226-230
บทที่ 226
สายตาเยี่ยนจ้าวเกอตกลงบนร่างเหยาซานที่รูปโฉมภายนอกเหมือนเช่นผู้อาวุโสหลี่อย่างกับแกะ
“ไม่เพียงแค่ลอกเลียนรูปลักษณ์ร่างกายภายนอกเท่านั้น แม้แต่ลมปราณขับพิษล้วนเลียนแบบได้ ไม่ลงมือจริงๆ จอมยุทธ์ร่วมสำนักล้วนยังมองไม่ออก” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยชืดชา “ใช่หยกเลียนสังหารหรือไม่?”
ในเมื่อเป็นหยกเลียนสังหาร เช่นนั้นก็หมายความว่าผู้อาวุโสหลี่ตัวจริง เจ้าของเดิมของรูปลักษณ์นี้ถูกสังหารไปแล้ว
เยี่ยนจ้าวเกอเพ่งมองเหยาซาน ประกายตาเย็นเยียบ ไม่เจือปนอุณหภูมิอุ่นแม้แต่น้อย
ครั้นถูกเยี่ยนจ้าวเกอจ้องเขม็งเช่นนี้ ต่อให้เหยาซานแลมองคลื่นพายุจนชาชิน ก็รู้สึกเย็นเยือกในใจเป็นพักๆ เช่นกัน
ถึงแม้ไม่รู้ว่าพิรุธปรากฏอยู่ตรงที่ใด ทว่าในเมื่อถูกเยี่ยนจ้าวเกอมองออกแล้ว ความคิดแรกของเหยาซานก็คือต้องถอยทัพทันที
เพราะหากเยี่ยนจ้าวเกอมีการเตรียมการไว้แล้ว คิดอยากจะโจมตีปลิดชีพเขาอย่างรวดเร็วฉับไว เช่นนั้นเขาก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะรอดพ้นไปได้
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ครั้นอยู่ต่อสู้สุดชีวิตต่อไปก็ไร้ซึ่งประโยชน์ใด ถึงขั้นเป็นเพียงแค่การดิ้นรนเฮือกสุดท้ายอย่างไร้ความหมาย เอาชีวิตตัวเองไปทิ้งเสียเปล่าๆ
ไม่อาจปลิดชีพเป้าหมายได้ ก็ควรปลีกหนีให้ไกลพันลี้ในทันใด ภายหลังค่อยวางแผนอีกครั้ง
เหยาซานนั้นคิดเช่นนี้ ทว่าเมื่อตอนเขาคิดจะถอยทัพออกไป กลับค้นพบว่าไม่ง่ายดายเหมือนที่คาดการณ์ไว้เช่นนั้นเลย
พลังปราณทั่วร่างพ่านพ่านดุร้ายน่าพรั่นพรึง แตกต่างจากท่าทีเกียจคร้านที่ซึมกระทือซื่อบื้อนั่นก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง บัดนี้เปลวเพลิงสีขาวและสายธารสีดำทะลักปรากฏรอบกายหัวจรดเท้ามันพร้อมกันแล้ว
เปลวเพลิงสีขาวปกคลุมทั่วร่างพ่านพ่าน ส่วนสายธารสีดำแต่ละสายแผ่ขยายออกมา ชั่วพริบตาเดียวกระจัดกระจายทุกหัวระแหงทั้งสี่ทิศ รูปร่างเสมือนกรงขัง จับเหยาซานพันธนาการปิดตายอยู่ในนั้น
เหยาซานประสงค์ใช้แรงทะลวงการสกัดกั้นของกรงขังสายธารสีดำ ทว่าเขาเพิ่งจะถูกสายธารสีดำรั้งให้ฝีเท้าเนิบช้าลงนิดหน่อย พ่านพ่านก็ได้มาถึงเบื้องหน้า บีบบังคับให้เขาไม่อาจไม่โต้ตอบด้วยพลังทั้งหมดแล้ว
เมื่อเขาหลบการรุกโจมตีของพ่านพ่านได้วัฏจักรหนึ่งแล้ว กรงขังสายธารทมิฬตรงหน้าก็ฟื้นคืนสภาพเดิมอีกครั้ง ถึงขนาดที่แกร่งกว่าเมื่อครู่เสียอีก
ชัดเจนว่าสายธารสีดำยิ่งทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลาที่เลยผ่าน
เดิมทีเหยาซานตั้งใจจะต้านทานการโจมตีของพ่านพ่านซึ่งๆ หน้าสักหน่อย ต่อสู้สุดชีวิตเพื่อออกจากวงล้อมเสียก่อน หากแต่เปลวเพลิงสีขาวบนร่างพ่านพ่านรวมตัวกัน พลังสุดขั้วบ้าระห่ำ
นี่ทำให้เหยาซานค้นพบความสิ้นหวัง ถ้าหากกล้าคำนึงแต่วิ่งหนี ประสบพบการโจมตีด้วยกำลังทั้งหมดของพ่านพ่าน เกรงว่าคงต้องบาดเจ็บสาหัสคาสนาม แต่ไหนแต่ไรก็หนีไม่พ้น
ปี่เซียะภูเขาตัวนี้ของเยี่ยนจ้าวเกอ แกร่งยิ่งกว่าที่พวกเขาคาดไว้
เขากวาดมองปราดผ่านอีกฟากหนึ่งด้วยหางตา ก็แลเห็นสหายที่ปลอมกายกลายเป็นรูปโฉมตนเองผู้นั้นถูกสกัดกั้นหนทางไปด้วย ยากจะปลีกตัวเช่นกัน
หัวใจเหยาซานพลันจมดิ่งสู่ก้นบึ้ง
เวลานี้อาหู่ช่วยพวกจวินลั่วกลับออกมาแล้ว เขาแยกเขี้ยวยิงฟันมองไปยังพวกเขา หัวร่อหยันเหอะๆ “เคล็ดวิชาวายุเทพนิมิตทมิฬ เหอะๆ ข้าเองก็ร่ำเรียนวิชานี้ด้วยพอดี พวกเรามาออกแรงสักหน่อยเป็นไร?”
กลุ่มเหยาซานทั้งสองได้ยินดังนั้นนี้ ต่างก็เปล่งเสียงฮึดฮัด ไม่ได้พูดจา
จอมยุทธ์ใต้บัญชาของสำนักเขากว่างเฉิงคนอื่นๆ ในเหตุการณ์ ยามนี้ต่างก็เข้าใจกระจ่าง มองดูเหยาซานที่ยังคงอยู่ในรูปลักษณ์ของผู้อาวุโสหลี่ด้วยสีหน้าพิศวง
ได้ยินเยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยถึงหยกเลียนสังหาร คนที่เคยได้ยินคำเล่าลือของมันก็ตื่นรู้ทันใด หลังจากนั้นแววตาที่มองไปยังเหยาซานก็เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบขึ้นมา
เหยาซานมองทางเยี่ยนจ้าวเกออย่างไม่ยินยอมอยู่บ้าง “เจ้าไม่ได้ลงมือด้วยตัวเอง และก็ไม่ได้ให้พยัคฆ์ตัวนั้นออกมือ แต่เรียกปี่เซียะภูเขาสัตว์พาหนะของเจ้า แสร้งตื่นตระหนกเสียการควบคุมมาหยั่งเชิงข้า แท้จริงแล้วในใจเจ้าไม่มั่นใจเหมือนกัน ถูกหรือไม่?”
“จนกระทั่งข้าถูกบีบให้หลบหลีกการโจมตีของปี่เซียะภูเขา เผยให้เห็นรากฐานวิทยายุทธ์ เจ้าถึงได้มองความลับของข้าทะลุปรุโปร่ง?”
เยี่ยนจ้าวเกอพลันยิ้มอย่างเย็นชา “ดูเหมือนว่าเจ้าจะเข้าใจผิดไปเรื่องหนึ่งแล้ว ตอนนี้เจ้ากำลังจะตกอยู่ในกำมือข้า ต่อจากนี้ควรจะเป็นเจ้าที่ตอบข้าเกี่ยวกับเรื่องผู้เหลือรอดแห่งสำนักเขานิมิตทมิฬของพวกเจ้า เจ้าคิดว่าตอนนี้ยังมีเวลาว่างมาถามคำถามข้าอีกรึ?”
เหยาซานขมวดคิ้วเป็นปมแน่น “ข้าติดตามผู้เฒ่าหลี่มานานแล้ว เป็นคนสนิทของเขาเสียตั้งนาน นิสัยและท่าทางของเขาข้าเข้าใจดีกว่าเจ้ามากนัก แท้จริงแล้วข้าพิรุธตรงไหน ถึงทำให้เจ้าเกิดระแวดระวัง?”
“ไยข้าต้องอธิบายให้เจ้าฟัง?” เยี่ยนจ้าวเกอหัวเราะเย้ย “หรืออธิบายให้เจ้าฟังว่าพิรุธของเจ้าปรากฏอยู่ตรงไหนสักประเดี๋ยว แล้วข้าค่อยแนะแผนการของข้าอย่างละเอียดสักหน่อย?”
“ไหนเลยต้องยุ่งยากเช่นนั้น เจ้าเพียงแค่ต้องรู้ว่าต่อไปเจ้าจะเผชิญกับสิ่งใดก็พอแล้ว”
ชายหนุ่มหันไปกล่าวกับอาหู่อย่างหน้าตาเฉย “ต้องมีชีวิตอยู่ คาดคั้นทั้งหมดที่พวกเขารู้ออกมา”
ขณะนี้อาหู่ได้จับอีกคนหนึ่งไว้ก่อนแล้ว เวลานี้ยิ้มเย็นพลางเข้าไปในกรงขังสายธารทมิฬจัดการเหยาซาน
เหยาซานแผดเสียงคับแค้นใจ อยากจะสู้สุดใจขาดดิ้น ทว่ากลับยากจะต้านทานอาหู่
สายธารทมิฬที่ปลดปล่อยจากพรสวรรค์ของพ่านพ่าน บัดนี้พัวพันเหยาซานไม่หยุดยั้ง ทำให้เหยาซานยิ่งอยากจบชีวิตตนเอง แต่ก็ยากยิ่งอย่างเห็นได้ชัด
จวินลั่วและเหลียนเฉิง ยามนี้ทั้งสองก็คืนสติกลับมาแล้วเช่นกัน หลังจากมองดูเหลียนอิ๋งที่เปลี่ยนเป็นศพแห้งเหี่ยว พวกเขาก็มองไปยังพวกเหยาซาน ความรู้สึกล้วนสลับซับซ้อนอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
ส่วนเหล่าจอมยุทธ์กว่างเฉิงจำนวนมากกลุ่มหนึ่ง ต่างก็จ้องพวกเหยาซานเขม็งด้วยความชิงชังหาที่เปรียบไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหยาซานผู้นั้นที่ขณะนี้มีรูปลักษณ์เหมือนเช่นผู้อาวุโสหลี่ก็ไม่ปาน
หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยกับอาหู่จบ ความสนใจก็กลับไปอยู่บนเสาหินที่อยู่ในมืออีกครั้ง
แสงรุ่งโรจน์บนเสาหินสาดส่องทั้งสี่ทิศ กลายสภาพเป็นกำแพงกั้น กำบังลมพายุแก่มวลชน ขวางกั้นพายุสีดำที่ยังคงผลาญทำลายอยู่ในอากาศไม่หยุด
มังกรทมิฬพิฆาตป่าเถื่อนรุนแรง หากแต่ในทางกลับกันแล้ว มันมาเร็วก็ไปเร็วเช่นกัน
เยี่ยนจ้าวเกอต้านทานอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งก็ยังไม่ถูกมันทำลาย แรงลมจึงค่อยๆ อ่อนกำลังลงอีกครา
ครั้นมังกรทมิฬพิฆาตอันดุเดือดระลอกนี้ผ่านไป แม้ว่าภายหลังพายุนิมิตทมิฬจะยังคงหนาวสะท้านบ้าระห่ำ อานุภาพน่าตื่นตะลึง กระนั้นต่อให้กลุ่มของเยี่ยนจ้าวเกอจะไม่มีเสาหินช่วยเหลือ ก็สามารถต้านทานได้เช่นกัน
ชายหนุ่มมองมังกรทมิฬพิฆาตเบื้องหน้าที่เริ่มค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแช่มช้าแล้ว จึงพยักหน้าเล็กน้อย
เฟิงอวิ๋นเซิงเก็บดาบ กลับไปถึงข้างกายเขา เอื้อนเอ่ยเสียงเบาว่า “ถ้าหากเป็นหยกเลียนสังหารแล้วล่ะก็ เช่นนั้นผู้อาวุโสหลี่ก็น่าจะถูกสังหารแล้ว?”
หลังเยี่ยนจ้าวเกอนิ่งเงียบจึงค่อยผงกศีรษะ เฟิงอวิ๋นเซิงเองก็เศร้าสลดอยู่บ้างเช่นกัน
หลังพวกเขาถึงเมืองซู่โจวแล้ว ก็เป็นผู้อาวุโสหลี่ต้อนรับขับสู้ จากนั้นรับหน้าที่ผู้นำทางเข้าไปในมหาทะเลทรายแดนตะวันตกด้วยกัน
ตลอดเส้นทางผู้อาวุโสปฏิบัติตัวอย่างผู้มากความสามารถและประสบการณ์ จัดการทุกสิ่งอย่างได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ขณะเดียวกันล้วนปฏิบัติต่อเยี่ยนจ้าวเกอ เฟิงอวิ๋นเซิง และอาหู่ด้วยความสุภาพอ่อนโยนอย่างยิ่งยวด
สายตาเฟิงอวิ๋นเซิงจดจ้องเหยาซาน “ก็ไม่รู้ได้เช่นกันว่าผู้อาวุโสหลี่นั้นถูกสังหารยามใด ศพถูกมันจัดการเช่นไร?”
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวตอบ “ระยะเวลาสวมรอยต่อเนื่องของหยกเลียนสังหารมีจำกัด เพื่อให้น่าเชื่อเถือ เขาจะไม่ลงมือเร็วเกินไป ตอนที่มังกรทมิฬพิฆาตมาหนแรก เป็นความต้องการสังหารข้าครั้งแรกของพวกเขา เกินกว่าครึ่งพวกเขาสังหารผู้อาวุโสหลี่ก่อนหน้านั้นไม่นานนัก”
“นับๆ เวลาแล้ว การลงมือหนที่สองนี้ของพวกเขา นับว่าเป็นโอกาสสุดท้ายเช่นเดียวกัน ผ่านไปอีกไม่นาน หยกเลียนสังหารก็น่าจะเสื่อมประสิทธิผลแล้ว”
เฟิงอวิ๋นเซิงได้ยินดังนั้นจึงกล่าวว่า “ผู้อาวุโสหลี่เป็นมหาปรมาจารย์ขั้นเคียงนภา ถ้าหากร่างสิ้นชีวิต การเสื่อมลงของเลือดลมจะแตกซ่านอย่างแน่นอน หากถูกสังหารตรงบริเวณที่ท่านถอนเสาหินออกมานั้น เช่นนั้นศพของผู้อาวุโสหลี่น่าจะไม่ได้ถูกฝังลงไปใต้ผืนทราย แต่ตลอดเส้นทางเดินมานี้ ข้าไม่ได้รู้สึกถึงไอมรณะและไอโลหิตเลยตั้งแต่ต้น”
“หากพวกเขานำศพผู้อาวุโสหลี่เคลื่อนที่ เช่นนั้นก็น่าจะมีถุงย่อส่วนใบหนึ่ง”
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “คนคนหนึ่งสวมรอยผู้อาวุโสหลี่ อีกคนหนึ่งก็ยังคงเคลื่อนไหวในฐานะ ‘เหยาซาน’ คนผู้นี้ที่เกินออกมา ก่อนหน้านี้น่าจะคอยท่าอยู่ในกระเป๋าย่อส่วนนั่น”
‘จริงสิ ข้าเองก็อยากรู้ว่าท่านมองพิรุธเขาออกได้อย่างไร?’ เฟิงอวิ๋นเซิงเอ่ยถาม
บทที่ 227
เฟิงอวิ๋นเซิงไถ่ถามเยี่ยนจ้าวเกอเยี่ยนจ้าวเกอโดยใช้ปราณจิตราส่งกระแสเสียง ชายหนุ่มเองก็ตอบในวิธีเดียวกัน ‘ในเมื่อรู้ว่าพวกเขาต้องการฉกฉวยโอกาสตอนที่มังกรทมิฬพิฆาตมา ก่อความยุ่งเหยิงวุ่นวายมาปลิดชีวิตข้า ข้าย่อมตั้งใจสังเกตเป็นธรรมดา’
‘ตอนที่มังกรทมิฬพิฆาตมาถึง ข้าเรียกทุกคนให้เข้าใกล้มาทางข้าด้วยกัน ในตอนที่ทุกคนเขยิบใกล้เข้ามา ต่างก็มองข้าเป็นธรรมดา อยากจะรู้ว่าข้ามีวิธีอะไร’
‘มีแค่สองคนนี้เท่านั้นที่นอกจากมองข้าแล้ว ยังสังเกตตำแหน่งของอาหู่กับพ่านพ่านตลอดเวลา ข้าพลันหวนนึกอย่างละเอียด ในตอนที่มังกรทมิฬพิฆาตมาคราแรก ก็คล้ายกับว่าพวกเขามีท่าทีเช่นนี้ด้วยเหมือนกัน’
‘พวกเขาจะพะวงอาหู่กับพ่านพ่านไปไย?’
เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยพลางเบะปาก ‘ตอนนั้นข้าถือว่าพวกเขาทั้งสองล้วนชอบชายชาตรีไปชั่วคราวก่อน ชอบพออาหู่แล้ว…’
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ยินเสียงของเยี่ยนจ้าวเกอ กระนั้นอาหู่ที่กำลังจะจับกุมเหยาซาน ร่างกายพลันสั่นเทิ้มโดยไร้สาเหตุ จนเกือบจะปล่อยให้อีกฝ่ายหาโอกาสจบชีวิตตัวเองได้
ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอก็กล่าวต่อไปโดยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ‘…แต่ว่าเหตุใดพวกเขาต้องสนใจพ่านพ่านด้วย? หรือว่ารสนิยมพิลึกจนถึงขั้นแล้ว?’
เฟิงอวิ๋นเซิงได้ยินแล้วก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้ร้องให้ไม่ออกอยู่บ้าง
แม้ว่าชายหนุ่มจะพูดจาหยอกล้อ ทว่าน้ำเสียงกลับไม่เจืออารมณ์ขันเลยแม้แต่น้อย ‘ในสายตาโลกภายนอก อาหู่ไม่เพียงเป็นบริวารตามติดของข้าเท่านั้น ขณะเดียวกันก็เป็นองครักษ์ของข้าด้วยเช่นกัน’
‘อาหู่ไม่อยู่ในเหตุการณ์ก็แล้วไป แต่ขอเพียงอาหู่อยู่ข้างกายข้าง ผู้ที่คิดลอบสังหารข้าต่างรู้ดีว่าหากต้องการฆ่าเยี่ยนจ้าวเกอ ก็ต้องฆ่าหู่ก่อน’
‘พวกเขาไม่มีมหาปรมาจารย์ ครั้นจะลงมือกับข้า ก็จำต้องใคร่ครวญตีฝ่าการพิทักษ์ของอาหู่เป็นธรรมดา’
‘ส่วนพ่านพ่านก็อยู่ใกล้ๆ ข้างกายข้าตลอดเวลาด้วยเหมือนกัน สัตว์วิเศษคุ้มกันเจ้าของ ยามปกติดูไปแล้วพ่านพ่านจะเกียจคร้านไร้พิษภัยถึงเพียงใด แต่เผ่าพันธุ์ปี่เซียะภูเขาเองก็เป็นหนึ่งในสัตว์วิเศษจำนวนน้อยไม่กี่ชนิดที่มีพรสวรรค์พิเศษ พลังความสามารถแกร่งกล้าด้วยเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น เพียงแค่ร่างมหึมาเช่นนี้ ยืนข้างกายข้าล้วนกลายเป็นกำแพงกั้นโดยธรรมชาติ ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องอ้อมผ่านไปจึงจะใช้ได้’
มังกรทมิฬพิฆาตค่อยๆ ผ่านพ้นไป ริ้วแสงบนเสาหินเริ่มมลายไปเฉกเช่นเดียวกัน แสงอสนีบาตที่สาดแสงวามวาบในดวงตาเยี่ยนจ้าวเกอเองก็เริ่มมีแนวโน้มจะมืดสลัวลงแล้ว
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูเหยาซานถูกอาหู่จับไปแล้ว ค่อยกล่าวเสียงเรียบว่า ‘มังกรทมิฬพิฆาตนั้น ไม่เพียงสร้างความวุ่นวายโกลาหล ขณะเดียวกันก็เพื่อจะผลาญพลังของเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์บนร่างข้าให้หมดไปด้วยเช่นกัน’
เฟิงอวิ๋นเซิงผงกศีรษะ รุดหน้าเอ่ยกับอาหู่ประโยคหนึ่ง
อาหู่พยักหน้า “ค้นหาแล้ว มีถุงย่อส่วนใบหนึ่งจริง แต่ข้ายังไม่มีเวลาดูว่าภายในมีสิ่งใดกันแน่”
ฝ่ายหญิงสาวรับกระเป๋าย่อส่วนมาแล้ว ครั้นนางเปิดมันออก ก็พบศพของผู้อาวุโสหลี่อยู่ภายในดังคาด
ผู้อาวุโสหลี่สิ้นใจเป็นเวลานานแล้ว เลือดลมศพค่อยๆ เสื่อมทรุดลงสิ้น ทว่าครั้งยังมีชีวิตเขาเป็นถึงปรมาจารย์ขั้นเคียงนภา เลือดลมเนื้อหนังมังสาแข็งแกร่ง ถึงจะเสื่อมทรุด เพียงแต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่ได้มีเค้าส่อว่าจะเน่าเปื่อย
จอมยุทธ์สำนักเขากว่างเฉิงคนๆ อื่นล้อมขึ้นมา มองดูผู้อาวุโสหลี่ที่ตายจากไปแล้ว พร้อมทั้งมองดูเหยาซานที่ถูกอาหู่จับกุม โดยที่รูปลักษณ์ภายนอกยังคงเป็นรูปโฉมผู้อาวุโสหลี่อยู่
บนใบหน้าผู้อาวุโสหลี่ตัวจริงแข็งค้างแล้ว ทว่าความตะลึงพรึงเพริดยังคงไม่เลือนหายไป นัยน์ตาเบิกโพลง แววตาแข็งค้าง ตายตาไม่หลับ
เยี่ยนจ้าวเกอมาถึงเบื้องหน้าผู้อาวุโสหลี่ มือหนึ่งรองถือเสาหินมหึมา กระนั้นยังคงลดกายลง ยื่นมือซ้ายออกไปปิดเปลือกตาทั้งสองให้ผู้อาวุโสหลี่แผ่วเบา
“คาดคั้นเอาเรื่องที่พวกเขารู้มาให้หมดจด แล้วก็ไม่จำเป็นต้องปล่อยไว้แล้ว” เยี่ยนจ้าวเกอผุดลุกขึ้นอีกครั้ง กล่าวพูดกับอาหู่
อาหู่ตอบรับอย่างไม่ลังเล “ขอรับ คุณชาย”
สีหน้าเหยาซานอึมครึม ก้มหน้าไม่พูดจา สหายของเขาก็ดิ้นรนกล่าว “อย่างไรก็ล้วนต้องตายทั้งสิ้น ยังหวังให้พวกข้าสารภาพ?”
ชายร่างใหญ่อย่างอาหู่เหลียวมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะแยกเขี้ยวยิงฟัน แย้มยิ้มจนหน้าตาอัปลักษณ์ “บางเวลา แท้จริงแล้วความตายไม่น่ากลัว”
เยี่ยนจ้าวเกอเงยหน้ามองพายุนิมิตทมิฬเบื้องหน้าที่ค่อยๆ ฟื้นคืนสู่สภาพตามปกติ ก่อนจะหรี่ตาเล็กน้อยอยู่ครู่หนึ่ง “เขานิมิตทมิฬ…”
ชายหนุ่มส่ายศีรษะ แล้วตรวจสอบสิ่งของที่อาหู่ยึดกลับมาจากพวกเหยาซานทั้งสองคน
ของที่มีมูลค่าออกจะมีจำนวนจำกัด แต่สิ่งของที่ค่อนข้างทำให้เยี่ยนจ้าวเกอสนใจมีสองอย่าง
สิ่งของอย่างแรก เป็นหยกเลียนสังหารที่อยู่บนร่างจอมยุทธ์สหายของเหยาซานผู้นั้น ซึ่งยังมีอีกก้อนที่ยังไม่เคยใช้มาก่อน
นิ้วมือเยี่ยนจ้าวเกอลูบไล้หยกเลียนสังหาร ครุ่นคิดไม่พูดจา
หยกเลียนสังหารมีข้อจำกัดอักโข อย่างเช่นระยะเวลาเกิดผลมีจำกัด มีข้อจำกัดด้านพลังฝึกปรือของผู้สังหารและผู้ถูกสังหาร
กระนั้นไม่อาจไม่ยอมรับได้ว่า บางเวลาของสิ่งนี้สามารถสำแดงผลสำคัญออกมาได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างผู้สังหารกับผู้ถูกสังหารนั้นคุ้นเคยกันอย่างยิ่งยวด เข้าใจสถานการณ์โดยส่วนมากของอีกฝ่าย อาทิ ความคุ้นชินการใช้ชีวิต ความเคยชินในคำพูดคำจา เป็นต้น ย่อมสามารถก่อเกิดประสิทธิผลในระดับสูงยิ่ง ถึงขั้นที่ปั้นน้ำเป็นตัวได้อย่างแท้จริง
ยกเหยาซานเป็นตัวอย่าง เขาสวมรอยผู้อาวุโสหลี่ ในตอนก่อนที่มังกรทมิฬพิฆาตคราที่สองจะจู่โจมมา เยี่ยนจ้าวเกอไม่รู้สึกเฉลียวใจเลย
ถึงแม้ว่าตอนนี้จะไร้ประโยชน์ กระนั้นมีของสิ่งนี้ไว้ในมือ ไม่แน่นักว่าเมื่อใดจะเกิดประโยชน์ยามต้องใช้ขึ้นมา
ต่อให้เยี่ยนจ้าวเกอเองไม่ใช้ ส่งต่อให้คนอื่นที่ไว้ใจได้ ก็สำแดงผลประโยชน์ที่นึกคิดไม่ถึงได้เช่นกัน
ส่วนของอย่างที่สอง มีที่มาจากเหยาซาน ซึ่งก็คือเครื่องหยกครึ่งก้อน มองไปแล้วมีกลิ่นอายโบราณและเรียบง่ายอย่างยิ่งยวด
เยี่ยนจ้าวเกอตั้งใจสังเกตครู่หนึ่งแล้ว น่าจะเป็นเครื่องหยกอันสมบูรณ์ก้อนหนึ่ง ถูกแบ่งจากกึ่งกลางออกเป็นสองส่วน อีกส่วนหนึ่งไม่ทราบไปอยู่ที่ใด
บนพื้นผิวเครื่องหยกมีลวดลาย แม้ว่าจะเรียบง่าย ทว่าโอ่อ่าทรงพลัง ทำให้ผู้คนที่เห็นประทับใจลึกซึ้ง
หลังเยี่ยนจ้าวเกอจำแนกอย่างละเอียดครู่หนึ่ง เขาก็รู้สึกเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง “โอ้ คาดไม่ถึงว่าเป็นอักขระวิญญาณที่สืบทอดมาตั้งแต่ก่อนวิกฤตการณ์”
อักขระวิญญาณหาใช่ตัวอักษรไม่ และไม่ได้มีความหมายอะไรพิเศษอยู่ในนั้น
ถึงกระนั้นหลังจากเยี่ยนจ้าวเกอคิดทบทวนครู่หนึ่ง กลับสามารถยืนยันได้ว่าถ้าหากเป็นเครื่องหยกที่สมบูรณ์ อักขระย่อมต้องสมบูรณ์ จะเป็นค่ายกลวิญญาณขนาดเล็กค่ายหนึ่ง
ภายในค่ายกลวิญญาณขนาดเล็กนี้ บางทีอาจจะซ่อนของที่ค่อนข้างมีมูลค่าจำนวนหนึ่งไว้
‘ดูจากลักษณะด้านที่แตก กับระดับพลังชีวิตที่แผ่กระจายทั้งสี่ทิศ เครื่องหยกนี่เพิ่งถูกแบ่งได้ไม่นาน’ เยี่ยนจ้าวเกอใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ‘เครื่องหยกอีกครึ่งก้อน อาจจะสืบทอดอยู่ในแถบวายุพิภพนี้ด้วยก็เป็นได้ เป็นไปอย่างยิ่งว่าอยู่ในเกาะทรายเช่นกัน’
‘ในเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็พอจะสั่งคนให้ไปสืบเสาะค้นหาอย่างละเอียดได้อยู่สักหน่อย’
‘อักขระวิญญาณชนิดนี้ก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ก็พบได้ค่อนข้างน้อยเช่นกัน ปัจจุบันผู้คนของโลกแปดพิภพพอจะสามารถจำแนกได้กระจ่างชัด และผู้คนที่เปิดค่ายกลน่าจะมีไม่เท่าไร เช่นนี้แล้ว เกินกว่าครึ่งข้อมูลที่ซ่อนอยู่ในค่ายกลวิญญาณ น่าจะยังคงไม่ได้ถูกถอดความหมาย’
ขณะที่เยี่ยนจ้าวเกอคิด เขากลับไม่ได้นำมันมาใส่ใจมากนัก เพียงยักไหล่ด้วยความอย่างไรก็ได้ แล้วเก็บเอาเครื่องหยกขึ้นมาพร้อมกับหยกเลียนสังหาร
อาหู่พาพวกเหยาซานทั้งสอง ทะลวงเข้าไปในกระเป๋าย่อส่วนใบนั้นโดยตรง
ต่อจากนี้ทุกคนยังต้องเร่งรีบเดินทาง เพื่อออกจากมหาทะเลทรายแดนตะวันตกให้เร็วที่สุด
ส่วนเรื่องประเภทบีบบังคับให้สารภาพนี้ ไม่อาจเร่งได้ ต้องทรมานช้าๆ จึงจะทะลวงแนวป้องกันทางจิตใจของเชลยได้ง่ายยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุนี้เยี่ยนจ้าวเกอจึงเก็บเอากระเป๋าย่อส่วนไว้ แล้วนำหน้าทุกคนเดินทางต่อไป
ถึงจะไม่รู้ว่าอาหู่มีกระบวนการอย่างไรที่จะทำให้พวกเหยาซานทั้งสองเปิดปาก ทว่าขณะเดียวกันที่บรรดาจอมยุทธ์สำนักเขากว่างเฉิงใต้บังคับบัญชาของผู้อาวุโสหลี่ นำศพของผู้อาวุโสหลี่เดินทางด้วย บนดวงหน้าแต่ละคนล้วนเผยให้เห็นสีหน้ารอคอยและใคร่แก้แค้น
สีหน้าท่าทางเฟิงอวิ๋นเซิงเหมือนเช่นปกติ ส่วนจวินลั่วและเหลียนเฉิง ทั้งสองมองดูเยี่ยนจ้าวเกอเก็บกระเป๋าย่อส่วนที่บรรจุกลุ่มอาหู่ทั้งสามคนขึ้นมา ต่างก็มีแววตาซับซ้อนอยู่บ้าง
บทที่ 228
ศพของเหลียนอิ๋ง จอมยุทธ์สำนักเขากว่างเฉิงคนอื่นๆ ล้วนไม่ได้สนใจ
ก่อนหน้านี้ในพายุนิมิตทมิฬ เยี่ยนจ้าวเกอช่วยเหลือเขาเอาไว้พร้อมกับจวินลั่วและเหลียนเฉิง ผลคือในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ ก่อเรื่องอันตราย เจ้าเด็กที่ไม่อยู่ในสายตาผู้นี้กลับเนรคุณ หวิดแทงทุกคนด้วยดาบหนึ่ง
หากไม่ใช่เยี่ยนจ้าวเกอมีวิธีจัดการได้ทันเวลา ทุกคนคงจะต้องเตรียมป้องกันมังกรทมิฬพิฆาตที่อยู่ด้านบนไปด้วย และต้องระมัดระวังมังกรขาวพิฆาตใต้เท้าที่เหลียนอิ๋งสร้างขึ้นไปด้วย
เนื่องจากผู้อาวุโสหลี่ถูกสังหารเป็นเหตุ บรรดาจอมยุทธ์กว่างเฉิงทั้งหลายที่เพลิงโทสะกำลังสุมอก ไม่ได้ฆ่าศพระบายความแค้น มีท่าทีสงบเงียบเช่นนี้ได้ก็นับเป็นการแสดงออกที่ใจเย็นอย่างมากแล้ว
เหลียนเฉิงมองดูศพของเหลียนอิ๋ง ก่อนจะถอนใจคราหนึ่ง รุดขึ้นหน้าเก็บโครงกระดูกให้เขา
หลายๆ ครั้งก่อนหน้านี้ เขากับพี่ชายท่านนี้ต่างก็มีหัวอกเดียวกัน ชะตากรรมคล้ายคลึงกัน ด้วยเหตุนี้จึงมีความรู้สึกนึกคิดกลมเกลียวอย่างยิ่ง
ทั้งสองล้วนเป็นบุตรอนุภรรยา บิดามารดาเสียชีวิตก่อนวัยอันควร อุปนิสัยล้วนยังค่อนข้างอ่อนนุ่มอรชรอีก จึงมักถูกข่มเหงรังแกอยูในตระกูลเสมอ
พวกเขาเติบใหญ่มาด้วยกันอย่างทุลักทุเล ระหว่างกันและกัน กลับนับว่าเป็นญาติมิตรที่มีอยู่น้อยนิดของแต่ละคน
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ที่เหลียนอิ๋งค่อยๆ เหินห่างกับเขา นี่ทำให้เหลียนเฉิงไม่เข้าใจอย่างยิ่ง
เมื่อได้ยินวาจาของเหลียนอิ๋งเมื่อครู่ และยังเห็นการแสดงออกของเขาอีก ในที่สุดเหลียนเฉิงถึงนึกขึ้นได้ เหมือนกับว่าตั้งแต่ชั่วขณะที่รู้จักจวินลั่วนั้นเอง ที่ท่าทีของเหลียนอิ๋งที่มีต่อเขาเริ่มบังเกิดความพลิกผันแปรเปลี่ยน
ถึงนิสัยเหลียนเฉิงจะนิ่มนวลอยู่บ้าง ทว่าก็ไม่ได้โง่เขลาแต่อย่างใด เมื่อเข้าใจชัดถึงสาเหตุที่เหลียนอิ๋งเปลี่ยนไปแล้ว เขาจึงอดไม่ได้ที่จะหนักใจยิ่งกว่าเดิม
อันที่จริงสำหรับเหลียนเฉิงแล้ว ไหนเลยจวินลั่วไม่ใช่แสงสว่างที่น้อยนักจะปรากฏในชีวิตตน?
เพียงแต่เหลียนเฉิงไม่ได้มีความคิดสุดขั้วเฉกเช่นเหลียนอิ๋ง ขณะเดียวกัน ยังมองโลกในแง่ร้ายมากกว่าด้วยเช่นกัน เขาก็รู้สึกตั้งนานนักแล้วว่าจวินลั่วก็เหมือนดั่งการเงยหน้าขึ้นฟ้ามองส่วนในของเมฆอย่างไรอย่างนั้น
ถึงแม้ว่าเหลียนอิ๋งจะร้ายกับตนเอง มังกรขาวพิฆาตที่สร้างขึ้นก็หวิดกลืนตนเองให้จมลงไปเช่นกัน กระนั้นเหลียนเฉิงก็ยังคงใจอ่อน ทนฝังร่างพี่ชายในทะเลทรายกว้างใหญ่เช่นนี้ไม่ไหว
แม้ว่าตัวจะสิ้นใจไปแล้ว ทว่าอย่างน้อยให้เขาได้เป็นใบไม้ร่วงกลับสู่โคนต้น จะได้หรือไม่?
จวินลั่วมองเหลียนเฉิงกับเหลียนอิ๋ง พลางกัดเม้มริมฝีปาก สองจิตสองใจอยู่บ้าง
สายตาของนางที่ตกอยู่บนร่างเหลียนอิ๋งแลดูซับซ้อนอย่างยิ่ง ทว่าเมื่อมองไปยังเหลียนฉิง แววตาของนางกลับอ่อนโยนลงกว่าอยู่บ้าง
ครู่ใหญ่ จวินลั่วเองก็ถอนใจเช่นกัน ก่อนจะรุดหน้าไปช่วยเหลียนเฉิงเก็บศพของเหลียนอิ๋ง เตรียมนำออกจากมหาทะเลทรายแดนตะวันตก
จอมยุทธ์สำนักเขากว่างเฉิงกลุ่มหนึ่งมองดูภาพฉากนี้ แม้ไม่ได้ช่วยเหลือ ทว่าก็ไม่ได้ขัดขวางด้วยเช่นกัน หลังจากพวกเขาเก็บศพของผู้อาวุโสหลี่แล้ว ก็ยืนนิ่งเงียบข้างๆ รอคอยการชี้แนะจากเยี่ยนจ้าวเกอ
เยี่ยนจ้าวเกอมองจวินลั่วอย่างสงบเงียบขณะหนึ่ง “ลั่วลั่ว นี่ถึงจะใช่การพเนจรในโลกภายนอก หรือควรกล่าวว่า แท้จริงแล้วนี่ไม่เท่าไรเลยต่างหาก ยังคงเป็นด้านหนึ่งที่สว่างไสวสวยสดอย่างยิ่ง เพราะอย่างไรความเป็นจริงยังมีเรื่องที่คาวเลือดดำมืดยิ่งกว่านี้เสียอีก”
การแก้แค้นด้วยความพยาบาทระหว่างขุมกำลังใหญ่ทั้งสองฝ่าย หลังรู้แจ้งเห็นจริงจุดอ่อนในใจคนแล้วใช้ประโยชน์วางแผน ลอบสังหารกะทันหันทารุณเลือดเย็น ด้วยเหตุนี้คนอื่นจึงเป็นปลาติดหลังแหไปด้วย
สำนักเขานิมิตทมิฬดับสูญไปนานแล้ว ทว่าปัจจุบันบุตรหลานที่เหลือรอดอยู่จำนวนหนึ่งปรารถนาการแก้แค้น ผู้ถูกพุ่งเป้าหมายก็ไม่ใช่จอมยุทธ์ระดับสูงของสำนักเขากว่างเฉิงแต่อย่างใด แต่เป็นเยี่ยนจ้าวเกอที่ถึงแม้ปัจจุบันจะมีตำแหน่งในสำนักสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ทว่าท้ายที่สุดแล้วพลังฝึกปรือล้วนยังไม่เข้าสู่ระดับมหาปรมาจารย์
การปะทะกันของทั้งสองฝ่าย เทียบไม่ได้เลยกับมรสุมพายุการเปิดฉากสงครามของขุมกำลังระดับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งสองแห่งที่อาจพัดกระพือขึ้นได้
ทว่าคลื่นใหญ่เช่นนี้ระลอกหนึ่ง เพียงพอให้ทำลายผู้คนเฉกเช่นจวินลั่ว เหลียนเฉิง และเหลียนอิ๋งพวกเหล่านี้ให้พินาศย่อยยับได้แล้ว
ไม่พลิกม้วนพัดเข้ามาก็แล้วไป แต่หากพัดเข้ามาล่ะก็ ย่อมไม่อาจทำได้ดั่งใจโดยสิ้นเชิง เป็นไปได้อย่างยิ่งกระทั่งว่าจะตายอย่างไรล้วนไม่รู้ได้
เหลียนอิ๋ง เกรงว่าถึงชั่วขณะสิ้นใจนั้นแล้วจะยังไม่เข้าใจเลยทั้งสิ้น เขาเป็นเพียงแค่หมากตัวหนึ่งในมือของเหยาซาน เป็นเพียงห่วงโซ่หนึ่งในแผนลอบสังหารของเหยาซานเท่านั้น
ถึงขนาดที่ยังไม่ใช่ห่วงโซ่หัวใจสำคัญ เป็นเพียงแค่ห่วงโซ่เสริมห่วงหนึ่งก็เท่านั้น
หลังจากเก็บศพของเหลียนอิ๋งแล้ว เหลียนเฉิงก็นำติดไว้กับตัว จวินลั่วผุดยืนขึ้น เม้มกัดริมฝีปากล่างพลางมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ
เยี่ยนจ้าวเกอรำพึงรำพันขึ้นเงียบๆ ว่า “บุญคุณและความแค้นของสำนักเรากับผู้เหลือรอดสำนักเขานิมิตทมิฬ สำหรับพวกเจ้าแล้ว พลังความสามารถยังไม่อาจตามทันได้จริงๆ พลิกม้วนพัดเข้าสู่ภายในไม่อาจกระทำได้ดั่งใจ ทั้งยังไม่ใช่ความผิดของพวกเจ้า ไม่ใช่ว่าระดับฝีมือสู้รบพวกเราใช้ไม่ได้”
เพียงแต่ว่า สำหรับขุมกำลังฐานะเดิมของพวกเขาจวินลั่วและเหลียนเฉิงแล้ว ยากยิ่งจะเตรียมป้องกันมรสุมพายุเหล่านี้ที่พัดจากระดับบนลงมา
เอ่ยว่าถูกพัดเข้าใส่ก็คือพัดเข้าใส่ หลายครั้งหลายครานัก ไร้ซึ่งลางเตือนโดยสิ้นเชิง
“ซึ่งพรรคกระบี่วายุคำรามอันเป็นฐานะเดิมของเจ้า แท้จริงแล้วขุมกำลังระดับเดียวกันก็มีไม่น้อย ถ้าหากมีการต่อสู้ระหว่างกันอยู่ ย่อมมีกลอุบายแต่ละแบบออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นเดียวกัน”
หลังจวินลั่วเงียบงันครู่หนึ่ง นางค่อยเอ่ยเสียงเบาว่า “ศิษย์พี่เยี่ยน ข้าเข้าใจความหมายของท่าน”
นางเชิดหน้าด้วยความดื้อรั้นอยู่บ้าง “แต่ข้ายังคงเชื่อว่าโลกภายนอก ไม่ได้มีเพียงเรื่องเล่านี้เท่านั้น”
“สิ่งเหล่านี้ ข้าต้องเข้าใจ ไม่อย่างนั้นไม่รู้เมื่อใดจะให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์ถึงตัวบ้าง แต่ก็จะไม่ทำให้ข้าลังเลไม่กล้ารุดหน้าด้วยเช่นกัน”
แววตาของเด็กสาวทอประกายแวววาวเช่นเคย เยี่ยนจ้าวเกอเห็นแล้วก็ยิ้มน้อยๆ “ข้าไม่ได้หมายความว่าจะตัดสินใจแทนเจ้า เพียงแค่เตือนสติเจ้าเล็กน้อยก็เท่านั้น ก่อนจะกระทำเรื่องอะไร จงคิดถึงพวกท่านอาจวิน หากเจ้าเกิดเรื่อง พวกเขาก็ยากจะเลี่ยงความเสียใจ”
จวินลั่วผงกศีรษะ “เจ้าค่ะ ศิษย์พี่”
เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยวาจา “เอาล่ะ พวกเราเดินทาง เรื่องอื่นๆ ออกจากมหาทะเลทรายแดนตะวันตกก่อนค่อยว่ากัน”
ทุกคนรับปากอึกทึก แล้วสืบเท้ากลับไปยังเส้นทางกลับเมืองซู่โจวต่อไป ตามฝีเท้าของเยี่ยนจ้าวเกอ
เฟิงอวิ๋นเซิงเดินไปบนเส้นทาง มองจวินลั่วแวบหนึ่ง แล้วค่อยอมยิ้มพลางใช้ปราณจิตราส่งกระแสจิตกบเยี่ยนจ้าวเกอ ‘แม่นางน้อยผู้นี้ไม่เลวยิ่ง’
มือขวาของเยี่ยนจ้าวเกอรองยกเสาหินเอาไว้ เขาเดินไปพลาง ยิ้มกล่าวไปพลางเช่นกัน ‘ตอนนั้นเจ้าผ่านทุกอย่างมาเช่นนี้เหมือนกันใช่หรือไม่?’
หญิงสาวระบายยิ้ม ‘ประมาณนั้นกระมัง ตอนนั้นข้างเกือบจะถูกพ่อค้าเร่ทำให้มึนงง ขายเป็นทาสให้แก่ผู้อื่น’
เยี่ยนจ้าวเกอหันไปมองนางวูบหนึ่ง
สีหน้าท่าทางเฟิงอวิ๋นเซิงกลับผ่อนคลายอย่างมาก ‘ตอนที่ข้าอยู่ที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ แม้ว่าจะออกฝึกประสบการณ์ข้างนอกอยู่บ่อยครั้งเหมือนกัน แต่โดยส่วนมากล้วนแล้วแต่เพิ่มพูนประสบการณ์วรยุทธ์ในด้านการไล่สังหาร อีกทั้งยังมีผู้อาวุโสสำนักคอยตามติด ต่อให้ประสบอันตราย ถึงแม้จะยากลำบาก ก็รักษาชีวิตไว้ได้ไม่มากก็น้อย’
‘หลังจากนั้นตอนที่เพิ่งหนีออกมาจากสำนัก ไร้ญาติขาดมิตร หลบหนีซ่อนตัวตามรายทางตัวคนเดียว หลีกหนีการไล่สังหาร วิ่งหนีจนเกือบจะครึ่งหนึ่งของอัคคีพิภพ’
‘ในระหว่างลี้ภัย ประสบเจอผู้คนและเรื่องราวไม่น้อย ผูกมิตรกับสหายบ้างเช่นกัน หากแต่…’ เฟิงอวิ๋นเซิงหัวเราะเหอะๆ ‘สหายคนแรกที่ผูกมิตรบนเส้นทางลี้ภัย มองเผินๆ สัตย์ซื่อคุณธรรมเทียมฟ้า ปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความมีน้ำใจ ตอนที่เพิ่งรู้จักกัน ทำให้ข้าซาบซึ้งอย่างมากจริงๆ’
‘เวลานั้นข้าเพิ่งจะหลีกหนีการไล่สังหารของจอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ไปหนหนึ่ง แม้จะฝ่าวงล้อมได้สำเร็จ แต่ร่างกายก็ได้รับบาดเจ็บหนัก หลังจากคบค้าสมาคมกับคนผู้นั้นแล้ว เขาต้องการช่วยเหลือข้าหาสถานที่พักฟื้นอาการบาดเจ็บอย่างกระตือรือร้นยิ่ง’
เฟิงอวิ๋นเซิงอมยิ้ม ‘ผู้ใดจะรู้ได้ ว่าแท้จริงแล้วนั่นคือพ่อค้าเร่คนหนึ่ง คิดอยากจะมอมเมาข้าขายให้แก่คนอื่น แม้กระทั่งผู้ซื้อก็ล้วนติดต่อเสียดิบดีแล้ว หากไม่ใช่ข้าค้นพบได้ทันเวลา หลายปีก่อน ข้าคงจะเป็นนกในกรงของบ้านส่วนตัวตระกูลผู้รากมากดีใดก็ได้แล้วกระมัง’
เยี่ยนจ้าวเกอเบะปาก ‘อย่างนั้นข้าจะไม่ถามเจ้าเกี่ยวกับจุดจบของพ่อค้าเร่ผู้นั้นแล้วกัน’
หญิงสาวหัวเราะฮ่าๆ ไม่ได้เอ่ยต่อไปเช่นกัน
หลังจากออกจากอาณาเขตมหาทะเลทรายแดนตะวันตกแล้ว แม้ว่าเบื้องหน้ายังคงเป็นทรายสีเหลืองผืนหนึ่งอยู่ก็ตาม กระนั้นในที่สุดภาพอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงของพายุนิมิตทมิฬปกคลุมทั่วท้องฟ้านั่นก็มลายหายไป ถูกฝูงชนทิ้งไว้เบื้องหลัง
ยังไม่ทันถึงเมืองซู่โจว การไต่สวนทางอาหู่นั้น ก็ปรากฏผลออกมาแล้วเช่นกัน
บทที่ 229
การไต่สวนของอาหู่จะสามารถงัดปากของพวกเหยาซานทั้งสองคนได้หรือไม่ เยี่ยนจ้าวเกอแสดงออกว่าแต่ไรตนเองไม่เคยเป็นกังวล
เพราะว่าเขาถ่ายทอดวิชาเข็มแกนน้ำแข็งให้อาหู่แล้ว
นอกจากเข็มแกนน้ำแข็งวิธีสุดท้ายนี้แล้ว เดิมทีอาหู่ก็มีทักษะการทรมานบีบบังคับให้สารภาพอื่นๆ มากมายเช่นกัน
ชายร่างสูงใหญ่ที่ดูเหมือนซื่อสัตย์ตรงไปตรงมาผู้นี้ เชี่ยวชาญศาสตร์หลายแขนง เป็นผู้รับใช้ที่เหมาะสมกับตำแหน่งและเชื่อถือได้คนหนึ่ง เพียงแต่ทักษะเฉพาะทางของเขาที่มากมายยิ่ง ไม่มีโอกาสได้แสดงออกเสมอมา
อาหู่ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังดังคาด ยังไม่ทันถึงเมืองซู่โจว เขาก็บีบคั้นสิ่งที่เยี่ยนจ้าวเกอต้องการออกมาจากพวกเหยาซานทั้งสองนั่นได้แล้ว
“มีการติดต่อกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตอย่างที่คิด” เยี่ยนจ้าวเกอลูบคางตนเอง “ผู้เหลือรอดของสำนักเขานิมิตทมิฬ มีคนส่วนหนึ่งแม้จะไม่แน่นักว่าจะกลายเป็นมาร แต่ก็เข้าร่วมกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต”
“เพียงแต่ก็ยังมีคนจำนวนมากยืดหยัดด้วยตนเองไว้ ขณะเดียวกันก็เตรียมป้องกันภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตและนพยมโลกอยู่เงียบๆ เช่นกัน เพียงแต่ทั้งสองฝ่ายยังคงรักษาการติดต่อไว้หรือไม่?”
“คนส่วนนี้ โดยส่วนมากรับการช่วยเหลือของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์? นี่กลับเป็นเรื่องที่อยู่ในความคาดหมาย”
เยี่ยนจ้าวเกอฟังรายงานของอาหู่แล้ว รำพึงรำพันกับตนเอง
อาหู่ศึกษาท่าทางของเขา พลางลูบคางตนเองด้วยเช่นกัน “ซึ่งก็ไม่รู้ได้ว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เข้าใจสถานการณ์ของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ผ่านการติดต่อกับผู้เหลือรอดสำนักสำนักนิมิตทมิฬมากน้อยเพียงใด? ระดับชั้นของพวกเหยาซานทั้งสองคนยังต่ำอยู่บ้าง ที่สุดแล้วข่าวสารที่ล่วงรู้ยังคงมีจำกัด”
“ไม่ แท้จริงเพียงพออยู่พอสมควรแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งรู้ว่ามีส่วนหนึ่งโผเข้าสู่ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ผู้เหลือรอดของสำนักเขานิมิตทมิฬที่ปลีกออกจากวายุพิภพกาลก่อน กลับมายังวายุพิภพอีกครั้งในไม่กี่เดือนนี้เป็นต้นมา ข่าวสารนี้สำคัญยิ่ง บางทีก็ไม่แน่นักว่าอีกฝ่ายอาจจะมีการเคลื่อนไหวอีก” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว
หลังจากไตร่ตรองครู่หนึ่ง เขาก็กล่าวกับอาหู่ว่า “ข่าวสารที่ล่วงรู้ทั้งหมดให้ทำรายงานสองฉบับ ฉบับหนึ่งรายงานทางสำนัก ฉบับหนึ่งมอบให้ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเกาะทราย”
อาหู่ผงกศีรษะตอบรับแล้ว จึงค่อยลงไปจัดการ
เยี่ยนจ้าวเกอหันกลับไปทอดสายตามองมหาทะเลทรายแดนตะวันตก ท้องฟ้าที่นั่นยังคงขมุกขมัวทั้งผืน
ที่แห่งนั้นเอง มีจอมยุทธ์มหาปรมาจารย์ฐานะเดิมสำนักเขานิมิตทมิฬอย่างน้อยคนหนึ่ง ก่อนหน้านี้ขับเคลื่อนมังกรทมิฬพิฆาตสองครั้งสองครา
ซึ่งเยี่ยนจ้าวเกอเองก็แน่ใจแล้วเช่นกัน ผู้อาวุโสคุมการณ์สำนักเขากว่างเฉิงที่อยู่ใกล้ที่นี่มากที่สุด รักษาการณ์อยู่ที่พรรคกระบี่วายุคำราม ก่อนหน้านี้เขามาถึงมหาทะเลทรายแดนตะวันตกแล้วเช่นกัน เพราะฉะนั้นจึงสยบมหาปรมาจารย์สำนักเขานิมิตทมิฬผู้นั้นให้หมดทางลงมือด้วยตนเองโดยตรง
ผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งพรรคกระบี่วายุคำรามก็ถอยออกจากเขตอันตรายทางนั้น ตามที่เยี่ยนจ้าวเกอนำเสาทางเดินวังเทพต้นนั้นออกจากมหาทะเลทรายแดนตะวันตกอย่างปลอดภัยด้วยเช่นกัน เพียงแต่ห่างออกไปไม่ไกลแต่อย่างใด หากรักษาการณ์อยู่รอบนอกมหาทะเลทรายแดนตะวันตกชั่วคราว
กลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอกลับสู่เมืองซู่โจวอีกครั้ง ผู้อาวุโสหลี่ในฐานะผู้อาวุโสปฏิบัติกิจแห่งเมืองซู่โจวนานหลายปี มีบารมีอยู่ที่แห่งนี้ยิ่งนัก เมื่อจอมยุทธ์สำนักเขากว่างเฉิงที่ตั้งมั่นอยู่ที่นี่ได้ยินข่าวร้าย ต่างก็รู้สึกถึงความอาดูร
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเกาะทราย และผู้อาวุโสคุมการณ์ของพรรควายุคำรามต่างก็ได้รับข่าวการสิ้นชีพของผู้อาวุโสหลี่เช่นกัน จึงพากันส่งสารปลอบใจทุกผู้ทุกคนไปพลาง จัดเตรียมผู้อาวุโสปฏิบัติกิจซู่โจวคนใหม่รุดเข้ารับตำแหน่งไปพลาง
ก่อนที่ผู้อาวุโสปฏิบัติกิจซู่โจวที่ดำรงตำแหน่งใหม่จะมาถึง เยี่ยนจ้าวเกอก็หยุดอยู่ที่เมืองซู่โจวเป็นการชั่วคราวทันที
ตำแหน่งฐานะของเยี่ยนจ้าวเกอในปัจจุบันพิเศษอย่างยิ่ง โดยหลักการแล้ว ต่อให้เป็นผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเกาะทรายก็สิ้นหนทางบังคับบัญชาเขาเช่นกัน
เขามีสิ่งใดต้องการ บุคคลที่เหมือนอย่างผู้อาวุโสคุมการณ์พรรควายุคำรามเช่นนี้ ยังต้องพยายามอำนวยความสะดวกอย่างสุดกำลัง เพื่อให้ชายหนุ่มพึงพอใจ
ถึงแม้ว่าพลังฝึกปรือยังน้อย อายุยังอ่อนเยาว์ ทว่าหลังจากเยี่ยนจ้าวเกอออกจากสำนักไป และมาถึงยังท้องที่แห่งนี้ ฐานะของเขาก็ยังพิเศษเหนือข้อพิพาทใดๆ
หากแต่กำลังวังชาของเยี่ยนจ้าวเกอในขณะนี้ ยังคงรวมอยู่บนเสาทางเดินอภินิหารต้นนั้น ที่เขานำออกมาจากมหาทะเลทรายแดนตะวันตก
เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอเข้าสู่เมืองซู่โจว ครั้นมาถึงยังที่พำนักที่มีคนจัดเตรียมให้ตนแล้ว ในที่สุดก็วางเสาหินขนาดมหึมาลง
เสาหินตั้งอยู่บนพื้น ฝุ่นละอองพื้นดินไม่ฟุ้งขึ้น ประหนึ่งไร้ซึ่งน้ำหนักโดยสิ้นเชิง เหมือนเช่นตอนที่เยี่ยนจ้าวเกอรองถือมันไว้อย่างไรอย่างนั้น ทว่ามีเพียงคนที่เคยลองดูจริง ถึงจะรู้ว่าของสิ่งนี้หนักอึ้งถึงเพียงใด
ถ้าหากไม่ได้หลอมสภาพมันในขั้นแรก เยี่ยนจ้าวเกอกล้ายืนยันว่าหากตนเองประสบความสำเร็จระดับมหาปรมาจารย์ ก็ยังไม่แน่ว่าจะสามารถรองยกขึ้นมาได้เช่นกัน
หลังจากผ่านการหลอมสภาพในขั้นแรกที่มหาทะเลทรายแดนตะวันตกก่อนหน้านี้ การหยุดอยู่ที่เมืองซู่โจวครานี้ของเยี่ยนจ้าวเกอ ก็คือเตรียมดำเนินการหลอมเสาหินเป็นครั้งที่สอง
ตอนเข้าเมืองเมื่อสักครู่ ท่าทางเอามือรองเสาหินมหึมาของเยี่ยนจ้าวเกอ ได้นำไปสู่การดูมุงของมวลชนเรียบร้อยแล้ว
โดดเด่นก็โดดเด่นแล้วจริงๆ ทว่าหากเดินเช่นนี้ตลอด กระนั้นก็เลี่ยงจะโดดเด่นเกินควรไม่ได้
ไม่เอ่ยถึงสิ่งอื่น การที่ถือของมโหฬารที่สิ้นหนทางบรรจุเข้าไปในกระเป๋าย่อส่วนได้เช่นนี้สิ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเดินไปถึงที่ใด ผู้ใดก็ตามล้วนรับรู้ว่าตนมาถึงแล้ว อยากจะซ่อนไว้รายทางต่างก็ทำไม่ได้
เหมือนเช่นการชูคบไฟในค่ำคืนมืดมิดอย่างไรอย่างนั้น อีกทั้งคบเพลิงนี้ยังไม่อาจดับเองอีกด้วย
ทำให้ทุกคนรู้ว่าข้าเคยมาแล้ว
คำพูดนี้ฟังดูแล้วน่าตื่นเต้นทีเดียว มีพลังพอสมควร โดดเด่นพอสมควร และทะนงตนพอสมควร
ทว่าหากเพิ่มอักษรอีกสองสามตัวด้านหน้า เช่นนั้นความหมายก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
อย่างเช่น ข้าทำได้เพียงทำให้ทุกคนรู้ว่าข้าเคยมาแล้ว…
เยี่ยนจ้าวเกอนั่งขัดสมาธิอยู่บนที่ว่างในลาน แหงนมองเสาทางเดินวังเทพที่ความสูงเกินกว่ายี่สิบหมี่ ตั้งอยู่บนพื้นเกือบจะสูงกว่ากำแพงเมืองซู่โจว
มือข้างหนึ่งของเขาตวัดวาดอยู่ในอากาศอย่างต่อเนื่อง ปราณจิตราทิ้งร่องรอย สลักวาดเส้นออกมาสายหนึ่งต่อด้วยอีกสายหนึ่ง ประกอบกันเป็นลวดลายที่ลี้ลับมหัศจรรย์
จากนั้นแสงโชติช่วงของลวดลายเหล่านี้ ถูกสลักประทับไปภายในผลึกหินพร้อมกัน
ลวดลายเหล่านี้ ก็คือลวดลายประดับที่เยี่ยนจ้าวเกอนำมาจากบนเสาทางเดินวังเทพ ลอกประทับลงไป
ที่ถูกสลักประทับเข้าไปพร้อมกัน ยังมีการตีความลวดลายเหล่านี้ของเยี่ยนจ้าวเกอ
ลวดลายประดับบนเสาทางเดินวังเทพ ตัวมันเองยังไม่ได้มีความหมายพิเศษพร้อม ทว่าเป็นการแฝงท่วงทำนองพลังและหลักการอันมีเอกลักษณ์ไว้ภายใน
จอมยุทธ์ที่พลังฝึกปรือค่อนข้างต่ำสังเกตเรียนรู้ ยากจะเข้าใจลึกซึ้งถึงคุณค่าและความมหัศจรรย์ของมัน หากแต่เป็นยอดฝีมือระดับชั้นเดียวกับหยวนเจิ้งเฟิง เยี่ยนตี๋ และสือเถี่ยนั้น กลับสามารถได้รับสิ่งที่โดดเด่นไม่เหมือนผู้ใดได้
หากมองดูสถานการณ์แต่ละคนแล้วกำหนด การได้รับของแต่ละคนก็อาจจะไม่เหมือนกัน มีมากมีน้อย ทว่าเป็นขุมสมบัติอันล้ำค่าขุมหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
แท้จริงแล้วนำเสาหินทั้งต้นกลับไป คนที่สามารถหลอมกลายสภาพและตีความในสิ่งของระดับสูงนั้นได้ ก็ยังคงเป็นเยี่ยนจ้าวเกอเช่นกัน
สำหรับพวกหยวนเจิ้งเฟิงแล้ว ที่มีคุณประโยชน์ก็คือความหมายลึกซึ้งที่แฝงอยู่ในลวดลายเหล่านี้
ดังนั้นถึงแม้เยี่ยนจ้าวเกอจะหยุดอยู่ที่เมืองซู่โจวชั่วคราว เพื่อหลอมกลายสภาพเสาหินเป็นครั้งที่สอง กระนั้นลวดลายบนเสาทางเดินวังเทพเหล่านี้ เขาคัดลอกประทับออกมาทั้งหมดแล้ว จัดเตรียมส่งกลับประตูสำนักเขากว่างเฉิงอย่างลับๆ โดยเร็วที่สุด
“นอกจากเรื่องนี้แล้ว ให้คนของพวกเราค้นหาของสิ่งนี้บนแผ่นดินเกาะทรายอย่างละเอียด ดูว่าจะสามารถหาอีกครึ่งก้อนได้หรือไม่” หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอนำผลึกหินที่คัดลอกประทับลวดลายให้อาหู่ เขาก็นำเครื่องหยกครึ่งก้อนนั่นออกมาอีก “ไม่ต้องเอิกเกริกไปนัก ค้นหาอย่างไม่เป็นจุดสนใจ”
อาหู่รับของมา “คุณชายโปรดวางใจ ข้าน้อยรู้ดีควรทำอย่างไร”
หลังอาหู่ปลีกตัวออกไป เยี่ยนจ้าวเกอก็กลับมาสนใจเสาทางเดินวังเทพที่อยู่เบื้องหน้าอีกครา เริ่มทดลองหลอมกลายสภาพขึ้นอีกขั้น
ครั้นหลังเจตจำนงหมัดของเยี่ยนจ้าวเกอผสานกัน ตรงหน้าเขาประหนึ่งกับปรากฏภาพเมื่อครั้งวิกฤตการณ์ใหญ่ปีนั้นขึ้นอีกหน
ท่ามกลางพื้นดินแผ่นฟ้าพังทลาย ภาพฉากปรวนแปร สวรรค์ชั้นเก้ากลับตาลปัตร เยี่ยนจ้าวเกอรู้ชัดอยู่แก่ใจว่านี่เป็นภาพขณะที่เสาหินตกลงมาจากท้องฟ้า คล้ายกับมีความทรงจำชีวิตก็ไม่ปาน มุมมองของตนในตอนนี้เป็นของเสาหิน
เสาหินร่วงสู่ภายในทะเลทรายโดยตรง ทะเลทรายแรกเริ่มเรียบเสมอกัน ทว่าหลังจากนั้นปรากฏการณ์บนท้องฟ้าก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นมหาทะเลทรายแดนตะวันตกในปัจจุบันนี้
ซึ่งในกระบวนการนี้ เสาหินเองก็ค่อยๆ ผนึกเข้ากับปรากฏการณ์ท้องฟ้ามหาทะเลทรายแดนตะวันตกเช่นกัน บางคราก็ปรากฏให้เห็นอยู่ภายนอก บางคราก็ถูกทรายฝังกลบอีก
เยี่ยนจ้าวเกอคล้ายกับกลายร่างเป็นเสาหินนี้ สัมผัสการไหลของกาลเวลาไปพร้อมกัน
ฉับพลันนั้น เบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอเจิดจ้า เงาร่างหนึ่งวับวาบ ปรากฏอยู่ในเส้นสายตา!
บทที่ 230
ในสายตาของเยี่ยนจ้าวเกอขณะนี้ ภาพฉากที่ปรากฏตรงหน้าไม่ได้มีอยู่จริงแต่อย่างใด ทว่าก่อเกิดมาจาก ‘ความทรงจำ’ ของเสาทางเดินวังเทพ หรือกล่าวได้ว่าเป็นรอยตราแห่งความทรงจำ
ดังนั้นเมื่อเขาเห็นเงาร่างคนเดี๋ยวปรากฏ เดี๋ยวหายไปสายหนึ่งในเส้นสายตา จึงอดจิตใจฮึกเหิมไม่ได้
นี่หมายความว่า มีคนค้นพบเสาทางเดินวังเทพแล้วเช่นกัน
คนผู้นี้เดินมาอย่างแช่มช้า สืบเท้าเรื่อยเปื่อยอยู่ในพายุนิมิตทมิฬ เอ้อระเหยลอยชายราวกับเดินเล่นในลานบ้านกว้างใหญ่ก็ไม่ปาน
เยี่ยนจ้าวเกอเห็นดังนั้นก็มุ่นคิ้วเล็กหน่อย เพราะหลังจากแยกแยะอย่างถี่ถ้วน เขาค้นพบว่ายามเมื่อคนผู้นี้มาถึง เป็นฤดูกาลที่พายุนิมิตทมิฬในมหาทะเลทรายแดนตะวันตกรุนแรงที่สุดพอดี
ผู้มาเยือนเอ้อระเหยผ่อนคลายเช่นนี้ ทว่าพลังความสามารถกลับแกร่งกล้า ลึกล้ำไม่เห็นก้นบึ้ง ทำให้ผู้คนหวาดหวั่นพรั่นพรึง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยี่ยนจ้าวเกอสังเกตอย่างละเอียดแล้ว กลับไม่คาดคิดว่าตนเองจะมองเห็นรูปร่างหน้าตาของผู้มาเยือนไม่แจ่มชัด
อีกฝ่ายคล้ายกับถูกปกคลุมไปด้วยแสงกระจ่างกลุ่มหนึ่ง เห็นชัดแจ้งได้แค่เพียงเค้าโครงตรงหน้า และมีรูปร่างลักษณะดรุณีสาวผู้หนึ่ง ทว่ารายละเอียดรูปโฉมและอาภรณ์ที่สวมใส่ขมุกขมัวทั้งผืน
เมื่อเห็นสตรีผู้นี้มาถึงเบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ หรือควรกล่าวว่ามาถึงเบื้องหน้าเสาหิน นางพลันยื่นมือออกไปลูบผิวเสาหินเบาๆ แล้วจึงถอนใจ แต่เสียงถอนใจนั้นประหนึ่งดังขึ้นในก้นบึ้งจิตใจเยี่ยนจ้าวเกอ ‘การเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ของโลกหล้า สิ่งของยังคงเดิมทว่าคนกลับเปลี่ยนแปลงไป…’
ลูกตาดำเยี่ยนจ้าวเกอหดเล็กฉับพลัน เพราะทันทีที่เขาได้ยินคำพูดของคนผู้นี้ เขากลับรู้สึกไม่เหมือนว่าชมร่องรอยแสงรุ่งโรจน์ย้อนกาลเวลา แต่คนผู้นี้ ราวกับอยู่ในยุคสมัยเดียวกับตนจริงๆ และนางผู้นี้ก็ยืนกระซิบเสียงเบาอยู่ข้างหูตน!
หลังเยี่ยนจ้าวเกอรอฟังสิ่งที่คนผู้นี้กล่าวจนกระจ่าง และแยกแยะจริงเท็จของความหมายในคำพูดของนางอย่างละเอียดแล้ว หัวใจของเขายิ่งเต้นโครมอย่างบ้าคลั่งพักหนึ่ง
การเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ของโลกหล้า สิ่งของยังคงเดิมทว่าคนกลับเปลี่ยนแปลงไป…
เยี่ยนจ้าวเกอสงบสติอารมณ์ของตนเองลง เพ่งมองปรากฏการณ์อันปรวนแปรเบื้องหน้าต่อไป
ดรุณีสาวผู้นั้นลูบไล้ลายริ้วบนพื้นผิวเสาหิน เหมือนกับรำพึงรำพันกับตัวเอง “เส้นทางที่ข้าจะเดินต่อไป สุดท้ายแล้วถูกต้องหรือไม่? ภายภาคหน้า จะมีหน้าไปพบบรรดาผู้อาวุโสแต่ละรุ่นในอดีตได้หรือไม่?”
นางทอดถอนใจแผ่วเบาอีกครั้ง ก่อนจะกดฝ่ามือลง ไม่ได้นำเสาหินไปแต่อย่างใด กลับจะอัดเสาหินให้จมลงไปอีกขั้น ฝังลงไปในทะเลทรายกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาเสียด้วยซ้ำไป
ชายหนุ่มตั้งใจมองดู เห็นเหนือศีรษะหญิงสาวผู้นั้น ปม้จะเลือนรางคลุมเครือ แต่ก็คล้ายกับสวมมงกุฎเอาไว้
แสงรุ่งโรจน์หายไปอย่างรวดเร็ว ทว่าใจเยี่ยนจ้าวเกอกลับไหววูบอีกครั้ง
“หากข้ามองไม่ผิดล่ะก็ นั่นเหมือนกับว่า…เป็นมงกุฎแห่งจันทรา?” เปลือกตาเยี่ยนจ้าวเกอกระตุกวูบ สีหน้าเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดอยู่บ้าง
ถึงแม้จะไม่เคยเห็นของจริงกับตามาก่อน แต่ภาพแสงสว่างไสวของมงกุฎแห่งจันทรา เยี่ยนจ้าวเกอเห็นมาแล้วไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง
เครื่องประดับบนศีรษะหญิงสาวผู้นั้น แม้จะหรุบหรู่เห็นไม่แจ่มชัด กระนั้นก็มีเค้าโครงคล้ายคลึงมงกุฎแห่งจันทราอย่างยิ่ง
เยี่ยนจ้าวเกอสูดหายใจเข้าลึกคำหนึ่ง จิตสำนึกฟื้นคืนสติ หลุดออกจากรอยประทับความทรงจำที่ตกทอดมาจากเสาทางเดินวังเทพ
สีหน้าท่าทางเขาเงียบสงบ ความคิดและความรู้สึกนับหมื่นนับพันทยอยผุดขึ้นในสมองอย่างไม่ขาดสาย
หลังจากนั้นครู่ใหญ่ เยี่ยนจ้าวเกอค่อยหลุดออกจากภวังค์ เงยหน้าทอดสายตามองออกไป นัยน์ตาหรี่ลงเล็กน้อย
ถึงแม้จะเปลี่ยนแปลงไปน้อยนิด ทว่าด้วยสายตาของเยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้ ก็ยังสามารถแยกแยะออกได้อย่างแม่นยำ เว่าสาทางเดินวังเทพเบื้องหน้าเล็กและเตี้ยลงเล็กน้อย
นี่บ่งชี้ว่าการหลอมกลายสภาพเสาทางเดินวังเทพขึ้นอีกขั้นของตน เริ่มก่อเกิดประสิทธิผลแล้ว
เพียงแต่ปรารถนาให้ได้ดั่งใจโดยสิ้นเชิง กลับไม่ได้ง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก เช่นตอนหลอมกลายสภาพขั้นแรกในมหาทะเลทรายแดนตะวันตก
การหลอมกลายสภาพคราที่สองนี้ ดูเหมือนจำต้องพิถีพิถันใช้เวลาอยู่บ้าง
เยี่ยนจ้าวเกอยื่นฝ่ามือออกไป กดลงบนพื้นผิวเสาหิน จิตใจสั่นไหวเล็กน้อย เสาหินพลันยกสูงขึ้นอยู่บ้างอีกครั้ง เปลี่ยนเป็นเหมือนเช่นเดิมอย่างไรอย่างนั้น ทำให้มองความผิดปกติที่บังเกิดก่อนหน้าไม่ออก
ทว่าขณะนี้ ไม่เหมือนเช่นก่อนหน้าแล้วอย่างแท้จริง ความสูงยาวเล็กใหญ่ของเสาทางเดินวังเทพนี้ สามารถก่อเกิดความเปลี่ยนอย่างจำกัดได้ตามใจเยี่ยนจ้าวเกอ
ขอบเขตที่เปลี่ยนแปลงได้ของเสาหินเพิ่มสูงขึ้นไม่หยุดยั้ง ตามการหลอมกลายสภาพที่ลึกซึ้งขึ้นทุกๆ วันด้วยเช่นกัน
ชายหนุ่มมองดูเสาทางเดินวังเทพ เนิ่นนานไม่เอื้อนเอ่ย
หลายวันหลังจากนั้น เยี่ยนจ้าวเกอยังตั้งมั่นอยู่ในเมืองซู่โจว นอกจากเข้าร่วมงานศพของผู้อาวุโสหลี่แล้ว ก็ฝึกฝนด้วยตนเอง กับหลอมกลายสภาพเสาทางเดินวังเทพ
ก่อนผู้อาวุโสปฏิบัติกิจแห่งเมืองซู่โจวที่ดำรงตำแหน่งใหม่จะเข้ารับตำแหน่ง จอมยุทธ์สำนักเขากว่างเฉิงที่อยู่ในเมืองมีเรื่องใดก็ล้วนรายงานกับเยี่ยนจ้าวเกอ
หากแต่ทุกอย่างของที่แห่งนี้มีร่างระเบียบอยู่ตั้งนานแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอเองก็ไม่มีกะจิตกะใจจะเปลี่ยนแผนให้วุ่นวายเช่นกัน เพียงแค่กระทำตามทุกประการ ตั้งใจทำการเปลี่ยนผ่านให้ดีก็เท่านั้น
สำนักเขากว่างเฉิงสูญเสียผู้อาวุโสปฏิบัติกิจไป เดิมทีจอมยุทธ์กว่างเฉิงที่อยู่ที่นี่ก็อดกลั้นจนเพลิงสุมเต็มอกแล้ว ไม่มีผู้ใดไม่ตาสว่างมาแส่หาเรื่องสำนักเขากว่างเฉิงในเวลานี้เช่นกัน
หลังจากอาหู่จัดสรรงานที่เยี่ยนจ้าวเกอมอบหมายไปจัดการให้เหมาะสมเรียบร้อย จึงค่อยกลับมายังข้างกายชยหนุ่ม
อาหู่สังเกตและศึกษาริ้วลายสลักนูนที่สลักอยู่บนเสาทางเดินวังเทพ แล้วก็ค่อยๆ สงบจิตสงบใจลง ในช่วงเวลาประกายตาทอแสง ได้เก็บเกี่ยวเหลือล้น
วันหนึ่ง อาหู่ที่นั่งสมาธิหลับตา พลันลืมตาทันใด ในดวงตาทั้งสองข้างมีแสงโชติช่วงเย็นเยือกเปล่งประกาย รัศมีแสงเหนือศีรษะอันจริงแท้นั่นทะลุตรงสู่ฟากฟ้า พลังปราณสะพรั่ง
เยี่ยนจ้าวเกอนั่งราบอยู่ที่เดิม มองดูภาพฉากนี้
เขาเห็นรัศมีแสงเหนือศีรษะอาหู่ ค่อยๆ กลับคืนสู่ยอดกะโหลกของอีกฝ่าย ส่วนสายตาทั้งสองดวงของคนสนิทก็เริ่มเก็บอาการด้วยเช่นกัน
ถึงตอนท้ายที่สุด รัศมีแสงเหนือศีรษะอาหู่มลายไป แสงรุ่งโรจน์ในดวงเนตรทั้งสองก็ไม่เห็นร่องรอยเช่นกัน
อาหู่ผุดลุกขึ้น ยกมือขึ้นต่อยหมัดหนึ่งออกไป ภาพปรากฏการณ์อันกลายสภาพมาจากปราณจิตราและเจตจำนงหมัด แทบจะผนึกรวมกันเป็นวัตถุจริง
สติปัญญาปราณจิตราไม่ได้ปรากฏภายนอกแต่อย่างใด ทว่ารวบอยู่ในโลกหล้าอันกลายสภาพมาจากเจตจำนงหมัดทั้งหมด หนาหนักแน่นิ่ง ฮึกเหิมทวีคูณ
ราวกับที่ดินอันอุดมสมบูรณ์แปลงหนึ่ง สามารถก่อเกิดชีวิตอย่างไร้ที่สิ้นสุดได้ รอคอยเพียงเมล็ดพันธุ์ร่วงไป ก็ดำเนินการบ่มเพาะและแตกหน่อออกราก
พลังอันหนาหนักทรงพลังทั่วร่างตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของอาหู่ กลับยังปราดเปรียวเหนือชั้น ยกระดับยิ่งกว่ากาลก่อนอักโข!
ทั้งตัวเขา ประหนึ่งกับถอดไส้ในเปลี่ยนกระดูก ย่างเข้าสู่โลกหล้าอันใหม่เอี่ยม
รัศมีแสงเหนือศีรษะหายไป ไม่เหมือนเช่นก่อนหน้าที่ตนเองเจตนาเก็บสำรวม แต่หายไปจริงๆ แล้ว
รัศมีแสงมลายสูญ ไม่ได้หมายความว่าอ่อนแอลง ตรงกันข้าม กลับเปลี่ยนเป็นแกร่งยิ่งกว่าเดิม เนื่องจากจุดลมปราณทุกๆ จุดทั่วกายอาหู่ในตอนนี้อยู่ระหว่างการเคลื่อนไหวเล็กน้อย ล้วนราวกับสามารถเชื่อมประสานเข้ากับฟ้าดินอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งไม่ใช่เพียงรัศมีแสงผ่านภาเหนือศีรษะสายนั้นอีกต่อไป
อาหู่เก็บสำรวมแสงโชติช่วงในดวงตาทั้งสองลง ละมุนละไมดุจหยก เป็นหลักการเดียวกัน ซึ่งคือปรากฏการขจัดสิ่งปรุงแต่งภายนอก ฟื้นคืนสู่สภาพเรียบง่ายดังเดิม
นี่ก็เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่าจอมยุทธ์ก้าวข้ามผ่านคูน้ำกั้น จากระดับปรมาจารย์ เลื่อนขั้นสู่ระดับมหาปรมาจารย์นั่นเอง!
อาหู่ลุกขึ้นจากพื้นกระโดดโลดเต้น พุ่งพรวดไปถึงเบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ หัวเราะชอบใจพลางกล่าว “คุณชาย ข้าทำสำเร็จแล้ว!”
เยี่ยนจ้าวเกอเองก็หัวเราะตัวโยน พลางตบไหล่อาหู่เบาๆ “ขั้นฝ่านภาสู่ขั้นซ่อนจิต โลกหล้าไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เยี่ยม!”
เหมือนเช่นขั้นปรมาจารย์ ที่จะถูกแบ่งออกเป็นสามขั้นเก้าระยะคือ ขั้นจิตราชั้นใน ขั้นจิตราชั้นนอก และขั้นเคียงนภา ระดับมหาปรมาจารย์ก็สถานการณ์เดียวกัน
ระดับมหาปรมาจารย์มีทั้งหมดสิบขั้น แบ่งออกเป็นสามขั้นใหญ่คือ ขั้นซ่อนจิต ขั้นกำเนิดญาณ และขั้นรูปญาณ ทุกๆ ขั้นก็แยกออกเป็นระยะต้น ระยะกลาง และระยะท้าย
ต่อด้วยขั้นที่สิบ ขั้นสุดท้ายระดับสุดยอด ขั้นบรรลุธรรม
ปรมาจารย์ขั้นฝ่านภา เหยียบทะลุด่านพิศวงด่านสุดท้ายสู่ขั้นซ่อนจิต เลื่อนขั้นจากระดับปรมาจารย์ไปยังระดับมหาปรมาจารย์ เหมือนอาหู่ที่วันนี้ประสบผลสำเร็จในพลังฝึกปรือระดับมหาปรมาจารย์ระยะแรกเช่นนี้
สติปัญญาและปราณจิตราขจัดสิ่งปรุงแต่งภายนอก ฟื้นคืนสู่สภาพเรียบง่ายดังเดิม โลกหล้า รวมถึงเจตจำนงหมัดเปลี่ยนเท็จเป็นจริงขึ้นอีกขั้น เริ่มก่อตัวกลายเป็นดินวิเศษ
ครั้นควบแน่นเป็นเมล็ดพันธุ์วิเศษออกมา เจริญเติบโตแก่กล้ายิ่งใหญ่อยู่ในดินวิเศษ นั่นเป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่าจอมยุทธ์ย่างก้าวสู่ระดับมหาปรมาจารย์ขั้นซ่อนจิตระยะกลาง
ขณะเดียวกับที่เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกดีใจกับอาหู่นั้น การพัฒนาขั้นต่อไปของตนเอง เขาก็ได้วางเค้าโครงในใจไว้ก่อนแล้วเช่นกัน ‘อืม ขั้นเคียงนภาถึงขั้นฝ่านภาไม่ยาก หากอยากจะมุ่งจากขั้นฝ่านภาสู่ระดับมหาปรมาจารย์ล่ะก็ มีบางสิ่งจำต้องเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า’