206-210
บทที่ 206
เยี่ยนจ้าวเกอมองบรรดาฝูงชนวัยเยาว์เบื้องหน้า ไม่ได้กล่าวอะไรต่อไป
มีบางเรื่อง หากทำเลยเถิดเท่ากับไปไม่ถึงไหน กลับจะทำให้พวกเขารู้เรื่องราวมากยิ่งขึ้น น่าจะทำลายความกระตือรือร้นและความมั่นใจของพวกเขาไปเสียด้วยซ้ำ
พอถึงการฝึกฝนของระดับปรมาจารย์ นอกจากขั้นจิตราชั้นในระยะกลางและขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้นแล้ว แม้ว่าความได้เปรียบในด้านเลือดลมและเนื้อหนังมังสาของอิงหลงถูจะยังคงเห็นได้ชัด ทว่าไม่ได้ฝืนฟ้าอะไรเช่นนั้นอีกต่อไป
หลังจากประสบผลสำเร็จระดับปรมาจารย์แล้ว ความได้เปรียบในด้านเลือดลมและเนื้อหนังมังสาของอิงหลงถู จะแสดงออกในด้านการต่อสู้จริงเป็นส่วนใหญ่ ความเร็วในการฝึกฝนประจำวัน ไม่น่าตื่นตะลึงอะไรเช่นนั้นอีกต่อไป
ถึงกระนั้น ร่างจิตนภา นอกจากโลหิตดุจมังกรดุจหัตถีแล้ว ยังมีลักษณะเด่นในความคิดอันปราดเปรียว ปฏิกิริยาโต้ตอบฉับไวอีกด้วย
ด่านหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกจะเข้าปะทะระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภา ฝึกปราณจิตราจนปรากฏสติปัญญา ด่านนี้ที่จอมยุทธ์จะเกิดแรงบันดาลใจและตระหนักรู้ สำหรับหลงถูแล้วก็ง่ายดายกว่าคนทั่วไปมากเช่นกัน
ขณะเดียวกัน ข้อได้เปรียบข้อนี้ ในการฝึกฝนภายหลัง รวมไปถึงระดับขั้นที่สูงยิ่งขึ้น จะเกิดผลกระทบลึกซึ้งและยาวนานอยู่ตลอด
ตัวเยี่ยนจ้าวเกอเองก็ปรับแก้จุดอ่อน เสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายตนเองตลอดเวลา ผ่านจังหวะโอกาสและวิธีการหลากหลายรูปแบบในกระบวนการฝึกฝนยามปกติ
ซึ่งฝึกกายเพชรจนถึงขั้นสุดเฉกเช่นสือเถี่ย ร่างกายยิ่งประดุจเพชรเคลือบสีก็ไม่ปาน พลังป้องกันร่างกายเหนือกว่าจอมยุทธ์ทั่วไปเป็นอย่างมาก
สถานการณ์คล้ายคลึงยังมีอีกไม่น้อย เพียงแต่ล้วนเป็นการฝึกฝนจนประสบผลสำเร็จในภายหลัง ไม่เหมือนเช่นอิงหลงถู ที่เป็นมีพรสวรรค์เป็นต้นทุน
เยี่ยนจ้าวเกอมองฝูงชนพลางกล่าว “พรสวรรค์ดี นั่นหมายความว่าจุดเริ่มต้นอยู่สูง แต่ไม่อาจตัดสินผลสำเร็จในท้ายที่สุดได้ ที่สุดแล้วทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังคงต้องพึ่งตนเอง”
“ความคิดหลงถูไม่ซับซ้อน มุ่งมั่นศึกษาหมั่นเพียรฝึกฝน แท้จริงแล้วผู้คนรอบข้างไม่จำเป็นต้องพะวักพะวนมากไปกว่านี้”
“ตรงกันข้ามคือทุกๆ คน ยิ่งอยู่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งจะระงับสภาวะจิตใจไว้” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยอย่างเฉยเมย “ไม่กลัวว่าพรสวรรค์ของคนอื่นจะดีกว่าเจ้า แต่กลัวคนที่พรสวรรค์ดีกว่าเจ้า แล้วพยายามมากกว่าเจ้า”
“จุดเริ่มต้นล้าหลังกว่าแล้ว ในระหว่างไล่ตามให้ทันไม่ออกแรงให้มากขึ้น จะไล่ตามคนที่นำหน้าอยู่ได้อย่างไร?”
ชายหนุ่มปรบมือเบาๆ “เช่นนั้นก็ทำได้เพียงแค่หวังให้ผู้ที่นำหน้าตนอยู่ล้มลงเท่านั้น เรื่องที่พิงโชคล้วนๆ เช่นนี้ พวกเจ้าคิดว่าพึ่งได้อย่างนั้นหรือ?”
บรรดาศิษย์อ่อนอาวุโสล้วนรู้สึกตื่นตัวอยู่ภายในใจ เมื่อได้รับการสั่งสอนอย่างเข้มงวด “ขอบคุณศิษย์พี่เยี่ยนที่ชี้แนะ ข้ารอคอยที่จะตั้งใจฝึกฝน”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มน้อยๆ ก่อนจะหันศีรษะกลับไปมองเฟิงอวิ๋นเซิงแวบหนึ่ง
เท่าที่เขารู้ หญิงสาวเรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของผู้ไล่ตามแล้ว
คนบ้าระห่ำฝึกฝนอย่างสือเถี่ยและฟู่เอินซูเช่นนั้น ต่างก็ชมเชยนางมากยิ่งขึ้น
พรสวรรค์ของนางสุดยอดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ด้วยการมุมานะพากเพียร พลังฝึกปรือจึงก้าวไปข้างหน้าอย่างห้าวหาญรวดเร็ว แม้ว่าจะไม่ดึงดูดสายตาเหมือนเช่นอิงหลงถูกขนาดนั้นก็ตาม ทว่าก็ทำให้ทุกคนตื่นตะลึงเพราะนางด้วยเช่นกัน
เฟิงอวิ๋นเซิงกลับมีสีหน้าเหมือนเช่นปกติ มองดูเหล่าฝูงชนศิษย์วัยเยาว์พลางยิ้มน้อย กระนั้นครั้นนางสบสายตากับเยี่ยนจ้าวเกอวูบหนึ่ง พวกเขาต่างก็ถอนใจไร้สุ้มเสียง
ถึงแม้ว่าหลักการปลุกใจของเยี่ยนจ้าวเกอจะไม่เลว กระนั้นเหล่าผู้วัยเยาว์คนอื่นคิดอยากจะไล่อิงหลงถูให้ทัน ความยากยังคงมากมายยิ่ง
ในโลกที่อารยธรรมวิทยายุทธ์เจริญงอกงามขึ้น ความได้เปรียบเฉพาะตัวอันแก่กล้า หลายต่อหลายครั้งไม่ใช่เรื่องที่ปริมาณจะสามารถชดเชยได้
ไม่ใช่เพียงแค่อิทธิพลดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งหก เช่นสำนักเขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นขุมกำลังชั้นหนึ่งหรือสอง หรือกระทั่งต่ำกว่านั้นอีก ล้วนจะพยายามอบรมบ่มเพาะผู้สืบทอดที่ยอดเยี่ยมที่สุดอย่างสุดกำลัง
ทรัพยากรสุดท้าย จัดให้คนกลุ่มน้อยเป็นสิทธิพิเศษตลอดเวลา นี่เป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ด้วยเหตุนี้จึงสร้างสถานการณ์ที่ยอดฝีมือยิ่งแข็งแกร่งได้ง่ายอย่างมาก
ข้อมูลที่เยี่ยนจ้าวเกอล่วงรู้นั้น มากเสียยิ่งกว่าเฟิงอวิ๋นเซิง
ยกตัวอย่างเช่นเรื่องที่เยี่ยนจ้าวเกอรับรู้ พิธีชำระล้างน้ำพุกิเลนของเขากว่างเฉิง เดิมเหลือใช้ได้เพียงสามครั้ง หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอเองและเฟิงอวิ๋นเซิงได้รับพิธีชำระล้าง ปัจจุบันเหลือใช้ได้อีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ซึ่งพิธีชำระล้างน้ำพุกิเลนครั้งนี้ ปัจจุบันเป็นไปได้อย่างน้อยแปดส่วนที่จะตกเป็นของอิงหลงถู
ส่วนลู่เวิ่น ศิษย์สืบทอดหลักเขากว่างเฉิงเช่นเดียวกันกับเยี่ยนจ้าวเกอ ผู้ที่เฝ้านึกถึงพิธีชำระล้างน้ำพุกิเลนมาโดยตลอด เกรงว่าความหวังของเขาจะสูญสลายไปโดยสิ้นเชิงเสียแล้ว
นี่ยุติธรรมสำหรับลู่เวิ่นหรือไม่? ถ้าหากเขาล้วนแกร่งกว่าเยี่ยนจ้าวเกอ เฟิงอวิ๋นเซิง และอิงหลงถูทั้งสามคน เช่นนั้นก็ต้องไม่ยุติธรรมอย่างแน่นอน
ถึงกระนั้นหากพลังแอบแฝงและความสามารถของเขาแสดงออกมาได้แกร่งกว่าพวกเยี่ยนจ้าวเกอทั้งสามคนจริงๆ เช่นนั้นนอกจากสถานการณ์พิเศษของเฟิงอวิ๋นเซิงแล้ว โอกาสเกินกว่าครึ่งสามารถเบียดเยี่ยนจ้าวเกอหรือไม่ก็อิงหลงถูออกจากหนึ่งในนั้นคนหนึ่งได้
ในฐานะศิษย์สืบทอดหลักของฟางจุ่น ในเรื่องบำเหน็จสำคัญส่วนในของสำนักเช่นนี้ ต่อให้เผชิญหน้ากับเยี่ยนจ้าวเกอ บุตรชายคนเดียวของเยี่ยนตี๋ ลู่เวิ่นก็สามารถแข่งขันได้เช่นกัน
ที่น่าเสียดายก็คือ ต่อให้ไม่นับความพิเศษของเฟิงอวิ๋นเซิง หญิงสาวแห่งจันทรา เมื่อประจันหน้ากับพวกเยี่ยนจ้าวเกอทั้งสาม ลู่เวิ่นก็ไม่ได้เพียบพร้อมด้วยความได้เปรียบใดๆ เช่นกัน กลับจะจัดว่าตกเป็นรองเสียด้วยซ้ำไป
