251-255
บทที่ 251
เยี่ยนจ้าวเกอถีบเท้าหนึ่ง กำแพงด้านนอกที่พักบรรพชนตระกูลหวังจนเกิดเป็นรูโหว่รูหนึ่ง
ระหว่างที่ฝุ่นควันฟุ้งตลบ ฉับพลันนั้นมีประกายดาบวามวาบ ฟันมาทางชายหนุ่ม
ประกายดาบดุจภูเขา สูงและเต็มไปด้วยอันตรายราวกับยอดเขามหัศจรรย์ อีกทั้งทอดยาวเหยียดเฉกเช่นเทือกเขา ชั่วพริบตาเดียวก็โอบล้อมเยี่ยนจ้าวเกอไว้
ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะมอง เขาชกหมัดหนึ่งออกไปทะลุผ่านประกายดาบ กดอัดอีกฝ่ายจนกระเด็นออกไปโดยพลัน
คนผู้หนึ่งลอยออกไป ประกายดาบเบื้องหน้ากลับเรืองโรจน์กว่าเดิมด้วยซ้ำไป มีศัตรูมากยิ่งกว่าเดิมขับเคลื่อนวิชาดาบทิวเขาอันเป็นวิชาสืบทอดของตระกูลหวัง สังหารมาทางเยี่ยนจ้าวเกออย่างมืดฟ้ามัวดิน
ทันใดนั้นเอง ภายในประกายดาบที่เหมือนกับขุนเขานี้ มีลมหนาวสะท้านอันมืดมนสายหนึ่งโชยมา จู่โจมมายังเยี่ยนจ้าวเกอเช่นกัน
วิชาลับสืบทอดของสำนักเขานิมิตทมิฬ วิชากระบี่ตามวายุ!
กระบี่นามว่าตามวายุ ว่องไวยิ่งกว่าลม กระบี่เร็วที่มีอยู่น้อยนิดในใต้หล้า เพียงพอจะทัดเทียมวิชากระบี่สายฟ้าเจ็ดสิบสองกระบวนท่า วิชาสืบทอดของตำหนักอัสนีสวรรค์ได้
ประกายกระบี่ริบหรี่กลุ่มหนึ่ง ปล่อยทีหลังถึงก่อน ขนาบข้างอยู่ใต้กำบังประกายดาบ ทำให้คนไม่อาจป้องกันได้ทัน!
เยี่ยนจ้าวเกอยื่นมือข้างหนึ่งออก นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือรวบเข้าด้วยกัน คีบปลายกระบี่ของอีกฝ่ายไว้
ชั่วเสี้ยววินาที ประกายกระบี่สูญสิ้น ลมกระบี่สงบนิ่ง กระบี่ยาวที่ถูกสองนิ้วเยี่ยนจ้าวเกอหนีบไว้นั้น จะขยับก็ไม่อาจขยับได้
ทันใดนั้น ทั่วสรรพางค์กายเยี่ยนจ้าวเกอก่อเกิดปราณจิตราทันใด เขายืนอยู่กับที่ไม่เขยื้อน เพียงกลายสภาพปราณจิตราอันทรงให้เป็นลมพายุ พาให้ประกายดาบมืดฟ้ามัวดินสั่นไหวเลือนหายไปพร้อมกัน!
ปฏิกิริยาของจอมยุทธ์สำนักเขานิมิตทมิฬเบื้องหน้าผู้นั้นก็เร็วรี่เช่นกัน ปล่อยกระบี่ยาวในมือที่ถูกเยี่ยนจ้าวเกอหนีบไว้ทันควัน
หากแต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนกระบวนท่ารุกโจมตี หรือแม้กระทั่งถอยร่นในทันใด เขายังไม่ทันได้ขยับสักก้าว ก็ประหลาดใจที่พบว่าด้ามกระบี่ยาวเล่มนั้น ย้อนกลับมาปะทะทางตนเองผู้เป็นเจ้าของคนนี้!
เสียงดัง ‘แควก’ พร้อมทั้งด้ามกระบี่ที่ไร้ปลายกระบี่ ประหนึ่งคมกระบี่อันเฉียบแหลมอย่างไรอย่างนั้น ทลายปราณจิตราคุ้มกายของจอมยุทธ์สำนักเขานิมิตทมิฬผู้นี้ออก แทงเข้าทรวงอกของเขาโดยตรง
ผู้คนรอบข้างมองดูเยี่ยนจ้าวเกออย่างตะลึงพรึงเพริด เพราะชายหนุ่มหนีบคมปลายกระบี่ยาวไว้ด้วยนิ้วมือทั้งสอง จากนั้นส่งแรงแขนไปข้างหน้าอย่างเบามือ ใช้ด้ามกระบี่เป็นคมกระบี่ แทงสังหารจอมยุทธ์สำนักเขานิมิตทมิฬผู้นั้น
สีหน้าท่าทางเยี่ยนจ้าวเกอเรียบเฉยเช่นปกติ เขาชักแขนกลับ ดึงด้ามกระบี่ยาวออกมาจากทรวงอกอีกฝ่าย
จากนั้นชายหนุ่มก็หนีบปลายคมกระบี่ด้วยสองนิ้วโดยไม่เปลี่ยนมือ ราวกับจะจบชีวิตตนเอง ใช้ด้ามกระบี่ทำเป็นคมกระบี่ ออกแรงอย่างไม่ยุ่งยาก กลับเอาชนะกระบี่ของปรมาจารย์ใต้หล้ามากมายอย่างเด็ดขาด ฟันสังหารจอมยุทธ์ที่เข้าใกล้เพื่อล้อมโจมตีตนเองทั้งหมด
กำแพงล้อมรอบถล่มเปิดออกส่วนหนึ่ง เยี่ยนจ้าวเกอเข้าไปภายในลาน ชั่วเสี้ยววินาทีฟันปลิดชีพคนมากมาย กวาดล้างพื้นที่โดยรอบไปส่วนหนึ่ง นอกจากเขาแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดมีชีวิต
สายตาเยี่ยนจ้าวเกอสงบเยือกเย็น เขาขว้างกระบี่ยาวในมือไปด้านข้าง ชั่วพริบตาเดียวมันกลายสภาพเป็นประกายกระบี่ราวกับสายฟ้าแลบสายหนึ่ง
ภายในหมอกดำ จอมยุทธ์คนหนึ่งกำลังพยายามอาศัยความมืดมิดอำพรางร่างแอบเข้าใกล้เยี่ยนจ้าวเกออย่างเงียบๆ แต่ผลสุดท้ายถูกกระบี่หนึ่งเล่มนี้ปักสังหารสิ้นใจอยู่บนพื้นโดยพลัน
ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ของศัตรูก็กำลังเข้าใกล้อย่างฉับไว เตรียมอุดกั้นช่องที่เยี่ยนจ้าวเกอจะบุกทะลวงไว้
เยี่ยนจ้าวเกอฟาดฝ่ามือหนึ่งสังหารปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะท้ายผู้หนึ่งด้วย ก่อนจะส่ายศีรษะ “ไม่ใช่มหาปรมาจารย์ ก็จงอย่ารนหาที่ตาย”
ขณะกล่าว เขาก็หมุนกาย ยกฝ่ามือขึ้นกั้นหมัดที่คนผู้หนึ่งเหวี่ยงเข้ามาไว้
คนผู้นี้มีรูปหน้ายาวอย่างกับม้า ปราณจิตราก่อเกิดทั่วร่างฉับพลัน เหนือศีรษะมีรัศมีแสงทะลุตรงสู่ท้องฟ้าเฉกเช่นเยี่ยนจ้าวเกอ นั่นหาใช่ภาพลวงตาไม่ หากแต่เป็นลำแสงโชติช่วงจริงแท้ เป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุด ขั้นฝ่านภาเช่นเดียวกัน!
ผู้มาเยือนดูเหมือนว่าอายุก็ไม่มากนัก ท่าทางอายุสามสิบต้นๆ เขากลืนปราณจิตราแล้วคายออกมากลายสภาพเป็นลมดำหลากสาย แจ่มชัดว่าคือวิชาสืบทอดของสายสำนักเขานิมิตทมิฬ
นัยน์ตาเขาทั้งสองเริ่มเป็นสีเหลือง ก่อนจะสาดประกายโลหิต เขาที่กลายเป็นมารเรียบร้อยใช้ดวงตาคู่นั้นจ้องเยี่ยนจ้าวเกอเขม็งไม่วางตา เปี่ยมด้วยความอาฆาตเกลียดชังและความพยศ
“คนที่ออกมาจากเขากว่างเฉิง ล้วนแต่สมควรตาย!”
ชายรูปหน้ายาวผู้นี้ร้องตะโกนเสียงดังครั้งหนึ่ง ปราณจิตราทั่วกายพุ่งพล่าน ควบแน่นกลายเป็นโลกลวงตา ระหว่างฟ้าดินเต็มไปด้วยพายุลมงวงสีดำเต็มไปหมด
พายุลมงวงสีดำน่าประหวั่นพรั่นพรึง บีบอัดรวบกระชับเล็กลงตลอดเวลา สุดท้ายกลายเป็นหอกยาวสีดำหลากสายประหนึ่งของจริง และปลายหอกชี้ตรงไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ!
