211-215

บทที่ 211
ดูร่องรอยกาลเวลาที่ประทับไว้ สีหน้าท่าทางเยี่ยนจ้าวเกอห่อเหี่ยวอยู่บ้างอย่างหาได้ยาก

การทดสอบแห่งจันทราครั้งที่สี่ เยี่ยนจ้าวเกอและผู้อาวุโสระดับสูงของสำนักเขากว่างเฉิง ล้วนไม่ได้ให้เฟิงอวิ๋นเซิงเข้าร่วม

สองปีอันสูญเปล่าก่อนหน้านี้ ทำให้ในจุดเริ่มต้นเฟิงอวิ๋นเซิงนั้นล้าหลังกว่าหญิงสาวแห่งจันทราคนอื่นๆ นางจำเป็นต้องใช้เวลาไล่ตามให้ทัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องชดเชยความห่างชั้นระหว่างเมิ่งหว่านแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

ถึงแม้ว่าจะมีวิธีการหลากรูปแบบของเยี่ยนจ้าวเกอออกมา ทำให้นางรุดหน้าอย่างห้าวหาญรวดเร็ว ทว่าเดิมทีเมิ่งหว่านแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ใช่คนที่มักสร้างความยุ่งยาก ยึดกุมมงกุฎแห่งจันทราอย่างน้อยเป็นเวลาอีกสองปี

มงกุฎแห่งจันทรา มีส่วนเพิ่มผลกระทบมหาศาลต่อการฝึกฝนของหญิงสาวแห่งจันทราโดยไม่อาจมองข้ามไปได้

หากคิดอยากที่จะครองอันดับหนึ่งในการทดสอบแห่งจันทรา เฟิงอวิ๋นเซิงยังต้องอดกลั้น ต้องพยายาม และยิ่งต้องการเวลา

เข้าร่วมการทดสอบแห่งจันทรา เพื่อต้องการชนะให้ได้รับมงกุฎแห่งจันทรา

ได้อันดับหนึ่ง นั่นหมายถึงอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่อันดับหนึ่ง ล้วนไม่มีความหมาย

ถึงแม้ว่าจะโหดร้ายอย่างมาก ทว่านี่ก็เป็นความจริงของการทดสอบแห่งจันทรา

ผลการหารือของเยี่ยนจ้าวเกอและกลุ่มคนของฟู่เอินซู คือรอจนกระทั่งการทดสอบแห่งจันทราครั้งถัดไป จึงจะให้เฟิงอวิ๋นเซิงเข้าร่วม

ก่อนหน้านี้ มีเพียงการสงบจิตใจเพื่อจำศีลอดทนอดกลั้น

แท้จริงแล้ว ในการคาดการณ์ล่วงหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอ การทดสอบแห่งจันทราครั้งต่อไป ซึ่งก็เป็นการทดสอบแห่งจันทราครั้งที่ห้า ความหวังของเฟิงอวิ๋นเซิงยังคงไม่มากนัก มากกว่านั้นคือเพื่อสั่งสมประสบการณ์การประมือกับหญิงสาวแห่งจันทราคนอื่นๆ ขึ้นอีกขั้น

เคราะห์ดี ที่ก็ไม่ต้องรอคอยเป็นเวลานานจนเกินไปนัก เขากว่างเฉิงยังคอยท่าได้ เพียงแต่ว่าแรงกดดันก็ไม่น้อยเช่นเดียวกัน สถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างมากในชั่วเสี้ยววินาที

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอและเขากว่างเฉิงสนใจก็คือ หวงกวงเลี่ย จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ตะวันเยือนแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ อาจจะออกฌานได้ทุกเมื่อ

ถ้าหากหวงกวงเลี่ยออกจากฌาน พร้อมทั้งยังเลื่อนขึ้นอีกขั้นได้สำเร็จ เช่นนั้นแรงกดดันของสำนักเขากว่างเฉิงก็สูงอย่างยิ่งยวดแล้ว

อีกทั้งการปิดฉากการเปลี่ยนแปลงของทะเลสาบปิดนภา ไม่ได้หมายความว่าภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตและนพยมโลกจะคว่ำธงหยุดลั่นกลองรบเพียงเท่านี้

เพราะฉะนั้นยังนับว่ามีเวลาจำกัด ถึงกระนั้นก็ตาม จากการคิดคำนวณคร่าวๆ ของเยี่ยนจ้าวเกอ หากไม่เกิดเหตุไม่คาดฝันมากนัก รอจนกระทั่งการทดสอบแห่งจันทราครั้งที่หก ก็จะเป็นจังหวะโอกาสในการปลดปล่อยพลังของเฟิงอวิ๋นเซิง

ทว่าเหตุไม่คาดฝันครั้งใหญ่ กลับปรากฏขึ้นแล้วเสียอย่างนั้น

เหตุไม่คาดฝันไม่ได้อยู่ที่เฟิงอวิ๋นเซิงหรือเขากว่างเฉิง แต่อยู่ที่บุคคลอื่น

ในตอนแรกที่ประมือกับหลินโจว อีกฝ่ายเผยเบาะแสที่เขารู้เกี่ยวกับเฟิงอวิ๋นเซิงออกมา ทั้งยังล่วงรู้เรื่องที่เยี่ยนจ้าวเกอใช้ประโยชน์จากบ่อน้ำพุวิเศษเมฆหยินหยางของเขานิมิตเมฆ ช่วยเฟิงอวิ๋นเซิงฟื้นคืนจันทรากายอีก

สำหรับเรื่องเบาะแสของหลินโจว เยี่ยนจ้าวเกอมีแผนอยู่ในใจคร่าวๆ เขาแปลกใจมาโดยตลอดว่าหลินโจวล่วงรู้เรื่องเกี่ยวกับเฟิงอวิ๋นเซิงได้อย่างไร

ตามการคิดคำนวณของเยี่ยนจ้าวเกอ หากไม่มีตนเองเข้าไปยุ่ง เกินกว่าครึ่งเฟิงอวิ๋นเซิงคงจะไม่กราบเข้าเป็นศิษย์สำนักเขากว่างเฉิงแน่นอน ถ้าหากหลบหนีการไล่สังหารของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ไปได้ เกินกว่าครึ่งจะต้องกราบเป็นศิษย์ภายใต้เมืองทะเลมรกตแน่

ก่อนหน้านี้ฐานะเดิมนางคือศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ และยังเป็นหญิงสาวแห่งจันทราอีกด้วย กระนั้นเรื่องที่ทิ้งการฝึกฝนจันทรากายไปนานเป็นที่รู้กันถ้วนทั่ว เยี่ยนจ้าวเกอยังเข้าใจได้

แต่หลินโจวรู้ได้อย่างไรเล่า ว่าเยี่ยนจ้าวเกอใช้ศาสตร์วิชาหยินหยางส่งเสริมกัน ช่วยเฟิงอวิ๋นเซิงฟื้นฟูจันทรากาย?

เมืองทะเลมรกตมีศาสตร์ที่คล้ายกันอย่างนั้นหรือ?

หรือว่าหลินโจวเองครุ่นคิดวิธีการเช่นนี้ออกมาด้วย?

หากเป็นอย่างหลังละก็ จริงๆ แล้วเยี่ยนจ้าวเกอไม่กังวลแต่อย่างใด เรื่องที่กังวลคือ มีผู้อื่นศึกษาทดลองวิธีนี้ออกมา แล้วหลินโจวล่วงรู้เข้า

หลินโจวรู้ดีว่าไม่สำคัญ กำลังในการแข่งขันของหญิงสาวแห่งจันทราตำหนักอัสนีสวรรค์ไม่ได้สูงแต่อย่างใด จุดสำคัญอยู่ที่ในยุคนั้น เจ้าของเดิมของวิธีนี้คือผู้ใด

เมืองทะเลมรกตนั้นช่างเถิด ทว่าที่เยี่ยนจ้าวเกอสงสัยเป็นที่สุดคือ ผู้ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่ศึกษาทดลองวิธีนี้ออกมา แท้จริงแล้วคือสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

ประการแรก แต่ไหนแต่ไรพวกเขาก็ฝึกฝนปราณสุริยันบริสุทธิ์แล้ว ทั้งนังศึกษาอย่างลึกซึ้ง พัฒนาถึงที่สุดแล้วพลิกย้อนกลับ มีหลักการร่วมกัน ประการที่สอง พวกเขาเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่สัมผัสเรียนรู้มงกุฎแห่งจันทราเป็นระยะเวลานานที่สุด

ต่อให้ไม่มีข้อมูลจากวัตถุตกทอดก่อนวิกฤตการณ์ที่เพียงพอ ภายใต้การศึกษาค้นคว้าแรมเดือนแรมปีของยอดฝีมือในสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ก็เป็นไปได้อย่างมากที่จะมีผลพวงเช่นกัน

นี่เป็นเรื่องที่เยี่ยนจ้าวเกอสนใจมาโดยตลอด

บัดนี้ การคาดเดาล่วงหน้าที่เลวร้ายที่สุดกลายเป็นจริง

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูกระบวนการประลองของเมิ่งหว่านและผู้คน จึงรู้ได้ว่า ตัวนางเองเกิดปัญหาขึ้นจริงๆ ทว่าไม่ใช่การบาดเจ็บทางร่างกายเหมือนเช่นตอนประลองจันทรากายครั้งที่สองนั้น

ทว่าเป็นทดลองวิธีฝึกฝนหยินหยางส่งเสริมกันอยู่ในช่วงเริ่มต้นพอดี นางยังไม่คุ้นเคยนัก ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลกระทบต่อการสำแดงพลัง

แม้ว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับตำหนักอัสนีสวรรค์จะเป็นพันธมิตรกัน วิธีการรูปแบบนี้ หลินโจวก็ไม่แน่ว่าจะบอกสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

ยิ่งไปกว่านั้น หญิงสาวแห่งจันทราของตำหนักอัสนีสวรรค์ก็มีเค้าไม่ต่างกัน ทว่ายังไม่เท่าเมิ่งหว่าน

นั่นหมายความว่า แท้จริงแล้วหลินโจวก็แค่รับรู้ว่ามีวิธีหยินหยางส่งเสริมกันอยู่ ถึงกระนั้นกลับไม่เข้าใจรายละเอียดแต่อย่างใด ตำหนักอัสนีสวรรค์ก็เริ่มทดลองทำตั้งแต่ต้น หลังจากที่ได้รับแนวคิดนี้ในระยะอันใกล้

