256-260

บทที่ 256
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูผู้อาวุโสหลิว ยิ้มไม่ได้พูดจา ใจจดใจจ่ออยู่ที่การควบคุมมหาค่ายกลแดนมาร

สือเถี่ยก็มองผู้อาวุโสหลิว เอื้อยเอ่ยอย่างเชื่องช้า “หลังท่านอาจารย์ลุงหวัง ท่านอาจารย์อาหลิวท่านก็มีเหตุผลเดียวกันเช่นกันหรือ?”

ผู้อาวุโสหลิวแค่นหัวเราะครั้งหนึ่ง “คนที่ไม่ถึงวัยกลางคนก็บรรลุถึงขั้นรูปญาณเช่นเจ้า จะเข้าใจพวกข้าได้อย่างไร?”

เขากล่าวเย็นชา “พูดไปสองไพรเบี้ย วัดฝีมือที่แท้จริงเสียเถิด!”

ชายหนุ่มผงกศีรษะ “วาจานี้ข้าเห็นด้วยยิ่ง”

ขณะกล่าว มือซ้ายเยี่ยนจ้าวเกอยังคงทาบไปบนเจดีย์สูงสีทอง จากนั้นมือขวาก็เขียนอาคมแล้วอาคมเล่า สลักลงในอากาศ

อาคมเหล่านั้นตกไปบนเจดีย์สูงสีทอง ฉับพลันนั้นเสถียรอีกครั้งทันใด แสงสุกสกาวสีแดงโลหะบนยอดเจดีย์ยิ่งรุ่งโรจน์

ประตูที่ทอดเงาลงบนพื้น ยิ่งแจ่มชัดเป็นของจริง ค่อยๆ ควบแน่นก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างในที่สุด พาให้พื้นดินกว้างใหญ่เริ่มแตกร้าว!

พื้นดินด้านล่างที่แตกร้าว ไม่ใช่หินดิน แต่เป็นแสงสีแดงผืนหนึ่ง!

มิติเวลาที่บิดเบี้ยว หาได้ทะลุสู่ใต้ปฐพีโลกแปดพิภพไม่ หากแต่เป็นนพยมโลกในตำนาน!

พลังปราณที่ยั่วยุจิตใจผู้คน พิลึกพิลั่นน่าพรั่นพรึง ในชั่วขณะนี้บรรลุถึงจุดสูงสุดอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทำให้ผู้คนแทบจะบ้าคลั่ง!

ผู้อาวุโสหลิวที่อยู่ท่ามกลางแสงสีแดง ยามนี้คล้ายกับได้รับแรงดีดกลับของค่ายกล บนใบหน้าปรากฏเห็นสีแดงโลหิตผิดปกติก่อน จากนั้นถึงเปลี่ยนเป็นซีดเซียว

ยันต์หยกสีดำในมือเขาแตกกระจายดังเพล้ง เศษหยกดำกระเด็นกระทบไปบนดวงหน้าและบนร่างของเขา ทิ่มลึกลงไปในเนื้อหนัง ระเบิดทั่วใบหน้าเขาอย่างไม่คาดคิด

“เยี่ยนจ้าวเกอ!” ผู้อาวุโสหลิวแผดเสียงราวกับสัตว์ป่าได้รับบาดเจ็บออกมา

ขณะที่แสงสว่างไสวสีแดงบนประตูแสงกวัดแกว่าง ภาพร่างของผู้อาวุโสหลิวค่อยๆ สลายไปไม่พบเห็น

“แจ้งเรื่องนี้กับทางสำนักทันทีเช่นกัน” สือเถี่ยกล่าวโดยไม่เหลียวกลับมา ผู้อาวุโสฉงที่อยู่ข้างๆ ค้อมกายขานรับ

เยี่ยนจ้าวเกอเอื้อนเอ่ย “ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ บัดนี้ยังคงเป็นประตูเทียม เป็นชั่วขณะสุดท้ายก่อนจะกลายเป็นจริงแท้!”

สือเถี่ยมองดูรอยแยกน่าหวาดกลัวที่แตกร้าวอยู่บนพื้นดิน สัมผัสได้ถึงพลังปราณจากนพยมโลกที่ซัดสาดกระหน่ำสูงระฟ้า ครั้นเดินรุดขึ้นหน้าไป อาคมวิญญาณนับไม่ถ้วนเริ่มปรากฏอยู่รอบกายเขา

อาคมวิญญาณแปรสภาพเป็นค่ายกลแล้ว ค่ายกลเล่า รวมตัวกันเป็นแสงโชติช่วงที่คล้ายกับแท่นบูชา คล้ายกับสถูปเจดีย์องค์หนึ่ง คลุมครอบร่างกายสือเถี่ยไว้

แท่นบูชาหดเล็กลง รวบกระชับขึ้น ผสานเข้ากับทั้งร่างสือเถี่ย ทั้งภายในและภายนอกโปร่งแสงใสแจ๋ว แผ่กระจายแสงสุกสว่างไร้ที่สิ้นสุด

เวลานี้สือเถี่ยคล้ายกับแปลงกายเป็นเข็มเทพสยบคลื่นแกร่งกล้าไม่อาจทำลาย เป็นหินหลักกลางกระแสชล[1]

เขาสืบเท้ารุดหน้ามาถึงยังด้านบนเหวลึกสีแดงก่ำนั่น ทั้งร่างเหยียบอยู่บนรอยแตก

เหวลึกสั่นสะเทือนชัดเจนอยู่ครู่หนึ่ง ต่อมาสือเถี่ยออกหมัด พลังหมัดนั้นเชื่องช้า ควบแน่นหนักอึ้งจนสุดขีด ดูไปแล้วเชื่องช้าและไม่เตะตา ทว่ากลับเปี่ยมล้นไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นอมตะนิรันดร์ประเภทหนึ่ง

ราวกับว่าต่อยหมัดนี้ออกไปแล้ว จะสามารถทำให้การเปลี่ยนผ่านวิบัติกลับตาลปัตรนิ่งลงได้ ทำให้การโคจรหมุนเวียนของดาวเคราะห์จักรวาลคงที่ได้

รอยแยกเหวลึกสีแดงก่ำนั่น ชั่วขณะนี้คล้ายกับถูกกำหนดนิ่ง มิติและเวลาหยุดนิ่งพร้อมกัน

มีเพียงพลังปราณของนพยมโลกอันโหดเหี้ยมเท่านั้นที่ยังคงพุ่งพรวดพราว มันคล้ายกับถูกสือเถี่ยยั่วโทสะ มีการดำรงอยู่ที่น่าหวาดผวาไร้ที่เปรียบ กำลังจะถลาออกมาจากภายในรอยแยก!

เกราะเทวะแสงลึกล้ำบนร่างสือเถี่ยเปล่งแสงสีดำระยิบระยับ หนุนเสริมหมัดหนักหน่วงดุจภูเขานับพันหมัดนี้ของเขา โจมตีจนบริเวณขอบรอยแยกมิติล้วนคล้ายกับกำลังบิดเบี้ยว

พลังของวิชาสยบสมุทรค้ำฟ้า บังคับปราบเหวลึกรอยแยกแดงก่ำสายนั้นไว้

รอยแยกสีแดงก่ำเหมือนปากแผลของโลกแปดพิภพก็ไม่ปาน ชั่วขณะนี้บิดเบี้ยวไปมาอย่างดุเดือด คิดจะดิ้นรนแผ่ขยาย

กระนั้นกลับถูกเจตจำนงหมัดวรยุทธ์ของสือเถี่ยระงับไว้ ไม่อาจแผ่ขยายออกไปอีกขั้นตั้งแต่แรก

ภายในรอยแยกราวกับมีสัตว์ที่ดุร้ายจนตรอก อยากจะดิ้นรนหลุดพ้นจากกรงขัง มาถึงยังโลกใบนี้ ทำลายล้างทั่วสารทิศตามใจ

สือเถี่ยระงับประตูนพยมโลกไว้ได้สำเร็จ หากแต่พวกเยี่ยนจ้าวเกอกลับยังไม่สามารถคลายความระแวดระวังได้

ประตูด้านบนเจดีย์สูงสีทอง ที่ลำแสงสีแดงโลหิตหลอมรวมนั่น ยามนี้เริ่มอันตรธานหายไป

แสงโชติช่วงของเจดีย์สูงเอง ก็ค่อยๆ สลัวมืดลง ประหนึ่งเป็นเจดีย์หินธรรมดาทั่วไปองค์หนึ่ง

ลวดลายค่ายกลสีดำแต่ละสายที่พันเกี่ยวบนเจดีย์สีทอง ขาดสะบั้นเลือนหายเช่นเดียวกัน

เขตแดนไอมารที่ปกคลุมดินแดนบรรพชนตระกูลหวัง ไม่ได้กระจายไปทั้งหมด กลับเริ่มจะค่อยๆ บังเกิดความเปลี่ยนแปลงด้วยซ้ำไป

เขตแดนไอมารสีดำ กำลังค่อยๆ เปลี่ยนทิศไปทางสีแดงโลหิตแวววับ

ขณะนี้แหล่งกำเนิดพลังของแดนมาร ได้เปลี่ยนเป็นประตูนพยมโลกอันน่าประหวั่นบานนั้นแล้ว

ค่ายกลเดิม พลังผลาญสิ้น สิ้นสุดภารกิจของตนเอง เริ่มเลือนหายในที่สุด หากแต่แดนมารที่ยิ่งทวีความน่าพรั่นพรึง ชั่วขณะนี้ถึงค่อยเริ่มมาเยือนโลกมนุษย์

แดนมารที่จริงแท้!

