201-205

บทที่ 201
เมื่อประสบเหตุล้วนตัดสินใจจัดการเฉพาะหน้าไปได้ก่อน ไม่จำเป็นต้องเสนอขอคำแนะนำ ขอเพียงแค่รายงานหลังเหตุการณ์สิ้นสุดก็พอ ขณะเดียวกันก็สามารถระดมทรัพยากรสำนักไปช่วยเหลือยังที่เกิดเหตุได้

โดยทั่วไปแล้ว นี่เป็นขอบเขตอำนาจของจอมยุทธ์ระดับผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักเขากว่างเฉิง

ถ้าหากจะคิดใคร่ครวญอย่างละเอียด ขอบเขตอำนาจส่วนของผู้อาวุโสสูงสุดเองก็ไม่ได้มากขนาดนี้เช่นกัน หรือกล่าวคือ เพียงแค่บางเขตแดนหรือบางสถานที่เท่านั้นที่มีขอบเขตอำนาจเช่นนี้

ดังเช่นผู้อาวุโสเกาะตะวันออก มีขอบเขตอำนาจเช่นนี้บนเขตพื้นที่เกาะตะวันออก เมื่อออกจะเกาะตะวันออกแล้ว จะไม่ได้รับความสะดวกสบายเช่นนั้น

ในหน้าประวัติศาสตร์สำนักเขากว่างเฉิง ยังไม่เคยปรากฎผู้อาวุโสสูงสุดที่มีพลังฝึกปรืออยู่ในระดับปรมาจารย์มาก่อน จึงแน่นอนว่าไม่มีจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์คนใดได้รับอำนาจเช่นนี้มาก่อนเช่นกัน

เยี่ยนจ้าวเกอเป็นผู้ริเริ่มรุ่นหนึ่ง

บำเหน็จรายการนี้ เป็นผลมาจากการที่ชายหนุ่มพังทลายมหาค่ายกลได้สำเร็จ ยับยั้งการเยื้องกรายของนพยมโลก

เพราะฉะนั้นคิดจากระดับหนึ่งแล้ว บำเหน็จนี้ไม่ใช่เพราะเยี่ยนจ้าวเกออยู่ในฐานะศิษย์อ่อนอาวุโสแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะศักยภาพพรสวรรค์ในด้านวรยุทธ์ของเขาโดดเด่นเหนือใคร

บำเหน็จนี้เป็นการยอมรับต่อความสามารถในตัวเยี่ยนจ้าวเกอเองอย่างแท้จริง และเป็นการยอมรับต่อความสามารถในการจัดการเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันได้อย่างเด็ดขาด

เหตุการณ์มากมายเช่นสงครามถังตะวันออก รวมถึงสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำแห่งเขานิมิตเมฆด้วยเช่นกัน จนมาถึงสงครามทะเลสาบปิดนภาครั้งนี้ การสั่งสมประสบการณ์ของเยี่ยนจ้าวเกอที่แสดงออกมา ยังคงยอดเยี่ยมเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา ทำให้ความไว้วางใจของสำนักที่มีต่อความสามารถของเขา เพิ่มสูงขึ้นจนถึงระดับใหม่ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเป็นบำเหน็จที่ไม่เคยปรากฎในหน้าประวัติศาสตร์สำนักเขากว่างเฉิงมาก่อน

ผ่านสงครามทะเลปิดนภามาได้ ชื่อเสียงของเยี่ยนจ้าวเกอลือลั่นทั่วหล้าอย่างแท้จริง ไม่ใช่ในฐานะบุตรของเยี่ยนผู้ไร้เทียมทาน ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเขากว่างเฉิง และไม่ใช่ในฐานะศิษย์อ่อนอาวุโสคนหนึ่ง

แต่เป็นคนคนหนึ่งที่แม้จะเยาว์วัย ทว่าก็สั่นสะเทือนใต้หล้าได้แล้ว

ก่อนหน้านี้ภายในสำนักเขากว่างเฉิงได้ปรับทิศทางความคิดที่มีต่อเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว แลในครั้งนี้ เหล่าผู้มีอำนาจระดับสูงของเขากว่างเฉิง ยิ่งประเมินค่าเยี่ยนจ้าวเกอสูงขึ้นอีกขั้นหนึ่ง

การให้ขอบเขตอำนาจและความอิสระที่มากขึ้น ย่อมแฝงไว้ด้วยความไว้วางใจที่มีต่อความสามารถของเยี่ยนจ้าวเกอที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวแทนความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ขึ้นนับแต่นี้ด้วยเช่นกัน

เยี่ยนจ้าวเกอมีการเตรียมใจต่อสิ่งนี้เอาไว้เรียบร้อยแล้ว

ถึงแม้ว่าจะมีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตนเองตามจังหวะและโอกาสก็ตาม ทว่าก็ไม่ได้หมายความว่าไร้ซึ่งภาระรับผิดชอบใดๆ หากทำผิดพลาดอย่างร้ายแรง เช่นนั้นก็จำต้องรับผิดชอบด้วยเช่นกัน

ดังเช่นผู้อาวุโสฉิน ผู้อาวุโสแห่งเกาะตะวันออกในตอนแรก เหตุที่เกิดบนพื้นดินเกาะนภาตะวันออก ตามหลักการแล้วเขาตัดสินคำไหนคำนั้นได้

และในความเป็นจริง เหตุการณ์เกือบทั้งหมดก็เป็นเช่นนี้แน่นอนไม่ผิดเพี้ยน

ทว่าเรื่องเกี่ยวกับการรับเฟิงอวิ๋นเซิงเข้าสำนัก ถึงผู้อาวุโสฉินจะสามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ก็ตาม กระนั้นหากผลลัพธ์เกิดข้อพิพาทขึ้น เขาก็ต้องรับผิดชอบทั้งหมด

ชายหนุ่มเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เมื่อได้รับสิทธิพิเศษ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องแบกรับภาระความรับผิดชอบ

“ข้าเยาว์วัยความรู้ยังน้อยนิด เกรงว่าจะแบกรับหน้าที่สำคัญไม่ไหว แต่ในเมื่อทางสำนักเชื่อใจข้า อนุมัติอภิสิทธิ์เช่นนี้แก่ข้า ข้าก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่ข้าจะทำได้” เยี่ยนจ้าวเกอคารวะหยวนเจิ้งเฟิงอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

หยวนเจิ้งเฟิงยิ้มกล่าว “จ้าวเกอช่างเป็นทางการอะไรเช่นนี้ นานเท่าใดแล้วที่ไม่ได้เห็น?”

“ปล่อยสบายๆ นี่เป็นการบำเหน็จให้เจ้า ไม่ใช่จะเพิ่มภาระหนักให้เจ้าในทันทีแต่อย่างใด สำหรับในตอนนี้ เรื่องที่สำคัญที่สุดของเจ้า ยังคงเป็นการตั้งใจฝึกฝน”

“แม้ว่าจะมีจังหวะโอกาสประจวบเหมาะถึงเพียงใด แต่ความเร็วในการพัฒนาพลังฝึกปรือของเจ้าในปัจจุบัน ก็ทำให้ผู้คนยกย่องชื่นชมอย่างแท้จริงแล้ว ก่อนหน้าเจ้าใช้เวลาไปกับวิชาซับซ้อนแต่ละรูปแบบมากเกินไป ดูเหมือนว่าบัดนี้ วิชาอันซับซ้อนก็ไม่ได้ทิ้ง พลังฝึกปรือวรยุทธ์เองก็พัฒนาขึ้นมาด้วยเช่นกัน” หยวนเจิ้งเฟิงกล่าวชื่นชม

เยี่ยนจ้าวเกอสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง “เสาะหาความสมดุลเจออยู่บ้าง เพียงแต่ว่าด้านวิชาซับซ้อน แท้จริงแล้วหลายคราก็เป็นการกินบุญเก่าขอรับ”

ฟางจุ่นที่อยู่ข้างๆ ยิ้มพลางเอ่ย “ไม่สู้พูดว่าสั่งสมให้มากแล้วค่อยๆ ปลดปล่อยออกมาทีละนิดดีกว่าหรือ”

ทุกคนต่างก็หัวเราะ

หยวนเจิ้งเฟิงนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “พูดถึงวิชาซับซ้อน จ้าวเกอ เจ้าศึกษาอักษรโบราณมากมาย รู้สึกสนใจร่องรอยที่วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ทิ้งเอาไว้อย่างยิ่งยวด เท่าที่ข้ารับรู้ เจ้าเองยังขุดค้นร่องรอยด้วยตัวเองไปไม่น้อยกระมัง?”

“ใช่ขอรับ ท่านอาจารย์ปู่” ชายหนุ่มผงกศีรษะ

เขามองไปยังหยวนเจิ้งเฟิง ในเมื่ออีกฝ่ายถามเช่นนี้แล้ว เกินกว่าครึ่งต้องมีคำถามตามมาแน่

เป็นไปได้ว่าสำนักขุดค้นพบร่องรอยจากวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ ที่ไม่เคยมีผู้ใดค้นพบมาก่อนอย่างนั้นหรือ? หากเป็นเช่นนั้นละก็ เยี่ยนจ้าวเกอก็มีความสนใจอยู่หลายส่วนจริงๆ

หยวนเจิ้งเฟิงกล่าว “ในมหาทะเลทรายแห่งวายุพิภพ สำนักเราค้นพบร่องรอยแห่งหนึ่ง เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ หลังจากผ่านมาได้แล้วยังคงหลงเหลืออยู่”

“แต่ตัวอักษรและภาพของร่องรอยซากวัตถุ ดูแปลกประหลาดอย่างยิ่งยวด ยากที่จะถอดความได้ ทำให้ไม่อาจหาคำตอบและความหมายที่แฝงอยู่ในนั้น”

วายุพิภพอยู่ด้านทิศตะวันตกของนภาพิภพ ขณะเดียวกันก็มีเขตแดนติดกับภูผาพิภพและอัคคีพิภพด้วยเช่นกัน ทรายสีเหลืองอร่ามนับหมื่นลี้ในเขตแดน ภูเขาและแม่น้ำทั้งสูงทั้งยาวไกล สภาพแวดล้อมภูมิประเทศค่อนข้างเลวร้าย และยิ่งมีภัยธรรมชาติที่ปรมาจารย์มากมาย หรือแม้กระทั่งมหาปรมาจารย์ล้วนยากจะทนไหว

ทะเลทรายกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา เมื่อหลงเข้าไอยู่ในนั้น ยิ่งเป็นไปได้ที่จะหลงทิศทาง สุดท้ายต้องฝังร่างในทะเลทราย ไม่อาจฟื้นคืนชีพตลอดกาลเช่นกัน

ถึงกระนั้น แม้ว่าปัจจัยด้านธรรมชาติจะเลวร้ายอย่างยิ่งก็ตาม แต่สรรพสิ่งเกิดโดยธรรมชาติเพื่อเกื้อหนุนมนุษย์ วายุพิภพที่ซึ่งกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต นอกจากภัยพิบัติอันตรายแล้ว ก็มีของวิเศษและทรัพยากรอันหาได้ยากอยู่มากมายเช่นกัน

ตั้งแต่ภูเขานิมิตทมิฬแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์วายุพิภพพังทลายย่อยยับในอดีตแล้ว สำนักเขากว่างเฉิง สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ และสำนักเขาไร้พรมแดนต่างก็เคลื่อนพลเข้าวายุพิภพ ต่างฝ่ายต่างก็ยึดครองเขตอิทธิพลเป็นของตนเอง

เดิมทีเขากว่างเฉิงได้เปรียบมากที่สุด แทบจะยึดครองแต่ผู้เดียว ทว่าตามที่ปีศาจอัคคีเข้ารุกรานในปีนั้น เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงครั้งหนึ่ง เขากว่างเฉิงพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ สูญเสียเขตอิทธิพลในวายุพิภพก็สูญไปมากเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกาลเวลาในช่วงเก็บซ่อนความสามารถเอาไว้นั้น ก็ยิ่งถูกบีบบังคับให้ยอมถอยทีละก้าว

ทว่าในช่วงเวลาที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ผงาดขึ้นมาเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งในปัจจุบัน ก็ยึดชิงดินแดนของวายุพิภพไปเป็นจำนวนมาก

ปัจจุบันเขตพื้นที่ของวายุพิภพมากกว่าครึ่งหนึ่ง อยู่ในการควบคุมของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

เขากว่างเฉิงและเขาไร้พรมแดนต่างก็มีส่วนในวายุพิภพเช่นกัน พื้นที่ที่คาบเกี่ยวกันทั้งสามสำนัก แต่ก่อนแต่ไรก็พิพาทกันเสมอมา

สงครามถังตะวันออกก่อนหน้า เขากว่างเฉิงได้เปรียบอย่างมาก นอกจากบุกโจมตีเข้าสู่เขตแดนอัคคีพิภพแล้ว ก็ขยายเขตอิทธิพลของตนที่อยู่ในวายุพิภพด้วยเช่นกัน อำนาจต่อรองและขอบเขตการควบคุมยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินก็คือเรื่องร่องรอยที่วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่เหลือเอาไว้ดังคาด จึงอดไม่ได้ที่จะยิ่งรู้สึกสนใจ

หยวนเจิ้งเฟิงมองไปทางหญิงชราที่อายุรุ่นเดียวกับเขาคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้อาวุโสเก่าแก่แห่งเขากว่างเฉิงท่านหนึ่งที่อยู่ใต้บัญชาตนเอง “ศิษย์น้องเหอ ให้จ้าวเกอได้สังเกตอย่างละเอียดเสียหน่อย ดูสิว่าจะได้รับประโยชน์อะไรหรือไม่”

ผู้อาวุโสเหอผงกศีรษะ ก่อนจะหยิบเอาผลึกหินออกมาก้อนหนึ่ง แบออกวางไว้บนมือ

เยี่ยนจ้าวเกอเดินไปยังผลึกหิน แล้วถ่ายปราณจิตราของตนเข้าไป ทำให้พื้นผิวของผลึกหินมีแสงสว่างส่องออกมา อันเกิดจากการสั่นไหวของปราณจิตรา

ลำแสงฉายไปในอากาศ กลายสภาพเป็นภาพฉากแสงเงาลวงตาผืนหนึ่ง

ลมพายุสีดำเต็มท้องฟ้า ม้วนเอาทะเลทรายเบื้องล่างขึ้น เงื่อนไขทางธรรมชาติในหลายพื้นที่ของวายุพิภพ ยังคงไม่เป็นมิตรเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

พื้นผิวทะเลทรายเบื้องหน้า เผยให้เห็นสิ่งของชิ้นหนึ่งอยู่เลือนราง คล้ายกับเสาหินอย่างไรอย่างนั้น

เสาหินครึ่งท่อนโผล่อยู่ด้านนอกดินทราย ส่วนปลายไม่เสมอกัน ทิ้งร่องรอยที่ถูกพังทำลายเอาไว้

ซึ่งบริเวณพื้นผิวภายนอกเสาหิน ก็สลักลวดลายที่ทรงพลังมหาศาลแต่กลับยังลึกลับซับซ้อนไว้ด้วย

ครั้นมองดูลวดลายนั่น เขารู้สึกได้ถึงความมหัศจรรย์ภายในนั้นได้รางๆ ทว่ากลับไม่ชัดแจ้งว่าเพราะเหตุใด นับว่ายังยากจะเข้าใจความหมายในนั้น

ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ นอกจากเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว ล้วนเคยเห็นภาพนี้แล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งครั้ง ทว่าบัดนี้ได้เห็นอีกครั้ง ยังคงรู้สึกว่ามีเสน่ห์อยู่ดี

หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอได้เห็นเสาหินในเขตแดนแสงเงาลวงตาแล้ว ลูกตาดำของเขาพลันหดเล็กลงในทันใด

มารดามันเถอะ!

เยี่ยนจ้าวเกอเกือบจะเปิดปากเอ่ยผรุสวาทคำหนึ่งออกไป

‘…นี่มันเสาระเบียงวังเทพในสมัยนั้นนี่!’ เยี่ยนจ้าวเกอสูดหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง
บทที่ 202
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูเสาหินครึ่งท่อนที่แตกหักนั่น ในใจรู้สึกอิ่มเอิบอย่างยิ่งยวด

สำหรับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ในตอนแรก เยี่ยนจ้าวเกอจดจำขึ้นใจเสมอมา การที่มีโอกาสสัมผัสร่องรอยซากวิกฤตการณ์ เป็นเรื่องที่เขารู้สึกสนใจอย่างยิ่งยวด

ทว่าเท่าที่เขารู้ จนถึงปัจจุบัน โลกแปดพิภพดูเหมือนจะไม่เคยปรากฏร่องรอยที่เกี่ยวข้องกับพระราชวังมาก่อน

หนึ่งเดียวที่คล้ายกับจะจริงทว่าก็เหมือนกับไม่จริง คือการสืบทอดของเขากว่างเฉิงที่ตนอยู่ในตอนนี้ ใกล้เคียงกับวังเทพในช่วงเวลาอันคลุมเครือ เพียงแต่ว่ายังต้องรอการยืนยัน

นอกจากนี้แล้ว ตามข้อมูลข่าวสารที่เยี่ยนจ้าวเกอมีในขณะนี้ โลกแปดพิภพตั้งแต่หลังวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ จนถึงปัจจุบัน ก็ไม่มีร่องรอยที่เกี่ยวข้องกับวังเทพอีกเลย

เสาหินแตกหักท่อนนี้ที่ปัจจุบันโผล่ขึ้นมาในมหาทะเลทราย ณ วายุพิภพ กลับเป็นเศษซากที่เหลือหลังจากเสาทางเดินของวังเทพแต่กาลก่อนแตกหัก

สิ่งนี้ทำให้จิตใจของเยี่ยนจ้าวเกอพลันร้อนรุ่มขึ้นมา

ตนอยากจะสืบหารายละเอียดของวิกฤตการณ์ใหญ่ในอดีตมาโดยตลอด เทียบกับร่องรอยอื่นแล้ว ร่องรอยของวังเทพมีคุณค่ามากยิ่งกว่า

แม้ว่าโดยรูปลักษณ์ เสาหินจะพังเสียหายไปแล้ว กระนั้นเทียบกับร่องรอยอื่นๆ ส่วนใหญ่ กลับสามารถเก็บรักษาเบาะแสและข้อมูลได้มากยิ่งกว่า

หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอจ้องมองเสาหินที่อยู่ในภาพลวงตาเงาแสงอย่างตั้งใจอยู่ครู่หนึ่งแล้ว เขาก็เอ่ยกับพวกหยวนเจิ้งเฟิงว่า “ลวดลายทั้งซับซ้อนทั้งเก่าแก่โดยแท้ คิดจะถอดความหมาย ยากเป็นอย่างยิ่งขอรับ”

“เพียงแต่ว่า จู่ๆ ข้าก็มีความคิดบางอย่าง แต่ตอนนี้ยังไม่กล้าเอ่ยว่ามีความมั่นใจมากเท่าใด และจะสามารถนำเสาหินกลับมาได้หรือไม่?”

“หากได้ของจริงอยู่ในกำมือ คิดทบทวนอย่างละเอียด โอกาสถอดความหมายยิ่งสูงกว่า”

ผู้อาวุโสเหอส่ายศีรษะเล็กน้อย “เจ้าเองน่าจะรู้จักมหาทะเลทรายแดนตะวันตกของวายุพิภพ สถานการณ์ที่นั่นซับซ้อนเป็นอย่างมาก จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ล้วนยากจะทำตามอำเภอใจ”

นางก็กลัดกลุ้มใจอยู่บ้างเช่นกัน “เสาหินนั่น พัวพันยุ่งเหยิงอยู่กับพลังธรรมชาติของมหาทะเลทรายแดนตะวันตก ยากจะนำมันออกมาได้ ทำได้แค่เพียงปล่อยมันไว้ที่เดิม”

มุมปากเยี่ยนจ้าวเกอกระตุกเล็กน้อย

ความหมายคือ ตนเองต้องรุดหน้าไปหาเสาหินที่ตนเองใคร่เห็นด้วยตัวเอง?

