231-235
บทที่ 231
จอมยุทธ์บำเพ็ญพลังฝึกปรือ ทะลวงด่านมโหฬารสุดหินตั้งแต่ระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะท้ายจนถึงขั้นฝ่านภา และหลังขั้นฝ่านภาสู่ระดับมหาปรมาจารย์ ด่านทั้งสองนี้ สิ่งที่จำเป็นยิ่งกว่าคือการตระหนักรู้ ไม่ใช่การลงแรงและเวลาเพื่อสั่งสมตกผลึกอย่างแช่มช้าเพียงอย่างเดียว
แน่นอนการสั่งสมที่ต้องมีก็ยังคงจำเป็น ทว่าไม่ใช่เอาแต่กัดฟันทนก็เกิดผลพวงได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรมาจารย์ขั้นฝ่านภา ทะลวงถึงระดับมหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิตระยะต้นด่านนี้ ระดับความยากเหนือยิ่งกว่าการทะลวงระดับปรมาจารย์ก่อนหน้านี้ทั้งปวง
ชื่อเสียงของคูน้ำกั้น หาใช่ไร้ซึ่งเหตุผลไม่ นับแต่โบราณกาลมา จอมยุทธ์ปรมาจารย์ที่ถูกกักอยู่ที่ด่านนี้ สุดท้ายเกิดมาใช้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ก็ไม่รู้ได้ว่ามีมากน้อยปานใด
ไม่พูดถึงขุมกำลังอื่นแล้ว ต่อให้เป็นจอมยุทธ์ฐานะเดิมสำนักเขากว่างเฉิงและห้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ผู้ที่ติดอยู่ที่ด่านนี้ยากจะพัฒนาต่อไปได้
โลกยุคสมัยนี้ การประเมินค่าพรสวรรค์และศักยภาพคนหนุ่มสาวคนหนึ่ง ยอดฝีมือรุ่นหลังผู้มีชื่อเสียงโดดเด่นคนหนึ่ง หนึ่งในมาตรฐานสำคัญที่จะตัดสินอนาคตของพวกเขา ก็คือด่านปรมาจารย์ถึงมหาปรมาจารย์ด่านนี้
จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ยากจะเป็น ขอเพียงแค่กลายเป็นมหาปรมาจารย์ เช่นนั้นอย่างน้อยก็กล่าวได้แล้วว่าเป็นผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศ อัจฉริยบุคคลวัยเยาว์ผู้นี้ เกินกว่าครึ่งไม่ถึงขั้นสิ้นเปลืองศักยภาพและพรสวรรค์สติปัญญาของตน
ผู้คนมักจะกล่าวกันว่า อัจฉริยะที่สามารถเปลี่ยนศักยภาพให้กลายเป็นพลังความสามารถแท้จริงได้ นั่นถึงจะเป็นอัจฉริยะที่แท้จริง
แท้จริงแล้วหลายครั้งมาตรฐานการตัดสินอันยอมรับกันโดยดุษณีของที่นี่ ก็คือเป็นการบรรลุสู่ระดับมหาปรมาจารย์ หรือหากจะกล่าวอย่างละเอียด ก็คือตีฝ่าคูน้ำกั้นในช่วงวัยหนุ่มสาว ประสบความสำเร็จในระดับมหาปรมาจารย์
ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เมื่อผู้สติปัญญาเป็นเลิศวัยเยาว์ผู้หนึ่ง กลายเป็นมหาปรมาจารย์แล้ว แววตาของชาวพิภพที่มองเขาก็จะเปลี่ยนแปลงไป ไม่ปฏิบัติต่อเขาเช่นบุตรหลานอ่อนอาวุโสธรรมดาอีกต่อไป
เหมือนเช่นเยี่ยนจ้าวเกอ เขายังไม่ทันบรรลุถึงระดับปรมาจารย์ขั้นฝ่านภา ก็มีคนวางตัวปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้ เป็นข้อยกเว้นที่เรียกพบได้ทว่าเรียกหาไม่ได้ ท่ามกลางบรรดาข้อยกเว้น
อย่างไรเสีย นอกเหนือจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งหก จอมยุทธ์มหาปรมาจารย์มากหรือน้อย ก็สามารถเป็นฝ่ายยึดครองด้วยพลังอำนาจอันแก่กล้าได้แล้ว
อาหู่สามารถกลายเป็นมหาปรมาจารย์ได้ แน่นอนว่าเยี่ยนจ้าวเกอดีใจไปกับเขา
ส่วนเยี่ยนจ้าวเกอเองจะทะลวงจากขั้นเคียงนภาระยะท้ายถึงขั้นฝ่านภา สั่งสมอีกเพียงเล็กน้อยก็ใช้ได้แล้ว
การหลอมกลายสภาพเสาทางเดินของวังเทพ สำหรับเยี่ยนจ้าวเกอแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายดายแค่การสำรวจดูรอยตราความทรงจำแสงรุ่งโรจน์ภายในนั้น หรือจะสามารถย่อขนาดของเล่นนี้ได้อย่างคล่องแคล่วเท่านั้น
ลวดลายบนเสาทางเดินนั้น เยี่ยนจ้าวเกอคุ้นเคยนัก หากแต่ของสิ่งนี้แฝงไปด้วยสติปัญญาเร้นลับ ในความเป็นจริงแล้วการสัมผัสของสิ่งนี้ มีผลอันยอดเยี่ยมเป็นเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง
ในฐานะผู้ที่หลอมกลายสภาพเสาทางเดินวังเทพ เขาถึงจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคนนั้น
เปรียบกับอาหู่ ยังมากกว่านัก
ต่อให้ถ้าหากเยี่ยนจ้าวเกอใคร่จะทะลวงด่านระดับมหาปรมาจารย์ ภายในระยะเวลาอันสั้น ก็ต้องใช้วิธีการพิเศษบางประการ
จุดสำคัญคือสิ่งของที่บางอย่างที่จำต้องตระเตรียม ปัจจุบันนี้พบเห็นได้ค่อนข้างน้อย หาได้ยากยิ่ง
ตนเองครุ่นคิดทบทวนบรรลุอย่างช้าๆ เยี่ยนจ้าวเกอก็มีความมั่นใจเช่นเดียวกัน เพียงแต่สถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงฉับไวนัก เยี่ยนจ้าวเกอเองก็จำต้องลงมือเสริมพลังความสามารถตนเองให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเยี่ยนจ้าวเกอเห็นร่องรอยแสงรุ่งโรจน์ที่เสาทางเดินวังเทพทิ้งเอาไว้แล้ว ในใจก็ผุดความคิดบางอย่างออกมามากมาย
เหตุผลที่เขารู้สึกสนใจเครื่องหยกครึ่งก้อนนั่น เป็นเพราะว่าเครื่องหยกคือสิ่งของที่มีอยู่ก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่
บางทีข้อมูลที่แฝงอยู่ในค่ายกลวิญญาณนั้น อาจจะนำทางให้เยี่ยนจ้าวเกอไปยังแว่นแคว้นลับบางแห่งได้
วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ทำให้ขุมทรัพย์ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมากขาดแคลนจนถึงขั้นดับสูญ หากมีแว่นแคว้นลับก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ยังคงอยู่ได้ ไม่แน่ว่าภายในอาจจะยังสงวนไว้ซึ่งสิ่งของที่เยี่ยนจ้าวเกอต้องการก็เป็นได้
หากเป็นเช่นนี้แล้ว การเก็บรวบรวมก็จะสะดวก เยี่ยนจ้าวเกอเองก็ไม่ต้องเปลืองความคิดไปค้นหาสิ่งของอย่างอื่นมาแทนที่เช่นกัน
แน่นอนว่าแว่นแคว้นนี้อาจจะสูญสิ้นไปพร้อมกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ หรืออาจจะมีผู้ที่ฝีเท้าไวกว่าไปถึงก่อนแล้วก็เป็นได้
ทว่าเทียบกับสิ่งของที่ทั่วหล้าต่างค้นหาจนแทบสูญสิ้นแล้ว เส้นทางนี้ยังจะน่าเชื่อถือมากกว่าอยู่บ้าง
หลังจากฝึกฝน เยี่ยนจ้าวเกอก็กำลังให้ความสนใจกับความเคลื่อนไหวในปัจจุบันของเมืองซู่โจว หรือกระทั่งเกาะทรายด้วยเช่นกัน
กระนั้นการเข้ารับตำแหน่งใหม่ของผู้อาวุโสปฏิบัติกิจแห่งเมืองซู่โจวช้ากว่าที่ชายหนุ่มคาดการณ์เอาไว้มากนัก หากแต่เมื่อตอนที่เขาได้รู้ว่าอีกฝ่ายคือผู้ใด ก็ประหลาดใจอยู่บ้าง
ข่าวส่งมาบอกว่า ผู้อาวุโสปฏิบัติกิจแห่งเมืองซู่โจวที่ดำรงตำแหน่งใหม่ เป็นสวีเฟยที่เยี่ยนจ้าวเกอคุ้นเคยจนถึงขั้นไม่อาจคุ้นเคยไปกว่านี้ได้อีก!
สวีเฟย ‘วิหคเวหา’ ศิษย์ของสือเถี่ย ผู้นำรุ่นใหม่ของสำนักเขากว่างเฉิง หลังจากการประชุมฝ่านภาที่ทะเลสาบปิดนภา เขาก็มีตำแหน่งเป็นมหาปรมาจารย์โดยที่อายุอานามเพียงแค่สามสิบต้นๆ
ปฏิกิริยาแรกที่เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินข่าวก็คือ ‘ศิษย์พี่สวีทำความผิดอะไรเข้าหรือ?’
