221-225

บทที่ 221
แสงอันโชติช่วงที่พันรอบเสาหิน สั่นพะเยิบพะยาบอยู่ในอากาศ กลายสภาพเป็นแถบแสงจำนวนมาก ถูกพายุนิมิตทมิฬดึงรั้ง ฉุดลากจนตรงแหน่ว

พลังดึงรั้งรัดแน่น ลากเสาหินขึ้นมาพรวดพราดจากทะเลทราย

ชั่วเสี้ยววินาทีที่เสาหินถูกดึงออกมาจากทะเลทรายโดยสมบูรณ์นั้น มีพลังอันไพศาลแผ่กระจายออกไปทั่วทั้งสี่ทิศอย่างฉับพลัน

ด้วยพลังทำลายล้างซัดสาดโหมกระหน่ำ พายุนิมิตทมิฬที่กวาดทำลายโดยรอบตามอำเภอใจ จึงถูกกำจัดจนสูญสิ้นทันที!

ผงทรายในอากาศ ถูกบดละเอียดเป็นละอองฝุ่น พัดกระจายออกไปไกลทั้งสิ้น

ถ้าหากมองจากสวรรค์ชั้นเก้าลงมา จะเห็นได้ว่าในทะเลทรายใหญ่ที่ถูกพายุนิมิตทมิฬปกคลุมอำพรางอยู่ พลันปรากฏพื้นที่ว่างแปลงหนึ่งออกมา

ทะเลทรายสุดลูกหูลูกตาบริเวณที่เสาหินแต่เดิมตั้งอยู่ ถูกกวาดล้างแทบจะหลุบเรียบลงไปข้างล่างจนเกิดพื้นที่ว่างออกมาแปลงหนึ่ง กลายเป็นหลุมทรายขนาดใหญ่ที่ยุบลงไป

เสาหินต้นนั้นลอยแคว้งอยู่กลางอากาศ เวลานี้แสงสว่างโชติช่วงทุกสายที่ยื่นขยายออกไป ได้หวนกลับคืนทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงแค่เสาหินที่ซ่อนเร้นลำแสงเอาไว้เท่านั้น

แสงสว่างบนพื้นผิวเสาหินค่อยๆ สลายไป ในสายตาฝูงชนเห็นบริเวณด้านที่แตกแต่เดิม ถูกเติมเต็มอย่างฉับพลัน

เสาหินทั้งต้นหล่อรวมเป็นหนึ่ง เปลี่ยนรูปลักษณ์ใหม่

หลังจากมองดูเสาหินมหึมาตรงหน้าแล้ว ก็บิดลำคอที่แข็งทื่ออยู่บ้างอีกครั้ง หันมองท้องฟ้าโดยรอบซึ่งเปลี่ยนเป็นแจ่มใสฉับพลัน ในที่สุดฝูงชนก็ฟื้นคืนสติกลับมา ส่งเสียงโห่ร้องดีใจออกมาพร้อมเพรียง

การเคลื่อนไหวของ ‘ผู้อาวุโสหลี่’ และ ‘เหยาซาน’ ช้าลงกึ่งหนึ่ง ทว่าก็เผยเห็นสีหน้าท่าทางตื่นตระหนกระคนดีใจทันที ร่วมกับขบวนฝูงชนด้วยเช่นกัน

เพียงแต่ยามพวกเขาสองคนประสานสายตากัน ในแววตาล้วนเป็นพยับเมฆและความกลัดกลุ้มอันเฉื่อยชา

เหยาซานตัวจริงสูดหายใจเข้าลึกคำหนึ่ง สงบอารมณ์ภายในใจตน เคลื่อนไหวปราณจิตราส่งกระแสจิตกล่าวกับสหาย ‘อย่าได้บุ่มบ่ามไป ตอนนี้ยังไม่อาจยืนยันว่าเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนั้นของเขาสามารถใช้การได้หรือไม่’

เหยาซานตัวปลอมที่อยู่ข้างๆ ตอบ ‘ข้าเข้าใจ’

คำพูดแม้จะเอื้อนเอ่ยเช่นนี้ แต่ในน้ำเสียงเจือกัดฟันแค่นเสียงอย่างปิดไม่มิดอยู่หลายส่วน

เสาหินร่วงลงมาช้าๆ อาหู่เห็นเช่นนั้น เร่งรีบขึ้นมาข้างหน้าเตรียมรับไว้

เยี่ยนจ้าวเกอเพิ่งจะเอ่ยประโยคหนึ่ง “ข้าเอง” ทว่ามือของอาหู่ยื่นออกไปแล้วพอดี

ใครจะรู้ฝ่ามือเพิ่งจะรองส่วนปลายเสาหินไว้ สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนอย่างใหญ่หลวงฉับพลัน รู้สึกเพียงว่ามีพลังไร้ที่สิ้นสุดกดอยู่บนฝ่ามือ จนข้อมือแทบหลุด!

มองเพียงแค่รูปลักษณ์ของเสาหินนั่น แม้ว่าขนาดจะใหญ่มหึมา กระนั้นอาหู่ก็เป็นจอมยุทธ์ปรมาจารย์ขั้นฝ่านภา ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดแล้ว แขนทั้งสองข้างของเขาสั่นเทิ้ม ปราณจิตราระเบิดพลังทั้งปวง กำลังกายมีแค่เพียงหมื่นจวินเสียเมื่อไร

ทว่าบัดนี้ครั้นเอามือรองเสาหินต้นนั้น กลับรู้สึกว่ารับน้ำหนักไม่ไหวโดยสิ้นเชิง ทำได้เพียงรีบปล่อยมือถอยออกไป

เยี่ยนจ้าวเกออยู่ข้างๆ ยื่นมือออกมา รองไว้ใต้เสาหินด้วยเช่นกัน

ภาพฉากที่ทำให้ลูกตาอาหู่แทบจะถลนออกจากเบ้าปรากฏขึ้น เสาหินที่พลังทั่วร่างตนปะทุล้วนหมดทางพยุง นึกไม่ถึงว่าเยี่ยนจ้าวเกอใช้เพียงมือเดียวรองเอาไว้โดยไม่รู้สึกหนัก

หนำซ้ำท่าทางของเยี่ยนจ้าวเกอ ยังเห็นได้ชัดว่าผ่อนคลายอย่างยิ่งยวด

คนอื่นๆ ที่อยู่ด้านข้างเห็นแล้ว ก็ตกอกตกใจเช่นเดียวกัน

ถึงแม้ว่าอาหู่มักจะถูกผู้คนสบประมาททั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา เนื่องจากฐานะและการแสดงออกยามปกติ

ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอให้ความสนใจโลกภายนอกมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงทุกอย่างข้างกายเขา ชายหนุ่มเข้าไปอยู่ในสายตาของบุคคลที่มีความตั้งใจ ดังนั้นโลกภายนอกจึงรู้จักอาหู่มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน

ร่างสูงใหญ่ที่มักจะแสดงตนเป็นบ่าวติดตามรับใช้อยู่ข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอเสมอ ก็ยังคงเป็นยอดฝีมือสุดยอดท่ามกลางจอมยุทธ์ปรมาจารย์คนหนึ่ง

ถึงขั้นที่ผู้คนมากมายทึกทักเอาเอง ว่าเขากับเยี่ยนจ้าวเกอ ผู้หนึ่งนายผู้หนึ่งบ่าวนี้ แท้จริงแล้วผู้ใดแข็งแกร่งผู้ใดอ่อนด้อย

ตอนที่อาหู่เอามือรองยกเสาหินเมื่อครู่ ปราณจิตราทั่วร่างของเขาระเบิดปะทุ พละกำลังอันทรงพลังนั่น ทำให้ทุกผู้ทุกคนต่างตกตะลึงต่อสิ่งนั้น

ยามปกติอาหู่ไม่ปรากฏรัศมีแสงเหนือศีรษะให้เห็น ทว่าตอนปลดปล่อยพลังเมื่อครู่นี้ รัศมีแสงพรั่งพรูเฉิดฉาย มุ่งตรงทะลุฟ้า คาดไม่ถึงว่าเป็นลำแสงแท้จริงทั้งสิ้น ประกาศให้ทราบถ้วนทั่วถึงพลังฝึกปรือขั้นฝ่านภาของเขา

กระนั้นมหาปรมาจารย์ขั้นฝ่านภาผู้หนึ่งเช่นนี้ ใช้มือรองเสาหินอย่างเต็มกำลังแล้วก็ยังประคองไว้ไม่ได้ ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอกลับใช้มือรองไว้ด้วยมือข้างเดียวสบายๆ ทำให้ทุกคนหวาดหวั่นพรั่นพรึงโดยแท้

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูอาหู่ที่รับการจู่โจมหนักหน่วง มุมปากกระตุกแผ่วเบา

“เสาหินนี้พิเศษอย่างมาก ท่วงทำนองพลังที่แฝงอยู่ในนั้นเร้นลับลึกซึ้งอย่างยิ่งยวด ไม่เพียงแค่เจ้าเท่านั้น มหาปรมาจารย์จำนวนมากล้วนยกไม่ขึ้น”

“ที่ข้ายกขึ้นมาได้ นั่นเป็นเพราะข้าหลอมเสาต้นนี้ในขั้นต้นแล้ว หลอมรวมเจตจำนงหมัดวรยุทธ์ของข้าเองเข้าสู่ภายในนั้น ฉะนั้นสำหรับเจ้าหนักกว่าขุนเขา สำหรับข้าแล้ว กลับเบายิ่งกว่าฟางข้าวเสียอีก”

ผู้คนข้างๆ เข้าใจในฉับพลัน อาหู่ลูบๆ ท้ายทอยของตน อ้าปากยิ้มร่า “คุณชาย ที่ท่านหลอมเสาหินนี้ได้ เดิมก็คือความสามารถอย่างไรเล่า”

คนอื่นได้ยินเช่นนั้น ก็ทยอยผงกศีรษะตามๆ กัน

หากเป็นเวลาอื่น ถูกผู้คนมุงดูด้วยสายตาชื่นชมเลื่อมใสเช่นนี้ เยี่ยนจ้าวเกอคงจะเบิกบานใจอย่างถึงที่สุด

แต่ตอนนี้ แม้อารมณ์ที่ปรากฏจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป ทว่าแท้จริงแล้วความรู้สึกในใจซับซ้อนยิ่ง หัวร่อไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูเสาหินที่อยู่บนมือ อดกลั้นต่อปฏิกิริยากลอกตาอย่างหนัก