หยวนเจิ้งเฟิงกล่าว “มีแนวคิดไว้ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่เรื่องราวไม่ได้รีบเร่ง ฤดูกาลปัจจุบันนี้ เป็นช่วงที่พายุนิมิตทมิฬของมหาทะเลทรายแดนตะวันตกรุนแรงที่สุด จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์เข้าไปล้วนยังยากจะยึดครองความได้เปรียบ”

“รอให้ผ่านไปสองสามเดือน หลังพายุนิมิตทมิฬเบาลงแล้ว ค่อยเข้าไปเถิด”

“ร่องรอยนั่นรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมหาทะเลทรายแดนตะวันตก ถึงแม้ว่ายากจะขุดค้นเคลื่อนย้ายก็ตาม แต่พวกเราขุดไม่ได้ คนอื่นก็ขุดไม่ได้เช่นเดียวกัน ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกผู้อื่นทำลายอีกด้วย”

เจ้าสำนักมองเยี่ยนจ้าวเกอ “จ้าวเกอเองก็ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบจนเกินไปนัก จำเรื่องราวให้ขึ้นใจไว้ก็พอแล้ว”

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ หยุดถ่ายปราณจิตราเข้าสู่ผลึกหิน ภาพลวงตาเงาแสงเบื้องหน้าพลันสลายหายไป

ชายหนุ่มมองดูเสาหินที่ค่อยๆ หายไปอยู่ตรงหน้า แววตาของเขาหยั่งลึกและเงียบสงัดอยู่บ้าง

สำหรับคนอื่นแล้ว นี่เป็นซากร่องรอยวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่ยากจะถอดความหมายทำความเข้าใจ

ทว่าสำหรับตนเองแล้ว นี่เป็นลูกกุญแจที่จะไขเรื่องราวอันยากจะเข้าใจ เป็นการวางแผนเพื่ออนาคตตนเอง ขณะเดียวกันก็อาจจะเป็นจังหวะโอกาสอันดีเช่นกัน

เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตาลงชั่วครู่ บางทีก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธีที่จะนำเสาหินออกมาจากภายในมหาทะเลทรายแดนตะวันตกเลย…

เพียงแต่ว่าเป็นดังเช่นหยวนเจิ้งเฟิงกล่าว ตอนนี้ยังไม่ต้องรีบร้อน ภัยธรรมชาติเช่นพายุนิมิตทมิฬนี้ บ่อยครั้งที่ไม่ใช่พละกำลังมนุษย์จะสามารถต้านทานได้จริงๆ

มหาปรมาจารย์ที่ถูกพายุนิมิตทมิฬฉีกเป็นชิ้นๆ ล้วนไม่รู้ว่ามากเท่าไรแล้ว

ปีที่แล้วๆ มาสำนักเขานิมิตทมิฬ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์วายุพิภพหวังมาโดยตลอด ว่าจะสามารถควบคุมมหาทะเลทรายแดนตะวันตก และภัยพิบัติมากมายของที่แห่งนั้นให้ได้โดยสิ้นเชิง

กระนั้นจวบจนพวกเขาดับสูญสิ้นสุดลง ก็ไม่เคยทำได้สำเร็จจริงๆ มาก่อน

เขตอิทธิพลที่ปัจจุบันสำนักเขากว่างเฉิง สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ และสำนักเขาไร้พรมแดนแบ่งฮุบดินแดนวายุพิภพ แท้จริงแล้วล้วนก็เป็นการยึดครองสถานที่ที่สามารถบุกเบิกได้ พื้นที่แห้งแล้งขาดน้ำเหมือนเช่นมหาทะเลทรายแดนตะวันตกนั้น ควบคุมไว้เพียงแค่บริเวณรอบนอกเท่านั้น

กล่าวอย่างไม่น่าฟังก็คือ ที่มหาทะเลทรายแดนตะวันตกนั่น ไม่ใช่ที่ที่คนจะอาศัยอยู่ได้โดยสิ้นเชิง

มันเป็นสถานที่ที่อันตรายอย่างยิ่ง เฉกเช่นปฐพีพิภพอันเป็นแดนมรณะในปัจจุบัน

แต่สิ่งที่ควรแก่การยินดีคือ ภัยพิบัติของมหาทะเลทรายแดนตะวันตก เกี่ยวพันกับฤดูกาลภูมิอากาศในพื้นที่อย่างแนบแน่น เหมือนเช่นพายุนิมิตทมิฬอันน่าหวาดกลัวนั้น กเป็นวัฏจักรราวครึ่งปี ช่วงเวลาหนึ่งแข็งแกร่งช่วงเวลาหนึ่งอ่อนกำลัง

ช่วงเวลาที่พายุอ่อนกำลังลง จอมยุทธ์ก็จะสามารถฉวยโอกาสเข้าไปในทะเลทรายได้

แน่นอนว่าอันตรายและภัยพิบัติในทะเลทราย ไม่ใช่เพียงแค่พายุนิมิตทมิฬประเภทเดียวเท่านั้น

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ย “ข้าจะสังเกตลวดลายที่พิมพ์สำเนาเงาแสงก่อน ลองศึกษาความหมายแฝงในนั้นอย่างละเอียด รอจนพายุอ่อนกำลังลงก่อน ค่อยเข้าไปภายในขอรับ”

หยวนเจิ้งเฟิงพยักหน้า “ควรจะเป็นเช่นนี้”

“ท่านอาจารย์ปู่…” เยี่ยนจ้าวเกอลังเลเล็กน้อยชั่วครู่ แล้วจึงปริปากเอ่ยถามว่า “ด้วยเหตุผลใดผู้อาวุโสหวังถึงได้ถูกภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตค่อยๆ ครอบงำดึงมาเป็นพวกหรือ?”

ผู้อาวุโสหวัง ก็คือสมาชิกระดับสูงสุดของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตที่เขากว่างเฉิงล่วงรู้แล้ว ซึ่งถูกทางตำหนักอัสนีสวรรค์เรียกสอบสวน

มหาปรมาจารย์อาวุโสท่านหนึ่ง เป็นคนรุ่นเดียวกับหยวนเจิ้งเฟิง ผู้อาวุโสเหอ และคนอื่นๆ ซึ่งยามปกติแล้วมีคุณธรรมและบารมีสูงส่งมาโดยตลอด

กลุ่มคนของหยวนเจิ้งเฟิงต่างก็นิ่งเงียบไปเล็กน้อยครู่หนึ่ง ใบหน้าเผยเห็นสีหน้าเสียใจระคนเสียดาย หยวนเจิ้งเฟิงไม่ได้เอื้อนเอ่ย เป็นผู้อาวุโสเหอที่ตอบคำถามของเยี่ยนจ้าวเกอ “ศิษย์พี่หวัง อายุมากแล้ว…”

ประโยคหนึ่งที่เรียบง่ายและคลุมเครือ ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอก็ยังคงฟังเข้าใจความหมายในประโยคนั้น

สูงวัยแก่ชราลง สิ้นหวังตีฝ่า อายุขัยใกล้ฝั่ง

ผู้อาวุโสหวังอายุอานามมากแล้ว เทียบกับระดับขั้นของเขา อายุขัยกำลังจะเดินไปถึงสุดทาง เขาอยากจะยกระดับพลังฝึกปรือให้สูงขึ้นต่อไปอีก ทว่าความหวังก็เลือนรางนัก

เยี่ยนจ้าวเกอถอนใจอยู่ในใจ ขณะเดียวกันที่รู้สึกเสียใจต่อผู้อาวุโสหวัง และรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาด้วยใน เขาช้อนสายตาขึ้นมองไปเบื้องหน้าตามจิตใต้สำนึก

ที่ตรงนั้น หยวนเจิ้งเฟิงอากัปกิริยาอ่อนโยน นั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้

ถึงแม้ว่าจะรู้นานแล้วว่าจิตใจหยวนเจิ้งเฟิงเด็ดขาดแน่วแน่ แม้ว่าอายุจะมาก แต่อุปนิสัยมองโลกในแง่ดีมีความคิดก้าวหน้า กระนั้นเยี่ยนจ้าวเกอก็ยังคงไม่อาจระงับไม่ให้เกิดความรู้สึกเป็นกังวลได้

เพราะอาการแทรกซ้อนจากอาการบาดเจ็บเดิมในอดีต หยวนเจิ้งเฟิงก้าวถึงขั้นบรรลุธรรมแล้วหลายปี ยืนอยู่จุดสูงสุดเหนือมหาปรมาจารย์ทั้งหมดในโลกหล้า ทว่าระยะห่างถึงขั้นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ กลับห่างแค่กระดาษแผ่นเดียวมาโดยตลอด

ต้องรู้ไว้ว่า ตอนนั้นที่หยวนเจิ้งเฟิงกลายเป็นมหาปรมาจารย์ขั้นบรรลุธรรม รวดเร็วกว่าพวกหวงกวงเลี่ยและอันชิงหลินเสียอีก!

ผลสุดท้าย กลับหยุดค้างอยู่ที่ขั้นบรรลุธรรมอยู่หลายปี มองดูคนที่ตอนนั้นล้าหลังกว่าตน ข้ามผ่านตัวเองไปทีละคน

สาเหตุไม่ใช่ว่าตนเองหยุดหมั่นเพียรแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะมีสิ่งจากภายนอกพันธนาการร่างกายเอาไว้

ในอีกด้านหนึ่ง ทางหวงกวงเลี่ยแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์นั้นก็เข้าฌานแสวงหาทางบรรลุอีกครั้ง สร้างแรงกดดันมหาศาลให้แก่หยวนเจิ้งเฟิงมากยิ่งขึ้น

ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าในใจหยวนเจิ้งเฟิงร้อนใจมากเพียงใด และไม่ยินยอมมากเพียงใด ทั้งยังอดรนทนต่อความกดดันมากมายขนาดไหน

ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องด้วยสาเหตุของบาดแผลและอาการบาดเจ็บแต่กาลก่อน อายุขัยของหยวนเจิ้งเฟิงจึงสั้นกว่ามหาปรมาจารย์ขั้นบรรลุธรรมคนอื่นๆ

ความคิดเช่นนี้เป็นล่วงเกินอาจารย์ปู่ของตนอยู่มากพอสมควร ทว่าหากตัดปัจจัยเรื่องความรู้สึกออกไป เยี่ยนจ้าวเกอไม่อาจไม่ตรึกตรองปัญหาที่เกี่ยวข้อง

คนที่มีจิตตานุภาพแก่กล้าเช่นหยวนเจิ้งเฟิงผู้นี้ วันใดวันหนึ่งสภาพจิตใจเสียสมดุลไป จะรั้นยิ่งกว่าคนปกติอย่างถึงที่สุด

