246-250

บทที่ 246
หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอลูบสัมผัสม้วนหนังสัตว์นั่นด้วยนิ้วมือ อีกทั้งใคร่ครวญในใจครู่หนึ่ง เขาถึงเก็บม้วนหนังสัตว์ขึ้นมาอีกครั้ง

จากนั้น ชายหนุ่มเริ่มสำรวจสมุนไพรเหล่านั้นแต่ละชนิด

ชาวกระเรียนล่องลอยปลูกสมุนไพรเหล่านี้ไว้ในแปลงด้านหลังกระท่อมภายในมิติต่างแดนแห่งนั้น ผ่านไปยาวนานแรมเดือนแรมปี ไม่มีผู้ใดจัดการดูแลมาโดยตลอด สมุนไพรบางส่วนจึงค่อยๆ เหี่ยวเฉาล้มตายลงแล้วเช่นกัน

ทว่าที่สามารถคงอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน ล้วนเป็นสมุนไพรวิเศษล้ำค่าที่มีอายุยาวนาน ฤทธิ์โอสถแก่กล้าทั้งสิ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอดีใจก็คือ ในบรรดาวัตถุดิบปรุงโอสถเหล่านี้ จำนวนมากล้วนเป็นสมุนไพรที่สูญหายไปจากโลกแปดพิภพตั้งแต่หลังจากวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่

ปกติแล้วเยี่ยนจ้าวเกอทอดถอนใจให้กับการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญจนทำอะไรไม่ได้อยู่บ่อยครั้ง บัดนี้ได้รับสมุนไพรวิเศษหายากจำนวนมากเหล่านี้มาจากบ้านพักเดิมของชาวกระเรียนล่องลอยแห่งนั้น พลันรู้สึกว่าสิ่งของในมือเหลือเฟือกว่าเดิมยิ่งนัก

เยี่ยนจ้าวเกอหวนนึกพิเคราะห์อย่างละเอียด ความคิดและสมมติฐานมากมายที่แต่ก่อนไม่มีทางบรรลุ ตอนนี้ต่างก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้บรรลุผลแล้ว

นี่ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง

หลังจากแยกแยะประเภทสมุนไพรวิเศษแต่ละชนิด และจัดวางไว้พร้อมสรรพแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็ยืดเหยียดคลายเส้น อารมณ์ดีมีความสุข

หากแต่ไม่นานนักรอยยิ้มบนดวงหน้าของเขาก็ค่อยๆ หายไป สีหน้าท่าทางเปลี่ยนเป็นตระหนกตกใจอยู่บ้าง

ชายหนุ่มล้วงแผ่นเหล็กสีดำชิ้นหนึ่งออกมาจากหน้าอก ครั้นเพ่งมองแผ่นเหล็กในมือ ประกายตาของเขาก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นมืดมนลึกล้ำขึ้นมา

แผ่นเหล็กนี้ส่องประกายรัศมีอยู่บ้าง คล้ายกับมีลายเส้นเค้าโครงดวงหน้าคนคนเดียวกันแนบทาบอยู่รางเลือน

มันคือชิ้นส่วนหน้าของมหาปรมาจารย์ที่ปกปิดใบหน้าผู้นั้นในมิติต่างแดน ที่หลังจากถูกกระบี่หนึ่งของเยี่ยนจ้าวเกอตัดหน้ากากจนขาดแล้วร่วงลงบนพื้น!

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูชิ้นส่วนหน้ากาก สีหน้าซับซ้อนอยู่บ้าง ภาพเหตุการณ์เวลานั้นผุดขึ้นในสมองตลอดเวลา

ยามนั้นยังแค่รู้สึกว่าคุ้นหน้า กระนั้นตอนนี้ดวงหน้าของอีกฝ่ายค่อยๆ ผนึกประสานกับดวงหน้าหนึ่งในความทรงจำของเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว

“หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้าจะจำคนผิด…” เยี่ยนจ้าวเกอถอนใจครั้งหนึ่ง แล้วเก็บชิ้นส่วนหน้ากากไว้อีกหน

หลังตนเองนั่งสมาธิอยู่ในห้องสงบจิตลำพังระยะหนึ่งแล้ว เขาก็เปิดเปลือกตาขึ้น

อาหู่กล่าวรายงานอยู่นอกประตูว่า “คุณชาย ผู้อาวุโสจวินแห่งพรรคกระบี่วายุคำรามมาแล้วขอรับ”

“โอ้? เรียนเชิญ” เยี่ยนจ้าวเกอผุดลุกขึ้น ผลักประตูเดินออกไป

ในห้องโถงรับแขกขนาดใหญ่ ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่ตรงนั้น ด้านหลังของเขามีหญิงชายวัยเยาว์ไม่กี่คนตามมาด้วย ซึ่งผู้นำก็คือจวินลั่วนั่นเอง

เยี่ยนจ้าวเกอรุดเขาหน้าแสดงความเคารพต่อชายวัยกลางคนผู้นั้น “ท่านลุงจวิน ท่านกลับเกาะทรายแล้วหรือ? ก่อนหน้านี้ข้าออกไปข้างนอกอยู่พอดีเช่นกัน เพิ่งจะกลับมา ยังไม่ทราบว่าท่านกลับมาแล้ว หาไม่แล้วอย่างไรก็ควรเป็นข้าที่ไปเข้าพบท่านถึงจะถูกต้อง”

ชายวัยกลางคนเบื้องหน้าคือจวินจื้อหย่วน ผู้อาวุโสพรรคกระบี่วายุคำราม บิดาของจวินลั่ว สหายเก่าคนสนิทของเยี่ยนตี๋ บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอนั่นเอง

จวินจื้อหย่วนก็เป็นสหายเก่าแรมปีของเยี่ยนตี๋เช่นกัน เฉกเช่นจ้าวซื่อเฉิงราชาอาณาจักรถังตะวันออก ตระกูลเยี่ยนกับตระกูลจวินก็มีมิตรภาพลึกซึ้งประหนึ่งญาติมิตร

ที่ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกสนใจก็คือ สหายเก่าแก่ของบิดาตนเอง อายุอานามล้วนมากกว่าบิดา

ด้วยเหตุฉะนี้เขาจึงมีลุงทั้งหมด แต่กลับไม่มีอา

ชายวัยกลางคนยิ้มน้อยๆ “ข้ามาขอบคุณจ้าวเกอที่ดูแลเจ้าหนูน้อยตระกูลข้า หากไม่ใช่เพราะเจ้า ข้าเกรงว่าวันนี้คงไม่อาจได้พบนางแล้ว”

จวินลั่วยามนี้ยืนอยู่หลังกายจวินจื้อหย่วน ตามองจมูก จมูกมองหัวใจ ประพฤติตัวสำรวมเรียบร้อย แตกต่างจากท่าทีของนางตอนที่เป็นกันเองราวกับคนละคน

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ย “คำพูดคำจานี้ของท่านลุงจวินกล่าวเกินไปแล้ว เรื่องราวของเหลียนอิ๋ง เด็กหนุ่มจากป้อมปราการตระกูลเหลียนผู้นั้น มีต้นตอมาจากแผนการที่ผู้เหลือรอดจากสำนักนิมิตทมิฬต้องการใช้เขาเป็นหมากเบี้ย ลอบสังหารข้าโดยสมบูรณ์”

“ลั่วลั่วไร้ซึ่งความผิด กลับถูกเอี่ยวเข้ามาด้วย แน่นอนว่าข้าต้องปกป้องนางรอบด้านอย่างสุดกำลัง”

“ถึงแม้ว่าจะดูน่าตื่นตกใจทว่าไร้อันตราย แต่ในใจข้ายังคงรู้สึกแย่อย่างยิ่ง”

จวินจื้อหย่วนได้ยินดังนั้นก็ส่ายศีรษะกล่าวว่า “นั่นก็เป็นเพราะเจ้าช่วยชีวิตเด็กน้อยลั่วลั่วผู้นี้ไว้ ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้หากไม่ใช่เจ้ากับบรรดาสำนักเขากว่างเฉิงทั้งหลายลงมือร่วมกันช่วยเหลือ พวกนางทั้งสามตกอยู่พายุเขานิมิตทมิฬ ก็คงไม่ใช่ผลลัพธ์เฉกเช่นแมวเก้าชีวิต”

ชายหนุ่มพลันยิ้มเอ่ย “หากไม่พูดถึงเรื่องที่พวกเราสองตระกูลคบกันมาหลายชั่วคน แต่ไรพรรคกระบี่วายุคำรามก็มีไมตรีจิตมิตรภาพต่อสำนักเขากว่างเฉิงของข้า ครั้นประสบวิกฤตรายทาง การลงมือช่วยเหลือกันก็เป็นสิ่งที่สมควรเช่นกัน”

แม้จะกล่างเช่นนั้น แต่จวินจื้อหย่วนก็ยังคงให้จวินลั่วเข้ามากล่าวขอบคุณเยี่ยนจ้าวเกออย่างเป็นทางการอีกครั้ง ชายหนุ่มถึงกับต้องรีบหยุดพวกเขาเอาไว้

เยี่ยนจ้าวเกอมองไปยังเบื้องหลังจวินจื้อหย่วน ข้างกายจวินลั่วมีคนอื่นๆ อยู่ด้วย “นี่ล้วนเป็นศิษย์ของท่านลุงหรือ?”

