216-220

บทที่ 216
สำหรับจอมยุทธ์กว่างเฉิงที่อยู่ที่วายุพิภพ การเปลี่ยนตำแหน่งของเยี่ยนจ้าวเกอกับบทบาทที่แสดงออกได้ ยังต้องสังเกตโดยตรงเพิ่มอีกสักหน่อยถึงจะรู้สึก

ตอนที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ตอบโต้กลับ ชักเลื่อยช่วงชิงเกาะกานกับสำนักเขากว่างเฉิงไปมาก่อนหน้านี้ เป็นเวลาเดียวกับที่ทางภูผาพิภพส่งข่าวสารมาให้สำนักเขาไร้พรมแดน สำนักเขากว่างเฉิง และเมืองทะเลมรกตลงพอดี ทำให้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่ประสงค์จะยึดดินแดนที่เสียไปกลับคืน จำใจต้องถอยกลับเกาะฉิน

เบื้องบนเบื้องล่างของสำนักเขากว่างเฉิง เบื้องบนถึงระดับเจ้าสำนักหยวนเจิ้งเฟิง เบื้องล่างจนถึงบรรดาผู้อาวุโส เนื่องจากการกระทำที่เขานิมิตเมฆมีความหมายต่อเขาอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้เวลานั้นจึงยกย่องชมเชยเยี่ยนจ้าวเกอถึงที่สุด

การที่สำนักเขาไร้พรมแดนขัดใจกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และตำหนักอัสนีสวรรค์โดยตรง ส่งผลกระทบลึกซึ้งกว้างไกล ปรากฏให้เห็นในทุกๆ ด้าน

ในอีกแง่มุมหนึ่ง เยี่ยนจ้าวเกอโจมตีด้วยวิชากำเนิดสายฟ้าที่เขานิมิตเมฆ ไกลโพ้นออกไปเป็นหมื่นลี้ ช่วยโจมตีการสู้รบของสำนักตนที่วายุพิภพได้เป็นอย่างมาก

คำที่จะกล่าวว่าใช้พลังของตนผู้เดียวก่อกวนแนวโน้มสถานการณ์ใต้หล้า ไม่ใช่ว่าจะพูดด้วยประโยคเดียวได้ง่ายดายเช่นนั้น

การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยบนสถานการณ์อันใหญ่หลวง อาจจะทำให้ลักษณะชัยภูมิของพื้นที่บางส่วน บังเกิดความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินก็เป็นได้

ยิ่งไปกว่านั้นคือการเปลี่ยนแปลงที่มหาศาลขนาดนั้น บีบบังคับให้หวงกวงเลี่ยแห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ออกฌานก่อนโดยตรง แม้ว่าจะมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์สองชิ้นในมือ ก็ทำได้เพียงใช้ยุทธศาสตร์ตั้งรับเท่านั้น

สถานการณ์ที่พลิกผัน และความคิดทัศนคติที่เปลี่ยนทิศทาง ก็กำลังค่อยๆ ซึมซับจนเกิดความเปลี่ยนแปลงโดยไม่รู้ตัว ส่งผลกระทบต่อจุดยืนและการตัดสินใจของผู้คนด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกับที่เยี่ยนจ้าวเกอกำลังได้รับคำอวยพรจากเยี่ยนตี๋บิดาของตน ความสามารถของตนที่แสดงออกมานับวันยิ่งโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ ในทางกลับกันก็ทำให้ชื่อเสียงอิทธิพลของเยี่ยนตี๋ยิ่งแกร่งขึ้น

สงครามถังตะวันออก เยี่ยนตี๋ต่อสู้ข้ามระดับขั้น โจมตีพานป๋อไท่ ผู้อาวุโสเก่าแก่แห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ มหาปรมาจารย์ขั้นบรรลุธรรม อย่างทรงพลังจนพ่ายแพ้ ยิ่งทำให้นามกรเยี่ยนผู้ไร้เทียมทานลือเลื่องในระดับมหาปรมาจารย์อีกครั้ง

ปัจจุบันการแข่งขันชิงตำแหน่งเจ้าสำนักรุ่นถัดไปของสำนักเขากว่างเฉิง ในที่สุดสภาวะสมดุลแต่เดิมก็ค่อยๆ หายไป

แม้จะมาทีหลัง ทว่าชื่อเสียงและอำนาจของเยี่ยนตี๋เริ่มดังกว่าอย่างเป็นทางการแล้ว แซงหน้าฟางจุ่น ผู้เป็นศิษย์พี่ของตน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงของทะเลสาบปิดนภา ฟางจุ่นรับหน้าที่นำคณะ ทว่าผลลัพธ์กลับหวุดหวิด หากไม่ใช่เยี่ยนจ้าวเกอต่อสู้สุดชีวิต แต่ประตูนพยมโลกเปิดขึ้นมาจริงๆ ก็ยากจะคาดการณ์ผลที่ตามมาอย่างยิ่ง

ตัวฟางจุ่นเองไม่ได้มีความผิดแต่อย่างใด แต่เยี่ยนจ้าวเกอคือบุตรของเยี่ยนตี๋ ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏความกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างชัดเจนออกมาอยู่หลายส่วน

ผลลัพธ์โดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในแง่ดีและร้ายของทั้งสองฝ่าย ก็คือบุคคลระดับอำนาจชั้นกลางของสำนักเขากว่างเฉิงเริ่มจิตใจว้าวุ่น มีจุดยืนที่ไม่แน่วแน่ ทว่าไม่ได้ครอบงำความคิดกำลังคนฝ่ายฟางจุ่นแต่อย่างใด

ต่อให้ไม่เปลี่ยนคนสนับสนุน ท่าทีก็ค่อยๆ มีแนวโน้มคลี่คลายเช่นกัน วันนี้เหลือไมตรีไว้บ้าง วันหน้ายังพบหน้ากันติด

นี่ก็ทำให้ยามที่พวกเขาเผชิญหน้ากับเยี่ยนจ้าวเกอ ล้วนมีความเกรงอกเกรงใจมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน

ถึงจะไม่ได้โจ่งแจ้งอะไรเช่นนั้น แต่ชายหนุ่มก็สัมผัสได้ถึงจุดนี้อย่างมาก

ทัศนคติของเขาเทียบกับก่อนหน้านี้ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรนัก ที่ควรคบค้าก็คบค้า ที่ควรเยี่ยมเยียนก็เยี่ยมเยียน

กระนั้นจุดมุ่งหมายของการเดินทางในครั้งนี้ คือซากวัตถุในมหาทะเลทรายแดนตะวันตก เยี่ยนจ้าวเกอจะไม่หยุดอยู่ตามรายทางนานมากจนเกินไปนัก พายุนิมิตทมิฬของทะเลทรายชายขอบฝั่งตะวัน ยามรุนแรงนั้นยาวนานกว่า ยามอ่อนกำลังก็มีจำกัด หากเวลาล่าช้าจนเสียการไป ก็ต้องคอยปีหน้าแล้ว

ถึงแม้ว่าจะมีแผนอยู่ในใจบ้างแล้ว แต่จะสามารถนำเสาหินท่อนนั้นออกมาจากทะเลทรายได้อย่างราบรื่นหรือไม่ ต้องใช้เวลาเท่าใดที่จะนำมันออกมา ตอนนี้เขายังไม่อาจรู้ได้

ตามความเคยชินของเยี่ยนจ้าวเกอ ต้องเตรียมเพิ่มเวลาอันเหลือเฟือให้ตนเอง

บริเวณชายแดนติดกับมหาทะเลทรายแดนตะวันตกของเกาะทราย ผู้ที่ยึดครองที่นี่ก็คือพรรคกระบี่วายุคำราม ขุมกำลังระดับหนึ่ง ที่แห่งนี้มีผู้อาวุโสคุมการณ์ของสำนักเขากว่างเฉิงรักษาการณ์อยู่เช่นกัน

ในขอบเขตการปกครองของพวกเขา มีกิจการของสำนักเขากว่างเฉิงเช่นเดียวกัน สถานที่ที่อยู่ใกล้กับมหาทะเลทรายแดนตะวันตกที่สุด คือคูเมืองสายหนึ่งนามว่าซู่โจว

เมืองซู่โจวคือจุดพักสุดท้าย ก่อนที่กลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอจะออกจากเกาะทราย และมุ่งหน้าไปยังมหาทะเลทรายแดนตะวันตก ถือได้ว่าเป็นพรมแดนสุดขอบตะวันตกในขอบเขตการควบคุมของสำนักเขากว่างเฉิงเช่นกัน

ที่นี่มีถนนการค้าขนาดใหญ่ ให้บรรดาคนของทะเลสาบชายขอบฝั่งตะวันตกเข้ามาค้าขายกัน

ถึงแม้ว่าทะเลทรายชายขอบฝั่งตะวันจะเต็มไปด้วยภัยอันตราย เช่นเดียวกันกับปฐพีพิภพ ทว่าก็ผลิตของสะสมล้ำค่าที่มีเฉพาะมากมายเช่นกัน ดึงดูดจอมยุทธ์ของโลกแปดพิภพให้มาเสี่ยงอันตรายที่นี่ จึงพัฒนาก่อเกิดการค้าขายอันเจริญรุ่งเรืองของเมืองซู่โจวออกมา

สำนักเขากว่างเฉิงมีผู้อาวุโสปฏิบัติกิจแซ่หลี่อยู่ที่เมืองซู่โจว ซึ่งเป็นจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะต้นท่านหนึ่ง

ผู้อาวุโสหลี่ต้อนรับกลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความกระตือรือร้น เพียงแต่ว่ายามพบกันครั้งแรก ครั้นมองเห็นชายหนุ่มนั่งทับพ่านพ่านอยู่ เขาก็อดไม่ได้ที่จะตะลึงงันอยู่บ้าง

มุมปากเยี่ยนจ้าวเกอกระตุกชั่วครู่ “หากข้าจะบอกว่า ใช้หมีสยงเมาเป็นสัตว์พาหนะอาจจะไม่…”

เพียงแต่ว่า ตนเองคล้ายคิดมากไป หลังจากผู้อาวุโสหลี่ตรงหน้าหลุดจากภวังค์ ก็เปล่งเสียงจุ๊ปากชื่นชมความมหัศจรรย์ของมัน “นี่คือปี่เซียะในตำนานตัวนั้นกระมัง? คุณสมบัติดีดังคาด ไม่ธรรมดาเหมือนทั่วไป!”

เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอได้ยินเช่นนั้น ก็อดกลั้นปฏิกิริยากลอกตาของตนอย่างหนัก ก่อนจะกระโดดลงจากร่างพ่านพ่าน คารวะต่อผู้อาวุโสหลี่ “ครานี้รบกวนท่านแล้ว”

ผู้อาวุโสหลี่ยิ้มกล่าว “ไม่ลำบาก ไม่ลำบาก จริงๆ แล้วเจ้าก็มาที่นี่เพื่อเรื่องของสำนักโดยเฉพาะเช่นกัน ของที่ก่อนหน้านี้ส่งสารมาให้ตระเตรียมไว้ล่วงหน้า ก็เรียบร้อยทั้งหมดแล้ว”

หลังอาหู่ขยับมาตรวจสอบด้านหน้าแล้ว จึงพยักหน้าให้เยี่ยนจ้าวเกอ “คุณชาย ครบทั้งหมดแล้วขอรับ และทุกอย่างล้วนมีสองชุด”

“ลำบากท่านผู้อาวุโสหลี่แล้ว” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ย

ผู้อาวุโสหลี่กล่าว “ถึงอย่างไรสภาพแวดล้อมของมหาทะเลทรายแดนตะวันตกก็พิเศษ เพื่อให้ดำเนินการได้สะดวก ข้าจะเข้าไปด้วย ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางไปพลางๆ ก่อน”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวขอบคุณอีกครั้ง ในเมื่อทั้งหมดล้วนเตรียมพร้อมเหมาะสม ก็ไม่หยุดรออีกต่อไป ออกจากเมืองซู่โจวไปพร้อมกัน

บริเวณไกลออกไป ทะเลทรายอันเปล่าเปลี่ยวปรากฏขึ้นเบื้องหน้าทุกคน ให้ความรู้สึกเลวร้ายน่ากลัว กว่าทะเลทรายที่เดินมาผ่านมาก่อนหน้านี้

ครั้นทอดสายตามองออกไปไกลๆ คาดไม่ถึงเลยว่ามหาทะเลทรายแดนตะวันตกจะดูเหมือนความมืดมิดไร้ที่สิ้นสุดได้ถึงเพียงนี้

บริเวณที่เขตแดนฟ้าดินจรดกัน ไม่ว่าตรงไหนก็ล้วนเป็นลมงวงสีดำที่น่าหวาดผวา เชื่อมกับท้องฟ้าเบื้องบน ลงสู่ปฐพีใหญ่ ทำลายล้างไม่หยุดยั้ง

นี่ยังเป็นฤดูกาลที่พายุนิมิตทมิฬอ่อนกำลังที่สุด ก็ยังคงมีสถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้ หากเป็นวลาที่รุนแรงที่สุด ล้วนไม่รู้จะกลายเป็นลักษณะเช่นไร

นอกจากตัวผู้อาวุโสหลี่แล้ว ยังมีจอมยุทธ์ใต้บัญชาของเขาอีกกลุ่มหนึ่งติดตามมาด้วย ระหว่างเดินไปบนเส้นทาง นอกจากสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายแล้ว กลับไม่มีเรื่องอื่นใดที่เยี่ยนจ้าวเกอต้องพะวักพะวง

ทว่าเดินไปได้ครึ่งทาง เบื้องหลังพลันมีแสงสลัวส่องสว่างวาบ

หลังผู้อาวุโสหลี่แยกแยะครู่หนึ่งแล้ว จึงหันศีรษะกลับไปมองยังเยี่ยนจ้าวเกอ “เป็นของวิเศษคุ้มกายที่พรรคกระบี่วายุคำรามใช้เป็นประจำ น่าจะมีคนติดอยู่ที่นี่”

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูโดยรอบ พายุสีดำทั่วท้องฟ้า ม้วนเอาผงทรายจำนวนมากขึ้นไป บดบังท้องฟ้าอำพรางดวงอาทิตย์

ลมดำอันหนาวสะท้าน ราวกับดาบโลหะอย่างไรอย่างนั้น หากไม่ได้เตรียมตัวไว้เป็นพิเศษ แม้แต่ปราณจิตราของจอมยุทธ์ปรมาจารย์ขั้นสุดยอดล้วนไม่อาจต้านทาน

“ของวิเศษคุ้มกายล้วนมีเวลาจำกัด หากไม่มีคนของพรรคกระบี่วายุคำรามมาก่อนที่จะใช้หมดไป พวกเขาก็ตกอยู่ในอันตรายแล้ว” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวด้วยจนใจ “แต่ไรพรรคกระบี่วายุคำรามมีไมตรีจิตมิตรภาพต่อสำนักเรา ผู้อาวุโสจวินในพรรคก็เป็นสหายเก่ากับพ่อข้า คนในพรรคกระบี่วายุคำรามประสบภัย พวกเราช่วยได้สักนิดก็ช่วยเถิด”

พวกเขาเดินไปถึงบริเวณใกล้ๆ หนุนคนวัยเยาว์ไม่กี่คนให้หลบพายุ

หญิงสาวคนหนึ่งที่นำหน้าเห็นเยี่ยนจ้าวเกอ ดวงตาพลันทอประกาย “ศิษย์พี่เยี่ยน!”

เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินแล้ว ก็เทียบรูปร่างหน้าตานางเข้ากับความทรงจำในสมอง “ลั่วลั่ว ไยไม่ระมัดระวังเช่นนี้?”

ผู้มาเยือนกลับเป็นคนคุ้นเคย ซึ่งก็คือธิดาคนสุดท้องของผู้อาวุโสจวินของพรรคกระบี่วายุคำรามท่านนั้น นับว่ามีมิตรภาพต่อเยี่ยนจ้าวเกออยู่บ้าง

จวินลั่วหัวเราะร่า พลางพูดกับคนวัยเยาว์ข้างกายทั้งสองว่า “ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าใคร่สงสัยว่าศิษย์พี่เยี่ยนเป็นคนเช่นไรมาโดยตลอดหรอกหรือ? ตอนนี้คนเป็นๆ ก็อยู่ตรงหน้าอย่างไรเล่า!”

คนวัยเยาว์ทั้งสองต่างก็เหม่อลอยอยู่บ้าง ราวกับอยู่ในฝัน ครู่ใหญ่ถึงได้หลุดออกจากภวังค์ รีบร้อนคารวะและกล่าวขอบคุณเยี่ยนจ้าวเกอ

“บุตรตระกูลเหลียนจากเกาะทราย เหลียนอิ๋ง ขอบพระคุณคุณชายกว่างเฉิงสำหรับบุญคุณช่วยชีวิต”

“บุตรตระกูลเหลียนจากเกาะทราย เหลียนเฉิง ขอบพระคุณคุณชายกว่างเฉิงสำหรับบุญคุณช่วยชีวิต”
บทที่ 217
เยี่ยนจ้าวเกอมองไป เห็นคนหนุ่มสองคนกำลังค้อมคำนับมาทางตนพร้อมกัน

ชื่อและสมญานามของตระกูลเหลียนแห่งเกาะทราย เยี่ยนจ้าวเกอก็ได้ยินมาตอนที่ผ่านมาทางวายุพิภพครั้งนี้เช่นกัน พวกเขาเป็นขุมกำลังระดับสองในเขตแดนเกาะทรายซึ่งพึ่งพาอาศัยพรรคกระบี่วายุคำราม

ในขอบเขตการควบคุมปกครองของตระกูลแซ่เหลียน มีน้ำพุทรายมรกตบ่อหนึ่ง มีชื่อเสียงประปราย คุณค่าไม่ธรรมดา สำนักเขากว่างเฉิงมีผู้อาวุโสปฏิบัติกิจตั้งมั่นอยู่ที่นั่น ทุกๆ ปีจะแบ่งส่วนจากน้ำพุมาให้ส่วนหนึ่ง

ทว่าความเข้าใจของเยี่ยนจ้าวเกอที่มีต่อตระกูลเหลียน ก็จำกัดอยู่เพียงประมาณเท่านี้

ชายหนุ่มหันกลับไปมองจวินลั่ว อีกฝ่ายกล่าว “ข้ารู้จักกับเหลียนหยิงและเหลียนเฉิงมาตั้งแต่ยังเล็ก ออกมาคราวนี้ก็ไม่คิดว่าจะได้พานพบพวกเขา พวกเขาถูกคนจู่โจม ข้าก็เลยช่วย”

“หลังโจมตีศัตรูจนล่าถอย พวกข้าทั้งสามคนกลับถูกพายุปิดล้อมไว้ โชคดีที่พวกท่านผ่านมา”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเอ่ย “ครั้งนี้เจ้ากลับเป็นหญิงงามช่วยวีรบุรุษเสียอย่างนั้น”

จวินลั่วย่นจมูกน้อยเบาๆ ทั้งยังยิ้มกล่าว “นั่นก็ใช่”

เขาหลุดหัวเราะพลางส่ายศีรษะ แล้วหันไปมองพี่น้องตระกูลเหลียนอีกครั้ง ซึ่งทั้งสองก็เป็นคนหนุ่มที่ดูมีกิริยาสุภาพ ร่างกายบอบบางอยู่บ้าง

หากต้องพูดขึ้นมาจริงๆ ละก็ แม้ว่าจะยังเป็นขั้นจอมยุทธ์ระดับหลอมกายทั้งหมด ระดับขั้นพลังฝึกปรือมีจำกัด กระนั้นก็เอาชนะชายร่างแข็งแรงกำยำทั่วไปที่ไม่ได้ฝึกยุทธ์ได้ขาดลอยเช่นกัน

