26-30

บทที่ 26
เหยียนซวี่จ้องมองเยี่ยนจ้าวเกอ ฝ่ายหลังยิ้มจางๆ รอด้วยความสงบ ไม่ได้เอ่ยกล่าวอะไรอีก

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญามองพวกเขาทั้งสองคนแล้วถอนหายใจครั้งหนึ่ง “เคล็ดลับนี้ ข้าก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน ในคัมภีร์ต่างๆ ของสำนักก็ไม่ได้มีการบันทึกเอาไว้”

“ศิษย์หลานเยี่ยนเจ้าอาจเป็นผู้ค้นพบคนแรก ก่อนอื่นไม่ว่าอย่างไรเรื่องนี้ก็ต้องบันทึกลงเป็นความดีความชอบของเจ้า”

“ส่วนผู้อาวุโสปฏิบัติกิจแห่งหุบเขาวายุวิญญาณจะมีส่วนรู้เห็นหรือไม่นั้น ต้องรอเรียกเขามาพบและซักถามผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก่อน จึงจะตัดสินใจได้”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มแล้วพูดว่า “ความลับของแก่นสารหยก เบื้องต้นควรจะควบคุมให้รู้ในขอบเขตที่แน่นอน เพราะไม่ว่าอย่างไรวิธีการที่จะได้สารมาก็ง่ายมาก”

“นอกจากหุบเขาวายุวิญญาณแล้ว โลกก็ยังใหญ่นัก ยังมีสถานที่อื่นๆ ที่ผลิตศิลาลายเมฆอยู่ ของสิ่งนี้ยังเทียบไม่ได้กับแก่นสารหยก”

“ทางสำนักเองก็ต้องการแก่นสารหยกเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไรสิ่งที่มีน้อยย่อมมีค่ามากกว่า หากต้องการจะผูกขาดก็ควรจะปกปิดข้อมูลไว้ให้ดี”

“เพื่อไม่ให้เป็นเป้าสังเกต การขุดหาก็ควรจะต้องค่อยเป็นค่อยไป ข้าเชื่อว่าผู้อาวุโสทางสำนักจะต้องมีการพิจารณารอบด้าน เรื่องนี้ก็คุยกันเท่านี้ก่อนเถอะขอรับ”

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญากล่าวว่า “เรื่องนี้แน่นอนอยู่แล้ว”

เขามองเหยียนซวี่แวบหนึ่ง แล้วพูดอย่างช้าๆ ว่า “เรื่องนี้มีความเกี่ยวพันกับหลายฝ่ายทีเดียว ไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาของอาณาจักรถังตะวันออกเท่านั้นแล้ว อีกทั้งไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในขอบเขตอำนาจของเกาะนภาตะวันออกแล้วด้วย จำเป็นต้องให้ทางสำนักเป็นฝ่ายตัดสิน”

เหยียนซวี่มีสีหน้านิ่งชา พลางผงกศีรษะ “ข้าเห็นด้วย”

เยี่ยนจ้าวเกอพูดต่อว่า “เพียงแต่ว่า ความสำคัญของหุบเขาวายุวิญญาณ ณ ตอนนี้ไม่ใช่สิ่งที่อดีตจะเทียบเคียงได้อีกต่อไป ก่อนที่จะได้รับคำสั่งอย่างเป็นทางการจากทางสำนัก ก็ยังคงต้องรักษาความมั่นคงเอาไว้ ผู้อาวุโสปฏิบัติกิจที่กำลังรอการสอบสวนคนหนึ่งยังประจำการณ์อยู่ที่นั่นเช่นเดิม เช่นนี้เหมาะสมแล้วหรือขอรับ”

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญานิ่งเงียบไปเล็กน้อย ดวงตาเหยียนซวี่หรี่ลงเป็นเส้นตรง ในแววตาแผ่รังสีเย็นยะเยือกออกมา

“เยี่ยนจ้าวเกอ นี่ใช่เรื่องที่เจ้าสามารถสอดมือได้หรือ?”

“เจ้าสร้างผลงานเรื่องศิลาลายเมฆไว้ก็จริง ทว่าการแต่งตั้งหรือปลดตำแหน่งผู้อาวุโสปฏิบัติกิจ และการกำหนดคนที่จะมาประจำการใช่สิ่งที่เจ้าจะมีส่วนร่วมได้หรือ?”

“อย่าได้ใจจนลำพองตัว!”

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยอย่างเฉยเมยว่า “เหวินหนิงจือเป็นคนสนิทของท่านผู้อาวุโสเหยียน ท่านก็ต้องรู้จักเขาดีมากกว่าข้าแน่อยู่แล้ว”

ความเยือกเย็นภายในดวงตาของเหยียนซวี่ยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก เขาจะไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของเยี่ยนจ้าวเกอได้อย่างไร

คนสนิทของท่านอาจคบค้ากับศัตรู เช่นนั้นแล้วท่านเล่า?

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญามองเยี่ยนจ้าวเกอพลางถอนหายใจเบาๆ

แสดงนิสัยไม่ยอมเสียเปรียบ และใช้อำนาจบาตรใหญ่ต่อหน้าผู้อาวุโสปฎิบัติกิจก็ช่างเถอะ ทว่าเขายังกล้าดื้อด้านต่อหน้าผู้อาวุโสคุมการณ์อีกด้วย กระนั้นครั้งนี้เขาก็ไม่มีหลักฐานอยู่จริงๆ เพียงแค่เดินทางมาซักถามเยี่ยนจ้าวเกอตามความสงสัยเท่านั้น แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่ยืนยันได้ว่าเหวินหนิงจือรู้ความลับเรื่องศิลาลายเมฆ ถึงกระนั้นจะไม่ตรวจสอบได้อย่างไร

เขาเองรู้อยู่แล้วว่าเยี่ยนจ้าวเกอกำลังโจมตีกลับ แต่ใครจะรับประกันได้ว่าเหวินหนิงจือจะไม่มีส่วนรู้เห็นจริงๆ

ถึงแม้จะบอกว่าผู้ที่ไม่รู้ย่อมไม่ผิด แต่เพียงแค่นึกถึงทุกๆ ปีที่ผ่านมา มีการส่งออกศิลาลายเมฆจำนวนมากมายมหาศาล ผู้อาวุโสฝ่ายอาญาก็รู้สึกปวดใจไม่น้อย

ส่วนเรื่องที่เหวินหนิงจือกล่าวฟ้องเยี่ยนจ้าวเกอนั้น กลายเป็นสาเหตุการต่อสู้กันของแต่ละฝ่าย และมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นความแค้นส่วนตัวที่เกิดขึ้นจากเรื่องของผู้อาวุโสชุยมากกว่า

ราชาแห่งอาณาจักรถังตะวันออกก็พูดขึ้นอย่างช้าๆ ว่า “แม้ว่าหุบเขาวายุวิญญาณจะตั้งอยู่ในเขตของถังตะวันออก แต่ก็เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเขากว่างเฉิง คงไม่เหมาะที่ข้าจะพูดอะไรมากนัก เพียงแต่ว่าการขุดหาแก่นสารหยกในภายภาคหน้า ก็ขอให้เหลือเผื่อถังตะวันออกของข้าด้วย ส่วนราคา แน่นอนว่าจะไม่ทำให้เขากว่างเฉิงขาดทุนเป็นแน่ ทุกอย่างยึดตามกฎกติกา”

“ช่วงสองปีมานี้การผลิตแก่นสารหยกของภูผาพิภพและวายุพิภพค่อนข้างขาดแคลนและแร้นแค้นเป็นอย่างยิ่ง ถังตะวันออกของข้าเองก็มีความต้องการอย่างเร่งด่วน ต้องรบกวนเขากว่างเฉิงให้การสนับสนุนด้วย”

แม้ว่าจะไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ แต่ถึงอย่างไรหุบเขาวายุวิญญาณก็ตั้งอยู่บนแผ่นดินของอาณาจักรถังตะวันออก ราชาแห่งอาณาจักรไม่ต้องพูดชัดเจน ก็ทำให้คนอื่นๆ รู้สึกได้ถึงความไม่พอใจที่มีต่อเหวินหนิงจือแล้ว

เหยียนซวี่หลับตาลง หายใจเข้าลึกๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนที่สีหน้าจะกลับมาราบเรียบดังเดิม

เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาสงบนิ่งขึ้นแล้ว จึงหันไปมองสวีชวนที่อยู่อีกด้านหนึ่ง “แม้ข้าจะเชื่อว่าหนิงจือไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ แต่ในเมื่อตอนนี้เขาต้องได้รับการสอบสวน ขณะเดียวกันหุบเขาวายุวิญญาณก็ต้องการการฟื้นฟูโดยเร็ว เช่นนั้นเขาก็ไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งผู้อาวุโสปฏิบัติกิจในพื้นที่นั้นอีกต่อไป”

“การจะย้ายคนจากพื้นที่อื่นมาจะต้องใช้เวลาในการสร้างความคุ้นเคย เรื่องของหินลายเมฆก็หย่อนนอกตึงในรอช้าไม่ได้ สวีชวน เจ้าเป็นผู้อาวุโสปฏิบัติกิจแห่งเมืองใกล้ปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับหุบเขาวายุวิญญาณมากที่สุด อีกทั้งยามปกติก็มีการไปมาหาสู่กันมากที่สุด ข้าขอให้เจ้าดูแลหุบเขาวายุวิญญาณไปก่อนชั่วคราวแล้วกัน รอให้มีการตัดสินอย่างเป็นทางการจากทางสำนักก่อน หลังจากนั้นค่อยว่ากันอีกครั้ง”

“คนคนเดียวแบกรับสองหน้าที่ ถึงภาระหน้าที่จะหนักมาก แต่เจ้าต้องตื่นตัวอยู่เสมอด้วย”

สวีชวนสงบจิตใจของตนเองลงครู่หนึ่ง ความทะเล้นในตอนที่อยู่กับเยี่ยนจ้าวเกอตามลำพังเลือนหายไปหมดสิ้น เขาตอบกลับไปด้วยท่าทีที่เอาจริงเอาจังและหนักแน่นว่า “น้อมรับคำบัญชาสำนัก ข้าจะทำสุดความสามารถและพยายามอย่างเต็มกำลัง”

เหยียนซวี่มองไปที่เยี่ยนจ้าวเกอแวบหนึ่ง แต่ไม่ได้พูดอะไร แล้วหันไปผงกศีรษะให้กับผู้อาวุโสฝ่ายอาญาและราชาอาณาจักรถังตะวันออก “ตาเฒ่าหานมีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของหุบเหวปราการมังกร ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ข้าจะลองออกไปตามหาตัวเขาดูอีกครั้ง”

หลังจากกล่าวลาแล้ว เหยียนซวี่ก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากตำหนักใหญ่ไป โดยไม่ได้พูดอะไรอีก

ราชาอาณาจักรถังตะวันออกก็ลุกขึ้นยืน แล้วหันไปพูดกับผู้อาวุโสฝ่ายอาญาว่า “ความผิดปกติของหุบเหวปราการมังกรไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เรื่องของแก่นสารหยกค่อยคุยกันวันหลังก็ได้ ข้าเองก็จะไปดูลาดเลาที่หุบเหวปราการมังกรสักหน่อย เชิญผู้อาวุโสตามสะดวก หากมีเรื่องอันใด ถังตะวันออกยินดีให้ความร่วมมือ”