โดยทั่วไปแล้ว ผู้อาวุโสปฏิบัติกิจเป็นตำแหน่งที่ให้จอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์รับหน้าที่ มหาปรมาจารย์ที่อนาคตรุ่งเรืองอย่างเช่นสวีเฟยเช่นนี้ ถูกโยนทิ้งยังเมืองซู่โจวชายแดนเกาะทรายแห่งวายุพิภพ เพื่อมาทำหน้าที่ผู้อาวุโสปฏิบัติกิจ มองอย่างไรล้วนไม่เหมือนการใช้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญ หากแต่เป็นการลดขั้น
สวีเฟยยังอายุน้อย หนำซ้ำยังเพิ่งบรรลุสู่ระดับมหาปรมาจารย์ ศักยภาพยังคงไร้ที่สิ้นสุด กำลังเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่ปณิธานรุดหน้าหนักแน่น หมกมุ่นฝึกฝนยกระดับอย่างต่อเนื่อง
ต่อให้เพื่อสั่งสมประสบการณ์ ต้องการส่งประจำการนอกสถานที่ ก็น่าจะรอหลังจากพลังฝึกปรือของเขาสูงขึ้นอีกหน่อย ค่อยลงตำแหน่งผู้อาวุโสคุมการณ์สักแห่งหนึ่งโดยตรง อย่างไรก็ไม่มีทางเป็นผู้อาวุโสปฏิบัติกิจ
ชั่วขณะแรกที่เยี่ยนจ้าวเกอได้ฟังข่าวคราว ก็อดไม่ได้ที่จะเหม่อลอยอยู่บ้าง หากแต่เขาตอบสนองอย่างรวดเร็ว
“เป็นเพราะเรื่องภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตกับสำนักเขานิมิตทมิฬที่ข้ารายงานก่อนหน้านี้หรือ?” เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตาลงเล็กน้อยประเดี๋ยวหนึ่ง “ทางสำนัก ท่านอาจารย์ปู่กับพวกท่านพ่อและท่านอาจารย์อาทั้งหลาย ก็เห็นว่าภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตจะก่อเรื่องที่วายุพิภพในระยะอันใกล้นี้เช่นกัน?”
อาหู่เกาศีรษะ “เกรงว่าจะเป็นเช่นนี้ขอรับ”
เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ เท่านี้ก็ตีความได้ปรุโปร่งแล้ว สวีเฟยมาที่นี่ก็เพียงรับตำแหน่งผู้อาวุโสปฏิบัติกิจแห่งเมืองซู่โจวแทนชั่วคราวเท่านั้น เพื่อจัดการเรื่องพิเศษด้วยวิธีพิเศษในช่วงเวลาพิเศษ
ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตและสำนักเขานิมิตทมิฬเพิ่งจะลอบสังหารเยี่ยนจ้าวเกอที่มหาทะเลทรายแดนตะวันตก หากยังก่อความวุ่นวายบริเวณอาณาเขตรอบๆ เกาะทราย ที่ซู่โจวแห่งนี้ก็นับเป็นแนวหน้า
นอกจากสถานการณ์พิเศษอันน้อยนิดอย่างยิ่งเช่นนี้ของเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว ยังมาแบกภาระหนักอย่างตำแหน่งผู้อาวุโสปฏิบัติกิจของซู่โจวอีก ดูเหมือนว่าจะเปราะบางอยู่บ้าง
โยกย้ายผู้แก่กล้าคนหนึ่งมารักษาการณ์ชั่วคราว ก็พอเข้าใจได้
เยี่ยนจ้าวเกอเองก็อยู่ที่นี่เช่นกัน เพียงแต่สถานการณ์ของเขาพิเศษจนเกินไป วางเขาไว้ที่เมืองซู่โจว ขอบเขตอำนาจพลันพรวดถึงระดับผู้อาวุโสสูงสุดนั่น รังแต่ทำให้ผู้อาวุโสคุมการณ์พรรควายุคำรามกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่บ้าง
ดังนั้นความคิดเห็นของทางสำนักนั้น ยังคงให้เยี่ยนจ้าวเกอเคลื่อนไหวอย่างอิสระ
สวีเฟยมายังซู่โจว มีมิตรภาพลึกซึ้งกับเยี่ยนจ้าวเกอ การประสานงานก็เป็นที่รู้กันดีของทั้งสองฝ่ายเช่นกัน
ชายหนุ่มนั่งอยู่บนเก้าอี้ นิ้วมือเคาะบนพนักวางแขนเก้าอี้เบาๆ ‘ก่อนหน้านี้ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตไม่ทำตัวเป็นจุดสนใจอย่างยิ่ง ทว่านับแต่หลังเกิดเรื่องที่หุบเหวปราการมังกรนั่น จึงค่อยเริ่มเคลื่อนไหวโลดแล่นขึ้นมา เบาะแสความเคลื่อนไหวที่ส่อให้เห็นในตอนนี้ ยิ่งซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ’
‘ทางด้านปฐพีพิภพนั่น ก็ไม่ถือว่าสงบเงียบอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่ต้น หลังเหตุการณ์สำคัญที่ทะเลสาบปิดนภาในปัจจุบัน ก็วางแผนสร้างเหตุที่วายุพิภพอีกครา’
นิ้วมือเยี่ยนจ้าวเกอที่เคาะพนักวางแขนพลันหยุดชะงักลง ‘มีสาเหตุอะไรเป็นพิเศษรึ? จะมีการติดต่อกับทางฝั่งตรงข้าม กับทางนพยมโลกนั่นหรือไม่?’
เขาผุดลุกขึ้นยืน หัวคิ้วขมวดขึ้นเล็กน้อย ‘พวกเขาก่อเรื่องครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้ ขณะที่เพิ่มความยุ่งยากให้กับพวกเรา ก็กำลังทำลายพลังของตนเองอย่างไม่หยุดยั้งด้วยเช่นกัน ก่อนหน้าพวกเราอยู่ในที่แจ้ง พวกเขาอยู่ในที่ลับตา ด้วยเหตุนี้พลังทำลายล้างจึงน่าตื่นตะลึง บัดนี้พวกเขาค่อยๆ โผล่พ้นผิวน้ำ แท้จริงแล้วความได้เปรียบอันยิ่งใหญ่ที่สุดกำลังค่อยๆ หายไป’
ขณะเยี่ยนจ้าวเกอครุ่นคิดอยู่นั้น อาหู่ที่อยู่ข้างๆ เอ่ยว่า “จริงสิ คุณชาย มีคนขอพบท่านด้วยขอรับ”
“หืม ใครกัน?” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยถาม
อาหู่อมพะนำครู่หนึ่งก่อนตอบ “ท่านประมุขตระกูลเหลียน ตระกูลของเหลียนเฉิงกับเหลียนอิ๋งสองคนนั่น บอกว่ามาเพื่อกล่าวขอโทษขอรับ”
บทที่ 232
“ประมุขตระกูลเหลียน?” เยี่ยนจ้าวเกอเลิกคิ้วเล็กน้อย
อาหู่ผงกศีรษะ “ใช่ขอรับ เด็กหนุ่มเหลียนเฉิงผู้นั้นก็ถูกพามาพร้อมกันด้วย”
เยี่ยนจ้าวเกอครุ่นคิดครู่หนึ่ง สีหน้าอดแปลกใจอยู่บ้างไม่ได้ ‘มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงล่ะสิไม่ว่า’
ในมหาทะเลทรายแดนตะวันตก เหลียนอิ๋งบุตรหลานแห่งตระกูลเหลียน สร้างมังกรขาวพิฆาตเพราะได้รับการยุยงครอบงำของเหยาซาน จอมยุทธ์สำนักเขานิมิตทมิฬ มุ่งร้ายต่อพวกของเยี่ยนจ้าวเกอ
หลังเหตุการณ์จบสิ้น เยี่ยนจ้าวเกอกลับก็ไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะอย่างไรเสียเหยาซานหัวโจกตกอยู่ในกำมือตนแล้ว เหลียนอิ๋งเองก็สูญสิ้นซึ่งชีวิตแล้วเช่นกัน
วาจาของเหลียนอิ๋งในตอนนั้น มีความเป็นไปได้ที่จะก่อเกิดผลกระทบไม่ดีต่อชื่อเสียงของจวินลั่ว ด้วยเหตุนี้เยี่ยนจ้าวเกอจึงให้สัญญากับจอมยุทธ์สำนักเขากว่างเฉิงอย่างลับๆ เรื่องนี้จึงไม่ได้ถูกแพร่งพรายรายละเอียดออกไปภายนอก
ทว่าบรรดาจอมยุทธ์สำนักเขากว่างเฉิงหวิดถูกเหลียนอิ๋งใช้มังกรขาวพิฆาตฝังทั้งเป็น แน่นอนว่าคงไม่ได้อารมณ์ดีนัก
ซึ่งสำหรับจอมยุทธ์ตระกูลเหลียนแล้ว แน่นอนว่าก็คงหน้าเสียอย่างยิ่งเช่นกัน
ณ วายุพิภพ หากกล่าวว่าเขตแดนเกาะกานยังคงพิพาทอยู่กับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ เช่นนั้นเกาะทรายก็คือรากฐานบ้านเกิดเดิมของสำนักเขากว่างเฉิง เปรียบเทียบอำนาจควบคุมของที่นี่ กับเกาะทั้งห้าของนภาพิภพ ก็ต่างกันไม่มากเท่าใดนักเช่นกัน
เขากว่างเฉิงย่ำเท้าเบาๆ ก็เพียงพอให้เกาะทรายสนั่นหวั่นไหวแล้ว
ถึงแม้ว่าจอมยุทธ์สำนักเขากว่างเฉิงที่ตั่งมั่นอยู่ที่เมืองซู่โจวจะไม่พอใจ ทว่าข่าวคราวก็แพร่กระจายกลับยังป้อมปราการตระกูลเหลียน ดินแดนตกทอดของบรรพบุรุษตระกูลเหลียน
เมื่อเหลียนเฉิงแยกย้ายกับพวกเยี่ยนจ้าวเกอที่เมืองซู่โจว เขายังกลับไปไม่ถึงป้อมปราการตระกูลเหลียน ก็ถูกคนตระกูลตนเองสกัดเอาไว้ จากนั้นพากลับไปอย่างเร่งด่วน
หลังจากฟังเหตุการณ์ที่เหลียนเฉิงบรรยายแล้ว คนตระกูลเหลียนต่างก็จมสู่ความนิ่งเงียบชั่วขณะหนึ่ง
ในแง่มุมหนึ่ง เป็นเหยาซานที่ต้องการแทงสังหารเยี่ยนจ้าวเกอ จึงลากเหลียนอิ๋งไปเกี่ยว แท้จริงแล้วเหลียนอิ๋งต่างหากที่ถูกทำให้เป็นปลาติดหลังแหซึ่ง ไม่มีความผิด หากปราศจากแผนการแทงสังหารของเหยาซาน เหลียนอิ๋งก็คงไม่ถึงขั้นจะทำเรื่องพรรค์นี้ออกมาเช่นกัน หนำซ้ำยังสูญสิ้นชีวิต
ทว่ากล่าวในทางกลับกัน หากเหลียนอิ๋งเองไม่สร้างปัญหาออกมา จะถูกเหยาซานหลอกใช้ได้เยี่ยงไรอีก? ไฉนเหลียนอิ๋งเขาถึงได้กลายเป็นดาบในกำมือเหยาซาน กลายเป็นฆาตกรสบคบคิด แต่จวินลั่วกับเหลียนเฉิงที่ร่วมเดินทางกลับไม่ได้กลายเป็นหมากของเหยาซาน?
