196-200

บทที่ 196
ในซากปรักหักพังคล้ายกับฝังกลบสิ่งใดไว้ แสงอาทิตย์รำไรส่องทะลุจากในซากปรักหักพังออกมา

เยี่ยนจ้าวเกอตั้งใจมองซากปรักหักพังอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นฝ่ามือออกไป ปราณจิตราไหลพล่าน ปัดเอาเศษหินออกดังโครมคราม จนผลึกหินสีดำก้อนหนึ่งปรากฎขึ้นตรงหน้าเขา

ชายหนุ่มจ้องมองผลึกหินสีดินอยู่พักหนึ่ง รู้สึกได้ถึงพลังปราณที่สั่นไหวไหลเวียนอยู่ภายในอย่างแผ่วเบา จากนั้นเขาก็ยื่นนิ้วมือออกไปแตะพื้นผิวผลึกหินแผ่วเบา แล้วถ่ายปราณจิตราของตนเข้าไป

หลังจากปราณจิตราเข้าสู่ผลึกหินสีดำ และหมุนเวียนรอบหนึ่งแล้ว มันก็กลับสู่ภายในร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอ

สิ่งที่ตามมา กลับดึงปราณของเหลวเป็นเส้นฝอยที่แฝงอยู่ในผลึกหินสีดำเองออกมา

เขาสำรวจภายในร่างกายตนเอง สามารถเห็นได้ถึงการมีอยู่ของสิ่งที่คล้ายกับเส้นด้ายสีดำเส้นหนึ่ง ไหลออกไปแล้วหวนกลับเข้ามาใหม่ตามปราณจิตราของตน ตรงดิ่งจากระหว่างนิ้วไหลเข้าสู่ภายในร่างกายตน สู่จุดตันเถียนชี่ไห่พร้อมกับปราณจิตรา

ปราณของเหลวที่คล้ายกับเส้นด้ายสีดำนั้นบริสุทธิ์และควบแน่น ทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบอยู่หลายส่วน

ทว่าขณะเดียวกับที่กำลังรู้สึกถึงความเย็นเยียบนั้น ภายในใจของเขากลับกระสับกระส่ายอยู่ช่วงหนึ่ง ราวกับมีสิ่งใดถูกลากดึงไว้ กำลังจะเคลื่อนไหวก่ออันตราย

ในสมองเยี่ยนจ้าวเกอเหมือนกับปรากฎเงาร่างของคนผู้หนึ่ง เงาร่างนั้นเลือนรางไม่ชัดเจน กระนั้นมองเผินๆ ลักษณะหน้าตาองคาพยพทั้งห้า คล้ายกับตัวเขาย่างคาดไม่ถึง

เพียงแต่เงาร่างนี้สบตากับเยี่ยนจ้าวเกอ ในแววตาที่คล้ายกับจะใช่แต่ก็ไม่ใช่ เผยเห็นปราณชั่วร้ายที่ไม่ปกปิดทั้งสิ้น

เยี่ยนจ้าวเกอมองภาพเบื้องหน้านี้ด้วยความสงบเงียบ หัวเราะเย้ยหยัน “ก้อนผลึกที่ก่อตัวขึ้นหลังจากค่ายกลผกผันกลับอย่างนั้นหรือ?”

ภายในจุดตันเถียนชี่ไห่ ปราณสะอาดกระจายออก เผยเห็นกลุ่มธาตุปราณบริสุทธิ์ที่อยู่ภายใน

ขณะที่กลุ่มธาตุปราณพรั่งพรู ก็รับเอาปราณของเหลวที่คล้ายกับเส้นด้ายสีดำนั่นเข้าสู่ภายใน เมื่อด้ายดำเข้าสู่ภายใน ควันขาวเป็นฝอยๆ พลันพุ่งออกมาทันที!

ในสมองเยี่ยนจ้าวเกอ เงาร่างปราณชั่วร้ายกายหนึ่งนั้น ค่อยๆ เลือนหายไปอย่ารวดเร็ว

จิตวิญญาณผลึกหินที่ลากดึงออกมาจากภายใน เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ตามที่เยี่ยนจ้าวเกอเสริมปราณจิตราของตนทะลุเข้าสู่ภายในผลึกหินสีดำ จนท้ายที่สุด เหมือนกับว่าธารแสงสีดำสายหนึ่งผ่านปลายนิ้วเยี่ยนจ้าวเกอ ไหลตามเส้นลมปราณเข้าสู่ภายในจุดตันเถียน

ธารแสงสีดำที่รับเข้ามายิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มธาตุปราณบริสุทธิ์ค่อยๆ ขยายตัวออก

หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน ผลึกแก้วสีดำพลันส่งเสียง ‘แกรก’ ดังกังวานทอดส่งมา จากนั้นก็เห็นว่าผิวผลึกหินปรากฎรอยแตกร้าวออก จากนั้นก็แตกเป็นเศษเล็กเศษน้อย

เศษชิ้นส่วนผลึกหินสีดำที่แตกเป็นเศษเล็กเศษน้อย กลายเป็นดินทรายอย่างรวดเร็วยิ่ง สุดท้ายปลิวกระจายไปกับสายลม เปลี่ยนเป็นละอองฝุ่น

กลุ่มธาตุปราณบริสุทธิ์ในจุดตันเถียนชี่ไห่ของเยี่ยนจ้าวเกอ หลังจากขยายตัวแล้ว ก็หดเล็กลงอย่างฉับไวด้วยเช่นกัน สุดท้ายเปลี่ยนกลับเป็นลักษณะเดิมใหม่อีกครั้ง ประหนึ่งไม่เคยเกิดสิ่งใดขึ้นมาก่อน

กระนั้นเยี่ยนจ้าวเกอกลับรู้สึกได้ถึงปราณจิตราทั่วกายตนเอง ที่ยิ่งทรงพลังมากขึ้น เข้าถึงเส้นลมปราณทั้งหมด ขณะเดียวกันสติปัญญาก็เพียงพอมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมีความรู้สึกได้ดั่งใจต้องการ ระยะทางสู่ขั้นเคียงนภาระยะท้ายใกล้เข้ามาอีกก้าวหนึ่ง

กลุ่มธาตุปราณกลับมาสงบอีกครั้ง ปราณบริสุทธิ์ปรากฎให้เห็น ห่อหุ้มอำพรางกลุ่มธาตุปราณบริสุทธิ์ไว้

เยี่ยนจ้าวเกอได้รับความสำเร็จ สายตากวาดมองอบทิศก็พบว่าไอมารในโลกหล้าค่อยๆ กระจายออกไปแล้ว ตำแหน่งที่ฝูงชนอยู่ตอนนี้ก็คือบนกองโคลนก้นบึ้งทะเลสาบปิดนภา น้ำทะเลสาบละแวกใกล้เคียงแห้งเหือดจนหมดสิ้น ขณะนี้บัดนี้เหมือนกับแอ่งกระทะขนาดมหึมาอย่างไรอย่างนั้น

ไอมารกระจายออกไปจนหมดสิ้น ฟ้าดินแดนมารพังทลายลง ไม่มีผลกระทบจากไอมารแล้ว น้ำในทะเลสาบที่ถูกตัดขาดไกลออกไปเริ่มเติมเต็มความว่างเปล่า ไหลพรั่งพรูมาทางแถบนี้อีกครั้ง

ข้างหูเยี่ยนจ้าวเกอได้ยินเสียงน้ำไหลเชี่ยวดังขึ้นจากทั่วสารทิศ ราวกับน้ำป่าไหลหลากก็ไม่ปาน

ทางด้านนั้น หลิวเซิ่งเฟิงสิ้นใจในเงื้อมมือของหร่วนผิงเรียบร้อยแล้ว กลุ่มของเยี่ยฉงโจวและหลี่จิ้งหว่านก็ประคองกันและกัน

ชายหนุ่มยันฝ่ามือออกไป ปลดปล่อยปราณจิตราสู่ภายนอก แปรสภาพเป็นมือยักษ์ข้างหนึ่ง ยกเอาพวกเยี่ยฉงโจวขึ้น แล้วเคลื่อนกายเหินขึ้นไปพร้อม

ไม่นานนัก น้ำไหลหลากก็ไหลพล่านมาจากแต่ละทิศละทาง ใต้ฝ่าเท้าของทุกคนกลายเป็นเขตน้ำเจิ่งนองทั้งผืนใหม่อีกครั้ง

เพียงแต่ว่าทะเลสาบปิดนภาในขณะนี้ ไม่เหมือนก่อนหน้านี้แล้ว

ยกตัวอย่างเช่น หมู่เกาะต่างๆ เช่นเกาะปิดนภาที่อยู่เขตใจกลางทะเลสาบใหญ่ บัดนี้ไม่มีอีกต่อไปแล้ว โพรงลึกมหึมาโพรงหนึ่งที่เบื้องล่างทะเลสาบ คล้ายกับป่าวประกาศเอาไว้ว่าก่อนหน้าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

เยี่ยนจ้าวเกอเพ่งมองไกลออกไป เขารู้สึกว่าสภาพพื้นดินของทะเลสาบปิดนภาแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

เหล่าจอมยุทธ์จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ไม่น้อยที่อยู่บนทะเลสาบปิดนภาหรือพื้นที่ใกล้เคียง กำลังเปิดฉากสงครามอย่างดุเดือด กระเทือนไปเป็นร้อยเป็นพันลี้อย่างง่ายดาย ต่อสู้จนโกลาหลอลหม่าน

ทะเลสาบปิดนภาที่มีทัศนียภาพน่าเบิกบานใจกลายเป็นอดีตโดยสิ้นเชิง เมฆหมอกที่ปกคลุมบนผิวทะเลสาบตลอดปีอันตรธานหายไปจนสิ้น การไหลเวียนพลังชีวิตทั่วทั้งเขตพื้นที่ ยุ่งเหยิงจนเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปไม่เหลือเค้าเดิม

เทียบกับพลังความสามารถของผู้เข้าร่วมสงครามแล้ว หากไม่ใช่การมีอยู่ของมหาค่ายกลแดนมารและมหาค่ายกลของหอคลื่นโหมที่เดิมตั้งอยู่ ณ ตรงนี้ ครอบคลุมทะเลสาบปิดนภาอันกว้างใหญ่ เกรงว่าทั่วทั้งผืนแผ่นดินคงจะถูกกำจัดไปจนสิ้น

ร่างเยี่ยนจ้าวเกอยืนอยู่กลางอากาศ ในใจพลันรู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย ครั้นหันศีรษะกลับไปมอง ก็เห็นว่าไกลออกไปมีเงาร่างหนึ่งเข้ามาใกล้อย่างว่องไว

ผู้มาเยือนร่างกำยำสูงใหญ่ ทว่ากลับมีท่าทีตะโกนขึ้นฟ้าศีรษะก้มหน้าลงดินร่ำไห้ “คุณชาย ท่านไม่เป็นไรช่างดีเหลือเกิน!”