ทางฝั่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์นั้น แม้ว่าจะไม่เหมือนเช่นเยี่ยนจ้าวเกอทางฝั่งนี้ ทว่าก็อยู่บนลู่ทางที่อยู่ต้องแล้วเช่นกัน

ไม่เหมือนเหตุสุดวิสัยคราที่แล้ว การที่เมิ่งหว่านชวดมงกุฎแห่งจันทราคราวนี้ เป็นความสูญเสียในแผนการที่สำนักศักดิ์สุริยันสามารถรับได้

การจำศีลชั่วคราว ก็เพื่อความได้เปรียบกับอำนาจการปกครองในภายภาคหน้า

สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าจะสูญเสียมงกุฎแห่งจันทราไปอีกครา ซึ่งอย่างน้อยสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่หวงกวงเลี่ยยังไม่ได้ออกจากฌาน ภายในปีถัดไปจะตรึงรักษามันไว้ได้อีกครั้ง

ทว่าในตอนที่พวกเขาผงาดขึ้นมาใหม่ในครั้งถัดไป ก็จะระเบิดพลังที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าออกมา

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่ชนะการทดสอบแห่งจันทราครั้งที่สี่ ก็คือศิษย์หอคลื่นโหมที่วางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ยิ่งผ่อนสบาย

จะว่าไปแล้ว ครั้งนี้ศิษย์หอคลื่นโหมก็เข้าร่วมการทดสอบแห่งจันทราเป็นครั้งแรกเช่นกัน ผลสุดท้ายครองอันดับหนึ่งได้ในครั้งเดียว ถึงแม้ว่าจะมีสาเหตุมาจากร่างกายเมิ่งหว่านเกิดปัญหาขึ้นก็ตาม กระนั้นความสามารถของนางกดหญิงสาวแห่งจันทราจากเมืองทะเลมรกต สำนักเขาไร้พรมแดน และตำหนักอัสนีสวรรค์ ได้ทั้งสามสำนัก ดูแล้วตระเตรียมตัวมาหลายปีแล้วเช่นกัน ปกติถ่อมตนไม่แสดงฝีมือ ครั้นสำแดงพลังก็แสดงอิทธิฤทธิ์อันน่าตื่นตะลึงออกมา

ถึงแม้ว่าหอคลื่นโหมจะวางตัวเป็นกลางอย่างเข้มงวด ทว่าก็เผชิญกับการคุกคามของปีศาจอัคคีทางทะเลตะวันออกเหมือนเช่นเมืองทะเลมรกต การได้รับมงกุฎแห่งจันทรา มีส่วนช่วยพวกเขาอย่างมหาศาล

ทว่าหากไร้ซึ่งเหตุสุดวิสัย ก็จะเป็นครั้งนี้แล้ว

ปีหน้าเมิ่งหว่านที่เตรียมตัวอย่างเหมาะสมถึงที่สุด เกินกว่าครึ่งก็จะเล่นบทราชาหวนกลับมาทวงบัลลังก์อีกครั้ง

เยี่ยนจ้าวเกอค่อยๆ ขมวดคิ้วขึ้น “คราวนี้แย่จริงๆ เสียแล้ว…”

ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เฟิงอวิ๋นเซิงที่ยืนเก็บดาบอยู่อีกด้านเห็นวเยี่ยนจ้าวเกอมาถึง จึงยิ้มทักทาย “ศิษย์พี่เยี่ยน”

คิ้วเยี่ยนจ้าวเกอพลันแผ่คลายออก ยิ้มเอ่ยปากชมว่า “เพลงดาบดี”

หญิงสาวมองเยี่ยนจ้าวเกอวูบหนึ่ง “ศิษย์พี่เยี่ยน ผลการประลองครั้งที่สี่ออกมาแล้วใช่หรือไม่ ยังคงเป็นเสี่ยวเมิ่งครองอันดับหนึ่งหรือ?”

เยี่ยนจ้าวเกอส่ายศีรษะ “ไม่ใช่”

เฟิงอวิ๋นเซิงประหลาดใจอยู่บ้าง ส่วนเยี่ยนจ้าวเกอทอดถอนใจ “แต่ว่า ผลลัพธ์นั้นแย่ยิ่งกว่าเมิ่งหว่านเป็นเจ้ามือเสียอีก”

หลังอธิบายเรื่องราวให้เข้าใจแล้ว สีหน้าท่าทางเฟิงอวิ๋นเซิงเปลี่ยนเป็นหนักอึ้ง ทว่าอารมณ์สงบเงียบ

นางกำด้ามดาบ “ข้าจะพยายามขึ้นอีกแน่นอน!”

แม้ว่าจะมีความคิดเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ แต่เฟิงอวิ๋นเซิงก็ไม่รู้สึกว่ามีความหวังเช่นกัน เพียงแค่พยายามสุดกำลังตนเองเท่านั้น

นางผู้ที่แต่ไหนแต่ไรมาเข้มแข็งโดดเดี่ยว ไม่ยอมพึ่งพาคนอื่น บัดนี้เผยเห็นสีหน้าคาดหวังเล็กน้อยเป็นครั้งแรก พลางจดจ้องไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ “ศิษย์พี่เยี่ยน ท่านยังมีวิธีอื่นอีกใช่หรือไม่?”

เปลือกตาของเยี่ยนจ้าวเกอลู่ลง “…ไม่มี”

เฟิงอวิ๋นเซิงมองเยี่ยนจ้าวเกออย่างสงบเงียบ ไม่พูดไม่จา ทั้งสองหันหน้าเข้าหากันอย่างเงียบเชียบ

หลังจากนั้นเนิ่นนาน เฟิงอวิ๋นเซิงจึงเอ่ยเสียงเบาว่า “ศิษย์พี่เยี่ยน ข้ายอมรับว่าในใจข้ามีทั้งไม่ยินยอม หวังเกินตัว เพ้อฝัน”

“แต่เมื่อเดินมาถึงวันนี้แล้ว ข้าต้องการชนะการทดสอบแห่งจันทรา ไม่ใช่เพื่อตัวข้าเองมาตั้งนานแล้ว”

“เพื่อศิษย์อาจารย์สำนักที่รับข้าไว้ เพื่ออาจารย์ที่อบรมสั่งสอนข้า เพื่อท่าน ศิษย์พี่เยี่ยนที่ปกป้องข้าในตอนแรก ข้าล้วนต้องชนะเป็นแน่!”

เฟิงอวิ๋นเซิงมองตรงไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ “ไม่ว่าจะวิธีใด ข้าล้วนยินดีลอง ไม่ว่าจะยากลำบากแสนเข็ญสักเพียงใด ข้าล้วนยินดีทนทั้งสิ้น…ไม่สิ ข้าจำเป็นต้องทนให้จงได้!”
บทที่ 212
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูเฟิงอวิ๋นเซิง มองไม่เห็นความใจร้อนจากในแววตาของหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า เพราะภายในนั้นมีแต่ความใจเย็นหนักแน่นแน่วแน่

เฟิงอวิ๋นเซิงพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “ทางเลือกของข้า ข้ารับผิดชอบเอง”

“…วิธีน่ะ มีอยู่จริงๆ ” เยี่ยนจ้าวเกอนิ่งเงียบไปชั่วครู่ แล้วจึงกล่าวอย่างช้าๆ

ชายหนุ่มไม่ใช่คนที่ไร้ซึ่งเหตุผล และยิ่งไม่ใช่แสร้งลำบากใจ เพื่อให้เฟิงอวิ๋นเซิงเอ่ยปากขึ้นมาเอง

ถึงแม้ว่าครั้งนี้เขาจะยังมีวิธี ทว่ากลับไม่อยากใช้จริงๆ

“เจ้าอย่าเพิ่งตัดสินใจเด็ดขาดเสียดีกว่า” เยี่ยนจ้าวเกอส่ายศีรษะเชื่องช้า “เคยได้ยินเข็มแกนน้ำแข็งหรือไม่”

หญิงสาวฉงนสนเท่ห์อยู่บ้าง เขจึงกล่าว “ไม่เคยได้ยินก็ไม่แปลก แต่เจ้าน่าจะเคยได้ยินตะเกียงจุดวิญญาณกระมัง?”

เรื่องนี้เฟิงอวิ๋นเซิงเคยได้ยินมาก่อนจริงๆ นางกล่าว “ก่อนวิกฤตการณ์ ในตำนานเล่าว่าเป็นการลงโทษอันโหดร้ายทารุณ ทำให้ผู้คนต้องการจะมีชีวิตก็ไม่ได้ ร้องขอจะตายก็ไม่ได้ ได้รับความทุกข์ทรมานจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ตลอดกาล”

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ จากนั้นจึงมองเฟิงอวิ๋นเซิงลึกลงไปแวบหนึ่ง “ก่อนวิกฤตการณ์ ทั้งเข็มแกนน้ำแข็งและตะเกียงจุดวิญญาณ จัดอยู่ในเจ็ดมหาโทษทัณฑ์”

“วิธีนี้ทำให้ไขกระดูกผู้คนบังเกิดความเย็นยะเยือกจากภายในสู่ภายนอก แต่ความหนาวเย็นกลับไม่ทำให้ผู้คนด้านชา กลับจะทุกข์ทรมานประหนึ่งเข็มแหลมคมนับร้อยล้านเล่มแทงทะลุพร้อมๆ กันก็ไม่ปานเสียด้วยซ้ำไป”

“ขณะที่รับโทษ ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนจะยิ่งตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา อยากจะหมดสติสิ้นชีพไปล้วนเป็นไปไม่ได้”

เขาเอ่ยเสียงเบาว่า “นี่ไม่ใช่สิ่งที่อาศัยเพียงจิตตานุภาพเด็ดเดี่ยวแน่วแน่เพียงอย่างเดียว ก็กัดฟันทนจนผ่านไปได้ เพราะว่าไม่ใช่แค่เพียงร่างกายเท่านั้น วิญญาณของผู้ได้รับโทษก็จะเป็นรูพรุนเนื่องด้วยเข็มเย็นเช่นกัน อ่อนแอแต่กลับจะไม่ตาย ได้รับความทุกข์ทรมานไปจนนิรันดร์ ทุกเมื่อเชื่อวัน ทั่วร่างทั้งภายในและภายนอก ทุกๆ ที่”

