื้นดินเบื้องล่าง เยี่ยนจ้าวเกอและคนอื่นยืนอยู่ในเรือนบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยน พลางเงยหน้าขึ้นมองไป บัดนี้ท้องฟ้าเหมือนกับถูกปกคลุมไปด้วยคลื่นวนพยับเมฆทั้งหมด ทั้งยังขยายไปยังเส้นขอบฟ้าแสนไกล
มองดูแล้วเหมือนกับทั้งฟากฟ้ากำลังหมุนขมวดอยู่ตลอดเวลา
ขณะผืนแผ่นดินใหญ่สั่นไหว ทุกสรรพสิ่งทุกสรรพชีวิต รวมถึงหินดินที่แตกกระจาย ต่างเริ่มปลิวลอยขึ้นฟ้า คล้ายกับกำลังจะถูกคลื่นวนบนฟ้าดูดกลืน
ดูแล้วทั่วทั้งเขตสัจจเมฆราวกับกำลังจะถูกหยวนเทียนพลิกกลับไป
มีเพียงบริเวณที่เยี่ยนตี๋ยืนอยู่ และเรือนบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยนที่อยู่ด้านใต้เขา ที่ยังคงปลอดภัยไร้อันตราย
เยี่ยนตี๋ย่อมไม่ดูดายปล่อยหยวนเทียนทำลายล้างดินแดนเกาะนภากลางตามอำเภอใจเช่นนี้ ภายในเขตแดนเขตสัจจเมฆานอกจากตระกูลเยี่ยนแล้ว ก็มีสิ่งชีวิตนับไม่ถ้วนดำรงชีวิตอยู่ที่แห่งนี้ด้วยเช่นกัน
มือขวาเขาถือดาบสวรรค์มังกรทะยานไว้ ส่วนมือซ้ายพลิกฝ่ามือ ฟาดลงไปทางพื้นดิน
มือซ้ายของเขาแปรสภาพเป็นกายเพชร โดยมีแสงสีเคลือบทับอีกหน
ความตั้งใจแน่วแน่ไม่วอกแวก ผสานเข้ากับเสื้อคลุมนภา แสงโชติช่วงสีกึ่งดำและเหลืองหนาหนักแน่นิ่ง กดอัดลงไปทางพื้นดินเบื้องล่าง
ปราณบริสุทธิ์จำนวนมากตลบอบอวลไปทั่วสารทิศ แลดูเหมือนอากาศบริสุทธิ์ไม่สะดุดตา ทว่ากลับสะกดฟ้าดินโดยรอบเอาไว้ในชั่วพริบตา
ในชั่วขณะเดียวกัน เยี่ยนตี๋ฟันดาบออกไปด้านบน ประกายดาบอันกว้างใหญ่ตัดฟ้าทลายแผ่นดิน ตรงรี่สู่ท้องนภา!
ดาบนภาไร้จำกัดกระบวนท่าหนึ่งของเยี่ยนตี๋ ฟันเข้าไปภายในคลื่นวนมหึมากลางท้องฟ้า
ระหว่างที่คลื่นวนหมุนเวียน แสงมังกรดำมืดทะยานขึ้นทะยานลง ต้องการพันรัดประกายดาบของเยี่ยนตี๋ให้แตกกระจุย
ทว่าประกายดาบที่ดึงพลังมหาศาลไร้ที่สิ้นสุดของฟ้าดินโดยรอบเสริมหนุนเข้าด้วยกัน ทั้งยังพลังไร้ขีดจำกัด กลับตั้งตระหง่านอยู่ตลอด
ประกายดาบไม่แตกสลาย ขณะที่เปล่งแสงพร่างพราว กลับเป็นคลื่นวนที่แปรสภาพมาจากพยับเมฆเหล่านั้น ที่เริ่มสะเทือนเลื่อนลั่น ประหนึ่งมีแนวโน้มที่จะค่อยๆ แตกละเอียด
หยวนเทียนประสบอุปสรรค แต่ความตั้งใจหาได้สั่นคลอนไม่ ยังคงมุ่งเข่นฆ่าเยี่ยนตี๋
เขาไม่ปะทะดาบนภาไร้จำกัดของเยี่ยนตี๋ซึ่งๆ หน้า หากแต่สงบจิตสงบใจ ใช้วิธีเคลื่อนที่โจมตีก่อกวนอีกฝ่ายแทน
ยอดฝีมือระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์สง่างามน่าเกรงขาม เผชิญหน้ากับเยี่ยนตี๋และเสื้อคลุมนภา กลับใช้วิธีเช่นนี้เสียอย่างนั้น ยังคงยากจะเลี่ยงความผิดหวัง
กระนั้นหยวนเทียนกลับไม่ใส่ใจ แม้ว่าพลังมารของเขาจะป่าเถื่อนพิลึกพิลั่นอยู่เช่นกัน ทว่าเทียบกับดาบนภาไร้จำกัดแล้ว กลับไม่เหมาะปะทะซึ่งๆ หน้า
ดาบนภาไร้จำกัดของเยี่ยนตี๋เรียบง่ายอิสระ ห้อตะลุยป่าเถื่อน ไม่หยุดแข็งปะทะแข็งกับเขา สำหรับหยวนเทียนแล้วไม่ฉลาดอย่างยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น พลังความสามารถของเยี่ยนตี๋ที่เสริมด้วยเสื้อคลุมนภาพุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าระห่ำจริงๆ กระนั้นถึงอย่างไรเยี่ยนตี๋ก็ไม่ใช่จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง การขับเคลื่อนอาวุธศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ จึงผลาญพลังไปไม่น้อย
ซึ่งปัญหาที่สอดคล้องและเป็นประเด็นสำคัญที่สุดกลับอยู่ที่ ยิ่งเยี่ยนตี๋และเสื้อคลุมนภาออกจากเขากว่างเฉิงนานเท่าใด อันตรายของเขากว่างเฉิงก็มากขึ้นเท่านั้น!
ขอเพียงยื้อถ่วงเยี่ยนตี๋ไว้ที่นี่ไว้นานๆ หยวนเทียนก็นับว่าก็ได้เปรียบแล้ว
ภายในพยับเมฆ ประกายตาหยวนเทียนเย็นยะเยือก มองดูเยี่ยนตี๋สงบเงียบ ไม่เห็นอารมณ์โมโหร้ายและกระวนกระวายใดๆ บนดวงหน้า
เพียงแต่ที่ทำให้หยวนเทียนรู้สึกระแวดระวังในใจคือ เยี่ยนตี๋ก็ท่าทางมั่นคงดุจภูเขาไท่ซาน ไม่ทุกข์ไม่ร้อนเช่นเดียวกัน
เยี่ยนตี๋ไม่ร้อนรนจริงแท้ พลางออกดาบ ฟันจนคลื่นวนพยับเมฆเหนือศีรษะแทบจะสูญสิ้น ก่อนจะเอ่ยถามอย่สงสงบนิ่ง “จ้าวเกอ เตรียมพร้อมไปถึงไหนแล้ว?”
ภายในเรือนบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยน เยี่ยนจ้าวเกอยืนอยู่ภายในศาลบรรพบุรุษหลังที่พำนัก บัดนี้มหาค่ายกลคุ้มกันที่พำนักบรรพชนโคจรจนถึงขีดจำกัดแล้ว
เยี่ยนจ้าวเกอกำลังยืนอยู่บนศูนย์กลางค่ายกล ข้างกายมีเสาหินท่อนหนึ่งตั้งอยู่ ซึ่งก็คือเสาทางเดินวังเทพนั่นเอง
เสาทางเดินวังเทพฟื้นกลับคืนขนาดเท่าเดิม แต่เพื่อค้ำยันเพดานศาลบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยนที่พังทลายเอาไว้ ฉะนั้นเยี่ยนจ้าวเกอจึงควบคุมขนาดของมัน ให้สูงประมาณสามหมี่ จึงจะสามารถตั้งไว้ภายในศาลบรรพบุรุษได้
“ทุกอย่างเตรียมพร้อม” เยี่ยนจ้าวเกออมยิ้มเอ่ย
หยวนเทียนมุ่นคิ้ว พลังของมหาค่ายกลคุ้มกันเรือนบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยน เขาเพิ่งทดสอบดูด้วยตนเองไปเมื่อครู่
อย่าว่าแต่รับมือเขาเลย มหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณ โดยมากล้วนสามารถมองประหนึ่งไม่มี
ต่อให้เยี่ยนจ้าวเกอจะมากพรสวรรค์แค่ไหน ความห่างชั้นของทั้งสองในตอนนี้ก็ยังห่างไกลยิ่งนัก
หากกล่าวว่าของเหล่านี้สามารถช่วยเหลือเยี่ยนตี๋ได้มาก ก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน สถานการณ์รบในตอนนี้ ไม่เกินไปกว่าน้ำน้อยแพ้ไฟ
สนามรบระดับศักดิ์สิทธิ์ในเวลานี้ ไม่ใช่สนามรบที่เยี่ยนจ้าวเกอและตระกูลเยี่ยนคนอื่นๆ จะสามารถเข้ามาสอดได้ หากไม่มีเยี่ยนตี๋คุ้มหัว ก็เป็นเพียงควันหลงการประมือเท่านั้น เพียงพอให้กวาดล้างเขตสัจจเมฆาให้ราบคาบ ยิ่งโจมตีเขตแดนโดยรอบหมื่นลี้จนพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน
ทว่าลางสังหรณ์เฉียบไวที่บุกตะลุยมากหลายปี กลับกำลังบอกว่าหยวนเทียนกำลังจะมีอันตรายจริงๆ!