ไม่ใช่อาหู่จะเป็นผู้ใดได้?

เยี่ยนจ้าวเกอหัวเราะพลางกล่าว “โชคดีที่ดูเหมือนอกสั่นขวัญแขวน แต่สุดท้ายก็ไม่มีอันตรายใดๆ คลี่คลายปัญหาได้อย่างราบรื่น”

ด้านหลังอาหู่ตามติดด้วยสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา สีขนขาวดำแซมสลับกัน ด้านบนสุดประดับด้วยเบ้าตาดำขนาดใหญ่ ท่าทางทึ่มๆ ไร้เดียงสา ก้าวเท้าพลางแบะปากอย่างเห็นได้ชัด

แน่นอนว่าเจ้าตัวใหญ่ตัวนี้คือพ่านพ่าน มันไม่คำนึงถึงซือคงจิงซึ่งนั่งอยู่บนหลัง ก่อนจะแยกขาออก ถลาเข้าหาเยี่ยนจ้าวเกอราวกับบินก็ไม่ปาน

พ่านพ่านสนิทกับชายหนุ่มเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าเขาดีใจ เพียงแต่ว่าเขาไม่อยากให้เจ้าตัวใหญ่กระโจนไปบนร่างของตนเช่นนี้ จึงยกมือขึ้นห้ามปรามมันอย่างรีบร้อน

เยี่ยนจ้าวเกอตบๆ หัวของพ่านพ่านแผ่วเบา มันแลบลิ้นออกมาเลียฝ่ามือเขาเบาๆ

ซือคงจิงมองน่านน้ำเบื้องหน้าที่ค่อยๆ ฟื้นสภาพจนสงบเงียบ รับรู้ได้ถึงความผันแปรของพลังชีวิตที่สงครามดุเดือดนำพามา ซึ่งบริเวณไกลออกไปยังคงไม่สิ้นสุดลง ดวงตาทั้งสองทอประกายระยิบระยับ

เนื่องจากกลุ่มของซือคงจิงและเยี่ยฉงโจวแสดงความเคารพ สายตาเยี่ยนจ้าวเกอจึงมองไปยังอีกฟาก

ณ ตรงนั้นปรากฏเงาร่างของสวีเฟย

สวีเฟยเห็นว่ากลุ่มของเยี่ยนจ้าวเกอปลอดภัย ก็ผ่อนลมหายใจเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงเอ่ยถามอีกฝ่ายว่า “มหาค่ายกลแดนมารพังทลายลง พลังปราณของนพยมโลกเองก็สลายหายไป ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็น…”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มกล่าว “บังเอิญโชคดี บังเอิญโชคดี”

อีกฝ่ายทุบไปบนบ่าของชายหนุ่มเบาๆ “เจ้าช่างสุดยอดเสียจริง เจ้าจัดการเรื่องราวได้เรียบร้อยดีจริงๆ!”

“นี่เปรียบกับเรื่องการประชุมฝ่านภาแล้วยิ่งใหญ่กว่ามากนัก” สวีเฟยกล่าวชื่นชม “ยากจะจินตนาการว่านี่คือเรื่องที่จอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์จะสามารถจัดการได้”

“ศิษย์พี่เฟยท่านก็รู้ว่าข้าพบโดยโชค ได้รับเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นหนึ่ง ไม่เช่นนั้นข้าก็คงทำไม่ได้เช่นกัน” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มน้อยๆ

สวีเฟยส่ายศีรษะ “เป็นเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่อาวุธศักดิ์สิทธิ์ พลังฝึกปรือของระดับขั้นปรมาจารย์สามารถทำให้มันสำแดงผลได้ เดิมทีนี่ก็วิเศษเป็นอย่างยิ่งแล้ว

“ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงจังหวะโอกาสนี้ที่เจ้าพยายามชิงชัยกับคู่ต่อสู้มา ไม่ใช่เบื้องบนประทานลงมาอย่างไม่มีสาเหตุและเหตุผล”

ในระหว่างที่กล่าว ไกลออกไปปรากฎเงาร่างอีกเงาหนึ่งขึ้น เยี่ยนจ้าวเกอหันศีรษะกลับไปมอง กลับเป็นถังหย่งฮ่าวที่พลัดจากกันไปก่อนหน้านี้

ถังหย่งฮ่าวเองก็รู้เช่นกันว่าเยี่ยนจ้าวเกอปรารถนาจะเข้าไปในศูนย์กลางค่ายกล เพียงแต่ภายหลังพลัดจากกันระหว่างทาง

ขณะนี้มหาค่ายกลแดนมารดับสูญ ถังหย่งฮ่าวก็นึกถึงเยี่ยนจ้าวเกอในทันทีทันใด หลังจากรู้ว่าเป็นฝีมือของอีกฝ่ายจริงๆ เขาก็กล่าวออกมาจากใจจริงว่า “ศิษย์น้องเยี่ยน ไม่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับข้าจะเป็นเช่นไร ทว่าเรื่องนี้ข้าต้องกล่าวคำว่าเลื่อมใสสักคำ ต้องขอบคุณเจ้าด้วยเช่นกันทำให้คนธรรมดาทั่วไปในโลกแปดพิภพไม่ถึงขั้นประสบกับหายนะ”

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ย “ศิษย์พี่ถังกล่าวเกินไปแล้ว”

เขามองไกลออกไป ขมวดคิ้วเล็กน้อย “เรื่องครานี้เปลี่ยนเป็นยุ่งเหยิงเช่นนี้ ต้นตออยู่ที่การกัดเซาะแทรกซึมของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตนั้นแข็งแกร่งเกินไป ไม่รู้ได้ว่าแท้จริงแล้วเป็นผู้ใดที่ก่อปัญหาขึ้น”
บทที่ 197
เมื่อได้ยินข้อสงสัยของเยี่ยนจ้าวเกอ ถังหย่งฮ่าวก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

เยี่ยนจ้าวเกอและสวีเฟยระแวดระวังถึงจุดนี้ต่างก็แปลกใจอยู่บ้าง สวีเฟยเอ่ยถาม “ศิษย์พี่ถัง ท่านรู้อะไรใช่หรือไม่”

ถังหย่งฮ่าวขมวดคิ้วพลางกล่าวตอบ “ระหว่างทางมายังที่นี่ ข้าได้พบบางคนเข้า และได้ยินข่าวลือบางอย่าง ทว่าตอนนี้ยังไม่อาจยืนยัน”

“พอจะเล่าให้ข้าฟังสักหน่อยหรือไม่” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ย

ถังหย่งฮ่าวมองเยี่ยฉงโจวและหลี่จิ้งหว่านแวบหนึ่ง ก่อนจะถอนใจและไม่ได้เปล่งเสียงออกมา แต่ใช้ปราณจิตราส่งกระแสจิตไปยังเยี่ยนจ้าวเกอและสวีเฟย ‘ในข่าวลือ ผู้ที่ก่อปัญหาคือผู้อาวุโสเฉินแห่งเมืองทะเลมรกต ซึ่งนำคณะมายังทะเลสาบปิดนภาครั้งนี้’

ในสมองเยี่ยนจ้าวเกอปรากฎหน้าตาของชายชราหัวแข็งผู้นั้นออกมา ‘ผู้อาวุโสเฉิน?’

‘ตอนนี้ยังไม่อาจยืนยัน เหมือนกับว่าไม่พบร่องรอยผู้อาวุโสเฉินแล้ว รอเขาปรากฎกายก่อน จึงจะสามารถสะสางข้อเท็จจริงเรื่องราวให้ชัดเจนได้’ ถังหย่งฮ่าวกล่าว

เขาเกิดที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ศิษย์ร่วมสำนักเมืองทะเลมรกตคือศัตรูคู่อาฆาต ไม่อาจให้ค่าได้มากนัก ตัวเขาเองก็ไม่ใช่คนที่ตัดสินชี้ขาดสะเปะสะปะเช่นกัน

ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอยังคงฟังเข้าใจ ความหมายภายในคำพูดของถังหย่งฮ่าว คือจะชี้ว่าผู้อาวุโสเฉินขณะนี้ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร

ยอดฝีมือมหาปรมาจารย์อาวุโสท่านหนึ่ง พลันหายสาบสูญไป น่าเหลือเชื่ออยู่บ้างจริงๆ

‘ถูกนพยมโลกชักจูง ไม่มากก็น้อยล้วนมีสาเหตุอยู่บ้าง เหมือนเช่นหลิวเซิ่งเฟิงที่มีอุปนิสัยโหดเหี้ยมทารุณ ชอบทรมานผู้อื่น ทั้งยังถูกสำนักคุมขังควบคุมนิสัยไว้’ เยี่ยนจ้าวเกอนวดขมับของตน ‘มหาปรมาจารย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยอดฝีมือมหาปรมาจารย์ที่มีพลังฝึกปรือสูงล้ำ ปณิธานมักจะยิ่งแน่วแน่มากขึ้น ไม่ง่ายที่จะถูกนพยมโลกสั่นคลอน’

‘แต่ก็เป็นเพราะว่าปณิธานแน่วแน่ด้วยเช่นกัน วันใดวันหนึ่งความคิดเกิดเปลี่ยนแปลงแล้ว ก็จะปรากฎความหัวแข็งให้เห็นมากยิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน ดื้อดึงและบ้าระห่ำมากยิ่งขึ้น’

เยี่ยนจ้าวเกอหายใจออกยาวคำหนึ่ง ‘ผู้อาวุโสโม่แห่งเขาไร้พรมแดนนั้นเป็นเพราะสาเหตุอันใด ข้าก็ไม่แนใจ แต่ดูจากลักษณะของเขา เห็นได้ชัดเจนว่าร้ายกาจสุดขั้ว เต็มไปด้วยความโกรธแค้นอยุติธรรม ผู้อาวุโสเฉินแห่งเมืองทะเลมรกต ก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าแม้จะหุนหันพลันแล่นและหัวแข็งอยู่บ้าง แต่ในที่สุดแล้วยังเปิดเผยตรงไปตรงมาใจกว้างต่อผู้คน’

ถังหย่งฮ่าวได้ยินดังนั้นก็ผงกศีรษะ หลังจากสวีเฟยไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้ว เขาเอ่ยด้วยความลังเลอยู่บ้างว่า ‘เป็นไปได้หรือไม่ ว่าเป็นเพราะเรื่องหลานชายของเขา’

‘หืม?’ เยี่ยนจ้าวเกอประหลาดใจไม่น้อย ใบหน้าถังหย่งฮ่าวก็เผยเห็นสีหน้าเข้าใจในทันใดอยู่หลายส่วน

สวีเฟยกล่าวอธิบาย ‘จ้าวเกออาจจะไม่ค่อยเข้าใจนัก เพราะเรื่องมันค่อนข้างนานมาแล้ว หลายปีก่อนผู้อาวุโสเฉินสูญเสียบุตรชาย บุตรสาวมีหลานชายแท้ๆ สืบทอดเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น แต่ก็ป่วยกระออดกระแอดมาโดยตลอด หมดหนทางฝึกยุทธ์เช่นกัน ทำได้เพียงแค่บำรุงรักษาอย่างช้าๆ เท่านั้น ปล่อยให้ร่างกายนับวันยิ่งอ่อนแอลงเรื่อยๆ กลายเป็นผู้อาวุโสเฉินที่ความทุกข์ใจใหญ่หลวงมากที่สุด’

เขาถอนใจครั้งหนึ่ง ‘นี่เป็นเรื่องหลายปีมาแล้ว สองสามปีมานี้ไม่มีข่าวสารส่งออกมาเลย ก็ไม่รู้เช่นกันว่า…เฮ้อ!’