ในความเป็นจริง หลังจากเข้าใจว่าแต่ละดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็มีผู้ที่หันเข้าหาภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตและนพยมโลกด้วยเช่นกัน นอกจากสำนักเขากว่างเฉิงแล้ว ก็มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นกังวลเรื่องหยวนเจิ้งเฟิงอยู่เงียบๆ

เยี่ยนจ้าวเกอเงยหน้ามองยังหยวนเจิ้งเฟิง สบกับสายตาของชายชรา เห็นเพียงประกายตาใสสะอาดปราดเปรียว ไม่เห็นความขุ่นมัวแม้แต่น้อย เหมือนกับเด็กหนุ่มก็ไม่ปาน

หยวนเจิ้งเฟิงคล้ายกับจะรับรู้ถึงความคิดภายในใจเยี่ยนจ้าวเกอ จึงยิ้มครู่หนึ่ง “หากเอ่ยว่าไม่กระวนกระวายใจก็คงมดเท็จ ทั้งใต้หล้าต่างก็รู้ว่าแรงกดดันที่ข้าต้องอดทนนั้นมากมหาศาล”

“แต่อย่างน้อยปัจจุบัน เรื่องนี้ข้าก็ยังทนไหว”
บทที่ 203
เยี่ยนจ้าวเกอมองหยวนเจิ้งเฟิง บนใบหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมาเช่นกัน “ข้าบุ่มบ่ามไปแล้ว ท่านอาจารย์ปู่โปรดลงโทษ”

หยวนเจิ้งเฟิงยิ้มพลางโบกมือ “ไม่เป็นไร ปัญหาที่เปิดเผยออกมาระหว่างการเปลี่ยนแปลงของทะเลสาบปิดนภาในครานี้ เป็นที่น่าตื่นตะลึงจริงๆ “

ชายชราเงยหน้าขึ้นฟ้าถอนหายใจยาว “การรุกเข้ากัดกร่อนของนพยมโลก แทรกซึมเข้าทุกอณู ทั้งยังแฝงซ่อน ยากจะป้องกัน ทั้งที่จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้จับกุมหนอนบ่อนไส้ไปบ้างแล้ว แต่พวกเขาล้วนมีพลังฝึกปรือค่อนข้างต่ำ ไม่เหมือนเช่นครานี้ เป็นยอดฝีมือระดับสูงเหมือนดังศิษย์พี่หวังผู้นี้”

ชายหนุ่มพยักหน้าโดยที่ไม่ได้เอ่ยพูด ในสถานการณ์นี้ ไม่ว่าตนจะกล่าวอะไรไปก็ล้วนไม่เหมาะสม

ผู้อาวุโสหวังเป็นผู้มีวัยวุฒิรุ่นเดียวกันกับหยวนเจิ้งเฟิง ผ่านช่วงอันเวลามืดมนที่สุดมาด้วยกันกับเขา ในช่วงที่สำนักเขากว่างเฉิงเก็บซ่อนความสามารถไว้ก่อนหน้านี้ พวกเขาสู้รบด้วยกัน มองดูเขากว่างเฉิงค่อยๆ ฟื้นฟูพลังปราณดั้งเดิม

ผู้อาวุโสเก่าแก่ใต้บัญชาหยวนเจิ้งเฟิงทั้งสองท่าน ต่างก็นิ่งเงียบเพราะรู้สึกเศร้าสลดเช่นกัน พวกเขาเป็นยอดฝีมือรุ่นเดียวกับผู้อาวุโสหวัง มีมิตรภาพมาหลายปีเช่นเดียวกัน

ปัจจุบันผู้อาวุโสหวังเป็นเช่นไรแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่ได้ถามออกไปอีก

เขาไม่ทันได้ออกจากเขากว่างเฉิงก็ถูกควบคุมไว้ ไม่ได้สัมผัสถูกไอมารที่อยู่ลึกในปฐพีพิภพ น่าจะไม่ได้กลายเป็นมาร

กระนั้นหากความคิดมารร้ายในใจหนักหนาแล้ว เช่นนั้นก็ยากจะหวนกลับเช่นกัน ไม่ใช่เรื่องที่ปากพูดสำนึกผิดแก้ไขตัวไม่กี่ประโยคง่ายๆ ก็จบเรื่องได้

ความคิดมารร้ายในใจคนคนหนึ่งเติบใหญ่แก่กล้าจนถึงระดับหนึ่ง ถึงแม้จะไม่กลายเป็นมาร ถึงแม้ว่ามองจากภายนอกแล้วเหมือนเช่นปกติไม่ผิดแผกไป ทว่าอันที่จริงก็ได้หลงผิดยากจนจะกลับคืนแล้วเช่นกัน

ก็เหมือนกับถังดินปืนถังหนึ่งที่อาจจะระเบิดได้ตลอดเวลา ระเบิดนั่นแน่นอนว่าระเบิดอยู่แล้ว เพียงแต่เวลาจะช้าหรือเร็วก็เท่านั้นเอง

สีหน้าของหยวนเจิ้งและผู้อาวุโสเหอ รวมทั้งคนที่ปิดปากเงียบไม่เอ่ยถึงผลการแก้ปัญหาผู้อาวุโสหวัง เยี่ยนจ้าวเกอก็รู้ดีว่าสถานการณ์ของผู้อาวุโสหวังไม่อาจมองในแง่ดีได้แน่ เกินกว่าครึ่งได้สั่งสมมานานจนยากจะแก้ไขแล้ว

ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ จึงรอคอยจุดจบที่ดีที่สุดของเขา คือคุมขังที่หุบเขาผนึกเวหา

กล่าวในอีกแง่มุมหนึ่งคือ แท้จริงแล้วนั่นล้วนเป็นการตัดสินใจที่ใจอ่อนอยู่บ้าง หรือบางทีอาจจะเป็นการวางแผนที่มีความเป็นไปได้อันน้อยนิดก็เป็นได้ หวังว่าแม้ผู้อาวุโสหวังจะหลงผิด ก็ยังกลับตัวได้

แม้ว่าตำแหน่งของเยี่ยนจ้าวเกอตอนนี้จะไม่ใช่ศิษย์อ่อนอาวุโสทั่วไปแล้ว กลุ่มของหยวนเจิ้งเฟิงต่างก็ให้ความสำคัญกับความเห็นของเขาเช่นกัน ทว่าสำหรับเรื่องจัดการผู้อาวุโสหวังอย่างไร ชายหนุ่มเลือกที่จะไม่พูดแทรกขึ้นมา

หลังจากออกมาจากในตำหนักใหญ่ เยี่ยนจ้าวเกอตามหลังบิดาของตน เขาใช้ปราณจิตราส่งกระแสจิตเอ่ยถามว่า ‘ตอนนี้ท่านเข้าใจเรื่องวิธีปรุงโอสถดีแล้วใช่หรือไม่?’

เยี่ยนตี๋กล่าวตอบ ‘ได้รับวิธีปรุงโอสถที่เจ้าส่งกลับมา หลายวันมานี้ข้าคิดทบทวนอยู่ตลอดเวลา บัดนี้มีความมั่นใจแปดถึงเก้าส่วนแล้ว’

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ กลั่นโอสถเซียนกลับสวรรค์นั้นไม่ง่าย ด้วยระดับความรู้ซึ้งในศาสตร์โอสถของตน ประสานกับระดับพลังฝึกปรือในปัจจุบัน ก็ไม่กล้าเอ่ยว่ามีความมั่นใจเต็มสิบส่วนเช่นกัน

ทว่ากาลเวลาไม่คอยใคร ไม่ว่าจะเป็นสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต นพยมโลก หรือจะโลกปีศาจอัคคี ล้วนนำมาซึ่งแรงกดดันมหาศาลให้แก่หยวนเจิ้งเฟิงและสำนักเขากว่างเฉิง

ที่ขณะนี้เยี่ยนจ้าวเกอให้ความสำคัญกับโอสถเซียนกลับสวรรค์ ล้วนเป็นการให้ความสำคัญต่อประสิทธิผลของมันเอง ไม่ใช่คุณงามความดีที่ส่งผลต่อบิดาของตนหลังจากกลั่นโอสถสำเร็จแล้ว

รังคว่ำไซร้ ไข่ย่อมแตก อาจารย์ปู่หยวนเจิ้งเฟิงขจัดกำแพงกั้น ข้ามพ้นโลกีย์สู่ทางเทวะ ก้าวเข้าสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์ สำหรับทั้งสำนักเขากว่างเฉิงแล้ว ล้วนมีความหมายเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนผลประโยชน์อื่นๆ ที่ตามมา ต่างก็เป็นการอาศัยมูลค่าที่เพิ่มเติมพิเศษต่อจากจุดนี้

การกลั่นโอสถยิ่งเริ่มเร็วเท่าไรยิ่งดี เพราะวิธีกลั่นโอสถเซียนกลับสวรรค์นั้นพิเศษอย่างยิ่งยวด จำเป็นต้องกลั่นใหม่ถึงเก้าครั้ง

การกลั่นใหม่ทุกครั้งล้วนต้องใช้เวลาไม่น้อย ระหว่างนั้นหากเกิดความผิดพลาดขึ้นในครั้งใด เช่นนั้นทั้งกระบวนการก็ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทั้งหมดอีกครั้ง

ฉะนั้นการกลั่นโอสถเซียนกลับสวรรค์ จึงเป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองเวลาและกำลังวังชาอย่างที่สุดเรื่องหนึ่ง

หากโชคไม่ดี รูปแบบการกลั่นไม่เหมาะสม ต่อให้เครื่องปรุงโอสถครบถ้วน ทำแล้วทำเล่าเป็นสิบกว่าปีก็ล้วนไม่พิเศษ

ซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบัน เวลาที่เหลือให้กับเขากว่างเฉิงและหยวนเจิ้งเฟิง ล้วนไม่มากนักแล้ว

เยี่ยนตี๋มองยังเยี่ยนจ้าวเกอ ‘ต่อจากนี้ข้าจะใช้กำลังวังชามุ่งกลั่นโอสถเป็นสำคัญ ส่วนการฝึกฝนของเจ้า คงต้องพึ่งความตั้งใจของเจ้าเองแล้ว’

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า ‘ท่านวางใจ ข้าจะไม่เกียจคร้าน’

ผู้เป็นบิดาเงยหน้าขึ้นฟ้าครุ่นคิด ‘บำเหน็จจากสำนักก่อนหน้านี้ เจ้าสามารถเข้าออกหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์ชั้นหนึ่งถึงชั้นสามได้อย่างอิสระ ขณะเดียวกันยังบำเหน็จเจ้าโดยให้โอกาสเข้าไปชั้นที่สี่ได้ครั้งหนึ่ง’

‘นี่เท่ากับอนุญาตให้เจ้าได้สัมผัสกับวิชาเอกพิสุทธิ์ครึ่งหลังล่วงหน้าแล้ว’

‘ส่วนสามสุยอดวิชาของสำนัก ตัวเจ้าเองมีวิธีแล้วใช่หรือไม่?’