“ข้าไม่ได้หมายความว่าข้าจะใช้เข็มเป็นร้อยเป็นพันเล่มแทงเจ้าในทุกๆ ที่ ไม่ได้หมายความว่าทุกรูขุมขนหรือทุกจุดลมปราณจะถูกเข็มแทง กระจัดกระจายทั่วร่าง โดยไร้ที่ว่างใดๆ พร้อมทั้งความเจ็บปวดรวดร้าวจากภายในสู่ภายนอกเช่นนั้น”

ชายหนุ่มกวาดสายตามองเฟิงอวิ๋นเซิงตั้งแต่หัวจรดเท้า “ร่างกายคนมีส่วนที่แรงอดกลั้นสูง และก็มีส่วนที่เปราะบางเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างเช่นบริเวณลูกตาของเจ้า เป็นต้น”

“แต่เข็มแกนน้ำแข็งจะไม่สนจุดเหล่านี้ มันจะใส่ใจทุกจุดทั่วร่างเจ้า ฉะนั้นบริเวณที่ยิ่งเปราะบาง ก็จะยิ่งเจ็บปวดทรมาน”

เฟิงอวิ๋นเซิงฟังเยี่ยนจ้าวเกอพูดบรรยายอย่างเงียบสงบ

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างช้าๆ ว่า “และเนื่องด้วยจันทรากายของเจ้า ฉะนั้นความเจ็บปวดที่เจ้าเผชิญกับเข็มแกนน้ำแข็งจะยิ่งรุนแรงกว่าคนทั่วไป”

“วิธีนี้สามารถเสริมพลังจันทรากายของเจ้าให้แกร่งขึ้นได้อย่างแท้จริง ในทางกลับกันถึงขั้นเพิ่มความเร็วในการฝึกฝนวรยุทธ์ปกติของเจ้า โดยผ่านจันทรากาย ทำให้พลังฝึกปรือเจ้าพัฒนาเร็วขึ้นอีกขั้นหนึ่ง แต่เงื่อนไขแรกคือเจ้าต้องอดทนต่อความเจ็บปวดของมันได้”

หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอกล่าวจบ ก็ปิดปากเงียบไม่พูดจา

เขาไม่ได้คิดจะใช้วิธีนี้ตั้งแต่แรก ยอมให้เฟิงอวิ๋นเซิงพัฒนาได้ช้าลงเสียบ้าง รอคอยไปอีกปีสองปี

แท้จริงแล้วหากไม่ได้รู้ว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กำลังเสาะหาวิชาหยินหยางค้ำจุนช่วยเมิ่งหว่านพัฒนาเช่นกัน เยี่ยนจ้าวเกอจะยังคงไม่พิจารณาใช้วิธีนี้ แต่ทดลองคิดหาหนทางอื่นแทน

เพราะเขาเองก็ไม่มั่นใจนักว่าหญิงสาวเบื้องหน้าจะยืนหยัดทนได้หรือไม่

“ข้ายินดีลองดู” ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอเพิ่งจะพูดจบ เฟิงอวิ๋นเซิงก็กล่าวตอบอย่างสงบนิ่ง

เยี่ยนจ้าวเกอมองนาง อีกฝ่ายพลันเซิงยิ้มแย้ม “ตอนนี้ไม่มีวิธีอื่นใดแล้ว ถูกต้องหรือไม่?”

“กาลเวลาไม่คอยผู้ใด ถ้าหากศิษย์พี่เยี่ยนมีวิธีที่ดีกว่านี้ แน่นอนว่านั่นดีที่สุด ก่อนจะถึงเวลานั้น ก็ให้ข้าลองเข็มแกนน้ำแข็งนี้ก่อนก็แล้วกัน”

ขณะที่เฟิงอวิ๋นเซิงขาดการฝึกฝนเป็นเวลาถึงสองปี เมิ่งหว่านเป็นหญิงสาวแห่งจันทราที่ยอดเยี่ยมที่สุด เดิมที่ก็รุดนำหน้าไปแสนไกลแล้ว

บัดนี้เมิ่งหว่านเองก็ใช้วิชาหยินหยางค้ำจุนยกระดับความแข็งแกร่งขึ้นอีกขั้นเช่นกัน เฟิงอวิ๋นเซิงและสำนักเขากว่างเฉิงต้องการจะไล่ตามให้ทัน ความหวังเปลี่ยนเป็นเลือนรางฉับพลัน

จุดเริ่มต้นทั้งสองฝ่ายต่างกันจนเกินไปแล้ว อีกทั้งล้วนกำลังรุดหน้าไป เฟิงอวิ๋นเซิงจำเป็นต้องพัฒนาให้เร็วกว่าเมิ่งหว่านอย่างมาก จึงจะไล่ตามทัน

ไม่เช่นนั้นแม้ว่าจะเร็วกว่า แต่ความเร็วก็มีจำกัด เช่นนั้นหากรอจนถึงตอนที่ไล่ตามทัน ก็ไม่รู้ได้ว่าจะต้องรอไปจนเมื่อใด

สถานการณ์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในระยะเวลาอันสั้น ไม่มีเวลามากมายเช่นนั้นให้นางกับสำนักเขากว่างเฉิงแล้ว

นางเม้มริมฝีปาก “ศิษย์พี่เยี่ยน ท่านเห็นข้าพูดด้วยความมั่นใจในตอนนี้ แท้จริงแล้วข้าไม่ได้มั่นใจว่าตัวเองจะอดทนได้จริงๆ”

“ดังเช่นท่านว่า หนึ่งในเจ็ดมหาโทษทัณฑ์นะหรือ เดิมมุ่งประสงค์ทรมานผู้คน ซึ่งก็คือการบีบบังคับให้สารภาพด้วยการทรมาน คือการทำให้ผู้คนไม่สู้ตายเสียดีกว่าอยู่ หากผู้คนทนได้ง่ายเช่นนั้น จะนับว่าเป็นมหาโทษทัณฑ์ได้อย่างไรเล่า”

“แต่ข้าจะลองดู”

เฟิงอวิ๋นเซิงสูดหายใจเข้าลึกคำหนึ่ง ประกายตาแน่วแน่ดุจจิตมั่งคงถาวร “ข้าต้องชนะการทดสอบแห่งจันทรา จะยากลำบากอีกสักเพียงใด จะแสนเข็ญอีกสักเพียงใด ข้าก็ต้องอดทน ต้องยืนหยัด!”

หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอเงียบงันเนิ่นนาน เขาก็พยักหน้า “ตกลง”

ใบหน้าเฟิงอวิ๋นเซิงเผยเห็นรอยยิ้ม “อย่าเพิ่งบอกเหล่าท่านอาจารย์”

เยี่ยนจ้าวเกอถอนใจ “ได้”

เมื่อมีบทสรุปแล้ว บรรยากาศตึงเครียดโดยรอบพลันผ่อนคลายลงบ้างในที่สุด

การเจรจาของทั้งสองก่อนหน้า คล้ายกับมีคลื่นพลังไร้รูปร่างปกคลุมโดยรอบ ทำให้ผู้อื่นไม่กล้าเข้าใกล้

เวลานี้บรรยากาศคลายลง โร่วโร่วจึงวิ่งมาทางเฟิงอวิ๋นเซิงอย่างร่าเริง

ทว่าเพิ่งจะกอดได้กึ่งหนึ่ง ตรงหน้าก็เกิดเงาดำมหึมาวับวาบฉับพลัน ลมพัดลมแรงถาโถม จนเกือบจะพัดสุนัขสีดำตัวน้อยล้มไป

เห็นได้ชัดว่าพ่านพ่านเร็วกว่าโร่วโร่ว หมีสยงเมายักษ์ถลาพุ่งไปตรงหน้าเฟิงอวิ๋นเซิงอย่างฉับไว ทั้งสองกะพริบดวงตาโตปริบๆ

ในฐานะตัวตะกละที่ได้มาตรฐานตัวหนึ่ง หลายวันมานี้ปากท้องของมันก็ถูกเฟิงอวิ๋นเซิงจัดการเช่นกัน

เฟิงอวิ๋นเซิงส่ายศีรษะหลุดหัวเราะ ก่อนจะลูบหัวพ่านพ่าน แล้วจึงกวักมือเรียกโร่วโร่ว

ประเดี๋ยวเดียวโร่วโร่วก็กระโดดโลดเต้น กระโดดขึ้นมาอยู่ในอ้อมอกเฟิงอวิ๋นเซิง

มันถูไถอย่างสบายอกสบายใจก่อน แล้วจึงแยกเขี้ยวใส่พ่านพ่าน สุดท้ายหันหัวกลับด้วยความโอหังยิ่ง ไม่มองเจ้าตัวขนาดมหึมาอีก

เบ้าตาดำคู่หนึ่งของพ่านพ่าน มองดูขนาดร่างของโร่วโร่ว แล้วจึงก้มหน้ามองตัวเองอีกครั้ง

มันแกว่งหัว ส่งเสียงร้องเบาๆ ก่อนที่บนร่างจะมีเพลิงขาวน้ำดำพรั่งพรู ห่อหุ้มมันเอาไว้

ชั่วขณะถัดมา เพลิงและน้ำสลายไป จึงเห็นว่าพ่านพ่านที่แต่ไรมีขนาดตัวเหมือนหมีสยงเมาธรรมดาทั่วไป กลับร่างกายหดเล็กลงอีกครั้ง

ลักษณะภายนอกยังเหมือนเช่นหมีสยงเมาตัวเต็มวัยไม่มีผิด ไม่ได้เปลี่ยนกลับไปเป็นหมีสยงเมาแรกเกิดที่ไม่มีขนแต่อย่างใด เพียงแค่อัตราส่วนร่างกายหดเล็กลงอย่างมากเท่านั้น เปลี่ยนเป็นขนาดที่ไม่ต่างจากโร่วโร่วมากนัก

จากนั้นพ่านพ่านจึงส่งเสียงร้องเบิกบาน ร่างอันอุ้ยอ้ายคล้ายก้อนขนน้อยก็ไม่ปานดีดตัวขึ้นจากพื้น กระโดดขึ้นไปอยู่ในอ้อมอกของเฟิงอวิ๋นเซิงเช่นกัน

โร่วโร่วเบิกตาโพลงฉับพลัน มองไปยังเจ้าของของตัวเองด้วยความประหม่า ในแววตาเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกทำอะไรไม่ถูก

