261-265

บทที่ 261
ครั้นได้ยินหยวนเจิ้งเฟิงตัดสิ้นใจเข้าฌานตีฝ่าขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนพลันรู้สึกหนักใจ

ผู้อาวุโสเหอ ยอดฝีมือหญิงอันดับหนึ่งของเขากว่างเฉิงในปัจจุบัน ทั้งยังเป็นผู้อาวุโสสูงสุดรุ่นเดียวกับหยวนเจิ้งเฟิง ผู้มองหยวนเจิ้งเฟิงพลางเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “ศิษย์พี่เจ้าสำนัก อาการบาดเจ็บเดิมของท่าน…”

สีหน้าท่าทางหยวนเจิ้งเฟิงไม่ยินดียินร้าย “ยื้อมานานนักแล้ว เวลานี้หากไม่พยายามสักตั้ง บางทีหลังจากนี้อาจจะไม่มีอะไรให้พยายามแล้ว”

“ตลอดมานี้ สถานการณ์ส่วนนอกช่างเคร่งเครียดยิ่งนัก ทำให้ข้าแม้จะอยากพยายามดูสักครั้ง ทว่าก็ไม่กล้าปลีกตัวเข้าฌานง่ายๆ”

“สถานการณ์ปัจจุบันนับว่าดีที่สุดตลอดหลายปีมานี้แล้ว ยามนี้หากยังไม่กล้าลงมือ เช่นนั้นก็ไม่ต้องลงมือแล้วเช่นกัน”

“แน่นอนสาเหตุที่เป็นหัวใจสำคัญยิ่งกว่าคือหากข้าไม่ประสบความสำเร็จ แต่หวงกวงเลี่ยแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ประสบความสำเร็จ สถานการณ์ที่พลิกกลับได้ไม่ง่ายนัก ชั่วพริบตาเดียวก็พลิกผันกลับฉับพลัน อีกทั้งจะเป็นความเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำได้เพียงฝากฝังวาดหวังไว้กับหอคลื่นโหมที่ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับพวกเราเช่นกัน หาไม่แล้วเจ้าและข้าจะพูดคุยเล่นอย่างมั่นคงปลอดภัยอยู่ที่นี่ได้หรือไม่ ล้วนกลายเป็นคำถาม”

หยวนเจิ้งเฟิงถอนใจแผ่วเบาครั้งหนึ่ง “ตอนนี้ ไม่มีท่านอาจารย์คอยปกป้องลมฝนให้กับพวกเราแล้ว”

เยี่ยนจ้าวเกอคือศิษย์เยาว์วัยเพียงผู้เดียวท่ามกลางบรรดาผู้คนในเหตุการณ์ เขาฟังพวกของหยวนเจิ้งเฟิงพูดคุยอย่างเงียบๆ

อาจารย์ของหยวนเจิ้งเฟิง อาจารย์ปู่ของเยี่ยนตี๋ อาจารย์ทวดของเยี่ยนจ้าวเกอ ซึ่งก็คือเจ้าสำนักเขากว่างเฉิง จ่านตงเก๋อ ผู้สะเทือนสวรรค์ในภายหลัง และจ่านซีโหลว บุรุษเทียมสวรรค์นั่นเอง

นับอันดับอาวุโส จ่านตงเก๋อก็คืออาจารย์ทวดของเยี่ยนจ้าวเกอ อาจารย์ลุงของพวกเยี่ยนตี๋และสือเถี่ย

ทว่า เนื่องด้วยอิทธิพลพิเศษของบุคคลในตำนานทั้งสองท่านนี้ เริ่มตั้งแต่รุ่นของเยี่ยนตี๋และสือเถี่ยเป็นต้นมา ก็คุ้นชินกับการเรียกขานว่าอาจารย์ปู่สะเทือนสวรรค์และอาจารย์ปู่เทียมสวรรค์

การเรียกเช่นนี้ สืบเนื่องจนมาถึงศิษย์สำนักเขากว่างเฉิงที่เยาว์วัยยิ่งกว่า

จ่านซีโหลว ผู้สะเทือนสวรรค์ จนถึงตอนนี้ก็เป็นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ท่านสุดท้ายที่ปรากฏในสายกว่างเฉิงเช่นกัน

นับแต่เขาร่วงโรยลง เขากว่างเฉิงก็ไม่ปรากฏจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์อีกเลย หยวนเจิ้งเฟิงและซินตงผิงที่เดิมทีต่างก็ถูกมองว่ามีแนวโน้มที่ดีที่จะย่างเหยียบขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ ทว่าทั้งสองล้วนติดขัดอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของระดับมหาปรมาจารย์ชั้นบรรลุธรรม

ข้างกายผู้อาวุโสเหอ ผู้อาวุโสจาง ผู้อาวุโสเก่าแก่สำนักเขากว่างเฉิงอีกท่านหนึ่ง สายตาของเขามองยังซินตงผิง “ศิษย์พี่ซินเล่า?”

ซินตงผิงนั่งอยู่ตรงนั้นเงียบๆ ตอบกลับอย่างเรียบง่าย “ระดับความรู้ลึกซึ้งได้ที่ยังมาไม่ถึง”

ผู้อาวุโสเหอและผู้อาวุโสจางต่างก็ทอดถอนใจ

หยวนเจิ้งเฟิงกล่าว “ข้าตัดสินใจแน่วแน่จะเข้าฌานแล้ว เข้าฌานครานี้ ดีหรือร้ายยากคาดเดา ระยะเวลาสั้นหรือยาวยังไม่รู้ได้ ฉะนั้นจำต้องมีคนแบกภาระหน้าที่ของข้าชั่วคราวในช่วงที่ข้าเข้าฌาน ข้าจึงจะสามารถวางมือไขว่คว้า บุกฝ่าขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์เต็มกำลัง”

สายตาเขากวาดผ่านซินตงผิง ผู้อาวุโสเหอ และยังมีผู้อาวุโสจาง “ช่วงเวลาที่ข้าเข้าฌาน หวังว่าศิษย์น้องทั้งสาม จะสามารถช่วยเหลือคนผู้นี้ ปรับปรุงแก้ไขสำนัก รุดหน้าอย่างมั่นคง”

ซินตงผิงผงกศีรษะเงียบๆ “ได้”

หลังผู้อาวุโสจางและผู้อาวุโสเหอพึมพำไตร่ตรอง ต่างก็ผงกศีรษะเช่นกัน “ศิษย์พี่เจ้าสำนักในเมื่อตัดสินใจแล้ว ข้าก็รอคอยรับฟังปฏิบัติตาม”

หยวนเจิ้งเฟิงตั้งใจเข้าฌานบุกทะลวงขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์นานแล้ว เพียงแต่ด้วยเหตุผลต่างๆ นานาจึงไม่สามารถเริ่มต้นได้มาโดยตลอด ไม่ว่าอย่างไรทุกคนก็นับว่ามีการเตรียมใจแล้วเช่นกัน

ปัจจุบันสถานการณ์ภายนอกค่อนข้างปลอดภัย หากแต่ด้วยหยกม่วงพิสุทธิ์เป็นเหตุ อำนาจคุกคามที่ซ่อนไว้ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งคับขันขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนต่างก็รู้ดี หยวนเจิ้งเฟิงเข้าฌานครานี้นับเป็นความจำเป็นอย่างเลี่ยงไม่ได้แล้ว

แม้จะบอกว่าเป็นการแบกภาระชั่วคราว ทว่าแท้จริงแล้วนั้นแทบจะเป็นการตัดสินคัดเลือกผู้ที่จะเป็นเจ้าสำนักคนใหม่ในอนาคต

หากหยวนเจิ้งเฟิงล้มเหลวโรยรา กระนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยให้มากความ เจ้าสำนักคนใหม่รับช่วงต่อโดยอัตโนมัติ การจัดการของเขาในตอนนี้จึงคล้ายกับฝากฝังก่อนสิ้นลมไปโดยปริยาย

หยวนเจิ้งเฟิงประสบความสำเร็จเลื่อนขั้นขึ้นอีกก้าว หลังจากออกฌานเกินกว่าครึ่งจะเปลี่ยนผ่านตำแหน่งเหมือนเช่นหวงกวงเลี่ยแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน ตนเองจะใช้เวลากับการบ่มเพาะมากยิ่งขึ้น มุ่งทะลวงขึ้นอีกขั้น ไม่ใช่มุ่งปฏิบัติงานในสำนักอีกต่อไป

สิ่งที่ค่อนข้างเป็นจุดสำคัญของที่นี่คือ อาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มกันสำนักเขากว่างเฉิง เสื้อคลุมนภา

ทั่วไปต่างยอมรับโดยดุษณี ว่าเสื้อคลุมนภาควบคุมโดยยอดฝีมืออันดับหนึ่งของสำนัก มีพลังแก่กล้า เหมาะต่อการช่วงชิงชัยชนะกับสุดยอดยอดฝีมือคนอื่นๆ

ถ้าหากว่ายอดฝีมืออันดับหนึ่งเข้าฌานหรือออกเดินทางภายนอก เช่นนั้นโดยทั่วไปจะเป็นเจ้าสำนักมาควบคุม

ก็หมายความว่า ผู้ที่รับตำแหน่งเจ้าสำนักชั่วคราว จะได้รับอาวุธศักดิ์สิทธิ์ชุดลุมนภาเช่นกัน

นอกจากนี้แล้ว อำนาจควบคุมที่สำคัญที่สุดของสำนักเขากว่างเฉิงในการปกป้องรักษามหาค่ายกล ก็จะเป็นคนผู้นี้รับช่วงต่อเช่นกัน

สายตาของหยวนเจิ้งเฟิง ยามนี้ตกอยู่บนร่างทั้งสามคนคือเยี่ยนตี๋ ฟางจุ่น และสือเถี่ย

แววตาสือเถี่ยลุ่มลึกยิ่งใหญ่ ไม่ไหววูบแม้แต่น้อย เขากล่าวชัดว่าตนเองจะไม่รับตำแหน่งเจ้าสำนักต่อนานแล้ว

แววตาฟางจุ่นหยั่งลึก ประหนึ่งสมุทรลึกก็ไม่ปาน ไม่เห็นคลื่นซัดแม้สักนิด

แววตาเยี่ยนตี๋เงียบสงบ ราวกับท้องฟ้าสีครามเข้มสุดลูกหูลูกตา ยิ่งใหญ่สูงไกล จิตใจฮึกเหิมขึ้นมาฉับพลัน

เยี่ยนจ้าวเกออยู่ข้างกายเยี่ยนตี๋ สีหน้าสงบเงียบเช่นเดียวกัน จับจ้องการมาถึงในชั่วขณะสุดท้ายอย่างเงียบเชียบ

เส้นสายตาของหยวนเจิ้งเฟิงกวาดผ่านอยู่แค่ที่ร่างของกลุ่มเยี่ยนตี๋ทั้งสามคนเพียงครั้งเดียว ไม่ได้ลังเล แล้วกล่าวอย่างกระชับชัดเจน “เยี่ยนตี๋ ถึงเจ้าจะเป็นศิษย์ปิดสำนักที่อายุน้อยที่สุดของอาจารย์ แต่ภาระหน้าที่นี้ อาจารย์ตัดสินใจวางไว้บนบ่าเจ้า เจ้ายินดีจะแบกรับไว้หรือไม่?”

