236-240

บทที่ 236
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูประตูลวงตาที่อยู่บริเวณศูนย์กลางค่ายกลวิญญาณบานนั้น พลางผงกศีรษะอย่างพึงพอใจ

การคาดคะเนผลการคิดแก้ไขปัญหาค่ายกลวิญญาณโดยยึดตามลายเส้นเครื่องหยกก่อนหน้านี้ของเขานั้นถูกต้อง ค่ายกลวิญญาณหลังนี้ นำทางรุดหน้าสู่ดินแดนลับสักแห่งหนึ่งดังคาด

อาหู่ยืนอยู่ข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอ เอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ “คุณชาย เครื่องหยกก้อนเล็กๆ เช่นนี้ก้อนหนึ่ง ก็สามารถจุความว่างเปล่าแน่นชิดได้อย่างเหลือเชื่อ พาผู้คนรุดสู่มิติต่างโลกได้หรือขอรับ?”

ชายหนุ่มถอนใจครั้งหนึ่ง “โลกก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ วิถีวรยุทธ์เจริญรุ่งเรือง ท่วงทำนองหลักการแต่ละประเภทล้วนถูกคิดทบทวนจนลึกล้ำอย่างยิ่ง”

“ฉะนั้นสถานที่ลี้ลับมหัศจรรย์บางส่วน ก็ถูกรวบรัดให้ง่ายขึ้น จนสามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้ ถึงแม้ว่าคนทั่วไปยังคงไม่อาจเข้าใจ แต่เครื่องมือของใช้บางส่วน กลับสามารถใช้ได้”

เยี่ยนจ้าวเกอผุดลุกขึ้น “อย่างถุงย่อส่วน ความจริงแล้วมันเป็นของที่พบเห็นได้บ่อยช่วงก่อนวิกฤตการณ์ใหญ่”

ขณะพูด เขาเดินไปทางอีกฝั่ง ที่นั่นมีเสาทางเดินวังเทพขนาดมหึมาตั้งสูงตระหง่านเช่นเดิม ราวกับไม่แปรเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย

หากแต่เสาหินสูงใหญ่พลันเริ่มหดเล็กลง ตามการกดไปบนพื้นผิวของฝ่ามือเยี่ยนจ้าวเกอ

สุดท้ายแล้ว เหลือความยาวเพียงแค่ราวๆ หนึ่งฉื่อ ประหนึ่งกระบองสั้นท่อนหนึ่ง ร่วงลงสู่กลางฝ่ามือเยี่ยนจ้าวเกอ

ไม่จำเป็นต้องตั้งตรง วางราบอยู่ในฝ่ามือเยี่ยนจ้าวเกอเช่นนี้แล้วก็ไม่รู้สึกถึงน้ำหนักอะไร

เยี่ยนจ้าวเกอทุ่มเทไม่หยุดหย่อนตลอดวันตลอดคืน หลอมกลายสภาพเสาทางเดินวังเทพครั้งที่สองได้สำเร็จ

แม้จะยังมีแดนลี้ลับมากมายต้องวิเคราะห์ แต่อย่างน้อยเยี่ยนจ้าวเกอก็สามารถควบคุมขนาดรูปร่างของเสาหินได้คล่องมือแล้ว

“ศิษย์พี่สวี ศิษย์น้องเฟิง รบกวนพวกท่านช่วยข้าดูแลที่นี่สักหน่อย” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยกับสวีเฟยและเฟิงอวิ๋นเซิงที่อยู่ข้างๆ

สวีเฟยกับเฟิงอวิ๋นเซิงต่างผงกศีรษะ “วางใจได้ จะดูทางหนีทีไล่เจ้าให้ดี”

“ไปเถอะ” หลังจากเก็บเสาทางเดินพระราชวังที่รูปร่างเหมือนกระบองหินเรียบร้อย เยี่ยนจ้าวเกอก็ลอยตัวขึ้น เดินเหินอยู่ในอากาศ ไปทางประตูแสงโชติช่วงที่เครื่องหยกสาดแสงออกมา

อาหู่เลียนแบบเยี่ยนจ้าวเกอ เดินเหินไปทางประตูนั่น ตามหลังไปพร้อมกับชายหนุ่ม

ทันทีที่เยี่ยนจ้าวเกอผ่านประตูแสงโชติช่วงไป เขารู้สึกราวกับว่าร่างกายฉีกเป็นเสี่ยงๆ ไปชั่วขณะหนึ่ง ทว่าเขาไม่ได้ตื่นตระหนก เพียงทะลุผ่านไปอย่างปกติยิ่ง

เขามองเห็นเบื้องหน้าขาวโพลนสุดลูกหูลูกตาผืนหนึ่ง ความรู้สึกฉีกขาดหายไปอย่างรวดเร็ว แสงจ้าขาวโพลนกว้างใหญ่เบื้องหน้าเองก็มลายไปไม่พบ

เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตาลงครู่หนึ่ง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทัศนียภาพเบื้องหน้าคล้ายกับเขียวขจีทั้งผืน เปี่ยมล้นด้วยความมีชีวิตชีวา

อาหู่ตามหลังเข้ามา มองดูทัศนียภาพเบื้องหน้า พลางจิ๊ปากชื่นชมความมหัศจรรย์ “หากไม่บอกข้าว่านี่คือมิติต่างแดนแห่งหนึ่ง ข้าคงยังนึกว่าอยู่ที่โลกแปดพิภพนะขอรับ”

ทั้งสองราวกับอยู่กลางพงไพรดึกดำบรรพ์แห่งหนึ่ง ไกลออกไปมีภูเขาชั้นแล้วชั้นเล่าทอดยาวเป็นพรืดมองเห็นได้อย่างเลือนราง

เมื่อหันกายกลับไปมอง ก็เห็นประตูแสงโชติช่วงบานนั้นตั้งสูงตระหง่านเงียบสงัดอยู่กลางท้องฟ้า

เยี่ยนจ้าวเกอไพล่มือทั้งสองไว้ด้านหลัง เดินหน้าอย่างไม่ทุกข์ร้อน เส้นสายตาสังเกตทั้งสี่ด้านโดยรอบ “ขนาดยังคงมีจำกัด คาดเดาโดยอิงจากค่ายกลวิญญาณที่เปิดประตูบานนั้น รอบนอกดูเหมือนว่าอาจจะอยู่ออกไปไม่กี่ร้อยลี้โดยประมาณ”

“พลังชีวิตช่างอุดมสมบูรณ์เสียนี่กระไร” อาหู่ยิ้มพลางชื่นชม

ชายหนุ่มผงกศีรษะ มิติต่างแดนแห่งนี้คือดินแดนชายขอบที่ดำรงอยู่ตั้งแต่ก่อนวิกฤตการณ์ใหญ่ หากกลับโชคดีหลบหนีชะตาดับสูญไปได้อย่างไม่คาดคิด

กระนั้นยังคงได้รับการกระทบกระเทือน เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกได้อย่างกระจ่างชัด ว่าการไหลเวียนปราณวิญญาณของมิติแห่งนี้มีแววเสื่อมโทรมแฝงอยู่

ภายใต้สถานการณ์ที่ถูกปิดผนึกตลอดมา ยังสามารถรักษาคงอยู่เป็นระยะเวลาค่อนข้างนาน ครั้นตอนนี้เชื่อมทะลุถึงโลกภายนอก ความเร็วในการเสื่อมโทรมเริ่มยกระดับรวดเร็วฉับพลัน

ใช้ได้ไม่นานนัก มิติต่างแดนนี้ ก็กำลังจะสูญสิ้นเช่นกัน

อาหู่สัมผัสรับรู้ถึงการไหลเวียนปราณวิญญาณภายในมิติต่างแดนแห่งนี้ เขาพินิจพิเคราะห์ความหมายออกมาได้เช่นกัน “นี่แก้ไขยากอยู่นิดหน่อย คุณชายขอรับ เวลาของพวกเราอาจจะไม่เพียงพอ”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “ไม่เป็นไร ค่ายกลบนเครื่องหยกนั่นข้าวิเคราะห์ดูแล้ว มันมีความเชื่อมโยงกับมิติต่างแดน พวกเราเดินทางยึดตำแหน่งใจกลางของมิติไปตลอดเส้นทางก็ใช้ได้”

“ไม่แน่ว่าที่นั่นอาจมีของที่ข้าต้องการก็เป็นได้” สายตาเยี่ยนจ้าวเกอทอดมองไกลออกไป “ศิลาเซียนส่องชะตา ของล้ำค่าของชาวกระเรียนล่องลอยก่อนวิกฤตการณ์ใหญ่ มีความเป็นไปได้ยิ่งว่าที่นี่จะเป็นดินแดนลับที่พักอาศัยแห่งหนึ่งที่ชาวกระเรียนล่องลอยที่ในอดีตทิ้งไว้ ทั้งยังเก็บรักษาของล้ำค่าบางส่วนของเขาอยู่ อืม ตอนนี้เรียกว่าของที่คนตายทิ้งเอาไว้ค่อนข้างเหมาะสม”

ศิลาเซียนส่องชะตาสำหรับผู้อื่นแล้วมีคุณค่าจำกัด หากแต่สำหรับเยี่ยนจ้าวเกอ กลับมีส่วนช่วยตนเองให้ทะลวงคูน้ำกั้นหลังจากเลื่อนขั้นฝ่านภา เคลื่อนพลสู่ระดับมหาปรมาจารย์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ของสิ่งนี้หาได้ยากยิ่งตั้งแต่ก่อนวิกฤตการณ์ใหญ่แล้ว หลังวิกฤตการณ์ใหญ่ยิ่งสูญสิ้นโดยสิ้นเชิง

เดิมทีเยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้ตั้งความหวังไว้มากนัก ทั้งยังพลิกเปลี่ยนคิดหาสิ่งอื่นแทนที่

ต่อมาหลังจากคิดทบทวนค่ายกลวิญญาณบนเครื่องหยกอย่างละเอียดลึกซึ้งแล้ว เขาประหลาดใจที่ค้นพบว่าเครื่องหยกนี้อาจจะเป็นสิ่งของของชาวกระเรียนล่องลอยในอดีตก่อนวิกฤตการณ์