วิชาเอกพิสุทธิ์เป็นรากฐานของสายสำนักเขากว่างเฉิง ศิษย์ที่กลายเป็นศิษย์สืบทอดหลัก สามารถฝึกฝนส่วนครึ่งแรกได้ในระดับขั้นปรมาจารย์ ส่วนที่เหลือต้องถึงระดับระดับมหาปรมาจารย์เสียก่อนจึงจะสามารถฝึกฝนได้

ซึ่งส่วนครึ่งหลังนั้นสำคัญเสียยิ่งกว่าสำคัญ เงื่อนไขจำกัดยิ่งทวีความเข้มงวดและทารุณ

จนถึงปัจจุบัน ผู้ที่ถึงระดับปรมาจารย์แล้วแตะต้องการฝึกฝนได้ ตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบันมีเพียงจ่านตงเก๋อ เยี่ยนตี๋ และเยี่ยนจ้าวเกอเท่านั้น

ส่วนสามสุยอดวิชากว่างเฉิง เป็นวิชาลับสูงสุดของสำนักเขากว่างเฉิงที่สืบทอดต่อๆ กันมายุคต่อยุค เป็นตัวแทนผลสำเร็จสูงสุดของวิถีวรยุทธ์สายสำนักเขากว่างเฉิงจนถึงปัจจุบัน เหนือยิ่งกว่ายอดวิชาแปดพิภพ

ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในความสำเร็จสูงสุดของการพัฒนาอารยธรรมวิถีวรยุทธ์ขึ้นใหม่ หลังจากวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่จนถึงบัดนี้

เยี่ยนจ้าวเกอหัวเราะแหะๆ ‘พูดแล้วท่านอย่าได้ถือสา หากให้ข้าเลือก ข้าคิดว่าจะเรียนวิชาฝ่ามือนภากว่างเฉิง’

สามสุดยอดวิชากว่างเฉิง แบ่งออกเป็นวิชาฝ่ามือนภากว่างเฉิง วิชาดาบนภาไร้จำกัด และวิชากระบี่นภาไร้ขอบเขต

สามสุดยอดวิชานี้ล้วนลึกซึ้งไม่อาจคาดเดา อานุภาพยิ่งใหญ่แก่กล้า สำนักเขากว่างเฉิงมีเพียงจอมยุทธ์ผู้ล้ำเลิศที่สุดเท่านั้นที่จะสามารถฝึกฝนได้

มาตรฐานเข้มงวดเสียยิ่งกว่าวิชาเอกพิสุทธิ์ครึ่งหลังอีก แม้จะเป็นฟู่เอินซูที่หยวนเจิ้งเฟิงอุปการะ หลังจากนางกลายเป็นมหาปรมาจารย์ ผ่านการทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งหยวนเจิ้งเฟิงพอใจ ถึงจะอนุญาตให้นางฝึกฝน

สือเถี่ยเป็นข้อยกเว้นหนึ่ง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้บำเพ็ญปฏิบัติสามสุดยอดวิชา แต่ศึกษาทบทวนวิชากายเพชรขึ้นอีกขั้นหนึ่ง ต้องการขุดพลังที่แฝงอยู่ในนั้นออกมาจนหมดสิ้น

นี่เป็นสาเหตุจากนิสัยส่วนตัวของเขา จัดอยู่ในสภาพการณ์พิเศษ จึงสามารถไม่นับรวมอยู่ในนั้นได้

ซึ่งเยี่ยนตี๋และฟางจุ่นทั้งสองคนนี้ วิชาที่ฝ่ายแรกฝึกคือวิชาดาบนภาไร้ขีดจำกัด ส่วนฝ่ายหลังฝึกวิชากระบี่นภาไร้ขอบเขต

ครั้นได้ยินวิชาที่เยี่ยนจ้าวเกอเลือก เยี่ยนตี๋ยิ้มกล่าว ‘เลือกฝึกสุดยอดวิชา ถ้าจะฝึกก่อนก็ต้องเลือกวิชาที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุดก่อน ไม่ใช่ว่าข้าฝึกดาบ ลูกชายก็ต้องสืบสานต่อจากพ่อเสมอไป เพียงแต่ว่าพวกข้านึกว่าเจ้าจะเลือกวิชากระบี่นภาไร้ขอบเขต’

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มกล่าว ‘จริงๆ แล้ว ทั้งสามสุดยอดวิชาข้าล้วนสนใจอย่างยิ่ง แต่วิชาที่รู้สึกสนใจมากที่สุดยังคงเป็นวิชาฝ่ามือนภากว่างเฉิง’

เยี่ยนตี๋เอ่ย ‘ในเมื่ออนุญาตให้เจ้าขึ้นเลือกยังชั้นสี่ นี่ก็แล้วแต่เจ้าจะตัดสินใจเลือกเองแล้ว’

บุตรบิดาทั้งสองเดินกลับถึงที่พำนัก หลังจากพูดคุยอีกพักหนึ่งแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอถึงได้กล่าวลา ส่วนเยี่ยนตี๋คิดทบทวนวิธีปรุงโอสถเซียนกลับสวรรค์ต่อไป

หลังออกจากที่พำนักของเยี่ยนตี๋แล้ว เยี่ยนจ้าวเกอสูดหายใจเข้าลึกเฮือกหนึ่ง นำผลึกหินก้อนนั้นออกมาจากหน้าอก ในนั้นสลักภาพของซากปรักหักพังของเสาหินวังเทพกลางมหาทะเลทรายแดนตะวันตกเอาไว้

อาหู่รออยู่ด้านนอก ครั้นเห็นเยี่ยนจ้าวเกอออกมา จึงกุลีกุจอรุดตามมา นอกจากเขาแล้ว พ่านพ่านซึ่งตัวใหญ่มหึมา ก็ถลาขึ้นมาอย่างรักใคร่สนิทสนมยิ่งกว่า หมายจะดันชายหนุ่มให้ล้ม

เจ้าตัวใหญ่ตัวนี้ รูปร่างในตอนนี้ใหญ่เทียบเท่าช้างเสียแล้ว ถึงขั้นใหญ่กว่าอยู่บ้าง…

แน่นอนว่าเยี่ยนจ้าวเกอหยุดยั้งมันไว้อย่างไม่สบอารมณ์นัก ก่อนจะตบๆ หัวของมันเบาๆ “ตอนนี้เจ้าควบคุมร่างกายตัวเองได้แล้ว ร่างที่ใหญ่โตเช่นนี้กินพื้นที่อย่างมาก หากวิ่งอุตลุดภายในประตูสำนัก ชนอะไรพังเข้า เจ้าเองอาจจะไม่รู้ตัว”

พ่านพ่านกะพริบตาปริบๆ รอบกายปรากฏพลังวิญญาณหลากสาย กลายเป็นน้ำสีดำเพลิงสีขาวห้อมล้อมโอบร่างกายของมันไว้

ชั่วขณะถัดมา เพลิงและน้ำสลายไป ขนาดร่างเล็กลงไปไม่น้อยดังคาด

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะชั่วครู่ด้วยความพอใจ แล้วจึงก้าวเท้าเดินนำหน้าไปทางหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์

ก่อนหน้านี้ตนรู้สึกสนใจชั้นสี่ของหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์มาโดยตลอด คราวนี้ขึ้นไปเปิดหูเปิดตาสักหน่อยได้แล้ว
บทที่ 204
วิชาวรยุทธ์ที่อาหู่ฝึกฝนในปัจจุบัน ได้ข้ามผ่านระดับหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์ชั้นหนึ่ง หรือแม้กระทั่งชั้นสองไปนานแล้ว

ทว่าตามกฎระเบียบแล้ว ต่อให้เยี่ยนจ้าวเกอและเยี่ยนตี๋ บิดาบุตรทั้งสองจะใกล้ชิดกันถึงเพียงใด หากไม่ใช่ศิษย์สำนักเขากว่างเฉิง เขาก็ไม่อาจเข้าไปในหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์ได้เช่นกัน

กับเรื่องนี้อาหู่เคยชินจนเห็นเป็นเรื่องธรรมดาไปนานแล้ว เขาเอ่ยถามเยี่ยนจ้าวเกอว่า “คุณชาย ท่านจะอยู่ในคลังวรยุทธ์นานแค่ไหนหรือ?”