หยวนเทียนที่ความคิดแล่นปราดอยู่ในสมองซ้ำแล้วซ้ำอีกราวกับสายฟ้า พลันถอนกายถอยร่นในทันใด!
ทว่าเยี่ยนตี๋ในตอนนี้ฟันดาบหนึ่งออกไป ประกายดาบอันกว้างใหญ่หลอมเพลิงแข็งกล้าเป็นอ่อนแอพันรอบนิ้ว ดาบนภาไร้จำกัดไร้แววแข็งกล้าห้าวหาญโดยสิ้นเชิง
ประกายดาบนุ่มนวลราวกับแม่น้ำยาวคดเคี้ยวก็ไม่ปาน ดูดพยับเมฆบนท้องฟ้าไว้ ทำให้หยวนเทียนหมดทางถอยหนีทันควัน
เห็นดังนั้น หยวนเทียนรู้ดีแก่ใจว่าต้องทำอย่างไร ยิ่งรู้ว่าสถานการณ์ท่าไม่ดีเช่นนี้ ยิ่งต้องถอยหนีก่อนแล้วค่อยวางแผนใหม่
ถึงกระนั้นในศาลบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยนด้านล่าง หลังเยี่ยนจ้าวเกอคำนับบรรพบุรุษผู้อาวุโสตามลำดับแล้ว จึงเดินอ้อมเสาทางเดินวังเทพ ขณะเดียวกันที่สืบเท้าออกไป ทุกๆ ก้าวต่อยหมัดหนึ่งออกไปยังเสาทางเดินวังเทพ
เขาเดินต่อเนื่องเก้าฝีเท้า ครั้นต่อยไปแล้วเก้าหมัด เจตนารมณ์ของเยี่ยนจ้าวเกอก็สาดซัดเสาวังเทพ บนเสาหินทอแสงโชติช่วงจ้าตาขึ้นทันที
บนหน้าผากเยี่ยนจ้าวเกอเปล่งแสงรอยประทับอาคมขึ้น
มหาค่ายกลคุ้มกันเรือนบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยน ส่องแสงเจิดจ้าอย่างไม่เคยมีมาก่อน
เยี่ยนตี๋ที่ประมืออยู่กับหยวนเทียนกลางท้องฟ้า บนหน้าผากเปล่งแสงรอยประทับอาคมขึ้นเช่นกัน
บนพื้นดินแสงอาคมใหญ่และหนาสายหนึ่งสว่างขึ้น พลางยื่นขยายออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนืออย่างเร็วรี่ บริเวณที่ลำแสงเฉิดฉาย เส้นเขตมิติคล้ายกับกำลังขมุกขมัว
ประกายดาบของเยี่ยนตี๋ดูดหยวนเทียนไว้ เงาร่างทั้งสอง กำลังค่อยๆ เปลี่ยนเป็นพร่ามัวอยู่กลางท้องฟ้าเช่นกัน
บทที่ 277
เหตุการณ์แปรเปลี่ยนน่าตกใจฉับพลัน หยวนเทียนอารมณ์ไม่ผันแปรนัก เพียงส่งเสียงตะโกนทุ้มต่ำที่ทั้งขุ่นเคืองทั้งตื่นตกใจออกมา
หากแต่เงาร่างของเขาและเยี่ยนตี๋ กลับเปลี่ยนเป็นขมุกขมัวอยู่กลางอากาศ จนเลือนหายไปพร้อมกันบนท้องฟ้าในที่สุด
พยับเมฆที่ปกคลุมฟ้าดินก็สลายหายไปด้วยเช่นกัน
แสงตะวันและท้องฟ้าปลอดโปร่ง ปรากฏเหนือศีรษะมวลชนอีกครั้ง
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูเงาร่างของเยี่ยนตี๋และหยวนเทียนเลือนหาย พ่นลมหายใจลากยาวออกมาคำหนึ่ง “ไม่ง่าย สำเร็จแล้ว”
อาหู่ เยี่ยนเหวินเจิน และคนอื่นๆ ต่างมองเยี่ยนจ้าวเกออย่างฉงนสนเท่ห์ ไม่รู้ด้วยเหตุอะไรอยู่บ้าง “จ้าวเกอ ท่านประมุขกับจอมมารศักดิ์สิทธิ์เล่า?”
เส้นสายตาเยี่ยนจ้าวเกอพาดผ่านทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ “ถูกส่งไปถึงเขากว่างเฉิงแล้ว”
กลุ่มของอาหู่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
พวกเยี่ยนเหวินเจินอึกอักไม่รู้ควรจะรับคำอย่างไรอยู่บ้าง ไตร่ตรองสำนวนพูดตลอดเวลา
อาหู่กลับเอ่ยถามตรงๆ “คุณชาย ท่านพยายามเลี่ยงศัตรูเข้ารุกรานหรอกไม่ใช่หรือ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังเป็นยอดฝีมือระดับสุดยอดเช่นจอมมารหยวนเทียนผู้นี้ หากเขาเข้าไปถึงใจกลางเขากว่างเฉิง นั่นไม่เท่ากับชักศึกเข้าบ้านหรือขอรับ? ถึงเวลาถูกศัตรูอื่นตีจะขนาบทั้งนอกและใน…”
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “วางใจ แม้ว่าจะส่งกลับเขากว่างเฉิงพร้อมกัน หากแต่มหาค่ายกลคุ้มกันเขาอยู่ภายใต้การควบคุมของท่านพ่อ ก่อเกิดความเปลี่ยนแปลงเงียบๆ อยู่ก่อนแล้ว”
“ฟ้าเหนือเขากว่างเฉิง บัดนี้ถูกสร้างมิติต่างแดนแห่งหนึ่งไว้แล้ว ท่านพ่อกับหยวนเทียนจะถูกส่งไปที่นั่น”
“ที่นั่น ท่านพ่อยังคงสามารถดึงพลังมหาค่ายกลคุ้มกันเขา หยิบยืมชัยภูมิ ทำเช่นนี้แล้วเขาจะกุมความได้เปรียบในการประมือกับหยวนเทียนมากขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถดูแลสำนักทางนั้นได้เช่นกัน”
ชายหนุ่มพูดต่ออีกว่า “แม้ว่ายอดฝีมือสำนักคนอื่นๆ ต่างต้องวุ่นกับหน้าที่ตน เตรียมป้องกันศัตรู ไม่อาจปลีกตัว แต่ท่านพ่อมีเสื้อคลุมนภาเสริมกาย แล้วยังมีมหาค่ายกลคุ้มกันเขาช่วยเหลือ หากเพียงต่อสู้กับหยวนเทียนลำพัง หยวนเทียนจะสามารถมีชีวิตออกจากเขากว่างเฉิงไปได้หรือไม่ล้วนเป็นข้อสงสัย”
“เปรียบกับศัตรูคนอื่นๆ หยวนเทียนเป็นภัยคุกคามที่สังเกตได้โดยตรงมากที่สุดตลอด สามารถจัดการเขาได้ก่อน จะประหยัดเวลาอย่างมากในภายภาคหน้า”
จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งทำอะไรอย่างอิสระ ไม่มีพลังในระดับเดียวกันมาควบคุม กำลังก่อตัวเป็นพลังทำลายล้างที่ไม่อาจต้านทาน
อาหู่และกลุ่มของเยี่ยนเหวินเจินต่างมองไปทางเสาทางเดินวังเทพที่อยู่ในศาลบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยน
เยี่ยนจ้าวเกอนวดขมับตนเองแผ่วเบา แผนการนี้ เขาเพียงปรึกษากับเยี่ยนตี๋มาก่อน
บรรดาผู้ทรงอำนาจระดับสูงของทางสำนักนั้น ก็รับรู้เพียงว่าเยี่ยนจ้าวเกอจะปรับมหาค่ายกลคุ้มกันเขา สร้างมิติต่างแดนแห่งหนึ่งขึ้นอย่างกะทันหัน ทำหน้าที่เป็นสนามรบ ป้องกันสำนักตนเองไม่ให้ได้รับการโจมตีเช่นกัน
กระนั้นกลับไม่รู้ว่า นั่นคือที่คุมขังที่เตรียมไว้ให้หยวนเทียน หรือมาตรสุริยันวัดสวรรค์โดยเฉพาะ
อย่างไรเสียต้องการเคลื่อนย้ายยอดฝีมือระดับชั้นนี้ส่งไปที่นั่น เป็นเรื่องที่ยากเย็นอย่างยิ่ง
ยามปกติแทบจะไม่อาจจินตนาการได้ ทว่าครานี้ ขณะเดียวกันก็เป็นหลังจากจัดการเงื่อนไขมากมาย ถึงสามารถทำได้สำเร็จในคราวเดียว ทั่วไปแล้วยากยิ่งจะทำซ้ำ
ผู้ที่ล่วงรู้ขั้นตอนและจุดสำคัญของแผนการทั้งหมดล่วงหน้า มีเพียงเยี่ยนจ้าวเกอและเยี่ยนตี๋ บุตรบิดาสองคนเท่านั้น
หากบิดาล้วนเป็นคนของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต เช่นนั้นหนนี้ก็จัดว่าดวงซวยแล้ว
เยี่ยนจ้าวเกอครุ่นคิดในใจไปพลาง เก็บเสาทางเดินวังเทพขึ้นมาพลาง
เขาหันศีรษะกลับมองทางเยี่ยนเหวินเจิน พลางกล่าวว่า “ท่านปู่สาม มหาค่ายกลคุ้มกันของเรือนบรรพบุรุษตระกูล บัดนี้แทบจะเสียหายทั้งหมด ต้องการสร้างขึ้นใหม่ เกรงว่าจะต้องสิ้นเปลืองแรงหนหนึ่งแล้ว”
“ไม่เป็นไร นี่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เช่นกัน” เยี่ยนเหวินเจินฟื้นคืนสติกลับมา เอื้อนเอ่ยอย่างไม่อินังขังขอบ “ข้าศึกกระหน่ำบุกยากหมดความวุ่นวาย กว่างเฉิงประสบภัย ตระกูลเยี่ยนข้าก็จะถูกลูกหลงเช่นกัน”
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “ของวิเศษที่จำเป็นต่อการตั้งค่ายกล ในตระกูลน่าจะยังมีเหลืออยู่ ทว่าก็เหลือน้อยเต็มที ได้เพียงแต่ใช้ของอื่นแทนก่อนชั่วคราว”