ซึ่งเท่าที่เยี่ยนจ้าวเกอทราบ ในตอนนั้นชาวกระเรียนล่องลอยมีศิลาเซียนส่องชะตาอยู่ในมือ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ในใจเยี่ยนจ้าวเกอพลันวาดหวังมากขึ้นอีกหลายส่วน

ต่อให้ในมิติต่างแดนนี้ไม่มีศิลาเซียนส่องชะตา ก็อาจมีสิ่งของอื่นจากก่อนวิกฤตการณ์เหลืออยู่ สำหรับตอนนี้แล้ว ส่งเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งของที่ค่อนข้างล้ำค่า เยี่ยนจ้าวเกอเข้ามาหนนี้ ย่อมไม่ให้การเดินทางนี้สูญเปล่าเช่นกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความทรงจำเยี่ยนจ้าวเกอ ชาวกระเรียนล่องลอยค่อนข้างเชี่ยวชาญในการบ่มเพาะโอสถวิเศษและสมุนไพรวิเศษ

เยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่เดินไปในมิติต่างแดน ขณะที่กำลังเดินอยู่ จู่ๆ ทั้งสองก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ปกติ

อาหู่เกาศีรษะ มองไปทางเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความกลัดกลุ้ม “คุณชาย ไม่รู้ข้ารู้สึกผิดไปหรือไม่ แม้พวกเราจะเปิดปากทางไว้แล้ว แต่ปราณวิญญาณของที่แห่งนี้เสื่อมโทรมฉับไวเกินไปกระมัง?”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อย “ความรู้สึกของเจ้าถูกต้องอย่างยิ่ง แม้ปราณวิญญาณจะเสื่อมโทรมเร็วขึ้นไม่หยุดยั้ง แต่ระดับความรวดเร็วในตอนนี้ก็มากเกินไปอยู่บ้างแล้ว”

ฝ่ายอาหู่ไม่ยิ้มแล้ว สีหน้ามากไปด้วยความเคร่งขรึมอยู่หลายส่วน “คุณชาย ท่านว่าจะมีเครื่องหยกอีกก้อนที่เปิดมิติต่างแดนนี้ได้เช่นกันหรือไม่? แม้กระทั่งมีคนเข้ามาที่นี่พร้อมกับพวกเรา เปิดประตูเพิ่มขึ้นอีกบานหรือไม่?”

“อาจจะเป็นลูกกุญแจมาตรฐานของค่ายกลวิญญาณเครื่องหยกเช่นนี้เหมือนกัน” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างสงบนิ่ง “โลกใบนี้เต็มไปด้วยเรื่องประหลาด ด้วยบางสถานการณ์พิเศษ ก็อาจจะฉีกความว่างเปล่าในขณะที่ไม่รู้ตัว เชื่อมต่อทางสัญจรระหว่างโลกแปดพิภพกับมิติต่างแดนทะลุถึงกัน”

เส้นสายตาเยี่ยนจ้าวเกอมองโดยรอบทั้งสี่ทิศ “ของล้ำค่าแปลกพิเศษบางอย่าง ก็อาจจะทำได้ถึงจุดนี้ แต่ตำแหน่งที่แน่นอนเป็นปัญหายากข้อหนึ่ง”

ฉับพลันนั้น ในดวงตาขวาเยี่ยนจ้าวเกอก็ทอประกายแสงอสนีบาตสีม่วงเล็กน้อย

เขาหันศีรษะกลับฉับพลันทันที สายตาประดุจสายฟ้า มองยังทิศทางหนึ่ง

อาหู่เองก็สัมผัสได้เช่นกัน พลันส่งเสียงฮึดฮัดเยียบเย็น มองไปทางทิศเดียวกันกับเยี่ยนจ้าวเกอ

ในดวงตาขวาเยี่ยนจ้าวเกอส่องแสงสายฟ้าสีม่วงอมน้ำเงินแวบวาบ ท้องฟ้าว่างเปล่าไกลออกไป แกว่งไกวคล้ายกับริ้วคลื่นน้ำในช่วงเวลาชั่วพริบตานั้นเอง จากนั้นค่อยฟื้นคืนเช่นปกติ

ในป่าดึกดำบรรพ์อีกทิศหนึ่งของมิติต่างแดน ไกลโพ้นจากเยี่ยนจ้าวเกอเป็นร้อยลี้

ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่เหนือลำต้นไม้ใหญ่ เปล่งเสียงฮึดฮัดทุ้มต่ำ

บนกระจกที่คล้ายกับแก้วหินผลึกบานหนึ่งตรงหน้าเขา พลันมีประกายเพลิงพรวดออกมา ชั่วขณะถัดมาก็แตกเป็นเสี่ยงๆ ออกมา

“ดวงตาราชันสายฟ้า…” ชายหนุ่มมีสีหน้าซับซ้อน ที่โผล่พรวดออกมาคือผู้สืบทอดตำหนักอัสนีสวรรค์ หลินโจว คุณชายฟ้าคำรน!
บทที่ 237
หลินโจวมองแสงอสนีบาตที่ทอแสงแล้วหายวับทันที กับพื้นผิวกระจกผลึกที่แตกร้าวเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย สีหน้าท่าทางซับซ้อนอย่างยิ่ง

ผิวกระจกที่แตกร้าวสะท้อนภาพดวงหน้าของเขา ยิ่งปรากฏความยุ่งเหยิง

“ดวงตาราชันสายฟ้า…” บัดนี้ความรู้สึกในใจหลิวโจวสับสนพัลวัน อดนึกถึงภาพเหตุการณ์ต่อสู้ช่วงชิงดวงตาราชันสายฟ้า ที่ภูเขาหิมะพันผูกบูรพาในตอนนั้นขึ้นมาไม่ได้

ดวงตาราชันสายฟ้าที่แต่ไรตนเองมองว่าเป็นหมูในอวยอยู่แล้ว สุดท้ายกลับตกไปอยู่ในมือเยี่ยนจ้าวเกอ ซึ่งหลินโจวถูกบีบบังให้ใช้วิชาต้องห้ามอย่างหยกเปลี่ยนโลหิตสู่ธารแสง เพื่อจะปลีกหนีจากเงื้อมมือเยี่ยนจ้าวเกอ ถึงขั้นบาดเจ็บซ้ำเติม กระทั่งหมดสิ้นหนทางเข้าร่วมการประชุมฝ่านภา

และหารประชุมฝ่านภานี้เอง ที่ปะทุเหตุปั่นป่วนทะเลสาบปิดนภา

แม้หลินโจวจะไม่ได้เห็นกับตา กระนั้นก็ได้ยินคำเล่าลือและข่าวสารหลังเหตุการณ์แล้ว คาดเดาสถานการณ์ออกได้ไม่ยาก ในระหว่างที่เยี่ยนจ้าวเกอทำลายมหาค่ายกลแดนมาร ดวงตาราชันสายฟ้าสำแดงอิทธิฤทธิ์สำคัญ นี่ทำให้หลินโจวยิ่งไม่สบอารมณ์ในใจ

บัดนี้หลินโจวมองดูเยี่ยนจ้าวเกอใช้พลังของเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้า ทำลายตัดการเชื่อมต่อกับของวิเศษที่ตนเองเสาะหาใช้ ดวงหน้าก็อึมครึมอยู่บ้าง

เขาสูดหายใจลึกคำหนึ่ง สงบจิตใจของตนลง พลางใคร่ครวญ ‘ไฉนเยี่ยนจ้าวเกอถึงได้ปรากฏตัวที่นี่ด้วย? เป็นข้าเปิดบานประตูว่างเปล่า สร้างผลกระทบต่อมิติต่างแดนนี้ ส่งผลให้มีบานประตูเปิดออกที่แห่งหนอื่น ทำให้เขาเข้ามาได้โดยบังเอิญ หรือว่าเขาก็มีวิธีเปิดบานประตูแห่งความว่างเปล่าเองด้วยเหมือนกัน?’

หัวคิ้วหลินโจวขมวดแน่น ‘หรือว่าเขาก็ล่วงรู้ว่าปีกเซียนกระเรียนอยู่ที่นี่เช่นกัน? หรือว่าเหมือนเช่นในสุสานของการุณยบุรุษคราวก่อนนั้น ที่แห่งนี้ยังมีของล้ำค่านอกเหนือจากปีกเซียนกระเรียน หากแต่ข้ากลับไม่รู้?’

‘เยี่ยนจ้าวเกอช่างเกะกะเสียจริง’ พบพานเยี่ยนจ้าวเกออีกครั้งเช่นนี้ ทำให้หลินโจวอัดอั้นตันใจอยู่บ้าง

ที่นี่มีปีกเซียนกระเรียน ของวิเศษที่เขาให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดอยู่ชิ้นหนึ่ง เพียงแค่คิดจะเข้ามา นับว่ายากเย็นอย่างมาก

หลินโจวมุ่งไปแสวงหาโอกาสอีกส่วนหนึ่ง โดยอิงตามความทรงจำของตน รับของล้ำค่าเปิดประตูว่างเปล่าก่อน จากนั้นค่อยหาของคนตายอันแตกชำรุดที่ชาวกระเรียนล่องลอยตกทอดต่อกันมาในอดีตชิ้นหนึ่งมาใช้ช่วยระบุตำแหน่ง

‘แม้ว่าข้าจะประสบความสำเร็จ ทะลวงถึงขั้นเคียงนภาระยะท้ายเช่นกัน แต่พลังความสามารถของเขาล้ำเลิศ ทั้งมีเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์เคียงกาย หนำซ้ำยังมีทาสรับใช้ชั่วร้ายตามติด’ หลินโจวบอกตัวเองให้ใจเย็นลง ‘ข้าต้องแย่งชิงของล้ำค่ากับเขา ไม่ง่ายดายนัก’

แววตาของหลินโจวมืดครึ้ม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองโลกหล้าที่ร่างกายยืนอยู่ ‘หากสามารถทำให้มิติต่างแดนแห่งนี้พังทลายก่อนที่เขาจะออกไปได้ เช่นนั้นต่อให้มันมีเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ก็ยากจะปลีกหนีความตายเช่นกัน แต่ตอนนี้ที่นี่มีบานประตูเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง ความเร็วในการเสื่อมถอยของพลังชีวิตบังเกิดความเปลี่ยนแปลง ข้าก็คำนวณเวลาเจาะจงที่มิติเวลาจะพังทลายได้ไม่แม่นยำนักแล้วเช่นกัน’