จวินจื้อหย่วนกล่าว “ใช่แล้ว ครานี้พาพวกเขาออกไปเปิดหูเปิดตาด้วยกัน ระหว่างเดินทางกลับยังไม่ทันถึงประตูพรรค ก็ได้ยินเรื่องของลั่วลั่วเสียก่อน ดังนั้นจึงพาพวกเขากับลั่วลั่วมาด้วยกัน”

คนหนุ่มสาวเหล่านั้นค้อมคำนับต่อเยี่ยนจ้าวเกอพร้อมกัน

ถึงแม้ว่าแบ่งตามลำดับอาวุโสแล้ว ทั้งสองฝ่ายนับว่ารุ่นอาวุโสเดียวกัน กระนั้นเยี่ยนจ้าวเกอนับถือจวินจื้อหย่วนเป็นผู้อาวุโส จวินลั่วอยู่ต่อหน้าเขาก็ประหนึ่งน้องสาวคนเล็กเช่นกัน พวกเขาไม่กี่คนกลับไม่สามารถเรื่อยเฉื่อยได้

แม้ว่าต่างก็เรียกขาน ‘ศิษย์พี่เยี่ยน’ ทว่าธรรมปฏิบัติที่ยึดถือ กลับเป็นธรรมปฏิบัติผู้อ่อนอาวุโสกว่าอย่างเต็มขั้น

จวินจื้อหย่วน ก็มีท่าทีว่าเรื่องนี้สมเหตุสมผลเช่นเดียวกัน

ถ้าหากไม่ใช่เพราะมิตรภาพอันยาวนานของทั้งสองตระกูล เขาพบหน้าเยี่ยนจ้าวเกอก็ต้องปฏิบัติอย่างรุ่นอาวุโสเท่าเทียมกันเช่นกัน เฉกเช่นผู้อาวุโสหงแห่งพรรคกระบี่วายุคำราม รวมถึงพวกผู้อาวุโสไป๋

แม้ว่าเยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้เพิ่งจะอายุยี่สิบปีกว่า อีกทั้งมีพลังฝึกปรือเพียงแค่ระดับปรมาจารย์ ส่วนพวกเขาล้วนเป็นมหาปรมาจารย์

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูบรรดาคนรุ่นเยาว์เบื้องหน้า ชั่วขณะหนึ่งก็ทอดถอนใจอยู่บ้างเช่นกัน

แท้จริงแล้วหากต้องนับอายุจริง บรรดาหญิงชายเหล่านี้ก็อายุสิบหก สิบเจ็ดปีแล้วเช่นกัน แม้ว่าจะไม่ถือว่าอายุเท่ากันกับตน กระนั้นแน่นอนว่ายังคงรุ่นเดียวกัน

หากแต่พินิจด้วยพลังพลังฝึกปรือแล้ว ดูเหมือนว่าพวกเขาเองก็สามารถความห่างชั้นของขุมกำลังดินแดนศักดิ์สิทธิ์เช่นสำนักเขากว่างเฉิง กับขุมกำลังอื่นๆ ออกได้อย่างกระจ่างชัด

พรรคกระบี่วายุคำรามได้เป็นขุมกำลังชั้นหนึ่งแล้ว การสืบทอดก็นับว่ามีความเป็นมายาวนาน ในเวลาที่สำนักเขานิมิตทมิฬยังคงปกครองวายุพิภพอยู่ พรรคกระบี่วายุคำรามก็ได้ก่อตั้งอยู่ที่เกาะทรายแล้ว สืบทอดตลอดมาจวบจนปัจจุบัน

นอกเหนือจากประมุขพรรคกระบี่วายุคำรามรุ่นปัจจุบัน จวินจื้อหย่วนเป็นบุคคลที่มีระดับพลังฝึกปรือสูงที่สุด และเชี่ยวชาญในการสั่งสอนศิษย์เลื่องชื่อตลอดมาเช่นกัน

ศิษย์ภายใต้อาณัติเขา รวมถึงจวินลั่วผู้เป็นธิดา โดยส่วนมากก็เป็นผู้โดดเด่นท่ามกลางคนรุ่นเยาว์ของพรรคกระบี่วายุคำรามแล้วเช่นกัน ท่ามกลางผู้สืบทอดเยาว์วัย แต่ละขุมกำลังชั้นหนึ่ง ทั่วทั้งเกาะทราย ล้วนเป็นบุคคลที่มีความสามารถโดดเด่นเหนือผู้ใดเช่นกัน

ถึงกระนั้นเปรียบเทียบกับศิษย์ที่มีอายุเท่ากันของขุมกำลังดินแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างสำนักเขากว่างเฉิง และสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ ในด้านระดับความสามารถเฉลี่ย กลับแจ่มชัดว่าด้อยกว่าขั้นหนึ่ง

ช่วงอายุเดียวกัน ศิษย์มีพรสวรรค์ที่ล้ำเลิศที่สุดของพรรคกระบี่วายุคำราม ปล่อยไปไว้ที่สำนักเขากว่างเฉิง กลายเป็นกลางๆ ไม่แปลกใหม่ทันใด ไร้ซึ่งรัศมีผู้มีพรสวรรค์ทั้งสิ้น สามารถไม่รั้งท้ายก็นับว่าไม่ง่ายอย่างยิ่งแล้ว

แน่นอนว่านี่ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่สำนักเขากว่างเฉิงรับเอาบุคคลมากความสามารถอันยอดเยี่ยมแต่ละพื้นที่เป็นจำนวนมาก เกาะทรายเป็นหน่ออ่อนภายใต้การปกครองของเขากว่างเฉิงซึ่งมีศักยภาพที่สุด ย่อมถูกเขากว่างเฉิงเก็บเกี่ยวไปเป็นสิทธิพิเศษ

ขุมกำลังเหมือนเช่นพรรคกระบี่วายุคำราม ก็ทำได้เพียงคัดเลือกในกลุ่มคนตัวเตี้ยเป็นนายพลเท่านั้นแล้ว

สำนักเขากว่างเฉิงกลับก็ไม่ถึงขนาดกวาดเรียบไม่เหลือเสียทีเดียว กระนั้นบุคคลมีความสามารถที่คนเดินขึ้นสู่ที่สูง น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ เลิศล้ำที่สุด แน่นอนว่าก็มุ่งไปทางสำนักเขากว่างเฉิงมากที่สุดเช่นกัน

มีบ้างครั้งคราวที่บุคคลมากความสามารถที่มีประสบการณ์เปิดหูเปิดตาไม่มาก ไม่ทราบถึงชื่อเสียงเลื่องลือของเขากว่างเฉิง อีกทั้งถูกสำนักเขากว่างเฉิงคัดออกไปได้พอดี ก็จะถูกขุมกำลังชั้นหนึ่งอย่างพรรคกระบี่วายุคำรามเก็บเข้ากระเป๋า ซึ่งนั่นก็เหมือนกับการเลือกเก็บของล้ำค่าอย่างไรอย่างนั้น

เป็นธรรมดาอย่างยิ่ง คัดเลือกลงไปเป็นชั้นๆ สำนักเขากว่างเฉิงเลือกคนก่อน จากนั้นจึงเป็นขุมกำลังชั้นหนึ่งอย่างพรรคกระบี่วายุคำราม ถัดมาค่อยเป็นขุมกำลังชั้นสองเฉกเช่นป้อมปราการตระกูลเหลียน และจวนภูเขาวายุอำพันนั้น

ถึงแม้ว่าอารยธรรมวิถีวรยุทธ์ยังคงอยู่ในช่วงพัฒนาขึ้นใหม่อีกครั้ง กระนั้นระดับชั้นของโลกแปดพิภพก็ได้ก่อตัวขึ้นแล้ว
บทที่ 247
พลังความสามารถพลังฝึกปรือของพวกเหลียนเฉิงและเหลียนอิ๋ง ที่ฐานะเดิมอยู่ในขุมกำลังชั้นสอง เปรียบกับศิษย์ของจวินจื้อหย่วนแล้ว แน่นอนว่าด้อยกว่าอีกขั้นหนึ่ง

ซึ่งพวกเขาไม่วาดหวังว่าจะสามารถกราบเข้าเป็นศิษย์ใต้สำนักกว่างเฉิง และมีจุดมุ่งหมายเข้าพรรคกระบี่วายุคำรามให้ได้

ขุมกำลังระดับป้อมปราการตระกูลเหลียน นอกจากผู้สืบทอดสายตรงจำนวนหนึ่งที่รับช่วงต่อกิจการตระกูลแล้ว ก็คาดหวังอีกว่าตระกูลหรือไม่ก็ภายในพรรคของตน จะสามารถมีคนก้าวเดินออกไปเข้าสู่ขุมกำลังชั้นหนึ่งได้มากขึ้นกว่านี้

ฉะนี้จึงสามารถโน้มดึงผู้หนุนช่วยเบื้องหลังได้ ความสลับซับซ้อนบนพื้นที่ขุมกำลังยุ่งเหยิงเสียยิ่งกว่าในจินตนาการของคนทั่วไปอีก

ทว่านี่ก็เป็นการคัดเลือกปกติที่สามารถเข้าใจได้เช่นกัน ดังเช่นขุมกำลังชั้นหนึ่งอย่างอาณาจักรถังตะวันออก พรรคสายรุ้งสีชาดนี้ ที่คัดเลือกชนรุ่นหลังสายตรงที่เป็นส่วนสำคัญที่สุด และผู้มีพรสวรรค์วิถีวรยุทธ์พิสุทธิ์โดดเด่นที่สุดเช่นเดียวกัน ด้วยมุ่งหวังว่าจะสามารถกราบเข้าเป็นศิษย์ใต้สำนักเขากว่างเฉิงได้เฉกเช่นเดียวกัน

หลานสายตรงของประมุขพรรคกระบี่วายุคำราม ก็เป็นศิษย์ภายใต้สำนักเขากว่างเฉิงเช่นเดียวกัน เยี่ยนจ้าวเกอยังเคยพบพานอยู่หลายครา ทั้งยังมักได้รับการฝากฝังจากผู้อาวุโสจวินให้ดูแลอยู่บ้างสักหน่อย

สำนักเขากว่างเฉิงเองก็เสริมแกร่งการควบคุมแต่ละดินแดนในอาณัติตนเอง โดยผ่านวิธีประเภทนี้เช่นเดียวกัน

ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นทั้งห้า อาทิสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์หรือสำนักเขาไร้พรมแดน ก็ใช้วิธีเดียวกัน

ซึ่งใต้ขุมกำลังชั้นสองเฉกเช่นป้อมปราการตระกูลเหลียน และจวนภูเขาวายุอำพัน แน่นอนยังมีขุมกำลังอื่นที่อ่อนด้อยกว่า

ส่วนเรื่องจำนวนนั้น ขุมกำลังเช่นนั้นยิ่งมากกว่าแล้ว

โลกแปดพิภพมีกระแสนิยมวรยุทธ์ ถ้าหากมองลงไปอย่างต่อเนื่อง การดำรงอยู่ของหอวรยุทธ์ หอชุมนุม และจำพวกพรรคเล็กสำนักน้อยระหว่างตลาดในเมืองยิ่งคณานับราวกับขนวัว