พวกเยี่ยนจ้าวเกอถูกไอมารทรงพลังสีแดงโลหิตปกคลุม ต่างก็รู้สึกว่าแต่ละอารมณ์ความรู้สึกแง่ร้ายในใจตนถูกขยายทวีคูณ

เทียบกับในแดนมารสีดำก่อนหน้า ขณะนี้คิดอยากจะสงบจิตใจ ดูจะยิ่งยากมากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงกดดันที่มหาศาลอย่างยิ่งยวดที่การมาเยือนของนพยมโลกนำพาให้ ชั่วขณะนี้ทุกๆ คนกระสับกระส่าย กระวนกระวานถึงขั้นที่อารมณ์หวาดกลัว ระแวดระวัง ล้วนไม่หยุดก่อเกิดเพิ่มพูน

ความบุ่มบ่ามอยากสังหารและทำลายที่ตามมา ก็แก่กล้าขึ้นไม่หยุดยั้งเช่นกัน

ทุกคนรวมถึงสือเถี่ย ล้วนจำเป็นต้องควบคุมความคิดชั่วร้ายแต่ละแบบในใจตน เพื่อรับประกันว่าตนเองจะไม่ถูกนพยมโลกรุกเข้ากัดกร่อน

เมื่อถูกเบนความสนใจเช่นนี้ พลังความสามารถของทุกคนจึงลดทอนลงไปอย่างมาก

สือเถี่ยปราบประตูนพยมโลก มีแรงกดดันมหาศาลที่สุด ทว่าเหวลึกสีแดงก่ำเบื้องล่าง ยิ่งบิดเบี้ยวรุนแรงขึ้น

ชั่วขณะรางเลือนไม่ชัดเจน คล้ายกับมีโลหิตไหลบางสีแดงเข้ม กำลังทะลักออกมาจากภายในเหวลึกสีแดงก่ำ

เยี่ยนจ้าวเกอสูดหายใจเข้าลึกคำหนึ่ง ยกเสาทางเดินวังเทพขึ้น ส่วนปีกเซียนกระเรียนเบื้องหลังสยายออก ร่อนถลาไปยังเหวลึกแดงก่ำอย่างฉับไว

เมื่ออยู่เหนือเหวลึกแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอตบเสาวังเทพครั้งหนึ่ง บนเสาพลันมีริ้วแสงหลายสายเปล่งแสงจ้าตาวามวาบ ทุ่มร่วงลงไปยังเหวลึกสีแดงก่ำเบื้องล่าง!

เหวลึกแดงก่ำที่กำลังแข่งขันกับสือเถี่ย ครั้นถูกเสาทางเดินวังเทพปราบปราบ พลังอันโหดเหี้ยมของมันจึงตกต่ำลง

สือเถี่ยพลันส่งเสียงดัง เจตจำนงหมัดวรยุทธ์ทั่วร่างสำแดงถึงขีดสุด สายโลหิตที่เอ่อท่วมออกมาจากเหวลึกแดงก่ำ บัดนี้ถูกกดกลับไปอีกฉับพลัน

พลังปราณนพยมโลกพุ่งสูงบ้าคลั่ง ประหนึ่งโมโหสุดขีด ไม่ยินยอมถอยทัพ

ไอมารสีแดงโลหิตถูกแหวกออก กลุ่มคนพุ่งพรวดเข้ามา กลับเป็นกลุ่มคนผู้อาวุโสสูงสุดเกาะทราย นัยน์ตาแลเห็นแดนมารบังเกิดความแปรเปลี่ยน รู้ว่าแผนการของเยี่ยนจ้าวเกอและสือเถี่ยสำเร็จเกิดกว่าครึ่ง จึงรีบเร่งเข้ามาหนุนกำลัง

ผู้อาวุโสสูงสุดเกาะทรายแม้ว่าจะด้อยกว่าสือเถี่ยอักโข ทว่าก็เป็นยอดฝีมือมหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณเช่นกัน และยังเป็นกองกำลังแข็งกล้า

มีเขาเข้าร่วม ประตูนพยมโลกพลันถูกผลักให้เสียเปรียบในที่สุด เริ่มต้นสมาน!

พลังปราณนพยมโลกพุ่งสูงขึ้น ส่งทอดบรรยากาศอันบ้าคลั่งสุดท้ายออกมาจากภายใน

เวลานี้ ภายในแสงสีแดงที่มาจากเหวลึกพลันมีแสงสีดำมากมายพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า โจมตีมาทางเยี่ยนจ้าวเกอกับสือเถี่ย!

ผู้อาวุโสฉงและยอดฝีมือมหาปรมาจารย์สำนักเขากว่างเฉิงคนอื่นๆ ทยอยรุดหน้า กำบังสือเถี่ยและเยี่ยนจ้าวเกอไว้

กระนั้นแสงรุ่งโรจน์โหดร้ายน่ากลัวหาที่เปรียบได้ไม่นั้น ก็ทยอยถูกทำให้กระเด็นกลับไป ด้วยพลังฝึกปรือระดับมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณของกลุ่มผู้อาวุโสฉงด้วยเช่นกัน

แสงสว่างไสวระเบิดออกมา มีมหาปรมาจารย์กว่างเฉิงขั้นซ่อนจิตคนหนึ่ง พลาดก้าวเดียวแพ้พ่ายทั้งกระบวนท่า มือขวาถูกระเบิดกระจายโดยพลัน!

“สายฟ้าโลกันตร์!” ลูกตาดำเยี่ยนจ้าวเกอหดลงเล็กน้อย

ครั้นเห็นสือเถี่ยกับผู้อาวุโสสูงสุดเกาะทรายสามารถระงับรอยแยกได้แล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็ควบคุมเสาทางเดินวังเทพ ปราบปรามสายฟ้าโลกันตร์ที่โจมตีเข้ามาเหล่านั้น

ถูกเสาทางเดินวังเทพระงับ สายฟ้าโลกันตร์ที่เหลืออยู่ทยอยกลายสภาพเป็นไข่มุกสายฟ้าดำมืดมากมาย ทว่ายังคงโจมตีโครมครามจนเสาวังเทพไม่มั่นคง

เยี่ยนจ้าวเกอกับเสาทางเดินวังเทพล้มลงไปบนพื้นพร้อมกัน จากนั้นก็แลเห็นไข่มุกสายฟ้าดำมืดเม็ดหนึ่ง กลิ้งตกไปยังพื้นที่ที่ห่างตนไปเพียงแค่คืบ!

ทันใดนั้นเอง ข้างกายพลันมีเงาร่างใหญ่ยักษ์เงาหนึ่งพุ่งพรวดออกมา ก้มหน้าลงคาบไข่มุกสายฟ้าเม็ดนั้นขึ้น จากนั้นวิ่งออกไกลออกไปอย่างฉับไว

ชายหนุ่มพลันเบิกตาโพลง

พ่านพ่าน!
บทที่ 257
พ่านพ่านพุ่งพรวดออกมาฉับพลัน ร่างที่ยามปกติดูเหมือนว่าอ้วนถ้วนงุ่มง่าม ชั่วขณะนี้เร็วปราดดุจสายฟ้าแลบ ก้มศีรษะคาบไข่มุกสายฟ้าตรงหน้าเยี่ยนจ้าวเกอขึ้น แล้วจึงวิ่งออกไปไกลอย่างฉับไว

ชั่วเสี้ยวขณะถัดมา เสียง ‘โครม’ ดังสนั่น แสงอสนีบาตดำมืดระเบิดตูม ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า!

เยี่ยนจ้าวเกอเบิกตาโพลง มองดูทิศทางที่ควันโขมงหนานั้น พื้นดินแต่เดิมถูกระเบิดจนเกิดเป็นหลุมโพรงมหึมาหลุมหนึ่ง

สายฟ้าโลกันตร์ระเบิดปะทุ กลิ่นอายเหี้ยมโหดดุร้ายแพร่สะพัดทั้งสี่ทิศ ส่งผลกระทบต่อประสาทสัมผัสของเยี่ยนจ้าวเกอ ทำให้เขาได้แต่เพียงร้อนรน

การขับเคลื่อนเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าและเสาทางเดินวังเทพอย่างต่อเนื่อง ผลาญพลังเยี่ยนจ้าวเกอมากยิ่ง ความรู้สึกอ่อนแรงประหนึ่งน้ำลดค่อยๆ คืบคลานเข้ามา

ฉับพลันนั้น เฟิงอวิ๋นเซิงกับอาหู่ส่งเสียงโห่ร้องดีใจออกมาพร้อมเพรียงกัน

จากนั้นก็เห็นว่าในกลุ่มควันโขมง เงาร่างอ้วนโตร่างหนึ่ง ระคนด้วยความรู้สึกปราดเปรียวว่องไวหลายส่วน ทะลุออกมาจากภายในนั้น

พ่านพ่านที่ซุกซนไร้เดียงสากลับมาอยู่ข้างกายเยี่ยนจ้าวเกออีกครั้ง แลบลิ้นเลียชายหนุ่มเบาๆ

ดูจากท่าทางของมันแล้ว คงโยนสายฟ้าโลกันตร์ทิ้งทันควัน ไม่ได้โดนสายฟ้ารุนแรงนั้นทำให้บาดเจ็บแต่อย่างใด เพียงแค่ถูกลูกหลงเฉียดแฉลบผ่านไปก็เท่านั้น

เยี่ยนจ้าวเกอพลันผ่อนลมหายใจ ความรู้สึกอ่อนเพลียหมดแรงยิ่งล้นทะลักทวี แทบจะท่วมนองตนเองแล้ว

ในตอนนั้นเขายังคงพยายามประคองสติ ก่อนจะเบือนศีรษะกลับไปมองอีกด้าน

ที่นั่น สือเถี่ยรวมพลังกับผู้อาวุโสสูงสุดเกาะทราย ปราบระงับเหวลึกสีแดงก่ำไว้ได้ในที่สุด

ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก ฝืนลุกขึ้น มือซ้ายคว้าเก็บแสงวามวาบ พลางส่งเสียงระบายความอัดอั้น ก่อนที่มือขวาจะชกหมัดหนึ่งออกไป

ภายใต้การปลุกกระตุ้นเจตจำนงหมัดวรยุทธ์ มหาค่ายกลแดนมารที่รากฐานได้ล่มสลายไปแล้วพลันเปล่งแสงขึ้นมาอีกครั้ง และพลังยังแข็งแกร่งเกรียงไรอย่างยิ่งอีกด้วย ราวกับแสงสายัณห์ยามตะวันรอนก็ไม่ปาน

“ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ เตรียมตัวให้ดี” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวเสียงทุ้ม

สือเถี่ยผงกศีรษะ จากนั้นลวดลายค่ายกลสีดำแต่ละสายประหนึ่งสายโซ่ ก็กรูเข้ามาพันรอบร่างของสือเถี่ย

ลวดลายค่ายกลสีดำรวมตัวกันโดยมีสือเถี่ยเป็นศูนย์กลาง เยี่ยนจ้าวเกอพลันย่อกายนั่งลง คุกเข่าลงข้างหนึ่ง หมัดมือขวาหมัดหนึ่งชกลงไปบนพื้นดินโดยตรง!