เฟิงอวิ๋นเซิงส่ายศีรษะพลางถอนหายใจ มือทั้งสองข้างอุ้มพวกมันเอาไว้ข้างหนึ่งตัวหนึ่ง

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูภาพฉากนี้ แววตามีความว้าวุ่นอยู่บ้าง

ก้นบึ้งจิตใจเขาพลันผุดความคิดหนึ่งออกมาอย่างฉับพลันยิ่ง

หากตนเองแข็งแกร่งกว่านี้อีกหน่อย มีความสามารถกว่านี้อีกหน่อย มีวิธีมากกว่านี้อีกหน่อย ให้หญิงสาวผู้เข้มแข็งและงดงามไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เพียงแค่เล่นกับพ่านพ่านและโร่วโร่วอย่างสบายใจ

ชายหนุ่มส่ายศีรษะน้อยๆ สงบจิตใจลงอีกครั้ง แววตาไม่ว้าวุ่นอีกต่อไป

เขาอดไม่ได้ที่จะหลุดยิ้ม ‘ให้คนอื่นไปทั้งหมด ตนเองกลับไม่ทุ่มความพยายาม ลักษณะเช่นนั้น เกรงว่านางเองกลับจะจิตตกอยู่บ้างกระมัง’

เยี่ยนจ้าวเกอมองเฟิงอวิ๋นเซิง แล้วส่ายศีรษะเบาๆ “แม้ว่าจะมีสำนวนพูดที่ว่า สวรรค์ย่อมตอบแทนคนขยันหมั่นเพียร แต่คนที่พยายาม ก็ไม่แน่ว่าจะได้รับการตอบแทน เหตุการณ์เช่นนี้ ข้าพบเห็นมามากยิ่งนักแล้ว”

“แต่เจ้าจะได้สวมมุงกฎแห่งจันทราเป็นแน่”
บทที่ 213
เข็มแกนน้ำแข็ง ไม่ได้ใช้เข็มจริงๆ แทงคนแต่อย่างใด แต่เป็นการใช้วิธีพิเศษ ใช้โอสถพิเศษเสริม ปรับเลือดลมภายในร่างกายอีกฝ่าย ทำให้มันบังเกิดการเปลี่ยนแปลง ก่อเกิดความเย็นเยียบจากภายในสู่ภายนอก ส่งผลให้ทุกกระเบียดนิ้วทั่วกายรู้สึกเย็นเฉียบอย่างยากจะทานทน เจ็บปวดรวดร้าวเสมือนเข็มทิ่มแทงก็ไม่ปาน

 

เฟิงอวิ๋นเซิงเป็นคนที่เรียบง่ายตรงไปตรงมา และเด็ดขาดฉับพลัน ในเมื่อตัดสินใจจะลองก็ต้องอดทน เช่นนั้นนับว่าเป็นการฝึกฝนสำหรับนางเช่นกัน

 

นางในขณะนี้ ทั่วร่างศีรษะจรดเท้า มีไอสีขาวหลายสายซึมทะลุออกมาฉับพลัน เย็นเยียบหาที่เปรียบไม่ได้ ทั้งกายล้วนราวกับปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็งชั้นหนึ่ง

 

ทุกสิ่งที่สัมผัสถูกร่างกายนาง ต่างก็ถูกแช่แข็งทั้งสิ้นเช่นกัน

 

ทว่าในความเป็นจริง วิชาเข็มแกนน้ำแข็ง เพื่อประสิทธิผลแล้ว จะกักไอเย็นจำนวนมากไว้ในร่างกายคน ส่วนที่รั่วซึมออกมาภายนอกนั้น เป็นเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น

 

เวลานี้ด้วยผลที่มาจากเลือดลมร่างกายเฟิงอวิ๋นเซิงยุ่งเหยิงวุ่นวาย นางจึงต่อต้านการโคจรของตนได้ยากอย่างยิ่ง

 

ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ความเจ็บปวดที่เหลืออยู่ แค่คิดก็รับรู้ได้

 

รวมทั้งนางจะรู้สึกตื่นตัว ประสาทฉับไวอยู่ตลอดเวลา จนถึงขั้นที่ความเจ็บปวดจากเข็มแกนน้ำแข็งทวีคูณเป็นเท่าตัว

 

เดิมทีเฟิงอวิ๋นเซิงนั่งขัดสมาธิ ทว่าบัดนี้ไม่อาจรักษาท่วงท่าของตนได้โดยสิ้นเชิง ทำได้เพียงเอนกายตะแคงข้างลงบนพื้น งอตัว กอดเข่าตัวกลมไปตามจิตใต้สำนึก

 

นางกัดฟันกรอดไร้สุ้มเสียงเล็ดลอด เป็นการยืนหยัดสิ่งสุดท้ายที่นางจะสามารถทำได้แล้ว

 

เยี่ยนจ้าวเกอยืนอยู่ตรงหน้ากายนาง มองดูภาพฉากนี้ด้วยใบหน้าไร้การแสดงออกซึ่งอารมณ์

 

อาหู่เองก็ยืนอยู่ข้างๆ เช่นกัน เขาจดจ้องเฟิงอวิ๋นเซิงด้วยสีหน้าท่าทางหนักแน่นจริงจัง หลังจากนั้นครู่ใหญ่ถึงได้พ่นลมหายใจออกมาคำหนึ่ง “คุณชาย แม่นางเฟิงช่างเก่งกาจเสียจริง”

 

ชายหนุ่มไม่ได้พูดจา นับเวลาในใจเงียบๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า

 

อิงหลงถู พ่านพ่าน และโร่วโร่วรออยู่ด้านข้าง ในแววตาของทั้งสามต่างก็เผยให้เห็นความตระหนกตกใจ แม้ก่อนหน้านี้เฟิงอวิ๋นเซิงจะบอกกล่าวพวกเขาไว้แล้ว ทว่าตอนนี้พวกเขาก็ยังคงร้อนใจพุ่งพรวดขึ้นไป

 

“วันนี้พอแค่นี้ หากเลยเถิดไปจะแย่ยิ่งกว่าไม่ได้ทำ”

 

ในที่สุดเยี่ยนจ้าวเกอก็เปล่งเสียงตะโกนเบาๆ ฝ่ามือดุจสายฟ้ากระแทกเข้าที่หลังของเฟิงอวิ๋นเซิง

 

ร่างกายเฟิงอวิ๋นเซิงสั่นเทิ้มชั่วครู่ ในที่สุดไอเย็นที่พรั่งพรูบนร่างก็เริ่มกระจายหายไป น้ำค้างแข็งสลายสิ้น

 

นางจะเอ่ยปากพูดแต่ก็ไม่ทันได้เอ่ย พลันหมดสติไปเสียก่อน

 

สำหรับผู้ที่เผชิญหน้ากับโทษทัณฑ์เข็มแกนน้ำแข็งแล้ว การที่หมดสติสลบไสลไป แท้จริงแล้วล้วนเป็นความสุขที่ไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่ไปกว่านี้แล้ว

 

เยี่ยนจ้าวเกอกดฝ่ามือบริเวณกลางหลังเฟิงอวิ๋นเซิงไม่ได้คลายออก ช่วยนางปรับเลือดลมภายในร่างกายขึ้นใหม่อีกครั้งอย่างไม่หยุดหย่อน

 

หากลงโทษเข็มแกนน้ำแข็งผู้คนจริงๆ แม้จะหยุดลงโทษกลางคัน ก็จะไม่ปรับเลือดลมให้เช่นนี้

 

วิธีการของเยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้ คือทำให้เฟิงอวิ๋นเซิงไม่ถึงขั้นที่ได้รับความทุกข์ทรมานเสียเปล่า เมื่อจ่ายราคาค่าแลกเปลี่ยนออกไปมหาศาล สิ่งได้รับตอบแทนต้องเป็นการพัฒนา

 

ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ให้ความอบอุ่นแก่เฟิงอวิ๋นเซิงจนหน้ามืดตามัวเช่นกัน การไล่ความเย็นจะทำให้ประสิทธิผลที่แลกมาอย่างยากลำบากกลับลดต่ำลงโดยสิ้นเปลืองเสียด้วยซ้ำไป

 

หลังจากนั้นเนิ่นนาน เฟิงอวิ๋นเซิงถึงได้ค่อยๆ ฟื้นสติกลับมา ถึงแม้ว่าความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวจะยังไม่ได้หายไปจนหมดสิ้น ทว่านางก็พอทนไหวแล้ว

 

เฟิงอวิ๋นเซิงไม่ได้กล่าวอะไรมากนัก กลับมายังท่วงท่านั่งตัวตรงใหม่อีกครั้ง กำหนดลมหายใจขับพิษอย่างล้ำลึก ปรับเลือดลมร่างกายตนเอง ตามการชี้นำของเยี่ยนจ้าวเกอ

 

“ถึงจะยากลำบากจนแทบสิ้นลม แต่สัมฤทธิ์ผลทันทีจริงๆ ” หลังจากประสบผลสำเร็จ ใบหน้าของเฟิงอวิ๋นเซิงก็เผยเห็นรอยยิ้มอันอ่อนแรง

 

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ย “ใช้คัมภีร์แห่งจันทราเป็นรากฐาน ใช้วิชาหยินหยางค้ำจุนเป็นยุทธวิธี แล้วจึงเสริมวิชาเข็มแกนน้ำแข็งเร่งความเร็วเข้าไปอีก ประสานเข้ากับวีธีเสริมอื่นๆ เมื่อทำเช่นนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพลังจันทราของเจ้า หรือพลังฝึกปรือวรยุทธ์เฉพาะตัวของเจ้า ล้วนจะรุดหน้าอย่างรวดเร็ว”

 

เขามองนัยน์ตาเฟิงอวิ๋นเซิงอย่างลึกซึ้งวูบหนึ่งแล้ว ก่อนจะกล่าวว่า “เจ้าอดทนได้นานเท่าใด ก็ใช้วิธีเหล่านี้ได้นานเท่านั้น ต่อให้เวลามีจำกัด ประสิทธิผลก็จะชัดเจนมากเช่นกัน”

 

เฟิงอวิ๋นเซิงยิ้ม “ถึงแม้ว่าจะยากเย็นอย่างยิ่งจริงๆ แต่ข้าจะมุ่งมั่นต่อไปเรื่อยๆ จนสุดกำลังของข้า”

 