หลังจากไตร่ตรองอยู่ชั่วขณะหนึ่ง หลินโจวกัดฟัน หันกายกลับถอยกลับออกไปจากประตูที่ตนเองเข้ามาอีกครา


เยี่ยนจ้าวเกอเงยหน้ามองดูท้องฟ้าไกลออกไป ในดวงตาขวาปรากฏแสงอัสนีสีม่วงอมน้ำเงินวับวาม

อาหู่เอ่ยกล่าวเสียงฮึดฮัด “ไม่ใช่มหาปรมาจารย์ แต่เป็นจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ กำลังอาศัยของวิเศษบางประเภทสอดแนม”

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ย “ไม่เหมือนมีเจตนาสอดแนม แต่เป็นอีกฝ่ายกำลังสืบสภาพภายในมิติต่างแดนผืนนี้ เมื่อครู่กวาดมองถึงพวกเราทางนี้แล้ว”

“คุณชาย มีคนอื่นเข้ามาอย่างที่คิดเช่นกัน พลังฝึกปรือกลับไม่สูง หากแต่ไม่รู้ได้ว่าสุดท้ายแล้วมีกี่คน ยังมียอดฝีมือคนอื่นอีกหรือไม่” อาหู่กล่าว

“อืม เวลาไม่คอยท่า พวกเราเร่งออกเดินทางให้เร็วที่สุด ขืนอยู่นานอาจจะมีอุปสรรคเพิ่มก็ได้” เยี่ยนจ้าวเกอสืบเท้าเดินทางนำหน้า อาหู่ตามติดเบื้องหลังเขา

ชายหนุ่มตามเส้นปราณวิญญาณของที่นี่ไป ไม่นานนักก็เดินออกจากป่าพงไพรเดิม ทัศนียภาพเบื้องหน้าปลอดโปร่งทันที

ตรงหน้าปรากฏกระท่อมมุงด้วยหญ้าคาหลังน้อยๆ หลังหนึ่ง ดูไปแล้วกะทัดรัดอย่างยิ่ง

หากแต่เยี่ยนจ้าวเกอมองดูอย่างถี่ถ้วน บนกระท่อมนั่นชัดแจ้งว่ามีแสงไสวกลุ่มหนึ่งโผล่ขึ้นอย่างไม่คาดคิด ประดุจเซียนกระเรียนสยายปีก

เมื่อมองเห็นเงาแสงของเซียนกระเรียนนั้นครั้งแรก มันคล้ายกับมีขนาดเท่านกกระจอกก็ไม่ปาน ขนาดเล็กวิจิตรบรรจง

ทว่ามองดูอย่างละเอียดอีกหน ยืดสูงชะลูดแผ่ขนออก กลับคล้ายว่าคลุมทั่วทั้งมิติต่างแดน

หลังเยี่ยนจ้าวเกอสังเกตชั่วครู่หนึ่ง ก็ผงกศีรษะแช่มช้า “ชาวกระเรียนล่องลอยใช้หลักการเจตจำนงหมัดตน แปรสภาพเป็นม่านพลังขวางกั้น ดำรงคงอยู่เสมอจวบจนปัจจุบัน”

เยี่ยนจ้าวเกอมองกระท่อมใต้เงาร่างของเซียนกระเรียน แล้วดีดนิ้วครั้งหนึ่ง “คิดอยากจะเข้าไป ดูเหมือนว่าต้องทลายม่านพลังขวางกั้นนี้ก่อนถึงใช้ได้”

ชายหนุ่มมองดูโดยรอบ จากนั้นเดินไปยังกระท่อมไปพลาง เอื้อนเอ่ยกับอาหู่ไปพลาง “อาหู่ ช่วยข้าคุ้มกันค่ายกล ระมัดระวังรอบๆ”

อาหู่ตอบรับคำหนึ่ง เขายืนอยู่ข้างๆ ดวงหน้านิ่งขรึม ยกระดับประสาทสัมผัสของตนถึงขีดสุด จดจ่อสังเกตโดยรอบ

กาลเวลาย้ายผ่านไม่หยุดหย่อน มิติต่างแดนแห่งนี้ไม่มีอาทิตย์ขึ้นอาทิตย์ตก กระนั้นอาหู่นับเวลาเงียบๆ ในใจ เพ่งมองอัตราเร็วในการพังทำลายม่านพลังขวางกั้นที่นี่ของเยี่ยนจ้าวเกอ

โลกทางฟากนี้กลับไม่ใหญ่โต สำหรับพลังฝึกปรือของเยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่ ใช้เวลาก้าวเดินไม่นานเท่าใดนัก

สาเหตุที่เป็นกังวลว่าเวลาไม่เพียงพอ มิติพังทลาย แท้จริงแล้วเป็นการเฝ้าระวังจะประสบเหตุในตอนนี้ไว้ก่อน ซึ่งมีม่านพลังขวางกั้นของเจ้าของมิติเดิมขวางทาง

มองดูเยี่ยนจ้าวเกอเข้าใกล้กระท่อมไม่หยุด ในใจอาหู่กลับไม่ได้ผ่อนคลายแต่อย่างใด เพราะเขารู้สึกได้ถึง การเสื่อมโทรมปราณวิญญาณของมิติรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ และกระจ่างชัดขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน

ยามเพิ่งจะเข้าสู่มิติต่างแดนฟากนี้ เขารู้สึกได้ถึงพลังชีวิตเต็มเปี่ยม แต่บัดนี้ได้อันตรธานหมดสิ้นแล้ว

“หืม?” สายตาอาหู่พลันจ้องเขม็ง ราวกับพยัคฆ์หลับใหลเบิกตา ต้องการเลือกคนขย้ำกลืน

เขายืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่ได้ขยับเคลื่อนไหว ผ่านไปชั่วครู่หนึ่ง ร่างกายเผ่นโผนโจนทะยานขึ้นฉับพลัน!

ชั่วพริบตานั้น ร่างกายอาหู่ปรากฏอยู่บริเวณชายขอบป่าพงไพรอีกฝั่งหนึ่ง ลมที่พัดกระโชกขึ้นมาพัดโค่นไม้ใหญ่สูงระฟ้าแต่ละต้นล้มลงทันใด!

ร่างของจอมยุทธ์สองคนที่ดูซึมกระทืออยู่บ้างปรากฏ อาหู่มาถึงเบื้องหน้าถึงค่อยฟื้นคืนสติ

หากแต่ไม่รอให้พวกเขาตอบโต้ใดๆ คนได้เหินขึ้นราวกับขี่เมฆหมอกก็ไม่ปาน ไร้ซึ่งทางหนีทีไล่และต่อต้านแม้แต่น้อย ถูกอาหู่โยนทิ้งออกไป

ร่างอาหู่ทอแสงแวบ ชั่วพริบตาเดียวก็มาถึงอีกฝั่ง บริเวณนั้นปรากฏจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์อีกคนหนึ่ง แต่เดิมอีกฝ่ายคิดซุ่มซ่อนอยู่ข้างๆ รอคอยจังหวะโอกาสเงียบๆ ใครจะรู้ว่าจะพบอาหู่พลันลงมือ

เขาเห็นท่าไม่ดีอยู่แก่ใจ หากแต่ไม่ทันได้เคลื่อนไหวอะไร อาหู่ที่จับอีกสองคนโยนออกไป ในชั่วพริบตาได้มาถึงยังเบื้องหน้าเขาแล้ว

ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาผู้นี้คิดอยากจะต่อต้านตอบโต้ ทว่าไหนเลยเขาจะเป็นคู่ต่อสู่ของอาหู่ จึงถูกโยนออกไปด้วยเช่นกัน

ภายในป่าพงไพรไกลออกไป ส่งทอดเสียงตื่นตะลึงเสียงหนึ่งมา “มหาปรมาจารย์?”

จอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์สามคนนั้นกำลังกระเสือกกระสนผุดกายลุกขึ้น เวลานี้ได้ยินแล้วก็อดมองอาหู่วูบหนึ่งไม่ได้ ล้วนไม่กล้าเปล่งเสียงพูดฉับพลัน พากันวิ่งหนีล้มลุกคลุกคลาน

อาหู่มองยังทิศทางที่เสียงส่งทอดมาอย่างเย็นเยียบ ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งปรากฏเบื้องหน้า อยู่ในระดับมหาปรมาจารย์ท่านหนึ่งเช่นกัน

หลังมองอาภรณ์ที่อีกฝ่ายสวมใส่กระจ่างชัด สัมผัสรับรู้พลังปราณและปราณจิตราอีกฝ่ายแล้ว แววตาอาหู่ยิ่งเยียบเย็น

ผู้มาเยือน แจ่มแจ้งว่ามาจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

ชายวัยกลางคนผู้นี้สังเกตอาหู่ศีรษะจรดเท้า “ข้าเคยได้ยินชื่อของเจ้า ที่ตามติดเจ้าเศษสวะน้อยเยี่ยนจ้าวเกอนั่นตลอดเวลา หากแต่พลังฝึกปรือปรมาจารย์เจ้ากาลก่อนก็แล้วไป ตอนนี้เจ้าคือมหาปรมาจารย์แล้ว คิดไม่ถึงยังยินยอมเป็นบ่าวรับใช้ปรมาจารย์?”

“ช่างน่าอดสู! เจ้าไม่รู้หรือว่าเจ้าก่อตั้งสำนัก ล้วนสามารถเฟื่องฟูขึ้นเป็นขุมกำลังชั้นสองกลุ่มหนึ่งได้แล้ว?”

อาหู่แคะหูตัวเอง งอนิ้วดีด “ข้าจะทำอะไร ต้องให้เจ้าแส่?”