เขาใช้มือรองสิ่งใหญ่โตขนาดนี้สิ่งหนึ่ง กลับสง่าผ่าเผยอย่างแท้จริง เปี่ยมล้นไปด้วยแรงปะทะทางสายตา น่าหวั่นไหวยิ่งยวด

…ถึงกระนั้น หากต้องรองถือเสาต้นนี้เช่นนี้ ตลอดทางตั้งแต่วายุพิภพกลับไปยังเขากว่างเฉิง ณ นภาพิภพละก็ เขาก็ไม่แน่ว่าจะทำให้คนเบิกบานใจนักแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชายหนุ่มยังไม่มีหนทางส่งต่อให้แก่คนอื่น

เนื่องด้วยความพิเศษเฉพาะของเสาต้นนี้ ใช้รถลาก ใช้สัตว์บรรทุก ใช้คนจำนวนมากมายก เกรงว่าล้วนยากจะสำเร็จ

แต่เยี่ยนจ้าวเกอกลับยังสิ้นวิธีทำให้มันย่อขนาดลงเสียอย่างนั้น

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ถ้าหากสถานการณ์เกิดไม่แปรเปลี่ยน เยี่ยนจ้าวเกอจำเป็นต้องยกสิ่งมหึมาสิ่งนี้ด้วยตนเองแต่ผู้เดียวไปตลอดจนกลับเขากว่างเฉิง

หนำซ้ำเดินทางกลับไป หากขี่สัตว์ อย่าได้พูดถึงสัตว์วิเศษอื่นๆ แค่พ่านพ่านก็จะถูกทับจนคว่ำลงด้วยเช่นกัน

ลองใคร่ครวญเสียหน่อย ข้างกายมีสัตว์พาหนะที่ก้าวร้าวแข็งขันเช่นพ่านพ่านนี้ตามอยู่ด้วย ก็ก่อกวนความสนใจผู้คนอยู่แล้ว นอกนั้นยังยกหามเสาหินหนาใหญ่ที่ความยาวเหนือกว่ายี่สิบหมี่อีกต้นหนึ่งอยู่ตลอดเวลา ภาพนั้น ช่างงามงดยิ่ง ทำให้ผู้คนใจไม่แข็งพอที่จะมอง…

แท้จริงแล้ว แม้ว่ายกหามสิ่งของใหญ่ยักษ์ขนาดนี้สิ่งหนึ่งจะดูโง่เขลาอยู่บ้าง ทว่าก็ยังคงโดดเด่นดึงดูดความสนใจพอสมควรเช่นกัน

มุมปากเยี่ยนจ้าวเกอกระตุกเกร็ง ตนเองชอบแสดงตัวโดดเด่น โอ้อวดเรียกความสนใจอยู่พอควร หากแต่ข้อแรกคือพฤติกรรมนี้มาจากความปรารถนาของตน เป็นสิ่งที่สามารถควบคุมได้

ตอนที่อยากจะโดดเด่นก็โดดเด่น ตอนที่อยากจะถ่อมตนก็ถ่อมตน นี่ถึงจะเป็นการดำรงชีวิต

ถ้าหากเป็นการถูกบังคับให้ต้องทำตัวโดดเด่น ไปให้คนอื่นมุงดู เช่นนั้นก็อาจจะทำให้คนไม่สบายใจอยู่บ้างนัก

‘ของเล่นนี่…’ เยี่ยนจ้าวเกอคิดด้วยเจตนาที่ไม่ดีอยู่บ้าง ‘…เอามาทุบคนก็ไม่เลว’

ขณะหาความสุขท่ามกลางความขื่นขมไปพลาง เยี่ยนจ้าวเกอลอบถอนใจในใจไปพลาง บนใบหน้าไม่ปรากฏสีหน้าใดแม้แต่น้อย

มือข้างหนึ่งของเขารองยกเสาหินไว้ มืออีกข้างหนึ่งลูบไล้ไปบนลวดลายพื้นผิวเสาหิน แสดงท่าทางที่กำลังตั้งใจศึกษาคิดทบทวนอยู่ออกมา…

เยี่ยนจ้าวเกอจัดการเสาหิน พร้อมกล่าวกับกลุ่มของอาหู่ไปพลาง “เป้าหมายบรรลุ พายุนิมิตทมิฬอีกไม่นานจะบังเกิดขึ้น พวกเราออกจากที่นี่เถอะ”

ไกลออกไป พายุที่ถูกไล่กระจายออกไป ได้ซัดกระหน่ำมาทางนี้อีกหนแล้ว

ฝูงชนเร่งรีบตามติดหลังกายเยี่ยนจ้าวเกอ ย้อนกลับไปยังเส้นทางที่เดินทางมา

ความรู้สึกในใจของ ‘ผู้อาวุโสหลี่’ และ ‘เหยาซาน’ ล้มเหลวอย่างถึงที่สุด ทว่าภาพลักษณ์ภายนอกยังคงต้องกล้ำกลืนฝืนยิ้ม เดินตามฝีเท้าเยี่ยนจ้าวเกอให้ทัน

พายุก่อตัวขึ้นอีกครา ทำให้เส้นทางกลับของฝูงชนแปรเปลี่ยนเป็นยากลำบากขึ้นมาด้วยเช่นกัน แม้ผ่านหนทางลำบากยาวไกล ทว่าในที่สุดก็กลับถึงจุดสนับสนุนแห่งนั้นที่ตั้งขึ้นก่อนหน้า

จอมยุทธ์เขากว่างเฉิงหลายคน กับกลุ่มจวินลั่วทั้งสามกำลังคอยท่าอยู่ที่นั่น
บทที่ 222
เมื่อเห็นเสาหินมหึมาต้นนั้นที่เยี่ยนจ้าวเกอเอามือรองยกปรากฏอยู่เบื้องหน้า กลุ่มคนของจวินลั่วล้วนอดที่จะมีใบหน้าตะลึงงันไม่ได้ เนิ่นนานไม่คืนสติ

จวินลั่วมองดูเยี่ยนจ้าวเกอ สาวน้อยที่แต่เดิมฝีปากปราดเปรียว บัดนี้คาดไม่ถึงว่าตะกุกตะกักอยู่บ้าง “ศะ… ศิษย์พี่เยี่ยน นะ… นี่มันของอะไรรึ?”

ใบหน้าเยี่ยนจ้าวเกอแสดงสีหน้าอารมณ์ไม่รู้ไม่ชี้ “ข้าเข้าไปมหาทะเลทรายแดนตะวันตกครั้งนี้ เดิมทีก็มีงานที่ได้รับคำสั่งมาต้องจัดการ สำรวจซากโบราณสถานแห่งหนึ่ง”

“ส่วนของสิ่งนี้น่ะหรือ…เป็นวัตถุในซากโบราณสถานชิ้นหนึ่ง ค่อนข้างมีมูลค่า จึงต้องคิดหาวิธีนำกลับสำนัก”

จวินลั่วมองดูวัตถุมหึมาที่เยี่ยนจ้าวเกอรองไว้บนฝ่ามือ อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายดังเอื๊อก “หากต้องนำกลับเขากว่างเฉิงไปตลอดทางเช่นนี้ ก็อาจจะเกิน…เอิ่ม อาจจะโออ่าอลังการเกินไปหน่อย…”

เยี่ยนจ้าวเกอเลิกหางคิ้วขึ้นเล็กน้อย พูดด้วยน้ำเสียงค่อยๆ โน้มน้าว “ลั่วลั่วเจ้าไม่ใช่ล้วนใฝ่หาอาภรณ์งามแฉล้มม้าสง่า ชีวิตระหกระเหินตามอำเภอใจมาโดยตลอดหรอกหรือ? นี่ไงเล่า ชีวิตคนอันโดดเด่นไม่จำเป็นต้องอธิบาย”

ดวงหน้าน้อยๆ ของจวินลั่วย่นกลายเป็นซาลาเปา กระซิบกระซาบเสียงเบาว่า “ที่อยู่คิดเสมอ ไม่ใช่อย่างเช่นตรงหน้านี้นี่”

ชายหนุ่มหัวร่อ ไม่ได้กล่าวตอบ

ในใจเขาก็ถอนใจตลอดเวลาเช่นกัน กลุ่มจวินลั่วหลายๆ คนที่นี่ ยังเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นหนึ่งเท่านั้นเอง คาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่า ภายในช่วงเวลาที่ยาวนานมากช่วงหนึ่งหลังจากนี้ ตนเองล้วนต้องเผชิญปัญหาคล้ายๆ กันกับของคนอื่น

ซึ่งที่ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอหน่ายใจอยู่บ้างก็คือ นี่ไม่ใช่ความตั้งใจแต่เดิมของเขาแต่อย่างใด

เพียงแต่แม้ว่าหลอมกลายสภาพเสาหินขั้นต้นแล้ว แต่ตอนนี้ ยังคงจำกัดอยู่แค่การดึงมันขึ้นจากสถานที่เดิมเท่านั้น

เยี่ยนจ้าวเกอรู้กระจ่างชัดถึงความเป็นมาของเสาหินนี้ ซึ่งคือเสาระเบียงทางเดินของวังเทพในอดีตต้นหนึ่งที่แตกหัก ตกลงมาบนโลกหล้านี้นั่นเอง

ทว่าหลังจากเสาระเบียงทางเดินวังเทพต้นนี้แตกหัก ในนั้นเกิดความเป็นเปลี่ยนแปลงอื่นใดอีกหรือไม่ เปลี่ยนแปลงอย่างไร เยี่ยนจ้าวเกอยังคงจำต้องศึกษาคิดทบทวนอย่างละเอียด

ผลที่บังเกิดก็คือ ตอนนี้เยี่ยนจ้าวเกอยังสิ้นหนทางควบคุมเสาหินมหึมาต้นนี้อย่างคล่องแคล่ว ทำได้เพียงปล่อยมันให้ใหญ่มหึมาเลยตามเลยเช่นนี้

แสงสว่างไสวที่ขับไล่มังกรทมิฬพิฆาตกระจายหายไปก่อนหน้านี้ หลังจากฉายวาบขึ้นฉับพลัน บัดนี้หายไปไม่ปรากฏอีก