ชายหนุ่มไม่กล่าวอะไรอีก เขาศีรษะเงียบเชียบ “ขณะนี้เจ้าค่อนข้างอ่อนแอ หากยังฝืนฝึกฝนต่อไปอีก กลับจะทำร้ายร่างกายเจ้าเสียด้วยซ้ำไป พักความตั้งใจตัวเองแล้วบำรุงเสริมความอบอุ่นเถิด”

 

“ทำให้จิตใจให้มั่นคง ไม่ต้องรีบร้อน”

 

นางกอดโร่วโร่วที่พุ่งมาหาตนเอาไว้ พลางกล่าวตอบว่า “ศิษย์พี่เยี่ยนวางใจ ข้าเข้าใจ”

 

พ่านพ่านก็เข้ามาใกล้ด้วยเช่นกัน เฟิงอวิ๋นเซิงหัวร่อพลางลูบไปบนหัวของมัน

 

อิงหลงถูยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจอยู่บ้าง “ศิษย์พี่ ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่”

 

หญิงยิ้มกล่าว “ฮานหลงเอ๋อร์วางใจ ข้าไม่เป็นไร”

 

“หลังจากฝึกฝนบำรุงกายแล้ว เจ้าฝึกฝนเหมือนเช่นปกติก็พอ วิชาเข็มแกนน้ำแข็งนี้ ไม่เหมาะจะใช้ในระยะเวลาที่กระชั้นชิดจนเกินไป ขณะเดียวกันหลังจากครั้งหนึ่งแล้ว ประสิทธิผลไม่ได้ออกฤทธิ์เพียงระยะสั้นชั่วคราว ต่อไปเจ้าฝึกฝนเอง ก็จะค่อยๆ ใช้ผลจากครั้งนี้เช่นกัน” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว

 

“ข้าเข้าใจ” เฟิงอวิ๋นเซิงผงกศีรษะอย่างจรังจัง นางมองไปยังชายหนุ่ม “ขอบคุณศิษย์พี่เยี่ยน”

 

เขาถอนใจเบาๆ “ส่วนสำคัญอยู่ที่ตัวเจ้าแล้ว”

 

หลังบอกลาเฟิงอวิ๋นเซิงแล้ว เยี่ยนจ้าวก็เกอกลับไปยังที่พำนักของตน

 

สงครามภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตและนพยมโลก ในอีกแง่หนึ่ง ทำให้บรรยากาศตึงเครียดระหว่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งหลายทุเลาลงบ้างเล็กน้อย

 

ในช่วงระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ทุกคนต่างก็ระแวดระวังภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตและนพยมโลก พร้อมทั้งพยายามขจัดไส้ศึกที่อาจมีอยู่ในภายในสำนักของตน

 

นอกจากปีศาจอัคคีแล้ว ผนวกภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตศัตรูร่วมนี้เข้าไปอีก ทำให้ความขัดแย้งระหว่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่คลี่คลายลงชั่วคราว

 

เวลานี้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เสียมงกุฎแห่งจันทราไปแล้ว ขอเพียงแค่ตนเองไม่กระพือข่าวให้มากนัก แท้จริงแล้วก็ไม่มีปัญหาใหญ่โตนัก

 

หากไม่ใช่ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตและนพยมโลกเป็นเหตุ สำนักเขากว่างเฉิง สำนักเขาไร้พรมแดน และเมืองทะเลมรกต สามารถผนึกกำลังปราบยอดเขาเรืองรองได้รุนแรงขึ้นอีกขั้นทั้งสิ้น

 

อย่างน้อยที่สุด ก็บีบบังคับหวงกวงเลี่ยแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ให้ต้องออกฌานก่อนกำหนด เช่นนั้นเขาก็ยากจะบำเพ็ญเพียรได้เพียบพร้อมสมบูรณ์

 

ทว่าสถานการณ์ใหญ่ในตอนนี้ ยุทธวิธีนี้ ทำให้บรรลุผลได้ยากยิ่งแล้ว

 

ไม่ต้องกล่าวถึงสิ่งอื่น เนื่องด้วยของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตเคลื่อนไหวร่วมมือกับโลกปีศาจอัคคีก่อนหน้านี้ สองสามเดือนที่ผ่านมา ปีศาจอัคคีก่อความวุ่นวายบนดินแดนทะเลตะวันออกตลอดมา จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่สงบสุขโดยสิ้นเชิง

 

ประกายตาเยี่ยนจ้าวเกอเปลี่ยนเป็นครึ้มลึกอยู่หลายส่วน “จะตีเหล็ก กายต้องแกร่ง หวังว่าโอสถเซียนกลับสวรรค์ของท่านพ่อ จะประสบผลได้โดยเร็ว”

 

ขณะครุ่นคิดไปพลาง เยี่ยนจ้าวเกอกลับมาถึงที่พำนักของตน และเริ่มฝึกปรือต่อไปอีกครั้ง

 

เครื่องหยกสีฟ้าน้ำแข็งชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้นในมือ มันเป็นสิ่งที่ได้มาจากการที่สือเถี่ยเที่ยวเสาะหาซากวัตถุจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็งก่อนหน้า แล้วนำกลับมาให้เยี่ยนจ้าวเกอ

 

ปราณบริสุทธิ์ที่แฝงอยู่ภายในเครื่องหยก บัดนี้ถูกชายหนุ่มดูดซับไปจนแทบเกลี้ยง

 

เยี่ยนจ้าวเกอกำเครื่องหยกไว้ ถ่ายปราณจิตรา ดูดเสี้ยวปราณบริสุทธิ์สุดท้ายที่เหลืออยู่เข้าสู่ภายในร่างกายตนเอง

 

แสงวาววับบนพื้นผิวเครื่องหยกมืดสลัวลงไปโดยสิ้นเชิง แต่ปราณจิตราอันเย็นเยียบภายในร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอกลับยิ่งแก่กล้ายิ่งใหญ่ มังกรน้ำแข็งแต่ละตัวที่ยึดครองอยู่ในจุดลมปราณของเขาแข็งแกร่งเติบใหญ่ ส่งเสียงร้องคำรามออกมาตลอดเวลา

 

วิญญาณกระดูกมังกรน้ำแข็งก่อนหน้านี้ กับปราณบริสุทธิ์ที่อยู่ภายในเครื่องหยกชิ้นนี้ ยามนี้ล้วนถูกเยี่ยนจ้าวเกอดูดซับเรียบร้อยแล้ว

 

ในแง่ของคุณภาพนั้น ด้อยกว่าปราณเพลิงร้อนแผดเผาที่เขาได้มาจากการหลอมเปลี่ยนคัมภีร์ทำลายสวรรค์เป็นเชื้อไฟสัจจะอัคคี ทว่าในแง่ปริมาณ กลับหนาหนักกว่ามากนัก

 

ปราณจิตราสายหนึ่งเย็นสายหนึ่งร้อน ทั้งสองสายแก่กล้า สั่นกระเพื่อมอยู่ภายในร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอไม่หยุดยั้ง ส่งเสียงคล้ายมังกรคำรามออกมา

 

ในจุดตันเถียนชี่ไห่ของเขา ปราณสะอาดกระจัดกระจาย กลุ่มธาตุปราณบริสุทธิ์ปรากฏ กลืนกินพลังเพลิงและน้ำแข็งอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้ความว่องไวของปราณจิตรากายตนยิ่งมายิ่งมากขึ้น ยิ่งมายิ่งคล่องแคล่วขึ้น

 

หลังกลับมาที่สำนัก เป็นเวลาเกือบครึ่งปีแล้ว ที่เยี่ยนจ้าวเกอกักตัวพำนัก นานๆ ครั้งจะออกไปด้านนอก มุ่งมั่นฝึกปรือไม่หยุดหย่อน ทำให้พลังฝึกปรือของเขารุดหน้าอย่างฉับไวด้วยเช่นกัน พุ่งสู่ขั้นที่สูงยิ่งกว่าสุดตัว!
บทที่ 214
ปราณจิตราดุจมังกรทั้งกายเยี่ยนจ้าวเกอ ปลดปล่อยเจริญงอกงาม เพลิงและน้ำแข็งหลอมรวม หยินหยางก่อเกิดสมดุล

ปราณจิตราอันทรงพลังค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่าง ไม่ปรากฏความร้อนแผดเผาหรือความเย็นยะเยือกอีกต่อไป แต่ค่อยๆ ขมุกขมัวทั้งผืน เหมือนกับกลุ่มธาตุปราณในจุดตันเถียนของเยี่ยนจ้าวเกออย่างช้าๆ

ราวกับสามารถจุสรรพสิ่งเอาไว้ได้ เปลี่ยนแปลงก่อเกิดสรรพสิ่ง และดับสลายสรรพสิ่ง

เยี่ยนจ้าวเกอสำรวจภายในร่างกายตนเอง มุมปากค่อยๆ เผยเห็นรอยยิ้ม

ปราณจิตราบริสุทธิ์ภายในร่างสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ไปตามการขับเคลื่อนความคิด ชั่วขณะเผลอไผลก็เกาะตัวรวมเป็นจุดเดียว

ปราณจิตราเคลื่อนย้ายอยู่ภายในร่างกายตามอำเภอใจ เคลื่อนที่ไม่หยุดยั้ง หมุนโคจรสมใจ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับความคิดความอ่านของเขาโดยสิ้นเชิง

ชั่วขณะนี้ ปราณจิตราชั้นในร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอ เหมือนเช่นส่วนขยายของร่างกายและเลือดเนื้อของเขาอย่างไรอย่างนั้น บังคับบัญชาได้ตามประสงค์ รวมตัวหรือกระจายได้ตามใจนึก

นิ่งเงียบประดุจสมุทรลึก เคลื่อนไหวประดุจอสนีบาต

ฝึกฝนปราณจิตรามาถึงขั้นนี้ นั่นก็คือสัญลักษณ์แสดงระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะกลาง ย่างก้าวสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะท้าย!

