271-275
บทที่ 271
เยี่ยนจ้าวเกอยกมือขึ้นสูงเหนือศีรษะตน จากนั้นหมุนฝ่ามือฟาดลง
ท่วงท่าอิสระเรียบง่าย ลีลาโบราณไร้ขัดเกลา ดูแล้วไม่ฉับไว ออกจะให้ความรู้สึกเชื่องช้าเสียด้วยซ้ำ
ทว่าเยี่ยนเหอที่อยู่เบื้องหน้ากลับบังเกิดความรู้สึกพรั่นใจขึ้นในใจอย่างน่าประหลาด คล้ายกับไม่ว่าตนจะหลบหลีกต้านทานอย่างไร ท้ายที่สุดล้วนหนีฝ่ามือของเยี่ยนจ้าวเกอนี้ไม่พ้น ศีรษะจะถูกซัดจนแตกกระจายไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
ความรู้สึกนั้น เหมือนกับฟ้าดินล้วนอยู่ในฝ่ามือของชายหนุ่มทั้งสิ้น
ทั่วทั้งฟ้าดินพลิกกลับ ท้องนภาคล้อยหล่นลง ตามการพลิกฝ่ามือของเยี่ยนจ้าวเกอ ทำให้คนไร้ซึ่งหนทางหนี หมดทางต่อต้าน ทำได้เพียงหลับตารอความตาย
ฝ่ามือนี้ฟาดลง มองจากมุมของเยี่ยนเหอนั้น เยี่ยนจ้าวเกอทั้งคนราวกับเปลี่ยนเป็นสูงใหญ่อย่างยิ่ง ประหนึ่งเทพสรรค์จุติยังโลกมนุษย์ก็ไม่ปาน
พลังอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรกว้างใหญ่ไพศาลครอบคลุมทั่วร่างเยี่ยนเหอ ปราณจิตรามหาศาลอีกทั้งหนาหนักปิดตายบริเวณโดยรอบ พื้นที่คล้ายกับทรุดลงโดยเขาเป็นจุดศูนย์กลาง
หนึ่งในสามสุดยอดวิชากว่างเฉิง ฝ่ามือนภากว่างเฉิง!
หนึ่งฝ่ามือคล้อยลง ราวกับฟ้าเอียงลาด!
เยี่ยนเหอพยายามปลุกสติสัมปชัญญะอย่างหนัก ต้านทานการกดขี่และทำลายจากเจตจำนงฝ่ามือของเยี่ยนจ้าวเกอ อีกทั้งยกมือข้างหนึ่งขึ้นตามจิตสำนึก
เขามั่นใจว่าด้วยระดับพลังฝึกปรือมหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิตระดับกลางของตน ไม่ควรถึงกับถูกเยี่ยนจ้าวเกอโจมตีพ่ายแพ้ง่ายดายเช่นนี้
ของวิเศษลับหมอกพิษเย็นสงัดปิดกั้นของวิเศษทั้งกายเยี่ยนจ้าวเกอไว้ชั่วขณะ ตนเองมีโอกาส…
ความคิดยังไม่ทันพลิกผัน ฝ่ามือเยี่ยนจ้าวเกอก็กดลงมาแล้ว ฟาดลงไปบนฝ่ามือเยี่ยนเหอ
หาได้หน่วงเวลาสักนิดไม่ โครงกระดูกตั้งแต่ฝ่ามือ จนทั่วร่างเยี่ยนเหอเริ่มแหลกละเอียด!
เขาเบิกตาโพลง กลับค้นพบว่าตนไร้พลังต่อต้านโดยสิ้นเชิง ราวกับหลังจากท้องฟ้าถล่มลง ตนเองก็แปรเปลี่ยนเป็นฝุ่นละอองที่อันตรธานสลายไป!
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูเยี่ยนเหอด้วยความนิ่งสงบ เอ่ยอย่างเย็นชาว่า “ของวิเศษบนตัวข้ามากไปสักหน่อย เหมือนกับว่าทำให้คนมองข้ามพลังความสามารถเฉพาะตัวข้าไปบ้าง ระดับขั้นข้าตอนนี้ยังค่อนข้างต่ำ หากแต่พิจารณาพลังฝึกปรือของตัวข้า คิดจะลอบสังหารข้า อย่างน้อยท่านยังห่างชั้นอีกมากนัก”
เฉกเช่นพลังความสามารถของเยี่ยนเหอ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในระดับมหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิตระยะกลาง กระนั้นก็เป็นเพียงการสืบทอดสายหลักของขุมกำลังระดับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าขั้นซ่อนจิตระยะต้นผู้ใดก็ตาม ล้วนมีความสามารถเอาชนะข้ามขั้นเขาได้
ชายหนุ่มแทบจะกวาดผู้เปี่ยมความสามารถและสติปัญญารุ่นเดียวกันในหกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ถึงแม้ขั้นมหาปรมาจารย์แรกเริ่ม ต้องการสังหารเยี่ยนเหอก็จัดการได้ง่ายดายเช่นกัน
ต่อให้เยี่ยนเหอลอบจู่โจมสังหาร ก็เปลี่ยนแปลงผลลัพธ์นี้ไม่ได้เช่นกัน
สีหน้าของเขาเศร้าซึม แววตาผ่อนเบา
เยี่ยนจ้าวเกอไม่มองเขาอีกต่อไป หากแต่มองดูกล่องที่บรรจุหมอกพิษเย็นสงัดไว้กล่องนั้น
ไอเย็นกระจายหมดสิ้นแล้ว แต่ไรเป็นเพียงการพยายามคว้าโอกาสรำไรเพื่อลอบสังหาร ตอนนี้กลายเป็นเมฆหมอกบังตาไปแล้ว
อีกด้านหนึ่ง เยี่ยนเหวินเต้าก็ถูกเยี่ยนเหวินเจินยับยั้งไว้เช่นกัน การตกเป็นฝ่ายแพ้เป็นเรื่องที่ใกล้อยู่ตรงหน้า มีมหาค่ายกลคุ้มกันเรือนบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยนอยู่ เขาคิดจะหนีล้วนหวังเกินตัว
ผู้ที่สามารถช่วงชิง ไม่สู้รบจนตัวตาย ก็ถูกจับเป็นแล้ว
บรรดาจอมยุทธ์ตระกูลเยี่ยนมองดูเยี่ยนจ้าวเกอ รู้สึกหวั่นใจขึ้นมารางๆ
มหาปรมาจารย์ หลังจากเยี่ยนตี๋ บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอ บนโลกใบนี้ก็ไม่ปรากฏมหาปรมาจารย์ที่อายุน้อยกว่ายี่สิบห้าปีอีกเลย จนกระทั่งเยี่ยนจ้าวเกอตรงหน้านี้!
สองปีมานี้ เยี่ยนจ้าวเกอก้าวหน้าฉับไว แนวโน้มรุดหน้ายังเกินจริงเสียยิ่งกว่าเยี่ยนตี๋บิดาของเขาเสียอีก
ด้วยพลังฝึกปรือขั้นปรมาจารย์ ได้รับอำนาจผู้อาวุโสสูงสุดในดินแดนศักดิ์สิทธิ์สำนักเขากว่างเฉิงเช่นนี้ ตำแหน่งและพลังอำนาจคล้ายกับล้ำเหนือผู้กุมหางเสือขุมกำลังชั้นหนึ่งทั้งหมดในโลกหล้า
ตั้งแต่อดีตกาลมา สามารถมีได้สักกี่คน?
หลายปีมานี้เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้กลับไปเขตสัจจเมฆาอันเป็นที่ตั้งของเรือนบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยน จนถึงขั้นที่ผู้คนตระกูลเยี่ยนมักจะรู้สึกว่าผลสำเร็จของเขาลวงตาอยู่บ้าง
เรื่องราวมากมายผู้คนไม่ได้เห็นกับตา ได้แต่เพียงฟังข่าวเล่าลือ สุดท้ายระดับการให้ความสำคัญในใจจึงเบาบางลงไปบ้าง
ทว่าวันนี้ได้พบเยี่ยนจ้าวเกออย่างแท้จริงอีกครั้ง จึงก่อเกิดแรงกระทบสั่นไหวต่อเรื่องทั้งหมดในใจ ทำให้แม้แต่ฝูงชนตระกูลเยี่ยนที่สนับสนุนเยี่ยนตี๋เฉกเช่นเยี่ยนเหวินเจินนี้ ต่างก็ร้องเสียงหลงอยู่บ้าง
เยี่ยนจ้าวเกอไม่สนใจกลุ่มของเยี่ยนเหวินเต้าอีกต่อไป หลังจากพยักหน้าทักทายพวกเยี่ยนเหวินเจิน เขาก็เงยหน้าทอดมองท้องฟ้า “วางแผนไม่ได้ยอดเยี่ยมกว่าพวกเหยาซานในมหาทะเลทรายครานั้น กลับรู้สึกยิ่งคล้ายว่าเป็นแผนการของพวกเขาเยี่ยนเหวินเต้ากับเยี่ยนเหอเอง”
“เช่นนั้นกระบวนท่าสังหารที่แท้จริงของนพยมโลกกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต อยู่ที่ใดเล่า?”
