241-245
บทที่ 241
“จอมยุทธ์ตำหนักอัสนีสวรรค์…” ภายในกระท่อม เยี่ยนจ้าวเกอหวนนึกย้อนถึงศัตรูที่เมื่อสักครู่สัมผัสได้ว่าจ้องตาเป็นมันอยู่ข้างๆ รวมถึงรูปแบบการหายใจขับพิษของอีกฝ่าย มุมปากของเขาพลันคล้ายจะยิ้มทว่าไม่ยิ้ม “คนรู้จักเก่ากระมัง?”
เยี่ยนจ้าวเกอส่ายศีรษะเล็กน้อย เก็บความคิดลง แล้วตั้งสมาธิจมอยู่ในภวังค์การหลอมกลายสภาพปีกเซียนกระเรียนอีกครั้ง
ขนบนปีกเซียนกระเรียนทุกๆ เส้นยามนี้กำลังสั่นไหวเล็กน้อย ขนนกทุกเส้นล้วนราวกับสิ่งมีชีวิตหนึ่งที่มีชีวิตอยู่โดยจริงแท้
ระหว่างขนนกกระเรียนแต่ละเส้น ต่างส่งเสียงนกกระเรียนร้องดังใสกังวานออกมา เสียงยิ่งดังสนั่นก้องขึ้นเรื่อยๆ ตามการหลอมกลายสภาพของเยี่ยนจ้าวเกอ
ในที่สุด เสียงนกกระเรียนร้องก็ทุ้มต่ำลงไป แววตาเยี่ยนจ้าวเกอทอประกายแวบ ปีกเซียนกระเรียนเปลี่ยนเป็นเงียบสงบโดยสิ้นเชิง กลายเป็นเสื้อคลุมขนกระเรียนตัวหนึ่งที่พาดคลุมอยู่บนร่างของเขา
ครานี้ไม่มีผู้ได้ขัดขวางเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว เขาจึงกวาดมือ ของหลากชิ้นบนโต๊ะเตี้ยรวมถึงศิลาเซียนส่องชะตา ต่างก็ตกมาอยู่ในมือกำมือของเขาทั้งสิ้น
ชายหนุ่มยืนอยู่ในกระท่อม ค้อมคำนับทางกระท่อมครั้งหรึ่ง “ท่านผู้อาวุโสชาวกระเรียนล่องลอย เยี่ยนจ้าวเกอขอขอบคุณ ณ ที่นี้”
เขาสวมคลุมอยู่ด้วยเสื้อคลุมขนกระเรียนออกจากกระท่อม ก่อนจะเห็นสนามต่อสู้ที่อยู่ด้านนอกกระท่อมแหลกเป็นเสี่ยงๆ ไม่เหลือชิ้นดีแล้ว
ในยามที่มหาปรมาจารย์ปิดใบหน้าที่กลายเป็นมารผู้นั้นหลีกหนี คู่ต่อสู้ทั้งสามของอาหู่ ต่างก็รู้สึกเยียบเย็นลึกๆ ในใจเช่นกัน
การหลีกหนีของมหาปรมาจารย์ผู้นั้น อธิบายได้ว่าเขาไม่มีความสามารถจะล้มเยี่ยนจ้าวเกอได้
ส่วนชายร่างสูงใหญ่ที่เสมือนกับเสือหิวโซจริงๆ ก็ไม่ปานตรงหน้า ผู้ต่อสู้ต้านศัตรูสามเพียงลำพังก็ยังคงครองความได้เปรียบ โจมตีจนพวกเขาจนยากรับมือขึ้นเรื่อยๆ
ถึงแม้ว่าจะใจเต้นกับของวิเศษที่อยู่ในกระท่อม ทว่าเรื่องราวผกผันเป็นเช่นนี้ ก็เห็นได้ชัดว่าไม่มีหวังแล้ว
หากฝืนสู้ต่อไป อาจจะต้องพลีชีพตนเองอยู่ที่นี่เสียด้วยซ้ำ
คู่ต่อสู้ทั้งสามของอาหู่ล้วนเกิดความคิดถอยฉับพลัน ต่างเริ่มหาทางหนีทีไล่ เสาะหาแผนการปลีกตัว
ตอนที่มีศัตรูร่วมกัน ทั้งสามคนสามารถประสานงานได้อย่างเป็นที่รู้กัน ดำเนินการร่วมมือ จู่โจมศัตรูพร้อมกัน
ทว่ายามเมื่อพวกเขาเกิดความคิดถอยในใจ เตรียมถอยทัพออกไป แนวโน้มในการร่วมมือก็กลายเป็นแพ้ภัยตนเองเช่นกัน สิ่งที่ทุกคนคิดอยู่ในใจตอนนี้ล้วนคือการผละหนีปลีกตัวของตนเอง
แต่ไรระหว่างพวกเขาก็ไม่ได้มีมิตรภาพอะไร อีกฝ่ายบาดเจ็บล้มตาย ย่อมไม่สนใจแม้แต่น้อย
ถ้าหากการตายของอีกฝ่ายสามารถเปลี่ยนให้ตนเองรอดพ้นอันตรายได้ ไม่ว่าผู้ใดก็ตามล้วนไม่รู้สึกผิดทั้งสิ้น
ด้วยเหตุฉะนี้ จอมยุทธ์มหาปรมาจารย์ทั้งสาม จึงร่วมกันออกแสดงละครน้ำดีฉากหนึ่ง
ไม่จำเป็นต้องวิ่งให้เร็วกว่าอาหู่ ขอเพียงวิ่งให้เร็วกว่าอีกสองคน ก็เพียงพอแล้ว
แต่ไหนแต่ไรมหาปรมาจารย์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นมีรากฐานเพียบพร้อมที่สุด พลังความสามารถก็แกร่งที่สุดเช่นกัน ทั้งยังเชี่ยวชาญสุดยอดวิชาสุดอย่างสุริยันทะยานบูรพา เดิมทีควรจะมีความหวังตีฝ่าวงล้อมมากที่สุด
กระนั้นเขาก็ต้านอาหู่ที่จ้องเขาอยู่โดยเฉพาะไม่ไหว อีกทั้งชายร่างใหญ่นั้นยังฟาดดาบแสงคลื่นครามลงบัดดล ใช้อานุภาพดาบบินขว้างออกไป เสียดแทงเขาด้วยความเย็นเยียบหนึ่ง
ท้ายที่สุดมีเพียงมหาปรมาจารย์คนหนึ่งเท่านั้นที่เหินฟ้าหนีออกไปได้สำเร็จ และเหลือไว้อีกคนหนึ่ง กลายเป็นวิญญาณใต้กรงเล็บเสือที่หิวโซ ถูกอาหู่โจมตีสังหารสิ้นใจคาสนามรบ
เยี่ยนจ้าวเกอมาถึงยังเบื้องหน้าอาหู่ ยิ้มเอ่ย “เจ้ารูปร่างลักษณะเช่นนี้ หยุดเด็กน้อยร้องไห้ยามค่ำคืนได้แล้ว”
บนร่างอาหู่ทิ้งรอยเลือดโชกไว้ ไอสังหารพุ่งทะยานทั้งกาย คล้ายเทพสังหารก็ไม่ปาน
เขายกโค้งมุมปากระบายยิ้ม “น่าเสียดายที่ไม่สามารถหยุดไว้ได้ทั้งหมด”
เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอได้ยินดังนั้น ก็รำพันกับตัวเอง “ใช่สิ น่าเสียดายไม่อาจหยุดไว้ได้ทั้งหมด…”
อาหู่เอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “คุณชาย มีอะไรหรือขอรับ?”
เยี่ยนจ้าวเกอส่ายศีรษะ ผุดภาพหน้ากากแตกออกเป็นชิ้นๆ บนดวงหน้าจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตผู้นั้น จนเผยให้เห็นใบหน้าครึ่งซีก แล่นปราดผ่านขึ้นมาในสมองอีกครั้ง
แม้ว่าอีกฝ่ายจะยกมือขึ้นปิดบังอย่างรวดเร็ว กระนั้นด้วยสายตาอันเกิดจากลพลังฝึกปรือของเยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้ ก็ยังคงแลเห็นภาพที่ผุดวาบนั้นได้กระจ่างชัด
“ถึงแม้จะเห็นเพียงครึ่งใบหน้า แต่ว่า…คนคนนี้ข้าเคยพบเห็นอย่างแน่นอน” เยี่ยนจ้าวเกอลูบคางตนเอง หลุดออกจากภวังค์ มองดูโดยรอบทั้งสี่ด้าน “ปราณวิญญาณเสื่อมถอยมาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว ระยะห่างสู่การพังทลายสูญสิ้นของมิติต่างแดนแห่งนี้ อยู่ห่างออกไปไม่ไกลแล้ว”
“พวกเราต้องรีบแล้ว จากนี้เร่งกลับไปยังประตูค่ายกลตรงนั้น ระหว่างทางยังต้องใช้เวลาอยู่บ้าง”
เยี่ยนจ้าวเกอผุดยิ้มขึ้นมา ตบๆ เสื้อคลุมขนกระเรียนบนไหล่ตนเอง “แต่โชคดีที่มีของสิ่งนี้แล้ว อันที่จริงสามารถย่นเวลาลงได้ไม่น้อย”
อาหู่รุดหน้าขึ้นมาด้วยความใคร่รู้ “คุณชายขอรับ นี่คืออะไรหรือ?”