มหาค่ายกลแดนมารพลิกผันเสียงดังอึกทึก ลวดลายค่ายกลแต่ละสายย้อนกลับโดยมีสือเถี่ยเป็นศูนย์กลาง ฉุดดึงไอมารสีแดงโลหิตที่เหมือนกับไร้ขอบเขตสิ้นสุดโดยรอบ พรั่งพรูไปทางเขา

สีหน้าท่าทางสือเถี่ยเด็ดเดี่ยวหนักแน่น ไม่เห็นความไหวหวั่นแม้แต่น้อย ทั่วทั้งร่างประหนึ่งแปลงเป็นเพชร แข็งแกร่งนิรันดร์ ไม่เขยื้อนไม่สั่นไหว

เขาเฉกเช่นหินโสโครกริมทะเลอย่างไรอย่างนั้น ต่อให้เจอลมโหมพัด ห่าฝน หรือแม้กระทั่งคลื่นทะเลสาดซัด ก็ตั้งตระหง่านไม่ไหวติงอยู่เสมอ

ครั้นยามลวดลายค่ายกลสีดำดึงลากไอมารสีโลหิตมายังร่างกายเขา สือเถี่ยพลันประกบสองมือเป็นวงแหวน แล้วจึงซัดสาดไปยังเหวลึกแดงก่ำเบื้องล่าง

ไอมารสีโลหิตจำนวนมากพลันไหลผ่านร่างกายของเขา ถูกเทสู่ภายในเหวลึกแดงก่ำต่อเนื่องไม่ขาดสาย

เยี่ยนจ้าวเกอพ่นปราณขุ่นมัวออกมายาวๆ คำหนึ่ง แล้วค่อยสูดอากาศเข้าลึก ราวกับวาฬดูดน้ำอย่างไรอย่างนั้น

เขาผุดลุกขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะสืบเท้ารุดหน้า โผนกระโจนไปยังเบื้องหลังสือเถี่ย

หมัดซ้ายที่เยี่ยนจ้าวเกอเก็บไว้ช่วงเอว ชกตรงออกไปบนแผ่นหลังสือเถี่ยดังสนั่น

สือเถี่ยรับหมัดไม่สะทกสะท้าน มหาค่ายกลแดนมารพลิกผันกลับตามหมัดนี้ของเยี่ยนจ้าวเกอ โซ่ลวดลายค่ายกลทั้งหมดย้อนกลับพร้อมกันจากแผ่นหลังสือเถี่ย โดยมีหมัดซ้ายเยี่ยนจ้าวเกอเป็นศูนย์กลาง กลายเป็นลายภาพที่ผิดแผกและยังซับซ้อนลายหนึ่ง สลักอยู่ในอากาศเปล่า

เบื้องล่าง เหวลึกแดงก่ำสะท้อนความแน่วแน่ไม่ยินยอมออกมา หากแต่กลับประกบปิดในที่สุด ด้วยอานุภาพที่ไม่อาจขัดขวางได้!

พื้นดินกว้างที่แตกระแหงปิดสนิทอีกครั้ง มิติเวลาที่บิดเบี้ยวฟื้นคืนกลับเป็นปกติ

นพยมโลกที่กำลังย่างกรายแห่งนี้ ถูกอุดปิดกลับไปอย่างทุลักทุเล

เยี่ยนจ้าวเกอร้องคำรามลากเสียงยาว อาคมพิสดารที่ลอยอยู่ระหว่างหมัดซ้ายของตนและแผ่นหลังของสือเถี่ย เริ่มบังเกิดความเปลี่ยนแปลง

อาคมแปรสภาพเป็นธารแสง แบ่งจากหนึ่งกลายเป็นสอง สายหนึ่งเบื้องหน้าสายหนึ่งเบื้องหลัง แยกกันตกลงไปบนร่างเยี่ยนจ้าวเกอและสือเถี่ย

ส่วนหนึ่ง กลายสภาพเป็นรอยคล้ายกับตรานาบ ตกลงบนหลังมือซ้ายเยี่ยนจ้าวเกอ

อีกส่วนหนึ่งจมหายไปในเสื้อผ้าสือเถี่ยไม่พบร่องรอย กลับเป็นลวดลายที่แปรสภาพคล้ายกับตรานาบ ทิ้งไว้บนหลังของเขาด้วยเช่นกัน

ตอนนี้เยี่ยนจ้าวเกอถึงนับว่าวางใจลงโดยสิ้นเชิง

สายตาของเขาสอดส่องโดยรอบทั้งสี่ด้าน เขตแดนไอมารมลายหายไปแล้ว มองไม่เห็นร่องรอยอีก

พลังปราณน่าพรั่นใจที่ปลุกปั่นจิตใจคน ทำให้จิตใจและความกล้าผู้คนสูญสิ้น ก็หายไปไม่พบเช่นกัน

ผืนฟ้ากว้างด้านบนเหนือศีรษะ แลเห็นดวงตะวันท้องฟ้าอีกครั้ง ทั่งยังแจ่มแจ้งกระจ่างดั่งแสงอาทิตย์และจันทราดังเดิมอีกด้วย

ผู้อาวุโสสูงสุดเกาะทรายรุดขึ้นหน้ากล่าวถาม “ผู้อาวุโสสือ จ้าวเกอ พวกเจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง?”

สือเถี่ยส่ายศีรษะ “ข้าไม่เป็นไร”

“ข้าก็ไม่เป็นไร” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยตอบ “หากแต่ต่อจากนี้ข้ากับท่านอาจารย์ลุงใหญ่ล้วนต้องรักษาตัวโดยเฉพาะ ขจัดรอยประทับมารอย่างช้าๆ รอจนรอยประทับมารหายไปจนสิ้น ก็ไม่มีภัยอะไรอีกแล้ว”

บัดนี้ เท่ากับว่าเยี่ยนจ้าวเกอและสืบเถี่ย ทั้งสองคนแบ่งรับแรงกดดันของการเปิดประตูนพยมโลกไว้

ก่อนที่รอยประทับมารจะหายไป หากทั้งสองคนใดคนหนึ่งสิ้นชีพ อีกคนหนึ่งก็ต้องแบกรับแรงกดดันที่มากขึ้น

ถ้าหากทั้งสองคนล้วนสิ้นชีพ และเวลานั้นรอยประทับมารยังไม่ได้กำจัดไปหมดสิ้น ประตูนพยมโลกที่เขตยุทธ์เมฆาบนเกาะทรายแห่งนี้ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเปิดออกอีกครั้ง

ผู้อาวุโสสูงสุดเกาะทรายกล่าว “จะพยายามคุ้มกันส่งพวกเจ้ากลับสำนักให้เร็วที่สุด ข้าจะเป็นคนจัดการปัญหาของที่นี่เอง”

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ย “การต่อสู้เมื่อครู่นี้สิ้นเปลืองปราณดั้งเดิมค่อนข้างมาก แต่บ่มเพาะฟื้นฟูก็ดีขึ้นแล้ว หลังจากฟื้นฟูแล้วแบกรอยประทับมารไว้ จะไม่กระทบกับการลงมือต่อสู้กับผู้คนมากนัก ขอเพียงแค่ไม่ตาย รอยประทับมารก็จะไม่เปิดออกอีก”

สามารถคลายวิกฤตขนานหนักครานี้ได้สำเร็จ ใบหน้าของทุกคนในเหตุการณ์ยามนี้ต่างเผยรอยยิ้มจากใจจริงออกมา

สือเถี่ยหันกายมา สายตามองยังเยี่ยนจ้าวเกอ บนดวงหน้าที่แต่ไรมาเคร่งขรึมเย็นชา เผยเห็นรอยยิ้มอ่อนโยนอย่างหาได้ยาก “จ้าวเกอ ครานี้โชคดีที่มีเจ้าอยู่”

วาจาเรียบง่ายประโยคหนึ่ง ทำให้ผู้คนโดยรอบต่างตกอกตกใจ

ราชสีห์โลหะชื่นชมคนคนหนึ่ง นับเป็นเรื่องที่ยากพบเห็นอย่างยิ่งไปแล้ว ยกย่องคนหนึ่งเฉกเช่นตอนนี้ ก็ยิ่งหาได้ยาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ได้รับคำชมยังคงเป็นคนวัยเยาว์ เป็นเพียงจอมยุทธ์ปรมาจารย์คนหนึ่ง

ข่าวคราวแพร่กระจายออกไป ช่างกุเรื่องใหญ่โต ทำให้ผู้คนยากปักใจเชื่อเสียจริง

ทว่าฝูงชนที่รวมทั้งผู้อาวุโสสูงสุดเกาะทราย ที่มองดูเยี่ยนจ้าวเกอซึ่งอยู่ตรงข้ามกับสือเถี่ยอยู่นั้น ต่างก็ปล่อยวางในใจ กลับรู้สึกว่าสมเหตุสมผล ทั้งยังควรเป็นเช่นนี้เสียด้วยซ้ำไป

เยี่ยนจ้าวเกออมยิ้มพลางเอื้อนเอ่ย “ท่านอาจารย์ลุงใหญ่กล่าวเกินไปแล้ว โชคดีที่มีท่าน โชคดีที่มีเหล่าจอมยุทธ์กว่างเฉิงทุกท่านที่นี่ โชคดีที่มีทุกๆ คนอยู่”

“การต่อสู้ครานี้อันตรายหาที่เปรียบได้ไม่ หากไม่ทันได้ระมัดระวัง พวกเราก็ต้องปิดผนึกประตูนพยมโลก และต่อสู้กับมารร้ายนพยมโลกอย่างสุดชีวิต ยื้อเวลาเพื่อให้ยอดฝีมือร่วมสำนักคนอื่นมา ช่วยแบกรับเกาะนภาใต้เอาไว้ ฝืนแบกไว้กับตนเอง ต่อสู้สังหารกอบกู้ให้พ้นภัยเอง ไม่ใช่ใครๆ ล้วนสามารถทำได้”

ชายหนุ่มกำหมัดไว้ที่อกเพื่อคารวะ คำนับทางฝูงชนเป็นกลุ่มๆ โดยรอบ “โชคดีที่มีทุกท่าน”

ผู้อาวุโสฉงทอดถอนใจอย่างใจกว้าง “ไม่ได้ ยังคงโชคดีที่มีเจ้า จ้าวเกอ หาไม่แล้วพวกเรากระทั่งโอกาสที่ให้เลือกล้วนไม่มี ทำได้เพียงมองดูความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดกลายเป็นจริงตาปริบๆ เท่านั้น”