ทว่ารูปลักษณ์ภายนอกของสองพี่น้องนี้ กลับให้ความรู้สึกอ่อนโยนบอบบาง

เทียบอุปนิสัยเฉพาะตัวกับเพศชายที่อ่อนโยนแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอเคยเห็นมาไม่น้อยแล้วเช่นกัน เพียงแต่สองพี่น้องร่วมตระกูลที่ล้วนออกมาเหมือนกันเช่นนี้ กลับพบไม่บ่อยนัก

เยี่ยนจ้าวเกอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า “ลั่วลั่ว ข้าเข้ามาในมหาทะเลทรายแดนตะวันตกคราวนี้ เพราะมีเรื่องที่ต้องจัดการ หากพาพวกเจ้าร่วมเดินทาง ไม่เพียงแต่จะไม่สะดวกแล้ว กลับยังจะทำให้พวกเจ้ายิ่งอันตรายเสียด้วยซ้ำไป เพราะข้าต้องเข้าไปลึกในมหาทะเลทรายแดนตะวันตก”

จวินลั่วได้ยินเช่นนั้น ก็ผงกศีรษะอย่างรู้ความ “ข้าเข้าใจ”

คนทั้งสองข้างกายนาง เหลียนเฉิงเป็นกังวลอยู่บ้าง ทว่าไม่กล้าพูด ใบหน้าเหลียนอิ๋งเผยสีหน้าอารมณ์ที่ทั้งอุตลุดทั้งห่อเหี่ยวออกมา

เดินตามเยี่ยนจ้าวเกอน่ะหรือ เข้าไปในมหาทะเลทรายแดนตะวันตกลึก นี่เป็นเรื่องที่พวกเขาไม่กล้าจะคิด หากแต่จะหลีกหนีก็ไม่ทันกาลเสียแล้ว

กระนั้นหากเยี่ยนจ้าวเกอจะทิ้งพวกเขาไว้ อย่างนั้นพวกเขาก็กลับไปเกาะทรายไม่ได้อยู่ดี

จวินลั่วกลับไม่กังวล นางเชื่อว่าเยี่ยนจ้าวเกอต้องมีแผนเป็นแน่แท้

ชายหนุ่มมองโดยรอบทั้งสี่ทิศ แล้วกล่าวกับผู้อาวุโสหลี่ว่า “จุดสนับสนุนตามแผนเดิมตั้งอยู่ที่ใดหรือขอรับ”

เดินอยู่ในทะเลทราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใต้สภาพแวดล้อมของมหาทะเลทรายแดนตะวันตกเช่นนี้ โดยทั่วไปล้วนตั้งจุดสนับสนุนตามความเคยชินทั้งสิ้น

ผู้อาวุโสหลี่เข้าใจความหมายของเยี่ยนจ้าวเกอ หลังคำนวณอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวตอบว่า “ทางที่ดีที่สุดเดินหน้าไปได้อีกหน่อย”

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า “ท่านรู้จักสถานการณ์ของที่นี่เป็นอย่างดี ให้ท่านจัดการก็แล้วกัน”

จากนั้นเขากล่าวกับพวกจวินลั่วทั้งสามคนว่า “ข้าจะพาพวกเจ้าเดินหน้าไปอีกระยะหนึ่ง หลังจากตั้งจุดสนับสนุนแล้ว ก็จะปล่อยพวกเจ้าอยู่ที่นั่น จะมีจอมยุทธ์สำนักข้าคุ้มกัน พวกเจ้าคอยท่าอยู่ที่นั่น ตอนที่ข้าเดินทางกลับ ค่อยพาพวกเจ้าออกจากทะเลทรายพร้อมกัน”

“ถ้าหากข้าต้องหยุดอยู่นานเกินไป ก็จะส่งคนพาพวกเจ้าออกไปอีกที”

ทั้งสามพลันผ่อนลมหายใจ จวินลั่วยิ้มกล่าว “ครานี้ลำบากศิษย์พี่เยี่ยนและท่านผู้อาวุโสสำนักเขากว่างเฉิงแต่ละท่านจริงๆ แล้ว”

ฝูงชนเคลื่อนกายออกเดินทาง ครั้นความคิดของจวินลั่วผ่อนคลายลงแล้ว ก็พลันถูกพ่านพ่านดึงดูดทันใด

ถึงแม้ว่าพ่านพ่านในขณะนี้จะขยายร่างกลับคืนแล้ว ขนาดร่างมหึมาเอาเรื่องอยู่บ้าง ใหญ่โตยิ่งกว่าช้างทั่วไปเสียอีก ทว่ายามไม่ได้เจอศัตรู มันมักจะมีท่าทีซุกซนไร้เดียงสาเช่นนั่นเสมอ ทำให้สาวน้อยเห็นแล้วชอบใจอย่างมาก

มองดูท่าทางของจวินลั่วที่กระโจนทั้งกายไปบนตัวพ่านพ่าน ร่างกายจมเข้าไปในขนหนาๆ ถูไปถูมา เยี่ยนจ้าวเกอก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม “พลังฝึกปรือเจ้ายังเบาบาง พรวดเข้ามาในสถานที่มหาทะเลทรายแดนตะวันตกเช่นนี้ได้อย่างไร”

จวินลั่วหัวเราะด้วยความเก้อเขินเล็กน้อย ดวงตาลอกแลก

เยี่ยนจ้าวเกอกลอกตา “เป็นวันที่หวังจะถือกระบี่ท่องยุทธจักร ปล่อยอารมณ์ตามอำเภอใจ? คิดว่าฟ้ากว้างแผ่นดินใหญ่ไม่มีที่ใดที่ตัวเองไปไม่ได้อย่างนั้นรึ? อยากจะซึมซับทัศนียภาพที่ทั้งเลื่องชื่อทั้งมีเอกลักษณ์ในโลกหล้าให้ดีอย่างนั้นรึ?”

นางหัวเราะแหะๆ พลางกล่าว “ส่วนใหญ่ตอนเด็กๆ ได้ยินศิษย์พี่เยี่ยนเล่าเรื่องเช่นนี้มากมาย…”

เด็กสาวที่มีกลิ่นอายของเด็กผู้ชายนางนี้ หยอกเย้าเยี่ยนจ้าวเกอให้รู้สึกขบขำเสียแล้ว “โอ้ หมายความว่าโทษข้างั้นสิ?”

จวินลั่วรีบร้อนโบกมือพลางยิ้มกล่าว “ไม่กล้า ไม่กล้า หลังจากกลับไป ยังต้องขอให้ศิษย์พี่เยี่ยนพูดแก้ต่างให้ข้าสักสองสามประโยค…”

ชายหนุ่มยิ้มกล่าว “ข้ามาคราวนี้ ผ่านเส้นทางพรรคกระบี่วายุคำราม แต่ไรก็อยากจะเข้าเยี่ยมคารวะท่านอาจวินอยู่แล้ว แต่เขาออกไปทัศนาจรภายนอก หากเจ้ารีบกลับไปที่ประตูพรรคกระบี่วายุคำรามได้ ก่อนที่เขาจะกลับมาละก็…”

ดวงตาจวินลั่วทอประกาย “ต้องได้แน่ ต้องได้แน่ ถึงเวลานั้นท่านอย่าลืมช่วยปิด…”

พูดยังไม่ทันขาดคำ ก็ได้ยินเยี่ยนจ้าวเกอกล่าวต่อไปว่า “…ภายหลัง ข้ายังต้องยกไปกล่าวกับท่านอาจวินอยู่ดี”

จวินลั่วพลันตาค้างตะลึง ห่อเหี่ยวราวกับมะเขือยาวเผาอย่างไรอย่างนั้น

เฟิงอวิ๋นเซิงและอาหู่ต่างก็เบิกบานใจ มองภาพฉากนี้ด้วยความสนใจยิ่ง เหลียนเฉิงและเหลียนอิ๋งจ้องมองจวินลั่วกระเง้ากระงอดราวกับเด็กอยู่ตรงหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ

ฝูงชนเดินหน้า หลังจัดตั้งจุดสนับสนุน ภายใต้การประสานกันของยันต์ค่ายกลและของวิเศษหนุนเสริม ร่วมกันเปิดค่ายกลคงที่ที่สามารถคงอยู่ต่อเนื่องไปได้ระยะเวลาหนึ่ง สกัดกั้นพายุทรายด้านนอกไว้

จอมยุทธ์กว่างเฉิงผู้ซึ่งมากความสามารถและประสบการณ์หลายคนหยุดอยู่ดูแลตามคำสั่งของผู้อาวุโสหลี่ ซึ่งที่หยุดรอคอยร่วมกันยังมีกลุ่มจวินลั่วทั้งสามคน

ส่วนกลุ่มของเยี่ยนจ้าวเกอเดินทางต่อ

ก่อนหน้านี้มีจอมยุทธ์จากเขากว่างเฉิงเบิกทางสู่จุดหมายปลายทางเอาไว้แล้ว เพียงแต่ว่าลู่ทางค่อยๆ ถูกฝังกลบไปอีกครั้ง ตามความรุนแรงของพายุนิมิตทมิฬก่อนหน้านี้ ทว่าด้วยความที่ยังมีร่องรอยให้พอตามได้ ครั้นเยี่ยนจ้าวเกอลองเดินทางดูแล้ว ก็ยังนับว่าง่ายดายอยู่

ผ่านหนทางยาวไกลอันแสนลำเข็ญ ในที่สุดซากเสาหินที่ตั้งสูงตระหง่านเสานั้น ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าทุกคน

สายตาเยี่ยนจ้าวเกอจดจ้องลายริ้วบนเสาหินไม่วางตา เนิ่นนานไร้คำพูด

ผู้อาวุโสหลี่โบกมือ ก่อนจะกระจายตัวออกไปรอบนอกพร้อมกับบรรดาผู้ใต้บัญชา ตั้งเขตค่ายกลขึ้นใหม่อีกครั้ง เพื่อขวางกั้นพายุทราย

ถึงแม้ว่าจะถึงจุดหมายแล้ว แต่ภารกิจนี้ของเยี่ยนจ้าวเกอ ไม่ใช่ประเดี๋ยวเดียวก็สำเร็จลุล่วงไปได้