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญาพยักหน้า “ขอบพระทัยฝ่าบาท สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะไม่ทำให้ฝ่าบาทต้องลำบาก ทางสำนักจะเจรจาหารือกับพวกเขาเอง”

เยี่ยนจ้าวเกอก็ยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า “ท่านลุงโปรดระมัดระวังด้วย อีกเดี๋ยวจ้าวเกอค่อยไปพบนะขอรับ”

ใบหน้าที่เคร่งขรึมของราชาอาณาจักรถังตะวันออกเผยรอยยิ้มเล็กน้อย ก่อจะตบไหล่เยี่ยนจ้าวเกอเบาๆ แล้วเดินออกไป

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญากระแอมครั้งหนึ่ง เขามองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ พลางพูดช้าๆ ว่า “พักเรื่องของเหวินหนิงจือเอาไว้ก่อน”

“ศิษย์หลานเยี่ยน ครั้งนี้เจ้านำศิษย์รุ่นเยาว์เข้ารับการฝึกฝนที่หุบเหวปราการมังกร ศิษย์คนหนึ่งในนั้นเป็นตายไม่แน่ชัด แม้เจ้าจะไม่ใช่ผู้กระทำ แต่เจ้าในฐานะที่เป็นปรมาจารย์ผู้นำ ก็ต้องรับผิดชอบในระดับหนึ่งเช่นกัน”

“ส่วนที่เจ้าพบวิธีการพัฒนาเตาผลึกหินชั้นใน นั่นถือป็นความดีความชอบ”

“เจ้าเอาชนะเฉาหยวนหลง อัจฉริยะลูกศิษย์สืบทอดหลักของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ สร้างชื่อเสียงให้แก่สำนัก ก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมยกย่องเช่นกัน”

“อีกทั้งค้นพบความลับของศิลาลายเมฆ นับว่าเป็นความดีความชอบครั้งใหญ่ยิ่งนัก”

“หากแต่ความดีความชอบไม่อาจหักล้างกับความผิด ทางสำนักแบ่งแยกการให้บำเหน็จรางวัลและการลงทัณฑ์อย่างชัดเจน การให้รางวัลและการลงโทษเล็กน้อยที่เจ้าจะได้รับนั้น จะประกาศอย่างเป็นทางการในไม่ช้านี้ และจะไม่มอบรางวัลจากที่เป็นความลับให้เจ้าอย่างเปิดเผย ข้าเชื่อว่าเจ้าเข้าใจเรื่องนี้ดี”

การลงโทษเพียงเล็กน้อยแค่นี้ถือได้ว่าพอเป็นพิธีเท่านั้น ทว่าก็เป็นเรื่องของกฎระเบียบของสำนักที่แม้แต่เจ้าสำนักยังต้องปฏิบัติตาม เยี่ยนจ้าวเกอจึงไม่รู้สึกติดขัดอะไร

และเห็นได้ชัดว่าบำเหน็จรางวัลยิ่งใหญ่มาก มากเสียจนการลงโทษที่เขาจะได้รับดูไม่สลักสำคัญฮะไร

เยี่ยนจ้าวเกอเข้าใจกฎเกณฑ์นี้อยู่แล้ว จึงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มจาง “ข้าเข้าใจขอรับ”



เมื่อกล่าวลาและออกจากตำหนักใหญ่แล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็เห็นบรรดาศิษย์ที่ได้ติดตามตนเข้าไปในหุบเหวปราการมังกรก่อนหน้านี้ แห่ล้อมกันเข้ามา “ศิษย์พี่เยี่ยน เป็นอย่างไรบ้าง ไม่มีอะไรใช่หรือไม่”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม “เดิมทีก็ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว แค่พูดอธิบายกับบรรดาท่านผู้อาวุโสให้ชัดเจนก็เท่านั้น จะมีเรื่องอะไรได้เล่า”

“แต่คงจะมีบางคนเกิดเรื่องเข้าแล้ว”

ในวันเดียวกันนั้น เหวินหนิงจือ ผู้อาวุโสปฏิบัติกิจแห่งหุบเขาวายุวิญญาณถูกปลดออกจากตำแหน่งเดิมชั่วคราว ทั้งยังได้รับการเรียกเข้าพบเพื่อซักถามจากผู้อาวุโสฝ่ายอาญาแห่งเกาะตะวันออก

และหลังจากนั้นไม่นาน บำเหน็จรางวัลอย่างเป็นทางการของเยี่ยนจ้าวเกอก็มาถึง
บทที่ 27
ในตอนที่เหวินหนิงจือได้รับคำสั่งเรียกพบจากผู้อาวุโสฝ่ายอาญา เขายังคิดเลยว่าเป็นเพราะเรื่องของเยี่ยนจ้าวเกอ

แต่ครั้นมาถึงเมืองใกล้ปราการ และรู้ว่าตนเองต้องเข้ารับการสอบสวนก็อึ้งไป

เพราะต่อให้เขาคิดจนสมองแตกก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรตนเองถึงต้องเข้ารับการสอบสวน

และเมื่อเขารู้เรื่องราวทั้งหมดว่าเป็นเช่นไรแล้ว เขาก็ต้องอ้าปากค้างไปอึ้งงันไปอีกครั้ง

แม้จะบอกว่าปลดออกจากตำแหน่งชั่วคราว แต่เมื่อผ่านครั้งนี้ไป ต่อให้เหวินหนิงจือผ่านการสอบสวนไปได้ ก็ยากที่จะกลับไปหุบเขาวายุวิญญาณได้อีกครั้ง อีกทั้งการที่ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งปฏิบัติกิจในพื้นที่อื่นก็เป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับเขาแล้ว

กลุ่มกองกำลังฝ่ายอาจารย์ลุงรองของเยี่ยนจ้าวเกอคิดจะแย่งชิงตำแหน่งผู้อาวุโสปฏิบัติกิจแห่งหุบเขาวายุวิญญาณ และเนื่องจากเหวินหนิงจือทำให้ตำแหน่งหลุดมือไปแล้ว จึงยากที่จะแข่งขันกับคนทางฝ่ายของเยี่ยนจ้าวเกอได้อีก

แม้ว่าท้ายที่สุดจะยังมีคนเชื่อมั่นในตัวเขาต่อไป ทว่าก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะถูกตราหน้าว่า ’ไร้ความสามารถ’ ได้

เหวินหนิงจือที่เดิมทีชีวิตราบรื่นไปเสียทุกอย่าง และมีแววได้เลื่อนขั้นสูงต่อไปอย่างชัดเจน ทว่าจู่ๆ อนาคตก็พลันกลับตาลปัตรมืดมนขึ้นมา

“เยี่ยน! จ้าว! เกอ!”

เหวินหนิงจืออยากจะตะโกนออกมาด้วยความโมโห แต่เมื่ออ้าปากแล้วกลับไม่มีเสียงออกมา อีกทั้งเมื่อกลืนน้ำลายก็รู้สึกราวกับจะกระอักเลือด


“คุณชายขอรับ ในเวลาเพียงสั้นๆ ผู้อาวุโสปฏิบัติกิจพลาดท่าไปถึงสองคนเพราะท่านแล้วนะขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินคำพูดของอาหู่แล้วก็ได้แค่ยักไหล่ ก่อนจะพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “คิดๆ ดูแล้วทางฝั่งท่านอาจารย์ลุงรองคงจะค่อยๆ เริ่มให้ความสำคัญกับข้า ไม่มองข้าเป็นเด็กอีกต่อไป”

“ซึ่งมันเป็นทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี ท่านอาจารย์ลุงรองจับตามองย่อมไม่ใช่เรื่องดี แต่ว่าวันหลังหากมีพวกไม่เอาไหนคิดจะจัดการข้า ก็คงต้องคิดให้ละเอียดรอบคอบแล้ว”

ส่วนทางด้านเหวินหนิงจือ ด้วยเพราะมีผลตัดสินชี้ขาดได้ออกมาแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอจึงไม่ได้ให้ความสนใจอีกต่อไป แต่ค่อนข้างสนอกสนใจกับสิ่งที่จะได้รับมากกว่า

สำหรับบทลงโทษของเยี่ยนจ้าวเกอ คือเก็บตัวทบทวนความผิดของตนเองระยะหนึ่ง จากนั้นค่อยเป็นผู้นำคณะในการไปตรวจสอบความผิดปกติของหุบเหวปราการมังกรครั้งต่อไป

เยี่ยนจ้าวเกอไม่เห็นว่าบทลงโทษนั้นเป็นปัญหาอะไร อย่างน้อยก็ได้ซุ่มฝึกฝนวงรยุทธ์ในช่วงทบทวนความผิด

เดิมทีเขาต้องเข้าไปยังหุบเหวปราการมังกรอีกครั้งอยู่แล้ว เพื่ออาศัยปราณพิษบริเวณหุบเหวปราการมังกรในการฝึกฝนเคล็ดวิชาเหวเวหาทวนกระแส

เทียบกับการลงโทษที่ไม่แสบไม่คันแล้ว บำเหน็จรางวัลมีค่ากว่ามาก

บำเหน็จที่สำนับมอบให้เนื่องจากการค้นพบวิธีพัฒนาเตาผลึกหินชั้นในขึ้นไปอีกขั้นนั้น ก็คือยาวิเศษล้ำค่าหนึ่งเม็ดอันมีนามว่า ‘ลูกกลอนวิญญาณทมิฬ’

“คุณชายขอรับ ในบรรดาโอสถต่างๆ ที่เขากว่างเฉิงครอบครองในขณะนี้ โอสถที่ยอดเยี่ยมที่สุดยังคงเป็นลูกกลอนเซียนกว่างเฉิง ทว่าลูกกลอนวิญญาณทมิฬก็เป็นหนึ่งในบรรดาโอสถคุณภาพดีที่สุด” อาหู่หัวเราะพลางกล่าว “ล้ำค่าหายากยิ่ง อีกทั้งการหลอมก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั่วทั้งเขากว่างเฉิงปริมาณลูกกลอนวิญญาณทมิฬจำกัดยิ่งนัก”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มจางๆ “ที่สำคัญคือเหมาะที่จะใช้พอดี”

ความจริงแล้วในมือของของเขายังมีวิธีปรุงยาที่ได้ประสิทธิภาพกว่าลูกกลอนวิญญาณทมิฬอยู่ ถึงกระนั้นการหลอมโอสถชนิดนี้ยังคงมีความยากมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังมีส่วนผสมมากมายที่ยังต้องเก็บรวบรวม

สำหรับเยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้แล้ว ลูกกลอนวิญญาณทมิฬนับว่าเป็นบำเหน็จรางวัลที่ไม่เลวเลยทีเดียว เพราะมันช่วยให้จอมยุทธ์ในการฝึกปราณได้อีกขั้น

ตอนนี้เยี่ยนจ้าวเกออยู่ในจุดสูงสุดของขั้นจิตราชั้นในระยะท้าย ซึ่งขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้นกำลังกวักมือเรียกเขาแล้ว