‘เช่นนี้เองหรือ…’ เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ ไม่ได้กล่าวอะไรมากนัก

สายตาของเขาทอดมองไกลออกไป แต่ละสนามต่อสู้ตรงนั้นต่างก็ค่อยๆ แบ่งแยกผลแพ้ชนะ

นพยมโลกสิ้นหวังเยื้องกราย แดนมารแตกสลายแว้งกัด เหล่ายอดฝีมือภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตไม่มีหวังจะชนะแล้ว ผู้ที่สามารถหลีกหนีได้ล้วนเริ่มหลบหนี ผู้ที่หลีกหนีไม่ได้ก็ต่อสู้เอาเป็นเอาตาย

ผู้คนจำนวนน้อยที่ไม่ได้ตกเป็นมาร หลังจากถูกจับเป็นแล้ว ยังมีความเป็นไปได้ที่จะกลับมามีชีวิตอยู่หลายส่วน

ที่เหลือส่วนมากล้วนกลายเป็นมารแล้ว ต่อให้ถูกจับเป็น หลังจากบังคับถามให้พูดข้อมูลออกมาแล้ว เกินกว่าครึ่งก็จะถูกบั่นคอด้วยเช่นกัน

สงครามอันดุเดือดสิ้นสุดลงทีละสนาม บัดนี้ความเปลี่ยนแปลงของทะเลสาบปิดนภาค่อยๆ สงบลงในที่สุด

พลังปราณอันแข็งแกร่งสายต่อสาย เริ่มเข้าใกล้ยังใจกลางผิวทะเลสาบใหม่อีกครั้ง

ผู้ที่มาถึงก่อนก็คือหญิงชราผมสีขาวอมเทาคนหนึ่ง หลังโก่ง ไอต่อเนื่องมิขาดปาก ดูเหมือนว่าอ่อนแออย่างยิ่งยวด

ทว่ากลุ่มเยี่ยนจ้าวเกอ สวีเฟย และถังหย่งฮ่าวล้วนรู้จักดี ว่าหญิงชราผู้นี้ก็คือผู้อาวุโสเก่าแก่แห่งหอคลื่นโหม ยอดฝีมือที่ทั่วทั้งเขตแดนบึงพิภพมีจำนวนเพียงหยิบมือ

ครั้นจางเหยาเห็นหญิงชราผู้นั้น ก็ยิ่งส่งเสียงร้องด้วยความดีอกดีใจ “อาจารย์ย่า!”

หร่วนผิงก็แสดงการเคารพด้วยเช่นกัน “ศิษย์หร่วนผิงเคารพท่านอาจารย์ย่า”

หญิงชรามองจางเหยา ใบหน้าเผยเห็นสีหน้ารักใคร่เอ็นดูอยู่หลายส่วน

กลุ่มเยี่ยนจ้าวเกอ รวมไปถึงเยี่ยฉงโจวที่ร่างกายบาดเจ็บหนัก อีกทั้งหลี่จิ้งหว่านและเซียวอวี่ก็รุดหน้าขึ้นมาคารวะหญิงชราพร้อมกัน

หลังจากหญิงชราได้ฟังหร่วนผิงและจางเหยารายงานสถานการณ์แล้ว สายตาตกไปอยู่บนร่างเยี่ยนจ้าวเกอ หลังจากสังเกตอย่างละเอียดแล้ว จึงเอื้อนเอ่ยอย่างช้าๆ ว่า “กว่างเฉิงช่างมีหวังอย่างยิ่ง”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย “ท่านผู้อาวุโสกล่าวชมเกินไปแล้วขอรับ”

นางยิ้มเช่นเดียวกัน ไม่เอ่ยวาจาอีก

ในความคิดของบุคคลเช่นนางผู้นี้ เยี่ยนจ้าวเกอผู้พังทลายมหาค่ายกลแดนมาร สมควรแก่การให้ความสำคัญเสียกว่าเยี่ยนจ้าวเกอผู้กำจัดอัจฉริยะรุ่นเดียวกันมากมายในการประชุมฝ่านภาเสียอีก

ความเป็นจริงแล้ว คนที่อยู่บนยอดภู ขุนเขามองดูเล็ก[1]ท่ามกลางคนรุ่นราวคราวเดียวกัน เอาชนะอัจฉริยะชั่วร้ายคนอื่นแล้วได้ นับเป็นการบอกเค้าลางอนาคตอันไม่มีที่สิ้นสุดของหนุ่มสาวคนหนึ่ง ว่าภายภาคหน้ามีความเป็นไปได้ที่จะประสบผลสำเร็จจนเป็นตำนาน

กระนั้นด้วยพลังฝึกปรือระดับปรมาจารย์น้อยนิดเท่านี้ พลังรบกลับโดดเด่นเกรียงไกร เข้าไปพัวพันกับเรื่องใหญ่ที่ฝ่ายมหาปรมาจารย์อาวุโสถึงจะสามารถมีบทบาทชี้ขาดได้ อีกทั้งยังประสบผลสำเร็จอีกด้วย จึงยิ่งตอกย้ำความยอดเยี่ยมในวิสัยทัศน์ การตัดสินชี้ขาด ความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว และความสามารถของเยี่ยนจ้าวเกอ

เขาที่อยู่ในระดับปรมาจารย์ ก็สามารถเข้าไปข้องเกี่ยวในเรื่องราวเหตุการณ์ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์โดยรวมทั่วทั้งใต้หล้า เช่นนั้นวันหนึ่งหลังจากพลังฝึกปรือของชายหนุ่มสูงขึ้นมากกว่านี้แล้ว จะสามารถก่อกวนสถานการณ์ได้อย่างไรอีก?

กล่าวในอีกแง่มุมหนึ่งคือ อัจฉริยะที่ไม่สิ้นชีพแต่เยาว์วัยต่างหาก จึงจะเป็นอัจฉริยะที่แท้จริง

ผู้คนธรรมดาทั่วไปมากมาย แม้ว่าสัดส่วนอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์จะน้อย ทว่าด้วยเงื่อนไขฐานจำนวนประชากรอันมหาศาล บุคคลชั่วร้ายก็โผล่ขึ้นมาอย่างไม่ขาดสายด้วยเช่นกัน

ด้วยอายุและฐานะของหญิงชรา อัจฉริยบุคคลแต่ละรูปแต่ละแบบ ชั่วชีวิตนี้นางพบเจอมามากมายยิ่งแล้ว

ไม่ต้องเอ่ยถึงผู้อื่น ตำแหน่งและพลังฝึกปรือที่สามารถเดินมาถึงทุกวันนี้ ยามที่หญิงชราอ่อนเยาว์เมื่อกาลก่อน ในยุคสมัยนั้น ไหนเลยจะไม่ใช่ธิดาสวรรค์โปรดผู้นำเหล่าผู้ยิ่งใหญ่?

กระนั้นอัจฉริยบุคคลคณานับ ท้ายที่สุดผู้ที่สามารถเดินไปถึงตำแหน่งสูง มีเพียงแค่คนจำนวนน้อยอันจำกัดตลอดกาลเท่านั้น

ผ่านการกรำศึกเผชิญกับการทดสอบคัดเลือก อัจฉริยบุคคลมากมายยิ่ง ไม่สามารถเดินไปถึงระดับสูงที่ผู้คนคาดการณ์ไว้ แต่พวกเขาน่าจะไปถึงได้

การกระทำของเยี่ยนจ้าวเกอเช่นนี้ ในความคิดของหญิงชรา เทียบกับอัจฉริยะเยาว์วัยเหล่านั้นที่โดดเด่นเพียงแค่พรสวรรค์วิชาวรยุทธ์เท่านั้นแล้ว อย่างน้อยก็มีโอกาสเดินไปสู่สถานที่ที่สูงยิ่งกว่า ไกลยิ่งกว่า

‘เขากว่างเฉิงมีผู้สืบทอดแล้ว บัดนี้ก็ดูว่าจะสามารถเก่งกว่าอาจารย์ได้หรือไม่’ หญิงชรามองดูเยี่ยนจ้าวเกอ พลางชื่นชมในใจ

ยอดฝีมือของดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ทยอยรีบเร่งมาถึง

ชายชราผมสีม่วงผู้หนึ่ง ซึ่งก็คือผู้เฒ่าท่านหนึ่งของตำหนักอัสนีสวรรค์ หลังจากทำความเข้าใจต้นสายปลายเหตุเรื่องราวแล้ว สายตาก็เพ่งมองเยี่ยนจ้าวเกอ เนิ่นนานไม่เอ่ยพูด

ชายวัยกลางคนระดับมหาปรมาจารย์ผู้หนึ่งที่อยู่ข้างกายเขามุ่นคิ้ว “ยอดฝีมือภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตล้วนถูกพวกข้าตรึงเอาไว้ เด็กผู้นี้เพียงแค่โชคดีเท่านั้น อาศัยพลังเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ลอบจู่โจมจนบรรลุเป้าหมาย อีกทั้งไม่มีมหาปรมาจารย์ขัดขวางเขาอีกด้วย”

ชายชราผมม่วงได้ยินเช่นนั้น ก็หันศีรษะมองทางชายชราวัยกลางคนผู้นี้ทันที

อีกฝ่ายไม่ได้ปริปากพูดแม้สักคำ ทว่ากลับทำให้ชายวัยกลางเกิดความรู้สึกชาทั้งร่างจนแทบจะหายใจไม่ออก เหงื่อไหลพลั่กออกมา

เห็นว่าชายวัยกลางคนผู้นั้นกำลังจะยืนหยัดต่อไปไม่ไหวแล้ว ชายชราผมม่วงถึงได้ละสายตากลับมา แล้วกล่าวอย่างเฉยเมยว่า “ก่อนอื่น เศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนั่นของเขาไม่ใช่เก็บได้ตามทาง เขาโจมตีศิษย์ตำหนักอัสนีสวรรค์ของข้าอย่างต่อเนื่องแล้วจึงได้มา ยังไม่เอ่ยถึงเยี่ยนส่านก่อน เจ้าคิดว่าเจ้าสามารถใช้พลังฝึกปรือระดับขั้นเคียงนภาระยะต้น ต่อสู้กับหลินโจวที่ขั้นเคียงนภาระยะกลางได้หรือไม่?”