“ข้าช่วยตั้งค่ายกลขึ้นใหม่คร่าวๆ ก่อน ที่เหลือรอหลังจากศึกนี้ผ่านพ้น ท่านพ่อวางมือ ค่อยปรับแต่งอีกครั้ง”
ไม่จำเป็นต้องฟังคำเล่าลือ เพียงที่ได้ยินฟังและแลมองกับหูกับตาเมื่อครู่ เยี่ยนเหวินเจินและคนอื่นๆ ก็สามารถยืนยันได้ว่าระดับความรู้ซึ้งในด้านค่ายกลของเยี่ยนจ้าวเกอ เลิศล้ำเหนือจอมยุทธ์ระดับเดียวกันทั่วไป และยังล้ำเหนือทุกผู้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์อักโข
ขณะนี้ เยี่ยนเหวินเจินสั่งการลงไป ฝูงชนช่วยเหนือเยี่ยนจ้าวเกอตั้งค่ายขึ้นใหม่เร็วไว
ถึงแม้จะสู้มหาค่ายกลดินแดนบรรพชนแต่กาลก่อนไม่ได้ แต่ก็ถือว่าทำให้ค่ายกลโคจรได้อีกหน ไม่ถึงกับไม่ขัดไม่ขวาง
เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ย “ข้าต้องเร่งรุดไปยังเขตเชื่อมทะเลสาบแล้ว ท่านปู่สามเพิ่มความระมัดระวังที่นี่สักหน่อย”
ครั้นกล่าวลากลุ่มเยี่ยนเหวินเจินแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็พาอาหู่และพ่านพ่านออกจากเรือนบรรพบุรุษ แต่หาได้กลับสำนักไม่ เพียงเร่งรุดเขตเชื่อมทะเลสาบ
“คุณชาย ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตกำลังก่อการที่เขตเชื่อมทะเลสาบ ต้องการชักนำเปิดประตูนพยมโลกอีกหน ภายในสำนักก็คงมีผู้ทรงอำนาจระดับสูงรีบไปจัดการเช่นกันกระมัง?” อาหู่เอ่ยถาม
ชายหนุ่มนั่งอยู่บนหลังพ่านพ่าน สายตามองไกลออกไป “ผู้อาวุโสเหอกับผู้อาวุโสจาง ผู้อาวุโสเก่าแก่สองท่าน ต่างต้องรักษาการณ์สำนัก สลับสับเปลี่ยน คนหนึ่งปกป้องรักษาท่านอาจารย์ปู่ อีกคนหนึ่งก็รักษาการณ์ศูนย์กลาง เตรียมป้องกันเหตุการณ์กะทันหัน”
“ผู้อาวุโสสูงสุดกงแห่งหุบเขาผนึกเวหายิ่งต้องรักษาการณ์หุบเขาทุกขณะ ไม่สามารถปลีกตัวแม้ชั่วประเดี๋ยว”
“ท่านพ่อรับมือกับยอดฝีมือระดับศักดิ์สิทธิ์ของอีกฝ่ายโดยเฉพาะ หรือกระทั่งอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ถ้าหากต้องแบ่งคนมาจัดการเหตุที่เขตเชื่อมทะเลสาบ ไม่ใช่ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ก็ต้องท่านอาจารย์ลุงสอง มหาปรมาจารย์ขั้นบรรลุธรรมกับมหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณของสำนักตอนนี้ก็มีไม่กี่คนนี้แล้ว”
“ถ้าท่านอาจารย์ลุงใหญ่กับท่านอาจารย์ลุงสองมาไม่ได้ล่ะก็ ท่านอาจารย์ป้าฟู่ก็อาจต้องออกโรงเช่นกัน”
หลังอาหู่ตรึกตรองในใจ จึงเกาศีรษะดังแกรกๆ “คุณชาย ท่านไม่ใช่ว่านับขาดไปคนหนึ่งหรือ? ผู้อาวุโสซิน ซินตงผิง ผู้อาวุโสสูงสุดหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์ นั่นเป็นผู้ที่แก่กล้ายิ่งกว่าผู้อาวุโสเหอแล้วก็ผู้อาวุโสเก่าแก่ทั้งสองท่าน ด้อยกว่าเพียงท่านเจ้าสำนักเท่านั้น”
“แม้ไม่อาจเทียบเขากับท่านประมุขได้ว่าผู้ใดแกร่งผู้ใดอ่อน แต่หากจัดอันดับยอดฝีมือสามอันดับของเขากว่างเฉิง แน่นอนต้องมีสักตำแหน่งเป็นของเขาแน่”
เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้ส่งเสียง แหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย หลังจากชั่วครู่จึงเอ่ยถาม “ตอนนี้สามารถยืนยันได้ว่า ในระดับสูงของสำนัก ยังมีคนของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต”
“อาหู่ หากให้เจ้าทายว่าหนึ่งที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด เจ้าคิดว่าเป็นผู้ใด? หมายถึงแค่ความรู้สึกกับการคาดเดา”
อาหู่ได้ยินแล้ว อ้าปาก “เอ่อ… หากให้ข้าน้อยพูดล่ะก็ ผู้อาวุโสซินแล้วก็ผู้อาวุโสฟางล้วนเป็นไปได้…”
ชายหนุ่มพยักหน้า “ใช่ วงโคจรโชคชะตาเดียวกัน คนหนึ่งพ่ายแก่ท่านอาจารย์ปู่ คนหนึ่งพ่ายแก่ท่านพ่อ”
“คนแรกเนื่องด้วยความพ่ายแพ้ในตอนนั้น จึงยังคงฝังอยู่ในใจตลอดเวลา หมดทางตีฝ่าด่านสุดท้ายเพื่อเหยียบย่างขั้นศักดิ์สิทธิ์”
“ส่วนคนที่สองถูกขนานนามว่ามังกรซ่อนเงื่อน ต่อมากลับเป็นได้อย่างมากที่จะต้องซ่อนเร้นชั่วชีวิต”
เขาทอดสายตามองไปไกล “จิตใจคนยากแท้หยั่งถึง ไม่มีทางรู้ได้ว่าคนอื่นกำลังคิดอะไรอยู่ นี่ก็แล้วไป ทั้งสองท่านนั้น กลับเป็นคนที่ใครๆ ต่างก็รู้ว่าพวกเขาไม่เป็นสุขใจ”
อาหู่ยกโค้งมุมปาก “คุณชาย เหมือนว่าท่านระแวงผู้อาวุโสซินมากกว่า?”
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “ถึงแม้ว่าท่านอาจารย์ลุงสองจะเป็นคนที่แข่งขันกับท่านพ่อโดยตรง แต่อาจจะเป็นเพราะด้วยสาเหตุที่คุ้นเคยมากกว่า ข้ากลับจะไม่หวังให้เขาเปลี่ยนไปด้วยซ้ำ”
“แน่นอน ข้าไม่ปฏิเสธ ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งคือ หากผู้อาวุโสซินเปลี่ยนธาตุแท้ไป เป็นไปได้ที่หายนะจะหนักหน่วงกว่าท่านอาจารย์ลุงสอง”
“อย่าได้มองว่าผู้เฒ่าท่านนี้จะเหมือนเช่นผู้วิเศษโลกภายนอก อันที่จริงอิทธิพลของเขาในเขากว่างเฉิงล้วนไม่น้อยเสมอมา เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่ท่านอาจารย์ไม่สามารถกลายเป็นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ตลอดมา และก็เป็นผู้อาวุโสซินเองขาดประตูสำคัญนั้นเช่นเดียวกัน หาไม่แล้วหากเขากลายเป็นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ก่อน ที่กระอักกระอ่วนก็คือท่านอาจารย์ปู่แล้ว”
อาหู่เอ่ย “เป็นเพราเหตุนี้ บางทีท่านผู้อาวุโสซินกลับจะมีหวังด้วยซ้ำ มิถึงขั้นความคิดยึดติดกลายเป็นคิดมาร? เว้นแต่ทางผู้อาวุโสฟาง นอกจากท่านประมุขตกต่ำหรือตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับท่านเจ้าสำนัก มิเช่นนั้นเขาก็หมดหวังตลอดกาล แต่ความเป็นไปได้นี้น้อยนักเช่นกัน”
เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ “ไม่ผิดหรอก ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน”
ชายร่างใหญ่ลังเลชั่วครู่ ค่อยกล่าวถาม “กระนั้นคุณชายขอรับ หากท่านผู้อาวุโสซินและท่านผู้อาวุโสฟางทั้งสองคนล้วน…”
“เช่นนั้นภัยในสำนักวันนี้ ก็คงผ่านพ้นได้ยากแล้ว” เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตาลง
บทที่ 278
เยี่ยนจ้าวเกอเร่งเดินทางไปยังเขตเชื่อมทะเลสาบ พร้อมกับอาหู่และพ่านพ่าน
ที่นั่น เขาพบกับสือเถี่ยและสวีเฟยที่มาถึงที่นี่เช่นกัน
ในที่สุดแล้วก็เป็นสือเถี่ยที่ออกโรงจัดการกับปัญหา ณ เขตเชื่อมทะเลสาบแห่งนี้ ซึ่งเยี่ยนจ้าวเกอเองก็ทราบข่าวที่เกี่ยวข้องกับฟางจุ่นและลู่เวิ่นเช่นกัน
อาหู่มองทางเยี่ยนจ้าวเกอ ดวงหน้าเจื่อน ฝ่ายชายหนุ่มนวดขมับตนเองเบาๆ “ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ ศิษย์พี่สวี ตอนนี้ยอดฝีมือระดับสุดยอดคนอื่นๆ ในสำนักเป็นอย่างไรบ้าง?”