ขั้นจิตรานอกระยะต้น ปราณจิตราจะปลดปล่อยจากภายในออกสู่ภายนอก ทว่าขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลาง กลับเป็นการฝึกปราณจิตราอย่างแท้จริง โดยควบคุมลมปราณให้เป็นรูปร่าง

คิดอยากจะบรรลุจากขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้นไปสู่ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลาง การฝึกลมปราณจิตราของจอมยุทธ์เองเป็นก้าวหนึ่งที่สำคัญยิ่ง

จึงกล่าวได้ว่า นี่นับเป็นโอสถที่เหมาะสมให้เยี่ยนจ้าวเกอกินในตอนนี้เป็นที่สุด

เห็นได้ชัดว่าสำนักพิจารณาถึงปัจจัยด้านนี้ ก่อนจะบำเหน็จรางวัลให้เยี่ยนจ้าวเกอ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่ไร้เหตุผล

แน่นอนว่าการฝึกปราณจิตราไม่เพียงแค่ช่วยในการบรรลุจากขั้นจิตราชั้นนอกระดับต้น สู่ขั้นจิตราชั้นนอกระดับกลางเท่านั้น ทว่ายังมีประโยชน์ต่อกระบวนการฝึกฝนในภายหลังอีกด้วย

อาหู่ยิ้มอย่างจริงใจ “ถึงกระนั้นด้วยพรสวรรค์ของคุณชาย ต่อให้ไม่มีลูกกลอนวิญญาณทมิฬนี้ การจะบรรลุขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้นหรือขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลาง ก็เป็นเรื่องง่ายเหมือนยกมือขึ้นเท่านั้น”

“หากให้ข้าพูดตามตรง บำเหน็จรางวัลลำดับที่สองดีกว่าอีกขอรับ!”

บำเหน็จรางวัลของการเอาชนะเฉาหยวนหลง คือเยี่ยนจ้าวเกอสามารถเข้าถึงชั้นที่สามของหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์ในสำนักได้หนึ่งครั้ง หลังจากเขากลับไปถึงสำนักแล้ว

ภายในหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์มีคัมภีร์ลับในการฝึกวรยุทธ์ชั้นสูงต่างๆ ของสำนักเขากว่างเฉิง

โดยทั่วไปแล้ว ศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนักแรกๆ จะไม่สามารถเข้าหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์ได้ หากบังเอิญได้รับบำเหน็จรางวัลใหญ่ จึงจะเข้าไปภายในชั้นแรกได้

ส่วนลูกศิษย์ที่ทำผลงานได้โดดเด่นจะสามารถเข้าออกชั้นแรกได้อย่างอิสระ หากได้รับบำเหน็จรางวัลใหญ่ จึงจะสามารถเข้าชั้นที่สองได้หนึ่งครั้ง

กระนั้นศิษย์สืบทอดหลัก เช่น เยี่ยนจ้าวเกอ จะสามารถเข้าออกชั้นแรกและชั้นที่สองได้อย่างอิสระ และเมื่อได้รับบำเหน็จรางวัลใหญ่ จึงจะสามารถเข้าชั้นที่สามได้

แม้ว่าเยี่ยนจ้าวเกอจะทราบถึงเนื้อหายอดวิชาวรยุทธ์มากมายที่ถูกเก็บรวบรวมไว้ในวังเทพก่อนเกิดวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่แล้ว ทว่าในฐานะที่เป็นศิษย์แห่งเขากว่างเฉิงในปัจจุบัน ทั้งยังเพื่อเป็นหน้าเป็นตาของกลุ่มศิษย์รุ่นเยาว์ การฝึกฝนยอดวิชาแห่งเขากว่างเฉิงจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นเช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากเกิดวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ แม้ว่าแต่ละดินแดนศักดิ์ศักดิ์สิทธิ์จะเริ่มต้นขึ้นจากการสืบทอดร่องรอยที่ทิ้งไว้ของคนในอดีต แต่ก็มีโครงสร้างที่ต่างออกไป และมีความคิดริเริ่มสอดแทรกอยู่มากมาย

เยี่ยนจ้าวเกอผสานการสืบทอดร่องรอยและความคิดริเริ่มเข้าด้วยกัน หลังจากตรวจสอบเทียบเคียงทั้งสองสิ่งแล้ว ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาคัมภีร์จากพระราชวังเทพด้วย

ขอเพียงทำทุกอย่างอย่างพอดี แบ่งแรงและเวลาให้ดี ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะยิ่งมากขึ้น

ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอจะได้รับบำเหน็จรางวัลนี้ หลังจากกลับไปถึงสำนักแล้ว ซึ่งแตกต่างจากลูกกลอนวิญญาณทมิฬ ที่มีคนนำมาส่งให้ถึงมือ ณ เมืองใกล้ปราการ

เยี่ยนจ้าวเกอดีดนิ้วครั้งหนึ่ง “อันที่จริง ของรางวัลลำดับที่สามดีที่สุด”

การค้นพบความลับของศิลาลายเมฆ ทำให้สำนักพบวิธีที่จะได้มาซึ่งแก่นสารหยกในปริมาณมาก โดยบำเหน็จรางวัลที่เยี่ยนจ้าวเกอได้รับกลับไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้ แต่เป็นอำนาจพิเศษอย่างหนึ่ง

ตลอดช่วงเวลาที่เยี่ยนจ้าวเกอดำเนินกิจกรรมต่างๆ อยู่ในพื้นที่เกาะนภาตะวันออก หากมีเรื่องยุ่งยากอันใด ก็ให้เป็นความรับผิดชอบของผู้อาวุโสเกาะตะวันออกโดยตรง

รางวัลนี้ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์ แต่เยี่ยนจ้าวเกอกลับชอบมันมากกว่าลูกกลอนวิญญาณทมิฬ และโอกาสที่จะได้เข้าไปในชั้นที่สามของหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์เสียอีก

อาหู่หัวเราะแหะๆ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าคุณชายจะต้องการทำสิ่งใดในอาณาจักรถังตะวันออกก็ตาม ตาเฒ่าเหยียนซวี่นั่นก็ไม่สามารถขัดขวางได้แล้ว อีกทั้งท่านก็ไม่ต้องคอยรายงานเขาด้วย ไม่ว่าต่อไปท่านจะทำอะไร”

“ก็ไม่ทั้งหมดหรอก อย่างไรเสียเขาก็คุมการณ์อยู่ที่อาณาจักรถังตะวันออก หากคิดจะขัดขาข้าให้ล้มก็ยังเป็นเรื่องที่ง่ายดายอยู่ดี จะแตะต้องเขาคงไม่ง่ายเหมือนเช่นตอนจัดการตาแก่ชุยกับเหวินหนิงจือ” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

“ท่านผู้อาวุโสสวีผู้นั้นดูเป็นคนเข้าใจสถานการณ์ดี หลังจากออกมาจากในตำหนัก เขาบอกกับข้าอย่างไม่ปิดบัง ว่าหากคุณชายต้องการสิ่งใด ขอเพียงสั่งมา เขาจะจัดหาจากคลังทรัพยากรของเมืองใกล้ปราการและหุบเขาวายุวิญญาณมาให้กับท่านก่อน” อาหู่ตอบ พลางยิ้มให้เยี่ยนจ้าวเกอ

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ เขายังต้องอยู่ที่หุบเหวปราการมังกรอีกนานพอสมควร หากรอบกายเป็นคนของตน ก็คงสะดวกกว่ามากอย่างไม่ต้องสงสัย

“ถึงกระนั้น แม้เหยียนซวี่ไม่ลงมือกับข้าก่อนเป็นการชั่วคราว ก็ต้องเบนไปจับตามองสวีชวน”

เหวินหนิงจือสร้างความผิดพลาด เยี่ยนจ้าวเกอและราชาอาณาจักรถังตะวันออกบั่นทอนอำนาจของเหยียนซวี่ลงชั่วคราว พวกเขาไม่มีทางยอมแน่ หากจะต้องเลือกคนจากอีกฝ่ายเป็นครั้งที่สอง


แต่หากจะเลือกคนหนึ่งมาจากฝ่ายของบิดา เมื่อได้นั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ ก็มีความเป็นไปได้มากที่จะเปลี่ยนจากทดแทนชั่วคราว เป็นการครองตำแหน่งเป็นเวลานาน

ส่วนสถานการณ์ของสวีชวนกลับต่างออกไป แม้เขาเป็นคนจากฝ่ายบิดาของเยี่ยนจ้าวเกอ ทว่ากลับไม่ได้ถูกปลดจากตำแหน่งผู้อาวุโสปฏิบัติกิจแห่งเมืองใกล้ปราการ

ทั้งนี้ เหยียนซวี่ไม่ได้เลือกคนจากที่อื่นมา แต่ให้สวีชวนแบกรับทั้งสองหน้าที่ของเมืองใกล้ปราการและหุบเขาวายุวิญญาณไว้เพียงผู้เดียว รอให้ถึงตอนที่สำนักเลือกผู้ที่จะมาควบคุมดูแลหุบเขาวายุวิญญาณอย่างเป็นทางการก่อน จึงจะเป็นการเปิดโอกาสให้กับทางฝั่งตนเองมากยิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกัน ความผิดปกติของหุบเหวปราการมังกร และการเปลี่ยนแปลงของหุบเขาวายุวิญญาณในขณะนี้ก็เป็นเรื่องยุ่งยากวุ่นวาย สวีชวนที่แบกรับสองหน้าที่เพียงคนเดียว ภาระหน้าที่หนักขึ้นอย่างแน่นอน ไม่แน่ว่าอาจจะแสดงพิรุธออกมาได้

เยี่ยนจ้าวเกอนั่งบนเก้าอี้ ยกขาขึ้นไขว่ห้าง “สงสัยเขากำลังรอเวลานั้นอยู่ คงอยากจะเอาคืนชนิดทบต้นทบดอกเลยสินะ”
บทที่ 28
ณ หุบเขาลูกหนึ่งด้านนอกหุบเหวปราการมังกร มีกลุ่มคนรุ่นเยาว์รวมตัวกันอยู่ภายในซอกเขาเล็กๆ

ทุกคนล้วนสวมอาภรณ์สีขาว แต่งขอบด้วยสีแดง และปักลายพระอาทิตย์

ส่วนคนที่เป็นหัวหน้าสวมอาภรณ์สีขาวเช่นเดียวกัน ต่างออกไปตรงที่เขามีขอบเสื้อสีทอง

ทว่าจุดที่ดึงดูดสายตาของเขามากที่สุด ก็คือรอยแผลเป็นจางๆ รอยหนึ่งบนใบหน้าของเขา รอยแผลนั้นจางมากจนแทบจะมองไม่เห็น ทว่าชายหนุ่มคนนี้กลับยังคงรู้สึกได้ถึงความปวดแสบปวดร้อนบนในหน้า เหมือนกับในตอนแรกไม่มีผิดเพี้ยน

โดยเฉพาะตอนที่มีคนอยู่ตรงหน้า และกำลังมองที่รอยแผลบนใบหน้าของเขา เฉาหยวนหลงรู้สึกเพียงว่ารอยแผลที่หายไปตั้งนานแล้วเจ็บยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