ความคิดเยี่ยนจ้าวเกอไหววูบ ปราณจิตราที่คล้ายกับบริสุทธิ์เปลี่ยนรูปแบบฉับพลัน กลายเป็นเพลิงบรรลัยกัลป์ เหมือนกับกำลังเพลิงคุโชนก็ไม่ปานอย่างฉับไว

ชั่วเสี้ยวขณะถัดมา ปราณจิตราได้กลายสภาพเป็นน้ำแข็งเย็นเยียบเรียบร้อยแล้ว ปรากฏหิมะและน้ำแข็งแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งผืน

ปราณจิตราน้ำแข็งเย็นเยียบแบ่งออกเป็นสองสาย สายหนึ่งคงไว้ไม่เปลี่ยน อีกสายหนึ่งกลายสภาพเป็นรูปเพลิงใหม่อีกครั้ง

จากนั้นปราณจิตราทั้งสองสายเปลี่ยนแปลงพร้อมกัน เปลี่ยนเป็นปราณสะอาดสุดลูกหูลูกตา กว้างใหญ่ดุจท้องนภา ไพศาลไร้ซึ่งขอบเขต นั่นก็คือพลังปราณของวิชาเอกพิสุทธิ์ วิชาสืบทอดของสำนักเขากว่างเฉิง

ปราณสะอาดหลากสายกว้างใหญ่อีกทั้งยังทรงพลัง ทว่าไม่นานนัก ปราณสะอาดสายหนึ่งในนั้น พลันเปลี่ยนเป็นขุ่นมัวทันใด จากนั้นก็จมลงไป

ปราณขุ่นมัวโคจรอยู่ภายในหลอดเลือดดำของเยี่ยนจ้าวเกออย่างไหลลื่น ทว่าคล้ายกับพื้นปฐพีอันหนาหนักอย่างไรอย่างนั้น ตรงกันข้ามกับปราณสะอาดที่อยู่ข้างบนอย่างยิ่ง

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะช้าๆ “สมมติฐานในตอนแรกนั้น ถูกต้อง”

ขณะที่ครุ่นคิดไปพลาง ปราณจิตราทั้งสองสาย สายหนึ่งสะอาดสายหนึ่งขุ่นมัว กลับมาเป็นหนึ่งเดียวใหม่อีกครั้ง เปลี่ยนเป็นบริสุทธิ์

ชายหนุ่มผุดกายลุกขึ้น ก่อนจะพ่นลมหายใจยาวๆ ออกมาคำหนึ่ง จุดลมปราณทั่วร่างสั่นไหวพร้อมกัน ราวกับมีสิ่งใดแข็งแกร่งยิ่งใหญ่เหลือคณานับอยู่ ส่งเสียงกู่ร้องคำรามอยู่ในนั้นพร้อมกัน

“พายุนิมิตทมิฬอ่อนกำลังลงแล้ว ถึงเวลามุ่งหน้าสู่มหาทะเลทรายแดนตะวันตกแล้ว”

ระหว่างที่เยี่ยนจ้าวเกอครุ่นคิด เขาออกจากที่พำนักไปแล้ว ก่อนจะเห็นอาหู่กำลังไพล่มือทั้งสองไว้ข้างหลัง ยืนหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์

คนทั่วไปมองไป คล้ายกับอาหู่กำลังว่าง ตากแดดด้วยความเบื่อหน่ายอย่างไรอย่างนั้น

ทว่าสายตาของเยี่ยนจ้าวเกอกลับมองออกว่า ศีรษะอาหู่ กำลังขยับเปลี่ยนองศาด้วยความเร็วจนแทบจะไม่อาจสังเกตเห็น เพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่อยู่กับร่องกับรอย และด้วยขอบเขตเล็กน้อยยิ่ง

เขารักษาท่าทาง ให้หว่างคิ้วของตนเองตรงข้ามกับดวงอาทิตย์พอดีอยู่ตลอด จนถึงขั้นที่ราวกับมีเส้นไร้รูปร่างเส้นหนึ่ง เชื่อมดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าเข้ากับหว่างคิ้วของเขา ทะลุเข้าสู่สมองโดยตรง

ดวงอาทิตย์บนท้องฟ้ากำลังเคลื่อนที่อยู่ระหว่างขอบฟ้า ตำแหน่งไม่เปลี่ยนแปลงทุกวินาที อยู่เพียงแค่เฉพาะชั่วเสี้ยวขณะหนึ่งเท่านั้น ทำให้ผู้คนมองไปแล้วเหมือนว่าไม่ขยับเขยื้อนอย่างไรอย่างนั้น มีเพียงองศาที่เปลี่ยนไปน้อยนิด

กระนั้นเอาหู่กลับสามารถรับรู้ระยะทางที่เปลี่ยนแปลงในนั้นได้อย่างว่องไวอีกทั้งยังแม่นยำ พร้อมทั้งปรับองศาในการแหงนศีรษะของตนเองอีกด้วย

ครั้นเห็นเยี่ยนจ้าวเกอออกมา อาหู่ก็ก้มศีรษะลง ยิ้มซื่อบื้อพลางกล่าว “คุณชาย ครานี้ท่านเพิ่งจะเข้าฌานไม่กี่วันเองนะขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มกล่าว “มีผลสัมฤทธิ์แล้ว ใช้เวลาต่อไปอีกก็สิ้นเปลืองเปล่าๆ”

นัยน์ตาอาหู่ทอประกาย “คุณชาย ท่านเลื่อนระดับเป็นปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะท้ายแล้ว?”

ชายหนุ่มอมยิ้มผงกศีรษะ อาหู่พลันจุ๊ปากกล่าวชื่นชม “ช่างรวดเร็วเสียนี่กระไร เทียบกับคุณชายแล้ว คนอื่นๆ อย่างพวกข้าล้วนกลายเป็นลาโง่เสียแล้ว”

“ถึงคุณชายจะยังไม่แน่นัก ว่าจะทำลายสถิติมหาปรมาจารย์ประมุขตระกูลที่อ่อนเยาว์ที่สุดได้ทัน แต่ในระดับปรมาจารย์ เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าความเร็วในการพัฒนาของท่านจะเร็วกว่าท่านประมุขแล้ว”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มน้อยๆ “ถึงแม้ว่าข้าเองก็พอใจกับความเร็วในการพัฒนาของตัวเองอย่างมากเช่นกัน เพียงแต่ทั้งหมดทั้งมวลรอให้ข้าถึงระดับมหาปรมาจารย์ก่อนค่อยว่ากันดีกว่า”

เขามองอาหู่ “ว่าแต่เจ้าเถอะ มั่นใจที่จะบรรลุระดับมหาปรมาจารย์แล้ว?”

อาหู่เกาศีรษะ “รู้สึกว่า ยังขาดความหมายอีกเพียงน้อยนิด”

“ไม่เป็นไร อย่างไรเสียเจ้าเลื่อนขั้นฝ่านภา ก็เพิ่งจะเป็นเวลาแค่ปีเดียว แต่ด้วยพรสวรรค์และศักยภาพของเจ้า น่าจะถึงระดับก้าวสุดท้ายใกล้ประตูแล้ว ตีฝ่าด่านขวางกั้นในตอนนี้ให้ได้ ก็จะเป็นฟ้าดินผืนใหม่เอี่ยม” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว

ชายร่างใหญ่หัวเราะร่าพลางกล่าว “ข้าก็รู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน ไม่นานนักก็จะไล่ตามพวกพี่เฟยได้”

เหล่าบรรดาผู้มีความสามารถโดดเด่นวัยเยาว์ของแต่ละดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เข้าร่วมการประชุมผ่านภา ต่างก็ได้รับสิ่งต่างๆ ไปไม่น้อย หลังจากหายนะนพยมโลกบังเกิด ยิ่งยากที่จะฝึกประสบการณ์

หลังจากการประชุมฝ่านภา ณ ทะเลสาบปิดนภา ในช่วงเวลาครึ่งปีนี้ที่เยี่ยนจ้าวเกอกักตัวฝึกฝน คนอื่นๆ ต่างก็กำลังตั้งอกตั้งใจฝึกฝนเช่นกัน

สวีเฟย ถังหย่งฮ่าว และซ่งเฉา ทั้งสามล้วนมีพลังฝึกปรือในขั้นฝ่านภานานแล้ว ปัจจุบันทยอยตีฝ่าด่านขวางกั้นอย่างต่อเนื่อง จนบรรลุระดับมหาปรมาจารย์

จากยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ขั้นฝ่านภา เข้าสู่ระดับมหาปรมาจารย์ แน่นอนว่าก่อนหน้าพวกเขายังมียอดฝีมือมหาปรมาจารย์อีกจำนวนมาก

ในระดับขั้นนี้ เหล่ายอดฝีมือเฉกเช่นสวีเฟย ก็กลายเป็นดรุณเช่นกัน

ทว่าการที่ก้าวข้ามด่านขวางกั้นจากปรมาจารย์สู่มหาปรมาจารย์มาได้ สายตาที่ผู้คนทั่วหล้ามองพวกเขา ก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงเช่นกัน ไม่ใช่สายตาที่มองศิษย์อ่อนอาวุโสเช่นนั้นในอดีตอีกต่อไป

ยิ่งไปกว่านั้น เปรียบเทียบอายุของพวกเขา กับพลังความสามารถและพรสวรรค์ที่แสดงออกมาในระดับชั้นเดียวกัน คาดได้ว่ากลุ่มของสวีเฟยยังมีอนาคตอีกยาวไกล

สำหรับพวกเขาแล้ว มหาปรมาจารย์ก้าวแรก เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นใหม่อีกจุดหนึ่งเท่านั้น ซึ่งดูมีอนาคตสดใส

ก็เหมือนเช่นด่านขวางกั้นระดับหลอมกายสู่ระดับปรมาจารย์ ทำให้ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนติดแหงกจนเสียเวลาแรมเดือนแรมปีไปเปล่าประโยชน์

จากระดับปรมาจารย์สู่ระดับมหาปรมาจารย์ เป็นด่านขวางกั้นเช่นเดียวกัน จอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์มากมายหยุดอยู่ที่ขั้นเคียงนภาระยะท้าย หรือไม่ก็ขั้นฝ่านภา ด้วยเพราะยากจะก้าวข้ามไปได้ จึงต้องผ่านครึ่งชีวิตที่เหลืออย่างโง่เขลาเบาปัญญาเช่นนี้

ในฐานะผู้โดดเด่นท่ามกลางศิษย์สืบทอดหลักของแต่ละดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ แน่นอนว่ากลุ่มของสวีเฟยไม่ถึงขั้นรวมอยู่ในขั้นนั้น แต่ถึงอย่างไรการที่อายุสามสิบปีต้นๆ แล้วสามารถบรรลุระดับมหาปรมาจารย์ได้ ยังคงเป็นเรื่องยาก ขอเพียงแค่ไม่เกิดเรื่องเหนือความคาดหมาย อนาคตอันไร้ที่สิ้นสุดได้ถูกลิขิตไว้แล้ว