มหาปรมาจารย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นหัวเราะเย็นเสียงดัง “ถึงแม้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะไม่ต้องการปะทะกับสำนักเขากว่างเฉิงในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่หาได้รวมถึงเฉพาะคนไม่”

“เจ้าน่าจะเพิ่งเข้าสู่ระดับมหาปรมาจารย์กระมัง? เช่นนั้นวันนี้ข้าจะสอนเจ้าสักบทเรียนหนึ่ง ถือเป็นการต้อนรับเจ้าแล้วกัน”
บทที่ 238
ครั้นมหาปรมาจารย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กล่าวประโยคนี้จบก็ไม่ลังเล เหยียดฝ่ามือออกไปทันใด

กลางฝ่ามือเขาพลันมีแสงจ้าปรากฏขึ้น โลกลวงตาอันกลายสภาพมาจากปราณจิตรา บีบอัดเป็นดินวิเศษทอแสงวิบวับผืนหนึ่ง

วิชาหัตถ์เทพกลางเวหาดุจตะวันใหญ่มาเยือน ชั่วพริบตาสาดแสงทั้งสี่ทิศ ตกลงมาทางอาหู่

อาหู่ยิ้มใบหน้าชั่วร้าย ขณะปราณจิตราทั่วร่างพรั่งพรู ลมกระโชกแรงสีดำหลากสายปรากฏ ทั้งกายราวกับลมงวงรูปร่างคนสายหนึ่ง พัดกระหน่ำทุกหนแห่ง ซ่อนฟ้ากำบังอาทิตย์ ทำให้แสงตะวันคล้ายกับล้วนมืดสลัวลงไป

“เป็นวิชาสืบทอดสำนักเขานิมิตทมิฬอย่างที่คิด” คู่ต่อสู้ยิ้มเย็น “แต่ต่อให้เป็นเช่นนั้นแล้วอย่างไร?”

ขณะเอื้อนเอ่ย หัตถ์เทพกลางเวหาปล่อยหมัดเก็บหมัดได้กระหน่ำดั่งใจ ปะทะกรงเล็บภูตพยัคฆ์ของอาหู่ซึ่งๆ หน้า

มหาปรมาจารย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้เอ่ยท่าทางนิ่งเงียบ “มหาปรมาจารย์เป็นบ่าวรับใช้ให้คนอื่น เจ้ายกนายของเจ้าเป็นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์? อย่าเป็นตัวตลกเลย!”

นิ้วทั้งห้าเขากางออก แสงทองห้าสายส่องแสงเรืองรอง คล้ายกับแปรสภาพเป็นฝ่ามือยักษ์สาดประกายแสงสีทองข้างหนึ่ง ตบลงไปทางอาหู่

อาหู่แยกเขี้ยว พลังปราณอันเหี้ยมโหดไม่ปราณีล้นทะลัก “เป็นเจ้าที่คิดว่าตนเป็นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์แล้วมากกว่ากระมัง?”

ขณะกล่าว กรงเล็บทั้งสองของอาหู่สลับไปมา ฉับพลันนั้นวาดลมพายุสูงสีดำปรากฏออกมาสิบสาย แนวตั้งแนวนอนตัดสลับกัน ราวกับหั่นธาตุอากาศเบื้องหน้าเป็นเศษเล็กเศษน้อย

ชั่วขณะนั้นฝ่ามือยักษ์สีทองถูกตัดเป็นชิ้นๆ จากนั้นกลายเป็นธารแสง สูญสิ้นไปในอากาศ ประหนึ่งถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างไรอย่างนั้น

ร่างอาหู่พลันก้มลงต่ำ ก่อนจะโจนทะยานราวกับพยัคฆ์ ถึงตรงหน้าคู่ต่อสู้ในทันที

มือข้างหนึ่งคว้าขย้ำคอหอย ส่วนมืออีกข้างคว้าขย้ำทรวงอก เจตนารมณ์สังหารเย็นสะท้าน ทำให้ศัตรูของเขารู้สึกเพียงไอเย็นกลุ่มหนึ่งซึมแทรกตรงสู่กระดูกสันหลัง

มหาปรมาจารย์แห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ตื่นตระหนกในใจ ‘พลังความสามารถช่างมุทะลุดุดันเหลือ เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าเขาเทียบเคียงถังหย่งฮ่าวที่เพิ่งเข้าสู่ระดับมหาปรมาจารย์ได้?!’

ทว่า นี่เป็นไปได้อย่างไร?

ถังหย่งฮ่าวเป็นบุคคลระดับไหน?

ในปฐพีพิภพ ในมุมมองจอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ส่วนมากตลอดมานี้ ถังหย่งฮ่าวนับว่าเป็นบุคคลอันดับหนึ่งของรุ่นเยาว์แห่งโลกแปดพิภพในปัจจุบัน!

ถึงแม้จะเทียบไม่ได้กับวีรบุรุษเหนือวีรบุรุษอย่างเยี่ยนตี๋ในปีนั้น ทว่าถังหย่งฮ่าวก็เป็นจอมยุทธ์ที่ดีเลิศที่สุดท่ามกลางคนรุ่นเดียวกันเช่นกัน

ในการประชุมฝ่านภา ถังหย่งฮ่าวพิชิตศัตรูเก่าของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ซ่งเฉา คุณชายเจ็ดทะเล ผู้นำรุ่นเยาว์เมืองทะเลมรกต

แม้ว่าหลังจากนั้นจะต่อสู้เสมอกับสวีเฟยแห่งสำนักเขากว่างเฉิง หนำซ้ำถูกเยี่ยนจ้าวเกอผู้เป็นม้ามืดในระยะนี้กลบแสงสี ทว่าถังหย่งฮ่าวก็ยังคงเป็นผู้ล้ำเลิศรุ่นเยาว์ที่ไม่อาจโต้แย้ง เป็นอัจฉริยะท่ามกลางบรรดาอัจฉริยะ

อัจฉริยะถูกแบ่งแยกกับคนทั่วไปด้วยมาตรฐานที่ต่างกัน ซึ่งหากแบ่งแยกระดับชั้นให้กับอัจฉริยะและปีศาจด้วย เช่นนั้นถังหย่งฮ่าวก็ยังคงเป็นบุคคลระดับชั้นสุดยอดที่มองคนรุ่นอาวุโสเดียวกันอย่างโอหังได้

มหาปรมาจารย์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ท่านนี้ ขณะนี้ถึงขนาดที่สงสัยความสามารถในการตัดสินใจของตนเองอยู่บ้าง

เจ้าตัวยักษ์ทึ่มตรงหน้าที่ตามก้นเยี่ยนจ้าวเกอต้อยๆ ทั้งวี่วัน เหมือนกับคนรับใช้ก็ไม่ปานผู้นี้ ไหนเลยพลังความสามารถจะเทียมถังหย่งฮ่าวได้?

ล้อเล่นอะไรกัน!

สงครามถังตะวันออกในปีนั้น ตอนที่อาหู่ยังคงอยู่ใรระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภา ก็เคยประมือกับจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มาก่อน

หากแต่เทียบเปรียบกับสถานการณ์ในเวลานั้นแล้ว มหาปรมาจารย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ท่านนี้ค้นพบว่า ความสามารถรบต่อสู้ในระดับเดียวกันของอาหู่แกร่งกว่าตอนนั้นอย่างเห็นได้ชัด!

“แปลกชะมัด!” มหาปรมาจารย์ผู้นี้กัดฟันกรอด ก่อนจะสำแดงวิชาสุริยันทะยานบูรพา หลบหลีกกรงเล็บคู่ของอาหู่อย่างหวุดหวิด

ถึงกระนั้นความเร็วของอาหู่ก็ยังเร็วกว่าคู่ต่อสู้ เขาใช้กรงเล็บหนึ่งคว้าขย้ำไปยังยอดกะโหลกคู่ต่อสู้ในทันใด!

คู่ต่อสู้ของเขาเองก็เป็นผู้อาวุโสที่กรำศึกมานักต่อนักเช่นกัน เห็นสภาพดังนั้นพลันไม่กล้าบุ่มบ่ามต่อไปอีก

หัตถ์เทพกลางเวหาเป็นวิชาวรยุทธ์ที่ใช้พลังกดดันผู้คน ยิ่งต่อสู้ยิ่งราบรื่น การตามทิศทางลมไปสามารถเพิ่มความได้เปรียบได้ไม่หยุดยั้ง หากว่าย้อนทางลมล่ะก็ กลับจะยิ่งต่อสู้ยิ่งไม่ราบรื่น

มหาปรมาจารย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้สงบจิตใจลง เปลี่ยนวิชาหัตถ์เทพกลางเวหาเป็นวิชาหัตถ์เงาสนธยาในบัดดล ใช้การเปลี่ยนแปลงอ่อนช้อยงดงามของกระบวนท่ารับมือกับอาหู่

แสงตะวันรอนหลากสายสาดส่องพร่างพราว ย้อมป่าพงไพรดั้งเดิมด้วยสีท้องฟ้าสายัณห์ชั้นหนึ่ง

หากแต่อาหู่ไม่ออมมือ วิชากรงเล็บภูตพยัคฆ์ลึกซึ้งถึงแก่น เงาร่างของเขาในเวลานี้ยากคาดเดาดุจภูตผีก็ไม่ปาน พลังกรงเล็บก็แกร่งทรงพลัง รุนแรงถึงขีดสุด คล้ายกับจะฉีกมิติออกเป็นชิ้นๆ

อีกฝ่ายถูกเขาโจมตีจนถอยร่นต่อเนื่อง อันตรายบังเกิดไม่ว่างเว้น

หากไม่ใช่อาหู่ยังแบ่งสมาธิส่วนหนึ่งระแวดระวังศัตรูอื่นที่อาจปรากฏตัวโดยรอบ อีกฝ่ายคงสิ้นใจในภายใต้กรงเล็บของเขานานแล้ว!