สวีเฟยกล่าวตอบ “ท่านอาจารย์อาเยี่ยนต่อสู้ดุเดือดกับจอมมารศักดิ์สิทธิ์อยู่ในมิติต่างแดน ส่วนผู้อาวุโสจางและผู้อาวุโสซินเฝ้าระวังมหาค่ายกลสำนัก ขณะที่เสริมกำลังให้กับท่านอาจารย์อาเยี่ยน ก็เตรียมพร้อมรับมือศัตรูอื่นเข้าโจมตี ผู้อาวุโสเหอกำลังคุ้มกันท่านอาจารย์ปู่ และท่านอาจารย์ป้าฟู่กำลังตามหาท่านอาจารย์อาฟาง”
เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะไร้สุ้มเสียง กลุ่มคนพลางพูดพลางเดิน
บนเขตแดนเขตเชื่อมทะเลสาบมีทะเลสาบมากมาย ทอดยาวเหยียดเป็นผืนหนึ่ง ประหนึ่งดินแดนบึงแห่งวารีพิภพขนาดย่อมๆ
สืบเท้ามาถึงตรงนี้ ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอมีความรู้สึกเหมือนกลับไปยังแถบทะเลสาบปิดนภาแห่งบึงพิภพอย่างไรอย่างนั้น
ครั้นเข้าใกล้ส่วนใต้ของเขตเชื่อมทะเลสาบ พลังปราณน่าผวาที่ดูดจิตวิญญาณผู้คน ทำให้จิตใจผู้คนไหววูบไม่สงบก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ชายหนุ่มทอดมองไปไกลโข ก็แลเห็นหมอกดำหนาทึบแผ่กระจายทั่วท้องฟ้า ภายในเมฆหมอกสีดำมีสายฟ้าแลบสีแดงโลหิตวาบวับขวักไขว่ ปรากฏเป็นทัศนียภาพคล้ายวันสิ้นโลกผืนหนึ่ง
ใต้ทะเลสาบทอดยาวมืดสนิทดุจน้ำหมึก คล้ายเห็นได้ว่าค่ายกลมหึมาวางอยู่บนพื้นดินรางๆ ลวดลายค่ายกลแต่ะลายทอธารแสงสีดำวามวาว
เยี่ยนจ้าวเกอหันศีรษะมองทางสือเถี่ย “ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ ศาสตร์วิชาที่อีกฝ่ายเคลื่อนย้ายสถานที่มาเยือนของประตูนพยมโลก ลึกล้ำพิศวงยิ่งยวด คลายออกไม่ง่าย น่าจะไม่ใช่เพียงแค่ครั้งเดียว หนนี้พวกเราต้องเตรียมป้องกันล่วงหน้าให้ดีก่อนเช่นกันถึงจะได้”
สือเถี่ยเอ่ย “เกินกว่าครึ่งเป็นเช่นนี้”
พวกเขาห้อตะบึงไปทางเขตศูนย์กลางมหาค่ายกลแดนมาร ที่ค่อนข้างผิดแผกไปคือไม่ได้พบจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตสักคนคอยขัดขวาง
ม่านตาดำเยี่ยนจ้าวเกอหดลงเล็กน้อย “พวกเขาต้องวางเล่ห์กลเป็นแน่ หากศูนย์กลางมหาค่ายกลแดนมารของที่นี่ถูกทำลาย สถานที่มาถึงของประตูนพยมโลกจะแปรเปลี่ยนอีกหน”
“ตอนนี้ไม่ขัดขวาง แต่ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่สนใจ หากแต่อีกฝ่ายต้องการหลอกใช้จังหวะที่พวกเราปิดผนึกประตูนพยมโลกอีกครั้ง ถึงค่อยเข้ามาจู่โจมโดยพลัน”
“ยามนั้น พวกเราเบนความสนใจอยู่ที่การปิดผนึกประตูนพยมโลก สถานการณ์ก็จะเอื้ออำนวยพวกเขา”
สือเถี่ยและคนอื่นๆ ได้ยินแล้ว ต่างมุ่นหัวคิ้วแน่น
เยี่ยนจ้าวเกอพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมายาวๆ คำหนึ่ง “ซึ่งพวกเรา ไม่อาจนิ่งดูดายมองดูประตูนพยมโลกมาเยือนได้ แต่ว่า…”
ชายหนุ่มมองดูรอยประทับมารบนหลงมือซ้ายตนเอง ก่อนจะหรี่ลง “แต่ความเข้าใจที่มีต่อมหาค่ายกลแดนมารของพวกเรา ก็พัฒนาขึ้นกว่าสองคราก่อนมากนักแล้วเช่นกัน”
พวกเขาครุ่นคิดตลอดทาง สืบเท้าเขตศูนย์กลางแดนมารสีแดงก่ำนั่นอีกครั้ง แลเห็นเจดีย์สูงสีทองตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าตนเองอีกหน สีหน้าอารมณ์เยี่ยนจ้าวเกอเรียบเฉยไร้ทุกข์ไร้สุข
ที่แห่งนี้ว่างเปล่าไม่มีสิ่งใด เหลือเพียงมหาค่ายกลแดนมารยังคงโคจรเสียงดังกึกก้อง
ยอดเจดีย์สูงสีทอง สะท้อนฉายประตูแสงสีแดงลงบนพื้น ต้องการชักนำนพยมโลกมาเยือนโลกใบนี้
ลวดลายค่ายกลสีดำแต่ละสาย ยื่นขยายออกไปทั่วสารทิศ แล้วรวมเข้าหากันอีกครั้ง พันอยู่บนเจดีย์สูงสีทองราวกับสายโซ่อย่างไรอย่างนั้น
เยี่ยนจ้าวเกอไม่ลังเลแม้แต่น้อย ลอยตัวขึ้นเบื้องบน สองฝ่ามือเหินขึ้นลง ตบฟาดไปบนลวดลายค่ายกลสีดำแต่ละเส้นเหล่านั้นฝ่ามือแล้วฝ่ามือเล่าราวกับทะลุดอกไม้แฉลบต้นหลิวก็ไม่ปาน
ระหว่างที่ลวดลายค่ายกลเหล่านี้ถูกเยี่ยนจ้าวเกอฟาด ด้านบนพลันปรากฏวงแหวนเล็กๆ ออกมาวงหนึ่ง
ในวงแหวนเปล่งประกายแสงขาววิบวับ ลวดลายหนึ่งที่ซับซ้อนและยังลี้ลับมหัศจรรย์ปรากฏให้เห็น สลักไปบนลวดลายค่ายกลของมหาค่ายกลแดนมารประหนึ่งรอยตรา
“ถึงเสาทางเดินวังเทพจะใช้การไม่ได้ชั่วขณะ…” แววตาเยี่ยนจ้าวเกอสงบนิ่ง โจมตีออกไปฝ่ามือแล้วฝ่ามือเล่า
สุดท้ายเขาก็มาถึงฐานเจดีย์สูงสีทอง เขายื่นสองมือออกไปวาดเค้าโครงลายยันต์ขนาดยักษ์ออกมา จากนั้นประทับไปบนเจดีย์สูงสีทอง
“ท่านอาจารย์ลุงใหญ่!” เยี่ยนจ้าวเกอร้องตะโกนเรียก สือเถี่ยเตรียมการเอาไว้แล้ว บัดนี้เขาเหินขึ้นก้าวใหญ่เช่นกัน เหยียบย่ำอากาศเปล่าจนมาถึงยอดเจดีย์สูง ก่อนจะฟาดฝ่ามือหนึ่งลงไป
เจดีย์สูงสีทองสั่นไหวดังสนั่น ลวดลายค่ายกลสีดำแต่ละสายที่พันรอบมัน เริ่มม้วนกลับคืนเสียงดัง
มหาค่ายกลแดนมารค่อยๆ มลายหาย ทว่าไอมารกลับไม่ได้ย้ายยังสถานที่อื่นแบบที่จอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตคาดหวังเช่นนั้น
ส่วนพลังปราณของนพยมโลกที่นี่ยิ่งอ่อนแอลงเรื่อยๆ เจดีย์สูงตระหง่านสีทองนั่น บัดนี้แจ่มชัดว่าเริ่มค่อยๆ หดเล็กลง
หดเล็กอย่างสงบปลอดภัย หาใช่พังถล่มทลายชั่วพริบตาไม่
สวีเฟยและอาหู่เห็นดังนั้น ต่างก็ผ่อนลมหายใจ อาหู่ยิ้มอ้าปากกว้างพลางเอ่ย “คุณชาย จนถึงวันนี้ ต่อให้ค่ายกลของบรรดาภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตจะยอดเยี่ยม ในด้านมหาค่ายกลแดนมารนี้ เกรงว่าล้วนจะไม่เชี่ยวชาญสู้ท่านกระมัง?”