ถึงแม้จะมีลานบ้านกั้นชั้นแล้วชั้นเล่า ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอยังคงหันศีรษะทอดมองทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศทางที่ประตูสำนักเขากว่างเฉิงตั้งอยู่
…
เจ้าสำนักหยวนเจิ้งเฟิงเข้าฌานมาหลายวันแล้ว ขณะนี้โดยรวมสำนักเขากว่างเฉิงเป็นระบบระเบียบ ทุกคนคล้ายกับเคยชินกับวันคืนที่เจ้าสำนักเข้าฌาน และมีเยี่ยนตี๋คำรงตำแหน่งจัดการเรื่องราวแทนแล้ว
ดูไปแล้วทั้งหมดทั้งมวล หาได้แตกต่างจากแต่ก่อนไม่
แต่แท้จริงแล้วทั้งสำนักเขากว่างเฉิงภายนอกผ่อนภายในตึง บรรดายอดฝีมือระดับสูงเตรียมป้องกันทุกขณะ แม้แต่จอมยุทธ์ระดับกลางและระดับล่าง ต่างก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่ผิดแผกไปจากเดิม
สวีเฟยเสร็จสิ้นการฝึกฝนของตน เดินออกจากที่พำนัก เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
แสงอาทิตย์วันนี้ไม่วิจิตรตระการตาเหมือนเช่นปกติ เป็นความรู้สึกที่ท้องฟ้ามืดครึ้ม ทว่าไม่ได้ให้ความร่มเย็นแก่ผู้คนแต่อย่างใด กลับจะร้อนอบอ้าวอยู่บ้างเสียด้วยซ้ำ
บนท้องฟ้าเหนือพื้นที่แถบเขากว่างเฉิง พยับเมฆกระจายหนาแน่น ทำให้อารมณ์ความรู้สึกผู้คนอัดอั้นตันใจอยู่บ้าง
สวีเฟยมุ่นคิ้วเล็กน้อย สงบสติอารมณ์ สืบเท้าเดินเชื่องช้าระหว่างป่าเขา
ระหว่างทางมีศิษย์น้องร่วมสำนักชายหญิงพบพานเขา ล้วนกล่าวแสดงความเคารพ “ศิษย์พี่สวี”
สวีเฟยผงกศีรษะตอบ ขณะเดินไปข้างหน้า ฝีเท้าของเขาพลันเชื่องช้าลง พลางมองดูข้างทาง
บริเวณนั้นมีหญิงสาวผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีขาว ภายนอกคลุมด้วยชุดคลุมสีฟ้ายืนอยู่ ดวงหน้าฉายแววกลัดกลุ้ม ทอดมองลึกเข้าไปในป่าเขา
หญิงสาวผู้นี้ สวีเฟยก็รู้จักเช่นกัน นางเป็นศิษย์ยอดเยี่ยมรุ่นเดียวกับตนเอง แม้จะไม่ใช่ผู้สืบทอดสายหลัก แต่ก็ได้รับการให้ความสำคัญ และการมุ่งมั่นบ่มเพาะจากอาจารย์เช่นกัน
อายุของหญิงสาวค่อนข้างน้อยกว่าสวีเฟยนัก อายุเท่ากับเยี่ยนจ้าวเกอโดยประมาณ
สาเหตุที่ทำให้สวีเฟยเกิดความสนใจ เป็นเพราะว่าเท่าที่เขาทราบ ศิษย์น้องหวังท่านนี้ มีความสัมพันธ์สนิทชิดเชื้อกับลู่เวิ่นอย่างยิ่ง
บางทีลู่เวิ่นอาจจะยังคิดกับนางเป็นเพียงศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนัก ทว่าศิษย์น้องหวังกลับทุ่มความรักให้ลู่เวิ่นอย่างมาก
ซึ่งขณะนี้ ทิศทางที่สายตานางมองไป ก็เป็นสถานที่ที่ลู่เวิ่นเข้าฌานนั่นเอง
สวีเฟยขมวดหัวคิ้วขึ้น หากเขาเข้าใจไม่ผิดล่ะก็ ลู่เวิ่นเข้าฌานเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว
“ศิษย์น้องหวัง กำลังรอศิษย์น้องลู่หรือ?” สวีเฟยกล่าวถาม ศิษย์น้องหวังหลุดออกจากภวังค์ เร่งรีบกล่าวตอบ “ศิษย์พี่สวี ระยะเวลาเข้าฌานของศิษย์พี่ลู่ กินเวลาปีกว่าจะสองปีแล้ว!”
ในดวงตาทั้งสองของนางปิดแววกลัดกลุ้มไม่มิด สวีเฟยได้ยินแล้วก็กล่าวในใจ ‘ตั้งแต่พ่ายให้กับเยี่ยนจ้าวเกอ ก็เข้าฌานมาโดยตลอด ไม่ออกจากฌาน…’
สวีเฟยไม่ได้สนิทสนมกับลู่เวิ่นแต่อย่างใด อีกฝ่ายทนดูเขาร่ำสุราเป็นนิจไม่ได้ เขาเองก็ไม่มีทัศนะเดียวกันอะไรกับลู่เวิ่นเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงเคารพซึ่งกันและกันโดยการอยู่ห่างๆ
ลู่เวิ่นหยิ่งทระนง สวีเฟยเองก็รับรู้ หากแต่ตอนนี้ได้ยินว่าอีกฝ่ายอับจนทางออก เขาเองก็อดไม่ได้ที่จะกังวลอยู่บ้างเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายปีมานี้เกิดเรื่องนพยมโลกและภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต
ถึงแม้ว่าสวีเฟยจะมีความกังวลในใจอยู่บ้าง ทว่าบนใบหน้ากลับไม่ได้แสดงออกมา เพียงคลายกังวลให้กับศิษย์น้องหวัง “ไม่ต้องเป็นกังวลไป ครั้งนี้ศิษย์น้องลู่อาจจะสามปีไม่ส่งเสียง ครั้นส่งเสียงอาจจะน่าตื่นตะลึงก็เป็นได้”
หลังจากพูดปลอบใจศิษย์น้องหวังให้กลับไป สวีเฟยกลับไม่ได้กลับไปเช่นกัน หากแต่สูดลมหายใจเข้าลึกคำหนึ่ง แล้วเดินเข้าไปในป่าอีก
จนกระทั่งโพรงหินปิดตายติดภูเขาแห่งหนึ่งปรากฏอยู่เบื้องหน้าของสวีเฟย
————————–
บทที่ 272
สวีเฟยมองโพรงหินที่บานประตูใหญ่ปิดสนิทตรงหน้า จมสู่ห้วงความคิด
โดยทั่วไปแล้ว เมื่อมีจอมยุทธ์เข้าฌาน มักจะห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องรบกวนโดยเด็ดขาด หากถลันเข้าสถานที่เข้าฌานของผู้ใดโดยพลการ แม้จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่อาจถึงขั้นผูกพยาบาทก็เป็นได้
ภายในสำนักเดียวกัน จอมยุทธ์คนหนึ่งเข้าฌาน ต่อให้เป็นผู้อาวุโสหรืออาจารย์ ทั่วไปแล้วก็ต้องนัดแนะเอาไว้ก่อน ถึงจะเข้าไปได้เช่นกัน
มิเช่นนั้นไม่ถึงขั้นสุดวิสัย ล้วนจะไม่พรวดพราดเข้าไปในสถานที่เข้าฌานของคนอื่นโดยพลการง่ายๆ
นี่ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาในเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติเท่านั้น ในการที่จอมยุทธ์บำเพ็ญฝึกฝน บางครั้งการรบกวนเพียงเล็กน้อย ล้วนอาจทำให้ความพยายามที่ทุ่มเทไปก่อนหน้าเปล่าโยชน์ หรือถึงขั้นอาจได้รับบาดเจ็บสาหัส
คนคนหนึ่งเข้าฌานจนถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ พลันถูกคนรบกวน ผลที่ตามมาเลวร้ายจนไม่กล้าจะคิด
นี่ก็เป็นเหตุผลว่าไฉนคนส่วนมากเข้าฌานบำเพ็ญฝึกฝนเป็นเวลานาน จะขอให้คนช่วยเหลือคุ้มกันโดยเฉพาะ หรือเป็นเหตุผลที่ตนเองตั้งมหาค่ายกลป้องกันไว้เช่นกัน
ศิษย์สืบทอดสายหลักกว่างเฉิงเฉกเช่นลู่เวิ่น แม้สถานที่เข้าฌานจะไม่ได้มีการป้องกันรักษาโดยเฉพาะ ทว่าก็มีอาจารย์ตั้งค่ายกลคุ้มกันไว้นานแล้ว
โพรงหินเหมือนเช่นที่ลู่เวิ่นเข้าฌานอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่ที่พำนักแต่เดิมของเขาเองแต่อย่างใด ทว่าเป็นสถานที่เข้าฌานที่สำนักเขากว่างเฉิงเตรียมไว้ให้ศิษย์ระดับสุดยอดเป็นการเฉพาะ
ตอนที่สวีเฟยบำเพ็ญเพียรอย่างหนักในอดีต ก็เคยเข้าไปในสถานที่คล้ายๆ กันมาก่อนเช่นกัน