“แล้วจากนั้น ให้เศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นหนึ่งแก่เจ้า ใช้พลังฝึกปรือปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาของเจ้า สามารถขับเคลื่อนพลังภายในนั้นได้สักกี่ส่วน?”

“สุดท้าย ระดับความแข็งแกร่งของมหาค่ายกลแดนมารนั่นเจ้าเองก็เห็นแล้ว มีปรมาจารย์สักกี่คนที่สามารถเอากายเข้าไปอยู่ในแดนมารได้ แล้วยังสามารถหาศูนย์กลางแกนค่ายกลได้อย่างแม่นยำ? ต่อให้มีเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ คิดอยากจะโยกคลอนศูนย์กลางค่ายกล ก็จำต้องชี้ขาดจังหวะโอกาสในการโคจรค่ายกลด้วยเช่นกัน ถึงจะสามารถโจมตีได้สำเร็จ ไม่เช่นนั้นจะเป็นเพียงแค่การสิ้นเปลืองพลังของเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์โดยเปล่าประโยชน์เท่านั้น”

ชายชราผมขาวมองชายวัยกลางคนผู้นั้น “ตอนนี้เจ้ายังคิดว่านี่เป็นเพียงแค่โชคดีเท่านั้นอีกหรือ? หากเปลี่ยนเป็นจอมยุทธ์ปรมาจารย์คนอื่นสักคนหนึ่ง ขอแค่มีเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์อยู่ในมือ ก็สามารถจัดการเรื่องราวนี้ได้หรือ?”

สีหน้าชายวัยกลางคนผู้นั้นอึมครึมอยู่บ้าง ก้มหน้าไม่พูดไม่จา

ชายชราผมม่วงกล่าวอย่างเฉยเมยว่า “พูดตามตรง ยอดฝีมือของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตล้วนถูกพวกข้าตรึงไว้รอบนอกแล้ว แต่ถ้าหากไม่มีเขา ประตูแห่งนพยมโลกตอนนี้ก็เปิดแล้ว เรื่องราวเป็นอีกผลลัพธ์หนึ่งโดยสิ้นเชิง”

เขามองยังเยี่ยนจ้าวเกอ ถอนใจพลางกล่าว “นับแต่นี้เป็นต้นไป ในสายตาชายชราเช่นข้า ฐานะของเจ้าไม่ใช่เพียงบุตรของเยี่ยนตี๋อีกต่อไป เยี่ยนจ้าวเกอจากสำนักเขากว่างเฉิง นามกรนามนี้ ข้าจำเอาไว้แล้ว”

ไม่ใช่เพียงแค่ชายชราผมม่วงผู้นี้เท่านั้น ยอดฝีมือแต่ละดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ที่อยู่ในเหตุการณ์ ล้วนกำลังจ้องมองเยี่ยนจ้าวเกออยู่

นับจากวันนี้เป็นต้นไป นามของเยี่ยนจ้าวเกอแห่งสำนักเขากว่างเฉิง ทุกผู้ทุกคนล้วนรู้จัก

ใต้หล้าไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก!

………………..

[1] คนที่อยู่บนยอดภู ขุนเขามองดูเล็ก ความหมายตรงตัว คือ เมื่อปีนขึ้นไปสู่ยอดเขา ย่อมรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างใต้ฝ่าเท้าช่างเล็กจ้อย ส่วนความหมายโดยนัย คือ เมื่อบรรลุถึงบางสิ่งบางอย่างที่สูงส่งมากๆ ผู้คนที่ต่ำต้อยกว่าล้วนก้มหัวให้ และรู้สึกราวกับตัวเองเป็นราชัน
บทที่ 198
ในที่สุดสงครามสู้รบบนทะเลสาบปิดนภาก็ค่อยๆ สงบลง สุดยอดยอดฝีมือของแต่ละดินแดนศักดิ์สิทธิ์พบปะหารือกันอีกครั้ง รวบรวมข้อมูลในมือที่ได้รับมาใหม่เข้าด้วยกัน และดำเนินการปรึกษาอย่างละเอียดขึ้นอีกขั้น โดยมุ่งเป้าหมายไปยังปัญหาของนพยมโลกและภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต

การเปลี่ยนแปลงของทะเลสาบปิดนภานี้ แม้ว่าจะได้รับการแก้ไข ทว่าแต่ละดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างก็ได้รับความเสียหายเช่นเดียวกัน

เหล่าจอมยุทธ์ที่พลังฝึกปรือค่อนข้างต่ำอยู่บ้าง ก็ไม่ได้เอ้อระเหยแต่อย่างใด ล้วนกำลังสนทนาแลกเปลี่ยนกับผู้ที่ตนคุ้นเคย

ส่วนคนรุ่นเยาว์ที่เข้าร่วมการประชุมฝ่านภาก่อนหน้า บัดนี้ไม่ใช่ตัวละครสำคัญอีกต่อไป

ทว่าในฐานะผู้สืบทอดหลักที่แต่ละดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่อบรมบ่มเพาะด้วยจิตใจสงบ ประสบการณ์และโลกทัศน์ของพวกเขา รวมถึงความเข้าใจต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ล้วนเหนือชั้นกว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกันเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับการเปลี่ยนแปลงของนพยมโลกครานี้ โดยส่วนมากแต่ละคนต่างก็มีแนวคิดเป็นของแต่ละคนเองด้วยเช่นกัน

ภายในนั้นมีบางคนบาดเจ็บจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ไม่ว่าความสัมพันธ์ยามปกติจะเป็นเช่นไร เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักในเวลานี้นึกขึ้นได้ ในที่สุดแล้วรู้สึกถึงความเศร้ารันทดอยู่บ้าง

แน่นอน ว่าสายตาของพวกเขา ก็ตกอยู่บนร่างเยี่ยนจ้าวเกออยู่บ่อยๆ ด้วยเช่นกัน

คนวัยเยาว์กลุ่มหนึ่ง ขณะนี้มองเยี่ยนจ้าวเกออยู่ ต่างก็มีความรู้สึกซับซ้อนเล็กน้อย

ถึงแม้ว่าจะชิงจุดสนใจในการประชุมฝ่านภา ถึงแม้ว่าพลังความสามารถและพรสวรรค์จะอยู่เหนือผู้คนจำนวนมาก ทว่าก่อนหน้านี้ผู้คนมากมายมองว่า เยี่ยนจ้าวเกอกับตนเองไม่ได้มีความแตกต่างมากมายนักแต่อย่างใด

อีกฝ่ายยอดเยี่ยมยิ่งกว่า รุดหน้าไปก่อนก้าวหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้คนมากมายเลื่อมใส ความคิดที่ยิ่งกว่านั้นคือฮึกเหิมขึ้นมารีบเร่งไล่ตามไป วันหลังจะประลองวัดฝีมือกับเยี่ยนจ้าวเกอสักครั้ง

ทว่าหลังจากเข้าใจเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นตอนนี้แล้ว ความคิดในใจผู้คนไม่น้อยค่อยๆ เกิดความเปลี่ยนแปลงไป

ระหว่างเยี่ยนจ้าวเกอกับพวกเขาดูเหมือนว่าจะถูกกั้นเอาไว้ชั้นหนึ่ง ไม่ใช่ประเภทเดียวกันอีกต่อไป

ถึงแม้ว่าจะยังเป็นเพียงจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์เท่านั้น กระนั้นกลับแก้ไขปัญหาที่มหาปรมาจารย์จำนวนมากต่างก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถจัดการได้

พฤติการณ์ของคนเช่นนี้ผู้หนึ่ง ในการประชุมฝ่านภา เหมือนกับว่าไม่อาจสมเหตุสมผลไปกว่านี้ได้แล้ว

ถึงขั้นที่การประลองศึกษาและแลกเปลี่ยนระหว่างคนรุ่นเดียวกันในการประชุมฝ่านภา จริงๆ แล้วไม่เพียงพอที่จะแสดงลีลาที่แท้จริงของเยี่ยนจ้าวเกอออกมาให้เห็น

เหล่าผู้มีความสามารถโดดเด่นวัยเยาว์ที่เกิดความคิดนี้ขึ้นในใจ ต่างก็เงียบกริบชั่วขณะหนึ่ง ความคิดสุดคณานับปรากฎขึ้นในใจ ความรู้สึกนึกคิดสับสนอลหม่าน มีความหมายแฝงกลุ่มหนึ่งที่ยากจะเอื้อนเอ่ย

ทุกคนล้วนมุ่งความสนใจไปที่นพยมโลกและภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต จดจ่ออยู่บนร่างเยี่ยนจ้าวเกอ จนถึงขนาดที่น้อยคนนักจะสนใจว่า มีคนคนหนึ่งที่แต่ไหนแต่ไรไม่มีทางปรากฎตัวอยู่ในผู้คนของทะเลสาบปิดนภา ก็มาถึงที่แห่งนี้เช่นกัน

ชายหนุ่มงดงามสง่าผู้หนึ่ง สีหน้าท่าทางสงบเงียบ สายตาเฉียบคม ทั้งกายสวมอาภรณ์ศิษย์สืบทอดหลักแห่งตำหนักอัสนีสวรรค์

หลินโจว บุตรของหลินเฟิง ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ บุตรสวรรค์โปรดปรานรุ่นเยาว์แห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ คุณชายฟ้าคำรนซึ่งถูกเรียกขานว่าเป็นสี่คุณชายแห่งยุคเฉกเช่นเดียวกับเยี่ยนจ้าวเกอ หวงเจี๋ย และซ่งเฉา!