หากกล่าวว่าไร้ความผิด จวินลั่วกับเหลียนเฉิงไร้ความผิดยิ่งกว่าเหลียนอิ๋งมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก่อนหน้านี้กลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอยังช่วยชีวิตของพวกเขาทั้งสามจากภายในพายุนิมิตทมิฬ สุดท้ายเหลียนอิ๋งกลับเนรคุณ
ประมุขป้อมปราการตระกูลเหลียนฉกฉวยตัดสินใจฉับพลัน ไปขออภัยเยี่ยนจ้าวเกอต่อหน้าที่เมืองซู่โจวด้วยตนเองในทันที
เทียบกับป้อมปราการตระกูลเหลียนแล้ว พรรคกระบี่วายุคำรามเป็นสัตว์ใหญ่มหึมาแล้ว หากแต่ความห่างชั้นระหว่างพรรคกระบี่วายุคำรามกับสำนักเขากว่างเฉิง ยังคงห่างมากยิ่งกว่า
อย่าได้พูดว่าตระกูลเหลียนตอนนี้ไร้เหตุผลอย่างแท้จริง ต่อให้มีเหตุผลจริงๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าสุขุมหนักแน่นเช่นกัน
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหกยืนอยู่เหนือทั้งมวล แต่ไหนแต่ไรไม่ใช่เพียงพูดง่ายดายแค่ลมปากเท่านั้น
เปรียบเทียบกัน สำนักเขากว่างเฉิงและหอคลื่นโหมนับว่าอ่อนโยนยิ่งยวดแล้ว หากเปลี่ยนเป็นสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ตำหนักอัสนีสวรรค์ สำนักเขาไร้พรมแดน และเมืองทะเลมรกตล่ะก็ แม้ตระกูลเหลียนจะมีเหตุผลก็อาจจะเปลี่ยนเป็นไร้เหตุผลเช่นกัน
อนึ่ง หากไม่ใช่เยี่ยนจ้าวเกอ จวินลั่วอาจจะสิ้นชีพในเงื้อมมือเหลียนอิ๋ง นอกจากทางสำนักเขากว่างเฉิงนี้แล้ว ตระกูลเหลียนยังต้องรับผิดแก่ผู้อาวุโสจวินแห่งพรรคกระบี่วายุคำรามอีกต่อหนึ่งด้วย
นี่ทำให้ประมุขตระกูลเหลียน มีความรู้สึกราวกับนั่งตัวตรงอยู่ในบ้าน ทว่าปัญหากลับบังเกิดอย่างไม่คาดคิด ขมฝาดอยู่เต็มปาก กลับยังไร้ซึ่งที่จะชี้แจงเหตุผลได้อีก
หากแต่ไม่นานนัก เขาก็รู้สึกว่าหากดำเนินการได้อย่างเหมาะสม บางทีอาจจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ ด้วยเหตุนี้จึงพาเหลียนเฉิงเร่งรุดหน้าไปยังเมืองซู่โจวทันใด
เยี่ยนจ้าวไม่ได้หนีหน้าไม่พบ และให้อาหู่เชิญอีกฝ่ายเข้ามาพบ
ไม่นานนัก ชายวัยกลางคนที่ดูไปแล้วน่าเกรงขามยิ่งผู้หนึ่ง พาเหลียนเฉิงที่ยังคงลักษณะเรียบร้อยรูปร่างบอบบาง มาปรากฏตรงหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ
“เหลียนฉงอี้จากป้อมปราการตระกูลเหลียน ขอคารวะต่อหน้าคุณชายกว่างเฉิง” ชายวัยกลางคนผู้นั้นนำหน้ากำหมัดแสดงการคารวะ
“ท่านประมุขป้อมปราการเหลียนเกรงใจไปแล้ว” เยี่ยนจ้าวเกออมยิ้มและคารวะตอบ
เหลียนฉงอี้ คือยอดฝีมืออันดับหนึ่งของตระกูลเหลียนแห่งป้อมปราการตระกูลเหลียนในปัจจุบัน อีกทั้งเป็นยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ขั้นที่สอง ขั้นซ่อนจิตระยะกลาง ซึ่งได้ควบแน่นจนปรากฏเมล็ดพันธุ์แล้วท่านหนึ่งนั่นเอง
เขามาเยือนถึงที่ด้วยตนเอง จริงใจเต็มขั้น เพียงแต่พอเผชิญหน้ากับเยี่ยนจ้าวเกอแล้วกลับไม่กล้าถือดี
อย่าว่าแต่เขาเลย ต่อให้ประมุขพรรคกระบี่วายุคำรามพบเยี่ยนจ้าวเกอตอนนี้ ก็ไม่อาจปฏิบัติด้วยอย่างส่งๆ ได้เช่นกัน
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูเหลียนฉงอี้ พยักหน้าเล็กน้อย
โลกแปดพิภพในปัจจุบัน จอมยุทธ์หกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ ใช้สำนวนพูดว่าชั้นหนึ่ง ชั้นสอง ชั้นสาม หรือกระทั่งไม่เข้าชั้น มาแบ่งแยกแต่ละขุมกำลังนอกเหนือจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตามความเคยชิน
มาตรฐานโดยทั่วไป ขุมกำลังที่มีมหาปรมาจารย์ขั้นกำเนิดญาณจะถูกรวมอยู่ในชั้นหนึ่ง และขุมกำลังที่มีมหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิต จะถูกเรียกเรียกว่าชั้นสอง ซึ่งขุมกำลังที่มีเพียงปรมาจารย์แต่ไม่มีมหาปรมาจารย์ ก็จะถูกแยกเป็นชั้นสาม
ส่วนขุมกำลังที่ไม่เข้าชั้น โดยส่วนมากแล้วจอมยุทธ์ที่มีฐานะเดิมในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งหกล้วนไม่นำมาใส่ใจ ยกตัวอย่างเช่นตระกูลเยี่ยอันเป็นฐานะเดิมของเยี่ยจิ่งแต่กาลก่อน เป็นต้น
แน่นอนว่าแท้จริงแล้วขุมกำลังเช่นนี้มีเยอะที่สุด แพร่กระจายอยู่ทั่วทุกซอกมุมของโลกใบนี้ มากมายประหนึ่งขนวัว
ขุมกำลังชั้นหนึ่งเช่นอาณาจักรถังตะวันออกและพรรคกระบี่วายุคำราม จ้าวซื่อเฉิงราชาแห่งอาณาจักรถังตะวันออกก็คือยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ขั้นที่ห้า ขั้นซ่อนจิตระดับกลาง ประมุขพรรคกระบี่วายุคำราม ก็คือยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ขั้นหก ขั้นกำเนิดญาณระยะท้าย
เหมือนเช่นป้อมปราการตระกูลเหลียน มีเหลียนฉงอี้ท่านนี้ที่เป็นมหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิตระยะกลาง ก็จัดอยู่ในขุมกำลังชั้นสอง
โดยทั่วไป ผู้อาวุโสปฏิบัติกิจของสำนักเขากว่างเฉิงจะถูกส่งประจำการที่ขุมกำลังชั้นสอง และไม่จำเป็นต้องเป็นมหาปรมาจารย์ แค่มีป้ายของสำนักเขากว่างเฉิงแปะอยู่ ก็พอที่จะพิทักษ์ปกป้องผลประโยชน์ของแต่ละสำนักที่อยู่ในพื้นที่แล้ว
หากแต่ผู้อาวุโสคุมการณ์ที่ถูกไปส่งประจำการที่ขุมกำลังชั้นหนึ่ง โดยส่วนมากจะใช้ความแข็งแกร่งและความอ่อนแอมาตัดสินเลือกคนประจำการในพื้นที่
อาทิ เหยี่ยนซวี่ ผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งถังตะวันออกแต่กาลก่อน ในฐานะจอมยุทธ์ผู้อุทิศอันดับหนึ่งของอาณาจักรถังตะวันออก มีพลังฝึกปรือระดับมหาปรมาจารย์ขั้นที่สี่ ชั้นกำเนิดญาณระยะต้น
หากไม่ใช่ตอนแรกเหยียนซวี่ถูกสือเถี่ยอัดจนบาดเจ็บเจียนตาย เยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่อาจคว่ำเขาลงได้ง่ายดายปานนั้น
ส่วนผู้อาวุโสคุมการณ์ที่พรรควายุคำรามในปัจจุบัน ผู้อุทิศอันดับหนึ่งของสำนักเขากว่างเฉิงที่อยู่ที่นี่ ก็มีพลังฝึกปรือในระดับมหาปรมาจารย์ขั้นที่ห้า ขั้นกำเนิดญาณระยะกลาง