เขามองเยี่ยนจ้าวเกอ ลอบถอนใจในใจ

ผู้เยาว์คนนี้ แท้จริงแล้วแบกความกดดันไว้มากยิ่ง ไม่ว่าสถานการณ์ทางเกาะนภาใต้จะเป็นเช่นไร หากมหาค่ายกลแดนมารที่นี่เปิดออกอีกหน นั่นเท่ากับว่าแผนการล้มเลว นพยมโลกมาเยือกที่นี่จริงๆ เยี่ยนจ้าวเกอจะต้องได้รับการประณามไม่น้อยเป็นแน่แท้

ต่อให้เขาจะช่วยเกาะนภาใต้ที่ไม่ได้เตรียมการแม้แต่น้อยให้พ้นภัย ในภาพรวมเสียหายต่ำลง กระนั้นบรรดาผู้คนก็มักจะมองข้ามความเป็นไปได้ที่ไม่ได้เป็นจริงตามจิตสำนึกเสมอ หากแต่จดจำว่าเยี่ยนจ้าวเกอฟื้นคืนมหาค่ายกลแดนมารที่เดิมทีถูกทำลายสิ้นไปแล้ว ก่อเกิดนพยมโลกมาเยือนที่เกาะทรายเสียมากกว่า

กระทำมากผิดมาก กระทำน้อยผิดน้อย ไม่กระทำไม่ผิดเลย

จุดหัวเลี้ยวหัวต่ออันตรายเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ที่จะยืดอกออกมา แต่ไรก็จำต้องแบกรับภาระและกล้าหาญ

กลุ่มมหาปรมาจารย์สำนักเขากว่างเฉิง ต่างก็กำหมัดคารวะเยี่ยนจ้าวเกออย่างเอาจริงเอาจัง “ครานี้โชคดีที่มีเจ้า จ้าวเกอ จึงสามารถพลิกสถานการณ์เมื่อครู่กลับมาได้”
บทที่ 258
การย่างกรายของนพยมโลกถูกขัดขวาง สงครามบนดินแดนบรรพชนตระกูลหวังเขตยุทธ์เมฆาแห่งเกาะทราย ก็ยุติลงในที่สุดเช่นกัน

 

จอมยุทธ์สำนักเขากว่างเฉิงที่อยู่ในสงครามนี้ มีทั้งบาดเจ็บและล้มตาย เคราะห์ดีเป็นเพียงแค่คนจำนวนน้อยเท่านั้น

 

เหล่าจอมยุทธ์ที่เหลือรอดต่างประคองกันและกัน จัดการบาดแผลชั่วคราว เริ่มเช็ดล้างผลพวงหลังต่อสู้ เก็บกวาดสนามรบ ภายใต้การจัดการของผู้อาวุโสสูงสุดเกาะทราย

 

ตระกูลหวังเขตยุทธ์เมฆาหวิดล่มสลาย ในสงครามครั้งนี้มีเพียงคนจำนวนน้อยที่ถูกจับกุม ภายหลังยังต้องซักไซ้ไล่เรียง

 

นอกจากนี้ยังมีจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตคนอื่นๆ ส่วนหนึ่ง รวมถึงผู้เหลือรอดสำนักเขานิมิตทมิฬ ก็ถูกจับเป็นเช่นเดียวกัน ที่กำลังคอยท่าพวกเขาอยู่คือการไต่สวนอย่างทารุณถึงชีวิต

 

เยี่ยนจ้าวเกอตามหลังสือเถี่ยออกจากดินแดนบรรพชนตระกูลหวังแล้ว ในเส้นสายตาไกลออกไป ยังคงเป็นทะเลทรายกว้างใหญ่ไพศาล ทว่าออกจากเขตยุทธ์เมฆาแล้ว ร่องรอยบ้านเรือนผู้คนก็รางเลือน

 

เนื่องจากสภาพแวดล้อมธรรมชาติเป็นเหตุ ประชากรของเกาะทรายจึงน้อยกว่าทางฝั่งเกาะนภาใต้แห่งนภาพิภพ

 

หากแต่ก็มีเขตพื้นที่ประชากรหนาแน่นไม่น้อยเช่นกัน ที่นั่นมีเหล่าบรรดาชาวบ้านทั่วไปอาศัยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน

 

ระหว่างมองดูบรรดาผู้คนเหล่านี้ เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มน้อยๆ

 

ในใจของเขาเกิดความรู้สึกบางอย่าง ครั้นเหลียวมองกลับไป ก็แลเห็นสือเถี่ยมองบ้านเมืองที่อยู่ไกลออกไป บนดวงหน้าที่แต่ไหนแต่ไรเคร่งขรึมเย็นชา ก็เผลอเผยเห็นรอยยิ้มจางๆ หลายส่วนเช่นกัน

 

ชายหนุ่มพ่นลมหายใจลากยาวคำหนึ่ง ก่อนจะยกมือซ้ายของตนขึ้น เห็นว่าหลังมือของตนประทับไว้ด้วยลวดลายคล้ายกับตรานาบก็ไม่ปานรอยหนึ่ง

 

รอยนี้มีสีแดงคล้ำดุจโลหิต ราวกับไม่เพียงสลักอยู่บนเนื้อหนังหลังมือของเยี่ยนจ้าวเกอเท่านั้น หากแต่สลักลึกเข้าไปในวิญญาณเลยด้วยซ้ำ

 

อาหู่มองอยู่ด้านข้าง แล้วเกาศีรษะโตแกรกๆ “คุณชาย ครานี้ท่านสร้างความดีความชอบใหญ่หลวงแล้ว แต่ประทับไว้ด้วยของเล่นเช่นนี้สิ่งหนึ่ง ก็ยุ่งยากอย่างยิ่งเช่นกัน”

 

“จากที่ท่านกล่าว ก่อนที่รอยประทับมารนี้จะถูกกำจัด หากท่านกับผู้อาวุโสสือเกิดเรื่อง ประตูนพยมโลกที่เกาะทรายแห่งนี้ก็เป็นไปได้ที่จะย่างกรายอีกครั้ง เดนภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตจะเจาะจงมาซุ่มสังหารพวกท่านทั้งสองหรือไม่เล่า?”

 

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ “นี่เป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้อย่างมาก ฉะนั้นต่อไปนี้ต้องระวังปัญหาในด้านนี้ด้วย”

 

“นี่ช่างน่าปวดเศียรเสียจริง” อาหู่แยกเขี้ยวยิงฟัน

 

ชายหนุ่มมองดูรอยประทับมารที่อยู่หลังมือซ้ายของตน “ก็ไม่ใช่เรื่องร้ายเสียทีเดียว นอกจากอันตรายเล็กน้อยแล้ว นอกจากการยกย่องของสำนักแล้ว ครานี้ก็ยังมีของได้รับเพิ่มเติมอยู่บ้างเช่นกัน”

 

อาหู่ฉงนสนเท่ห์อยู่บ้าง แล้วก็มองไปยังหลังมือของเยี่ยนจ้าวเกอ “ยังได้รับอะไรอีกหรือขอรับ?”

 

มือขวาเยี่ยนจ้าวเกอลูบๆ คางตนเอง มองดูมือซ้ายพลางเอ่ย “จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ยังมีตราประทับที่สลักอยู่บนมือของข้าในตอนนี้อีก ข้าจึงเข้าใจนพยมโลกและยอดฝีมือของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น”

 

“รู้เขารู้เรา ก็สามารถรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งได้ สาเหตุที่เหตุการณ์สำคัญเขตยุทธ์เมฆาคราวนี้อันตรายถึงเพียงนี้ ก็เป็นเพราะคิดไม่ถึงว่าภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตจะเปลี่ยนการโคจรมหาค่ายกลแดนมาร ไม่คาดคิดว่าจะสามารถก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นออกมาได้ ถูกโจมตีจนรับมือไม่ทัน ผลคือทำได้เพียงพลิกแพลงตามสถานการณ์”

 

เขาวางมือซ้ายลง “ถึงจะพูดว่าการพลิกแพลงตามสถานการณ์เป็นคำเยินยอคน แต่ไหนเลยจะไม่ใช่เพราะความจนใจกันเล่า? หากทำให้ทั้งหมดทั้งมวลดำเนินไปตามแผนการของตนโดยมั่นใจได้ ความเสี่ยงก็จะลดน้อยลงมาก”

 

เฟิงอวิ๋นเซิงก็กำลังเพ่งมองรอยประทับมารที่อยู่หลังมือเยี่ยนจ้าวเกออยู่ด้านข้างเช่นกัน

 

เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกได้ถึงสายตาของนาง จึงเลิกคิ้ว “เป็นอย่างไร เคยบอกเจ้าแล้ว ที่ทะเลสาบปิดนภาคราวก่อน ข้าไม่คุ้นเคยกับค่ายกลนี้ ต่อมาข้าทุ่มเวลาอย่างหนัก ครานี้ถึงจะเป็นการแสดงฝีมืออย่างแท้จริง”

 

เห็นเขาจงใจแสร้งทำท่าทางประสบผลสำเร็จในเรื่องไม่ควร ทั้งยังร้องขอคำสรรเสริญเช่นนี้ออกมา เฟิงอวิ๋นเซิงก็อดหลุดหัวร่อออกเสียงไม่ได้เช่นกัน สภาพจิตใจผ่อนคลายลงมาก ก่อนจะยกนิ้วหัวแม่มือขึ้น “ใช่ๆๆ เป็นสาวน้อยคราก่อนประสบการณ์ตื้นเขิน ท่านอย่าได้ต่อล้อต่อเถียงกับผู้มีความรู้ต่ำเช่นข้า”

 

ชายหนุ่มพยักหน้าพึงพอใจ “ดีมาก เด็กคนนี้โตแล้วพอที่จะถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ได้”

 

เนื่องด้วยรอยประทับมารเป็นเหตุ เยี่ยนจ้าวเกอกับสือเถี่ยจึงไม่คิดจะหยุดอยู่ที่เกาะทรายต่อไป หากแต่ออกเดินทางกลับเขากว่างเฉิงแห่งเกาะนภากลาง

 

ก่อนเดินทาง ทั้งสองไปยังเมืองซู่โจวด้วยกัน

 