ขณะเดียวกัน ซากวัตถุที่คล้ายกับล้ำค่าเช่นนี้ ผู้อาวุโสหลี่ที่อยู่ในระดับผู้อาวุโสปฏิบัติกิจ ไม่มีอำนาจที่จะแตะต้องแต่อย่างใด ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงจอมยุทธ์ในบัญชา

ผู้อาวุโสหลี่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเข้มงวด หน้าที่ของตนทั้งหมด นอกเหนือจากนำทางให้เยี่ยนจ้าวเกอแล้ว เมื่อถึงสถานที่ ก็ระวังภัยอยู่รอบนอกเท่านั้น

“ผู้อาวุโสหลี่ขอรับ คาดไม่ถึงจริงๆ เลยว่า คุณชายเยี่ยนจะศึกษาเหล่าซากวัตถุโบราณขนาดนี้” จอมยุทธ์วัยกลางคนผู้หนึ่งตามติดอยู่ข้างกายผู้อาวุโสหลี่ ย้ายไปอยู่หลังเนินทรายหนึ่งพร้อมกับเขา แล้วจึงกล่าวชื่นชมว่า “ยิ่งคาดไม่ถึงอีกว่า คุณชายเยี่ยนมีขอบเขตอำนาจระดับผู้อาวุโสสูงสุดได้กด้วย”

“อย่าได้ดูแคลนเขา เขาคือผู้มีความสามารถอย่างแท้จริง มีวันนี้ได้ ไม่ใช่เพราะการคุ้มครองของผู้อาวุโสเยี่ยนเสียทั้งหมด…” ผู้อาวุโสหลี่เอ่ย

ขณะที่พูดกล่าว ผู้อาวุโสหลี่พลันรู้สึกถึงความเจ็บปวดด้านหลังของตน!

“…ข้ารู้หน่า ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องซอกแซกเช่นนี้” จอมยุทธ์วัยกลางคนข้างกายเขา ยิ้มพลางกล่าว

ผู้อาวุโสหลี่รู้สึกเพียงว่าชะตาชีวิตของตนกำลังผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำ แม้จะอ้าปาก แต่กลับส่งเสียงไม่ออก

เขาสะดุ้งหันศีรษะไปทางชายวัยกลางคนที่เดิมทีตนควรจะไว้เนื้อเชื่อใจได้ แต่กลับเห็นภาพที่ยิ่งทำให้เขาหวาดหวั่นพรั่นพรึง

อีกฝ่ายอมยิ้ม ทว่ารูปลักษณ์หน้าตา กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ อย่างคาดไม่ถึง ยิ่งเปลี่ยนยิ่งคล้ายกับผู้อาวุโสหลี่เสียเอง!
บทที่ 218
ผู้อาวุโสหลี่รู้สึกว่าความรู้สึกนึกคิดของตนก็กำลังเปลี่ยนเป็นเชื่องช้าหยุดนิ่ง ทว่าเมื่อมองดูชายวัยกลางคนผู้นั้นค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างไป ในสมองเขายังคงผุดความคิดหนึ่งออกมาฉับพลัน “หยกเลียนสังหาร!”

ของวิเศษหยกเลียนสังหาร อาวุธใช้ครั้งเดียวแล้วหมดไป ปัจจุบันมีอยู่น้อยมากถึงที่สุด ไม่ปรากฏบนโลกหล้ามานานหลายปี โดยทั่วไปอนุมานได้ว่าสาบสูญไปแล้ว

หลังจากสังหารเป้าหมายใดๆ ก็ตามแล้ว ผู้ใช้งานสามารถใช้ปราณจิตราจากร่างกายตน จำลองรูปร่างของเป้าหมายที่ถูกสังหารได้ภายในระยะเวลาหนึ่ง

ชายวัยกลางคนไม่ใช่ผู้สืบทอดสำนักเขากว่างเฉิงแต่อย่างใด ทว่าเป็นผู้ทรงความสามารถที่ผู้อาวุโสหลี่เสาะหารวบรวมมาจากภายนอก ตามติดเขามานานแรมปีแล้ว ซื่อสัตย์จงรักภักดีเสมอมา ถึงขั้นยังเคยช่วยชีวิตเขามาก่อน

กระนั้นในวันนี้ อีกฝ่ายกลับเผยคมเขี้ยวออกมา แทงปลิดชีพเขา!

สิ่งที่ยิ่งทำให้ผู้อาวุโสหลี่หวาดหวั่นก็คือ ความหมายในคำพูดของอีกฝ่าย เห็นชัดว่ามีแผนร้ายยิ่งกว่านี้

คนผู้นี้ใช้หยกเลียนสังหารปลิดชีวิตตน สามารถสวมรอยเป็นตนได้ แม้กระทั่งการกำหนดลมหายใจขับพิษปราณภายในร่างกายในช่วงเวลาสั้นๆ ได้ ขอเพียงแค่ไม่ลงมือต่อสู้ ยิ่งจอมยุทธ์กว่างเฉิงคนอื่นๆ ก็ยากจะแยกออก

“เหยา… ซาน…” ผู้อาวุโสหลี่คิดจะตะโกนเสียงดัง แต่กลับพบว่าแม้แต่เสียงเล็กน้อยก็ไม่เล็ดลอดออกมา

พลังฝึกปรือคนตรงหน้า เหนือชั้นกว่าในภาพจำกาลก่อนของเขาอย่างมาก!

เขาทำได้เพียงมองดูอีกฝ่าย เปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นตนเองทีละนิด ดูจากภายนอกแล้วคล้ายคลึงอย่างยิ่ง

เหยาซานที่แปรเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์ของผู้อาวุโสหลี่แล้ว บัดนี้เขายิ้มน้อยๆ “โปรดวางใจเถิด ข้าอยู่ตามท่านมานานเช่นนี้แล้ว ความเคยชิน ท่าทาง การเคลื่อนไหว น้ำเสียง และท่วงทำนองการพูดของท่าน ข้าเรียนรู้ได้เก้าส่วนแล้ว คนอื่นมองไม่เห็นพิรุธเป็นแน่”

“ส่วนจะบอกว่าข้าหายสาญสูญไปได้เช่นไร…” ขณะเหยาซานกล่าวไปพลาง ก็หยิบถุงย่อส่วนออกมาใบหนึ่ง

เมื่อเปิดถุงย่อส่วนออก เงาร่างของคนผู้หนึ่งก็กระโดดออกมา ผู้อาวุโสหลี่เบิกตากว้าง เห็นได้ชัดว่าเบื้องหน้าปรากฏเหยาซานอีกคนหนึ่ง

“แต่นี่ไม่ใช่หยกเลียนสังหารแล้ว นี่เป็นสหายของข้า กลายเป็นรูปลักษณของข้าได้อย่างง่ายดาย นิสัยของข้า เขาก็คุ้นเคยยิ่ง ไม่เผยพิรุธออกมาเป็นแน่” เหยาซานยิ้มกล่าว

“ยิ่งไปกว่านั้น เทียบกับท่านแล้ว ข้าไม่ทำตัวสะดุดตามากนัก ขอเพียงแค่อย่าได้หายตัวไปโดยไร้เหตุไร้ผล หรือจงใจทำให้ผู้คนสนใจ คนรอบกายไม่มีผู้ใดสนใจข้าเป็นแน่”

“เสียงที่ข้าสังหารท่านนั้นเบาอย่างมาก แม้ว่าจะมีปราณจิตราไหวกระเพื่อม แต่นี่ก็ปกติยิ่ง สัตว์วิเศษที่พวกข้าขับไล่อยู่ในทะเลทราย คงจะลงมือไม่น้อย”

ผู้อาวุโสหลี่ยังคงเบิกตากว้าง กระนั้นชะตาชีวิตก็ได้ปลีกออกไปจากเขาแล้ว

เหยาซานอมยิ้ม “ข้ามีความสุขยิ่งที่ได้คบค้ากับท่านในอดีต ท่านไปดีเถิด”

สิ้นเสียงกล่าว เหยาซานค่อยจัดระเบียบสิ่งของบนร่างผู้อาวุโสหลี่ ย้ายมาบนร่างตน แล้วจึงนำศพของผู้อาวุโสหลี่เก็บเข้าไปในถุงย่อส่วน

เมื่อเก็บกระเป๋าย่อส่วนแล้ว เหยาซานก็ปัดฝุ่นแขนเสื้อ ยิ้มพลางสบตาสหายที่รูปร่างหน้ากลายเป็นรูปลักษณ์ของตนข้างกาย

ทั้งสอง คนหนึ่งอยู่ด้านหน้า อีกคนหนึ่งอยู่ด้านหลัง เหมือนกับผู้อาวุโสหลี่กับเหยาซานย่างเท้าเดินต่อไปจริงๆ ประหนึ่งกับเรื่องทั้งปวงล้วนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


ด้านหน้าเสาหิน เยี่ยนจ้าวเกอยืนเอาไพล่มือหลังไว้ ดูลวดลายบนเสาหินอย่างตั้งใจ “ข้ามองไม่ผิด เป็นเสาทางเดินของวังเทพในอดีตอย่างที่คิด ภายหลังแตกหักตกอยู่ตรงนี้”

ขณะมองเสาหินที่แตกหักเสียหาย ชายหนุ่มก็จมดิ่งสู่ห้วงความคิด ‘ร่องรอยที่แตกหักนี้ไม่ธรรมดาเลย เกรงว่าคงไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นน้ำมือมนุษย์…’

เยี่ยนจ้าวเกอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ‘ถ้าหากเป็นน้ำมือมนุษย์จริงๆ แล้วใครกันที่ก่อเกิดทั้งหมดมวลนี้เล่า?’

‘วังเทพที่แข็งแกร่งขนาดนั้นยังดับสูญ ทั่วฟ้าดินประสบหายนะ เปลี่ยนไปจนแทบจะพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน คนที่ทำได้อย่างถึงขนาดทั้งหมดนี้…’

ถึงแม้ว่าจะเลือนรางไม่จริงแท้อยู่บ้าง อาจจะห่างไกลจากตนเองในตอนนี้ยิ่งยวด

ทว่าเขาก็ยังคงรู้สึกถึงเงามืดที่แผ่คลุมอยู่ในใจชั้นหนึ่ง ประหนึ่งเขาสูงกดทับจากด้านบนก็ไม่ปาน

แรงกดดันนี้ บางทีก็อาจจะไม่พอให้สังเกตเห็นโดยตรง แต่กลับมากมายเสียยิ่งกว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับหวงกวงเลี่ยอีก

สถานการณ์ของโลกแปดพิภพในปัจจุบันยังคานสมดุลได้ เดินหมากได้ ไล่ตามได้ ต่อต้านได้ และรบชนะได้

ทว่าการล่มสลายของฟ้าดินนั้น ประดุจพลังภัยพิบัติดับสูญโลกหล้า ถ้าหากบังเกิดขึ้นอีกครั้ง จะผ่านไปให้ได้อีกได้อย่างไร?

บางทีชั่วชีวิตเยี่ยนจ้าวเกอนี้ มหันตภัยเช่นนั้นคงไม่เกิดขึ้นซ้ำอีกหน ทว่าก็อาจจะบังเกิดอีกครั้งในวันพรุ่ง?

เยี่ยนจ้าวเกอปิดเปลือกตา หลังจากนั้นเนิ่นนานถึงลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาเปี่ยมด้วยความสงบเงียบแล้ว

“หนทางหมื่นลี้เริ่มต้นจากก้าวแรก” เยี่ยนจ้าวเกอกระซิบกระซาบ ยื่นฝ่ามือตนเองออกมา ประทับลงไปบนเสาทางเดินวังเทพที่แตกหักอยู่เบื้องหน้า

ปราณจิตราของเขาเจาะเข้าสู่เสาทางเดินวังเทพ บนเสาหินที่แตกหักท่อนนั้นพลันมีริ้วแสงส่องสว่างขึ้นมามากมาย ขยายไปตามริ้วลายบนพื้นผิวเสาหิน

ทว่าเมื่อไปถึงรอยแยก ริ้วแสงก็ขาดออกทันที ทั้งยังเริ่มสลายหายไป กลายเป็นฝุ่นกระทบแสงน้อยนิด ปลิวไสวอยู่ในอากาศ

ทว่าเมื่อเป็นไปเช่นนี้แล้ว คลื่นไร้รูปร่างแต่ละลูกก็ขยายออกไปทั่วสารทิศเป็นวงกว้าง โดยมีเสาหินเป็นศูนย์กลาง ไล่พายุทรายจำนวนมากให้กระจายหายไป

ชายหนุ่มมองบริเวณรอยแตกของเสาหิน อดไม่ได้ที่จะมุ่นคิ้วเล็กน้อย

หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็กรอกปราณจิตราจากกายตนเข้าไปอีกครั้ง พาให้ริ้วแสงบนเสาหินทอแสงสว่างขึ้นอีกครั้ง

ตอนที่ริ้วแสงขยายไปถึงบริเวณแตกหักอีกครั้ง ลำแสงโชติช่วงพลันเปลี่ยนเป็นยิ่งส่องสว่างจ้าตามากขึ้น และก็ยิ่งหลอมรวมเป็นรูปธรรมมากขึ้นเช่นกัน

แสงสว่างอันไร้รูปร่างไร้แก่นสาร ราวกับเปลี่ยนเป็นสิ่งของที่มีรูปร่างในชั่วขณะนี้เอง ด้วยความเร็วที่เชื่องช้าแต่กลับมั่นคง ไม่พึ่งพิงอยู่บนเสาหินอีกต่อไป แต่ขยายยื่นต่อเนื่องไปในอากาศ

ริ้วแสงที่แฝงไปด้วยความลี้ลับมหัศจรรย์อันไร้ที่สิ้นสุด คล้ายกับพันรอบเสาหินที่สมบูรณ์ เวียนวนร้อยเข้าด้วยกันต่อเนื่อง อยู่ในอากาศเช่นนี้ต่อไป

ยิ่งริ้วแสงเคลื่อนที่ไหลเวียนพันรอบไปบนเสาหินอันไร้รูปร่างที่ไม่มีอยู่จริง มันก็ยิ่งดูสมบูรณ์มากขึ้น พลังชีวิตที่ล้นทะลักอยู่ภายใน ก็ยิ่งทรงพลังมหาศาลมากเท่านั้นเช่นกัน สั่นสะเทือนความว่างเปล่าโดยรอบไม่หยุดยั้ง

ท่วงทำนองพลังอันลี้ลับลึกซึ้ง มาจากภายในเสาหินที่แตกหักไปแต่ไหนแต่ไรแล้วเสานั้น เริ่มค่อยๆ มีแนวโน้มจะสมบูรณ์ขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้ผู้คนยากจะคาดเดา อีกทั้งความคิดกลับไหววูบอีกด้วย

สีหน้าท่าทางเยี่ยนจ้าวเกอใจจดใจจ่อ กลับจะหลับตาเสียด้วยซ้ำไป

ในสมองของชายหนุ่มค่อยๆ ผุดการมีอยู่ของสิ่งที่ฝังซ่อนอยู่ส่วนลึกในความทรงจำนั่นขึ้นมาใหม่อีกครั้ง วังเทพสูงตระหง่าน ตั้งอยู่เหนือสวรรค์ชั้นเก้า

เสาหินที่ฝังอยู่ในทะเลทราย เริ่มสั่นคลอนขึ้นมาฉับพลัน

ลวดลายวิญญาณทุกสาย ยื่นขยายออกไปไกล ตามการสั่นสะเทือนของเสาหิน โดยที่มีเสาหินเป็นศูนย์กลาง แยกเขี้ยวยิงฟัน แผ่พลังออกมาอย่างบ้าระห่ำ

เนินทรายใกล้ๆ โดยรอบ ต่างก็เริ่มผันแปรขึ้นๆ ลงๆ อย่างดุเดือด ทะเลทรายคล้ายกับกลายเป็นมหาสมุทรในชั่วขณะนี้ ลมโหมพัดบ้าคลั่งทำลายล้างตามอำเภอใจ กระแสคลื่นกระหน่ำเป็นระลอกๆ

อาหู่กับเฟิงอวิ๋นเซิงอยู่ข้างๆ ต่างก็มองดูภาพฉากนี้ด้วยสีหน้าท่าทางหนักแน่นจริงจัง พยายามหยัดยืนร่างกายของตนไว้

ส่วนสีหน้าท่าทางของเยี่ยนจ้าวเกอยังคงเหมือนเช่นเคย หลังจากนั้นครู่ใหญ่ จึงพ่นลมหายใจยาวๆ ออกมาคำหนึ่ง แล้วหยุดกรอกปราณจิตราของตนเข้าสู่เสาหิน

จนในที่สุดทะเลทรายที่ผันผวนกระเพื่อม ก็กลับคืนสู่สภาพเดิมใหม่อีกครั้ง ทว่าบนพื้นดิน ดูเหมือนว่าริ้วแสงหลากสายที่ประหนึ่งกับรอยแยกของร่องน้ำตามภูเขาก็ไม่ปาน ยังคงขยายยื่นไปทั่วสารทิศ

ริ้วแสงบนเสาหินส่องสว่างขึ้น ลายริ้วลำแสงที่ควบแน่นอยู่กลางอากาศเหล่านั้น คล้ายกับฟื้นฟูเอาเสาหินที่แตกหักให้กลับมาสมบูรณ์ใหม่อีกครั้ง และยังเกาะกลุ่มอยู่กลางอากาศอีกด้วย ไม่ได้มลายหายไปแต่อย่างใด

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูเสาหินค่อยๆ ปรากฏจิตวิญญาณ พลางใคร่ครวญในใจ ‘ผนึกเข้ากับภูมิประเทศของมหาทะเลทรายแดนตะวันตกอย่างที่คาด’

‘จะดึงเสาหินออกนำกลับไป ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เกรงว่าคงต้องหลอมที่พื้นที่เดิมขั้นแรกก่อนถึงจะได้’

อาหู่คุ้มกันอยู่ข้างๆ พลันไหววูบในใจ หันศีรษะมองกลับไป ก็พบว่าผู้อาวุโสกับจอมยุทธ์ใต้บัญชาสองสามคนย้อนกลับมาแล้ว เหมือนกับว่ามีเรื่องจะรายงานเยี่ยนจ้าวเกอ
บทที่ 219
อาหู่เห็นผู้อาวุโสหลี่ย้อนกลับมา อดไม่ได้ที่จะถามว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือขอรับ”

สีหน้าท่าทางของผู้อาวุโสหลี่หนักแน่นอยู่บ้าง “ดูเหมือนว่าสภาพอากาศจะเกิดความเปลี่ยนแปลง เป็นไปได้ว่าจะเกิดการปะทุของมังกรทมิฬพิฆาตขึ้นในช่วงเวลาอันใกล้นี้”

อาหู่ได้ยินเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะยกมุมปากทั้งสองขึ้น

ก่อนจะเข้ามาในทะเลทรายชายขอบฝั่งตะวันออกครานี้ เขารีบอัดความรู้บางส่วนของมหาทะเลทรายแดนตะวันตกให้กับเยี่ยนจ้าวเกอครั้งหนึ่งด้วยเช่นกัน จึงได้ยินชื่อเสียงของมังกรทมิฬพิฆาตมาก่อน

สิ่งที่เรียกว่ามังกรทมิฬพิฆาต ก็คือพายุนิมิตทมิฬที่ก่อตัวในรัศมีเขตพื้นที่เล็กๆ เฉพาะจุด พลันแก่กล้าขึ้นในเวลาอันสั้น จนกลายเป็นพายุที่น่าพรั่นพรึงยิ่งกว่ายามปกติ

โดยทั่วไปแล้ว มังกรทมิฬพิฆาตจะมาอย่างฉับไวและไปอย่างฉับไวเช่นกัน แต่พลังทำลายล้างน่าตื่นตะลึงอย่างยิ่งยวด

อาหู่เลียนท่าทางของเยี่ยนจ้าวกอ ลูบคางของตนเอง “เขตค่ายกลที่พวกเรามีอยู่ตอนนี้ ต้านทานไม่อยู่หรือขอรับ”

ผู้อาวุโสหลี่พยักหน้า “ยากยิ่ง ดูจากสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ธรรมชาติ มังกรทมิฬพิฆาตระลอกนี้น่าจะรุนแรงยิ่งนัก วิธีที่มีอยู่ตอนนี้ไม่ง่ายนักที่จะต้านทาน”

ชายร่างใหญ่พลันเป่าปาก “ข้าจะไปขอคำชี้แนะจากคุณชายสักเดี๋ยว”

เยี่ยนจ้าวเกอฟังรายงานของอาหู่แล้ว หลังจากใคร่ครวญครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า “ไม่เป็นไร ให้ทุกคนเขยิบเข้ามา เข้าใกล้ทางเสาหินนี้เสีย หากมีมังกรทมิฬพิฆาตมาจู่โจมจริงๆ ก็ส่งต่อให้ข้าจัดการ”

“ตอนนี้ข้ากำลังคิดหาวิธีหลอมเสาหินต้นนี้ในขั้นแรกอยู่ หากถอนตัวถอยออกไปตอนนี้ ไม่เพียงแต่จะเสียความพยายามที่ทุ่มเทไปก่อนหน้าไปเปล่าๆ ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลตรงกันข้าม ทำให้เสาหินถูกทะเลทรายดูดกลับเข้าไปยังก้นบึ้งปฐพี ฝังกลบอยู่ในทะเลทรายโดยสิ้นเชิง ถึงเวลานั้นคิดจะนำมันออกมาอีกครั้งก็ยากนักแล้ว”

อาหู่ได้ฟังแล้ว ก็ผงกศีรษะ “ข้าเข้าใจแล้ว จะไปกำชับกับพวกประเดี๋ยวนี้ขอรับ”

ร่างสูงใหญ่หันกายเดินออกไป กลับมาถึงเบื้องหน้าผู้อาวุโสหลี่ เล่าการตัดสินใจที่จะยังไม่ออกไปจากที่นี่ในตอนนี้ของเยี่ยนจ้าวเกอต่อ

ผู้อาวุโสหลี่มองเยี่ยนจ้าวเกอแวบหนึ่งด้วยความกังวลอยู่บ้าง ในที่สุดก็ผงกศีรษะ “เอาเถิด ข้าจะไปแจ้งคนอื่นๆ เดี๋ยวนี้”

ฝูงชนที่กระจายไปตามรอบนอก เข้ามารวมตัวใกล้กับบริเวณที่เสาหินตั้งอยู่ใหม่อีกครั้ง ทว่าภายใต้คำบัญชาของผู้อาวุโสหลี่ ฝูงชนยังคงไม่เข้าไปใกล้เสาหินและเยี่ยนจ้าวเกอ

ทุกคนล้วนยืนหันหน้าออกไปด้านนอก คอยระแวดระวังภัยอยู่ ทว่าเสาหินที่เปล่งแสงสว่างอันลี้ลับวับวาบ อีกทั้งปราณจิตราผันแปรอย่างรุนแรงด้านหลัง ก็ยังดึงความสนใจของทุกๆ คนอยู่ดี

แม้ว่าจะไม่ชัดแจ้งว่าเพราะเหตุใด แต่เพียงแค่มองดูริ้วแสงเสาหินนั่น ก็รู้สึกเหมือนกับมีความลี้ลับมหัศจรรย์ไร้ที่สิ้นสุดอยู่ภายใน

ซึ่งเยี่ยนจ้าวเกอที่ยืนอยู่ด้านล่างของเสาหิน ยิ่งทำให้ฝูงชนเกิดความรู้สึกที่ว่าชายหนุ่มผู้นี้ ราวกับค่อยๆ รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเสาหินออกมา

เหยาซานตัวจริง หรือ ‘ผู้อาวุโสหลี่’ ในตอนนี้ หันศีรษะกลับไปมองเยี่ยนจ้าวเกอกับเสาหินวูบหนึ่งด้วยหน้าตาราวกับไม่ได้เจตนา กระซิบกระซาบกับตนเองอยู่ภายในใจ ‘มีหนทางบางอย่างดังคาด ไม่ใช่พวกที่มีดีแต่ชื่อเสียง หากแต่มีฝีมือไม่’

จอมยุทธ์ที่สวมรอยเป็นรูปลักษณ์เหยาซาน ก็อยู่ข้างกายเขา ใช้ปราณจิตราส่งกระแสจิตเอ่ยถามว่า ‘ไม่ใช่ว่าเขาเพียงแค่มาสำรวจซากวัตถุเท่านั้นหรอกหรือ’

‘ตอนแรกยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ระดับสุดยอดของเขากว่างเฉิงมาที่นี่ ก็ไม่อาจดึงเสาหินขึ้นมาได้เช่นกันนี่’

‘ผู้อาวุโสหลี่’ กล่าวด้วยความลังเล ‘ดูท่าทีเขาแล้วมีความปรารถนานี้จริงๆ เพียงแต่เขาจะสมปรารถนาได้หรือไม่ นั่นก็เป็นอีกเรื่องแล้ว’

‘เหยาซาน’ กลั้วหัวเราะแผ่วเบา ‘ต่อให้เขามีวิธีจริง มังกรทมิฬพิฆาตใกล้จะมาถึงแล้ว เหลือเวลาให้เขาไม่มากนัก’

ฝ่าย ‘ผู้อาวุโสหลี่’ หรี่ตาลง ประกายตาลึกล้ำและเงียบสงัด ‘ซากวัตถุนี้ สายสำนักเขากว่างเฉิงให้ความสำคัญอยู่พอควร ถึงผู้ที่ร่วมเดินทางเข้ามากับเยี่ยนจ้าวเกอจะเป็นเพียงแค่ผู้อาวุโสปฏิบัติกิจเช่นผู้อาวุโสหลี่นี้ แต่ก็อยู่รอบนอก เป็นไปได้อย่างมากว่าจะมียอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์เตรียมป้องกัน ตั้งเขตปลอดภัยไว้’

‘ฉะนั้นยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์สำนัก ก็ไม่อาจเข้าใกล้ได้ ทำได้เพียงแค่เคลื่อนไหวอยู่บริเวณไกลๆ คิดหาวิธีที่จะทำให้มังกรทมิฬพิฆาตผ่านไป ถึงเวลาลงมือก็ยังทำได้เพียงพึ่งพวกเราเท่านั้นอยู่ดี’

สหายของเขาได้ยินดังนั้น จึงผงกศีรษะเบาๆ ‘เมื่อมังกรทมิฬพิฆาตจู่โจม เหตุการณ์ต้องยุ่งเหยิงวุ่นวายเป็นแน่ หวังว่าถึงเวลานั้นเจ้าจะมีโอกาสลงมือได้’

‘ผู้อาวุโสหลี่’ เอ่ย ‘มังกรทมิฬพิฆาต นอกจากจะสร้างความยุ่งเหยิงแล้ว ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือพยายามให้เขาใช้พลังของเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนั้นให้หมดไป ไม่เช่นนั้นต่อให้ลงมือ ก็ยากจะสำเร็จเช่นกัน’

‘นอกจากนั้น บ่าวรับใช้ที่ไม่ออกห่างอยู่ตลอดเวลาของเขาผู้นั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นปรมาจารย์ขั้นเคียงนภา จำเป็นต้องดึงความสนใจเขาออกมาด้วยเช่นกัน ถึงจะลงมือได้สะดวก’

เขาสูดหายใจเข้าลึกคำหนึ่ง ‘ถึงเวลา เรื่องนี้ก็ต้องส่งต่อให้เจ้าแล้ว ไม่ต้องฝืนมากนัก ดึงมันออกไปได้ก็สำเร็จ’

‘เหยาซาน’ ผงกศีรษะ ‘วางใจได้ ข้าเข้าใจ’

ในลูกตาดำทั้งสองของ ‘ผู้อาวุโสหลี่’ เปล่งประกายแสงเย็นวาบ ‘จ่านตงเก๋อ ในอดีตเจ้าทำลายการสืบทอดเขานิมิตทมิฬของข้า ผลกรรมก็ตกไปอยู่ที่ศิษย์รุ่นลูกรุ่นหลานของเจ้า! สำนักข้ายังไม่ดับสูญ ก็จะไม่หยุดจองเวรกับเขากว่างเฉิงของเจ้า จนกว่าชีวิตของข้าจะหาไม่!’

ทายาทที่เหลืออยู่ของเขานิมิตทมิฬทั้งสอง ต่างก็แสดงใบหน้าระคนพินอบพิเทา แท้จริงแล้วมองดูเยี่ยนจ้าวเกอกับเสาหินนั้นอย่างบึ้งตึงและเย็นยะเยือก

เยี่ยนจ้าวเกอยืนอยู่ด้านล่างเสาหิน ยื่นมือออกไป กดไปบนพื้นผิวเสาหินใหม่อีกหน

บนหลังมือเขามีริ้วแสงมากมายปรากฏขึ้นฉับพลัน เหมือนเช่นลวดลายบนผิวเสาหินไม่มีผิด

ริ้วแสงบนผิวเสาหิน ก็ประหนึ่งกระแสน้ำไหลอย่างไรอย่างนั้น รินไหลมาถึงหลังมือเยี่ยนจ้าวเกอ ตามทิศทางเสาหิน อีกทั้งยื่นขยายไปยังข้อมือและแขนตลอดเวลา

ในสมองเยี่ยนจ้าวเกอมีลำแสงมหาศาลผุดขึ้น ภาพแต่ละภาพปรากฏวาบผ่านไปในสมอง

ในช่วงเวลาที่กำลังใจลอย เหมือนกับมีฝ่ามือขนาดยักษ์ข้างหนึ่งตกลงมาจากท้องฟ้า ตบโจมตีไปบนวังเทพ!

พอเห็นถึงภาพฉากนี้ เยี่ยนจ้าวเกอตื่นขึ้นฉับพลัน ฟื้นคืนสติกลับมา

ส่วนเสาหินขนาดใหญ่มหึมาที่เสียบอยู่ในทะเลทรายต้นนั้น มันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นขึ้นมาอีกครั้ง ประหนึ่งแผ่นไหวภูเขาคลอนก็ไม่ปาน ระลอกคลื่นที่เหมือนกับสายน้ำ แผ่กระจายออกไปบนพื้นทรายโดยรอบตลอดเวลา

ทะเลทรายสุดลูกหูลูกตา เปลี่ยนเป็นเหมือนเช่นพื้นผิวสมุทร ขึ้นๆ ลงๆ อีกครั้ง

อาหู่ เฟิงอวิ๋นเซิง และพ่านพ่านที่อยู่ข้างๆ ถึงขั้นที่เหล่าพวก ‘ผู้อาวุโสหลี่’ ที่อยู่รอบนอก ร่างกายล้วนโคลงเคลงไปตามพื้นดินใต้ฝ่าเท้า

แต่ในที่สุดพื้นดินที่สั่นไหว ก็กลับคืนสู่ความสงบเงียบอีกครั้ง

เสาหินนั้นยังคงตั้งสูงตระหง่านอยู่ที่เดิม ราวกับกลายเป็นหนึ่งเดียวกับทะเลทรายโดยสิ้นเชิง

ในแววตา ‘ผู้อาวุโสหลี่’ และ ‘เหยาซาน’ ล้วนทอประกายแววตาเยาะหยันและได้ใจซึ่งยากจะสังเกตเห็น

สายตาของพวกเขาจ้องมองบริเวณไกลออกไป “มาแล้ว!”

แม้ว่าพื้นดินที่สั่นสะเทือนจะสงบนิ่งแล้ว กระนั้นพายุที่อยู่ในอากาศ ยิ่งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

ท้องฟ้าเบื้องหน้าเปลี่ยนเป็นสีดำทั้งผืนโดยสิ้นเชิงแล้ว ลมงวงสีดำน่าหวาดผวาประดุจมังกรทมิฬมากมายเติมเต็มฟ้าดิน เคลื่อนที่ไปตามแนวขวางตามอำเภอใจ

พายุหมุนสีดำที่ส่งเสียงคำรามกึกก้อง จู่โจมมาทางกลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอด้านนี้อย่างมืดฟ้ามัวดิน

เยี่ยนจ้าวเกอหันศีรษะมองกลับไป จ้องดูพายุนิมิตทมิฬที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างฉับพลันอยู่เงียบๆ

บรรดาผู้คนของสำนักเขากว่างเฉิงตั้งเขตค่ายกลควบคุมหลายรูปแบบไว้โดยรอบ ทว่าเผชิญการบุกรุกของพายุในขณะนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน

มังกรทมิฬพิฆาตที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด ได้อยู่เหนือการป้องกันขั้นสุดของเขตค่ายกลแล้ว

บรรดาผู้คนของสำนักเขากว่างเฉิงที่เดินทางอยู่ในทะเลทรายบ่อยๆ ตระเตรียมรับมือกับมังกรทมิฬพิฆาตที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดด้วยเช่นกัน จึงสำแดงเขตค่ายกลอย่างมีเสถียรภาพออกมา

ทว่าค่ายกลนี้คงอยู่ไว้ได้เป็นระยะเวลาค่อนข้างสั้นเท่านั้น จนในที่สุดเขตค่ายกลก็ยังเริ่มแตกออกย่อยยับอยู่ดี!

ทุกๆ คนล้วนมองไปทางเยี่ยนจ้าวเกอ

ตรงนั้น เสาหินยังคงตั้งอยู่บนพื้นทราย

สีหน้าท่าทางเยี่ยนจ้าวเกอสงบนิ่ง “เข้ามาใกล้ๆ ข้าตรงนี้”

ทุกคนเข้าไปใกล้ๆ ยังเสาหินและเยี่ยนจ้าวเกอพร้อมกัน

พายุอันน่าพรั่นพรึงตีฝ่าเขตค่ายกล ไล่หลังกายพวกเขา ลมจิตราสีดำทั่วท้องฟ้าพลิกม้วนอย่างบ้าคลั่ง!

‘ผู้อาวุโสหลี่’ กับ ‘ซานเหยา’ คล้อยเปลือกตาลง แสงเย็นที่ปิดดวงตาทั้งสองไว้ พุ่งเข้าหาเยี่ยนจ้าวเกอไปพร้อมๆ กับทุกคน!
บทที่ 220
ทุกคนขยับเข้ามาใกล้เยี่ยนจ้าวเกอกับเสาหินพร้อมกัน ผิวเสาหินต้นนั้นส่องประกายแสงโชติช่วงอย่างช้าๆ

ริ้วแสงลวงตาที่ควบแน่นอยู่ในอากาศไม่สลายไป คล้ายกับประกอบขึ้นใหม่เป็นส่วนหนึ่งที่แตกหักขาดหายไปของเสาหิน

เยี่ยนจ้าวเกอยืนอยู่ด้านล่างของเสาหิน มือข้างหนึ่งกดอยู่บนผิวเสาหิน มืออีกข้างหนึ่งยื่นนิ้วชี้ออกไป ดีดบนจุดตันเถียนของตนเบาๆ

สายตาของเขาจดจ้องพายุสีดำที่จู่โจมเข้ามาตีฝ่าเขตค่ายกลเบื้องหน้าโดยไม่ละสายตา

จุดสนใจของ ‘ผู้อาวุโสหลี่’ กับ ‘เหยาซาน’ อยู่บนร่างเยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่ นอกจากนี้ยังมีพ่านพ่านที่เวลานี้ย่อส่วนมาอยู่ข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว

ชายหนุ่มมองพายุที่พลิกม้วนพัดมาทางตน ไม่หยุดกะพริบตา พลางคิดคำนวณอยู่ภายในใจ

ภายในจุดตันเถียนของเยี่ยนจ้าวเกอ ปราณสะอาดกระจายออก กลุ่มธาตุปราณบริสุทธิ์ปลุกปั่นสาดซัดอยู่ตลอดเวลา

ระหว่างที่ปราณจิตราเที่ยวเตร่ พลันแฝงไปด้วยฉันทลักษณ์ที่ทั้งมหัศจรรย์ทั้ งเป็นเอกลักษณ์ ทั้งห่างไกลจากปัจจุบัน อีกทั้งทรงพลังอีกด้วย

คนอื่นไม่อาจรับรู้และสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของมัน หรือต่อให้รู้สึกได้ ก็ไม่มีทางหยั่งรู้ ไม่มีทางมองออกเช่นกัน

ฝ่ามือที่เยี่ยนจ้าวเกอกดไว้บนผิวเสาหิน ปราณจิตราที่กรอกเข้าไปในเสาหินเรียบ แต่ทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ริ้วแสงบนผิวเสาหินยิ่งทวีความจ้าตา

ทุกคนพรวดพราดไปยังข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอ ต่างก็มองเขาด้วยความประหม่าทั้งสิ้น

ครั้นหันกายมองไป พายุนิมิตทมิฬอันน่าพรั่นพรึง ขณะนี้ดูเหมือนมังกรที่เหินฟ้ามุดดำลงดินมากมาย

ทะเลทรายบริเวณที่พายุพัดผ่านไป ล้วนถูกไถคราดออกเป็นร่องต่อเนื่อง เนินทรายเป็นเนินๆ ขึ้นลงมากมายถูกถากจนเรียบ พายุทรายจำนวนมากพลิกม้วนทั่วท้องฟ้า

จากสายตาของเยี่ยนจ้าวเกอที่มองไป ถึงขั้นเห็นได้ว่าเม็ดทรายเล็กๆ นั้น หลังจากถูกม้วนพัดเข้าไปอยู่ในพายุแล้ว แตกออกเป็นชิ้นเล็กน้อยกลายเป็นละอองฝุ่นที่ยิ่งทวีความเล็กเข้าไปอีกขั้น!

บริเวณที่พายุหมุนพัดผ่านไป ทรายไหลที่กลบเสาหินไว้ กลับยังคงมั่นคงดั่งภูเขาไท่ซาน เนื่องด้วยความสัมพันธ์ที่เชื่อมกันระหว่างเสาหินกับทะเลทราย

ทว่าผู้คนที่ยืนอยู่บนทะเลทราย กลับประหนึ่งลิขิตไว้ว่ายากที่จะโชคดีรอดพ้น จะต้องถูกพายุหมุนอันบ้าคลั่งฉีกร่างเป็นชิ้นๆ!

นัยน์ตาเห็นว่าพายุได้เข้าใกล้ยังเบื้องหน้าแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอกลับยังคงไม่เคลื่อนไหวอะไร จนพวกเขาล้วนเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้นมา

ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้ก่อความวุ่นวาย ทว่าท่ามกลางสายตาของทุกคนล้วนปกปิดความร้อนใจไว้ไม่อยู่

เพราะการตัดสินใจของเยี่ยนจ้าวเกอก่อนหน้านี้ ทุกคนจึงไม่ได้ถอยออกไปหลบมังกรทมิฬพิฆาตในทันที

บัดนี้มังกรทมิฬพิฆาตเข้าจู่โจม หากชายหนุ่มไม่มีวิธีจัดการละก็ นอกจากตนเองแล้ว ทุกคนล้วนต้องถูกฝังจมลงไปที่นี่พร้อมกับคนตาย

กระนั้นคนอื่นกลับไม่ถึงขั้นที่จะนึกคิดไปว่าเยี่ยนจ้าวเกอมีความคิดจะทำร้ายพวกเขา เพราะว่าตัวชายหนุ่มเองก็ประสบภัยอันตรายเฉกเช่นเดียวกัน

แต่ยามนี้ดวงตาเห็นว่าพายุมาถึงตัว กลับไม่มีมาตรการตอบโต้ ยากจะเลี่ยงความสิ้นหวังอย่างมากไปได้

‘ผู้อาวุโสหลี่’ และ ‘เหยาซาน’ สบตากันแวบหนึ่ง “เขาไม่อนุญาตให้ขับเคลื่อนพลังของเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์นั่นหรือ? ตัดใจไม่ลงหรือไม่อาจขับเคลื่อนได้เลย? ไม่มีเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ แล้วความมั่นใจที่เขาจะยืนกรานไม่ถอยออกไปอยู่ที่ใด?”