ด้านหลังของเฉาหยวนหลง คือกลุ่มศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กลุ่มหนึ่ง ขณะนี้พวกเขาต่างกำลังก้มหน้ามองไปที่ตาตุ่ม นิ่งเงียบอยู่อย่างนั้น

เด็กหนุ่มที่ก่อนหน้านี้ถูกเยี่ยนจ้าวเกอใช้ท่อนไผ่กรีดเนื้อกรีดหนังเช่นเดียวกัน ยิ่งไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ

ตรงหน้าทุกคน มีชายสวมอาภรณ์สีขาวคนหนึ่งยืนอยู่ กำลังมองพวกเขาด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก

จริงๆ แล้วชายชุดขาวไม่ได้อายุมากแต่อย่างใด ราวๆ ยี่สิบห้าหรือยี่สิบหกปีเท่านั้น แต่กลับไว้หนวดเคราทั้งใบหน้า ทำให้ดูดุดันและเกรี้ยวกราด

เสียงของเขาทุ้มใหญ่มากเช่นกัน “พบร่องรอยของนางแล้วหรือ”

เฉาหยวนหลงบอกว่า “มีคนพบเห็นนางที่เขตเทือกเขามฤคลับตาด้านนอกหุบเหวปราการมังกร”

ชายชุดขาวผงกศีรษะ เฉาหยวนหลงจึงกล่าวต่อ “ข้าเพิ่งได้รับข่าวมาว่า ศิษย์น้องเมิ่งก็ออกจากสำนักมาที่นี่เช่นกัน”

“ไม่ต้องสนใจศิษย์น้องเมิ่ง” ชายชุดขาวยังคงมีสีหน้าเรียบนิ่งดังเดิม ทว่าเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างรวดเร็ว “เยี่ยนจ้าวเกอแค่คนเดียว เล่นงานพวกเจ้าจนอยู่ในสภาพเช่นนี้เลยหรือ?”

เฉาหยวนหลงนิ่งเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง แล้วกล่าวอย่างช้าๆ ว่า “ครั้งนี้เป็นข้าเองที่พ่ายแพ้ ข้าไม่มีอะไรจะพูด ความอับอายครั้งนี้ ข้าจะล้างแค้นกับมือตัวเองให้ได้!”

มีศิษย์รุ่นเยาว์มองไปที่เฉาหยวนหลงแวบหนึ่ง แล้วกล่าวเบาๆ ว่า “ศิษย์พี่เซียว ท่านจะต้อง…”

ชายชุดขาวที่ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราสบถออกมา ก่อนจะกล่าวว่า “ข้าต้องไปพบเยี่ยนจ้าวเกอสักหน่อยแล้ว”

เขาฉีกปากแสยะยิ้ม “ในบรรดาสี่คุณชายแห่งยุค คุณชายแห่งกว่างเฉิงนี่แหละที่อ่อนหัดที่สุด”

“ทว่าตอนนี้เขายังไม่บรรลุขั้นจิตราชั้นนอก กลับเล่นงานศิษย์น้องเฉาจนมีสภาพเป็นเช่นนี้ไปได้ เก่งเกินคาดอยู่เหมือนกัน”

เฉาหยวนหลงก้มหน้าลงไม่พูดจา ทว่าบนใบหน้าของศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนอื่นๆ กลับฉายความคาดหวังออกมาอย่างชัดเจน “ศิษย์พี่เซียวจะลงมือเองหรือขอรับ”

บุคคลที่อยู่เบื้องหน้า มีนามว่า ‘เซียวเซิง’ เขาอายุมากกว่าเฉาหยวนหลงอยู่เล็กน้อย อีกทั้งฝึกฝนวรยุทธ์มายาวนานกว่า เบื้องต้นด้านวรยุทธ์ของเขาอยู่ในระดับที่สูงกว่าเฉาหยวนหลงมาก โดยบรรลุขั้นจิตราชั้นนอกระดับสูงสุดของปรมาจารย์ยุทธ์สิบขั้นแล้ว

เซียวเซิงเป็นบุคคลอัจฉริยะที่อยู่อันดับต้นๆ ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับเฉาหยวนหลง และยังเป็นจอมยุทธ์อันดับหนึ่งท่ามกลางกลุ่มคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันและระดับวรยุทธ์เดียวกันด้วย

ทว่าส่วนที่ต่างออกไปก็คือ แม้ว่าเฉาหยวนหลงจะเป็นอัจฉริยะ แต่กลับไม่มีภูมิหลังใดๆ เพียงแต่ผู้อาวุโสเห็นว่าเขามีความสามารถโดดเด่น ถึงได้ลงทุนลงแรงบ่มเพาะเลี้ยงดู

แต่เซียวเซิงคล้ายกับเยี่ยนจ้าวเกอ ท่านตาของเขาเป็นถึงผู้อาวุโสเก่าแก่คนหนึ่งของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นจอมยุทธ์ระดับมหาปรมาจารย์ที่แข็งแกร่งเป็นอันดับต้นๆ

ตำแหน่งสี่คุณชายแห่งยุค นอกจากจะต้องมีความสามารถส่วนตัวพิเศษเป็นเลิศแล้ว ก็ยังต้องมีภูมิฐานครอบครัวที่ดีกว่าคนอื่นด้วย

บุตรชายของเจ้าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ นามว่า ‘คุณชายแห่งจรัสแสง’ ถูกขนานนามว่าเป็นสี่คุณชายแห่งยุคเช่นเดียวกันกับเยี่ยนจ้าวเกอ คุณชายแห่งเขากว่างเฉิง

เนื่องด้วยเหตุที่เป็นศิษย์ร่วมสำนักกับคุณชายแจรัสแสง เซียวเซิงจึงไม่ได้เป็นหนึ่งในสี่คุณชายแห่งยุค ซึ่งเป็นความเจ็บใจของเซียวเซิงมาโดยตลอด

ปกติแล้วเขาจึงไม่ชอบใจเยี่ยนจ้าวเกอ เพราะเด็กหนุ่มได้รับเลือกเป็นสี่คุณชายแห่งยุค ทั้งที่มีอายุน้อยที่สุด

ทว่าเนื่องจากฝึกวรยุทธ์มาเป็นเวลานานมาก และมีอายุมากกว่า อย่างไรเสียลดตัวลงไปหาเรื่องกับผู้ที่มีวรยุทธ์ต่ำกว่าคงไม่ใช่เรื่องดี คนที่ประมือกับเยี่ยนจ้าวเกอมาโดยตลอดจึงเป็นเฉาหยวนหลง

“เมื่อก่อนข้าคิดว่าคุณชายเขากว่างเฉิงเป็นแค่ตัวตลกเสียอีก” เซียวเซิงยิ้มด้วยความเย็นชา “แต่ดูจากในตอนนี้ ข้าประเมินเขาต่ำเกินไปหน่อยกระมัง ”

“พวกเจ้าตามหานางต่อไป หากได้ข้อมูลที่ถูกต้องแล้ว พวกเจ้าจะได้สิ่งของที่ข้ารับปากไว้มากกว่าหนึ่งชิ้น”

“ข้าจะไปประเมินที่เมืองใกล้ปราการดูสักหน่อย ดูสิว่าเยี่ยนจ้าวเกอจะแน่สักแค่ไหนกัน”


ตั้งแต่เข้ารับการสอบสวนเสร็จสิ้นไป เยี่ยนจ้าวเกอก็อยู่ที่เมืองใกล้ปราการตลอด พร้อมกับเข้าออกหุบเหวปราการมังกรเป็นพักๆ เพื่อใช้ปราณพิษในนั้นฝึกวรยุทธ์ และขัดเกลาปราณจิตราของตน

นอกเสียจากการฝึกฝนในหุบเหวปราการมังกรแล้ว ช่วงเวลาปกติที่อยู่ในเมืองใกล้ปราการ เยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่ได้ทำตัวตามสบาย

ในห้องอันเงียบสงบ เยี่ยนจ้าวเกอยืนอยู่บนพื้น ทันทีที่ตั้งหมัดขึ้น บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไป!

แม้ท่วงท่านั้นจะดูน่าขันอยู่บ้าง เพราะคล้ายกับวานรขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง ทว่าทั่วทั้งกายของเยี่ยนจ้าวเกอกลับตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือดอันน่าหวาดหวั่น กล้ามเนื้อบนร่างกายขึ้นเป็นมัดๆ เส้นเลือดที่อยู่ภายในกล้ามเนื้อเต้นเร่าไม่หยุด ราวกับมังกรที่กำลังโกรธเกรี้ยวเพราะถูกกดทับเอาไว้ และกำลังพยายามพลิกตัวอย่างสุดกำลัง

เพียงชั่วพริบตาเดียว เยี่ยนจ้าวเกอราวกลับกลายร่างเป็นวานรอสูรดึกดำบรรพ์ที่ดุร้ายหาใดเปรียบ

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ‘หมัดอสูรหกวิญญาณเป็นวรยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ด้วย’

‘หมัดอสูรหกวิญญาณ’ เป็นวรยุทธ์วิชาระดับสูงที่เก็บไว้ในวังเทพก่อนวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ อันมีต้นกำเนิดมาจากบรรพชนที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับอสูรขนาดใหญ่หกชนิด ก่อนจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นวิชาอสูรที่ถ่ายทอดกันอย่างลับๆ

กระบวนหมัดทั้งหกสาย ไม่ว่าจะเป็นสายไหน ต่างก็เป็นวิชาลับสุดยอดที่ร้ายกาจมาก

ร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอในขณะนี้ แม้ว่าจะสำเร็จขั้นปรมาจารย์ และสามารถเปลี่ยนลมปราณเป็นปราณจิตราได้ ยังถึงขั้นจิตราชั้นในระดับสูงสุดแล้วด้วยซ้ำไป

แต่จากที่เยี่ยนจ้าวเกอเห็น ขณะที่อยู่ในระดับยุทธ์หลอมกายนั้น ยังคงมีช่องว่างระหว่างพื้นฐานที่สร้างขึ้น ซึ่งสามารถพัฒนาให้กล้าแกร่งขึ้นได้อีก

ดังนั้นเขาจึงเลือกวิชาหมัดอสูรหกวิญญาณ เพื่อฝึกฝนกล้ามเนื้อและกระดูกของตนเองใหม่อีกครั้ง

ระยะทางหมื่นลี้เริ่มที่ก้าวแรก ตั้งแต่ข้ามมิติครั้งที่สองมาถึงโลกนี้ และกลายเป็นเจ้าของร่างคนใหม่ของร่างนี้ เยี่ยนจ้าวเกอก็ฝึกฝนวรยุทธ์ด้วยวิธีนี้มาโดยตลอด

เฉาหยวนหลงที่มีความสามารถไล่เลี่ยกับกับเจ้าของร่างคนเดิมเสมอมา กลับถูกเยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้เล่นงานเสียจนไม่เหลือชิ้นดี นั่นไม่ใช่เพราะเขาอ่อนแอเกินไป แต่เป็นเพราะตอนนี้เยี่ยนจ้าวเกอพัฒนาตัวเองรอบด้านมากกว่า

ไม่ใช่เพียงแค่กระบวนท่าเพลงดาบที่ประณีตยิ่งขึ้นแล้ว โลกทัศน์ของเขายังกว้างไกลมากขึ้น ขณะเดียวกันพื้นฐานทางด้านร่างกายก็แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

เมื่อฝึกหมัดอสูรวานรจอมพลังเรียบร้อยแล้ว ท่วงท่าของเยี่ยนจ้าวเกอก็เปลี่ยนไปทันที เพื่อตั้งหมัดขึ้นอีกท่าหนึ่ง

หลังจากเขาคำรามเสียงต่ำไปแล้วครั้งหนึ่ง กล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอพลันผสานกันเป็นมัดๆ เส้นเลือดจำนวนนับไม่ถ้วนภายใต้กล้ามเนื้อพาดทับกันไปมา ทำให้ผิวหนังที่เดิมทีดูแข็งแกร่งอยู่แล้วยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก

นี่เป็นหมัดอีกสายหนึ่งของวิชาหมัดอสูรหกวิญญาณ ‘หมัดนอแรด’ มีต้นกำเนิดมาจากแรดยักษ์ดึกดำบรรพ์ซึ่งเป็นอสูรจากบรรพกาล มีพลังป้องกันที่แข็งแกร่งที่หาได้ยากมาก

ต่อจากหมัดแรดพิฆาต แปรเปลี่ยนเป็น ‘หมัดเต่าสยบคลื่น’ เยี่ยนจ้าวเกอนั่งขัดสมาธิลงบนพื้น ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่นิด ราวกับรูปปั้นแกะสลักก็ไม่ปาน

ถึงกระนั้นบนพื้นด้านล่างของตัวเขานั้น กลับสั่นไหวอย่างประหลาด คล้ายกับผันแปรเป็นผืนน้ำในทันใด

ผิวน้ำเดี๋ยวขยับเดี๋ยวนิ่ง ทำให้ยากจะคาดเดาได้

ขณะนั้นเหมือนมีเต่ายักษ์ตัวหนึ่ง เท้าขนาดใหญ่ทั้งสี่เท้าเหยียบย่ำลงไปในน้ำราวกับต้นเสา ดุงดั่งเข็มเซียนสยบคลื่นสี่เล่มปักลงอย่างมั่นคงลงในคลื่นทะเลหมื่นลี้

แม้มองเพียงปราดเดียวก็รับรู้ได้ถึงพลังมหาศาลของเต่ายักษ์ตัวนี้แล้ว ทว่าอุปนิสัยของมันกลับอ่อนโยนนัก เหมือนกับนักบวชชั้นสูงที่กำลังนั่งสงบนิ่ง มีความอดทนสูง และไม่โอ้อวดแม้แต่น้อย

เมื่อฝึกหมัดเต่าสยบคลื่นเรียบร้อยแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็ลุกขึ้น เปลี่ยนกระบวนท่าหมัดอีกครั้ง

หมัดอสูรวานรจอมพลังที่ฝึกไปก่อนหน้านี้ทั้งดุร้ายและรุนแรง เปรียบเสมือนมรสุมแห่งเปลวเพลิง คลื่นยักษ์โหมกระหน่ำ ถือเป็นวิชาหมัดแห่งหยางที่แข็งแกร่งที่สุด

ทว่ากระบวนหมัดในขณะนี้กลับว่องไวอย่างยิ่ง ขณะที่นิ้วขยับไปมาราวกับชักไหมทอใย พลิ้วไหวล้อไปกับสายลม ถือเป็นวิชาหมัดแห่งหยินที่อ่อนโยนที่สุด

‘หมัดราชันงูสวรรค์’ ก็เป็นหนึ่งในวิชาหมัดอสูรหกวิญญาณเช่นกัน ในตอนที่เยี่ยนจ้าวเกอออกหมัด แขนของเขาพาดสลับกันไปมา ผสานเข้ากับลมหายใจเป็นจังหวะเดียวกัน ทำให้เปล่งเสียง “ซู่ ซู่” ออกมา ราวกับงูที่กำลังขู่ขวัญ


ไม่ใช่เพราะเยี่ยนจ้าวเกอจงใจเลียนแบบ เสียงนั้นเกิดขึ้นตามธรรมชาติ บรรยากาศในตอนนี้เหมือนกับเยี่ยนจ้าวเกอฝึกหมัดอยู่ภายในห้องที่เลี้ยงงูตัวใหญ่เอาไว้ และมันกำลังส่งเสียงซู่ๆ ไม่หยุด

อีกทั้งเสียงซู่ๆ นี้ไม่ได้เกิดจากการกระตุ้นปราณจิตรา แต่เป็นเสียงที่ส่งออกมาจากเลือดเนื้อของร่างกายโดยเฉพาะ

ในเวลานี้เยี่ยนจ้าวเกอฝึกวิชาหมัดโดยไม่ได้ใช้ปราณจิตราแม้แต่เพียงนิดเดียว ถือเป็นการฝึกร่างกายล้วนๆ

เมื่อฝึกวิชาหมัดแต่ละสายจนครบรอบหนึ่งแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็หยุดลง แต่กลับไม่พักผ่อน ยังคงนั่งขัดสมาธิอีกครั้ง

‘ฝึกปราณจิตราภายในหุบเหวปราการมังกรเพียงพอแล้ว ทุกสิ่งถึงจุดที่เหมาะสมดีแล้ว เช่นนั้นวันนี้ก็ขอเดินหน้าต่อเลยแล้วกัน’
บทที่ 29
‘หากยึดตามความเร็วของความก้าวหน้าในการฝึกฝนวรยุทธ์ของเจ้าของร่างเดิมแล้ว การจะบรรลุจากขั้นจิตราชั้นในสู่ขั้นจิตราชั้นนอกคงต้องรอถึงปีหน้า หรือไม่ก็สิ้นปีนี้กระมัง’

เยี่ยนจ้าวเกอมีสีหน้าผ่อนคลาย ปราณจิตราทั่วร่างกายเริ่มมีท่าทีว่าจะพุ่งทะลุออกจากร่างกาย

จากปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในสู่ปรมาจารย์ขั้นจิตรานอกเป็นด่านยากอย่างยิ่งยวด ราวกับมีคลองหงโกว[1]ขวางกั้น มีจอมยุทธ์ขั้นจิตราชั้นในระดับสูงสุดจำนวนมากติดอยู่กับด่านนี้ กว่าจะผ่านไปได้ก็ใช้เวลานานทีเดียว

บางคนใช้เวลาในการบรรลุจากขั้นจิตราชั้นในระยะท้าย สู่ขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้นมากกว่าระยะเวลารวมทั้งหมด ที่ใช้บรรลุจากขั้นจิตราชั้นในระยะต้น สู่ขั้นจิตราชั้นในระยะกลาง จนถึงขั้นจิตราชั้นในระยะท้ายเสียอีก

ทว่าผลที่ได้มากับความยากลำบากในการบรรลุขั้นปราณ ก็คือสามารถพัฒนาตนเองขึ้นไปได้มากขึ้น

สำหรับจอมยุทธ์เช่นเยี่ยนจ้าวเกอ การบรรลุจากขั้นจิตราชั้นในระยะท้ายสู่ขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้นนั้น ไม่เพียงเป็นการเพิ่มพลังให้กับตัวจอมยุทธ์เอง แต่ยังหมายความว่าสามารถขับเคลื่อนอาวุธวิเศษระดับกลางได้ดั่งใจปรารถนาอีกด้วย

ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในสามารถขับเคลื่อนอาวุธวิเศษระดับล่างได้อย่างอิสระ แต่การขับเคลื่อนอาวุธวิเศษระดับกลางนั้นก็เหมือนกับการที่จอมยุทธ์ระดับหลอมกายขับเคลื่อนอาวุธวิเศษระดับล่าง ซึ่งเป็นการยากที่จะดึงพลังทั้งหมดของอาวุธวิเศษออกมาใช้ได้

แน่นอนว่าเยี่ยนจ้าวเกอมีอาวุธวิเศษระดับกลางอยู่แล้ว

ฉะนั้นสำหรับเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว การบรรลุสู่ขั้นปรมาจารย์จิตราชั้นนอก จึงเป็นการเพิ่มพลังการต่อสู้หลังจากใช้อาวุธวิเศษ ไม่ใช่เพียงแค่ความสามารถของตนเองเท่านั้น

หลังจากที่ข้ามมิติครั้งที่สองมาก็ผ่านมานานพอสมควรแล้ว ถึงกระนั้นเยี่ยนจ้าวเกอก็ยังคงระดับของปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในเอาไว้

ไม่ใช่เพราะไม่สามารถบรรลุได้ เยี่ยนจ้าวเกอมีวิธีมากมายสำหรับแก้ไขอุปสรรคและด่านยากของเจ้าของร่างเดิมอยู่แล้ว เพียงแค่ต้องการก็ทำได้ทุกที่ทุกเวลา

ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอยังคงอดทนรอ เพราะตั้งใจจัดการสรุปตำราคัมภีร์ต่างๆ ในสมองของตนอย่างจริงจังก่อน จากนั้นนำมันมาปรับใช้กับความเป็นจริง ณ ตอนนั้น ขณะเดียวกันก็ปูทางสำหรับการพัฒนาตัวเองในภายภาคหน้า เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด

บัดนี้ทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอนาน

อยากจะบรรลุเมื่อใด ก็สามารถบรรลุได้เมื่อนั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเยี่ยนจ้าวเกอ

เยี่ยนจ้าวเกอนั่งนิ่งๆ อยู่บนพื้น บรรยากาศในห้องช่างเงียบเชียบ ราวกับทุกอย่างหยุดนิ่ง ฝุ่นผงบนพื้นก็เหมือนถูกบางสิ่งบางอย่างกดทับไว้ให้ลอยขึ้นไม่ได้

บัดนี้จุดลมปราณมากมายทั่วร่างกายราวกับมีชีวิตเป็นของตนเองอย่างไรอย่างนั้น พวกมันเปิดปิดไม่หยุดเหมือนกับคนที่กำลังหายใจอยู่

ช่วงหายใจเข้าครั้งหนึ่ง หายใจออกครั้งหนึ่ง เป็นจังหวะที่คล้องจองสม่ำเสมอ

อีกทั้งในระหว่างที่เปิดปิดเพื่อหายใจ ภายในจุดลมปราณแต่ละจุดๆ ก็มีปราณดุจเมฆหมอกลอยขึ้นมา

ความถี่ในการหายใจค่อยๆ ยาวนานมากขึ้น เยี่ยนจ้าวเกอมักจะหายใจหนึ่งครั้ง แม้ผ่านไปหลายนาทีแล้ว และทุกครั้งที่หายใจ จุดลมปราณก็จะสั่นไหวครั้งหนึ่ง

ทั่วทั้งร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอเหมือนกับมีควันสีขาวบางๆ ปกคลุมไว้ชั้นหนึ่ง ร่างกายของเขาไม่ต่างอะไรกับรูปปั้นคนสีขาวรูปหนึ่ง สงัดเงียบไร้สุ้มเสียง เขานั่งนิ่งเงียบอยู่เช่นนั้น ราวกับว่ากำลังตระเตรียมบางสิ่งบางอย่างอยู่

ทันใดนั้น ร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอพลันสั่นสะท้าน หมอกควันที่แนบแน่นอยู่กับผิวกายค่อยๆ แตกร้าวประหนึ่งเครื่องกระเบื้องเคลือบ เกิดเป็นรอยร้าวถี่ยิบราวกับใยแมงมุม

มีปราณจิตราสีทองอ่อนที่ไร้รูปร่างและไร้สีสันหลายสาย กำลังไหลเวียนไปมาและแทรกออกจากรอยร้าวเหล่านั้น ทิ้งเป็นร่องรอยมากมายในบรรยากาศ

มีเสียงคำรามยาวๆ ประหนึ่งเสียงมังกรคำราม ดังออกมาจากปากของเยี่ยนจ้าวเกอ เสียงนั้นดังทรงพลังมากขึ้นเรื่อยๆ

รอยร้าวบนร่างกายของเขาหนาแน่นขึ้น จนท้ายที่สุดเสียงมังกรคำรามก็ดังสนั่นโสตประสาท หมอกสีขาวที่ปกคลุมอยู่ทั่วร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอก็แตกออกทั้งหมดในที่สุด!

ปราณจิตราที่ทั้งทรงพลัง แหลมคม แข็งแกร่ง และดุดันหมุนเวียนล้อมรอบร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอไม่หยุด พร้อมทั้งแผ่รัศมีอันเฉียบคมออกมาด้วย

เยี่ยนจ้าวเกอลืมตาทั้งสองข้างขึ้น ก่อนจะยิ้มจางๆ เขาปล่อยและเก็บปราณจิตราทั่วร่างกายได้ดั่งใจต้องการแล้ว

แค่ความคิดในใจเปลี่ยนแปลงไป ปราณจิตราที่ปล่อยมาภายนอกก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยภายในพริบตาเดียว

เมื่อปล่อยปราณจิตราสู่ภายนอกได้ ก็นับว่าสำเร็จปรมาจารย์ยุทธ์ ขั้นจิตราชั้นนอกแล้ว

ชายหนุ่มหลับตาทั้งสองข้างลงอีกครั้ง แล้วเริ่มนำปราณจิตราแทรกซึมเข้าไปในโครงกระดูก เพื่อฝึกฝนความแข็งแกร่งของไขกระดูก

ด้วยความพยายามที่ไม่ท้อถอย เยี่ยนจ้าวเกอจึงสามารถรับรู้ได้แล้ว ว่าเลือดลมในร่างกายของตนกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มหาศาล

ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือด เมื่อไขกระดูกผ่านการชำระล้าง เลือดลมของจอมยุทธ์ก็จะได้รับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งตามไปด้วย

‘การฝึกฝนวรยุทธ์’ ก็คือกระบวนการที่คอยพัฒนาตนเองให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

จอมยุทธ์ระดับหลอมกายนั้น มีขั้นร่างกาย ขั้นเบิกทางชีพจร ขั้นชักจูงลมปราณสามลำดับขั้น ในขั้นร่างกายระยะท้าย การที่กระดูกและเลือดส่งเสียงคำรามพร้อมกัน เกิดขึ้นจากการที่นำวรยุทธ์เข้าสู่กระดูกของตนเองได้เป็นครั้งแรก ทำให้ความแข็งและความหนาแน่นของกระดูกเพิ่มมากขึ้น รวมถึงทำให้ความคล่องแคล่วและพละกำลังเพิ่มมากขึ้นอีกขั้นหนึ่งด้วย

เมื่อถึงขั้นชักจูงลมปราณระยะท้าย ขั้นนี้จะทำการชำระล้างไขกระดูก โดยการนำการฝึกฝนวรยุทธ์ให้แทรกซึมไปยังไขกระดูกที่อยู่ภายในกระดูกเป็นครั้งแรก ผ่านทางการปรับเปลี่ยนเลือดลม ภายในและภายนอกรวมเป็นหนึ่งเดียว ให้ลมปราณซึมซับเข้าสู่ไขกระดูก จนเป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง

ทว่าลมปราณของจอมยุทธ์ระดับหลอมกายก็ไม่อาจเทียบได้กับปราณจิตราของจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ ดังนั้นเมื่อบรรลุถึงระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอก จอมยุทธ์จะใช้ปราณจิตราชำระล้างไขกระดูกครั้งที่สอง และจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็วอีกครั้ง

การพัฒนารุดหน้าจากขั้นจิตราชั้นในถึงจิตราชั้นนอก นับเป็นการยกตัวอย่างที่ครอบคลุมทุกด้าน

เยี่ยนจ้าวเกอในขณะนี้กำลังมองเข้าไปในร่างกายของตนเอง เขาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนถึงสิ่งเจือปนขนาดเล็กบางอย่างที่ลมปราณไม่สามารถชำระล้างได้ก่อนหน้านี้ กำลังถูกขับออกจากไขกระดูกทีละเล็ก ทีละน้อย ถึงแม้ว่าจะเป็นจำนวนเล็กน้อย ทว่ากลับมีสีดำสนิทดุจน้ำหมึก สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นของเสียที่อยู่ลึกสุดของในไขกระดูก

สิ่งเจือปนถูกกำจัดจนสะอาด ไม่เพียงแค่ไขกระดูกเท่านั้นที่มีการเปลี่ยนแปลง แม้กระทั่งกระดูกของเยี่ยนจ้าวเกอเองก็เปล่งประกายมากขึ้น

กระดูกทุกระเบียดนิ้วทั้งบริสุทธิ์ สมดุล หนาแน่น แข็งแกร่ง และมีพละกำลังอย่างยิ่ง

เลือดทุกหยดที่สร้างขึ้นใหม่ในร่างกายรวมตัวกันเป็นวงกลมที่หนาแน่น ส่องแสงสีเงินจางๆ ราวกับสีของปรอท

บัดนี้เลือดไหลเวียนทั่วร่างกายอย่างไหลลื่น ไม่ส่งเสียงเหมือนแม่น้ำลำคลองที่ไหลเชี่ยวอีกแล้ว ท่ามกลางความเงียบสงบนั้นดูหนักแน่น ไม่ติดขัดแม้สักนิด ไหลเวียนอย่างเป็นธรรมชาติ

กระดูกประหนึ่งผลึกแก้ว เลือดประหนึ่งปรอท เป็นเอกลักษณ์ของปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระดับต้น!

เพียงแต่ว่าเมื่อจอมยุทธ์ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระดับต้นคนอื่นๆ เพิ่งปลดปล่อยปราณจิตราสู่ภายนอกได้สำเร็จ และเพิ่งจะกลายเป็นปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอก ก็จำเป็นต้องใช้เวลายาวนานถึงจะชำระล้างไขกระดูกครั้งที่สองได้สำเร็จ จนมีสภาวะร่างกายอย่างเช่นตอนนี้ได้

เมื่ออยู่ในสภาวะเช่นนี้ได้แล้ว เท่ากับว่าได้วางพื้นฐานอีกขั้น เพื่อเบิกทางสู่การเป็นปรมาจารย์ขั้นชั้นจิตรานอกระดับกลางแล้ว

แต่เยี่ยนจ้าวเกอกลับใช้เวลาไปเพียงชั่วขณะเดียวก็ทำทุกอย่างสำเร็จ

เมื่อฝึกฝนเสร็จแล้ว ชายหนุ่มก็เผยรอยยิ้มแล้วลุกขึ้นยืน ก่อนจะหยิบขวดกระเบื้องเคลือบเล็กๆ ขวดหนึ่งออกมา

เขาเทโอสถเม็ดสีดำจำนวนหนึ่งออกมาจากในขวด เหนือเม็ดโอสถมีไอสีขาวค่อยๆ ลอยขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ราวกับถูกห้อมล้อมไว้ในเมฆหมอก ผิวของโอสถเม็ดสีดำยังมีแสงเงาไหลเวียนอยู่จางๆ ราวกับหยกสีน้ำหมึก

นี่ก็คือลูกกลอนวิญญาณทมิฬอันเป็นบำเหน็จรางวัลที่ทางสำนักมอบให้ ขณะนี้พวกมันอยู่ในมือของเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว

แม้ว่าจะบรรลุถึงขั้นปรมาจารย์จิตราชั้นนอกสำเร็จแล้ว ถึงกระนั้นเยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่ได้รีบร้อนจะใช้ยาลูกกลอนเหล่านี้แต่อย่างใด เพียงแต่ทำการสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วนพักหนึ่ง ทั้งยังใช้จมูกสูดกลิ่นเบาๆ

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เยี่ยนจ้าวเกอถึงหยิบเข็มทองขึ้นมาแทงเข้าไปในตัวลูกกลอน

โอสถเม็ดนั้นสั่นสะเทือนขึ้นมาราวกับมีชีวิต ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอกลับไม่ยั้งมือ ยังคงแทงเข็มทองต่อกันอีกเก้าหน จนกระทั่งลูกกลอนวิญญาณทมิฬก็สงบนิ่งลง ไอโอสถสีขาวจางๆ ทั้งหมดถึงกลับเข้าไปตามรูเล็กๆ ทั้งเก้ารู ที่เยี่ยนจ้าวเกอแทงเข้าไปเมื่อครู่

คราวนี้เยี่ยนจ้าวเกอจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วกลืนยาลูกกลอนเม็ดนั้นลงไป จากนั้นจึงนั่งลงฝึกลมปราณ เพื่อกลั่นเอาฤทธิ์ของโอสถ



ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใดแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอส่งเสียงตะโกนเรียก “อาหู่!”

อาหู่ก็เคาะประตูอยู่หน้าห้อง “คุณชายขอรับ”

“ของที่ข้าให้เจ้าตามหาก่อนหน้านี้ ไปถึงไหนบ้างแล้ว” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยถาม

“มีข่าวคราวแล้ว แต่ยังต้องรอยืนยันข้อเท็จจริงก่อนขอรับ” อีกฝ่ายกล่าวตอบ

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า “ตั้งใจหน่อย ของในครั้งนี้ สำคัญยิ่งกว่าเตาผลึกหินชั้นในเสียอีก”

………………..

[1] คลองหงโกว ชื่อคลองที่ใช้ลำเลียงสิ่งต่างๆ ในสมัยโบราณ ปัจจุบันอยู่ในมณฑลเหอหนาน
บทที่ 30
อาหู่เข้าไปในห้องแล้วพูดว่า “ข้อมูลที่ได้มาเบื้องต้นบอกว่ามีคนเคยพบเห็นกล้วยไม้ทองสิบกลีบที่เทือกเขามฤคลับตาขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ‘เทือกเขามฤคลับตาหรือ…อยู่ด้านนอกของหุบเหวปราการมังกรใกล้ๆ นี้ และอยู่ในแผ่นดินของอาณาจักรถังตะวันออกด้วย’

“อืม ตอนนี้ข้ากำลังว่าง เช่นนั้นไปเดินเล่นแถวเขตเทือกเขามฤคลับตาสักหน่อยแล้วกัน ดูสิว่าจะหลอกล่อให้หัวหน้าค่ายชื่อหลิงออกมาได้อีกหรือไม่”

ความผิดปกติของหุบเหวปราการมังกร การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเฒ่ามารหัวขวาน แล้วยังมีการเคลื่อนไหวลับๆ ของหัวหน้าค่ายชื่อหลิงอีก อีกทั้งทางสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็มีการเคลื่อนไหวก่อนเกิดเรื่องทั้งหมดอีกด้วย

แม้ว่าราชาอาณาจักรถังตะวันออกจะโน้มเอียงมาทางเขากว่างเฉิง ทว่าฝ่ายเขากว่างเฉิงมีเพียงเหยียนซวี่คุมการณ์อยู่ในอาณาจักรถังตะวันออก เห็นได้ชัดว่ายังไม่เพียงพอ

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญาแห่งเกาะตะวันออกก็มีภารกิจติดตัว จึงไม่สะดวกนักที่จะอยู่ในอาณาจักรนานๆ ถึงกระนั้นเขากว่างเฉิงก็ได้ส่งจอมยุทธ์คนอื่นๆ มาสมทบแล้ว แม้ว่าในตอนนี้เหตุการณ์ของอาณาจักรถังตะวันออกจะยังไม่สงบ แต่คนของทางเขากว่างเฉิงก็ยังคงไม่ขาดแคลน

เพียงแต่ไม่รู้ว่าหัวหน้าค่ายชื่อหลิงหนีจนมุมแล้วจะเสี่ยงอันตรายเพราะเข้าตาจนอีกครั้งหรือไม่

ส่วนการออกคำสั่งให้คนเบื้องล่างออกตามหากล้วยไม้ทองสิบกลีบนั้น มีความสำคัญสำหรับเยี่ยนจ้าวเกอมากกว่า

ขณะเดียวกันการแย่งชิงตำแหน่งเจ้าสำนักเขากว่างเฉิงรุ่นต่อไป ระหว่างบิดาของเยี่ยนจ้าวเกอและอาจารย์ลุงรองของเขาก็กำลังเข้าสู่ช่วงที่สำคัญที่สุดอย่างช้าๆ

เนื่องจากอาจารย์ปู่ของเยี่ยนจ้าวเกอ ประมุขสำนักในปัจจุบันมีความคิดที่จะเข้าฌานเพื่อฝึกปราณมานานแล้ว ทว่าการเข้าฌานในครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อน เพราะไม่มีกำหนดออกจากฌานที่แน่นอน อาจใช้เวลายาวนานมาก แม้กระทั่งมีอันตรายถึงชีวิตก็เป็นได้

ฉะนั้นเจ้าสำนักจึงวางแผนแต่งตั้งผู้รับช่วงต่ออย่างเป็นทางการก่อนที่จะเข้าฌานไป

สำหรับบิดาของเยี่ยนจ้าวเกอ การกำจัดเหล่าผู้อาวุโสปฏิบัติกิจอย่างชุยซินและเหวินหนิงจือนั้น ไม่ได้ส่งผลกับสถานการณ์โดยรวมเลย

ณ ขณะนี้ เตาผลึกหินชั้นในที่ยังหลอมอาวุธวิญญาณไม่ได้ ก็พูดได้เพียงว่าช่วยเพิ่มคะแนนความประทับใจเล็กน้อยเท่านั้น ไม่สามารถกำหนดผลลัพธ์ชี้ขาดได้

หากมองจากบางมุมแล้ว การเลื่อนขั้นในสำนักของเยี่ยนจ้าวเกอดูจะมีส่วนช่วยได้มากกว่า

เยี่ยนจ้าวเกอรู้เรื่องนี้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง และได้มีการตระเตรียมเอาไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว ฉะนั้นในขณะที่ศึกษาเตาผลึกหินชั้นใน เขาก็ทำการวางแผนอีกเรื่องหนึ่งอยู่เช่นกัน

นั่นก็คือ ‘กลั่นโอสถชนิดหนึ่ง’ ซึ่งเป็นโอสถวิเศษที่ยังไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนในโลกแปดพิภพ นับจากหลังวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่

หากทำเรื่องกลั่นโอสถนี้สำเร็จได้ ก็จะถือเป็นผลงานชิ้นใหญ่สำหรับการแข่งขันช่วงชิงตำแหน่งเจ้าสำนักของบิดา แทบจะสามารถชี้ขาดผลลัพธ์ในท้ายที่สุดได้เลยทีเดียว

หลังออกจากที่พัก เยี่ยนจ้าวเกอก็ครุ่นคิดในใจ ขณะเดินอยู่บนถนนของเมืองใกล้ปราการ

“จริงสิ คุณชายขอรับ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง วัตถุดิบปรุงโอสถสองชนิดที่ท่านให้ข้าตามหาก่อนหน้านี้ ขาดตลาดโดยสิ้นเชิงในอาณาจักรถังตะวันออก ข้าลอบเข้าไปในคลังลับของวังแล้ว ถึงได้มาจำนวนเล็กน้อย”

“เมื่อลองตรวจสอบก็พบว่าเป็นเพราะหอศิลาโอสถ มหาอำนาจที่กลั่นโอสถผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักรถังตะวันออก กว้านซื้อไปทั้งหมดขอรับ”

“ขณะเดียวกัน จู่ๆ หอศิลาโอสถก็เริ่มวางขายโอสถศักดิ์สิทธิ์รักษาบาดแผลที่สาบสูญไปตั้งนานแล้ว นามว่า ‘หมอกควันสลาย’ ขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอครุ่นคิด ก่อนกล่าวว่า “ข้าจำได้ว่า ‘หมอกควันสลาย’ เป็นความลับเฉพาะของท่านตันหั่ว เซียนกระบี่และนักปราชญ์ระดับสูง ทว่าไม่มีการสืบทอดตั้งแต่ล่วงลับไป”

ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ หลังจากที่เริ่มมีการแบ่งเป็นโลกแปดพิภพอย่างเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว ตันหั่วเป็นจอมยุทธ์ระดับสูงสุดในจำนวนน้อยนิด ที่สร้างสิ่งต่างๆ ด้วยกำลังของตนเอง ซึ่งเขาเคยบรรลุถึงระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย

คนผู้นี้มีนิสัยหยิ่งยโสเป็นอย่างยิ่ง ถึงกระนั้นก็เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง

ในขณะที่มีวิชากระบี่ยอดเยี่ยมเป็นที่หนึ่ง เขาก็ยังเป็นนักกลั่นโอสถศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงอีกด้วย เป็นเลิศทั้งวิชากระบี่และวิชากลั่นโอสถอย่างแท้จริง

เพียงแต่เขาไม่ได้มีความสัมพันธ์อันดีกับเขากว่างเฉิงมากนัก

และคนผู้นี้ได้ล่วงลับไปหลายปีแล้ว

“อาจจะเป็นเพราะหอศิลาโอสถบังเอิญมีโชค ได้วิชาปรุงโอสถลับที่ท่านนักปราชญ์ผู้นั้นทิ้งเอาไว้ก็ได้ขอรับ” อาหู่คาดเดา

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะด้วยท่าทีที่ไม่ได้สนใจนัก เพราะเขาไม่ได้ใส่เรื่องนี้สักเท่าไร

แท้จริงแล้วหมอกควันสลายเป็นโอสถศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้รักษาบาดแผลที่หาได้ยากนักในปัจจุบัน ทว่าสำหรับตัวเขาเองแล้วไม่ใช่สิ่งขาดไม่ได้

เมื่อเดินไปได้สักพัก ภายในใจของเยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง จึงเงยหน้าขึ้นมองไป ก่อนจะเห็นเงาของคนกลุ่มหนึ่งปรากฏอยู่อีกฟากถนน

แม้ว่าคนกลุ่มนั้นจะอยู่ห่างกับเยี่ยนจ้าวเกอค่อนข้างมาก แต่ด้วยระดับความสามารถในการฟังของเขาแล้ว จึงได้ยินสิ่งที่พวกเขาถกเถียงกันอย่างชัดเจน

“ศิษย์น้องเฟ่ย เห็นอยู่ว่าอีกฝ่ายจงใจสร้างความลำบากให้เจ้า เหตุใดเจ้าจะต้องไปฟังที่เขาพูดด้วยเล่า!”

เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่งกล่าวด้วยสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์

เยี่ยนจ้าวเกอจำได้ว่าเขาคือ ‘หลานเหวินเหยียน’ เขาเป็นศิษย์รุ่นเยาว์ที่ร่วมเดินทางมาจากสำนักพร้อมชายหนุ่ม เพื่อฝึกฝนในครั้งนี้

สองสามคนข้างๆ หลานเหวินเหยียนล้วนเป็นศิษย์รุ่นเยาว์ที่ร่วมเดินทางมาฝึกฝนเช่นกัน

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจฝึกฝนที่หุบเหวปราการมังกรก่อนหน้านี้ นอกจากเยี่ยจิ่งที่หายตัวไปแล้ว ในบรรดาศิษย์น้องอีกสิบห้าคนที่เหลือ บางคนเลือกที่จะเดินทางกลับสำนัก ในขณะที่บางคนเลือกอยู่ที่เมืองใกล้ปราการเพื่อฝึกฝนต่อไป

ด้านหน้าของพวกหลานเหวินเหยียน มีเด็กหนุ่มที่มีอายุใกล้เคียงกันนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น พลางยิ้มเจื่อนๆ

“ศิษย์พี่หม่าเป็นผู้ที่ดูแลการฝึกทั้งหมดของข้าในยามปกติ เรื่องที่เขาสั่ง ข้าก็ต้องทำตามแน่อยู่แล้ว”

หลานเหวินเหยียนโกรธสุดขีด “แต่ระดับวรยุทธ์ของเจ้าในตอนนี้ หากไปใต้มหาน้ำตกนั้น แค่ครึ่งชั่วยามก็อาจเกิดเรื่องขึ้นได้”

“นี่ตั้งหนึ่งชั่วยาม เขาคิดจะฆ่าเจ้าหรืออย่างไร”

เด็กหนุ่มแซ่เฟ่ยหน้าดำคร่ำเครียด “คงไม่ถึงขั้นตายหรอกขอรับ พอข้าหมดสติ เขาก็จะมาพาข้าออกไปเหมือนกับครั้งก่อน”

คนข้างๆ คนหนึ่งถามขึ้น “เจ้าทำสิ่งใดให้เขาไม่พอใจใช่หรือไม่ เขาถึงจ้องจะแก้แค้นเจ้าเช่นนี้”

ศิษย์น้องเฟ่ยถอนหายใจครั้งหนึ่ง “เมื่อก่อนข้าไม่รู้ประสา จึงทำลายแผนการของเขาเข้าตอนที่เขาทำการทุจริต ตอนนี้เขาหันมาจัดการกับข้าก็เป็นเรื่องธรรมดา”

“ช่างปะไร เจ้าไม่ได้เป็นฝ่ายผิด จะกลัวเขาไปไย หากเขาจะโจมตีเจ้าเพื่อแก้แค้น เจ้าไปแจ้งท่านอาวุโสปฏิบัติกิจก็ได้”