ขณะนี้เยี่ยนจ้าวเกอได้ชักมือทั้งสองออกจากเจดีย์สูงแล้ว มีสือเถี่ยมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณท่านนี้ระงับ ก็นับว่าเพียงพอแล้ว
ยังไม่ทันได้ตอบกลับ ตรงหน้ากลุ่มคนเยี่ยนจ้าวเกอก็ปรากฏแสงโชติช่วงทรงพลังสายหนึ่ง เจาะทะลุความมืดอันไร้ที่สิ้นสุด เจาะทะลวงมาทางฝูงชนได้อย่างง่ายดาย!
แสงโชติช่วงนั่นเร็วรี่ ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอ สวีเฟย และอาหู่ ทั้งสามไม่อาจตอบสนองได้ทัน
ราวกับสายฟ้าแลบสีดำจริงแท้ พลังทรงอานุภาพกระชับรวมถึงขีดสุด ประหนึ่งสามารถฉีกแผ่นดินได้!
กระนั้นสือเถี่ยกลับสังเกตเห็นการรุกโจมตีของอีกฝ่ายได้ทันท่วงที
ร่างเขาแปรเป็นเพชร ส่องแสงหมื่นจั้ง แม้จะอยู่ในแดนไอมาร ก็เหมือนกับหินหลักกลางกระแสน้ำ ทำให้ไอมารยากเข้าใกล้ร่าง ไล่หมอกดำโดยรอบกระจายออกไปกว่าครึ่ง
มือข้างหนึ่งของสือเถี่ยยังคงยันอยู่บนเจดีย์สูงสีทอง อีกมือหนึ่งต่อยหมัดหนึ่งออกไป กระแทกแข็งชนแข็งกับแสงโชติช่วงน่าหวาดหวั่นที่จู่โจมเข้ามาโดยตรง
แสงวาวโรจน์ทอประกายขึ้นมาพร่างพราวทั่วฟ้าดิน ส่องสว่างพื้นดินอันมืดครึ้ม
สือเถี่ยแลมองผู้มาเยือน เป็นศัตรูเก่า ‘ราชันมังกร’ ซือหม่าฉุยนั่นเอง
ทั้งสองนับว่ารู้ลึกตื้นหนาบางกันแล้วเช่นกัน ประสบพบเพราะโลกกลม ล้วนไม่เหลวไหล ลงมือโดยพลัน
ทว่าสัตย์จริงเช่นที่เยี่ยนจ้าวเกอคาด สือเถี่ยที่เบนความสนใจอยู่กับการระงับมหาค่ายกลแดนมารและประตูนพยมโลก ไม่อาจตอบโต้ซือหม่าฉุยได้เต็มกำลัง
ฝ่ามือยันอยู่บนเจดีย์สูงสีทอง สือเถี่ยถึงขนาดหมดทางเคลื่อนที่ร่างกายได้อิสระชั่วขณะหนึ่ง ได้เพียงแต่รอประจันศัตรูอยู่กับที่
หากแต่เขาน้ำนิ่งไหลลึก ประหนึ่งหินโสโครกที่อยู่กลางลมกระหน่ำและห่าฝน คลื่นลมโหมซัดบ้าคลั่ง ตระหง่านไม่เอนล้มอยู่เช่นนั้น
ระหว่างที่กระบวนท่าเปิดปิดคล้ายปิดคล้ายผนึก ปกป้องน้ำไม่รั่วแม้แต่หยดเดียว มิปล่อยโอกาสใดๆ ให้ศัตรูได้ฉกฉวย
ซือหม่าฉุยก็รุกหนักต่อเนื่องหลายครั้ง แต่ล้วนไม่อาจก้ำกรายได้สักก้าว
ทว่า สีหน้าอารมณ์บนดวงหน้าเยี่ยนจ้าวเกอสงบเย็นแลเคร่งขรึม หาได้ปล่อยสบายไม่
อาหู่เองก็ไม่ยิ้มแย้มแล้วเช่นกัน หันศีรษะมองไปอีกทิศทางพร้อมกับสวีเฟย
ที่แห่งนั้น มีเงาร่างจำนวนมากวาบวับ สืบเท้าบนโลกที่ปกคลุมไปด้วยแสงสีแดงตรงหน้า
มีบางคนในนั้น เยี่ยนจ้าวเกอคุ้นตา ต่อให้ไม่คุ้นตา อีกฝ่ายสวมอาภรณ์ตามแบบจอมยุทธ์สำนักเขากว่างเฉิง ก็บอกเขาเช่นกันว่านั่นคือจอมยุทธ์กว่างเฉิงที่แต่เดิมตั้งมั่นอยู่ที่เขตเชื่อมทะเลสาบ
พลังฝึกปรือฝูงชนมีสูงมีต่ำ ที่สูงมีจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ ที่ต่ำกลับมีเพียงระดับพลังฝึกปรือระดับยุทธ์หลอมกาย
กระนั้น สิ่งที่เหมือนกันของทุกคนในตอนนี้ ก็คือสติเซื่องซึม ร่างกายไร้เรี่ยวแรง เห็นได้ชัดว่าถูกควบคุมโดยคนบางคน
มีบางคนบาดเจ็บบนร่าง หากแต่ขณะนี้ก็ไม่ได้รับการรักษา ได้เพียงแต่ปล่อยให้โลหิตสดไหลโชก
ข้างกายบรรดาจอมยุทธ์กว่างเฉิง กลับเป็นจอมยุทธ์ที่อีกกลุ่มหนึ่งที่มีไอชั่วร้ายอยู่บ้าง
ครั้นแลเห็นหนึ่งคนในนั้น สายตาของเยี่ยนจ้าวเกอก็ชะงักเล็กน้อย
ทั่วสรรพางค์กายของคนผู้นั้นคลุมอยู่ภายในชุดคลุมยาวสีดำ เสื้อคลุมมีหมวกกันลมซ่อนเร้นศีรษะแลใบหน้า มีเพียงใบหน้าครึ่งดวงที่โผล่พ้นออกมา ยังสวมหน้ากากสีดำมืดเอาไว้
บทที่ 279
จอมยุทธ์เขากว่างเฉิงเหล่านี้ เห็นได้ชัดว่าต่างก็ประสบกับการกดขี่และทรมาน เฉกเช่นจางเหยา เยี่ยฉงโจว และคนอื่นๆ ที่ถูกหลิวเซิงเฟิงจับตัวไว้ในตอนนั้นเช่นกัน
อีกฝ่ายตั้งใจบีบเค้นพวกเขาให้จมอยู่ในห้วงความสิ้นหวัง เกลียดชัง หวาดผวา และเดือดดาล ยากจะถอนตัว สุดท้ายสภาพจิตใจเสียการควบคุม ด้วยผลกระทบจากพลังปราณนพยมโลก จึงก่อเกิดความคิดมารลุกลามอย่างรวดเร็ว ถึงขั้นกลายเป็นมาร
ซึ่งจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตเหล่านั้น ระดับพลังฝึกปรือมีทั้งต่ำทั้งสูง หากแต่มีห้าคนในนั้นทำให้พวกเยี่ยนจ้าวเกอสนใจเป็นพิเศษ
ขณะห้าคนนั้นหายใจ ลมปราณของพวกเขาดุจสายฟ้า จุดลมปราณสั่นไหวราวกับมีจิตใจ ปราณจิตราเปี่ยมล้นสติปัญญาหากกลับฟื้นคืนสู่สามัญ แจ่มชัดว่าแต่ละคนคือมหาปรมาจารย์
จอมยุทธ์ระดับมหาปรมาจารย์ทั้งห้าคน ระดับพลังฝึกปรือก็มีทั้งสูงทั้งต่ำเช่นกัน ผู้เฒ่าผมขาวหนึ่งในนั้น เยี่ยนจ้าวเกอและสวีเฟยต่างรู้จักดี เพราะเขาเป็นมหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิตระยะท้าย ฐานะเดิมสำนักเขากว่างเฉิงท่านหนึ่ง
เพียงแต่นัยน์ตาทั้งสองของผู้เฒ่าท่านนี้ออกสีเหลือง ดวงตาฉายแสงสีโลหิต แจ่มแจ้งว่ากลายเป็นมารโดยสิ้นเชิงแล้วเช่นกัน
กระนั้น คนที่ดึงสายตาเยี่ยนจ้าวเกอกับสวีเฟยยิ่งกว่า ยังคงเป็นคนผู้นั้นที่อยู่ข้างกายผู้เฒ่าผมขาวตลอดเวลา
บุรุษพรางใบหน้าซึ่งเคยประมือกับพวกเขามาก่อนผู้นั้น
เส้นสายตาของมหาปรมาจารย์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตคนอื่นอีกหลายคนล้วนจดจ้องเยี่ยนจ้าวเกอ สวีเฟย และอาหู่เช่นกัน
มีเพียงคนที่ทั่วสรรพางค์กายคลุมอยู่ใต้ชุดสีดำผู้นั้น ยามนี้แหงนหน้าขึ้นฉับพลัน ประกายตาสว่างพร่างพราว แลมองสือเถี่ยที่ประมืออยู่กับซือหม่าฉุยบนเจดีย์สูงสีทอง
ทั่วดวงหน้าเขาล้วนเร้นอยู่ภายใต้หน้ากาก มีเพียงนัยน์ตาสีออกเหลืองสองดวง ปล่อยแสงสีโลหิตแสบตาออกมา
สือเถี่ยที่อยู่บนเจดีย์สูง ถึงแม้จะยับยั้งเจดีย์สูงสีทองไปพลาง ประมือกับซือหม่าฉุยไปพลาง ทว่าดวงตาก็สอดส่อง หูก็ฟังทั่วสารทิศอยู่ตลอดเวลา
การมาถึงของกลุ่มคนหนึ่งเบื้องล่าง รอดพ้นสายตาเขาไปไม่ได้
เขาเห็นจอมยุทธ์ปิดบังใบหน้าผู้นั้น จึงเพ่งมองดวงตาที่ราวกับกำลังลุกไหม้ของอีกฝ่ายนั้น สือเถี่ยยังคงเด็ดเดี่ยวแน่วแน่เสมอต้นเสอปลาย มีเพียงแววตาอันสงบเงียบที่ทอประกายฉับพลันครู่หนึ่ง
ทางฝั่งภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ผู้เฒ่าผมขาวคนนั้น กลับมองทางกลุ่มคนเยี่ยนจ้าวเกอ
จอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตคนอื่นๆ ล้วนจ้องมองเยี่ยนจ้าวเกอ สวีเฟย และอาหู่อย่างเตรียมพร้อมเช่นกัน
บรรดาจอมยุทธ์กว่างเฉิงที่ถูกจับไว้แลมองเยี่ยนจ้าวเกอ สือเถี่ยและคนอื่นๆ บนดวงหน้าเปล่งประกายราศีขึ้นอีกครั้ง
หลังเยี่ยนจ้าวเกอมองผู้เฒ่าผมขาวแล้วแวบหนึ่ง เส้นสายตาก็ตกไปบนร่างของคนที่สวมหน้ากากอยู่ผู้นั้นอีกหน
เยี่ยนจ้าวเกอจ้องมองอีกฝ่าย เอ่ยเชื่องช้าว่า “เปลี่ยนหน้ากากใหม่แล้ว?”