สีหน้าของเขาซีดเซียวอยู่บ้าง ดูเหมือนว่าอ่อนเพลีย

ก่อนหน้านี้เขาถูกเยี่ยนจ้าวเกอโจมตีจนบาดเจ็บ ถูกบีบบังคับให้ใช้หยกเปลี่ยนโลหิตสู่ธารแสงขับเคลื่อนวิชาต้องห้ามมาใช้ปลีกหนี ทำให้ปราณดั้งเดิมของหลินโจวเสียหายอย่างหนัก จนถึงตอนนี้ล้วนไม่ได้ฟื้นฟูจนสู่สภาพเดิมมาโดยตลอด

ดังนั้นการประชุมฝ่านภาครานี้ หลิวโจวจึงเหมือนเช่นเยี่ยนส่าน ต่างก็ไม่เข้าร่วม

เนื่องด้วยเหตุวิชาคมเชือก วิชาวรยุทธ์สืบทอดของเมืองทะเลมรกต เมืองทะเลมรกตจึงต้องการหาเรื่องหลินโจวมาโดยตลอด

ถึงแม้ว่าคราวนี้ตำหนักอัสนีสวรรค์จะให้ข่าวสารนพยมโลก ทำให้เมืองทะเลมรกตได้รับความกรุณาไม่มากก็น้อย ไม่สืบหาเร่งด่วนอะไรเช่นนั้นอีกต่อไป ทว่าตัวหลิวโจวเองยังคงพยายามเลี่ยงเต็มที่จะปรากฎตัวต่อหน้าผู้มีอำนาจแห่งเมืองทะเลมรกต

กระนั้นการล้อมปราบจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตครานี้ หลิวโจวยังคงเดินทางตามยอดฝีมือตำหนักอัสนีสวรรค์อย่างลับๆ จนมาถึงยังทะเลสาบปิดนภา

เขามาที่นี่ ไม่ใช่เพื่อการประชุมฝ่านภา ไม่ใช่เพื่อภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตและนพยมโลก ทั้งยังไม่ใช่เพื่อตามแก้แค้นเยี่ยนจ้าวเกอด้วยเช่นกัน

หลิวโจวมาเพื่อคนอีกคนหนึ่ง

เขาอยู่ห่างออกไปไกลยิ่ง เร้นกายแอบซ่อน มองออกไปไกลสุดสายตา มองดูเงาร่างหญิงสาวผู้หนึ่งที่กลับมาอยู่ข้างกายยอดฝีมือเมืองทะเลมรกตแล้ว

ครั้นเห็นอีกฝ่ายบาดเจ็บไปทั้งตัว ในสายตาหลินโจวเผลอเผยแววตาเจ็บปวดออกมา ทว่าถึงอย่างไรเสียนางก็ไม่เป็นอันตราย เขาก็ผ่อนลมหายใจเช่นกัน “จิ้งหว่าน ยังดีที่เจ้าไม่เป็นอะไร…”

หลินโจวจ้องมองหลี่จิ้งหว่านอย่างเหม่อลอย หลังจากนั้นครู่ใหญ่จึงหลุดออกจากภวังค์ ทอดถอนใจ “น่าเสียดาย ที่ตอนนี้เจ้าจำข้าไม่ได้ เดิมเราควรจะรู้จักกันในการประชุมฝ่านภาครานี้แท้ๆ”

นึกได้ถึงการประชุมฝ่านภา สีหน้าหลินโจวก็อึมครึมลง สายตากวาดผ่านเงาร่างของเยี่ยนจ้าวเกอ

เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเป็นจุดสนใจ สายตาของเขาจึงเฉียดผ่านไป ไม่หยุดค้าง กระนั้นลักษณะของเยี่ยนจ้าวเกอกลับสลักลึกอยู่ในสมองของเขา

“ส่วนเจ้า เยี่ยนจ้าวเกอ เดิมทีชะตาของเจ้าควรจะเดินมาสุดทางในการเปลี่ยนแปลงของทะเลสาบปิดนภาครั้งนี้…”

หลินโจวหลับตาลง หายใจเข้าลึกคำหนึ่ง “การแทรกซึมเข้ากัดกร่อนของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต แข็งแกร่งยิ่งใหญ่ดังคาด และยิ่งสันทัดในการดักซุ่ม ข้าเปิดโปงตัวตนของบางคน บีบบังคับให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงแผนการ เช่นนี้ถึงจะมีคนที่ซ่อนตัวลึกยิ่งกว่าเปิดเผยออกมา ไม่เช่นนั้นหากเรื่องของทะเลสาบปิดนภาราบรื่น อีกฝ่ายก็จะยังคงซุ่มต่อไป”

“นี่หมายความว่าเรื่องของทะเลสาบปิดนภาครั้งนี้ เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นหนึ่งเท่านั้น พวกเขายังมีการวางแผนที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่า”

คิดถึงตรงนี้ หลินโจวก็ขมวดคิ้ว

เขาและตำหนักอัสนีสวรรค์ชิงยึดครองโอกาสสำคัญ แต่ไรไม่เพียงสามารถทำให้ความยุ่งเหยิงของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตในเหตุการณ์ครานี้สงบลงได้ ยังได้รับผลประโยชน์และการตอบแทนจากทางดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่แห่งอื่นทั้งห้านั่นมากขึ้น

แต่เนื่องด้วยการคิดย้อนกลับของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ทำให้เรื่องราวเกิดความพลิกผันมหาศาล จนเกือบจะเรือล่มเมื่อจอด ตาบอดเมื่อแก่

ท้ายที่สุดกลับเป็นเยี่ยนจ้าวเกอพลิกสถานการณ์ ตัดสินใจครั้งสุดท้าย

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว แม้ว่าคนอื่นๆ จะยังคงขอบคุณตำหนักอัสนีสวรรค์อย่างสุดซึ้ง ทว่าคนจำนวนไม่น้อยต่างก็เห็นว่าผลการกระทำจากเยี่ยนจ้าวเกอกลับมากยิ่งกว่า

ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่แห่งอื่นๆ ติดค้างน้ำใจของตำหนักอัสนีสวรรค์ ความหนักหน่วงพลันถูกเจือจางลงไม่น้อย

หลินโจวลืมตาขึ้นช้าๆ ม่านตามองต่ำลง แววตาสงบเงียบไร้คลื่น “ครั้งนี้เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นหนึ่งเท่านั้น!”

คนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ กำลังให้ความสนใจเยี่ยนจ้าวเกอเช่นเดียวกัน

ท่ามกลางศิษย์รุ่นเยาว์แห่งสำนักเขากว่างเฉิงปรากฎบุคคลเช่นนี้ออกมาคนหนึ่ง เลี่ยงไม่ได้ที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะไม่ให้ความสำคัญ

ยิ่งไปกว่านั้น สืบเรื่องราวย้อนไปถึงต้นตอ สงครามถังตะวันออกก่อนหน้านี้ และยังมีการที่สำนักเขาไร้พรมแดนกับตำหนักอัสนีสวรรค์ขัดเคืองกันเนื่องด้วยวิชากำเนิดสายฟ้า รวมถึงสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำ ทว่าสุดท้ายแล้วผูกพันธมิตรกับเขากว่างเฉิงและเมืองทะเลมรกต เป็นปฏิปักษ์กับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

เหตุการณ์เหล่านี้ ล้วนไม่พ้นเกี่ยวข้องกับเยี่ยนจ้าวเกอทั้งสิ้น

บุคคลระดับสูงที่รับผิดชอบนำคณะดักซุ่มโจมดีจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ก็คือมู่กวงจวิน หนึ่งในเจ็ดสุริยัน

ก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่มาเข้าร่วมการประชุมฝ่านภา ณ ทะเลสาบปิดนภาพร้อมกับถังหย่งฮ่าว หวงเจี๋ย และคนอื่นๆ คือโพ่เสี่ยวจวิน หนึ่งในเจ็ดสุริยันเช่นกัน

ขณะเดียวกันโพเสี่ยวจวินก็เป็นไส้ศึกของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ภายในสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

ผลสุดท้ายโพ่เสี่ยวจวินถูกมู่กวงจวินสังหารกับมือ ในสงครามดุเดือดก่อนหน้านี้

สีหน้าท่าทางของมู่กวงจวินอ่อนโยน สงบเงียบสุขุม มองดูเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ไกลออกไปเงียบๆ เพียงเท่านั้น

ในสงครามถังตะวันออก เขาเคยเตรียมออกมือโจมตีสังหารชายหนุ่ม ผลคือประสบกับการซ้อนแผนของเขากว่างเฉิง ไม่เพียงแต่ไม่อาจสมปรารถนาแล้ว ยังถูกสือเถี่ยและเยี่ยนตี๋สร้างความเสียหายอย่างหนักครั้งแล้วครั้งเล่า

มู่กวงจวินมองอยู่ครู่ใหญ่ ใช้ปราณจิตราส่งกระแสจิตไปหาหวงเจี๋ยที่อยู่หลังกายเขา โดยที่ไม่หันหน้ากลับไปมอง ‘เจ้าเร่งไปทะเลสาบปิดนภาโดยเฉพาะ เห็นก็เห็นแล้ว คิดเห็นอย่างไร?’

ชายหนุ่มที่อยู่หลังกายเขาเงียบสงัดสงบเยือกเย็นไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแต่กล่าวว่า “ปีเกิดครั้งที่สองของข้ากำลังจะมาถึงแล้ว”

ประโยคไร้หัวท้ายนี้ มู่กวงจวินกลับฟังเข้าใจความหมาย

เพราะว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้คนจำนวนน้อยมิกี่คน ที่เข้าใจชายหนุ่มที่อยู่ด้านหลังผู้นี้

“ยามปกติถ่อมตนสักหน่อยไม่เป็นไร ทว่าปีเกิดพิเศษกว่าบ้าง ควรกระทำการใหญ่สักเรื่อง ทิ้งเอาไว้เป็นอนุสรณ์”

นี่คือคำกล่าวที่หวงเจี๋ยเคยเอ่ยเอาไว้

สิ่งที่น้อยคนนักจะรู้ก็คือ ในปีเกิดปีแรกของเขา ตอนที่อายุสิบสองปีนิดๆ เขาถูกกำหนดให้เป็นผู้นำสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์รุ่นถัดไป

นี่ทำให้ตำแหน่งผู้นำสำนัก ถูกตระกูลหวงยึดกุมอย่างต่อเนื่องถึงสามรุ่น แทบจะเป็นการสืบทอดรุ่นต่อรุ่น

ทว่ายอดฝีมือระดับสูงส่วนสำคัญที่สุดของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีผู้ใดคัดค้าน ล้วนสนับสนุนการตัดสินใจนี้ทั้งสิ้น
บทที่ 199
ในตอนที่มู่กวงจวินและหวงเจี๋ยสังเกตเยี่ยนจ้าวเกออย่างละเอียด จริงๆ แล้วเส้นสายตาของเยี่ยนจ้าวเกอก็กำลังกวาดผ่านมาจากทางสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อยู่พอดีเช่นกัน

สายตาเยี่ยนจ้าวเกอกวาดมองผ่านหวงเจี๋ย จากนั้นตกลงไปบนร่างของศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนอื่นที่อยู่ข้างกายอีกฝ่าย

ผู้ที่มาเข้าร่วมการประชุมฝ่านภาไม่น้อยเลย

ถึงแม้ว่าจะยังไม่อาจยืนยันว่าอีกฝ่ายจากไปแล้วหรือไม่ ทว่าถังหย่งฮ่าวที่เคยประมือกับมหาปรมาจารย์อำพรางใบหน้าเช่นเดียวกัน แม้จะเชื่อใจหวงเจี๋ย แต่ก็ต้องค้นหาหลักฐานอย่างน้อยที่สุดแน่นอนด้วยเช่นกัน

หวงเจี๋ยไม่สะทกสะท้านเช่นนี้ มีบางคนตรึงการเคลื่อนไหวของเขาเอาไว้ สามารถตัดผู้ต้องสงสัยได้เกินครึ่งแล้ว