เพราะความปั่นป่วนของเกาะทรายครั้งนี้ ก่อนหน้านี้สวีเฟยถึงถูกย้ายมาประจำตำแหน่งผู้อาวุโสปฏิบัติกิจของซู่โจวที่ขาดไปโดยเฉพาะ

 

เหตุวุ่นวายครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่เมืองซู่โจว ทว่าเป็นเขตยุทธ์เมฆาที่มีเขตแดนติดกัน ทำให้สวีเฟยจึงไม่มีที่ให้ใช้วรยุทธ์

 

กระนั้นเขาก็ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด เฝ้ารักษาอยู่ที่เมืองซู่โจวอย่างแน่นหนา ป้องกันศัตรูที่ทำทีจะบุกโจมตีทิศตะวันออกแต่กลับบุกทิศตะวันตก ทำให้สถานการณ์ของที่นี่สงบมั่งคงเป็นพิเศษ

 

ปัจจุบันเหตุการณ์เขตยุทธ์เมฆาสิ้นสุดลงแล้ว สวีเฟยก็ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ดำรงตำแหน่งต่อไปเช่นกัน อย่างไรเสียเขามายังเมืองซู่โจวในตอนแรก นับว่าจัดการเรื่องพิเศษด้วยวิธีพิเศษ

 

เพียงแต่ว่าเขาไม่อาจกลับสำนักพร้อมกับกลุ่มเยี่ยนจ้าวเกอและสือเถี่ยได้ ยังจำต้องอยู่ที่นี่รอสถานการณ์สงบมั่นคงถึงที่สุดก่อน อีกทั้งต้องรอหลังจากผู้อาวุโสปฏิบัติกิจแห่งซู่โจวคนใหม่มาถึง ครั้นอีกฝ่ายรับช่วงต่อและปรับตัวให้เหมาะสมแล้ว จึงจะสามารถกลับเขากว่างเฉิงได้

 

หลังจากสวีเฟยแลเห็นเยี่ยนจ้าวเกอกับสือเถี่ย เขาแสดงการคารวะและถามสารทุกข์สุขดิบของสือเถี่ยแล้ว จึงมองดูเยี่ยนจ้าวเกอ พลางทุบหมัดหนึ่งที่ไหล่ของเขาเบาๆ “เรื่องราวที่ผ่านมาข้าล้วนได้ฟังหมดแล้ว เยี่ยมมาก!”

 

หากไม่ตั้งค่ายกลมารอีกครั้ง ตำแหน่งประตูนพยมโลกแปรเปลี่ยน รักษาเกาะทรายไว้ได้ ทว่าเกาะนภาใต้ประสบหายนะ

 

เช่นนั้นนับเป็นความเสียหายมากยิ่งกว่า สำหรับเยี่ยนจ้าวเกอและจอมยุทธ์ที่ร่วมบุกดินแดนบรรพชนตระกูลหวังแล้ว ความรับผิดชอบแน่นอนว่ามี แต่จะให้ทุกคนแบกรับไว้พร้อมกัน ต่อให้ผู้อาวุโสฉงทำลายเจดีย์สูงสีทองกับมือ ก็จะไม่ถูกหิ้วออกมาเป็นแพะรับบาปลำพังคนเดียวเช่นกัน

 

ความพลิกผันของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตครานี้ นอกจากจะเหนือความความคาดหมายของทุกคนแล้ว หากต้องสืบสาวไล่ความจริงๆ ถือว่าแผนยุทธการทั่วทั้งสำนักเขากว่างเฉิงตั้งแต่เบื้องบนถึงเบื้องล่างล้วนถูกอีกฝ่ายประเมินวางแผน

 

ตั้งค่ายกลมารขึ้นใหม่ ถึงจะรักษาเกาะนภาใต้ไว้ได้ก็ตาม ทว่าหากไม่สามารถสกัดกั้นนพยมโลกกลับไปได้ ทำให้มันย่างกรายมาที่เกาะทรายได้สำเร็จ เช่นนั้นเยี่ยนจ้าวเกอผู้ซึ่งเสนอแผนการแก้ไขปัญหานี้ออกมา อย่างน้อยก็ต้องรับผิดครึ่งหนึ่งคนเดียว

 

แม้ยอดฝีมือระดับสูงในสำนักเขากว่างเฉิง ล้วนรู้ดีว่าแผนการของเยี่ยนจ้าวเกอแท้จริงแล้วเป็นการเลี่ยงผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด ผ่อนเบาความเสียหาย ไม่มีความผิดแล้วยังมีความชอบ ถึงกระนั้นในบรรดาจอมยุทธ์ระดับกลางและต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายตาจอมยุทธ์เกาะทราย กลับไม่แน่ว่าจะเข้าใจจุดนี้

 

เวลานั้น การตำหนิอันมากเหลือจะนับ จะกดอัดเฉกเช่นภูเขาจะถล่มทับเยี่ยนจ้าวเกออย่างไรอย่างนั้น

 

รักษาความเงียบเอาไว้ ในช่วงเวลาสั้นๆ นับว่าปลอดภัย ขณะเดียวกันกฎเกณฑ์ยากเอาผิดคนหมู่มาก ถึงแม้จะลงโทษ ฝูงชนก็รับโทษด้วยกัน บทลงโทษก็จะไม่หนักเกินไปนัก

 

ยืดออกออกมาอย่างกล้าหาญ ความปลอดภัยในชีวิตตนแบกรับอันตรายมหาศาลไว้ แม้จะโชคดีที่รอดพ้น ก็มีความเป็นไปได้ที่จะต้องเผชิญการถูกคนเป็นหมื่นเป็นพันชี้หน้าด่ากราดเพียงลำพัง ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทุกคนต่างด่าประณาม

 

สวีเฟยมองเยี่ยนจ้าวเกอ ถอนใจแผ่วเบา “จ้าวเกอ เยี่ยมนัก”

 

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มน้อยๆ “หากเปลี่ยนเป็นท่าน เปลี่ยนเป็นท่านอาจารย์ลุงใหญ่ ก็คงเลือกเหมือนข้าเช่นกัน”

 

วิหคเวหายิ้ม ตบไหล่เยี่ยนจ้าวเกอเบาๆ

 

ชายหนุ่มหุบยิ้ม หลังจากสองจิตสองใจเล็กน้อยครู่หนึ่งถึงค่อยพูด “มีเรื่องหนึ่ง ข้าคิดว่าท่านควรรับรู้ไว้”

 

ขณะพูด เยี่ยนจ้าวเกอมองสือเถี่ยที่อยู่ห่างไปไม่ไกลแวบหนึ่ง “ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ได้ล่วงรู้แล้ว”

 

ครั้นสวีเฟยได้ยินเยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยดังนั้น เขาก็ยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่ขยับ

 

ความตั้งใจของเขาแน่วแน่มั่นคง หลังจากตะลึงงันชั่วเสี้ยวขณะก็ฟื้นคืนสติกลับมา จมลงสู่ห้วงความคิด

 

เยี่ยนจ้าวเกอเห็นในดวงตาทั้งสองของสวีเฟยปรากฏแววเศร้าเสียใจอย่างไม่อาจระงับ พลันทอดถอนใจครั้งหนึ่งเช่นกัน “ตอนนี้ยังไม่อาจพิสูจน์ยืนยัน เป็นเพียงการคาดการณ์ของข้าเพียงผู้เดียวเท่านั้น เอ่ยเช่นนี้ เป็นเพียงแค่ความเป็นไปได้น้อยนิด ที่ข้าพูดว่าเป็นไปได้น้อยนิดนั้นคือความจริง อยากให้ท่านเตรียมใจไว้ก่อน”

 

ในมหาค่ายกลแดนมารก้นทะเลสาบปิดนภา สวีเฟยก็ประมือกับมหาปรมาจารย์ปกปิดใบหน้าผู้นั้นเช่นกัน ครั้นนึกย้อนภาพเหตุการณ์ตอนนั้นอย่างละเอียด เขาก็ขมวดหัวคิ้วเป็นปมแน่น

 

สวีเฟยส่ายศีรษะ ปลดถุงสุราบริเวณเอวกรอกเข้าปากคำหนึ่ง ก่อนจะเช็ดริมฝีปาก แล้วจึงกล่าวอย่างไม่อินังขังขอบ “วางใจได้ ข้าไม่เป็นไร”

 

เมื่อกล่าวลาสวีเฟยแล้ว พวกเยี่ยนจ้าวเกอและสือเถี่ย ก็กลับเขากว่างเฉิงทันทีโดยไม่หยุดพัก

 

แม้จะเป็นการเดินทางยาวไกลยากลำบาก ทว่ามีสือเถี่ยนำอยู่ ทุกคนยังคงกลับถึงสำนักอย่างรวดเร็ว ที่นั่นมีคนรอพร้อมข่าวดีหนึ่งอยู่ด้วย

 

“ผู้อาวุโสหลิวที่หลบหนีไป ถูกผู้อาวุโสเยี่ยนจับกุมไว้แล้ว”
บทที่ 259
ผู้อาวุโสหลิว ก็คือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง การนำทิศทางให้ไอมารเกาะทรายไปยังเกาะนภาใต้ก่อนหน้านี้

เป็นยอดฝีมือมหาปรมาจารย์ระดับขั้นรูปญาณท่านหนึ่ง และเป็นยอดฝีมือระดับสูงของสำนักเขากว่างเฉิงอีกท่านที่ถูกนพยมโลกและภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตกัดกร่อนจิตใจ ต่อจากผู้อาวุโสหวัง

หลังฐานะตัวตนถูกเปิดโปง เขาก็คิดหลบหนีทันใด ทว่าสุดท้ายแล้วยังคงหนีเงื้อมมือของเยี่ยนตี๋ บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอไม่พ้น

ตอนที่เยี่ยนจ้าวเกอพบอีกฝ่ายอีกครั้ง แม้ว่าผู้เฒ่าคนนี้จะจิตใจห่อเหี่ยวเซื่องซึม ทว่าแววตาแข็งกร้าว ไร้ซึ่งความหวาดกลัว เพียงแค่มองดูบิดาของเยี่ยนจ้าวเกอพลางยิ้มเย็น

เจ้าสำนักหยวนเจิ้งเฟิง รวมถึงฟางจุ่นกับสือเถี่ย ต่างก็มุ่นคิ้วพลางมองผู้อาวุโสหลิว

“ศิษย์พี่หวังมีปัญหาเรื่องอายุขัย” หยวนเจิ้งเฟิงกล่าวอย่างเชื่องช้า “ศิษย์น้องหลิวเล่า? เพราะเหตุใดทำให้เจ้าเดินมาถึงจุดนี้ได้?”

ผู้อาวุโสหลิวเบือนหน้ามองไปทางหยวนเจิ้งเฟิง มองสังเกตเขาด้วยสายตาประเภทหนึ่งที่พิลึกอย่างยิ่ง

หลังจากนั้นครู่ใหญ่ ผู้อาวุโสหลิวจึงเปิดปากเอ่ย “ศิษย์พี่หยวน…ข้าไม่ได้เรียกท่านเช่นนี้นานนักแล้ว นับแต่หลังจากท่านรับตำแหน่งเจ้าสำนัก ล้วนเรียกขานท่านว่าเจ้าสำนัก”

สีหน้าท่าทางหยวนเจิ้งเฟิงไม่ไหววูบ หากแต่ก็มีประกายตาทอดถอนใจอยู่บ้างเช่นกัน

ผู้สืบทอดกว่างเฉิงทุกรุ่น หากอยู่ภายนอกล้วนเป็นโอรสสวรรค์ ผู้อาวุโสหลิวไม่ใช่ยอดฝีมือระดับสุดยอดที่สุดในสายสำนักเขากว่างเฉิง ทว่าครั้นออกจากเขากว่างเฉิงไปแล้ว ก็นับเป็นบุคคลระดับยอดเยี่ยมทันที

มหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณที่อยู่นอกเหนือจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งหก น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย

ผู้อาวุโสหลิวสามารถสะสมพลังฝึกปรือจนกลายเป็นมหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณได้ เป็นผลสำเร็จที่ล้ำเหนือกว่าผู้คนนับไม่ถ้วนแล้ว

เพียงแต่เหนือฟ้ายังมีฟ้า แม้จะเป็นบุคคลผู้มีพรสวรรค์ทั้งสิ้น ระหว่างกันก็มีแบ่งสูงกว่าด้อยกว่าเช่นกัน เฉกเช่นหยวนเจิ้งเฟิงและซินตงผิง ซึ่งเป็นผู้ล้ำเลิศที่สุดในรุ่นพวกเขา

กระนั้นเทียบกับคนอื่นแล้ว ผู้อาวุโสหวังและผู้อาวุโสหลิวเป็นอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะ หากแต่เทียบพวกเขากับหยวนเจิ้งเฟิง ก็มืดดับถอดสีไปไม่น้อย

ผู้อาวุโสหวังเข้าสำนักเร็วกว่าหยวนเจิ้งเฟิง ส่วนผู้อาวุโสหลิวเข้าสำนักหลังจากนั้นค่อนข้างนาน

หยวนเจิ้งเฟิงมองดูผู้เฒ่าที่ผมหงอกขาวตรงหน้า ราวกับปรากฏชายหนุ่มปราดเปรียวที่ขอให้ตนเองสอนวิชาวรยุทธ์ยากในอดีตผู้นั้นขึ้นเบื้องหน้าอีกครั้ง

ผู้อาวุโสหลิวกล่าวต่อไปโดยใช้ทำนองการพูดอันแปลกประหลาดแบบหนึ่งว่า “…ศิษย์พี่หยวน ข้าผิดแผกไปมากมาโดยตลอด ท่านจะไม่ร้อนใจสักหน่อยเลยหรือ?”

สายตาหยวนเจิ้งเฟิงจดจ่อ เพ่งมองผู้อาวุโสหลิว ฝ่ายผู้อาวุโสหลิวเองก็มองเขาอยู่เช่นกัน “กลายเป็นจอมยุทธ์ได้สำเร็จแล้ว จะนำมาซึ่งพลังและตำแหน่ง เหล่านี้ล้วนยังไม่ต้องเอ่ยถึง เผชิญกับแรงกดดันของหวงกวงเลี่ยจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ นี่ก็ยังไม่เอ่ยถึงก่อนเช่นกัน”

“ประเด็นสำคัญคือ เนื่องด้วยอาการบาดเจ็บเก่าเรื้อรังของท่านศิษย์พี่หยวนเป็นเหตุ อายุขัยก็กำลังจะหมดสิ้นแล้วเหมือนกันกระมัง?” ผู้อาวุโสหลิวหัวร่อฮ่าๆ พลางกล่าว “ท่านแม้จะเป็นมหาปรมาจารย์ขั้นบรรลุธรรม แต่อายุขัยน้อยกว่ามหาปรมาจารย์คนอื่นๆ อายุขัยของท่านตอนนี้ยังเหลืออีกเท่าไร? อีกสิบปีหรือไม่? หากพอสิบปีล่ะก็ จะมีอีกยี่สิบปีหรือ?”

ประกายตาหยวนเจิ้งเฟิงเปลี่ยนเป็นสงบนิ่ง มองผู้อาวุโสหลิวอย่างเงียบสงบ พลางเอื้อนเอ่ยอย่างไม่สะทกสะท้าน “ถ้าให้ข้าคำนวณล่ะก็ หากไม่ย่างเหยียบขั้นศักดิ์สิทธิ์ อายุขัยก็เหลือระหว่างสิบปีถึงสิบห้าปีกระมัง”

ท่าทีผู้อาวุโสหลิวสะอึกสะอื้นอยู่บ้าง “ใช่ ข้าเองก็มีชีวิตอยู่ได้มากที่สุดอีกแค่สิบห้าปีแล้วเช่นกัน”

“หลายปีก่อนหน้าได้พูดคุยกับศิษย์พี่หวัง เขาพูดถึงอายุขัยของข้า ว่าเป็นไปได้ที่จะไม่พอสิบปีแล้ว”

“พลังฝึกปรือของเขาสูงกว่าข้าจริง หากแต่อายุอานามก็มากกว่าข้านักเช่นกัน ถึงตอนนี้ยิ่งเป็นเวลาไม่กี่ปีแล้ว”

ผู้อาวุโสหลิวมองหยวนเจิ้งเฟิง “ศิษย์พี่หยวน มองดูตัวเองค่อยๆ เดินเข้าหาจุดสิ้นสุดอายุขัยทีละก้าว ในใจท่านเป็นความรู้สึกอะไรเลยหรือ?”

หยวนเจิ้งเฟิงเอ่ยถามอย่างเย็นชา “นี่คือเหตุผล?”

“ให้ข้าเผชิญหน้ากับดาบและกระบี่ ให้ข้าไล่สังหารจอมยุทธ์คนอื่น ข้าจะไม่เกรงกลัว ต่อให้ศัตรูแกร่งกว่าข้า ต่อให้โอกาสจะน้อยอีกสักเท่าใด ข้าก็มีโอกาสที่จะต่อสู้สุดชีวิตเช่นกัน ใช้กลยุทธ์อ่อนเอาชนะแข็ง ถึงแม้นั่นจะพบได้ยากเย็น แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี” ผู้อาวุโสหลิวเอ่ย

“หากยังไม่ถึงชั่วขณะสุดท้าย ผู้ใดชนะผู้ใดพ่าย ยังไม่รู้แน่!”

สีหน้าผู้อาวุโสหลิวเปลี่ยนเป็นเด็ดขาดเยือกเย็น “แต่คู่ต่อสู้ของข้าในตอนนี้ คือเทวดาฟ้าดินต่างหาก!”

“ทุ่มเทจนถึงขณะนี้ ข้าก็เห็นกระจ่างชัดแล้วเช่นกัน ในสถานการณ์ปกติ ระดับพลังฝึกปรือของข้าคิดอยากจะพัฒนาขึ้นอีกก้าว ก็ไม่มีความหวังแล้ว”

“การต่อสู้กับสวรรค์เพื่อชีวิตครั้งนี้ ข้าสู้ไม่ไหว แพ้พ่ายเสียแล้ว ไม่มีแผนการใดๆ ได้ชัยชนะ!”

ผู้อาวุโสหลิวมองจ้องหยวนเจิ้งเฟิง ฝืนยิ้มเจ็บปวดพลางเอ่ย “ศิษย์พี่หยวนท่านมีอาการบาดเจ็บเรื้อรังอยู่ ทำให้ท่านไม่มั่นใจพอที่จะบุกทะลวงขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่นั่นเป็นเพราะท่านคือเจ้าสำนัก ยอดฝีมือที่สุดของสำนักเขากว่างเฉิงในตอนนี้ โลกหล้าภายนอกรายล้อมด้วยศัตรูแกร่ง ท่านไม่กล้าเสี่ยงภัยง่ายๆ ก็แล้วไป เพราะถ้าหากพลาดพลั้งเสียหาย สำนักเขากว่างเฉิงก็อาจจะสั่นคลอนได้”

“แต่อย่างน้อยท่านก็มีความหวัง ท่านสามารถต่อสู้ได้สักตั้ง มีความเป็นไปได้ที่จะต่อสู้ได้ชัยชนะ ก็เหมือนเช่นไล่สังหารศัตรูแก่กล้า ท่านอาจจะถูกศัตรูสังหารสิ้นชีพ แต่ก็อาจจะต่อสู้ชนะศัตรูเช่นกัน”

“แล้วข้ากับศิษย์พี่หวังเล่า? พวกข้าทำได้เพียงรอความตายเงียบๆ!”

เขากล่าวเสียงแหบแห้ง “แต่ไหนแต่ไรความตายไม่น่ากลัว หากแต่ทำได้เพียงไม่คาดหวัง มองดูมันคืบคลานเข้ามาทีละนิดๆ ในตอนที่ข้ากลับทำอะไรล้วนเปล่าประโยชน์ เดิมทีเรื่องที่ไม่น่ากลัวก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นน่าพรั่นใจไร้ที่สิ้นสุด ครอบงำจิตใจคน”

หยวนเจิ้งเฟิงสบตาเขา “ฉะนั้น การอุทิศตนเข้าหานพยมโลก นับว่าแก้ไขปัญหายากของเจ้าแล้ว?”

ผู้อาวุโสหลิวหัวร่อพิลึกเสียงดัง “ต่อให้เป็นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ อายุขัยก็มีจำกัดเช่นกัน แต่มารนพยมโลกที่แท้จริง เป็นการดำรงอยู่ที่ไม่ตายไม่ดับสูญ!”

เยี่ยนตี๋เอ่ยอย่างเฉยชา “ข้าอยู่ที่ปฐพีพิภพ เคยฟันสังหารมารนพยมโลกที่หนีกระเจิดกระเจิงออกมาโดยบังเอิญ”

รอยยิ้มบนใบหน้าผู้อาวุโสหลิวประชดประชันอย่างยิ่ง “ข้าไม่รู้ว่าที่เจ้าสังหารปลิดชีพคือมารนพยมโลกที่บริสุทธิ์จริงแท้หรือไม่ แต่ว่าถ้าหากจริงแท้ เจ้านึกว่าเจ้าสังหารปลิดชีพมันแล้วจริงๆ หรือ?”

“มารนพยมโลกที่แท้จริง แม้จะดับสูญ ก็จะเกิดใหม่อยู่ที่ส่วนลึกในนพยมโลก เพราะว่า ‘มาร’ ไม่ตายไม่สูญสิ้น”

ผู้อาวุโสหลิวชี้ที่หัวใจตนเอง ยิ้มพิสดารพลางกล่าว “ความยึดติด ความคิดชั่วร้ายและความปรารถนาในใจคนไม่สูญสิ้นฉันใด มารก็จะไม่สูญสิ้นตลอดกาลฉันนั้น ไม่เพียงแค่คน ขอเพียงเป็นสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ที่ยังมีความปรารถนายึดติด แม้มารจะดับสิ้นไปชั่วเวลาหนึ่ง ก็จะฟื้นคืนชีพกลับมาใหม่ในที่สุดเช่นกัน”

เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินฟังอยู่ด้านข้างอยู่เงียบๆ ไม่ได้พูดแทรกตลอดมา ยามนี้พลันหัวร่อ “กระนั้นท่านรู้หรือไม่ว่ามารดับสูญฟื้นคืนชีพ แท้จริงแล้วเท่ากับการดำรงอยู่ใหม่โดยสิ้นเชิง หากว่าท่านฝากฝังคาดหวังไว้กับสิ่งนี้ มาเพื่อให้มีชีวิตยืนยาว ท่านว่านั่นยังเป็นเจ้าอยู่อีกหรือ?”

อีกฝ่ายมองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความอาฆาตแค้นแวบหนึ่ง ก่อนจะเปล่งเสียงฮึดฮัดเย็นเยียบ แล้วกล่าวว่า “เจ้าไม่ใช่มาร แล้วยังไม่เคยไปนพยมโลก พูดมาได้ไม่อายปาก?”

ชายหนุ่มแบมือ “เอาล่ะ ไม่ถกปัญหาที่ซับซ้อนเช่นนั้นชั่วคราวก่อน พวกเราพูดเรื่องที่เรียบง่ายป่าเถื่อนสักหน่อย”

“ผู้อาวุโสหลิวในเมื่อท่านรู้ว่ามารดับสูญฟื้นคืนชีพ กระนั้นก็น่าจะรู้ ว่าหาใช่มารทุกตนล้วนสามารถฟื้นชีพได้ ที่เรียกขานว่ามารนพยมโลกที่จริงแท้ เกี่ยวข้องกับระดับพลัง”

เขามองผู้อาวุโสหลิว เอื้อนเอ่ยอย่างไม่เร่งรีบและไม่เชื่องช้า “ระดับพลังฝึกปรือเดิมของท่าน ในตอนนี้หลังจากกลายเป็นมาร ก็ไม่พอกับมาตรฐานที่จะฟื้นชีพได้เช่นกัน”

เพลิงโทสะในแววตาผู้อาวุโสหลิวพุ่งทะยานขึ้น เขาจ้องเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความเกลียดชัง พลางหอบหายใจ “พลังความสามารถที่กลายเป็นมารแล้วนำมาให้พัฒนาสูงขึ้น จะทำให้ข้าทะลวงด่านขวางกั้นที่มีตลอดมานี้ ยกระดับขึ้นอีกขั้นได้สำเร็จ ได้รับอายุขัยที่มากขึ้น เลื่อนขั้นระดับสูงขึ้น!”

“ไม่นานนัก ข้าก็จะได้รับโอกาสที่จะมีชีวิตอมตะ แต่พวกเจ้า ต่อให้พวกเจ้าบำเพ็ญเป็นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์แล้วอย่างไร?”

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยเย็นชา “อ้อ เช่นนั้นน่าเสียดายยิ่ง บัดนี้ท่านไม่มีโอกาสแล้ว”
บทที่ 260
ผู้อาวุโสหลิวมองดูท่าทีสบายๆ ของเยี่ยนจ้าวเกอ พลันรู้สึกว่าเพลิงโทสะสุมขึ้นในอก

เป็นเด็กหนุ่มตรงหน้าผู้นี้เอง ที่ทำให้เรื่องดีๆ ของเขากับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตพังลง แล่ะก็ดับความหวังสุดท้ายของเขาเช่นกัน

คนหนุ่มผู้นี้เคยทำให้เขาชื่นชมว่า ‘บิดาพยัคฆ์ไม่มีบุตรสุนัข’ ประโยคหนึ่ง

ทว่าบัดนี้ คนหนุ่มผู้นี้กลับชี้ขาดชะตากรรมของเขา

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยอย่างเงียบสงบ “ท่านจะเอาความเป็นความตายของสรรพชีวิตมาเป็นเดิมพัน แลกมาซึ่งความก้าวหน้าขึ้นขั้นหนึ่งของตัวท่าน ความถูกผิดของการกระทำนี้ ไม่ถูกประเมินค่าที่นี่ ถึงอย่างไรในสายตาท่าน ชีวิตคนเป็นพันเป็นหมื่นก็สู้ชีวิตท่านคนเดียวไม่ได้ ท่านพอใจที่จะคิดเช่นนี้ก็เป็นอิสระของท่าน”

“แต่กลับกัน แผนการของท่านล้มเหลว กระนั้นท่านก็ต้องรับผิดชอบราคาตอบแทนที่เหมาะสมเป็นธรรมดา จุดนี้ ผู้อาวุโสหลิวน่าจะเตรียมใจเอาไว้แล้วกระมัง?”

“ท่านจะตอกย้ำความเจ็บปวดทรมานและจำใจ ความไม่ยินยอมและดิ้นรนของตนอีกเช่นไร ล้วนเปลี่ยนแปลงจุดนี้ไม่ได้แล้ว”

เขายิ้มเย็นชา “ท่านน่าจะไม่คิดจะบอกกล่าวพวกเรา ท่านคิดว่าสิ่งของที่ท่านอยากได้หลังจากท่านประสบความสำเร็จแล้วนั้นสมเหตุสมผล แต่ท่านล้มเหลวแล้ว ไม่ว่าเรื่องใดกลับล้วนจะไม่มีกระมัง?”

ผู้อาวุโสหลิวหอบหายใจหนัก สายตาจดจ้องเยี่ยนจ้าวเกอไม่วางตา

เยี่ยนจ้าวเกอสบตาเขาอย่างเงียบสงบ สีหน้าท่าทางสุขุมมั่นคง เปี่ยมด้วยแววครุ่นคิด

หยวนเจิ้งเฟิงโบกมือเบาๆ “จ้าวเกอ”

ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ ผงกศีรษะให้หยวนเจิ้งเฟิง ถอยลงก้าวหนึ่ง ไม่ปริปากพูดจาใดๆ อีก

ผู้อาวุโสหลิวเพ่งมองเยี่ยนจ้าวเกอ เส้นสายตากวาดผ่านรอยประทับมารหลังมือซ้ายของชายหนุ่ม ฉับพลันนั้นเขาตกตะลึงเล็กน้อย หลังใคร่ครวญเล็กน้อยสักครู่ ก็เข้าใจสถานการณ์คร่าวๆ

อารมณ์เขาไม่พลุ่งพล่านต่อไปอีก หากแต่ประกายตาทวีความเย็นเยือก มองทางเยี่ยนจ้าวเกอ “ไอ้หัวขโมย เจ้าอย่าเพิ่งได้ใจเร็วไป”

เยี่ยนจ้าวเกอเลิกคิ้วเล็กน้อย เผยเห็นสีหน้าคล้ายจะยิ้มทว่าไม่ยิ้ม พลางเพ่งมองผู้อาวุโสหลิวไม่พูดจา

หยวนเจิ้งเฟิงถอนใจครั้งหนึ่ง มองผู้อาวุโสหลิวพลางกล่าว “ศิษย์น้องหลิว มาถึงขั้นนี้แล้ว พูดมากไปก็เปล่าประโยชน์ ดั่งเช่นศิษย์พี่หวัง เกี่ยวกับนพยมโลก เกี่ยวกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ล่วงรู้อะไรบ้างก็พูดมาเถิด หากสือเถี่ยลงมือแล้ว ใบหน้าทุกคนล้วนไม่น่ามองนัก”

ผู้อาวุโสหลิวเปล่งเสียงอัดอั้นครั้งหนึ่ง

สำหรับการไต่สวนของผู้อาวุโสหลิว ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างแน่นอน เรื่องเล่าลือเกี่ยวกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต สำนักเขากว่างเฉิงมีความเข้าใจที่มากยิ่งขึ้น

กระนั้นคำถามที่ทำให้ทั่วทั้งเขากว่างเฉิงสนใจ ก็คือในบรรดายอดฝีมือระดับสูงสายกว่างเฉิงคนอื่นๆ ยังคงมีคนถูกภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตและนพยมโลกกัดกร่อนแทรกซึมเช่นกันหรือไม่

น่าเสียดายที่คำถามนี้ไม่ได้คำตาบจากผู้อาวุโสหลิวเช่นกัน

เหมือนเช่นผู้อาวุโสหวังในตอนนั้น ยอดฝีมือที่ถึงระดับขั้นพวกเขาระดับนี้แล้ว ถูกภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตกัดกร่อนดึงมาเป็นพวก ล้วนดำเนินการลำพังทั้งสิ้น

นอกเสียจากว่ามีเรื่องใหญ่เช่นเหตุที่ทะเลสาบปิดนภาเช่นนั้น ต้องการยอดฝีมือจำนวนมากร่วมมือปฏิบัติการ หาไม่แล้ว ระหว่างพวกเขาก็ยากจะยืนยันว่าใช่คนของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตหรือไม่เช่นกัน