“แต่ก็ไร้ความหมาย ที่ควรเห็นในมิติต่างแดนแห่งนั้น ข้าก็เห็นหมดแล้ว”
เยี่ยนจ้าวเกอถอนใจครั้งหนึ่ง “ใช่ศิษย์พี่สือ สือซงเทากระมัง? แม้จะหวังให้ท่านกลับมาได้อย่างปลอดภัย แต่คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะด้วยวิธีนี้”
จอมยุทธ์ผู้สวมหน้ากากคนนั้น ในที่สุดยามนี้ก็ละสายตาที่จดจ้องสือเถี่ย กลับมามองเยี่ยนจ้าวเกอ นิ่งเงียบไม่พูดจา
ชายหนุ่มส่ายศีรษะ “ท่านคิดว่าข้ากำลังหลอกถามท่านหรือ? ต่อให้ก่อนหน้าไม่แน่ใจ แต่สายตาที่ท่านเพ่งมองท่านอาจารย์ลุงใหญ่เมื่อสักครู่ ก็อธิบายทุกอย่างกระจ่างชัดแล้วเช่นกัน”
สวีเฟยที่อยู่ข้างๆ มองหน้ากากบนดวงหน้าอีกฝ่าย ในแววตาอดเผยประกายโศกเศร้าออกมาไม่ได้
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวนิ่งสงบ “หากข้าทายไม่ผิดล่ะก็ ท่านไม่ใช้วิชาวรยุทธ์เดิม แท้จริงแล้วไม่ใช่กังวลว่าพวกข้าจะมองฐานะของท่านออก หากแต่เป็นเพราะท่านระอาเขากว่างเฉิง เอือมวิชาวรยุทธ์ที่ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ถ่ายทอดให้ท่าน จึงจงใจละทิ้งไม่ใช้”
“ท่านใช้หน้ากากปิดบังใบหน้า แม้จะไม่อยากให้ผู้ใดจำได้ก็ตาม แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือไม่อยากให้คนอื่นเอ่ยขึ้นมาอีก ว่าท่านเคยเป็นศิษย์กว่างเฉิง เป็นลูกชายของท่านอาจารย์ลุงใหญ่”
น้ำเสียงเยี่ยนจ้าวเกอซับซ้อน “ท่านสะอิดสะเอียนที่จะถูกผู้คนเอ่ยถึงทั้งมวลในกาลก่อน หากแต่ไม่ใช่อับอายหรือขายหน้า”
บรรดาจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตในเหตุการณ์ ในเวลานี้ได้ยินแล้วต่างก็มีสีหน้าต่างกันไป ในแววตาเผยเห็นประกายตื่นตะลึงอันแจ่มชัดออกมา
ผู้เฒ่าผมขาวคนนั้นหันศีรษะมองคนที่อยู่ข้างกายตน สีหน้าอารมณ์พิลึกอยู่บ้างเช่นกัน “เจ้า…เจ้าคือซงเทา บุตรของสือเถี่ย? ตอนนั้นเจ้าไม่ใช่…”
จอมยุทธ์ปิดหน้าผู้นั้นยังคงนิ่งเงียบ ทว่าเส้นสายตาที่มองเยี่ยนจ้าวเกอ ยิ่งปรากฏความขัดเคืองออกมามากขึ้นอีกหลายส่วน
เยี่ยนจ้าวเกอถอนใจ “ในเมื่อฐานะถูกเปิดเผยแล้ว ไฉนเลยต้องสวมหน้ากากอยู่อีกเล่า? ในใจท่าน ก็หาได้ประดักประเดิดจะพบคนไม่”
ในที่สุดคนผู้นั้นก็ถอดหน้ากากสีดำออก เผยดวงหน้าที่ทำให้กลุ่มพวกเยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกคุ้นเคย ทว่าก็แปลกหน้าอยู่ในที
นั่นเป็นชายหนุ่มที่ดูเหมือนอายุสามสิบต้นๆ คนหนึ่ง
องคาพยพทั้งห้าคล้ายคลึงสือเถี่ยอยู่เก้าส่วน ราวกับถอดแบบออกมา
สวีเฟยรู้สึกฝาดขมไปทั่วปาก แทบจะรีดสามคำออกมาจากซอกฟัน “ศิษย์ พี่ สือ!”
มหาปรมาจารย์ที่เกือบลอบสังหารสวีเฟย ในมหาค่ายกลแดนมารทะเลสาบปิดนภาคนนี้ ปรากฏว่าเป็นบุตรของสือเถี่ยที่หายตัวไปหลายปีแล้ว อัจฉริยบุคคลผู้สืบทอดสำนักเขากว่างเฉิงในอดีต สือซงเทานั่นเอง!
สือเถี่ยต่อยหมัดหนึ่งจนซือหม่าฉุยกระเด็นหวืออยู่กลางอากาศ สายตาตกไปบนร่างสือซงเทา เนิ่นนานไม่อาจย้ายหนี
สือซงเทาที่ถอดหน้ากากออก ก็ไม่สนใจว่าเสียงตนเองจะถูกคนอื่นจำได้ต่อไปอีกเช่นกัน ปริปากพูดในที่สุด “ไม่พบกันนาน สบายดีหรือไม่ ข้ากลับมาจากนรกแล้ว”
คำพูดถามสารทุกข์สุกดิบง่ายๆ หนึ่งประโยค กลับทำให้พวกเยี่ยนจ้าวเกอมีเหงื่อซึมเยียบเย็นทั่วร่าง
ความอาฆาตแค้นและความเย็นยะเยือกที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงราบเรียบเหล่านั้น ราวกับสลักเข้ากระดูก
สวีเฟยกล่าวด้วยความยากเย็น “ศิษย์พี่สือ หลายปีนี้ท่านล้วนอยู่ที่ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตหรือ? ตอนนั้น เป็นพวกเขาที่ช่วยท่านไว้?”
สือซงเทาผงกศีรษะเย็นชา “หาไม่แล้ว จะเป็นพวกเจ้า?”
เขาเงยหน้าขึ้นมองสือเถี่ยที่อยู่บนเจดีย์สูงสีทอง “เป็นเขา?”