สายตาเยี่ยนจ้าวเกอมองไปรอบๆ ทั้งสี่ทิศ ดูเหมือนว่าไม่สนใจไยดี แต่ความจริงคือกำลังสังเกตจอมยุทธ์มหาปรมาจารย์กลุ่มนั้น ที่มีพลังฝึกปรือใกล้เคียงกับระดับพลังฝึกปรือของผู้อำพรางใบหน้าอย่างละเอียด

แท้จริงแล้วในบรรดาผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ยังมีหนอนบ่อนไส้ของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตหรือไม่ ล้วนเป็นเรื่องที่บอกได้ยากเรื่องหนึ่ง

อย่างไรเสียไม่ใช่จอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตทุกคน ล้วนเลือกตกเป็นมาร

ตัวอยู่ที่ฟ้าดินแดนมาร ง่ายต่อการก่อเกิดความคิดมารในใจผู้คนอย่างแท้จริง แสวงหาความสุขชั่วคราว กลายเป็นมารโดยสิ้นเชิง

กระนั้นนี่ไม่ใช่เรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แต่อย่างใด

ผู้คนรู้หน้าไม่รู้ใจ ประโยคนี้สะท้อนที่นี่ได้อย่างเหมาะสม มิตกเป็นมาร ต่อให้ในใจคนคนหนึ่งเปี่ยมไปด้วยเจตนาอันโหดเหี้ยม ขอเพียงแค่ปกปิดให้ได้ดีพอ ผู้คนรอบข้างก็ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะมองทะลุปรุโปร่งความจริงของเขา

ขอเพียงแค่ไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์ ต่อให้คนผู้นี้สังหารอีกคนหนึ่งเงียบๆ จากนั้นจัดการศพในทันที หลังจากจบเรื่องยังคงเดินวางท่าออกมาพบปะกับฝูงชนได้

ตรงกันข้ามกับผู้กลายเป็นมาร หลังจากกลายเป็นมารวันใดวันหนึ่งโดยสิ้นเชิงแล้ว ก็จะผิดแผกไปจากปกติราวกับฟ้าดิน ทั้งยังยากจะปกปิดอีกด้วย โดยภาพรวมหมดสิ้นซึ่งความเป็นไปได้ที่จะซ่อนต่อไป

เยี่ยนจ้าวเกอไม่กล้ายืนยัน ว่าบนโลกนี้ไม่มีวิธีที่หลังจากกลายเป็นมารแล้วกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ใหม่อีกครั้ง กระนั้นความเป็นไปได้นี้ก็น้อยอย่างยิ่งยวด

เปรียบเทียบกันแล้ว ควบคุมตนเองไม่ให้กลายเป็นมารโดยสิ้นเชิง ถึงจะเป็นตัวเลือกที่ผู้แอบซ่อนเป็นไปได้มากกว่า

เหมือนเช่นก่อนหน้าการเปลี่ยนแปลงของทะเลสาบปิดนภา กลุ่มของผู้อาวุโสโม่เช่นนั้น

‘เป็นไปได้หรือไม่ว่าก่อนหน้าข้าขี่ช้างจับตั๊กแตนไปแล้ว?’ เยี่ยนจ้าวเกอครุ่นคิดในใจ ‘มหาปรมาจารย์ผู้นั้นที่จู่โจมลอบสังหารข้า ไม่ใช่หนอนบ่อนไส้ที่ดักซุ่มแต่อย่างใด? อย่างไรเสียดูจากรูปร่างลักษณะของเขา น่าจะกลายเป็นมารได้หลายวันแล้ว ไม่ใช่เร็วๆ นี้เป็นแน่’

‘คิดๆ ดูแล้วยามปกติเขาน่าจะเป็นสมาชิกภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตที่แอบซ่อนดักซุ่มอยู่ที่ปฐพีพิภพ’

เยี่ยนจ้าวลูบคางตนเองครู่หนึ่ง ‘ปกปิดตนเองอย่างแน่นหนา อีกทั้งไม่แสดงวิชาวรยุทธ์ที่ตนเชี่ยวชาญจริงๆ ออกมา ไม่จับเขาให้ได้คาหนังคาเขา ก็มองฐานะเขาไม่ออกเลยสักนิด ใครจะรู้ว่าเขาเป็นใครกันแน่? กลายเป็นมารแล้ว จุดประสงค์ออกจะชัดแจ้งเสียด้วยซ้ำไป’

‘หากไม่ใช่เพื่อที่จะปกปิดฐานะ เช่นนั้นไฉนเขาถึงไม่แสดงวิชาวรยุทธ์ที่ตนเชี่ยวชาญจริงๆ ออกมาเล่า?’

ชายหนุ่มหวนนึกถึงภาพเหตุการณ์ในตอนนั้นอย่างละเอียด ‘วิชากระบี่ไปจนถึงวิชาฝ่ามือในตอนที่ประมือกับข้าและพวกศิษย์พี่สวี จริงๆ แล้วก็มีความชำนาญที่ลึกซึ้งยิ่งเช่นกัน เปรียบเทียบระดับพลังฝึกปรือของเขา แม้ว่าจะสามารถยืนยันได้ว่าไม่ใช่วิชาวรยุทธ์แต่เดิมที่เขาเชี่ยวชาญ แต่ก็น่าจะทุ่มความเพียรมามากเช่นกัน’

เขาใคร่ครวญ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยครู่หนึ่ง ‘ไยรู้สึกว่า ระยะเวลาที่เขากลายเป็นมารกลับใกล้เคียงอยู่บ้างกับ…’

“ครานี้จ้าวเกอสร้างความดีความชอบอย่างยิ่งอีกแล้ว พิเศษเป็นอย่างยิ่ง” เสียงอันใสสะอาดแลเพราะพริ้งของฟางจุ่นดังขึ้นข้างหู เยี่ยนจ้าวเกอจึงเก็บความคิด ยิ้มพลางตอบว่า “สวรรค์ประทานโชค ท่านอาจารย์ลุงสองชมเกินไปแล้ว”

ฟางจุ่นส่ายศีรษะช้าๆ “ไม่ เจ้าทำได้ดียิ่งนัก หากไม่ใช่เจ้าพลันระเบิดพลังขึ้นมา ครั้งนี้ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตมีโอกาสประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก”

“ประตูแห่งนพยมโลกเปิดกว้างออก คิดจะทำให้มันปิดอีกครั้ง เช่นนั้นก็ยากลำบากยิ่งแล้ว”

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยถาม “เหตุใดท่านประมุขหออันแห่งหอคลื่นโหมยังไม่มาถึงหรือขอรับ หรือว่าทางนั้นมีปีศาจอัคคีก่อกวน?”

“ไม่ผิดหรอก น่าจะเป็นคนของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต สมคบกับมหาโลกาปีศาจอัคคีก่อการพร้อมกัน ทำให้พวกเราถูกศัตรูขนาบทั้งหน้าและหลัง” ฟางจุ่นกล่าว

“ไม่ใช่เพียงแค่ประมุขหออันแห่งหอคลื่นโหม เจ้าเมืองซ่งแห่งเมืองทะเลมรกต ยังมีเจ้าตำหนักอัสนีสวรรค์ ล้วนเร่งไปทะเลตะวันออกด้วยกัน”

“อีกทั้งทางด้านปฐพีพิภพเกิดคลื่นไม่สงบขึ้นมาอีกครั้งเช่นกัน สำนักเราและเขาไร้พรมแดนจึงร่วมมือกันปราบปรามทางด้านนั้น”

ฟางจุ่นเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของทะเลสาบปิดนภาในครั้งนี้ ทะเลสาบปิดนภาในครั้งนี้คล้ายกับเกิดเรื่องขึ้นอย่างกะทันหัน แต่ความจริงแล้วโยงใยเชื่อมกันเป็นวงกว้าง “ทางด้านทะเลสาบปิดนภานี้ติดต่ออย่างเร่งด่วน การตัดสินใจท้ายที่สุดคือเหยียนซวี่แห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์นำมาตรสุริยันวัดสวรรค์มา”

เยี่ยนจ้าวเกอเลิกคิ้วเล็กน้อย “แล้วคนเล่า?”

สีหน้าฟางจุ่นเอาจริงเอาจังขึ้นหลายส่วน “จอมมารปรากฎตัวขึ้นอีกครั้ง ดักซุ่มโจมตีเหยียนซวี่และมาตรสุริยันวัดสวรรค์”

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “จอมมารหรือนี่…”

จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ของโลกแปดพิภพในปัจจุบัน ที่สามารถยืนยันพลังฝึกปรือได้ และเป็นที่รู้จักดีของทุกคนมีทั้งหมดหกคน

หวงกวงเลี่ย ‘ตะวันเยือน’ จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ตะวันเยือน ผู้อาวุโสเก่าแก่แห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

ซ่งอู๋เลี่ยง ‘คลื่นใหญ่หมื่นจั้ง’ ซ่งอู๋เลี่ยง จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ทะเลมรกต เจ้าเมืองทะเลมรกต

อันชิงหลิน ‘คลื่นโหมพลิกเมฆา’ จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์พลิกเมฆา ประมุขหอคลื่นโหม

เฉินลี่ ‘ฟ้าคำรนแปดทิศ’ จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์สายฟ้าเขียว เจ้าตำหนักอัสนีสวรรค์

ตลอดจนจอมมารและปราชญ์ภาพวาดผู้ซึ่งไร้สำนักไร้พรรค

ชายชราแซ่โม่ ปราชญ์ภาพวาดหนึ่งในนั้น ปัจจุบันเป็นยอดฝีมืออาวุโสที่ยังคงมีชีวิตอยู่แน่นอน อายุมากที่สุด ลำดับอาวุโสสูงที่สุด

ในตอนที่จ่านตงเก๋อ ผู้สะเทือนสวรรค์และจ่านซีโหลว บุรุษเทียมสวรรค์แห่งเขากว่างเฉิงยังคงมีชีวิตอยู่ ชายชราแซ่โม่ก็มีชื่อเสียงเกรียงไกรแล้ว เรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน

ชายชราผู้นี้อาศัยอยู่โพ้นทะเลตลอดปี ไม่สนใจโลกภายนอก ไม่ข้องเกี่ยวความขัดแย้ง บรรดาผู้คนทั้งหลายไม่ได้รู้สึกถึงการมีอยู่ของเขาเลยทั้งสิ้น

มีเพียงตอนที่โลกปีศาจอัคคีรุกรานค่อนข้างเร่งด่วนเท่านั้น ชายชราผู้นี้ถึงจะปรากฎกาย ช่วยเหลือยอดฝีมือคนอื่นๆ โจมตีปีศาจอัคคีที่รุกล้ำเข้ามาให้ถอยร่นไป

เทียบกันแล้ว ชายชราแซ่โม่อยู่เหนือโลกหล้า รวมถึงขุมกำลังใหญ่แต่ละกลุ่มในอาณัติของสำนักเขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ต่างก็จะไม่ยุแหย่เขาง่ายๆ เช่นกัน