ถึงขั้นกระทั่งริ้วแสงพื้นผิวเสาหินล้วนค่อยๆ สลัวดับไป ไม่ส่องประกายอีก

นอกจากการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักอันแปลกประหลาดผิดปกติแล้ว ดูๆ ไปทั้งมวลคล้ายกับล้วนปกติอย่างยิ่ง ทำให้ผู้คนยากจะปักใจเชื่อว่า เมื่อสักครู่เป็นเสาหินต้นนี้ที่สั่นคลอนฟ้าดินโดยรอบ

เยี่ยนจ้าวเกอเคยจินตนาการ ยามเมื่อมีศัตรูยั่วยุ เพียงนำเสาหินทุบคู่ต่อสู้สิ้นชีพ สำหรับตอนนี้นั้น เว้นเสียแต่คู่ต่อสู้จะอยู่ด้านใต้ฝ่ามือตนพอดี ไม่เช่นนั้นก็ทำได้เพียงแค่คิดเท่านั้น

จะยกเสาหินขึ้นกวัดแกว่งกวาดล้าง ไม่ต้องพิจารณาเป็นการชั่วคราวแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอเคยทดลองมาก่อน ตอนนี้เสาหินทำได้เพียงคงสภาพตั้งตรงไว้เท่านั้น

หากเสาหินลาดเอียง เยี่ยนจ้าวเกอก็จะเร่งสั่นไหวอย่างรุนแรงภายในฝ่ามือทันที ขณะสั่นไหว เสาหินก็จะเปลี่ยนเป็นหนักอึ้งขึ้นมาฉับพลัน

ถึงยามนั้นทุกครั้ง ตนเองก็จะรู้สึกถึงความรู้สึกอาหู่ตอนแรกเช่นกัน เสาหินเหมือนกับหนักอย่างไร้ที่สิ้นสุด ตนเองรองไว้บนมือ ชั่วเสี้ยวขณะข้อมือราวกับจะเคลื่อนหลุดกระทั่งถึงขั้นแตกหักอย่างไรอย่างนั้น

เพียงแต่เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกได้อย่างเลือนราง ว่าการเชื่อมต่อระหว่างตนกับเสาหินนั่นแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ ตามเคลื่อนผ่านของกาลเวลา

ภาพปรากฏการณ์ที่ปรากฏวาบเบื้องหน้า ยิ่งแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ น้ำหนักของเสาหินนั่นก็เบาลงเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าน้ำหนักจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เยี่ยนจ้าวเกอเริ่มค่อยๆ ยึดกุมเคล็ดวิธีในนั้น คล่องแคล่วผ่อนคลายขึ้นเรื่อยๆ

ปัญหาเพียงหนึ่งเดียวก็คือขนาดเสาหินไม่อาจเปลี่ยนเป็นเล็ก ถึงขั้นที่เยี่ยนจ้าวเกอต้องใช้มือรองสิ่งของใหญ่ยักษ์เช่นนี้โอ้อวดเรียกความสนใจตลอดเวลา

ในป่าเขาลึกก็แล้วไป อย่างน้อยมีที่กำบัง ในทะเลทรายกว้างใหญ่ แม้จะมีเนินทรายเป็นลอนคลื่น ไม่ได้มองปราดเดียวก็แลเห็นหมดสิ้นอย่างแท้จริง ทว่าหากตนเองยกเสาหินมหึมายาวกว่ายี่สิบหมี่ตลอดเวลา ก็ยังคงสะดุดตาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

“สภาพสังคมวายุพิภพกับมหาทะเลทรายแดนตะวันตก ช่างไม่ยุติธรรมเสียนี่กระไร” เยี่ยนจ้าวเกอลูบคางตนเอง “ช่างเหมือนกับขีดเขียนลายเส้นอักษร ‘มาตีข้า’ ไว้บนหน้าอย่างไรอย่างนั้น…”

แลเห็นเยี่ยนจ้าวเกอกับจวินลั่วสนทนาลึกกันอย่างชื่นมื่น หนำซ้ำน้ำเสียงของทั้งสองล้วนตามแต่ใจ บนใบหน้าน้องพี่ตระกูลเหลียนปรากฏแววริษยา

เหลียนเฉิงที่อายุน้อยกว่า ดูไปแล้วเจ็บออดแอดไร้ชีวา ในแววตาเปี่ยมล้นด้วยความอิจฉาและใฝ่หา

ในอีกด้านหนึ่ง ยังมีน้องตระกูลเหลียนผู้หนึ่ง เหลียนอิ๋ง ความกระสับกระส่ายและความอึมครึมก็เคลื่อนไหวอยู่ส่วนลึกในแววตา

เขาทอดมองไปในสายตาของจวินลั่วเหมือนกับเหลียนเฉิง ต่างก็มีความหลงใหลลึกซึ้ง เพียงแต่ในแววตาตาของหลินอิ๋งแฝงความบ้าระห่ำและความสุดขั้วไว้มากกว่า

ยามเมื่อเส้นสายตาของเขาย้ายผ่านร่างเยี่ยนจ้าวเกอ เปลือกตาก็ลู่ลงตามจิตสำนึก ไม่ให้คนอื่นสังเกตเห็นแสงไสวที่ทอประกายอยู่ในนั้น

หลังจากมวลชนเก็บกวาดจุดสนับสนุนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็กลับมาเดินทางเดิมอีกหน สืบเท้าสู่ภายในพายุนิมิตทมิฬนอกเขตทำลายล้าง บุกป่าฝ่าดงยากลำเข็ญ เดินมุ่งไปนอกมหาทะเลทรายแดนตะวันตก

หลังจากถึงจุดสนับสนุนแล้ว ความรู้สึกในใจของ ‘ผู้อาวุโสหลี่’ พลันดีขึ้น “หมากเปล่าที่วางไว้กระบวนหนึ่งก่อนหน้า บัดนี้กลับถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลลัพธ์แล้ว”

‘เหยาซาน’ ข้างกายเขายังคงมีท่าทีวิตกจริต รู้สึกขัดเคืองต่อการคว้าน้ำเหลวในเตรียมการวางแผนก่อนหน้านี้

‘ผู้อาวุโสหลี่’ ส่ายศีรษะเล็กน้อย ปราณจิตราส่งกระแสจิตเอ่ย ‘จงเตรียมพร้อมลงมือตลอดเวลา ข้าได้ส่งข่าวออกไปแล้ว’

จอมยุทธ์ที่ปลอมกายเป็นรูปลักษณ์ของซานเหยา แม้ว่าการควบคุมสีหน้าท่าทางจะเป็นที่น่าพอใจ ไม่เผยร่องรอยและพิรุธแม้แต่น้อย

กระนั้นในดวงตาทั้งสองของเขา ก็มีแสงสีสันอันฮึกเหิมเปล่งวาบปรากฏชัดแจ่ม

‘ยังมีโอกาส?’ ซานเหยาตัวปลอมเอ่ยถามทันควันอย่างอดรนทนไม่ไหว

ซานเหยาที่ปลอมกายเป็นรูปลักษณ์ของผู้อาวุโสหลี่ ยิ้มกล่าว ‘มีเด็กน้อยที่น่าสนใจผู้หนึ่ง ใช้ชีวิตอยู่ในความคิดของตน ไม่สนใจอื่นใด มองสถานการณ์ไม่กระจ่างชัด ไม่เข้าใจความหนักเบา’

‘เรื่องราวมากมาย ขอเพียงพลิกแพลงใช้อย่างเหมาะสม ยึดกุมจังหวะโอกาสไว้ เรื่องเล็กน้อยที่แต่เดิมไม่สลักสำคัญเท่าใดนัก บางที่อาจจะเปลี่ยนเป็นมีมูลค่าขึ้นเป็นพิเศษก็เป็นได้’

‘ผู้อาวุโสหลี่’ พลางอมยิ้ม พลางลูบเครายาวของตน นี่เป็นความเคยชินเฉพาะตัวของผู้อาวุโสหลี่ที่แท้จริง ซึ่งถูกเขาลอกเลียนอย่างคล้ายคลึง

เขาส่งกระแสจิตกล่าว ‘ไม่นานนัก มังกรทมิฬพิฆาตก็จะมาอีกครั้งหนึ่ง!’

‘ถึงแม้ว่าจะทำให้คนของพวกเรามีโอกาสถูกเปิดโปงถึงที่สุด แต่ขอเพียงแค่เวลาส่วนมากรออยู่ภายในมหาทะเลทรายแดนตะวันตก สำนักเขากว่างเฉิงก็ยากยิ่งจะปล่อยพวกเราเลยตามเลยเช่นกัน’

‘แต่ถ้าประสบความสำเร็จ ผลลัพธ์ก็ชัดเจนแจ่มแจ้ง แม้ว่าเยี่ยนจ้าวเกอจะเป็นเพียงแค่จอมยุทธ์ปรมาจารย์คนหนึ่ง กระนั้นเขาก็แตกต่างจากคนรอบกาย หากสามารถบั่นสังหารมันได้ สำหรับการฝดจมตีเขากว่างเฉิงแล้ว ถึงขนาดที่ยิ่งกว่าสูญเสียจอมยุทธ์ระดับมหาปรมาจารย์จำนวนหนึ่งไปเสียีอก’

‘ผู้อาวุโสหลี่’ กล่าวต่อเนื่องไม่เว้นวรรค ความฮึกเหิมส่วนที่เหลือของ ‘เหยาซาน’ กลับยังมีความลังเลใจอยู่บ้าง ‘เขากลอุบายเยอะเกินไป จะไม่…’

‘ผู้อาวุโสหลี่’ มองเขาปราดหนึ่ง ‘เขาถอนดึงเสาหินต้นนั้นขึ้นมาก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์เกินคาดแล้ว แต่ข้าเชื่อว่าตัวเขาเองก็ต้องใช้กำลังวังชาไปไม่น้อยแน่ นอกจากนั้น จิตระแวดระวังของผู้คนก่อนประสบความสำเร็จ ไม่บรรลุเป้าหมาย กับจิตระแวดระวังของผู้คนที่บรรลุเป้าหมาย ปณิธานเป็นจริงสมดังหวัง ย่อมต่างกัน’

‘แม้จะไม่รู้ได้ว่าเขาใช้เศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์นั่นได้หรือไม่ แต่หวังว่ามังกรทมิฬพิฆาตครั้งที่สองนี้จะเกิดผล’

ขณะเฝ้าปกปักษ์ไปพลาง เส้นสายตาของ ‘ผู้อาวุโสหลี่’ พลางมองไปยังอีกฟาก ที่ตรงนั้น สายตาของเหลียนอิ๋งตกอยู่บนร่างจวินลั่วแต่แรกเริ่มมา ค่อยๆ ปรากฏแววบ้าคลั่งออกมาหลายส่วนชัดเจน