สือเถี่ยสืบเท้าอยู่ในอากาศเปล่า ทั่วทั้งร่างประหนึ่งเปลี่ยนเป็นรูปปั้นหิน ตั้งนิ่งไม่ขยับเขยื้อน
“ศิษย์น้องสวี เจ้าอยากพูดอะไร? อยากพูดว่าอาจารย์ของเจ้า พ่อของข้า ในตอนนั้นก็ลำบากใจที่จะทำเช่นนั้นเหมือนกันหรือ?” น้ำเสียงสือซงเทาเย็นชาอย่างยิ่ง ทำให้ผู้คนรู้สึกเย็นเยียบไปถึงในกระดูก “ความลำบากใจ ผู้ใดต่างก็มี กลับไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะสามารถเข้าใจ สามารถยอมรับได้”
สือซงเทาเงยหน้ามองสือเถี่ย “เขาเลือกรักษาผลประโยชน์ของเขากว่างเฉิง เลือกดูแลคนจำนวนมาก ตัดสินใจเลือกที่จะสละชีวิตข้า”
“สละชีวิตข้า ก็สละเถอะ”
สือซงเทาเอื้อนเอ่ยเย็นชา “หากเพียงแค่ดังนี้ อันที่จริงข้าก็ไม่ได้เกลียดเขา เขาให้กำเนิดข้า ข้าก็ถือว่าคืนชีวิตนี้ให้กับเขา”
“แต่ว่า ที่ถูกสละชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่ข้า!”
น้ำเสียงสือซงเทาผันเปลี่ยนในที่สุด แสงโลหิตในลูกตาดำสีออกเหลืองสาดยิงทั้งสี่ทิศ ราวกับมีเปลวเพลิงลุกไหม้ “ภรรยาของข้า ลูกของข้า ก็ถูกสละชีวิตไปพร้อมกัน!”
“อวี่เจิน ภรรยาของข้า นางไม่ใช่ศิษย์กว่างเฉิง เพราะแต่งงานกับข้า เพราะเป็นลูกสะใภ้ของเจ้าสือเถี่ยหรือ ถึงต้องสละชีวิตให้เขากว่างเฉิง?”
“จวินเอ๋อร์ ปีนั้นเขาเพิ่งจะสามขวบ เด็กน้อยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เขาก็ต้องเสียชีวิตเพื่อสิ่งนี้เช่นกันหรือ?”
สือซงเทาจ้องสือเถี่ยเขม็ง “มีบางคำถาม ข้าอยากถามเจ้ามาโดยตลอด”
“หากคนที่พบเคราะห์สิ้นชีพเป็นศิษย์กว่างเฉิงคนอื่น และขณะเดียวกันที่รักษาผลประโยชน์ของสำนักก็สามารถช่วยพวกข้าได้ เจ้าจะเลือกทางไหน?”
“ถ้าหากทั้งสองคนประสบเคราะห์ ทางหนึ่งคือศิษย์กว่างเฉิงคนอื่น ทางหนึ่งคือครอบครัวพวกข้าทั้งสามคน เจ้าเลือกทางไหน?”
ใบหน้าสือเถี่ยไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ราวกับรูปปั้นอย่างไรอย่างนั้น ทว่าน้ำเสียงทุ้มต่ำดังก้องในอากาศ “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับว่าเป็นผู้ใด”
สือซงเทาได้ยินแล้วก็หัวร่อขึ้นมา “ข้าคาดไว้แล้วว่าเจ้าจะตอบเช่นนี้”
“ในใจเจ้า ส่วนรวมสำคัญกว่าส่วนตัว ส่วนมากสำคัญกว่าส่วนน้อย ภาระหน้าที่ต่ออาจารย์สำนัก เหนือความรู้สึกส่วนตัว”
ระหว่างสือซงเทาพูดไปพลาง ก็พลันสืบเท้าก้าวออกมา “เช่นนั้น บัดนี้เจ้าลองเลือกใหม่อีกหนเถอะ”
บทที่ 280
สือซงเทาเดินมาถึงบริเวณกลางบรรดาจอมยุทธ์ที่ถูกจับไว้เหล่านั้น ยืนนิ่งแหงนหน้ามองสือเถี่ย
เสียงทุ้มต่ำแหบแห้งดังขึ้น “ตอนนี้ ซ้ายมือข้ามีเจ็ดคน ขวามือมีสิบห้าคน”
“หากข้าบอกว่าตอนนี้ข้าจะฆ่าให้เรียบฝั่งใดฝั่งหนึ่ง เจ้าคิดว่าจะควรจะเลือกฝั่งไหนดี?”
ดวงตาทั้งสองของสือเถี่ยฉายแววเฉยชาอันบีบคั้นผู้คน ฝ่ามือที่ยันบนเจดีย์สูงสีทองสั่นระริกเล็กน้อยครู่หนึ่ง ไม่ได้ถอนออก
เขาเหยียดมืออีกข้างที่ว่างอยู่ไปทางสือซงเทา ทว่าซือหม่าฉุยยกหอกขึ้นจู่โจม ขัดขวางสือเถี่ยไว้
สือซงเทากล่าวเย็นชา “ด้วยพลังฝึกปรือของเจ้า หากไม่สนใจศูนย์กลางมหาค่ายกลล่ะก็ แม้จะมี ‘ราชันมังกร’ กีดขวาง ก็สามารถทำให้พวกข้าทุกคนสั่นสะท้านสิ้นใจได้เช่นกัน”
“หากแต่เจ้าไม่อาจไม่สนมหาค่ายกลที่จะชักนำนพยมโลกมาเยือน ถูกกระมัง?”
จากนั้นเขาก็หันศีรษะไปมองทางจอมยุทธ์กว่างเฉิงเหล่านั้น “ประสบการณ์ของพวกเจ้าตอนนี้ ก็เหมือนข้าตอนนั้นไม่มีผิด”
“เทียบกับผลที่ตามมาจากการมาถึงของนพยมโลก อาจจะมีคนตายสองหมื่น สองแสน สองล้านหรือกระทั่งมากกว่านั้น ด้วยเหตุนี้ชีวิตของพวกเจ้าไม่กี่สิบยี่สิบคน ในสายตาสือเถี่ย ก็กระจ่างชัดว่าสำคัญไม่พอ”
จอมยุทธ์กว่างเฉิงเหล่านั้น บ้างสีหน้าอารมณ์ซับซ้อน บ้างกลับจ้องสือซงเทาอย่างแข็งกร้าวราวกับจะกินเลือดเนื้อ
สือซงเทามองยังสือเถี่ย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ กระนั้นคำถามเมื่อครู่ ข้าก็รู้คำตอบของเจ้าแล้วเช่นกัน”
เขามองซ้ายมองขวา “เจ็ดคนกับสิบห้าคน เจ้าหวังรักษาสิบห้าคนไว้เป็นแน่”
“ฝั่งที่คนมากกว่าไงเล่า ถูกต้องหรือไม่?” สือซงเทาหัวร่อหยัน
จอมยุทธ์กว่างเฉิงเจ็ดคนเยื้องไปทางซ้ายของเขาเหล่านั้น พลันเผยแววสิ้นหวังออกมาบนใบหน้าโดยพลัน
ทว่าสือซงเทาไม่ได้รีบร้อนลงมือ กลับหันศีรษะมองทางด้านขวาด้วยซ้ำ “แต่ว่า เหลือสิบห้าคนนี้ หากแบ่งอีกเป็นฝั่งหนึ่งห้าคน ฝั่งหนึ่งห้าคน ฝั่งหนึ่งสิบคน เจ้าจะเลือกช่วยฝั่งไหนไว้?”
สายตาสือเถี่ยเปลี่ยนเป็นแน่นิ่ง
สือซงเทาเอ่ยเย็นชา “หรือว่าฝั่งนั้นที่คนมากกว่า? เช่นนั้นก็เก็บสิบคนไว้ สละห้าคน?”
“เหมาะสมกับรูปแบบของเจ้าอย่างยิ่ง หากแต่…” สือซงเทาแบมือทั้งสองข้างผายออกไปทั้งสองฝั่ง เอื้อนเอ่ยเย็นเยียบ “เช่นนั้นล่ะก็ คนที่มีชีวิตต่อไปคือสิบคนนี้ คนที่ตายคือยี่สิบคนนี้ ฝั่งใดมาก ฝั่งใดน้อย?”
สือเถี่ยมองสือซงเทา เนิ่นนานไม่พูดจา
สายตาของสือซงเทา ก็เพ่งมองร่างสูงใหญ่กลางอากาศผู้นั้นไม่ละสายตาเช่นเดียวกัน
“ศิษย์พี่สือ ขัดจังหวะท่านสักหน่อย” เวลานี้เยี่ยนจ้าวเกอพลันพูดออกเสียง “คำพูดของข้าไม่มากนัก แค่สามประโยค”
“ประโยคแรก หลายๆ ครั้ง หลายๆ เรื่อง หาใช่ตัวเลือกง่ายดายที่จำนวนมากน้อยแต่อย่างใด ด้วยอุปนิสัยของท่านอาจารย์ลุงใหญ่ หากเขาต้องเลือกจริงๆ ข้าคิดว่า เขาจะไม่เลือกสละชีวิตจำนวนมากกว่า และจะไม่เลือกสละชีวิตจำนวนน้อยกว่าเช่นกัน แต่เลือกสละตัวเอง”
เยี่ยนจ้าวเกอมองสือซงเทา “โบราณว่าเอาไว้ ว่าไม่มีผู้ใดจะรู้จักบุตรดีเท่าบิดา ในทางกลับกันก็มีเหตุผลอยู่หลายส่วน ข้าคิดว่าความเข้าใจที่มีต่อท่านอาจารย์ลุงใหญ่ของท่าน น่าจะลึกซึ้งกว่าข้า”
เส้นสายตาสือซงเทาย้ายจากสือเถี่ย มายังเยี่ยนจ้าวเกอ ยังคงเฉยชาไร้สุ้มเสียง
ชายหนุ่มสบตาเขาด้วยความสงบนิ่ง “ประโยคที่สอง แท้จริงแล้วใคร่ถามเรื่องหนึ่ง”
“พี่สะใภ้อวี่เจินกับจวินเอ๋อร์ พวกเขาตายไปแล้ว หรือเหมือนเช่นท่านตอนนี้?”
