266-270

บทที่ 266
“ช่วยเหลือเพราะเป็นผู้นำ สมาชิก พันธมิตร หรือจะเป็นเพราะน้ำใจ?” สวีเฟยกล่าว “กระทั่งยังมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นเพราะอุปนิสัยของหยวนเทียนเองอีกด้วย”

“แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไร ก็จำต้องป้องกันหยวนเทียนคนนี้ และแผนการต่อไปของสำนัก ก็จำต้องใคร่ครวญเรื่องของเขาเอาไว้ด้วย”

เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินแล้วก็ผงกศีรษะ “จอมมารหยวนเทียนช่างเป็นความยุ่งยากเสียจริง จำเป็นต้องระวังไว้ก่อน”

สวีเฟยเอ่ย “จ้าวเกอ ต่อไปนี้เจ้าต้องระวัง”

สายตาของเขามองไปที่บนรอยประทับมารหลังมือของเยี่ยนจ้าวเกอ “อย่างไรท่านอาจารย์ก็พลังฝึกปรือค่อนข้างสูง หากศัตรูคิดจะเปิดประตูนพยมโลกของเกาะทรายขึ้นอีก เป็นไปได้อย่างมากที่จะเล็งเจ้าเป็นเป้าหมาย”

ชายหนุ่มกล่าวอย่างเด็ดขาด “ถึงแม้ไม่ใช่เพื่อประตูนพยมโลก ก็อาจจะเพ่งเล็งข้าอยู่ดี ข้าตาย แรงกดดันของรอยประทับมารทั้งหมดจะตกอยู่ที่ร่างของท่านอาจารย์ลุงใหญ่ เมื่อเป็นเช่นนี้ จะก่อกวนความสนใจของท่านอาจารย์ลุงใหญ่ขึ้นอีกขั้น พวกเขาต้องการทำเรื่องอื่น ก็ง่ายมากยิ่งขึ้น”

สีหน้าท่าทางสวีเฟยหนักแน่นจริงจังอยู่บ้าง “ใช่น่ะสิ…”

เขาใจกว้างตรงไปตรงมากับผู้คน ทว่านอกเหนือจากความเปิดเผย ก็ค่อนข้างสุขุมเช่นกัน ไม่ชอบคาดเดาไปเอง บางคำพูดไม่อาจกล่าวออกมาได้

เยี่ยนจ้าวเกอกลับเข้าใจความหมายในวาจาสวีเฟยที่ยังพูดไม่จบในคราวเดียว

ถ้าหากสำนักเขากว่างเฉิงยังมีคนเป็นไส้ศึกของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นยอดฝีมือคนหนึ่งที่มีระดับพลังความสามารถค่อนข้างสูง คิดจะลอบสังหารเยี่ยนจ้าวเกอล่ะก็ จะปกปิดซ่อนเร้นอย่างถึงที่สุด ยากจะป้องกันไว้ก่อนได้

อีกทั้งไม่อาจใช้แววตากังขาปฏิบัติกับทุกๆ คนได้ หรือจะแยกเยี่ยนจ้าวเกอออกไปโดยสิ้นเชิง ทั้งหมดล้วนทำได้เพียงพึ่งการระแวดระวังของชายหนุ่มเองแล้ว

เขาตบไหลสวีเฟย “ศิษย์พี่สวีไม่ต้องห่วง ข้าจะระมัดระวัง”

ระหว่างพูดจา เยี่ยนจ้าวเกอก็ยิ้มไปด้วย “ถึงข้าจะไม่ค่อยชอบนัก แต่คล้ายกับว่าเรื่องพวกนี้มักจะมาหาข้าอยู่เสมอ ข้าว่าข้าเกิดมาเป็นเหยื่อล่อ สำนักสามารถสร้างวงล้อมไว้รอบนอกข้า ซุ่มสังหารไส้ศึกภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตได้พอดี”

สวีเฟยเอื้อนเอ่ยด้วยใบหน้าเช่นเดิม “หลักการเช่นนี้ก็ไม่เลว หากแต่เจ้าจะอยู่ในอันตรายอย่างมาก”

“ข้ารู้ว่าจ้าวเกอเจ้ามีของวิเศษติดกาย มหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิตมิเกรงกลัว กระนั้นหากเป็นมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณพลันลงมือใกล้ตัวเล่า? ก็ไม่แน่ว่าเจ้าสามารถต้านไว้จนยอดฝีมือที่ซุ่มอยู่รอบๆ มาคุ้มกันได้”

หลังเสียงสวีเฟยหยุดชะงักเล็กน้อยครู่หนึ่ง เสียงก็ทวีความหนักแน่นจริงจังขึ้นอีก “…ถ้าหากเป็นมหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณ เช่นนั้นแม้แต่เวลาจะตอบโต้ล้วนไม่มี”

เยี่ยนจ้าวเกออมยิ้มเอ่ย “ศิษย์พี่สวี สิ่งที่ท่านกล่าวไม่ผิดหรอก เป็นเช่นนั้นจริงแท้ แต่ตอนนี้ศัตรูอยู่ในที่ลับข้าอยู่ในที่แจ้ง บางเรื่องก็ไม่มีทางเลือกเช่นกัน”

“หากแต่ข้าเองก็จะไม่เอาชีวิตน้อยๆ ของข้ามาล้อเล่น แม้จะไม่คิดแยกตัวออกไป แต่ระยะนี้ข้าต้องลดการติดต่อกับยอดฝีมือระดับสูงของสำนักโดยลำพังลง นอกจากที่จำกัดไว้ไม่กี่คนแล้ว เหล่าผู้อาวุโสคนอื่นๆ ทั้งหลาย ทำได้เพียงเอ่ยขออภัยไว้ก่อนแล้ว เชื่อว่าพวกเขาก็จะเข้าใจได้เช่นกัน”

สวีเฟยผงกศีรษะ “เจ้ารู้ดีอยู่แก่ใจก็พอ”

หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอส่งสวีเฟยออกไปแล้ว เขาไม่ได้กลับห้องสงบจิตทันที หากแต่เดินออกไปข้างนอกตามอารมณ์

ชายหนุ่มทะลุผ่านป่าเขา มาถึงด้านหน้าน้ำตกแห่งหนึ่ง มองดูน้ำตกไหลกระเซ็นเงียบๆ

ไม่รู้ผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด ครั้นเขาเตรียมจะหันกายกลับออกไป พลันไหววูบในใจ

เส้นสายตาทอดมองไปอีกฟาก ก็แลเห็นว่าไกลออกไปมีเงาร่างหนึ่งปรากฏ กลับเป็นหญิงสาวผู้หนึ่ง

ดวงหน้าหญิงสาวงามแฉล้ม หากแต่อุปนิสัยเย็นเยียบอยู่บ้าง ซึ่งก็คือซือคงจิงนั่นเอง

ซือคงฉิงเดินเข้ามาใกล้ ถึงค่อยพบเยี่ยนจ้าวเกอ มองดูแล้วรู้สึกเพียงว่าเยี่ยนจ้าวเกอราวกับหลอมกลืนเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับแวดล้อมรอบๆ ทำให้นางยากสังเกตเห็น

“ศิษย์พี่เยี่ยน” ซือคงจิงแสดงคารวะก่อน

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ “ศิษย์น้องซือคง ไม่พบกันนาน ยินด้วยที่พลังฝึกปรือของเจ้ารุดหน้าฉับไว”

เปรียบเทียบกับตอนการประชุมฝ่านภาที่ทะเลสาบปิดนภา พลังฝึกปรือของซือคงจิงตอนนี้ เหยียบย่างจากขั้นจิตราชั้นในเข้าสู่ขั้นจิตราชั้นนอกแล้ว

หูเยี่ยนจ้าวเกอได้ยินเสียงเสียงหลอดเลือดของนางรินไหล หนักแน่นประหนึ่งปรอทก็ไม่ปาน ไม่ปรากฏความเฉื่อยชาแม้แต่น้อย

“ตอนนี้เจ้าอยู่ขั้นสูงสุดของขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้น หรือย่างก้าวสู่ระดับขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลาง ควบแน่นพลังปราณเป็นอาวุธแล้ว?” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยถามอย่างสนอกสนใจ

ซือคงจิงกล่าวตอบ “ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลาง สามารถควบแน่นลมปราณเป็นอาวุธได้แล้ว”

ขณะกล่าวไปพลาง พอนางเหยียดมือออก ปราณจิตราก็แปรสภาพเป็นคมกระบี่ลอยอยู่ข้างกาย เป็นพลังฝึกปรือระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางแล้ว

เยี่ยนจ้าวเกอปรบมือกล่าวชื่นชม “ตั้งแต่กลับจากทะเลสาบปิดนภามา นี่ยังเป็นเวลาไม่ถึงปีเลยนี่ เจ้ารุดหน้าว่องไวถึงขั้นนี้ เป็นอัจฉริยะฟ้าประทานอย่างแท้จริง”

หญิงสาวส่ายศีรษะ “เทียบกับความเร็วที่ศิษย์พี่เยี่ยนเลื่อนขั้นจากขั้นจิตราชั้นในระยะท้าย สู่ขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้น แล้วก็ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางในตอนนั้นแล้ว ยังเชื่องช้ากว่ามากนัก”

มุมปากเยี่ยนจ้าวเกอยกโค้งเล็กน้อย ไม่ได้พูดอะไรมาก

สถานการณ์ของซือคงจิงนั้นพิเศษยิ่ง ผิดธรรมดาอย่างมาก

ตอนที่ยังไม่บรรลุถึงระดับปรมาจารย์ ถึงแม้จะโดดเด่นอย่างมาก กระนั้นยังไม่นับว่าเกินไปนัก นับเป็นระดับความสามารถโดยเฉลี่ยของการสืบทอดหลักในขุมกำลังระดับดินแดนศักดิ์สิทธิ์โดยส่วนมาก

หลังจากพลังฝึกปรือของนางถึงระดับปรมาจารย์ในตอนนั้น ความเร็วในการพัฒนาของนางก็อยู่ในสายตาเยี่ยนจ้าวเกอ

ท่ามกลางผู้คนรุ่นเดียวกัน ความเร็วในการพัฒนาของนางล้ำเหนือเจ้าของร่างเดิมของเยี่ยนจ้าวเกอ ล้ำเหนือลู่เวิ่น ล้ำเหนือสวีเฟย

มีเพียงเฟิงอวิ๋นเซิง ที่ยังเร็วกว่านางเล็กน้อย ทว่าแต่ไรเฟิงอวิ๋นเซิงก็อยู่ในสถานการณ์พิเศษ ด้วยคัมภีร์จันทรา วิชาหยินหยางค้ำจุน เสริมด้วยการใช้เข็มแกนน้ำแข็งแทงกระตุ้นไม่นานมานี้ หลากหลายวิธีประกอบกัน

ส่วนการพัฒนาอิงหลงถูเลิศล้ำยิ่งกว่า หากแต่เนื่องด้วยร่างจิตนภาของฮานหลงเอ๋อร์ ดังนั้นระดับหลอมกายจึงสะดวกอย่างยิ่ง

ถึงขั้นปรมาจารย์แล้ว แม้ความเร็วในการเลื่อนขั้นจะยังว่องไวยิ่งเช่นกัน ทว่าก็อาจจะแกร่งกว่าซือคงจิงก็เป็นได้

ผู้มีจิตใจสงสัยใคร่รู้มีอยู่ทุกที่ เยี่ยนจ้าวเกอเองก็เช่นกัน หากแต่ก็เพียงแค่สงสัย หาได้มีความคิดจะขุดคุ้นไม่ ถึงอย่างไรซือคงจิงก็ไม่ใช่ศัตรู

ซือคงจิงมองดูเยี่ยนจ้าวเกอ ประกายตาแปลกประหลาดอยู่บ้าง

เยี่ยนจ้าวเกอจับลูบพวงแก้มของตน “อย่างไร หน้าข้ามีดอกไม้งอกงั้นรึ?”

หญิงสาวส่ายศีรษะ “เปล่า เพียงแค่มองศิษย์พี่เยี่ยนแล้วนึกถึงเรื่องบางเรื่องเท่านั้น”

“โอ้? เรื่องใดหรือ?” ชายหนุ่มเริ่มสนใจ

“ก่อนหน้านี้ที่ทะเลสาบปิดนภา ข้าประสบเจอด้วยตัวเอง ครั้งนี้ที่เขตยุทธ์เมฆาเกาะทราย แม้ข้าจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ก็ได้ยินมาบ้างเช่นกัน” ซือคงจิงกล่าว “ศิษย์พี่เยี่ยน ท่านจัดการเรื่องที่ยอดฝีมือมหาปรมาจารย์มากมาย ล้วนทำไม่ได้”

“ตั้งแต่โบราณกาลกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ท่านใช่ปรมาจารย์ที่แกร่งที่สุดหรือไม่ ข้าไม่กล้ายืนยัน แต่เกรงว่าเป็นปรมาจารย์ที่ฝีมือยิ่งใหญ่ที่สุด”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มน้อยๆ “แล้ว?”

“ดังนั้น ข้าก็เลยรู้สึกว่าข้าต้องสร้างความเป็นเปลี่ยนแปลงออกมาบ้าง” ซือคงจิงเอ่ย

“เจ้ากังขาตัวเองแล้ว?” เยี่ยนจ้าวเกอสังเกตนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “กังขาว่าใจตัวเองแน่วแน่เสมอมาไม่แปรเปลี่ยน ไม่ศึกษาศาสตร์วิชาอาทิ ค่ายกล หลอมอาวุธเพียงผ่านๆ ตั้งอกตั้งใจฝึกยุทธ์ กังขาเส้นทางนี้ถูกต้องหรือไม่หรือ?”

ซือคงจิงพูดกล่าวสงบนิ่ง “เปล่า ข้าไม่ลังเลใจมาก่อน”

“ข้าเชื่อมั่นว่าทางเดินของข้าไม่ได้ผิด แม้ว่าที่ทะเลสาบปิดนภา ยังมีตอนนี้ที่สำนักกำลังจะมีลมฝนมาเยือน ล้วนทำให้ข้ารู้สึกถึงความเล็กน้อยและไร้กำลังของตัวเอง ทว่าข้าไม่เคยสงสัยในทางเลือกของตัวเอง”

“ความเล็กน้อยและไร้กำลังของข้า เป็นเพียงเพราะข้าในตอนนี้อ่อนแอเกินไปแล้ว”

เยี่ยนจ้าวเกอมองซือคงจิง แลเห็นถึงประกายน้อยๆ ในดวงตาทั้งสองของหญิงสาวอย่างหาได้ยาก นางกล่าวต่อไปว่า “ข้ารู้สึกว่าสภาพแวดล้อมที่ข้าอยู่ตลอดมา ช่างสุขสบายเกินไปแล้ว”

“ด้วยการสั่งสอนและดูแลปกป้องของท่านอาจารย์ แม้ว่าจะมีการฝึกฝนที่หนักหน่วงเช่นกัน แม้ว่าข้าจะยอมฝึกวิชาอย่างหมั่นเพียร แต่ก็ยังคงสุขสบายเกินไปอยู่ดี”

นางประสานสายตาเยี่ยนจ้าวเกอ “ข้าอยากออกไปผจญภัยสักหน ออกไปไกลอีกหน่อย ไปพบเห็นสิ่งของที่มากมายกว่านี้ ฝึกฝนตัวเอง เป็นหรือตายแล้วแต่ฟ้าลิขิต”
บทที่ 267
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูซือคงจิง พลางยิ้มน้อยๆ

ความคิดของซือคงจิง เยี่ยนจ้าวเกอหาได้คัดค้านไม่

อย่างไรเสียนี่ก็เป็นโลกของจอมยุทธ์ ในตอนที่คนคนหนึ่งมีศักยภาพไม่เป็นสองรองใคร ผู้อื่นคนใดล้วนซีดเซียว

ตัวอย่างที่ง่ายที่สุด จอมมารหยวนเทียนไม่จำเป็นต้องมีกลอุบายอื่นใด เพียงแค่ยืนอยู่เฉยๆ ก็ทำให้คนรู้สึกครั่นคร้ามแล้ว

โลกแปดพิภพในปัจจุบัน จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ผู้หนึ่งมีความสามารถและต้นทุนข้ามผ่านกฎเกณฑ์โดยส่วนมาก หลายครั้งหลายคราที่จำกัดควบคุมเขาได้มีเพียงการดำรงอยู่ของระดับชั้นเดียวกันเท่านั้น

เฉกเช่นวาจาของซือคงจิง นางรู้สึกว่าตนเองไร้พลัง ยิ่งกว่านั้นเป็นเพราะพลังฝึกปรือนางตอนนี้ยังต่ำนัก

อันที่จริงนี่ก็ไม่ทำให้นางแปลกใจเช่นกัน เปรียบกับอายุและระยะเวลาฝึกฝนของนางแล้ว นางเหนือชั้นกว่าคนนับไม่ถ้วนแล้ว เพียงแต่นางถูกหอบเข้าไปในสถานการณ์ที่พลังความสามารถพลังฝึกปรือของตัวเองในตอนนี้หมดทางตอบโต้

แท้จริงแล้วโศกนาฏกรรมของคนส่วนมากบนโลกหล้านี้ ล้วนมีที่มาจากตรงนี้

ในอีกความหมายหนึ่ง เยี่ยนจ้าวเกอเองก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เพียงแต่เขามีวิธีการและแผนรับมืออื่น

และก็เป็นเพราะว่าการที่สามารถแก้ไขปัญหาตามหลักการทั่วไป ที่แต่ไหนแต่ไรพลังความสามารถและพลังฝึกปรือของตนเองในตอนนี้ไม่อาจโต้ตอบ ดังนั้นเยี่ยนจ้าวเกอถึงได้มีตำแหน่งและชื่อเสียงบารมีอย่างทุกวันนี้

เยี่ยนจ้าวเกอมองซือคงจิง ก่อนจะเอ่ยว่า “เมื่อก่อนพวกเจ้าออกไปฝึกฝนประสบการณ์ภายนอก แม้จะมีคนนำพา แต่โดยรวมแล้วถ้าไม่ถึงขั้นเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวจัดแจงกับพวกเจ้า เพราะทางสำนักก็พิจารณาถึงผลจากการฝึกฝนเช่นกัน”

ซือคงจิงกล่าว “แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่ในใจพวกข้าก็มีความรู้สึกพึ่งพาอยู่เสมอ”

นางมองยังน้ำตกไกลออกไป ฟังเสียงน้ำกระทบกันดังซู่ซ่า “ศิษย์พี่เฟิงมีวันนี้ได้ ชีวิตอันโชกโชนที่สองปีนั้นร่อนเร่ลำพัง ถูกคนไล่ล่าสังหารตลอดเวลา นับว่าสำคัญอย่างยิ่ง”

“แม้ว่านั่นจะไม่ใช่เรื่องดีอะไรก็ตาม”

ชายหนุ่มรู้ว่าคำพูดที่ซือคงจิงเอ่ยไม่ได้เกี่ยวกับจันทรากาย เข็มแกนน้ำแข็ง และคัมภีร์แห่งจันทราของเฟิงอวิ๋นเซิงแต่อย่างใด

ที่นางหมายถึงคือพลังความสามารถอันกล้าหาญองอาจของเฟิงอวิ๋นเซิง ผู้เหนือชั้นรุ่นเดียวกันนั้น

ด้านหนึ่งคือพรสวรรค์ ด้านหนึ่งก็คือประสบการณ์เช่นกัน ความสามารถในการต่อสู้สังหารจริงของเฟิงอวิ๋นเซิง แก่กล้ากว่าจอมยุทธ์ระดับขั้นเดียวกันโดยส่วนใหญ่นัก

เท่าที่เยี่ยนจ้าวเกอทราบ เฟิงอวิ๋นเซิงกับซือคงจิงต่างเป็นศิษย์ใต้ฟู่เอินซู ยามปกติฝึกฝนต่อสู้แลกเปลี่ยนความรู้อยู่บ่อยครั้งเช่นกัน

ศิษย์พี่ศิษย์น้องคู่นี้ก็น่าสนใจอย่างยิ่งเหมือนกัน เฟิงอวิ๋นเซิงเรียกซือคงจิงว่า ‘ศิษย์พี่ซือคง’ และยามซือคงจิงเรียกเฟิงอวิ๋นเซิง นางก็เรียกว่า ‘ศิษย์พี่เฟิง’ เช่นกัน

แน่นอนว่าระหว่างทั้งสองหาได้มีความขัดแย้งอะไรไม่ และก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะตาต่อตา ฟันต่อฟันใดๆ เช่นกัน

เป็นเพราะเฟิงอวิ๋นเซิงกราบเข้าเป็นศิษย์ทีหลัง จึงเรียกอย่างยกย่องซือคงจิงซึ่งอายุน้อยกว่าตนว่าศิษย์พี่

ส่วนสาเหตุที่ซือคงจิงเรียกเฟิงอวิ๋นเซิงกว่าศิษย์พี่ ก็ง่ายดายอย่างยิ่งแล้ว

ระหว่างศิษย์ในสำนักไร้ฆาตไร้แค้น ไม่ถึงขั้นต่อสู้เอาเป็นเอาตาย หากแต่ในระดับเดียวกันประลองประมือ เฟิงอวิ๋นเซิงมักจะเหนือชั้นกว่าขั้นหนึ่งเสมอ

ถ้าหากเป็นการต่อสู้ชี้เป็นชี้ตาย ความได้เปรียบของเฟิงอวิ๋นเซิงยังคงมากยิ่งกว่า

เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้มีความคิดจะก้าวก่ายการตัดสินใจของซือคงจิง เพียงอมยิ้มกล่าวว่า “เจ้ามีความคิดเช่นนี้ มีใจฝักใฝ่ยุทธ์ ต่อสู้สุดชีวิตแสวงหาความก้าวหน้าเช่นกัน แน่นอนว่าข้าไม่มีความเห็น สำหรับผู้อื่นยากจะเอ่ย สำหรับเจ้าแล้ว บางทีอาจจะเป็นเส้นทางที่สามารถทำได้อย่างแท้จริงก็เป็นได้”

“หากแต่ประการแรก ทางที่ดีเจ้าถามความเห็นท่านอาจารย์ฟู่ก่อนค่อยตัดสินใจ ประการที่สอง ต่อให้จะไปก็ต้องรอท่านอาจารย์ปู่ออกจากฌาน ให้ทั้งหมดมวลจบลงก่อนค่อยพูดถึงจะดีกว่า ระยะนี้กำลังมีเรื่องมากมาย”

ซือคงจิงฟังแล้ว ผงกศีรษะพลางกล่าว “ที่ศิษย์พี่เยี่ยนกล่าวมีเหตุผล ข้าเข้าใจดี”

นางประสานมือเหนืออกคำนับเยี่ยนจ้าวเกอ ครั้นกล่าวลาแล้วก็ออกไป

ชายหนุ่มมองเงาหลังซือคงจิง รู้สึกทอดถอนใจอยู่บ้าง “เรือใหญ่แข่งขันแน่นขนัดแม่น้ำ ใครเล่าจะโผล่ออกมาแสดงฝีมือได้เต็มที่?”

จากนั้นเขาก็ส่ายศีรษะ แล้วกลับที่พำนักของตน

พูดถึงการทุ่มเทฝึกฝน ยกระดับขั้นและพลังความสามารถของตน แต่ไรการแสวงหาความก้าวหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอไม่ด้อยกว่าผู้ใด

แม้ว่าหลายวันมานี้เขาจะได้หน้าได้ตาไม่มีที่สิ้นสุด จัดการเรื่องใหญ่ที่จอมยุทธ์ปรมาจารย์จำนวนมากไม่อาจทำสำเร็จ กระนั้นความต้องการเร่งรัดยกระดับพลังความสามารถของตนในใจเยี่ยนจ้าวเกอ ล้วนแรงกล้ายิ่งกว่าคนส่วนมาก

เมื่อกลับมาในห้องสงบจิต เยี่ยนจ้าวเกอนั่งขัดสมาธิ ปรับปราณจิตราชั้นในภายในร่างกายไม่หยุดยั้ง ก่อเกิดรัศมีแสงสายหนึ่งเหนือศีรษะพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า

เยี่ยนจ้าวเกอเคลื่อนมือซ้ายขึ้น สังเกตรอยประทับมารบนหลังมือ คิดทบทวนศึกษาท่วงทำนองพลังในนั้นตลอดเวลา

ภายในจุดตันเถียน กลุ่มธาตุปราณบริสุทธิ์ยังคงขมุกขมัวทั้งผืน

หลังชายหนุ่มปรับลมปราณอยู่ครู่หนึ่ง รัศมีแสงเหนือศีรษะถึงค่อยๆ เลือนหาย เขาจึงหยิบของแบบเดียวกันออกมา

นั่นคือแผ่นหินที่เหมือนกับผิวกระจก หากไม่ได้โปร่งแสงแต่อย่างใด ดูไปแล้วฝุ่นเถ้าเขรอะทีเดียว

ทว่าสายตาเยี่ยนจ้าวเกอตกอยู่บนด้านหน้า พื้นผิวแผ่นหินกลับคล้ายว่ามีแสงสว่างส่องวาบคลุมเครือ สะท้อนดวงหน้าของเขาออกมา

ซึ่งนั่นก็คือศิลาเซียนส่องชะตา ที่ก่อนหน้านี้เยี่ยนจ้าวเกอได้มาจากที่อยู่อาศัยเดิมของชาวกระเรียนล่องลอยในมิติต่างแดนแห่งนั้น

สรรพคุณทั่วไปของของวิเศษนี้ เป็นสรรพคุณที่คนธรรมดาทั่วไปก่อนวิกฤตการณ์ใหญ่รับรู้เช่นกัน ซึ่งก็คือสะท้อนเส้นทางการโคจรปราณจิตรายามฝึกฝนบำเพ็ญของผู้คน ปรากฏให้คนอื่นยลชม

กล่าวอีกอย่างคือ คุณสมบัติหลักๆ แท้จริงแล้วนำมาใช้สั่งสอนศิษย์

อาจารย์สำนักผู้อาวุโสใช้ศิลาเซียนส่องชะตาแสดงเส้นทางโคจรปราณจิตรา ในขณะเดียวกันตัดสินวินิจฉัยตนเอง สาธิตให้ผู้อ่อนอาวุโส สะดวกแก่พวกเขาในการสังเกตและตระหนักรู้

กระนั้นเยี่ยนจ้าวเกอกลับล่วงรู้ว่าของวิเศษนี้ ยังมีประโยชน์อื่นอีก

เขายื่นนิ้วของตัวเองออกมา วาดลงบนผิวศิลาเซียนส่องชะตาแผ่วเบา บรรจงเขียนเลือดลมทีละสาย ฉับพลันนั้นพื้นผิวศิลาก็แสดงภาพแสงที่แตกต่างกันออกมา

แผ่นหินที่เดิมทีฝุ่นเขรอะ บัดนี้กลับค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นโปร่งแสงใสแจ๋วขึ้นมา ราวกับผลึกหินก็ไม่ปาน ประหนึ่งผิวกระจกอย่างแท้จริง

รัศมีแสงเหนือศีรษะเยี่ยนจ้าวเกอพุ่งขึ้นอีกครั้ง เพียงแต่ในรัศมีแสงก็มีภาพลอยขึ้น ดูไปแล้วพิเศษเป็นเอกลักษณ์

ระหว่างวันต่อๆ มา เขาเริ่มวันคืนของการบำเพ็ญฝึกฝนของตนอีกครั้ง

ทั้งวัน หากไม่ฝึกฝนตนเอง สั่งสมไม่หยุดหย่อน เตรียมทะลวงขั้นมหาปรมาจารย์ ก็คิดทบทวนถึงรอยประทับมารหลังมือซ้าย หรือไม่ก็ใช้เตาผลึกหินชั้นในสรรสร้างคันศรทำลายมารขึ้นอีกขั้น

กาลเวลาไหลผ่านเร็วไว ห่างจากวันที่เจ้าสำนักหยวนเจิ้งเฟิงเข้าฌานไปหลายวันแล้ว

ส่วนในสำนักเขากว่างเฉิงดำเนินไปตามปกติ เยี่ยนตี๋เข้าสู่บทบาทเต็มตัว หากแต่โลกภายนอกไม่ว่าจะเป็นสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์หรือจะภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ก็ล้วนไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวใหญ่อะไรชั่วคราวเช่นกัน

ขณะนี้ กลับเหมือนว่ามวลชนร่วมใจ เงยหน้าขึ้นเฝ้าคอยหยวนเจิ้งเฟิงประสบผลสำเร็จ เหยียบย่างขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์แล้วออกฌาน

แต่ไม่ว่าจะเป็นเยี่ยนจ้าวเกอ หรือกลุ่มของเยี่ยนตี๋ ล้วนรู้ดีว่าทั้งปวงนี้เป็นเพียงภาพลวงตา เป็นเพียงความสงบเงียบสุดท้ายก่อนพายุลมฝนก็เท่านั้น

วันหนึ่ง เยี่ยนจ้าวเกอนั่งสมาธิอยู่ในห้อง ผิวศิลาเซียนส่องชะตาเบื้องหน้าที่ใสแจ๋วประดุจผลึกหินกลับมีรอบแตกร้าวกระจายอยู่ทั่ว ราวกับใยแมงมุมถี่ยิบอย่างไรอย่างนั้น

สีหน้าอารมณ์ของเขาสงบนิ่ง เพียงยืดนิ้วของตนออกมาแตะบนศิลาเซียนส่องชะตา

แผ่นหินราวกับผลึกหินแตกเป็นเสี่ยงๆ อย่างไร้สุ้มเสียง กลายเป็นผงแหลกละเอียด แล้วเปลี่ยนสภาพเป็นผุยผงกระจายหายไปในอากาศ ราวกับว่าแต่ไหนแต่ไรไม่เคยมีอยู่

กระนั้นรัศมีแสงเหนือศีรษะของชายหนุ่มยิ่งส่องแสงสว่างโชติช่วง

ภายในจุดลมปราณทุกจุดทั่วร่างเขา ราวกับล้วนมีแสงสุกสว่างส่องทะลุออกมาด้านนอก

ทั้งร่างเยี่ยนจ้าวเกออาบอยู่ในแสงสุกสว่าง ปราณจิตราลวงตา คล้ายกับแปรสภาพเป็นเมฆมงคลจริงแท้ ขับดุนสรรพางค์กายของเขา

รัศมีแสงแวววาวเหนือศีรษะยามนี้เริ่มกลับคืนสู่สวรรค์เชื่องช้า ทว่าแสงสว่างไสวทั่วร่างตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าที่ปล่อยออกมา ยิ่งเข้มข้นเป็นเท่าทวี

วันนี้ เยี่ยนจ้าวเกอสืบเท้าสู่ขั้นมหาปรมาจารย์อย่างเป็นทางการ!
บทที่ 268
แสงวามวาบทั่วร่างเยี่ยนจ้าวเกอขณะปราณจิตราไหลเวียน ดูไปแล้วทำให้เขาคล้ายกับถูกเมฆมงคลกลุ่มหนึ่งห้อมล้อมไว้

ระหว่างจุดลมปราณทั่วกายเปิดปิดพร้อมกัน พลังสั่นสะเทือนก็ส่งกระจายออกมาจากภายในร่างกายของเขา

อย่างค่อยเป็นค่อยไป ราวกับมังกรมากมายดำผุดดำว่ายอยู่ในเมฆมงคล เทพมังกรเห็นหัวมิเห็นหาง ส่งเสียงมังกรคำรามอันแข็งกร้าวดังก้องออกมาพร้อมเพรียง

พลังปราณสองแบบทั้งเย็นเยียบและร้อนแผดเผา บัดนี้ไม่แจ่มชัดอีกต่อไป สัมผัสได้ถึงความรู้สึกพลังที่มีเพียงความทรงพลัง

ดวงตาทั้งสองของเยี่ยนจ้าวเกอที่ปิดสนิทอยู่ ลืมขึ้นเวลานี้

มวลเมฆมงคลรอบกายที่ทอแสงวามวับ เริ่มค่อยๆ เลือนแสงสีลงในขณะนี้ ปราณจิตราแต่ละสายราวกับมังกรเหล่านั้น ก็สงบเงียบลงเช่นกัน

เมฆมงคลสุกใสเป็นประกายค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสงบสงัด จนท้ายที่สุดปรากฏเห็นคลุมเครือไม่ชัดเจน

บริเวณที่เยี่ยนจ้าวเกอหยัดยืน ทำให้ผู้คนรู้สึกเลือนรางยากบรรยาย เห็นชัดๆ ว่าคนอยู่ตรงนั้น แต่กลับเหมือนว่าหมดทางยืนยันตำแหน่งของเขา ไม่แบ่งหน้าหรือหลัง ไม่แยกบนหรือล่าง

มิติและเวลาคล้ายสูญสิ้นความหมายไปในชั่วขณะนี้ ทิ้งไว้เพียงธาตุอากาศสลัวผืนหนึ่ง

ยามนี้มวลอากาศรอบกายเยี่ยนจ้าวเกอ ปรากฏภาพเฉกเช่นภายในจุดตันเถี่ยนชี่ไห่ของเขา

ขณะนี้ รัศมีแสงเหนือศีรษะชายหนุ่มหายไปไม่เห็น แสงสุกสกาวในดวงตาทั้งสองของเขาก็อ่อนลง จนสุดท้ายกลับมามีลักษณะเช่นปกติ ดูเรียบๆ ธรรมดา อ่อนโยน และเก็บตัว

มวลอากาศธาตุสลัวรอบกายอันแปรสภาพมาจากปราณจิตรา ก็ค่อยๆ กลับคืนภายในจุดลมปราณทั่วร่างของเขา

เยี่ยนจ้าวเกอผุดยืนขึ้นจากพื้น คล้ายกับกระบี่เลื่องชื่อลือชาที่แสดงศักดาสามารถเล่มหนึ่ง เวลานี้เก็บเข้าฝัก

คมกระบี่ไม่เพียงไม่งุ่มง่ามเท่านั้น กลับจะยิ่งแหลมคมขึ้นเสียอีก เพียงแต่อ่อนเบาลงขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น ยามจำเป็นค่อยปรากฏเห็นอีกครั้ง ระเบิดพลังที่แก่กล้ายิ่งกว่ากาลก่อนออกมา

ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ รู้สึกเพียงปราณจิตราที่มีสติปัญญามากล้นของตนเก็บตัวยิ่งขึ้น อัดแน่นยิ่งขึ้น ทรงพลังยิ่งขึ้น และหนาหนักยิ่งขึ้น

เขารู้สึกว่าตนเองรู้จักการฝึกฝนวรยุทธ์มากยิ่งขึ้นอยู่รางๆ

ความตระหนักรู้ของตนที่ได้ร่ำเรียนและได้รับมา ผนวกเข้ากับวรยุทธ์ที่ตนบำเพ็ญเพียร เส้นทางยกระดับสายหนึ่ง ได้ปรากฏวับวาบอยู่ตรงหน้าแล้ว

เยี่ยนจ้าวเกอรู้ดี นั่นคือจิตรูปญาณวรยุทธ์ของตนเอง บัดนี้มีพื้นฐานในการบ่มเพาะแล้ว รอก็เพียงแต่การคิดทบทวนสั่งสม จนยกระดับเข้าใจลึกซึ้งในที่สุด

และตอนนี้ เขาประสบผลสำเร็จก้าวสู่ขั้นมหาปรมาจารย์แล้ว!

เบื้องหน้าประหนึ่งผลักประตูบานใหญ่บานหนึ่งออก ตนเองสืบเท้าเข้าสู่โลกใหม่

ระดับมหาปรมาจารย์ ขั้นซ่อนจิตระยะต้น

สติปัญญาปราณจิตรากำจัดเปลือกนอกฟื้นคืนสู่สามัญ ฟ้าดินเจตจำนงหมัดแปรเท็จเป็นจริงขึ้นอีกขั้น เริ่มก่อตัวเป็นพื้นดินวิเศษ

ซึ่งนี่ก็คือพื้นฐานของจอมยุทธ์ขั้นมหาปรมาจารย์นั่นเอง พื้นดินวิเศษอันกลายสภาพมาจากปราณจิตราเจตจำนงหมัดของเยี่ยนจ้าวเกอ เฉกเช่นลักษณะทั่วไปของกลุ่มธาตุปราณในจุดตันเถียนชี่ไห่ของตน ลี้ลับมหัศจรรย์ไม่อาจคาดเดา

เยี่ยนจ้าวเกอปรับลมปราณให้ความอบอุ่นอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะผุดลุกขึ้นผลักประตูเดินออกไป

อาหู่กำลังรออยู่ด้านนอก เขามองเพียงปราดเดียวก็เห็นรัศมีแสงฝ่านภาเหนือศีรษะเยี่ยนจ้าวเกอนั้นเลือนหาย

ตามนิสัยของเยี่ยนจ้าวเกอ นอกจากสถานการณ์พิเศษน้อยครั้ง แต่ไหนแต่ไรไม่ลดเก็บรัศมีแสงเหนือศีรษะ

บัดนี้รัศมีแสงมลาย อาหู่สังเกตเยี่ยนจ้าวเกออย่างละเอียด ก็รู้สึกว่าจุดลมปราณทั่วร่างเยี่ยนจ้าวเกอเปิดปิดขยุบขยิบ คล้ายมีจิตวิญญาณเชื่อมประสานทั้งสองโลกในกายและนอกกาย

อาหู่เองเป็นคนที่ผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาแล้วคราหนึ่ง เห็นดังนั้นก็ตื่นตกใจเล็กน้อยก่อน เดินเข้ามาแสดงความยินดี “คุณชาย ท่านสำเร็จขั้นมหาปรมาจารย์แล้ว!”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มกล่าว “จุดเริ่มต้นใหม่ การเริ่มต้นใหม่”

ชายร่างใหญ่กล่าวชื่นชมจากจริงใจ “คุณชาย อีกนิดเดียวท่านก็ทำลายสถิติ เป็นมหาปรมาจารย์ที่อายุน้อยที่สุดของตระกูลแล้วขอรับ”

“ถ้าเริ่มนับจากตอนที่ระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้น จนเลื่อนขั้นเป็นระดับมหาปรมาจารย์ ท่านยังใช้เวลาน้อยกว่าท่านประมุขเสียอีก!”

หากในวันทั่วไปอาหู่พูดจาเช่นนี้ล่ะก็ ยังมีความหมายประจบประแจงอยู่บ้าง ทว่าขณะนี้กลับเป็นการชื่นชมยินดีจากใจจริง ด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ

อย่ามองว่าปกติแล้วชายกำยำสูงใหญ่ผู้นี้ไม่อินังขังขอบ คอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอ ลักษณะเช่นสุนัขรับใช้

ทว่ามีเพียงตอนที่อยู่กับบุตรบิดาทั้งสอง เยี่ยนจ้าวเกอและเยี่ยนตี๋เท่านั้น จึงจะมีลักษณะนิสัยเช่นนี้

เข้าหาผู้อื่น แม้เปลือกนอกจะยิ้มแย้มแจ่มใส กระนั้นโดยส่วนมาก เขาอาหู่ หวงหู่ถิง แท้จริงแล้วก็มีความหยิ่งทระนงของตนในใจเช่นกัน เฉกเช่นพยัคฆ์ร้ายในขุนเขาก็ไม่ปาน

หากแต่บัดนี้เห็นชายหนุ่มอย่างเยี่ยนจ้าวเกอ เหยียบย่างเข้าระดับมหาปรมาจารย์ อาหู่ก็รู้สึกชื่นชมยินดีเช่นกัน

นี่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับฐานะของเยี่ยนจ้าวเกอทั้งสิ้น หากแต่เป็นความล้ำเลิศน่าเลื่อมใสโดยแท้เฉพาะตัวของเขา

ชายหนุ่มอมยิ้มพลางเอ่ย “ท่านพ่ออายุยี่สิบสองปีก็เป็นมหาปรมาจารย์ คิดจะทำลายสถิตนี้ไม่ง่ายนัก ตอนนี้ในบรรดาคนที่ข้ารู้จัก ทำได้เพียงดูว่าฮานหลงเอ๋อร์จะมีหวังหรือไม่เท่านั้นแล้ว”

เขามองทางอาหู่ “ใช่แล้ว ดูท่าเจ้าตั้งใจรอเข้าอยู่ตรงนี้ มีเรื่องด่วนอะไรรึ?”

อาหู่ผงกศีรษะ ยิ้มยิงฟัน เผยให้เห็นฟันขาวเต็มปาก ดุร้ายอยู่บ้างไม่ชัดเจนนัก

“คุณชาย ในตระกูลคล้ายกับไม่มั่นคงอยู่บ้าง”

เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินแล้ว ก็เลิกหางคิ้วขึ้นเบาๆ “โอ้? ในตระกูล…”

ภายในตระกูลในคำพูดของอาหู่ แน่นอนไม่ใช่ตระกูลเยี่ยนแห่งเกาะจ้าวบนอัสนีพิภพ แต่หมายถึงตระกูลเยี่ยนแห่งเกาะนภากลางบนนภาพิภพ อันเป็นฐานะเดิมของเยี่ยนจ้าวเกอ

หลังจากแยกตัวออกมาจากตระกูลเยี่ยนเกาะจ้าวบนอัสนีพิภพในอดีต หลีกหนีการกดขี่ประทุษร้ายของที่นั่น ตลอดทางยากลำบากยาวไกล อพยพมาถึงนภาพิภพ สุดท้ายตั้งรกรากตระกูลเยี่ยนแห่งเกาะนภากลางขึ้นใหม่ที่นภาพิภพ

เกาะนภากลาง เป็นเขตที่สำนักเขากว่างเฉิงตั้งอยู่ ที่แห่งนี้ไม่อนุญาตให้มีขุมกำลังชั้นแรกอื่นปฏิบัติสืบเนื่องเป็นที่ยอมรับ อยากจะพัฒนาอยู่ที่เกาะนภากลาง อย่างมากที่สุดก็เป็นขุมกำลังชั้นหนึ่งหรือสองได้เท่านั้น

ยกตัวอย่างมีเพียงสองในนั้น ก็คือตระกูลเยี่ยน ฐานะเดิมของบุตรบิดาเยี่ยนจ้าวเกอและเยี่ยนตี๋ และตระกูลจาง ฐานะเดิมของผู้อาวุโสเก่าแก่จาง

ทั้งสองตระกูล เนื่องด้วยเยี่ยนตี๋และผู้อาวุโสจาง จึงหยั่งรากลึกอยู่ในเกาะนภากลาง ทว่าเทียบกันแล้วต่างก็วางตัวถ่อมตนทั้งสิ้น

ใต้ไม้ใหญ่ทอดเงาร่มเย็น ตระกูลเยี่ยนแห่งเกาะนภากลางก็กลายเป็นตระกูลเลื่องชื่อ บารมีแผ่ไพศาลในโลกแปดพิภพอันเป็นที่ประจักษ์ทั้งใกล้และไกล ตามเส้นทางพลังฝึกปรือและตำแหน่งที่เดินขึ้นสูงของเยี่ยนตี๋

แน่นอนว่าตระกูลเยี่ยนแห่งเกาะจ้าวอัสนีพิภพไม่ยอมรับเรื่องนี้ กระนั้นตระกูลเยี่ยนแห่งเกาะนภากลางก็หาได้สนใจว่าอีกฝ่ายยอมรับหรือไม่

ประมุขตระกูลเยี่ยนในปัจจุบัน ก็คือบิดาของเยี่ยนจ้าวเกอ เยี่ยนตี๋

ทว่าโดยส่วนมากเยี่ยนตี๋ล้วนพักอยู่ที่เขากว่างเฉิง รอยฉลากของผู้อาวุโสสำนักเขากว่างเฉิงบนตัวเขา ก็สำคัญกว่าประมุขตระกูลเยี่ยนอยู่อักโขเช่นกัน

เยี่ยนตี๋เป็นผู้กุมหางเสือตระกูลเยี่ยน ทว่ากิจธุระประจำวันในตระกูลยามปกติ โดยส่วนมากผู้อาวุโสตระกูลไม่กี่คนเป็นผู้จัดการ จากนั้นจึงรายงานกับเยี่ยนตี๋

“ในสำนักไม่มั่นคงอย่างไร?” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยถามคล้ายยิ้มทว่าไม่ยิ้ม

อาหู่กล่าวตอบด้วยสีหน้าท่าทางดุร้าย “มีบางคนพูดพล่าม ตั้งข้อสงสัยว่าท่านประมุขตระกูลหาใช่บุตรของนายท่านใหญ่ไม่ ลามไปถึงพูดจาไร้มารยาทต่อท่าน ระหว่างนั้นยิ่งหยามเกียรติท่านฮูหยิน”

เยี่ยนจ้าวเกอแค่นหัวเราะ ทว่ากลับไม่ได้บังเกิดโทสะ “น่าสนใจนัก มองท่านพ่อเลื่อนขั้นในดินแดนศักดิ์สิทธิ์สำนักเขากว่างเฉิงขึ้นอีกก้าว มีความหวังกันว่าท่านพ่อจะได้ตำแหน่งเจ้าสำนัก กระนั้นไม่คิดเลียแข้งเลียขา ท้ายที่สุดคิดจะก่อความวุ่นวายในเวลานี้?”

“ยังไม่เอ่ยถึงว่าข่าวลืออันยุ่งเหยิงเหล่านั้นเชื่อถือได้กี่ส่วน ต่อให้เป็นจริง ทางเลือกที่เฉียบแหลมในเวลานี้ ก็น่าจะเป็นการยืนอยู่ฝั่งเดียวกับท่านพ่อ ถึงขั้นช่วยทำลายหลักฐาน บรรเทาการโต้เถียงให้สงบลง”

“ยิ่งท่านพ่อแข็งแกร่งเท่าใด ตำแหน่งก็ยิ่งมั่นคงเท่านั้น ตำแหน่งของตระกูลเยี่ยนแห่งเกาะนภากลางก็ยิ่งมั่นคงด้วยเช่นกัน น้ำขึ้นเรือย่อมสูงขึ้นตาม ผลประโยชน์ยิ่งมาก โผล่โผนก่อความวุ่นวายเวลานี้ เจ้าว่าพวกเขาโง่เขลาหรือไม่?”

ชายหนุ่มรำพึงรำพันกับตัวเอง “พวกเขาล้วนไม่ได้โง่เขลาแม้แต่น้อย และนั่นอธิบายได้ว่ามีสาเหตุอื่นแล้ว”

“ท่านพ่อดำรงตำแหน่งเจ้าสำนักเขากว่างเฉิงแทนชั่วคราว สะสางปัญหาร้อยพันทั้งวี่วัน หาเวลาว่างไม่ได้ แต่เรื่องจำพวกขัดแย้งภายในนี้ จะไม่สนเลยก็ไม่ได้อีก ผู้คนในตระกูลตัวเองล้วนไม่สงบสุข แล้วจะดูแลสำนักเขากว่างเฉิงได้อย่างไร?”

“คนอื่นก็ไม่เหมาะจะปราบปรามอีก ข้าในฐานะทายาทประมุขตระกูล กลับตระกูลไปจัดการ ไม่มีอะไรเหมาะสมไปกว่านี้แล้ว”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเย็นยะเยือก เส้นสายตาทอดมองไกลออกไป “ดังคาด ความสงบเงียบก่อนมรสุมสิ้นสุด อีกฝ่ายเตรียมลงมือแล้ว”
บทที่ 269
อาหู่กล่าวถาม “เป็นหลุมพรางของอีกฝ่าย เป้าหมายแต่แรกเริ่มก็คือท่าน วางแผนที่จะล่อลวงสังหารคุณชายหรือขอรับ?”

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยเสียงเรียบ “นี่เป็นเรื่องในตระกูลเยี่ยน คนอื่นไม่เหมาะที่จะจัดการ ท่านพ่อไม่มีเวลา เช่นนั้นก็ทำได้เพียงเป็นข้าที่กลับไป”

ชายร่างใหญ่มองทางเยี่ยนจ้าวเกอ “คุณชาย เช่นนั้นท่าน…”

“จะกลับไป” เยี่ยนจ้าวเกอพูดกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน “แน่นอนว่าต้องกลับไป”

หลังจากเก็บข้าวของติดตัวอยู่ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มถึงเดินไปยังในลานด้านข้าง พ่านพ่านหมอบราบพักผ่อนอยู่ตรงนั้น

ครั้นเห็นเยี่ยนจ้าวเกอมาถึง พ่านพ่านพลันดึงกำลังวังชา ไม่คล้ายกับเกียจคร้านเช่นก่อนหน้านี้

ชายหนุ่มลูบศีรษะโตแผ่วเบา กล่าวกับอาหู่ว่า “ทางท่านพ่อทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้วกระมัง?”

อาหู่กล่าวตอบ “ขอรับ ท่านประมุขรับทราบแล้ว”

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า “ดี เช่นนั้นก็ไม่เป็นไรแล้ว ท่านพ่อจะจัดการเอง ส่วนพวกเรากลับตระกูล”

เมื่อลงจากยอดเขาคุนตี้ ออกจากประตูสำนักไป เยี่ยนจ้าวเกอพลิกตัวขึ้นนั่งบนหลังพ่านพ่าน อาหู่เองก็เคลื่อนไหวเช่นเดียวกัน

พ่านพ่านที่ดูเหมือนไร้เดียงสาน่าเอ็นดู อ้วนท้วนอุ้ยอ้าย ยามทิ้งอุ้งเท้าทั้งสี่ห้อตะบึง กลับว่องไวปานลมกรดเสียอย่างนั้น ชั่วพริบตาเดียวก็ออกไปไกล

ร่างเยี่ยนจ้าวเกอพุ่งพรวดและโคลงเคลงไปตามพ่านพ่าน สายตาทอดมองไกลออกไป คล้ายกับกำลังไตร่ตรองอะไรอยู่

เขาลดศีรษะลงมองหลังมือซ้ายของตน รอยประทับมารด้านบนปรากฏเลือนรางอย่างยิ่งยวด ตามปกติแล้วใช้เวลาไม่นานเท่าใดนักก็จะเลือนหายไปทั้งหมด

อาหู่เหลือบมองแวบหนึ่ง “คุณชาย ท่านว่าครานี้ผู้ชักใยเป็นภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตหรือว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์?”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตเป็นไปได้มากกว่าหน่อย ประการแรกสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กำลังรอหวงกวงเลี่ยออกฌาน ประการสองความสามารถในการแทรกซึมกัดกร่อนของพวกเขาไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น”

“แต่ว่า…” แววตาเยี่ยนจ้าวเกอดูมืดมนอยู่บ้าง “รู้เบื้องลึกเบื้องหลังหรือไม่ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่แน่ว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อาจกำลังรอภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตกับพวกเราบอบช้ำทั้งสองฝ่าย เช่นนั้นแล้ว ต่อให้หวงกวงเลี่ยไม่ได้ออกฌาน พวกเขาก็มีโอกาสช่วงชิง”

ชายร่างใหญ่แยกเขี้ยวยิงฟัน “สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตคงไม่ถึงขั้นร่วมมือกันหรอกกระมัง?”

“น่าจะไม่ร่วมมือกัน เรื่องไม่ถึงเส้นตายแบบนี้ สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คงยังทำอะไรไม่ได้ แต่ไม่แน่ว่าอาจกำลังคิดเป็นชาวประมงได้ประโยชน์ กวาดเรียบไม่เหลือก็เป็นได้” เยี่ยนจ้าวเกอตอบ

“ผ่านเรื่องที่วายุพิภพมา ข้าวิเคราะห์เงื่อนงำออกมาหลายส่วน โลกในตอนนี้ ยังไม่ต้องพูดถึงว่ามีความเข้าใจต่อนพยมโลกอย่างไร ทว่าผู้ที่เข้าใจภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตลึกซึ้งที่สุด อาจจะเป็นสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์”

เขาส่ายศีรษะ “ทั้งสองฝ่ายล้วนกำลังแบ่งแย่งดึงผู้เหลือรอดสำนักเขานิมิตทมิฬมาเป็นพวก แต่ไม่แน่นัก ผู้เหลือรอดอาจกลายเป็นลู่ทางที่ทั้งสองฝ่ายต่างเข้าใจถ่องแท้โดยปริยายแล้วก็เป็นได้เช่นกัน”

อาหู่เกาท้ายทอยตนเอง “…ต่างก็กำลังคิดวางแผนใช้ประโยชน์อีกฝ่าย ยืมมือสังหารคนหรือขอรับ?”

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ย “เป็นแค่เพียงการคาดเดาของข้า หาได้มีหลักฐานอะไรไม่”

รากฐานของตระกูลเยี่ยนแห่งเกาะนภากลาง ตั้งอยู่ที่เขตสัจจเมฆาทางตอนใต้ของเกาะนภากลาง ห่างจากเขากว่างเฉิงระยะหนึ่ง

พวกเขาขี่พ่านพ่าน บุกป่าฝ่าดงอยู่ช่วงหนึ่งแล้วเช่นกัน จึงเดินทางมาถึง

ครั้นเข้าไปในบริเวณของเขตสัจจเมฆา ก็มีชายวัยกลางคนรออยู่ตรงนั้นแล้ว พลังฝึกปรือของเขาอยู่ในระดับมหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิตระยะกลาง นามว่าเยี่ยนเหอ

ทันทีที่เยี่ยนจ้าวเกอพบเยี่ยนเหอ เขาก็ไม่พูดถ้อยคำตามพิธีรีตอง “ลุงเหอ เกิดอะไรขึ้นหรือ?”

“ในงานเลี้ยงตระกูลคราก่อนเมื่อไม่นานมานี้ จู่ๆ ท่านลุงสี่ก็นำกระดาษจดหมายฉบับหนึ่งออกมา เอ่ยว่าเป็นท่านลุงใหญ่ทิ้งไว้ก่อนครั้งยังมีชีวิต” เยี่ยนเหอเองก็ไม่มีเวลาจะพิธีรีตองเช่นกัน เขาพาเยี่ยนจ้าวเกอรุดหน้า พลางสืบเท้า พลางพูดกล่าว “เนื้อหาในจดหมาย…กล่าวว่าพี่ตี๋หาได้ใช่ท่านลุงใหญ่เป็นผู้ให้กำเนิดไม่ หากแต่รับเลี้ยงเป็นลูกตอนยังแบะเบาะ ภูมิหลังไม่แจ่มชัด”

สีหน้าท่าทางเยี่ยนจ้าวเกอไม่หวั่นไหว ตั้งใจฟังสงบนิ่ง

ลุงใหญ่ที่เยี่ยนเหอเอ่ยถึง ก็คือบิดาของเยี่ยนตี๋ ปู่ของเยี่ยนจ้าวเกอ ผู้ประสบอันตรายสิ้นชีพบนหนทางอพยพมายังนภาพิภพ

เวลานั้นเยี่ยนตี๋ยังคงเยาว์วัย บนโลกหล้ายิ่งไม่มีเยี่ยนจ้าวเกอคนนี้

ปู่ทวดของเยี่ยนจ้าวเกอในภายหลัง ปู่ของเยี่ยนตี๋ พาทั้งตระกูลลงหลักปักฐานอยู่ที่นภาพิภพ หลังจากนั้นเยี่ยนตี๋กราบเข้าเป็นศิษย์ใต้สำนักเขากว่างเฉิง ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ และอุ้มชูตระกูลเยี่ยนแห่งเกาะนภากลางให้น้ำสูงขึ้นเรือก็สูงขึ้นตาม

หลังจากปู่ของเยี่ยนตี๋ ประมุขตระกูลรุ่นก่อนถึงแก่กรรม ตำแหน่งประมุขตระกูลไม่ได้ให้ทายาทสืบสกุล แต่ให้เยี่ยนตี๋ซึ่งรุ่นหลานรับตำแหน่ง

ปัจจุบันลุงสาม ลุงสี่ และลุงเจ็ดของเยี่ยนตี๋ล้วนยังมีชีวิต

ปกติแล้วเยี่ยนตี๋อยู่ที่เขากว่างเฉิง กิจธุระประจำวันตระกูลของเยี่ยนแห่งเกาะนภากลาง ก็เป็นผู้อาวุโสในตระกูลไม่กี่ท่านเหล่านี้ร่วมปรึกษาหารือหาทางแก้ไข

เยี่ยนเหอถอนใจกล่าว “ข้าไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วลุงสี่คิดเช่นไร ปล่อยเรื่องจนผู้คนล้วนล่วงรู้ ยิ่งกว่านั้นยังยืนหยัดจะสืบเรื่องนี้ ลุงสามกับลุงเจ็ดห้ามปรามเขาไม่อยู่ ทำได้เพียงแจ้งพี่ตี๋ให้ทราบ”

บรรดาผู้อาวุโสตระกูลไม่กี่คน ท่านปู่สามและปู่สี่ของเยี่ยนจ้าวเกอล้วนอยู่ในระดับมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณ ทว่าท่านปู่เจ็ดกลับอยู่ในขั้นซ่อนจิต

“ตอนนี้ท่านพ่อรับหน้าที่เจ้าสำนักชั่วคราว กิจธุระมากล้น ปลีกตัวออกมาไม่ได้” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างเรียบง่าย “ฉะนั้นครานี้ข้าจึงกลับมาดูว่าแท้จริงเกิดอะไรขึ้น”

อายุและลำดับชั้นอาวุโสเยี่ยนจ้าวเกอแม้จะอ่อนเยาว์ แต่กลับเป็นทายาทสืบทอดของเยี่ยนตี๋ ขณะเดียวกันชื่อเสียงเรียงนามก็ลือเลื่องทั่วทั้งโลกแปดพิภพ ตำแหน่งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เขากว่างเฉิงเองก็ไม่ต่ำเตี้ย

แม้แต่บรรดาผู้อาวุโสตระกูล ก็ไม่อาจอาศัยลำดับอาวุโสตระกูลมากดดันเขาได้ง่ายๆ เช่นกัน

เยี่ยนเหอเอื้อนเอ่ย “เจ้ากลับมาได้ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็ทำให้สถานการณ์สงบลงก่อน ไม่ให้ลุกลามไปมากกว่านี้”

พวกเขามาถึงที่เรือนบรรพบุรุษ ทว่ายังไม่ได้เข้าไปในลานบ้าน ก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศตึงเครียดโดยรอบ

เยี่ยนจ้าวเกอเงยหน้าขึ้นมอง ก็แลเห็นลมเมฆบนท้องฟ้าเหนือเรือนบรรพบุรุษสาดซัด พลังอันน่าพรั่นใจผันแปรตลบอบอวลไปทั้งสี่ทิศ ชัดแจ้งว่าเป็นฉากที่มหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณสองคนคุมเชิงกันถึงจะเกิดขึ้นได้

ครั้นเข้าไปในที่เรือนใหญ่ ผ่านเขตอาศัยชั้นแล้วชั้นเล่า จนเห็นผู้เฒ่าทั้งสองกำลังยืนประจันหน้าอย่างที่คิด ทั้งสองคนต่างสีหน้าอารมณ์น่าเกรงขาม นิ่งเงียบไม่พูดจา

ซึ่งหลังกายพวกเขา ต่างก็มีผู้สนับสนุนของตน กำลังโต้เถียงกันอยู่

“หรือว่าพวกเจ้าเสียสติไปแล้ว? เวลานี้เที่ยวออกมาถ่วงประมุขเอาไว้ คิดจะทำอะไรกันแน่?”

ฝ่ายหนึ่งที่อยู่ฝั่งเยี่ยนตี๋ มองอีกฝ่ายราวกับจะกินเลือดเนื้อ

อีกฝ่ายเองก็ไม่หลีกทางแม้แต่น้อย “พูดจาต้องเหมาะสมกับฐานะตน มิเช่นกันก็ไม่สมเหตุสมผล แต่ไหนแต่ไรตำแหน่งประมุขตระกูลของเยี่ยนตี๋ ก็ได้มาโดยไม่ชอบ”

“ทั้งตระกูลอพยพมานภาพิภพในตอนนั้น พ่อแม่ของเขาล้วนประสบหายนะ มีเพียงเขาที่ยังมีชีวิต ผู้ใดก็ไม่ล่วงรู้ว่าเวลานั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ตอนนี้มีจดหมายลายมือของบิดาเขาเองทิ้งไว้ให้ท่านประมุขคนเก่า พิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง เยี่ยนตี๋ไม่ใช่บุตรหลานตระกูลเยี่ยนโดยแท้!”

“พ่อแม่เขาประสบหายนะในตอนนั้น ใครจะรู้ว่าลายมือที่เขาเขียนเอง ใช่ใช้เพื่อปิดบังฐานะ วางแผนมุ่งร้ายต่อตระกูลหรือ?”

ฝ่ายเยี่ยนตี๋ถูกทำให้โกรธจนหัวร่อ “ท่านประมุขสามารถมีวันนี้ได้ เพราะอาศัยพรสวรรค์ของตัวเขาเอง ท่านประมุขคนก่อนเลือกเขารับตำแหน่ง ก็เพราะเห็นความสามารถของเขาเช่นกัน”

“ครั้นเข้าสำนักเขากว่างเฉิงแรกเริ่ม ท่านประมุขก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้หยิบยืมกำลังของตระกูลมากเท่าใดนัก กลับกัน เป็นหลังจากตำแหน่งท่านประมุขค่อยๆ รุดหน้าขึ้นทุกวัน ตระกูลจึงได้อาศัยบารมีไม่น้อย”

“พวกเจ้าแต่ละคนมีความชิงชังอยู่ในใจ เกรงว่าเป็นเพราะโทษท่านประมุขที่กฎเกณฑ์เข้มงวด ไม่ให้โอกาสพวกเจ้าได้เป็นสุนัขจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือกระมัง!”

อีกฝ่ายได้ยินแล้ว ก็พลันเปล่งเสียงฮึดฮัดเย็น “เยี่ยนตี๋ผิดหรือไม่ ยังไม่พูดก่อน ข้อเท็จจริงที่ว่าพ่อแม่เขาถึงแก่กรรมในตอนนั้นต้องสืบให้ชัด ภูมิหลังของเขาก็ต้องสืบให้ชัด คนคนหนึ่งที่ภูมิหลังไม่แจ่มแจ้งกลายเป็นประมุขตระกูล ไม่มีมูลชวนให้ผู้คนหัวเราะ”

“บุตรชายเขา เยี่ยนจ้าวเกอ ก็เช่นเดียวกัน แม่ของเขาฐานะไม่ชัดแจ้ง ใครรู้ว่าภูมิเป็นเช่นไร…”

พูดมิทันจบคำ เงาคนคนหนึ่งก็วับวาบ ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา

ปรากฏว่าเป็นเยี่ยนจ้าวเกอนั่นเอง

ชายหนุ่มยิ้มไม่อินังขังขอบ “ภูมิหลังของคนที่ส่งเสริมเจ้า ข้าเองก็รู้สึกสนใจยิ่งเช่นกัน”

คนผู้นั้นพยายามตั้งสติ “เยี่ยนจ้าวเกอ เจ้ากลับมาพอดี บรรดาผู้อาวุโสตระกูลมีอะไรจะถามเจ้า…”

‘พลั่ก!’

ชั่วขณะถัดมา คนผู้นี้กระเด็นลอยดิ่งออกไปด้านหลังโดยพลัน

เยี่ยนจ้าวเกอปัดฝุ่นบนขากางเกงของตน “นอกจากตอบคำถามของข้า เจ้าไม่มีสิทธิ์พูดอะไรทั้งนั้น”
บทที่ 270
ในตอนที่เยี่ยนจ้าวเกอปรากฎกาย ผู้เฒ่าสองท่านที่คุมเชิงกันอยู่ในสนามก็ค้นพบแล้วว่ามีเขาอยู่ เพียงแต่ต่างฝ่ายต่างคุมเชิงกัน ไม่มีเวลาเบนความสนในหันกลับมองข้างๆ

รอจนชายหนุ่มถีบเท้าคนกระเด็นออกไป ในที่สุดผู้เฒ่าที่อยู่เยื้องไปทางขวาผู้นั้นก็ระงับอารมณ์ไม่ไหว “เยี่ยนจ้าวเกอ!”

“ในสำนักเขากว่างเฉิงเจ้ามีตำแหน่งอะไร นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง บัดนี้เจ้าอยู่ที่เรือนบรรพบุรุษยังกล้าบังอาจเช่นนี้ นึกจริงหรือว่าไม่มีกฎตระกูลสามารถลงโทษเจ้าได้?”

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูผู้เฒ่าคนนี้ด้วยความสงบนิ่ง “เยี่ยนเหวินเต้า เจ้าคิดว่าในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อตอนนี้ที่สำนักเขากว่างเฉิงกับพ่อข้าคับขันที่สุด ข้าแข็งข้อกับพวกเจ้า คนที่ลอบวางแผนชั่ว ควรจะมีท่าทีอย่างไร?”

ท่านปู่สี่เยี่ยนเหวินเต้าได้ยินเยี่ยนจ้าวเกอเรียกชื่อเขาโดยตรง ก็พลันยิ่งเดือดดาล “ไอ้เด็กเวร!”

ถึงอย่างไรเขาก็อยู่ในระดับมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณ ความเดือดดาลเมื่อสักครู่ มีอานุภาพแทบจะทำให้ภูเขาถล่มทลายอย่างแท้จริง

ขณะพลังปราณดั้งเดิมไหลพล่าน แสงสุกไสวทุกสายคล้ายกับแปรสภาพเป็นมังกรฉิวหลง[1] กำลังพันรอบกายเขา

เพียงสืบเท้าก้าวหนึ่งก็มาถึงเบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ ฟาดหนึ่งฝ่ามือไปทางชายหนุ่ม

ด้านข้างปรากฏพลังอีกสายหนึ่งออกมาด้วยกัน ท่านปู่สามเยี่ยนเหวินเจินที่ก่อนหน้าคุมเชิงอยู่กับเขาแฉลบกายเข้ามาตรงหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ ครั้นชูฝ่ามือหนึ่งขึ้น ก็มีมังกรฉิวหลงตามติดกายเช่นกัน

ผู้อาวุโสตระกูลเยี่ยนทั้งสองท่าน ระดับมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณปะทะกันหนึ่งฝ่ามือ!

แม้ทั้งสองต่างก็คำนึงถึงเรือนบรรพบุรุษที่ยืนอยู่ ไม่กล้าปล่อยพลังเต็มพิกัด จึงดูเหมือนประมือธรรมดาสามัญ ไม่ได้มีคลื่นกระหน่ำอะไร

หากแต่ทุกคนในเหตุการณ์ล้วนรู้สึกเหมือนกับว่าเบื้องหน้ามีแสงจ้าส่องสว่างขึ้น ขาวโพลนไปทั่วบริเวณ

เสียงดังสนั่นหวั่นไหวทอดดังก้องหู เสียงอื่นอะไรล้วนไม่ได้ยิน

จอมยุทธ์ตระกูลเยี่ยนที่มีระดับพลังฝึกปรือค่อนข้างต่ำ ร่างกายอ่อนยวบถึงขั้นสูญเสียการควบคุมโดยพลัน

เยี่ยนเหวินเต้าจ้องเยี่ยนเหวินเจินเขม็ง “รุ่นหลานเช่นเขาคนหนึ่ง กล้าพูดจาเช่นนี้กับข้า วันนี้ข้าจะทำตามกฎตระกูล เยี่ยนตี๋ก็ไม่มีเหตุผลจะปกป้องเขาเหมือนกัน!”

เยี่ยนเหวินเจินสีหน้าสงบนิ่ง “พี่สี่ ข้าเองก็สนใจอย่างยิ่ง ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังพวกท่านเป็นฝ่ายใด”

“สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์? ผู้อาวุโสฟางเขากว่างเฉิง ตระกูลเยี่ยนแห่งเกาะจ้าวอัสนีพิภพ? หรือว่า…ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต?”

ผู้เฒ่าทั้งสองปะทะกันอีกกระบวนหนึ่ง บนหน้าผากของทั้งสองเปล่งริ้วแสงหนึ่งขึ้น

ริ้วแสงลอยขึ้นไปในอากาศ ชั่วพริบตาขยายใหญ่ และทั่วทั้งเรือนบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยนก็สั่นไหวขึ้นมาตามริ้วแสงเช่นกัน

ลวดลายค่ายกลแสงสีขาวหลากสาย ประหนึ่งมังกรฉิวหลงมากมาย ทะยานขึ้นร้องคำราม เหินขึ้นเหินลง

ค่ายกลวิญญาณมโหฬารที่ครอบทั้งเรือนบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยนไว้ค่ายหนึ่ง เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในชั่วเสี้ยวขณะ

เพียงแต่ขณะค่ายกลวิญญาณโคจร แจ่มแจ้งว่าเรื่อยเฉื่อยไม่มั่งคง ราวกับจะฉีกออกเป็นสองซีกตลอดเวลา

ผู้เฒ่าทั้งสอง เยี่ยนเหวินเต้าและเยี่ยนเหวินเจิน ต่างก็เพ่งมองอีกฝ่าย

ในฐานะผู้อาวุโสตระกูลเยี่ยนระดับชั้นมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณสองท่าน ยามปกติทั้งสองร่วมกันควบคุมมหาค่ายกลคุ้มกันเรือนบรรพบุรุษ บัดนี้การต่อสู้เกิดขึ้นระหว่างทั้งสองพอดี มหาค่ายกลจึงใช้การไม่ได้ชั่วขณะ กลับจะกลายเป็นจุดรวมในการแข่งขันของทั้งสองฝ่ายด้วยซ้ำ

เยี่ยนเหวินเต้าเห็นว่าไม่อาจต่อกรเยี่ยนเหวินเจินได้ชั่วขณะ ร่างพลันเคลื่อนไหววาบอีกครั้ง กระโจนมาทางเยี่ยนจ้าวเกอ!

พลังความสามารถเขาใกล้เคียงกับเยี่ยนเหวินเจิน คนหนึ่งต้องการสังหารคน คนหนึ่งต้องการปกป้องคน ฝ่ายแรกจึงกุมอำนาจและความได้เปรียบอย่างไม่ต้องสงสัย

“เด็กน้อย เจ้าต้องจ่ายค่าชดใช้ในความกำเริบเสิบสานของเจ้า!” เยี่ยนเหวินเต้าตะโกนเสียงเย็น

เยี่ยนจ้าวเกอมองเยี่ยนเหวินเต้าเงียบๆ พลันระบายยิ้ม “เยี่ยนเหวินเต้า ดูเหมือนเจ้าจะเข้าใจผิดเรื่องหนึ่งแล้ว”

ขณะพูด ชายหนุ่มก็แตะหน้าผากตนเองเบาๆ บริเวณนั้นพลันมีลวดลายอาคมส่องแสงโชติช่วงปรากฏขึ้นเช่นกัน!

“เพียงแต่ที่นี่เวลานี้ หากพูดถึงกฎตระกูลล่ะก็ ข้าต่างหากคือกฎตระกูล”

ฉับพลันนั้นมหาค่ายกลคุ้มกันแดนบรรพชนก็สั่นสะเทือน ตามลวดลายอาคมที่เปล่งแสงบนหน้าผากของเขา

ชั่วขณะถัดมา เยี่ยนเหวินเต้าและเยี่ยนเหวินเจินค้นพบว่าลวดอาคมที่ส่องแสงโชติช่วงบนหน้าผากตน ปรากฏว่าเบาบางจางหายไป

เยี่ยนเหวินเจินกลับอย่างไรก็ได้ ส่วนเยี่ยนเหวินเต้าจิตใจพลันสงบลง

ประมุขตระกูลเยี่ยนตี๋ต่างหาก ที่เป็นผู้ควบคุมมหาค่ายกลคุ้มกันเรือนบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยนอย่างแท้จริง!

เยี่ยนจ้าวเกอ แจ่มชัดว่ามีอำนาจในการควบคุมมหาค่ายกลแล้วเช่นกัน ด้วยการช่วยเหลือของเยี่ยนตี๋

ซึ่งระดับความรู้ซึ้งในด้านค่ายกลของคนหนุ่มผู้นี้ ล้ำเลิศเหนือพวกเขาผู้เฒ่าเหล่านี้ เหนือกว่าพวกเขาระดับมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณเหล่านี้!

ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก เหยียดสองมือออกไปเบื้องหน้า ฝ่ามือคว่ำลง นิ้วทั้งห้ากางออก แล้วกดลงไปฉับพลัน

เรือนบรรพชนมีปฏิกิริยาทันใด ภายในลานที่ฝูงชนยืนอยู่ ถูกแสงสีขาวสุกสว่างเติมเต็มชั่วพริบตา มังกรแสงแต่ละตัวโถมเข้าหาเยี่ยนเหวินเต้าทั้งสิ้น!

เยี่ยนเหวินเต้าจนปัญญา ทำได้เพียงต้านทาน

ทว่าเยี่ยนเหวินเจินที่อยู่ด้านหลังเขาส่งเสียงร้องลากยาวแล้ว สองฝ่ามือยกขึ้นยกลง โจมตีอย่างรวดเร็ว

เผชิญหน้ากับการโจมตีขนาบของมหาค่ายกลดินแดนบรรพชนและเยี่ยนเหวินเจิน เยี่ยนเหวินเต้าพลันรับมือไม่ไหว ประคองไว้ไม่อยู่

เขาค้นพบเรื่องหนึ่งอย่างตะลึงพรึงเพริด มหาค่ายกลคุ้มกันเรือนบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยน ภายใต้การขับเคลื่อนของเยี่ยนจ้าวเกอ สำแดงพลังอันเฟื่องฟูออกมาอย่างคาดไม่ถึง ไม่ด้อยไปกว่าพวกเขามหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณเหล่านี้เป็นผู้ควบคุมเลยแม้แต่น้อย

พลังของมหาค่ายกลแก่กล้ายิ่ง เขาเยี่ยนเหวินเต้า หากไม่มีเยี่ยนเหวินเจินช่วยเหลือ เขาก็ยากจะต้านทานเช่นกัน อย่างมากก็ดิ้นรนไปอีกช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยอย่างเย็นชา “สร้างหลุมพรางล่อข้ามา เช่นนั้นกองกำลังดักซุ่มก็จะน่าจะปรากฏตัวยามนี้แล้วกระมัง? หากไม่แล้วก็ต้องผลาญเหยื่อล่อทิ้งไปแล้ว”

ยังไม่ทันสิ้นเสียงพูด เงาดำหลายสายก็พุ่งพรวดออกมาจากกลุ่มคน โผไปทางเยี่ยนจ้าวเกอพร้อมกัน

“ที่แท้ก็เป็นคนของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต” สีหน้าเยี่ยนจ้าวเกอไม่เปลี่ยน ยื่นทั้งสองมือออกไปเบื้องหน้า หันฝ่ามือเข้าหากัน ประกบกันในทันใด

พลังมหาค่ายกลเรือนบรรพชนตระกูลเยี่ยนล้นทะลักบ้าคลั่ง ตามการโจมตีด้วยฝ่ามือนี้ของเยี่ยนจ้าวเกอ แสงมังกรทุกสายไหลบรรจบ ประกอบเป็นหัวมังกรมหึมาหัวหนึ่ง มองต่ำไปทั่วทั้งสี่ทิศ

หัวมังกรอ้าปาก พลันส่งเสียงคำรามสะท้านฟ้าลากเสียง สะเทือนลั่นจนผู้ลอบโจมตีทั้งหมดล้วนไม่อาจยืนมั่น ร่างล่องลอย ราวกับเมาสุราจนแทบหกคะเมน

เยี่ยนจ้าวเกอโบกมือหนึ่ง กระบองหินสั้นเล่มหนึ่งลอยออกมา กลายสภาพเป็นเสาทางเดินวังเทพมหึมาทับลง ปรามศัตรูไว้

อาหู่ที่อยู่ข้างกายเขาพุ่งพรวดออกไปพลางแสยะยิ้ม ประหนึ่งพยัคฆ์กระโจนเข้าฝูงแกะก็ไม่ปาน โจมตีสังหารศัตรู

มีคนรุกโจมตีจากทางด้านหลัง ปีกเซียนกระเรียนที่พาดไว้บนไหล่เยี่ยนจ้าวเกอพลันสยายออกดังอื้ออึง ขนนกยิงกวาดไปทั่วสารทิศ ราวกับพายุฝนกระหน่ำ

คนที่ถูกมหาค่ายกลคุ้มกันเรือนบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยนปราบปรามไว้ ล้วนเป็นฝ่ายของเยี่ยนเหวินเต้าทั้งสิ้น หากแต่เฉกเช่นกลุ่มเยี่ยนเหอและท่านปู่เจ็ดของเยี่ยนจ้าวเกอ กลับไม่ได้รับผลกระทบ

ถึงแม้จะเห็นว่าเยี่ยนจ้าวเกอในขณะนี้สงบความว้าวุ่นประหนึ่งลมฤดูใบไม้ร่วงพัดกวาดใบไม้ร่วงลงมา ทำให้จอมยุทธ์ตระกูลเยี่ยนบางส่วนรู้สึกไม่ดีในใจอยู่บ้างเช่นกัน

กระนั้นพวกเขาก็ถูกเยี่ยนจ้าวเกอแบ่งศัตรูและพรรคพวกชัดเจนเช่นกัน อสนีบาตที่เป็นดั่งดาบไวฟาดฟันอลหม่าน โหมเข้าโจมตีพร้อมกันทันใด

ขุมกำลังอื่นก็แล้วไป หากแต่ทุกคนล้วนมีสิทธิ์ประชาทัณฑ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ทุกคนยังคงจับกุมเพียงกลุ่มเดียวกันเป็นสำคัญ ส่วนจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตที่ตั้งใจจู่โจมเยี่ยนจ้าวเกอเหล่านั้น กลับไม่ยอมเลยแม้แต่น้อย

สถานการณ์อลหม่าน บัดนี้กำลังถูกทำให้สงบลงอย่างรวดเร็ว ด้วยน้ำมือเยี่ยนจ้าวเกอ

ทว่าความรู้สึกของฝูงชนในเหตุการณ์ต่างไม่อาจผ่อนคลายลง อย่างไรเสียนี่ก็เป็นความวุ่นวายในตระกูล ไม่ใช่เรื่องที่มากเกียรติอะไรนัก

หลังจากเยี่ยนเหอสังหารคู่ต่อสู้คนหนึ่ง เขาก็ถอยลงไปข้างๆ เยี่ยนจ้าวเกอ เอ่ยถามเสียงเบา “จอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตที่ปะปนเข้ามาเหล่านั้นก็หมดไปแล้ว จะทำอย่างไรกับพวกลุงสี่?”

“จับควบคุมตัวไว้ก่อนค่อยว่ากันเถิด” เยี่ยนจ้าวเกอหันกลับมาทางเยี่ยนเหวินเต้า

เส้นสายตาเพิ่งย้ายผ่าน เยี่ยนจ้าวเกอกลับรู้สึกถึงไอเย็นเยียบกลุ่มหนึ่งปกคลุมตนเอง!

หางตาแลเห็นเยี่ยนเหอกำลังยิ้มเย็นมองตนอยู่ กล่องพิลึกกล่องหนึ่งในมือเปิดออก มีไอเย็นเป็นกลุ่มๆ พุ่งออกมาจากภายใน

เยี่ยนจ้าวเกอถูกไอเย็นม้วนไว้ ตาขวาเจ็บแปลบ แสงสายฟ้าสีม่วงเปล่งวาบ หากแต่กลับคล้ายว่าชาชั่วขณะ มีแนวโน้มหยุดนิ่งในชั่วเสี้ยวขณะ

“เยี่ยนจ้าวเกอ หากพูดถึงกฎตระกูล เจ้าไม่คู่ควรจะพูดถึงเช่นกัน” เยี่ยนเหอยิ้มเย็น พลางแทงกระบี่ยาวในมือไปทางเยี่ยนจ้าวเกออย่างดุร้าย

อาหู่อยู่ห่างไปค่อนข้างไกล เร่งมาไม่ทัน เยี่ยนจ้าวเกอจึงถูกไอเยี่ยนม้วนเอาไว้ แม้แต่ร่างคาถาอักขระทองล้วนขับเคลื่อนไม่ได้ กำลังจะตายด้วยกระบี่ของเยี่ยนเหออยู่รอมร่อ

เยี่ยนจ้าวเกอกลับยิ้มน้อยๆ “ที่นี่เวลานี้ คนที่มีอยู่ ข้านี่แหละกฎเกณฑ์”

กล่าวจบ เยี่ยนจ้าวก็พลิกฝ่ามือ ฟาดลงไปทางเหนือศีรษะเยี่ยนเหอเสียงดังเอ็ดอึง!