ทั้งสองฝ่ายประมือกัน กวาดล้างเขตแดนโดยรอบจนราบเรียบ ต่อสู้จนต้นไม้เก่าแก่สูงระฟ้าคณานับล้มลงทั้งผืน ไม่ใช่ถูกเผากลายเป็นเถ้าธุลี หากแต่ถูกตัดจนกลายเป็นเศษเป็นท่อน

รอบกายเยี่ยนจ้าวเกอบังเกิดแสงทรงกลด กลับถูกเจตจำนงหมัดสกัดกั้นที่ชาวกระเรียนล่องลอยทิ้งไว้ปกคลุม

เจตจำนงหมัดสกัดกั้นที่แต่เดิมไร้รูปร่าง ได้รับควันหลงกระทบกระเทือนจากการประมือของพวกเขาทั้งสอง จึงปรากฏร่องรอยออกมาให้เห็น

ถูกเจตจำนงหมัดสกัดกั้นของชาวกระเรียนล่องลอยปกคลุม แม้จะขวางกั้นหนทางผ่านสู่กระท่อมของเยี่ยนจ้าวเกอไว้ กระนั้นก็ทำให้เขาไม่ได้รับการกระทบเทือนจากการประมือของพวกอาหู่ที่อยู่ด้านนอก สามารถจดจ่อตั้งมั่นทำลายการขวางกั้นได้เช่นกัน

เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกได้ว่า การขวางกั้นของเจตจำนงหมัดเบื้องหน้า กำลังคลายออกไม่หยุดหย่อน อ่อนแอลงเป็นแน่

เจตจำนงหมัดสกัดกั้นกับมิติต่างแดนแห่งนี้มีการเชื่อมต่อกันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ปราณวิญญาณในมิติต่างแดนเสื่อมโทรม ทั่วทั้งมิติกำลังดับสูญ ส่งผลกระทบต่อการขวางกั้นที่ชาวกระเรียนล่องลอยทิ้งไว้ไม่มากก็น้อยด้วยเช่นกัน

ตอนนี้เยี่ยนจ้าวเกอต้องแข่งกับเวลา ทำลายการขวางกั้น หยิบจับสิ่งของที่ตนเองต้องการ ก่อนที่มิติต่างแดนจะเริ่มพังทลายลง

เยี่ยนจ้าวเกอเข้าใกล้กระท่อมขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลาที่ล่วงเลยไป

ในที่สุดเงาแสงนกเซียนกระเรียนที่อยู่ด้านบนกระท่อมมุงหญ้าคา ก็ส่งเสียงร้องลากยาว ก่อนจะค่อยๆ กระจายหายไป

ตรงหน้าเยี่ยนจ้าวเกอไร้ซึ่งการขวางกั้นอีกต่อไป สามารถพุ่งพรวดไปยังกระท่อมได้เลย

ทว่าในชั่วพริบตาที่การสกัดกั้นของเจตจำนงหมัดสลายไปจนถึงที่สุดนั้น บริเวณไกลออกไปก็มีพลังปราณอันแกร่งกล้าปรากฏขึ้นเป็นจำนวนมาก!

เงาร่างสายหนึ่งว่องไวดุจสายฟ้า ถลันมายังกระท่อม!

กลับเป็นจอมยุทธ์มหาปรมาจารย์ผู้หนึ่งเช่นกัน เขากำลังคอยท่าเยี่ยนจ้าวเกอทำลายการขวางกั้น จึงค่อยจ้องหาโอกาสลงมือ

อาหู่ระมัดระวังการก่อเกิดเหตุการณ์จำพวกนี้อยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นดังนั้นก็ร้องคำรามสะท้านฟ้าก้องแผ่นดินครั้งหนึ่ง ทั้งกายประหนึ่งลมโหมพัดบ้าคลั่งก็ไม่ปาน ขัดขวางเส้นทางไปของคู่ต่อสู้ไว้ ต่อยหมัดหนึ่งจนแรงที่โถมเข้าไปก่อนหน้านี้หยุดนิ่ง!

การเคลื่อนไหวที่มหาปรมาจารย์ผู้นั้นคิดจะกระทำ อาหู่กลับไม่ได้ลืมเลือนเขา

ฝ่ามือทั้งสองตัดสลับ ลมพัดบ้าคลั่งส่งเสียงคำราม เจตจำนงหมัดปราณจิตราของอาหู่แสดงออกมาอย่างถึงแก่น กลายสภาพเป็นพายุทั่วท้องฟ้า พลิกม้วนทั่วทั้งสี่ทิศ บดบังรอบๆ กระท่อมไว้โดยสิ้นเชิง

เขาหนึ่งคนเขย่าการรุกโจมตีของมหาปรมาจารย์อีกฝ่ายทั้งสองคน ทำให้อีกฝ่ายสิ้นหนทางเข้าใกล้กระท่อม

เยี่ยนจ้าวเกอเข้าไปในกระท่อม สอดส่องสายตาเป็นอันดับแรก สิ่งแรกที่เขามองเห็นก็คือเสื้อคลุมสีขาวราวกับหิมะตัวหนึ่ง ซึ่งเย็บประกอบขึ้นด้วยขนนกกระเรียนทั้งสิ้น

เสื้อคลุมขนกระเรียนแขวนอยู่ภายในห้อง บนโต๊ะเตี้ยตัวหนึ่งด้านล่าง มีสิ่งของไม่กี่ชิ้นจัดวางเอาไว้

แวบเดียวเยี่ยนจ้าวเกอก็แลเห็นศิลาเซียนส่องชะตาในนั้น

ทว่าเมื่อเขาเข้าใกล้โต๊ะเตี้ย เสื้อคลุมขนกระเรียนก็พลันสั่นไหวกางออก ประหนึ่งเซียนกระเรียนสยายปีก ลมแรงหลากสายโชยพัดมาปะทะหน้า ทำให้เขายากเข้าใกล้

ชายหนุ่มมุ่นคิ้วเล็กน้อย ขณะแสงอสนีบาตสีม่วงอมน้ำเงินที่ตาขวาเปล่งประกายระยิบระยับ ก็ต้านลมแรงเอาไว้ จากนั้นตนเองค่อยยื่นมือคว้าไปยังสิ่งของบนโต๊ะเตี้ย

ทันใดนั้นเอง เสียงตะโกนเดือดดาลของอาหู่ก็ดังขึ้นด้านนอก!

จากนั้น แสงสลัวสายหนึ่งปรากฏวาบจากประตูทางเข้า แทงไปทางเบื้องหลังเยี่ยนจ้าวเกอเงียบกริบไร้สุ้มเสียง!

“เจ้าอีกแล้ว?” เยี่ยนจ้าวเกอมุ่นหัวคิ้วขึ้น

ผู้มาเยือนไม่ใช่ใครอื่น ปรากฏว่าเป็นมหาปรมาจารย์ผู้นั้นที่ลอบจู่โจมสังหารตนเอง ในค่ายกลมารใต้ทะเลสาบปิดนภาในเวลานั้น!
บทที่ 239
ในสายตาเยี่ยนจ้าวเกอปรากฏเงามืดกลุ่มหนึ่งวับวาบ แปลกตาทว่าก็คุ้นเคย

เอ่ยว่าแปลกตา เป็นเพราะก่อนหน้าเคยพบพานทั้งหมดเพียงสองครา

เอ่ยว่าคุ้นเคย เป็นเพราะเยี่ยนจ้าวเกอเคยได้กลิ่นอายความตายภายใต้กระบี่ของเขา

ผู้มาเยือนสวมหน้ากากดำสนิทเอาไว้บนใบหน้า สวมหมวกบังลม พันโพกตั้งแต่ศีรษะจนถึงเท้าอยู่ภายในเสื้อคลุมสีดำ ราวกับเมฆดำสะกดท้องฟ้า

สีสันเพียงหนึ่งเดียวทั่วร่าง มีเพียงลูกตาดำที่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ซึ่งกำลังฉายแสงโลหิตออกมาคู่นั้น กับประกายกระบี่ริบหรี่ที่เปล่งแสงระยิบระยับในฝ่ามือเขา!

เป็นกระบี่อันไร้ซึ่งสุ้มเสียง ที่แทงตรงมาทางเยี่ยนจ้าวเกออีกครั้ง

เทียบกับการลอบจู่โจมสังหารคราก่อนในเขตไอมารที่ทะเลสาบปิดนภาแล้ว ชายชุดดำถูกอาหู่ทำให้เผยไต๋ ลงมือครานี้ไม่ได้จึงอำพรางเช่นนั้นอีก หากแต่ทวีความรวดเร็วและรุนแรงขึ้นด้วยซ้ำ!

ประกายกระบี่อันมืดสลัวดุจสายฟ้าแลบดำสนิทสายหนึ่งแทงใสยังเยี่ยนจ้าวเกอ

ดวงตาราชันสายฟ้าในดวงตาข้างขวาของเยี่ยนจ้าวเกอ กำลังแข่งประลองกำลังกับเสื้อคลุมขนกระเรียนที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ

การรุกโจมตีของมหาปรมาจารย์ชุดดำ มาได้อย่างพอดีกับจังหวะโอกาสที่เยี่ยนจ้าวเกอมิอาจแยกสมาธิทำเรื่องอื่น ทั้งว่องไว แม่นยำ และเด็ดขาด!

ต้องการให้เยี่ยนจ้าวเกอถึงสถานตายในการโจมตีคราเดียว!

ร่างเยี่ยนจ้าวเกอประหนึ่งสายฟ้าฟาดครั่นครื้นอย่างไรอย่างนั้น ความเร็วทั้งกายยกระดับถึงขีดสุด ฉายวาบไปข้างๆ อย่างว่องไว

พิจารณาจากความเร็วและการเคลื่อนไหวร่าง เทียบกับจอมยุทธ์ตำหนักอัสนีสวรรค์ที่โดดเด่นที่สุดในระดับเดียวกัน เยี่ยนจ้าวเกอยังเหนือยิ่งกว่าไม่น้อย!