บนใบหน้า ‘ผู้อาวุโสหลี่’ เผยเห็นรอยยิ้มอ่อนๆ

ในเวลานี้เอง เสียงหวีดแผดก้องของพายุบริเวณใกล้ออกไปเปลี่ยนเป็นดังขึ้น มังกรทมิฬพิฆาตอันน่าครั่นคร้ามปรากฏออกมาอีกครั้ง!
บทที่ 223
พายุนิมิตทมิฬที่แต่เดิมก็โหมทำลายแล้ว ชั่วขณะนี้พลันเปลี่ยนเป็นดุเดือดขึ้นมาอีกครั้ง กลายเป็นมังกรทมิฬพิฆาตอันบ้าคลั่ง ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาทางพวกเยี่ยนจ้าวเกอ

บริเวณที่พายุรุนแรงพัดผ่าน การดำรงอยู่ทั้งปวง รวมถึงดินทรายของทะเลทรายกว้างใหญ่ ล้วนแตกสลายเป็นฝุ่นผงทั้งสิ้น

คนมีชีวิตอยู่ภายในนั้น หากพลังฝึกปรือไม่เพียงพอ ซ้ำยังไม่มีวิธีการปกป้องเป็นพิเศษ ก็คล้ยากับถูกลิขิตไว้แล้วว่าสิ้นชีพไร้ที่กลบฝัง

หัวคิ้วเยี่ยนจ้าวเกอขมวดขึ้นเล็กน้อย เส้นสายตามองดูโดยรอบทั้งสี่ทิศ

มังกรทมิฬพิฆาตสิ่งนี้ แม้ว่าจะพบเห็นได้ไม่บ่อย ทว่าก็เป็นภัยพิบัติที่เลื่องชื่อลือชาในมหาทะเลทรายแดนตะวันตกเช่นกัน เปี่ยมไปด้วยความไม่แน่นอน ผู้ใดก็ไม่กล้ารับประกันว่าตนเองจะไม่ประสบพบเป็นแน่

ดังนั้นการที่เยี่ยนจ้าวเกอประสบกับมังกรทมิฬพิฆาตบริเวณที่ถอนเสาหินออกมาแห่งนั้น นอกจากจัดการโต้ตอบอย่างระมัดระวังแล้ว ชายหนุ่มก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น

เข้าสู่มหาทะเลทรายแดนตะวันตกแล้ว ครั้นอยู่ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยพายุนิมิตทมิฬ ก็คาดการณ์มังกรทมิฬพิฆาตได้ล่วงหน้า โต้ตอบภัยพิบัติที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดอย่างระมัดระวัง ไม่ได้มีจุดที่ผิดแปลกอะไร

ถึงกระนั้นประสบมังกรทมิฬพิฆาตอีกครั้งในช่วงเวลาอันสั้นเช่นนี้ ยิ่งเหมือนกับว่ากำลังไล่ตามอยู่หลังกายตนเองตลอดเวลาก็ไม่ปาน

เรื่องประเภทนี้ที่แจ่มชัดว่าผิดปกติอยู่บ้าง เยี่ยนจ้าวเกอจึงสนใจอย่างอดไม่ได้

สายตาเยี่ยนจ้าวเกอจดจ้องพายุนิมิตทมิฬที่ม้วนฟ้าดินอีกครั้งในบริเวณไกลออกไป ในชั่วขณะหนึ่ง ภายในสมองของเขาผุดความคิดจำนวนมากขึ้นมา

‘มีคนประสงค์ร้ายต่อข้า หรือไม่ก็ถลันตามซากเสาหินมา…’

‘ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต? สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์? ผู้เหลือรอดจากเขานิมิตทมิฬ? ผู้เหลือรอดค่ายห้าวิญญาณ? หรือจะเป็นคนอื่น?’

‘สามารถขับเคลื่อนก่อมังกรทมิฬพิฆาต ในขอบเขตที่กำหนดเฉพาะได้โดยไม่ทิ้งร่องรอย เข้าใจพลังของมหาทะเลทรายแดนตะวันตกถึงเพียงนี้ มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นผู้เหลือรอดของเขานิมิตทมิฬนั้นอย่างยิ่ง!’

‘แต่ก็ไม่ตัดความเป็นไปได้ของการที่ผู้เหลือรอดเขานิมิตทมิฬร่วมมือกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ หรือไม่ก็คบคิดกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต กระทั่งถึงขั้นที่เป็นสมาชิกสำคัญของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต’

พลังมหาทะเลทรายแดนตะวันตกโหดเหี้ยมทารุณอย่างยิ่ง กลับยังลี้ลับไม่อาจหยั่งรู้อีก สลับซับซ้อนยากจะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง

ไม่ว่าจะเป็นสำนักเขากว่างเฉิง สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ หรือสำนักเขาไร้พรมแดน ปัจจุบันยังคงอยู่ในช่วงสืบสำรวจมหาทะเลทรายแดนตะวันตก

หลังวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ โลกแปดพิภพก็ไม่มีผู้ใดสามารถควบคุมพลังของสถานที่อันเลวร้ายผืนนี้ได้อย่างแท้จริงเสมอมา

เพียงแต่หากต้องกล่าวว่าท่ามกลางทุกผู้ทุกคน มีคนที่เข้าใจมหาทะเลทรายแดนตะวันตกลึกซึ้งที่สุด และเป็นไปได้ว่ามีขอบเขตจำกัดในการอาศัยใช้พลังในนั้นล่ะก็ เช่นนั้นก็ไม่มีผู้ใดนอกจากเขานิมิตทมิฬ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์วายุพิภพในอดีตอีกแล้ว

หลังจากสำนักเขานิมิตทมิฬล่มสลาย มีผู้เหลือรอดถอยร่นสู่มหาทะเลทรายแดนตะวันตก และยังเคลื่อนไหวอยู่ในนั้น รวมถึงชายแดนทั้งสี่เกาะของวายุพิภพตลอดเวลาจวบจนปัจจุบันนี้

ตัวเยี่ยนจ้าวเกอเอง แม้ว่ากาลก่อนจะไม่เคยคบค้าสมาคมกับผู้เหลือรอดของสำนักเขานิมิตทมิฬอย่างเป็นทางการ ทว่าก็รู้ถึงความป่าเถื่อนเป็นนิสัย ทั้งยังเจนจัดในการอดกลั้นไว้ในใจด้วยเช่นกัน

รูปแบบการกระทำการคือไม่เอาด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล เป็นมาตรฐานเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมาย ขณะเดียวกันกลับยังระแวดระวังอย่างยิ่งอีกด้วย มีลมพัดหญ้าไหวน้อยนิด ก็จะถอยร่นกลับมหาทะเลทรายแดนตะวันตกเร้นกายพร้อมกันอีกครั้ง

หลายปีมานี้ แม้ว่าจำนวนผู้ที่เหลืออยู่ของสำนักเขานิมิตทมิฬจะน้อยลงเรื่อยๆ ทว่าในนั้นก็ไม่ขาดยอดฝีมือที่ใจดำอำมหิต

สายตาเยี่ยนจ้าวเกอกวาดมองฝูงชนในพื้นที่ฉับไว ประกายตาเงียบลึก

มังกรทมิฬพิฆาตพัดจากบริเวณไกลออกไปมาอย่างเร็วรี่ ในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่ลมหายใจ ก็มาถึงเบื้องหน้าทุกคนแล้ว!

ทุกคนมองยังเยี่ยนจ้าวเกอตามจิตใต้สำนึก วาดหวังว่าเยี่ยนจ้าวเกอจะสามารถมีวิธีการ ทำให้พวกเขาข้ามผ่านด่านยากเบื้องหน้าไปได้อีกหน!

การที่สามารถไล่มังกรทมิฬพิฆาตให้หายไปได้ในคราวเดียวก่อนหน้านี้ ณ สถานที่ฝังเสาหิน เยี่ยนจ้าวเกออาศัยพลังสภาพอากาศของมหาทะเลทรายแดนตะวันตกเองบิดเบือนระเบิดปะทุ เวลาเดียวกันนั้นภายในเสาหินมีทำนองพลังอันลี้ลับมหัศจรรย์ปรากฏขึ้นมากมาย

วิธีการเช่นนี้ เกิดขึ้นได้เพียงหนเดียวไม่อาจซ้ำสอง

อยากจะวาดกระบวยตามรูปน้ำเต้า ต่อให้เยี่ยนจ้าวเกอนำเสาหินฝังกลับลงในทะเลทรายทันที ก็หมุนเวียนใหม่อีกครั้งในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ทันกาลเช่นกัน

ทว่านี่ไม่เป็นอุปสรรคในเวลานี้ ทุกคนถือเยี่ยนจ้าวเกอเสมือนเป็นบุคคลสำคัญ ฝากฝังความหวังอันสูงยิ่งไว้กับเขา

สายตาเยี่ยนจ้าวเกอกวาดผ่านหน้าทุกคนไปอีกครา มองทุกคนอย่างลึกล้ำแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “ทุกคนขยับเข้ามาทางข้านี้ก่อน อย่าได้แยกย้ายกันไป”

เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้น ก็ทยอยเขยิบเข้าใกล้ทางเยี่ยนจ้าวเกอทันใด

โดยมี ‘ผู้อาวุโสหลี่’ กับ ‘เหยาซาน’ เป็นผู้นำหน้า!

ทั้งสองพลางขยับเข้าไปทางเยี่ยนจ้าวเกอ พลางเสแสร้งเบือนศีรษะกลับมองลมพายุที่ค่อยๆ คืบเข้ามา แต่แท้จริงแล้วลอบสังเกตผู้ติดตามของเยี่ยนจ้าวเกออย่างลับๆ ตลอดเวลา!

พ่านพ่านที่มีขนาดร่างมหึมาเสียยิ่งกว่าช้างทั่วไปอีก ขณะนี้เฝ้าปกป้องอยู่หลังกายเยี่ยนจ้าวเกอ

ส่วนอาหู่ คุ้มกันอยู่หลังกายเยี่ยนจ้าวเกอตามความเคยชิน ราวกับเทพเจ้าประตูก็ไม่ปาน

มีแสงเย็นทอแสงวาบในดวงเนตร ‘ผู้อาวุโสหลี่’ “คราวนี้ไม่เหมือนกับคราก่อนแล้ว!”