กระนั้นบัดนี้ สวีเฟยมองดูโพรงหินที่ลู่เวิ่นเข้าฌาน ไม่ว่าอย่างไรก็รู้สึกไม่สงบในใจอยู่บ้าง
หลังจากที่เขาออกจากตำแหน่งผู้อาวุโสปฏิบัติกิจเมืองซู่โจวแห่งเกาะทราย เมื่อกลับมายังสำนักก็ได้รับหน้าที่ใหม่ ซึ้งไม่ได้อยู่ที่ตำหนักอาญาของสือเถี่ย อาจารย์ของตน หากแต่เป็นตำหนักสืบวิชา ที่เดิมเป็นหน้าที่ของเยี่ยนตี๋
สวีเฟยเป็นผู้อาวุโสคุมการณ์ใต้บัญชาตำหนักสืบวิชาในปัจจุบันที่เยาว์วัยที่สุด
บริหารจัดสรรโพรงหินเข้าฌานให้แก่ศิษย์สำนัก ก็เป็นหน้าที่ของตำหนักสืบวิชา
สวีเฟยมีความสามารถในการเปิดโพรงหินเข้าฌานของลู่เวิ่นได้โดยลำพัง ส่วนใหญ่นี่เป็นการพิจารณาจากเหตุผลด้านความปลอดภัย
เคยมีจอมยุทธ์เข้าฌาน เนื่องด้วยฝึกหนักจนเกิดธาตุไฟเข้าแทรก สาหัสถึงขั้นสิ้นใจ หลังจากเสียชีวิตภายในห้องลับ เนิ่นนานก็ไม่มีผู้ใดรับรู้
ดังนั้นเพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ตำหนักสืบวิชาจึงตั้งใจเตรียมการอยู่บ้างเป็นพิเศษ
ทว่านี่เป็นเพียงการป้องกันเหตุสุดวิสัยเท่านั้น หากไม่มีความจำเป็น ผู้อาวุโสตำหนักสืบวิชาก็จะไม่ย่างเหยียบสถานที่ที่คนอื่นกำลังเข้าฌานเช่นกัน
หลังจากไตร่ตรองชั่วขณะหนึ่ง แม้จะรู้สึกว่าไม่เหมาะสมอยู่บ้าง ทว่าในที่สุดสวีเฟยยังคงยื่นมือดันไว้บนประตูใหญ่ของโพรงหิน
ประเดี๋ยวเดียว ประตูใหญ่โพรงหินเปิดออก จากนั้นสวีเฟยจึงเข้าไปด้านในอย่างระมัดระวัง
เมื่อทะลุผ่านระเบียง สวีเฟยมาถึงภายในห้องสงบจิต อันเป็นสถานที่เข้าฌานที่อยู่ลึกที่สุด ก่อนจะแลเห็นชายผู้หนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้น
ชายผู้นี้หนวดเครารุงรัง ดวงหน้าถูกผมเผ้ายาวเฟื้อยปรก ดูแล้วเหมือนคนป่าคนหนึ่ง
ไม่ว่าผู้ใดเห็นแวบแรก ก็ยากจะโยงเข้ากับลู่เวิ่น ผู้ที่แต่ก่อนสูงสง่าสุภาพบุรุษเช่นกัน
กระนั้นสวีเฟยยังคงจำลู่เวิ่นได้ตั้งแต่แรกเห็น หากแตสิ่งที่ทำให้เขาสนใจยิ่งกว่าคือร่างกายลู่เวิ่นในขณะนี้ แจ่มชัดว่ากำลังสั่นเทา คล้ายกับตื่นตระหนกอย่างไรอย่างนั้น
สวีเฟยไม่รู้สึกขณะนี้ลู่เวิ่นกำลังเดินลมปราณอยู่ ร่างกายอีกฝ่ายสั่นเทิ้ม หาใช่เพราะฝึกยุทธ์ไม่ หากแต่เหมือนว่าอารมณ์ฮึกเหิมเสียมากกว่า
“ไม่ปกติ!” ในใจสวีเฟยพลันหนักอึ้ง กุลีกุจอเข้าไปใกล้เบื้องหน้าลู่เวิ่น
เขาไม่ได้อำพรางร่องรอยการเคลื่อนไหวของตน ทว่าลู่เวิ่นกลับมองเขาไม่เห็น เพียงแต่ตั้งหน้าตั้งตานั่งอยู่ตรงนั้น ร่างกายสั่นระริกอย่างไม่อาจควบคุม
ครั้นเพ่งมองดวงหน้าอีกฝ่ายอย่างละเอียด สวีเฟยพลันค้นพบว่า ดวงตาทั้งสองของลู่เวิ่นบัดนี้ปิดสนิท สีหน้าซีดเซียว เหงื่อซ่กเต็มใบหน้า ราวกับป่วยหนักอย่างไรอย่างนั้น
สวีเฟยตะโกนเรื่องเสียงทุ้มต่ำ “ศิษย์น้องลู่!”
ลู่เวิ่นคล้ายกับรู้สึกตัวโดยพลัน ในที่สุดก็ลืมตา นัยน์ตาทั้งสองมองตรงเบื้องหน้า ทว่าแววสายตากลับไม่รวมศูนย์
เมื่อมองดูลูกตาดำทั้งสองดวงอย่างถี่ถ้วน สวีเฟยถึงเห็นว่าในลูกตาของอีกฝ่ายมีแสงสีโลหิตจางๆ กำลังเปล่งประกายอยู่อย่างชัดเจน
ร่างกายของลู่เวิ่นสะท้อนความเลื่อนลอยออกมา กระนั้นกลับสามารถทำให้สวีเฟยรู้สึกถึงอารมณ์อันอาฆาตแค้นและเจตนาอันไม่ยินยอมได้อย่างชัดแจ้ง
สีหน้าท่าทางสวีเฟยเปลี่ยนเป็นจริงจังและหนักอึ้ง
หลังจากผ่านการหลอกล่อไต่สวนภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต บัดนี้สวีเฟยและสำนักเขากว่างเฉิงเข้าใจสถานการณ์ผู้ที่ถูกมารครอบงำบ้างแล้วคร่าวๆ เช่นกัน
คนสู่มารร้าย เป็นรูปแบบขั้นตอน
ผู้คนโดยส่วนมากถึงขั้นที่ ความคิดร้าย ความยึดติด ความคิดเป็นพิษ และความปรารถนาให้ได้มา นั้นสามารถพูดได้ว่าทุกคนต่างก็มี เพียงแต่ผู้คนสามารถเพิ่มการยับยั้ง และไม่ให้ความคิดแง่ลบเหล่านี้ครอบงำตัวเอง
ทว่าครั้นยามบางความคิด ถูกนพยมโลกกระตุ้น ทะลวงขีดจำกัด ก็จะแปรเปลี่ยนเป็นความคิดมาร
ความคิดมารแก่กล้าขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งสะสมนานย่อมยากแก้ไข จนกระทั่งท้ายที่สุดสัมผัสเข้ากับไอมารโลกภายนอก ลวงตาภายในกลายสภาพเป็นจริงภายนอก กลายเป็นมารโดยสมบูรณ์ในที่สุด
ลักษณะเฉพาะของผู้กลายเป็นมารชัดแจ้งอย่างยิ่ง ลูกตาดำเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอร่าม ขณะเดียวกันก็ยิงแสงโลหิตแจ่มชัดออกมา
กระนั้นก่อนที่จะกลายเป็นมารอย่างแท้จริง ผู้คนที่จิตใจมีความคิดมารร้าย รูปโฉมภายนอกกลับไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไป
มีเพียงข้อยกเว้นเดียว แม้ชั่วขณะที่ความคิดในใจทะลวงขีดจำกัด เปลี่ยนเป็นความคิดมาร ก็จะมีลักษณะเฉพาะเช่นกัน
ลักษณะเฉพาะนี้ ก็คือท่าทางของลู่เวิ่นในตอนนี้!
บัดนี้ลู่เวิ่นกำลังอยู่ในจุดวิกฤต กำลังเปลี่ยนแปลงจิตใจเป็นมารร้าย!
ถึงแม้จะเผชิญหน้าสวีเฟยผู้นี้ ทว่าแววตาของลู่เวิ่นไม่ได้รวมศูนย์ คล้ายกับมองไม่เห็นสวีเฟย
เขาพึมพำส่งเสียงทุ่มต่ำอีกทั้งไม่ได้ศัพท์ออกมา “เยี่ยน… จ้าว… เกอ…! เยี่ยน… จ้าว… เกอ…! เยี่ยน… จ้าว… เกอ…”
สวีเฟยเห็นดังนั้นก็ลอบถอนใจครั้งหนึ่ง ทว่าไม่กล้าลังเล เชสเหยียดสองมือออกไป ออกแรงตบไปบนไหล่ทั้งสอง!
“ศิษย์น้องลู่!”
ลู่เวิ่นไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับ ราวกับวิกลจริตไปเสียอย่างนั้น
สวีเฟยเอื้อนเอ่ยเสียงหนักแน่น “ศิษย์น้องลู่ เจ้าฝึกยุทธ์ก็เพียงเพื่อที่จะถ่วงศิษย์น้องเยี่ยนลงอีกขั้นอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ร่างกายลู่เวิ่นก็สั่นเทิ้มครู่หนึ่ง เขาหยุดพึมพำ ทว่าแววตาทั้งสองยังคงไร้ชีวิตชีวา
สวีเฟยกล่าว “เจ้าเข้าสำนักมาหลายปี ฝึกยุทธ์ลำบากยากเข็ญมาหลายปี สุดท้ายแล้วเพื่ออะไร? ตอนแรกเจ้ากราบอาจารย์ร่ำเรียนวิชาเพราะอะไร?”
การแสดงออกบนใบหน้าลู่เวิ่นเริ่มแปรเปลี่ยน
ชั่วครู่หนึ่งดิ้นรนทุกข์ทรมาน ชั่วครู่หนึ่งกลับตัดขาดบ้าคลั่ง เปลี่ยนแปลงสลับอยู่สองแบบ
สวีเฟยผ่อนเสียงลง “ศิษย์น้องลู่ เจ้าคิดให้ดี ตัวเจ้าเองต้องการอะไรกันแน่ เพื่ออะไรถึงเดินมาถึงวันนี้?”