ถึงแม้ผู้มาเยือนจะมีพลังฝึกปรืออยู่ในระดับมหาปรมาจารย์ หากแต่ท่าทีของเขาไม่ใช่การลอบจู่โจมสังหาร เยี่ยนจ้าวเกอจึงหลบหลีกกระบี่ที่แทงมาในครั้งนี้ได้สำเร็จ

กระนั้นประกายกระบี่ของผู้มาเยือน ภายใต้การส่องแสงสลัววามวาบ กระบี่หนึ่งเร็วยิ่งกว่าอีกกระบี่หนึ่ง ไล่ตามร่างของเยี่ยนจ้าวเกอมาติดๆ

ดูเหมือนว่าการรุกโจมตีของอีกฝ่าย ชื่อเสียงและพลังไม่รุนแรงเฉกเช่นพวกอาหู่ขนาดนั้น หมัดต่อฝ่ามือส่งเสียงดังลั่น โดยรอบยุ่งเหยิงระเกะระกะทั้งผืน พื้นดินหินผาจำนวนมากแหลกละเอียดเป็นผุยผง

ทว่าในประกายกระบี่ที่ดูเหมือนว่ามืดสลัวริบหรี่เล่มนั้น กลับคล้ายว่าโอบอุ้มก่อตัวพลังอันน่าหวาดหวั่นยิ่งไว้

เยี่ยนจ้าวเกอไม่ฉงนใจแม้แต่น้อย ถ้าหากขณะตนเองถูกประกายกระบี่สายนี้แทงเข้า เนื้อหนังมังสาที่ฝึกฝนหมัดนอแรดและหมัดวิญญาณสยบคลื่น ผ่านการฝึกฝนต่อสู้โชกโชน แข็งแกร่งทนทานทว่ายืดหยุ่น คงจะแทงทะลุในชั่วพริบตา

กระนั้นเขาแยกแยะวิถีวรยุทธ์พลังฝึกปรือของอีกฝ่ายออกแล้ว

วิชาอับแสงสังการ รวมศูนย์พลังเป็นเส้นเดียว รวบรัดดาใดเปรียบ ไม่มีสิ่งใดไม่อาจทำลาย ปราณจิตราเกาะกลุ่มถึงขั้นที่เก็บซ่อนลำแสงและสุ้มเสียง ดุจเทพเซียนอำพรางปรีชาของตน

มีเพียงยามเก็บเกี่ยวชีวิตคู่ต่อสู้เท่านั้น จึงจะค่อยปะทุท่วงทีอันพร่างพราวออกมา

สิ่งเดียวที่ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอระแวดระวังก็คือ อาวุธของคู่ต่อสู่ในขณะนี้ เป็นอาวุธวิญญาณระดับล่างชิ้นหนึ่ง

อาวุธวิญญาณระดับล่าง เยี่ยนจ้าวเกอมีมากมาย เยอะยิ่งกว่าจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์คนไหนเสียอีก

ภายในนั้นส่วนมากเป็นอาวุธที่เขายึดมาจากมือศัตรูที่ปราชัยให้กับเขา

แต่ปัญหาอยู่ที่เจ้าของอาวุธในอดีตเหล่านี้ โดยส่วนมากเป็นจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์เฉกเช่นเยี่ยนจ้าวเกอ

ซึ่งแท้จริงแล้วจอมยุทธ์ปรมาจารย์ นับเป็นผู้อับจนหนทางสำแดงอานุภาพของอาวุธวิญญาณได้โดยสิ้นเชิง!

ส่วนมหาปรมาจารย์กลับต่างออกไป แม้ว่าคู่ต่อสู้เบื้องหน้าจะเป็นเพียงมหาปรมาจารย์ขั้นหนึ่ง ขั้นซ่อนจิตระยะแรก ทว่ามีอาวุธวิญญาณระดับล่างชิ้นหนึ่งในมือ กลับคล้ายพยัคฆ์ติดปีกไม่ปาน!

อาวุธวิญญาณที่อยู่ในมือมหาปรมาจารย์ กับอาวุธวิญญาณที่อยู่ในมือปรมาจารย์ เป็นสองมโนภาพที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

จู่ๆ มหาปรมาจารย์ชุดดำผู้นี้ก็ขยับมือขึ้น ไม่เอื้อนเอ่ยสักคำ เพียงแสดงวิชาอับแสงสังหารของตนเองอย่างเต็มที่ สำแดงอานุภาพของกระบี่ยาวอันเป็นอาวุธวิญญาณในมือออกมาทั้งหมด

ประกายกระบี่เลือนราง ดูเหมือนริบหรี่มืดสลัว กระนั้นกระบี่หนึ่งฉับไวกว่าอีกกระบี่ กระบี่หนึ่งแกร่งกล้ากว่าอีกกระบี่ ปลดปล่อยพลังราวย้ายภูเขาถมสมุทร จู่โจมมาทางเยี่ยนจ้าวเกอ!

เศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าถูกเสื้อคลุมขนกระเรียนตรึงเอาไว้ชั่วคราว การที่เยี่ยนจ้าวเกอเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ตรงหน้า จึงไม่ง่ายเช่นกัน

อาหู่ที่อยู่นอกห้องกราดเกรี้ยวเหลืออด แสดงพลังทั้งปวง ต้องการถลาเข้าไปในกระท่อม

กระนั้นแม้ว่าเหล่าคู่ต่อสู้ของเขาจะหาใช่พรรคพวกเดียวกันไม่ แต่บัดนี้ต่างก็ร่วมมืออย่างรู้กันทั้งสิ้น โจมตีเยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่ที่กุมโอกาสสำคัญเสียก่อน

บัดนี้อาหู่เองก็มีพลังฝึกปรือในระดับมหาปรมาจารย์เช่นเดียวกัน พลังเกราะทมิฬบนร่างถูกสำแดงออกมาหมดสิ้น แสงสีดำโหมพล่านไล่หลัง พายุทมิฬส่งเสียงดังกึกก้อง ขับดุนร่างกำยำสูงใหญ่ให้เด่นขึ้นมาราวกับเทพมาร

ยิ่งไปกว่านั้น เยี่ยนจ้าวเกอมอบดาบแสงคลื่นคราม อาวุธวิญญาณระดับกลางให้แก่อาหู่ด้วย

ถึงแม้อาหู่ในฐานะมหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิตจะไม่อาจสำแดงพลังของดาบแสงคลื่นคราม อันเป็นอาวุธวิญญาณระดับกลางได้ทั้งหมด ทว่าก็ขับเคลื่อนอานุภาพส่วนหนึ่งในนั้นได้เช่นกัน

อาหู่ไม่ฝึกเพลงดาบ หากแต่บัดนี้ใช้กำลังภายในขับเคลื่อนดาบ เก็บซ่อนดาบแสงคลื่นครามไว้ภายในพายุสีดำ ซึ่งแปรสภาพจากปราณจิตราเจตจำนงหมัดของตน

ดาบวิเศษอันเป็นอาวุธวิญญาณกับดาบวายุสะท้านสายแล้วสายเล่าปะปนเข้าด้วยกัน กระหน่ำจนทำให้ศัตรูยากจะป้องกัน

หากแต่คู่ต่อสู้ของอาหู่ต่างก็มีอาวุธวิญญาณติดกายมาด้วยเช่นกัน นอกจากศัตรูขั้นมหาปรมาจารย์ทั้งสองแต่แรกเริ่มแล้ว ก็มีจอมยุทธ์มหาปรมาจารย์อีกคนหนึ่งเพิ่มเข้ามาอย่างรวดเร็ว

ทั้งสามคนผนึกกำลังล้อมโจมตี อาหู่สงบนิ่งเยือกเย็นหาประหวั่นไม่ แม้กระทั่งยิ่งต่อสู้ยิ่งทรงพลัง ทำให้คู่ต่อสู้ทั้งสามอกสั่นขวัญแขวน

เพียงแต่อาหู่ถูกคู่ต่อสู้ทั้งสามยื้อถ่วงการเคลื่อนไหวเอาไว้ อยากจะพุ่งพรวดเข้ากระท่อมหนุนเยี่ยนจ้าวเกอในเวลาอันสั้นนี้ ก็ยากจะสมปรารถนาเช่นกัน

อาหู่รู้สึกขุ่นเคืองไม่คลาย “นอกจากทางคุณชายนี้แล้ว น่าจะมีประตูอีกบานหนึ่งเพิ่มขึ้นมา แต่ไม่คาดคิดว่าจะมีศัตรูต่างพวกมากมายถึงเพียงนี้”

“ใช่แล้ว แรกเริ่มอาจมีเพียงปรมาจารย์ที่คอยสอดแนมผู้นั้นแค่คนเดียว สังเกตเห็นว่าพวกเราไม่ใช่คู่ต่อสู้ จึงยืมมือผู้อื่น ปล่อยข่าวสารรั่วไหลออกไป ชักนำกองกำลังผู้คนจำนวนมากเหล่านี้เข้ามา!”

ภายในกระท่อม ร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอสวมเสื้อเกราะภูผาวิญญาณ รับมือกับคู่ต่อสู้ระดับมหาปรมาจารย์ที่ปิดใบหน้าไว้ผู้นั้น

เยี่ยนจ้าวเกอแลเห็นถึงท่วงทำนองที่ยิ่งแฝงด้วยความอาฆาตชิงชังไว้รางเลือน นอกเหนือจากความเย็นเยือกราวกับน้ำแข็ง ในลูกตาดำฉาบย้อมสีเหลืองคู่นั้นซึ่งแสงโลหิตพวยพุ่งออกมาของอีกฝ่าย

ภายในกระท่อม ชายหนุ่มต่อสู้อย่างดุเดือดกับจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตที่ปกปิดใบหน้า ส่วนนอกกระท่อม อาหู่และจอมยุทธ์มหาปรมาจารย์รวมทั้งหมดไม่น้อยกว่าสี่คน ยิ่งต่อสู้กันอย่างพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน

หากไม่ใช่เพราะเสื้อคลุมขนกระเรียนตัวนั้นมีพลังปกปักษ์กระท่อมอยู่ ที่นี่คงถูกพวกอาหู่รื้อราบไปนานแล้ว

มหาปรมาจารย์อยู่ที่นี่มากมายเช่นนี้ จอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ที่เข้าสู่มิติต่างแดน ล้วนมองสถานการณ์ออกและถอยร่นไปแล้ว

ที่แห่งนี้อาจมีของล้ำค่าหายากก็เป็นได้ ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้ เกินกว่าครึ่งไม่ใช่กงการของพวกเขาแล้ว

ผลีผลามเข้าสู่การต่อสู้ระหว่างมหาปรมาจารย์ บางครั้งตายไปก็ยังไม่รู้เลยว่าตนสิ้นใจได้อย่างไร