เขากวาดสายตามองด้วยหางตา ก่อนจะเห็นเหลียนอิ๋งวัยหนุ่มผู้นั้น กำลังจ้องมองเงาหลังจวินลั่วดรุณีสาวอยู่ในขณะนี้ไม่วางตา

เหลียนอิ๋งขบฟันกัดริมฝีปากแน่น จนรอยเลือดซึมออกมาบนริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว

ในสายตาเขา เห็นเพียงจวินลั่วเดินไปทางเยี่ยนจ้าวเกอด้วยสีหน้ายินดีปรีดา เชื่อถือ ศรัทธา ชื่นชม และถึงขนาดเลื่อมใส

เขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในยามที่จวินลั่วมองยังตนเอง จะมีสีหน้าท่าทางเช่นนี้ได้บ้าง

ตั้งแต่เล็กเหลียนอิ๋งไม่ได้รับการเอาใจใส่จากญาติพี่น้องในตระกูล ขาดความรัก ขาดความรู้สึกปลอดภัย ยิ่งกว่านั้นยังมักถูกคนรุ่นเดียวกันในตระกูลข่มเหงรังแก

มีเพียงยามที่พบพานจวินลั่วเท่านั้น แต่ไรอีกฝ่ายไม่เคยดูถูกเขาเลย ยิ่งกว่านั้นเร็วๆ นี้ยังเสี่ยงภัยช่วยชีวิตตนอยู่ในมหาทะเลทรายแดนตะวันตกอีกด้วย

สำหรับจวินลั่วแล้ว บางทีอาจจะเป็นเพียงการคบค้าสมาคมของระหว่างสหายธรรมดาเท่านั้น

แต่สำหรับเหลียนอิ๋งแล้ว กลับได้รับความเอาใจใส่และความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับมาก่อน จากการกระทำเช่นนั้นของนาง

เพียงแต่ เขายังต้องการได้รับมากกว่านั้น!

ก้นบึ้งจิตใจของเขามักจะมีความหวาดกลัวอยู่เสมอ หากไม่ใช่มากขึ้นเรื่อยๆ บางทีอาจจะน้อยลงเรื่อยๆ แล้ว

นั่นนำพามาซึ่งความบิดเบี้ยวของจิตใจที่วิปริตอยู่หลายส่วน ทำให้เขาปรารถนาจะคว้าสตรีผู้อ่อนโยนน่าหลงใหลผู้นั้น ผู้เป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตตนผู้นั้นไว้ให้อยู่หมัด จนไม่อาจควบคุมได้นับแต่นั้น

เขาทนเห็นนางให้ความสนใจคนอื่นมากกว่าหรือเมินเฉยตนเองไม่ได้

ชายหนุ่มทุกผู้ทุกคนที่เข้าใกล้จวินลั่ว ล้วนจะถูกเขาถือเสมือนว่าเป็นศัตรูอยู่ภายใน รวมทั้งเหลียนเฉิงพี่น้องร่วมตระกูลที่หัวอกเดียวกับตนเอง

อีกทั้งรวมไปถึงชายที่ราวกับเทพสวรรค์จุติยังโลกมนุษย์ก็ไม่ปาน ที่อยู่ตรงหน้าเขาผู้นั้น

เยี่ยนจ้าวเกอ คุณชายกว่างเฉิง!

ความห่างชั้นของทั้งสองฝ่าย มากอย่างยิ่งยวดจริงๆ

เขาเพียงแค่บุตรภรรยาเก็บคนหนึ่งของตระกูลเหลียนแห่งเกาะทรายที่มีชีวิตอยู่ชั้นต่ำที่สุด มองไม่เห็นตะวันโผล่พ้นเหนือศีรษะ

ตระกูลเหลียนแห่งเกาะทรายเป็นเพียงแค่ขุมกำลังชั้นสองกลุ่มหนึ่งใต้การปกครองพรรคกระบี่วายุคำราม

ซึ่งพรรคกระบี่วายุคำรามก็เป็นเพียงแค่หนึ่งในขุมกำลังภายใต้ดินแดนไร้ที่สิ้นสุด ในการควบคุมของสำนักเขากว่างเฉิงเช่นกัน

หนึ่งในผู้อาวุโสปฏิบัติกิจจำนวนมากของสำนักเขากว่างเฉิง ก็เป็นผู้ซึ่งต้องปรนนิบัติเป็นอันดับหนึ่งของพรรคกระบี่วายุคำราม

หนึ่งในผู้อาวุโสคุมการณ์จำนวนมากของสำนักเขากว่างเฉิง ต่อให้เป็นประมุขตระกูลเหลียน ก็ต้องปรนนิบัติกับอีกฝ่ายเสมือนแขกผู้มีเกียรติด้วยเช่นกัน

ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอ ทั้งที่ยังมีอายุอ่อนเยาว์ กลับสามารถทำให้ผู้อาวุโสคุมการณ์กว่างเฉิงก้มหัวให้ ทำให้ผู้อาวุโสปฏิบัติกิจค้อมกายคำนับได้แล้ว!

ความห่างชั้นระหว่างเขากับเหลียนอิ๋ง คล้ายกับผู้หนึ่งอยู่บนสวรรค์ ผู้หนึ่งอยู่บนพื้นดินแล้วไม่ใช่หรือ?

เขารู้ดี ความรู้สึกของจวินลั่วที่มีต่อเยี่ยนจ้าวเกอ อาจจะเป็นจำพวกเลื่อมใสใฝ่ฝันเทือกนั้นมากกว่า ไม่ใช่ความรู้สึกชายหญิงรักใคร่ชอบพอ

ทว่าแม้เป็นเช่นนี้ ยามเมื่อเขาเห็นทั้งสองพูดคุยกันชื่นมื่น ในใจยังคงราวกับมีอสรพิษเป็นพันหมื่นรุมกัดพร้อมกัน!

แต่ไรระหว่างจวินลั่วกับตนเอง ก็ไม่เคยพูดคุยกันเช่นนั้นมาก่อนนี่

ลั่วลั่ว…คำเรียกนี้ที่แขวนอยู่ที่ริมฝีปากเยี่ยนจ้าวเกอ เขาใฝ่หาแม้แต่ในฝันนับครั้งไม่ถ้วน ทว่าความจริงกลับหยุดอยู่ที่ริมฝีปาก อย่างไรก็เรียกไม่ออก

เพราะอะไร…ไยความห่างชั้นระหว่างคนผู้หนึ่งกับคนอีกผู้หนึ่งถึงได้มากเช่นนี้?

ในตอนที่เหลียนอิ๋งมองดูท่าทีสนทนาระหว่างเยี่ยนจ้าวเกอกับจวินลั่ว ความรู้สึกแรกที่เขารู้สึก ก็คือแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตของตนนี้ แท้จริงแล้วช่างห่างกันไกลโพ้นนัก!

“เช่นนี้ไม่ได้! คุณชายกว่างเฉิงแล้วอย่างไร? คุณชายกว่างเฉิงก็ไม่อาจแย่งเจ้าไปได้!” เหลียนอิ๋งกัดริมฝีปากแน่น

บนใบหน้าของเขาเผยให้เห็นรอยยิ้มน่าเวทนาที่ทั้งน่ากลัวและไร้ความสดใส ก่อนที่จู่ๆ เขาจะชักกระบี่สั้นสีดำเล่มหนึ่งออกมาแทงเข้าไปในแขนของตน!

โลหิตสดหยดร่วงลงยังเบื้องล่าง ซึมเข้าสู่พื้นดินทราย พลันพาให้เม็ดทรายบริวเวณนั้นหลอมเหลวเป็นสีขาวประดุจหิมะผืนหนึ่งในทันใด!
บทที่ 224
เยี่ยนจ้าวเกอรองเสาหินเอาไว้ สายตาเพ่งมองมังกรทมิฬพิฆาตที่อยู่ขอบฟ้าไกลออกไป และทุกคนที่รวมตัวกรูกันมาทางตน

ชายหนุ่มสังเกตการณ์ไปพลาง พร้อมทั้งส่งปราณจิตราอธิบายสถานการณ์ปัจจุบันคร่าวๆ ให้กับอาหู่และเฟิงอวิ๋นเซิง

‘คนที่สามารถขับเคลื่อนมังกรทมิฬพิฆาตได้ อย่างต่ำที่สุดมีพลังฝึกปรือระดับมหาปรมาจารย์’ สีหน้าท่าทางของอาหู่บัดนี้เคร่งขรึมจริงจัง ไม่เห็นความกลิ้งกลอกดื้อดึงเช่นก่อนหน้านี้ ‘อีกฝ่ายไม่ลงมือโดยตรง คิดๆ ดูแล้วเป็นเพราะพะว้าพะวังเรื่องที่มีมหาปรมาจารย์กว่างเฉิงที่อยู่ที่นี่ ขณะเดียวกันก็เป็นการก่อเกิดผลตรึงควบคุมด้วยเช่นกัน’

มือเฟิงอวิ๋นเซิงจับอยู่บนด้ามดาบสีดำ ‘อาศัยพลังภัยธรรมชาติของมังกรทมิฬพิฆาตทั้งสิ้น มหาปรมาจารย์ผู้นั้นไม่เข้าใกล้ จึงไม่อาจควบคุมได้ถ้วนถี่เช่นกัน ฉะนั้นเลยไม่ได้ยึดกุมจนบรรลุเป้าหมายของตนได้เต็มที่’

‘สามารถใช้มังกรทมิฬพิฆาตฝังพวกเราได้แน่นอนว่าเป็นการดีที่สุด ถ้าหากไม่อาจ ก็สามารถใช้ประโยชน์สร้างสถานการณ์ยุ่งเหยิง ทำให้พวกเราจัดการไม่หวาดไม่ไหว’

เฟิงอวิ๋นเซิงมองยังเยี่ยนจ้าวเกอ ‘เวลานี้ หากมีคนอาศัยความชุลมุนลงมือ โอกาสประสบผลสำเร็จก็จะเพิ่มสูง…’

เยี่ยนจ้าวเกอแววตาหยั่งลึก เพียงพยักหน้าเล็กน้อย ไม่กล่าวมากไปกว่านี้

ฉับพลันนั้น สายตาของเยี่ยนจ้าวเกอทอดมองไป เห็นเหลียนอิ๋ง บุตรคนน้องตระกูลเหลียนผู้นั้นอยู่ด้านหลังจวินลั่ว สีหน้าท่าทางแปลกประหลาดอยู่บ้าง ก่อนจะชักกระบี่สั้นสีดำเล่มหนึ่งออกมาฉับพลัน

ชายหนุ่มย่นคิ้ว เพราะทีแรกนึกว่าเขาต้องคิดร้ายต่อจวินลั่ว จึงกำลังเตรียมจะไปขัดขวาง กลับเห็นเป้าหมายของกระบี่สั้นสีดำเป็นตัวของเหลียนอิ๋งเอง

กระบี่สั้นสีดำแทงเข้าไปในแขนของเหลียนอิ๋งเอง ส่งเสียงดัง ‘ฟึบ’ เบาๆ ออกมาทันใด

มีพลังวิญญาณอันแปลกประหลาดปรวนแปร กำจายออกจากกระบี่สั้นสีดำและปากแผลบนแขนของเหลียนอิ๋ง

เยี่ยนจ้าวเกอแววตาหยุดชะงัก ‘คล้ายเป็นการกลายพันธุ์ของพิธีสังเวยโลหิตประเภทหนึ่ง ภายในเส้นเลือดของเขา ถูกคนซ่อนอาคมบางชนิดเอาไว้ก่อนเกิดเรื่อง?’