เยี่ยนจ้าวเกอและอิงหลงถูทยอยโผล่ออกติดต่อกัน นี่โจมตีผู้ที่ตั้งปณิธานอยู่ที่พิธีชำระล้างน้ำพุกิเลนคนอื่นๆ อย่างรุนแรงยิ่งอย่างต่อเนื่อง
ถึงกระนั้น สำหรับลู่เวิ่นแล้ว แม้จะไม่มีอิงหลงถู เขาเองก็ยังต้องเผชิญกับการแข่งขันของซือคงจิง
หลังจากก้าวเข้าสู่ระดับขั้นปรมาจารย์แล้ว ความเร็วในการพัฒนาของซือคงจิงก็น่าตื่นตะลึงอย่างยิ่ง จุดเด่นและพลังแอบแฝงล้วนเหนือกว่าลู่เวิ่นอยู่รางๆ
หากไม่ใช่เพราะอิงหลงถูปรากฏออกมาจากฟากฟ้าละก็ พิธีชำระล้างน้ำพุกิเลนครั้งสุดท้ายนี้ ความหวังของซือคงจิงถึงขั้นมากกว่าลู่เวิ่นเสียอีก
เพียงแต่ว่าซือคงจิงคล้ายกับไม่ได้สนใจเรื่องนี้แต่อย่างใด
แม้ว่าจะถูกเยี่ยนจ้าวเกอโจมตีพ่ายแพ้ แต่การฝึกฝนของลู่เวิ่นก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าไม่พยายาม ไม่อาจกล่าวได้ว่าความสามารถและสติปัญญาไม่โดดเด่น
น่าเสียดายที่คลื่นลูกใหม่ย่อมพัดแรงกว่าคลื่นลูกเก่าเสมอ คลื่นลูกใหม่ที่พัดแรงยิ่งกว่าอีกระลอก ทำให้ลู่เวิ่นกลายเป็นตั่งวางชุดน้ำชาตัวหนึ่งที่จัดวางไปด้วยเครื่องชงชาจนเต็ม
ทุกคนล้วนดีเลิศอย่างยิ่ง แม้จะดีเลิศเหนือกว่าคนทั่วไปโข ทว่าในที่สุดแล้วทรัพยากรและโอกาสยังคงมีจำกัด ด้วยเหตุนี้จึงทำได้แค่เพียงคัดเลือกคนที่ดีเลิศยิ่งกว่าจากกลุ่มคนที่ดีเลิศอีกที
สำหรับแผนระยะยาวของสำนัก การอบรมบ่มเพาะของคนรุ่นหลัง สภาพแวดล้อมต้องเที่ยงธรรมและยุติธรรม ถึงกระนั้นไม่อาจทำให้เท่าเทียมได้เป็นแน่แท้
ใช้โลหะดีบนคมดาบ ไม่ว่าสำนักใดต่างก็ยึดในหลักการเดียวกัน
“พายเรือทวนน้ำ ไม่รุดหน้าก็ล้าหลัง” เยี่ยนจ้าวเกอส่ายศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวลาเฟิงอวิ๋นเซิง อิงหลงถู และคนอื่นๆ แล้วเดินขึ้นไปยังชั้นที่สูงกว่า
ปัจจุบันหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์ชั้นสาม เยี่ยนจ้าวเกอสามารถเข้าออกได้ตามใจแล้วเช่นกัน
ได้รับอภิสิทธิ์ข้อนี้ในระดับขั้นปรมาจารย์ ตั้งแต่ทั่วทั้งสำนักเขากว่างเฉิงก่อตั้งเป็นต้นมา มีเพียงจ่านตงเก๋อผู้สะเทือนสวรรค์ในสมัยก่อน กับเยี่ยนตี๋บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอแค่สองคนเท่านั้นที่เคยได้รับ
นี่เป็นการยืนยันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในความสามารถและพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ของศิษย์อ่อนอาวุโส เป็นตัวแทนความเชื่อใจและความคาดหวังของสำนัก
ในระดับหนึ่งแล้ว เรื่องอื่นล้วนไม่เอ่ยถึง เพียงแค่อภิสิทธิ์ข้อนี้เท่านั้น ก็สามารถแบ่งแยกเยี่ยนจ้าวเกอกับศิษย์สืบทอดหลักคนอื่นออกจากกันได้แล้ว
เรื่องที่ควรแก่การเอ่ยถึงก็คือ เทียบกับความอย่างไรก็ได้ในพิธีชำระล้างน้ำพุกิเลนแล้ว ซือคงจิงกลับอิจฉาบำเหน็จรายการนี้ที่เยี่ยนจ้าวเกอได้รับแทบแย่
หญิงสาวที่เย็นยะเยือกตลอดมา แสดงอารมณ์อิจฉาออกมาอย่างหาได้ยาก
สำหรับเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว ชั้นสามเดินเตร่อย่างช้าๆ ในภายหลังได้ สิ่งที่ดึงดูดความสนใจมากยิ่งกว่า ก็คือชั้นที่สี่ของหอคัมภีร์
เยี่ยนจ้าวเกอสูดหายใจลึกคำหนึ่ง ก่อนจะยกเท้าก้าวขึ้นไปบนบันได
จากชั้นสามถึงชั้นสี่ เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกได้อย่างชัดเจน ว่าคล้ายกับผ่านสิ่งขวางกั้นอะไรบางอย่าง
ชั้นที่สี่ของหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์ มีค่ายกลเดี่ยวเฝ้าป้องกันอยู่
ซึ่งผู้ควบคุมค่ายกลนี้ ก็คือชายชราที่นอนตะแคงงีบอยู่บนพื้นเบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ
และก็เป็นผู้อาวุโสสูงสุดแห่งหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์สำนักเขากว่างเฉิงเช่นกัน
เขารู้จากหยวนเจิ้งเฟิงก่อนหน้านี้แล้วว่าเยี่ยนจ้าวเกอได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นเดินวางมาดขึ้นบันไดมาเช่นนี้ คงโดนเขาอัดออกไปนานแล้ว
หลังจากที่เท้าทั้งสองของเยี่ยนจ้าวเกอเหยียบไปบนชั้นสี่ของหอคัมภีร์ ชายชราก็ลืมตาขึ้นมองดูเยี่ยนจ้าวเกออย่างสงบเงียบ
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มน้อยๆ คารวะเขา “ท่านอาจารย์ลุง”
บางทีศิษย์อ่อนอาวุโสคนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่เยี่ยนจ้าวเกอกลับรู้ชัดเจนถึงความไม่ธรรมดาของชายชราเบื้องหน้า
ในตอนนั้น ชายชราผู้นี้คือคนลงแข่งขันตำแหน่งเจ้าสำนักรุ่นนั้นกับหยวนเจิ้งเฟิง อาจารย์ปู่ของตนเอง
บทที่ 207
ในตอนที่เยี่ยนจ้าวเกอสนทนาสัพเพเหระกับบิดาของตนโดยไม่ได้ใส่ใจนัก เยี่ยนตี๋เคยเอ่ยถึง ว่าด้วยระดับพลังฝึกปรือของเขาในตอนนี้ นอกจากหยวนเจิ้งเฟิงอาจารย์ของเขาแล้ว มีเพียงคนเดียวในทั่วทั้งเขากว่างเฉิงเท่านั้น ที่เขาไม่มีความมั่นใจที่จะสามารถเอาชนะอย่างเด็ดขาดได้
คนผู้นั้นก็คือซินตงผิง ผู้อาวุโสสูงสุดของหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์ในปัจจุบัน ในอดีตแข่งขันชิงตำแหน่งเจ้าสำนักกับหยวนเจิ้งเฟิง
หลังเยี่ยนตี๋ใคร่ครวญอย่างจริงจังครู่หนึ่งแล้ว จึงอธิบายเสริมว่า เมื่อทอดสายตามองมหาปรมาจารย์ใต้หล้าทั้งหมด นอกจากหยวนเจิ้งเฟิงแล้ว ก็มีเพียงแค่ซินตงผิงเท่านั้น ที่เวลานี้เขาไม่มีความมั่นใจจะประมือด้วย
หลังจากตั้งแต่ซินตงผิงพ่ายแพ้ต่อการแย่งชิงตำแหน่งเจ้าสำนักกับหยวนเจิ้งเฟิงในตอนนั้น เขาก็เก็บตัวฝึกปรืออยู่ที่เขากว่างเฉิงอย่างสันโดษ น้อยนักจะปรากฏตัว ถึงขั้นที่คนรุ่นเยาว์ของโลกแปดพิภพปัจจุบัน มีน้อยคนนักจะรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของเขาไปเสียแล้ว
แม้ว่าจะเป็นศิษย์อ่อนอาวุโสของสำนักเขากว่างเฉิงเอง ก็รู้เพียงแค่ว่าผู้อาวุโสสูงสุดซินแห่งหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์คือผู้อาวุโสสำนัก ซึ่งลำดับอาวุโสอยู่ในรุ่นเดียวกันกับเจ้าสำนักและผู้อาวุโสเก่าแก่ทั้งสองท่าน ทว่าน้อยคนนักจะล่วงรู้ว่าความจริงแล้วผู้อาวุโสซินท่านนี้เป็นคนอย่างไร
กระนั้นฐานะเดิมของเยี่ยนจ้าวเกอ กับระดับการได้รับการให้ความสำคัญภายในสำนักของเขาปัจจุบัน ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงข่าวสารที่คนลำดับอาวุโสเดียวกันจำนวนมากไม่เข้าใจ
อาทิ คนของสำนักเขากว่างเฉิงที่เชี่ยวชาญทั้งยอดวิชาแปดพิภพในตอนนี้ รวมทั้งเยี่ยนตี๋บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอ ทั้งหมดมีสี่คน
นอกจากเยี่ยนตี๋แล้ว สามคนอื่นแบ่งออกเป็นหยวนเจิ้งเฟิง เจ้าสำนักยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งกว่างเฉิงในขณะนี้ อาจารย์ลุงสองของเยี่ยนจ้าวเกอ และซินตงผิงที่อยู่เบื้องหน้าตนบัดนี้!