กระทั่งต่ำลงไปจากขุมกำลังชั้นสองอีก จอมยุทธ์ที่ฐานะเดิมอยู่ในขุมกำลังเหล่านี้ หากไม่สามารถไต่เต้าขึ้นสูง เดินไปยังโลกหล้าที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่านี้ได้ เช่นนั้นก็ทำได้เพียงกลมกลืนไปกับมหาชนจริงๆ แล้ว

ฝึกยุทธ์ ยังไม่ถึงขั้นบำเพ็ญฝึกวิถีวรยุทธ์ มากกว่านั้นคือเพื่อป้องกันตัวเอง ไปจนถึงขั้นดำรงชีวิต

“ท่านลุง คิดๆ ดูแล้วท่านก็คงได้ยินเรื่องความเปลี่ยนแปลงของทะเลสาบปิดนภามาบ้างเช่นกัน” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวเสียงเบา “มารร้ายนพยมโลก เฉกเช่นปีศาจอัคคีของโลกปีศาจอัคคี ต่างก็เป็นศัตรูร่วมของเผ่าพันธุ์มนุษย์เรา คนของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตเสียสติ ประสงค์ชักนำนพยมโลกมาถึง ทั้งโลกแปดพิภพล้วนจำต้องป้องกัน”

จวินจื้อหย่วนพยักหน้า “แน่นอน ข่าวที่ส่งมาจากเหตุทะเลสาบปิดนภา พรรคข้าก็กำลังติดตามปัญหาด้านนี้อยู่ ป้องกันการแทรกซึมของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตอย่างกวดขัด”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวว่า “นั่นไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้วจริงๆ เรื่องนี้ยังขอให้ท่านลุงจวินเปลืองสมองสักหน่อย”

มารร้ายเจนจัดในการสุมความคิดชั่วร้าย ความปรารถนา และความยึดติดในใจผู้คน

เทียบกับหกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่แล้ว จอมยุทธ์เช่นหานเซิ่ง เฒ่ามารหัวขวานที่พเนจรตามลำพังเช่นนั้น ไม่พอใจกับฐานะที่ยืนอยู่เหนือมวลชนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหก จึงถูกภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตดึงเป็นพวกได้ง่ายยิ่งกว่า ปรารถนาทำลายเพื่อก่อเกิดการสร้าง เปลี่ยนแปลงพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน

แท้จริงแล้วในอีกแง่มุมหนึ่ง ขุมกำลังชั้นหนึ่งและขุมกำลังชั้นสองภายใต้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งหกเหล่านี้ ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน

ปรารถนาจะคว่ำดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหกแล้วแทนที่ ปรารถนากลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหม่ ปรารถนาพลังและอำนาจที่ตัดสินเองโดยสมบูรณ์…

ความคิดทำนองนี้อีกมากมาย ไม่ว่าจะความทะเยอทะยานก็ดี หรือจะความไม่ย่อท้อต่อสิ่งใดเองก็ช่าง ล้วนมีความเป็นไปได้ที่จะกลายเป็นช่องว่างโอกาสที่ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตจะเจาะทะลวงเข้าไป

แน่นอนว่าความคิดที่คล้ายคลึงกันนี้ ไม่ได้แสดงว่าจะถูกภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตฉวยโอกาสเสมอไป และหาได้แสดงว่าจะก่อเกิดความคิดมารร้ายในใจเป็นแน่เสียเมื่อไร

นี่ล้วนขึ้นอยู่กับความแน่วแน่ของจิตใจ สติสัมปชัญญะ และการทำสมาธิของแต่ละคน

ทว่าไม่สามารถขจัดความเป็นได้นี้ทิ้งไป มีผู้มองโลกในแง่ร้ายกระทั่งคิดว่า ขุมกำลังชั้นหนึ่งและชั้นสอง กลับอาจจะเป็นเขตประสบหายนะหนักจากแทรกแซงกัดกินของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตด้วยซ้ำไป

สำหรับเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว อันที่จริงเขาคิดมาโดยตลอดว่าการที่ขุมกำลังชั้นหนึ่งและชั้นสองมีความคิดเช่นนั้น นับเป็นเรื่องที่ปกติอย่างมาก

จอมยุทธ์มักมีพลังอันฮึกเหิมและความโอหังที่มากกว่าคนธรรมดาทั่วไปมาก ดังเช่นความแปลกประหลาดของหลิวเซิ่งเฟิงเช่นนั้นในตอนแรก แต่อย่างไรเสียก็เป็นจำนวนน้อยนิด

จอมยุทธ์ที่มีความสำเร็จได้อย่างแน่นอน มีสักกี่คนที่ยอมอยู่เบื้องล่าง?

ตอนที่พลังความสามารถตนเองไม่มากพอ รู้ชัดถึงสภาพความเป็นจริงจึงยอมอยู่ใต้อำนาจ นั่นไม่ได้หมายความว่าจะยินยอมใช้ชีวิตเช่นนี้ไปตลอดชีวิต

พึ่งพิงกำลังของตัวเองยากยิ่งจะขัดขืน จึงไปแสวงหาความช่วยเหลือจากกำลังภายนอก แต่ไรนี่ก็เป็นเรื่องที่ไม่พอจะวิพากษ์เอาผิดได้เช่นกัน

กระนั้นการแสวงหากำลังจากภายนอกแบบใด นี่ก็ต้องให้ความสำคัญแล้ว

การดำรงอยู่เฉกเช่นนพยมโลกและปีศาจอัคคีนี้นั้น ก็เป็นสิ่งต้องห้ามโดยสิ้นเชิง

ผู้คนโดยส่วนมาก ต่อให้มีความทะเยอทะยานและความคิดมุ่งสูงขึ้นในใจ ก็กำจัดการดำรงอยู่เช่นนพยมโลกและปีศาจอัคคีได้เช่นกัน

อย่างไรเสีย ศัตรูร่วมที่กินคนดื่มเลือด หมดสิ้นความเป็นมนุษย์ หันหลังให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ของตัวเองโดยสิ้นเชิง อีกทั้งยังมุ่งอาฆาตต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ของตนเอง เรื่องราวเช่นนี้ ผู้คนจำนวนมากต่างก็กำจัดปฏิเสธ

หากแต่มักจะมีคนกลุ่มน้อยทนความยั่วยวนไม่ไหว กลายเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งในภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต

เทียบกับปีศาจอัคคีที่ฉุนเฉียวชอบเข่นฆ่า กินคนทั้งเป็นแล้ว มารร้ายนพยมโลกมีความฉงนฉงายและการตบตามากยิ่งกว่า ทำให้ผู้คนยากจะป้องกัน

ถึงแม้ว่าเยี่ยนจ้าวเกอจะสนทนาเรื่อยเปื่อยกับจวินจื้อหย่วน ทว่าปัญหานี้ ก็ต้องแลกเปลี่ยนความเห็นสักหน่อยเช่นกัน

ผู้เหลือรอดจากสำนักเขานิมิตทมิฬที่อุทิศตนให้ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต บัดนี้หลบซ่อนกลับวายุพิภพจำนวนมาก ภายนอกส่อเค้าต่างๆ นานา ลมฝนกำลังตั้งเค้ามายังที่แห่งนี้

‘ท่านลุงจวินยังคงไม่คิดจะรับช่วงต่อตำแหน่งประมุขพรรค?’ ในตอนที่จวินจื้อหย่วนและบุตรสาวจวนจะผุดลุกกล่าวลา เยี่ยนจ้าวเกอก็ใช้ปราณจิตราส่งกระแสจิตถามชายวัยกลางคน ‘สถานการณ์ปัจจุบันค่อนข้างยุ่งเหยิง ผู้กุมหางเสือที่แก่กล้ามีพลัง เป็นประโยชน์ต่อพรรคของท่านในการรับมือคลื่นพายุโหมกระหน่ำมากกว่า’

จวืนจื้อหย่วนได้ยินดังนั้นก็มุ่นคิ้วเล็กน้อย จมอยู่ในห้วงความคิด

เขาไม่มีกะจิตกะใจจะแก่งแย่งอำนาจ หากแต่สำหรับพรรคกระบี่วายุคำรามฐานะเดิมของตนแล้ว แน่นอนว่าเป็นกังวลเป็นธรรมดา

หลังจากส่งจวินจื้อหย่วนไปแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็ไพล่มือทั้งสองไว้เบื้องหลัง ประกายตาอ่อนเรื่อ จวินจื้อหย่วนจมอยู่ในความลังเล การตัดสินใจที่ก่อนจะใคร่ครวญอีกครั้ง เยี่ยนจ้าวเกอกลับสบายใจด้วยซ้ำไป

หากว่าจวินจื้อหย่วนยังคงยืนหยัดความคิดเห็นเดิมอย่างเด็ดขาดยิ่ง ในใจเยี่ยนจ้าวเกอถึงค่อยต้องกังขา

ส่วนที่ว่าเนื่องจากจวินจื้อหย่วนเปลี่ยนความคิด เข้าร่วมการแข่งขันประมุขพรรคอีกครา จะทำให้ผู้อาวุโสหงกับผู้อาวุโสไป๋เสียสมดุลในใจ แท้จริงแล้วกลับไม่ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอกังวล

เยี่ยนจ้าวเกอนอกจากต้อนรับจวินจื้อหย่วนแล้ว ก็ไม่ได้พบพานแขกเหรื่อภายนอกผู้ใดอีก

นอกจากทางด้านเยี่ยนจ้าวเกอนี้แล้ว บรรดายอดฝีมือสำนักเขากว่างเฉิงที่รวมทั้งสวีเฟย บัดนี้ดูเหมือนว่าสงบเงียบ แต่อันที่จริงแล้วต่างก็กำลังให้ความสนใจความเปลี่ยนแปลงสิ่งละอันพันละน้อยของเกาะทรายอย่างใกล้ชิด

ครั้นส่งจวินจื้อหย่วนไปแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็เริ่มการเข้าฌานใหม่อีกครั้ง

จุดมุ่งหมายของการเข้าณานครั้งนี้ ก็คือเลื่อนขั้นจากระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะท้าย สู่ขั้นฝ่านภา!