โลหิตสดหยดลงจากแขนเหลียนอิ๋ง หล่นร่วงไปบนพื้นทรายเบื้องล่าง หลอมเหลวทรายและย้อมมันเป็นสีขาวโพลนดุจหิมะผืนหนึ่งในชั่วพริบตา

เงาแสงในอากาศลอยล่อง เกาะผนึกกลายเป็นอักขระยันต์มโหฬารที่ปรากฏวับวาบอันหนึ่ง ก่อนจะประทับลงบนพื้น

สีขาวราวกับหิมะลุกลามไปยังทะเลทรายรอบๆ อย่างฉับไว โดยมีจุดที่เหลียนอิ๋งหยัดยืนอยู่เป็นศูนย์กลาง

ฉับพลันนั้น ใต้ฝ่าเท้าทุกคนเกิดความรู้สึกสั่นกระเพื่อมรุนแรงส่งทอดมา ประหนึ่งแผ่นดินไหวอย่างไรอย่างนั้น ทะเลทรายสีขาวเปลี่ยนเป็นอันตรายขึ้นมาทันทีทันใด

ทะเลทรายใต้เท้า คล้ายกับเปลี่ยนเป็นทรายดูดทั้งหมดในตอนนี้ ครั้นผู้คนย่ำเหยียบไปด้านบน ก็จมลงไปในบัดดล!

ทุกคนต่างตะลึงงัน “…นี่คือ มังกรขาวพิฆาต?”

ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนเป็นจอมยุทธ์ นอกเหนือจากจวินลั่ว เหลียนอิ๋ง และเหลียนเฉิงทั้งสามคนแล้ว ล้วนเป็นจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ทั้งสิ้น

สังเกตเห็นความผิดปกติอยากจะปลดปล่อยพลังกระโดดขึ้น ทว่ากลับสิ้นหนทางถลันออกจากการฝังกลบของทรายดูดสีขาว

ใต้เท้าเพียงแค่ออกแรงน้อยนิด ไม่เพียงไม่อาจถอนเท้าออกจากทรายดูดได้ กลับจะจมลงลึกกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำไป

ไม่ว่าจะเป็นกลวิธีอันแข็งแกร่งหรืออ่อนโยน ล้วนปรากฏผลลัพธ์เดียว ครั้นวางแผนขับเคลื่อนส่งปราณจิตรา กระนั้นเมื่อปราณจิตราสัมผัสถูกทรายดูดสีขาว ก็ถูกกำจัดจนไร้รูปร่างทันควัน!

กลางท้องฟ้าเหนือศีรษะ ลมพายุสีดำผลาญทำลาย ส่วนทะเลทรายเวิ้งว้างเปล่าเปลี่ยวใต้ฝ่าเท้า กลับเปลี่ยนเป็นบ่อทรายดูดอีก ใคร่ฝังคนทั้งเป็น

หลังจากเท้าและขาจมเข้าไปในทรายดูด ทุกคนต่างไม่กล้าขยับเขยื้อนซี้ซั้ว เพราะยิ่งกระเสือกกระสนเท่าใด ก็ยิ่งจมลงเร็วเท่านั้น

ขณะเดียวกับที่หมดทางเคลื่อนไหว ยิ่งทำได้เพียงเบิกตาโพลงมองดูพายุสีดำอันน่าพรั่นใจจู่โจมมาทางตน

จวินลั่วกรีดร้องด้วยความตกใจ ใต้เท้าว่างเปล่า ร่างจมลงอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักเรือนกายก็ราวกับจมลงไปในพื้นทรายสีขาวครึ่งหนึ่ง

เหลียนเฉิงที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็เป็นเช่นนี้ด้วยเหมือนกัน

กระนั้นกลับเห็นเหลียนอิ๋งยังคงยืนมั่นอยู่บนพื้นทรายสีขาว เดินเหินเช่นปกติ กลับจะดูเหมือนแปลกประหลาดเป็นพิเศษเสียด้วยซ้ำไป

โลหิตสดไหลลงจากปากแผลแขนเหลียนอิ๋งไม่หยุด สีหน้าของเขาเองก็ยิ่งซีดเซียวลง จนแทบไม่เห็นเลือดฝาดซักนิด ทั่วร่างยิ่งปรากฏให้เห็นว่าอ่อนแออย่างถึงที่สุด

ทว่ากำลังวังชาเขากลับคึกคักเป็นพิเศษ บนดวงหน้าเจือด้วยรอยยิ้มวิปริตอีกทั้งยังฮึกเหิม เขามองดูจวินลั่วอย่างเหม่อลอย “ลั่วลั่ว ไม่ต้องกลัว จะไม่เกิดเรื่องหรอก”

เหลียนอิ๋งเดินไปทางจวินลั่วลั่วทีละก้าวๆ เดินไปพลาง เอื้อนเอ่ยเสียงเบาไปพลาง “ขอแค่กอดข้าให้แน่น ก็ไม่ต้องกลัวจะจมสู่ทะเลทราย ข้าสามารถพาเจ้าเคลื่อนไหวใต้พื้นดินได้คล่องแคล่ว”

“ทำเช่นนี้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลถึงมังกรทมิฬพิฆาตบนพื้นดินแล้ว”

เขายิ้มค้าง พลางอ้าแขนทั้งสองรับ คล้ายกับต้องการโอบกอดจวินลั่ว “เจ้าดูสิ ลั่วลั่ว ข้าเองก็ไม่แย่ ใช่หรือไม่? เยี่ยนจ้าวเกอช่วยชีวิตเจ้าได้ ข้าก็ทำได้เช่นกัน”

บนแขนเหลียนอิ๋ง กระบี่สั้นสีดำนั่นยังคงเสียบลงไปในบาดแผลลึก โลหิตสดหยดร่วงลงมาตลอดเวลา

ได้ฟังคำกล่าวของเขาแล้ว ถึงแม้ว่าตัวจะตกอยู่ในอันตราย แต่ทุกคนก็เหม่อลอยไปเล็กน้อยเช่นกัน สายตาของบางคนอดไม่ได้ที่จะมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอโดยอัตโนมัติ

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูเหลียนอิ๋ง “อาคมโลหิตใจหนึ่งเดียว นี่ไม่ใข่สิ่งที่อยู่ในขอบเขตของวิถีวรยุทธ์เพียงเท่านั้น แต่เอนเอียงไปทางศาสตร์วิชาพิสดารเสียมากกว่า ทั้งยังเผาไหม้โลหิตและปราณบริสุทธิ์ของเจ้าเป็นค่าตอบแทน ประหนึ่งการสังเวยก็ไม่ปาน”

“แม้จะจุดชนวนมังกรขาวพิฆาตแล้ว หากแต่ใช้เลือดลมของเจ้าอยู่ ก็อยู่ต่อไปได้ไม่นานนักแล้ว”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อย “หยิบยืมการประสานกันของอาคมโลหิตกับภัยธรรมชาติ เจ้าเดินอยู่ในมังกรขาวพิฆาตอย่างคล่องแคล่วในช่วงเวลาอันสั้นได้เป็นแน่ ผู้ที่สัมผัสเจ้า ก็ถูกเจ้านำพาให้รอดพ้นได้เช่นเดียวกัน ไม่ต้องกังวลอันตรายจากทรายดูด”

“ถึงกระนั้น นั่นจะดึงเอาคนผู้นั้นเข้าสู่ในอาคมโลหิตใจหนึ่งเดียว สังเวยปราณบริสุทธิ์และโลหิตให้อาคมไปพร้อมกัน ไม่นานนักเลือดลมจะถูกถอนจนหมด ชีวิตดับสิ้น และสืบเท้าตามฝุ่นฟุ้งหลังฝีเท้าเจ้าไป”

“เจ้าอยากให้ลั่วลั่วตายไปพร้อมเจ้าอย่างนั้นหรือ?”

ครั้นได้ยินเยี่ยนจ้าวเกอพูดแล้ว จวินลั่วก็เบิกตาโพลง มองเหลียนอิ๋งอย่างเหลือเชื่อ

เหลียนเฉิงที่เติบใหญ่มาพร้อมกับเหลียนอิ๋งตั้งแต่แบเบาะ ยิ่งอ้าปากตาค้างยิ่งกว่า รู้สึกเพียงว่าพี่น้องร่วมตระกูลคนนี้กลายเป็นคนแปลกหน้า ทำให้คนรู้สึกน่าหวาดผวาในทันที

เหลียนอิ๋งสัมผัสถึงประกายตาของจวินลั่ว สีหน้าบนดวงหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย ในชั่วพริบตานั้นเองมีแววทำใจไม่ลงและฉงนสนเท่ห์

ทว่าไม่นานนัก เขาก็หัวร่อหยันเหยียดเหอะๆ ขึ้นมา “มีชีวิตไม่อาจอยู่ร่วมกัน สิ้นชีพฝังศพอยู่ร่วมกันได้ ก็นับว่าไม่เสียเปล่าแล้วเช่นกัน”

เขาจดจ้องเยี่ยนจ้าวเกอ “ดีเสียกว่าเบิกตาค้างดูลั่วลั่วนับวันยิ่งใกล้ชิดชายอื่น”

“เยี่ยนจ้าวเกอ เจ้าคือบุตรสวรรค์โปรดปราน เจ้ายืนอยู่เหนือมวลชน เจ้าจวนจะกลายเป็นตำนานยุคสมัยหนึ่ง เทียบกับเจ้าที่ยืนอยู่เหนือเมฆ มีผู้คนที่มีชีวิตอยู่เหมือนละอองฝุ่น เหมือนโคลนตมเช่นข้าสักเพียงใด? แต่เช่นนั้นแล้วอย่างไรอีก ก็เป็นเพราะเจ้ายืนอยู่เหนือเมฆ ก็เลยเหยียบย่ำพวกเราได้ตามอำเภอใจ ก็เลยสามารถแย่งไปได้แม้กระทั่งแสงสว่างสุดท้ายในชีวิตข้าอย่างนั้นหรือ?”