สามสุดยอดวิชากว่างเฉิง ฟางจุ่นฝึกวิชากระบี่นภาไร้ขอบเขต เยี่ยนตี๋ฝึกวิชาดาบนภาไร้ขีดจำกัด ในระหว่างที่เสาะหาและสร้างสรรค์วิชาวรยุทธ์ที่เหมาะกับตนมากกว่า หยวนเจิ้งเฟิงฝึกฝนฝ่ามือนภากว่างเฉิงและวิชาดาบนภาไร้ขีดจำกัดด้วย
ส่วนซินตงผิง คือบุคคลเพียงคนเดียวที่ชำนาญวิชาลับสุดยอดกว่างเฉิงทั้งสองวิชา นอกเหนือจากหยวนเจิ้งเฟิง
วิชาวรยุทธ์ที่ฝึกฝนมากมาย ไม่ได้หมายความว่าพลังสู้รบจะแก่กล้ากว่าเสมอไป ทว่าทั้งสามสุดยอดวิชากว่างเฉิงล้วนฝึกฝนไม่ง่ายเลย การที่ซินตงผิงเทียบได้กับหยวนเจิ้งเฟิง นั่นพอที่จะอธิบายได้ถึงความไม่ธรรมดาของเขา
แม้ว่าปากจะไม่ยอมรับก็ตาม กระนั้นดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นรวมทั้งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ต่างก็ยอมรับกันเองว่าในระดับจอมยุทธ์มหาปรมาจารย์ เขากว่างเฉิงนั้นแกร่งที่สุดในแปดพิภพ
คนรุ่นเยาว์ไม่รู้จักซินตงผิง แต่คนรุ่นอาวุโสกลับจะไม่ลืมเลือนว่าเขากว่างเฉิงยังมีบุคคลชั้นยอดเช่นนี้อยู่
ถึงแม้ว่าพวกเขาต่างเล่าขานกันว่า ซินตงผิงพ่ายแพ้ในการแข่งขันแย่งชิงกับหยวนเจิ้งเฟิง ด้วยเหตุนี้จึงสูญเสียพลังอันฮึกเหิมกล้าหาญ ถึงขั้นที่ทิ้งความคิดคลาดเคลื่อนไว้ ยากที่จะมุ่งสู่ขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์
กระนั้นซินตงผิงอยู่ในระดับมหาปรมาจารย์นี้ พลังความสามารถยังคงเพียบพร้อมไปด้วยพลังสยบที่ไม่ด้อยไปกว่าหยวนเจิ้งเฟิงเท่าใดเลย
ซินตงผิงยังคงนอนตะแคงอยู่บนพื้นชั้นสี่หอคัมภีร์ยุทธศาสตร์ ไม่ได้ผุดกายลุกขึ้น
ทว่าดวงตาทั้งสองของเขาสังเกตเยี่ยนจ้าวเกออย่างจริงจังยิ่ง หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่จึงผงกศีรษะช้าๆ ทว่าก็ไม่ได้กล่าวอะไรมากนัก เพียงเอ่ยถามโดยพลันว่า “เจ้าจะเลือกหนึ่งในสามสุดยอดวิชากว่างเฉิงเพื่อฝึกฝนตอนนี้ หรือรอให้สำเร็จระดับมหาปรมาจารย์เสียก่อน?”
ถ่ายทอดวิชาเอกพิสุทธิ์ครึ่งหลังแก่เยี่ยนจ้าวเกอ นี่เป็นเรื่องที่แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว
เยี่ยนจ้าวเกอได้รับอนุญาตให้ฝึกสามสุดยอดวิชา ก็เป็นเรื่องที่ยืนยันแน่นอนได้แล้วเช่นกัน ปัญหาหนึ่งเดียวอยู่ที่แค่เวลาช้าเร็วเท่านั้น
“ตอนนี้อยากลองๆ ดูก่อนขอรับ” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อยพลางตอบ “ข้าเลือกวิชาฝ่ามือนภากว่างเฉิง”
ซินตงผิงเองก็ไม่เอ่ยถามอะไรให้มากความ เขาผงกศีรษะทันที แล้วชี้นิ้วขึ้นไปข้างบน
เพดานชั้นสี่หอคัมภีร์ยุทธศาสตร์ พลันส่องแสงอันโชติช่วงขึ้นมา
ภายในลำแสง ปรากฏเงาลวงออกมาสี่สาย สายหนึ่งอยู่กึ่งกลาง อีกสามสายกลายแยกเป็นด้านบนหนึ่งสาย และด้านล่างอีกสองสายแยกออกไปโดยรอบ
ชายหนุ่มมองดูอย่างละเอียด เงาลวงศูนย์กลางสายนั้น กลับเป็นม้วนตำราส่วนหนึ่ง ซึ่งนั่นก็คือวิชาเอกพิสุทธิ์ครึ่งหลังที่มีการสืบต่อตกทอดมาของสำนักเขากว่างเฉิง
บริเวณม้วนตำราโดยรอบ มีสิ่งของสามสิ่งลอยอยู่ แบ่งออกเป็นดาบเล่มหนึ่ง กระบี่เล่มหนึ่ง และแท่นประทับหมึกชิ้นหนึ่ง
ในตอนที่สายตาเยี่ยนจ้าวเกอสบกับดาบเล่มนั้น เบื้องหน้าเขาคล้ายปรากฏชายผู้หนึ่งท่าทางฮึกเหิมทะมัดทะแมง พลังอำนาจไม่เป็นสองรองใคร พลังที่แผ่ออกมายิ่งใหญ่ประดุจท้องฟ้า
จ่านตงเก๋อ ผู้สะเทือนสวรรค์!
ยอดฝีมืออันดับหนึ่งในประวัติศาสตร์สายเขากว่างเฉิง นับตั้งแต่เปิดเขาก่อตั้งสำนักมา ขณะเดียวกันหลังจากตั้งแต่วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่จนถึงปัจจุบัน เขานับเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในโลกแปดพิภพด้วยเช่นกัน
สิ่งที่ทำให้ผู้คนเหลือคณานับเสียดายก็คือ จ่านตงเก๋อผู้นี้ แท้จริงแล้วยังคงรุดหน้าสูงขึ้นฟ้าอย่างยิ่งใหญ่ หากไม่ล่วงลับไปก่อน ผู้ใดก็ไม่มีทางรู้ได้ว่าในที่สุดแล้วเขาจะสามารถเดินไปได้สูงถึงเพียงไหน
ประจวบกับยามที่จ่านตงเก๋อรับตำแหน่งเจ้าสำนัก สำนักเขากว่างเฉิงก็บรรลุถึงช่วงเวลาที่รุ่งเรืองอย่างที่สุดในประวัติศาสตร์พอดี
จริงๆ แล้วก่อนหน้าจ่านตงเก๋อ เขากว่างเฉิงมีเพียงวิชาลับสุดยอดอย่างฝ่ามือนภากว่างเฉิงวิชาเดียว ที่ปฐมาจารย์ผู้ก่อตั้งถ่ายทอดมาเท่านั้น
จ่านตงเก๋อสร้างวิชาดาบนภาไร้ขีดจำกัดด้วยตนเอง เพิ่มพูนสุดยอดวิชาสายสำนักเขากว่างเฉิงขึ้นอีกวิชาหนึ่ง
สายตาเยี่ยนจ้าวเกอมองไปทางอีกฟากหนึ่ง เส้นสายตาสบเข้ากับกระบี่เล่มนั้น ภาพฉากเบื้องหน้าพลิกเปลี่ยนไป ปรากฏเงาร่างของคนอีกคนหนึ่งขึ้น
รูปร่างหน้าตาของคนผู้นี้มีส่วนคล้ายคลึงกับจ่านตงเก๋ออยู่หลายส่วน ทว่าอุปนิสัยเฉพาะตัวเงียบสงบ ราวกับพื้นปฐพีที่สามารถรับน้ำหนักสรรพสิ่งได้ก็ไม่ปาน
จ่านซีโหลว บุรุษเทียมสวรรค์ น้องชายร่วมบิดามารดาของจ่านตงเก๋อ และก็เป็นเจ้าสำนักเขากว่างเฉิงหลังจากจ่านตงเก๋อด้วยเช่นกัน
ในตอนที่ผ่านสงครามขั้นเด็ดขาดกับโลกปีศาจอัคคีครั้งแรก ปราณดั้งเดิมของเขากว่างเฉิงเสียหายอย่างหนัก ตกลงจากจุดสูงสุดสู่จุดต่ำสุด ถึงแม้ว่าชายผู้นี้ที่ดูเหมือนจะสุขุมเยือกเย็นและเงียบสงบ ทว่าเขาก็นำพาเขากว่างเฉิงเดินผ่านเดือนปีที่มืดมนที่สุด จนรับแสงตะวันแรกอรุณโผล่พ้นขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
จากนั้นจ่านซีโหลวก็ตกเข้าสู่สงครามใหญ่กับปีศาจอัคคีอีกครา สู้รบจนสิ้นชีพอย่างอาจหาญสมศักดิ์ศรี เหมือนเช่นพี่ชายของเขา
นอกเหนือจากอุปนิสัยของจ่านซีโหลวแล้ว เส้นทางเดินวิชาวรยุทธ์ของเขาก็ไม่เหมือนกับจ่านตงเก๋อ พี่ชายของเขา เบิกเส้นทางอีกสายให้แก่เขากว่างเฉิง
วิชากระบี่นภาไร้ขอบเขตที่เขาสร้างขึ้น ถูกเรียกขานพร้อมกับวิชาฝ่ามือกว่างเฉิงและวิชาดาบนภาไร้ขีดจำกัด ว่าสามสุดยอดวิชากว่างเฉิง ขณะเดียวกันก็ถูกขนานนามพร้อมกับวิชากระบี่อีกสามวิชา ว่าเป็นสี่สุดยอดวิชากระบี่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกแปดพิภพปัจจุบัน
ผู้สะเทือนสวรรค์และบุรุษเทียมสวรรค์ หลังวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ ในฐานะพี่น้องร่วมบิดามารดาที่มีสีสันในตำนานมากที่สุดในโลกแปดพิภพ ส่งผลกระทบต่อประวัติศาสตร์สำนักเขากว่างเฉิงอย่างลึกซึ้งและยาวไกล
ไม่เพียงแค่สะท้อนให้เห็นจากทั้งมวลที่พวกเขากระทำขณะมีชีวิตอยู่ คุณประโยชน์ที่พวกเขาทิ้งเอาไว้หลังล่วงลับไป ก็ส่องแสงโชติช่วงเนิ่นนานไม่ดับไปเช่นกัน
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูท่วงท่าอันสง่างามของคนสมัยในโบราณ ก็รู้สึกปลงอนิจจังอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน
ทว่าการเลือกวิชาลับในวันนี้ เยี่ยนจ้าวเกอก็มีเค้าโครงอยู่ในใจก่อนแล้ว ไม่เลือกวิชาดาบนภาไร้ขีดจำกัด และไม่เลือกวิชากระบี่นภาไร้ขอบเขตเช่นกัน เป้าหมายของตน อวิชาฝ่ามือนภากว่างเฉิง สุดยอดวิชาที่เก่าแก่ที่สุดของสำนัก
ใช่แล้ว สุดยอดวิชาที่เก่าแก่ที่สุด