กระนั้นจอมมารหยวนเทียนกลับแตกต่างออกไป อุปนิสัยบุ่มบ่ามไร้ทำนองคลองธรรม ทว่าพลังฝึกปรือกลับสูงเสียอย่างนั้น ทั้งยังพลังทำลายล้างแก่กล้ายิ่ง

ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งหกล้วนเลวร้ายอย่างยิ่งยวด มักจะเอาตนเป็นที่ตั้งอีกด้วย ประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวร้าย ยากที่จะคาดเดา ทำให้ทุกคนล้วนรู้สึกปวดเศียร

หลังจากที่เยี่ยนจ้าวเกอเคยศึกษาการประมือระหว่างจอมมารกับผู้อื่นอย่างลับๆ การบรรยายของผู้ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ก็ผู้ที่ชมอยู่ข้างๆ พบว่าจอมมารหยวนเทียนผู้นี้ เกินกว่าครึ่งได้รับร่องรอยบางอย่างที่หลังจากวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ ค่อยๆ ก่อตัวจนเป็นวิถีทางวิชาวรยุทธ์ในปัจจุบัน

สืบสาวเรื่องราวย้อนจนถึงต้นกำเนิด คล้ายกับว่ามีเงาวิถีมารของพรรคมารก่อนวิกฤตการณ์อยู่

‘จอมมารหยวนเทียนมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตหรือไม่? หรือว่าความจริงแล้วภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตเป็นการก่อตั้งขึ้นด้วยน้ำมือของหยวนเทียน?’ เยี่ยนจ้าวเกอเคาะลิ้นอยู่ครู่หนึ่ง ‘ในภาพความทรงจำ…หยวนเทียนยังคงชอบกระทำการด้วยตนเองอย่างอิสระ ตรงไปตรงมา’

ฟางจุ่นเอ่ย “เพราะเหตุอันใดหยวนเทียนถึงช่วยเหลือภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต โจมตีสกัดกั้นเหยียนซวี่และมาตรสุริยันวัดสวรรค์ ตอนนี้ยังไม่อาจตัดสินชี้ขาดเรื่องนี้ได้ แต่เพื่อให้รอบคอบ ยังคงไม่อาจถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญ จำเป็นต้องป้องกันการลงมือครั้งถัดไปของหยวนเทียนไว้ล่วงหน้า”

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ “ที่ท่านอาจารย์ลุงสองกล่าวคือ?”

“ที่นี่ดำเนินมาถึงจุดจบโดยชั่วคราวแล้ว การจัดการปัญหาที่ตามมาของทะเลสาบปิดนภาแห่งนี้ ยังคงส่งต่อให้หอคลื่นโหมจัดการเองเถิด จะว่าไปแล้วครานี้พวกเขาเสียหายหนักหนาที่สุด ผู้อาวุโสใหญ่หนึ่งในสองเป็นหนอนบ่อนไส้ ท้ายที่สุดถูกประหารชีวิต อีกคนหนึ่งก็รบจนสิ้นชีพ” ฟางจุ่นกล่าว

จากนั้นเขาก็ส่ายศีรษะ พลางกล่าวต่อไปว่า “ส่วนภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตและนพยมโลก ยังมีสิ่งที่ตามมากมายอย่างยิ่ง ล้วนจำต้องค่อยๆ ปรึกษาหารือ บัดนี้เรากลับสำนักกันก่อนเถิด”

ชายหนุ่มพยักหน้าตอบตกลง “ข้าเข้าใจขอรับ”

ฟางจุ่นยิ้มฉับพลัน “กลับไปคราวนี้ สำนักต้องบำเหน็จแก่เจ้าอย่างงามอีกคราเป็นแน่”

“แต่เดิมข้ายังเอ่ย เจ้าไม่ต้องใช้เวลาสิบกว่าปี ขอเพียงเวลาสองสามปี ผู้คนใต้หล้าก็จะมองว่าจ้าวเกอไม่ได้เป็นแค่บุตรของศิษย์น้องเยี่ยนตี๋อีกต่อไป แต่ล้วนให้ความสำคัญที่ตัวของเจ้าเอง”

“กระนั้นกลับไม่เคยคิดมาก่อน ซ้ำยังดูถูกเจ้า นับแต่วันนี้เป็นต้นไป นามของเจ้าทั่วหล้าล้วนรู้จัก ไม่มีผู้ใดไม่รู้เสียแล้ว”
บทที่ 200
สำหรับการชมเชยของฟางจุ่น เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าว “ท่านอาจารย์ลุงสองกล่าวชมเกินไปแล้วขอรับ ชมจนข้าแทบจะประหม่าแล้ว”

ฟางจุ่นส่ายศีรษะ “เจ้าทนไหวน่า”

ครั้นรวมตัวกับจอมยุทธ์เขากว่างเฉิงคนอื่นๆ แล้ว ฝูงชนก็เคลื่อนกายออกจากบึงพิภพทันที เดินทางกลับนภาพิภพ

ถึงแม้ว่าจะบรรลุข้อตกลงในการรับมือปัญหาของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ในการเปลี่ยนแปลงของทะเลสาบปิดนภาก็ถือว่าเป็นการร่วมมือกันต่อสู้กับศัตรูด้วยเช่นกัน

ทว่าปัจจุบันสงครามทะเลสาบปิดนภายุติลงแล้ว การประลองฝีมือกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตสิ้นสุดลงชั่วคราว สำนักเขากว่างเฉิงก็ยังเป็นสำนักเขากว่างเฉิง สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ยังคงเป็นสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน

เยี่ยนจ้าวเกอและฟางจุ่นเดินทางจากบึงพิภพกลับไปยังนภาพิภพด้วยกัน ยังคงใช้เส้นทางเส้นที่ต้องเดินทางผ่านปฐพีพิภพ

ถึงแม้จะเป็นไปได้อย่างยิ่งว่ารังเก่าของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตจะอยู่ที่นี่ กระนั้นผ่านสงครามดุเดือดก่อนหน้านี้ และดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งยังร่วมมือกันปราบปรามปฐพีพิภพอีกครั้งด้วย สำหรับตอนนี้นับว่ายังปลอดภัยอยู่

ในอีกด้านหนึ่ง หากจากบึงพิภพกลับนภาพิภพ ทว่าไม่เดินทางผ่านเส้นทางนี้ ก็ต้องเดินทางทะลุผ่านจากเขตพื้นที่อัคคีพิภพ

หวงกวงเลี่ยยังไม่ออกจากฌาน สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์พ่ายแพ้สูญเสียยับเยินในสงครามถังตะวันออก หากในการทดสอบแห่งจันทราครั้งที่สาม เมิ่งหว่านไม่ได้ชนะจนได้มงกุฎจันทราไป เช่นนั้นกลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอและฟางจุ่นก็คงสามารถย่ำก้าวผ่านจากอัคคีพิภพไปได้โดยตรงโดยไม่เป็นไรเช่นกัน

เพียงแต่บัดนี้อาวุธศักดิ์สิทธิ์สองชิ้นอยู่ในมือสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ แม้จะไม่ได้โจมตีตอบโต้ กระนั้นสถานการณ์ก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นเช่นกัน

เยี่ยนจ้าวเกอและฟางจุ่นจึงคิดทบทวนที่จะเดินทางทะลุผ่านอัคคีพิภพ ซึ่งจะต้องเผชิญกับการรุกโจมตีของอีกฝ่ายอีกครั้ง

ไม่เพียงแค่เขากว่างเฉิงเท่านั้น ซานสือเวิงยังพากลุ่มคนของเขาไร้พรมแดนกลับไปยังภูผาพิภพอีกด้วย โดยที่เดินทางผ่านปฐพีพิภพเฉกเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้กล้ำกรายไปทางฝั่งอัคคีพิภพนั้น

ส่วนอีกด้านหนึ่ง กำลังคนของตำหนักอัสนีสวรรค์เดินทางกลับอัสนีพิภพ ก็เดินทางผ่านปฐพีพิภพเช่นเดียวกัน ไม่เช่นนั้นพวกเขาก็จะต้องอาศัยเส้นทางทางฝั่งวารีพิภพ

แน่นอนว่าด้านตำหนักอัสนีสวรรค์ จะไม่ร่วมเดินทางกับเขากว่างเฉิงและเขาไร้พรมแดน

เยี่ยนจ้าวเกอ สวีเฟย และซือคงจิงมองดูทางด้านเขาไร้พรมแดนครู่หนึ่ง แล้วก็มองมาทางฝั่งตนเองนี้อีก ภายในใจก็เกิดความรู้สึกไม่ดีอยู่บ้างชั่วขณะหนึ่ง

คนที่เร่งตามไปบึงพิภพทีหลัง ล้อมปราบภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตไม่นับ ฝ่ายตนเข้าร่วมการประชุมฝ่านภา ยามไปรุ่นเยาว์มีสามคน ยามกลับก็ยังมีสามคนเช่นกัน

ทางด้านเขาไร้พรมแดนนั้นก็เปล่าเปลี่ยวอยู่บ้าง หลิวเซิ่งเฟิงและจ้าวฮ่าว ทั้งสองคนถูกผู้สืบทอดหลักหักกระดูกอย่างต่อเนื่อง เซียวอวี่และจี้ฮั่นหรู่ต่างก็บาดเจ็บหนัก

เปรียบเทียบความสูญเสียของจอมยุทธ์ระดับสูงแล้ว ครานี้หอคลื่นโหมหนักหนามากที่สุด

ส่วนศิษย์รุ่นเยาว์ ครั้งนี้เขาไร้พรมแดนถูกโจมตีจิตใจที่หยิ่งทระนงโดยตรงจนพังทลายไปครึ่งแถบ

เทียบกันแล้ว ทางฝั่งตำหนักอัสนีสวรรค์แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์อัสนีพิภพ ก็มีบรรยากาศหดหู่อัดอั้นตันใจเช่นกัน

เสียจื่ออี้ที่อายุมากที่สุด ระยะห่างกั้นจากขั้นฝ่านภาเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้นตกลงจากท้องฟ้า เฉินหลินที่พลังความสามารถทั่วร่างโดยส่วนมากตกอยู่ที่สุนัขป่าปีศาจทมิฬทั้งสองตัว ตัวที่แข็งแกร่งที่สุดชื่อว่าเจวี๋ยหาน ก็ถูกพ่านพ่านของเยี่ยนจ้าวเกอนั่งทับจนกลายเป็นเบาะหนังรองนั่งไปเสียแล้ว

ผนวกกับก่อนหน้าที่หลินโจวจะบาดเจ็บสาหัสด้วยน้ำมือของเยี่ยนจ้าวเกอ แขนขวาที่ถนัดใช้กระบี่ของเยี่ยนส่านถูกชายหนุ่มฟันขาด คนรุ่นเยาว์ของตำหนักอัสนีสวรรค์ก็ประสบเจอกับอุปสรรคที่พบได้ยากเช่นกัน