เยี่ยนจ้าวเกอตบไหล่อาหู่ “ไปกันเถิด พวกเราเคลื่อนกายมุ่งหน้าไปยังวายุพิภพ บัดนี้ภัยพิบัติแต่ละอย่างของมหาทะเลทรายแดนตะวันตก อยู่ในฤดูกาลที่ค่อนข้างอ่อนกำลังพอดี”

หลังรายงานบิดาตนและอาจารย์ปู่หยวนเจิ้งเฟิงแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็พาอาหู่และบ่าวรับใช้กลุ่มหนึ่งออกจากสำนักทันที

นอกจากพวกอาหู่แล้ว เนื่องด้วยเหตุเข็มแกนน้ำแข็ง เฟิงอวิ๋นเซิงเองก็ร่วมเดินทางไปด้วยเช่นกัน ถึงอย่างไรเยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่แน่ใจนักว่าการเดินทางมุ่งไปยังมหาทะเลทรายแดนตะวันตกครั้งนี้ จะไปนานเท่าใด

แม้ว่าบรรดาผู้อาวุโสสำนักจะค่อนข้างเป็นกังวล ว่าเฟิงอวิ๋นออกเดินทางแล้วจะประสบเหตุไม่คาดฝันหรือไม่ แต่พลังฝึกปรือของสตรีแห่งจันทรา ก็ใช่ว่าเก็บตัวอยู่ในเขาลึกมุมานะฝึกฝนแล้วจะสัมฤทธิ์ผล ท้ายที่สุดแล้วจึงอนุญาตให้นางออกเดินทาง

สำหรับเยี่ยนจ้าวเกอ บัดนี้บรรดายอดฝีมือระดับสูงของเขากว่างเฉิงไว้วางใจเขาอย่างยิ่งยวด

ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดเส้นทางนี้ นอกจากมหาทะเลทรายแดนตะวันตกแล้ว ก็ล้วนอยู่บนเขตพื้นที่ของเขากว่างเฉิง ซึ่งมียอดฝีมือของสำนักรักษาการณ์อยู่

เมื่อออกจากประตูสำนัก พวกเขาออกจากเกาะนภากลาง มุ่งไปทางทิศตะวันตกตลอดทาง ไปยังเกาะนภาตะวันตกอันเป็นหนึ่งในห้าเกาะนภาพิภพ จากนั้นมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกต่อไป ก็จะออกจากเขตนภาพิภพ ถึงเกาะทราย หนึ่งในสี่เกาะของวายุพิภพ

ปัจจุบันเกาะทรายเป็นพื้นที่ควบคุมที่สำนักเขากว่างเฉิงยึดครองเช่นกัน มีผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเกาะทรายรักษาการณ์โดยเฉพาะ

ในทางภูมิประเทศแล้ว เกาะทั้งสี่ของวายุพิภพ เรียงลำดับแนวดิ่งไปทางทิศเหนือและทิศใต้ ทั้งหมดมีเขตแดนติดกันกับมหาทะเลทรายแดนตะวันตก โดยที่มีอาณาเขตกว้างและยาวประกอบร่วมกับวายุพิภพ

มหาทะเลทรายแดนตะวันตกเกือบจะเป็นเขตต้องห้าม รวมไปถึงเขานิมิตทมิฬ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์วายุพิภพในสมัยก่อน ผู้ใดก็ไม่อาจควบคุมมันได้อย่างสิ้นเชิง

ในตำนานเล่าว่า ที่นั่นคือเศษซากพลังของวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ ฉะนั้นจึงเปี่ยมไปด้วยภัยพิบัติ ถึงขั้นที่มีพลังทำลายล้าง เรียกว่าล้างผลาญก็ว่าได้

การแย่งชิงพื้นที่วายุพิภพของสำนักเขากว่างเฉิง สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ และสำนักเขาไร้พรมแดน โดยส่วนมากมุ่งเป้าไปที่เกาะทั้งสี่ของวายุพิภพ และขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ทว่าสำหรับมหาทะเลทรายแดนตะวันตก กลับปลีกหากออกจากมัน

เยี่ยนจ้าวเกอจึงรู้สึกสนใจที่แห่งนี้อย่างมาก
บทที่ 215
เนื่องด้วยภูมิอากาศตามธรรมชาติ ทัศนียภาพของวายุพิภพจึงแตกต่างจากนภาพิภพโดยสิ้นเชิง เมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ทั้งสี่ทิศล้วนเป็นทิวทัศน์ผืนทะเลทราย

ไม่ใช่เพียงแค่มหาทะเลทรายแดนตะวันตกเท่านั้น พื้นที่ทั่วทั้งวายุพิภพเกินกว่าแปดส่วน ล้วนเป็นทะเลทราย

เพียงแต่ว่าแม้ทะเลทรายอื่นจะมีอันตรายอยู่ไม่น้อยเช่นกัน กระนั้นก็ยังแตกต่างจากมหาทะเลทรายแดนตะวันตก ที่แต่ไหนแต่ไรมาแทบจะเป็นแดนอันตราย

เฟิงอวิ๋นเซิงทอดสายตามองออกไปไกล “มายังวายุพิภพคราก่อน ก็เพิ่งจะไม่กี่ปีที่แล้ว”

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยถามอย่างทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “มาฝึกประสบการณ์ ตอนที่อยู่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์รึ?”

น้ำเสียงเฟิงอวิ๋นเซิงตามแต่อารมณ์อย่างมากเช่นเดียวกัน “ใช่สิ แม้ว่าในฐานะหญิงสาวแห่งจันทรา ออกเดินทางล้วนต้องเก็บเป็นความลับอำพราง แต่มีบางบททดสอบบำเพ็ญเพียร ที่ยังคงต้องมุมานะทำด้วยตนเอง”

ชายหนุ่มยิ้มกล่าว “เกาะกานหรือเกาะฉิน?”

ก่อนสงครามถังตะวันออก สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เรืองอำนาจ นอกจากเกาะฉินหนึ่งในเกาะทั้งสี่ของวายุพิภพที่มีเขตแดนสุดขอบตอนใต้ติดกับอัคคีพิภพแล้ว เกาะกานที่อยู่ทางเหนือของเกาะฉินก็ตกอยู่ในการควบคุมของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน

ซึ่งในเวลานั้น สำนักเขากว่างเฉิงควบคุมเกาะทรายที่อยู่ทางเหนือของเกาะกาน สำนักเขาไร้พรมแดนก็ควบคุมเกาะเงินที่อยู่เหนือสุด ทั้งสามดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่แบ่งฮุบเกาะทั้งสี่ของวายุพิภพด้วยกัน

จวบจนถึงสงครามถังตะวันออก สำนักเขากว่างเฉิงม้วนเก็บเอาทุกสิ่งอย่างเข้าไป นอกจากบุกโต้ตอบอัคคีพิภพแล้ว ที่วายุพิภพก็ขยายการรุกเข้าโจมตีเช่นเดียวกัน

เพื่อที่จะไม่รบกวนหวงกวงเลี่ย สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จึงกัดฟัน ถอยทัพกลับ

กระทั่งต่อมาการประลองแห่งจันทราครั้งที่สาม เมิ่งหว่านชนะและได้รับมงกุฎแห่งจันทรา สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ถึงได้รักษาฐานที่มั่น ครั้นมีความมั่นใจ จึงเริ่มลองยึดดินแดนที่เสียไปกลับคืนมา

ดินแดนอัคคีพิภพที่เสียไปโดยส่วนมากยึดคืนกลับมาได้ทั้งหมด แต่ที่วายุพิภพ สำนักเขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ขยายการประมือพุ่งเป้าไปที่เกาะกานอีกครั้ง

ภายหลัง เนื่องด้วยเยี่ยนจ้าวเกอใช้วิชากำเนิดสายฟ้าที่เขานิมิตเมฆ ทำให้สำนักเขาไร้พรมแดนเข้าร่วมผนึกกำลังกับทั้งสามดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ นภาพิภพ ภูผาพิภพ และวารีพิภพ

ปัจจุบันนี้ เกาะทั้งสี่ของวายุพิภพ เกาะกานและเกาะทรายซึ่งอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลาง ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักเขากว่างเฉิง สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ทำได้เพียงขับไล่การยึดครองเกาะฉินสุดขอบแดนใต้เท่านั้น ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันรักษาเกาะฉินอย่างสุดกำลังไม่ให้สูญเสียไปได้ พวกเขาต้องขอบคุณฟ้าขอบคุณดินแล้ว

เฟิงอวิ๋นเซิงกล่าวตอบ “เกาะกาน ใกล้กับเขตคาบเกี่ยวชายแดนของมหาทะเลทรายแดนตะวันตก”

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ทุ่มเวลาบ่มเพาะผู้สืบทอดอย่างมากเช่นกัน ยอมให้ศิษย์ใต้สำนักผจญภัยอันตราย เสริมสร้างประสบการณ์ความรู้และการเปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริง เพื่อกระตุ้นศักยภาพ

“จริงสิ จะว่าไปแล้วเขานิมิตทมิฬก็ถูกสำนักเราทำลายย่อยยับ ไม่รู้ว่าตอนนี้ซากปรักหักพังที่นั่นมีลักษณะเป็นเช่นไรแล้ว” เฟิงอวิ๋นเซิงตื่นตัวฉับพลัน ยิ้มพลางเอ่ยถาม

คำว่าสำนักเราที่นางเอ่ยปากพูดตอนนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นสำนักเขากว่างเฉิง

ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ “ในอดีตตอนที่ท่านอาจารย์ปู่ผู้สะเทือนสวรรค์กักตนเข้าฌาน ประมุขรุ่นสุดท้ายของเขานิมิตทมิฬรุกโจมตีเขากว่างเฉิงของข้า จางอาทิตย์ม่วงของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ท่านนั้นก็จ้องตาเป็นมันอยู่ข้างๆ เช่นกัน”

“ผลคือท่านอาจารย์ปู่ผู้สะเทือนสวรรค์ออกจากฌาน ต่อสู้สังหารประมุขเขานิมิตทมิฬคาสนามรบ จากนั้นจึงไปยังวายุพิภพ เหยียบย่ำประตูเขาของเขานิมิตทมิฬ เจ็ดดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ยุคนั้นเปลี่ยนเป็นหกดินแดนใหญ่นับแต่นั้นเป็นต้นมา”