“ไม่มีทาง! แม้ข้าจะอ่อนแอ แต่ก็ต้องลองดู ข้าจะลากเจ้าลงมาจากเหนือเมฆ ดูสิว่าบนร่างเจ้าเปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยน้ำโคลน จนตรอกแล้วจะมีสภาพเป็นไร ดูสิว่าเจ้ายังสามารถยืนอยู่เหนือมวลชนเช่นนี้ต่อไปได้หรือไม่!”

เด็กหนุ่มผู้ผอมแห้งอ่อนแอ แผดเสียงก้องอย่างฮึกเหิม

ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ทรายดูดสีขาวบนพื้นดินผลาญทำลาย พายุสีดำบนท้องฟ้าส่งเสียงคำราม

นอกจากมังกรขาวพิฆาตที่พลันปรากฏใต้ฝ่าเท้าฝูงชนแล้ว มังกรทมิฬพิฆาตกลางท้องฟ้าอันก่อตัวมาจากพายุนิมิตทมิฬ มืดฟ้ามัวดิน ได้มาถึงยังเบื้องหน้าทุดคนเรียบร้อยแล้ว ลมพายุดุเดือดน่าหวาดหวั่น พุ่งตกลงใส่ศีรษะของทุกคน!

สีหน้าท่าทางเยี่ยนจ้าวเกอไม่ยินดียินร้าย เพียงรองถือเสาหิน ยืนอยู่กับที่ไม่เขยื้อนเช่นกัน ทว่าขณะเดียวกันในดวงตาข้างขวาพลันมีแสงสายฟ้าสีม่วงทอประกายวามวาบ!

ฉับพลันนั้น เยี่ยนจ้าวเกอพลิกมือซ้ายขึ้น เตาเครื่องหอมเล็กปรากฏขึ้นในมือเตาหนึ่ง จากนั้นเขาก็โยนมันให้กับอาหู่อย่างง่ายดาย “จัดการมังกรขาวพิฆาต แล้วก็พาพวกลั่วลั่วออกมา”

ขณะอาหู่ตอบรับ สายตาจ้องเหลียนอิ๋งเขม็งอย่างไม่เป็นมิตร

“ถึงแม้แท้จริงแล้วข้าจะไม่ค่อยเข้าใจนัก ว่าเจ้าอาฆาตชิงชังอะไรบ้างกันแน่” สายตาเยี่ยนจ้าวเกอเพ่งมองพายุนิมิตทมิฬ แต่ไรไม่ได้ไปมองเหลียนอิ๋ง “เพียงแต่เป็นเพราะสองปีนี้ข้าอ่อนโยนเกินไปใช่หรือไม่ จนถึงขนาดที่บัดนี้ผู้ใดล้วนแล้วแต่อยากลองเหยียบย่ำข้าไต่ขึ้นสูง เพื่อพิสูจน์ตนเองกันแล้ว”
บทที่ 225
เยี่ยนจ้าวเกอเพ่งมองพายุนิมิตทมิฬ ภายในดวงตาขวาพลันทอประกายแสงสายฟ้าสีม่วง

ฟ้าดินที่เดิมทีเป็นเพราะพายุหมุนสีดำและขมุกขมัวทั้งผืน ยามนี้พลันเปลี่ยนเป็นสว่างไสวขึ้นมาอีกครั้ง เพราะแสงส่องสว่างจากอสนีบาต

ชายหนุ่มเปล่งเสียงแผ่วเบา ก่อนจะปลอ่อยสายฟ้าสีม่วงอมน้ำเงินออกจากนัยน์ตาขวาของตน ก่อนที่มันจะตกลงบนเสาหินมหึมาที่อยู่ข้างๆ

พื้นผิวเสาหินมีริ้วแสงหลากสายสาดแสงขึ้นใหม่อีกครั้ง จากนั้นส่องแสงจ้าตาแผ่ขยายออกไปทั่วทั้งสี่ทิศแปดทาง

แสงสุกใสทุกสายพันเกี่ยวเข้ากับพายุหมุนสีดำพร้อมกัน หยุดนิ่งพายุหมุนไว้อีกครา

อีกด้านหนึ่ง มืออาหู่ถือเตากลืนดินไว้ พลางนั่งยองๆ ลงบนพื้น ให้เตากลืนดินสัมผัสทรายดูดสีขาวหิมะที่ลุกลามเหล่านั้น

ถึงแม้ว่าไม่อาจกระตุ้นประสิทธิผลของเตากลืนดินได้เอง ทว่าเพียงแค่ทั้งสองสิ่งสัมผัสกัน ภายในเตากลืนดินก็บังเกิดแรงดูดอันพิศวงออกมาฉับพลัน ทว่าไม่ได้ดูดกลืนทรายดูดสีขาวแต่อย่างใด เพียงแต่หลอมเหลวเม็ดทรายเปลี่ยนจากขาวดุจหิมะกลับเป็นรูปลักษณะเดิมอย่างรวดเร็วเท่านั้น

เหลียนอิ๋งเบิกตาโพลงมองดูภาพฉากนี้ รอยยิ้มบนใบหน้ามลายหาย ทว่าสีหน้ายิ่งเหยเก

เขาออกแรงคว้ากระบี่สั้นสีดำที่ยังเสียบอยู่บนแขนของตนไว้ ออกแรงกรีด ขยายปากแผลให้ใหญ่ขึ้น โลหิตสดหยดลงสู่ผืนทรายมากขึ้น

ถึงกระนั้นเทียบกับการกลืนกินของเตากลืนดิน การกระทำของเหลียนอิ๋ง ปรากฏชัดว่าเป็นเพียงน้ำน้อยแพ้ไฟเท่านั้น

เขายืนทึ่มทื่ออยู่ตรงนั้น ร่างกายอ่อนแอลงเรื่อยๆ ภาพเบื้องหน้ารางเลือนลงเรื่อยๆ เช่นกัน

ระทึกอย่างถึงที่สุด ความรู้สึกที่ระงับความอ่อนเพลียและเย็นเยือกไว้ไม่อยู่บัดนี้เด่นชัดมากขึ้น จนในที่สุดเหลียนอิ๋งก็รู้สึกได้ว่าชะตาชีวิตกำลังไหลจากภายในร่างของตนผ่านไป ราวกับสายน้ำอย่างไม่หยุดยั้ง

ร่างกายของเขาค่อยๆ ล้มลงที่พื้น บนแขนยังมีกระบี่สั้นสีดำเสียบอยู่ แสงสีดำไหวเวียน ก่อเกิดความรู้สึกงามวิจิตรอย่างคาดไม่ถึง

ส่วนผิวของเหลียนอิ๋งค่อยๆ ซีดขาวลง และยังเริ่มแห้งเหี่ยวอย่างต่อเนื่อง

ตราประทับยันต์ที่ประทับอยู่บนพื้นยังคงคิดจะต่อต้านเตากลืนดิน ทว่าแต่ไรก็ไม่อาจสู้ได้อยู่แล้ว ยิ่งเวลานี้ไม่ได้รับการบำรุงจากโลหิตและปราณบริสุทธิ์จากเหลียนอิ๋ง จึงยิ่งทวีความอ่อนแรง

ริ้วแสงตราประทับยันต์ก็เริ่มถูกเตากลืนดินดูดกลืนด้วยเช่นกัน

อาหู่ยืนอยู่ตรงนั้น ยื่นมือแคะหูตนเอง เหลียวมองเหลียนอิ๋งที่ชะตาชีวิตค่อยๆ หายไปด้วยหางตา ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ จากนั้นก็ไม่สนใจต่อไปอีก เขาเดินไปทางกลุ่มจวินลั่วที่จมอยู่ในทรายดูด ช่วยเหลือพวกนางให้หลุดพ้นจากอันตราย

เบื้องหน้าเหลียนอิ๋งค่อยๆ เป็นความพร่าเลือนผืนหนึ่ง เขาพยายามมองไปยังยังจวินลั่ว ก่อนจะเห็นความความรู้สึกเหลือเชื่อบนใบหน้าของนางยังไม่หายไป

หากตนเองต้องวอดวายแล้ว นี่ไม่น่าหวาดกลัวเท่าไร ที่น่าหวั่นใจคือเส้นทางสู่ความตายไม่มีเด็กสาวผู้นั้นร่วมเดินทางไปกับตน

สุดท้ายก็ต้องสูญเสียแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวสายนั้นไปตลอดกาลหรือ? กลับสู่โลกที่เปี่ยมด้วยความมืดมิดและสิ้นหวังอีกครา

“ข้าไม่ต้องการ!” เหลียนอิ๋งรำพึงรำพันเสียงเบากับตนเอง เอี้ยวคออย่างไร้เรี่ยวแรงอีกทั้งยังแสนเข็ญ ปรารถนาจะหาคนที่มอบกระบี่สั้นสีดำแก่ตนในตอนแรก “นี่ไม่เหมือนกับที่พวกเขากล่าวไว้…ไม่ควรจะเป็นเช่นนี้…ไม่ควร…”

ดวงตาทั้งสองของเหลียนอิ๋งยังคงเบิกกว้าง ไม่ยินยอมปิดเปลือกตา หากกลับสูญสิ้นแสงโชติช่วงไปแล้ว

เหยาซานที่ปลอมกายเป็นผู้อาวุโสหลี่ ไม่ได้มองเหลียนอิ๋งสักวูบเช่นเดียวกัน

สำหรับเขาแล้ว หมากตัวนี้ได้ก่อประโยชน์ถึงขั้นที่พึงมีแล้ว ขณะเดียวกันคุณค่าก็ได้ใช้ไปจนหมดสิ้น ไม่จำเป็นต้องเปลืองความคิดไปมากกว่านี้อีก

บัดนี้เขาจดจ้องเยี่ยนจ้าวเกอไม่วางตา เพ่งมองแสงสายฟ้าที่ออกมาจากในดวงตาข้างขวาของชายหนุ่ม!