ตลอดเส้นทางทะลุผ่านปฐพีพิภพ จนมาถึงยังภูผาพิภพ นภาพิภพ บริเวณเขตแดนติดกันทั้งสามทิศของปฐพีพิภพ กองกำลังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งสองดินแดนกล่าวลาซึ่งกันและกัน กลับไปยังแต่ละประตูสำนักของตนเอง

กลุ่มคนของฟางจุ่นพาพวกเยี่ยนจ้าวเกอกลับมาถึงยังเขากว่างเฉิง โดยส่วนมากคนอื่นแยกย้ายกระจายกันไป เยี่ยนจ้าวเกอกลับตามฟางจุ่นไป ทั้งสองรุดหน้าไปพบหยวนเจิ้งเฟิง เจ้าสำนักรุ่นปัจจุบัน

ภายในตำหนักใหญ่ของสำนัก หยวนเจิ้งเฟิงนั่งอยู่ที่ตำแหน่งประมุข คอยท่าอยู่ตรงนั้นก่อนแล้ว

ขนาบเขาทั้งสองข้าง แบ่งออกเป็นเยี่ยนตี๋ สือเถี่ย และผู้อาวุโสเก่าแก่ทั้งสองท่านของสำนัก

ฟางจุ่นและเยี่ยนจ้าวเกอแสดงการคำนับต่อกลุ่มของหยวนเจิ้งเฟิง ไม่เหมือนเช่นคราวก่อนที่ชายหนุ่มมาพบเจ้าสำนัก ครานี้ ฟางจุ่นไม่ได้นั่งลงแต่อย่างใด แต่กลับยืนอยู่ที่เดิม อันดับแรกเขารายงานเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของทะเลสาบปิดนภาให้แก่หยวนเจิ้งเฟิงอย่างครบถ้วนสมบูรณ์

กลุ่มหยวนเจิ้งเฟิงได้เห็นรายงานของฟางจุ่นก่อนหน้านี้แล้ว แต่ถึงอย่างไรเวลานี้ก็ยังคงตั้งใจฟังฟางจุ่นเองบรรยายด้วยคำพูด

ฟางจุ่นพูดจาเป็นระเบียบแบบแผนชัดเจน ภววิสัยเที่ยงธรรม ตรงที่ยังไม่แน่ใจนักสำหรับตนเอง ก็ไม่เพิ่มการตัดสินด้วยอัตวิสัยใดๆ เพียงแค่ยกข่าวคราวที่ตนรู้ เล่าออกมาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์โดยไม่มีความรู้สึกส่วนตัว

หลังจากฟางจุ่นกล่าวจบ หยวนเจิ้งเฟิงก็ผงกศีรษะช้าๆ ไม่ได้รีบเอ่ยอันใดขึ้น แต่มองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ “จ้าวเกอก็ลองพูดบ้างเถิด”

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ เหมือนเช่นฟางจุ่น หลังเล่าเรื่องราวหลังจากที่ตนเองเข้าสู่มหากลแดนมารออกมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย นอกจากปิดบังจุดสำคัญเล็กน้อยบางส่วนแล้ว ก็รวบรวมข้อมูลรายงานไปตามความเป็นจริงจนหมดสิ้น

รวมถึงความเข้าใจตระหนักของตนก่อนหน้านี้ที่มีต่อท่วงทำนองพลัของงดวงตาราชันสายฟ้า ดูดซับจิตวิญญาณ ด้วยเหตุนี้จึงเลื่อนขึ้นจากขึ้นเคียงนภาระยะต้นไปเป็นขั้นเคียงนภาระยะกลาง

และรวมไปถึงว่าตนเองศึกษามหาค่ายกลแดนมารอย่างละเอียดอย่างไร ด้วยเหตุนี้จึงอาศัยอานุภาพของดวงตาราชันสายฟ้าทำลายค่ายกลได้

หลังจากหยวนเจิ้งเฟิงฟังจนจบแล้ว จึงกล่าวว่า “จ้าวเกอ ครั้งนี้เจ้าทำได้ดีมาก ดีเป็นอย่างยิ่ง”

“ยังออกจะโชคดีโดยไม่คาดคิดอยู่บ้างขอรับ หากสามารถศึกษามหาค่ายกลแดนมารนั่นได้ละเอียดลึกซึ้งยิ่งกว่านี้ อาจจะง่ายยิ่งกว่านี้พอควร” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยตอบ

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ต้องมองดูพวกศิษย์พี่เยี่ยแห่งเมืองทะเลมรกต และศิษย์น้องจางแห่งหอคลื่นโหมถูกเจ้าเศษสวะหลิวเซิ่งเฟิงนั่นทรมาน”

ใบหน้าสือเถี่ยเคร่งขรึมจริงจัง สีหน้าอารมณ์เจือความนุ่มนวลอันพบได้ยากอยู่หลายส่วน “เจ้าทำได้ดียิ่งแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงความสามารถ ด้วยระดับขั้นปรมาจารย์ถลันดิ่งสู่ใจกลางแดนมาร ลองขัดขวางการเยื้องกรายของนพยมโลก เพียงแค่ความเด็ดเดี่ยวและใจกล้ารอบรู้ส่วนนี้ ก็หาได้ยากมากแล้ว”

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้ายังไม่ใช่แค่อวดความกล้าชั่ววูบเท่านั้น แต่มีรอบรู้อย่างแท้จริง”

ที่ฝั่งตรงข้ามสือเถี่ยและเยี่ยนตี๋ ผู้อาวุโสเก่าแก่สองท่าน ผงกศีรษะเบาๆ เช่นเดียวกัน “ไม่เลว ครั้งนี้เจ้าทำได้ดีมาก”

ในเวลานี้เยี่ยนตี๋กลับไม่กล่าวอะไรเลยเสียด้วยซ้ำไป เพียงแค่ยิ้มมองเยี่ยนจ้าวเกอเท่านั้น

เยี่ยนจ้าวเกอมองเห็นรอยยิ้มอันพบได้ยากยิ่งยวด จากบนใบหน้าบิดาของตนออกอย่างเด่นชัดอยู่หลายส่วน

นั่นชัดเจนว่าเป็นรอยยิ้มที่ภาคภูมิใจและอวดดีอยู่บ้าง คล้ายกับว่ากำลังโอ้อวดบุตรชายที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ของตนโดยไร้สุ้มเสียง

ด้วยอายุและฐานะของเยี่ยนตี๋ในปัจจุบันแล้ว อยากจะเห็นเขาเผยสีหน้าท่าทางเช่นนี้ออกมาต่อหน้าคนอื่นๆ ยากเสียกว่าขึ้นสวรรค์อย่างแท้จริง

หยวนเจิ้งเฟิงที่อยู่บนบัลลังก์ เห็นได้ชัดว่าเก็บอารมณ์อย่างยิ่งยวดเช่นกัน แต่จู่ๆ ชายชราก็คล้ายกับเด็กซนก็ไม่ปาน เอียงศีรษะมองเยี่ยนจ้าวเกอวูบหนึ่ง

เยี่ยนจ้าวเกอถูกเขามองอย่างแปลกประหลาดยากจะเข้าใจ ก่อนจะได้ยินเขากล่าวว่า “จ้าวเกอ ตอนนี้ข้าปวดหัวไปหมดแล้ว เจ้าสร้างคุณูปการเร็วเกินไป อีกทั้งความดีความชอบก็ยิ่งใหญ่กว่าเดิม สำนักล้วนไม่รู้ว่าควรจะบำเหน็จเจ้าด้วยอะไรแล้ว”

“บำเหน็จเบาเกินไปน่ะหรือ ไม่เหมาะสม ไม่ยุติธรรมกับเจ้า แล้วก็ขัดต่อหลักการในการบำเหน็จและลงโทษอย่างเป็นธรรมของสำนักอีกด้วย”

“แต่ในทางกลับกัน ทรัพย์สินสะสมที่ไม่เพียงพอของสำนักนี้ ไม่นานนักก็จะถูกเจ้าควักไปหมดเกลี้ยง จนหมดรางวัลที่จะบำเหน็จแล้ว”

หยวนเจิ้งเฟิงไม่ใช่คนที่มีอุปนิสัยเคร่งขรึมจริงจังแต่อย่างใด ชายชรากลับจะอบอุ่นใจกว้างเสียด้วยซ้ำไป ในตอนที่อารมณ์ดี ก็จะหยอกล้อผู้อ่อนอาวุโสเหมือนเช่นตอนนี้

กระนั้น นี่ไม่ได้ทำลายลักษณะอันน่าเกรงขามของเขาแต่อย่างใด ความน่าเกรงขามของเจ้าสำนักกว่างเฉิงรุ่นปัจจุบัน แต่ไหนแต่ไรไม่ได้อาศัยใบหน้าสร้างขึ้น

เมื่อมีคนที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำอยู่จริงๆ หยวนเจิ้งเฟิงก็จะทำให้พวกเขารู้ว่าเหตุใดตนถึงได้ถูกขนานนามว่าฝีมือสูงเทียมนภา

เยี่ยนจ้าวเกอค่อนข้างจะเข้าใจหยวนเจิ้งเฟิงเช่นกัน ได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าเสียแล้วยิ้มกล่าว “ท่านอาจารย์ปู่ให้ตามแต่ท่านเห็นสมควรก็พอแล้วขอรับ ท่านใจกว้างเสมอมา ย่อมไม่เอาเปรียบข้าเป็นแน่แท้”

หยวนเจิ้งเฟิงหัวร่อพลางชี้นิ้วไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ “เจ้านี่”

สายตาเขามองไปยังสือเถี่ย อีกฝ่ายพยักหน้า จากนั้นจึงมองเยี่ยนจ้าวเกอพลางกล่าวว่า “บำเหน็จที่จะให้เจ้า ก็คืออภิสิทธิ์ข้อหนึ่ง”

“นับแต่วันนี้เป็นต้นไป เมื่อเจ้าประสบพบเหตุการณ์ใด ล้วนตัดสินใจกระทำจัดการเฉพาะหน้า ระดมทระพยากรสำนักเพื่อช่วยเหลือได้เองโดยไม่ต้องรายงาน เพียงแค่หลังจากเหตุการณ์ยุติลงค่อยรายงานก็พอ”

หลังสือเถี่ยเว้นวรรคเล็กน้อยครู่หนึ่ง กล่าวว่า “ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม”

เยี่ยนจ้าวเกอผ่อนลมหายใจยาวคำหนึ่ง

อำนาจข้อนี้ ในประวัติศาสตร์ทั้งเขากว่างเฉิง ตั้งแต่สถาปนาเปิดสำนักจวบจนปัจจุบัน ยังไม่เคยมีจอมยุทธ์ปรมาจารย์คนใดได้รับมาก่อน!