เยี่ยนตี๋สีหน้าไม่เปลี่ยน ผุดลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วจึงคุกเข่าลงคารวะอยู่ตรงหน้าหยวนเจิ้งเฟิงเชื่องช้า “ศิษย์จะทุ่มเทสติปัญญาเเละความสามารถ ตราบจนชีวิตหาไม่ จักไม่ทรยศท่านอาจารย์และผู้ที่เชื่อมั่นของสำนักเป็นแน่”

ฟางจุ่นที่อยู่ข้างๆ ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย

สายตาของตงซินผิง จ้องมองเยี่ยนตี๋ที่อยู่ตรงหน้าหยวนเจิ้งเฟิงเงียบๆ

หยวนเจิ้งเฟิงมองเยี่ยนตี๋พลางกล่าว “ถึงแม้เจ้าจะรับตำแหน่งเจ้าสำนักชั่วคราว แต่ผู้คนทั่วหล้าล้วนจะต้องรู้ ว่าอาจารย์ต้องเข้าฌานบุกทะลวงขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์”

“สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะคิดเช่นไรไม่สำคัญ ไม่ว่าพวกเราหรือพวกเขาล้วนรู้ดีแก่ใจ ว่าเป็นการแข่งเวลาซึ่งกันและกันอยู่”

“แต่ข่าวแพร่ออกไป เขาไร้พรมแดนกับเมืองทะเลมรกตจะคิดอย่างไร นั่นกลับยากคาดเดา”

หยวนเจิ้งเฟิงเอ่ยปลุกใจ “ในช่วงเวลานี้ สถานการลึกซึ้งลุ่มลึก ยึดกุมอย่างไร ขึ้นอยู่กับพวกเจ้าแล้ว”

เยี่ยนตี๋กล่าวอย่างใจเย็น “ท่านอาจารย์วางใจ ศิษย์และท่านอาจารย์อา ท่านอาจารย์ลุงทุกท่าน ยังมีศิษย์พี่ทุกท่าน จะกระทำการอย่างระมัดระวัง”

หยวนเจิ้งเฟิงพลันระบายยิ้ม มองเยี่ยนจ้าวเกอวูบหนึ่ง “ครานี้จ้าวเกอสร้างความชอบอีกครั้ง ด้วยระดับพลังฝึกปรือของเขา ถึงขั้นที่แทบจะไม่มีรางวัลอะไรให้บำเหน็จได้แล้ว”

“ก็ให้โลกภายนอกคิดเสียว่า บำเหน็จรางวัลนี้เป็นพ่อรับแทนลูกก็แล้วกัน”

ทุกคนในเหตุการณ์ต่างยิ้มหัวเราะ บางทีคนภายนอกบางคนอาจจะนึกว่าเยี่ยนจ้าวเกอช่วยเยี่ยนตี๋กู้หน้าจริงๆ แล้ว ทว่าการตัดสินใจให้เยี่ยนตี๋รับช่วงต่อเจ้าสำนักชั่วคราว แน่นอนว่าจะไม่เพียงเนื่องด้วยเหตุผลเช่นนี้

กระนั้น ฝูงชนไตร่ตรองถี่ถ้วนดูแล้ว ก็รู้สึกได้เช่นกันว่าในอีกแง่หนึ่ง เยี่ยนจ้าวเกอผู้นำโชคมาให้เยี่ยนตี๋จริงแท้

ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ผลงานของเยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้ คนรุ่นเยาว์ทั่วทั้งสำนักเขากว่างเฉิงไม่มีผู้ใดสามารถทัดเทียมเขาได้

ก่อนเหตุเขตยุทธ์เมฆาที่เกาะทราย เยี่ยนจ้าวเกอได้ถูกบ่มเพาะโดยมองว่าจะเป็นผู้รับช่วงต่อรุ่นถัดๆ ไป ราวกับไม่เหนือความคาดหมายนัก เป็นไปได้อย่างยิ่งที่เขาจะกลายเป็นผู้กุมหางเสือรุ่นใหม่ของสำนักเขากว่างเฉิงในอนาคต

หยวนเจิ้งเฟิงมองทางเยี่ยนตี๋ “ตามอาจารย์มา”

เขาลุกขึ้นเดินไปทางหลังตำหนักใหญ่ เยี่ยนตี๋ตามอยู่เบื้องหลังเขา

พวกเยี่ยนจ้าวเกอส่งศิษย์อาจารย์ทั้งสองจนลับสายตาไป รู้ดีว่านั่นเป็นการไปเชื่อมต่อเสื้อคลุมนภากับมหาค่ายกลกว่างเฉิง

ในตำหนักใหญ่เงียบสงบลง ไม่มีผู้ใดพูดคุยอีกแม้สักคน

สายตาของผู้อาวุโสเหอและผู้อาวุโสจาง วาดผ่านสือเถี่ยและฟางจุ่นสองคน สุดท้ายหยุดอยู่บนร่างฟางจุ่น
บทที่ 262
เส้นสายตาของทุกคนต่างหยุดอยู่บนร่างฟางจุ่น ที่บัดนี้มีสีหน้าสงบนิ่งไม่ไหววูบ ราวกับเรื่องราวที่เพิ่งบังเกิดเมื่อครู่ไม่เกี่ยวกับเขาเลยแม้แต่น้อย

แลเห็นฟางจุ่นมีท่าทีเช่นนี้ คนอื่นก็ไม่อาจจ้องมองเขาตลอดเวลาเช่นกัน ทยอยละสายตากลับ

เวลานี้คล้ายกับไม่ว่าพูดอะไร ล้วนไม่ได้เหมาะสมขนาดนั้น

เยี่ยนจ้าวเกอยิ่งมองปลายจมูก จมูกยลหัวใจ คอยท่าอยู่ตรงนั้นเงียบๆ

เรื่องที่วางแผนไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม ในที่สุดก็บรรลุเป้าหมายแล้วในตอนนี้ เยี่ยนจ้าวเกอก็รู้สึกคลายใจอย่างยิ่งเช่นกัน

หากแต่สภาพแวดล้อมภายนอกแปรเปลี่ยนเป็นสถานการณ์เฉกเช่นนี้ ช่างเป็นเรื่องที่ในตอนแรกไม่เคยคาดคิดอย่างแท้จริง

“นพยมโลก…ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต…สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์…” แววตาของเยี่ยนจ้าวเกอหยั่งลึกอยู่บ้าง พลางครุ่นคิดไม่เอื้อนเอ่ย

วันนี้ หยวนเจิ้งเฟิง เจ้าสำนักรุ่นปัจจุบันของสำนักเขากว่างเฉิง ประกาศว่าเนื่องด้วยอายุอานามของตนเองสูงแล้ว กำลังวังชาไม่ดีนัก ดังนั้นจึงให้ศิษย์ใต้สำนัก เยี่ยนตี๋ ผู้อาวุโสแห่งตำหนักสืบวิชาแห่งเขากว่างเฉิงช่วยเหลือจัดการกิจธุระของสำนัก

เมื่อเยี่ยนตี๋ลงจากตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุดของตำหนักสืบวิชา ก็มีคนอื่นอีกคนเข้ารับตำแหน่งแทน

ทั่วทั้งสำนักเขากว่างเฉิงหลังจากได้รับข่าวนี้แล้ว ต่างก็มีความรู้สึกแตกต่างกัน

เหล่าบรรดาผู้อาวุโสที่อายุค่อนข้างมากรู้สึกเป็นกังวลอยู่ในใจรางๆ หลายปีมานี้ รูปแบบการกระทำของฟางจุ่นก็เปลี่ยนเป็นแข็งแกร่งขึ้นมาเหมือนกัน

ทว่าเปรียบเทียบเทียบกันแล้ว รูปแบบของเยี่ยนตี๋ แข็งกร้าวรุนแรงยิ่งกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

ซึ่งยอดฝีมือรุ่นกลางที่เกิดในเขากว่างเฉิง ทัศนคติกลับตรงกันข้ามพอดี ด้วยเหตุนี้จึงรู้สึกถึงความฮึกเหิม

จอมยุทธ์กว่างเฉิงที่แต่ไรใกล้ชิดฝ่ายเยี่ยนตี๋ ยิ่งมีอารมณ์ความรู้สึกฮึกเหิม ต่างเดินไปเดินมา ชั่วขณะหนึ่งล้วนรู้สึกเหมือนเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

ทว่าจอมยุทธ์กว่างเฉิงที่ใกล้ชิดฝ่ายฟางจุ่น ไม่พูดว่าลำบากกันถ้วนหน้า กระนั้นก็อำนาจก็ตกต่ำลงเช่นกัน