เนื่องจากเคารพอำนาจในการปกครองตนเองของขุมกำลังชั้นหนึ่งในพื้นที่ ผู้อาวุโสคุมการณ์ที่สำนักเขากว่างเฉิงส่งประจำการ จะมีพลังฝึกปรือต่ำกว่ายอดฝีมือระดับสุดยอดพื้นที่อยู่บ้างตามระเบียบปฏิบัติ
กระนั้นเนื่องจากข้อได้เปรียบในด้านวิชาวรยุทธ์สืบทอดกว่างเฉิง แท้จริงแล้วเหล่าบรรดาผู้อาวุโสคุมการณ์สามารถรักษาผลประโยชน์ของสำนักเขากว่างเฉิงได้อย่างเต็มที่ โดยไม่เสียเปรียบแต่อย่างใดเลย
แน่นอนว่า ในที่นี้บ่งชี้ถึงพลังฝึกปรือเฉพาะบุคคล ไม่คิดคำนวณข้อได้เปรียบด้านชัยภูมิ ขุมกำลังชั้นหนึ่งในพื้นที่ยังคงครองอำนาจปกครองในสถานการณ์ปกติอยู่ดี
เพียงแต่ในทุกๆ เกาะ สำนักเขากว่างเฉิงล้วนมีผู้อาวุโสสูงสุดรักษาการณ์โดยเฉพาะ นอกจากโต้ตอบการพิพาทในการข้ามเขตแดนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นแล้ว ยังรับประกันว่าขอเพียงแค่สำนักเขากว่างเฉิงยินยอม ก็สามารถปราบปรามความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเปิดฉากขึ้นในพื้นที่ได้อีกด้วย
ไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโสฉิน ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเกาะตะวันออกก่อนหน้านี้ หรือจะเป็นผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเกาะทรายที่วายุพิภพ ล้วนเป็นยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ขั้นรูปญาณทั้งสิ้น
ตอนนี้เยี่ยนจ้าวเกอมีขอบเขตอำนาจของผู้อาวุโสสูงสุด หากแต่การจะรับหน้าที่ผู้อาวุโสสูงสุดสายสำนักเขากว่างเฉิงอย่างเป็นทางการนั้น อย่างน้อยๆ ต้องเป็นมหาปรมาจารย์ชั้นที่เจ็ดเสียก่อน
เหลียนฉงอี้กล่าว “สำนักโชคไม่ดี มีบุตรหลานไม่กตัญญู สร้างความลำบากให้กับคุณชายเยี่ยนและสำนักเขากว่างเฉิง ข้ารู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง ครั้งนี้จึงเดินทางมาขออภัยไถ่โทษเป็นการเฉพาะ หวังว่าคุณชายเยี่ยนจะให้อภัย”
กล่าวจ เขาก็หยิบของสิ่งหนึ่งวางลงเบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ
ดวงตาเยี่ยนจ้าวเกอมองกวาด ก็เข้าใจในทันใด “เป็นดังที่ข้าคาดไว้ ไม่ใช่มาเพื่อขอโทษ หากแต่มอบของกำนัล”
บทที่ 233
ของกำนัลในการขอโทษของเหลียนฉงอี้ ก็คือของเหลวเหนียวหนืดสีมรกตจำนวนหนึ่งที่บรรจุอยู่ในภาชนะ สะท้อนใบหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอออกมา
เยี่ยนจ้าวเกอเห็นแล้ว ก็จำได้ในทันที นี่คือแก่นน้ำพุมรกต
ในอาณาเขตความควบคุมป้อมปราการตระกูลเหลียน มีบ่อน้ำพุทรายมรกตบ่อหนึ่งเลื่องชื่อระบือไกล น้ำพุที่ผลิตออกมามีคุณประโยชน์ต่อจอมยุทธ์อย่างมาก
สำนักเขากว่างเฉิงส่งผู้อาวุโสปฏิบัติกิจแห่งน้ำพุมรกตท่านหนึ่งประจำการที่นั่นโดยเฉพาะ ทุกๆ ปีจะปันน้ำพุตามจำนวนที่กำหนดไว้
หากแต่เทียบกับน้ำพุทรายมรกตแล้ว แก่นน้ำพุมรกตที่ผลิตจากตาน้ำพุ ล้ำค่าและมีมูลค่ามากกว่า
เพียงแต่แก่นน้ำพุมรกตมีอยู่น้อยอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะป้อมปราการตระกูลหรือจะสำนักเขากว่างเฉิง ทุกๆ ปีได้รับมาเพียงเล็กน้อยเช่นกัน นอกจากทั้งสองสำนัก ก็มีเพียงพรรคกระบี่วายุคำรามที่ยังมีอีกส่วนหนึ่ง ขุมกำลังอื่นล้วนไม่ต้องแม้แต่จะคิด
แก่นน้ำพุมรกตที่เหลียนฉงอี้คิดจะมอบให้แก่เยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้ดูเหมือนมีแค่เพียงถ้วยเดียว ทว่าอันที่จริงแล้วนี่เทียบเท่ากับปริมาณรวมที่ตาน้ำพุผลิตทั้งปีโดยประมาณ!
หมายความว่าแก่นน้ำพุมรกตของทั้งสำนักเขากว่างเฉิงที่ได้มาจากบ่อน้ำพุทรายมรกตในทุกๆ ปี ก็ยังไม่มากเท่าตรงหน้าเยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้
แน่นอนว่าป้อมปราการตระกูลเหลียนไม่ได้ปิดบังปริมาณการผลิต หากแต่พวกเขาเจียดออกมาอย่างขื่นขม จากจำนวนที่ตระกูลตนสั่งสมในหลายปีที่ผ่านมา
แก่นน้ำพุมรกตเพียงแค่น้อยนิดเท่านี้ กล่าวว่าทรงคุณค่าอย่างยิ่งก็ไม่เกินไปนัก
เหลียนฉงอี้มองเยี่ยนจ้าวเกอ อมยิ้มพลางเอ่ย “เรื่องเกิดกะทันหันครานี้ ข้ามาด้วยความรีบเร่งอย่างยิ่ง จึงมีได้แค่เพียงของกำนัลน้อยนิดนี้เท่านั้น คุณชายเห็นของวิเศษล้ำค่าหลากรูปแบบจนชินตาแล้ว โปรดอย่าได้หัวเราะเยาะ กลับไปหนนี้ ข้าแซ่เหลียนจะจัดเตรียมอย่างเหมาะสมอีกครั้ง ไม่นานนักจะส่งมาให้แก่คุณชายเยี่ยน”
หากพูดว่าเพียงแค่แก่นน้ำพุมรกต แม้จะเลอค่า กระนั้นก็แสดงถึงความจริงใจในการขอโทษขอขมาของป้อมปราการตระกูลเหลียนล่ะก็ เช่นนั้นท้ายประโยคนี้ก็แสดงความประสงค์ที่แท้จริงของเหลียนฉงอี้แจ่มชัดอย่างไร้ข้อกังขา
แม้จะมาเยือนถึงที่เพื่อขอโทษก็ตาม แต่ก็วาดหวังว่าจะสามารถหยิบยืมสิ่งนี้กระชับความสัมพันธ์กับเยี่ยนจ้าวเกอด้วยเช่นกัน
บางทีเยี่ยนจ้าวเกออาจจะไม่หยุดอยู่ที่เกาะทรายนานนัก ทว่าเพียงแค่ข่าวคราวความสัมพันธ์ฉันมิตรอันสนิทชิดเชื้อระหว่างป้อมปราการตระกูลเหลียนกับคุณชายกว่างเฉิงข่าวหนึ่งแพร่กระจายออกไป ก็ย่อมมีผลดีอย่างใหญ่หลวงที่สุด สำหรับตระกูลเหลียนแล้ว
นอกจากนี้แล้ว เยี่ยนจ้าวเกอยังฟังความนัยบางอย่างได้มากกว่านั้น
‘คุณชาย แก่นน้ำพุมรกตกับน้ำพุทรายมรกตก็เป็นของดีสำหรับตระกูลเหลียน หากเขาต้องเตรียมของกำนัลสูงค่าอีกหน จะเตรียมอะไรได้อีก?’ อาหู่ที่อยู่ข้างเคียงใช้ปราณจิตราส่งกระแสเสียงหาเยี่ยนจ้าวเกอลับๆ ‘หรือเขายังสามารถทำแก่นน้ำพุมรกตออกมาได้มากกว่านี้อีก? กระนั้นนำมารวดเดียวคงไม่ดีนัก’
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน ‘ตระกูลเหลียนไม่มีของดีอื่นใดแล้ว แต่บางคนมีอย่างไรเล่า ยังจำข่าวสารที่ข้าให้เจ้าเสาะหารวบรวมก่อนมาเกาะทรายได้หรือไม่?’
อาหู่ตื่นรู้ ‘ผู้อาวุโสหงแห่งพรรคกระบี่วายุคำราม?’