“ท่านผู้อาวุโสแต่อดีตท่านหนึ่ง ใช้ขนนกกระเรียนวิเศษ ผนึกรวมเข้ากับเจตจำนงหมัดวิถีวรยุทธ์ของตน ถักทอจนเป็นเสื้อคลุมเช่นนี้ตัวหนึ่ง” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว
“ถึงไม่เข้าขั้นการแบ่งชั้นเฉกเช่นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ อาวุธวิญญาณ หรืออาวุธวิเศษนี้ ทว่าก็ถือเป็นของวิเศษที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ชิ้นหนึ่ง มีประโยชน์พลิกแพลงใช้งานได้เหลือล้น ข้อเสียก็คือปราณวิญญาณและพลังวิญญาณถูกผลาญจนหมดสิ้นได้ หลังผลาญจนหมดจดแล้ว ต้องให้เจ้าของบำรุงบ่มเพราะระยะเวลาหนึ่ง จึงจะสามารถใช้งานได้อีกครั้ง”
“แต่ว่าเทียบกับประโยชน์พลิกแพลงใช้อันมากมายของของวิเศษนี้แล้ว หลายครั้งหลายคราข้อเสียนี้ล้วนมองข้ามไปได้”
เยี่ยนจ้าวเกอลูบเสื้อคลุมขนกระเรียนอย่างแผ่วเบา ก่อนจะยิ้มกล่าว “เข้ามาครานี้ เดิมทีขอเพียงแค่มีศิลาเซียนส่องชะตาก็เพียงพอให้พออกพอใจแล้ว แต่ของสิ่งนี้นับว่าเป็นโชคเหนือความคาดหมาย”
อาหู่กล่าว “ใช่ขอรับ แต่คาดไม่ถึงจริงๆ เลยว่าเข้ามาหนนี้จะมีคนเยอะถึงเพียงนี้”
“ข้าคิดว่า เป็นเจ้าสวะนั่นที่สอดแนมพวกเราก่อนหน้านี้ เห็นว่าเราไม่ใช่คู่ต่อสู้ เกรงว่าสู้พวกเราไม่ไหว เลยคิดพยายามกวนน้ำให้ขุ่น ให้มันจับปลาในน้ำขุ่น[1]ได้ง่ายขึ้น จึงปล่อยข่าวออกไป โน้มนำยอดฝีมือมามากมายเช่นนี้”
ชายหนุ่มพาอาหู่เดินออกไปทางด้านหลังกระท่อม ตรงนั้นมีแปลงสมุนไพรแปลงหนึ่ง “ที่เจ้าคาดเดา เกินกว่าครึ่งไม่ผิด”
“อย่าให้เจ้าสวะนั่นตกอยู่ในมือข้าเชียว ไม่เช่นนั้นมันต้องได้เห็นดีเป็นแน่!” อาหู่โกรธแค้นจนกัดฟันกรอด
เยี่ยนจ้าวเกอเอื้อนเอ่ย “แม้ไม่นานนักมิติต่างแดนแห่งนี้ก็จะพังทลายสูญสิ้นแล้ว คนทั่วไปจะไม่เสี่ยงภัยเข้ามาอีกทั้งสิ้น แต่จำต้องพึงระวังไว้ว่ายังมีศัตรูปรากฏตัว พวกเราต้องเคลื่อนไหวให้เร็วสักหน่อย”
ขณะเอ่ยพูด เยี่ยนจ้าวเกอแยกแยะสมุนไพรวิเศษที่อยู่ในแปลงสมุนไพรอย่างฉับไว “เอ๋ พืชเดี่ยวมากมายที่มีอยู่ก่อนวิกฤตการณ์ใหญ่ หาพบได้ยากแล้วในโลกแปดพิภพปัจจุบันล้วนมีอยู่ในที่แห่งนี้ ครานี้ช่างไม่เสียเที่ยวจริงๆ ”
ชายร่างใหญ่ช่วยเยี่ยนจ้าวเกอเก็บสมุนไพรไปพลาง พูดโพล่งไปพลาง “เคราะห์ดีเช่นกันที่มหาปรมาจารย์ทั้งสี่คนที่เข้ามาครานี้ ล้วนมีระดับพลังฝึกปรือไม่เกินขั้นซ่อนจิตระยะแรก หากพลังฝึกปรือสูงกว่านี้อีกหน่อย กระนั้นเกรงว่าคราวนี้พวกเราจบไม่สวยเช่นกัน”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณล่ะก็ เช่นนั้นคงจบไม่สวยแล้วจริงๆ”
ขณะเอ่ยอยู่นั้น นัยน์ตาข้างขวาของเยี่ยนจ้าวเกอพลันเจ็บแปลบพักหนึ่ง สีหน้าอาหู่ก็เปลี่ยนสีฉับพลันนั้นเช่นกัน
ชั่วขณะถัดมา ท้องฟ้าไกลออกไปมีแสงเพลิงส่องสว่างขึ้นมา สะท้อนฉาบท้องนภากลายเป็นสีแดงก่ำ
แสงเพลิงเข้ามาใกล้ทางกระท่อมนี้อย่างรวดเร็ว แรงอัดบ้าคลั่งพลิกม้วนไปทั้งสี่ทิศ
แสงระเบิดสนั่นเสียงหนึ่งดังขึ้น “ไอ้เด็กนอกคอกแซ่เยี่ยน ดูสิว่าครานี้ผู้ใดมาช่วยสงเคราะห์เจ้า!”
เสียงอันคุ้นเคย น้ำเสียงที่คุ้นชิน กลับทำให้เยี่ยนจ้าวเกอชะงักงันเล็กน้อยชั่วครู่ “…หัวหน้าค่ายชื่อหลิง?”
ผู้มาเยือนเป็นผู้เหลือรอดที่มีพลังฝึกปรือสูงที่สุดในสายค่ายห้าวิญญาณที่ดับสูบไปแล้ว หัวค่ายชื่อหลิง!
ค่ายห้าวิญญาณในอดีตสูญสิ้นด้วยน้ำมือของเยี่ยนตี๋ บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอ หัวหน้าค่ายชื่อหลิงคับแค้นมาแรมปี ตอนแรกประสงค์จู่โจมสังหารชายหนุ่มที่ถังตะวันออก ผลคือถูกคนขัดขวาง หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าเขาหนีไปที่ใด
ใครเล่าจะคาดคิดว่าวันนี้เขาจะปรากฏตัวอยู่ในมิติต่างแดนแห่งนี้
ตอนนี้เยี่ยนจ้าวเกอไม่มีเวลาคิดหาคำตอบว่าเหตุใดอีกฝ่ายปรากฏตัวที่นี่ บัดนี้เขาให้ความสนใจเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น
หัวหน้าค่ายชื่อหลิงผู้นี้ เป็นยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ขั้นสี่ ขั้นกำเนิดญาณระยะต้นท่านหนึ่ง!
อาหู่อ้าปากตาค้าง อยากจะขยับปากแทบตาย “…ต้องปราดเปรียวถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
บทที่ 242
ฟ้าดินรอบข้างร้อนแผดเผาทั้งผืน คลื่นความร้อนโหมกระหน่ำทำให้ผู้คนแทบหายใจไม่ออก
หากแต่เยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่ กลับรู้สึกถึงความเยือกเย็นของผู้จู่โจม
หลังจอมยุทธ์บำเพ็ญกลายเป็นมหาปรมาจารย์ เหยียบย่างสู่ฟ้าดินใหม่ แปรรูปว่างเปล่าเป็นจิตวิญญาณ เปลี่ยนเท็จเป็นจริง ก็จะเริ่มเกี่ยวเนื่องสู่ความเป็นจริงของหลักการในโลกหล้าอย่างแท้จริง
ผู้ที่เรียกได้ว่าเป็นมหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิต จากระยะแรกผ่านระยะกลางสู่ระยะท้าย บ่มเพาะดินวิเศษ ก่อเมล็ดพันธุ์วิเศษ หน่ออ่อนวิเศษงอกเงย ล้วนเป็นกระบวนการบ่มเพาะก่อตัวญาณวรยุทธ์
ครั้นถึงจุดสูงสุดของมหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิตแล้ว บ่มเพาะญาณวรยุทธ์ที่เป็นของตนเองออกมา ก็จะย่างก้าวสู่ระดับมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณ
ถัดมาเป็นการรวมกันของจิตวิญญาณและปราณจิตรา หลอมจิตราเป็นดั้งเดิม ปราณจิตรากลายเป็นปราณดั้งเดิม พลังความสามารถยกระดับแบบก้าวกระโดด
หัวหน้าค่ายชื่อหลิง ก็เป็นยอดฝีมือที่เหยียบย่างระดับมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณเช่นนี้ท่านหนึ่ง
ปราณดั้งเดิมทั้งร่างแผ่ออก กลายเป็นเพลิงลุกโชนจริงแท้ ลามทุ่งแผดเผาท้องฟ้า
เยี่ยนจ้าวเกอกลอกตาครั้งหนึ่ง ก่อนจะมองไปทางอาหู่อย่างไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง “ก่อนหน้าไม่รู้ได้อย่างไร ว่าเจ้าช่างปากไม่เป็นมงคลเสียจริง”
อาหู่หน้าเสีย พูดไม่ออก
ชายหนุ่มส่ายศีรษะ เขาไม่ได้คิดจะงอมืองอเท้ารอความตาย รีบใช้ความคิด พลางกางปีกเซียนกระเรียนที่คลุมพาดอยู่ที่ไหลในบัดดล กลายเป็นปีกนกขนาดยักษ์สองข้าง
บนขนนกกระเรียนแต่ละเส้น ส่องแสงมหัศจรรย์พร่างพราว ประดุจผลึกหิน
บัดนี้เยี่ยนจ้าวเกอไม่มีเวลาวินิจฉัยประเภทชนิดแล้ว เพียงโกยหญ้าวิญญาณและสมุนไพรวิญญาณในแปลงไปกว่าครึ่ง
จากนั้นมืออีกข้างหนึ่งของเขาคว้าอาหู่ไว้ ปีกทั้งสองข้างเบื้องหลังพัดกระพือ พุ่งพรวดขึ้นสู่ท้องฟ้า เหินหนีออกไปไกลอย่างว่องไว!
ปีกเซียนกระเรียนมหัศจรรย์อย่างแท้จริง ต่อให้เพิ่มอีกคน ความเร็วในการเหินบินของเยี่ยนจ้าวเกอก็ยังคงเร็วจี๋
ทว่าแสงเพลิงด้านหลังที่เหมือนกับคลื่นทะเลก็ไม่ได้แช่มช้าเช่นกัน ไล่ตามเบื้องหลังเขามาติดๆ
ภายในคลื่นเพลิงมีเสียงตะโกนก่นด่าของหัวหน้าค่ายชื่อหลิงดังออกมา “เจ้าเด็กนอกคอกแซ่เยี่ยน วันนี้เจ้าจงชดใช้หนี้แทนเยี่ยนตี๋ บิดาของเจ้าเสียเถอะ!”