หากแต่มีคนคนหนึ่งเป็นข้อยกเว้น

ซึ่งคือหลินโจวผู้แพร่ข่าวคราวว่าพวกเยี่ยนจ้าวอยู่ที่นี่ และของล้ำค่าอยู่ที่นี่นั่นเอง

เขาวางแผนหลีกออกจากการตะลุมบอนของพวกอาหู่ทั้งสี่คนอย่างสุขุมและระมัดระวัง และค่อยๆ เข้าใกล้ยังกระท่อม

เยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่ถูกตรึงความสนใจไว้แล้ว โอกาสที่เขาจะหยิบฉวยของวิเศษจึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

ปีกเซียนกระเรียน ก็คือเสื้อคลุมขนกระเรียนที่แขวนอยู่ในกระท่อมตัวนั้นเช่นกัน ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในการเดินทางหนนี้ของหลินโจว

แน่นอน หากมีโอกาส ของวิเศษอื่นๆ เขาก็จะฉวยโอกาสกวาดเอาไปพร้อมกันด้วย

และหากสามารถฝังเยี่ยนจ้าวเกอไว้ที่นี่ได้โดยสิ้นเชิง เช่นนั้นก็ดีเสียยิ่งกว่าดี

หลินโจวเพ่งมองปีกเซียนกระเรียนผ่านช่องหน้าต่างกระท่อมมุงหญ้าคาที่เปิดอยู่ ในดวงตาร้อนแผดเผาทั้งผืน “ได้ของวิเศษชิ้นนี้แล้ว ทิ้งเยี่ยนจ้าวเกอไว้ไม่ใช่ว่าเป็นไม่ได้!”

ทว่ายังไม่ทันรอให้หลินโจวเข้าใกล้อีกก้าว เขาเบิกตากว้างโดยพลัน

หลังจากแลเห็นเยี่ยนจ้าวเกอใช้เสื้อเกราะภูผาวิญญาณต้านทานกระบี่หนึ่งของมหาปรมาจารย์ผู้ปกปิดใบหน้า ร่างกายอาศัยพลังสะท้อนเหินถอย

ในดวงตาข้างขวาเยี่ยนจ้าวเกอเปล่งแสงสายฟ้าวามวาบ พลังของเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้ายึดมั่นปีกเซียนกระเรียนไว้ชั่วคราว จากนั้นทั้งกายของเขารวมร่างชนเข้าสู่ภายในปีกเซียนกระเรียน ต้องการหุ้มเสื้อคลุมขนกระเรียนตัวนี้ไว้บนตัว!

“เจ้าหลอมกลายสภาพปีกเซียนกระเรียนให้ใช้การได้ไม่ทันหรอก” หลินโจวยิ้มเย็นเล็กน้อย “กลับจะส่งตัวเองไปใต้กระบี่คู่ต่อสู้เสียด้วยซ้ำไป”

ดังคาด กระบี่ในมือมหาปรมาจารย์คลุมใบหน้าผู้นั้นไม่ได้หยุดยั้งเลยสักนิด ไล่แทงไปบนร่างเยี่ยนจ้าวเกอ ทลายการป้องกันของเสื้อเกราะภูผาวิญญาณโดยตรง!

ประกายกระบี่อันมืดสลัววาดฟันผ่านเสื้อเยี่ยนจ้าวเกอ จนถึงกล้ามเนื้อและผิวหนังใต้ลิ้นปี่ ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกถึงความเย็นวาบผืนหนึ่งบริเวณหัวใจ!
บทที่ 240
เยี่ยนจ้าวเกอโถมกายเข้าใส่ปีกเซียนกระเรียน ระหว่างเรือนกายหยุดชะงักนั้นเอง ก็เปิดโอกาสให้แก่คู่ต่อสู้

คมกระบี่ทลายเสื้อเกราะภูผาวิญญาณ ฉีกเสื้อของเยี่ยนจ้าวเกอออกจนถึงหน้าอก ในชั่วขณะนี้เอง เขาพลันรู้สึกถึงความหนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจ

ทว่าสีหน้าท่าทางเยี่ยนจ้าวเกอเฉกยังคงเหมือนเช่นปกติ จดจ้องคู่ต่อสู้เบื้องหน้า ไม่เห็นความลุกลี้ลุกลนแม้แต่น้อย

ผิวหนังร่างกายเขา พลันทอประกายแสงสีทอง!

แสงสีทองส่องสว่างนี้ทำให้ทั้งร่างเยี่ยนจ้าวเกอราวกับถูกชุบทองคำชั้นหนึ่ง ประหนึ่งรูปปั้นคนสีทองก็ไม่ปาน!

บริเวณลิ้นปี่ของเขาปรากฏมีอักขระยันต์หนึ่งที่เรียบง่ายแต่กลับเร้นลับ สกัดกั้นคมกระบี่ของศัตรูไว้!

ในดวงตาทั้งสองที่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองของมหาปรมาจารย์ที่ปกปิดใบหน้าผู้นั้น แสงโลหิตโชติช่วงชัชวาล ลำแสงสุกสกาวอันคร่ำเครอะ พลันเจิดจ้าแยงตาอย่างไม่เคยมีมาก่อน

กระบี่ยาวในมือเขาออกแรงเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ประกายกระบี่อันมืดสลัวปะทุออกมาในชั่วขณะนี้ในทันใด แสงรุ่งโรจน์ดุเดือดรุนแรงอันหาที่สิ้นสุดไม่ได้ กวาดส่องไปทั่วทั้งห้อง กระเทือนกระท่อมที่ปกป้องปีกเซียนกระเรียนไว้จนจะถล่มแหล่มิถล่มแหล่!

เยี่ยนจ้าวเกออ้าปาก ท่องอาคมอันเก่าแก่อีกทั้งตะกุกตะกักออกมาบทหนึ่ง

ในบริเวณนั้นไม่มีผู้ใดฟังความหมายเฉพาะเข้าใจ มีเพียงหลินโจวที่มีจากตำหนักอัสนีสวรรค์เท่านั้น ที่รู้สึกได้อย่างคลุมเครือว่าภาษาอันแปลกพิลึกที่เยี่ยนจ้าวเกอพลันพร่ำท่องออกมา เหมือนกับภาษาถิ่นที่พบเห็นได้น้อยนักด้านเหนือสุดของเกาะจินแห่งอัสนีพิภพ

กระนั้นหลินโจวเองก็ไม่เข้าใจความหมายในนั้น มีเพียงเรื่องเดียวที่เขาให้ความสนใจในขณะนี้

แสงสุกใสสีทองบนร่างเยี่ยนจ้าวเกอทวีความหนักแน่นยิ่งขึ้น อีกทั้งอักขระยันต์บริเวณลิ้นปี่ก็ยิ่งทวีความมหัศจรรย์และแจ่มชัดขึ้น ตามการรำพันท่องอาคมอันเก่าแก่บทนั้น

แสงสีทองจำนวนมากตลบไปทั่วท้องฟ้า พาให้ประกายกระบี่ของศัตรูถูกตัดขาดอยู่ภายนอก

หลินโจวมุ่นคิ้วเป็นปมแน่น “แม้จริงแล้วนี่คืออะไรกันแน่?!”

ทั้งร่างกายเยี่ยนจ้าวเกออยู่ภายในเสื้อคลุมขนกระเรียน โดยใช้พลังของเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้ายึดมั่นตัวเสื้อคลุมไว้ชั่วคราว

จากนั้นชายหนุ่มก็เหยียดยื่นมือทั้งสองออก ห่อสวมเสื้อคลุมขนกระเรียนไว้บนร่าง แล้วจึงออกหมัด!

เลือดลมและท่วงทำนองวิถีวรยุทธ์บนร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอ โลดแล่นฉับพลันในชั่วขณะนี้ เริ่มทดลองเชื่อมประสานแลกเปลี่ยนกับของวิเศษล้ำค่านามว่าปีกเซียนกระเรียนชิ้นนี้

ชาวกระเรียนล่องลอยได้สูญสิ้นชีวิตไปหลายปีแล้ว ปีกเซียนกระเรียนถูกทิ้งไว้ภายในมิติต่างแดนนี้ตลอดมา แม้จะมีสติปัญญา หากแต่ได้ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นของที่ไร้ซึ่งเจ้าของแล้ว

พิทักษ์รักษากระท่อม คือการปฏิบัติตามปณิธานสุดท้ายของเจ้าของคนก่อน และเป็นการตอบโต้ที่ใกล้เคียงกับสัญชาตญาณ

ทว่าตัวปีกเซียนกระเรียนเองไม่ได้ต่อต้านขัดขืนผู้ที่มาหลอมกลายสภาพมันอีกคนแต่อย่างใด

เยี่ยนจ้าวเกอสวมปีกเซียนกระเรียนฝึกหมัด หลอมรวมเจตจำนงหมัดของตนเข้าสู่ภายในของวิเศษชิ้นนี้ พาให้ขนนกกระเรียนแต่ละขนบนเสื้อสั่นสะเทือนพลิ้วไหว

เงาแสงกระเรียนสีขาวสายหนึ่งค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอยู่เบื้องหลังเยี่ยนจ้าวเกอ พร้อมทั้งผสานเข้าสู่ภายในฟ้าดินลวงตาที่กลายสภาพมาจากปราณจิตราเจตจำนงหมัดของเขา กลายเป็นส่วนหนึ่งในนั้น

ประกายตาเยี่ยนจ้าวเกอมลังเมลือง สบสายตามหาปรมาจารย์ปกปิดใบหน้าที่อยู่ตรงหน้า

หากไม่มีความมั่นใจมากพอ เขาจะกล้าเสี่ยง จงใจเผยจุดสำคัญในร่างกายตนใต้กระบี่อีกฝ่ายได้อย่างไร?

ถึงแม้ว่าดวงตาราชันสายฟ้าจะถูกตรึงไว้ ถึงแม้ว่าเสื้อเกราะภูผาวิญญาณจะถูกทลาย กระนั้นเยี่ยนจ้าวเกอก็ยังมีวิชาร่างคาถาอักขระทองอยู่!