ภรรยาของสือซงเทา แซ่อิ๋ง นามว่าอวี่เจิน มีฐานะเดิมคือจอมยุทธ์ไร้สำนัก หลังจากรู้จักกับสือซงเทา ความสัมพันธ์ของทั้งสองลึกซึ้งอย่างยิ่ง กลายเป็นสามีภรรยา เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย
ภายหลัง พวกเขาให้กำเนิดบุตรชาย ตั้งชื่อว่าสือจวิน ยังเป็นชื่อที่เจ้าสำนักหยวนเจิ้งเฟิงช่วยตั้งให้
ขวบปีหลังจากสือจวินเกิดมา เป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวสือเถี่ยและสือซงเทามีความสุขมากที่สุด
ทว่าน่าเสียดาย ช่วงเวลาดีๆ ไม่อาจดำรงอยู่ตลอดกาล หลังจากนั้นก็เกิดหายนะครั้งนั้น
ครอบครัวสือซงเทาทั้งสามประสบเคราะห์ทั้งหมด ไม่พบร่องรอย อยากจะเก็บกระดูกก็ทำไม่ได้
ขณะนี้ ในที่สุดสือซงเทาปรากฏตัวอีกครั้ง กระนั้นกลับยังคงไม่พบเห็นเงาร่างของอิ๋งอวี่เจินกับสือจวิน
เยี่ยนจ้าวเกอ สือเถี่ย และสวีเฟยมองสือซงเทาราวกับสุนัขป่าได้รับบาดเจ็บ ต่างรู้สึกหนักอึ้งในใจเป็นพักๆ
เทียบกับสือเถี่ยและสวีเฟย คำถามนี้ ยังคงเป็นเยี่ยนจ้าวเกอผู้เอ่ยปากถาม
เมื่อได้ยินคำถามนี้ สือซงเทาหายใจแรงฉับพลัน ในแววตาเผยเห็นประกายเดือดดาลและทุกข์ทรมาน รุนแรงยิ่งกว่าก่อนหน้า
เยี่ยนจ้าวเกอมองสือซงเทา เอ่ยเชื่องช้า “ประโยคที่สาม…”
กล่าวถึงตรงนี้ เยี่ยนจ้าวเกอก็เคลื่อนไหวทันใด!
เสื้อคลุมที่ถักทอจากขนนกกระเรียนบนหัวไหล่เขา หมุนกลับอย่างรุนแรง กลายเป็นปีกนกกระเรียนขนาดยักษ์สองปีก ขณะสั่นไหว ร่างกายพุ่งพรวดไปทางพวกสือซงเทาราวกับสายฟ้าแลบ!
แสงสายฟ้าสีม่วงแกมน้ำเงินเปล่งแวบในดวงตาข้างขวาของเยี่ยนจ้าวเกอ ชั่วขณะถัดมา มุกวิเศษสีม่วงกลมดิกด็ปรากฏเหนือศีรษะเขา
พลังปราณอันเก่าแก่รกร้างตลบอบอวลออกมา มุกวิเศษเปล่งแสงสายฟ้าวาบวับ พลันเคลื่อนไหวขึ้นลง!
ประหนึ่งดวงตาของคนคนหนึ่งกะพริบเบาๆ ชั่วครู่
เปรี๊ยะๆ เปรี๊ยๆ!
เสียงสายฟ้าดังสนั่น ลูกแสงกลายเป็นอสนีบาตสายหนึ่ง ฉีกมิติในชั่วพริบตา!
อสนีบาตฉับไวจนผู้คนไม่อาจตอบสนองได้ทันโดยสิ้นเชิง ผ่าลงตรงหน้าผู้เฒ่าผมขาวที่อยู่ในระดับมหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิตระดับท้ายผู้นั้น
ราวกับสายฟ้าแลบและสายฟ้าผ่าจากฟากฟ้า ทำลายความชั่วร้ายอันสกปรก!
ครั้นเยี่ยนจ้าวเกอขยับ ผู้เฒ่าผมขาวก็ตื่นตัว
จุดลมปราณทั่วร่างเขาเต้นไหวพักหนึ่ง ปราณจิตราแพร่ขยายทั่วกาย ร่างกายไหววาบ กำลังจะหลีกหนี
หากแต่อสนีบาตเร็วยิ่งนัก!
เร็วจนความคิดของเขา ร่างกายของเขา ไม่อาจตอบสนองได้ทันโดยสิ้นเชิง ไม่มีเวลาวินิจฉัยและตอบโต้ แม้แต่การตอบสนองตามสัญชาตญาณล้วนตอบโต้ไม่ทัน!
หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอเลื่อนชั้นมหาปรมาจารย์ ขับเคลื่อนเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้า เผาสายฟ้าชั่วเสี้ยววินาทีเต็มกำลัง พลังยิ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง!
เปรี้ยงๆ เปรี้ยงๆ!
สายฟ้าระเบิดเหนือศีรษะผู้เฒ่าผมขาวดังสนั่นหวั่นไหว ระเบิดปราณจิตราคุ้มกายของเขา และระเบิดเกราะบนร่างของเขาด้วย
สุดท้ายกระหน่ำหลอมเขากลายเป็นโลหะ เนื้อหนังมังสาที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าโลหะทองแดงจำนวนมากระเบิดกลายหมอกโลหิตกลุ่มหนึ่ง!
สังหารชั่วเสี้ยววินาที!
สังหารชั่วเสี้ยววินาทีโดยพลัน!
มหาปรมาจารย์ขั้นที่สาม ขั้นซ่อนจิตระยะท้าย ถูกสายฟ้าชั่วพริบตาสายหนึ่งสังหารตายคาทีในชั่วเสี้ยววินาที!
นับแต่เยี่ยนจ้าวเกอลงมือ กระทั่งผู้เฒ่าผมขาวถูกระเบิดจนศพไม่ดำรงอยู่ เป็นเพียงเวลาไม่ถึงพริบตา!
จากนั้นเยี่ยนจ้าวเกอก็สยายปีกเซียนกระเรียน มาถึงเบื้องหน้าฝูงชนในทันที
ประกายกระบี่สีเขียวสายราวกับมังกรมรกตผ่านฟ้าก็ไม่ปานสายหนึ่งแวบผ่าน
ต่อจากผู้เฒ่าผมขาว จอมยุทธ์มหาปรมาจารย์ฝ่ายภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตทั้งห้า และอีกคน มหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิตระยะต้นคนหนึ่ง ถูกกระบี่ของเยี่ยนจ้าวเกอปักตายคาที่!
สวีเฟยและอาหู่ที่ได้รับแจ้งล่วงหน้าด้วยกระแสจิตรา ยามเยี่ยนจ้าวเกอก็พุ่งพรวดออกไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาก็รับมือกับมหาปรมาจารย์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตอีกสองคน หนึ่งคนต่อหนึ่งคน
ในช่วงเวลาเดียวกัน เยี่ยนจ้าวเกอมาถึงข้างกายสือซงเทา
แสงสลัวพร่างพราวในมือสือซงเทา กระบี่หนึ่งดาหน้าไปหาเยี่ยนจ้าวเกอ
สองมือของเยี่ยนจ้าวเกอตัดสลับ หมุนร่างกาย สืบเท้าต่อเนื่อง ราวกับดวงดาราเปลี่ยนตำแหน่ง อ้อมไปด้านหลังสือซงเทาอย่างเร็วรี่
มือซ้ายฟันออกไป พาเสียงฟ้าร้องดังขึ้น ราวกับคมมีดมหึมาแบ่งฟ้า ฟันไปบนขวาที่สือซงเทาที่กุมกระบี่ไว้!
เสียงฉับดังอู้อี้ มือขวาของสือซงเทาที่ถือกระบี่ไว้ถูกฟันออกมาฉับพลัน กระบี่ยาวในมือพลันหล่นลงบนพื้น
“ล่วงเกินแล้ว” ขณะเดียวกันนั้น เยี่ยนจ้าวเกอก็เตะเท้าหนึ่งออกไป ถีบไปบนข้อพับขาของสือซงเทา
ราวกับสะบัดขวาน โค่นต้นไม้ใหญ่ ถีบจนร่างกายสือซงเทาเตี้ยลง คุกเข่าข้างหนึ่งบนพื้น!
เยี่ยนจ้าวเกอยื่นมือขวาออกไป นิ้วทั้งห้ากลายเป็นกรงเล็บ กุมต้นคอของสือซงเทาไว้จากด้านหลัง รั้งเขาไว้จนหมดทางขยับเขยื้อน
“ประโยคที่สาม…” เยี่ยนจ้าวเกอพ่นปราณขุ่นมัวออกมาคำหนึ่ง “ศิษย์ร่วมสำนักทั้งยี่สิบสองคนในที่นี้ ศิษย์พี่สือ ท่านสังหารไม่ได้แม้สักคนเดียว”
ผู้เฒ่าผมขาวถูกสายฟ้าฟันกระจุย กลายเป็นฝนโลหิตทั่วท้องฟ้า หลังจากประโยคนี้สิ้นสุด เลือดเนื้อที่กระเด็นเซ็นซ่านเพิ่งจะหล่นลงพื้น!