เยี่ยนจ้าวเกอไม่แม้แต่จะสนใจ มุ่งมั่นขับเคลื่อนปีกเซียนกระเรียนรุดหน้าไปไม่หยุด
เมื่อบินถึงท้องฟ้าสูง ตรงหน้ามีมวลไอเมฆเป็นกลุ่มๆ ก่อตัวเป็นทะเลเมฆ เยี่ยนจ้าวเกอตะบึงขวักไขว่อยู่ภายในนั้นไม่หยุดยั้ง
เพลิงใหญ่คุโชนเบื้องหลัง ม้วนสู่ภายในทะเลเมฆโดยพลัน ทะเลเพลิงตอดกินทะเลเมฆตลอดเวลา
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังโผบินอย่างเร็วรี่ คลื่นเพลิงด้านหลังพลันมีมังกรเพลิงสายหนึ่งพุ่งมาทางเขา
เขามุ่นคิ้วเล็กน้อย เบี่ยงกายเอนหลบไปด้านข้าง หลีกหนีแสงเพลิงนั้น
แสงเพลิงตกร่วงหล่น โถมเข้าสู่มวลทะเลเมฆกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ประหนึ่งคมกระบี่อันเฉียบแหลมเล่มหนึ่ง สับหั่นชั้นเมฆแยกออกจากกัน แล้วจมหายไปในทะเลเมฆไม่พบเห็น
ชั่วพริบตาถัดมา เสียง ‘โครม’ ก็ดังสนั่นหวั่นไหว ทะเลเมฆกว้างใหญ่เบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอลุกไหม้ขึ้นมาทั้งผืน กลายเป็นทะเลเพลิงสีแดงก่ำอยู่ท่ามกลางท้องฟ้า
เมฆหมอกมหาศาลถูกเปลวเพลิงเผากลายเป็นไอน้ำจนหมดสิ้นในชั่วเสี้ยววินาที หากแต่เปลวเพลิงโชติช่วงกลับไม่เคยหายไป ขวางกั้นหนทางไปของเยี่ยนจ้าวเกอเอาไว้
ปีกทั้งสองข้างด้านหลังเยี่ยนจ้าวเกอแกว่งไกว ร่างกายลดระดับลงอย่างฉับไว หลบหลีกเปลวเพลิงที่ขวางทาง
ทว่าเมื่อทำเช่นนี้แล้ว ความเร็วจึงช้าลงอยู่บ้าง หัวหน้าค่ายชื่อหลิงเบื้องหลังพลันดึงระยะห่างเข้าใกล้
เยี่ยนจ้าวเกอนำพาอาหู่อยู่ ครั้นชายร่างใหญ่หันศีรษะมองกลับไปเบื้องหลัง ก็เอ่ยถามขึ้นมา “คุณชาย ท่านใช้เศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ปรามเขาสักหน่อยไม่ได้หรือ?”
“ก่อนหน้านี้ต้านทานมังกรทมิฬพิฆาตในมหาทะเลทรายแดนตะวันตก ซ้ำยังประชันกำลังกับปีกเซียนกระเรียนอีก เศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าอยู่ระดับที่ไม่ได้ฟื้นฟูเต็มที่ตลอดเวลา สำแดงอานุภาพได้มากเพียงใด ยากจะเอื้อนเอ่ย” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวตอบ
“ต่อกรกับมหาปรมาจารย์ระดับหัวหน้าค่ายชื่อหลิงเช่นนี้ จำเป็นต้องขับเคลื่อนสายฟ้าชั่วพริบตา ลุกไหม้ทั้งหมดในครั้งเดียว มอบความเหี้ยมโหดให้เขาสักหน่อย”
ชายหนุ่มโผบินไปพลาง สังเกตรอบด้านทั้งสี่ทิศไปพลาง “อีกทั้ง ไม่เหมือนที่ทะเลสาบปิดนภาคราก่อน เป็นสิ่งของไร้ชีวิตที่โจมตีแล้วไม่เขยื้อนสิ่งหนึ่ง คิดโจมตีอัดอย่างไรก็โจมตีอย่างนั้น ข้าเดินเข้าไปอย่างแช่มช้าวางเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าบนศูนย์กลางค่ายกลมารนั่นล้วนใช้ได้ แต่เป้าหมายคราวนี้เป็นคนเป็นๆ ที่เคลื่อนไหวได้”
“แถมยังไม่ใช่คนเป็นๆ ทั่วไป มหาปรมาจารย์ระดับนี้ ความตื่นตัวสูง ตอบสนองฉับไว ความเร็วก็สูงเช่นกัน หากโจมตีเขาไม่ได้ในคราวเดียว เช่นนั้นก็เท่ากับสิ้นเปลืองกำลังไปเปล่าๆ แล้ว”
ขณะที่เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอยู่นั้น ร่างกายชะงักฉับพลัน แล้วจึงค่อยลอยสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลบหลีกมังกรเพลิงที่โจมตีมาเบื้องหลังตัวหนึ่งอีกครั้ง
มิติต่างแดนที่ตนอยู่ในตอนนี้ ไม่เสถียรอย่างยิ่งแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอทอดมองไกลๆ ออกไป ถึงขั้นที่แลเห็นได้ว่าฟากฟ้าปรากฏริ้วเส้นสีดำมากมายขึ้น
นั่นไม่ใช่แสงสว่าง และก็ไม่ใช่สรรพสิ่งจำเพาะเจาะจงอะไรเช่นกัน
หากแต่เหมือนเป็นม้วนภาพที่สมบูรณ์ม้วนหนึ่ง พลันถูกฉีกออกจนเกิดรอยฉีกขาด
มิติต่างแดนกระบวนการสูญสิ้นของตัวมันเองแล้ว
ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม แม้จะมีเปลวเพลิงที่กลายสภาพมาจากปราณดั้งเดิมของหัวหน้าค่ายชื่อหลิงก็ตาม ทว่าฟากฟ้าก็ยังคงมืดสลัวอยู่เช่นกัน
ลมโหมพัดบ้าคลั่งไม่หยุดร้องคำราม พัดจนเยี่ยนจ้าวเกอล้วนไม่อาจขับเคลื่อนปีกเซียนกระเรียน และไม่อาจควบคุมร่างกายให้มั่นคงอยู่บ้าง
ผืนดินกว้างเบื้องล่างยิ่งเริ่มก่อเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ดินหินบนพื้นผิวดินแตกบิ่นเป็นเสี่ยงๆ ตลอดเวลา รอยแยกแตกถี่ยิบ ราวกับใยแมงมุมอย่างไรอย่างนั้น
เยี่ยนจ้าวเกอทอดมองไปด้านหน้า ประหนึ่งภาพฝันทิวทัศน์ลวงตาก็ไม่ปาน ทัศนียภาพเหลือหลาย ต่างเริ่มบิดเบี้ยวเปลี่ยนรูปอย่างคาดไม่ถึง
หัวหน้าค่ายชื่อหลังไล่ตามหลังมาติดๆ เขาเองก็รู้สึกได้ว่ามิติต่างแดนแห่งนี้กำลังจะดับสูญในไม่ช้าเช่นกัน
หลังล่วงรู้ข่าวคราวว่าเยี่ยนจ้าวเกออยู่ที่นี่ เขาก็เร่งรีบมาอย่างเร็วไว ครั้นตัดสินใจเสี่ยงภัยแล้ว ก็ต้องโจมตีสังหารชายหนุ่มให้ตายตกที่นี่ให้จงได้
ทันทีที่เห็นหายนะฟ้าดินหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ คล้ายกับภาพวันสิ้นโลกฉากหนึ่ง หัวหน้าค่ายชื่อหลิงก็อดเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนไหวไม่ได้ การรุกโจมตีระลอกหนึ่งต่อด้วยอีกระลอกที่ดุเดือดยิ่งกว่าเดิม ไล่ตามไปทางเยี่ยนจ้าวเกอ
ถึงแม้ว่าเขาจะมีนิสัยและอารมณ์รุนแรง ทว่าการโจมตีของหัวหน้าค่ายชื่อหลิงก็ไม่ได้หน้ามืดตามัวแต่อย่างใด
เปลวเพลิงที่แผ่กระจายไปทั่วฟ้าดินทั้งสี่ทิศ บีบขอบเขตเคลื่อนไหวของเยี่ยนจ้าวเกอให้แคบลงตลอดเวลา ค่อยๆ แปรเปลี่ยนกรงขังเปลวเพลิงมหึมากรงหนึ่ง ที่ต้องการคุมขังเขาไว้ภายในนั้น
แสงเพลิงสุดลูกหูลูกตาเชื่อมต่อกันเป็นผืนหนึ่ง ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างมืดฟ้ามัวดิน แต่งเติมความโหดร้ายและสิ้นหวังให้กับทัศนียภาพวันสิ้นโลกบนท้องฟ้าของมิติต่างแดนในขณะนี้มากยิ่งขึ้น!
แววตาเยี่ยนจ้าวเกอสงบเยือกเย็น สีหน้าอารมณ์บนดวงหน้าปรากฏความหุนหันอยู่บ้าง การขับเคลื่อนปีกเซียนกระเรียนโผบินค่อยๆ สูญเสียลำดับขั้นไปบ้าง ราวกับไม่รู้ว่าจะเลือกเส้นทางอย่างไร
เพียงแต่บริเวณไกลออกไป ประตูบานหนึ่งที่ทอแสงสว่างไสววับวาบกลางอากาศได้ปรากฏอยู่ในสายตาแล้ว
นั่นคือประตูใหญ่ตอนท่เยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่เข้ามายังมิติต่างแดนนั่นเอง บัดนี้มันยังคงตั้งตระหง่านด้วยการกระตุ้นจากค่ายกลวิญญาณ
ทว่าประตูแสงบานนี้ เห็นได้ชัดว่าสั่นกระเพื่อมไม่สงบเช่นกัน ราวกับเงาสะท้อนกลับหัวในน้ำก็ไม่ปาน ตามการพังทลายสูญสิ้นของมิติต่างแดนเอง
เยี่ยนจ้าวเกอเห็นประตูแสงแล้ว ก็มุ่งไปทางนั้นอย่างรวดเร็วทันใด
กระนั้นหัวหน้าค่ายชื่อหลิงที่อยู่เบื้องหลัง บัดนี้ไล่กวดเข้ามาใกล้แล้ว ทั้งยังปล่อยหมัดหนึ่งไล่ตาม เพลิงคุโชนคลุมครอบเยี่ยนจ้าวเกอไว้โดยตรง
ในลูกตาดำของชายหนุ่มคล้ายมีแสงอสนีบาตสีม่วงอมน้ำเงินส่องแวบผ่านไปไม่แจ่มชัด
สายฟ้าหนุนเสริมอยู่บนปีกเซียนกระเรียน ความเร็วพลันสูงขึ้นขั้นหนึ่ง เปลี่ยนทิศฉับไว หลีกหนีการโจมตีไปได้อย่างเฉียดฉิว
หากแต่หัวหน้าชื่อหลิงก็ฉกฉวยโอกาสนี้แซงผ่านเยี่ยนจ้าวเกอ ใช้คลื่นเพลิงโหมกระหน่ำวนล้อมประตูแสงบานนั้นเอาไว้
เขาเองรักษาหนทางถอยของตนไว้ก่อน พร้อมกันนั้นยังปิดกั้นหนทางไปของเยี่ยนจ้าวเกอไว้เช่นกัน!
ปีกเซียนกระเรียนบนไหล่ทั้งสองของเยี่ยนจ้าวเกอสั่นไหว แสงดาบขนนกแต่ละเส้นพลันโจมตีไปยังทะเลเพลิงประดุจห่าฝนอย่างไรอย่างนั้น
เสียงหัวร่อเย็นชาของหัวหน้าค่ายชื่อหลิงทอดส่งมาจากภายในทะเลเพลิง เพลิงลุกโชนโชติช่วงกลืนกินแสงดาบขนนกจมหายไป แปรเปลี่ยนเป็นเสียงโลหะกระทบกันดังแสบแก้วหู
เงาร่างผู้เฒ่าผมแดงคนหนึ่งปรากฏกายจากภายในเปลวเพลิง ประหนึ่งเทพมารควบคุมเพลิงก็ไม่ปาน
ในเวลาเดียวกันเยี่ยนจ้าวเกอก็เห็นชายชราผู้นั้นถลึงตาเข้ามา แสยะยิ้มเอ่ย “หนอนน้อย ดูสิว่าคราวนี้เจ้ายังจะบินไปทางไหน?”
บทที่ 243
ชายชราผู้นี้ก็คือหัวหน้าค่ายชื่อหลิง เขาจ้องมองเยี่ยนจ้าวเกอราวจะขย้ำ มุมปากเผยรอยยิ้มเหี้ยมโหด
หัวหน้าค่ายชื่อหลิงเหยียบย่างอากาศ ยืนอยู่ด้านหน้าประตูลอยฟ้า ขวางหนทางกลับสู่โลกแปดพิภพของเยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่ไว้
ขณะนี้มิติต่างแดนสั่นไหวไม่หยุด ถึงขนาดที่เส้นแบ่งเขตฟ้าดินเริ่มบิดเบี้ยวเปลี่ยนรูป กลายเป็นทัศนียภาพวันสิ้นโลกที่แผ่นฟ้าพังผืนดินทลายฉากหนึ่ง
ฟ้าดินพังทลายอย่างแท้จริง ท้องฟ้าครอบปฐพีถล่มทลายลง เผยรอยรอยแตกของมิติสีดำหลายสาย แผ่นดินกว้างก็เป็นลักษณะเช่นเดียวกัน แตกกระจายไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
ร่างเยี่ยนจ้าวเกอลอยตัวขึ้นสูง หลบหลีกแสงเพลิงสายหนึ่งที่พลิกม้วนมาทางตน มาทางประตูมิติ
ครั้นก้มศีรษะมองไป ประตูมิติถูกทะเลเพลิงผืนหนึ่งโอบล้อมไว้
หัวหน้าค่ายชื่อหลิงยิ้มเย็นพลางมองเยี่ยนจ้าวเกอ ถึงแม้ว่าตำแหน่งชัยภูมิของชายหนุ่มจะอยู่ด้านบน ทว่าประกายตาของอีกฝ่ายที่มองยังเขาบัดนี้ เปี่ยมไปด้วยแววของการเย้ยหยัน
ตอนนี้เขาไม่เร่งลงมือแล้วเช่นกัน เพียงครองบริเวณที่ประตูลอยฟ้าตั้งอยู่
เพราะหลินโจว มิติต่างแดนแห่งนี้จึงมีทางเข้าออกมากกว่าหนึ่ง และหัวหน้าค่ายชื่อหลิงก็เข้ามาจากทางเข้าที่หลินโจวเปิดไว้
ทว่าตอนนี้มิติต่างแดนกำลังจะถล่มทลายสูญสิ้น ไม่มีเวลาพอให้เยี่ยนจ้าวเกอได้เปลี่ยนความคิดแล้ว เขาหันกลับผ่านทั้งมิติต่างแดนอีกครั้ง ไปทางประตูอีกบานหนึ่งเพื่อออกจากมิติต่างแดน
หลักการเหมาะจะใช้กับหัวหน้าค่ายชื่อหลิงเช่นเดียวกัน
สำหรับทั้งสองฝ่ายแล้ว หากไม่ออกจากประตูบานตรงหน้านี้ ก็ต้องถูกฝังไปพร้อมกับมิติต่างแดนแห่งนี้ สูญสิ้นไปในความว่างเปล่าไปพร้อมกับมัน
หัวหน้าค่ายชื่อหลิงยิ้มเย็นพลางมองเยี่ยนจ้าวเกอ “ไอ้เด็กนอกคอก เจ้าตัดสินใจเสียว่าจะจบเห่ไปพร้อมกับมิติต่างแดนแห่งนี้ หรือจะตายด้วยหมัดข้า?”
เขาชูมือข้างหนึ่งขึ้น กำมือเป็นหมัดเหยียดออกไปข้างหน้า
ฉับพลันนั้นเพลิงคุโชนหาที่สิ้นสุดไม่ได้โหมซัดสาด แผ่กระจายออกไปโดยรอบทั้งสี่ทิศ ตามการขยับของกำปั้นนี้
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูหัวหน้าค่ายชื่อหลิงที่ขวางประตูอยู่เบื้องล่าง บนดวงหน้าพลันเผยรอยยิ้มออกมา “เดรัจฉานเฒ่า เจ้าผิดแล้ว ตำแหน่งของเจ้าถือมั่นคงนัก”
มือข้างหนึ่งเยี่ยนจ้าวเกอคว้าอาหู่เอาไว้ มืออีกข้างหนึ่งพลันควักหยิบกระบองสั้นยาวราวหนึ่งฉื่อออกมาท่อนหนึ่ง
หัวหน้าค่ายชื่อหลิงเพ่งมองกระบองหินสั้นท่อนนั้น ในใจไหววูบฉับพลัน ผุดลางสังหรณ์ขึ้นมา
ชายหนุ่มยิ้ม จากนั้นก็กระพือปีกเซียนกระเรียน พุ่งพรวดไปทางหัวหน้าค่ายชื่อหลิง
กระบองสั้นในมือ ยามปะทะลมพลันขยายยาว กลายเป็นเสาหินขนาดมหึมาหนาหนักท่อนหนึ่งในชั่วพริบตา ตามความคิดสั่งของเยี่ยนจ้าวเกอ!
ขณะหัวหน้าค่ายชื่อหลิงตื่นตกใจ เยี่ยนจ้าวเกอย่างเหยียบไปบนเสาหิน จากนั้นเผ่นโผนทุบลงไป!
“เจ้าเด็กชั่วช้า!” หัวหน้าค่ายชื่อหลิงร้องตะโกนด้วยความเดือดดาลครั้งหนึ่ง ไม่ได้หลบหลีก ครั้นเขาหลีกถอย ก็เท่ากับเปิดทางสู่ประตูลอยฟ้าให้กับเยี่ยนจ้าวเกอ
ชายชรายืนอยู่กับที่ เรือนผมสีแดงปลิวไหวประหนึ่งเพลิงลุกโชน ฝ่ามือหนึ่งพุ่งออกไปเหนือศีรษะ ยันรองเสาหินใหญ่ยักษ์ที่ร่วงลงมาจากฟากฟ้าไว้
ทว่าเมื่อฝ่ามือเพิ่งจะสัมผัสถูกเสาหิน เขาก็รู้สึกถึงความหนักอึ้งในมือ แทบจะยันเอาไว้ไม่ได้
ร่างกายของเขาที่แต่เดิมยืนมั่นอยู่ในอากาศ ก็พลันยืนไม่อยู่ จมลงไปอย่างไม่อาจควบคุมเช่นกัน
“หนักขนาดนี้เชียวรึ?” หัวหน้าค่ายชื่อหลิงเบิกตาโพลง
พลังฝึกปรือของเขาสูงกว่าอาหู่ที่อยู่ในขั้นฝ่านภาระยะต้นมากนัก พลังก็แกร่งกว่ายิ่งเช่นกัน หากแต่ยังคงรู้สึกว่ามีแรงกดดันมหาศาล
ไม่ว่าจะน้ำหนัก หรือระดับความแข็งแรงของเสาหิน ล้วนเหนือความคาดหมายของเขาทั้งสิ้น
เดิมนึกว่าจะสามารถโจมตีเสาหินให้แหลกได้ด้วยฝ่ามือเดียว พร้อมอัดเยี่ยนจ้าวเกอกระเด็นออกไปด้วย ทว่าผลลัพธ์กลับเป็นเขาถูกเสาหินทับกดอยู่เบื้องล่าง
อีกทั้งเสาหินนั่นยังแฝงไว้ด้วยพลังปรามปราบอันพิเศษจำเพาะอีกด้วย ทำให้แม้เวลานี้หัวหน้าค่ายชื่อหลิงอยากจะหลีกออกไปด้านข้าง ก็ไม่อาจกระทำได้ดั่งใจอยากเช่นกัน
พื้นที่ว่างเปล่าเบื้องล่างเสาหิน ทั้งมิติและเวลาล้วนราวกับถูกพันธนาการไว้ทั้งสิ้น ควบแน่นกลายเป็นกลุ่มก้อนหนึ่ง ผนึกหัวหน้าค่ายชื่อหลิงไว้ก้นบึ้งอย่างแน่นหนา ทำได้เพียงดิ้นรนต้านทานเท่านั้น
‘ได้ยินว่าเจ้าเด็กนี่ขุดซากโบราณสถานขึ้นมาจากมหาทะเลทรายแดนตะวันตกบางส่วน หรือจะเป็นเสาหินต้นนี้?’ หัวหน้าค่ายชื่อหลิงนึกถึงคำเล่าลือน้อยนิดที่ได้ยินมาก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้ฉับพลัน ยิ่งรู้สึกเกลียดชังในใจอย่างอดไม่ได้ ‘ไอ้เด็กนอกคอกเจ้าเล่ห์!’
เขาเบิกตาโพลงพลางร้องตะโกนเสียงดัง ปราณดั้งเดิมในร่างขับเคลื่อน พลังอันแก่กล้าปะทุออกมา!
ร่างของหัวหน้าค่ายชื่อหลิงร่วงลงอยู่ในอากาศเพียงไม่ถึงหนึ่งหมี่ก็ตั้งหลักไว้ได้อีกครั้ง เท้าเหยียบย่างอากาศเปล่า ไม่ต่างไปจากการย่ำเหยียบบนพื้นดินที่แข็งแกร่งหนาแน่นที่สุด
หัวหน้าค่ายชื่อหลิงในชั่วขณะนี้ประหนึ่งยักษ์ค้ำยันสวรรค์ ประคองเสาหินที่ตกลงมาอย่างฉับไว ทำให้มันไม่อาจกดอัดเขาต่อไปได้อีก
หัวหน้าค่ายชื่อหลิงระบายลมและเริ่มส่งเสียง โจมตีอีกฝ่ามือหนึ่งไปทางด้านบน ระเบิดโครมไปบนเสาหิน พาให้ร่างกายเขาเริ่มลอยขึ้นอย่างแช่มช้าอีกครั้งอย่างคาดไม่ถึง!
ท่ามกลางเสียงหัวเราะหยัน หัวหน้าค่ายชื่อหลิงออกแรงแขนทั้งสอง ต้องการโยนเยี่ยนจ้าวเกอและเสาหินออกไปพร้อมกัน
ทว่าสีหน้าท่าทางเยี่ยนจ้าวเกอไม่แปรเปลี่ยน กลับจะอมยิ้มขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ บัดนี้ชายหนุ่มยืนอยู่บนยอดเสาหิน ยกเท้าของตนข้างหนึ่งขึ้นไม่ช้าไม่เร็ว จากนั้นค่อยย่ำเท้าซ้ำๆ!
ริ้วลายสลักนูนบนพื้นผิวเสาหินส่องแสงสว่างขึ้นมาในทันใด ทั่วทั้งเสาหินประหนึ่งกลายเป็นลำแสงที่สาดประกายโชติช่วงออกมาต้นหนึ่ง
หัวหน้าค่ายชื่อหลิงที่อยู่เบื้องล่างพลันรู้สึกถึงแรงกดที่เพิ่มขึ้นมหาศาล ไม่เพียงน้ำหนักเสาหินที่เพิ่มมากขึ้น แม้แต่พลังปราบปรามพันธนาการอันพันลึกพันลือนั่น ก็เปลี่ยนเป็นแกร่งกล้าขึ้นมาฉับพลันเช่นกัน
เขาในยามนี้ ไม่ต้องเอ่ยว่าจะโยนเสาหินทิ้งไป กระทั่งยืนอยู่ในอากาศล้วนทำไม่ได้ ร่างกายถูกดันกดให้ร่วงลงด้านล่าง!
หัวหน้าค่ายชื่อหลิงมีความคิดต้องการจะปัดแรงกดให้หลุดพ้น จากนั้นตนก็เร่งความเร็วตกลงเพื่อสลัดเสาหินไป แล้วจึงเบี่ยงหลบไปด้านข้าง
เวลานี้เขาไม่มีเวลาจะเฝ้าป้องกันประตูลอยฟ้าแล้วเช่นกัน
ถึงกระนั้นเนื่องด้วยพลังปรามปราบพันธนาการเป็นเหตุ หัวหน้าค่ายชื่อหลิงจึงค้นพบด้วยความกลัดกลุ้ม ไม่เพียงโดยรอบทั้งสี่ด้านถูกพันธนาการหมดหนทางหลีกหนี กระทั่งอากาศเปล่าเบื้องล่างยังคล้ายกับแข็งตัวไปแล้วเช่นกัน
ทั้งตัวเขาราวกับถูกบรรจุอยู่ภายในภาชนะหนึ่งที่ไร้รูปร่าง มีปากทางเพียงด้านบนเท่านั้น
ทว่าตรงนั้นกลับมีฝาปิดอันหนักอึ้งทำให้เขายากจะเปิดออก พร้อมทั้งจมลงไปตลอดเวลา บีบอัดพื้นที่ว่างของเขาให้เล็กลงไปอีกขั้น
“นี่มันของบ้าอะไรกันนี่? ของล้ำค่าที่พิลึกพิลั่นเช่นนี้ นึกไม่ถึงว่าจะถูกหลอมกลายสภาพโดยจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์คนหนึ่ง” หัวหน้าค่ายชื่อหลิงเดือดพล่านเป็นฟืนเป็นไฟ ร่างถูกเสาทางเดินวังเทพปราบปรามบีบให้ร่วงลงไปเป็นทางยาว
คลื่นเพลิงที่โหมซัดกระหน่ำไล่หลังโดยรอบ ชั่วขณะนี้ดับลงไปจำนวนมากเช่นกัน ทยอยกระจายถอยออกไปทั้งสี่ทิศ
แน่นอนว่าหัวหน้าค่ายชื่อหลิงไร้พลังจะขัดขวางอยู่หน้าประตูลอยฟ้าอีกต่อไป
ประตูแสงปรากฏเบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกออีกหน
เยี่ยนจ้าวเกอไม่พูดพร่ำทำเพลง โยนอาหู่เข้าไปในประตูแสงก่อนทันที
ยามนี้หัวหน้าค่ายชื่อหลิงที่อยู่เบื้องล่างส่งเสียงร้องเดือดดาลออกมาครั้งหนึ่ง
บนร่างเขาพลันมีเสื้อคลุมแสงสีดำตัวหนึ่ง ทว่าเปล่งแสงสุกใสปรากฏขึ้นขึ้นมา เป็นอาวุธวิญญาณระดับล่างชิ้นหนึ่ง
อาวุธวิญญาณติดมือของหัวหน้าค่ายชื่อหลิง พังเสียหายลงในระหว่างหลบหนีช่วงหลายปีที่ผ่านมาตั้งนานแล้ว อาวุธวิญญาณระดับล่างในตอนนี้ เป็นอาวุธที่เขาช่วงชิงมาจากมือของคนอื่น
ยามใช้ไม่คล่องมือ หากแต่ก็ยังดีเสียกว่าไม่มี
ด้วยแรงหนุนจากพลังอาวุธวิญญาณ หัวหน้าค่ายชื่อหลิงหยุดร่างกายตนเองไม่ให้ตกลงไปได้อีกครั้ง ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมอ่อนข้อต่อกันชั่วขณะหนึ่ง
หัวหน้าค่ายชื่อหลิงรู้สึกได้รางเลือนว่า พลังปรามปราบของเสาหินกำลังอ่อนแอลง
เยี่ยนจ้าวเกอขับเคลื่อนเสาทางเดินวังเทพ แต่ก็ไม่ได้ผลาญพลังจนหมดสิ้น กระนั้นอย่างไรเวลาที่ใช้เสาหินนี้ก็ยังมีจำกัด
ชายชราคว้าโอกาสเอาไว้ ดวงหน้าแดงก่ำฉับพลัน ขับเคลื่อนวิชาต้องห้ามกระตุ้นร่างกายตนเอง พลังยกระดับขึ้นอีกขั้น ยันเสาหินขึ้นได้อย่างเหลือเชื่อ!
ทว่าหายนะของมิติเวลาต่างแดนแห่งนี้ ได้มาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายแล้วเช่นกัน
รอยแยกฟ้าดินฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยตลอดเวลา การดำรงอยู่ของสรรพสิ่งในมิติ ถูกความว่างเปล่าอันมืดมนจำนวนมากกลืนกิน
ท่ามกลางความสงัดเงียบ ผืนฟ้าพลันแตกระแหง มิติทลายออกเป็นสองฟาก!
หัวหน้าค่ายชื่อหลิงร้อนใจอย่างยิ่ง ถึงเวลาที่การสลายสิ้นของมิติต่างแดนได้ย่างกรายใกล้ตรงหน้าแล้ว หากไม่ปลีกตัว ก็ต้องถูกฝังอยู่ที่นี่
ความน่าประหวั่นพรั่นพรึงของมิติที่พังทลาย ก็คือเขาหมดแรงต่อต้าน จะถูกทำให้มลายสูญในชั่วพริบตาเช่นกัน
ทันใดนั้น เหนือศีรษะเขาพลันเบาหวิว เสาหินหดเล็กอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนกลับมาเป็นรูปร่างกระบองสั้นอีกครา คืนสู่มือของเยี่ยนจ้าวเกอ
หัวหน้าค่ายชื่อหลิงเงยหน้าทอดมองไป เห็นชยหนุ่มยืนอยู่บนขอบประตูแสง ชูมือมาทางเขาทำท่าทางพิสดารท่าหนึ่ง
เยี่ยนจ้าวเกอยื่นมือขวาออกมา นิ้วหัวแม่มือตั้งขึ้น นิ้วชี้เหยียดออกชี้ทางหัวหน้าค่ายชื่อหลิง นิ้วอื่นทั้งสามรวบไว้ คล้ายท่าลั่นไกก็ไม่ปาน “เดรัจฉานเฒ่า ลาก่อน”
เศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าอันน่าหวาดหวั่น ฉายแสงอสนีบาดฟาดกระหน่ำมาจากเหนือศีรษะของเยี่ยนจ้าวเกอ!
บทที่ 244
เศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าเปลี่ยนรูปเป็นมุกวิเศษสีม่วง สาดแสงสายฟ้าสีม่วงอมน้ำเงินวิบวับจ้าตา
เยี่ยนจ้าวเกอยืนอยู่ตรงขอบประตู มือหนึ่งเก็บกระบองหินสั้นกลับ มืออีกข้างหนึ่งทำท่าลั่นไกปืนไปทางหัวหน้าค่ายชื่อหลิง
นิ้วหัวแม่มือขวาที่ตั้งขึ้น กดต่ำลงทันใด นิ้วชี้ยกขึ้นแผ่วเบาประหนึ่งปากกระบอกปืน คล้ายกับรับแรงดีดจากการลั่นไกก็ไม่ปาน
ดวงตาราชันสายฟ้าที่อยู่ด้านบนเหนือศีรษะ ก็ทอแสงสายหนึ่งฉับพลัน ตามท่าทางนี้ของเยี่ยนจ้าวเกอเช่นกัน
ชั่วขณะนั้นประดุจราชาจักรพรรดิบงการสายฟ้า กะพริบตาเบาๆ ครู่หนึ่ง
จากนั้นภายในมิติต่างแดนที่แต่ไรมีทัศนียภาพราวกับวันสิ้นโลก ก็พลันเปล่งแสงอสนีบาตที่เปี่ยมล้นด้วยกลิ่นอายของความพินาศย่อยยับสายหนึ่งขึ้นมา
แสงสายฟ้าตรงดิ่งทะลุผ่านอากาศเปล่าอย่างขวักไขว่ โจมตีถึงตรงหน้าหัวหน้าค่ายชื่อหลิงในชั่วพริบตา
มิติต่างแดนกำลังจะพังทลายสูญสิ้น บัดนี้หัวหน้าค่ายชื่อหลิงไม่สนใจสิ่งอื่นใด จดจ่อพุ่งพรวดมาทางประตูแสง
เขาไม่มีเวลาจะสนใจเยี่ยนจ้าวเกอเป็นการชั่วคราวแล้วเช่นกัน ขอเพียงปลีกกายออกจากมิติต่างแดนแห่งนี้ผ่านประตูลอยฟ้าให้ได้ก่อน จากนั้นค่อยคิดหาวิธีกำจัดชายหนุ่มก็ได้
ต่อให้หนนี้ไม่ได้ ก็ยังมีครั้งต่อไป และครั้งต่อๆ ไปอีก
เขาเป็นมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณผู้หนึ่ง อยากจะสังหารจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์คนหนึ่ง อย่างไรก็ต้องหาโอกาสได้ในที่สุด
กระนั้นตอนที่หัวหน้าค่ายชื่อหลิงพุ่งถลายังประตูแสงอย่างว่องไวอยู่นั้น เยี่ยนจ้าวเกอก็ขับเคลื่อนเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้า สายฟ้าผ่าแสกหน้าในหนเดียวพอดิบพอดี!
พลังที่ฟาดเข้าใส่ชั่วพริบตาลุกไหม้พลังของตนทั้งหมด การโจมตีครั้งนี้นำพามาซึ่งความบ้าระห่ำถึงที่สุด แม้กระทั่งเป็นพลังที่เหนือกว่าขีดสูงสุด!
หัวหน้าค่ายชื่อหลิงเบิกตาโพลง ท่ามกลางเสียงตะโกนบ้าคลั่ง ปราณดั้งเดิมพรั่งพรู สองหมัดต่อยออกไปพร้อมกัน
แสงอัสนีและเพลิงคุโชนชนปะทะตัดสลับกันอยู่ระหว่างฟ้าดิน พริบตาเดียวเปิดฉากโครมครามขึ้นฉากหนึ่ง!
หากเป็นเวลาอื่น สายฟ้าชั่วพริบตาหนเดียวของเยี่ยนจ้าวเกอนี้จะทำอะไรหัวหน้าค่ายชื่อหลิงได้หรือไม่ นั่นต้องดูกันอีกครั้ง
ทว่าจุดหัวเลี้ยวหัวตัวสำคัญปัจจุบันนี้ ไม่ว่าพลังความสามารถหัวหน้าค่ายชื่อหลิงจะแบกรับไว้ได้หรือไม่ ชั่วครู่นี้ล้วนหมายชีวิตอันแก่เฒ่าของเขาแล้ว!
การพุ่งพรวดไปยังประตูแสงถูกตัดขาดโดยพลัน ทั้งร่างยังกระเด็นกลับหัวกลับออกไปเสียอีก!
ฟ้าดินที่แต่ไรแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แล้ว บัดนี้สั่นสะเทือนโครมคราว แตกกระจุยออกมาโดยสิ้นเชิง ตัวมิติต่างแดนเอง รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างภายในนั้น ล้วนหายสาบสูญไปในอากาศเปล่า!
หัวหน้าค่ายชื่อหลิงแผดเสียงกราดเกรี้ยวที่ทั้งสิ้นหวังอีกทั้งไม่ยินยอมออกมา
บัดนี้เขาทำได้เพียงเบิกตาค้างมองดูเรือนกายเลือดเนื้อของตนแหลกสลายไปทีละนิดๆ แม้จะดูเหมือนเชื่องช้า แท้จริงกลับรวดเร็ว!
หมดกำลังดิ้นรน ยากจะย้อนคืน!
หัวหน้าค่ายชื่อหลิงจดจ้องบริเวณไกลออกไปราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ที่นั่น บานประตูลอยฟ้าที่เปล่งแสงระยิบระยับก็กำลังมลายหายไปอย่างแช่มช้าเช่นกัน
ในประตูแสง เยี่ยนจ้าวเกอเก็บเศษชิ้นส่วนเนตรแห่งอัสนีไว้ที่เสาทางเดินวังเทพ เสื้อคลุมขนกระเรียนเองก็โอนอ่อนผ่อนตามลู่ลงจากไหล่มาเช่นกัน
ถึงแม้ว่าจิตใจจะเซื่องซึมอยู่บ้าง ทว่าขณะนี้ทรงผมเยี่ยนจ้าวเกอไม่ยุ่งเหยิง เสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อย ราวกับคุณชายผู้มีอิริยาบถสง่างดงามคล่องแคล่วอย่างไรอย่างนั้น
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูหัวหน้าค่ายชื่อหลิงดับสูญไปพร้อมกับมิติต่างแดน พลางอมยิ้มและโบกมือให้กับเขาเบาๆ ด้วยท่าทีเอ้อระเหย “แก้คำสักหน่อย ควรเป็นไม่พบพานกันอีกถึงจะถูก ลาขาดกันชั่วนิรันดร์แล้ว”
หัวหน้าค่ายชื่อหลิงอยากจะแผดเสียงร้อง แต่กลับเปล่งเสียงไม่ออกเสียแล้ว
เขาจนถึงชั่วขณะสิ้นชีพนี้ล้วนยากจะปักใจเชื่อ เขาเป็นถึงยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณระยะต้น สง่างามน่าเกรงขาม ทว่าบัดนี้ต้องตายในเงื้อมมือจอมยุทธ์ปรมาจารย์คนหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ!
ถึงแม้ว่าจะถูกเสาทางเดินวังเทพปรามปราบ กระนั้นขอเพียงเวลาสักนิดให้แก่เขา แรงสะท้อนกลับของเยี่ยนจ้าวเกอเองจะใช้การไม่ได้ ถูกเขาพุ่งทำลายการปรามปราบเป็นแน่
แม้เยี่ยนจ้าวเกอจะมีเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าในครอบครอง หากแต่ที่จะสามารถสร้างพลังคุกคามมหาศาลกับเขาได้ มีเพียงพลังการโจมตีเดียวเท่านั้น ซึ่งหากเขาโต้ตอบอย่างระมัดระวัง ไม่แน่นักว่าจะถูกโจมตีตรงเป้า
และถึงแม้เยี่ยนจ้าวเกอจะมีปีกเซียนกระเรียน ทว่าต่อหน้าเขา ก็ทำได้เพียงใช้เพื่อเหินบินหลบหนีเพียงแค่นั้นเช่นกัน หากยืดเวลาให้แก่เขาอีกนิดหน่อย เขายังคงสามารถขวางกั้นทางไปของชยหนุ่มได้ ทำให้อีกฝ่ายหมดหนทางหนี
เห็นชัดว่าระดับพลังความสามารถตนนั้นแกร่งกว่ามากมายเพียงนั้น
เห็นชัดว่าต่อให้เยี่ยนจ้าวเกอมีของวิเศษมากมาย ก็ใช่ว่าเขาจะไม่มีโอกาส
เห็นชัดว่าเขายึดกุมตำแหน่งบานประตูลอยฟ้าได้ก่อน
เห็นชัดว่าเยี่ยนจ้าวเกอไม่มีพลังและของล้ำค่าที่จะสังหารเขาได้แน่…
ทว่าผลสุดท้าย กลับเป็นเขาที่สิ้นชีพอยู่ภายในมิติต่างแดนที่ดับสูบนี้ มลายสิ้นไปพร้อมกับโลกหล้าใบนี้!
หัวหน้าค่ายชื่อหลิงเพ่งมองประตูว่างเปล่าและเยี่ยนจ้าวเกอค่อยๆ หายไป ในใจเปี่ยมไปด้วยความไม่ยินยอม
รู้เราไม่รู้เขา…
ถึงแม้เยี่ยนจ้าวเกอตอนนี้แทบจะเลื่องชื่อไปทั่วหล้าแล้วก็ตาม ทว่าหัวหน้าค่ายชื่อหลิงปรากฏตัวฉับพลันยามนี้ ความเข้าใจที่มีต่อผู้เยาว์คนนี้ ยังคงจำกัดอย่างยิ่ง
เสี่ยงอันตรายเข้าสู่มิติต่างแดนที่กำลังจะสูญสิ้นแห่งนี้ไล่สังหารเยี่ยนจ้าวเกอ ถือเป็นความผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้นเชียวหรือ?
หัวหน้าค่ายชื่อหลิงพาความคิดสุดท้ายในสมอง มลายสิ้นไปในความว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง มหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณผู้หนึ่ง ตายไปอย่างไร้สุ้มเสียงแล้ว!
เยี่ยนจ้าวเกอทะลุผ่านประตูแสง สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดราวกับร่างกายฉีกเป็นชิ้นก็ไม่ปาน หากเทียบกับหนแรกก่อนหน้านี้ ความรู้สึกในเวลานี้กระจ่างชัดยิ่งกว่า
ครั้นออกจากประตูแสง กลับสู่โลกแปดพิภพอีกครั้ง เยี่ยนจ้าวเกอหันศีรษะกลับไปมองประตูแสงที่ค่อยๆ เลือนหายไป ก่อนจะเบะปากเล็กน้อย “การเดินทางหนนี้ช่าง…”
การขับเคลื่อนเสาทางเดินวังเทพกับเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้า ทำให้เยี่ยนจ้าวเกออ่อนแรงอย่างยิ่งยวด อ่อนเพลียเสียยิ่งกว่าการต่อสู่ที่ก้นทะเลสาบปิดนภาคราวก่อนอีก
หากแต่จิตใจของเขายังคงดีเยี่ยม เพราะเข้าไปยังมิติต่างแดนที่ชาวกระเรียนล่องลอยทิ้งไว้ กลับออกมามีของเต็มไม้เต็มมืออย่างมาก
ครั้นเยี่ยนจ้าวเกอสัมผัสพื้นดิน ก็แลเห็นเครื่องหยกที่ปลุกค่ายกลวิญญาณขึ้นแตกเป็นเสี่ยงๆ กลายเป็นผุยผงหมดสิ้น
อาหู่คอยท่าอยู่ด้านข้าง นอกจากนั้นแล้วยังมีสวีเฟยที่เฝ้ารักษาค่ายกลวิญญาณจากเครื่องหยกรออยู่ทางโลกแปดพิภพ ทั้งคู่ล้วนรุดหน้าเข้ามา “ไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
เยี่ยนจ้าวเกอดีดนิ้วครั้งหนึ่ง ยิ้มพลางเอ่ย “หลังจากวันนี้ไป พวกเราน่าจะไม่พบบุคคลฉายานามว่าหัวหน้าค่ายชื่อหลิงผู้นี้อีกแล้ว”
อาหู่กลับสูดหายใจคำหนึ่ง ก่อนจะอ้าปากกว้างหัวเราะแหยๆ กลับไม่รู้ควรเอ่ยเช่นไรดี
สวีเฟยเองก็เผยสีหน้าตกตะลึงออกมาอย่างหาได้ยากเช่นกัน เขาหลุดออกจากภวังค์มาก่อน “จริงสิ ข้าเร่งตามศิษย์น้องเฟิงกลับมาก่อน”
หลังอาหู่กลับมายังโลกแปดพิภพผ่านทางประตูแสง และอธิบายสถานการณ์คร่าวๆ ให้ฟังแล้ว สวีเฟยก็ส่งเฟิงอวิ๋นเซิงไปตามมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณสำนักเขากว่างเฉิงที่อยู่ใกล้กับเมืองซู่โจวมากที่สุดมาหนุนหลัง
เขาเองหยุดอยู่ที่ประตูแสงค่ายกลวิญญาณแห่งนี้ กำลังเตรียมหนุนหลังเยี่ยนจ้าวเกอพร้อมกับอาหู่อีกครั้ง ผลลัพธ์คือแลเห็นเยี่ยนจ้าวเกอเดินเอ้อระเหยออกมาจากในมิติลึกลับนั้นอย่างสบายอารมณ์
ตอนนี้ต่อให้หัวหน้าค่ายชื่อหลิงยังรอดชีวิตกลับมา มิติต่างแดนแหลกเป็นจุณโดยสิ้นเชิง ประตูแสงเองก็หายสาบสูญเช่นกัน ก็ไม่ต้องกังวลว่าเขาจะมาไล่สังหาร เมืองซู่โจวแห่งนี้ย่อมก็ไม่ต้องไปตามยอดฝีมือมหาปรมาจารย์อื่นมาเช่นกัน รายงานสถานภาพกองกำลังเท็จเปล่าประโยชน์
เฟิงอวิ๋นเซิงที่สวีเฟยตามกลับมา หลังนางเข้าใจสถานการณ์แล้ว ก็มีสีหน้าเหลือเชื่อเช่นเดียวกัน
หัวหน้าค่ายชื่อหลิงผู้นั้นเป็นมหาปรมาจารย์ระดับชั้นกำเนิดญาณผู้หนึ่ง ทั้งยังเป็นมหาปรมาจารย์ที่ได้ฟูมฟักญาณวรยุทธ์ของตนเอง หลอมปราณจิตราเป็นปราณดั้งเดิมแล้ว
แม้จะเป็นจอมยุทธ์ระดับมหาปรมาจารย์เช่นเดียวกัน หากแต่มหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิต กับมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณล้วนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เยี่ยนจ้าวเกอนั่งลงขัดสมาธิ พลางปรับลมปราณฟื้นฟูปราณดั้งเดิม ก่อนจะอมยิ้มกล่าว “มีความบังเอิญพร้อมสรรพ สุดท้ายแล้ว ที่สังหารหัวหน้าค่ายชื่อหลิงแท้จริงแล้วคือมิติต่างแดนแห่งนั้น หากไม่ใช่มิติต่างแดนพังทลายสูญสิ้น กลอุบายของข้าตอนนี้ยากจะปลิดชีวิตเขาได้”
“หลังจากเขาปะทะข้าอยู่หลายระลอก คนที่ลำบากน่าจะเป็นข้าแล้ว”
สวีเฟยมองเยี่ยนจ้าวเกอ “ข้าได้ฟังหู่ถิงเล่าแล้ว เจ้าคิดวางแผนใช้ประโยชน์จากการพังทลายของมิติสังหารเขาตั้งแต่แรกเริ่ม เพื่อการนี้ยังถ่วงเวลาออกไปบ้างโดยเฉพาะ แล้วค่อยรีบกลับมาทางประตูแสงค่ายกลวิญญาณนี้ใช่หรือไม่?”
“น่าละอายใจนัก แผนการยังคงมีความคลาดเคลื่อนอยู่เล็กน้อย มิติพังทลายช้ากว่าที่ข้าคาดการณ์ไว้อยู่นิดหน่อย ด้วยสถานการณ์รูปแบบนี้ เวลาชั่วพริบตาเดียว รูปการณ์ล้วนแปรเปลี่ยนได้ เพราะฉะนั้นร่างกายจึงเกือบเสื่อมทรุด เคราะห์ดีที่ผลสุดท้ายยังคงสำเร็จ” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม
เฟิงอวิ๋นเซิง อาหู่ และสวีเฟย ทั้งสามนำมือกุมหน้าผากอย่างพร้อมเพรียง “เจ้าวางแผนไว้ก่อนแล้วจริงๆ ด้วย เรื่องจำพวกนี้ก็สามารถวางแผนอย่างแม่นยำยิ่งได้เช่นกันอย่างนั้นหรือ?”
บทที่ 245
อาหู่มองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยใบหน้าเลื่อมใสศรัทธา “คุณชาย ท่านช่างฉกาจจริงๆ นี่ไม่เหมือนเช่นตาเฒ่าเหยียนซวี่ที่เจ็บสาหัสในตอนแรก หัวหน้าค่ายชื่อหลิงเมื่อครู่นี้อยู่ในช่วงที่มีพลังสูงสุด ไม่ว่าจะใช้อุบายอะไรก็ตาม ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะท้ายท้ารบสังหารมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณสิ้นชีพ นี่เกรงว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์กระมัง?”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มพลางส่ายศีรษะ “เหมือนกับตอนนั้นที่เหยียนซวี่ถูกท่านอาจารย์ลุงอัดจนหวิดเอาชีวิตไม่รอด อันที่จริงคราวนี้เองก็ไม่อาจนับ เฉกเช่นหากเป็นท่านพ่อจับกุมหัวหน้าค่ายชื่อหลิง สะกดพลังพลังฝึกปรือเอาไว้ จากนั้นข้าสังหารเขา นั่นก็ยังคงเป็นข้าปลิดชีวิตมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณคนหนึ่งเช่นกัน หากแต่นั่นจะเป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การอวดอ้างหรือ? เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่”
สวีเฟยเองคงตบไหล่เยี่ยนจ้าวเกอเบาๆ “หากไม่ต้องเสี่ยงภัยได้ ก็ไม่ต้องเสี่ยงภัยจะเป็นการดี เจ้าพลาดพลั้งครั้งเดียว ท่านอาจารย์ลุงจะเสียใจยิ่ง”
ชายหนุ่มได้ยินดังนั้น รอยยิ้มบนดวงหน้าพลันคลายลง ผงกศีรษะกล่าว “ที่ศิษย์พี่สวีกล่าวก็ถูกต้อง”
ตัวศิษย์พี่สวีท่านนี้ ผจญสถานที่อันตรายซึ่งรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้ ฮึกเหิมไม่หวาดหวั่น แม้จะพูดจาสนุกสนานจนติดเป็นนิสัย ทว่าเขาไม่หวังจะเห็นคนร่วมสำนักตนผจญอันตราย
สีหน้าเศร้าสลดปรากฏวาบบนดวงหน้าเขาแล้วหายไป เห็นได้ชัดว่าคะนึงถึงสือเถี่ยอาจารย์สำนักตน เป็นความเศร้าโศกที่คนผมขาวส่งศพคนผมดำ
สวีเฟยมีความสัมพันธ์กับสือเถี่ยเสมือนบุตรบิดา ในปีนั้นมองสือซงเทาประดุจพี่ชายในสายเลือดเฉกเช่นเดียวกัน
เรื่องราวในปีนั้น เป็นความผิดหวังเสียใจชั่วชีวิตสือเถี่ย สำหรับสวีเฟย ก็รู้สึกเป็นทุกข์อยู่ในใจเช่นเดียวกัน
เยี่ยนจ้าวเกอมองสีหน้าท่าทางสวีเฟย ก็รับรู้ว่าเขานึกถึงบุตรบิดาสือเถี่ยขึ้นมาอีกแล้ว
เขามองดูสวีเฟย ก่อนจะทอดถอนใจครั้งหนึ่ง นิ่งเงียบไม่พูดจาเช่นเดียวกัน
ถึงแม้ว่าอาหู่กับเฟิงอวิ๋นเซิงจะไม่เข้าใจสวีเฟยเหมือนดั่งเยี่ยนจ้าวเกอเช่นนั้น ทว่าขณะนี้ต่างก็ไม่พูดจาล้อเล่นต่อไปอีก
ครั้นสวีเฟยได้สติกลับมา เขาก็ปรบมือยิ้มเอ่ย “จะว่าไปแล้ว หัวหน้าค่ายชื่อหลิงน่าจะเป็นยอดฝีมือที่สุดของสายค่ายห้าวิญญาณที่ดำรงอยู่ตอนนี้ เขาสิ้นชีพด้วยน้ำมือจ้าวเกอ แม้จะกล่าวไม่ได้ว่าค่ายห้าวิญญาณสลายตัวไปจนหมดสิ้น แต่ก็ยากเป็นยิ่งที่จะซัดคลื่นลมใหญ่ขึ้นมาแล้ว เจ้าสร้างความดีความชอบใหญ่หลวง ให้กับสำนักเขากว่างเฉิงของพวกเราอีกครั้งแล้ว”
“เพียงแต่น่าเสียดาย เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเจ้าผู้เดียว ขาดประจักษ์หลักฐาน หากจะขอเบื้องบนประทานความชอบให้เจ้า อาจจะมีความยากอยู่เล็กน้อย”
“หากแต่ ถ้าหัวหน้าค่ายชื่อหลิงสูญหายไม่เห็นเงาต่อเนื่องตลอดสองสามปีหรือกระทั่งสิบกว่าปีล่ะก็ กลับพอถูไถนับว่าเป็นหลักฐานได้เช่นกัน”
สวีเฟยยิ้มพลางมองเยี่ยนจ้าวเกอ “แต่จะว่าไปแล้ว ความชอบในการสังหารหัวหน้าค่ายชื่อหลิงแม้จะไม่เล็กน้อย แต่ก็เทียบไม่ได้กับคุณูปการใหญ่หลวงหลายเรื่องก่อนหน้านี้ของเจ้า”
“ตอนนี้สำนักบำเหน็จเจ้าจนใกล้จะไม่มีอะไรให้บำเหน็จแล้ว รอผ่านไปสักสองสามปี หรือสิบกว่าปี ความชอบในการปลิดชีพหัวหน้าค่ายชื่อหลิงเกรงว่าจะยิ่งไม่สลักสำคัญเท่าไรสำหรับเจ้าแล้ว”
เยี่ยนจ้าวเกอโบกมือ “ยุงจะเล็กกระจิริดเพียงใดก็เป็นเนื้อเช่นกัน ถูกหรือไม่?”
สวีเฟยมองทางเยี่ยนจ้าวเกอ จากนั้นย้ายไปมองยังเฟิงอวิ๋นเซิง ยิ้มกล่าว “ฟังดูวาจานี้เข้าสิ มหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณผู้น่าเกรงขามคนหนึ่ง กลายเป็นยุงในสายตาเขาเสียแล้ว นี่ต้องลำพองถึงขั้นไหน?”
“ศิษย์น้องเฟิงเจ้าเข้าใจเขามากกว่าจริงๆ ด้วย ต่อหน้าข้าแสร้งถ่อมตน ไม่แน่ว่าภาคภูมิอยู่ในใจสักเพียงใด”
เฟิงอวิ๋นเซิงและอาหู่ต่างก็หัวเราะเสียงดังขึ้นมาพร้อมกัน เยี่ยนจ้าวเกอยักไหล่ ยิ้มแต่ไม่เอื้อนเอ่ย
กำจัดหัวหน้าค่ายชื่อหลิง สำนักบำเหน็จรางวัลหรือไม่ อันที่จริงกลับไม่สลักสำคัญอะไร หากแต่ในที่สุดแล้วเป็นเรื่องที่สบายใจเรื่องหนึ่ง
ด้วยความเร็วในการพัฒนาของเยี่ยนจ้าวเกอตอนนี้ สุดท้ายต้องมีสักวันที่หัวหน้าค่ายชื่อหลิงไม่เป็นภัยคุกคามอีก
กระนั้นก่อนหน้าที่เวลานั้นจะมาถึง ถูกมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณผู้หนึ่งคิดตามล้างแค้นอยู่เสมอ ย่อมทำให้คนไม่สุขสบายใจนัก
ยิ่งไปกว่านั้น มหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณผู้นี้กระทำการเกินควรอยู่บ้าง เพราะคนที่เขาเกลียดชังที่สุดคือบิดาของเยี่ยนจ้าวเกอ เยี่ยนตี๋
ทว่าเยี่ยนตี๋นั้น หัวหน้าค่ายชื่อหลิงเอาชนะไม่ได้อย่างแน่นอน หากเขากล้าปรากฏกายเบื้องหน้าเยี่ยนตี๋ คงจะถูกเยี่ยนตี๋ฟาดปลิดชีพด้วยฝ่ามือเดียวทันใด
ผู้ที่สูงวัยกว่าเอาชนะไม่ได้ ฉะนั้นเป้าหมายของหัวหน้าค่ายชื่อหลิงจึงจดจ้องอยู่ที่ผู้ที่อ่อนวัยกว่า จดจ้องอยู่ที่เยี่ยนจ้าวเกอ
หากรอจนพลังความสามารถและพลังฝึกปรือของเยี่ยนจ้าวเกอพัฒนาไม่หยุดยั้ง ในเวลาที่แม้แต่เขาก็เอาชนะเยี่ยนจ้าวเกอ เขาย่อมไม่มาหาชายหนุ่มแน่
สามารถกำจัดหัวหน้าค่ายชื่อหลิงได้อย่างว่องไวหมดจด ตัดไฟเสียแต่ต้นลม เยี่ยนจ้าวเกอพึงพอใจอย่างยิ่งยวด เรียกได้ว่าเป็นผลพลอยได้ที่เหนือความคาดหมาย
อีกทั้ง แม้ว่าจะมีโชคอยู่บ้างมากน้อยเพียงใด แต่เยี่ยนจ้าวเกอเข้ามายังมิติต่างแดนที่ชาวกระเรียนล่องลอยหลงเหลือไว้ครานี้ ก็ได้รับสิ่งของอุดมสมบูรณ์ยิ่งเช่นกัน
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวลาพวกสวีเฟยและเฟิงอวิ๋นเซิงแล้ว กลับไปที่พำนักของตน เริ่มสำรวจของวิเศษมากมายที่หามาได้คราวนี้
ที่เตะตาเป็นสิ่งแรก แน่นอนคือเป้าหมายแรกเริ่มในการเดินทางครั้งนี้ของเยี่ยนจ้าวเกอ ศิลาเซียนส่องชะตา
ของสิ่งนี้ เยี่ยนจ้าวเกอรู้เพียงว่าชาวกระเรียนล่องลอยมีอยู่ในมือเช่นกัน หากแต่เก็บไว้ในมิติต่างแดนแห่งนั้นหรือไม่นั้น กลับเป็นเรื่องที่ยากจะยืนยันล่วงหน้าไปก่อน
“เห็นทีโชคของข้ายังไม่ย่ำแย่เกินไปนัก” เยี่ยนจ้าวเกอจับศิลาเซียนส่องชะตาเล่นในมือ มุมปากเผยรอยยิ้มออกมาหลายส่วน
มีศิลาเซียนส่องชะตาแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปคิดวิธีหาของทดแทนอีก
หลังตนเองย่างสู่ขั้นฝ่านภา สั่งสมตกตะกอนสักหน่อย ก็สามารถเริ่มทดลองปะทะคูน้ำกั้นระดับมหาปรมาจารย์ได้
แน่นอนแล้วว่าใฝ่สูงมุ่งมั่น สอดคล้องความเป็นจริง ถัดจากนี้มุ่งทะลวงถึงขั้นฝ่านภาก่อนค่อยว่ากัน
ทว่าสำหรับสั่งสมของเยี่ยนจ้าวเกอตอนนี้แล้ว ไม่ยากปานใด
นอกจากศิลาเซียนส่องชะตาแล้ว ยังมีของตื่นตาตื่นใจเหนือคาดชิ้นหนึ่ง แน่นอนว่าคือปีกเซียนกระเรียนชิ้นนี้
ผ่านการก่อกวนจากหัวหน้าค่ายชื่อหลิงครั้งหนึ่งแล้ว สูญเสียพลังชีวิตของปีกเซียนกระเรียนอย่างมาก เฉกเช่นดวงตาราชันสายฟ้าอย่างไรอย่างนั้น ไม่อาจใช้การได้ในระยะอันสั้นนี้
หากแต่ หลังจากผ่านการบ่มเพาะบำรุงของเยี่ยนจ้าวเกอผู้เป็นเจ้าของคนนี้ คอยจนปีกเซียนกระเรียนฟื้นฟูปราณดั้งเดิม ก็สามารถเฉิดฉายท่วงท่าสง่างามได้อีกครั้ง
ที่วางไว้กับศิลาเซียนส่องชะตาบนโต๊ะเตี้ยตอนแรก ยังมีของอื่นอีกหลายอย่าง ซึ่งเยี่ยนจ้าวเกอหอบเอาออกมาพร้อมกัน
ในนั้นมีขวดโอสถ ภายในบรรจุโอสถลูกกลอนที่ชาวกระเรียนล่องลอยกลั่นเอาไว้ตอนนั้น หากแต่ผ่านไปเป็นเวลายาวนานอย่างยิ่ง ตั้งแต่ยุคสมัยก่อนวิกฤตการณ์จวบจนถึงปัจจุบัน
โอสถลูกกลอนบางส่วนยังคงมีฤทธิ์โอสถ บางส่วนปราณวิญญาณกลับค่อยๆ สลายไปจนสิ้น
เยี่ยนจ้าวเกอกลับไม่ได้สนใจสิ่งนี้เป็นพิเศษ ความสนใจของเขาตอนนี้ ถูกของอีกอย่างหนึ่งดึงดูดไว้
นั่นคือม้วนภาพที่ทำจากหนังสัตว์แผ่นหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นสัตว์อะไร
เขาแผ่ม้วนภาพออกมา เห็นด้านบนว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย มีเพียงภาพลวดลายทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสหนึ่งเดียวอยู่ใจกลางเท่านั้น
ดูไปแล้วภาพลวดลายนี้ น่าจะเป็นตราประทับบางอย่างประทับทิ้งเอาไว้
ครั้นมองดูไปอย่างละเอียด ก็เห็นว่าภาพลวดลายนั้นคล้ายเป็นดวงอาทิตย์ดวงหนึ่ง
เห็นได้ชัดว่าภาพลวดลายเก่าแก่โบราณอย่างยิ่ง ทว่าด้วยการจับจ้องของเยี่ยนจ้าวเกอ กลับรู้สึกถึงความแสบร้อนที่ดวงตาพักหนึ่ง ราวกับว่ากำลังจ้องมองดวงอาทิตย์จริงๆ อย่างไรอย่างนั้น
ม้วนหนังสัตว์นี้คือสิ่งของของชาวกระเรียนล่องลอย เก็บไว้อยู่ในมิติต่างแดน ก่อนหน้าวันนี้ที่เยี่ยนจ้าวเกอและหลินโจวจะเข้าไป ก็เก็บรักษาอยู่ที่นั่นอย่างดีมาโดยตลอด นับเป็นวัตถุโบราณก่อนวิกฤตการณ์ใหญ่ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ในปัจจุบันอย่างแน่นอน
ทว่าเท่าที่เยี่ยนจ้าวเกอทราบ สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่หลังวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ขุดค้นซากอารยธรรมวิถีวรยุทธ์คนรุ่นก่อนเฉกเช่นเดียวกัน แล้วผนึกรวมกับความเข้าใจซึ้งของตนพัฒนาสำนักขึ้นมา หากจะไล่ย้อนกลับขึ้นไป ก็มีเส้นทางที่ย้อนสู่ก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ได้เช่นเดียวกัน
เยี่ยนจ้าวเกอลูบคางตนเอง “ตราประทับนี้ บางทีอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับการสืบทอดคัมภีร์เทพดวงอาทิตย์ในตำนานนั่นก็เป็นได้ แต่ไม่รู้ว่าลวดลายจารึกชุดหนึ่งไปอยู่ในมือชาวกระเรียนล่องลอยได้อย่างไรกัน”