การเปลี่ยนแปลงที่ทะเลสาบปิดนภา สังหารเสียจื่ออี้ผู้กลายเป็นมาร ยันต์ทองที่ได้รับมา เสียจื่ออี้เจ้าของเดิมไม่ได้ทำให้กระจ่างชัดว่าควรพลิกแพลงใช้อย่างไรมาโดยตลอด แต่เยี่ยนจ้าวเกอถอดความมันได้สำเร็จแล้ว!

วิชาลับหาได้ยากอันมีต้นกำเนิดมาจากเขตพื้นที่เหนือสุดวิชานี้ หลอมยันต์ทองแปรเปลี่ยนเป็นพลังปราณ หลังจอมยุทธ์สูดรับเข้าไปจะได้รับกระดูกโลหะและกายทอง โดยปกติแล้วทำให้พลังป้องกันยกระดับขึ้น

ครั้นยามประสบการโจมตีที่อันตรายอย่างมาก ยิ่งสามารถใช้ปราณของยันต์ทอง ปรากฏร่างอาคมยันต์ทองปกป้องตนเอง

ยิ่งรับการโจมตีหนักหน่วง พลังขับเคลื่อนร่างอาคมยันต์ทองยิ่งแกร่ง การผลาญใช้ปราณยันต์ทองยิ่งรุนแรง สุดท้ายก็มีวันที่ใช้จนหมดสิ้น

กระนั้นพลังป้องกันของมัน กลับพอดูอย่างยิ่ง

ขณะนี้มันช่วยเยี่ยนจ้าวเกอต้านทานมหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิตระยะแรกผู้หนึ่ง ขับเคลื่อนพลังทั้งหมดของอาวุธวิญญาณระดับล่างชิ้นหนึ่งแทงสังหาร!

ในยามที่อาศัยร่างร่างคาถาอักขระทองต่อสู้เพื่อตนเอง เยี่ยนจ้าวเกอเริ่มทุ่มพลังทั้งหมดหลอมกลายสภาพปีกเซียนกระเรียน เพื่อให้ตนได้ใช้ของวิเศษชิ้นนี้!

ถึงแม้ว่าเข้ามาในมิติต่างแดนครานี้ จุดมุ่งหมายแต่เดิมคือศิลาเซียนส่องชะตาก็ตาม ขอเพียงได้ศิลามา ก็นับว่าการเดินทางหนนี้ไม่สูญเปล่า

หากแต่หลังเยี่ยนจ้าวเกอสังเกตปีกเซียนกระเรียนอย่างละเอียดแล้ว ก็ยืนยันได้ว่านี่คือของวิเศษที่ยากจะได้รับอย่างยิ่งชิ้นหนึ่ง

แม้จะไม่เข้าขั้นการแบ่งระดับอาวุธเฉกเช่นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ อาวุธวิญญาณ และอาวุธวิเศษนี้ ทว่าก็พลิกแพลงใช้ได้อย่างไร้ที่สิ้นสุดเช่นกัน

ดังนั้นเยี่ยนจ้าวเกอย่อมรับมาอย่างไม่เกรงใจ นำมันหลอมกลายสภาพ

ชายหนุ่มใคร่ครวญท่วงทำนองพลังและรูปแบบการไหลเวียนปราณวิญญาณที่แฝงอยู่ในปีกเซียนกระเรียนไปพลาง จดจ้องมหาปรมาจารย์ปกปิดใบหน้าที่อยู่เบื้องหน้าอย่างเยือกเย็นไปพลาง

อีกฝ่ายก็กำลังจ้องเขอย่างไม่วางตาเช่นกัน ในลูกตาดำที่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองทั้งสองดวง เปี่ยมล้นด้วยความรู้สึกอันเย็นยะเยือก

ความรู้สึกเย็นเยียบนั้นดูเหมือนไม่ได้พุ่งเป้าไปยังเยี่ยนจ้าวเกอคนเดียว หากแต่พุ่งเป้าไปยังจอมยุทธ์กว่างเฉิงทุกคน

แววตาของเยี่ยนจ้าวเกอก็เยือกเย็นเช่นเดียวกัน ฉับพลันนั้นเขาเปล่งเสียงร้องคำรามลากยาว ราวกับเสียงร้องของนกกระเรียนอันใสกังวาน

ทันใดนั้น ไหล่ทั้งสองข้างของเยี่ยนจ้าวเกอก็สั่นเทิ้ม ปีกเซียนกระเรียนที่พาดอยู่บนร่างเขาพลันยกขึ้น ประหนึ่งเซียนกระเรียนกางปีกออก

บริเวณขอบเสื้อคลุมเปล่งแสงผ่องแผ้วจ้าตาฉับพลัน จากนั้นกลายเป็นขนแต่ละเส้นที่แผ่แสง ชี้ตรงไปยังมหาปรมาจารย์ปกปิดใบหน้าที่อยู่เบื้องหน้า

ต่อมาธารแสงของขนกระเรียนประหนึ่งฝนเทกระหน่ำ ยิงไปทางมหาปรมาจารย์ผู้นั้นอย่างรวดเร็ว โดยที่ขนกระเรียนแต่ละเส้นมีรูปดั่งคมดาบก็ไม่ปาน!

มหาปรมาจารย์ปกปิดใบหน้าที่กลายเป็นมารผู้นั้นเปล่งเสียงฮึดฮัดครั้งหนึ่ง ในที่สุดก็เก็บกระบี่แล้วตั้งรับ ประกายกระบี่หลีกหนี แปรสภาพเป็นลูกแสงลูกหนึ่ง ต้านทานการโจมตีประหนึ่งฝนกระหน่ำ ขณะเดียวกันนั้นร่างกายก็เหินถอยไปด้านหลัง!

เขาจำเป็นต้องถอนกำลังแล้ว การที่ปีกเซียนกระเรียนถูกเยี่ยนจ้าวเกอค่อยๆ หลอมกลายสภาพนั้น นั่นหมายความว่าในที่สุดเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าของชายหนุ่มก็หลุมออกจากการตรึงกำลังแล้วเช่นกัน

ถ้าหากยังไม่หนีไปอีก คนที่ต้องหยุดอยู่ที่นี่ในวันนี้ เป็นไปอย่างยิ่งว่าจะเป็นเขา ไม่ใช่เยี่ยนจ้าวเกอ!

คู่ต่อสู้ต้องการถอยออกไป เยี่ยนจ้าวเกอกลับจะไม่ยอมวางมือ เขาพลิกข้อมือพลางส่งเสียงตะโกน กระบี่วิญญาณมังกรมรกตออกจากฝักทอสายฟ้าแลบ กลายเป็นแสงมรกตฟาดฟันตรงไปยังเบื้องหน้าศัตรู!

เสียงทุ้มต่ำดังกังวานเสียงหนึ่ง แสงโลหิตสายหนึ่งแตกซ่านกลางอากาศ

มหาปรมาจารย์ที่กลายเป็นมารผู้นั้น ถูกเยี่ยนจ้าวเกอตัดหน้ากากออกไปครึ่งหนึ่ง บนดวงหน้ามีรอยแผลรอยหนึ่ง โลหิตสดไหลพราก

คนผู้นี้ไม่ส่งเสียงสักแอะ ยกแขนเสื้อขึ้นบังโฉมหน้าไว้ แล้วหันกายหนีออกไปโดยไม่หันศีรษะกลับมา

เยี่ยนจ้าวเกอยังไม่สามารถหลอมกลายสภาพปีกเซียนกระเรียนได้ทั้งหมด ร่างกายหยุดอยู่กับที่ไม่สะดวกเคลื่อนย้าย กระนั้นในดวงตาทั้งสองกลับฉายรัศมีอันน่าตื่นตะลึงออกมา “ถึงแม้จะมีเพียงแค่โฉมหน้าไม่ถึงครึ่งดวง แต่มองแล้วคลับคล้ายว่าคุ้นหน้าอยู่บ้าง…”

เขาขมวดคิ้ว ยืนอยู่ในกระท่อม หันศีรษะทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง เมื่อครู่รู้สึกว่าคนที่เข้าใกล้ที่นี่หายไปไม่พบแล้ว

ด้านนอกกระท่อม หลินโจวไม่ได้ลังเลสักนิด หนีออกไปไกลอย่างรวดเร็ว

เมื่อเห็นร่างร่างคาถาอักขระทองของเยี่ยนจ้าวเกอต้านการแทงสังหารของมหาปรมาจารย์ผู้นั้นไว้ได้ อีกทั้งเริ่มหลอมกลายสภาพปีกเซียนกระเรียนได้ยิน หลินโจวก็ไม่มีความคิดที่จะลงมือทั้งสิ้น

ฝูงชนที่อยู่ในเหตุการณ์ นอกเหนือจากเยี่ยนจ้าวเกอที่หลอมกลายสภาพปีกเซียนกระเรียนแล้ว หลินโจวคือผู้ที่เข้าใจของล้ำค่านี้แจ่มชัดมากที่สุด

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้า

ทว่าก็เนื่องด้วยสาเหตุนี้เช่นกัน บัดนี้เขารู้สึกได้เพียงว่าในใจตนเองกำลังมีโลหิตไหลหยด!

หลังจากเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ นี่เป็นหนที่สองที่เขาต้องมองดูของวิเศษที่ตนเองปรารถนาตกไปอยู่ในมือเยี่ยนจ้าวเกอโดยที่ทำอะไรไม่ได้!

ในชั่วพริบตาเช่นนี้ หลินโจวอยากจะโหม่งศีรษะชนไม้ใหญ่ระฟ้าที่อยู่ข้างตนอย่างอัดอั้นตันใจ

เขาเห็นเยี่ยนจ้าวเกอขับเคลื่อนเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าหยุดปีกเซียนกระเรียนไว้ ทั้งยังเห็นชายหนุ่มหลอมกลายสภาพปีกเซียนกระเรียนไปอีกแล้วเช่นกัน ก่อนจะบีบบังคับยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ซึ่งสง่างามน่าเกรงขามให้ถอยออกไปอย่างองอาจ

ส่วนตนเองกลับทำได้เพียงปลีกหนีด้วยความเร็วสูงสุด…

หลินโจวคับข้องอยู่ภายในใจ จนอยากจะกระอักเลือด