การสั่นไหวของร่างกายลู่เวิ่นค่อยๆ หยุดลง แสงโลหิตในดวงตาทั้งสองก็ค่อยๆ จางลงไปเช่นกัน
ครั้นเห็นดังนั้น สวีเฟยถึงผ่อนลมหายใจคำหนึ่งในที่สุด
หลังจากนั้นครู่ใหญ่ เส้นสายตาของลู่เวิ่นรวมศูนย์อีกครั้ง เขามองดูสวีเฟย แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “ศิษย์พี่สวี…”
สวีเฟยกล่าว “สงบจิตสงบใจไว้”
ลู่เวิ่นผงกศีรษะอย่างเชื่องช้า ปิดเปลือกตาทั้งสองอีกครั้ง บนดวงหน้าซีดเซียวเปี่ยมด้วยความอ่อนล้า เหงื่อดุจฝนพรำ ทว่าร่างกายไม่สั่นเทิ้มอีกต่อไป การแสดงอารมณ์ก็เปลี่ยนเป็นสงบนิ่งเช่นกัน
สวีเฟยมองเขา “ศิษย์น้องลู่ ข้ารู้ว่าตอนนี้เจ้าเพิ่งจะสงบอารมณ์ลง มีบางเรื่องอาจไม่ยินดีที่จะหวนนึกถึง แต่เรื่องเกี่ยวข้องกับกิจการพื้นฐานสำนัก ชักช้าไปไม่ได้ มีบางเรื่องข้าจำต้องทำความเข้าใจให้เร็วที่สุด”
“ก่อนหน้านี้ มีคนติดต่อเจ้า กระตุ้นความยึดติดในใจเจ้า ทำให้มันหนักหนาขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระดับที่สื่อสารกับนพยมโลกได้ใช่หรือไม่?”
ลู่เวิ่นเบิกตาขึ้นมา แล้วผงกศีรษะช้าๆ “มีคนกระซิบข้างหูข้าจริงๆ ก้นบึ้งในใจข้าเหมือนกับมีเสียงหนึ่งดังก้องตลอดเวลา ดังขึ้นเรื่อยๆ จนเกลื่อนกลาดสมองข้าไปหมด”
บทที่ 273
ได้ยินคำตอบของลู่เวิ่นแล้ว สวีเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกคำหนึ่ง “คนผู้นั้นเป็นใคร?”
เขารู้สึกไม่ปลอดภัยลึกๆ ในใจ
ลู่เวิ่นกลับส่ายศีรษะ “ข้าไม่รู้ว่าคนคนนั้นเป็นผู้ใด เสียงของเขาคล้ายกับผ่านการปลอมเสียง ข้าไม่อาจแยกแยะ หากแต่พลังฝึกปรือของเขาสูงอย่างยิ่ง”
หลังจากได้ยินคำตอบของลู่เวิ่น ในใจสวีเฟยหาได้ผ่อนคลายลงไม่
ถึงแม้ว่าลู่เวิ่นจะไม่ได้เอ่ยนามกรที่ทำให้คนตื่นตกใจ ทว่าคนที่สามารถเข้าออกสถานที่เข้าฌานของลู่เวิ่นได้อย่างอิสระ ภาระหน้าที่ล้วนไม่เบา
อาจารย์ของเขาฟางจุ่น สามารถเข้าออกที่นี่ได้อย่างอิสระ เพียงแต่โดยปกติแล้วสถานการณ์ที่ไม่มีอะไรพิเศษ ฟางจุ่นจะไม่ทำเช่นนั้น
นอกจากฟางจุ่นแล้ว ยอดฝีมือมหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณคนอื่นๆ ก็มีความสามารถเข้ามาที่นี่โดยไร้ทิ้งร่องรอย ไร้สุ้มเสียงได้เช่นกัน
ต่อให้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์เช่นเขากว่างเฉิงนี้ มหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณก็มีอยู่จำกัดเช่นกัน ทั้งหมดล้วนเป็นผู้กุมอำนาจระดับสูงในสำนักทั้งสิ้น
สถานการณ์แบบสุดท้าย ค่อนข้างสัมพันธ์กัน นั่นก็คือจอมยุทธ์กว่างเฉิงระดับผู้อาวุโสคุมการณ์ ที่รับผิดชอบหน้าที่ในตำหนักสืบวิชาเหมือนเช่นสวีเฟย
กระนั้นแม้จะเป็นสถานการณ์แบบสุดท้าย ก็ไม่ใช่ข่าวคราวที่ทำให้ผู้คนมองในแง่ดีเท่าใดนักเช่นกัน
สวีเฟยเอ่ยถามอย่างสุขุม “จากตอนที่คนผู้นั้นเข้ามาหาเจ้า นานเท่าใดแล้ว?”
หลังลู่เวิ่นไตร่ตรองในใจครู่หนึ่ง จึงกล่าวตอบ “ประมาณสิบวันก่อน”
สวีเฟยพยักหน้าอย่างไร้สุ้มเสียง ในใจกลับรู้สึกหนักอึ้ง
สิบวันก่อน นับเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นระยะนี้เช่นกัน ห่างจากเหตุการณ์ที่กลุ่มผู้อาวุโสหลิวถูกจับนานยิ่ง เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นไส้ศึกภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตเหล่านั้น ที่ถูกเปิดโปงไปแล้วอย่างแน่นอน
นี่หมายความว่า ภายในสำนักเขากว่างเฉิงยังคงมีคนของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตอยู่จริง อีกทั้งตำแหน่งและพลังฝึกปรือค่อนข้างสูงเป็นแน่
หลังจากสวีเฟยรอให้ลู่เวิ่นปรับลมปราณครู่ใหญ่ จึงเอ่ย “ศิษย์น้องลู่ ถ้าหากตอนนี้สภาพร่างกายเจ้าไม่มีปัญหาล่ะก็ พวกเราไปพบท่านผู้อาวุโสสำนักด้วยกันเถอะ”
ถึงแม้สภาพจิตใจของลู่เวิ่นจะเซื่องซึมอยู่บ้าง ทว่าก็ยังคงผุดลุกขึ้น “ตกลง”
ทั้งสองพบสทอเถี่ย อาจารย์ของสวีเฟยเป็นอันดับแรก
สีหน้าท่าทางสือเถี่ยสงบเย็นสุขุม ไม่เห็นความแปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย หลังจากสอบถามสวีเฟยและลู่เวิ่นอย่างละเอียด เขาก็กล่าวด้วยความลังเลว่า “ไปพบศิษย์น้องฟางก่อนค่อยว่ากันเถิด”
พวกเขามุ่งหน้าไปยังตำหนักปฏบัติกิจ กลับได้รับแจ้งว่าฟางจุ่นออกไปข้างนอกก่อนหน้าไม่นาน
ที่พำนักของฟางจุ่น เขาก็ไม่ได้กลับมาเช่นกัน
พวกสือเถี่ยค้นพบด้วยความงงงัน ชั่วเวลาหนึ่งหาร่องรอยของฟางจุ่นไม่พบอย่างคาดไม่ถึง
แม้จะบอกว่าด้วยพลังฝึกปรือของฟางจุ่น หากต้องการอำพรางตัว ทั่วทั้งสำนักเขากว่างเฉิงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะสามารถค้นพบ ทว่าถ้าหากไม่มีเหตุผลเป็นพิเศษ ก็ชัดเจนว่าฟางจุ่นไม่ต้องทำเช่นนี้
อยู่ในช่วงปีที่เกิดเรื่องมากมายพอดี ปฏิกิริยาไวทุกขณะ แน่นอนทำให้ผู้คนผุดความคิดเชื่อมโยง
สวีเฟยและลู่เวิ่นมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ไรดวงหน้าของลู่เวิ่นก็ไม่มีเลือดฝาด บัดนี้ยิ่งซีดเผือดทวีคุณ
มีเพียงสือเถี่ยที่ยังสงบนิ่งดังเดิม เขาเอ่ยอย่างใจเย็นว่า “เรื่องนี้ผิดปกติ แต่ก่อนที่จะเข้าใจสถานการณ์ ก็อย่าคิดมาก”
“ลองหาดูเกิดเถอะ แต่ไม่ต้องกระโตกกระตากไป แจ้งแค่เพียงพวกศิษย์น้องเยี่ยนและท่านอาจารย์อาไม่กี่คน รายงานเตรียมเอาไว้ก่อนก็พอ”
ครั้นสือเถี่ยพูดจบ เขากวาดสายตาผ่านสวีเฟย แล้วมองไปยังลู่เวิ่น “ตัวข้า ยินดีเชื่อใจศิษย์น้องฟาง”
สวีเฟยและลู่เวิ่นต่างผงกศีรษะตอบรับ ทว่าในสายตาของทั้งสองคนยังคงมีแววกลัดกลุ้มปรากฏอย่างไม่อาจระงับอยู่
ถ้าหากฟางจุ่นไม่ใช่คนในภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต กระนั้นตอนนี้เขาหายตัวไป เกรงว่าสถานการณ์เห็นท่าไม่ดีนัก เป็นไปได้ว่าค้นพบเรื่องอะไรจวนตัว ถูกมัดแขนขาหมดทางปลีกกาย
…ทว่าก็มีความเป็นไปได้ที่จะประสบหายนะแล้วเช่นกัน แม้ว่าพลังความสามารถฟางจุ่นจะล้ำเหนือคนทั่วไปก็ตาม
ถ้าแม้แต่ฟางจุ่นล้วนไม่อาจตอบโต้ เช่นนั้นความโหดเหี้ยมรุนแรงในการโจมตีครั้งนี้ของอีกฝ่าย ครุ่นคิดก็พอรู้ได้
แท้จริงแล้วนี่ยังคงเป็นการคิดในแง่ดี
ส่วนในแง่ร้าย หากฟางจุ่นเข้าร่วมกับนพยมโลกกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต…
สวีเฟยกับลู่เวิ่นต่างนิ่งเงียบด้วยกันทั้งคู่ ไม่กล้าแม้แต่จะคิดต่อไปอีกหน่อย
สือเถี่ยเอ่ย “สุดท้ายแล้วศิษย์น้องฟางเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้ยังคงไม่รู้ได้ หากแต่เชื่อมโยงกับเรื่องตระกูลศิษย์น้องเยี่ยน กับการประสบของเจ้าลู่เวิ่น อีกทั้งการหายตัวไปอย่างผิดปกติของศิษย์น้องฟาง สามารถยืนยันได้ว่าอีกฝ่ายเคลื่อนไหวเตรียมจะก่อการแล้ว”
“ไม่แพร่งพรายเรื่องค้นหาศิษย์น้องฟาง แต่ทั่วทั้งสำนักในตอนนี้ ต่างก็กำลังเตรียมการโต้ตอบการโจมตีของศัตรูภายนอก รวมถึงการโต้ตอบกับไส้ศึกที่อาจมีอยู่ภายใน ต้องยกระดับการระมัดระวังขึ้นอีกขั้น เตรียมป้องกันเต็มกำลัง หากอีกฝ่ายจะลงมือ ก็ตอนนี้แหละ”
ระหว่างไปหาหาสือเถี่ยเมื่อครู่ ลู่เวิ่นได้ฟังสวีเฟยเล่าเรื่องใหญ่ภายนอกแต่ละเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ซึ่งเกิดขึ้นตอนที่เขาเข้าฌานอยู่แล้วเช่นกัน
ขณะนี้เขาและสวีเฟยกล่าวตอบอย่างเคร่งครัดพร้อมกัน “ขอรับ ศิษย์เข้าใจ เรื่องนี้แจ้งศิษย์ในสำนักคนอื่นๆ ”
สวีเฟยเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่พยับเมฆปกคลุมหนาแน่น สายตานิ่งงัน “ดูเหมือนว่ามรสุมหนนี้คงไม่น้อยจริงๆ”
…
เขตสัจจเมฆาแห่งเกาะนภากลาง ภายในเรือนบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยน ในขณะนี้เยี่ยนจ้าวเกอยืนอยู่กลางลาน กำลังแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเช่นกันเดียวกัน
ที่นี่ปลอดโปร่งเป็นหมื่นลี้ แสงอาทิตย์ดาษดื่นงามวิจิตร
ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอกลับไม่ได้ผ่อนคลาย ครุ่นคิดในใจตลอดเวลา ‘หากข้าเป็นอีกฝ่าย ข้าจะทำเช่นไร?’