ขั้นประจักษ์นภาของระดับยุทธ์หลอมกาย ขั้นฝ่านภาของระดับปรมาจารย์ และขั้นบรรลุธรรมของระดับมหาปรมาจารย์

สามระดับขั้นนี้ถือขั้นสูงสุดของการฝึกยุทธ์ทั้งสามระดับ ได้แก่จอมยุทธ์ ปรมาจารย์ และมหาปรมาจารย์

เป็นทั้งขั้นสูงสุด และเป็นทั้งจุดเริ่มต้น เมื่อย่างเหยียบสู่ขั้นนี้ นั่นหมายความว่าจอมยุทธ์เริ่มจะพุ่งทะยานสู่งระดับขั้นนที่สูงขึ้น เตรียมตัวเพื่อที่จะก้าวข้ามคูน้ำกั้นที่แสนยากหาที่เปรียบไม่ได้นั่น

ตอนนี้เยี่ยนจ้าวเกอก็ต้องก้าวสู่จุดสูงสุดแรกนี้ก่อนเช่นกัน จากนั้นค่อยไปยลทัศนียภาพของที่ที่สูงกว่านี้

กาลเวลาดุจสายน้ำ ผ่านพ้นไปท่ามกลางความสงบภายในห้องสงบจิต และเสียงดังเอะอะของโลกภายนอก

ค่ำวันหนึ่ง เยี่ยนจ้าวเกอยังคงนั่งสมาธิเฉกเช่นปกติ เปลือกตาทั้งสองปิดสนิท ประหนึ่งเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างไรอย่างนั้น

ด้านบนเหนือศีรษะเขา รัศมีแสงลวงตาสายหนึ่งทะยานขึ้น ในชั่วเสี้ยวขณะหนึ่ง ผนึกแน่นเป็นของจริงฉับพลัน!

เยี่ยนจ้าวเกอลืมตาขึ้น ภายในห้องสงบจิตที่อับแสงมืดมน ชั่วพริบตาเปลี่ยนเป็นสว่างจ้าขึ้นมาราวกับเวลากลางวัน ตามการขยับลืมตาครั้งนี้ของเขา

บัดนี้เยี่ยนจ้าวเกอเหยียบย่างขั้นฝ่านภาได้สำเร็จ!

บนดวงหน้าของเขาเผยยิ้มน้อยออกมา ก่อนจะผุดลุกขึ้น แล้วผลักประตูออกไป

ที่บังเอิญก็คือ อาหู่กำลังเดินเข้าลานบ้านมาในเวลานี้พอดีเช่นกัน ครั้นแลเห็นเยี่ยนจ้าวเกอก็ตะลึงลานเป็นอย่างแรก ตามด้วยยิ้มกว้างกล่าว “คุณชาย มีเรื่องน่ายินดีคู่ขอรับ!”
บทที่ 248
เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้ลดเลือนรัศมีแสงเหนือศีรษะแต่อย่างใด ครั้นอาหู่มองเห็นก็รู้ได้ รัศมีแสงเหนือศีรษะนั้นเชื่อมต่อฟ้าดิน พลิกเปลี่ยนจากลวงเป็นจริงแล้ว เป็นสัญลักษณ์ชี้ว่าชายหนุ่มย่างก้าวสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุดขั้นที่สิบ ขั้นฝ่านภาอย่างเป็นทางการ

“เรื่องน่ายินดีคู่?” เยี่ยนจ้าวเกอมองไปทางอาหู่ เรื่องน่ายินหนึ่งในนั้นคือตนเองย่างก้าวสู่ขั้นฝ่านภา กลับไม่รู้ว่าเรื่องน่ายินดีอีกเรื่องนั้นหมายถึงอะไร

ดวงหน้าใหญ่ของอาหู่ล้วนระบายยิ้มดั่งบุปผาสะพรั่งพร้อมกัน “คุณชาย ทางสำนักเขากว่างเฉิงส่งข่าวมา ว่าโอสถเซียนกลับสวรรค์ที่ท่านขุดค้น ท่านประมุขกลั่นปรุงสำเร็จแล้วขอรับ!”

ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน “โอ้? เร็วขนาดนี้เชียว!”

การกลั่นโอสถเซียนกลับสวรรค์นั้นยากเย็นพอสมควร เพราะต้องกลั่นใหม่ถึงเก้าครั้ง ทุกๆ ครั้งล้วนต้องทุ่มเวลาไปไม่น้อย

หากผิดพลาดไปครั้งหนึ่ง ผลคือวัตถุดิบปรุงโอสถล้วนใช้การไม่ได้ ต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้นทั้งสิ้น

พลังฝึกปรือของเยี่ยนตี๋กับความรู้ซึ้งด้านกลั่นโอสถ แม้ว่าเยี่ยนจ้าวเกอมีความมั่นใจอย่างยิ่ง กระนั้นก็เตรียมใจเผื่อความยืดเยื้อยาวนานเช่นกัน

ไม่นานนักก็มีข่าวดีส่งมาเช่นนี้ เยี่ยนจ้าวเกอจึงรู้สึกเหนือความคาดหมายมากเช่นกัน

หลังไตร่ตรองในใจระยะหนึ่ง ชายหนุ่มก็อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ “เยี่ยมมาก! ท่านพ่อ…กลั่นสำเร็จในคราวเดียวเลยรึ?”

อาหู่ยิ้มทึ่มทื่อ “เรื่องนี้ข้าน้อยก็ไม่แน่ใจนัก หากแต่ทางท่านประมุขนั้นส่งข่าวดีมาอย่างแท้จริง เอ่ยว่าคุณชายท่านวางใจได้กึ่งหนึ่งแล้ว”

เยี่ยนจ้าวเกอเงยหน้าขึ้นฟ้าเล็กน้อย มองดูฟากฟ้ายามค่ำคืนอันมืดมน พึมพำกับตนเองว่า “ใช่น่ะสิ วางใจได้กึ่งหนึ่งแล้วจริงๆ…”

การที่กลั่นโอสถเซียนกลับสวรรค์ปรุงสำเร็จ อย่างน้อยเยี่ยนจ้าวเกอก็มีความมั่นใจเก้าส่วน ว่าหยวนเจิ้งเฟิงอาจารย์ปู่ของตนจะสามารถฟื้นฟูอาการบาดเจ็บเดิมที่เรื้อรังมาโดยตลอดได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ ด้วยการสั่งสมที่เพียบพร้อมและพรสวรรค์อันยอดเยี่ยมของหยวนเจิ้งเฟิง อยากจะสืบเท้าครึ่งก้าวสุดท้ายที่หยุดชะงักมาเนิ่นนานนั่น ผ่านขั้นบรรลุธรรมสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์ ประสบผลสำเร็จเป็นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ ก็แทบจะเป็นเรื่องที่กำหนดแน่นอนไม่มีเปลี่ยนแปลง

หยวนเจิ้งเฟิงรอคอยวันนี้ ไม่รู้ว่านานกี่ปีแล้ว

ถึงแม้ว่าใดใดในโลกหล้าล้วนอนิจจัง กระนั้นด้วยพลังความสามารถและศักยภาพที่หยวนเจิ้งเฟิงแสดงออก ถ้าหากไม่ใช่อาการบาดเจ็บเดิมถ่วงขาไว้ เขาควรจะบรรลุขั้นศักดิ์สิทธิ์นานแล้ว

สำนักเขากว่างเฉิงที่แต่เดิมมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์เสื้อคลุมนภาปกปักษ์สำนัก หากหยวนเจิ้งเฟิงบรรลุตำแหน่งจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จ เช่นนั้นพลังความสามารถของสำนักเขากว่างเฉิงก็จะปะทุขึ้นทันที

ต่อให้หวงกวงเลี่ย จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ตะวันเยือนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ประสบความสำเร็จขึ้นอีกขั้นเช่นกัน แม้สำนักเขากว่างเฉิงแต่เดิมมีแรงกดดัน แต่สถานการณ์อย่างมากที่สุดก็แค่เฉกเช่นก่อนหน้า เป็นไปไม่ได้ที่จะย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิม

เนื่องด้วยเยี่ยนจ้าวเกอเป็นเหตุ ดึงสำนักเขาไร้พรมแดนเข้าสู่พันธมิตรของตนกับเมืองทะเลมรกต สถานการณ์จึงนับว่ายังดีกว่าหลายปีก่อน

ดังนั้นกล่าวได้ว่าตอนนี้วางใจได้เพียงแค่กึ่งหนึ่ง ยังมีอีกกึ่งหนึ่งเป็นกังวลอยู่ ก็เพราะในบรรดาเหล่านี้ยังคงมีปัจจัยที่อาจเปลี่ยนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

หากว่าหยวนเจิ้งเฟิงฟื้นสภาพจากอาการเจ็บเรื้อรังเนื่องด้วยโอสถเซียนกลับสวรรค์ ถึงจะสามารถพุ่งพรวดสู่ขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ก็ตาม ทว่ากว่าเขาจะบรรลุขั้นศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง ยังต้องผ่านกระบวนการอย่างหนึ่ง และต้องการเวลาช่วงหนึ่ง

ในเวลาช่วงนี้ หยวนเจิ้งเฟิงกักตนเข้าฌาน ก็นับว่าเป็นการทดสอบใหญ่หลวงต่อสำนักเขากว่างเฉิงครั้งหนึ่ง

สภาพปัจจุบันคงไว้ไม่เปลี่ยน เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร อย่างมากเขากว่างเฉิงก็ตรึงการตั้งรับป้องกันไว้ชั่วคราว ระมัดระวังเฝ้ารักษาสำนักก็เท่านั้น

ทว่าหากในช่วงเวลาที่หยวนเจิ้งเฟิงเข้าฌานนี้ หวงกวงเลี่ยของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กลับออกฌานพอดี เช่นนั้นสถานการณ์ก็ไม่เอื้อต่อเขากว่างเฉิงแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการออกฌานครั้งนี้ของหวงกวงเลี่ย กลับสำเร็จขึ้นไปอีกขั้น กระนั้นสถานการณ์ของเขากว่างเฉิงก็ไม่ใช่เพียงแค่คำว่า ‘ไม่เอื้อ’ สองคำนี้จะบรรยายได้แล้ว

ครานี้ยังคงมีความเสี่ยงพร้อมทั้งโอกาสไปพร้อมๆ กัน

หากแต่การกลั่นโอสถเซียนกลับสวรรค์ได้สำเร็จ ก็เท่ากับช่วงชิงโอกาสสำเร็จมาให้สำนักเขากว่างเฉิงและหยวนเจิ้งเฟิงสูงมากยิ่งขึ้นแล้ว

ครั้นครุ่นคิดถึงตรงนี้ เยี่ยนจ้าวเกอก็อยากจะยกนิ้วโป้งให้แก่บิดาของตน

กลั่นโอสถเซียนกลับสวรรค์สำเร็จในครั้งเดียว ประหยัดเวลาไปได้อย่างมาก เวลาเหล่านี้เท่ากับว่าลดการฝ่าทะลวงให้กับหยวนเจิ้งเฟิงไปโดยปริยาย

การประหยัดเวลาเช่นนี้ มีความหมายในด้านยุทธศาสตร์อย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ใช่แค่ประหยัดเวลากลั่นโอสถเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้าต่อเนื่อง “ไม่เลว ไม่เลว เป็นเรื่องน่ายินดีคู่จริงๆ เปรียบกันแล้ว เรื่องน่ายินดีของข้านี้ ล้วนไม่เท่าไรเลย”

กล่าวจบ เยี่ยนจ้าวเกอก็เหลียวมองไปยังอาหู่ “จะว่าไปแล้ว ทางพ่านพ่านเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”

อาหู่ยิ้มทึ่มทื่อ “เจ้านั่นถูกคุณชายท่านเลี้ยงจนอ้วนท้วนสมบูรณ์ ตอนนี้อีกไม่นานก็จะเลื่อนขั้นอีกครั้งแล้ว ถ้าหากปรับพลังน้ำและเพลิงให้มีสัดส่วนเหมาะได้สำเร็จ เชื่อว่าคงมีพัฒนาการอย่างสูงขอรับ”

ชายหนุ่มผงกศีรษะด้วยความพึงพอใจ “จับตาดูให้มากสักหน่อย เจ้าอ้วนตัวนี้อะไรล้วนดี จะมีก็แต่สองปัญหา นอกจากจะตะกละแล้ว ก็เกียจคร้าน ไม่เร่งทำงาน ก็ลอบอู้เป็นแน่”

ถึงแม้ว่าหมีสงเมายักษ์จะแตกต่างจากภาพจำเดิมของเยี่ยนจ้าวเกออยู่บ้าง ทว่าพ่านพ่านได้นั่งก็ไม่ยืน ได้เอนนอนก็ไม่นั่ง เกียจคร้านจนถึงขั้นไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว

หมีสงเมายักษ์ทั่วไป เด่นชัดว่าขี้เกียจไม่ชอบเคลื่อนไหว นั่นเป็นเพราะว่าพวกมันกินไผ่โดยส่วนใหญ่ ปริมาณการดูดซึมต่ำ เพื่อที่จะประหยัดแรง มันจึงไม่ชอบขยับเขยื้อน

ซึ่งสำหรับพ่านพ่านแล้ว แม้จะชอบกินไผ่เช่นกัน หากแต่นั่นเพียงรสชาติดีเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วของที่มันกินโดยส่วนมากเป็นโลหะทองแดงที่อุดมไปด้วยพลังชีวิตมากกว่า

ดังนั้นความจำเป็นที่มันจะประหยัดแรงก็ไม่มีอยู่แต่อย่างใด ทว่าก็ยังคงเป็นเจ้าเงื่องหงอยตัวหนึ่ง ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอหมดคำพูด

ไม่เอ่ยถึงพ่านพ่าน หลังจากเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นฝ่านภาได้สำเร็จ เยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่ได้ละความพยายามแต่อย่างใด แต่เริ่มเตรียมจะก้าวพรวดสู่ระดับชั้นที่สูงกว่า

กาลก่อนเสาะหาศิลาเซียนส่องชะตา ก็เพื่อตระเตรียมที่จะเลื่อนขั้นจากขั้นฝ่านภา ปะทะสู่ระดับมหาปรมาจารย์

ทว่าก่อนที่จะสาวเท้าสู่ประตูเป้าหมายนั่นจริงๆ เยี่ยนจ้าวเกอยังจำเป็นต้องสั่งสมอีกสักหน่อย เสริมรากฐานให้มั่นคง

คนนอกเห็นเพียงว่าเยี่ยนจ้าวเกอพัฒนารุดหน้าอย่างง่ายดาย ยกระดับเลื่อนขั้นรวดเร็วน่าตื่นตะลึง กลับมองข้ามโดยส่วนมาก แท้จริงแล้วเยี่ยนจ้าวเกอสืบเท้าอย่างมั่นคงยิ่งในทุกๆ ก้าว ไม่ได้บุ่มบ่ามรีบร้อนแต่อย่างใด

บนเวทีเพียงแค่หนึ่งนาที หลังเวทีซุ่มซ้อมนานสิบปี

เบื้องหลังช่วงเวลาเจิดจ้าเหลือคณานับ แสดงอิทธิฤทธิ์ต่อหน้าผู้คน เยี่ยนจ้าวเกอฝึกยุทธ์ในระดับมานะบากบั่นหมั่นเพียร มากยิ่งกว่าคนส่วนมากเสียอีก

บรรดาผู้คนที่เยี่ยนจ้าวเกอมักจะคบค้าสมาคมเป็นประจำ ซึ่งเป็นคนฝึกยุทธ์บ้าระห่ำเฉกเช่นสือเถี่ยและเฟิงอวิ๋นเซิงเหล่านี้ ก็ไม่แน่ว่าจะมานะพยายามมากกว่าเขาเช่นกัน

ในกระบวนการฝึกฝนของเยี่ยนจ้าวเกอนั่นเอง ที่กาลเวลาก็กำลังผ่านพ้นไปทีละวันๆ เช่นกัน

วันหนึ่ง สวีเฟยพลันปรากฏตัวที่ที่พำนักของเยี่ยนจ้าวเกอ

เยี่ยนจ้าวเกอเปิดประตูออกไปต้อนรับ ก็แลเห็นสวีเฟยยืนอยู่ตรงนั้นอย่างสุขุม พบหน้ากันก็เอ่ยประหนึ่งแรกว่า “ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตมีการเคลื่อนไหวแล้ว”

“ที่ใดหรือ?” เยี่ยนจ้าวเกอไม่พูดให้มากความ ตรงเข้าประเด็นโดยตรง

ทั้งสองต่างก็ไม่เสียเวลา พร้อมทั้งเคียงบ่าเดินออกไปพร้อมกัน สวีเฟยเดินไปพลาง กล่าวไปพลาง “ยุทธ์เมฆา ตระกูลหวัง”

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ ถอนใจครั้งหนึ่ง

ความกังวลในตอนแรก หาได้สะเปะสะปะไม่

ตระกูลหวังยุทธ์เมฆาแห่งเกาะทราย เป็นตระกูลขุนนางมากฐานะเก่าแก่ลือชาแห่งวายุพิภพ ประวัติศาสตร์ยาวนานยิ่งกว่าพรรคกระบี่วายุคำราม

ตระกูลหวังยุทธ์เมฆาเป็นขุมกำลังชั้นหนึ่งในเขตแดนเกาะทรายวายุพิภพ เช่นเดียวกับพรรคกระบี่วายุคำราม ควบคุมดูแลอาณาเขตผืนใหญ่ ใต้อาณัติก็มีขุมกำลังชั้นสองและตระกูล สำนักเคียงใกล้ที่เล็กกว่าไม่น้อยเช่นกัน

แม้ตระกูลหวังจะอยู่ใกล้เขากว่างเฉิงเหมือนกัน หากแต่ดูเหมือนว่าปัจจุบันบุตรหลานตระกูลหวังที่มีจำนวนพอฟัดพอเหวี่ยง ไม่พึงพอใจต่อสภาพตอนนี้

ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งหกอยู่เหนือ ทำให้ตระกูลหวังที่เป็นขุมกำลังชั้นหนึ่งเช่นนี้ มีพื้นที่และโอกาสเหนือขึ้นไปจำกัดมากขึ้น

แท้จริงแล้วนี่ยังไม่ถึงขั้นว่าผู้ใดถูกผู้ใดผิด ทุกคนต่างก็อยากจะปีนขึ้นสูงมองกว้างไกล ทว่าพื้นที่บนจุดสูงสุดก็ใหญ่โตปานนั้น ผู้คนเบื้องล่างต้องการขึ้นไป โดยพื้นฐานที่ผู้คนด้านบนก็อยากที่จะเดินขึ้นสูงกว่าเดิม ก็คือตอนนี้ไม่ถูกคนผลักลงไป

เพียงแต่เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็เป็นการเปิดโอกาสให้นพยมโลกกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตได้ช่วงชิงบ้างแล้ว

วันนี้ เขตยุทธ์เมฆาบนเกาะทรายแห่งวายุพิภพ ลมเมฆสาดซัด
บทที่ 249
เขตยุทธ์เมฆาเป็นดินแดนบรรพชนของตระกูลหวัง นอกจากนั้นแล้วยังควบคุมอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลโดยรอบอีกด้วย

เขตแดนที่ตระกูลหวังและพรรคกระบี่วายุคำรามดูแลอยู่นั้นมีพื้นที่ติดกัน และก็มีเขตแดนติดกับมหาทะเลทรายแดนตะวันตกด้วยเช่นกัน ค่อนข้างใกล้กับเมืองซู่โจว

สวีเฟยพาเยี่ยนจ้าวเกอ เฟิงอวิ๋นเซิง และอาหู่ส่งไว้ยังประตูทางเข้าเมืองซู่โจว กล่าวว่า “ตอนนี้ข้าเป็นผู้ดูแลเมืองซู่โจว มีหน้าที่เป็นชนักติดหลัง ครานี้เดินทางไปเป็นเพื่อนเจ้าไม่ได้แล้ว พวกเจ้าระมัดระวังให้ดี”

เยี่ยนจ้าวเกอชูกำปั้นขึ้นทุบไหล่สวีเฟยเบาๆ “ศิษย์พี่สวีวางใจ พวกข้าจะระวัง ทางด้านท่านนี้ก็ระวังอีกฝ่ายทำทีจะบุกอีกทางทว่าบุกอีกทางก็แล้วกัน”

พวกเขาออกจากเมืองซู่โจว เร่งรีบไปยังเขตพื้นที่ควบคุมของตระกูลหวัง

หนนี้เฟิงอวิ๋นเซิงเดินทางมาเพื่อลับดาบให้คมโดยเฉพาะ นางนั่งหันข้างอยู่บนตัวพ่านพ่าน พลางเอ่ยถามเยี่ยนจ้าวเกอว่า “ถ้าปรากฏผู้กลายเป็นมาร แน่นอนว่าไม่ต้องเอ่ยมากความ แต่หากว่าเป็นผู้ที่จิตใจมีความคิดชั่วร้าย กลับยังไม่ได้กลายเป็นมารเล่า?”

สายตาอาหู่มองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอฉับพลันเช่นกัน ร่างของชายหนุ่มโคลงเคลงเล็กน้อยไปตามการวิ่งตะบึงของพ่านพ่าน

เขากล่าวอย่างชืดชา “ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตต้องการก่อเรื่อง เกินกว่าครึ่งเหมือนเช่นทะเลสาบปิดนภาคราวนั้น จุดประสงค์อยู่ที่การสร้างมหาค่ายกลแดนมาร ชักนำนพยมโลกมาเยือน”

“ไม่ว่าจะกลายเป็นมารโดยสิ้นเชิงแล้วหรือไม่ ก็นับเป็นผู้นำทางนพยมโลกทั้งสิ้น สังหารทิ้งได้ทั้งหมด ถ้าหากเพราะพวกเราใจอ่อนจนก่อเกิดประตูนพยมโลกเปิดกว้าง มารร้ายสังหารผู้คนจะไม่ใจอ่อนเป็นแน่”

เส้นสายตาเยี่ยนจ้าวเกอทอดมองไกลออกไป “ความสามารถในการซึมแทรกกัดกร่อนจิตใจผู้คนของนพยมโลกและภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตแก่กล้าอย่างยิ่ง หากผู้ที่เกี่ยวข้องไม่กลายเป็นมาร เจนจัดในการซ่อนเก็บความคิดอารมณ์ของตนล่ะก็ เช่นนั้นยากจะเปิดโปงยิ่ง ตรงกับคำโบราณอย่างแท้จริงประโยคหนึ่งที่ว่า รู้หน้าไม่รู้ใจ”

“แม้หลายวันมานี้จะตรวจตรากวาดล้างอย่างต่อเนื่องไม่หยุด และก็เป็นผลประมาณหนึ่งเช่นกัน หากแต่ผู้ใดก็ไม่กล้ารับประกันว่าจะกวาดล้างได้จนหมดเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยอดฝีมือระดับสูง”

เยี่ยนจ้าวเกอขมวดคิ้วเล็กน้อย ประกายตามืดครึ้มอยู่บ้าง “ถึงแม้จะทำให้ผู้คนรู้สึกไม่ดียิ่ง แต่ก็จำต้องกล่าวว่ายิ่งจอมยุทธ์ที่มีระดับพลังฝึกปรือสูงแกร่งเท่าใด เมื่อก่อเกิดความคิดชั่วร้ายในใจ ก็ยิ่งถูกโลกภายนอกสัมผัสสังเกตได้ยากขึ้นเท่านั้น เพราะโดยส่วนมากพวกเขาล้วนมีพลังควบคุมตนเองที่ค่อนข้างแกร่ง คนรอบข้างยากจะมองทะลุเห็นความเป็นจริงภายในของพวกเขา”

“คนที่มีความตั้งใจแน่วแน่เช่นนี้ โดยปกติยากยิ่งจะกลายเป็นมาร แต่ถ้าหากบังเกิดความคิดชั่วร้ายในใจ รากฐานก็ยิ่งมั่นคงทวีคูณ ยิ่งหัวแข็งทวีคูณเช่นกัน”

อาหู่และเฟิงอวิ๋นเซิงต่างก็ผงกศีรษะ ฝ่ายหญิงสาวเอ่ยเสียงเบา “ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด ก็ดังเช่นเมื่อครั้งทะเลสาบปิดนภาคราวก่อนอีก การจัดการและเตรียมการของพวกเรา ศัตรูได้รับข่าวสารไปทั้งหมดแล้ว เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าตระกูลหวังบัดนี้ คือถอยเตรียมบุก หรือไม่ก็วางหลุมพราง”

“ไม่ผิดหรอก ฉะนั้นต้องยกระดับการระแวดระวัง หากค้นพบเรื่องไม่ถูกต้อง ก็ต้องพลิกแพลงไปตามสถานการณ์เองแล้ว” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว

อาหู่ส่ายศีรษะใหญ่ “นพยมโลกกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตช่างน่ารำคาญเหลือ”

ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ “เรื่องที่หมดหนทาง ก็ไม่อาจกระทำการโดยไม่คำนึงถึงลำดับความสำคัญ ควบคุมและสงสัยคอยสังเกตทุกๆ คน เช่นนั้นไม่เพียงทุกคนจะรู้สึกว่าตนเองไม่ปลอดภัย ทั้งอาจจะปรากฏเหตุให้ร้าย แยกแยะผิด หรือผิดตัว ปรักปรำใส่ความนับไม่ถ้วน ถึงเวลาภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตคงจะดีใจแย่”

“ได้แต่เพียงตั้งหลักมั่นคง ค่อยๆ วางแผนอย่างช้าๆ อย่างไรเสียคนส่วนมากต่างก็ขับไล่มารร้ายนพยมโลก ในที่สุดแล้วผู้ที่ก่อเกิดความคิดชั่วร้ายในใจ ชักจูงตกเป็นมาร ยังคงเป็นจำนวนน้อย”

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยอีก “หัวใจสำคัญอยู่ที่ต้องปักหลักให้มั่น และให้ยอดฝีมือที่เชื่อถือได้ควบคุมสถานการณ์”

ชายร่างใหญ่ยกโค้งมุมปาก “ผู้อาวุโสสือก็คือคนเช่นนั้น”

ความปั่นป่วนของวายุพิภพครานี้ สำนักเขากว่างเฉิงจัดวางผู้มีอำนาจสิทธิ์เสียงเร่งรีบเดินทางมารักษาการณ์และจัดการยังวายุพิภพล่วงหน้า ซึ่งก็คืออาจารย์ลุงใหญ่ของเยี่ยนจ้าวเกอ สือเถี่ย ‘ราชสีห์โลหะ’

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า ถอนใจครั้งหนึ่ง “ถูกต้อง”

มุ่งหน้าตลอดทาง ไม่นานนักก็เข้าใกล้เขตยุทธ์เมฆา

ชายหนุ่มเดินทางตามคำชี้บอก จนมาถึงสถานที่หนึ่งบนภูเขาอันแห้งแล้ง

บนยอดเขายืนไว้ด้วยร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่ง ตัวตรงผึ่งผายราวกับขุนเขาก็ไม่ปาน นั่นก็คือสือเถี่ยนั่นเอง

“จ้าวเกอมาแล้วรึ?” สือเถี่ยไม่ได้หันกลับมา สายตาจดจ้องไกลออกไป ที่นั่นคือพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งหนึ่ง อันเป็นดินแดนบรรพชนของตระกูลหวังนั่นเอง

ตระกูลหวังมีกิจการพื้นฐานอยู่ที่กำแพงเขตยุทธ์เมฆา ทว่าพื้นที่ที่เป็นรากเหง้าที่สุด ยังคงอยู่ที่พื้นที่ลุ่มน้ำแห่งนั้น

ยามนี้ทอดสายตามองไป เห็นได้ว่ามีควันดำแต่ละสายพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ค่อยๆ ย้อมฟากฟ้าด้านบนพื้นที่ลุ่มน้ำนั้นให้กลายเป็นสีดำ

ท่ามกลางเมฆหมอกสีดำโหมกระหน่ำไล่หลัง มีแสงสายฟ้าสีโลหิตปรากฏวาบวับ เฉียบคมน่ารันทด ทั้งยังน่าหวาดหวั่นพรั่นใจอยู่ในที

เยี่ยนจ้าวเกอเงยหน้าขึ้นมองเมฆดำที่ค่อยๆ ยื่นขยายมาถึงเหนือศีรษะตน รวมถึงสายฟ้าแลบสีโลหิตในชั้นเมฆ ประหนึ่งย้อนได้กลับไปยังทะเลสาบปิดนภาในเวลานั้นอีกครั้ง

สือเถี่ยเพ่งมองพื้นที่ชุ่มน้ำที่อยู่ไกลออกไป เยี่ยนจ้าวเกอมองดูแผ่นหลังของเขา แววตาซับซ้อนอยู่บ้าง

“จ้าวเกอมีอะไรจะพูดกับข้ารึ?” สือเถี่ยพูดโดยไม่ได้หันกลับมามองชายหนุ่ม

หลังเยี่ยนจ้าวเกอสองจิตสองใจอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็กล่าวอย่างไม่หวาดหวั่น “ตอนนี้ยังเป็นเพียงการคาดเดาของข้าผู้เดียว รอการพิสูจน์ยืนยันเสียก่อนดีกว่า ขณะนี้สงครามใหญ่กำลังมาถึง ข้าไม่อยากเอ่ยออกมา เพราะจะก่อกวนจิตใจของท่านอาจารย์ลุง”

หลังเสียงของสือเถี่ยชะงักไปเล็กน้อย จึงค่อยดังขึ้นอีกครั้ง “เรื่องที่ทำให้จิตใจข้าว้าวุ่นมีไม่มากนัก หากไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับความอันตรายและความปลอดภัยของกว่างเฉิงก็…”

เยี่ยนจ้าวเกอถอนใจเสียงแผ่วเบา ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกล่าวอีกว่า “ข้ายังไม่กล้ายืนยัน แต่ศิษย์พี่สือซงเทาอาจจะยังคงมีชีวิตอยู่”

สือเถี่ยหายใจติดขัดเล็กน้อย หลังจากนิ่งเงียบครู่ใหญ่จึงกล่าวถาม “เจ้าพบเห็นเขาที่ใดแล้วหรือ?”

ชายหนุ่มเอ่ยตอบเสียงเบา “ก่อนหน้านี้ข้าเคยรายงานว่ามีคนลอบจู่โจมข้ากับศิษย์พี่สวี ในมหาค่ายกลแดนมารใต้ทะเลสาบปิดนภา”

“คราก่อนข้าเข้าไปยังมิติต่างแดนที่ผู้อาวุโสชาวกระเรียนล่องลอยทิ้งเอาไว้ก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่นั่น ประสบคนคนหนึ่งจู่โจม ระหว่างประมือนั้น ข้าฟันหน้ากากของเขาออกมุมหนึ่ง เผยใบหน้าครึ่งดวงของเขาออกมา ข้าไม่กล้ายืนยันเต็มร้อย หากแต่…”

ผ่านไปครู่ใหญ่ทีเดียว สือเถี่ยถึงถามขึ้น “ยังมีหลักฐานอื่นอีกหรือไม่?”

“วิถีวรยุทธ์ที่คนผู้นั้นฝึก คือวิชาอับแสงสังหาร แต่สามารถมองออกว่า หาใช่วิชาวรยุทธ์ที่คร่ำฝึกตลอดมาไม่ เป็นการร่ำเรียนในภายหลังต่างหาก” เยี่ยนจ้าวเกอตอบ

“วิชาอับแสงสังหารของเขามีระดับความรู้ซึ้งที่ไม่ตื้นเขินแล้ว แต่อิงจากการคาดเดาของข้า น่าจะฝึกฝนเพียงระยะเวลาไม่กี่ปี…ระยะโดยประมาณสั้นกว่าเวลาที่ศิษย์พี่สือหายตัวไปอยู่บ้าง”

สือเถี่ยถาม “ข้าจำที่เจ้าเคยบอกได้ เขามีพลังฝึกปรือระดับมหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิตระยะต้น?”

เยี่ยนจ้าวเกอตอบ “ถูกต้อง ตอนที่ศิษย์พี่สือหายตัวไปอยู่ในขั้นฝ่านภา ด้วยศักยภาพพรสวรรค์ของเขาแล้ว หากไม่ได้กำลังติดอยู่ที่ขั้นฝ่านภานานจนเกินไปล่ะก็ น่าจะมีพลังฝึกปรืออยู่ในระดับมหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิตระยะกลางแล้ว ฉะนั้นข้าก็เลยยังสงสัยกังวลอยู่เช่นกัน”

“ไม่” สือเถี่ยเอ่ยแช่มช้า “นับเวลาฟื้นฟูการบาดเจ็บ กับการเสียเวลาเริ่มต้นพลิกไปฝึกวิชาวรยุทธ์อื่นไปด้วย ขั้นซ่อนจิตระยะต้นจึงจะค่อนข้างมีความเป็นไปได้”

ครั้นเยี่ยนจ้าวเกอได้ยินคำพูดนี้ ก็ได้แต่เงียบไม่พูดจา

หลังจากนั้นเนิ่นนาน เยี่ยนจ้าวเกอจึงกล่าวตอบเสียงเบา “ข้าขอโทษ ท่านอาจารย์ลุง”

สือเถี่ยปิดเปลือกตา กล่าวอย่างเชื่องช้า “ไม่ เจ้าทำถูกต้อง ให้ข้าได้เตรียมใจไว้ล่วงหน้า ค่อยดีขึ้นบ้าง”

“แน่นอนว่าข้ายังหวังให้เจ้าจำคนผิด แต่ถ้าหากเขาคือซงเทาจริง นั่นก็เป็นสิ่งที่ข้าต้องต้องแบกรับเอาไว้เช่นกัน”

“ท้ายที่สุดแล้ว ข้า ก็ไม่ใช่พ่อที่เหมาะสมคนหนึ่ง”
บทที่ 250
เยี่ยนจ้าวเกอจ้องมองสือเถี่ยที่เงียบเชียบไม่เอื้อนเอ่ย ตนเองก็ตกเข้าสู่ห้วงความนิ่งเงียบ ทอดถอนใจไร้สุ้มเสียง

การสนทนาแลกเปลี่ยนของทั้งสอง ล้วนพูดคุยผ่านการส่งกระแสจิต คนรอบข้างยากล่วงรู้เนื้อหา

เฟิงอวิ๋นเซิงยืนอยู่เบื้องหลังเยี่ยนจ้าวเกอ ไม่รับรู้สาเหตุสักนิด

อาจารย์ลุงใหญ่สือเถี่ยที่แต่ไหนแต่ไรมาประหนึ่งดังขุนเขา ราวกับสามารถยกผืนฟ้าขึ้นได้ บัดนี้หมดอาลัยตายอยากขึ้นมาอย่างหาได้ยาก แม้แต่นางยังมองออกได้

ราวกับเขาสูงตระหง่าน ถูกอาทิตย์อัสดง ฉาบย้อมสีตะวันสายัณห์ไว้ชั้นหนึ่ง

หากแต่ไม่นานนัก นัยน์ตาทั้งสองของสือเถี่ยที่ปิดสนิทก็ลืมขึ้นอีกครั้ง

เขาลืมตาครั้งนี้ราวกับราชสีห์ในห้วงนิทราตื่นตัว ความหดหู่สิ้นหวังก่อนหน้าเลือนหายหมดสิ้นไม่พบ ที่ปรากฏเบื้องหน้าผู้คนยังคงเป็นราชสีห์โลหะที่ทรงอำนาจมากกำลังผู้นั้น

เฟิงอวิ๋นเซิงมองดูภาพฉากนี้ ถึงขนาดนึกว่าภาพที่ตนเห็นสักครู่ ล้วนเป็นความรู้สึกลวง

สายตาสือเถี่ยเพ่งมองดินแดนบรรพชนของตระกูลหวังที่อยู่ไกลออกไป เอ่ยด้วยความสงบนิ่งว่า “อย่าให้มหาค่ายกลแดนมารตั้งขึ้น ทำลายมันเสีย”

“ข้าบุกจู่โจม พวกเจ้าล้อมกวาดจากทั้งสี่ด้านก็พอ เหลือคนเฝ้าไว้รอบนอก ยกระดับการระวังภัย เตรียมพร้อมเหตุกะทันหันทุกเมื่อ”

เสียงของเขาไม่ได้ดังชัดเท่าใดนัก และก็ไม่ได้ทอดเสียงออกไปไกล หากแต่กลับทำให้จอมยุทธ์กว่างเฉิงที่อยู่บริเวณใกล้เคียงได้ยินกระจ่างชัดกันถ้วนทั่ว ทั้งยังสัมผัสได้ถึงความตั้งใจแน่วแน่จากน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำหนักแน่นเสียงนั่น

พวกเยี่ยนจ้าวเกอรับปากอื้ออึง ครั้นสือเถี่ยกล่าวจบ ก็เหินขึ้นจากยอดเขาอันแห้งแล้ง

ในร่างกายของเขามีแสงวาวโรจน์ฉายออกมาจากภายนอกสู่ภายนอก ทั่วทั้งร่างราวกับกลายเป็นเทพสวรรค์และปฐวีเทพที่หล่อหลอมจากเพชรองค์หนึ่ง

ชั่วขณะถัดมา สือเถี่ยสาวเท้า ส่องแสงสุกสกาวทั่วฟ้าดิน การขยับขยายของหมอกมารสีดำถูกสกัดกั้นฉับพลัน

ผู้คนมาถึงยังกลางอากาศเหนือดินแดนบรรพชนตระกูลหวังโดยตรงแล้ว ตามการสืบเท้า ลงเหยียบพื้นดินก้าวหนึ่งนี้ของสือเถี่ย

ด้วยการกดอัดจากพลังที่ควบแน่นแข็งแกร่งทรงพลังถึงที่สุด บนพื้นดินบรรพชนตระกูลหวังพลันมีลวดลายค่ายกลส่องสว่างขึ้นมา ก่อตัวเป็นค่ายกลแนวรับมโหฬารค่ายหนึ่งกลางอากาศ พยายามจะต้านทานพลังกดอัดที่สือเถี่ยนำพามา

ทว่าครั้นปะทะกับสือเถี่ยผู้กล้าแกร่ง ก็แทบจะไม่มีความเฉื่อยชาแม้แต่น้อย มหาค่ายกลเริ่มแตกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับเครื่องลายคราม ส่งเสียงดังโครมคราม!

ร่างของสือเถี่ยไม่ได้ว่องไว เขาลงสู่พื้นดินอย่างมั่นคง ราวกับไม่มีอะไรสามารถขัดขวางฝีเท้าของเขาได้

อย่างน้อยที่สุด มหาค่ายกลดินแดนบรรพชนตระกูลหวัง ก็ต้านทานไว้ไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

ไม่ว่าจะเป็นขุมกำลังใด รังเก่าผ่านการวางแผนจัดการอย่างตั้งใจ สั่งสมจัดแต่งรุ่นต่อรุ่น ล้วนมีพลังอันแก่กล้ายิ่งเพียบพร้อม กลายเป็นข้อได้เปรียบของตน

ยอดฝีมือตระกูลหวังอาศัยมหาค่ายกลดินแดนบรรพชนที่วางแผนและจัดการมานานหลายปี ต่อให้ผู้อาวุโสสูงสุดเกาะทรายของสำนักเขากว่างเฉิงมาเยือน ก็สามารถขัดขวางไว้ได้ครู่หนึ่งเช่นกัน

ถึงแม้ว่าจะยังคงถูกโจมตีแตกพ่าย ทว่าจะไม่ถึงขั้นไม่มีพลังตอบโต้โดยสิ้นเชิงเป็นแน่

แต่น่าเสียดาย มหาค่ายกลที่สามารถก่อเกิดการกีดขวางแก่ผู้อาวุโสสูงสุดเกาะทรายซึ่งอยู่ในระดับมหาปรมาจารย์ขั้นที่เจ็ด ขั้นรูปญาณระยะต้น กลับไม่ต่างอะไรกับกระดาษที่แค่แตะก็ขาด เมื่ออยู่เบื้องหน้าสือเถี่ยที่อยู่ในระดับมหาปรมาจารย์ขั้นที่เก้า ขั้นรูปญาณระยะท้าย

ทันใดนั้นเอง ท่ามกลางหมอกดำอันเชี่ยวกราก มีเสียงอำมหิตเสียงหนึ่งดังออกมา “ราชสีห์โลหะ!”

ค่ายกลวิญญาณที่สาดแสงสีดำพร่างพราวนับไม่ถ้วน ยามนี้พุ่งทะยานขึ้นมาจากดินแดนบรรพชนตระกูลหวัง แล้วจึงประกอบขึ้นเป็นค่ายกลยันต์แต่ละค่ายตรงใจกลางอย่างฉับไว อีกทั้งเผยพลังปราณน่าพรั่นพรึงออกมา

ค่ายกลวิญญาณค่ายหนึ่งซ้อนด้วยอีกค่ายหนึ่ง ชั่วพริบตาเดียวกอปรขึ้นกลายเจดีย์สูงองค์หนึ่ง รูปร่างคล้ายกับแท่นบวงสวงอย่างไรอย่างนั้น

ภายในแท่นประกอบพิธี ปรากฏเงาร่างหนึ่งวับวาบ มือถือหอกยาวสีดำเล่มหนึ่ง ก่อนจะแทงหอกนั่นไปทางสือเถี่ย!

ปรากฏว่าเป็นยอดฝีมือสุดยอดมหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณระยะท้ายคนหนึ่ง ซึ่งได้หล่อรูปญาณเป็นหอบวงสรวงเทวะแล้ว!

ดวงหน้าสือเถี่ยเรียบเฉย ประหนึ่งหินผาแข็งแกร่งนิรันดร์ไม่มีเปลี่ยน “ราชันมังกรคะนองน้ำ ซือหม่าฉุย เจ้าอุทิศตนให้นพยมโลกแล้วเช่นกันรึ?”

อีกฝ่ายแทงหอกยาวสีดำในมือออก ราวกับมังกรน้ำเหินฟ้า ส่งเสียงคำรามดังกึกก้อง ชั่วขณะนั้นแสงสีดำเปล่งประกายพร่างพราว ประหนึ่งขีดกรีดปากแผลสีดำสายหนึ่งออกมา บนโลกหล้า

สีหน้าท่าทางสือเถี่ยไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย รอบกายตนเองก็ถูกแท่นพิธีที่โปร่งใสดุจสีเคลือบ เผยเห็นแววแข็งแกร่งไม่อาจตีแตกได้แท่นหนึ่งคลุมครอบไว้เช่นกัน

ทว่าก็เขายังทุบกำปั้นหนึ่งลงอย่างดุดันโหดร้าย สั่นคลอนปลายหอกของอีกฝ่ายทันใด!

ทั้งสองฝ่ายชนกระแทกประสานงาอย่างดุเดือด กลุ่มคนเยี่ยนจ้าวเกอมุงชมอยู่ไกลๆ ไม่เข้าใกล้ ต่างก็รู้สึกว่าโลกหล้าที่ตนยืนอยู่สั่นไหวไปพักหนึ่ง

เฟิงอวิ๋นเซิงมองจนนัยน์ตาฉายแววประหลาดใจ “ข้าเคยได้ยินชื่อของซือหม่าฉุย ‘ราชันมังกรคะนองน้ำ’ สุดยอดยอดฝีมืออันน้อยนิดท่ามกลางจอมยุทธ์สันโดษ พลังพลังฝึกปรือระดับมหาปรมาจารย์ขั้นที่เก้า ขั้นรูปญาณระยะท้าย และก็เป็นคนไม่กี่คนที่มีอาวุธวิญญาณระดับสูงอันหาได้ยาก ท่ามกลางบรรดาจอมยุทธ์สันโดษขั้นรูปญาณเช่นกัน”

“หอกยาวสีดำเล่มนั้น คืออาวุธวิญญาณระดับสูงของเขา? นึกไม่ถึงเลยว่ามหาปรมาจารย์จะหลับหูหลับตาต่อกรกับการรุกโจมตีของยอดฝีมือระดับเดียวกัน ซึ่งขับเคลื่อนอาวุธวิญญาณระดับสูงด้วยมือเปล่า!”

ระดับขั้นยิ่งสูง ไม่เพียงสถานการณ์ที่ศัตรูระดับข้ามชั้นจะยิ่งน้อย ความต่างชั้นพลังความสามารถของจอมยุทธ์ระดับขั้นเดียวกันก็มักจะยิ่งน้อยเช่นกัน

ผู้ที่สามารถเดินไปถึงระดับขั้นสูงล้ำ จะมีสักกี่กลุ่มที่มีพลังฝึกปรืออยู่ในขั้นพื้นๆ?

การต่อสู้ในระดับเดียวกันระหว่างยอดฝีมือมหาปรมาจารย์ระดับขั้นรูปญาณ เสริมเข้าไปด้วยอาวุธวิญญาณระดับสูงชิ้นหนึ่ง โดยส่วนมากเพียงพอให้ตัดสินแพ้ชนะ

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม “หาไม่แล้วจะเรียกราชสีห์โลหะได้อย่างไร? ผสมผสานรุกโจมตีและตั้งรับเป็นหนึ่ง”

สือเถี่ยจดจ้องอีกฝ่ายอย่างเยือกเย็น ช่วงเอวและเข็มขัดส่องแสงสว่างโรจน์ขึ้น เกราะเทวะแสงลึกล้ำ อาวุธวิญญาณระดับสูงของเขาถูกขับเคลื่อน ชั่วเสี้ยวขณะแสงดำหลากสายกลายสภาพเป็นเสื้อเกราะ ครอบไปบนร่างของเขา

พลังของอาวุธวิญญาณ รวมเป็นหนึ่งกับจิตใจแน่วแน่และวรยุทธ์ของสือเถี่ย ทำให้พลังของเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลันทันใด ครั้นทุบหมัดหนึ่งลงไป ก็กดอัดจนซือหม่าฉุย ‘ราชันมังกร’ ต้องถอยพรวด

หลังจากหมัดหนึ่งของสือเถี่ย เขาก็ไม่ได้รีบร้อนไล่ตามศัตรู หากแต่ย่ำเท้าหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ท่ามกลางเสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่น การป้องกันของดินแดนบรรพชนตระกูลหวังพังทลายลงโดยสิ้นเชิง!

ใบหน้าซือหม่าฉุยเหี้ยมอำมหิต พลังหอกแปรเปลี่ยน กลายสภาพเป็นแสงดำมากมายเวียนว่อนอยู่ในโลกหล้า ไม่หลับหูหลับตาโจมตีสือเถี่ยต่อไปอีก ทว่าใช้วิธีเคลื่อนที่โจมตีแทน

ถึงแม้ว่าซือหม่าฉุยจะไม่อาจต้านทานสือเถี่ย ทว่าในที่สุดก็ไม่ให้สือเถี่ยเข้าใกล้เบื้องล่างดินแดนบรรพชนตระกูลหวังมาได้อีก

ฉับพลันนั้นพื้นที่ชุ่มน้ำที่ดินแดนบรรพชนตระกูลหวังตั้งอยู่ ถูกหมอกดำปกคลุมอีกครั้ง ในหมอกดำส่องสว่างสายฟ้าสีแดงหลากสายขึ้น

ส่วนลึกในหมอกดำ มีลวดลายค่ายกลมหึมาค่ายหนึ่งปรากฏวาบวับ

เยี่ยนจ้าวเกอสัมผัสได้ถึงพลังปราณอันน่าประหวั่นพรั่นพรึ่ง ในตอนที่อยู่ ณ ทะเลสาบปิดนภาตอนนั้น ในขณะที่ประตูนพยมโลกตระเตรียมมาถึง ก็มีพลังปราณเช่นเดียวดันนี้ส่งกระจายออกมาทำให้ผู้คนอกสั่นขวัญผวา

“พวกเราไป” ขณะเยี่ยนจ้าวเกอกล่าว ร่างกายของเขาประดุจสายฟ้า พุ่งถลันนำหน้าไปยังดินแดนบรรพชนตระกูลหวัง ส่วนเฟิงอวิ๋นเซิงกับพ่านพ่านตามติดอยู่หลังกายเขา

มีจอมยุทธ์กว่างเฉิงปรากฏกายจากทั่วทุกทิศ ต่างก็มียอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์นำทัพ ล้อมดินแดนบรรพชนตระกูลหวังไว้พร้อมกัน

ชายหนุ่มกางปีกเซียนกระเรียน ความเร็วฉับไว ไม่นานนักก็มาถึงรอบนอกดินแดนบรรพชนตระกูลหวัง

มหากลค่ายกลป้องกันของดินแดนบรรพชนตระกูลหวังถูกสือเถี่ยทำลายลงแล้ว ผู้คนด้านในประจันหน้าจอมยุทธ์กว่างเฉิง ทำได้เพียงกรูกันมาตะลุมบอนสกัดกั้น

หลังจากกลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอเข้าใกล้ แสงสว่างในหมอกดำนับไม่ถ้วนมืดครึ้มฉับพลัน ราวกับห่าฝนตั้งเค้ามาอย่างไรอย่างนั้น

ฝูงชนต่างสำแดงฝีมือแต่ละคน เข้าต้านทาน

ฝีเท้าเยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้หยุดทั้งสิ้น ครั้นปีกทั้งสองข้างกางออก ส่วนปลายปีกพลันเล็งยังเบื้องหน้า ขนนกกระเรียนแต่ละเส้นประหนึ่งแสงฝนเทกระหน่ำก็ไม่ปาน

ขนนกแสงสีทองอ่อนและแสงมืดสลัวเกิดการปะทะกันอยู่บนท้องฟ้าตลอดเวลา

จนนกแสงมากมายแตกละเอียดกลายสภาพเป็นธารแสงสลายไป ส่วนคันศรเหล็กแสงสลัวมากมายบิดเบี้ยวเปลี่ยนรูป ร่วงหล่นปรอยๆ ลงบนพื้น ราวกับฝนตกอย่างไรอย่างนั้น

มีปลาติดหลังแหอยู่น้อยนิด เสื้อเกราะภูผาวิญญาณเปล่งแสงขึ้น ต้านทานโดยพลัน

เยี่ยนจ้าวเกอก้าวยาวๆ รุดหน้ามาถึงยังรอบนอกอาคารสูงใหญ่ของดินแดนบรรพชนตระกูลหวังโดยไม่บอกกล่าวผู้ใด ก่อนจะถีบเท้าหนึ่งออกไป กำแพงล้อมอาคารถล่มโครมลงมาเกิดเป็นช่องโหว่ช่องหนึ่ง!