“โชคดีที่จางอาทิตย์ม่วงในตอนนั้นน่าจะไม่ได้ลงมือจริง หลังท่านอาจารย์ปู่ผู้สะเทือนสวรรค์ออกฌานก็หันหัวกลับหนีทันที ท่านอาจารย์ปู่ผู้สะเทือนสวรรค์ไล่เขาไปจนถึงปล่องภูเขาไฟก็นับว่าจบเรื่องแล้ว ไม่เช่นนั้นตอนนี้จะยังมีสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ ล้วนไม่อาจพูดได้แล้ว”

จางเชา จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์อาทิตย์ม่วง ก็คือจอมปราชญ์สุริยันท่านนั้นผู้ที่ชาวบ้านเล่าขานสืบต่อกันมา ปัจจุบันไม่ชัดแจ้งว่าเป็นหรือตาย และเป็นยอดฝีมือที่มีสีสันตำนานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

และก็เป็นเขานี่เองที่พาสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ให้ถือกำเนิดขึ้น หลังปราณดั้งเดิมของเขากว่างเฉิงเสียหายอย่างหนัก กลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหม่

หากไม่ใช่เพราะจ่านซีโหลว บุรุษเทียมสวรรค์ผลิแสงสว่างไสวที่กาลก่อนหลบซ่อนอยู่ภายใต้เงาร่างของพี่ชายตนเอง ภายใต้แรงกดดันของจางเชาและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ สำนักเขากว่างเฉิงยากอย่างยิ่งที่จะเดินมาถึงทุกวันนี้

เฟิงอวิ๋นเซิงคาดหวังอยู่บ้าง “ท่านอาจารย์ปู่ผู้สะเทือนสวรรค์ได้คุกคามบีบบังคับแปดมหาอำนาจแล้ว และยังมีท่านอาจารย์ปู่บุรุษเทียมสวรรค์เร้นกายไม่ปรากฏตลอดมา สำนักเราในตอนนี้ เรียกได้ว่าช่างยิ่งใหญ่เสียจริง”

“เป็นไปได้มากว่าหลังวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ นับแต่มีการบันทึกเป็นต้นมา เป็นอิทธิพลดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งยิ่งใหญ่มากที่สุดแล้ว จนถึงปัจจุบัน ก็ยังเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องไป”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อยพลางเอ่ย “สำหรับเพียงแค่บันทึกทางประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน ท่านอาจารย์ปู่บุรุษเทียมสวรรค์ไม่ได้เจตนาจะเร้นกายแต่อย่างใด แต่อุปนิสัยของเขา ค่อนข้างไม่ยินดียินร้ายจริงๆ ยินยอมพร้อมใจที่จะมุ่งศึกษาค้นคว้าวรยุทธ์ และวัฒนธรรมก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่เสียมากกว่า “

“สำหรับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสำนักเราในช่วงก่อนและหลังวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ โดยส่วนมากมาจากการเรียบเรียงของท่านอาจารย์ปู่บุรุษเทียมสวรรค์”

“หากไม่ใช่เพราะท่านอาจารย์ปู่ผู้สะเทือนสวรรค์ตกต่ำลง ปราณดั้งเดิมสำนักเสียหายอย่างหนัก อาจจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้ความไม่ธรรมดาของท่านอาจารย์ปู่ผู้สะเทือนสวรรค์ไปตลอกกาล”

หญิงสาวได้ยินแล้วก็พยักหน้า “ที่ยิ่งทำให้ผู้คนเสียใจก็คือ เทียบกับอายุขัยที่เดิมทีพวกเขาน่าจะมี ล้วนพูดได้ว่าพวกเขาทั้งสองท่านสิ้นชีพก่อนไว้อันควร ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะสามารถก้าวไปถึงความสูงระดับใด”

แม้จะไม่ได้แสดงออกว่าหมกมุ่นเหมือนอย่างซืงคงจิง ทว่าเฟิงอวิ๋นเซิงก็ชอบวิทยายุทธ์จนติดเป็นนิสัยเช่นเดียวกัน

จุดนี้ แท้จริงแล้วเยี่ยนจ้าวเกอเองก็เหมือนกัน

“ความหลังกลายเป็นอดีตไปแล้ว มองปัจจุบันเสียดีกว่า” เยี่ยนจ้าวเกอชี้นิ้วไปทางฝั่งเหนือ บนเส้นขอบฟ้าไม่ว่าสิ่งใดล้วนไม่มี แต่นั่นกลับเป็นทิศทางที่ประตูสำนักเขานิมิตทมิฬ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของวายุพิภพในอดีต “เขานิมิตทมิฬถูกท่านอาจารย์ปู่ผู้สะเทือนสวรรค์เหยียบย่ำจนราบเป็นหน้ากลองแล้ว ปัจจุบันเห็นแต่เพียงเศษซากวัตถุ แต่ว่าก็เสื่อมโทรมเป็นอย่างมากแล้วเช่นกัน”

เฟิงอวิ๋นเซิงมองอาหู่วูบหนึ่ง ยิ้มกล่าว “ข้าได้ยินว่าพี่ใหญ่หวงก็ฝึกวิชาลับของเขานิมิตทมิฬด้วย”

อาหู่ยิ้มกว้างจนเห็นฟัน “ท่านประมุขตระกูลเคยได้รับสืบทอดส่วนหนึ่งของเขานิมิตทมิฬ ค่อนข้างสมบูรณ์ จึงถ่ายทอดให้กับข้าแล้ว”

เยี่ยนจ้าวเกอคล้ายกับนึกสิ่งใดขึ้นมาได้ “อ้อ จริงสิ ถึงในตอนนั้นเขานิมิตทมิฬจะพังพินาศ แต่ยังมีเดนที่เหลือไม่น้อยหลบซ่อนอำพราง ทั้งยังมีคนหนีเข้าไปในมหาทะเลทรายแดนตะวันตกอีกด้วย”

“หลายปีเช่นนี้แล้ว ผู้สืบทอดเขานิมิตทมิฬนับวันยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีคนอยู่ สำหรับปัจจุบันแล้ว พวกเรากำลังเดินอยู่ในวายุพิภพ เทียบกับคนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ เหล่าผู้สืบทอดเขานิมิตทมิฬและคนของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตนั้น ยิ่งควรจะต้องระแวดระวังมากกว่า”

เฟิงอวิ๋นเซิงพยักหน้า “ข้าเข้าใจ”

พวกเขาเดินทางอย่างต่อเนื่องไม่หยุด ข้ามผ่านเกาะนภาตะวันตก ตรงดิ่งเข้าสู่เขตแดนของเกาะทราย

ที่แห่งนี้ สำนักเขากว่างเฉิงเองก็มียอดฝีมือระดับสูงอยู่เช่นกัน ซึ่งรับตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเกาะทราย รักษาการณ์อยู่ที่นี่

กองกำลังใต้บัญชาผู้อาวุโสระดับหนึ่งแห่งเกาะทราย มีผู้อาวุโสคุมการณ์และผู้อาวุโสปฏิบัติกิจรับผิดชอบแต่ละพื้นที่เช่นเดียวกัน

ตลอดเส้นทางที่เยี่ยนจ้าวเกอเดินทางผ่านมา ขาดการพบหน้าทักทายผู้คุมการณ์แต่ละพื้นที่ไปไม่ได้

ถึงแม้ว่าจะผ่านไปเป็นเวลาเพียงปีกว่า ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้ หากเทียบกับตอนที่ไปถังตะวันออกในตอนแรกแล้ว สถานการณ์แตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิง

อย่าว่าแต่พลังฝึกปรือขั้นเคียงนภาระยะท้ายของเขาในตอนนี้ ซึ่งสูงกว่าผู้อาวุโสปฏิบัติกิจโดยส่วนมากไปแล้ว แม้จะเป็นผู้อาวุโสคุมการณ์ระดับมหาปรมาจารย์ก็ตาม คบค้าสมาคมกับเยี่ยนจ้าวเกอ ก็ไม่ได้มีท่าทีของผู้อาวุโสมองผู้อ่อนอาวุโสอีกต่อไปแล้วเช่นกัน

หากคิดคำนวณดูอย่างดี สงครามถังตะวันออกนั้นช่างเถิด หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอเดินทางมายังเขานิมิตเมฆแล้ว ตำแหน่งของเขาในสำนัก เปลี่ยนแปลงไปมากจนไม่อาจเปรียบกับอดีตได้อย่างแท้จริง

ก่อนหน้านี้คอยท่าอยู่ที่เขานิมิตเมฆตลอด จากนั้นรุดหน้ายังภูเขาหิมะพันผูกบูรพา ภายหลังไปทะเลสาบปิดนภา หลังกลับนภาพิภพแล้วก็มุ่งมั่นบ่มเพาะอยู่ภายในสำนักตลอดเวลา จนกระทั่งถึงครานี้ ถึงได้เดินอยู่นอกอาณาเขตควบคุมของสำนักเขากว่างเฉิงใหม่อีกครั้ง

ซึ่งทัศนคติของเหล่าผู้อาวุโสสำนักทั้งหลายที่ประจำการอยู่ภายนอกที่มีต่อเยี่ยนจ้าวเกอ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินแล้ว

ไม่ต้องพูดถึงคนที่ใกล้ชิดพึ่งพาอาศัยฝ่ายเดียวกับบิดาของตน หรือจะเป็นคนที่มีจุดยืนวางตัวเป็นกลาง ต่อให้เป็นคนใกล้ชิดฝ่ายเดียวกับอาจารย์ลุงสองฟางจุ่น ไม่ว่าภายในใจจะคิดเช่นไร ตอนนี้อย่างน้อยก็ต้องไว้หน้าชายหนุ่มอย่างมาก

ระดับผู้อาวุโสปฏิบัติกิจ ยิ่งใช้คำว่ามากพิธีรีตองมาบรรยายได้ เพราะว่าชายวัยเยาว์เบื้องหน้าพวกเขาผู้นี้ ไม่ใช่ศิษย์อ่อนอาวุโสที่จะถูกเสาะหาข้อผิดพลาด ใช้มาเป็นจุดอ่อนโจมตีเยี่ยนตี๋ในตอนแรกได้อีกต่อไป

ตัวของเยี่ยนจ้าวเกอเองในขณะนี้ ก็เริ่มครองบางตำแหน่งในสำนักแล้ว อีกทั้งความชัดเจนในภาระหน้าที่นับวันก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ!