21-25

บทที่ 21
‘นี่มันอะไรกัน ไม่เห็นเข้าใจเลย ความหมายก็ไม่ชัดเจน หรือเป็นเพราะแผ่นป้ายเหล็กไม่สมบูรณ์ ตัวอักษรบางส่วนหายไป มิน่าเล่าถึงดูขาดๆ หายๆ’

เยี่ยนจ้าวเกอครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะค่อยๆ ถ่ายทอดปราณของตนเองเข้าไปในป้ายโลหะทีละเล็ก ทีละน้อย

เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ ป้ายโลหะที่ดูหยาบกระด้างนี้ แท้จริงแล้วซุกซ่อนคุณสมบัติที่ไม่ธรรมดาเอาไว้ แม้สภาพของมันจะไม่สมบูรณ์ แต่ในเมื่อมันสามารถรับเอาปราณจิตของเยี่ยนจ้าวเกอได้ นั่นหมายความว่ามันแข็งแกร่งกว่าโลหะทั่วไป

‘มีความแข็งแกร่งเท่าปราณจิตราของปรมาจารย์ขั้นจิตราระยะกลางแล้วด้วย ตอนนี้เจ้าเยี่ยจิ่งมีวรยุทธ์ไม่เพียงพอ คิดว่าเขายังไม่สามารถคลายกลไกของมันได้ จึงเก็บไว้ในอนาคต’

เยี่ยนจ้าวเกอส่งพลังเข้าไปอย่างต่อเนื่อง จากนั้นก็เห็นป้ายโลหะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง

แสงสีขาวจางๆ สว่างขึ้น ก่อนจะกะพริบขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ป้ายทั้งชิ้นส่องสว่าง

พร้อมกันนั้น เยี่ยนจ้าวเกอยังสัมผัสได้ว่าผิวสัมผัสของป้ายโลหะเย็นขึ้นเรื่อยๆ

ยามนี้ชายหนุ่มกระตุ้นปราณจิตทั้งร่าง แต่กลับยังรู้สึกถึงความเย็นของป้ายโลหะได้อย่างชัดเจน อุณหภูมิจริงของป้ายโลหะลดต่ำลงมาก จนถึงขั้นที่คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจแตะต้องได้ ไม่เช่นนั้นมือคงถูกแช่แข็งทันที

‘ความรู้สึกเช่นนี้ คล้ายกับเอกลักษณ์ของการฝึกวิชากระบี่ในยุคก่อนเกิดวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่อยู่บ้าง อันเรียกขานกันว่า วิชากระบี่น้ำแข็ง แต่ก็ยังยากจะตัดสินว่าใช่หรือไม่ใช่’ แววตาของเยี่ยนจ้าวเกอสั่นไหว ‘กระนั้นมีการผสมสิ่งอื่นเข้าไปด้วย ข้าคิดว่าหลังวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ โลกแปดพิภพคล้ายจะเคยมีจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ยอดฝีมือคนหนึ่ง ผู้มีสมญานามว่ามังกรน้ำแข็งทะเลเหรือ หรือจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็ง”

‘ในบรรดาจอมยุทธ์ที่พเนจรไปทั่วทั้งโลกแปดพิภพหลังเกิดวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ คนผู้นี้น่าจะแข็งแกร่งเป็นที่สุด อีกทั้งยังมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ติดตัวด้วย ทว่าเขาเป็นตายยังคงเป็นปริศนา อาวุธศักดิ์สิทธิ์ก็หายไปพร้อมกันกับเขาด้วยเช่นกัน’

เยี่ยนจ้าวเกอลูบคางของตนเองพลางคิดต่อไปว่า ‘ใช้ได้เลยเยี่ยจิ่ง เจ้านี่มันสุดยอดจริงๆ เรื่องอื่นข้าขอไม่พูดถึง แต่เจ้าดวงดีทีเดียว’

‘ยังไม่นับรวมแหวนสีแดงคล้ำวงนั้น ที่ไม่รู้ว่าเขาไปเก็บของชิ้นนี้มาตั้งแต่เมื่อใด’

“จะว่าไปแล้ว หลังวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่นั้น ก็พบเผ่ามังกรในโลกแปดพิภพน้อยลงมาก การค้นพบของจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็งในตอนนั้นอาจไม่ได้มีเพียงวิชากระบี่ทะเลน้ำแข็งก็เป็นได้ และอาจเกี่ยวข้องกับเผ่ามังกร…”

ในตอนนั้นเอง อาหู่เคาะประตูอยู่นอกห้อง “คุณชาย ท่านผู้อาวุโสสวีแห่งเมืองใกล้ปราการมาถึงแล้วขอรับ”

สวีชวนเป็นผู้อาวุโสปฏิบัติกิจที่ประจำการอยู่ที่เมืองใกล้ปราการของอาณาจักรถังตะวันออก

เยี่ยนจ้าวเกอยุติการถ่ายเทปราณจิตราเข้าไปในป้ายโลหะแล้วพูดว่า “เชิญท่านผู้อาวุโสสวีขอรับ”

หลังจากที่อาหู่ถอยกลับออกไป ภายในห้องรับแขกจึงเหลือเพียงเยี่ยนจ้าวเกอและสวีชวนสองคน สวีชวนไม่ได้เรียกเขาว่า ‘ศิษย์หลานเยี่ยน’ แต่เปลี่ยนเป็น “นายน้อยเยี่ยน ครั้งนี้คงจะตกใจไม่ใช่น้อย แต่ก็ถือว่าโชคดีที่ไม่ได้รับอันตราย”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มบางๆ “ท่านผู้อาวุโสสวีพูดสาปแช่งข้าแล้ว”

สวีชวนผู้นี้เป็นคนในฝ่ายเดียวกันกับบิดาของเขา ลำพังแค่การเรียกชื่อ ก็มองออกว่าคนผู้นี้เป็นคนอารมณ์ดี ขี้เล่น ตบตาเก่ง ถึงขั้นบางทีก็ขาดความเข้มงวดและไม่มีขอบเขต

ทว่าหัวหน้าผู้บังคับบัญชาของคนผู้นี้ คือผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งถังตะวันออก เหยียนซวี่ เป็นคนในฝ่ายของอาจารย์ลุงรองของเยี่ยนจ้าวเกอ สวีชวนที่อยู่ภายใต้ความกดดันเช่นนี้กลับยังสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ เห็นได้ชัดว่าภายใต้ท่าทางกลิ้งกลอกที่แสดงออกนี้ เขาย่อมมีความสามารถไม่ธรรมดา ไม่ใช่คนที่เก่งแต่เพียงประจบสอพลอผู้มีอำนาจเท่านั้น

หากเป็นผู้ที่ไร้ความสามารถ ก็คงไม่สามารถประจำการอยู่ในเมืองใกล้ปราการ ที่มีสภาพแวดล้อมซับซ้อนเช่นนี้ได้

“ไม่ทราบว่าเรื่องของหัวหน้าค่ายชื่อหลิงและเฒ่ามารหัวขวานเป็นอย่างไรบ้างขอรับ” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยถาม

สวีชวนส่ายหน้าด้วยความเสียดาย “เฒ่ามารหัวขวานไม่ใช่คู่ต่อสู้ของท่านผู้อาวุโสเหยียน ตาเฒ่านั่นโดนเล่นงานจนบาดเจ็บอีกครั้ง ทว่าท่านผู้อาวุโสเหยียนก็ไม่อาจรั้งเขาไว้ได้ จึงปล่อยให้เขาหนีไป”

“หัวหน้าค่ายชื่อหลิงเองก็หลบหนีไปได้เช่นกัน ทิ้งไว้แต่ความยุ่งยาก”

เยี่ยนจ้าวเกอเบะปาก “แม้อาณาจักรถังตะวันออกจะตั้งอยู่สุดเขตของนภาพิภพ แต่ทางสำนักก็ดูแลมานานหลายปี การที่ปล่อยให้คนหนีไปได้ง่ายๆ เช่นนี้ คงมีการแทรกแซงจากภายนอกเป็นแน่”

อาณาจักรถังตะวันออกตั้งอยู่สุดทิศตะวันออกของนภาพิภพ ไม่ว่าจะเป็นภูมิประเทศหรือวัฒนธรรม สภาพแวดล้อมล้วนแต่ซับซ้อน นอกจากหุบเหวปราการมังกรแล้ว ยังเป็นชายแดนที่เชื่อมต่อกับภูผาพิภพและอัคคีพิภพด้วย

เขาไร้พรมแดนที่ปกครองภูผาพิภพ และสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่ปกครองพิภพอัคคี ต่างก็รุกล้ำเข้ามาในเขตของอาณาจักรถังตะวันออกอย่างหนัก

ทั้งสำนักเขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ก็มีการต่อสู้กันอย่างลับๆ ในเขตอาณาจักรถังตะวันออกแทบทุกวัน

สวีชวนกล่าวว่า “ไม่ผิดแน่ มีความเป็นไปได้มากที่สุดว่าจะเป็นสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้พวกเขามีแต่จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ”

เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ “จริงสิ ได้ยินมาว่านายน้อยเยี่ยนเล่นงานเฉาหยวนหลงของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ในปราการมังกรน้ำลึกหรือ”

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า “เป็นความจริงขอรับ”

“นายน้อยเยี่ยนเอาชนะเฉาหยวนหลงขาดลอย สร้างชื่อเสียงให้กับเขากว่างเฉิงของเรา เรื่องนี้ช่างน่ายินดีและน่านับถือยิ่ง สมกับเป็นบุคคลที่ฟ้าโปรดปรานของสำนัก ในอนาคตเจ้าต้องประสบความสำเร็จเป็นแน่!” สวีชวนพูดชมจนชวนขนหัวลุก

หากว่าเป็นลูกศิษย์สำนักอื่นที่อ่อนแอกว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ เล่นงานลูกศิษย์ของสำนักนี้แล้วล่ะก็ ทางสำนักคงไม่ยอมแต่โดยดี

แต่เยี่ยนจ้าวเกอมาจากสำนักเขากว่างเฉิง ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในระดับเดียวกัน การประมือกันระหว่างเขากับเฉาหยวนหลง จึงถือว่าเป็นเพียงการปะทะกันระหว่างศิษย์รุ่นเยาว์เท่านั้น

แพ้การประลองย่อมต้องเสียหน้าเป็นธรรมดา การจะกู้เอาหน้าที่เสียไปกลับมาก็ต้องใช้วิธีแบบเดียวกันเท่านั้น

ดังนั้นสวีชวนจึงยินดียิ่งที่เยี่ยนจ้าวเกอเล่นงานเฉาหยวนหลงจนหน้าบวมตาเขียว แต่สิ่งที่เขากังวลคืออีกเรื่องหนึ่ง

สวีชวนกล่าวด้วยความลังเลเล็กน้อยว่า “ข้าได้ยินมาว่า หลังจากนั้นนายน้อยเยี่ยนขับไล่ศิษย์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ออกจากเขตใจกลางน้ำวนด้วยหรือ”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มบางๆ ครั้งหนึ่ง “ถูกต้อง ข่าวนี้ก็เป็นความจริง”

ครั้นเห็นสวีชวนมีท่าทางกังวลใจ เยี่ยนจ้าวก็โบกมือ “ท่านผู้อาวุโสสวีสบายใจได้ เรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเตาผลึกหินชั้นใน”

อีกฝ่ายได้ยินเช่นนั้นก็โล่งใจขึ้น “เช่นนั้นก็ดี แต่ทางสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คงมีการตอบโต้กลับมาแน่ ทางสำนักเราเองก็ต้องส่งคนมาซักถามนายน้อยเยี่ยนเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน”

“นอกจากนี้ หลังจากทางสำนักทราบข่าวความโชคร้ายของศิษย์นามว่าเยี่ยจิ่งแล้ว ก็น่าจะมีการซักถามเพิ่มเติมเช่นกัน แต่คงไม่มีปัญหาอะไร อย่างไรเสียก็เป็นเพียงเหตุสุดวิสัย เจอมหาปรมาจารย์อย่างหัวหน้าค่ายชื่อหลิง ก็ไม่ต่างอะไรกับประสบภัยธรรมชาติ” เมื่อพูดถึงปัญหานี้ สวีชวนดูผ่อนคลายขึ้นมาก

เยี่ยนจ้าวเกอเงยหน้าขึ้นมองบนเพดาน “คนบางคนอาจไม่คิดเช่นนี้ ตรงกันข้ามยังกำลังรอคอยโอกาสเช่นนี้ด้วยซ้ำ”


หุบเขาวายุวิญญาณ เป็นสถานที่ที่อยู่ในอาณาจักรถังตะวันออกเช่นเดียวกัน โดยตั้งอยู่ห่างจากเมืองใกล้ปราการออกไปไม่มาก ถือเป็นหุบเขาแห่งหนึ่งที่เขากว่างเฉิงครอบครองอยู่อย่างสิ้นเชิง และเป็นแหล่งผลิตของทรัพยากรอันมีค่าจำนวนมา

ผู้อาวุโสปฏิบัติกิจของเขากว่างเฉิงที่รับผิดชอบพื้นที่แห่งนี้มีนามว่าเหวินหนิงจือ ลักษณะภายนอกเป็นชายวัยกลางคนผู้มีกิริยาท่วงท่าสง่างาม อายุยังถือว่าไม่มาก มีอนาคตที่สดใส หากไม่มีเรื่องผิดพลาด ก็ยังมีโอกาสก้าวหน้าได้อีกมาก

“ทั้งคู่มีเรื่องขัดแย้งกันเพราะเชื้อไฟสัจจะอัคคีรึ? ก่อนเยี่ยจิ่งตาย เขาตะโกนเรียกชื่อเยี่ยนจ้าวเกออย่างโกรธแค้นด้วยใช่หรือไม่” มุมปากของเหวินหนิงจือปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ

จอมยุทธ์ที่รอคอยคำสั่งตรงหน้าเขาตอบว่า “ข้าน้อยรู้ความมาจากปากของศิษย์รุ่นเยาว์ที่ร่วมเดินทางไปด้วย เป็นจริงดังนั้นขอรับ แต่พวกเขามองไม่เห็นภาพเหตุการณ์ที่เยี่ยจิ่งตกลงไปหุบเหวปราการมังกร”

เหวินหนิงจือยิ้ม “เท่านั้นเพียงพอแล้ว”



ในฐานะที่เป็นผู้นำคณะเดินทาง เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับศิษย์รุ่นเยาว์ และศิษย์คนนั้นยังเป็นเยี่ยจิ่งที่มีความแค้นกับเยี่ยนจ้าวเกอมาโดยตลอด เช่นนี้เยี่ยนจ้าวเกอคงถูกหางเลขไปด้วยได้ง่ายๆ

ผู้ที่อยู่ข้างกายเหวินหนิงจือเอ่ยเสียงต่ำ “ไม่ว่าอย่างไรเยี่ยนจ้าวเกอก็เป็นบุตรชายของผู้อาวุโสเยี่ยน ทั้งยังเป็นผู้มีความสามารถโดดเด่นในหมู่ศิษย์รุ่นเยาว์ หากว่าไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน เกรงว่าคงไม่สามารถทำอะไรได้ง่ายๆ”

“เรื่องพรรค์นี้ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานอะไร แค่ความสงสัยก็เพียงพอแล้ว” เหวินหนิงจือยิ้มอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน

คนผู้นั้นกล่าวด้วยความลังเล “เยี่ยนจ้าวเกอนำเตาผลึกหินชั้นในกลับสู่โลกอีกครั้ง ทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่จะยกระดับสำนักของเราให้สูงขึ้น เขาสร้างผลงานชิ้นโตเอาไว้เช่นนี้ ต่อให้ทำผิดไปบ้างก็คงเป็นเรื่องที่ให้อภัยกันได้…”

เหวินหนิงจือหัวเราะ ”เตาผลึกหินชั้นในอย่างนั้นหรือ แถมยังสร้างด้วยน้ำมือของเด็กหนุ่มไม่รู้ความผู้นั้น?”
บทที่ 22
เหวินหนิงจือยิ้มพลางส่ายศีรษะ “แม้ว่าเยี่ยนจ้าวเกอจะมีศักยภาพอันน่าทึ่ง แต่ในตอนนี้เขายังไม่ได้มีความสำคัญอะไร”

“ที่สำคัญคือท่านผู้อาวุโสเยี่ยน บิดาของเขา” เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเหวินหนิงจือทุ้มต่ำลง สีหน้าก็จริงจังและดุดันขึ้น “การแย่งชิงระหว่างท่านผู้อาวุโสเยี่ยนและท่านผู้อาวุโสฟางมาถึงจุดวิกฤติแล้ว การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยล้วนมีผลต่อการตัดสินใจในท้ายที่สุดของเจ้าสำนักคนเก่า”

“เยี่ยนจ้าวเกอคือจุดอ่อนของท่านผู้อาวุโสเยี่ยน” เหวินหนิงจือยิ้มอย่างเยียบเย็น “ใครๆ ล้วนบอกว่าพ่อลูกตระกูลเยี่ยนคือพ่อพยัคฆ์ที่ไม่มีทางมีลูกสุนัข แต่ข้ากลับเห็นต่าง พวกเขาเป็นพ่อพยัคฆ์กับลูกสุนัขต่างหาก หากท่านผู้อาวุโสเยี่ยนต้องพ่ายแพ้ ก็เป็นเพราะลูกชายที่มักหาเรื่องให้กับเขา ดังคำกล่าวที่ว่าทำนบพันลี้พังทลายลงเพราะรังมด”

เหวินหนิงจือผุดลุกขึ้น “ภายหลังเจ้าก็จะเข้าใจเอง ว่าแท้จริงแล้วบางเรื่องไม่จำเป็นต้องใช้หลักฐาน แค่ ‘ความสงสัย’ ก็เพียงพอที่จะส่งผลต่อความรู้สึกของคนหนึ่งที่มีต่ออีกคนหนึ่งแล้ว”

“ส่วนเตาผลึกหินชั้นใน เฮอะ จะเป็นสิ่งที่เด็กอมมือปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมสร้างขึ้นมาได้อย่างไรกัน”

คนที่อยู่เบื้องหน้าเขาตะลึงงันไปชั่วครู่ “ท่านผู้อาวุโสเหวิน ท่านหมายความว่า…”

เหวินหนิงจือกล่าวอย่างเรียบนิ่งว่า “แน่นอนว่าต้องเป็นแผนการของท่านผู้อาวุโสเยี่ยน”

“หากไม่ใช่เพราะเยี่ยนจ้าวเกอทำเพื่อเอาหน้า สร้างความดีความชอบให้บิดา ก็ต้องเป็นผู้อาวุโสเยี่ยนที่จงใจแบ่งผลความดีความชอบให้กับเยี่ยนจ้าวเกอ เพื่อปูทางให้บุตรของตน”

“ข้าถึงได้บอกอย่างไรเล่า ว่าจะช้าหรือเร็ว ท่านผู้อาวุโสเยี่ยนก็ต้องพังพินาศด้วยน้ำมือของเด็กคนนี้”

ขณะที่พูด สีหน้าของเหวินหนิงจือก็พลันเจ้าเล่ห์ขึ้น “แต่ผลสุดท้ายกลับทำลายอาจารย์ของข้า”

จอมยุทธ์ที่อยู่ด้านข้างก้มศีรษะลง ไม่กล้าเอ่ยอะไร

เขาผู้เป็นคนสนิทของเหวินหนิงจือรู้อยู่ก่อนแล้ว ว่าก่อนหน้านี้เยี่ยนจ้าวเกอทำให้ผู้อาวุโสชุยแห่งวิหารปฏิบัติกิจถูกปลดออกจากตำแหน่ง และยิ่งไปกว่านั้นยังต้องถูกไต่สวนอย่างละเอียด ซึ่งผู้อาวุโสชุยคืออาจารย์ของเหวินหนิงจือ

ถึงแม้ว่าวรยุทธ์ของเหวินหนิงจือจะแก่กล้ากว่าอาจารย์มาก ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงให้ความเคารพกับผู้อาวุโสชุยเป็นอย่างมาก

เขาทำอยู่หลายวิถีทาง ทั้งยังขอให้เหยียนซวี่ ผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งอาณาจักรถังตะวันออกช่วยพูดให้ก็แล้ว ทว่าก็ทำได้เพียงช่วยให้ท่านผู้อาวุโสชุยมีชีวิตที่ดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เรื่องมาถึงขั้นเสียตำแหน่งผู้อาวุโสปฏิบัติกิจไปแล้ว ผู้อาวุโสชุยรอดไปได้อย่างปลอดภัย แต่จะมีชีวิตในช่วงบั้นปลายโดยที่ไม่ต้องโทษได้หรือไม่นั้น ล้วนเป็นเรื่องที่ยังไม่อาจรู้ได้

ฝั่งหนึ่งคือลูกชายแท้ๆ ของผู้อาวุโสเยี่ยน อีกฝั่งคือชนชั้นกลางที่มีความสามารถลึกล้ำ เห็นได้ชัดว่าระดับพลังของทั้งสองฝ่ายอยู่คนละชั้นกัน

หากแตะต้องเยี่ยนจ้าวเกอ ผลลัพธ์คงไม่ดีแน่ ก่อนผู้อาวุโสชุยลงมือก็เตรียมใจเอาไว้แล้ว ทว่าคิดไม่ถึงว่านอกจากตนเองจะไม่ได้รับสิ่งใดแม้สักนิด มิหนำซ้ำยังไม่ได้สร้างผลงานอีกด้วย

และที่สำคัญ ไม่เพียงแต่ทำไม่สำเร็จ เยี่ยนจ้าวเกอยังมองเจตนาของเขาออก และเปิดโปงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น ซึ่งเท่ากับว่าไม่มีความดีความชอบ แถมยังต้องโทษอีกด้วย

แล้วจะทำให้คนที่อยู่เบื้องบนออกแรงปกป้องเขาได้อย่างไรเล่า

‘ท่านอาจารย์แก่ชราแค่เพียงกาย ทว่าจิตใจไม่ยอมชราภาพไปตามนั้น เขาไม่ยอมฟังคำเตือนของข้า รั้นจะลองดูเสียให้ได้ เพื่อช่วงชิงให้ได้ก้าวหน้าไปอีกขั้น แต่ใครจะคาดคิดเล่า ว่าเยี่ยนจ้าวเกอจะขุดหลุมฝังเขาแทน’ เหวินหนิงจือรู้สึกหงุดหงิดมาก จึงคิดในใจด้วยความรู้สึกแค้นเคืองอยู่บ้าง ‘แต่ว่า ท่านอาจารย์ ช่องโหว่ที่ท่านหามาได้ช่างเยี่ยมยอดเสียจริง นิสัยสุนัขแก้ไม่ได้ เจ้าเยี่ยนจ้าวเกอบ้าระห่ำจนเคยชิน ในที่สุดก็เหยียบกับดักเข้าให้แล้ว’

จอมยุทธ์ที่อยู่ข้างกายกล่าวเสียงทุ้มต่ำว่า “อย่างไรเยี่ยนจ้าวเกอก็เป็นบุตรของท่านผู้อาวุโสเยี่ยน ถึงครานี้ท่านจะทำสำเร็จ แต่หลังจากนั้นท่านก็ต้องแบกรับไฟโทสะจากท่านผู้อาวุโสเยี่ยนเช่นกันนะขอรับ”

เหวินหนิงจือยิ้ม “หากสำเร็จ ก็มีคนเบื้องบนช่วยข้าทัดทานท่านผู้อาวุโสเยี่ยนอยู่แล้ว”

“ตัวข้าไม่ได้มีช่องโหว่หรือจุดอ่อนใดให้อีกฝ่ายจับได้ อีกทั้งการที่คนเบื้องบนจะปกป้องข้าก็เป็นเรื่องง่ายนัก”

“เอาล่ะ นำเรื่องนี้ไปรายงานให้ท่านผู้อาวุโสเหยียนทราบ แล้วก็ส่งข่าวกลับไปทางสำนักด้วย”

“ดูสิว่าครั้งนี้เจ้าเด็กน้อยตระกูลเยี่ยนจะเอาตัวรอดได้อย่างไร สุดท้ายแล้วข้าจะถลกหนังมันออกมาให้จงได้! ”


หลังจากที่เยี่ยนจ้าวเกอคุยกับสวีชวนได้ครู่ใหญ่แล้ว จึงหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาวางตรงหน้าสวีชวนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ศิลาลายเมฆนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหุบเขาวายุวิญญาณอย่างนั้นหรือ”

ศิลาลายเมฆเป็นศิลาแก้วสีเหลืองอ่อน ลวดลายที่อยู่บนผิวของมันมีลักษณะเหมือนกับเมฆสีขาว

นี่คือหนึ่งในสิ่งของที่สวีชวนมอบให้เยี่ยนจ้าวเกอเมื่อไปถึงเมืองใกล้ปราการ และมันยังเป็นสิ่งที่มีเฉพาะละแวกใกล้เคียงเท่านั้น เมื่อนำมาวางไว้ข้างๆ ขณะที่จอมยุทธ์ฝึกฝน จะช่วยทำให้จิตใจสงบ อีกทั้งยังช่วยให้อัตราการฝึกฝนเพิ่มขึ้นบ้างเล็กน้อยอีกด้วย

สวีชวนผงกศีรษะ “ถูกต้อง เกิดขึ้นจากหุบเขาวายุวิญญาณ”

เยี่ยนจ้าวเกอใช้นิ้วมือสัมผัสลูบศิลาลายเมฆนั่น แล้วพยักหน้า “ผลลัพธ์ไม่เลวเลยทีเดียว”

สีหน้าของสวีชวนไม่เปลี่ยนแปลง ทว่ากลับรู้สึกหวั่นใจอยู่เล็กน้อย

ด้านนอกของหุบเขาวายุวิญญาณมีหุบเหวปราการมังกรกั้นเอาไว้ ภายในจึงไม่ต้องแก่งแย่งกับผู้มีอำนาจอื่น ทั้งทรัพยากรที่ผลิตได้ก็อุดมสมบูรณ์ แม้ว่าผู้ที่ประจำการอยู่จะอยู่ในระดับเดียวกับผู้อาวุโสปฏิบัติกิจ ทว่ากลับปฏิบัติงานมากเท่ากับภายในของอาณาจักรถังตะวันออก

ไม่เหมือนดังเช่นเมืองใกล้ปราการ ที่แม้ว่าตำแหน่งจะสูงส่ง แต่การทำงานกลับหนักหน่วง หากเกิดปัญหาขึ้นก็ต้องกลายเป็นผู้รับผิดชอบไปโดยปริยาย

เหวินหนิงจือ ผู้อาวุโสปฏิบัติกิจแห่งหุบเขาวายุวิญญาณเป็นคนสนิทของเหยียนซวี่ ผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งอาณาจักรถังตะวันออก และเป็นคนฝ่ายเดียวกับอาจารย์ลุงรองของเยี่ยนจ้าวเกอด้วยเช่นกัน

สวีชวนกำลังคิดในใจ สายตาพลางมองไปยังศิลาลายเมฆที่อยู่ในมือของเยี่ยนจ้าวเกอ เขาเคยเห็นของสิ่งนี้มามากแล้ว ทว่าดูอย่างไรก็ยังมองไม่ออกว่ามีอะไรเป็นพิเศษ

‘ของชิ้นนี้มีความลับมหัศจรรย์หรือ’ สวีชวนไม่เข้าใจ ‘หรือข้าคิดมากไปเอง เขาอาจจะแค่ชื่นชอบเท่านั้นกระมัง’

เมื่อส่งสวีชวนไปแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็ใช้นิ้วมือดีดบนศิลาลายเมฆเบาๆ สีหน้าเหมือนของเขาจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม

หนึ่งวันหลังจากนั้น อาหู่มารายงานข่าวร้ายว่า “คุณชายขอรับ เมื่อครู่ข้าได้ข่าวจากสำนักที่อยู่ในเกาะนภากลางมาว่า วิหารอาญาออกคำสั่งให้ท่านผู้อาวุโสฝ่ายอาญาแห่งเกาะนภาตะวันออกเดินทางมายังอาณาจักรถังตะวันออกขอรับ”

ผู้ที่รับผิดชอบเกาะนภาตะวันออกของเขากว่างเฉิง นอกจากผู้อาวุโสคุมการณ์และผู้อาวุโสปฏิบัติกิจของแต่ละที่แล้ว ยังมีผู้อาวุโสฝ่ายอาญาที่ช่วยเหลืองานของผู้อาวุโสเกาะนภาตะวันออก ซึ่งทำการติดต่อโดยตรงกับวิหารอาญาของสำนัก และรับผิดชอบดูแลกฎระเบียบและการลงโทษของทั้งเกาะ

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยถาม “รู้สาเหตุหรือไม่”

“สาเหตุแรกคือคนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มาฟ้องร้อง ส่วนสาเหตุที่สองคือเรื่องของเจ้าเยี่ยจิ่งขอรับ” อาหู่กล่าวตอบ

ก่อนที่เขาจะเบะปากพูดต่อ “คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเจ้าเยี่ยจิ่งจะอาภัพเช่นนี้ ดันมาสิ้นชีพในหุบเหวปราการมังกรเสียได้ ต้องมีผู้ที่ถือโอกาสนี้สร้างเรื่องให้คุณชายลำบากเป็นแน่ขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอถามต่ออย่างไม่ใส่ใจว่า “แล้วท่านผู้อาวุโสฝ่ายอาญาต้องไปที่เมืองหลวงของอาณาจักรถังตะวันออกหรือไม่”

“ไม่ขอรับ เขาจะมายังเมืองใกล้ปราการแห่งนี้ ท่านเหยียนซวี่ ผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งอาณาจักรถังตะวันออกไล่ตามเฒ่ามารหัวขวานไปไม่สำเร็จ ส่วนหัวหน้าค่ายชื่อหลิงเองก็ไม่ทราบที่อยู่ที่แน่ชัด อีกทั้งคลื่นในหุบเหวปราการมังกรรุนแรงเรื่อยๆ ดังนั้นเขาจึงกลับมาประจำการอยู่ที่เมืองใกล้ปราการก่อนชั่วคราว ท่านผู้อาวุโสฝ่ายอาญาก็จะรีบเดินทางมาเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนของอาณาจักรถังตะวันออกติดตามมาด้วยขอรับ”

“เช่นนั้นก็รออยู่ที่นี่ก็แล้วกัน” เยี่ยนจ้าวเกอลูบคาง

อาหู่ก็ลูบคางเลียนแบบเช่นกัน “คุณชายขอรับ ด้วยตำแหน่งฐานะของท่าน ไม่น่าจะมีปัญหากับวิหารอาญาได้ง่ายๆ แต่การที่ท่านผู้อาวุโสฝ่ายอาญาเดินทางมาเองเช่นนี้ ท่าจะไม่ดีนะขอรับ”

“ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ไม่ชอบนิสัยบ้าระห่ำของข้ามาตลอด เรื่องเตาผลึกหินชั้นในก่อนหน้านี้พอจะทำให้เขาเปลี่ยนความคิดไปบ้าง แต่เมื่อเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นตอนนี้อีก เกรงว่าเขาคงจะผิดหวังยิ่งกว่าเดิมแน่ ยิ่งมีความคาดหวังมาก ความผิดหวังก็จะยิ่งมากตามไปด้วย” เยี่ยนจ้าวเกอพูดพลางแบมือทั้งสองออก

“ท่านอาจารย์ลุงใหญ่อาจจะไม่มีทางเอนเอียงไปทางฝ่ายของท่านอาจารย์ลุงรอง แต่เกรงว่าครั้งนี้เขาคงอยากจะตักเตือนสอนกฎระเบียบให้กับข้าอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ข้า ‘ก้าวพลาด’ กระมัง”

อาหู่อ้าปากค้างไปชั่วครู่ “งานยากเลยขอรับ”



เยี่ยนจ้าวเกอยกขาขึ้นไขว้ห้าง “ก็คงจะมีคนเจองานยากเข้าแล้วจริงๆ”

ไม่นานนัก คนอื่นๆ ก็ได้รับข่าวเช่นกัน รวมถึงพวกซือคงจิงด้วย

ในฐานะที่พวกเขาเป็นผู้ร่วมเดินทางไปกับเยี่ยนจ้าวเกอ จึงต้องได้รับการซักถามเช่นเดียวกัน เพื่อเป็นพยานยืนยันด้วย

ทุกคนที่ได้รับข่าวต่างก็มองหน้ากัน มีความรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาชั่วขณะ

เป็นอย่างที่อาหู่พูด เยี่ยนจ้าวเกอค่อนข้างมีสิทธิพิเศษ และไม่อาจติดต่อวิหารอาญาได้โดยง่ายๆ ทว่าหากถึงขั้นนั้น นั่นก็หมายความว่าไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย อีกทั้งยังพลิกสถานการณ์ได้ยาก

ในกลุ่มศิษย์รุ่นเยาว์ของสำนัก ครั้งนี้เยี่ยนจ้าวเกอ คุณชายในกลุ่มศิษย์รุ่นเยาว์ของสำนักเขากว่างเฉิง ผู้เรียกลมเรียกฝนได้คนนี้ ต้องพลาดท่าเข้าแล้วจริงๆ หรือ?
บทที่ 23
อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ไม่นานนักผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งอาณาจักรถังตะวันออก และผู้อาวุโสฝ่ายอาญาแห่งเกาะนภาตะวันออกที่เดินทางมาไกล ก็มาถึงเมืองใกล้ปราการพร้อมกัน

และยังมีราชาแห่งอาณาจักรถังตะวันออก มาพร้อมกันกับผู้อาวุโสฝ่ายอาญาแห่งเกาะนภาตะวันออกด้วย

คาดไม่ถึงเลยว่าผู้ที่ได้รับความเคารพศรัทธาสูงสุดทั่วทั้งอาณาจักรถังตะวันออกท่านนี้ จะรีบรุดมายังเมืองใกล้ปราการเช่นกัน

เรื่องเกิดขึ้นที่ภายในอาณาจักรถังตะวันออก ทางอาณาจักรก็ต้องให้ความสนใจเป็นธรรมดา แต่พระราชาองค์เดียวแห่งอาณาจักรเสด็จออกจากเมืองหลวง เพื่อมายังพื้นที่ชายแดนเช่นนี้ ก็ยังคงเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของทุกคนอยู่ดี

แต่เพราะอธิบายกับภายนอกว่าหุบเหวปราการมังกรเกิดความผิดปกติ อันเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสจนอาจถึงขั้นสร้างอันตรายไปเกินกว่าครึ่งของพื้นที่อาณาจักร องค์ราชาจึงเสด็จมาด้วยตนเอง

ทว่าในสายตาของสวีชวน เหวินหนิงจือ และคนอื่นๆ กลับรู้สึกว่าราชาผู้นี้มาเพื่อพบเยี่ยนจ้าวเกอเสียมากกว่า

การมาถึงของผู้อาวุโสฝ่ายอาญาไม่เป็นผลดีกับเยี่ยนจ้าวเกออย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งเหยียนซวี่ ผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งอาณาจักรถังตะวันออกก็เป็นคนฝ่ายเดียวกับอาจารย์ลุงรองของเยี่ยนจ้าวเกออีกด้วย

ด้วยฐานะตำแหน่งที่เยี่ยนจ้าวเกอมี เขาไม่มีทางถูกคาดคั้นจนต้องยอมรับผิดเป็นแน่ แต่กระนั้นก็ต้องเผชิญความกดดันอยู่ไม่น้อยเลย

ราชาอาณาจักรถังตะวันออกกับบิดาของเยี่ยนจ้าวเกอเป็นสหายกันมาตั้งแต่เยาว์วัย จึงเห็นได้ชัดว่าครั้งนี้องค์ราชามาเพื่อหนุนหลังให้กับหลานชายของตนเอง

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์รุกรานอาณาจักรถังตะวันออกอย่างหนัก แต่สำนักเขากว่างเฉิงก็ยังมีอำนาจในอาณาจักรถังตะวันออกมากกว่า เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือใจของราชาอาณาจักรถังตะวันออกอยู่ฝั่งสำนักเขากว่างเฉิงมากกว่านั่นเอง

สวีชวนเป็นกังวลกับข่าวที่ได้รับอย่างมาก ส่วนเหวินหนิงจือกลับดีใจ

การมาถึงของราชาอาณาจักรถังตะวันออก ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอมีที่พึ่งพิงไปโดยปริยาย ทว่าการมาถึงของผู้อาวุโสท่านนี้คงทำให้เยี่ยนจ้าวเกอรอดไปได้ยากขึ้น ทางวิหารอาญาของสำนักเอาจริงแล้ว จนถึงขั้นที่ราชาอาณาจักรถังตะวันออกก็ทนนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้

ซือคงจิงและศิษย์รุ่นเยาว์คนอื่นๆ อาจจะยังไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ภายใน ทว่าทุกคนต่างก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศน่าอึดอัด เหมือนกับพายุลมฝนกำลังจะมาเยือนก็ไม่ปาน

เยี่ยนจ้าวเกอหันหลังกลับไปมองพวกเขาแล้วยิ้ม ขณะยืนอยู่ด้านนอกตำหนัก “เป็นข้าที่ถูกซักถาม ไม่ใช่พวกเจ้า ไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนั้น”

ทุกคนล้วนฝืนยิ้มออกมาโดยที่ไม่พูดอะไร ก่อนจะมีศิษย์หญิงรุ่นเยาว์คนหนึ่งที่อุ้มภูตแมวแสงอยู่ รวบรวมความกล้าแล้วกล่าวออกมาว่า “ศิษย์พี่เยี่ยน ข้าเชื่อว่าท่านจะต้องไม่เป็นอะไรแน่”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม แล้วหันหลังเดินกลับเข้าไปในตำหนักใหญ่

เมื่อเข้าไปในตำหนักใหญ่ เขาพลันเห็นคนสองคนนั่งอยู่คู่กันอยู่บนที่นั่ง

คนหนึ่งเป็นชายชราที่มีสีหน้าสุขุมเยือกเย็น ทว่ามีรัศมีดูน่าเกรงขาม ซึ่งก็คือผู้อาวุโสฝ่ายอาญาแห่งเกาะนภาตะวันออกของเขากว่างเฉิง

ส่วนชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่ง แม้ว่าจะสวมใส่เพียงชุดลำลองสีเหลืองสด ทว่ารัศมีบารมีแห่งราชาก็ยังคงแผ่กระจายออกมา ซึ่งนั่นก็คือราชาแห่งอาณาจักรถังตะวันออก

ถัดลงมาจากราชาถังตะวันออก มีชายชราสีหน้าเคร่งขรึม ร่างกายซูบผอมคนหนึ่งนั่งอยู่ นั่นก็คือเหยียนซวี่ ผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งอาณาจักรถังตะวันออกของเขากว่างเฉิง

ถัดลงมาจากเหยียนซวี่ ที่นั่งอยู่แถวล่างสุดก็คือสวีชวน เจ้าของเดิมของดินแดนแห่งนี้ และเป็นผู้อาวุโสปฏิบัติกิจของเขากว่างเฉิงแห่งเมืองใกล้ปราการ ณ อาณาจักรถังตะวันออก

สวีชวนในขณะนี้สายตามองตรงไม่หันเหไปทิศทางอื่น ทว่าลึกๆ ในแววตามีความกังวลซ่อนอยู่

เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอเข้ามาในตำหนักใหญ่แล้ว เขาก็ทำความเคารพทุกคนด้วยความสงบ

หลังจากคำนับแล้ว ทั้งราชาอาณาจักรถังตะวันออกและเหยียนซวี่ต่างก็ไม่ได้กล่าวอะไร เอาแต่นั่งอย่างเงียบๆ ยกเรื่องการซักถามให้เป็นหน้าที่ของผู้อาวุโสฝ่ายอาญา

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญามองเยี่ยนจ้าวเกอ แล้วพูดอย่างใจเย็นว่า “ก่อนอื่นเลย ครั้งนี้ศิษย์หลานเยี่ยนเอาชนะเฉาหยวนหลงได้ ไม่ทำให้กว่างเฉิงของเราเสียชื่อก็นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีและชื่นชม”

“แต่ว่าหลังจากนั้น เจ้าขับไล่เฉาหยวนหลงที่ไม่ได้สติและศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนอื่นๆ ออกจากเขตใจกลางหุบเหวของปราการมังกร”

“ระหว่างที่ประมือกันก็ไม่ได้เอาชนะแบบธรรมดา แต่ยังจงใจเหยียดหยามเฉาหยวนหลง ทำให้เขาเสียหน้า หลังจากนั้นก็ยังโบยศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนอื่นๆ อีกด้วย”

“ทั้งหมดนี้เป็นคำฟ้องร้องของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ มีตรงไหนเป็นเท็จหรือไม่”

เยี่ยนจ้าวเกอตอบอย่างเรียบเฉยว่า “โดยรวมแล้วเป็นความจริงขอรับ”

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญาเอ่ยถามว่า “เจ้ามีอะไรจะพูดหรือไม่”

เหยียนซวี่กล่าวเสริมว่า “บัดนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาการประลองต่อสู้ระหว่างเจ้ากับเฉาหยวนหลงแล้ว”

“ที่ขับไล่พวกเขาออกจากเขตใจกลางหุบเหว เป็นเพราะพื้นที่บริเวณนั้นมีประโยชน์กับทางสำนักเราเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันก็ต้องเก็บรักษาเป็นความลับด้วย จึงไม่สามารถให้คนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่นั่นต่อไปได้” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

สายตาของผู้อาวุโสฝ่ายอาญามองผ่านมา “หือ?”

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ “ณ ตรงนั้นเป็นพื้นที่เก้าปราณพิษ ข้าจำเป็นต้องใช้พื้นที่ตรงนั้นทำการทดลอง เพื่อพัฒนาเตาผลึกหินชั้นในขอรับ”

เรื่องของเตาผลึกหินชั้นในนี้ นอกเหนือจากคนภายในของเขากว่างเฉิงแล้ว ราชาอาณาจักรถังตะวันออกเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้เห็น

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญาเอ่ยถาม “ตอนนี้คงไม่มีใครอยู่ตรงนั้นแล้วกระมัง เช่นนั้นเจ้ามีหลักฐานให้กับคำอธิบายของตนเองหรือไม่”

“เตาผลึกหินชั้นในที่ข้านำเข้าไปในปราการมังกรได้หายไปแล้ว หลักฐานที่แท้จริงคงไม่มี แต่ข้าได้ใช้เตานั่นหลอมสร้างอาวุธวิเศษระดับกลางออกมาชิ้นหนึ่งในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ศิษย์รุ่นเยาว์ที่ร่วมเดินทางไปกับข้าล้วนก็มองอยู่ข้างๆ สามารถเป็นพยานได้ขอรับ”

ซือคงจิงผู้ที่มีวรยุทธ์สูงที่สุดในบรรดาศิษย์รุ่นเยาว์ จึงถูกซักถามต่อจากเยี่ยนจ้าวเกอเป็นอันดับแรก

“คำพูดของศิษย์พี่เยี่ยนเป็นความจริงเจ้าค่ะ ตอนนั้นข้าและคนอื่นก็อยู่ข้างๆ เขา”

เหยียนซวี่มองซือคงจิง “พวกเจ้ามีความเข้าใจเกี่ยวกับเตาผลึกหินชั้นในมากเพียงใด แล้วรู้หลักการทำงานทั่วไปของมันหรือไม่ จะตัดสินได้อย่างไรว่าสถานการณ์ในตอนนั้นเป็นจริงหรือเป็นเท็จ”

ซือคงจิงกล่าวตอบอย่างไม่ช้าแต่ก็ไม่เร็วว่า “ความรู้เกี่ยวกับเตาผลึกหินชั้นในของข้ามีจำกัด ไม่สามารถตัดสินสถานการณ์ในตอนนั้นได้จริง ข้าเพียงแต่พูดทุกอย่างตามความเป็นจริงจากสิ่งที่ศิษย์มองเห็นได้ด้วยตา”

“ศิษย์พี่เยี่ยนเตรียมอาวุธวิเศษระดับกลางมาก่อนล่วงหน้า จากนั้นหลอกสายตาทุกคนด้วยการใช้วิชาปกปิดเปลี่ยนให้กลายเป็นเพียงอาวุธธรรมดาหรือไม่ ด้วยระดับวรยุทธ์ของข้ายังไม่สามารถยืนยันได้ แต่ดาบยาวสีดำเล่มนั้นเป็นอาวุธวิเศษระดับกลางอย่างไม่ต้องสงสัยเจ้าค่ะ”

“ส่วนพื้นที่เก้าปราณพิษมีความสามารถช่วยพัฒนาเตาผลึกหินชั้นในได้หรือไม่ ข้าไม่ทราบ แต่ข้ารู้จักเพียงพื้นที่เท่านั้น”

ทุกคนที่ได้ยินเช่นนั้นต่างมองไปที่นางแวบหนึ่ง ‘พื้นที่เก้าปราณพิษ’ นี้ คนทั่วไปแทบจะไม่เคยได้ยินชื่อ อย่าว่าแต่รู้จักเลย

เหยียนซวี่มองซือคงจิง แล้วผงกศีรษะช้าๆ ไม่เอ่ยสิ่งใดอีก

ราชาอาณาจักรถังตะวันออกเอ่ยพูดขึ้นเป็นครั้งแรก “ตามที่แม่นางซือคงกล่าวมา พื้นที่ตรงนั้นก็มีเอกลักษณ์ของเก้าปราณพิษอยู่ด้วย”

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญาผงกศีรษะ “ไม่ผิด”

“พื้นที่เก้าปราณพิษไม่ได้คงอยู่ตลอด มันสามารถเคลื่อนย้ายได้ตลอดเวลา อีกทั้งยังมีโอกาสที่จะหายไป” เขามองไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ “เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเตาผลึกหินชั้นใน หากล่าช้าอาจทำให้พลาดโอกาสได้ เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนจึงขับไล่ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ไม่ถือว่าเป็นความผิด”

“หากสามารถยืนยันได้ว่าสามารถพัฒนาคุณภาพของเตาผลึกหินชั้นในไปอีกขั้นได้จริง ไม่เพียงแต่ไม่มีโทษ แต่กลับเป็นความดีความชอบอีกด้วย”

“ส่วนทางด้านสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ทางสำนักจะจัดการเอง ไม่ต้องให้เจ้าออกหน้า แต่ถ้าศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มาท้าสู้กับเจ้า ขอประลองฝีมือด้วย นั่นก็เป็นเรื่องที่เจ้าต้องรับมือเอง”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม “แน่นอนขอรับ”

ถึงแม้ว่าศักยภาพของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะเหนือกว่าอยู่ขั้นหนึ่ง แต่ในฐานะที่เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ระดับเดียวกันกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ สำนักเขากว่างเฉิงจะยังคงตัดสินให้เยี่ยนจ้าวเกอมีความผิด แต่เป็นการลงโทษส่วนตัวภายในสำนัก เพราะต้องทำให้ภายนอกเห็นว่าแข็งกร้าว ไม่เช่นนั้นจะดูด้อยกว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เอาได้

และด้วยเป็นการลงโทษภายใน จึงไม่ลงโทษสถานหนักในสถานการณ์เช่นนี้ เพียงแค่อบรมสั่งสอนศิษย์ในสำนักไม่ให้ประมาทเลินเล่อและหุนหันพลันแล่น เพื่อไม่ให้สร้างปัญหาที่ไม่จำเป็นให้กับสำนักเท่านั้น



เยี่ยนจ้าวเกอรู้ดี ว่าต่อจากนี้ถึงจะเป็นส่วนที่สำคัญ

เป็นไปตามคาด ผู้อาวุโสฝ่ายอาญาเปลี่ยนเรื่องพูดในทันใด “พักเรื่องของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เอาไว้เท่านี้ก่อน ศิษย์หลานเยี่ยนเป็นปรมาจารย์นำคณะในครั้งนี้ มีอะไรอยากจะพูดเกี่ยวกับเรื่องที่เยี่ยจิ่งสิ้นชีพที่หุบเหวปราการมังกรหรือไม่”

เหยียนซวี่กล่าวต่อ “ภายใต้หมอกดำที่ปกคลุมนั้น เจ้ากระทำอะไรลงไปกันแน่ จนถึงขั้นที่เยี่ยจิ่งต้องโกรธแค้นและไม่พอใจก่อนสิ้นใจไป”

“และเยี่ยจิ่งสิ้นชีพเพราะหัวหน้าค่ายชื่อหลิงจริงหรือ”
บทที่ 24
เมื่อได้ยินคำถามของเหยียนซวี่ เยี่ยนจ้าวเกอก็เลิกคิ้วขึ้นเบาๆ “ท่านผู้อาวุโสเหยียนคิดว่าศิษย์น้องเยี่ยสิ้นชีพเพราะใครหรือขอรับ”

เหยียนซวี่มองเยี่ยนจ้าวเกออย่างเย็นชา “ในสถานการณ์เช่นนี้ เจ้าย้อนถามข้าได้อย่างนั้นหรือ?”

“เรื่องที่เจ้าต้องทำคือตอบคำถามตามความเป็นจริงเท่านั้น ห้ามพูดเท็จหรือเล่นลิ้นแม้แต่คำเดียว”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม “หากข้าจำไม่ผิด วันนี้เป็นเพียงการซักถาม แต่ไม่ใช่การไต่สวน และถึงจะเป็นการไต่สวน ก็ดูเหมือนว่าท่านผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งอาณาจักรถังตะวันออกไม่ควรเป็นคนที่มาไต่สวนข้า”

“หากปักใจเชื่อไปก่อนแล้วว่าข้ามีความผิด เช่นนั้นแล้วหลักฐานอยู่ที่ใดหรือขอรับ”

เหยียนซวี่เองก็ไม่ได้โกรธ เพียงแต่พูดอย่างเฉยชาว่า “เช่นนั้นตอนนี้เชื้อไฟสัจจะอัคคีอยู่กับใคร”

“อยู่กับข้า” เยี่ยนจ้าวเกอตอบตรงๆ

“เยี่ยจิ่งได้พูดอะไรก่อนสิ้นชีพบ้างหรือไม่” เหยียนซวี่กล่าวกับซือคงจิง

ซือคงจิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงตอบตามความจริงว่า “เรียกชื่อของศิษย์พี่เยี่ยนเจ้าค่ะ”

“เรียกอย่างไรหรือ”

“…โมโห ไม่พอใจ และ…โกรธแค้น”

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญาโบกไม้โบกมือ สายตามองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความสงบทว่าจดจ่อ “ศิษย์หลานเยี่ยน เจ้ามีสิ่งใดจะพูดเกี่ยวกับเรื่องการตายในหุบเหวปราการมังกรของเยี่ยจิ่ง ในฐานะที่เป็นปรมาจารย์ผู้นำคณะหรือไม่”

เขาเพียงถามซ้ำประโยคที่ก่อนหน้าได้พูดไปเท่านั้น แต่น้ำเสียงดูเคร่งขรึมขึ้นบ้างเล็กน้อย

“ก่อนอื่นข้าต้องขอแก้ไขเรื่องหนึ่ง บัดนี้ศิษย์น้องเยี่ยเป็นหรือตายยังไม่ทราบแน่ชัด” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว

“เหตุใดเจ้าจึงกล่าวเช่นนี้ แท้จริงแล้วเรื่องเป็นมาอย่างไรกันแน่” ผู้อาวุโสฝ่ายอาญากล่าวเสียงราบเรียบ

เยี่ยนจ้าวเกอหยิบกระดาษจดหมายแผ่นหนึ่งออกมา ยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ในฐานะที่เป็นปรมาจารย์รับผิดชอบนำคณะไปฝึกฝน ข้าต้องรายงานสำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้แน่นอน เพียงแต่ว่ายังไม่ทันที่จะส่งจดหมายนี้ให้กับทางสำนัก ก็ได้รับข่าวว่าพวกท่านจะเดินทางมาที่นี่ ด้วยเหตุนี้ข้าจึงตัดสินใจรอมอบมันให้กับพวกท่านโดยตรงที่นี่ขอรับ”

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วผงกศีรษะ “ที่ข้ามาในครั้งนี้ เดิมทีก็เพื่อรับเอกสารลายมือของเจ้ากลับไปเช่นกัน”

เขารับจดหมายนั้นไป หลังจากเปิดอ่านแล้ว แววตาของเขาพลันวูบไหว ก่อนจะส่งต่อไปให้เหยียนซวี่

เหยียนซวี่อ่านแล้ว เขาก็ขมวดคิ้วมุ่นในทันที “เตาผลึกหินชั้นในของเจ้าตกลงไปในหุบเหวปราการมังกร ทำให้เกิดการระเบิดขึ้น และทำลายร่างกายของเยี่ยจิ่ง ทว่าเยี่ยจิ่งกลับมีของล้ำค่าติดกายช่วยปกป้องจิตวิญญาณของเขาไว้ได้ แต่เขาเป็นอยู่หรือตายก็ยังไม่ทราบแน่ชัดอย่างนั้นหรือ”

“สมบัติชิ้นนั้นมีความพิเศษมาก ข้ามีลางสังหรณ์ว่าอีกไม่นานศิษย์น้องเยี่ยจะกลับมาปรากฏตัวต่อหน้าพวกเราอีกครั้ง เมื่อถึงเวลานั้นก็จะยืนยันคำพูดของข้าได้เอง” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว

“แน่นอนว่าเขาอาจจะยังโกรธแค้นข้าเพราะเรื่องที่เตาผลึกหินชั้นในระเบิด”

ราชาแห่งอาณาจักรถังตะวันออกคิ้วขมวด “หากเป็นจริงดังเจ้าว่า ตอนนี้เยี่ยจิ่งมีวรยุทธ์เพียงแค่ขั้นชักจูงลมปราณระยะกลางเองมิใช่หรือ ปกติเข้าไปในหุบเหวปราการมังกรเพียงลำพังก็เสี่ยงชีวิตมากอยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนนี้เขาเหลือเพียงวิญญาณ มิหนำซ้ำยังตกลงไปในหุบเหวด้วย”

เยี่ยนจ้าวเกอพูดช้าๆ ว่า “สิ่งล้ำค่าติดตัวของศิษย์น้องเยี่ยชิ้นนั้น สามารถระเบิดพลังมหาศาลออกมาได้ในพริบตา ไม่ควรดูถูกเลยขอรับ”

เหยี่ยนซวี่จ้องเยี่ยนจ้าวเกอพร้อมใบหน้าเย็นชาอีกครั้ง “หากเยี่ยจิ่งกลับมาไม่ได้อีกแล้ว เจ้าจะว่าอย่างไร”

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญากลับถาม “คลื่นในหุบเหวปราการมังกรพัดเชื้อไฟสัจจะอัคคีมาตกอยู่ตรงหน้าเจ้าเองหรือ”

“เป็นเช่นนั้นขอรับ” เยี่ยนจ้าวเกอตอบ

ท่านผู้อาวุโสทั้งสามล้วนจ้องไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ ทว่านิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจาใดๆ

เยี่ยนจ้าวเกอพูดต่อนิ่งๆ ว่า “ตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ มีเพียงศิษย์น้องเยี่ยที่อคติกับข้าอยู่ฝ่ายเดียว ถ้าเขาไม่เป็นฝ่ายหาเรื่องข้าก่อน สำหรับข้าแล้ว เขาก็ไม่ได้ต่างอะไรกับศิษย์น้องคนอื่นๆ”

“ส่วนเชื้อไฟสัจจะอัคคี ข้าเชื่อว่าสำนักต้องรับรองการศึกษาและสร้างเตาผลึกหินชั้นในก่อนอยู่แล้ว หากข้าต้องการได้มันมา ก็เป็นเรื่องง่ายยิ่งนัก”

“และต่อให้เป็นเพราะศิษย์น้องเยี่ยไม่รู้ความ แย่งชิงเชื้อไฟกับข้า ข้าก็คงสั่งสอนเขาเท่านั้น ไม่ถึงกับฆ่าแกงกัน”

“ยิ่งไปกว่านั้น ข้าไม่จำเป็นต้องลงมือด้วยตัวเอง ก็สามารถทำให้เขาทุกข์ทรมานได้”

สุดท้ายเยี่ยนจ้าวเกอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ในรายงานของข้าได้เขียนเอาไว้แล้ว และเชื่อว่าข้อมูลที่ทุกท่านได้รับก่อนหน้านี้ ก็ได้กล่าวถึงเช่นกัน”

“ศิษย์น้องเยี่ยรู้จักกันกับเฒ่ามารหัวขวาน หานเซิ่งด้วยขอรับ”

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญาขมวดคิ้ว “เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือ”

เหยียนซวี่พูดขึ้นอย่างเย็นชาว่า “ตาเฒ่าหานมีความแค้นกับข้าจริง แต่นั่นก็เป็นความแค้นส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับทางสำนัก เยี่ยจิ่งคบค้ากันกับเขาไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร และต่อให้เป็นข้าเอง ก็จะไม่ขุ่นเคืองด้วยเรื่องเช่นนี้ หากตาเฒ่าหานยอมละทิ้งความแค้นเก่า และยุติความแค้นทั้งหมดนี้แล้วอย่างไร สุดท้ายแล้วข้าเองก็ต้องเลยตามเลย”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มครั้งหนึ่ง “เช่นนั้นการประมือทั้งสองครั้งล้วนเป็นท่านที่ได้เปรียบ หานเซิ่งเป็นฝ่ายเสียเปรียบ”

ทว่าต่อจากนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ค่อยๆ หายไป “แต่เรื่องกลับไม่ได้เป็นเพียงความแค้นส่วนตัวง่ายๆ เช่นนั้น หานเซิ่ง เฒ่ามารหัวขวานมีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของหุบเหวปราการมังกรในครั้งนี้ด้วยขอรับ!”

เมื่อสิ้นประโยคนี้ ทั่งห้องโถงล้วนตะลึงงัน

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญา ราชาอาณาจักรถังตะวันออก และเหยียนซวี่ต่างพากันยืดตัวตรง จดจ้องไปที่เยี่ยนจ้าวเกอพร้อมแววตาเป็นประกาย

“เจ้าตัดสินเช่นนี้ มีหลักฐานหรืออย่างไร”

ความกดดันจากมหาปรมาจารย์ทั้งสามทำให้ทั้งตำหนักใหญ่ดุจดั่งเตาหลอมก็ไม่ปาน

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม “ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้นล้วนยืนยันได้ขอรับ ตอนที่เฒ่ามารหัวขวานปรากฏกายครั้งแรกและยังไม่ได้สังเกตเห็นศิษย์น้องเยี่ย ประโยคแรกที่เขากล่าวคือ ‘ใครกันที่พังเรื่องดีๆ ของข้า’ เช่นนั้นพวกเราก็ต้องไตร่ตรองดูแล้วขอรับ ว่าเรื่องดีๆ ของเฒ่ามารหัวขวานคืออะไร”

เขาว่าพลางส่งศิลาแก้วสองก้อนไป หนึ่งในนั้นก็คือศิลาก้อนที่ปิดผนึกแสงสีแดงภายในหมอกดำของหุบเหวปราการมังกร

ส่วนอีกก้อนหนึ่งผนึกร่างเลือนรางเอาไว้ ซึ่งก็คือเงาร้ายที่เยี่ยนจ้าวเกอไล่ตามไปหลังจากละทิ้งเชื้อไฟสัจจะอัคคีแล้ว

เยี่ยนจ้าวเกอมองเหยียนซวี่ตรงๆ “ท่านผู้อาวุโสเหยียน ท่านคุ้นเคยกับเฒ่ามารหัวขวานดีที่สุด เห็นสิ่งนี้แล้วพบสิ่งใดหรือไม่ขอรับ”

เหยียนซวี่รับศิลาแก้วมาพินิจอย่างละเอียด สายตาของผู้อาวุโสฝ่ายอาญาและราชาแห่งอาณาจักรถังตะวันออกก็มองไปที่เขาเช่นกัน

สักครู่หนึ่ง เหยียนซวี่ก็ถอนหายใจออกยาวๆ แล้วพูดเสียงขุ่นเคืองว่า “ไม่รู้ว่าเป็นศาสตร์มืดชนิดใด…แต่เป็นฝีมือของตาเฒ่าหานไม่ผิดแน่”

เยี่ยนจ้าวเกอเล่าเหตุการณ์พบเจอเงาประหลาด และการไล่จับเงาประหลาดนั่นด้วยท่าทีที่นิ่งสงบ ส่วนมหาปรมาจารย์ทั้งสามล้วนครุ่นคิดตาม

การเปลี่ยนแปลงของหุบเหวปราการมังกรไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะพัวพันถึงปฐพีพิภพในอดีต ที่เป็น ‘อเวจี’ ในปัจจุบัน!

หลังจากผ่านไปนานพอสมควร ผู้อาวุโสฝ่ายอาญาก็เงยหน้าขึ้นถามว่า “เจ้าหมายความว่าเยี่ยจิ่งสมคบคิดกับหานเซิ่งหรือ?”

เด็กหนุ่มส่ายหน้า “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นขอรับ”

“ศิษย์น้องเยี่ยรู้จักกันกับเฒ่ามารหัวขวาน และยิ่งไปกว่านั้นยังเรียกพี่เรียกน้องกัน นี่เป็นความจริงขอรับ”

“อีกทั้งเฒ่ามารหัวขวานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของหุบเหวปราการมังกร นี่ก็เป็นความจริงเช่นกัน”

“ส่วนศิษย์น้อยเยี่ยรู้จักกับเฒ่ามารหัวขวานได้อย่างไร และรู้เรื่องหุบเหวปราการมังกรมากเท่าใด รู้เรื่องเฒ่ามารหัวขวานมากขนาดไหน และเขาเข้ามาเป็นศิษย์ในสำนักมีเป้าหมายอื่นๆ หรือไม่ เรื่องเหล่านี้ล้วนยังไม่แน่ชัด ต้องทำการตรวจสอบขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอพูดต่อว่า “ที่ข้าพูดเรื่องพวกนี้ เพียงต้องการอธิบายว่าหากข้าต้องการรังแกศิษย์น้องเยี่ย ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องจัดการเขาด้วยตัวข้าเองเลย”

เหยียนซวี่และคนอื่นๆ ต่างก็เงียบไปพร้อมกัน

อย่างที่เยี่ยนจ้าวเกอพูดมา เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแล้ว ทางสำนักต้องไม่ใช้วิธีทั่วไปในการปฏิบัติกับเยี่ยจิ่งอยู่แล้ว แต่เขาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการสอบสวนจำนวนมากได้ เพียงเท่านี้ก็พอให้เยี่ยจิ่งได้ทุกข์ทรมานแล้ว

กระทั่งอาจารย์ลุงใหญ่ของเยี่ยนจ้าวเกอจะยังรับเยี่ยจิ่งเป็นศิษย์อีกหรือไม่นั้น ก็คงต้องคิดทบทวนอย่างหนักใหม่อีกครั้ง อย่างน้อยก็ต้องรอผลสรุปของการไต่สวนที่แน่ชัดก่อน

“ข้าได้พูดไปแล้วว่าศิษย์น้องเยี่ยยังไม่สิ้นชีพ ของล้ำค่าของเขาชิ้นนั้นดูแล้วมีความพิเศษอย่างมาก อาจจะสามารถสร้างร่างใหม่ให้เขาก็เป็นได้”

“รอให้ถึงตอนที่เขาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง แล้วค่อยถามเรื่องต่างๆ กับเขาโดยตรงก็จะกระจ่างเอง ข้าไม่ถือสาที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงกับเขาซึ่งๆ หน้าขอรับ”

สุดท้ายเยี่ยนจ้าวเกอยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า “ถึงเวลานั้นพวกเราสามารถทำพิธีโลหิตจิตหวนเวลา เพื่อแสดงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้อีกครั้งก็ได้ จะได้ไม่ต้องกลัวว่าอีกฝ่ายไม่ยอมรับผิด”

เหยียนซวี่ถามเสียงต่ำว่า “ยังคงเป็นคำถามเดิม หากเยี่ยจิ่งกลับมาไม่ได้อีกเลยเล่า”

“สามปี สองปี…หนึ่งปี? หรืออาจจะสั้นกว่านั้น” เยี่ยนจ้าวเกอพูดนิ่งๆ “ขอเพียงแค่ไม่มีคนจงใจทำให้เขาปรากฏตัวอีกครั้งไม่ได้ก็พอ”


ใบหน้าของเหยียนซวี่เรียบนิ่งเฉกเช่นผืนน้ำ

ราชาอาณาจักรถังตะวันออกเอนหลังพิงไปบนเก้าอี้ มองเยี่ยนจ้าวเกอแล้วผงกศีรษะเบาๆ

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญาพูดเสียงต่ำว่าว่า “การซักถามที่เกิดขึ้นทั้งหมดวันนี้ ข้าจะรายงานให้กับทางสำนัก”

“ส่วนตัวข้าเชื่อในคำพูดของศิษย์หลานเยี่ยน แต่หากเป็นจริงดังเจ้าว่า ก็หวังว่าเวลาจะยืนยันความบริสุทธิ์ของเจ้าได้ในที่สุด และหากเยี่ยจิ่งยังมีชีวิตรอดกลับมาได้ก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดีเรื่องหนึ่ง ทางสำนักเองจะตามหาตัวเขาต่อไปเช่นกัน”

พูดกันตามตรงแล้ว ก็คือไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนจนสามารถยืนยันได้ว่าเยี่ยนจ้าวเกอจงใจทำให้เยี่ยจิ่งถึงแก่ความตาย กระทั่งความผิดพลาดจากความไม่ตั้งใจก็ไม่สามารถเหมารวมได้ด้วยซ้ำ

“ในเมื่อคุยเรื่องของข้าจบแล้ว เช่นนั้นมาคุยกันเรื่องอื่นกันบ้างดีกว่า” จู่ๆ เยี่ยนจ้าวเกอก็พลันเอ่ยปากขึ้น “คนที่กล่าวหาข้าและนำข่าวไปรายงานล่วงหน้าให้กับคนในสำนักก่อน คงจะเป็นเหวินหนิงจือ ท่านผู้อาวุโสปฏิบัติกิจแห่งหุบเขาวายุวิญญาณสินะขอรับ”
บทที่ 25
ทางสำนักมีปฏิกิริยารวดเร็วและมากเช่นนี้ แสดงว่าต้องมีคนเอาเรื่องไปฟ้องและใส่สีตีไข่เพิ่มไปด้วยแน่

หลังจากออกจากหุบเหวปราการมังกร ในบรรดาจอมยุทธ์ที่เคยคบค้าสมาคมด้วย นอกจากจอมยุทธ์ของอาณาจักรถังตะวันออกแล้ว ก็เป็นคนของเขากว่างเฉิงอยู่ในเมืองใกล้ปราการ หรือไม่ก็อยู่ที่หุบเขาวายุวิญญาณ

ระหว่างสวีชวนกับเหวินหนิงจือ ฝ่ายหลังดูน่าสงสัยเป็นที่สุด

สองวันมานี้เยี่ยนจ้าวเกอให้อาหู่ออกไปสืบเรื่องความสัมพันธ์ของเหวินหนิงจือกับท่านผู้อาวุโสชุยแห่งวิหารปฏิบัติกิจของสำนักมาแล้ว แน่นอนว่ามันไม่ใช่ความลับอีกต่อไป

เหยียนซวี่กวาดสายตามองเยี่ยนจ้าวเกออย่างเย็นชา “เหวินหนิงจือมารายงานให้ข้า จากนั้นข้าจึงส่งต่อให้กับทางสำนัก ข้าคุมการณ์อยู่ที่อาณาจักรถังตะวันออก ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ดูแลโดยตรงของฝ่ายปฏิบัติกิจในหุบเขาวายุวิญญาณ ข้าต้องรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินของอาณาจักรถังตะวันออกอยู่แล้ว เจ้ามีปัญหาอันใดหรือ”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม “ข้าไม่มีปัญหาหรอกขอรับ เพียงแต่สงสัยว่าเหวินหนิงจืออาจเป็นผู้ต้องสงสัยทรยศสำนัก คบค้าสมาคมกับศัตรู”

“ดังนั้นเรื่องในครั้งนี้ ข้าอดไม่ได้ที่จะคิดโยงไปถึงตัวเขา หรือที่เขากล่าวฟ้องข้า อาจจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาภายในสำนักก็เป็นได้”

“อย่างไรเสียท่านผู้อาวุโสเหยียนก็รู้ ว่าข้าเพิ่งเล่นงานลูกศิษย์บางสำนักจนปางตาย ในหุบเหวปราการมังกรก่อนหน้านี้”

สายตาของเหยียนซวี่ดุดันขึ้นทันที เขาจ้องเยี่ยนจ้าวเกอตาเขม็ง “เยี่ยนจ้าวเกอ ระวังวาจาของเจ้าด้วย!”

ฝ่ายเยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างใจเย็นว่า “ข้าระวังแล้ว เพราะเช่นนั้นข้าถึงได้บอกว่าสงสัย น่าสงสัยขอรับ”

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญามองเยี่ยนจ้าวเกอ แล้วหันกลับไปมองที่เหยียนซวี่ ก่อนจะถอนหายใจครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวกับซือคงจิงว่า “ศิษย์หลานซือคง เจ้าออกไปก่อน”

ซือคงจิงลอบมองเยี่ยนจ้าวเกอแวบหนึ่งอย่างเงียบๆ ก่อนจะออกไปตามคำสั่ง

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญารอจนนางออกไปแล้ว จึงค่อยถามว่า “ศิษย์หลานเยี่ยน ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

เยี่ยนจ้าวเกอหยิบของสิ่งหนึ่งออกมา ครั้นเขาแบมือ สายตาของทุกคนภายในตำหนักเห็นเพียงศิลาแก้วสีเหลืองอ่อนก้อนหนึ่ง บนผิวของมันมีลวดลายที่รูปร่างคล้ายเมฆสีขาวอยู่ด้วย

เมื่อสวีชวน ผู้อาวุโสปฏิบัติกิจแห่งเมืองใกล้ปราการเห็นศิลาแก้วก้อนนั้น หนังตาของก็กระตุกไปครั้งหนึ่ง “ศิลาลายเมฆ!”

เหยียนซวี่มองแวบหนึ่งแล้วจึงพูดว่า “ศิลาลายเมฆ เจ้านำของสิ่งนี้มาทำอะไร”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มแต่ไม่พูดไม่จา ก่อนจะหยิบสมุนไพรวิเศษออกมาต้นหนึ่ง แล้วพูดกับสวีชวนที่อยู่ข้างๆ ว่า “รบกวนท่านผู้อาวุโสสวีช่วยนำหญ้าวิญญาณนี้ไปต้มให้ด้วยขอรับ”

แววตาของสวีชวนวูบไหวหนึ่ง สมุนไพรวิเศษที่อยู่ตรงหน้ามีชื่อว่า ‘หญ้าวิญญาณ’ หากเผาให้เป็นขี้เถ้าจะสามารถใช้เป็นตัวนำพาของยาวิเศษอีกชนิดหนึ่ง แต่ถ้านำไปต้ม จะไม่มีทั้งพิษภัยและเป็นประโยชน์ นับว่าไร้ประโยชน์ และไม่สามารถนำไปใช้ทำอะไรได้

แต่ว่าเขาเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ และสั่งให้องครักษ์ทำตามคำพูดของเยี่ยนจ้าวเกอทันที

เหยียนซวี่จ้องเยี่ยนจ้าวเกอด้วยสายตาเย็นชา ผู้อาวุโสฝ่ายอาญาและราชาอาณาจักรถังตะวันออกล้วนไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแต่มองอยู่ข้างๆ อย่างเงียบเชียบ

ยาต้มเสร็จอย่างรวดเร็ว เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มจางๆ พลางถือศิลาลายเมฆขึ้น แล้วเริ่มถ่ายเทปราณจิตราเข้าไปข้างใน

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญาขมวดคิ้ว “ศิษย์หลานเยี่ยน เจ้าไม่สามารถถ่ายเทปราณจิตราเข้าไปในศิลาลายเมฆโดยตรงได้ มิเช่นนั้นมันจะระเบิดเอา!”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านผู้อาวุโสโปรดวางใจ เรื่องนี้ข้าทราบดี ดังนั้นศิลาลายเมฆนี้นอกจากจะมีสรรพคุณในการทำให้สมองปลอดโปร่งจิตใจสงบแล้ว บางครั้งยังถูกนำมาใช้เป็นอาวุธ ถึงแม้จะระเบิดได้ แต่ก็มีอานุภาพจำกัด”

“แต่ศิลาลายเมฆในมือข้า ณ เวลานี้ไม่สามารถระเบิดได้หรอกขอรับ”

ขณะกำลังกล่าว เยี่ยนจ้าวเกอก็นำศิลาลายเมฆที่อยู่ในมือจุ่มลงในยาน้ำที่ต้มจากหญ้าวิญญาณลงไปครึ่งก้อน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็ใช้มือจับเอาไว้

กระนั้นเขาก็ยังถ่ายเทปราณจิตราเข้าไปในตัวของศิลาลายเมฆอยู่เรื่อยๆ

ท้ายที่สุดแล้วเป็นดังที่เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว ศิลาลายเมฆไม่ได้ระเบิดแต่อย่างใด ยังคงสงบนิ่งเช่นตอนแรก

สวีชวนจ้องไปที่มือของเยี่ยนจ้าวเกออย่างไม่ละสายตา เขาไม่เชื่อว่าเยี่ยนจ้าวเกอจะลงทุนทำการใหญ่ เพียงเพื่อยืนยันเรื่องเล็กน้อย

ทันใดนั้น สวีชวนก็ต้องเบิกตาโพลง

ราชาอาณาจักรถังตะวันออกที่ตอนแรกเอนหลังพิงเก้าอี้อยู่นั้น พลันนั่งตัวตรงขึ้นมาอีกครั้ง

สายตาของท่านผู้อาวุโสฝ่ายอาญากับเหยียนซวี่จับจ้องไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ ทั้งคู่ต่างก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง

ตรงหน้าพวกเขา จู่ๆ ลายเมฆรอบศิลาลายเมฆในมือของเยี่ยนจ้าวเกอก็ค่อยๆ ละลาย และมีของเหลวสีขาวคล้ายน้ำนมไหลซึมออกมา ของเหลวนั้นหลอมรวมเข้ากับยาน้ำที่ต้มจากหญ้าวิญญาณ ราวกับนมวัวลอยตัวอยู่เหนือยาน้ำ

กลิ่นยาหอมฟุ้งแผ่ซ่านออกมา กลบกลิ่นยาที่แสบจมูกจนมิด กระจายทั่วทั้งตำหนักใหญ่ในพริบตา

ทุกคนในตำหนักล้วนเป็นผู้ที่มีความรู้ โลกทัศน์กว้างไกล ฉะนั้นเพียงแค่ดมกลิ่นก็พอจะรู้ได้ว่าของเหลวสีขาวคล้ายน้ำนมนั้นคืออะไร

นั่นไม่ใช่ทั้งเครื่องดื่มหรือยา แต่เป็นของล้ำค่าอย่างหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘แก่นสารหยก’

ของล้ำค่าชนิดนี้มีคุณประโยชน์มากมายและมีราคาสูง ไม่ว่าจะนำไปใส่ขณะหลอมอาวุธหรือกลั่นยา ล้วนช่วยให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังเพิ่มประสิทธิภาพให้กับอาวุธและยาวิเศษ ทั้งยังช่วยประหยัดวัตถุดิบอีกด้วย

ในโลกแปดพิภพนี้ผลิตแก่นสารหยกได้ในปริมาณจำกัดมาก มีการผลิตอยู่ในพื้นที่ส่วนน้อยของภูผาพิภพและวายุพิภพเท่านั้น ทว่ากลับมีความต้องการมากเสียจนน่าตกใจ จนถึงขั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละปี บางครั้งก็ยังขาดตลาดอีกด้วย

ไม่ว่าจะเป็นเขากว่างเฉิงหรืออาณาจักรถังตะวันออก ทุกๆ ปีล้วนมีการใช้ทรัพยากรและเงินทองจำนวนมาก เพื่อซื้อหรือแลกเปลี่ยนแก่นสารหยก

แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น ก็ยังยากจะเติมเต็มความต้องการที่แท้จริง จึงทำได้แค่เพียงวางแผนการใช้สอยอย่างประหยัด ไม่กล้าใช้สอยฟุ่มเฟือย

ทว่าตอนนี้เมื่อเห็นเยี่ยนจ้าวเกอสาธิตแล้ว ภายในศิลาลายเมฆก้อนเล็กๆ นี้กลับมีส่วนประกอบของแก่นสารหยกอย่างคาดไม่ถึง อีกทั้งวิธีที่จะนำมันออกมาก็แสนง่ายดาย

ไม่ว่าจะเป็นศิลาลายเมฆหรือหญ้าวิญญาณ หากเทียบกันแล้วพวกมันมีราคาต่ำกว่าแก่นสารหยกมาก ปริมาณการผลิตก็มากมายมหาศาลกว่าอีกด้วย

นั่นหมายความว่าจะมีแก่นสารหยกมากมายขนาดไหนกัน

จะเก็บเอาไว้ใช้เองก็เหลือล้น ทั้งยังสามารถส่งออกขายในราคาต่ำได้ด้วยซ้ำไป!

มหาปรมาจารย์ทั้งสามก็นั่งไม่ติดอีกต่อไป พวกเขาลุกขึ้นจากที่นั่ง และรีบรุดมาอยู่ตรงหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอในพริบตา ต่างคนต่างใช้นิ้วแตะที่ของเหลวสีขาวนั่น

ไม่นานนักพวกเขาก็มั่นใจว่านี่เป็นแก่นสารหยกของจริงแน่นอน!

นี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาโดยการแสดงละครตบตาต่อหน้าพวกเขา แต่เป็นผลจากการผสานเข้าด้วยกันระหว่างหญ้าวิญญาณและศิลาลายเมฆ เกิดเป็นแก่นสารหยก

ผู้อาวุโสฝ่ายอาญาหายใจเข้าลึกๆ ครั้งหนึ่ง เพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ตื่นเต้นเอาไว้ แล้วพูดว่า “ศิษย์หลานเยี่ยน เจ้าสร้างผลงานชิ้นใหญ่แล้ว!”

“ไม่ด้อยไปกว่าเตาผลึกหินชั้นในในตอนนี้เลย แม้กระทั่งมีค่ามากกว่าด้วยซ้ำ!”

ใบหน้าที่เย็นชาของเหยียนซวี่อ่อนโยนขึ้นมาก ทว่าเพียงแค่ครู่เดียว สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย

วินาทีถัดมา เสียงของเยี่ยนจ้าวเกอก็ลอยเข้าหูของเขาไปอย่างช้าๆ “ท่านผู้อาวุโสกล่าวชมเกินไปแล้ว ข้าก็แค่พบเข้าโดยบังเอิญเท่านั้น ถึงได้รู้เคล็ดลับเช่นนี้”

“แต่จากที่ข้าทราบมา หลายปีมานี้หุบเขาวายุวิญญาณได้ผลิตศิลาลายเมฆออกมาไม่น้อย ดูเหมือนจะขายให้กับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ที่อัคคีพิภพเป็นส่วนใหญ่ขอรับ”

สีหน้าของเหยียนซวี่หม่นลง “ข้าเองก็เพิ่งจะรู้วิธีการนี้เป็นครั้งแรกเช่นกัน ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน อีกทั้งยังไม่เคยมีคำบอกเล่าใดๆ ในโลกแปดพิภพมาก่อนเช่นกัน”

“ในเมื่อรู้แล้ว หลังจากนี้ต้องระงับการส่งออกศิลาลายเมฆไว้ก่อน แม้จะเสียดายศิลาลายเมฆที่หนิงจือส่งออกไปก่อนหน้านี้ แต่ผู้ไม่รู้ก็ย่อมไม่ผิด ไม่ควรลงโทษเขาด้วยเหตุผลเช่นนี้”


“อ๋อ…” เยี่ยนจ้าวเกอลากเสียงยาว “ท่านผู้อาวุโสเหยียนมั่นใจได้อย่างไรขอรับ ว่าเขาไม่รู้จริงๆ”

เหยียนซวี่อ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไร ก่อนจะเห็นเจตนายั่วเย้าในส่วนลึกของแววตาเยี่ยนจ้าวเกอ รวมถึงรังสีเย็นเยือกที่ฉายผ่านไปอย่างชัดเจน

“ความจริงแล้วเขาละเลยไม่รู้ไม่เห็น หรือจงใจปกปิดไม่ยอมรายงาน แอบคบค้าสมาคมกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อย่างลับๆ กันแน่ขอรับ” เยี่ยนจ้าวเกอโยกหัวยืดเส้นยืดสาย ก่อนเผยรอยยิ้มจนเห็นฟันขาวๆ “เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่ทราบแน่ชัดนัก แต่ในเมื่อท่านผู้อาวุโสฝ่ายอาญามาถึงอาณาจักรถังตะวันออกแล้ว ท่านลุงและท่านผู้อาวุโสเหยียนก็ล้วนอยู่ด้วย ถือโอกาสตรวจสอบในคราวเดียวก็ดีนะขอรับ”