‘ท่านอาจารย์ปู่ที่เข้าฌานอยู่ ถ้าเหยียบย่างขั้นศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จ ก็เป็นความหวังและหลักประกันอีกขั้นในอนาคตอันใกล้นี้ของสำนัก’
‘ในอีกแง่หนึ่ง ท่านอาจารย์ปู่กำลังอยู่ในสภาวะที่ตัวเองอ่อนแอที่สุด ถ้าหากมีศัตรูตีขนาบทั้งนอกและในล่ะก็ ช่างเป็นเป้าและจุดหมายที่ยอดเยี่ยมที่สุดเลยจริงๆ ที่กล่าวว่าตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ผิดไปจากนี้’
‘ท่านพ่อควบคุมเสื้อคลุมนภากับมหาค่ายกลคุ้มกันภูเขา เป็นจุดแกร่งที่สุดของสำนักในตอนนี้จุดหนึ่ง แต่ในทางกลับกัน หากท่านพ่อพลั้งพลาด สำนักก็จะพังพินาศทันที’
‘ท่านอาจารย์ลุงใหญ่กับข้า ล้วนมีรอยประทับมารอยู่บนร่าง ยังไม่ได้ขจัดให้หมดไป พวกเราทั้งสองดับสิ้น ก็เป็นไปได้ที่ประตูนพยมโลกเกาะทรายจะเปิดออกอีกครั้ง สำหรับสำนักแล้ว เป็นเรื่องที่ไม่อาจไม่ป้องกันเช่นกัน’
‘เดิมทีท่านอาจารย์ลุงใหญ่พลังพลังฝึกปรือสูง แต่ข้าทำลายมหาค่ายกลแดนมารและแผนของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตอย่างต่อเนื่อง ดูเหมือนว่าจะดึงความสนใจพวกเขา ให้ลอบสังหารหนักยิ่งขึ้น’
เยี่ยนจ้าวเกอนวดขมับตนเอง ‘ประเด็นสำคัญคือ ไม่รู้ว่าในระดับสูงของสำนักยังมีคนของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตอยู่หรือไม่ แผนการมามายไม่อาจเผย หาไม่แล้วหากรั่วไหล อีกฝ่ายอาจซ้อนแผน ถึงเวลาพ่ายแพ้ย่อยยับยิ่งกว่าเดิม’
‘เพราะเช่นนั้น ป้องกันทั้งวันทั้งคืน คนร้ายในบ้านยากป้องกัน…’
ขณะเยี่ยนจ้าวเกอกำลังใคร่ครวญอยู่นั้น อาหู่กุลีกุจอเข้ามา “คุณชายขอรับ ทางผู้อาวุโสคุมการณ์เขตเชื่อมทะเลสาบมีรายงานด่วนส่งมา มีคนวางค่ายกลที่นั่น ต้องการชักนำนพยมโลกมาย่างกราย!”
“จิ๊ ครั้งนี้ไม่ต้องเดาว่ามีหรือไส้ศึกหรือไม่แล้ว มีเป็นแน่แท้ ปัญหาอยู่เพียงแค่ว่าผู้ใด” เยี่ยนจ้าวเกอกลอกตาครั้งหนึ่ง
เขตเชื่อมทะเลสาบเหมือนเช่นเขตสัจจเมฆา ต่างอยู่ในเขตแดนเกาะนภากลาง เป็นดินแดนใจกลางของเขากว่างเฉิง
สถานที่แห่งนี้ถูกคนลอบเข้ามาลับๆ ตั้งค่ายกลพยายามเปิดประตูนพยมโลก หากไม่มีไส้ศึกคอยประสานภายใน กระนั้นก็เรียกว่าเห็นภูตผีแล้ว
อีกทั้ง ยังต้องเป็นตัวประสานที่ฐานะและตำแหน่งไม่ต่ำต้อย
หลังจากกลุ่มเยี่ยนเหวินเจินได้รับข่าว ล้วนสงบอารมณ์ลง เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “ไม่ง่ายเช่นนั้น จุดไฟที่ประตูสำนัก สาดน้ำไปเสียกระถางหนึ่งก็ดับแล้ว คิดอยากให้ไฟลุกไหม้ขึ้นมาจริงๆ ต้องมีคนที่ใช้อุบายขัดขวางพวกเราไม่ให้ดับไปเหล่านี้เป็นแน่”
ระหว่างที่เอ่ยอยู่นั้น พลังกดดันมหาศาลกลุ่มหนึ่งที่ทำให้จิตใจเยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกสั่นและชา พลันผงาดขึ้นบริเวณไกลออกไป ชั่วพริบตาปกคลุมฟ้าดินหมื่นลี้!
“เวร!” อาหู่ได้สติ พลันสบถออกเสียง “จอมยุทธ์ศักดิ์?”
เยี่ยนจ้าวเกอพ่นลมหายใจยาวครั้งหนึ่ง “มาแล้วดังคาด จอมมารหยวนเทียน”
บทที่ 274
แม้เยี่ยนจ้าวเกอจะเห็นตนเองเป็นคนใจดีมาตลอด ทว่าหากกล่าวถึงจิตใจแล้ว เมื่อมีผู้ใดต้องการต่อกรกับตน เช่นนั้นตนก็ไม่ถึงกับต้องถอยให้
จอมมารหยวนเทียนปรากฏตัว เป็นความกดดันจากภายนอกที่ภาคบึงน้ำไร้ขอบเขตตั้งใจสร้างให้เขากว่างเฉิงอย่างไม่ต้องสงสัย เพื่อดึงดูดความสนใจของทั้งสำนัก ล่อเสือออกจากถ้ำ ฉกฉวยโอกาสในสถานที่อื่น
ต่อให้หนอนบ่อนไส้มีระดับพลังฝึกปรือสูงเพียงใด อยากจะชักนำหยวนเทียนลอบเข้าสู่ศูนย์กลางเขากว่างเฉิง เช่นนั้นทั้งสำนักคงจะเห็นเป็นเรื่องเล็กไม่ได้แล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้เขากว่างเฉินจนใจก็คือ หยวนเทียนปรากฏตัวเช่นนี้ จะไม่สนใจคงไม่ได้
ไม่เช่นนั้นการทำลายล้างที่กำเริบเสิบสาน อีกทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นในเวลาอันสั้นจากคนผู้นี้ อาจจะรุนแรงเทียบการมาถึงของนพยมโลกไม่ได้
หากถูกคนนอกก่อความวุ่นวายบนพื้นที่ของตนเอง และเขากว่างเฉิงยังคงปิดสนิท เช่นนั้นพวกเขาก็คงเสียหน้าแ
ส่วนการที่หยวนเทียนมายังเขตสัจจเมฆ ถือโอกาสจัดการเยี่ยนจ้าวเกอ นั่นเป็นเรื่องที่อยู่ในแผนการ
ภายในนั้นอาจจะยังมีความคิดบีบบังคับให้เยี่ยนตี๋นำเสื้อคลุมนภาออกจากเขามาด้วยก็เป็นได้
ถึงพวกเยี่ยนจี๋จะไม่ใช่คนขี้ขลาด แต่ช่วงเวลาละเอียดอ่อนเช่นนี้ หยวนเจิ้งเฟิงเข้าณานอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ ความคุกคามจากภายในและภายนอกถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ไม่แน่ว่าเขากว่างเฉินอาจจะกระทำการที่ขัดกับหลักการของตน อดทนอดกลั้น หลังจากนั้นค่อยคิดบัญชีกับหยวนเทียนอย่างช้าๆ
จับเยี่ยนจ้าวเกอไว้ ก็เพื่อเพิ่มแต้มต่อในการบีบเยี่ยนตี๋ออกจากสำนัก
หยวนเทียนปรากฏตัว ตอนนี้จะหนีก็คงไม่ทันเช่นกัน เยี่ยนจ้าวเกอสงบจิตใจ ทอดสายตามองไกลออกไปอย่างใจเย็น
ตรงเส้นขอบฟ้าแสนไกลนั้น ไอหมอกสีเทาหลายสายปรากฏขึ้นปกคลุมไปทั่ว กำลังโลกสะพัดมาทางเรือนบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยน
ท้องฟ้าและแสงอาทิตย์ที่เดิมทีส่องสว่าง เวลานี้หายไปไม่เห็นโดยสิ้นเชิง ระหว่างฟ้าดินเหลือเพียงสีเทาขมุกขมัวทั้งผืน
ท่ามกลางทะเลหมอกสีเทากว้างใหญ่ ปรากฏเงาร่างนับไม่ถ้วนขึ้นมาเลือนราง เมฆสีเข้มราวกับกลายเป็นใบหน้าที่เจ็บปวดและปิดเบี้ยวมากมาย มองลงมาจากเบื้องบน พลางส่งเสียงคำรามอย่างไร้เสียงพร้อมๆ กัน
เยี่ยนจ้าวเกอและพวกอาหู่รู้สึกได้ถึงความมืดมิดและหนาวเหน็บเป็นระลอกๆ ได้อย่างชัดเจน
นั่นไม่ใช่ความหนาวเย็นที่เกิดขึ้นจากร่างกายและประสาทสัมผัส แต่เป็นความรู้สึกเย็นที่ก่อตัวขึ้นในจิตใจ เหมือนกำลังเผชิญหน้ากับความน่าประหวั่นพรั่นพรึงที่หมายจะเอาชีวิต
ชายหนุ่มมองเมฆดำนั่น พยักหน้าพลางกล่าวกับตนเอง ‘มีเงาของเผ่ามารที่ไม่แน่นอนในอดีตอยู่หลายส่วนจริงๆ เพียงแต่ไม่รู้ว่าภายในเป็นความคิดที่เริ่มแทรกซึมเข้าสู่ฝ่ายธรรมหรือยัง’
เท่าที่เยี่ยนจ้าวเกอรู้ เผ่ามารที่ไม่แน่นอนก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่เคยพบเจอการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตั้งแต่แก่นของหลักการ จนถึงการสืบทอดของยอดฝีมือในสำนัก ล้วนมีการโต้เถียงและเปลี่ยนถ่ายอย่างช้าๆ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงระหว่างนั้น เยี่ยนจ้าวเกอไม่รู้ เพียงแค่ได้ยินข่าวลือมาบ้างก็เท่านั้น
ทว่าภายในเผ่ามารที่ไม่แน่นอนยังไม่มีการกำหนด จึงกลับคืนสู่ฝุ่นละอองเช่นเดียวกับฟ้าดิน คล้ายกับตามการมาถึงของวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่
บัดนี้เห็นเมฆดำมืดฟ้ามัวดิน ความรู้สึกของเยี่ยนจ้าวเกอเกิดความไม่ชัดเจนขึ้นมาบ้างอย่างอดไม่อยู่ ในหัวปรากฏความทรงจำในอดีตขึ้นมามากมาย
เมฆดำปกคลุมทั่วทั้งฟ้าดินในพริบตา ปิดบังแสงตะวัน ทำให้เขตสัจจเมฆาราวกับจมดิ่งสู่รัตติกาล
หยวนเทียนมาถึงแล้วก็ไม่พูดมา เจตจำนงหมัดวรยุทธ์ที่แก่กล้ากดอัดลงมา แม้จะเป็นเพียงเจตจำนงหมัดลวงตา แต่ก็แข็งตัวราวกับจะจับต้องได้
ค่ายกลคุ้มกันของเรือนบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยน ราวกับแท้จริงแล้วไม่มีอยู่ เมื่ออยู่เบื้องหน้าของหยวนเทียน
มังกรแสงหลายสายยังคงเริงระบำ ทว่าไร้ประโยชน์ ไม่อาจป้องกันหยวนเทียนไว้ได้โดยสิ้นเชิง
ราวกับว่าไม่จำเป็นต้องแยกแยะ เจตจำนงหมัดของหยวนเทียนก็กำหนดเป้าหมายไว้ที่เยี่ยนจ้าวเกอแล้ว
ร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอเริ่มลอยขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
ส่วนอาหู่ พวกเยี่ยนเหวินเจิน และคนที่อยู่ในเรือนบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยน ต่างก็รู้สึกร่างกายสั่นสะท้านขึ้นมาโดยทั่วกัน
จากนั้นพวกเขาเพียงรู้สึกว่าอวัยวะภายในร่างกายของตนเองทั้งหมด คล้ายกับถูกคนใช้มือจับไว้ แล้วออกแรงบีบ
กระดูทั้งสรรพางค์กายส่งเสียงกรอบแรบดังขึ้น ทั้งร่างราวกับจะเบิดออกมา เส้นเลือดแตกสลาย โลหิตพ่นออกมาจากทุกรูขุมขนทั่วร่าง!
ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ รวมถึงเยี่ยนเหวินเจินที่มีระดับพลังฝึกปรือสูงที่สุด ก็อยู่เพียงระดับมหาปรมาจารย์ขั้นสี่ ขั้นกำเนิดญาณระยะต้น
หยวนเทียนไม่จำเป็นต้องปรากฏตัว ก็จัดการผู้คนในที่ตรงนี้ได้แล้ว เขาต้องการจับเป็นเยี่ยนจ้าวเกอ ขณะเดียวกันก็ต้องการพังราบเรือนบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยนด้วย
แม้ตนเองจะเป็นเป้าหมาย ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอที่เผชิญหน้ากับความสามารถของหยวนเทียน กลับยังมีสีหน้าสงบนิ่ง ไม่มีความเปลี่ยนแปลงเลยสักนิด ยิ่งใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความสนใจพิจารณาเจตจำนงหมัดวงรยุทธ์ของหยวนเทียนด้วยซ้ำไป
จอมมารหยวนเทียนอาจจะสังเกตเห็นความผิดปกติของเยี่ยนจ้าวเกอ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากถามอะไร เพียงแค่เดินหน้าทำตามแผนการของตนเองต่อไป
ในฐานะที่เห็นหนึ่งในจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหกของยุคปัจจุบัน เขามีพลังและความมั่นใจนัก
น่าเสียดาย ความคิดของเขาไม่มีทางเป็นจริงได้
ฟ้าดินพลันสั่นสะเทือนระลอกหนึ่ง ปราณบริสุทธิ์หลายสายปรากฏ เจือจางเมฆดำเต็มท้องฟ้าในพริบตา แสงอาทิตย์เหนือท้องนภาส่องสว่างรำไร ทะลุผ่านชั้นเมฆ พาให้ผืนดินไม่มืดมนอีกครั้ง
เจตจำนงดาบทรงพลังผ่าขอบฟ้า ฟัรเจตจำนงหมัดที่หยวนเทียนสร้างขึ้นเหนือเรือนบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยน
กลางเรือนบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยน เยี่ยนจ้าวเกอเพิ่งจะลอยตัวขึ้ยสองหรือสามหมี่เท่านั้น ก็ตกลงมาบนพื้นอีกครั้งแล้ว
อาหู่และพวกเยี่ยนเหวินเจินถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างพร้อมเพรียง ไม่ได้รู้สึกกดดันจนร่างแทบจะระเบิดอีกต่อไป
เมฆดำกลางท้องฟ้าเกลือกกลิ้ง กระจายออกไปทางสองด้าน เผยให้เห็นคนผู้หนึ่ง เป็นบุรุษวัยกลางคนใบหน้าซีดเซียว แต่งกายราวกับบัณฑิต
นั่นก็คือจอมมารหยวนเทียน ผู้มีชื่อเสียงลือเลื่องไปทั่วทั้งโลกแปดพิภพ!
หยวนเทียนขมวดคิ้วเล็กน้อย “เสื้อคลุมนภาและเยี่ยนตี๋เล่า?”
ลมและเมฆระหว่างฟ้าดินพัดกระพือ บุรุษผู้ผ่าเผยและห้าวหาญ ดูแล้วอายุไม่เกินสามสิบปีต้นๆ ทว่าไรผมกลับมีเส้นผมสีดอกเลาเล็กน้อยปรากฏตัวขึ้น เขาคือบิดาของเยี่ยนจ้าวเกอ ผู้รับตำแหน่งเจ้าสำนักแห่งเขากว่างเฉิงในบัดนี้ เยี่ยนตี๋
เมื่อเห็นเยี่ยนตี๋ปรากฏตัว พวกเยี่ยนเหวินเจินก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างพร้อมเพรียง
หยวนเทียนจับจ้องเยี่ยนตี๋ หรือจะพูดว่าความสนใจของเขารวมศูนย์อยู่ที่ชุดคลุมสีขาวที่พาดอยู่บนไหล่ของอีกฝ่ายมากกว่า
ชุดคลุมสีขาวตัวใหญ่ แขนเสื้อกว้างคลุมอยู่บนตัวของเยี่ยนตี๋ ราวกับว่าทำให้ความว่างเปล่าโดยรอบบิดเบี้ยว เต็มไปด้วยความน่าอัศจรรย์ เปลี่ยนระหว่างฟ้าดินให้กลายเป็นท่อนบนของชุดคลุม
ปราณบริสุทธิ์หลายสายแผ่ขยายออกไปทั้งสี่ทิศแปดทางจากชุดคลุมสีขาวนี้ ยิ่งราวกับเก็บโลกที่อลหม่านเอาไว้ภายใน
“เสื้อคลุมนภา” หยวนเทียนพยักหน้า พลางมองเยี่ยนตี๋ “เหตุใดเจ้าถึงอยู่ที่นี่ คิดไม่ถึงเลยว่าจะนำเสื้อคลุมนภาออกจากเขากว่างเฉิงด้วยตนเอง หรือว่ามาหาข้าโดยเฉพาะ? เจ้ารู้ว่าข้าจะต้องปรากฏตัวอยู่ที่นี่อย่างนั้นหรือ?”