ชายหนุ่มพลันยิ้ม ‘ตอบถูกต้องแล้ว’
ภายในพรรคกระบี่วายุคำรามในตอนนี้จวนจะถึงช่วงเวลาสละตำแหน่งสับเปลี่ยนเช่นกัน ประมุขพรรคอายุมากแล้ว จึงตัดสินใจสละตำแหน่งส่งต่อให้แก่รุ่นถัดไปในช่วงเวลาอันใกล้นี้
บรรดายอดฝีมือรุ่นสองของพรรคกระบี่วายุคำราม ผู้ที่ล้ำเลิศที่สุด แท้จริงแล้วก็คือผู้อาวุโสจวิน บิดาของจวินลั่ว และเป็นสหายเก่าของเยี่ยนตี๋
พลังฝึกปรือสูงสุด ขณะเดียวกันยังมีความสัมพันธ์อันแนบชิดกับเยี่ยนตี๋อีก
เพียงแต่ผู้อาวุโสจวินไม่ประสงค์ตำแหน่งประมุข เอ่ยชัดว่าจะไม่รับตำแหน่งนานแล้ว ดังนั้นการแข่งขันจึงดำเนินอยู่ที่ระหว่างผู้อาวุโสคนอื่นอีกสองท่าน
ท่านหนึ่งผู้อาวุโสหง ท่านหนึ่งผู้อาวุโสไป๋ ทั้งสองฝีมือพอฟัดพอเหวี่ยง ทำให้ประมุขพรรคกระบี่วายุคำรามยากจะคัดเลือกด้วยเช่นกัน
ทั้งสองต่างก็ช่วงชิงผู้สนับสนุนของตน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้สนับสนุนที่สำคัญที่สุดคือสำนักเขากว่างเฉิง
เท่าที่เยี่ยนจ้าวเกอรับรู้ สำนักเขากว่างเฉิงไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโสสูงสุดเกาะทราย หรือผู้อาวุโสคุมการณ์วายุคำราม ต่างก็รักษาท่าทีเป็นกลางในเรื่องนี้
เนื่องจากไม่ได้ซับซ้อนเหมือนเช่นเหตุการณ์ถังตะวันออกในตอนแรกเช่นนั้น ไม่ว่าผู้อาวุโสหงหรือว่าผู้อาวุโสไป๋ ต่างเป็นผู้สนับสนุนของสำนักเขากว่างเฉิง
ไม่ว่าจะพลังฝึกปรือหรือความสามารถในการจัดการกิจธุระของทั้งสองล้วนยากแบ่งสูงต่ำ ฉะนั้นสำนักเขากว่างเฉิงจึงรักษาท่าทีไม่เอนเอียงด้วยเช่นกัน
ผู้ใดจะรับตำแหน่งประมุขพรรคกระบี่วายุคำรามต่างไม่สลักสำคัญสำหรับสำนักเขากว่างเฉิงแต่อย่างใด ขอเพียงแค่ผู้ดำรงตำแหน่งเอนเอียงมาทางกว่างเฉิง และรับประกันอย่างแท้จริงว่าเขตแดนตนจะไม่ล่วงล้ำเรือกสวนไร่นาตระกูลอื่นก็ใช้ได้
เรือกสวนไม่บ่ายเบนล้ำ สำนักเขากว่างเฉิงจะไม่แทรกแซงกิจภายในของขุมกำลังใต้บัญชาง่ายๆ
อีกทั้งผู้อาวุโสหงและผู้อาวุโสไป๋เองก็ไม่กล้าก่อวิวาทรุนแรงจนเกินไปเช่นกัน ไม่เช่นนั้นเท่ากับว่าบีบให้ผู้อาวุโสจวินออกมาเก็บกวาดสถานการณ์ที่กำลังพินาศ
เยี่ยนจ้าวเกอที่มาถึงเกาะทราย มาถึงท้องที่พรรคกระบี่วายุคำรามฉับพลันในสถานการณ์ประเภทนี้ ก็พลันทำให้เบื้องหน้ากองกำลังทั้งสองฝ่ายส่องสว่าง
ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้หยุดอยู่เกินควร ไม่นานนักก็มุ่งหน้าตรงสู่มหาทะเลทรายแดนตะวันตก ทำให้ผู้อาวุโสหงและผู้อาวุโสไป๋ไม่อาจเข้ามาพูดคุยให้ดีได้เช่นกัน
ภายหลังยังบังเกิดเรื่องแทงสังหารอีก สถานการณ์ทั้งเกาะทรายล้วนตึงเครียดขึ้นมา การพิพาทภายในของพรรคกระบี่วายุคำรามจึงเอื่อยเฉื่อยต่อไปก่อนเป็นการชั่วคราว
ป้อมปราการตระกูลเหลียนคือขุมกำลังขั้นสองที่ใกล้ชิดผู้อาวุโสหง ภายใต้การปกครองของพรรคกระบี่วายุคำราม เยือนถึงที่ครานี้ นอกจากเป็นการแสดงความขอโทษของตนเอง และคิดหาวิธีคลายโทสะที่อาจจะมีอยู่ของเยี่ยนจ้าวเกอและจอมยุทธ์กว่างเฉิงคนอื่น แท้จริงแล้วยังมีเจตจำนงที่จะสร้างสะพานปูทางเชื่อมสัมพันธ์เพื่อผู้อาวุโสหงอีกด้วย
เพราะบิดาของตนเป็นเหตุ แน่นอนว่าทั่วทุกหย่อมหญ้าทั้งพรรคกระบี่วายุคำราม เยี่ยนจ้าวเกอนั้นคุ้นเคยกับผู้อาวุโสจวินที่สุด
หากแต่ผู้อาวุโสจวินไม่เข้าไปพัวพันการแข่งขันตำแหน่งประมุข เยี่ยนจ้าวเกอจึงไม่สนใจการช่วงชิงระหว่างผู้อาวุโสหงกับผู้อาวุโสไป๋ด้วยเช่นกัน
เยี่ยนจ้าวเกอและผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเกาะทราย พวกเขามีท่าทีเฉกเช่นเดียวกัน
บัดนี้ผู้อาวุโสหงกับเหลียนฉงอี้ ก็วางแผนอาศัยโอกาสตีสนิทเยี่ยนจ้าวเกอ หากท่าทีเยี่ยนจ้าวเกอเกิดเปลี่ยนแปลง เช่นนั้นก็เป็นไปได้ที่จะแปรเปลี่ยนทั้งสถานการณ์!
อย่าว่าแต่เยี่ยนตี๋ที่อยู่เบื้องหลังเยี่ยนจ้าวเกอเลย ต่อให้น้ำหนักวาจาเยี่ยนจ้าวเกอเองในตอนนี้ ก็หาผู้คนทั่วไปจะเทียบเทียมได้ไม่
ไม่เอ่ยถึงผู้อาวุโสคุมการณ์วายุคำราม ต่อให้ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเกาะทราย ล้วนเป็นไปได้ที่จะให้เกียรติเยี่ยนจ้าวเกอ ในเรื่องที่แต่ไรล้วนเป็นไปได้ทั้งสองประเภทนี้
ไม่เพียงแค่ทางฝั่งเยี่ยนจ้าวเกอเท่านั้น ครานี้เหลียนอิ๋งเกือบทำร้ายจวินลั่วสิ้นชีพ ทางฟากผู้อาวุโสจวินนั้น เหลียนฉงอี้ก็จะเยือนบ้านแสดงการขออภัยเองด้วยเช่นกัน พลิกวิกฤตการแข่งขันให้เป็นโอกาส
ผู้อาวุโสจวินเองไม่เข้าร่วมการแข่งขัน ยามปกติก็ไม่เอียงเอนฝ่ายใดเช่นกัน ครานี้ไม่ว่าจะถูกผู้อาวุโสหงและเหลียนฉงอี้ตีด่านได้สำเร็จ หรือพาลโกรธผู้อาวุโสหงเนื่องจากเรื่องที่ธิดาประสบอันตราย ล้วนเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนความสมดุลสถานการณ์ เหลียนฉงอี้จึงอดไม่ได้ที่จะไม่ใส่ใจ
‘หรือกล่าวได้เช่นกันว่า…’ อาหู่กะพริบตาชั่วประเดี๋ยวหนึ่ง ‘ตอนนี้เขากำลังติดสินบนประจบประแจงคุณชายอยู่นะขอรับ?’
เยี่ยนจ้าวเกอยกโค้งมุมปาก ‘โอ้…กล่าวเช่นนี้ก็ว่าได้’
อาหู่เอ่ยถาม ‘เช่นนั้นไยเขาไม่ติดสินบนพวกท่านผู้อาวุโสสูงสุดเกาะทรายกับผู้อาวุโสคุมการณ์วายุคำรามไปเลยเล่า? อย่างไรเสียพวกเขาต่างหากที่ปักหลัก คุณชายท่านเพียงแค่เดินทางผ่านมาอาศัยอยู่ชั่วคราวก็เท่านั้น’
ชายหนุ่มยิ้ม ‘เป็นเพราะผู้อาวุโสไป๋ก็จะกระทำเช่นนี้เหมือนกัน จะไม่นิ่งมองดูคู่ต่อสู้กลิ้งเกลือกไปมาทั่วการแข่งขันอยู่ข้างๆ แต่กลับไม่ได้ตอบโต้สักครึ่ง ทั้งสองฝ่ายผลัดกันแพ้ชนะโดยตรงแล้ว’
‘ข้ามาอย่างฉับพลัน ทั้งสองฟากต่างไม่อาจเยือนถึงที่ได้โดยตรง ดังนั้นจึงต่างก็หาโอกาส อยากจะแย่งครองโอกาสสำคัญ’
‘ทางด้านผู้อาวุโสหงกับตระกูลเหลียนนี้ นี่ไม่เท่ากับว่าใช้ข้ออ้างมาเยือนถึงประตูหรอกหรือ?’
เยี่ยนจ้าวเกอส่งกระแสจิตหาอาหู่ ‘ข้าประมาณการเรื่องที่พอทางผู้อาวุโสไป๋ได้รับข่าวลือ เกรงว่าผู้คนที่สำรวจเส้นทางก็จะอยู่บนเส้นทางแล้วเช่นกัน คลาดกับเหลียนฉงอี้ทางนี้เพียงแค่นิดเดียวอยู่’
อาหู่ยิ้มซื่อ ‘คุณชาย นี่เป็นโอกาสร่ำรวยนะขอรับ’
เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอได้ยินดังนั้นก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกอยู่บ้าง ตำแหน่งตนค่อยๆ ไต่ระดับ กลับสะท้อนภาพด้านนี้ให้เห็นก่อน
น่ารำคาญใจนัก ข้าเป็นคนซื่อตรงนะ เช่นนี้ไม่ใช่ยั่วยวนให้ข้ากระทำผิดโดยเฉพาะหรือ?
บทที่ 234
เหลียนฉงอี้มองเยี่ยนจ้าวเกออยู่ แท้จริงแล้วเขาก็รู้สึกกระวนกระวายใจอยู่บ้างเช่นกัน
ตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว ตนเองในฐานะมหาปรมาจารย์ เยือนถึงประตูขอโทษขอโพยจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ผู้หนึ่งด้วยความจริงใจเต็มขั้น เกินกว่าครึ่งอีกฝ่ายจะต้องไว้หน้าบ้าง ถือโอกาสรับของกำนัล
หาไม่แล้ว นี่กล่าวได้ว่าเป็นการทำให้เหลียนฉงอี้มหาปรมาจารย์ผู้นี้อัปยศอดสู ทั้งสองฝ่ายถือว่าผูกพยาบาทโดยสิ้นเชิงแล้ว
ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอหาใช่ผู้ที่จอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ทั่วไปจะเทียบเคียงได้ ต่อให้เขาปิดประตูไม่ต้อนรับเหลียนฉงอี้ เช่นนั้นก็ทำได้เพียงยิ้มขื่นยอมรับเท่านั้น
ไม่เพียงแต่เหลียนฉงอี้ไม่อาจก่อเกิดความคิดแก้แค้นในใจ หากยังต้องคิดวิธีหาคนอื่นมาพูดขอร้องแทน เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งลง
แน่นอนว่าดูจากข่าวลือที่เหลียนฉงอี้ได้ยินมาแล้วนั้น แม้เยี่ยนจ้าวเกอจะอำนาจบาตรใหญ่อยู่บ้าง กระนั้นหลายต่อหลายครั้งก็ไม่ยากจะคบค้าสมาคม ไม่น่าจะกระทำการตัดไมตรีขนาดนั้น
หากแต่ในใจเหลียนฉงอี้ยังคงไม่มั่นใจอยู่บ้าง เพราะเขาเองมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง
ถึงจะเยือนถึงประตูขอโทษด้วยตนเองก็ตาม กระนั้นก็มีเจตนาอื่นเช่นกัน
ถ้าหากทำได้ เหลียนฉงอี้ไม่อยากรีบร้อนถึงเช่นนี้ ดีที่สุดคือค่อยเป็นค่อยไปได้ น้ำมาคลองก็เกิดตามธรรมชาติ
หากแต่ประการแรกไม่รู้ได้ว่าเมื่อใดเยี่ยนจ้าวเกอจะออกจากเกาะทราย ประการที่สองทางฝั่งผู้อาวุโสไป๋ก็จะตอบสนองทันที ส่งคนเยือนถึงประตูเช่นกัน เหลียนฉงอี้และผู้อาวุโสหงต้องการช่วงชิงโอกาสสำคัญ จำต้องคว้าโอกาสไว้ให้แน่น ที่แข่งขันกันก็คือเวลาที่คลาดกันเช่นนี้
เพราะฉะนั้นผลแทรกซ้อนที่นำพามา ยกตัวอย่างเช่นอาจจะทำให้เยี่ยนจ้าวเกอไม่ชอบเสียด้วยซ้ำ ซึ่งก็จะกลายเป็นความเสี่ยงที่พวกเขาไม่อาจไม่แบกรับไว้เช่นกัน
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูเหลียนฉงอี้วูบหนึ่ง ยิ้มชืดชาพลางกล่าว “ประมุขป้อมปราการเหลียนเกรงใจเกินไปแล้ว แม้เหลียนอิ๋งบุตรหลานของท่านจะทำผิดไป แต่เคราะห์ดีไม่ได้สร้างผลลัพธ์ที่ไม่อาจหวนคืน อันที่จริงเขาเองก็สร้างคุณให้ผู้คน อีกทั้งยังเอาชีวิตตนเองเป็นค่าตอบแทน ฉะนั้นข้าจึงไม่ได้คิดจะสืบสาวเอาความต่อไป”
“หากจอมยุทธ์สำนักข้ามีวาจาใดรุนแรงเกินไปเข้าหูท่านประมุขเหลียน ยังขอให้ท่านประมุขคิดเสียว่าพวกเขาเดือดแค้นชั่วขณะ อย่าได้นำมาใส่ใจ ข้าจะว่ากล่าวตักเตือนพวกเขาในภายหลัง”
เหลียนฉงอี้ไม่กล้าแม้จะเอื้อนเอ่ย สายตาของเยี่ยนจ้าวเกอมองยังแก่นน้ำพุมรกตถ้วยหนึ่งนั้น “ส่วนแก่นน้ำพุมรกตนี้…”
“ยังคงขอให้คุณชายเยี่ยนได้โปรดรับไว้” เหลียนฉงอี้เอ่ยทันควัน “เหลียนอิ๋งกระทำเรื่องไม่ควร ท้ายที่สุดยังคงเป็นข้าที่ยามปกติอบรมสั่งสอนไม่ถูกวิธี บัดนี้ข้ารู้สึกละอายแก่ใจจนยากจะสงบสุขจริงๆ”
เยี่ยนจ้าวเกอมองเขา หลังจากนั้นครู่ค่อยใหญ่ยิ้มน้อยๆ “ผู้อาวุโสปฏิบัติกิจหลี่แห่งซู่โจวสำนักข้าเข้าไปในมหาทะเลทรายแดนตะวันตกพร้อมกับข้า โชคร้ายสิ้นชีพ ลั่วลั่ว เหลียนเฉิง และเหลียนอิ๋ง พวกเขาได้รับการช่วยเหลือ ก็มีส่วนจากความดีความชอบของผู้อาวุโสหลี่ เขามีบุตรคนในตระกูลเหลืออยู่ แก่นน้ำพุมรกตนี้ ข้ารับไว้แทนพวกเขาก็แล้วกัน”
เหลียนฉงอี้ได้ยินแล้วก็พยักหน้า “เช่นนี้ดีที่สุด เรื่องที่ท่านผู้อาวุโสหลี่ถูกทำลายชีวิต ข้าแซ่เหลียนก็เสียใจอย่างสุดซึ้ง”
ไม่ว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร ขอเพียงรับของไว้ก็พอ
เป้าหมายการเดินทางครั้งนี้ของเหลียนฉงอี้บรรลุเกินกว่าครึ่ง จึงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมากในทันที หากแต่ที่ทำให้เขาต้องยิ้มขมก็คือ ประเด็นสนทนาเกี่ยวกับทางผู้อาวุโสหงนั่น เยี่ยนจ้าวเกอไม่รับตั้งแต่ต้น
สำหรับเรื่องนี้ แน่นอนว่าเหลียนฉงอี้เองก็ไม่อาจเอ่ยถึงไปมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นก็เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะตรงกันข้ามกับที่วาดหวัง ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอเกิดความไม่พอใจ
เขาเหลียวมองดูเหลียนเฉิงที่ยืนอมพะนำอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา “ครานี้เหลียนเฉิงกลับออกมาจากมหาทะเลทรายแดนตะวันตกได้ ก็เป็นเพราะคุณชายเยี่ยน ข้าบุ่มบามเยือนถึงประตูหนนี้ นอกจากขออภัย ก็เพื่อเอ่ยคำขอบคุณด้วยเช่นกัน”
เหลียนเฉิงรีบร้อนคำนับไปทางเยี่ยนจ้าวเกอ “ขอบพระคุณบุญคุณที่คุณชายช่วยชีวิต”
ครั้นอาหู่มองภาพฉากนี้ เขายกมุมปากโค้งโดยไม่ได้เอ่ยคำพูด
ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะรู้จักกับจวินลั่ว ทว่าจวินลั่วล้วนเป็นมิตรอย่างยิ่งกับทุกๆ คน คงไม่ได้สนิทกับเหลียนเฉิงและเหลียนอิ๋งที่ตายไปแล้วมากจนเตะตา
ปกติแล้วเกรงว่าเหลียนฉงอี้อาจจะไม่สนใจมองเหลียนเฉิงสักครั้ง ตอนนี้กลับเป็นเพราะมีโชคชะตาร่วมทุกข์กับคุณชายของตนอยู่บ้าง กลายเป็นสาเหตุสำคัญอีกข้อหนึ่งที่เขาต้องมาเยือนถึงประตู ภายภาคหน้าอาจจะได้รับความสนใจจากประมุขตระกูลมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้
พบพานโดยบังเอิญ ก็เป็นโชคชะตาเช่นกัน ก้าวเดียวถึงฟ้าแน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ แต่กลับกลายเป็นจังหวะโอกาสเปลี่ยนชีวิต
เยี่ยนจ้าวเกอแลเห็นดังนั้นก็ยิ้มน้อยๆ “เหลียนเฉิงนั้นไม่เลวยิ่ง อย่างน้อยๆ ก็เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับมิตรภาพคนหนึ่ง หากแต่ในโลกของจอมยุทธ์นี้ ของล้ำค่าอย่างเหลียนเฉิงกลับเปราะบางแตกง่าย เปรียบเทียบกันแล้ว เลือดเหล็กและความแกร่งกล้าในไฟสงครามของเหลียนเฉิง เป็นประโยชน์ต่อสีสันในการใช้ชีวิตของพวกเรามากกว่า”
“คุยลึกซึ้งกับผู้ไม่ชิดเชื้อ คำพูดของข้าอาจจะละลาบละล้วง ไม่ได้เจตนาก้าวก่ายชีวิตของเจ้าแต่อย่างใด เส้นทางของเจ้าเอง ก็ตัดสินใจเอง”
เหลียนฉงอี้มองเหลียนเฉิง ในแววตาประกายความแปลกใจระคนดีใจผ่านไปหลายส่วน เหลียนเฉิงยิ่งเหม่อลอยชั่วขณะถึงค่อยหลุดออกจากภวังค์ คำนับยังเยี่ยนจ้าวเกออีกครั้ง “ขอบคุณคำชี้แนะเตือนสติของคุณชายเยี่ยน ข้า…ข้าเองก็รู้ดีว่าลักษณะนิสัยของข้าเปราะบางเกินไป…”
เยี่ยนจ้าวเกออมยิ้มพลางโบกไม้โบกมือ ไม่เอื้อนเอ่ยอีกต่อไป
เหลียนฉงอี้มองออกว่าเยี่ยนจ้าวเกอมีความคิดส่งแขก จึงกล่าวลาในทันที
เมื่อออกจากเรือนของเยี่ยนจ้าวเกอมา เหลียนฉงอี้ก็ทอดถอนใจ ในที่สุดนับว่าไม่เสียแรงเปล่าในการเดินทางหนนี้
ส่วนทางด้านผู้อาวุโสหงนั้น ก็เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ไรไม่วาดหวังมากไปเช่นกัน
ถัดไปก็เป็นทางด้านผู้อาวุโสจวินแล้ว จวินลั่ว บุตรสาวของเขาหวิดสิ้นชีพในเงื้อมมือเหลียนอิ๋ง เรื่องนี้จำเป็นต้องอธิบายแก่ผู้อาวุโสด้วยเช่นกันจึงจะใช้ได้
หากว่าผู้อาวุโสจวินซักไซ้ไล่เรียงขึ้นมา ถึงขั้นกระทั่งทางด้านเยี่ยนจ้าวเกอนี้เองก็อาจจะแตกหักได้ ท้ายที่สุด คนที่เยี่ยนจ้าวเกอคุ้นเคยที่สุดในพรรคกระบี่วายุคำรามยังคงเป็นผู้อาวุโสจวิน
เหลียนฉงอี้ครุ่นคิดไปพลาง มองเหลียนเฉิงที่ดูมาที่ทีครุ่นคิดตามหลังตนมาไปพลาง
ครั้นพวกเขาออกจากที่พำนักเยี่ยนจ้าวเกอมา ก็พบผู้เฒ่าคนหนึ่งกำลังเดินมาทางนี้เช่นกัน ด้วยการนำของจอมยุทธ์เขากว่างเฉิงผู้หนึ่ง
ทั้งสองฝ่ายพบพาน สายตาเหลียนฉงอี้พลันชะงักงัน “โอ้ ท่านประมุขจวนหวง?”
เหลียนฉงอี้คุ้นเคยกับผู้มาเยือนอย่างยิ่งยวด เพราะอีกฝ่ายคือประมุขจวนภูเขาวายุอำพัน หนึ่งในขุมกำลังชั้นสองใต้การปกครองของพรรคกระบี่วายุคำราม คล้ายกับป้อมปราการตระกูลเหลียน
เพียงแต่ว่าอีกฝ่ายไม่ได้พึ่งพาอาศัยผู้อาวุโสหงเหมือนอย่างป้อมปราการตระกูลเหลียน เพราะจวนภูเขาวายุบูรพาเป็นผู้สนับสนุนของผู้อาวุโสไป๋
ประมุขจวนหวงแลเห็นเหลียนฉงอี้ แววตาพลันเป็นประกายเช่นเดียวกัน จากนั้นถึงค่อยหัวร่อลั่น “ท่านประมุขเหลียน ไม่พบกันเสียนาน สบายดีหรือไม่”
เหลียนฉงอี้อมยิ้มพลางกล่าว “ไม่พบกันนานแล้วจริงๆ ท่านประมุขหวงร่างกายยังคงแข็งแรงเช่นนั้นเหมือนเคย กลับไม่รู้ได้ว่าไฉนถ่อมาไกลถึงเมืองซู่โจวนับพันลี้นี้เล่า?”
ประมุขจวนหวงถอนใจครั้งหนึ่ง “ข้ากับผู้อาวุโสหลี่ของสำนักเขากว่างเฉิง ณ เมืองซู่โจวนับว่ารู้จักกันมานาน บัดนี้เขาถูกสังหาร อย่างไรข้าล้วนต้องเร่งมาอาลัยสักครั้งหนึ่ง”
“ชื่อเสียงของคุณชายกว่างเฉิง ข้าเองก็เลื่อมใส ย่อมอยากเห็นท่วงทีสง่างามของมังกรท่ามกลางมังกรในคำเล่าลือกับตาสักหน่อยเป็นธรรมดา”
ขณะเขาเอ่ยไปพลาง ก็ตั้งใจสังเกตสีหน้าท่าทางของเหลียนฉงอี้ไปพลาง จึงเห็นว่าบนดวงหน้าอีกฝ่ายเผยรอยยิ้มออกมา “เมื่อครู่ข้าเพิ่งพบคุณชายเยี่ยน ไม่เหมือนเช่นธรรมดาสามัญอย่างแท้จริง หาผู้ใดเทียมเทียบได้ไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายตาเฉียบแหลม ประสบการณ์ล้ำเลิศ”
ประมุขจวนหวงได้ยินดังนั้นก็หรี่ตาลง ก่อนจะผงกศีรษะพลางเอ่ย “อ้อ ข้าเองก็น่าจะคิดเช่นนี้เหมือนกัน”
แน่นอนว่าเหลียนฉงอี้จงใจเพิ่มแรงกดดันให้กับอีกฝ่าย วางแผนชี้นำผิดๆ กับอีกฝ่าย
ประมุขจวนหวงไม่รู้เจตนาอีกฝ่าย เขาจึงยังคงมีความมั่นใจเต็มขั้น ทำให้เหลียนฉงอี้อดกระหยิ่มน้อยๆ ในใจไม่ได้
เขาไม่เผยสีหน้าน้ำเสียงให้เห็น ผงกศีรษะให้ประมุขจวนหวงเล็กน้อย “เช่นนั้น ข้าขอตัวก่อน หากประมุขหวงมีเวลา ก็ไปนั่งเล่นป้อมปราการตระกูลเหลียนของข้าได้”
ประมุขจวนหวงเอ่ยอย่างเกรงอกเกรงใจ “แน่นอน ข้าประมุขหวงก็ยินดีต้อนรับประมุขเหลียนมาเป็นแขกเหรื่อทุกเมื่อเช่นกัน”
หลังจากทั้งสองเดินสวนกัน เหลียนฉงอี้พลันหันศีรษะกลับไป มองดูประมุขจวนหวงเดินไปทางที่พำนักของเยี่ยนจ้าวเกอ บังเกิดความรู้สึกเป็นพันหมื่นชั่วขณะหนึ่ง
บัดนี้ต่างก็สำแดงอิทธิฤทธิ์อย่างแท้จริงแล้ว ดูว่าผู้ใดจะสามารถเขยื้อนพระพุทธรูปองค์ใหญ่ในนั้นได้
เมื่อนึกได้ว่าว่าพระพุทธรูปใหญ่องค์นั้นตอนนี้ยังคงมีพลังฝึกปรือเพียงแค่ขั้นปรมาจารย์ อายุยังไม่พ้นยี่สิบ เหลียนฉงอี้ก็รู้สึกเพียงว่าเรื่องบนโลกหล้ายากคาดเดานัก
บทที่ 235
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูประมุขจวนภูเขาวายุอำพันที่มาเยือนประตูหลังเหลียนฉงอี้จากไปอย่างที่คิดไว้ ความรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกในใจยิ่งเด่นชัดขึ้น
สำหรับพฤติกรรมเจ้าเพิ่งร้องจบข้าก็ขึ้นเวที[1]แล้วของทั้งสองคน เยี่ยนจ้าวเกอยังคงมีสีหน้าน่าเกรงขามดังเดิม
คว้าโอกาสไว้แน่น กระตือรือร้นแสวงหาความก้าวหน้า ช่วงชิงการสนับสนุนที่อาจจะช่วงชิงได้มาบ้าง เพิ่มแต้มต่อให้ตนเองตลอดเวลา
เรื่องประเภทนี้เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้ต่อต้านแต่อย่างใด ไม่ว่าจะผู้อาวุโสไป๋หรือผู้อาวุโสหง เขาล้วนแล้วแต่ไม่ได้มีความโน้มเอียงใดทั้งสิ้น ฉะนั้นในเมื่อพบตัวแทนของฝ่ายหนึ่งแล้ว กระนั้นก็ย่อมให้โอกาสอย่างเท่าเทียมกับอีกฝ่ายหนึ่งเป็นธรรมดา
หาไม่แล้วข่าวคราวสะพัดออกไป เยี่ยนจ้าวเกอพบเหลียนฉงอี้แล้ว กลับปิดประตูไม่ต้อนรับใส่ประมุขจวนหวง เช่นนั้นเท่ากับว่าบอกผู้อื่นว่าตนเองสนับสนุนผู้อาวุโสหง
ประมุขจวนหวงรำลึกถึงผู้อาวุโสหลี่ที่จากไปพร้อมกับเยี่ยนจ้าวเกอก่อน แล้วจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสนทนาเรื่อยเปื่อย
หลังจากพูดคุยเล็กน้อยไม่กี่ประโยคแล้ว ประมุขจวนหวงไม่กล้าถ่วงเวลาต่อไปอีก ทั้งนี้จะได้ไม่ยึดใช้เวลาเยี่ยนจ้าวเกอมากเกินไปจนก่อเกิดความเอือมระอา
เขาหยิบกล่องผ้าไหมกล่องหนึ่งออกมา ยิ้มตาหยีพลางเอ่ย “ได้ยินว่าคุณชายชอบวัตถุโบราณ ยังศึกษาอักษรโบราณแต่ละชนิดมากมายอีก ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ข้าเพิ่งได้รับของล้ำค่ายุคสมัยแต่นานมาชิ้นหนึ่ง ตัวข้าครุ่นคิดไม่ได้สาระสำคัญ ใคร่ขอคุณชายเยี่ยนชี้แนะสักหน่อย”
เยี่ยนจ้าวเกอเพ่งมองเขาเปิดกล่องผ้าไหมออก อดตกใจอยู่หน่อยๆ ไม่ได้
ในกล่องผ้าไหมมีเครื่องหยกก้อนหนึ่งวางเอาไว้นิ่งๆ ทว่ามีเพียงแค่ครึ่งเดียว ปรากฏให้เห็นเป็นรูปร่างครึ่งวงกลม พื้นผิวมีริ้วลวดลายที่มีท่วงทำนองโบราณและเรียบง่าย
ชัดเจนว่าเป็นเครื่องหยกอีกครึ่งที่เยี่ยนจ้าวเกอสั่งอาหู่ให้ไปตามหาก่อนหน้านี้
หลังเยี่ยนจ้าวเกอได้รับเครื่องหยกครึ่งก้อนจากเหยาซาน บุคคลผู้เหลือรอดจากสำนักเขานิมิตทมิฬนั่น เนื่องจากด้านที่เครื่องหยกแตกออกยังดูใหม่เอี่ยม เห็นได้ชัดว่าแตกไปได้ไม่นาน ฉะนั้นเกินกว่าครึ่งเครื่องหยกอีกครึ่งก้อนก็ยังคงอยู่ที่เกาะทราย
คิดไม่ถึงเลยว่าย่ำจนรองเท้าเหล็กสึกไม่พบพาน ยามได้มากลับไม่เสียเวลาทั้งสิ้น
ชายหนุ่มสังเกตประมุขจวนหวงอย่างละเอียด อีกฝ่ายมองยังเขาด้วยความรอคอยอยู่บ้างเช่นกัน
เขาแลกเปลี่ยนความนัยในแววตากับอาหู่ชั่วครู่โดยไม่ทิ้งร่องรอย เมื่อเห็นอาหู่ส่ายศีรษะ เป็นการบ่งบอกว่าภารกิจค้นหาเครื่องหยกก่อนหน้านี้เป็นความลับ ถึงแม้หลังจากออกจากมหาทะเลทรายแดนตะวันตกจะค้นหามันอยู่ตลอด ทว่าไม่ได้แพร่งพรายความลับออกไป
อย่างน้อยที่สุด ข่าวสารน่าจะแพร่สะพัดไปไม่ถึงหูประมุขจวนหวง
ประมุขจวนหวงไม่รู้จริงๆ ว่าเยี่ยนจ้าวเกอมีเครื่องหยกครึ่งก้อนอยู่ในมือเช่นกัน แต่เขาเคยหาคนมาวิเคราะห์ดูแล้ว เครื่องหยกครึ่งก้อนในมือเขานี้เก่าแก่อย่างยิ่งยวด อีกทั้งยังเป็นของจริงแท้ หาใช่สร้างลอกเลียนในยุคนี้ไม่
เหตุที่ยามเผชิญหน้าเหลียนฉงอี้มั่นใจเต็มขั้น เป็นเพราะว่าประมุขจวนหวงไม่ได้หน้ามืดตามัวแต่อย่างใด และคิดว่าธนูที่ตนเองจะปล่อยออกไปเป็นผลดีกับเยี่ยนจ้าวเกอ เกินกว่าครึ่งสิ่งของที่ตนมีเข้าตาชายหนุ่มมากกว่า
นิ้วมือเยี่ยนจ้าวเกอลูบไล้เครื่องหยก หลังจากนั้นครู่ใหญ่ถึงค่อยยิ้มน้อยๆ “เป็นวัตถุโบราณยุคสมัยเก่าแก่แท้จริงไม่ผิด แวบแรกข้าเองก็มองพื้นเพของมันไม่ออก”
“แต่ก็มีแนวคิดอยู่บ้าง หากประมุขหวงไม่ถือสาล่ะก็ ข้านำไว้ศึกษาสักสองสามวันได้หรือไม่?”
บนดวงหน้าประมุขจวนหวงเผยรอยยิ้มออกมาให้เห็น “แน่นอนว่าได้ มีคุณชายเยี่ยนอยู่ ของสิ่งนี้ค่อยไม่ถึงกับเป็นอัญมณีใสเปรอะฝุ่น”
แม้ต่อจากนี้ประมุขจวนหวงคิดจะชักนำหัวข้อสนทนาไปยังเรื่องเกี่ยวกับผู้อาวุโสไป๋ ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอกลับไม่รับทั้งสิ้น ทำให้ประมุขจวนหวงเสียใจอีกอยู่บ้าง ทว่าโดยภาพรวมแล้ว ตอนที่เขาไปยังคงอารมณ์ดีไม่เลว
ครั้นส่งประมุขจวนหวงไปแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็เคาะนิ้วลงบนหน้าโต๊ะอย่างแผ่วเบา เอ่ยว่า “อาหู่ เลือกของจากในบรรดาทรัพย์สินของข้า ส่งของกำนัลกลับให้พวกเขาทั้งสองคนสักหน่อย”
เขาเคาะนิ้วบนกล่องผ้าไหมที่บรรจุเครื่องหยกไว้ “ของชิ้นนี้ ประเมินแล้วมูลค่าสูงกว่าอยู่บ้าง เพราะส่วนตัวข้านิยมไปทางวัตถุโบราณ”
อาหู่กะพริบตาปริบๆ “คุณชาย พวกเขาล้วนมอบของแสดงความเคารพท่านเอง ไม่ใช่ภายใต้สำนักเขากว่างเฉิง ทั้งยังไม่ใช่ท่านขู่เข็ญรีดไถอีก อันที่จริงท่านจะเก็บไว้ก็หาเป็นอะไรไม่ แม้เรื่องเรื่องนี้ถึงหูสำนักเรา ก็จะไม่เป็นเรื่องเช่นกัน”
“คนหนึ่งหัวใส อาศัยในนามการขอโทษย้อมแมว อีกคนหนึ่งก็ติดป้ายอาลัยผู้อาวุโสหลี่มา ล้วนทำให้ข้าไม่มีความรู้สึกดีเด่อะไร” เยี่ยนจ้าวเกอส่ายศีรษะ “หากเป็นของเช่นแก่นน้ำพุมรกตนี้ก็แล้วไป ไม่แน่ว่าข้าอาจจะกินของร้านก่อนหน้าหมดกินของร้านต่อไปต่อ กินของทั้งสองร้านพร้อมกันจนหมดเกลี้ยง”
“แต่ว่าเครื่องหยกครึ่งก้อนนี้กลับเป็นของที่ข้าเสาะหาอยู่พอดี หากเขาไม่ส่งมาให้ถึงประตู พวกเรายังต้องลงเวลาไปหา เพราะฉะนั้นย่อมต้องมอบของกำนัลกลับให้เขา”
เยี่ยนจ้าวเกอโบกมือ “หากมอบของกำนัลคืนตระกูลเดียว จากมุมมองคนนอกแล้ว ข้ายังคงยืนอยู่ระหว่างผู้อาวุโสไป๋กับผู้อาวุโสหง ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมอบของกำนัลกลับทั้งสองตระกูล”
“ส่วนเรื่องของพรรคกระบี่วายุคำราม นอกเสียจากท่านอาขวินจะแสดงท่าที ไม่เช่นนั้นพวกเราก็อย่าได้ยุ่งเกี่ยว”
อาหู่ยิ้มทึ่มทื่อ “ขอรับ คุณชาย”
ชายหนุ่มหยิบเครื่องหยกครึ่งก้อนนั่นของตนออกมา ประกบกับเครื่องหยกครึ่งก้อนในกล่องผ้าไหม
เครื่องหยกทั้งสองชิ้นรวมเข้าด้วยกัน เข้าคู่พอดิบพอดี พลันปรากฏเครื่องหยกอันสมบูรณ์ก้อนหนึ่งอีกครั้ง มันสาดแสงเรืองรองจางๆ
นิ้วมือเยี่ยนจ้าวเกอวาดตามริ้วลายบนผิวเครื่องหยก คาดคะเนการโคจรของค่ายกลวิญญาณนี้ช้าๆ ในใจ
เนื่องจากตัวเครื่องหยกแตกร้าว ค่ายกลที่แกะสลักอยู่ด้านบนจึงเปลี่ยนเป็นขาดหายไปไม่ครบถ้วน แม้อักขระค่ายกลจะฟื้นฟูจนสมบูรณ์ แต่การโคจรปราณวิญญาณภายในนั้นอยากจะกลับมาประสานกัน ยังจำต้องให้เยี่ยนจ้าวเกอครุ่นคิดแก้ปัญหา
วันคืนเลยผ่านไปทีละวัน ในที่สุดสวีเฟย จอมยุทธ์สำนักเขากว่างเฉิงที่รับตำแหน่งผู้อาวุโสปฏิบัติกิจเมืองซู่โจวใหม่ก็มาถึง
เยี่ยนจ้าวเกอ เฟิงอวิ๋นเซิง และอาหู่ออกไปต้อนรับพร้อมกัน เห็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งปรากฏอยู่เบื้องหน้า เขาห้าวหาญเยี่ยงชายชาติเสือ ซึ่งก็คือสวีเฟย ‘วิหคเวหา’ นั่นเอง
สวีเฟยสืบเท้ามาถึงเบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ ยกกำปั้นทุบไหล่เขา ก่อนจะยิ้มเปิดเผยพลางเอ่ย “หนนี้ข้ามาเป็นลูกมือเจ้าแล้ว”
ชายหนุ่มเองก็ยิ้มเช่นกัน “ส่งท่านมาเป็นผู้ตัดสินยังเมืองซู่โจว เอาคนเก่งมาทำเรื่องง่ายๆ โดยแท้”
อีกฝ่ายปลดถุงหนังบริเวณเอวลง แล้วกรอกสุราคำใหญ่ดังอึกๆ จากนั้นค่อยเช็ดมุมปาก ไม่ใส่ใจโดยสิ้นเชิง “สำนักมีคำสั่ง มีหรือข้าจะไม่ปฏิบัติตาม ท่านอาจารย์ปู่ กับท่านอาจารย์ต้องมีการพิจารณาแล้วเป็นแน่แท้”
“รายงานที่เจ้าให้สำนัก ข้าเองก็อ่านแล้ว ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตกับสำนักเขานิมิตทมิฬก่อกวนอยู่ด้วยกัน เรื่องราวอาจใหญ่หรือเล็ก ไม่อาจประมาทได้”
สวีเฟยส่งต่อถุงหนังให้เยี่ยนจ้าวเกอ เขาก็แหงนหน้ากรอกสุราเข้าปากคำหนึ่งเช่นกัน แล้วจึงกล่าวว่า “พูดขึ้นมาแล้ว อีกสักสองสามวันข้าอาจจะต้องออกไปจากที่นี่สักพักหนึ่ง ถึงตอนนั้นต้องขอให้ศิษย์พี่สวีจับตาดูให้มากหน่อย”
“แค่ไปอย่างวางใจก็พอ” สวีเฟยเอ่ยตอบ
เขาหันศีรษะเหลียวมองเฟิงอวิ๋นเซิง อมยิ้มกล่าว “ศิษย์น้องเฟิงกระมัง? พวกเรายังคงพบหน้ากันคราแรก เป็นเกียรติที่ได้พบ”
เฟิงอวิ๋นเซิงเองก็ระบายยิ้ม “ข้าได้ยินชื่อศิษย์พี่สวีมานานแล้ว”
สวีเฟยยิ้ม พลางเอียงคอมองเยี่ยนจ้าวเกอแวบหนึ่ง “ชื่อเสียงดื่มสุราเป็นนิจ?”
หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ มองยังเยี่ยนจ้าวเกอคล้ายจะยิ้มทว่าไม่ได้ยิ้มเช่นกัน
เยี่ยนจ้าวเกอกลอกตา ชี้เฟิงอวิ๋นเซิง “เจ้าขายข้ากระมัง!”
ศิษย์พี่สวีหัวเราะพลางตีมือของเขา “เจ้ายังต้องให้คนขายอยู่รึ? เจ้าต่างหากที่อย่าขายข้า”
ทุกคนยิ้มแย้มพูดคุย ไปร่วมพิธีรับช่วงต่อเป็นเพื่อนสวีเฟย
สวีเฟยดูเหมือนเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย แท้จริงแล้วข้างนอกหยาบข้างในละเอียด เป็นคนที่มักจะกระทำการสอดคล้องความเป็นจริและมุมานะคนหนึ่ง
ฝึกยุทธ์ พรสวรรค์ล้ำเลิศ พลังความสามารถเหนือชั้น อีกทั้งประจำการนอกพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่สำคัญประจำวัน สุขุมสงบสามารถอดกลั้น เป็นผู้มีฝีมือดีคนหนึ่งเช่นเดียวกัน
ครั้นเขาเข้ารับตำแหน่งผู้อาวุโสปฏิบัติกิจซู่โจว ก็เข้าสู่บทบาทอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นทำให้ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเกาะทรายและผู้อาวุโสคุมการณ์วายุคำรามล้วนเอ่ยปากชมไม่ขาดปาก
หลังจากสวีเฟยเข้ารับช่วงต่อแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็พุ่งความสนใจกลับไปที่เครื่องหยกที่ฟื้นฟูสมบูรณ์นั่นใหม่อีกครั้ง
วันหนึ่ง เยี่ยนจ้าวเกอนั่งขัดสมาธิกับพื้น เครื่องหยกก้อนหนึ่งบนพื้นเบื้องหน้าส่องแสงโชติช่วงออกมา ทอดเงาค่ายกลวิญญาณอันสมบูรณ์ออกมาหนึ่งค่ายกล โคจรอย่างเงียบๆ พร้อมกับลอยไปยังกลางอากาศ
เยี่ยนจ้าวเกอมองเข้าไปอย่างละเอียด ก็เห็นว่าศูนย์กลางค่ายกลนั่น คล้ายกับประตูบานหนึ่ง