ท่าทีเยี่ยนตี๋เด็ดขาดรุนแรง ทว่าพลังหาได้คับแคบไม่ ทุกคนต่างก็เป็นคนในสำนักเขากว่างเฉิง กำลังคนฝ่ายฟางจุ่นย่อมไม่กังวลว่าเยี่ยนตี๋จะคิดบัญชีภายหลัง

ขอเพียงแต่ไม่ใช่เรื่องที่เฉกเช่นผู้อาวุโสคุมการณ์ถังตะวันออกเหยียนซวี่เคยล้ำเส้น

หากแต่ในภายภาคหน้า พวกเขาคิดอยากคืบสูงในสำนัก จะมีความยากเย็นขึ้นกว่าเดิมอยู่บ้าง

ต้องการคะแนนที่เอาจริงเอาจังกว่านี้ ความสามารถที่โดดเด่นกว่านี้

เยี่ยนตี๋มีความอดทนมากพอ เรื่องที่แล้วก็แล้วกันไป ขณะเดียวกันก็จะเปลี่ยนมุมมองของตนเอง แง่มุมที่เริ่มยืนอยู่ที่ตำแหน่งเจ้าสำนัก แง่มุมที่ไปตรึกตรองปัญหาเพื่อทั้งสำนัก ขอเพียงเป็นผู้ที่มีความสามารถก็จะเลื่อนขั้นสูงขึ้น แน่วแน่ในเรื่องความสามัคคีและความมั่นคงของทั้งสำนัก

ทว่าหากความสามารถในการทำงานและความสามารถของทั้งสองฝ่ายไล่เลี่ยกัน จะเลือกบุคคลในฝ่ายตนเองหรือฝ่ายฟางจุ่น ไม่ต้องพูดก็กระจ่างแจ้งชัด

นี่ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลเช่นกัน เปลี่ยนเป็นฟางจุ่น เปลี่ยนเป็นคนไหนๆ มารับตำแหน่งของเขา ล้วนเป็นสถานการณ์เช่นเดียวกัน

ในฐานะเจ้าสำนัก ก็ถือเป็นเจ้าสำนักของทุกคนในสำนักเขากว่างเฉิงด้วย หากแต่ภายใต้การสละตำแหน่งเจ้าสำนัก จะต้องมีทิฐิต่อการสืบทอดสายตรงเป็นแน่

แต่ไหนแต่ไรกำลังคนที่ใกล้ชิดฝ่ายฟางจุ่นคิดอยากเลื่อนตำแหน่ง จำเป็นต้องแข่งขันกับคู่ต่อสู้ที่แกร่งกว่าตนอย่างแท้จริงถึงจะได้

ทุกๆ คนต่างรวมกำลังแน่นแฟ้นอยู่ข้างกายเขา ตามอำนาจกำกับควบคุมสำนักของเยี่ยนตี๋ที่นับวันยิ่งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เป็นอันหนึ่งอันเดียวอย่างแท้จริง กระนั้นสถานการณ์จำพวกนี้จะค่อยๆ เลือนหายไป ถึงเวลานั้นก็จะไม่มีการแบ่งแยกสายตรงและไม่ใช่สายตรงเช่นกัน

เพียงแต่นี่ต้องการเวลาเปลี่ยนผ่านสักหน่อย

ในระดับหนึ่งแล้ว ความยาวนานของเวลาเปลี่ยนผ่าน ก็สะท้อนด้านหนึ่งในความสามารถและกลวิธีของเยี่ยนตี๋เช่นกัน

ทว่าก็ไม่ได้ส่งกระทบกระทบต่อสถานการณ์โดยรวม แม้เยี่ยนตี๋จะรับช่วงตำแหน่งเจ้าสำนักแค่ชั่วคราวเท่านั้น ทว่าสามารถรับประกันอำนาจกำกับดูแลทั่วทั้งสำนักเขากว่างเฉิงได้ค่อนข้างสมบูรณ์แต่ตั้งแรก

หยวนเจิ้งเฟิงในฐานะเจ้าสำนักนานหลายปี กิตติคุณโดดเด่น ชื่อเสียงบารมีและการปกครองในสำนักเขากว่างเฉิงของเขา นั้นไม่ต้องกังขาสงสัยเลย

ภายในของสำนัก แท้จริงแล้วโดยส่วนมากเป็นฝ่ายเป็นกลาง หยวนเจิ้งเฟิงตัดสินว่าผู้ใดเป็นเจ้าสำนัก พวกเขาก็สนับสนุนผู้นั้น ข้อแตกต่างอยู่เพียงที่สนับสนุนมากน้อยขนาดไหน

ด้วยความสามารถและชื่อเสียงเกียรติยศของเยี่ยนตี๋ สามารถรับรองได้ว่ายอดฝีมือระดับสูงฝ่ายเป็นกลางในเขากว่างเฉิงเหล่านี้ หลังจากเขารับตำแหน่งแล้ว จะมีแรงสนับสนุนเขาอย่างมาก

ดังนั้น กล่าวโดยรวมแล้ว แม้จะมีส่วนบางส่วนรู้สึกหมดหวังและเป็นกังวล ทว่าการหมุนเวียนสับเปลี่ยนภายในของตำแหน่งเจ้าสำนักเขากว่างเฉิง นับว่าสถานการณ์ยังสงบเงียบเหมือนไม่มีเปลี่ยนแปลง

ระหว่างทางที่เยี่ยนจ้าวเกอเดินกลับที่พำนัก เขาพบพานคนร่วมสำนักไม่น้อย ทุกคนต่างแสดงความยินดีกับเขา

หากแต่นี่กลับไม่ใช่เพราะตำแหน่งเยี่ยนตี๋เลื่อนขึ้น ถึงทำให้เยี่ยนจ้าวเกอก็น้ำขึ้นเรือย่อมสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

เยี่ยนจ้าวเกอในขณะนี้ ทำเตาผลึกหินชั้นในให้ปรากฏอีกครั้ง สร้างความดีความชอบสำคัญในสงครามถังตะวันออก เสาะหาหญิงสาวแห่งจันทราให้สำนัก คิดหาวิธีอย่างชาญฉลาดดึงสำนักเขาไร้พรมแดนแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ภูผาพิภพให้เข้าสู่ฝ่ายตนเองครั้งอยู่ที่เขาเมฆนิมิต การประชุมฝ่านภาที่ทะเลสาบปิดนภาก็เปล่งประกายจนกลุ่มวีรบุรุษอับแสง อีกทั้งยังมีพลังความสามารถทำลายมหาค่ายกลแดนมารใต้ทะเลสาบปิดนภา…

ก่อนหน้านี้ไม่นาน เขาก็ต้านทานคลื่นคลั่งในเขตยุทธ์เมฆาบนเกาะทรายแห่งวายุพิภพ พลิกสถานการณ์ได้อีกครั้ง

คุณงามความดีเหล่านี้ยืนยันตำแหน่งของเยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้นานแล้ว

กล่าวอย่างไม่ยกยอสักนิด ต่อให้เยี่ยนตี๋บิดาของเขาตอนนี้เกิดเหตุไม่คาดคิดอะไร ก็ไม่ส่งผลต่อสภาพความเป็นอยู่ของเยี่ยนจ้าวเกอทั้งสิ้นเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นใครรับตำแหน่งเจ้าสำนักต่อ ตำแหน่งและฐานะอำนาจของเยี่ยนจ้าวเกอในสำนักเขากว่างเฉิงล้วนมั่นคงดุจเขาไท่ซานอยู่แล้ว

ชื่อเสียงเกียรติยศและตำแหน่งของเขาในตอนนี้มาจากตัวเขาเองทั้งสิ้น หาใช่คนอื่นไม่ ในสายตาของทุกคน แนวคิดรากฐานที่มั่นคงในปัจจุบันคือคุณชายกว่างเฉิง ไม่ใช่บุตรชายของเยี่ยนตี๋เจ้าสำนักชั่วคราวที่เพิ่งดำรงตำแหน่งสดๆ ร้อนๆ ของสำนัก

ถึงขั้นที่สมญานามคุณชายกว่างเฉิงนี้ ทำให้ในใจของผู้คนจำนวนมากเริ่มรู้สึกว่าไม่เหมาะสมกับเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว

ผู้คนใต้หล้า มีไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังปฏิบัติต่อเขาอย่างคนเยาว์วัยทั่วไป คุณูปการแต่ละเรื่อง ทำให้คนเริ่มมองข้ามอายุของเยี่ยนจ้าวเกอไปแล้ว

ฉะนั้นการที่ทุกคนแสดงความยินดีกับเยี่ยนจ้าวเกอ ล้วนเป็นการแสดงออกจากใจจริง ถึงอย่างไรความยินดีที่บิดาของชายหนุ่มก้าวหน้าไปอีกขั้น ก็นับเป็นน้ำใจที่คนทั่วไปพึงมี

เยี่ยนจ้าวเกอสามารถสัมผัสได้ถึงจุดนี้อยู่บ้าง เขาจึงอมยิ้มตอบรับตามมารยาท และมีท่าทางสุขุมสงบนิ่งเหมือนอย่างเช่นเคย

เยี่ยนจ้าวเกอเดินอยู่บนทางเดินระหว่างภูเขา หยุดชะงักฝีเท้าฉับพลัน สายตามองทะลุผ่านป่าเขาเป็นชั้น ออกไปยังทิศทางนอกภูเขา

‘ข่าวคราวที่ท่านพ่อรับตำแหน่งเจ้าสำนักชั่วคราวแพร่ออกไป คนอื่นก็สามารถเดาได้ว่าท่านอาจารย์ปู่เข้าณานบุกฝ่าขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว…’ เยี่ยนจ้าวเกอลูบคางตนเอง พูดไตร่ตรองในใจ

ข่าวสารแพร่ออกไปนอกเขากว่างเฉิง ก็สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งโลกแปดพิภพจริงๆ เช่นกัน

การแข่งขันสายสำนักเขากว่างเฉิงระหว่างเยี่ยนตี๋กับฟางจุ่นไม่ใช่ความลับ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งห้า จนไปถึงขุมกำลังชั้นหนึ่งและชั้นสอง ต่างจับตามองมาโดยตลอดเช่นเดียวกัน