สองมือของเยี่ยนตี๋ไพล่อยู่ด้านหลัง เขามองหยวนเทียน จอมมารศักดิ์สิทธิ์อย่างสงบนิ่ง ไม่ตอบคำถาม กลับย้อนถามว่า “หยวนเทียน ด้วยพลังและตำแหน่งของเจ้า เหตุใดต้องอุทิศตนให้นพยมโลกด้วย พวกมันให้อะไรกับเจ้า หรือว่าต้องการให้อายุยืนยาว จึงทอดทิ้งความดีงามทั้งสิ้นไป?
หยวนเทียนส่ายหน้า “ไม่มีอะไรหรอก เดิมคิดเพียงบีบเจ้าออกจากเขากว่างเฉิง บัดนี้เจ้าออกมาเองแล้ว ข้านับว่าสมดังใจหวัง”
“ความคิดของพวกเจ้า ข้าพอจะเดาได้อยู่บ้าง คงจะพยายามไหลไปตามน้ำก่อน โจมตีข้าจนรับมือไม่ไหว แล้วเจ้าก็ช่วยบุตรชายของเจ้าไป จากนั้นค่อยเร่งรุดกลับไปที่เขากว่างเฉิง เช่นนี้คนของพวกข้าอาจจะตอบโต้ไม่ทัน และลงมือที่เขากว่างเฉินทันกาล”
เยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ด้านล่าง มุมปากยกโค้งขึ้นเล็กน้อย
บิดาของตนและหยวนเทียนไม่ได้ตั้งใจจะตอบคำถามของอีกฝ่าย แม้น้ำเสียงจะเรียบเฉย แต่ก็เชือดเฉือนถากถางกันอยู่ตลอด
พลังอันน่าหวาดหวั่นของยอดฝีมือทั้งสองเริ่มปะทะกันรุนแรงขึ้นตั้งแต่พบหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างกดอัดกัน ทำให้ฟ้าดินโดยรอบสั่นสะเทือนตามไปด้วย
หยวนเทียนมองเยี่ยนตี๋ แล้วกล่าวอย่างเย็นชา “แต่เจ้าคิดจะพาบุตรชายหนีไปต่อหน้าข้า คิดว่าง่ายเช่นนั้นเลยหรือ?”
เขาพูดพลางยกมือขึ้น กำเป็นหมัด
พลังน่าครั่นคร้ามจับตัวกันในพริบตา
หมัดหนึ่งจู่โจม พลังรุนแรงสะท้านฟ้า!
บทที่ 275
ครั้นหยวนเทียนต่อยหมัดออกไป พยับเมฆบนฟากฟ้าสาดซัด บังเกิดคลื่นวนมหึมาคลื่นหนึ่งโผเข้าหาเยี่ยนตี๋
ในคลื่นวนนั้นคล้ายมีดวงหน้านับไม่ถ้วน ร้องตะโกนอย่างเจ็บปวดรวดร้าวพร้อมกัน
คลื่นวนอันแปรสภาพมาจากพยับเมฆ ประหนึ่งแดนชำระบนดิน กลืนกินสรรพชีวิตทั้งปวงกลืนเข้าไปในนั้น
เยี่ยนตี๋เลิกคิ้วเล็กน้อย ร่างกายสวมเสื้อคลุมนภา กางสองแขนออก ขณะเดียวกันปราณบริสุทธิ์แต่ละสายม้วนเข้าไป มโหฬารดุจท้องนภา
เจตจำนงหมัดของหยวนเทียนที่แปรเปลี่ยนเป็นวัตถุจริงนั่น ถูกเยี่ยนตี๋ขัดขวาง หมดทางคืบหน้าต่อไปทันใด
เขายิ่งคล้ายเกิดความรู้สึกแบบหนึ่ง ชัดแจ้งว่าตนอยู่ในระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนเยี่ยนตี๋ยังคงอยู่ในระดับมหาปรมาจารย์ หากแต่ตอนนี้เยี่ยนตี๋กลับเหมือนว่ายืนอยู่เหนือมวลชน ราวกับท้องนภาอันไพศาล กำลังมองต่ำมายังเขา
หยวนเทียนมุ่นคิ้วเล็กน้อย หมัดเหล็กที่กำเอาไว้ พลันกางนิ้วทั้งห้าออก
เขาเปลี่ยนหมัดเป็นกรงเล็บ ออกแรงฉีกทำลาย
ไอหมอกสีเทาสุดลูกหูลูกตา แปรเปลี่ยนเป็นกรงเล็บน่าหวาดผวาราวกับจอมมารก็ไม่ปาน ในชั่วขณะนี้คล้ายจะฉีกผืนฟ้าออกเป็นชิ้นๆ!
กรงเล็บมารอนิจจัง!
เสื้อคลุมยาวสีขาวที่เยี่ยนตี๋สวมไว้ ยามนี้พื้นผิวปรากฏแสงรุบหรู่
จุดแสงเล็กน้อย ราวกับข้าวโพด
สีสันครึ่งหนึ่งดำครึ่งหนึ่งเหลือง ไม่แวววาว และไม่มืดมัว กลับอยู่สูงไกลสุดลูกหูลูกตา ท่ามกลางท่วงทำนองพลังอันไพศาลประหนึ่งฟากฟ้า แฝงความหนาหนักรูปแบบหนึ่งอันยากจะแบกรับไว้
เยี่ยนตี๋สวมเสื้อคลุมนภา พลังพุ่งสูงขึ้นไม่หยุดยั้ง ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
เขาปะทะกรงเล็บมารอนิจจังของหยวนเทียนไว้ พลางฟาดฝ่ามือหนึ่งออกไป ฝ่ามือทอแสงโชติช่วงจากด้านในสู่ด้านนอก แสงแจ่มแจ้งสุกใส ประดุจเพชรเคลือบสี!
ถึงแม้ระดับความรู้ซึ้งในด้านวรยุทธ์วิชากายเพชรของเยี่ยนตี๋จะไม่สู้สือเถี่ย กระนั้นบัดนี้เขาผนวกด้วยเสื้อคลุมนภา โจมตีฝ่ามือหนึ่งออกไป ก็เหมือนเช่นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์แสดงวิชากายเพชร!
ฝ่ามือน่าพรั่นใจอันกระชับราวกับเพชร ปะทะกรงเล็บมารอนิจจังซึ่งๆ หน้า ไม่ปล่อยให้หยวนเทียนยึดกุมแต้มต่อเพียงผู้เดียวแม้แต่น้อย
ฝ่ามือและกรงเล็บกระทบกัน ในดวงตาทั้งคู่ของหยวนเทียนส่องแสงเย็นออกมาฉับพลัน
ในฝ่ามืออันโปร่งแสงใสแจ๋วของเยี่ยนตี๋นั้น พลันมีแสงเพลิงคุโชนสีม่วงแกมแดงลุกไหม้ขึ้น ทะลุออกมานอกฝ่ามือ!
เพลิงดุสิตน่าหวาดหวั่นราวกับสามารถหลอมและเผาไหม้สรรพสิ่งเป็นจุณ พวยพุ่งออกมาจากกลางฝ่ามือเยี่ยนตี๋ฉับพลัน ก่อเกิดแรงปะทุอันใหญ่หลวงยากจะจินตนาการ
ที่ทำให้หยวนเทียนต้องเบนสายตามองก็คือ ในชั่วขณะกระบวนท่าหนึ่งของเยี่ยนตี๋ เวลาเดียวกันนั้นแสดงสุดยอดวิชาของเขากว่างเฉิงสองวิชา อันได้แก่วิชากายเพชรและฝ่ามือดุสิต ทั้งสองผสมกลมกลืนอย่างหาที่เปรียบได้ไม่
พลังเพลิงของเพลิงดุสิตสีม่วงระเบิดปะทุ ท่วงทำนองพลังอันแกร่งนิรันดร์ของกายเพชรไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่นิด ยังคงไม่ดับไม่สิ้น
ซึ่งท่วงทำนองพลังของวิชากายเพชร ก็ไม่ได้ขัดขวางพลังฝ่ามือของฝ่ามือดุสิตเช่นกัน
สองสุดยอดวิชาประสานเสริมกันได้เด่นชัด มอบพลังอันน่าตื่นตะลึงออกมาพร้อมกัน
กรงเล็บมารอนิจจังน่าพรึงเพริดที่บดบังท้องฟ้าอาทิตย์ ราวกับสามารถเด็ดดาวคว้าเดือนได้นั่น ล้วนสั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด
หมอกเมฆสีเทาเป็นเส้นสาย กระจายออกจากกรงเล็บมหึมาไปทั้งสี่ทิศตลอดเวลา กรงเล็บมารคล้ายจะพินาศย่อยยับ
หยวนเทียนผงกศีรษะสงบเงียบ “เจ้าถูกยกย่องเป็นที่หนึ่งในรุ่นเดียวกัน ความสามารถสมคำร่ำลือ”
เขาต้องการเปลี่ยนแปลงท่ากรงเล็บของตน แต่กลับถูกฝ่ามือเยี่ยนตี๋ดูดติดไว้ ยากเคลื่อนย้ายอย่างไม่คาดคิด
ครั้นเพ่งมองไปก็เห็นว่าบนฝ่ามือเยี่ยนตี๋ เกิดธารแสงสีทองอ่อนจำนวนมาก ในระหว่างที่แสงโชติช่วงพรั่งพรู ประหนึ่งเชือกใหญ่สีทองหลากเส้น
เชือกทองแต่ละเส้น พันรัดกรงเล็บมารอนิจจังไว้ ส่งผลให้มันยากจะแปรเปลี่ยน ยากจะหลุดพ้น ทำได้เพียงโจมตีวิชาลับทั้งสองกายเพชรและฝ่ามือดุสิตซึ่งหน้าดังสนั่น!
นอกจากวิชากายเพชรและวิชาฝ่ามือดุสิตแล้ว ในระหว่างกระบวนท่านี้ ชัดแจ้งว่าเยี่ยนตี๋ยังผสมผสานหนึ่งในยอดวิชาแปดพิภพของเขากว่างเฉิงเข้าไปด้วย
ฝ่ามือม่านทอง!
ศึกษาสามวิชาลับจนทะลุปรุโปร่ง หลอมรวมเป็นหนึ่ง พลังฝ่ามือเยี่ยนตี๋ระเบิดดังกึกก้อง เพลิงดุสิตม่วงอันบ้าระห่ำระเบิดกระจาย ชั่วเสี้ยววินาทีเผามือยักษ์บดบังฟ้าอันแปรสภาพมาจากพยับเมฆ จนกลายเป็นทะเลเพลิงทั่วบริเวณ!
หยวนเทียนมองภาพฉากนี้อย่างเยือกเย็น “เสื้อคลุมนภา อาวุธศักดิ์สิทธิ์ ช่างเป็นของดีจริงๆ”
แม้จะเห็นกรงเล็บมารอนิจจังของตนถูกทำลาย สีหน้าหยวนเทียนกลับไม่พบความเปลี่ยนแปลงใดๆ
“น่าเสียดาย ท้ายที่สุดแล้วเจ้าก็ไม่ใช่จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์”
ขณะกล่าว ฝ่ามือหยวนเทียนที่เหยียดยื่นไปข้างหน้า ก็กำมือฉับพลัน
พยับเมฆที่ถูกเพลิงดุสิตม่วงแผดเผาสูญสิ้นเหล่านั้น พลันปรากฏขึ้นอีกครั้ง มันลอยละล่อง ไร้ขอบเขต ไร้ที่สิ้นสุด
คล้ายว่าทั้งหมดก่อนหน้า ล้วนเป็นเพียงภาพลวงตาไม่แท้จริง
เพลิงม่วงเชี่ยวกระหน่ำม้วนขึ้นอีกหน เผาไหม้พยับเมฆ หากแต่ทะเลเมฆดำมืดกลับยังคงอยู่
กระจ่างแจ้งว่าเป็นพยับเมฆเต็มฟ้าที่บดบังนภาอาทิตย์ มหาศาลไร้ขอบเขต ทว่าบัดนี้กลับเหมือนว่าตั้งอยู่ที่เขตแดนอันยากสัมผัส และยากแตะต้อง
ไม่ว่าเพลิงดุสิตม่วงจะบ้าคลั่งเท่าใด ไม่ว่าเชือกทองอันกลายสภาพมาจากพลังฝ่ามือม่านทองจะมัดลมเมฆตะวันจันทราอย่างไร แม้ว่ากายเพชรจะกล้าหาญไม่ศิโรราบก็ตามแต่
สุดท้ายพยับเมฆก็อยู่ตรงนั้น ไม่ดับไม่สลาย รวมตัวหรือแยกจากไม่เที่ยงแท้
เยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่บนพื้นมองดูภาพนี้กับตา เขาแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย “มีร่องรอยของพุทธอนิจจังอยู่หลายส่วนแล้ว”
เยี่ยนตี๋ที่เผชิญหน้าประมือกับหยวนเทียน ยิ่งมองเห็นได้มากกว่า
ส่วนลึกในพยับเมฆเหล่านั้นคล้ายมีกงล้อ กำลังหมุนอยู่ตลอดเวลา
ทุกคราที่การรุกโจมตีของเยี่ยนตี๋ตกไปบนพยับเมฆ กงล้อนั้นยิ่งหมุนเร็วขึ้นเป็นเท่าทวี
ตรงนั้นถึงจะเป็นบริเวณศูนย์กลางเจตจำนงหมัดของหยวนเทียนที่แท้จริง บัดนี้ม้วนพยับเมฆไร้ขอบเขตค่อยๆ โอบล้อมเยี่ยนตี๋เอาไว้!
“สวมเสื้อคลุมนภาไว้ ข้าก็ไม่ได้ต่างจากจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์เท่าใดแล้ว…” เยี่ยนตี๋เอ่ยเย็นชา ฝ่ามือละปรากฏการณ์เพชรฉับพลัน พลังฝ่ามือม่านทองและพลังฝ่ามือดุสิตก็ล้วนมลายหายเช่นกัน
นิ้วทั้งห้าของเขาตั้งขึ้นประดุจดาบ ชูขึ้นสูง “ซึ่งถ้าระดับชั้นของเจ้ากับข้าไม่ได้ต่างกันนักล่ะก็…”
ขณะเอ่ยไปพลาง มือขวาเยี่ยนตี๋ที่ชูขึ้นสูงก็ผ่าลงมา!
เจตจำนงดาบเย็นเยียบ ม้วนออกไปทั้งสี่ทิศ
ระหว่างฟ้าดิน คล้ายกับแยกจากกันฉับพลัน
ปรากฏรอยแยกมหึมาเส้นหนึ่งกลางท้องฟ้า ดำมืดทั่วบริเวณ
มิติถูกฉีกออกอย่างแท้จริงในชั่วขณะนี้!
เยี่ยนตี๋ฟันดาบหนึ่งลง พลังไร้ที่สิ้นสุดที่ไม่อาจวัดระดับ และไม่อาจชั่งน้ำหนักได้ เสริมหนุนอยู่บนคมดาบ
บัดนี้หยวนเทียนมีเพียงความคิดเดียว นั่นก็คือฟากฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลเหนือศีรษะ ราวกับกลายสภาพเป็นคมดาบของเยี่ยนตี๋ ผ่าลงมาทางตน!
หนึ่งในสามสุดยอดวิชากว่างเฉิง ดาบนภาไร้จำกัด!
วิถีดาบอันสืบทอดตั้งแต่จ่านตงเก๋อ ผู้สะเทือนสวรรค์ไร้พ่ายในแปดมหาอำนาจแต่กาลก่อน ดาบแห่งท้องฟ้า หาที่สิ้นสุดไม่ได้!
ขณะนี้เยี่ยนตี๋สวมเสื้อคลุมนภาไว้ อานุภาพของดาบยิ่งล้ำเหนือยามถังตะวันออกสู้รบสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อักโข!
เมื่อก่อนตอนที่ศึกษาไม่แตกฉาน หยวนเทียนเคยเห็นผู้สะเทือนสวรรค์จ่านตงเก๋อออกดาบกับตา
บัดนี้เผชิญหน้าเยี่ยนตี๋ เขารู้สึกเพียงว่าในขณะใจลอย การดำรงอยู่ของผู้ไร้เทียมทานเหนือโลกแปดพิภพในอดีต คล้ายกับปรากฏยังโลกมนุษย์อีกครั้งอย่างไม่คาดคิด!
พยับเมฆถูกแหวกออก กงล้อใจกลางพยับเมฆนั่น ก็ถูกดาบฟันออกเป็นสองท่อนเช่นกัน!
ขณะเจตจำนงที่ฟันทำลายท้องฟ้ากำลังสาดพรม เยี่ยนตี๋เอื้อนเอ่ยสงบนิ่ง “…ถ้าหากระดับขั้นของข้ากับเจ้าไม่ได้ต่างกันนัก ข้าชนะ เจ้าแพ้”
ฟ้าดินเงียบสงัดไร้เสียง ราวกับกำลังสั่นสะเทือนเนื่องด้วยพลังฝึกปรือมหาปรมาจารย์ของเยี่ยนตี๋ ประกาศกร้าวต้องชนะต่อจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ท่านหนึ่ง
หยวนเทียนมองเยี่ยนตี๋ พลางเอ่ยเฉยชา “เยี่ยนตี๋…เยี่ยนผู้ไร้เทียมทาน…เหอะ เยี่ยนไร้เทียมทานผู้ประเสริฐ!”
เขาเหยียดมือตรงออกไปทั้งสองฟาก แล้วค่อยประกบเข้าหาตรงกลางเชื่องช้า
คลื่นลมเมฆพัดกระพือฮือโหมทั่วฟ้าดิน ทะเลเมฆสีเทาไร้ขอบเขตบดบังฟากฟ้าอีกครา
“ข้ายอมรับเจ้าที่มีเสื้อคลุมนภาเป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อคนหนึ่ง เฉกเช่นพวกหวงกวงเลี่ย” สีหน้าอารมณ์หยวนเทียนเฉยชา สามารถเดนมาถึงความสูงในตอนนี้ ความตั้งใจของเขาแน่วแน่อย่างยิ่ง “แต่ท้ายที่สุดผู้ใดชนะผู้ใดพ่าย เพียงลมปากไม่อาจพิสูจน์ กระบวนท่าสองกระบวนท่าก็ไม่นับเช่นกัน มีเพียงตอนที่สิ้นลมแน่นิ่งเท่านั้น ถึงจะตัดสินชี้ขาดได้”
หยวนเทียนเอ่ยเยือกเย็น “กลับไม่รู้ได้ว่าเจ้ากับข้าประมือที่นี่ ทางเขากว่างเฉิงนั่นหลบเคราะห์ได้อย่างไร?”
“ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไร การที่เจ้ากับเสื้อคลุมนภาออกจากสำนัก เขากว่างเฉิงล้วนหัวเดียวกระเทียมลีบ แม้หวงกวงเลี่ยไม่ได้ออกฌาน ขอเพียงสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มีมาตรสุริยันวัดสวรรค์ อย่างไรก็ต้องมา”