กลับเป็นเพราะการเปิดโปงของผู้อาวุโสหลิว ดึงหัวไชเท้าออกจากโคลน[1] ในเครือข่ายบรรดาเหล่าจอมยุทธ์ระดับกลางและล่างที่ถูกเขาขยับขยายกัดกร่อน ครั้งนี้ล้วนถูกเปิดโปงต่อเนื่องกันทั้งสิ้นเช่นกัน

ออกจากตำหนักอาญาแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอตามหลังกลุ่มหยวนเจิ้งเฟิง บรรยากาศล้วนหนักอึ้งอยู่บ้าง

ฟางจุ่นเอื้อนเอ่ยเสียงเบา “เป็นความผิดพลาดของข้า ช่วงนี้ผู้อาวุโสหลิวออกจากสำนักและเวียนใช้ทรัพยากรบางอย่างหลายครั้ง ล้วนอยู่ในหนังสือตอบรายงานข้านี้ หลังจากผ่านเหตุที่ทะเลสาบปิดนภา ใจระแวงระวังของข้ายังคงไม่เพียงพอ”

หยวนเจิ้งเฟิงโบกมือ “ไม่มีใครรู้ว่าตั้งมหาค่ายกลแดนมารท้ายที่สุดแล้วต้องการสิ่งใดกันแน่ เรื่องไม่อาจโทษเจ้าได้ ทรัพยากรที่เจ้าเขียนหนังสือตอบรายงานเวียนใช้ ล้วนเป็นของที่ศิษย์น้องหลิวมีอำนาจจัดสรรได้ปกติ”

เขาเดินหน้าไปอีกไม่กี่ก้าว ก็เหลียวกลับมองทางเยี่ยนจ้าวเกอและสือเถี่ย อมยิ้มกล่าว “ครานี้พวกเจ้าทำได้ดีเยี่ยม โชคดีที่มีพวกเจ้าอยู่ ไม่เช่นนั้นแล้วพื้นที่ใจกลางของเกาะนภาใต้เปิดประตูนพยมโลกออกโดยไม่ได้เตรียมป้องกันแม้แต่น้อย ผลลัพธ์ย่อมสุดจะจินตนาการได้”

สือเถี่ยเอ่ย “เป็นวิธีการที่เยี่ยนจ้าวเกอคิด”

หยวนเจิ้งเฟิงผงกศีรษะพลางยิ้มเอ่ย “ใช่ จ้าวเกอสร้างความชอบใหญ่หลวงอีกแล้ว หากแต่เพื่อที่จะบำเหน็จรางวัลกับเจ้า ทรัพย์สินของกว่างเฉิงข้า ได้ขุดจนหมดสิ้นแล้ว คราวนี้ควรจะบำเหน็จอะไรกับเจ้าถึงจะดี?”

เยี่ยนจ้าวเกอกระหยิ่มยิ้มย่องพลางกล่าว “ท่านอาจารย์ปู่ผู้ทรงวัยวุฒิเห็นความหมายสักหน่อยก็ใช้ได้แล้ว”

ทุกคนหาได้ถือเป็นการอกตัญญูไม่ กลับจะหัวร่อออกมาเสียด้วยซ้ำไป

เมื่อเข้าสู่ตำหนักกลาง หยวนเจิ้งเฟิงนั่งลงบนที่นั่งประจำตำแหน่ง จึงค่อยเปิดปากกล่าว “นอกจากปัญหาของนพยมโลกกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตแล้ว ระยะนี้ยังมีเรื่องใหญ่หลวงเรื่องหนึ่งเกิดขึ้น”

สีหน้าชายชราเอาจริงเอาจังขึ้นหลายส่วนแล้ว “มีข่าวสารที่เชื่อถือได้ บอกว่าในระยะเวลาอันใกล้นี้ ขณะเดียวกันที่สำนักเผชิญหน้ากับการก่อความปั่นป่วนของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตหนนี้ สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้หยกม่วงพิสุทธิ์ชิ้นหนึ่งในทุ่งร้างแดนใต้”

ยามนี้เยี่ยนตี๋และฟางจุ่นเข้าใจสถานการณ์แล้ว เยี่ยนจ้าวเกอกับสือเถี่ยกลับได้ยินเป็นหนแรก

เยี่ยนจ้าวเกอขมวดหัวคิ้วขึ้น หยกม่วงพิสุทธิ์เป็นของวิเศษที่ล้ำค่าหายากชนิดหนึ่ง เทียบกับหยกเลียนสังหารแล้วยังพบได้น้อยกว่า เป็นของในตำนานแล้วเช่นเดียวกัน หลายปีมานี้ไม่เคยปรากฏบนโลก ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันต่างก็คิดว่ามันสูญหายไปโดยสิ้นเชิงแล้ว

พูดถึงระดับความล้ำค่า ของสิ่งนี้สำคัญกว่าหยกเลียนสังหารมากนัก เพราะสำหับการฝึกปรือของจอมยุทธ์เพื่อไปถึงขั้นศักดิ์สิทธิ์แล้ว นับว่ามีส่วนช่วยอย่างยิ่งยวด

สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้รับหยกม่วงพิสุทธิ์ อธิบายได้ว่าความเป็นไปได้ที่หวงกวงเลี่ย จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ตะวันเยือนจะเลื่อนขั้นขึ้นอีกก้าวเพิ่มมากยิ่งขึ้นแล้ว

“น่าเสียดายตอนนี้มงกุฏจันทราไม่ได้อยู่ในมือพวกเราแล้ว อีกทั้งภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตก็ยังพัวพันไม่ลดละ” เยี่ยนจ้าวเกอส่ายศีรษะด้วยความเสียใจอยู่บ้าง

หลังจากสำนักเขาไร้พรมแดน สำนักเขากว่างเฉิง และเมืองทะเลมรกตกลายเป็นพันธมิตรกันแล้ว ถ้าหากหนึ่งในสามสำนักมีมงกุฏจันทรา เช่นนั้นขณะเดียวกันที่ตรึงตำหนักอัสนีสวรรค์ไว้ ก็สามารถใช้ศัตราวุธกดดันยอดเขาเรืองรองของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องบีบให้หวงกวงเลี่ยออกฌานก่อนกำหนดเช่นกัน

หากแต่ขณะนี้มงกุฏจันทราอยู่ในมือหอคลื่นโหม สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้ลดระดับการตั้งรับบนยอดเขาเรืองรองลง ความหวังก็น้อยอย่างมากแล้ว

หยวนเจิ้งเฟิงกล่าว “ขณะที่พวกเรากำลังทุ่มเทวางแผน ศัตรูก็ไม่ได้หยุดหย่อนเช่นเดียวกัน”

ทุกคนพยักหน้าพร้อมเพรียง

เวลานี้ ข้างหูเยี่ยนจ้าวเกอพลันมีเสียงของหยวนเจิ้งเฟิงดังขึ้น ‘จะว่าไปแล้ว เจ้ายังมีความชอบใหญ่หลวงอีกนะ เยี่ยนตี๋บอกกับข้าแล้ว โอสถเซียนกลับสวรรค์นั่น ก็มีส่วนความดีความชอบของเจ้าเช่นกัน’

เยี่ยนจ้าวเกอควบคุมตนเองไม่ให้ไปมองหยวนเจิ้งเฟิง รักษาท่าทีทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เอาไว้

ทั่วทั้งสำนักเขากว่างเฉิง คนที่รู้กระจ่างชัดถึงความลับของโอสถเซียนกลับสวรรค์มีเพียงจำนวนหยิบมือ ซึ่งข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอก็มีเพียงอาหู่เท่านั้นที่รู้เรื่อง

คนในตำหนักกลางตอนนี้ สื่อเถี่ยและฟางจุ่นไม่รู้เรื่องโอสถเซียนกลับสวรรค์เช่นกัน

นี่กล่าวได้ว่าความลับสุดยอดของสำนักเขากว่างเฉิงตอนนี้ นอกจากผู้ปรุงแล้ว มีเพียงเจ้าสำนักหยวนเจิ้งเฟิงล่วงรู้แต่เพียงผู้เดียว

เยี่ยนจ้าวเกอมองเยี่ยนตี๋แวบหนึ่ง ความอบอุ่นก่อเกิดสูงขึ้นในใจ ตามผลการปรึกษาหารือกันในตอนนั้น คุณูปการส่วนใหญ่พยายามให้ตกเป็นของเยี่ยนตี๋ผู้เดียว

หากแต่ดูเหมือนว่าตอนนี้บิดาตนยังคงนึกถึงเขาอย่างมากอยู่ตลอดเวลา

สีหน้าท่าทางเยี่ยนตี๋เรียบเฉยเหมือนปกติเช่นเดียวกับเยี่ยนจ้าวเกอ บิดาบุตรทั้งสองคนต่างก็ไม่เผยพิรุธออกมาแม้แต่น้อย

ยามนี้ ชายชราคนหนึ่งและหญิงชราคนหนึ่งเดินเข้ามา ซึ่งคือผู้อาวุโสเก่าแก่แห่งสำนักเขากว่างเฉิงทั้งสองท่านนั่นเอง นอกเหนือจากนี้แล้วยังมีชายชราอีกผู้หนึ่ง ปรากฏว่าคือซินตงผิงที่แต่ไหนแต่ไรไม่ออกจากหอคัมภีร์ยุทธ์ศาสตร์แม้สักครึ่งก้าว

เวลานี้ผู้มีตำแหน่งสำคัญในการวางแผนยุทธการรวมตัวอยู่ที่ตำหนักกลาง นอกจากผู้อาวุโสที่รักษาการณ์อยู่ที่หุบผนึกเวหาท่านหนึ่งยังมาไม่ถึงแล้ว ทั้งหมดได้มาพร้อมเพรียงแล้ว

หยวนเจิ้งเฟิงมองฝูงชน ก่อนจะเอ่ยอย่างเชื่องช้า “เรื่องที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้หยกม่วงพิสุทธิ์ พวกท่านล้วนรู้ดีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจะชักช้ารีรอต่อไปอีกไม่ได้แล้ว”

“ข้าตัดสินใจว่าในอีกไม่กี่วันนี้ข้างหน้านี้ ข้าจะเข้าฌานอย่างเป็นทางการ ลองบุกทะลวงขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์!”

——————————————————————–

[1] ดึงหัวไชเท้าออกจากโคลน อุปมาว่า จัดการเรื่องใดๆ ไม่สมบูรณ์ ก่อให้เกิดความยุ่งยากตามมา