บ่อเกิดของวิชาวรยุทธ์สายสำนักเขากว่างเฉิง ก็คือการเสริมเติมซึ่งกันและกันของวิชาเอกพิสุทธิ์กับวิชาฝ่ามือนภากว่างเฉิงนี้ ภายหลังวิชาวรยุทธ์อื่นๆ รวมทั้งยอดวิชาแปดพิภพ ล้วนสร้างขึ้นจากพื้นฐานนี้
ความเก่าแก่ไม่ใช่เหตุผลที่เยี่ยนจ้าวเกอเลือกวิชาฝ่ามือนภากว่างเฉิงแต่อย่างใด สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกสนใจอย่างแท้จริงก็คือ วิชาฝ่ามือนภากว่างเฉิงมีเงาเลือนรางของการสืบทอดสายวิชาหยกกระจ่าง ในก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่อยู่หลายส่วน
ซึ่งวิชาเอกพิสุทธิ์นั้น ใกล้เคียงกับการสืบทอดของสายวิชาเอกพิสุทธิ์ในช่วงก่อนวิกฤตการณ์
ปฐมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักเขากว่างเฉิง ชิวหยวน เฒ่าเบิกฟ้าขุดค้นเศษซากจากวิกฤตการณ์ใหญ่ ดำเนินการคิดทบทวนพัฒนาบนพื้นฐานนี้ ท้ายที่สุดกลายเป็นการสืบทอดวิชาวรยุทธ์สายกว่างเฉิงที่เก่าแก่ที่สุด
เพียงแต่ว่าสิ่งที่ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้างก็คือ ชิวหยวนผู้นี้นำแต่ละจุดของสายปราณบริสุทธิ์กับสายหยกกระจ่าง กระจายการสืบทอดออกแล้วทำการผสมผสานเข้าด้วยกัน
ทว่าปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะประเด็นสำคัญอยู่ที่ การสืบทอดสายวิชาหยกกระจ่างและปราณบริสุทธิ์ที่ชิวหยวนขุดค้นขึ้น ถึงแม้ว่าจะกระจายออกเป็นส่วนๆ กระนั้นเยี่ยนจ้าวเกอก็มีความมั่นใจเจ็ดแปดส่วนว่าจะเป็นการสืบทอดวิชา
นี่จึงทำให้เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกสนอกสนใจอย่างยิ่งยวด
เนื่องด้วยก่อนวิกฤตการณ์ใหญ่ การสืบทอดวิชาเช่นนี้ มีเพียงวังเทพเท่านั้นที่มี คัมภีร์นภาไร้ขอบเขตที่เยี่ยนจ้าวเกอฝึกฝน ก็มีต้นกำเนิดจากสายวิชาหยกกระจ่างนี้เช่นกัน
สายตาเยี่ยนจ้าวเกอตกไปอยู่บนม้วนตำราและแท่นประทับหมึกนั่น แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่เงาสะท้อน ทว่าก็ยังสามารถรู้สึกได้ถึงเจตนารมณ์อันเก่าแก่ได้อยู่หลายส่วน
‘วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ในตอนนั้น หากข้าจำไม่ผิดละก็ แท้จริงแล้วไม่ได้กระทบกระเทือนไปทั้งฟ้าดินในขณะเดียวกันแต่อย่างใด แต่วังเทพเป็นหนังหน้าไฟต่างหาก…’ ในแววตาทั้งสองของเยี่ยนจ้าวเกอทอประกายวับวาบ
บทที่ 208
ในสมองเยี่ยนจ้าวเกอมีความคิดมากมายปรากฏขึ้นอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ต่อเนื่องกันเป็นระลอก
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยชั่วครู่ สงบจิตสงบใจ แววตาสงบเงียบไร้เกลียวคลื่น เผลอเผยเห็นเพียงความใฝ่หาและใฝ่ฝัน ในฐานะศิษย์อ่อนอาวุโสคนหนึ่งที่มีต่อสามสุดยอดวิชาของสำนักเท่านั้น
เยี่ยนจ้าวเกอมองยังไปซินตงผิง อีกฝ่ายผงกศีรษะอย่างไม่ใส่ใจนัก ดังนั้นชยหนุ่มจึงเดินไปยังทางแสงอันโชติช่วงนั่นที่ปรากฏเงาลวงออกมา
เงาสะท้อนม้วนตำรานั่น พลันเกิดธารแสงมากมายตกลงมา ปกคลุมเยี่ยนจ้าวเกอไว้
ในใจเยี่ยนจ้าวเกอมีอักษรจำนวนมากปรากฏให้เห็น ซึ่งก็คือเนื้อหาของวิชาเอกพิสุทธิ์ครึ่งส่วนหลัง
ถึงแม้ว่าจะมีเงาของการสืบทอดสายปราณบริสุทธิ์ก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่อยู่หลายส่วน ทว่าตั้งแต่ชิวหยวน เฒ่าเบิกฟ้าเริ่มต้นคิดทบทวนทำให้สมบูรณ์ โดยผ่านยอดฝีมือแต่ละสมัยในอดีตของสำนักเขากว่างเฉิง ตัววิชาเอกพิสุทธิ์ก็มีส่วนที่ลึกซึ้งลึกลับอย่างมากแล้ว และยังถือได้ว่าเป็นคัมภีร์วิชาวรยุทธ์ส่วนหนึ่งที่ยอดเยี่ยม
เยี่ยนจ้าวเกอเปรียบเทียบยืนยันความถูกต้องของมัน กับคัมภีร์ที่วังเทพเก็บรักษาไว้ ซึ่งตนเองเคยดูผ่านๆ ก่อนจะพบว่าสิ่งที่ได้รับอุดมสมบูรณ์อย่างมาก
เพียงแต่ว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนสามารถค่อยๆ พินิจพิเคราะห์ได้ในภายหลัง สิ่งที่เยี่ยนจ้าวเกอสนใจมากที่สุดในขณะนี้ก็คือ ครั้นสัมผัสกับวิชาลับสืบทอดปราณบริสุทธิ์ จิตสำนึกของตนคล้ายกับข้ามมิติ เบื้องหน้าผุดภาพฉากเมื่อหลายปีก่อนขึ้นมาอีกครั้ง
ภัยพิบัติเกิดขึ้นไปทั่วอย่างไร้ที่สิ้นสุด โกลาหลอลหม่าน ราวกับวันสิ้นโลก
ธารแสงสายหนึ่งตกลงมาจากฟากฟ้า แหวกม่านฟ้าออกชั้นแล้วชั้นเล่า ฉีกความว่างเปล่าอันไร้ที่สิ้นสุด มาถึงยังโลกแปดพิภพ ตกลงที่ระหว่างแนวเทือกเขาลูกหนึ่ง
บนยอดเขาลูกหนึ่งในนั้น ทิ้งร่องรอยที่ทั้งลี้ลับอีกทั้งยังเรียวยาวสายหนึ่ง
หลังจากนั้นไม่รู้ได้ว่าผ่านไปนานกี่ปี วันหนึ่งมีคนเดินทางผ่านสถานที่แห่งนี้ ครั้นสังเกตเห็นร่องรอยที่สลักทิ้งเอาไว้ ก็เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นในใจ ทั้งยังสังเกตเห็นความลึกล้ำภายในนั้น ด้วยเหตุนี้จึงนั่งทางในอยู่หน้ายอดเขาอยู่หลายวัน เพื่อคิดทบทวนท่วงทำนอง
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูรูปร่างหน้าตาของคนผู้นั้น จำได้ว่านั่นก็คือชิวหยวน เฒ่าเบิกฟ้า ปฐมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักนี่เอง
ภาพฉากนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาของแสงแห่งเทพที่ตกลงบนพื้น ทิ้งรอยสลักเอาไว้ ชิวหยวนนั่งหันหน้าชนยอดเขา นั่งทางในตระหนักในสัจธรรม ค่อยๆ สรุปรวบรวมรังสรรค์วิชาเอกพิสุทธิ์ออกมา
แสงแห่งเทพ อาจจะเป็นพลังของยอดฝีมือจากวังเทพท่านใดท่านหนึ่ง ก่อเกิดควันหลง หรืออาจจะเป็นซากปรักหักพังตกลงมา หลังจากวังเทพดับสูญ
ตอนที่เยี่ยนจ้าวเกอเข้าใกล้เงาสะท้อนของแท่นประทับหมึกชิ้นนั้นอีกครั้ง เบื้องหน้าพลันมืดมิด คล้ายเกิดความรู้สึกฟ้าดินพังครืน
หลังจากผ่านการคิดทบทวนร่องรอยสลัวๆ ที่ทิ้งเอาไว้ในแท่นประทับหมึกชิ้นนี้ ในใจเยี่ยนจ้าวเกอพลันเข้มงวด ระหว่างที่ภาพในสมองเปลี่ยน เขาเหมือนกับมองเห็นเศษชิ้นส่วนของสิ่งของบางอย่างที่เลือนราง ทะลุผ่านกาลอวกาศชั้นแล้วชั้นเล่า ร่วงลงมาจากท้องฟ้า ตกลงสู่โลกแปดพิภพ
เมื่อชิวหยวนได้รับของชิ้นนี้แล้ว เขาใช้มันเป็นรากฐาน สร้างวิชาฝ่ามือนภากว่างเฉิงออกมา
แม้ว่าภาพจะเรียบง่ายไม่ละเอียดนัก ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกได้ว่าตนเองกำลังรู้สึกหวาดหวั่น เพราะรู้ว่าเศษชิ้นส่วนของสิ่งสิ่งนั้นมีสำคัญยิ่ง
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูอย่างละเอียด ยามเศษชิ้นส่วนนั่นร่วงลง เขาเห็นเงาคนผู้หนึ่งได้อย่างเลือนราง จากความว่างเปล่าที่แหวกออกเป็นโพรงเป็นทางมุ่งขึ้นข้างบน
เศษชิ้นส่วนประหนึ่งกับหล่นลงมาโดยไม่ได้เจตนา แต่ถูกคนผู้นี้ตั้งใจทิ้งลงมาโดยเฉพาะ
เสียดายเพียงแต่ว่า การทิ้งร่องรอยความคิดอันเรียบง่ายไว้นี้ หยุดอยู่ที่ชิวหยวนสร้างวิชาฝ่ามือนภากว่างเฉิงออกมา
ชายหนุ่มหงุดหงิดขัดเคืองอยู่บ้าง
หลังจากสงบสติอารมณ์ลงแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอจึงครุ่นคิด ‘เศษชิ้นส่วนนี้ ไม่เคยได้ยินผู้ใดเอ่ยถึงมาก่อน เป็นเพราะหายสาบสูญไปนานแล้ว หรือเป็นเพราะสำคัญอย่างยิ่งยวด มีเพียงแค่ผู้อาวุโสระดับสูงคนสำคัญที่สุดในสำนักถึงจะเข้าใจสถานการณ์ กระทั่งส่งต่อจากเจ้าสำนักรุ่นสู่รุ่นอย่างนั้นหรือ?’
เยี่ยนจ้าวเกอพ่นปราณอันขุ่นมัวออกมายาวๆ คำหนึ่ง ปรับสภาพอารมณ์ให้อ่อนโยน ‘งงงวยไม่มีทางออก ข้อสงสัยกลับจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เสียด้วยซ้ำไป แต่ก็มากไปด้วยเบาะแสและทิศทางอยู่บ้าง’
เขาฝังข้อสงสัยที่ไม่อาจหาทางออกได้ชั่วคราวสู่ก้นบึ้งจิตใจ แล้วจึงเริ่มทำความเข้าใจในความลี้ลับของวิชาฝ่ามือนภากว่างเฉิงอย่างถี่ถ้วน
เนื่องด้วยสาเหตุบางประการ ชายหนุ่มเข้าใจลึกซึ้งในวิชาลับวิชานี้ คล่องมือเสียยิ่งกว่าวิชาเอกพิสุทธิ์ก่อนหน้านี้อีก
หลังจากทั้งหมดสิ้นสุดลงแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ แล้วจึงคารวะซินตงผิง “รบกวนท่านอาจารย์ลุงแล้วขอรับ”
ซิงตงผิงมองชายหนุ่มอย่างลึกซึ้งแวบหนึ่ง ก่อนจะส่ายศีรษะ “ไม่เป็นไร ลงไปตั้งใจฝึกฝนเถิด”
เยี่ยนจ้าวเกอออกจากหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์ อาหู่ก็ได้พาพ่านพ่านมาคอยท่าอยู่นอกประตูเรียบร้อยแล้ว ครั้นเห็นชายหนุ่มออกมา จึงยิ้มอย่างเบาปัญญา “คุณชาย ไขปัญหาได้แล้วหรือขอรับ”
“กลืนพุทราทั้งลูก[1]ก็เท่านั้น กลับไปค่อยๆ คิดทบทวนฝึกฝน” เยี่ยนจ้าวเกอโบกไม้โบกมือ “ตอนนี้กลับก่อนเถิด”
พ่านพ่านกระโจนขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้หยุดยั้งมัน กอดเจ้าก้อนขนตัวนี้เอาไว้
พ่านพ่านในตอนนี้มีขนาดร่างใกล้เคียงกับในความทรงจำของเยี่ยนจ้าวเกอ แม้ว่ารูปร่างจะดูใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ทว่าก็ไม่ถึงกับไม่เหมือนก่อนหน้านี้เช่นนั้น ที่พลังราวกับช้างสารบุกโจมตีก็ไม่ปาน
ครั้นกลับถึงที่พำนักแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็สงบจิตสงบใจฝึกฝน
วันหนึ่ง ชายหนุ่มเดินออกไปข้างนอก หันหน้าเข้าหาตะวันรับแสงรุ่งอรุณ ในใจพลันเกิดความคิดบางอย่าง เขาคิดไตร่ตรองวันเวลาในใจเงียบๆ สักหน่อย ก่อนจะเดินไกลออกไปอีก
อาหู่ตามอยู่ข้างกาย เอ่ยถามด้วยความใคร่สงสัย “คุณชายขอรับ นี่จะไปที่ใดหรือ?”
เยี่ยนจ้าวเกอทอดถอนใจ “ไปหาท่านอาจารย์ลุง วันนี้เป็นวันถึงแก่กรรมครอบครัวของศิษย์พี่สือ ข้าเองก็จะไปปักธูปเช่นกัน”
ชายร่างโตกะพริบตาปริบๆ แม้ปฏิกิริยาของเขาดูจะไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ก็ไม่พูดไม่จา ตามติดหลังกายเยี่ยนจ้าวเกออย่างว่าง่าย
พวกเขาเดินทางมุ่งไปตามทางในภูเขา เมื่อปีนขึ้นบนเนินเขาเล็กลูกหนึ่ง ก็พบทั้งสองคนยื่นอยู่ตรงนั้นดังคาด
ชายทรงพลังรูปร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่ง ซึ่งก็คืออาจารย์ลุงใหญ่สือเถี่ยนั่นเอง
ด้านหลังเขา สวีเฟยยืนอยู่
สีหน้าท่าทางสวีเฟยเคร่งขรึมน่าเคารพ ครั้นเขาเห็นเยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่มาถึง ก็พยักหน้าให้ทั้งคู่เบาๆ รอยยิ้มของเขาในวันนี้ ไม่ได้แฝงความผ่อนคลายและกล้าได้กล้าเสียเหมือนแต่ก่อน
สือเถี่ยหันศีรษะมองมา “จ้าวเกอมาแล้วหรือ? ช่างมีน้ำใจนัก”
เยี่ยนจ้าวเกอคารวะสือเถี่ย “ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ ขอแสดงความเสียใจด้วยขอรับ”
ใบหน้าสือเถี่ยเงียบเฉยเหมือนเช่นเคย “ข้าไม่เป็นไร”
เขาผินศีรษะกลับไปข้างหน้าใหม่อีกครั้ง สายตาตกอยู่บนเนินดินหลุมฝังศพลูกหนึ่ง แม้ว่าจะเรียบง่าย แต่ก็สะอาดเรียบร้อย ไม่เห็นหญ้ารกใดๆ ปะปน
หน้าหลุมฝังศพตั้งป้ายศิลาสลักชื่อผู้ตายไว้ เขียนอักษร ‘สุสานของสือซงเทาลูกรัก’ เอาไว้
ทั้งสองฟากของหลุมนี้ ยังตั้งแบ่งออกเป็นอีกสองหลุม
เยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่ต่างก็นิ่งเงียบไม่เอ่ยพูด ทั้งสองหลุมนั้น หน้าหลุมต่างก็มีป้ายตั้งเอาไว้เช่นกัน อธิบายฐานะตัวตนของเจ้าของ แบ่งออกเป็นลูกสะใภ้และหลานชายของสือเถี่ย
จริงๆ แล้วทั้งสามหลุม ล้วนเป็นหลุมฝังเสื้อผ้าและหมวก ทว่าสิ่งนี้กลับยิ่งทำให้ในใจคนทวีความอึดอัดใจ เพราะครอบครัวสือซงเทาทั้งสามคนประสบเคราะห์สิ้นชีพ แม้แต่กระดูกก็หากลับมาไม่ได้
กลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอยืนอยู่หลังสือเถี่ยเงียบๆ แต่ไรบิดาส่งบุตรสู่สุขคติ ก็ล้วนเป็นความโศกเศร้ามหาศาล
ชายหนุ่มมองดูชื่อของสือซงเทา ในสมองผุดเงาร่างของชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลายืนตระหง่านคนหนึ่ง ใบหน้าองคาพยพทั้งห้ามีส่วนคล้ายคลึงกับสือเถี่ยอยู่เก้าส่วนเต็มๆ บุตรบิดาทั้งสองแทบจะถอดแบบเดียวกันออกมา
ตัวเยี่ยนจ้าวเกอเองก็ไม่เคยสัมผัสกับศิษย์พี่สือท่านนี้ด้วยตัวเองมาก่อน สำหรับความเข้าใจที่มีต่อเขา ล้วนมีที่มามาจากความทรงจำร่างกายเจ้าของร่างเดิม
อายุอานามของสือซงเทามากกว่าสวีเฟยช่วงหนึ่ง นามกรของเขาขจรขจายไปทั่วโลกแปดพิภพ ในตอนที่ถูกยกย่องว่าเป็นบุตรสวรรค์โปรดปรานรุ่นใหม่ของสำนักเขากว่างเฉิง เยี่ยนจ้าวเกอยังคงเป็นเด็ก เพิ่งจะเริ่มฝึกยุทธ์
เทียบกับสือเถี่ยที่แข็งแกร่ง ซื่อตรง ไม่ประจบสอพลอ และเคร่งขรึมจริงจังแล้ว สือซงเทาอ่อนโยนกว่าบ้าง กระนั้นบุตรบิดาทั้งสองต่างก็มีจิตใจโอบอ้อมอารีเหมือนกัน
สวีเฟยกับเยี่ยนจ้าวเกอ ตอนยังอ่อนเยาว์ล้วนได้รับการชี้แนะและดูแลจากศิษย์พี่อาวุโสกว่าท่านนี้มากมาย
สือซงเทาในขณะนั้น ก็เป็นบุตรสวรรค์โปรดปรานที่จิตใจฮึกเหิมเช่นกัน และยิ่งสมรสกับคู่ชีวิต ให้เกิดบุตรอย่างรวดเร็ว เต็มไปด้วยความสุขชื่นมื่นถึงที่สุด
แม้แต่สือเถี่ยก็มีความสุขที่ครอบครัวได้อยู่ร่วมกันพร้อมหน้าในช่วงหลายปีนั้นเช่นกัน ยามปกติบนใบหน้าล้วนปรากฏรอยยิ้มออกมามากมาย
ทว่าน่าเสียดาย ปัจจุบันทั้งหมดนี้ ล้วนกลายเป็นเพียงอดีต
สือเถี่ยยืนอยู่ตรงนั้น ทั้งคนประหนึ่งกับรูปปั้นก็ไม่ปาน แทบจะยื่นอยู่กับที่ไปแล้วเป็นพันปี
………………..
[1] กลืนพุทราทั้งลูก หมายถึง ศึกษาโดยไม่มีการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ
บทที่ 209
ปีที่แล้วๆ มาสือซงเทาปฏิบัติต่อผู้คนอย่างกระตือรือร้นและจริงใจ มนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม วันถึงแก่กรรมทุกๆ ปีจึงมีสหายเก่าจำนวนไม่น้อยมากราบไหว้เคารพศพ เพียงแต่ทุกคนล้วนเป็นที่รู้กันว่าหลีกเลี่ยงยามฟ้าสาง
นอกจากตัวสือเถี่ยแล้ว ก็มีเพียงศิษย์รับสืบโดยตรงส่วนน้อยเท่านั้น ที่จะเดินทางมาหน้าหลุมฝังศพสือซงเทาพร้อมกับเขาได้
เยี่ยนจ้าวเกอมีใจจะมาที่นี่ แน่นอนว่าสือเถี่ยไม่ปฏิเสธ
หลังจากรอกลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอทำความเคารพหลุมฝังศพสือซงเทาด้วยธูปแล้ว สือเถี่ยจึงเอ่ย “พวกเจ้ามีน้ำใจนัก กลับไปพักผ่อนเถิด”
เยี่ยนจ้าวเกอและสวีเฟยสบตากันวูบหนึ่ง ก่อนจะพาอาหู่ปลีกตัวออกไปพร้อมกัน
ระหว่างเดินไปตามทาง เยี่ยนจ้าวเกอหันกายมองกลับไป ก็เห็นเงาร่างของสือเถี่ยยังคงยืนเงียบๆ อยู่ตรงนั้น
สวีเฟยที่อยู่ข้างกายทอดถอนใจ “ท่านอาจารย์ยังคงตำหนิตนเองอยู่”
ครั้นแล้วเยี่ยนจ้าวเกอก็ถอนใจตามเช่นกัน ในฐานะคนส่วนน้อยที่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลัง เขารู้ว่าคำพูดของสวีเฟยหมายความเช่นไร
ปีที่ผ่านมา ครอบครัวสือซงเทาทั้งสามประสบเคราะห์ร้ายสิ้นชีพ แท้จริงแล้วสือเถี่ยมีโอกาสเข้าช่วยเหลือ ทว่าประสบกับสถานการณ์อันตรายพอดี ดูแล้วผลประโยชน์สำนักเขากว่างเฉิงก็ได้รับความเสียหายรุนแรงเช่นกัน และในบรรดาผู้คนในเหตุการณ์ ณ ขณะนั้น มีเพียงแค่สือเถี่ยที่มีความสามารถหยุดยั้งได้
ผลลัพธ์คือ เมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ ในที่สุดแล้วสือเถี่ยเลือกที่จะปกป้องคุ้มครองทั้งสำนัก กระนั้นเมื่อตัดสินใจเช่นนี้แล้ว บุตรหลานของเขาเองกลับช่วยเหลือไม่ทันกาล สุดท้ายบิดาต้องฝังศพบุตรชายตนเอง
นี่เป็นความผิดหวังเสียใจชั่วชีวิตของสือเถี่ย เพราะแต่ไหนแต่ไรเขาประพฤติตนด้วยความซื่อสัตย์จริงใจ เพื่อที่จะได้ไม่ละอายต่อฟ้าดิน ละอายต่อญาติของตนเองเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
จวบจนปัจจุบัน แม้ว่าจะตั้งสุสานฝังเสื้อผ้าและหมวกแล้วก็ตาม ทว่าจริงๆ แล้วสือเถี่ยยังคงไม่ยอมละทิ้งความหวังสุดท้าย ขอแค่มีโอกาส ก็จะรุดหน้าไปสำรวจและสืบหายังสถานที่ในตอนนั้น ปรารถนาว่าจะมีความเป็นไปได้อันน้อยนิด ว่าครอบครัวของสือซงเทายังคงมีชีวิตรอดกลับมาได้ เพราถึงอย่างไรเสียก็ไม่เคยพบซากกระดูกของพวกเขาเสมอมา
น่าเสียดายที่เวลาห้าปีผ่านพ้นไป ยังคงไม่ได้อะไรแม้แต่น้อย ความหวังสุดท้ายก็กำลังสูญสิ้นไปทีละนิดๆ
สวีเฟยกระซิบกระซาบกล่าว “หากมีโอกาสอีกครั้ง ท่านอาจารย์จะเลือกทางที่ไม่เหมือนเดิมหรือไม่”
เขารำพึงรำพันกับตนเอง ไม่ได้คาดหวังว่าเยี่ยนจ้าวเกอจะตอบกลับแต่อย่างใด ส่วนเยี่ยนจ้าวเกอก็เดินอยู่ข้างกายเขาอย่างเงียบเชียบ
สวีเฟยทอดถอนใจ กล่าวต่อไปว่า “แม้ว่าจะเศร้าโศกเสียใจ แม้ว่าจะตำหนิตนเอง แม้ว่าจะละอายแก่ใจ แต่ว่าความเป็นไปได้ ยังคงเป็นตัวเลือกที่ไม่ต่างกันกระมัง ท่านอาจารย์เขา…”
เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยถามเสียงเบา “ถ้าหากเป็นศิษย์พี่สวีเล่า ระหว่างภาระหน้าที่ที่แบกเอาไว้ กับญาติตัวเอง ท่านจะเลือกอย่างไร”
หลังจากนิ่งเงียบอยู่เนิ่นนาน สวีเฟยจึงกล่าวตอบ “ข้าไม่รู้ บางทีในตอนที่เผชิญหน้ากับช่วงเวลานั้นจริงๆ ข้าถึงจะให้คำตอบได้กระมัง”
เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ ทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันอีก เคียงไหล่รุดไปข้างหน้า ถึงทางแยกจากสายหลักแล้ว จึงกุมกำปั้นที่หน้าอกคารวะต่อกัน กล่าวลากันตรงนี้ ต่างคนต่างกลับที่พำนักของตนเอง
ครั้นถึงที่พำนักของตน เยี่ยนจ้าวเกอนั่งขัดสมาธิตัวตรง ปิดเปลือกตาทั้งสอง สงบจิตสงบใจลง ตกตะกอนความรู้สึกนึกคิด
ประเดี๋ยวเดียว เยี่ยนจ้าวเกอก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะหยิบยันต์ทองใบหนึ่งออกมาจากหน้าอก
ยันต์ทองใบนี้ เขาได้มาหลังจากที่สังหารเสียจื่ออี้ผู้ตกเป็นมารในเขตไอมาร ตอนอยู่ที่ทะเลสาบปิดนภา
ชายหนุ่มมองดูลายริ้วที่ทั้งลี้ลับอีกทั้งซับซ้อนบนพื้นผิวยันต์ทอง พลางครุ่นคิดอย่างจริงจัง ‘เหมือนกับเป็นอักษรรูปแบบหนึ่งที่พิลึกพิลั่นไม่คุ้นตาเป็นอย่างยิ่ง น่าจะเป็นสิ่งของที่ปรากฏขึ้นหลังเกิดวิกฤตการณ์ใหญ่’
เยี่ยนจ้าวเกอหัวเราะขื่น เหมือนเช่นสิ่งของที่จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็งทิ้งเอาไว้ในตอนแรกไม่มีผิด สิ่งของที่ปรากฏหลังจากวิกฤตการณ์ใหญ่ ทว่าเทียบกับปัจจุบันแล้วกลับค่อนข้างเก่าแก่เสียอย่างนั้น ที่ทำให้เขาจนปัญญามากที่สุดคือ ติดอยู่ที่ช่วงต่อที่ความรู้สะสมของเขาอ่อนที่สุดพอดิบพอดี
ถึงกระนั้น เยี่ยนจ้าวเกอก็กำลังพยายามชดเชยจุดอ่อนในด้านนี้ของเขาอยู่เช่นกัน บัดนี้มองดูยันต์ทองอยู่ กลับไม่ใช่การจัดการที่ไร้การเริ่มลงมือแต่อย่างใด
‘มีบางส่วนคล้ายตัวอักษรของเขตพื้นชายขอบฝั่งเหนือ ที่สืบต่อกันมาในกลุ่มคนส่วนน้อยในพื้นที่เท่านั้นหรือ?’
หลังเยี่ยนจ้าวเกอพิจารณาใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่ เขาก็สั่งบ่าวรับใช้ “ไปนำตำราด้านอักษรโบราณที่สืบทอดต่อกันในพื้นที่ส่วนเหนือของเกาะจินมาให้ข้า มีเท่าใดก็นำมาเท่านั้น ยุคสมัยยิ่งเก่ายิ่งดี”
ในบรรดาเกาะทั้งหกของอัสนีพิภพ เขตพื้นที่ที่อยู่ด้านเหนือติดกับทะเลน้ำชายขอบฝั่งเหนือ ก็คือเกาะจิน
ไม่นานนักก็มีจอมยุทธ์ชุดดำส่งของที่เยี่ยนจ้าวเกอต้องการมา
หลังจากใช้เวลาสำรวจอย่างละเอียดพักหนึ่ง ในใจเยี่ยนจ้าวเกอก็ค่อยๆ รู้ว่าจะต้องทำเช่นไร เขาเคาะนิ้วลงบนยันต์ทองนั่นเบาๆ ปลายนิ้วเลื่อนไปตามริ้วลวดลายยันต์ทอง วาดรอยทีละเส้น
รอยเหล่านั้นคงอยู่บนพื้นผิวยันต์ทอง ยาวนานไม่สลายไป
เยี่ยนจ้าวเกอชักนิ้วมือกลับ เพ่งมองลายเส้นบนยันต์ทองที่มีแนวโน้มว่าจะครบถ้วนสมบูรณ์อย่างถี่ถ้วน สุดท้ายตบฝ่ามือลงไปบนยันต์สีทอง
ยันต์ทองพลันปะทุแสงแวววาวเจิดทันใด กลายเป็นแสงเรืองรองเป็นดวงๆ มลายหายไปในที่สุด
เห็นดังนั้น ใบหน้าเยี่ยนจ้าวเกอกลับเผยเห็นรอยยิ้มพอใจ จากนั้นก็เห็นแสงทองเป็นดวงๆ เหล่านั้นพลิ้วไหว เกาะกลุ่มไม่กระจัดกระจาย กลายเป็นหมอกแสงโดยรอบ ลอยอยู่ในกลางอากาศ
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกคำหนึ่ง ประหนึ่งกับวาฬดูดน้ำก็ไม่ปาน หมอกแสงโดยรอบเหล่านั้นพลันถูกเขาสูดเข้าไปจนหมดสิ้นทันที
มีเสี้ยวขณะหนึ่ง ที่ภายในใจเยี่ยนจ้าวเกอ บังเกิดความรู้สึกร้อนระอุขึ้น
ด้วยระดับพลังฝึกปรือของเยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้ แต่ละอวัยวะภายในร่างกายล้วนผ่านการฝึกฝนและทดสอบมาอย่างโชกโชนแล้ว
ความรู้สึกไม่สบายเกิดขึ้นในชั่วเสี้ยววินาทีเท่านั้น จากนั้นไม่นานนักก็ค่อยๆ หายไป
เยี่ยนจ้าวเกอสำรวจภายในร่างกายตนเอง เขาพบว่าแสงทองเป็นดวงๆ ปลิวไหวไม่หยุด กระจายติดอยู่บนพื้นผิวเส้นเลือดทุกเส้น ประหนึ่งชุบแสงสีทองพร่างพราวให้แก่เส้นเลือดภายในร่างกายตนชั้นหนึ่ง
ต่อให้เป็นเส้นเลือดที่เล็กที่สุด ละเอียดเป็นเส้นฝอยที่สุด ก็ไม่เว้นเช่นกัน
เขาหายใจขับสารพิษอย่างสงบเงียบ ระหว่างที่เลือดลมโคจรอยู่นั้น เลือดหลั่งไหลประดุจหินหนืดที่ร้อนผ่าว ส่งเสียงคำรามกึกก้องออกมา
หลังจากโคจรปราณจิตราสามสิบหกรอบแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอจึงเก็บกระบวนท่า แสงทองทอประกายบนผิวหนังวับวาบแล้วก็หายไป
ครั้นผุดลุกขึ้นจากพื้นมา ชายหนุ่มลูบคางของตนเอง “มีบางเรื่อง เหมือนกับจะวางเป็นประเด็นสำคัญได้แล้วเช่นกัน”
ขณะที่คิดเช่นนี้ เยี่ยนจ้าวเกอก็สะบัดมือ แสงสว่างไสวสองสามสายส่องสว่างวาบผ่านไปลอยอยู่ในอากาศ กลับเป็นอาวุธวิญญาณระดับล่างแต่ละชิ้น
เสื้อเกราะภูผาวิญญาณ กระบี่เผาไหม้ กระบี่ผนึกหมอก กงจักรเพลิงสุริยะ กระบี่อัสนีทองคำม่วง และดาบอัสนีบิน
นอกจากดาบแสงคลื่นคราม อาวุธวิญญาณระดับกลาง กับกระบี่วิญญาณมังกรมรกต ของล้ำค่าติดกายเสมอมาของเยี่ยนจ้าวเกอเองแล้ว อาวุธวิญญาณระดับล่างโดยส่วนมากที่อยู่ในมือเยี่ยนจ้าวเกอตอนนี้ล้วนอยู่ที่นี่แล้ว
จะว่าไปแล้ว ทั้งหมดล้วนเป็นอาวุธรบติดป้ายสืบทอดหลักของดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นทั้งสิ้น
เจ้าของเดิมของอาวุธวิญญาณเหล่านี้ แบ่งออกเป็น หลิวเซิ่งเฟิง จ้าวฮ่าว เสียจื่ออี้ เซียวเซิง เยี่ยนซ่าน และหลินโจว
เพียงแค่รายนามพวงนี้ กับอาวุธวิญญาณแต่ละชิ้นเหล่านี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้จอมยุทธ์รุ่นเดียวกันคนอื่นชื่นชมสิ่งที่ได้เห็นว่าดีงามอย่างที่สุดแล้ว
หากเยี่ยนจ้าวเกอนำอาวุธที่ยึดมาจากศัตรูของตนเปิดเป็นงานชุมนุมแสดงอาวุธ คาดว่าคงจะมีคนไม่น้อยโกรธจนกระอักเลือดออกมา
ด้วยพลังฝึกปรือของเยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้นั้น โดยส่วนมากในชั่วขณะเดียวกัน สามารถขับเคลื่อนอาวุธวิญญาณระดับล่างได้เพียงแค่ชิ้นเดียวเท่านั้น มากกว่านั้นละก็ หากไม่สลับเปลี่ยนใช้ ก็ต้องนำมาใช้เป็นอาวุธลับ อาศัยชั่วครู่ที่ตัดการเชื่อมต่อนั้นระเบิดพลังโจมตีศัตรู หรือไม่ก็ตรึงอาวุธวิญญาณของคู่ต่อสู้
มีอาวุธวิญญาณมาก ทุบคู่ต่อสู้ให้สิ้นไปเสีย ประโยคนี้ไม่ใช่แค่ล้อเล่นเท่านั้น
เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอจนบรรลุระดับมหาปรมาจารย์แล้ว อาวุธวิญญาณเหล่านี้จึงจะสามารถใช้พร้อมกันตามต้องการได้
เพียงแต่ชายหนุ่มมีความคิดอื่น แม้ว่าด้วยความเร็วในการพัฒนาของตน ระดับมหาปรมาจารย์ไม่ได้ห่างไกลแต่อย่างใดก็ตาม
หลังจากครุ่นคิดอีกครั้งครู่หนึ่ง เยี่ยนจ้าวเกอก็ชี้นิ้วเบาๆ เก็บเสื้อเกราะภูผาวิญญาณ กงจักรเพลิงสุริยะ และดาบอัสนีบิน เหลือไว้เพียงแค่กระบี่เผาไหม้ กระบี่ผนึกหมอก และกระบี่อัสนีทองคำม่วง อาวุธชนิดกระบี่สามเล่มเท่านั้น
จากนั้นเยี่ยนจ้าวเกอก็พลิกฝ่ามือ กลางฝ่ามือมีกิ่งไผ่เพิ่มขึ้นมากิ่งหนึ่ง
กิ่งไผ่สีเข้มหม่นกิ่งหนึ่ง ที่เปล่งประกายแสงม่วงออกมาเลือนราง
ทันทีที่เปิดเตาผลึกหินชั้นในแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็นำกิ่งไผ่นั้น กับอาวุธวิญญาณระดับล่างทั้งสามชิ้น ใส่เข้าไปในนั้นพร้อมกัน
บทที่ 210
เตาผลึกหินชั้นในส่งเสียงดังโครมครามออกมา ธารแสงระยิบระยับเปี่ยมไปด้วยสีสัน
แท้จริงแล้วการโคจรภายในเตาหลอมดูเรื่อยเฉื่อยเป็นอย่างยิ่ง เมฆเจือแสงเรืองรองมากมายปกคลุม มองรายละเอียดสภาพการณ์ภายในนั้นได้ไม่เด่นชัดนัก
เยี่ยนจ้าวเกอควบคุมเตาผลึกหินชั้นใน สีหน้าของเขาจริงจังเป็นพิเศษ
ขณะเดียวกันก็มีน้ำอดน้ำทนเป็นพิเศษเช่นกัน เขาต้องการหลอมของวิเศษที่ออกมาจากจิตใจตนเองโดยสมบูรณ์ สอดคล้องเหมาะสมกับวิชาที่ตนศึกษา และสร้างขึ้นด้วยตนเองโดยแท้ เพื่อตัวเองชิ้นหนึ่ง
ชายหนุ่มมีเค้าโครงภายในใจ ต้องพยายามเสาะแสวงผลลัพธ์ที่ดีพร้อมสมบูรณ์สุดกำลัง แผนการนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะประสบผลสำเร็จได้โดยง่ายเลย
สำหรับจุดนี้ เยี่ยนจ้าวเกอไม่รีบไม่ร้อน ระหว่างกระบวนการหลอม ก็ปรับเปลี่ยนความคิดเดิมเล็กน้อยให้สมบูรณ์ ตามสถานการณ์ความเป็นจริงอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน
ในวันต่อมา เยี่ยนจ้าวเกอใช้เวลาผ่านไปอย่างเต็มอิ่มยิ่งนัก นอกจากบำเพ็ญวิถีวรยุทธ์พัฒนาตนเอง ก็ศึกษาค้นคว้าและคิดทบทวนหลักค่ายกล ทั้งยังขับเคลื่อนเตาผลึกหินชั้นในหลอมของวิเศษ
ระหว่างที่กาลเวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว ก็ผ่านไปเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว
หลังจากช่วงเวลานี้เป็นต้นมา เยี่ยนจ้าวเกอเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในที่พำนักเสมอ น้อยนักจะออกไปที่ใด จนกระทั่งนับวันนับคืนดูแล้ว ใกล้จะถึงฤดูกาลที่พายุนิมิตทมิฬในมหาทะเลทรายแดนตะวันตกของวายุพิภพอ่อนกำลังลงแล้ว ชยหนุ่มถึงได้ออกจากฌาน
“อาหู่ ช่วยข้าติดต่อคนของสำนักที่วายุพิภพ ให้เตรียมของบางอย่างสำรองเอาไว้ล่วงหน้าที” เยี่ยนจ้าวเกอบิดขี้เกียจครั้งหนึ่ง อาหู่ผงกศรีษะตอบรับ แล้วจึงลงไปจัดการธุระให้
เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตาลง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองแสงอาทิตย์เป็นลายพร้อย ที่ลอดผ่านลงมาระหว่างซอกกิ่งก้านและใบไม้ลงในป่าเขา
“การทดสอบแห่งจันทราครั้งที่สี่น่าจะใกล้สิ้นสุดแล้วกระมัง ไม่รู้ได้ว่าผลท้ายที่สุดจะเป็นเช่นไร?”
ชายหนุ่มรำพึงรำพันกับตนเอง ครุ่นคิดไปพลาง ยกขาก้าวเดินไปพลาง
การทดสอบแห่งจันทราครั้งที่สี่ สำนักเขากว่างเฉิงยังคงเป็นผู้นั่งชม ไม่ได้เข้าร่วมประลอง
ถึงแม้ว่าจันทรากายของเฟิงอวิ๋นเซิงจะฟื้นคืนกลับมาแล้วก็ตาม ทว่ายังคงมุ่งฝึกปรืออยู่
ไม่ว่าจะเป็นเยี่ยนจ้าวเกอหรือฟู่เอินซู รวมถึงยอดฝีมือระดับสูงแห่งกว่างเฉิง แม้ว่าพวกเขาจะรู้สึกร้อนรนอยู่ภายในใจ กระนั้นกลับไม่ได้ให้เฟิงอวิ๋นเซิงเข้าร่วมการทดสอบแห่งจันทราครั้งที่สี่โดยเป็นที่รู้กัน
ไม่มีเหตุผลอื่น เฟิงอวิ๋นเซิงยังต้องการเวลา มาชดเชยสองปีก่อนหน้าที่เสียไปเปล่าๆ
คู่ต่อสู้ก็กำลังพัฒนา อีกทั้งยังทุ่มสุดกำลังเช่นเดียวกัน รุดหน้าอย่างว่องไว ไม่ใช่ยืนอยู่กับที่รอให้เฟิงอวิ๋นเซิงไล่ตามไป
ขณะที่เยี่ยนจ้าวเกอครุ่นคิดไปพลาง เขาก็มาถึงหุบเขาเล็กที่เฟิงอวิ๋นเซิงอยู่แล้ว
ที่แห่งนั้น เห็นได้ดังคาดว่าเฟิงอวิ๋นเซิงเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา ฝึกฝน หมั่นบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก
มือที่กำดาบของนางมั่นคงเสมอมา ทว่าลึกเข้าไปในแววตา คล้ายกับมีเปลวเพลิงลอยขึ้นสูง ยิ่งคุโชนขึ้น
คนนอกมักจะเข้าใจได้ยากยิ่ง คนคนหนึ่งได้รับแล้วสูญเสียอีกครั้ง หลังจากตกลงมาถึงจุดต่ำสุด ตอนที่มีโอกาสหนึ่งที่จะสูญเสียแล้วกลับมาได้รับใหม่อีกครั้งวางอยู่ตรงหน้า จะระเบิดพลังงานเช่นไรออกมา
สภาพจิตใจและความตั้งใจของเฟิงอวิ๋นเซิง ล้วนเป็นตัวเลือกต้นๆ แรงกดดันที่มีทั้งหมด ต่างก็ถูกเปลี่ยนเป็นแรงผลักดันทั้งสิ้น ทำให้นางเผาไหม้ตัวเองตลอดเวลา
แม้ว่าจะไม่ถูกเขากว่างเฉิงส่งเข้าร่วมการทดสอบแห่งจันทราเป็นการชั่วคราว นางก็เข้าใจได้เช่นกัน เพียงแค่พยายามพัฒนาตัวเองให้มากขึ้นเท่านั้น
เยี่ยนจ้าวเกอนั่งอยู่ที่เดิมเงียบๆ มองดูเฟิงอวิ๋นเซิงฝึกยุทธ์
บริเวณอีกฝั่งหนึ่ง ก็มีคนอีกคนหนึ่งกำลังฝึกฝนอย่างเป็นระบบระเบียบ
คนผู้นั้นคือเด็กคนชายที่ขณะนี้ยังอายุไม่ถึงสิบสองปี แต่กลับฝึกปราณกลายเป็นจิตรา เหยียบก้าวสู่ระดับปรมาจารย์แล้ว!