“ถ้าหากจริงๆ แล้วเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์นั่นของเขาไม่อาจขับเคลื่อนได้ พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องสร้างมังกรทมิฬพิฆาตแล้ว!” เหยาซานตัวปลอมขุ่นเคืองอยู่บ้าง “บัดนี้มังกรทมิฬพิฆาตจู่โจมมา ลากพวกเราเข้ามาชดใช้เองด้วยแล้ว!”

แววตา ‘ผู้อาวุโสหลี่’ มืดครึ้ม “ถึงจะไม่สมัครใจอยู่บ้าง แต่ถ้าหากเป็นเช่นนี้จริงๆ นั่นก็เป็นชะตาชีวิตเช่นกัน ฝังส่งบุคคลอันดับหนึ่งในรุ่นเยาว์ของสำนักเขากว่างเฉิง ยอดอัจฉริยะอายุยี่สิบกว่าปีคนหนึ่ง ที่ใช้พลังฝึกปรือระดับปรมาจารย์ก็สามารถก่อกวนสถานการณ์ใต้หล้าได้คนหนึ่ง พวกเราไม่เสียเปรียบ!”

เขาเปล่งเสียงฮึดฮัด “ต้องเพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้น บางทีเขาอาจจะมีนิสัยเห็นแก่ตัว มีวิธีการที่ปกป้องเพียงแต่ตัวเขาเอง ก็เลยไม่เกรงกลัว”

“หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ พวกเราต้องคว้าโอกาสสุดท้ายไว้ ส่งเขาไปลงนรกไปเสีย!”

ในช่วงเวลาชั่วเสี้ยวขณะนี้เอง พายุอันน่าพรั่นพรึงได้มาถึงเบื้องหน้าฝูงชนแล้ว!

สองสามคนที่ยืนอยู่รอบนอกที่สุด ปักหลักได้ไม่มั่นคงนัก ร่างกายไม่อาจยืนอยู่บนพื้นได้ กำลังจะถูกม้วนพัดขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยตรง!

เห็นดังนั้น ทุกคนล้วนสีหน้าถอดสี!

เงามืดแห่งความตายปกคลุมทุกคน อันตรายเข้ามาใกล้แค่คืบ!

ในเวลานี้เอง เยี่ยนจ้าวเกอกดมือทั้งสองลงไปบนเสาหิน!

เสาหินที่ทอริ้วแสงระยิบระยับ สั่นไหวอย่างรุนแรง ลำแสงจำนวนมากพุ่งออกไปทั่วสารทิศ!

แสงสว่างโชติช่วงประหนึ่งผ้าไหมทอแสงระยิบระยับ คล้ายกับโซ่ตรวนหลากเส้น เหยียดขยายเข้าไปในพายุทำลายล้าง ราวกับสายฟ้าแลบตามอำเภอใจ

มีช่วงเวลาชั่วเสี้ยววินาทีหนึ่ง ที่มิติเวลาคล้ายกับแข็งตัว

พายุสีดำอันน่าพรั่นพรึง ดูเหมือนว่าอืดอาดอยู่กลางท้องฟ้า ประหนึ่งภาพหยุดนิ่งอย่างไรอย่างนั้น เห็นเพียงลำแสงสว่างไสวหลากสีแผ่ขยายอย่างรวดเร็วภายในพายุ คลุกเคล้าเข้ากับพายุ

ชั่วขณะถัดมา ดูเหมือนว่าหยุดนิ่งไปเป็นเวลาชั่วเสี้ยวขณะแล้ว เคลื่อนไหวขึ้นใหม่อีกครั้ง พายุรุนแรงยังคงกระโจนเข้าหาฝูงชนอยู่ดี

ถึงกระนั้นขณะนี้ บนผืนทรายใต้ฝ่าเท้าฝูงชน ก็ปรากฏอักขระวิญญาณหนาใหญ่หลากสายขึ้นใหม่อีกครั้ง แผ่คลุมไปทั่วทะเลทรายที่อยู่ใกล้เคียง

รัศมีแสงหลายสายพุ่งขึ้นสู่ท้อง ปกคลุมเยี่ยนจ้าวเกอกับผู้คนโดยรอบเอาไว้ด้วยกัน ตัดขาดพายุเอาไว้ภายนอกอีกครั้ง

ทุกคนที่อยู่ในอารามตื่นตระหนกเห็นว่าแสงสว่างไสวทุกสายที่กระจายส่งออกไปจากเหนือเสาหิน ยังคงก่อกวนอยู่กับพายุ กวัดแกว่งอย่างบ้าคลั่งอยู่ในอากาศ ตามลมจิตราอันหนาวเย็น

เยี่ยนจ้าวเกอสูดลมหายใจแล้วส่งเสียงออกมา “แข็งตัว!”

เสาหินที่เปล่งแสงสีสันทั่วทุกส่วน บัดนี้บริเวณรอยแตกแหว่งหายไป ปรากฏรัศมีแสงวาบ เกิดลำแสงยื่นขยายออกมาไม่หยุด เติมเต็มบริเวณตรงกลางริ้วแสงอันว่างเปล่านั้น

เสาหินที่คล้ายกับแตกออก ปรากฏอีกท่อนออกมาใหม่อีกครั้ง กำลังฟื้นสภาพสู่รูปแบบเดิม!

ทุกๆ คน รวมถึง ‘ผู้อาวุโสหลี่’ และ ‘เหยาซาน’ มองดูภาพฉากนี้ ล้วนอ้าปากตาค้าง “หรือว่าเขาจะสามารถดึงเอาเสาหินนี้ออกไปจากภายในทะเลทรายได้? ยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ระดับสุดยอดยังทำไม่ได้เลยนี่!”

ในตอนที่เสาหินที่แตกหักหยุดขยายลง ภายใต้แสงสว่างไสวปกคลุม หลังจากเค้าโครงรูปลักษณ์ภายนอกดูๆ ไปแล้วท่วงทำนองมีแนวโน้มจะสมบูรณ์ เยี่ยนจ้าวเกอก็ตะโกนเสียงต่ำอีกหน

“ขึ้น!”

ท่ามกลางเสียงตะโกนทุ้มต่ำของเยี่ยนจ้าวเกอ แสงสว่างไสวหลากสายที่ยื่นขยายออกไปจากบนเสาหิน พลันยืดตรงในทันใด!

พายุสีดำที่เดิมทีนำมาซึ่งการคุกคามถึงแก่ชีวิตแก่ผู้คน เวลานี้ดูเหมือนเทพอสูรเป็นร้อยเป็นพัน ใช้มือคว้าจับโซ่ตรวนแสงไสวเหล่านี้ไว้ด้วยกัน

ทะเลทรายเบื้องล่างเสาหินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นโครมคราม ดุเดือดอย่างไม่เคยมีมาก่อน!

ฟ้าดินโดยรอบ คล้ายกับแกว่งไกวไปพร้อมกันอยู่ในขณะนี้

จากนั้นเสาหินที่เหมือนกับจะหล่อหลอมเข้ากับทะเลทรายทั้งหมดก็เปล่งแสงสว่างไสวเจิดจ้า ถอนออกจากพื้นทรายขึ้นมา ท่ามกลางสายตาจดจ้องของทุกคนที่กำลังอ้าปากตาค้าง!

เสาหินขนาดมหึมาทะยานขึ้นจากในทะเลทรายทีละนิด หลุดพ้นจากการจองจำ!

ทะเลทรายใต้ฝ่าเท้าทุกคนสั่นไหวตลอดเวลา แสงสว่างไสวที่ปกป้องพวกเขา กำลังอ่อนกำลังลงอย่างต่อเนื่อง

ทว่าพายุเหนือศีรษะที่ทำลายล้างตามอำเภอใจนั้น ขณะนี้กลับไม่มีเวลาจะสร้างอันตรายต่อฝูงชน แต่ตกอยู่ในระหว่างการประมือกับเสาหิน

ถึงแม้ว่าจะไม่ชัดเจนในรายละเอียด ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเยี่ยนจ้าวเกอทำได้อย่างไร กระนั้นฝูงชนต่างก็ค่อยๆ ตื่นตัวกลับมา “เขาอาศัยพลังภัยธรรมชาติของทะเลทรายชายขอบฝั่งตะวันออก สะท้อนกลับไปยังการหลอมรวมจองจำของมหาทะเลทรายแดนตะวันตกที่มีต่อเสาหินต้นนั้น…”

เวลานรี้ทุกๆ คนไม่อาจระงับการชื่นชมภายในใจลงได้ ‘พลังฝึกปรือในระดับปรมาจารย์ กลับสามารถอาศัยพลังธรรมชาติสะท้อนกลับได้ นี่ช่างน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว น่ากลัวเสียจริง! เขาทำถึงขั้นนี้ได้อย่างไรกัน?’

หลังจาก ‘ผู้อาวุโสหลี่’ และ ‘เหยาซาน’ หลุดออกจากภวังค์แล้ว พวกเขาก็มองหน้าสบตากันและกัน “นี่เขา…อาศัยมังกรทมิฬพิฆาตที่พวกเราสร้างขึ้นหรือนี่?”

หากไม่ใช่มังกรทมิฬพิฆาตถาโถม ทำให้พายุในเขตส่วนพื้นที้ใกล้เคียงทวีความแข็งแกร่งอย่างฉับพลัน เยี่ยนจ้าวเกอคิดจะถอนเสาหินด้วยพายุนิมิตทมิฬแถบนี้ขึ้นมา เกรงว่าคงจะไม่ใช่เรื่องง่ายดายและสบายๆ เช่นนี้

พวก ‘ผู้อาวุโสหลี่’ ทั้งสองตระหนักได้ว่าฝ่ายตนกลับจะช่วยเยี่ยนจ้าวเกอเสียด้วยซ้ำไป สีหน้าจึงซีดเซียวอยู่บ้างชั่วขณะหนึ่ง ราวกับกลืนหนูตายเปล่าๆ ลงไปอย่างไรอย่างนั้น