“ก่อนหน้านี้ข้าก็คิดเช่นนั้น ภายหลังถึงได้รู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเขาก็คือท่านผู้อาวุโสปฏิบัติกิจ มิเช่นนั้นเขาจะยังทำตัวสบายอกสบายใจมาแก้แค้นข้าได้อย่างไร” ศิษย์น้องเฟ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

“ต่อให้แจ้งท่านผู้อาวุโสปฏิบัติกิจไป ศิษย์พี่หม่าเพียงแค่บอกว่าเขาเคี่ยวเข็ญให้ข้าฝึกฝน อย่างมากที่สุดก็แค่อธิบายว่าเขาใช้วิธีรุนแรงกับข้ามากไปหน่อย เขาไม่มีทางได้รับการลงโทษใดแม้แต่น้อย หนำซ้ำหลังจากนั้นเขาอาจจะมาแก้แค้นข้ามากขึ้นเป็นทวีคูณ”

ศิษย์น้องเฟ่ยมองหลานเหวินเหยียนและคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะกล่าวพร้อมรอยยิ้มขมขื่น “ในตอนแรกข้าจึงขอออกจากสำนักมายังที่แห่งนี้เพื่อเป็นกำลังสนับสนุน หากข้ารู้เช่นนี้ตั้งแต่แต่แรก ข้าคงจะไม่มาเป็นแน่ ก่อนหน้านี้ข้าคงคิดอะไรตื้นเขินเกินไปจริงๆ”

“ตอนนี้อยากจะกลับไปยังสำนักอีกครั้ง ก็ต้องรายงานท่านผู้อาวุโสปฏิบัติกิจให้ทราบก่อน ศิษย์พี่หม่าคอยเป่าหูอยู่ข้างๆ เช่นนี้ ข้าสู้เขาไม่ไหวหรอก กระทั่งหลบหลีกยังทำไม่ได้เลย”

หลานเหวินเหยียนขมวดคิ้วมุ่น ศิษย์น้องเฟ่ยที่อยู่ตรงหน้านี้เป็นศิษย์ที่เข้าสำนักมาพร้อมกับเขา ทั้งสองมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ครั้งนี้มาถึงเมืองใกล้ปราการ ตอนแรกคิดว่าจะเป็นการพบปะกันกับสหายเก่าอีกครั้ง แต่ใครจะไปคิดว่าสหายเก่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากเช่นนี้

หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะหนึ่ง หลานเหวินเหยียนก็กล่าวด้วยความลังเลว่า “ครั้งนี้พวกข้าเดินทางมากับศิษย์พี่เยี่ยน ฐานะของศิษย์พี่เยี่ยนค่อนข้างพิเศษ หากไปขอร้องให้เขาช่วยพูด ศิษย์พี่หม่าอาจจะไม่กล้ารังแกเจ้าอีกเลยก็ได้ ถ้าเจ้าอยากย้ายออกไปจากเมืองใกล้ปราการก็น่าจะพอมีหวัง”

“ศิษย์พี่เยี่ยน เยี่ยนจ้าวเกอน่ะหรือ?” ดวงตาทั้งสองข้างของศิษย์น้องเฟ่ยพลันเปล่งประกาย ทว่าไม่นานก็มืดมนลง “เรื่องเล็กเช่นนี้ ศิษย์พี่เยี่ยนอาจจะไม่สนใจก็เป็นได้ แถมข้ายังได้ยินว่าศิษย์พี่เยี่ยนและท่านผู้อาวุโสสวีแห่งเมืองใกล้ปราการสนิทกันมากด้วย”

“เช่นนั้นพวกข้าจะรายงานกับทางสำนักให้เจ้าเอง” หลานเหวินเหยียนกล่าว

“ศิษย์พี่หม่าทำให้ข้าลำบากแค่ในเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ไม่สามารถเอาผิดเขาได้จริงๆ หรอก หากมีคนจากสำนักมาถาม เขาก็สามารถปกปิดกลบเกลื่อนได้” ศิษย์น้องเฟ่ยยิ้มเจื่อน พลางกล่าวว่า “ช่างเถิดๆ ข้าจะอดทนไว้ก็แล้วกัน ศิษย์พี่หม่าได้ระบายอารมณ์แล้วคงไม่เป็นอะไร เขาเล่นงานจนข้าตายจริงๆ ไม่ได้หรอก คิดเสียว่าเป็นการฝึกฝนไป”

เยี่ยนจ้าวเกอมองเหตุการณ์นี้เงียบๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย เพียงแค่เอียงศีรษะเล็กน้อยเท่านั้น “ข้าจำได้ว่าในบรรดาลูกศิษย์รับสืบทอดหลักของสวีชวนไม่มีคนสกุลหม่า กลุ่มเครือญาติก็ไม่มีไม่ใช่หรือ“

“ใช่ขอรับ” อาหู่พยักหน้า จากนั้นก็ถอยออกไป เพียงชั่วครู่ก็กลับมารายงานว่า “คนผู้นั้นชื่อหม่าชิว เป็นหลานชายของท่านผู้อาวุโสคนหนึ่งของสำนักที่ล่วงลับไปแล้ว สมัยที่สวีชวนยังหนุ่ม เขาเคยได้รับบุญคุณจากท่านผู้อาวุโสหม่าผู้นั้น จึงคอยดูแลหม่าชิวผู้เป็นหลานชาย”

หางคิ้วเยี่ยนจ้าวเกอเลิกคิ้วเล็กน้อย “สวีชวนมักจะทำอะไรเรียบร้อย แต่กลับปล่อยให้ลูกหลานของผู้มีบุญคุณทำการทุจริตอย่างนั้นหรือ”

อาหู่ส่ายศีรษะ “เวลากระชั้นชิด ข้ายังสืบข้อมูลที่แน่ชัดไม่ได้ขอรับ ทว่าสวีชวนเหมือนจะไม่ได้รู้เห็นด้วย”

“ตอนที่เจ้าหม่าชิวนี้อยู่ต่อหน้าสวีชวน เขามักจะแสดงท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน ฉะนั้นสวีชวนจึงมองข้ามความผิดเล็กน้อยไป เพราะเห็นแก่ท่านผู้อาวุโสหม่าที่ล่วงลับไปแล้ว”

“แต่ผลก็คือหม่าชิวเป็นจิ้งจอกอ้างบารมีเสือ[1] ทำให้ผู้อื่นไม่กล้านำเรื่องของเขาไปรายงานให้กับสวีชวนง่ายๆ”

อาหู่หัวเราะเหอะๆ พลางกล่าวว่า “เป็นการรังแกเบื้องล่างปกปิดเบื้องบนที่แท้จริง”

เยี่ยนจ้าวเกอกลับไม่ได้หัวเราะตาม แต่หรี่ตาลง “ไม่หรอก ด้วยความฉลาดของสวีชวน ทั้งคนที่อยู่เบื้องล่างของเขาและหม่าชิว ไม่สามารถโกหกเขาได้”

“ยังมีคนที่คอยช่วยเหลือหม่าชิวอยู่ เพียงแต่ว่าเป้าหมายของฝ่ายตรงข้าม แท้จริงแล้วกลับชี้ไปทางสวีชวน”

“หม่าชิวผู้นี้จะค่อยๆ กลายเป็นช่องโหว่ของสวีชวน อาจจะกลายเป็นรูรั่วขนาดใหญ่ ดึงเอาสวีชวนลงไปด้วยเขาสักวัน”

“โดยเฉพาะตอนนี้ สวีชวนกำลังรับหน้าที่เป็นผู้อาวุโสปฏิบัติกิจแห่งเมืองใกล้ปราการและหุบเขาวายุวิญญาณทั้งสองแห่งอยู่ ข้าเกรงว่าอีกฝ่ายใกล้จะลงมือแล้ว…”

ศิษย์น้องเฟ่ยกำลังฝืนยิ้ม หลานเหวินเหยียนและคนอื่นกำลังจะพูดต่อ ทว่าจู่ๆ พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านข้าง “ศิษย์น้องเฟ่ย เหตุใดเจ้ายังไม่ไปอีก หรือยังต้องให้ศิษย์พี่เช่นข้ารอเจ้าที่มหาน้ำตก”

ชายหนุ่มรูปร่างกลางๆ คนหนึ่งเดินเข้ามา เขามองดูทุกคนพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม ก่อนจะแสยะยิ้มพูดขึ้นมาในทันใด

“ใช่แล้ว ข้าจ้องจะรังแกเขา แล้วพวกเจ้าจะทำอะไรได้?”

คนที่เดินเข้ามาก็คือหม่าชิว ฝ่ายเด็กหนุ่มสกุลเฟ่ยขยับริมฝีปากขยับเล็กน้อย ทว่าไม่ได้ส่งเสียงใดออกมา เขาหันไปยิ้มเจื่อนๆ ให้กับพวกหลานเหวินเหยียน แล้วเดินเข้าไปหาหม่าชิว

“เจ้าไม่ต้องไปกับเขา” เสียงสงบเยือกเย็นเสียงหนึ่งพลันดังขึ้น ร่างของซือคงจิงปรากฏต่อหน้าทุกคน

บนใบหน้าของหลานเหวินเหยียนเผยความดีใจออกมา แล้วรีบคำนับซือคงจิง “ศิษย์พี่ซือคง”

สายตาซือคงจิงมองไปยังเด็กหนุ่มแซ่เฟ่ย ก่อนจะมองไปยังหม่าชิว

“การพยายามฝึกฝนและอดทนอดกลั้นแท้จริงก็เป็นเรื่องที่ดี ท่านอาจารย์ในสำนักบางท่านก็มีการบังคับให้ศิษย์เข้ารับการฝึกฝนเช่นนี้”

“แต่นั่นก็มาจากความประสงค์ดี ไม่ใช่เอาความแค้นส่วนตัวมาปนด้วย”

หม่าชิวมองดูชุดขาวที่ตนเองสวมใส่อยู่ แล้วก็มองไปที่เสื้อคลุมสีน้ำเงินที่ซือคงจิงสวมใส่อยู่ ความแค้นพลันแล่นผ่านสายตาของเขาไป



เขาหัวเราะลั่น “ศิษย์น้องซือคงพูดล้อเล่นแล้ว ข้าก็แค่เล่นสนุกกับพวกเขาเท่านั้นเอง”

ซือคงจิงเอ่ยอย่างเฉยเมยว่า “ไม่สนุกเลยสักนิด”

“ศิษย์น้องซือคงสวมชุดสีน้ำเงินอยู่ ข้าเอาชนะเจ้าไม่ได้อยู่แล้ว” หม่าซือยังกล่าวกลั้วเสียงหัวเราะ

“แต่เจ้าจะอยู่ที่เมืองใกล้ปราการนี้อีกนานเท่าไรกัน เขาจะพึ่งพาเจ้าไปได้อีกนานเท่าไร เจ้าไม่มีอำนาจที่จะโยกย้ายเขาไปจากที่นี่เสียด้วย และไม่มีอำนาจย้ายข้าออกไปจากที่นี่เช่นกัน”

“และเมื่อเจ้าไปแล้ว เขาจะเป็นอย่างไรเล่า”