เยี่ยนจ้าวเกอครุ่นคิดไปครู่หนึ่ง “สถานการณ์ครั้งนี้พิเศษ จะนานกว่าเมื่อก่อนไม่น้อย จนก่อนตะวันตกดินก็น่าจะยังออกมาไม่ได้”

อาหู่พยักหน้า โบกไม้โบกมือหาเยี่ยนจ้าวเกอ “คุณชาย เช่นนั้นท่านจัดการเรื่องของท่านเถอะ ข้าจะไปเที่ยวเล่นรอ ตอนตะวันตกดินจะมารอท่าท่านที่นี่อีกที”

ชายหนุ่มก็โบกมือด้วยความเคยชินเช่นกัน “อืม เจ้าไปหาถ้ำเย็นๆ อยู่เฉยๆ เถอะ”

ถึงแม้ว่าจะเป็นการหยอกล้ออาหู่ แต่เยี่ยนจ้าวเกอรู้ดี ว่าชายร่างใหญ่ผู้นี้ที่ดูเหมือนจะเรื่อยเฉื่อย เกินกว่าครึ่งต้องไปหาที่ฝึกฝนเป็นแน่

ฐานะของอาหู่ และพฤติกรรมหน้าไม่อายของเขา ตามติดปรนนิบัติอยู่ข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอเสมอ ทำให้คนอื่นดูถูกเขาได้ง่ายอย่างยิ่งนัก

ทว่าแท้จริงแล้วอายุของอาหู่ยังไม่ถึงสามสิบปี น้อยกว่าพวกสวีเฟย ใกล้ๆ กับหลิวเซิงเฟิงและเซี่ยโยวฉาน

อายุเท่านี้สามารถบรรลุได้ถึงระดับพลังฝึกปรือขั้นนี้ นอกจากพรสวรรค์จะน่าทึ่งแล้ว ในด้านการฝึกยุทธ์ รูปร่างสูงใหญ่เทอะทะ ล้วนต้องมุมานะบากบั่นกว่าผู้คนส่วนใหญ่

เยี่ยนจ้าวเกอเข้าไปยังชั้นหนึ่งของหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์ ประจวบเหมาะกับขณะนี้ผู้คนไม่น้อย ล้วนเป็นศิษย์สำนักเขากว่างเฉิงที่อายุค่อนข้างน้อย เข้าเป็นศิษย์สำนักค่อนข้างช้า

หลังที่พวกเขาเห็นเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว ต่างก็เหม่อลอยอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นถึงการคารวะต่อชายหนุ่มพร้อมกัน “ศิษย์พี่เยี่ยน”

สำหรับคนรุ่นเยาว์เหล่านี้ แม้เยี่ยนจ้าวเกอจะอยู่ในลำดับอาวุโสเดียวกับพวกเขา แต่กลับเป็นบุคคลในตำนานไปเสียแล้ว

ครั้นเห็นเยี่ยนจ้าวเกอ พวกเขาถึงขั้นประหม่าเสียยิ่งกว่าตอนพบผู้อาวุโสสำนักมากมายยิ่ง

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะพลางอมยิ้มไปทางพวกเขา สายตากวาดมองผ่านเป็นวงกลม พลันเห็นคนคุ้นเคย

เฟิงอวิ๋นเซิงสวมชุดคลุมยาวสีขาวทั้งกาย คลุมทับด้วยเสื้อนอกสีฟ้า ขลิบแถบสีดำ อันเป็นเครื่องแต่งกายศิษย์สืบทอดหลักสำนักเขากว่างเฉิง

ข้างกายนาง เด็กชายตัวค่อนข้างใหญ่คนหนึ่งตามติดอยู่ เขากำลังมองทางเยี่ยนจ้าวเกออย่างทึ่มๆ ซึ่งก็คืออิงหลงถู ฮานหลงเอ๋อร์ นั่นเอง

ดูไปแล้วอิงหลงถูยังคงมีลักษณะท่าทีเซ่อซ่า แต่คล้ายกับว่าจำเยี่ยนจ้าวเกอได้

เฟิงอวิ๋นเซิงยิ้มกล่าว “อิงถู เจ้าถามข้าอยู่ตลอดว่าศิษย์พี่เยี่ยนไปไหนไม่ใช่หรือ ตอนนี้เขาอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้ว”

อิงหลงถูยิ้มด้วยความเงอะงะ “ศะ…ศิษย์พี่เยี่ยน”

เยี่ยนจ้าวเกอหัวร่อพลางผงกศีรษะ เดินเข้าไปใกล้ “ไม่พบกันครึ่งปีกว่าแล้ว อิงถูสูงขึ้นไม่น้อย”

เขาหันศีรษะกลับไปมองเฟิงอวิ๋นเซิง ยิ้มเอ่ย “กลายเป็นว่าพวกเจ้าเข้ากันได้จนคุ้นเคยกัไปเสียแล้ว”

หญิงสาวมองอิงหลงถูด้วยสีหน้าท่าทางที่แปลกประหลาดไปบ้างแวบหนึ่ง แล้วจึงเอ่ย “เป็นเพราะมีความชอบเหมือนๆ กัน”

มุมปากเยี่ยนจ้าวเกอกระตุกเล็กน้อยเช่นกัน “…ชอบกิน?”

“ซ้ำยังกินเก่งมากอีกต่างหาก” เฟิงอวิ๋นเซิงพยักหน้า พลางตบไหล่ของอิงหลงเบาๆ “หลายคราข้าล้วนไม่กล้าก่อไฟที่เขากว่างเฉิง ต้องออกไปล่าสัตว์ข้างนอก ไม่เช่นนั้นพวกข้าสองคนร่วมกัน เกรงว่าของบางอย่างบนเขาคงต้องถูกกินจนหายสาบสูญเป็นแน่”

เยี่ยนจ้าวเกอหัวเราะออกเสียงพลางกล่าว “คราวนี้ข้ากลับสำนัก ก็ต้องนับส่วนของข้าด้วยเหมือนกัน”

เฟิงอวิ๋นเซิงเบิกตาโพลง “คุณชายกว่างเฉิงผู้น่าเกรงขาม บุตรสวรรค์โปรดปรานรุ่นใหม่ชื่อเสียงลือเลื่องไปทั่วหล้าเช่นท่าน กลับมาแย่งเสบียงอาหารกับสตรีและเด็กผู้อ่อนแอ ทำได้ลงคอรึ? ไม่กลัวว่าชื่อเสียงของท่านจะเสื่อมลงหรือ?”

“พวกเจ้าทั้งสองก็นับว่าเป็นสตรีและเด็กผู้อ่อนแอด้วยรึ?” เยี่ยนจ้าวเกอสังเกตนางและอิงหลงถูตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนส่ายศีรษะด้วยใบหน้าเมินเฉย

ทว่าหลังจากมองอยู่พักหนึ่ง เยี่ยนจ้าวเกอพลันหัวเราะพรวด “ภาระหน้าที่ดูแลหลงถู กลับตกอยู่บนบ่าของเจ้ามากมายนัก มีความรู้สึกเป็นแม่คนบ้างหรือไม่?”

“หลงถู เจ้าเรียกนางว่าอย่างไร?” ไม่รอให้เฟิงอวิ๋นเซิงโต้แย้ง เยี่ยนจ้าวเกอก็ยิ้มตาหยี พร้อมทั้งเอ่ยถามอิงหลงถู

อิงหลงถูมองเฟิงอวิ๋นเซิงวูบหนึ่งด้วยความงุนงงอยู่บ้าง จากนั้นจึงกล่าวตอบอย่างซื่อตรงว่า “เรียกว่าศิษย์พี่เฟิง”

เยี่ยนจ้าวเกอส่ายศีรษะอย่างต่อเนื่อง “ผิดแล้ว ผิดแล้ว เจ้าเรียกนางว่า…ท่านแม่อวิ๋นได้!”

เด็กชายกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะหันหน้ากลับไปจ้องเฟิงอวิ๋นเซิง คล้ายกับกำลังใคร่ครวญว่าจะเปลี่ยนคำเรียกหรือไม่จริงๆ

แม้ว่าเฟิงอวิ๋นเซิงจะใจกว้างเสมอมา ทว่าสายตาของเด็กชายจ้องนางเช่นนี้ ทำเออานางขนลุกพองอยู่บ้างเช่นกัน

นางจ้องเยี่ยนจ้าวเกอเขม็งด้วยความไม่พอใจ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงส่งเสียงฮึดฮัด ใช้ปราณจิตราส่งกระแสจิตกล่าว ‘นี่เป็นเด็กเล็กตระกูลผู้ใดกัน อายุอานามก็โตนักแล้ว ยังไม่รู้ความขนาดนั้นอีก เช้ายันค่ำก็รู้จักแต่แย่งน้องกิน’

‘จะถือสาเช่นนั้นไปไย? หาใช่แย่งนมกินเสียเมื่อไร…’ เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกสบายใจนัก จึงพูดจาไม่คิดอยู่บ้าง เมื่อโต้ตอบโพล่งไปประโยคหนึ่ง เขาถึงรู้สึกว่าไม่เหมาะสม ‘เอ่อ…ข้าขอโทษ…’

เฟิงอวิ๋นเซิงนิ่งอึ้งไป ครู่ใหญ่ถึงได้มีปฏิกิริยาตอบโต้กลับมา อดไม่ได้ที่จะมองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความโกรธระคนขัน

เวลานี้นางกลับหัวเราะขึ้นมา หัวเราะพลางเอ่ย ‘ขออภัยจริงๆ เจ้าค่ะ ท่านลูกค้า ทำให้ท่านผิดหวังแล้ว ฤดูกาลไม่ถูกต้อง ตอนนี้ร้านข้าไม่มีรายการอาหารนี้จริงๆ สตรียอดฝีมือเพียงใดก็ไม่อาจจะทำอาหารได้โดยไม่มีข้าว’

เยี่ยนจ้าวเกอกระแอมแห้งๆ สองครั้ง ‘ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร อย่าได้นำมาใส่ใจ…’

โชคดีที่สองสามประโยคหลังทั้งสองส่งกระแสจิตหากัน คนอื่นไม่ได้ยิน ไม่เช่นนั้นศิษย์น้องชายศิษย์น้องหญิงรอบกายมากมายเช่นนี้ได้ยินเข้า เช่นนั้นเรื่องน่าขันคงออกจะมากมายอยู่บ้าง

ทั้งสองสบตากัน แล้วเริ่มเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างรู้กัน

เฟิงอวิ๋นเซิงยิ้มอย่างใจกว้าง “ต่างพูดกันว่าหญิงสาวแห่งจันทราอย่างพวกข้า สามารถสั่นคลอนแนวโน้มสถานการณ์ใต้หล้าได้ด้วยพลังฝึกปรือระดับปรมาจารย์ แต่ท้ายที่สุดแล้ว บ่อเกิดยังคงอยู่ที่อาวุธศักดิ์สิทธิ์มงกุฎแห่งจันทราชิ้นนี้”

“แต่กลับเทียบศิษย์พี่เยี่ยนคราวนี้ไม่ติด เป็นการใช้กำลังเฉพาะคน พลิกสถานการณ์ พลิกอันตรายอย่างแท้จริง!”

เยี่ยนจ้าวเกอโบกมือ “เจ้าชมเกินไปแล้ว ครานี้มีปัจจัยเรื่องโชคอยู่ในนั้นอยู่บ้าง”

“หลังจากนั้นข้าเองก็คิดทบทวนสรุปผลเช่นกัน” เยี่ยนจ้าวเกอถอนใจพลางเอ่ย “หวนกลับไปมองเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมา ก็ยังมีความเสี่ยงอันตรายอยู่บ้างไม่มากก็น้อย”

“มีคำกล่าวไว้ว่าความรู้เมื่อถึงยามใช้จึงคิดได้ว่ามีน้อยไป ครั้งนี้ข้ารู้ซึ้งเป็นอย่างยิ่ง”

“แม้ว่าก่อนหน้านี้ข้าจะศึกษาค้นคว้าเรื่องค่ายกลอยู่บ้าง แต่เปรียบกันแล้วยังคงผิวเผิน มหาค่ายกลแดนมารครานี้ หลักการค่ายกลและรายละเอียดปลีกย่อยของการโคจรมากมาย ข้าล้วนไม่อาจมองออกได้ทั้งหมด ไม่เช่นนั้นก็คงไม่ถึงกับเสี่ยงโจมตีเมื่อถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อในท้ายที่สุด”

ชายหนุ่มกล่าวไปพลางส่ายศีรษะไปพลาง “กลับสำนักคราวนี้ การฝึกฝนที่เหลือ ข้าตัดสินใจแล้วว่าต้องทุ่มเวลาในศาสตร์ค่ายกลให้มากเสียหน่อย ชดเชยจุดอ่อนของตัวเอง”

ในขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น เยี่ยนจ้าวเกอพลันพบว่า เฟิงอวิ๋นเซิงกำลังใช้สายตาพิเศษไม่เหมือนผู้ใดมองตนเองอยู่

เยี่ยนจ้าวเกอก้มศีรษะมองเสื้อผ้าตนเอง ก็ไม่ได้สวมกลับด้าน

“สีหน้าท่าทางของเจ้านี้หมายความว่าอย่างไร?” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยถามอย่างใคร่รู้

สายตาเฟิงอวิ๋นเซิงสังเกตเยี่ยนจ้าวเกอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใช้ทำนองการพูดอันพิเศษไม่เหมือนผู้ใดกล่าว “ศิษย์พี่เยี่ยน ท่านรู้หรือไม่ ท่าทางที่เมื่อครู่วางมาดขรึมพูดคำจานั้น ช่างอวดดีเป็นอย่างยิ่ง”

“หืม?” เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกแปลกประหลาดยากจะเข้าใจ

เฟิงอวิ๋นเซิงกล่าว “ศิษย์พี่เยี่ยน แม้ว่าครานี้ข้าจะไม่ได้ไปด้วย แต่ข้าก็ได้ยินมาว่ามหาค่ายกลแดนมารนั่น คิดอยากจะทำลายไม่ใช่ว่ามีเพียงแค่เศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์แล้วจะสามารถทำได้ จำเป็นต้องมีระดับความรู้ซึ้งเรื่องค่ายกลที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง จึงจะสามารถชิงจังหวะโอกาสชั่วเสี้ยววินาทีนั้นได้อย่างแม่นยำ โดยทั่วไปแล้ว มหาปรมาจารย์จำนวนมากล้วนยังทำไม่ได้”

“ตอนนี้ท่านกลับบอกว่าระดับความรู้ซึ้งของตัวเองต่ำเกินไป แถมยังต้องทุ่มเวลาต่อไปอีก นี่มันช่าง…”

นางมองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยใบหน้าเมินเฉย บางทีนางอาจจะไม่รู้จักคำว่า ‘เสแสร้ง’ คำนี้ ทว่านี่ไม่ได้ขัดขวางพฤติกรรมดูแคลนเยี่ยนจ้าวเกอเช่นนี้ของนาง

เยี่ยนจ้าวเกอเหม่อลอยไปเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ถึงแม้ว่าข้าจะชอบเสแสร้งอยู่พอประมาณ ชอบทำตัวเด่นอยู่พอประมาณ ชอบแสดงอิทธิฤทธิ์ต่อหน้าผู้คนอยู่พอประมาณ…

แต่เมื่อครู่ข้าไม่ได้คิดจะทำเช่นนั้น!

ครานี้ข้าตั้งใจสำรวจตัวเอง ถ่อมตนรับฟังความเห็นและทบทวนตนเองอย่างมากจริงๆ!

ข้าอยากจะทุ่มเวลาศึกษาค้นคว้าค่ายกล ยกระดับตนเองในด้านนี้จริงๆ!
บทที่ 205
เยี่ยนจ้าวเกอถึงกับชะงักงัน

เขามองเฟิงอวิ๋นเซิง มุมปากกระตุก “ศิษย์น้องเฟิง ข้าคิดอย่างแน่วแน่ยิ่ง ทั้งยังเอาจริงเอาจังอย่างมาก ข้าต้องยกระดับความรู้ซึ้งเรื่องค่ายกลจริงๆ และจะต้องทุ่มความเพียรในด้านนี้อย่างถึงที่สุด”

บนใบหน้าเฟิงอวิ๋นเซิงเผยสีหน้าประหลาดใจ นางสังเกตเยี่ยนจ้าวเกออย่างละเอียด หลังจากครู่ใหญ่จึงกล่าวด้วยความจนใจอยู่บ้าง “ศิษย์พี่เยี่ยนทำเช่นนี้ จะไม่ทำให้คนอื่นยิ่งอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีได้อย่างไร?”

“อย่างน้อยข้าในตอนนี้ก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนเป็นคนโง่เขลาคนหนึ่ง”

หลังจากที่เยี่ยนจ้าวเกอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็พลันหัวเราะขึ้นมา “ช่างเถิด ถึงอย่างไรหลายๆ ครั้งที่เจ้าคิดเช่นนี้ ความจริงแล้วก็ไม่ผิด เจ้ากล่าวหาข้าโดยบังเอิญ ก็เป็นเพราะภาพจำที่ข้าสร้างไว้ให้เจ้าเช่นกัน หากจะพูดจริงๆ ละก็ ไม่ถือว่ากล่าวหาข้าเช่นกัน”

เฟิงอวิ๋นเซิงได้ยินเช่นนั้นแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะเพ่งมองเยี่ยนจ้าวเกออีกครั้ง แววตาอ่อนโยนมากขึ้นเรื่อยๆ

เส้นสายตาเยี่ยนจ้าวเกอย้ายไปทางอิงหลงถูที่อยู่ข้างๆ ก่อนจะยื่นมือออกไปวางบนจุดจับชีพจรตรงข้อมือของเด็กชาย หลังจากตรวจดูครั้งหนึ่งแล้วจึงยิ้มกล่าว “พัฒนาการของหลงถูช่างไวยิ่งนัก”

ถึงแม้ว่าจะดูทึ่มทืออยู่บ้าง แต่เมื่อได้รับคำชมของเยี่ยนจ้าวเกอ อิงหลงถูก็ยิ้มด้วยความเบิกบานขึ้นมา

“ร่างจิตนภาช่างร้ายกาจเสียจริง ความเร็วในพัฒนาของหลงถู ท่านอาจารย์ลุงใหญ่กับท่านอาจารย์ต่างก็ประหลาดใจเช่นกัน” เฟิงอวิ๋นเซิงก็ยิ้มเช่นกัน

สำหรับการพูดคุยถึงเรื่องอิงหลงถู เยี่ยนจ้าวเกอและเฟิงอวิ๋นเซิงไม่ได้ส่งกระแสจิตหากันต่อไปอีก แต่พูดคุยกันอย่างปกติ

ศิษย์อ่อนอาวุโสคนอื่นได้ยินแล้ว ล้วนมองมาด้วยความใคร่สงสัยเช่นกัน

ประเดี๋ยวเดียวอิงหลงถูก็กลายเป็นจุดรวมสายตาของฝูงชนแล้ว

ช่วยไม่ได้ ถึงแม้ว่าเพิ่งจะกลับมาเขากว่างเฉิงได้ครึ่งปีกว่า ทว่าพลังแฝงและพรสวรรค์ที่อิงหลงถูแสดงออกมา ล้วนน่ากลัวอย่างมากจริงๆ

สำนักเขากว่างเฉิง ในฐานะหนึ่งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งหกของปัจจุบัน ศิษย์ทั้งหมดที่สามารถกราบเข้าเป็นศิษย์เท่าที่มี ล้วนเลือกสรรจากผู้คนนับหมื่น

ภายในสำนักเขากว่างเฉิงเอง ทุกผู้ทุกคนล้วนโดดเด่นยิ่ง บางทีอาจจะยังไม่สะท้อนให้เห็น ต้องอัจฉริยะเหนือบรรดาอัจฉริยะเช่นสวีเฟย ลู่เวิ่น เยี่ยนจ้าวเกอ เฟิงอวิ๋นเซิง และซือคงฉิงเหล่านี้ ถึงจะสามารถปรากฏให้เห็นความล้ำเลิศเหนือผู้ใด เป็นหงส์ในฝูงกา

กระนั้นแท้จริงแล้วคนอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหน้ากลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอ แม้ว่าจะดูเหมือนพื้นๆ ธรรมดา ทว่าหากออกนอกสำนักเขากว่างเฉิง ไปยังขุมกำลังชั้นหนึ่งและชั้นสองอื่นแล้ว ทุกๆ คนล้วนเป็นอัจฉริยบุคคล

กระนั้นภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ อิงหลงถูกลับแสดงความเร็วในการพัฒนาที่ทำให้บรรดาศิษย์อ่อนอาวุโสทั้งหมดต้องตกตะลึงพรึงเพริด

เด็กที่ใช้ชีวิตธรรมดา ถึงขั้นที่ดูแล้วเหมือนว่าสมองไม่ปราดเปรียว ทว่าในด้านการฝึกฝนวรยุทธ์ คำว่า ‘หนึ่งวันพันลี้’ ล้วนไม่พอที่จะบรรยายพัฒนาการของเขาได้ บางที ‘หนึ่งวันหมื่นลี้’ ถึงจะประจวบเหมาะ

แม้แต่หยวนเจิ้งเฟิงยังตื่นตะลึง ความเร็วในการยกระดับพลังฝึกปรือในระดับหลอมกายของเด็กชายผู้นี้ ถึงขนาดว่าเร็วกว่าเยี่ยนตี๋ในตอนนั้นเสียอีก

ศิษย์ร่วมสำนักคนหนึ่งที่ตกชั้นฉับพลัน มาทีหลังแซงนำหน้าไปก่อนเช่นนี้ ทำให้ศิษย์รุ่นเยาว์คนอื่นต่างก็มีแรงกดดันมหาศาล

ด้วยเหตุนี้เฟิงอวิ๋นเซิงจึงพาอิงหลงถูไปดูแลอยู่เสมอ นอกจากเอาใจใส่เรื่องในชีวิตประจำวันของเด็กชายแล้ว ก็ป้องกันคนรังแกเขาอีกด้วย ทั้งยังป้องกันคนใช้ประโยชน์จากเหตุที่ปกติสมองเขาก็ไม่ค่อยปราดเปรียวด้วย

ถึงแม้ว่าอิงหลงถูจะว่านอนสอนง่าย ทว่าปกติก็ไม่ปราดเปรียวอยู่บ้างจริงๆ บางเวลาหากถูกคนลอบชี้นำผิดๆ ทำผิดไปแล้วตัวเขาเองก็อาจจะไม่รู้สึกตัวก็เป็นได้

สายตาเยี่ยนจ้าวเกอมองไปรอบๆ ทั้งสี่ทิศ ก่อนจะเอ่ยอย่างสงบว่า “ร่างจิตนภา เรียกว่าร่างมังกรแท้สามสิบหกจุดลมปราณ หรือว่าร่างมังกรจิตนภาได้ด้วยเช่นกัน”

“เลือดลมขั้นเคียงนภาทรงอานุภาพดุจมังกรดุจหัตถี ความคิดใสสะอาดดุจน้ำดุจกระจก”

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ย “การฝึกฝนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเลือดลมเนื้อหนังมังสาเท่าที่มี หลงถูเกือบจะประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดายทั้งหมด ไม่ต่างอะไรกับอยู่ในท้องมารดาก็ฝึกสำเร็จแล้ว”

“เพราะฉะนั้นการฝึกฝนในด้านเลือดเนื้อ เป็นไปได้มากว่าเขาแกร่งที่สุดในเวลานั้น ไม่มีหนึ่งในนั้น”

“ซึ่งในด้านอื่น อย่างเช่นการปรับลมปราณ การสั่งสมฝึกฝนกำลังภายในเป็นต้น เขาก็มีความได้เปรียบอย่างมหาศาลเช่นกัน ความเพียบพร้อมในต้นทุนขั้นเคียงนภานั้น สุดยอดที่สุดในยุคปัจจุบันคนหนึ่ง”

ชาวหนุ่มลูบคาง “ดังนั้น การศึกษาวิทยายุทธ์ระยะแรก ระดับหลอมกาย ความเร็วในการพัฒนาของเขาจึงรวดเร็ว เป็นเรื่องที่คาดการณ์ล่วงหน้าไว้ได้”

เฟิงอวิ๋นเซิงพยักหน้าหงึกหงัก

ระดับยุทธ์หลอมกายสิบขั้น ขั้นร่างกาย ขั้นเบิกทางชีพจร ขั้นชักจูงลมปราณ แต่ละขั้นแบ่งอีกสามระยะ ผนวกขั้นประจักษ์กายาขั้นที่สิบเข้าไปอีก โดยส่วนมากล้วนเกี่ยวข้องกับเลือดลม กระดูก และเส้นเอ็น

เริ่มต้นตั้งแต่จอมยุทธ์ขั้นร่างกายระยะแรก ก่อนอื่นต้องเสาะหาความแข็งแกร่งของเลือดเนื้อ ฝึกฝนกล้ามเนื้อสรรพางค์กายของตนทั้งหมดจนเปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลัง พลังและความว่องไวต่างก็ต้องแข็งแกร่งเทียบเท่าคนทั่วไปทั้งสิ้น

จากนั้นขั้นร่างกายระยะกลาง ก็ต้องฝึกกระดูกและเส้นเอ็นให้แข็งแกร่งทนทาน ฝึกฝนร่างกายตนเองขึ้นอีกขั้น เสริมความแกร่งการระเบิดพลังของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นทั่วร่าง

จนถึงขั้นร่างกายระยะท้าย โลหิตกระดูกเปล่งเสียงร้องพร้อมเพรียง เป็นครั้งแรกที่ฝึกกำลังภายในจนถึงกระดูก ระดับความแข็งและความแกร่งทรหดของกระดูกล้วนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากมายมหาศาล ความว่องไวและพลังทั้งร่างล้วนรุดหน้าขึ้นอีกขั้น

หลังจากนั้นถึงเริ่มก้าวข้ามธรณีประตูใหญ่บานที่หนึ่งของการฝึกฝนจอมยุทธ์ มุ่งไปสู่ขั้นเบิกทางชีพจร

เมื่อประสบผลสำเร็จในการเชื่อมเส้นลมปราณภายในร่างกายให้ทะลุถึงกัน จึงจะถือว่าเหยียบก้าวสู่ขั้นเบิกทางชีพจรระยะแรก หลังจากนั้นจะเสริมสร้างและขยายเส้นลมปราณให้แข็งแกร่งอย่างไม่หยุดยั้ง จนถึงยามที่บรรลุสามเท่าของช่วงแรกเริ่มโดยประมาณ ใช้สิ่งนี้เป็นเส้นแบ่งขั้น ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นขั้นเบิกทางชีพจรระยะกลาง

สุดท้ายฝึกฝนจนเส้นลมปราณทั่วกายเชื่อมต่อกันทั้งหมดแล้ว ก็แสดงให้จอมยุทธ์เห็นล่วงหน้าว่าบรรลุถึงขั้นเบิกชีพจรระยะท้าย เป็นการเสริมพื้นฐานในการฝึกฝนให้ดีขึ้นอีกขั้น

จอมยุทธ์ขั้นเบิกทางชีพจรระยะท้าย ก็สามารถเริ่มฝึกปราณได้ ประสบผลสำเร็จในการฝึกปราณภายในออกมาโดยไม่แตกซ่าน จึงจะสามารถเรียกได้ว่าจอมยุทธ์ขั้นชักจูงปราณ

ขั้นชักจูงลมปราณระยะแรก เลือดลมฉกรรจ์ โดยผ่านการกำหนดลมหายใจขับสารพิษ เพิ่มความเร็วและปรับการโคจรเลือดลม เลือดลมได้สัดส่วนเหมาะสม ทำให้พลังคนแข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาล

ขั้นชักจูงลมปราณระยะกลาง เป็นด่านหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เปิดจุดตันเถียนชี่ไห่ กำลังภายในแก่กล้า

ขั้นชักจูงลมปราณระยะท้าย เรียกอีกชื่อว่าขั้นตัดกระดูกชำระล้างไข เป็นครั้งแรกที่จอมยุทธ์ใช้เวลาฝึกฝนถึงไขกระดูกภายในกระดูก โดยผ่านดูแลรักษาเลือดลม ภายในภายนอกรวมเป็นหนึ่งเดียว ปราณภายในเข้าสู่ไขกระดูกลึก ด้วยเหตุนี้จึงบรรลุผลในการถอดเครื่องในเปลี่ยนกระดูกขั้นแรก ลักษณะจำเพาะคือปราณภายในเข้าสู่กระดูก เสียงสายฟ้าชำระไขกระดูก

สุดท้าย ขั้นประจักษ์กายาขั้นที่สิบ ภายในชัดแจ้งเห็นจุดลมปราณ สามารถมองดูภายในได้ ค่อยๆ สามารถควบคุมสภาพร่างกายภายในของตน รับรู้ได้ถึงจุดลมปราณทั่วร่างของตน

ถึงขั้นนี้แล้ว การฝึกฝนของจอมยุทธ์ขั้นหลอมกายถึงจุดสูงสุด เริ่มทดลองฝึกปราณภายในให้เป็นปราณจิตรา เมื่อกลายเป็นปราณจิตราได้สำเร็จ จึงจะถือว่าเคลื่อนพลถึงระดับปรมาจารย์

เยี่ยนจ้าวเกอตบบ่าของอิงหลงถูเบาๆ “สำหรับหลงถูแล้ว ระดับหลอมกายสิบขั้น มีเพียงขั้นที่เจ็ดถึงขั้นที่แปด เปิดจุดตันเถียนชี่ไห่ กับขั้นที่เก้าถึงขั้นที่สิบ ประจักษ์กายา ทั้งสองด่านนี้ต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างจริงจัง ด่านอื่นแค่เล่นๆ ก็ข้ามผ่านไปได้แล้ว”

กล่าวถึงตรงนี้ เยี่ยนจ้าวเกอก็รู้สึกปลงอนิจจังอยู่บ้างเช่นกัน เขามองไปยังดูอิงหลงถู “ฝึกวิทยายุทธ์อย่างเป็นทางการเพิ่งจะครึ่งปีกระมัง? นี่ก็ถึงขั้นประจักษ์กายาแล้ว หลังวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่นับแต่มีบันทึกมา ก็ไม่มีผู้ใดมาก่อน”

เขายิ้ม “สถิติอื่นของพ่อข้าไม่อาจพูดได้ สถิติปรมาจารย์ที่อ่อนเยาว์ที่สุด การที่ถูกหลงถูทำลายสถิติใหม่เป็นเรื่องที่แน่นอนเสียแล้ว”

ศิษย์คนอื่นๆ ได้ยินดังนั้นต่างก็สูดหายใจเฮือก แววตาที่มองอิงหลงถูกลับจะอ่อนโยนขึ้นมากเสียด้วยซ้ำไป

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มพลางกล่าว “ยังไม่หมดนะ ตั้งแต่ฝึกปราณให้กลายเป็นจิตรา บรรลุถึงด่านเริ่มต้นนี้ของระดับปรมาจารย์ การฝึกฝนหลังจากนี้ หลงถูก็ต้องทุ่มเวลาอย่างหนัก แต่ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะกลาง ปราณจิตราชำระล้างอวัยวะภายใน กับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้น ตัดกระดูกชำระไขกระดูกครั้งที่สอง สำหรับเขาแล้วยังคงเป็นเรื่องที่ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากอยู่”

ทุกคนต่างยิ้มขื่น

เมื่อตอนที่นำหน้าได้เปรียบอย่างมากยิ่ง กลับจะทำให้ผู้คนไม่อาจเกิดความคิดอิจฉาริษยาเสียด้วยซ้ำไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นท่าทีของอิงหลงถู แม้จะเขลาเบาปัญญา แต่หากต้องอยู่ร่วมกันดีๆ แท้จริงแล้วก็ไม่ยากเช่นกัน