ทว่าขณะที่จุดลมปราณทั่วกายเยี่ยนจ้าวเกอเปิดปิดนั้น พลังปราณบริสุทธิ์ทุกสายก็กระจายออกไปทั้งสี่ด้าน มโหฬารดุจท้องฟ้า
พายุลมงวงสีดำคล้ายกับหอกยาวของอีกฝ่ายร่วงเข้าสู่ภายในนั้น สูญสลายไปไม่พบเห็นโดยพลัน
ทันใดนั้น เยี่ยนจ้าวเกอคว้าหมัดของอีกฝ่าย พลังปราณจิตรากลางฝ่ามืออันน่าพรั่นใจพ่นออกมาฉับพลัน
ชายรูปหน้ายาวผู้นั้นเพียงรู้สึกถึงปราณจิตราที่เหมือนกับมังกรเพลิงหลายตัว ทะลักเข้าสู่เส้นลมปราณไปตามแขนของตนในพริบตา ก่อเกิดความรู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกฉีกเนื้อและแผดเผา
มังกรเพลิงทุกตัวพุ่งพรวดเข้าสู่ภายในร่างกายเขาอย่างบ้าคลั่ง ส่วนปราณจิตราภายในร่างกายเขาหมดหนทางต่อต้านโดยสิ้นเชิง
ชั่วเสี้ยววินาที อวัยวะภายในชายรูปหน้ายาวราวกับลุกไหม้ เลือดเนื้อเส้นเอ็นกระดูกและเส้นลมปราณที่ผ่านการบ่มเพาะด้วยปราณจิตราอย่างโชกโชน เริ่มระเบิดแหลกอย่างต่อเนื่องเป็นลูกโซ่
เขายืนแน่นิ่งอยู่ที่เดิม บริเวณศีรษะใบหน้าและแขนที่โผล่พ้นเสื้อผ้า ปรากฏเป็นสีแดงอันแปลกประหลาดออกมา
ราวกับกุ้งและปู โดนนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
ครั้นเยี่ยนจ้าวเกอคลายมือ ร่างกายของชายรูปหน้ายาวผู้นี้ก็ไร้เรี่ยวแรง ล้มลงบนพื้นราวกับดินโคลน
“อายุเท่านี้ ฝึกปรือจนถึงขั้นฝ่านภา สำหรับดินแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว นับเป็นระดับความสามารถของศิษย์สืบทอดหลัก” เยี่ยนจ้าวเกอส่ายศีรษะ “สภาพสิ้นหวังท้อแท้ของสำนักเขานิมิตทมิฬในปัจจุบันนี้ ยังคัดเลือกรับศิษย์มีพรสวรรค์เช่นนี้ได้ หาได้ยากจริงๆ น่าเสียดายที่เจ้าอุทิศตนให้นพยมโลกแล้ว”
เยี่ยนจ้าวเกอใช้ปีกเซียนกระเรียนบินฉวัดเฉวียนพุ่งเข้าแทง ความเร็วฉับไว ถึงเวลานี้แล้ว กลุ่มคนอาหู่ถึงค่อยตามขึ้นมา
อาหู่เพิ่งเข้ามา นิ้วทั้งห้าก็คว้าทะลุยอดกะโหลกของศัตรูคนหนึ่ง
ทิศทางอื่นในลานกว้าง เหล่าจอมยุทธ์เขากว่างเฉิงกลุ่มหนึ่งต่างก็ตีฝ่าเข้าสู่ลานกว้างเช่นกัน พร้อมทั้งไล่สังหารลึกเข้าไปในลานกว้าง
ปฏิบัติการครานี้ สำนักเขากว่างเฉิงมีการเตรียมการไว้นานแล้ว ระดมกำลังติดอาวุธพร้อมกำลังใจก็ฮึกเหิม โหมโจมตีจนทำให้อีกฝ่ายยากต้านทาน
อย่าว่าแต่จอมยุทธ์ของตระกูลหวังเลย ต่อให้ในนั้นยังมีจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตคนอื่นที่อาศัยผู้เหลือรอดสำนักเขานิมิตทมิฬเป็นผู้นำ ก็ยากจะขัดขวางรูปการณ์บุกโจมตีของเขากว่างเฉิงได้
เทียบกับศัตรูในตอนนี้แล้ว กลับจะเป็นควันหลงจากด้านบนที่สือเถี่ยกับสือหม่าฉุยประมือจนถาโถม ที่ทำให้กลุ่มของเยี่ยนจ้าวเกอต้องระมัดระวัง ป้องกันจะโดนพายุไต้ฝุ่นกวาดพัดไป สิ้นใจไม่รู้เนื้อรู้ตัวเสียยิ่งกว่า
ทีแรกสือเถี่ยยึดความได้เปรียบ กดอัดจนสือหม่าฉุยถอยร่นไม่เป็นกระบวนท่า ยากจะรับมือ เขาสามารถควบคุมการพลิกผันสถานการณ์ต่อสู้ไว้ได้ เพื่อทิ้งช่องว่างให้กลุ่มคนเยี่ยนจ้าวเกอ
ถัดมาไอมารเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่นำมาซึ่งภัยอันตราย ก็ขวางกั้นควันหลงจากการประมือของพวกสือเถี่ยเช่นกัน
นี่ทำให้กลุ่มคนเยี่ยนจ้าวเกอสามารถวางใจอาจหาญได้ ตีฝ่าเข้าสู่ใจกลางมหาค่ายกลแดนมารในลานกว้างโดยตรง
ผ่านสงครามทะเลสาบปิดนภาคราก่อนมาได้ บัดนี้เยี่ยนจ้าวเกอคุ้นเคยกับมหาค่ายกลแดนมารมากยิ่งขึ้น จึงมุ่งตรงเบื้องหน้าตลอดทาง
ขณะนี้มหาค่ายกลยังไม่ได้ก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์ ม่านพลังไอมารก็ยังไม่ได้ก่อตั้งอย่างมั่นคงเช่นกัน
กลุ่มคนปฏิบัติการอยู่ที่นี่ แม้จะได้รับผลกระทบ ทว่าก็ยังนับว่าราบรื่นอยู่
มีเพียงพลังปราณน่าหวาดผวาที่ยั่วยุก่อกวนจิตใจคนที่ค่อยๆ รุนแรงขึ้น
เยี่ยนจ้าวเกอก็รู้สึกได้ว่าความต้องการสังหารในใจตนแก่กล้าขึ้นไม่หยุด มันเพิ่มขึ้นตามการมุ่งสังหารตลอดทางของเขา ก้นบึ้งหัวใจคล้ายกับมีเสียงหนึ่งกำลังบอกตนเอง ว่าจงเข่นฆ่าสิ่งมีชีวิตทั้งมวลตรงหน้าให้หมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด
“เฮ้ย!” สายตาเยี่ยนจ้าวเกอหนักแน่น ทำจิตใจของตนเองให้มั่นคงอีกครั้ง
ครั้นเงยหน้าขึ้นทอดมองไป บริเวณที่ไม่ไกลนัก เจดีย์ทองที่ผู้ใดพบเห็นก็รู้สึกคุ้นตาตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น และบนยอดเจดีย์ก็ปรากฏประตูแสงสีแดงสาย กำลังฉายเงาลงมาเบื้องล่าง
ชายหนุ่มพลันกระโจนตัว ถลันพุ่งไปยังเจดีย์สูงสีทอง กางแขนทั้งสองออกราวกับอินทรีย์ใหญ่สยายปีก เจตจำนงกระบี่วาดผ่าน พาเอาศีรษะมากมายทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า!
บทที่ 252
หากถกเฉพาะเจาะจงถึงระดับพลังฝึกปรือ จอมยุทธ์เขากว่างเฉิงที่บุกเข้าสู่ภายในลานที่พักอาศัยในดินแดนบรรพชนตระกูลหวังคราวนี้ เยี่ยนจ้าวเกอไม่ใช่จอมยุทธ์ที่อยู่ในระดับสูงที่สุด
หากแต่พูดถึงระดับความเข้าใจในมหาค่ายกลแดนมารตรงหน้าแล้ว ไม่มีใครเหนือไปกว่าเขา
เยี่ยนจ้าวเกอมุ่งไปข้างหน้าตลอดทาง นับเป็นคนที่เข้าใกล้เจดีย์สูงสีทองศูนย์กลางมหาค่ายกลแดนมาร เหนือดินแดนบรรพชนตระกูลหวังที่เร็วที่สุดด้วยซ้ำไป
บนเจดีย์สูงสีทอง ขณะนี้มีแสงสีแดงเปล่งประกายวามวาว เกาะกลุ่มกลายเป็นประตูแสงสายหนึ่ง ทอดเงาลงไปยังเบื้องล่าง
ลวดลายค่ายกลแต่ละสายประหนึ่งสายโซ่สีดำ พันเกี่ยวอยู่บนเจดีย์สูงสีทอง ลวดลายค่ายกลยื่นขยายไปทั่วสารทิศภายในไอมาร
ทว่าจริงอย่างที่สือเถี่ยกล่าว ทำลายมันเสีย ไม่ต้องรอให้มหาค่ายกลแดนมารเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจนถึงที่สุด
กลุ่มของเยี่ยนจ้าวเกอมาถึงอย่างเร็วรี่ บัดนี้มหาค่ายกลแดนมารเพิ่งจะตั้งขึ้นมา ยังไม่ได้โคจรอย่างแท้จริง
เจดีย์สูงสีทองและลวดลายค่ายกลทุกสายที่พันรอบอยู่บนนั้น ดูเหมือนว่าเลือนรางลวงตาเช่นกัน ไม่ได้ควบแน่นกลายเป็นจริงอย่างถึงที่สุด กระทั่งประตูแสงที่แปรสภาพมาจากแสงแดงนั่น ล้วนปรากฏให้เห็นว่าอ่อนแออย่างยิ่งยวด แม้จะกำลังทอดเงาลงไปเบื้องล่าง กระนั้นก็เพิ่งจะเป็นรูปเริ่มต้นเท่านั้น
หากแต่พลังปราณน่าหวาดหวั่นและมอมเมาจิตใจคนที่มีต้นกำเนิดจากนพยมโลก เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลาที่เคลื่อนพ้นไป
เยี่ยนจ้าวเกอพุ่งพรวดไปทางเจดีย์สูง เฟิงอวิ๋นเซิง อาหู่ ยังมีพ่านพ่าน รวมถึงจอมยุทธ์เขากว่างเฉิงคนอื่นๆ ส่วนหนึ่งก็ตามมาเช่นกัน
ขณะนี้เฟิงอวิ๋นเซิงลงมาจากหลังพ่านพ่านแล้ว นางกุมดาบยาวสีดำสนิทไร้ประกายเล่มหนึ่ง จนมั่นคงแนบแน่นอยู่ในมือ
ระหว่างที่มือยกดาบขึ้นฟันลงมา ผู้กลายเป็นมารคนหนึ่งก็ล้มลงภายใต้ดาบของนางแล้ว
คู่ต่อสู้คนหนึ่งอยู่ห่างออกไป ในมือยกชูกงล้อมหึมาล้อหนึ่ง เส้นผ่านศูนย์กลางเกือบสองหมี่
บริเวณขอบกงล้อเป็นคมมีดเฉียบแหลมที่เวียนรอบทั้งสิ้น ราวกับฟันเลื่อยแถบหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
อีกฝ่ายตะโกนร้องเสียงดัง ภายใต้การสั่นไหวของปราณจิตรา ก็ยกกงล้อนี้ขึ้นขว้างมาทางกลุ่มของเฟิงอวิ๋นเซิง!