บัดนี้คล้ายกับว่ามีบทสรุปอยู่รางๆ มวลชนล้วนก็ทอดถอนใจเช่นกัน ในเวลาเดียวกันนั้นก็ปรับทิศทางของตนตามผลลัพธ์ที่ออกมา

ขณะเดียวกัน ผู้คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นล้วนวินิจฉัยออกมาเช่นกัน นี่หมายความว่าในที่สุดหยวนเจิ้งเฟิง เจ้าสำนักเขากว่างเฉิงเดิมจะลองสืบเท้าเหยียบย่างก้าวสุดท้าย ตีฝ่าขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว

ข่าวที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้หยกม่วงพิสุทธิ์ และเป็นไปได้อย่างยิ่งว่า ‘ตะวันเยือน’ หวงกวงเลี่ยเลื่อนขั้นขึ้นอีก จึงแพร่สะพัดไปทั่วหล้าเป็นวงกว้างเช่นเดียวกัน

เมืองทะเลมรกตและสำนักเขาไร้พรมแดนได้รับข่าว ต่างก็รักษาความนิ่งเงียบ

ถ้าหากหยวนเจิ้งเฟิงพัฒนาขึ้นอีกก้าวสำเร็จ ตำแหน่งผู้นำพันธมิตรทั้งสามสำนักของเขากว่างเฉิงก็จะถูกสถาปนาโดยสิ้นเชิง สำนักเขากว่างเฉิงก็จะกลายเป็นผู้เกรียงไกรที่ไม่ด้อยไปกว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ในตอนนี้เลยเช่นกัน

ต่อไปเมืองทะเลมรกตและสำนักเขาไร้พรมแดนควรจะวางตนเช่นไร ค่อนข้างซับซ้อนพอควร

กระนั้นแรงกดดันที่หวงกวงเลี่ยอาจจะรุดหน้าขึ้นอีกก้าว กลับเป็นเรื่องที่ไม่เกินจริงไปนักเช่นกัน

หอคลื่นโหมยังคงไม่มีท่าทีใดๆ ฝ่ายสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับตำหนักอัสนีสวรรค์ยังมีท่าทีเช่นปกติ ทว่าภายในใจกลับปั่นป่วนดั่งคลื่นใหญ่ใต้น้ำ

ณ ยอดเขาเรืองรองของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ หวงซวี่ เจ้าสำนักคนปัจจุบันทอดสายตามองไปยังทิศเหนือที่นภาพิภพตั้งอยู่ เอ่ยถามเงียบๆ ว่า “เตรียมการเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”
บทที่ 263
หลังกายหวงซวี่ มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนอยู่ ซึ่งคือมู่กวงจวิน หนึ่งในเจ็ดสุริยันรุ่นปัจจุบันนั่นเอง

มู่กวงจวินกล่าวตอบ “ทุกสิ่งเตรียมพร้อม รอเพียงท่านเจ้าสำนักออกฌานเท่านั้น”

หลังเสียงเขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง จึงกล่าวต่อไปว่า “หากสถานการณ์เหมาะสม กระนั้นไม่ต้องรอท่านเจ้าสำนักออกฌาน ก็สามารถก่อการได้เช่นกัน”

หวงซวี่พยักหน้า แล้วจึงหันกายมองไปด้านข้าง

ตรงนั้นมีคนวัยเยาว์ที่นิ่งเงียบผู้หนึ่งยืนอยู่ ราวกับถูกบดบังใต้แสงอาทิตย์ ซึ่งก็คือบุตรชายของเขา หวงเจี๋ย คุณชายจรัสแสง

หวงเจี๋ยสบตากับหวงซวี่ บิดาของตนอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยพูดเสียงแผ่วเบา “ทางที่ดีที่สุดคือสามารถรอท่านอาจารย์ปู่ออกจากฌาน”

กล่าวจบก็ไม่มีวาจาต่อไปอีก หวงซวี่และมู่กวงจวินก็ไม่ได้คิดจะถามไถ่ต่อไป ต่างก็ผงกศีรษะ ละสายตากลับจากหวงเจี๋ย

สายตาของหวงซวี่มองไปยังทิศเหนือที่นภาพิภพตั้งอยู่ รำพึงรำพันกับตนเอง “เขากว่างเฉิง พวกเจ้าขวางหูขวางตานานพอแล้ว…”

ไม่เพียงสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของโลกแปดพิภพ เกาะโยวหนึ่งในหกเกาะของอสนีพิภพ ที่แห่งนั้นมีตำหนักอัสนีสวรรค์ หนึ่งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ยุคปัจจุบันตั้งอยู่

ดินแดนที่ตำหนักอัสนีสวรรค์ตั้งอยู่ ท้องฟ้าเหนือศีรษะมีเมฆพายุปกคลุมหนาแน่นตลอดปี ทำให้ผู้คนประหวั่นพรั่นพรึง

กลุ่มวังใหญ่โตมโหฬารที่สร้างขึ้นโดยมีโครงสร้างเป็นโลหะสีม่วงอมน้ำเงินทั้งหมด ประหนึ่งพระราชวังของจักรพรรดิอัสนีอย่างไรอย่างนั้น

ภายในตำหนักหลักที่อยู่ใจกลางที่สุด ชายชราศีรษะล้านผู้หนึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ มองดูฝูงชนเบื้องหน้า

ชายชราผู้นี้ศีรษะไร้เรือนผม ใต้คางไว้เคราแพะสีม่วงอมน้ำเงิน คนอื่นที่นั่งอยู่ตรงนั้น ไม่ได้เผยท่าทางแข็งแกร่งดุดันออกมาเท่าใดนัก ดูสงบเงียบอย่างยิ่ง

กระนั้นคนอื่นเผชิญหน้าเขา กลับอดที่จะรู้สึกใจสั่นขวัญผวาไปเองไม่ได้ ราวกับเผชิญหน้ากับสายฟ้าที่รุนแรงที่สุด

ชายชราศีรษะล้าน ก็คือประมุขตำหนักอัสนีสวรรค์รุ่นปัจจุบัน เฉินลี่ จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์อัสนีสีเขียว ผู้คนเรียกขานเขาว่า ‘ฟ้าคำรนแปดทิศ’

สายตาประมุขตำหนักอัสนีสวรรค์ผู้นี้มองกวาดผ่านเหล่าบรรดายอดฝีมือระดับสูงของสำนักที่อยู่บริเวณนั้น ก่อนจะเอ่ยเชื่องอย่างช้าว่า “หวงกวงเลี่ยแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับหยวนเจิ้งเฟิงแห่งสำนักเขากว่างเฉิง ต่างกำลังมุ่งแสวงหาความเป็นไปได้ที่จะรุดหน้าขึ้นอีกขั้น สถานการณ์ละเอียดอ่อน”

“ถึงแม้ว่าเพิ่งจะล้มเหลวไม่เป็นท่าที่เกาะทราย แต่การสูญเสียยอดฝีมือกลับไม่เท่าทะเลสาบปิดนภาครั้งนั้น หากข้าเป็นผู้นำของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ก็จะลุยยังแผ่นดินสำนักเขากว่างเฉิงอีกสักตั้ง”

ทำนองวาจาเขาแม้จะเชื่องช้า ทว่าน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลัง ราวกับเสียงสายฟ้าโหมกระหน่ำไม่ขาดสาด เปี่ยมล้นด้วยแรงบีบคั้น

เบื้องซ้ายและขวาของเฉินลี่ มีเหล่าผู้อาวุโสทรงอำนาจของตำหนักอัสนีสวรรค์นั่งอยู่

หลังกายชายวัยกลางดูทรงอำนาจคนหนึ่งในนั้น มีคนหนุ่มยืนอยู่ด้วยสีหน้าอารมณ์สุขุมสงบ ประกายตาแหลมคม ซึ่งก็คือหลินโจว คุณชายฟ้าคำรนนั่นเอง

เขาเป็นจอมยุทธ์ขั้นปรมาจารย์เพียงผู้เดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมชุมนุม และเป็นศิษย์อ่อนอาวุโสเพียงหนึ่งเดียวเช่นกัน

ชายวัยกลางคนตรงหน้าหลินโจว แน่นอนว่าคือบิดาของเขา ผู้อาวุโสสูงสุดของตำหนักอัสนีสวรรค์ หลินเทียนเฟิง

“ถ้าหากระดับสูงของสำนักเขากว่างเฉิงยังมีภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตแทรกซึมลึกยิ่งกว่านี้ กระนั้นครั้งนี้คือโอกาสของพวกเราอย่างแท้จริง” หลินเทียนเฟิงเอื้อนเอ่ย “แต่ก็ต้องดูเช่นกันว่าพวกเขามีพลังความสามารถมากน้อยเพียงใด”

“ก่อนหยวนเจิ้งเฟิง ปราชญ์เทียมนภาจะเข้าฌาน จะต้องจัดการวางแผนไว้อย่างเรียบร้อยเป็นแน่ การวางเยี่ยนตี๋ดำรงขอบเขตอำนาจเจ้าสำนักแทน ก็เป็นแผนหนึ่ง”

“มีเสื้อคลุมนภากับมหาค่ายกลกว่างเฉิงปกปักษ์สำนักดำรงอยู่ เหล่าพวกคนนอกหมดหนทางก่อการ”

หลินเทียนเฟิงกล่าวเชื่องช้า “หากแต่พูดถึงนพยมโลกและภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตแล้ว สำนักเขากว่างเฉิงมีคนผู้หนึ่งที่พวกเราควรระวังเอาไว้”

ผู้อาวุโสเก่าแก่ตำหนักอัสนีสวรรค์ตรงข้ามเขาท่านหนึ่งพยักหน้า “ฝ่ายนั้นที่เป็นผู้พ่ายแพ้ในการแข่งขันชิงตำแหน่งเจ้าสำนักเขากว่างเฉิงในครั้งนี้ ก็คือฟางจุ่น ‘มังกรซ่อนเงื่อน’”

หลินเทียนเฟิงกล่าว “ไม่ผิด พลาดท่าเสียทีการแข่งขันกับเยี่ยนตี๋ จนเกือบทำให้นามกร ‘มังกรซ่อนเงื่อน’ กลายเป็นเรื่องขำขัน ชั่วชีวิตนี้ฟางจุ่นล้วนสามารถเป็น ‘มังกรซ่อนเงื่อน’ ได้ หากแต่ไม่ใช่เหินบินสวรรค์ชั้นเก้า แปลงสภาพเป็นมังกรแท้ มังกรแท้ยังมีคนอื่น นั่นก็คือศิษย์น้องร่วมสำนักของเขา เยี่ยนตี๋”

สาเหตุที่ฟางจุ่นได้รับนามกรมังกรซ่อนเงื่อน นั่นเป็นเพราะว่าในอดีต เขาเป็นผู้ที่ล้ำเลิศที่สุดในบรรดาคนรุ่นเดียวกันของสำนักเขากว่างเฉิง

ในบรรดาคนรุ่นเดียวกัน ไร้ซึ่งผู้ทัดเทียม ทำให้ไม่ว่าจะส่วนในสำนักเขากว่างเฉิง หรือคนอื่นๆ ในโลกแปดพิภพนอกเหนือจากเขากว่างเฉิง ต่างก็เล็งเห็นว่าเขาอาจจะกลายเป็นผู้รับตำแหน่งต่อจากหยวนเจิ้งเฟิง เป็นเจ้าสำนักเขากว่างเฉิงรุ่นใหม่

ในสมัยนั้น ท่ามกลางจอมยุทธ์รุ่นเดียวกันทั่วทั้งโลกแปดพิภพ มีเพียงไม่กี่คนที่ถูกพูดถึง อาทิ เจ้าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ปัจจุบันหวงซวี่ ที่พอจะนำมาเปรียบเทียบกับฟางจุ่นได้

หลินเทียนเฟิงที่อยู่ตรงนี้ขณะนี้เอง ในตอนนั้นเทียบกับฟางจุ่นแล้ว ชื่อเสียงเรียงนามก็ด้อยกว่าขั้นหนึ่งเช่นกัน

ในตอนที่ฟางจุ่นมีชื่อเสียงลือเลื่องขึ้นมา เยี่ยนตี๋ถึงขนาดที่ยังไม่ได้กราบผ่านเข้าสำนักเขากว่างเฉิงเสียด้วยซ้ำ

ทว่าผลท้ายที่สุด ภายหลังเยี่ยนตี๋ขึ้นเหนือกว่า ทำให้ในที่สุดมังกรซ่อนเงื่อนถูกปิดตายอยู่ในน้ำลึก หมดทางเหินฟ้าในที่สุด

ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ฟางจุ่นจะเสียศูนย์หรือไม่ จะถูกนพยมโลกและภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตครอบงำหรือไม่ อันที่จริงทั้งโลกแปดพิภพต่างก็ให้ความสนใจ

ทุกคนในตำหนักอัสนีสวรรค์ได้ยินหลินเทียนเฟิงเอ่ยถึงเรื่องนี้ ต่างก็ผงกศีรษะเล็กน้อย กระนั้นสายตาของพวกเขาก็กวาดผ่านผู้ที่อยู่ข้างกายหลินเทียนเฟิง คล้ายกับตั้งใจทว่าก็คล้ายกับไม่ได้ตั้งใจเช่นกัน

อายุของคนผู้นั้นดูไปแล้วรุ่นราวคราวเดียวกันกับหลินเทียนเฟิง บัดนี้ดวงหน้าไร้สีหน้าอารมณ์ กลับเป็นผู้อาวุโสสูงสุดอีกท่านหนึ่งของตำหนักอัสนีสวรรค์

เขาเป็นอาจารย์ของเยี่ยนส่านเช่นกัน หลังจากเฉินลี่แข่งขันกับกับหลินเทียนเฟิงก่อนหน้านี้ ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งประมุขตำหนักอัสนีสวรรค์คนถัดไป

กาลเวลาผ่านไปไม่นานนัก ไพ่ที่เขาถือเหนือกว่ามาก กดดันจนหลินเทียนเฟิงแทบยากต่อต้าน

ทว่าในช่วงเวลาหลายปีอันใกล้มานี้ หลินเทียนเฟิงสร้างความชอบต่อเนื่อง แสดงกลยุทธ์ล้ำเลิศออกมามากมาย ไม่เพียงดึงความเป็นรองไป ยังทำให้สถานการณ์โดยรวมพลิกผัน การต่อสู้กลับจะครองความได้เปรียบด้วยซ้ำไป

ถึงแม้ว่าการแข่งขันทางฝั่งตำหนักอัสนีสวรรค์ จะยังไม่มีผลสรุปเหมือนเช่นทางฝั่งสำนักเขากว่างเฉิง ทว่าความได้เปรียบของหลินเทียนเฟิงในขณะเพิ่มขึ้นมากมายอย่างยิ่งแล้ว ขอเพียงตนเองไม่ก่อความผิดพลาดร้ายแรง อีกฝ่ายก็ยากจะพลิกกลับมาได้

บิดาของเยี่ยนส่าน บัดนี้เปิดปากเอ่ยด้วยดวงหน้าไร้อารมณ์ “สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้หยกม่วงพิสุทธิ์ หวงกวงเลี่ยรุดหน้าอีกขั้น แทบจะกลายเป็นการสร้างรากฐาน หยวนเจิ้งเฟิงแห่งสำนักเขากว่างเฉิงสามารถประสบผลสำเร็จได้หรือไม่ กลับยังคงเป็นที่พูดถึง ต่อจากนี้ไปตำหนักอัสนีสวรรค์เราควรจะวางตัวเช่นไร?”

หลินเทียนเฟิงไม่เอ่ยถึงเรื่องของฟางจุ่นต่อไปอีก หากแต่กล่าวว่า “หยวนเจิ้งเฟิงเข้าฌานคราวนี้ จะต้องไม่สงบสุขเป็นแน่แท้ หากพลังความสามารถสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์สูงพรวดพราดขึ้นอีกขั้น เราเองก็ควรวางแผนเพื่อตนเองให้มากกว่านี้ถึงจะใช้ได้เช่นกัน”

“พลังความสามารถ เป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นปฏิปักษ์ หรือพันธมิตร”

เฉินลี่ที่อยู่บนบัลลังก์ ยามนี้ปริปากกล่าวอย่างสงบนิ่ง “คอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงเงียบๆ แล้วค่อยหาโอกาสลงมือเถิด เสื้อคลุมนภาของสำนักเขากว่างเฉิงเป็นของดี”

“หากว่าคราวนี้ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตจะก่อการ จะต้องเป็นการก่อการครั้งใหญ่เป็นแน่ อาจจะร่วมมือกับปีศาจอัคคีที่ทะเลตะวันออกอีกหน ถึงเวลานั้นเมืองทะเลมรกตก็จะไม่มีเวลามาก้าวก่ายพวกเรา”

ขณะเฉินลี่กล่าวไปพลาง เส้นสายตาก็กวาดผ่านผู้อาวุโสตำหนักอัสนีสวรรค์ทุกท่านที่กำลังนั่งอยู่ “การแยกแยะกวาดล้างภายในตำหนักเราก็ไม่อาจวางมือเช่นกัน หากเป็นพวกเราเองถูกภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตก่อจลาจล เช่นนั้นก็กลายเป็นเรื่องตลกแล้ว”

ทุกคนนที่นี้ผงกศีรษะพร้อมเพรียง ผู้อาวุโสท่านหนึ่งกล่าว “ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตก็ไม่ถึงขั้นสร้างอริทั่วทุกหนแห่ง คิดจะก่อเรื่อง ก็ต้องรวมศูนย์พลังเป็นจุดเดียวเช่นกัน”

“กระนั้นก็ต้องกำจัดเสี้ยนหนามในตำหนักเราออกมาให้หมดเช่นกัน” เฉินลี่เอ่ยเสียงเรียบ “หาไม่แล้วจะสามารถมองเห็นต้นสายปลายเหตุได้อย่างไร?”

ทุกคนตอบรับพร้อมเพรียง “ขอรับ ท่านเจ้าตำหนัก”


ภายในสำนักเขากว่างเฉิง เยี่ยนจ้าวเกอกลับถึงที่พำนักของตน อาหู่ที่ตามอยู่ข้างกายหน้าบานเป็นกระด้ง ดีอกดีใจไปกับเยี่ยนตี๋ไม่หยุดยั้ง

“อาหู่ จริงสิ ของที่ข้าให้ไปหาก่อนหน้า เป็นอย่างไรบ้างแล้ว?” เยี่ยนจ้าวเกอลูบคางตนเอง ใคร่ครวญไปพลาง เอ่ยถามไปพลาง

อาหู่ตื่นตัวได้สติ กล่าวตอบว่า “คุณชาย หาได้ครบแล้วขอรับ ข้าจะไปหยิบมาให้ท่านเดี๋ยวนี้”

ครั้นกล่าวจบ เขาหยิบสิ่งของหลายชิ้นออกมา นอกจากคันธนูยาวคันหนึ่งแล้ว ยังมีวัตถุดิบอีกไม่น้อย
บทที่ 264
หลังกลับมาจากเกาะทราย เยี่ยนจ้าวเกอก็ให้อาหู่หาของบางสิ่ง

บัดนี้กำลังคนและทรัพยากรที่เยี่ยนจ้าวเกอสามารถโยกย้ายได้ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ทรัพยากรของตระกูลเยี่ยน เพราะขาสามารถหมุนเวียนใช้ได้ทั่วทั้งสำนักเขากว่างเฉิงจำนานมากตั้งนานแล้ว

เยี่ยนจ้าวเกอกระทำการในตอนนี้ ก็นับว่าอยู่ในที่แจ้งแล้วเช่นกัน มีผู้คนไม่น้อยจับตามองดูอยู่

มิเอ่ยถึงเรื่องใหญ่ๆ แต่ละเรื่องที่ทำตอนก่อนหน้านี้ เยี่ยนจ้าวเกอในฐานะเพียงแค่ปรมาจารย์ และในฐานะศิษย์อ่อนอาวุโส สามารถหมุนเวียนใช้ทรัพยากรปริมาณอย่างมากทั่วทั้งสำนักเขากว่างเฉิงได้โดยอิสระ ขอบเขตอำนาจเช่นนี้ไม่อาจไม่ให้ความสนใจ ดูว่าในที่สุดเขาจะสามารถกระทำการเช่นไรออกมาได้

ถึงอย่างไรทอดสายตาไปทั่วหล้า จะมีคนวัยเยาว์ที่มีอำนาจเช่นนี้อีกสักกี่คน?

นับวันคนนอกยิ่งมองข้ามอายุและลำดับอาวุโสของเยี่ยนจ้าวเกอขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีสาเหตุ ผลงานแต่ละอย่างและอำนาจที่มีของเขา ไม่มีคนอายุและลำดับอาวุโสเดียวกันจะทัดเทียบได้แล้ว

ผู้คนมากมายกำลังจ้องมองทุกการเคลื่อนไหวของตน พยายามจะวิเคราะห์ เยี่ยนจ้าวเกอรู้อยู่แก่ใจดี ฉะนั้นสิ่งของที่สั่งให้อาหู่หา หลากหลายประเภทมีจำนวนมากยิ่งกว่าสิ่งของที่ตนต้องการจริง เกินกว่าสิบเท่า ก็เพื่อจะอำพรางและสับขาหลอก

สิ่งของหลายชิ้นที่อาหู่ส่งให้ในมือ ถึงจะเป็นสิ่งที่ตนต้องการแท้จริง

สิ่งของอื่นๆ ก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์เสมอไป เพียงแต่ไม่ได้ต้องการเร่งด่วนแต่อย่างใด เตรียมสำรองไว้ใช้ชั่วคราวก็เท่านั้น

เยี่ยนจ้าวเกอถือคันธนูยาวคันนั้นในมือ กลัดสายธนูเบาๆ แล้วดึงออก รู้สึกได้ถึงพลังงานและปราณวิญญาณที่อุดมอยู่ในนั้น

ทว่าคิดอยากจะขับเคลื่อนของวิเศษนี้ได้คล่องมือ บัดนี้เขายังมีพลังความสามารถไม่พอ ยากจะปลดปล่อยพลังภายในออกมา

เป็นเพราะว่านี่คืออาวุธวิญญาณระดับกลางชิ้นหนึ่ง

อยากจะขับเคลื่อนพลังของอาวุธวิญญาณระดับกลางให้ได้ทั้งหมด จำเป็นต้องอยู่ในระดับมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณเสียก่อนจึงจะใช้ได้ ระดับมหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิต สามารถขับเคลื่อนพลังในนั้นได้บางส่วน ส่วนระดับปรมาจารย์นั้นยังทำไม่ได้

นิ้วมือเยี่ยนจ้าวเกอสั่นสะเทือนขณะรั้งสายธนูไว้ เขาไตร่ตรองพลางเอ่ยถาม “หาธนูวิเศษที่เป็นอาวุธวิญญาณระดับสูงไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”

อาหู่เกาศีรษะแกรก “คุณชาย เท่าที่ทราบตอนนี้ ธนูวิเศษที่เป็นอาวุธวิญญาณระดับสูง มีเพียงธนูยิงตะวันของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ กับธนูนภาอลหม่านของตำหนักอัสนีสวรรค์เท่านั้น ถึงแม้ว่าเมืองทะเลมรกต หอคลื่นโหม และสำนักเขาไร้พรมแดนจะมี พวกเราก็สามารถหาวิธียืมสักหน่อยก็ได้เช่นกัน ”

“ยิงตะวันกับนภาอลหม่านล่ะก็ คิดวิธีไม่ออกจริงๆ หากจะแย่งหรือขโมยมา พลังฝึกปรือของข้าในตอนนี้ยังต่ำไปนัก”

ชายนร่างใหญ่มองดูคันธนูยาวในมือเยี่ยนจ้าวเกอ “คันธนูที่ดีที่สุดที่หามาได้บนแผ่นดินนภาพิภพ ก็อาชาฟ้านี้แล้ว”

“เรื่องนี้ข้าเองก็รู้” เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า “อันที่จริงอาวุธวิญญาณระดับกลางก็พอให้ใช้แล้ว เพียงแต่ธนูยิ่งดี ความมั่นใจก็ยิ่งสูงก็เท่านั้นเอง”

แม้ว่าจะหมดหนทางขับเคลื่อนธนูอาชาฟ้าคันนี้ชั่วคราว กระนั้นเยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่กระวนกระวายเช่นกัน เขาวางธนูยาวไว้ข้างเคียง เริ่มสำรวจของชิ้นอื่น

หลังเยี่ยนจ้าวเกอตรวจดูของแต่ละชิ้นทั้งหมดรอบหนึ่งแล้ว เขาก็ผงกศีรษะพึงพอใจ “ดีมาก เพราะเขากว่างเฉิงเป็นสำนักใหญ่โต ทั้งยังกิจการใหญ่โต จึงสามารถเตรียมของทั้งหมดได้ในเวลาอันสั้นเช่นนี้ หากพึ่งเพียงการสะสมของตระกูลเยี่ยน เกรงว่าคงยากจะทำได้ไว้ปานนี้”

ชายหนุ่มนำเตาผลึกหินชั้นในของตนออกมาอีกครั้ง ภายในเตาหลอมส่งเสียงทุ้มต่ำมั่งคงออกมา แจ่มแจ้งว่ายังคงอยู่ระหว่างการโคจร

เขาเคาะเตาผลึกหินชั้นในเบาๆ เพื่อเปิดฝาเตาออก พลันมีธารแสงเปี่ยมล้นสีสันทะลักออกมา

จากนั้นเยี่ยนจ้าวเกอก็ยิ้มน้อยๆ แล้วตบฐานเตาครั้งหนึ่ง แสงสีม่วงสายหนึ่งพุ่งออกมาจากด้านในฉับพลัน หล่นลงตกหน้าชายหนึ่ง กลับกลายเป็นกิ่งไผ่สีเขียวแก่ท่อนหนึ่ง

กระบี่เผาไหม้ กระบี่ผนึกหมอก และกระบี่อัสนีทองคำม่วง อาวุธวิญญาณระดับล่างทั้งสามชิ้นที่โยนใส่เตาผลึกหินชั้นในพร้อมกับกิ่งไผ่นี้ก่อนหน้า ขณะนี้หายไปไม่เหลือร่องรอยนานแล้ว

หากแต่กิ่งไผ่กิ่งนั้น กลับดูเหมือนจะเติบโตขึ้นไม่น้อย กิ่งไผ่ปล้องเดียวแต่เดิม เปลี่ยนเป็นสองปล้องแล้วในตอนนี้

เยี่ยนจ้าวเกอเหยียดมือออกไปคว้ากิ่งไผ่ เก็บมันขึ้นก่อน แล้วจึงใช้ปราณจิตราดึงของวิเศษจำนวนมากที่ตรวจสอบไปแล้วก่อนหน้า หย่อนลงไปในเตาหลอมพร้อมกัน

ต่อจากนั้นชายหนุ่มปิดฝาเตาลง สองมือตบเข้าด้านข้างเตาผลึกหินชั้นในพร้อมกัน

พื้นผิวเตาหลอมส่องแสงมากมายหลากสี โคจรขึ้นมาอีกครั้งเสียงดังอึกทึก

ประกายตาเยี่ยนจ้าวเกอสงบนิ่ง เพ่งมองเตาผลึกหินชั้นในเงียบเชียบ สองมือตบอยู่ที่เตาหลอมอย่างมีจังหวะด้วยเสียงสัมผัสอันแปลกประหลาดแบบหนึ่ง ส่งผลให้การโคจรของเตาวิเศษนี้อยู่ในการควบคุมของตน ขยับตามใจนึกคิดของตนตลอดเวลา

กาลเวลาเคลื่อนผ่านเชื่องช้า แม้โลกภายนอกจะคลื่นลมพลุกพล่าน หรือจะเงียบงันดังคลื่นใต้นำ เยี่ยนจ้าวเกอก็คอยท่าอยู่ในโลกของตนตลอดเวลา จัดการเตาผลึกหินชั้นในหลอมสิ่งของที่ต้องการเงียบๆ

นับตั้งแต่เยี่ยนตี๋รับภาระหน้าที่เจ้าสำนักชั่วคราวก็ผ่านมาหลายวันพอสมควรแล้ว สำนักเขากว่างเฉิงผ่านไปอย่างมั่นคง หลังจากทั้งหมดทั้งมวลมั่นคงอยู่ในลู่ทางที่ควรจะเป็น เจ้าสำนักรุ่นก่อนหยวนเจิ้งเฟิงจึงตัดสินใจเริ่มเข้าฌานอย่างเป็นทางการในที่สุด

วันที่หยวนเจิ้งเฟิงเข้าฌาน เรื่องที่เยี่ยนจ้าวเกอติดพัน ในที่สุดก็มาถึงช่วงสุดท้ายเช่นกัน

เตาผลึกหินชั้นในหยุดโคจรลงชั่วคราว เยี่ยนจ้าวเกอเปิดฝาเตาออก มือดึงขึ้น เงาดำสามสายก็พุ่งออกมา

เงาดำทั้งสามหล่นลงในมือเยี่ยนจ้าวเกอพร้อมกัน กลับเป็นลูกศรสีดำสนิทสามดอก ทอแสงสีทองระยิบระยับจางๆ นี้ ทุกดอกมีความยาวราวสามฉื่อ

เยี่ยนจ้าวเกอวางลูกธนูไว้เบื้องหน้าแล้วสังเกตอย่างละเอียด ก่อนจะเห็นว่าปลายแหลมของหัวลูกธนูกำลังเปล่งแสงวามวับตลอดเวลา ดูเหมือนหาได้แหลมคมไม่ กลับจะลวงตาไปตามแสงวับวาบด้วยซ้ำไป

หัวลูกธนูของคันศรสีดำสนิทสามดอก คล้ายกับอยู่ระหว่างของจริงกับเงาลวง เปลี่ยนกลับไปกลับมาไม่หยุดอย่างไรอย่างนั้น

ชายหนุ่มหรี่ตาลง หลังสังเกตพักใหญ่ ผงกศีรษะพอใจ “สำเร็จขั้นแรก แต่ยังต้องรอคอยขัดเกลา”

อาหู่ยื่นศีรษะเข้าใกล้จากด้านข้าง เอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ “คุณชาย นี่คืออะไร?”

“คันศรทำลายมาร” เยี่ยนจ้าวเกอโพล่งตอบ

ชายร่างใหญ่เกาศีรษะใหญ่แกรกๆ “ของที่ใช้รับมือกับมหาค่ายกลแดนมารโดยเฉพาะ?”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มน้อยๆ ไม่ได้ตอบกลับ ปิดเตาผลึกหินชั้นในลง เก็บลงในกระเป๋าย่อส่วนพร้อมกับลูกธนูก่อน แล้วจึงกล่าวถาม “ท่านอาจารย์ปู่เข้าฌานวันนี้?”

สีหน้าท่าทางอาหู่เคร่งขรึมหลายส่วน “ขอรับ คุณชาย”

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า สืบเท้านำหน้าออกไป อาหู่ตามหลังเขาไป ทั้งสองไปถึงหลังเขาด้วยกัน

ที่เรียกว่าหลังเขาของสำนักเขากว่างเฉิง โดยทั่วไปแล้วหมายถึงทั้งสามเขาคือ ยอดเขาอรรณพ ยอดเขามหาคุณ และยอดเขาลมอาคเนย์

ทั่วทั้งสำนักเขากว่างเฉิงมียอดเขาแปดลูกกอปรขึ้น ปลายยอดเขาทั้งหมดล้วนเรียบและเกลี้ยงเกลาดุจกระจก เนื้อที่กว้างไพศาล ทั้งปวงไม่ได้ขึ้นเกิดตามธรรมชาติ หากแต่ตอนนั้นถูกยอดฝีมือในสำนักตัดปลายยอดเขาแต่เดิมไป เบิกทางออกมา

ยอดเขาใหญ่ทั้งแปดเริ่มต้นจากพื้นปฐพี จรดหยุดอยู่ที่ท้องนภา ยอดเขานภากาศที่สูงที่สุด ก็คือยอดเขาหลักของสำนักเขากว่างเฉิง

ซึ่งสามเขาด้านหลัง ยอดเขาลมอาคเนย์เข้าออกได้อิสระ ศิษย์กว่างเฉิงจำนวนมากต่างก็ทำกิจกรรมที่นั่น

ยอดเขาอรรณพกับยอดเขามหาคุณกลับเป็นพื้นที่หวงห้าม ใต้ยอดเขาแรกก็คือสถานที่ที่หุบเขาผนึกเวหา อันเป็นพื้นที่ร้ายแรงอันดับหนึ่งของสำนักเขากว่างเฉิง ส่วนยอดเขาถัดมาคือเขตแดนที่ยอดฝีมือระดับสุดยอดที่สุดของสำนักใช้เข้าฌาน

บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งสำนัก ชิวหยวน เฒ่าเบิกฟ้าเดิมเคยเข้าฌานที่นี่ จ่านตงเก๋อ ผู้สะเทือนสวรรค์ผู้ไร้เทียมทานในแปดพิภพก็เข้าฌานที่นี่ จ่านซีโหลว ผู้สะเทือนสวรรค์ที่นำพาเขากว่างเฉิงตรากตรำผ่านคืนวันที่มืดมิดที่สุดเองก็เคยเข้าฌานที่นี่เช่นกัน

บัดนี้ ก็หมุนเวียนมาถึงคราวของหยวนเจิ้งเฟิง

ชายชรามองทางฝูงชนตรงหน้า อมยิ้มเอ่ย “ข้าไปคราวนี้ ดีหรือร้ายยากคาดเดา ช้านานก็ยังไม่รู้ได้ เขากว่างเฉิงก็ส่งต่อให้พวกเจ้าแล้ว”

เยี่ยนตี๋และคนอื่นๆ กล่าว “ข้าจะรอคอยและพยายามให้ถึงที่สุด”

เยี่ยนจ้าวเกอยืนอยู่หลังสุดของกลุ่มคน คำนับให้แก่หยวนเจิ้งเฟิงจากที่ไกลๆ เช่นกัน มองส่งอาจารย์ปู่ของตนเข้าสู่เขตแดนเข้าฌานไป

ครั้นแหงนหน้าขึ้นมองดูท้องฟ้า วันนี้อากาศกลับแจ่มใสปลอดโปร่งนัก
บทที่ 265
หลังจากมองส่งหยวนเจิ้งเฟิงเข้าฌานแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็ปลีกตัวออกจากยอดเขามหาคุณ กลับที่พำนักของตนทันที

ระหว่างทาง เขาเห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น ราวกับกำลังตั้งใจรอเขาโดยเฉพาะ

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวทักทาย “ศิษย์พี่สวี ในที่สุดท่านก็กลับสำนักแล้วหรือ? ทางเมืองซู่โจวรับช่วงต่อได้ดีแล้วกระมัง?”

เรือนร่างสูงใหญ่แข็งแรง รูปลักษณ์ตัวตรงสง่าผ่าเผยผู้นั้น ก็คือสวีเฟยนั่นเอง

“ท่านพี่เฟย!” อาหู่พบหน้าก็เอ่ยทักทายเช่นกัน

สวีเฟยพยักหน้า “จ้าวเกอ หู่ถิง”

เยี่ยนจ้าวเกอพาสวีเฟยมายังที่พำนักของตน หลังแต่ละฝ่ายนั่งลงแล้ว สวีเฟยก็เอ่ยถามตรงไปตรงมาโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง “จ้าวเกอ แม้ว่าตอนนี้เจ้าจะยังอยู่ในระดับปรมาจารย์ แต่ทำลายสองค่ายกลมารต่อเนื่อง ทั้งยังเคยพูดคุยกับผู้ที่กลายเป็นมารมากมาย”

“ทั่วทั้งสำนักตอนนี้ ข้ารู้สึกว่าเจ้าน่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เข้าใจต่อมารนพยมโลก แดนมาร ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต และผู้กลายเป็นมารมากที่สุดแล้ว”

“ข้ามาเยือนคราวนี้ มีเรื่องหนึ่งจะขอคำชี้แนะ”

ครั้นเยี่ยนจ้าวเกอได้ยินดังนั้น เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงค่อยเอ่ย “ศิษย์พี่สวีต้องการจะถามว่า ผู้กลายเป็นมารมีความเป็นได้ที่จะกลับกลายเป็นร่างมนุษย์ได้หรือไม่กระมัง?”

สวีเฟยผงกศีรษะเชื่องช้า “บางทีอาจจะหวังเกินตัวไป แต่ถ้ามีความหวังจริง และคนผู้นั้นคือศิษย์พี่สือจริงแท้ ข้าก็อยากลองดูสักหน่อย”

เยี่ยนจ้าวเกอเองก็ไม่ได้แกล้งโง่กับสวีเฟย “ศิษย์พี่สวี พูดตามตรง ข้าเองก็หวังว่าศิษย์พี่สือซงเทาจะสามารถกลับตัวกลับใจได้ หากแต่น่าเสียดาย เท่าที่ข้ารู้ตอนนี้ ผู้คนที่สัมผัสกับไอมารทั้งภายในและภายนอกโดยสมบูรณ์ หลังความคิดในใจปรากฏกลายเป็นจริง ตกเป็นมารโดยสมบูรณ์แล้ว ไม่มีหนทางฟื้นคืนกลับมาเป็นคนอีกครั้ง”

“ข้าก็หาได้รอบรู้ไปเสียทุกสิ่งไม่ ไม่กล้าพูดว่าไม่มีวิธีทางแน่ ทว่าแค่เท่าที่ข้ารู้ล่ะก็ ข้าไม่มีหนทางแล้ว”

ความสัมพันธ์ทั้งสองสนิทชิดเชื้อ สวีเฟยเป็นคนที่ตรงไปตรงมาคนหนึ่ง จิตใจแน่วแน่ศรัทธาอีกทั้งยังเด็ดเดี่ยวพอ ดังนั้นเยี่ยนจ้าวเกอจึงไม่กลัวที่พูดกับเขาตรงไปตรงมากระจ่างชัด

ดังคาด สวีเฟยได้ฟังแล้วก็ทอดถอนใจเบาๆ ครั้งหนึ่ง “ข้าเพียงแค่คว้าความหวังอันริบหรี่ไว้ เพียงแต่หากจ้าวเกอก็ไร้วิธีเช่นกัน กระนั้นเกรงว่าพูดยากจริงๆ แล้ว”

“ผู้กลายเป็นมารทั่วไป ผู้ที่ตัดสินใจท้ายที่สุด ก็คือตนเองเสมอ” เยี่ยนจ้าวเกอเอื้อนเอ่ยเสียงเบา

“หลังจากกลายเป็นมาร คนไม่ใช่คนอีกต่อไป หากแต่เป็นมารร้ายนพยมโลก เป็นการดำรงอยู่อีกจำพวกหนึ่งในโลกหล้านี้ หรืออาจกล่าวได้เช่นกันว่าเป็นชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง”

“ถึงแม้ว่าผู้กลายเป็นมารล้วนมีความทรงจำครั้นยังเป็นมนุษย์ไว้ แต่พวกมารร้ายฆ่าคน เหมือนเช่นพวกเราฆ่าวัวแกะเป็ดไก่อย่างไรอย่างนั้น พวกเขา แท้จริงแล้วรู้สึกว่าความทรงจำครั้นเป็นมนุษย์โดยส่วนมาก ก็เหมือนความทรงจำชาติที่แล้วที่เหลือไว้หลังจากกลับชาติมาเกิด”

ชายหนุ่มส่ายศีรษะ “ถ้าหากสามารถทำได้ พวกเราต่างวาดหวังว่าศิษย์พี่สือจะสามารถกลับใจได้ แต่ตัวเขาเองจะยินยอมหรือไม่เล่า?”

“แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงการสมมติ ล้วนเริ่มเกิดขึ้นจากที่ข้าเคยพูดไว้ว่าผู้ปกปิดใบหน้าที่จู่โจมแทงสังหารข้าผู้นั้นเป็นศิษย์พี่สือ”

หลังจากได้ฟังปัญหาของเยี่ยนจ้าวเกอ สวีเฟยก็ปลดถุงสุราบริเวณเอวเงียบๆ หลังจากเปิดจุกออกแล้ว เขากลับไม่ได้ดื่มเต็มที่เหมือนเช่นก่อนหน้า ทว่าดื่มอึกเชื่องช้า

เขากล่าวอย่างช้าๆ “ที่เจ้ากล่าวมา ข้าเข้าใจดี”

หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอนิ่งเงียบไม่พูดจาครู่หนึ่ง จึงปริปากกล่าวถาม “พวกเราไม่รู้ว่า ในมือศิษย์พี่สือตอนนี้มีชีวิตคนอยู่หรือไม่”

“ต่อให้คนที่เขาสังหารจะไม่ใช่ศิษย์ร่วมสำนักของพวกเรา แต่ท่านและข้าต่างก็รู้ สังหารผู้คนในฐานะมนุษย์ กับสังหารคนในฐานะมารนพยมโลก เป็นสองเรื่องที่ลักษณะต่างกันโดยสิ้นเชิง”

ชายหนุ่มมองทางสวีเฟย “ประมือกันหลายครั้งมานี้ พวกเรารู้สึกได้ว่า นักฆ่าผู้นั้น แม้จะไม่ใช้วิชายุทธ์ที่ตนเองเชี่ยวชาญจริงๆ แต่เจตจำนงสังหารล้วนเยือกเย็นถึงที่สุด เขาต้องการส่งพวกเราไปตายอย่างแท้จริง”

“แม้ว่าจะไม่มีวิธีทางฟื้นคืนผู้กลายเป็นมารกลับสู่ร่างมนุษย์ได้ ณ ตอนนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่สามารถจับเป็นเขามาคุมขังไว้ก่อนได้ แล้วค่อยๆ หาวิธีการ”

“กระนั้นข้าและท่านต่างก็รู้ว่าความยากในการสังหารคู่ต่อสู้คนหนึ่ง กับความยากในการจับเป็นคู่ต่อสู้คนหนึ่งนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นคู่ต่อสู้ที่ไม่แน่ว่าจะอ่อนด้อยกว่าตนคนหนึ่ง”

“พลังความสามารถที่ใกล้เคียงระหว่างทั้งสองประมือต่อสู้สังหาร แพ้หรือชนะเป็นหรือตายก็อยู่ในเวลาชั่วพริบตาเสมอ”

สวีเฟยได้ยินแล้วก็ไร้คำพูด ทว่าจากนั้นเขาก็ผงกศีรษะเช่นกัน

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยต่อไปว่า “ข้ามีเสาหินที่ได้มาจากมหาทะเลทรายแดนตะวันสามารถระงับคู่ต่อสู้ได้ หากตัวต่อตัวก็มีความมั่นใจอยู่ แต่ศิษย์พี่สวีท่านเล่า? สามารถจับเป็นเขาได้นั้นดีที่สุดแน่นอน แต่ท่านเตรียมตัวดีแล้วหรือไม่ ที่จะต้องฝ่าอันตรายที่จะถูกเขาสังหาร และก็ยังคงต้องรักษาชีวิตเขาไว้เช่นกัน?”

เขาไม่เห็นความไหววูบในแววตาสวีเฟยแม้แต่น้อย อีกฝ่ายเพียงกล่าวนิ่งๆ ว่า “ไม่เลว ถ้าหากคนผู้นี้เป็นศิษย์พี่สือจริงแท้ ข้าก็คิดเช่นนี้”

“ถ้าหากเขาก่อกรรมทำชั่วมากมายจริงๆ แล้ว ข้าก็จะไม่กระทำไม่ชอบเพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์”

“แต่ก่อนหน้านั้น ข้าต้องลองพยายามดูสักตั้ง” สวีเฟยผุดลุกขึ้น เอ่ย “ข้ากำพร้าบิดามารดา มีท่านอาจารย์อบรมเลี้ยงดูตั้งแต่อ้อนแต่ออก เติบใหญ่มาพร้อมกับพี่เทา แม้จะให้ข้าเสี่ยงภัย ข้าก็ไม่สน”

เยี่ยนจ้าวเกอทอดถอนใจครั้งหนึ่ง ลุกขึ้นเช่นเดียวกัน “ตอนนี้ยังไม่อาจยืนยันตัวตนของผู้ปกปิดใบหน้าผู้นั้นได้ ถ้าพบประสบอีก ทางที่ดีท่านก็อย่างเพิ่งมองว่าเขาเป็นศิษย์พี่สือ หาไม่แล้วจะอันตรายอย่างยิ่ง”

“เขาไม่ใช้วิชาวรยุทธ์ที่แต่ไรตนเองตรากตรำฝึกฝนมา ใช้เพียงวิชาอับแสงสังหาร ทำเป็นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของท่าน แต่ถ้าหากท่านปราณีในทุกๆ ด้านล่ะก็ เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะเป็นท่านที่พ่ายแพ้ วิชาอับแสงสังหารนี้มีพลังปะทุแก่กล้า อีกทั้งเชี่ยวชาญในการสังหารคนโดยเฉพาะ”

สวีเฟยพยักหน้า “วางใจได้ เรื่องที่เล็กน้อยที่สุดข้าก็จะระวังไว้ หากว่ามีคนคิดจะปลอมเป็นศิษย์พี่สือพยายามมาคิดบัญชีข้า ข้าจะรับมือมันอย่างดี”

“ท่านคิดเช่นนี้ นั่นดีที่สุดแน่นอนอยู่แล้ว” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว

หลังจาดเยี่ยนจ้าวเกอส่งสวีเฟยออกไป เขาก็เงยหน้าขึ้นมองแสงอาทิตย์ที่สาดส่องผ่านใบไม้ป่าเขาลงมา รำพึงรำพันว่า “ท่านอาจารย์ปู่เข้าฌานคราวนี้ ท่ามกลางโลกภายนอกเงียบเชียบ คลื่นใต้น้ำกำลังก่อตัว สำนักผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ไปได้ สถานการณ์ก็จะดีขึ้น”

“หากแต่ ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ หาได้ข้ามผ่านง่ายๆ ไม่”

สวีเฟยเองก็หยุดฝีเท้า ยืนเคียงไหล่เยี่ยนจ้าวเกอ แหงนหน้าขึ้นหรี่ตาสังเกตแสงอาทิตย์เป็นลายพร้อยเช่นเดียวกัน “ถึงแม้ว่าท่านอาจารย์ปู่จะคว้าโอกาสได้สำเร็จ ในระหว่างความเป็นไปได้ทั้งสอง หากพลาดพลั้ง ยังมีความอันตรายพร้อมหล่นลงมา แต่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับตำหนักอัสนีสวรรค์จะไม่คอยผลอย่างสันติแน่”

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากหวงกวงเลี่ยแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ออกฌานอย่างสมบูรณ์ด้วยบุญบารมี สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะต้องย่างกรายสู่นภาพิภพ โผตรงสู่สำนักเราเป็นแน่ ”

“ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตเองก็เป็นไปได้อย่างมากที่จะหวนกลับมาอีก ไม่พูดถึงคนอื่น อย่างน้อยพวกเขายังมียอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณระยะท้ายเฉกเช่น ซือหม่าฉุย ‘ราชันมังกร’ ท่านหนึ่งอีก”

“อีกทั้ง…” สวีเฟยมุ่นคิ้ว ตำแหน่งฐานะของเขา ไม่ใช่ศิษย์รุ่นอาวุโสเดียวกันทั่วไปจะทัดเทียมได้เช่นเดียวกัน

บางทีขอบเขตอำนาจที่จะรวบรวมกำลังคนอาจสู้เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้ กระนั้นก็สามารถรับรู้ถึงข่าวสารที่จอมยุทธ์รุ่นเดียวกันทั่วไปมากมายไม่ล่วงรู้เช่นกัน

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวต่อจากคำพูดของเขาโดยพลัน “ยังมีคนคนหนึ่งที่จำต้องป้องกัน”

ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสองสบตากันวูบหนึ่ง พูดเป็นเสียงเดียวกัน “จอมมารหยวนเทียน!”

หนึ่งในจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งโลกแปดพิภพสมัยปัจจุบันทั้งหกท่าน ดำรงอยู่ท่ามกลางจอมยุทธ์ระดับสุดยอดลำพัง จอมมารหยวนเทียน กลับอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตกับนพยมโลกเสียอย่างนั้น

การเปลี่ยนแปลงที่ทะเลสาบปิดนภาน่าประหมั่นพรั่นพรึง หลังจากขัดขวางมาตรสุริยันวัดสวรรค์เข้าหนุนทะเลสาบปิดนภา หยวนเทียนก็ไร้ร่องรอยอีก ทว่าผู้ใดก็ไม่กล้าทำเหมือนเรื่องนี้เป็นเรื่องบังเอิญเช่นกัน

พลังทำลายล้างของครผู้นี้ ห่างไกลจากพวกซือหม่าฉุยจะทัดเทียมได้อักโข

หรือควรกล่าวว่า จนกระทั่งปัจจุบัน มัดจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตที่รู้ไว้ด้วยกัน ล้วนจะไม่พอให้ท่านนี้ต่อยด้วยมือเดียวด้วยซ้ำ