อิงหลงถูทำลายสถิติของเยี่ยนตี๋ บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอได้สำเร็จ กลายเป็นปรมาจารย์ที่อ่อนเยาว์ที่สุด นับตั้งแต่โลกแปดพิภพมีการบันทึกมาหลังจากวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่
เด็กชายในขณะนี้กำลังรวมจิตใจจดจ่อ ในแววตาส่องประกายสติปัญญาที่ยามปกติไม่มี ฝึกยุทธ์โดยไม่สะเปะสะปะแม้แต่น้อย ระดับความใจจดใจจ่อไม่ได้ด้อยไปกว่าเฟิงอวิ๋นเซิงที่อยู่ข้างๆ แม้สักนิด
มีเพียงเวลานี้เท่านั้น เขาถึงจะไม่มีท่าทางที่อืดอาดเหมือนเช่นวันธรรมดาทั่วไป
เลือดลมร่างกายอันทรงอานุภาพทะยานสูงขึ้นตามการออกหมัดของเขา ยิ่งไปกว่านั้นคือเหนือชั้นกว่าจอมยุทธ์ระดับเดียวกันจำนวนมาก
เยี่ยนจ้าวเกออมยิ้มมองดูพวกเขาทั้งสองฝึกหมัด บริเวณไกลออกไป พ่านพ่าน หมีสยงเมายักษ์กำลังนั่งอยู่บนพื้น ป้อนอาหารเข้าไปในปากของตัวเองด้วยความเบื่อหน่ายยิ่ง ทันทีที่มันมองเห็นเยี่ยนจ้าวเกอปรากฎตัวขึ้น ดวงตาพลันทอประกาย วิ่งมุ่งมาทางนี้
“ตามศิษย์น้องเฟิง เจ้ากลับมีลาภปากเสียอย่างนั้น” เยี่ยนจ้าวเกอหัวร่อพลางกอดพ่านพ่านไว้ พร้อมกับลูบหัวอันใหญ่โตของมัน
โร่วโร่วสุนัขตัวเล็กที่เฟิงอวิ๋นเซิงเลี้ยงไว้ ก็คุ้นเคยกับเยี่ยนจ้าวเกอนานแล้วเช่นกัน ยามนี้แม้จะไม่ถลันขึ้นมาเหมือนเช่นพ่านพ่าน ทว่าก็ส่ายหางน้อยๆ ของตนด้วยความดีใจเช่นกัน
อิงหลงถูกฝึกหมัดครั้งสุดท้ายเสร็จสิ้น เก็บท่าแล้ว ครั้นมองเห็นเยี่ยนจ้าวเกอ ดวงตาของเขาพลันเปล่งประกาย เดินมุ่งมาทางเยี่ยนจ้าวเกอเช่นกัน ยิ้มกล่าวด้วยความเหนียมอายอยู่บ้าง “ศิษย์พี่เยี่ยน”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเอ่ย “ระหว่างฝึกฝน มีปัญหาอะไรหรือไม่?”
เด็กชายเกาศีรษะ พยายามสรุปภาษาของตนเอง “ก่อนหน้านี้ได้ยินศิษย์พี่ท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า ความเร็วและพลังยากที่จะคำนึงถึงพร้อมๆ กัน ซ้ำยังเอาสำนักเขาไร้พรมแดนกับตำหนักอัสนีสวรรค์มาเปรียบเทียบ แต่รู้สึกว่า ที่เขากล่าวคล้ายกับมีตรงไหนไม่ถูก”
เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยนจ้าวเกอก็ยิ้มขึ้น ฮานหลงเอ๋อร์ซื่อตรงใช้ได้ แต่ไม่รู้ได้ว่าข้อสงสัยของเขานี้ได้เอ่ยขึ้นต่อหน้าศิษย์น้องร่วมสำนักผู้นั้นหรือไม่
“ที่เขาพูดก็ถูกต้อง แต่ก็ไม่ถูกต้องอยู่ในที” เยี่ยนจ้าวเกออธิบาย “กล่าวว่าความเร็วและพลังยากจะคำนึงถึงพร้อมๆ กันเพียงอย่างเดียว นับว่าไม่ถูกต้องนัก เฉกเช่นกำปั้นของเจ้า ต่อยหมัดออกไป หมัดเจ้าเร็ว เช่นนั้นพลังที่แฝงอยู่ในหมัดนี้ก็ไม่อ่อนแอเป็นแน่”
“มักกล่าวกันว่าการรุกโจมตีของตำหนักอัสนีสวรรค์ ว่องไวดุจสายฟ้า รุนแรงดุจฟ้าคำราม ครึ่งประโยคหน้าพูดถึงความเร็ว ครึ่งประโยคหลังก็ชมว่าพลังของพวกเขารุนแรงเช่นกัน”
เยี่ยนจ้าวเกอยกฝ่ามือของตนขึ้น ยื่นออกไปข้างหน้า “แต่การที่พวกเราออกกระบวนท่าไป เกี่ยวพันไปถึงปัญหาของการปลดปล่อยพลัง เชื่อมการสะสมพลังและการปล่อยพลังเข้าด้วยกัน จากนั้นจึงจะเป็นการรุกโจมตีที่แท้จริง”
“แต่ในกระบวนการสะสมพลังปล่อยพลังนี้ ก็เกี่ยวพันถึงการเลือกความเร็วและพลังแล้ว ในสถานการณ์โดยส่วนมากแล้ว การสะสมพลังยิ่งเต็มที่มากเท่าใด การปล่อยพลังยิ่งรุนแรงมากเท่านั้น แต่เวลาที่ใช้ก็ยิ่งยาวนานด้วยเช่นกัน”
ชายหนุ่มองไปยังอิงหลงถู “มักกล่าวกันว่าตำหนักอัสนีสวรรค์และสำนักเขาไร้พรมแดนต่างคนต่างก็สุดขั้ว ฝ่ายหนึ่งเร็วฝ่ายหนึ่งช้า จริงๆ แล้วความแตกต่างของพวกเขาก็อยู่ที่ตรงนี้”
อิงหลงถูพยักหน้าด้วยความเหม่อลอยอยู่บ้าง “เป็นการเลือกพลังเร็วช้าของทั้งกระบวนการปล่อยพลังกระบวนท่านี้ออกไป ซึ่งไม่ใช่ปล่อยพลังออกไปแล้ว คำนึงถึงแต่ความเร็วในการออกมือ”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มกล่าว “ถูกต้อง ตำหนักอัสนีสวรรค์และสำนักเขาไร้พรมแดน แทนที่จะกล่าวว่าความเร็วในการออกกระบวนท่าช้าเร็วมีความแตกต่าง ไม่สู้กล่าวว่าความเร็วในการเปลี่ยนกระบวนท่าช้าเร็วมีความแตกต่างน่าจะดีกว่า”
“ในด้านลักษณะเด่นของพลัง ทั้งสองสำนักล้วนเดินไปบนลู่ทางอันแข็งแกร่งห้าวหาญ ตำหนักอัสนีสวรรค์รุนแรงกว่า ส่วนสำนักเขาไร้พรมแดนทรงพลังกว่า”
ขณะทั้งสองกล่าวไปพลาง อาหู่ก็มาถึงยังภายในหุบเขา เขาเดินมาทางเยี่ยนจ้าวเกอ ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มเบิกบาน
“คุณชาย ข้าติดต่อไปทางวายุพิภพตามที่ท่านสั่งแล้วขอรับ” รายงานข้อมูลตามปกติให้เรียบร้อยก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นอาหู่จึงพูดกลั้วหัวเราะว่า “แล้วก็ผลการทดสอบแห่งจันทราครั้งที่สี่ออกมาแล้วขอรับ เมิ่งหว่านแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์พลั้งพลาดแล้ว!”
เยี่ยนจ้าวเกอเลิกคิ้วเล็กน้อย “เล่ามาสิว่าเกิดอะไรขึ้น”
อาหู่ยิ้มกล่าวด้วยความดีใจว่า “ร่างกายเมิ่งหว่านเองคล้ายกับเกิดปัญหาบางอย่างขึ้น ผลคือเพลี่ยงพล้ำในการช่วงชิงรอบสุดท้าย”
ชายหนุ่มมุ่นคิ้วเล็กน้อย “ผู้อาวุโสสำนักที่ร่วมชม มีภาพบันทึกกลับมาหรือไม่?”
อาหู่ผงกศีรษะ “มีขอรับ”
ดูฉากการประลองจริงแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอไม่เพียงไม่รู้สึกดีใจเท่านั้น สีหน้ากลับจะเปลี่ยนเป็นผึ่งผายจริงจังขึ้นมาเสียด้วยซ้ำไป “กลัวสิ่งใดก็มักจะเป็นเช่นนั้น เหตุการณ์ที่แย่ที่สุดปรากฏขึ้นแล้ว”