พลังที่น่าพรั่นพรึงทำให้จจิตใจของเขากระบกระส่าย ร้อนรุ่มอยูในใจ ด้วยต้องการจะครอบครอง

‘ผู้อาวุโสหลี่’ ระงับความละโมบโลภมากที่เกิดขึ้นในใจลงไปทันควัน ฟื้นคืนความสุขุมขึ้นใหม่อีกครั้ง “ดียิ่ง มังกรทมิฬพิฆาตใช้พลังเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของเขาให้ค่อยๆ หมดไปได้สำเร็จ ยิ่งกว่านั้นตรึงความสนใจของเขาไว้ได้ด้วย”

เขาเคลื่อนสายตาไปยังอาหู่ที่กำลังใช้เตากลืนดินควบคุมมังกรขาวพิฆาต เวลาเดียวกันนั้นก็ช่วยผู้คนจากภายในทรายดูด ลำแสงในดวงเนตรทั้งสองของ ‘ผู้อาวุโสหลี่’ ยิ่งเป็นประกาย “บ่าวรับใช้ที่พลังฝึกปรือขั้นปรมาจารย์ระดับสุดยอดผู้นี้ ก็ถูกแยกออกไปสำเร็จแล้วเช่นกัน..”

‘ผู้อาวุโสหลี่’ สูดหายใจเข้าลึกคำหนึ่ง ใช้ปราณจิตราส่งทอดกระแสจิตให้แก่สหายข้างกาย ‘ตอนนี้แหละ ลงมือ!’

‘เจ้าตรึงเจ้าปี่เซียะภูเขาตัวนั้นไว้ ข้าจะเอาชีวิตเยี่ยนจ้าวเกอ!’

เมื่อสิ้นวาจา ‘ผู้อาวุโสหลี่’ ที่ก่อนหน้านี้ค่อยๆ เข้าใกล้เยี่ยนจ้าวเกออย่างเชื่องช้า บัดนี้เริ่มรุกคืบเข้าใกล้ด้านหลังของชายหนุ่มอย่างไร้สุ้มเสียง

ส่วน ‘เหยาซาน’ ก็เคลื่อนไหวเฉกเช่นเดียวกัน ในช่วงเวลาที่คล้ายเจตนาทว่าก็ไม่เจตนา เข้าแทรกตัวระหว่างเยี่ยนจ้าวเกอและพ่านพ่าน ให้ทั้งสองแยกออกจากกัน

สำหรับเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว ทั้งสองไม่ได้มีเจตนาที่จะดูถูกแม้สักนิด

แม้ว่าจะใช้พลังเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของเยี่ยนจ้าวเกอไปก่อนแล้ว ทั้งยังล่อเสือออกจากถ้ำ ตรึงความสนใจของอาหู่และชายหนุ่มไว้ด้วย ทว่าพวกเขาก็ยังต้องฉกฉวยโอกาสให้ได้มากที่สุดอยู่ดี

ต้องพยายามลดระยะห่างให้ได้มากที่สุด จากนั้นค่อยโจมตีให้ตายในคราวเดียว!

แต่ยังไม่ทันที่ ‘ผู้อาวุโสหลี่’ และ ‘เหยาซาน’ จะถึงระยะห่างที่พวกเขาวาดหวังไว้ เพียงแค่เพิ่งขยับเท้า ความผิดปกติพลันบังเกิด!

พ่านพ่านที่ถึงแม้ร่างกายจะใหญ่มโหฬาร มีท่าทีเหนื่อยหน่ายเซื่องซึมเสมอ ทั้งยังไร้เดียงสาและน่าเอ็นดู แต่จู่ๆ ตอนนี้ในดวงตาทั้งสองกลับฉายแววดุร้ายออกมา!

ท่ามกลางเสียงคำรามทุ้มต่ำ พ่านพ่านส่งแรงใต้เท้าทันใด พุ่งพรวดออกมาอย่างบ้าคลั่ง ประหนึ่งภูเขาพังทลายอย่างไรอย่างนั้น!

จุดมุ่งหมายของมัน ก็คือ ‘ผู้อาวุโสหลี่’ นั่นเอง!

ลูกตาดำของ ‘ผู้อาวุโสหลี่’ หดเล็กทันควัน “ถูกมังกรทมิฬพิฆาตกับมังกรขาวพิฆาตทำให้ตื่นตระหนก? หรือว่า…”

ไม่ได้ให้เวลาเขาได้ใคร่ครวญไปมากกว่านี้ แม้ขนาดร่างพ่านพ่านจะใหญ่โต แต่ความเร็วกลับว่องไวเป็นพิเศษ เหตุการณ์ฉับไวประดุจสายฟ้า บดทับย่ำเหยียบทุกการดำรงอยู่เบื้องหน้า พลังอันบ้าระห่ำทำให้ผู้คนหวาดผวาจนแทบหยุดหายใจ

ร่างประหนึ่งภูเขาเล็กนั่น มาถึงตรงหน้า ‘ผู้อาวุโสหลี่’ ในชั่วพริบตา ราวกับยอดเขาถล่มอัดมาก็ไม่ปาน!

สีหน้า ‘ผู้อาวุโสหลี่’ อัปลักษณ์อย่างถึงที่สุดในชั่วพริบตาหนึ่ง

ไม่ทุ่มแรงต้านทานหรือหลบหลีก ก็ต้องถูกเท้าสัตว์อสูรเบื้องหน้าเหยียบจนกลายเป็นแป้งไส้เนื้อ

หากออกแรงต้านทานหรือหลบหลีกจริงๆ เขาก็ต้องเผยความลับออกมา!

ถึงแม้ว่าหยกเลียนสังหารจะสามารถเลียนแบบรูปลักษณ์ภายนอกยามปกติของผู้ถูกสังหาร แม้กระทั่งลมหายใจล้วนสามารถลอกเลียนได้อย่างคล้ายคลึง จนแยกเท็จหรือจริงไม่ออก หากแต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่จอมยุทธ์กว่างเฉิงจริงๆ!

หากลงมือปล่อยพลัง ก็เปิดโปงความจริงของตนในทันที

ถึงกระนั้นสถานการณ์ในตอนนี้นี้ ไม่ว่าพ่านพ่านจะคลั่งขึ้นมากด้วยเหตุผลอะไร ถ้าหากเป็นผู้อาวุโสหลี่ที่แท้จริง ไหนเลยจะมีเหตุผลให้ต้องยื่นทึ่มทื่อราวท่อนไม้อยู่ตรงนั้น รอให้ถูกพ่านพ่านเหยียบตายเล่า?

เหยาซานที่ปลอมแปลงเป็นผู้อาวุโสหลี่เงยหน้าขึ้นฟ้า พลางส่งเสียงร้องยาว เรือนกายถอยร่นไปอย่างรวดเร็ว!

เจตจำนงหมัดและปราณจิตราของเขาเขาระเบิดปะทุ ถอยร่นก้าวนี้ คาดไม่ถึงว่ามีท่วงทำนองพลังคล้ายคลึงกับพายุนิมิตทมิฬอันน่าประหวั่นในอากาศที่ยังคงไม่สงบลง

ภาพฉากฟ้าดินลวงตาอันกลายสภาพมาจากปราณจิตรา เกิดเป็นลมงวงสีดำหาที่สิ้นสุดไม่ได้ไปทั้งสี่ทิศ

วิชาสืบทอดสำนักเขานิมิตทมิฬ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งวายุพิภพในอดีต เคล็ดวิชาเทพวายุนิมิตทมิฬ!

ความเปลี่ยนแปลงที่บังเกิดขึ้นฉับพลันในที่เกิดเหตุ ทำให้ผู้คนจำนวนมากในที่นี้ต่างก็รับมือไม่ทัน เพียงแค่มองดูปี่เซียะภูเขา สัตว์พาหนะของเยี่ยนจ้าวเกอคลุ้มคลั่งพุ่งพรวดไปยังผู้อาวุโสหลี่ ก็ทำให้ทุกคนตอบสนองไม่ทันอยู่บ้างแล้ว

ทว่าความเปลี่ยนแปลงในภายหลัง ยิ่งทำให้ผู้คนตกตะลึงแข็งทื่อเป็นไก่ไม้เสียยิ่งกว่าเดิม

เพราะผู้อาวุโสหลี่ที่เป็นจอมยุทธ์สายสำนักเขากว่างเฉิง มีฐานะเป็นผู้อาวุโสปฏิบัติกิจ นึกไม่ถึงว่าจะแสดงวิชาลับสืบทอดของสำนักเขานิมิตทมิฬ!

แม้ว่าผู้สืบทอดสำนักเขานิมิตทมิฬในปัจจุบันจะพบเห็นได้น้อยอย่างยิ่งแล้วก็ตาม กระนั้นอย่างไรเสียที่แห่งนี้ก็คือวายุพิภพ คนที่เคลื่อนไหวอยู่ที่นี่ ไหนเลยจะแยกวิชาสืบทอดสำนักเขานิมิตทมิฬอันเลื่องชื่อไปทั้งแปดมหาอำนาจแต่กาลก่อนไม่ออก?

ใบหน้าเหยาซานไร้อารมณ์ความรู้สึก หลังจากถอยก้าวหนึ่งก็รับรู้ว่าเรื่องวันนี้ยากประสบผลสำเร็จ เขาเหลียวมองสหายด้วยหางตา เห็นอีกฝ่ายที่เดิมควรจะทำหน้าที่ตรึงพ่านพ่านไว้ ขณะนี้ถูกเฟิงอวิ๋นเซิงโผล่พรวดขัดขวางหนทางไปเช่นกัน

เวลานี้เยี่ยนจ้าวเกอเบือนหน้ามา มองดูเหยาซานที่รูปลักษณ์ภายนอกเป็น ‘ผู้อาวุโสหลี่’ อย่างสงบเงียบ “ข้าถึงกล่าวว่า สองปีนี้ข้าอ่อนโยนเกินไปใช่หรือไม่ ถึงทำให้ผู้คนรู้สึกว่าข้าข่มเหงได้ง่ายดาย?”

“เจ้านึกว่าเมื่อครู่ข้าเพียงแค่ถามเด็กหนุ่มแซ่เหลียนผู้นั้นเท่านั้นรึ? ที่ข้าถามคือเจ้าต่างหาก”