ด้วยการหมุนของกงล้อนั้น คมมีดพลันหายไปไม่พบ เห็นเพียงแสงสีทองเปล่งประกายบริเวณขอบ เส้นผ่านศูนย์กลางของล้อคล้ายกับขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่าในทันใด ทวีความโหดร้ายน่าประหวั่นยิ่งกว่าเดิม
กงล้อมหึมาลอยฉวัดเฉวียนกลิ้งมา พลังที่แผ่ออกมาน่าตื่นตะลึง ต้องการฟันร่างกายของกลุ่มเฟิงอวิ๋นเซิงจำนวนสิบกว่าคนให้ขาดพร้อมกันในหนเดียว!
จอมยุทธ์กว่างเฉิงคนอื่น พากันกุลีกุจอหลีกทาง
จอมยุทธ์กว่างเฉิงที่ระดับพลังสูงกว่าเฟิงอวิ๋นเซิงคนหนึ่ง กระโดดลอยตัวขึ้น ปลายเท้าอยู่บริเวณกลางกงล้ออย่างแม่นยำ
สายตา ความสามารถในการตัดสินใจ และความเร็วล้วนยอดเยี่ยมถึงที่สุด หลีกลี้กงล้อผ่านไปได้สำเร็จ ก่อนจะถือโอกาสถลันพุ่งไปทางชายผู้นั้นที่ขว้างล้อมา
ครั้นหลบหลีกและบุกจู่โจมได้ในกระบวนท่าเดียว ผู้คนที่เห็นก็อดส่งเสียงชื่นชมเซ็งแซ่ไม่ได้
เฟิงอวิ๋นเซิงกลับเหมือนว่าเหม่อลอย ยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับ
เพิ่งมีคนจะส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ ก็แลเห็นเฟิงอวิ๋นเซิงพลันชูดาบยาวสีดำในมือขึ้น!
ชั่วขณะถัดมา ดาบก็คล้อยลงมา!
เสียงปะทะเสียดสีอันแหลมเสียดหูดังขึ้น จากนั้นก็เห็นกงล้อพลันแบ่งจากหนึ่งกลายเป็นสอง แฉลบผ่านทั้งสองฟากร่างของเฟิงอวิ๋นเซิงผ่านไป ลอยกระเด็นออกไปทางด้านหลังไกลลิบ แล้วจึงตกกระแทกลงที่พื้น
ครั้นดาบหนึ่งของเฟิงอวิ๋นเซิงออกไป เท้าแตะลงแผ่วเบา ทั้งกายลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วจึงตกลงมาราวกับฝนดาวตก!
พริบตาเดียวขนาบชิดเบื้องหน้าคู่ต่อสู้คนหนึ่ง คมดาบอันเย็นเยียบบ้าระห่ำบุกหน้าเหมือนผ่าลำไผ่ ฟันลงจากเหนือศีรษะ จากนั้นกดลงต่อเนื่อง ผ่าคู่ต่อสู้ผู้นั้นจากกึ่งกลางตามแนวแบ่งจากหนึ่งเป็นสองซีก!
ท่าทางเหี้ยมโหดเช่นนี้ ออกมาจากมือของสาวงามแฉล้ม ขั้วตรงข้ามเด่นชัดจนทำให้ทุกคนต่างต้องชายตามอง
กระนั้นหลังคมดาบผ่าลงมาสังหารศัตรูคนนี้ เฟิงอวิ๋นเซิงกลับไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย
ราวกับว่าเคยชินจนเห็นเป็นเรื่องปกติ นางพลิกหมุนฝีเท้า กระโจนเข้าหาคู่ต่อสู้อีกคนหนึ่งโดยไม่มีความลังเลใดๆ
พ่านพ่านตามติดอยู่หลังกายเฟิงอวิ๋นเซิง ถึงแม้ว่าแท้จริงแล้วพลังของมันตอนนี้จะแกร่งกว่าเฟิงอวิ๋นเซิงก็ตาม ทว่าเมื่อเห็นภาพฉากนี้ ดวงตากลมโตทั้งสองข้างก็พลันกะพริบปริบๆ หดคออันอ้วนท้วนลงตามใต้จิตสำนึก
คนอื่นๆ ตามหลังมาติดๆ สามารถตามฝีเท้าของตนได้ทัน เยี่ยนจ้าวเกอในฐานะคมดาบ ก็ฝ่าทะลวงอยู่เบื้องหน้าไม่หยุดยั้ง รับหน้าที่เบิกทาง
เมื่อมีคนอยู่ด้านบน ปีกเซียนกระเรียนบนไหล่เยี่ยนจ้าวเกอพลันพลิกขึ้น กลายเป็นปีกนกสองข้าง ปลายขนนกกระเรียนประดุจคมดาบก็ไม่ปาน พุ่งกระจายออกไปทางพื้นที่ขนาดใหญ่ตรงหน้า โจมตีจนศัตรูจนเป็นรูพรุน
ชายหนุ่มค่อยๆ เข้าใกล้เจดีย์สูงอันเป็นศูนย์กลางมหาค่ายกลแดนมาร ที่แห่งนี้เริ่มก่อตัวเป็นมิติอิสระ แสงสีแดงสาดส่องไปทั่ว แปรเปลี่ยนโดยรอบให้กลายเป็นโลกสีแดงผืนหนึ่ง
เยี่ยนจ้าวเกอเงยหน้าขึ้นมองลวดลายค่ายกลสีดำแต่ละสายที่คล้ายโซ่เหนือศีรษะเหล่านั้น จากนั้นกระโจนลอยตัวขึ้น
กระบองหินสั้นเล่มหนึ่งปรากฏอยู่ในมือ ครั้นปะทะก็พลันขยายใหญ่ พริบตาเดียวกลายเป็นเสาทางเดินวังเทพขนาดมหึมา
เยี่ยนจ้าวเกอยกชูเสาทางเดินวังเทพมาถึงยังด้านบนลวดลายค่ายกลที่ตัดสลับกัน หลังจาดคลายมือหนึ่ง เสาทางเดินวังเทพก็หล่นลงมา
ลวดลายค่ายกลทุกสายเบื้องล่าง ทยอยขาดสะบั้นฉับพลัน!
ลวดลายค่ายกลทุกสายขาดกระจุย เจดีย์สูงสีทองที่เดิมทีก็งไม่เสถียรได้รับแรงสั่นคลอนเช่นกัน สั่นสะเทือนขึ้นมา
แสงแดงในโลกหล้าโดยรอบมลายหายทันใด แม้แต่ไอมารก็กระจายหายไปมากเช่นกัน
พลังของมหาค่ายกลแดนมารอ่อนแอลงทันที พาให้จอมยุทธ์กว่างเฉิงคนอื่นๆ ที่ยังคงไล่สังหารอยู่ภายในมหาค่ายกล เพิ่มความเร็วไล่สังหารได้เป็นเท่าทวีคูณ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทิศทางที่มหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณหลายคนนำทัพ ชั่วเสี้ยวขณะก็บุกหน้าราวผ่าไผ่ สังหารจนถึงเขตศูนย์กลางค่ายกล
เยี่ยนจ้าวเกอยืนอยู่บนเสาทางเดินวังเทพ ทุบลวดลายค่ายกลแต่ละสายขาดสะบั้น ทว่าเสาทางเดินวังเทพยังไม่ทันตกถึงพื้น ด้านบนเหนือศีรษะพลันมืดมน แสงสลัวลงไป
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองไป เขาแลเห็นผู้เฒ่าคนหนึ่งกวัดแกว่งดาบจู่โจมมาทางตน พลังดาบที่ฟาดลงมา ประหนึ่งภูเขาใหญ่ทอดยาวถล่มลง!
พลังปราณดั้งเดิมมหาศาลแปรผันจากลวงเป็นแท้ ก่อตัวเป็นหินผานับไม่ถ้วนจริงๆ อย่างคาดไม่ถึง ใช้อานุภาพภูเขาทลายเคลื่อนไปทางเยี่ยนจ้าวเกอ
มหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณ ประมุขตระกูลหวัง!
สีหน้าท่าทางเยี่ยนจ้าวเกอไม่แปรเปลี่ยน แสงอสนีบาตในดวงตาขวาพลันพลุ่งพล่าน ปรากฏเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าที่แปรสภาพเป็นรูปลักษณ์ไข่มุกวิเศษสีม่วงออกมา
เสียงเปรี้ยงปร้างดังสนั่นหวั่นไหว แสงสายฟ้าสีม่วงอมน้ำเงินกระหน่ำ หั่นหินผาเบื้องหน้าแหลกกระจุย
ประมุขตระกูลหวังยังรอบุกอีกหน เสียงลมกระโชกแรงดังขึ้นข้างหู ประกายดาบน่าพรั่นใจราวกับจะทลายเปิดความว่างเปล่าปรากฏขึ้น ฟันมาทางเขา!
วิชาสืบทอดของเขากว่างเฉิง หนึ่งในยอดวิชาแปดพิภพ ดาบเทพผสานปราณ!
กลับเป็นมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณของสำนักเขากว่างเฉิงท่านหนึ่ง ที่มุ่งสังหารมาถึงแล้ว!
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มน้อยๆ ครั้งนี้เขาไม่ได้มายังศูนย์กลางค่ายกลแห่งนี้ตัวคนเดียว
ชายหนุ่มเหยียดมือยกเสาทางเดินวังเทพขึ้น เปลี่ยนย้ายทิศทาง ทุบทำลายลวดลายค่ายกลอีกหลายสาย ทำให้มหาค่ายกลแดนมารอ่อนกำลังลงอีกขั้น เจดีย์สูงสีทองเริ่มโยกคลอนไม่มั่นคง แสงประตูสีแดงยิ่งแทบจะดับสูญ
จอมยุทธ์กว่างเฉิงในสนาม กุมความได้เปรียบขึ้นเรื่อยๆ ชัยชนะได้กลายเข้ามาแล้ว
บนท้องฟ้าเหนือดินแดนบรรพชนตระกูลหวัง ซือหม่าฉุย ‘ราชันมังกร’ ยิ่งถูกสือเถี่ยบีบจนเท้ายืนไม่ติดพื้น ได้เพียงแต่พยายามเคลื่อนที่ตลอดเวลาถ่วงเวลาออกไป
หลังเยี่ยนจ้าวเกอทุบลวดลายค่ายกลสายหนึ่งแหลกอีกครั้ง เขาก็หยุดมือ แล้วกระโดดไปบนยอดเสาทางเดินวังเทพ สายตาเพ่งมองเจดีย์สูงสีทององค์นั้น
อาหู่ยืนอยู่ข้างเสาหินหนาใหญ่ เงยหน้าขึ้นมองด้านบน “คุณชาย มีอะไรหรือขอรับ?”
“มีบางอย่างผิดปกติ” เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตา “ราบรื่นเกินไปแล้ว…”
ชายร่างใหญ่เกาศีรษะ “บางทีอาจจะเป็นเพราะเขากว่างเฉิงไม่มีไส้ศึกแล้ว อีกฝ่ายไม่ล่วงรู้ถึงแผนการของพวกเรา ฉะนั้นเมื่อถูกโจมตีจึงแพ้พ่ายในทันใดกระมัง?”
เยี่ยนจ้าวเกอมองรอบๆ ทั้งสี่ด้าน “จอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตที่อยู่ภายในศูนย์กลางค่ายกลแห่งนี้ โดยส่วนมากเป็นจอมยุทธ์ของตระกูลหวัง ไม่พบเห็นมหาปรมาจารย์ของสำนักเขานิมิตทมิฬ กำลังอันฮึกเหิมของสำนักเขานิมิตทมิฬ แท้จริงแล้วมีเพียงปรมาจารย์ขั้นฝ่านภาผู้นั้นที่ตายด้วยเงื้อมมือของข้า ตรงรอบนอกมหาค่ายกลเท่านั้น ”
อาหู่ตะลึงลาน “มีการดักซุ่มกำลังจะตีล้อมพวกเรา?”
ชายหนุ่มส่ายศีรษะ “ยอดฝีมือสำนักเราที่รับหน้าที่ระแวดระวังอยู่รอบนอก ผู้อาวุโสสูงสุดเกาะทรายจับตามองอยู่โดยเฉพาะ คิดจะล้อมโจมตีพวกเราไม่ได้ง่ายขนาดนั้น”
ขณะครุ่นคิดไปพลาง เส้นสายตาของเยี่ยนจ้าวเกอตกไปบนเจดีย์สูงสีทองนั่นอีกครั้ง
บทที่ 253
‘สงครามนี้ ยอดฝีมือของฝ่ายศัตรูเองก็น้อย นอกจาก ซือหม่าฉุย ‘ราชันมังกร’ แล้ว ก็ไม่มีมหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณคนไหนอีก’ เยี่ยนจ้าวเกอเพ่งมองเจดีย์สูงสีทองนั่น พลางจมสู่ห้วงความคิด
อาหู่ยิ้มกว้างเห็นฟัน “แม้ว่าจะมีการดักซุ่ม แต่การทำลายมหาค่ายกลแดนมารนี้ก่อน ถึงอย่างไรก็ไม่น่าผิดไปได้ ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่สามารถทำให้นพยมโลกมาถึงที่นี่ได้กระมัง?”
“อีกทั้งทำลายมหาค่ายกลแดนมารแล้ว ศัตรูก็สูญเสียข้อได้เปรียบชัยภูมิเช่นกัน”
เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้เอ่ยตอบ เพียงมองรอบๆ ทั้งสี่ด้าน และมองลวดลายแต่ละสายที่ตัดสลับกันนั่น เริ่มคิดคำนวณทบทวนในใจไม่หยุดหย่อน
หลังจากเหตุปั่นป่วนที่ทะเลสาบปิดนภา เยี่ยนจ้าวเกอได้รับบทเรียนและประสบการณ์ กัดฟันพยายามทุ่มเวลาในด้านวิถีค่ายกลอย่างแท้จริงครั้งหนึ่ง
ถึงแม้จะมีเวลาจำกัด ไม่สามารถเกิดความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินในชั่วประเดี๋ยวได้ ทว่าก็มีความก้าวหน้าที่ฉับไวเช่นกัน
‘มหาค่ายกลแดนมารนี้ ท้ายที่สุดแล้วมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะให้นพยมโลกมาถึง เป็นค่ายกลที่ทำลายเส้นเขตมิติเวลา’ เยี่ยนจ้าวเกอครุ่นคิดในใจ ‘กระนั้น หากต้องการลอบทำด้วยเล่ห์กลล่ะก็ จะเป็นที่ด้านมิติแปรปรวนด้วยหรือไม่?’
‘เปิดประตูสวนทาง ส่งพวกเราไปยังนพยมโลกจากโลกแปดพิภพแห่งนี้หรือ? แต่ก็รู้สึกว่าไม่เหมือน…’
เยี่ยนจ้าวเกอคิดหาวิธีปัญหาแบบแผนค่ายกลไม่ตก ความคิดเหลือคณานับผุดขึ้นในใจราวกับสายฟ้าแลบ
ที่แห่งนี้เขากับอาหู่หยุดมือแล้ว ยอดฝีมือเขากว่างเฉิงคนอื่นๆ กลับไม่ได้หยุดฝีเท้าบุกเข้าโจมตี
มหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณคนหนึ่ง ใช้กระบวนท่าดาบวิญญาณแปดฉากผ่าออกไป พลังปราณดั้งเดิมกลายสภาพเป็นม่านแสงกั้น คลุมเจดีย์สูงสีทองนั่นไว้
ชั่วขณะถัดมา ม่านแสงกั้นรอบทิศนั้นแตกกระจายออกพร้อมกัน เชื่อมกับเจดีย์สูงสีทองที่เดิมก็จะล้มแหล่มิล้มแหล่ เริ่มถล่มพังทลายลงในที่สุดเช่นกัน
ชายหนุ่มตั้งใจสัมผัสการเปลี่ยนแปลงของการพังทลายเจดีย์สูงสีทอง และมหาค่ายกลแดนมาร
ชั่วเวลาฉับพลันนั้น เยี่ยนจ้าวเกอสังเกตเห็นถึงปัญหา
เปรียบเทียบการโคจรของมหาค่ายกลแดนมารในตอนนี้ กับมหาค่ายกลใต้ทะเลสาบปิดนภาที่ถูกเขาทำลายสิ้นครั้งนั้น ทั้งสองหาได้แตกต่างกันไม่ หนำซ้ำยังเหมือนกันทุกประการ
ทว่าเมื่อถึงตอนที่มหาค่ายเกิดเริ่มผันกลับดับสูญ กลับมีความต่างเล็กน้อย
เจดีย์สูงสีทองกำลังถล่ม ประตูแสงสีแดงดับลงในที่สุด ลวดลายค่ายกลสีดำราวกับสายโซ่ทุกสายขาดสะบั้นอย่างต่อเนื่อง
ไอมารสีดำอันเข้มข้นในโลกหล้าเริ่มไหลย้อนเข้าสู่ภายในร่างกายผู้กลายเป็นมารที่อยู่ที่นี้ ทำให้พวกเขาเจ็บปวดจนไม่อยากมีชีวิตอยู่
ทุกสิ่งทุกอย่างต่างก็คล้ายคลึงกัน ประหนึ่งภาพฉากครั้งในทะเลสาบปิดนภาปรากฏขึ้นอีกครั้ง
มีเพียงหนึ่งอย่างที่ไม่เหมือน!
เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกถึงพลังของมหาค่ายกลแดนมารแห่งนี้ คล้ายกับกำลังถูกนำพาไปยังสถานที่อื่นอย่างคลุมเครือ ตามการถล่มลงของเจดีย์สูงสีทอง!
เขาเชิดศีรษะขึ้นทันใด บัดนี้ไม่มีเวลากล่าวมากความ ชายหนุ่มกระโดดลงจากเสาทางเดินวังเทพ จากนั้นยกเสาขึ้นด้วยมือข้างหนึ่ง พุ่งไปทางเจดีย์สูงสีทองที่กำลังถล่มลงอย่างรวดเร็ว
จอมยุทธ์เขากว่างเฉิงคนอื่นๆ มองดูเยี่ยนจ้าวเกอยกเสาทางเดินวังเทพมหึมาพุ่งพรวดไปทางเจดีย์สูงสีทอง ต่างก็รู้สึกงุนงงอยู่บ้าง “ศูนย์กลางค่ายกลก็กำลังจะล่มสลายแล้ว เขากำลังจะทำอะไร ละโมบความดีความชอบรึ?”
“แต่หากว่าละโมบความชอบล่ะก็ พวกเราหลายคนเช่นนี้เห็นอยู่ เจ้านำหน้าทลายค่ายกล ช่วยเหลือทุกคนตีฝ่าเข้ามา ไหนเลยความชอบชั้นแรกจะขาดส่วนหนึ่งของเจ้าไปเล่า”
มหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณที่เข้าใกล้เจดีย์สูงสีทองนั้นที่สุด ยามนี้ก็มองทางเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความงงงันเช่นกัน พลางมุ่นคิ้วเล็กน้อย “จ้าวเกอไม่ต้องห่วง ดาบนั่นของข้าดาบเดียว รับรองได้ว่าทำลายเจดีย์สูงสีทององค์นี้ได้…”
ไม่รอให้เขากล่าวจบ เยี่ยนจ้าวเกอกระวีกระวาดตัดบท “ท่านผู้อาวุโสฉง รักษาเจดีย์นี้ไว้ก่อน อย่าให้มันพังลงมา!”
ครั้นประโยคนี้ออกจากปากชายหนุ่ม ทุกๆ คนก็อ้าปากตาค้าง
แม้แต่จอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตกับผู้กลายเป็นมารที่ยังคงเหลือรอดอยู่ในที่นี้ ต่างก็ตะลึงงันอยู่กับที่ ตกอยู่ในภวังค์มองดูเยี่ยนจ้าวเกอ
กระทั่งในฝันผู้อาวุโสฉงก็คิดไม่ถึงเช่นกัน ว่าเยี่ยนจ้าวเกอจะโพล่งประโยคเช่นนี้ออกมา
เขามองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความประหลาดใจ “สุดท้ายแล้วเจ้า…”
ผู้อาวุโสฉงเอื้อนเอ่ยออกมาเพียงครึ่งหนึ่ง ความระแวดระวังฉายชัดในดวงตา ทั้งยังเจือความพินิจพิเคราะห์ในนั้นด้วย พลางสำรวจเยี่ยนจ้าวเกอตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า
เขาคิดได้ถึงความเป็นไปได้หนึ่ง แม้เขาจะรู้สึกว่าความเป็นได้นี้ดูเหลวไหลสิ้นดี กระนั้นถึงเหลวไหลเพียงใดก็มิสู้การกระทำของราวกับเยี่ยนจ้าวเกอ ที่เหมือนกับกลายเป็นคนละคนในตอนนี้
กลายเป็นมาร!
จอมยุทธ์กว่างเฉิงคนอื่นๆ ต่างก็มองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความลังเลอยู่บ้างเช่นกัน
หากพูดว่าเยี่ยนจ้าวเกอกลายเป็นมาร พวกเขาก็ไม่เชื่อเช่นกัน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเหตุปั่นป่วนที่ทะเลสาบปิดนภา ที่ชายหนุ่มขัดขวางการมาถึงของนพยมโลกไว้ และการมาถึงของนพยมโลก ณ ดินแดนบรรพชนตระกูลหวังคราวนี้ เขก็แสดงบทบาทสำคัญในการตีฝ่ามหาค่ายกลแดนมารเช่นกัน
หากต้องหาจอมยุทธ์ปรมาจารย์ในโลกแปดพิภพคนหนึ่ง ที่ปรารถนาสังหารภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตและนพยมโลกที่สุดจึงจะสบายใจ เยี่ยนจ้าวเกอเป็นที่สอง ก็ไม่มีผู้ใดกล่าวว่าเป็นที่หนึ่ง
คนเช่นนี้กลายเป็นมาร ทำให้ผู้คนยากปักเชื่ออย่างยิ่ง
ทว่าการกระทำที่ผิดแผกไปของเยี่ยนจ้าวเกอ ทำให้ทุกคนยากจะเข้าใจจริงๆ
หรือว่าตอนทำลายค่ายกลเมื่อครู่ ถูกปลุกความคิดชั่วร้ายในใจในขณะนั้น?
นพยมโลกมุ่งเจาะรูรั่วในใจผู้คนโดยเฉพาะ ใครก็ไม่อาจรู้ได้ว่าตนเองจะถูกปลุกปั่นฉับพลันเมื่อใด ได้แต่เพียงตื่นตัวทุกวินาที
เจดีย์สูงสีทองได้แตกเป็นเศษเล็กเศษน้อย ถล่มทลายลงไปจนจะกลายเป็นซากปรักหักพังอยู่แล้ว
เยี่ยนจ้าวเกอไม่มีเวลาจะอธิบายมากนักแล้ว เขากระโจนตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า ปล่อยเสาทางเดินวังเทพลงมา กดอัดเจดีย์สูงสีทองที่ใกล้จะแหลกละเอียดไว้
เคราะห์ดีที่ชื่อเสียงบารมีและการแสดงออกของเขาในยามปกติ สร้างความประทับใจไว้ในจิตใจบรรดาผู้คนลึกซึ้งอย่างยิ่ง ทุกคนแม้จะกังขา ทว่าสุดท้ายก็ไม่ได้ขัดขวางเขา
เยี่ยนจ้าวเกออัดเจดีย์สูงสีทองที่พังทลายลงไว้ สีหน้าท่าทางยังคงหนักแน่น รวมสมาธิคิดแก้ปัญหาสะสางความเปลี่ยนแปลงของค่ายกลอยู่ตลอดเวลา
เห็นเยี่ยนจ้าวเกอไม่อาจแยกสมาธิพูดจาได้ อาหู่จึงเร่งรีบรุดหน้าเอ่ย “ผู้อาวุโสฉง คุณชายรู้สึกว่าการเดินทางหนนี้ของพวกเราราบรื่นเกินไป เกรงว่าอีกฝ่ายจะมีเล่ห์กล”
ผู้อาวุโสฉงได้ยินดังนั้น ก็ผงกศีรษะเล็กน้อย “ใช่ ข้าเองก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน หากแต่ไม่ว่าจะแอบซุ่มโจมตีหรือสิ่งอื่น ก็จะไม่อาจเห็นนพยมโลกมาเยือนได้ ทำลายมหาค่ายกลแดนมารไว้ก่อน ถึงอย่างก็จะไม่มีทางพลาดพลั้ง ไม่ว่าอีกฝ่ายจะมีแผนการเช่นไรอีก ท้ายที่สุดเป้าหมายก็คือทำให้นพยมโลกมาถึง”
“ซึ่งหากว่าประตูนพยมโลกเปิดออก ผลที่ตามมาย่อมแสนสาหัสสุดจะคาดอย่างไม่ต้องสงสัย ผลลัพธ์ที่เลวร้ายถึงเพียงใด ก็เลวร้ายไม่สู้ผลลัพธ์นี้เช่นกัน”
ยอดฝีมือมหาปรมาจารย์สำนักเขากว่างเฉิงคนอื่นๆ หลายคน ต่างก็ผงกศีรษะเช่นกัน
เวลานี้ในที่สุดเยี่ยนจ้าวเกอก็กระจ่างชัดถึงการแปรเปลี่ยนฉับพลันของค่ายกล เปล่งเสียงกล่าวว่า “นพยมโลกมาเยือนที่แห่งนี้ เป็นผลลัพธ์ที่เลวร้ายยิ่งจริงแท้ ทว่ายังไม่ใช่ที่เลวร้ายที่สุด”
กลุ่มของผู้อาวุโสฉงงุนงงเล็กน้อย เยี่ยนจ้าวเกอสูดหายใจเข้าลึก เงยศีรษะขึ้นมองไกลออกไป “นพยมโลกมาเยือนที่แห่งนี้ จะดีหรือร้ายพวกเราก็ต่อสู้อย่างมีการตระเตรียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีท่านอาจารย์ลุงใหญ่อยู่ที่นี่ ต่อให้ประตูนพยมโลกเปิดออกจริงๆ พวกเราก็สามารถสู้รบด้วยชีวิตขัดขวางมารร้ายได้ เพื่อให้ยอดฝีมือคนอื่นๆ ของสำนักเข้าหนุนกำลัง และยื้อเวลาให้ชาวบ้านคนธรรมดาเคียงใกล้ได้ถอยอพยพ”
“แต่ว่าหากอยู่ในอีกพื้นที่ที่พวกเราไม่ได้เตรียมป้องกันสักนิด พลันไร้ซึ่งลางสังหรณ์ใดๆ เปิดประตูอีกบานหนึ่งในชั่วเสี้ยวขณะ นำนพยมโลกมาถึงเล่า?”
จอมยุทธ์กว่างเฉิงทุกคนในพื้นที่พลันรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง
ไม่ว่าจะเป็นทะเลสาบปิดนภา หรือจะดินแดนบรรพชนตระกูหวังแห่งนี้ สามารถขัดขวางการเยือนของนพยมโลกได้ สาเหตุที่สำคัญยิ่งอยู่ที่การก่อตัวของมหาค่ายกลแดนมาร ประตูนพยมโลกเปิดออก มีกระบวนการหนึ่ง ต้องใช้เวลาตามที่กำหนด
ขณะเดียวกัน การตั้งมหาค่ายกลก็ต้องใช้เวลาและของวิเศษเช่นกัน ใช่ว่าจะไร้ร่องรอยให้เสาะหาเสียเมื่อไร และมีความเป็นได้ว่าก่อนหน้าที่มหาค่ายกลจะก่อตั้งสมบูรณ์ ก็ถูกสังเกตเห็นเสียก่อน
นี่ล้วนเป็นโอกาสให้จอมยุทธ์โลกแปดพิภพพังทำลาย
กระนั้นหากเป็นสถานที่หนึ่ง ไร้ซึ่งเค้าลางแม้แต่น้อย อีกทั้งไม่ต้องการกระบวนการใดๆ ชั่วพริบตาก็เปิดบานประตูนพยมโลกได้เล่า?
เพียงแค่ครุ่นคิด ทุกคนในเหตุการณ์ล้วนกลัวจนตัวสั่นงก
บทที่ 254
วาจาของเยี่ยนจ้าวเกอทำให้จอมยุทธ์สำนักเขากว่างเฉิงที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็เสียวสันหลังวาบ
มหาปรมาจารย์สำนักเขากว่างเฉิงที่ประมือกับประมุขตระกูลหวังท่านนั้น จ้องคู่ต่อสู้ตาเขม็ง ตะโกนถาม “เป็นเช่นนี้เองรึ?”
ประมุขตระกูลหวังฉงนสนเท่ห์อยู่บ้าง จึงค่อยฟื้นคืนสติกลับมา ในดวงตามีความอาฆาตแค้นแล่นปราดนิดหน่อย
พวกเขาล้วนถูกใช้ประโยชน์ ให้เป็นเหยื่อล่อและเบี้ยล่างที่ดึงดูดความสนใจของเขากว่างเฉิงไว้
หากแต่ชราชราผู้นี้เก็บอารมณ์ของตนไว้อย่างรวดเร็ว กระนั้นยังคงมีท่าทีฉงน และเปล่งเสียงฮึดฮัดลนลานอยู่บ้าง “ข้าไม่เข้าใจว่าพวกเจ้ากำลังพดเรื่องอะไรอยู่”
แม้ปฏิกิริยาเขาจะฉับไว ทว่าแววตาที่แปรเปลี่ยนไปแม้เพียงน้อยนิด มหาปรมาจารย์เขากว่างเฉิงที่กำลังตั้งใจสังเกตเขาอยู่ล้วนเห็นอย่างชัดเจน
ผู้อาวุโสสำนักเขากว่างเฉิงท่านนี้พลันผิดหวังยิ่งยวดในใจ ดาบหนึ่งปราบคู่ต่อสู้ของตนถอยร่น หันศีรษะกลับมาส่ายหน้าให้พวกผู้อาวุโสฉง “เกรงว่าจะเป็นจริง!”
กลุ่มผู้อาวุโสฉงต่างก็สูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง มองไปทางเจดีย์สูงสีทององค์นั้นที่ได้แตกกระจายไปแล้ว
เยี่ยนจ้าวเกอกระโดดลงมาจากเสาทางเดินวังเทพ ยืนอยู่บนซากปรักหักพังหลังจากที่เจดีย์สูงสีทองพังทลายลง ก่อนจะยื่นฝ่ามือออกไปทาบลงบนพื้นผิว จอจ่อคิดทบทวนการเปลี่ยนแปลงการไหลเวียนของไอมารในนั้น
หลังจากนั้นครู่ใหญ่ เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวด้วยท่าทางเคร่งขรึมอยู่บ้าง “ช้าไปหน่อยแล้ว การพลิกผันของค่ายกลได้เริ่มต้นแล้ว ไอมารจำนวนมาถูกส่งไปไกลออกไป การปราบปรามของข้าตอนนี้ ก็เพียงแค่ถ่วงเวลาขั้นตอนนี้ไว้ชั่วคราวเท่านั้น”
สีหน้าท่าทางผู้อาวุโสฉงเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม อยากจะตบหน้าตนเองสักฉาด
มหาปรมาจารย์เขากว่างเฉิงอีกคนหนึ่งไกลออกไปร้องตะโกนเสียงทุ้ม “ศิษย์พี่ฉง สงบจิตใจไว้ ความเสียใจก็เป็นการยึดติดเช่นกัน ถูกมารฉกฉวยได้ง่าย!”
ครั้นกล่าวจบ เขามองไปทางเยี่ยนจ้าวเกอ “ยืนยันได้หรือไม่ว่าประตูนพยมโลกที่เปิดออกใหม่อยู่ที่ใด?”
เยี่ยนจ้าวเกอหลับตา หลังจากครู่หนึ่งจึงลืมตาขึ้น เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “เกาะนภาใต้!”
จอมยุทธ์ทุกคนยิ่งรู้สึกขมขื่นในใจ
เกาะนภาใต้ เนื่องจากอยู่ตรงข้ามกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์พอดี จึงมีจอมยุทธ์พร้อมรบสำนักเขากว่างเฉิงมากมายตั้งมั่นอยู่
นอกจากเกาะนภากลางที่สำนักเขากว่างเฉิงตั้งอยู่แล้ว ในบรรดาผู้อาวุโสคุมการณ์ของเกาะทั้งหก อันได้แก่ นภาใต้ นภาเหนือ นภาตะวันตก นภาตะวันออก เกาะทราย เกาะกาน ผู้อาวุโสสูงสุดเกาะนภาใต้มีพลังความสามารถแกร่งที่สุด
กระนั้นก็เพราะเตรียมป้องกันสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ คุมเชิงกับพวกเขา ฉะนั้นยอดฝีมือเขากว่างเฉิงจำนวนมาก รวมถึงผู้อาวุโสสูงสุดเกาะนภาใต้ จึงมักจะประจำการอยู่ชายแดนเกาะนภาใต้ และบริเวณเขตแดนอัคคีพิภพ
การจัดเตรียมของสำนักเขากว่างเฉิงที่เกาะนภาใต้ คือมุ่งเข้าหาด้านใต้ไม่ใช่ด้านเหนือ เพราะแถบเหนือก็คือเกาะนภากลางนั่นเอง
นี่ทำให้นอกจากเกาะนภาใต้ตรงแนวชายแดนส่วนใต้แล้ว การป้องกันของพื้นที่ส่วนในอ่อนแออย่างยิ่งยวด
ถ้าหากเขตใจกลางเกาะนภาใต้เกิดรอยแยกมิติออก นพยมโลกมาถึง เช่นนั้นก็แน่นอนแล้วว่าจะเกิดการทำลายล้างอย่างมหาศาล สายสำนักเขากว่างเฉิงยากยิ่งตอบโต้ได้ทันกาล
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยังจำเป็นต้องพิจารณาถึงทางด้านสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์นั้นว่าจะมีความเคลื่อนไหวเช่นไร
การเพิ่มกำลังหนุนจากทางสำนักที่เกาะนภากลาง เวลากระชั้นชิดยิ่งเช่นกัน ยากจะตามทัน
มีคนโอบกอดความคาดหวังสุดท้ายไว้ เอ่ยถามเยี่ยนจ้าวเกอ “หากอีกฝ่ายวางแผนเช่นนี้ ไหนเลยต้องรอพวกเราเหยียบย่ำหลุมพราง พวกเขาไม่สามารถพังทลายศูนย์กลางค่ายกลมารของที่นี่ได้เอง จึงทำให้เป้าหมายในการเปลี่ยนตำแหน่งเปิดประตูมารลุล่วงอย่างนั้นรึ?”
“ข้าเองก็หวังว่าข้าจะคิดผิดไป แต่น่าเสียดายที่ไม่ใช่” เยี่ยนจ้าวเกอส่ายศีรษะ “ไม่ว่าผู้กลายเป็นมาร หรือคนที่มีความคิดมารร้ายในใจ ล้วนไม่อาจทำลายศูนย์กลางค่ายกลได้ ดังนั้นพวกเขาทำได้เพียงเล่นเล่ห์เพทุบาย ยืมมือของพวกเรามาช่วยทำแผนการของพวกเขาให้สำเร็จ”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มกระหยิ่ม “ช่วงเวลาอันสำคัญนี้ กลับเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะสามารถแยกแยะว่ามีจิตใจมารร้ายหรือไม่ ได้ผลชะงัดนัก”
ในเวลานี้ชายหนุ่มยังสามารถคุยเล่นเช่นปกติได้ ทุกคนในที่นี้ไม่ว่ามีพลังฝึกปรือสูงหรือต่ำ ต่างก็เลื่อมใสในความอดทนและเด็ดเดี่ยวของเขาอย่างยิ่ง
เพียงแต่ว่า คนส่วนมากไม่อาจยิ้มและหัวเราะออกมาได้เฉกเช่นเยี่ยนจ้าวเกอ
ผู้อาวุโสฉงออกแรงส่ายศีรษะ บังคับให้ตนเองใจเย็นลง กระบวนท่าดาบวิญญาณแปดฉากฟันศัตรูคนหนึ่งคว่ำไป “แจ้งผู้อาวุโสสือทันที รวมถึงทางสำนักและเกาะนภาใต้นั้นด้วย ส่วนพวกเรากวาดล้างจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตที่เหลืออยู่ที่นี่ให้หมดสิ้น”
ประมุขตระกูลหวังเห็นดังนั้น ในที่สุดก็หัวร่ออย่างบ้าคลั่งขึ้นมา “แม้จะต้องตายอยู่ที่นี่ ได้ยลพวกเจ้าสำนักเขากว่างเฉิงจนตรอกเช่นนี้ ข้าก็นับว่าไม่เปล่าประโยชน์แล้ว! ฮ่าๆๆ!”
บัดนี้กลุ่มผู้อาวุโสฉงมีสีหน้าไม่น่ามองเป็นยิ่ง
อีกฝ่ายขุดหลุมใหญ่ให้พวกเขา ทว่าพวกเขากลับไม่อาจไม่กระโดดออกไปได้
ทำลายมหาค่ายกลแดนมารของที่นี่ ขัดขวางนพยมโลกมาถึงยังเขตยุทธ์เมฆา กลับสามารถก่อเกิดประตูนพยมโลกอีกบานเปิดออกอีกพื้นที่หนึ่งชั่วพริบตา
แต่หากไม่ทำลายมหาค่ายกลแดนมารของที่นี่ จะนั่งชมนพยมโลกมาถึงเบื้องหน้าตนอย่างนั้นหรือ?
ถึงบอกว่าประการแรกภัยอันตรายมากกว่า กระนั้นประการหลังก็ไม่ใช่ผลดีอะไรอย่างไม่ต้องสงสัยเช่นกัน
ลำบากแสนยากนานสองนาน ผลลัพธ์คือเลือกระหว่างเลวร้ายกับเลวร้ายกว่า ผู้ใดก็ไม่อาจมีอารมณ์ดีได้เช่นกัน
อาหู่มองไปทางเยี่ยนจ้าวเกอด้วยใบหน้าเศร้าหมอง “คุณชาย?”
ฝ่ามือเยี่ยนจ้าวเกอยังคงกดอยู่บนซากปรักหักพังสีทองนั่น พูดรำพึงรำพัน “ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตมียอดฝีมือ ปรับแก้มหาค่ายกลแดนมารสำหรับเปิดประตูสู่นพยมโลกได้ประณีตวิจิตรเช่นนี้ในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ไม่รู้ว่าจะสามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งประตูเก้าโยมที่เปิดขึ้นใหม่อีกครั้งได้แม่นยำหรือไม่?”
“ถ้าหากเป็นการเปิดประตูตามสถานการณ์ก็แล้วไป แต่หากว่าสามารถกำหนดตำแหน่งได้อย่างแม่นยำยิ่งล่ะก็ เช่นนั้นก็หาได้ยากจริงๆ แล้ว”
จิตใจเยี่ยนจ้าวเกอจมสู่ภายในค่ายกลมาร ทัศนียภาพเบื้องหน้าเปลี่ยนผัน ข้างหูมีเสียงร้องโอดครวญแสบแก้วหูราวกับอยู่ในเหวลึกดังขึ้น สุดท้ายหยุดอยู่ที่ภาพตรงหน้า ซึ่งก็คือบนที่ราบแห่งหนึ่งในเกาะนภาใต้
บนพื้นที่กว้างอันราบเรียบ ทุกหนแห่งล้วนเป็นที่นา และยังมีเมืองใหญ่จำนวนหนึ่งตั้งอยู่ บ้านเรือนกระจายตัวหนาแน่น
แม่น้ำใหญ่สายหนึ่งไหลผ่าน หล่อเลี้ยงทดน้ำเรือกสวนไร่นาทั้งสองฝั่ง เกิดเป็นภาพอันอุดมสมบูรณ์
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูภาพฉากนี้ นิ่งเงียบ
เขาแทบจะมองออกในทันที ว่าหลังจากนพยมโลกมาถึงแล้ว ที่แห่งนี้จะกลายสภาพเป็นนรกบนดินได้ถึงเพียงไหน
บนท้องฟ้า ไอมารสีดำกระจัดกระเจิงหายไปฉับพลันนั้น เงาคนผู้หนึ่งลอยต่ำลงมาจากฟ้า ราวกับเทพจุติยังโลกมนุษย์ แสงจ้าสาดส่องพื้นดินกว้าง ซึ่งนั่นก็คือสือเถี่ย ‘ราชสีห์โลหะ’ นั่นเอง
เขาที่แต่เดิมกุมความได้เปรียบไว้ได้ เกือบจะสังหารซือหม่าฉุย หลังจากได้ยินศิษย์ร่วมสำนักส่งข่าวสาร ก็จำต้องปล่อยคู่ต่อสู้ไป รีบเร่งมาทางกลุ่มเยี่ยนจ้าวเกอนี้ก่อน
“หาวิธีที่เร็วที่สุดแจ้งทางสำนักและเกาะนภาใต้นั้นแล้ว” สือเถี่ยเอ่ยถาม “พวกเรามีเวลาประมาณเท่าใด?”
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวตอบ “…ประมาณหนึ่งก้านธูป”
สือเถี่ยตรึกตรองในใจครู่หนึ่ง “หากอาจารย์อาศัยเสื้อคลุมนภาเร่งไป ก็อาจจะไม่ทันเช่นกัน”
คนอื่นต่างก็หลับตาลงอย่างเป็นทุกข์ ถ้าหากแม้แต่ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเขากว่างเฉิงผนวกกับอาวุธศักดิ์สิทธิ์เสื้อคลุมนภา ล้วนยังรีบไปสกัดกั้นไม่ทันล่ะก็ เช่นนั้นสำนักเขากว่างเฉิงก็อับจนหนทางแล้ว
พวกเขาอยู่ที่นี่ ยิ่งทำได้เพียงร้อนรน กลับจนปัญญา
ความรู้สึกนี้ช่างเหมือนกับหลับตารอความตายทำให้ผู้คนเป็นทุกข์
ท่ามกลางทุกผู้ทุกคน มีเพียงเยี่ยนจ้าวเกอที่จดจ้องซากปรักหักพังของเจดีย์สูงสีทองตรงหน้าอยู่เพียงลำพัง แววตาทอประกายตลอดเวลา คล้ายกับกำลังใคร่ครวญสิ่งใดอยู่
สือเถี่ยมองดูเยี่ยนจ้าวเกอ กล่าวเสียงทุ้ม “มีวิธีรึ?”
หลังเยี่ยนจ้าวเกอนิ่งเงียบครู่หนึ่ง สายตาจึงสบมองสือเถี่ย “หากมีก็เสี่ยงอันตรายนัก ต้องการความช่วยเหลือจากท่านอาจารย์ลุงใหญ่”
ทุกคนล้วนฮึกเหิมขึ้น สีหน้าสือเถี่ยไม่แปรเปลี่ยน “ไม่จำเป็นต้องเกรงกลัว เพียงพูดความคิดของเจ้า”
บทที่ 255
ชั่วขณะหนึ่งสายตาของทุกคนต่างมองมาทางเยี่ยนจ้าวเกอ
สีหน้าท่าทางเยี่ยนจ้าวเกอสงบนิ่ง กล่าวด้วยความจริงจัง “ข้าจะตั้งมหาค่ายกลแดนมารของที่นี่ขึ้นใหม่”
ครั้นพูดเช่นนั้นออกไป เขาเห็นฝูงชนได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ในแววตาสือเถี่ยเองเผยแววประหลาดใจออกมาเล็กน้อยเช่นกัน ทว่าก็สงบนิ่งลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกล่าวถาม “เมื่อครู่เจ้าบอกว่ามีอันตราย อันตรายนั่นหมายถึงอะไร? จะให้ข้าช่วย ต้องการให้ข้าทำสิ่งใดหรือ?”
เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยตอบฉับไว “สร้างมหาค่ายกลแดนมารของที่นี่อีกครั้ง ใช้ประโยชน์จากค่ายกลนำพา ลากไอมารที่ถูกส่งไปยังเกาะนภาใต้ก่อนหน้า กลับมาที่นี่อีกครา”
สือเถี่ยได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้พูดแทรก มองดูเยี่ยนจ้าวเกออย่างสงบนิ่ง รอชายหนุ่มพูดต่อไป
“ทำเช่นนี้ แก้ไขวิกฤตทางเกาะนภาใต้นั้นก่อน จากนั้นค่อยจัดการตรงหน้าพวกเราอีกที” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวต่อ “ให้ข้าเป็นผู้ควบคุม ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องให้ยอดฝีมือระดับท่านอาจารย์ลุงใหญ่ลงมือ ใช้เจตจำนงหมัดของท่าน ผนึกกั้นการเปิดออกของประตูนพยมโลกที่นี่ไว้อีกครั้ง”
“ความเสี่ยงอันตรายอยู่ที่ไม่สามารถทำลายศูนย์กลางมหาค่ายกลแดนมารล่วงหน้าได้ ประตูนพยมโลกจะเปิดออกอย่างแท้จริงชั่วเสี้ยววินาที และถ้าหากไม่ปิดผนึกทันที กระนั้นนพยมโลกก็เป็นไปได้ที่จะมาถึงจริงๆ”
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “หากเป็นเช่นนั้น พวกเราก็เท่ากับว่าอยู่ระหว่างเลวร้ายกับเลวร้ายยิ่งกว่า หากเลือกประการแรก พวกเราต้องหลั่งเลือดรบที่นี่ สกัดกั้นมารร้ายนพยมโลกที่รุกรานแปดพิภพไว้ ยื้อเวลาให้ยอดฝีมือคนอื่นๆ จากสำนักเรามาเสริมกำลัง”
สือเถี่ยมองเยี่ยนจ้าวเกอลึกล้ำแวบหนึ่ง “หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ข้า มหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณคนไหนๆ ก็ล้วนทำได้ หากแต่หัวใจสำคัญนั้นอยู่ที่เจ้า”
ชายหนุ่มพยักหน้า เอื้อนเอ่ยสงบเงียบ “ข้ามั่นใจอยู่เจ็ดส่วน”
“เจ็ดส่วน?” สือเถี่ยกล่าวซ้ำอีกรอบ แล้วจึงเอ่ย “มีเจ็ดส่วนจริง เช่นนั้นก็เพียงพอแล้ว พวกเราลงมือ!”
เยี่ยนจ้าวเกอมองไปทางฝูงชนด้านข้าง “ท่านผู้อาวุโสทุกท่านโปรดยึดตามแผนที่ข้าได้กล่าว พวกเราตั้งค่ายกลขึ้นใหม่ให้เร็วที่สุด บัดนี้เวลากระชั้นอย่างยิ่งยวด”
มหาปรมาจารย์กว่างเฉิงกลุ่มหนึ่งสบตากัน ก่อนจะมองเยี่ยนจ้าวเกอ แล้วมองสือเถี่ย แล้วทอดถอนใจขานรับปากอย่างไม่อินังขังขอบ
ถึงแม้จะหวาดระแวงและเป็นกังวลอยู่ในใจสักเพียงใด ทว่าตอนนี้เวลาคับขันนัก พวกเขาไม่มีเวลาจะลังเลแล้ว
เพราะหากเสียเวลาอีกเพียงน้อยนิด นพยมโลกก็จะมาถึงบนพื้นดินอุดมสมบูรณ์เป็นหมื่นลี้ของเกาะนภาใต้ที่ไร้การเตรียมป้องกันแม้แต่น้อย
ไม่นานนัก ตามเสียงตะโกนทุ้มต่ำของเยี่ยนจ้าวเกอ “เริ่ม!” ลวดลายค่ายกลสีดำหลากสายก็ปรากฏเห็นอยู่บนผืนดินกว้างในชั่วพริบตา
อาคมนับไม่ถ้วนเวียนวน แสงสีดำพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า แปรสภาพเป็นไอหมอกสีดำเป็นกลุ่มก้อน บดบังท้องฟ้าอาทิตย์
สายฟ้าแลบสีแดงโลหิตในหมอกดำกระหน่ำฟาดลงไม่หยุด เศร้ารันทดเขย่าขวัญ ส่วนลวดลายค่ายกลสีดำเปล่งแสงสุกสกาวมืดครึ้ม ให้ความรู้สึกประเภทคร่ำเครอะสุดจะทนแก่ผู้คน
พลังปราณน่าพรั่นใจปรากฏจำนวนมากอีกครั้ง ไม่ให้ความรู้สึกชั่วร้ายแก่ผู้คน แต่กลับทำให้จิตใจผู้คนว้าวุ่น ยากสงบจิตสงบใจ
พลังอันแปลกประหลาด คล้ายกับปลุกความปรารถนา ความคิดชั่วร้ายและความยึดติดที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุดในก้นบึ้งจิตใจของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ตลอดเวลา อีกทั้งสุมมันให้ทวีคูณไม่หยุดยั้ง
บริเวณใจกลางค่ายกลแสงดำ เจดีย์สูงสีทององค์หนึ่งยกสูงขึ้นจากพื้นดิน ขณะแสงทองปรากฏมากมาย ราวกับมีชีวิตเป็นของก็ไม่ปาน ก่อตัวยกสูงไม่หยุดยั้ง
ภายใต้การฉุดดึงของแสงรุ่งโรจน์ ลวดลายค่ายกลสีดำแต่ละสายขวักไขว่ไปมาอยู่ในอากาศ ราวกับสายโซ่สีดำหลากสาย พันเกี่ยวบนเจดีย์สูงสีทอง จากนั้นประหนึ่งได้รับพลังมหาศาล สายโซ่ทุกเส้นตึงแน่นทั้งหมด ตึงเปรี๊ยะจนตรงแหน่ว
ยอดเจดีย์สูงสีทองปล่อยลำแสงสีแดงโลหิตออกมา ค่อยๆ ควบแน่นปรากฏกลายเป็นรูปร่างประตูบานหนึ่ง
ประตูแสงสีแดงบานนี้กระเพื่อมเฉกเช่นคลื่นน้ำ แสงสุกสว่างค่อยๆ สาดส่องไปบนพื้นผิวด้านหน้าเจดีย์สูงสีทอง สะท้อนรูปเงาประตูอีกบานออกมา
ไอหมอกสีดำภายในบริเวณขอบเขตปกคลุมมหาค่ายแดนมาร พลันเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนภายหลังปรากฏเห็นข้นคลั่ก ราวกับดินเลน
ไอมารเริ่มก่อตัวเป็นแดนมารอันน่าประหวั่น คลุมครอบทั้งสี่ด้านแล้ว
นอกเขตไอมาร ผู้อาวุโสสูงสุดเกาะทรายของสำนักเขากว่างเฉิงและบรรดายอดฝีมือคนอื่นๆ ต่างก็เพ่งมองแดนมารอันน่าพรั่นใจที่ปกคลุมเขตพื้นที่กว้างใหญ่นั่นด้วยความทุกข์ใจ
พวกเขาได้รับประกาศแจ้งจากสือเถี่ยแล้ว รับรู้ว่ามหาค่ายกลแดนมารในขณะนี้เป็นการสร้างขึ้นใหม่ภายใต้การควบคุมของตน
ทว่าการกระทำประเภทเล่นกับไฟเช่นนี้ ยังคงทำให้ทุกๆ คนรู้สึกร้อนอกร้อนใจ
หากแต่เทียบกันแล้ว นี่ก็เป็นผลลัพธ์ที่ดีกว่าอยู่บ้าง ดียิ่งกว่านพยมโลกมาเยือนเกาะนภาใต้ทั้งที่ไม่ได้เตรียมป้องกันมากยิ่งนัก
เพียงแต่ว่า หากเยี่ยนจ้าวเกอและสือเถี่ยพลั้งพลาด นพยมโลกก็จะมาเยือนเขตยุทธ์เมฆาที่แห่งนี้ เวลานั้นทุกผู้ทุกคนต่างก็ต้องเป็นแนวหน้าแรก ขว้างกั้นมารร้ายเข้าล่วงล้ำแต่แรกเริ่ม
ก่อนหน้านี้ ในตอนที่ยังไม่ได้จู่โจมทำลายมหาค่ายกลแดนมารคราแรก ได้รับรู้ว่าตระกูลหวังยุทธ์เมฆาจะเกิดเหตุวุ่นวาย จอมยุทธ์สำนักเขากว่างเฉิงเร่งรีบมาถึงในทันทีเพื่อที่จะป้องกันไว้ก่อน จึงได้เริ่มจัดการพาชาวบ้านคนธรรมดาทั่วไปและจอมยุทธ์ระดับขั้นต่ำที่อยู่เขตยุทธ์เมฆาและใกล้เคียงถอยออกไป
ตอนนี้จึงไม่ถึงขั้นที่ฉุกละหุก สามารถปล่อยตัวสู้รบอยู่ที่เขตยุทธ์เมฆาได้เต็มที่
สาเหตุที่เกาะทรายแบกรับอันตรายไว้ ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ให้เกาะนภาใต้ถูกจู่โจมฉับพลัน นี่คือเหตุผลสำคัญ
เกาะทรายเคลื่อนไหวกะทันหัน ซึ่งข่าวคราวก็ส่งทอดแก่สำนักเขากว่างเฉิงแห่งเกาะนภากลาง และทางฝั่งเกาะนภาใต้ด้วยความเร็วสูงสุดเช่นกัน
ตำแหน่งของประตูนพยมโลกอาจจะแปรเปลี่ยน เกาะอื่นๆ เฉกเช่นเกาะนภาเหนือก็ต้องรับทราบ ป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดคิด
ผู้อาวุโสสูงสุดเกาะทรายจดจ้องไกลออกไป มหาค่ายกลแดนมารได้กลืนดินแดนบรรพชนตระกูลหวังจมหายสิ้นแล้ว เขารำพึงรำพันกับตนเองว่า “เยี่ยนจ้าวเกอ จะต้องทำให้สำเร็จนะ…”
เขตศูนย์กลางภายในมหาค่ายกลแดนมาร หมอกดำไม่พบเห็น สิ่งที่แทนที่คือพื้นที่ผืนหนึ่งที่แสงสีแดงแปลกประหลาดปกคลุม
ในพื้นที่นี้ เจดีย์สูงสีทองตั้งตระหง่าน เงาสะท้อนประตูแสงสีแดงบนพื้นกระจ่างชัดขึ้นเรื่อยๆ
รอยแยกระหว่างบานประตูทั้งสองบนพื้น แกว่งไกวบิดเบี้ยวไม่หยุด ทำให้พื้นดินก็บิดเบี้ยวรุนแรงเช่นกัน
ราวกับมีสิ่งใดกำลังจะทะลวงทะลุขึ้นมาจากใต้ปฐพี ทำให้พื้นดินแตกระแหงเกิดเป็นรอยแยกลึกมโหฬารสายหนึ่ง
รอยแตกเส้นนี้แยกออก ซึ่งคือทางสัญจรเชื่อมยังนพยมโลกในตำนาน
พลังปราณน่าหวาดผวาที่ยั่วยุจิตใจผู้คน บัดนี้พุ่งสูงทะยาน ทำให้จิตใจผู้คนว้าวุ่น
สีหน้าเยี่ยนจ้าวเกอยังคงมุ่งมั่และนแน่วแน่ เขายืนอยู่ด้านล่างเจดีย์สูงสีทอง ส่วนสองมือดันอยู่บนเจดีย์ทอง ขณะเดียวกันก็เหลียวมองประตูนพยมโลกบนพื้นกำลังค่อยๆ เปิดออกอย่างสงบนิ่ง
“สำเร็จครึ่งหนึ่งแล้ว” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ย “ไอมารที่ทะลุไปยังเกานภาใต้ถูกดึงกลับมาใหม่แล้ว”
เมื่อได้ยินวาจาของเยี่ยนจ้าวเกอ ทุกชนก็ผ่อนลมหายใจเล็กน้อย
ถ้าหากประตูนพยมโลกที่นี่เปิดออก ทางเกาะนภาใต้นั้นกลับไม่ได้รับผลกระทบ ถูกเปิดประตูเชื่อมสู่นพยมโลกเช่นกัน กระนั้นความรู้สึกของทุกคนก็คงไม่ใช่แค่คำว่ากลัดกลุ้มและคับแค้นจะสามารถบรรยายได้จริงๆ แล้ว
ความสนใจของทุกคนล้วนจดจ่ออยู่ที่เจดีย์สูงสีทอง
เจดีย์สูงสีทองสั่นไวฉับพลันครู่หนึ่ง
“หืม?” สีหน้าท่าทางเยี่ยนจ้าวเกอไหววูบเล็กน้อย “มีคนคิดจะตัดขาดการกระทำของข้า ลากไอมารกลับไปอีกหน?”
บนประตูแสงสีแดงที่ยอดเจดีย์สีทองบานนั้น ปรากฏเห็นภาพคนอันแปลกพิลึก
ทุกชนเงยหน้าขึ้นมอง ส่งเสียงร้องตื่นตกใจพร้อมกัน “ผู้อาวุโสหลิว?!”
เยี่ยนจ้าวเกอพยายามเชิดหน้าขึ้น เห็นบนแสงประตูสีแดงสะท้อนเงาร่างคนผู้หนึ่งออกมา กลับเป็นผู้เฒ่าผมหงอกขาวคนหนึ่ง
อีกฝ่ายเขาเองก็รู้จัก ปรากฏว่าเป็นผู้อาวุโสสำนักเขากว่างเฉิงท่านหนึ่ง
เห็นเพียงผู้อาวุโสหลิวท่านนั้น บัดนี้สีหน้าอึมครึมและยังระคนความบ้าระห่ำ ในมือกำยันต์หยกสีดำชิ้นหนึ่งไว้ กำลังถ่ายพลังปราณดั้งเดิมเจตจำนงหมัดของเขาเข้าสู่ภายในนั้น!
ดวงหน้าสือเถี่ยสงบนิ่งดุจน้ำ ส่วนแววตาเยี่ยนจ้าวเกอเย็บเยียบ
ตรงหน้าผู้อาวุโสหลิวก็ปรากฏภาพลวงตาสีแดง สามารถแลเห็นกลุ่มคนเยี่ยนจ้าวเกอแจ่มชัด
เขาตะลึงงันเล็กน้อย รู้ว่าฐานะตัวตนของตัวเองเปิดเผยแล้ว อดหัวร่อเยาะหยันไม่ได้ “อภิชาตบุตรที่เยี่ยนตี๋ให้กำเนิด เป็นเจ้าอีกแล้วรึ?!”