191-195
บทที่ 191
เยี่ยนจ้าวเกอพูดไม่ทันขาดคำ เศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าที่ฝังอยู่บนเจดีย์สูงสีทอง คล้ายกับถูกยึดติดเอาไว้ พลันเปล่งแสงรุนแรงออกมาครู่หนึ่ง!
เจดีย์สูงสีทองสั่นไหวอย่างรวดเร็วตามการเปล่งแสงระยิบระยับครู่หนึ่งนี้
การสั่นไหวของเจดีย์สูงสีทอง เชื่อมกับทั้งมหาค่ายกล เหมือนกับว่าโยกคลอนเล็กน้อยด้วยเช่นกัน
เงาประตูสีแดงที่ทอดลงบนพื้นสั่นไหวอย่างรุนแรง มิติเวลาราวกับแข็งตัวในชั่วขณะ
พลังปราณนพยมโลกน่าพรั่นพรึงไร้ขอบเขตที่ทำให้ผู้คนตกใจกลัวนั่น คล้ายกับอับแสงลงเล็กน้อยในชั่วขณะหนึ่งเช่นกัน
กลางท้องฟ้า ในภูเขาเทพสีดำนั้น เกิดเสียงแผดคำรามของผู้อาวุโสโม่ดังขึ้นไม่ขาดสาย!
ผู้กลายเป็นมารภายในโลกหล้าแดนมารทั้งหมด ได้รับผลสะท้อนกลับจากนพยมโลก สั่นคลอนจิตใจ ต่างก็ปรากฎให้เห็นความซึมกะทือวูบหนึ่ง
ในขณะเดียวกันนั้น ร่างเยี่ยนจ้าวเกอก็วับวาบ เลือนหายไปจากที่เดิม
ขณะนั้น แสงมรกตสายหนึ่งทอแสงขึ้นฉับพลัน สายรุ้งทอดยาวผ่านนภา พริบตาเดียวทะลุผ่านอากาศ ตัดตรงไปยังเบื้องหน้าของหลิวเซิ่งเฟิง!
หลังจากเลื่อนลอยอยู่ชั่ววูบ หลิวเซิ่งเฟิงถึงหลุดออกจากภวังค์ เกือบจะลงมือออกแรง บีบศีรษะจางเหยาให้แหลกไปโดยไม่รู้ตัว!
ทว่าสำหรับจอมยุทธ์เช่นเยี่ยนจ้าวเกอ เพียงเสี้ยววินาทีนี้ก็ยาวนานพอแล้ว!
แสงมรกตกะพริบ โลหิตสดๆ สาดกระเซ็น!
หลิวเซิ่งเฟิงส่งเสียงฮึดฮัดอู้อี้ แขนที่บีบแก้มจางเหยาไว้ ถูกกระบี่เยี่ยนจ้าวเกอสับขาด!
ผู้ตกเป็นมารทั้งสองข้างกายเขา เวลานี้ก็ได้สติกลับคืนเช่นกัน ไม่มีเวลาจะสนใจหลิวเซิ่งเฟิง ทั้งสองต่างยกมือขึ้นพร้อมกัน!
เชือกหนาสองเส้นลอยออกไป บนเชือกหนาปรากฎให้เห็นอาคมยันต์หลากสาย
ชั่วพริบตานั้น ลำแสงอันแรงกล้าส่องสว่างขึ้น กลายสภาพเป็นลูกแสงลูกหนึ่ง กำลังจะผนึกเยี่ยนจ้าวเกอไว้ด้านใน!
เยี่ยนจ้าวเกอไม่แม้แต่จะมอง เขาพลิกมือซ้ายครั้งหนึ่ง ภาชนะแก้วใบหนึ่งปรากฎออกมา ภายในภาชนะทอแสงสีโลหิตระยิบระยับ
หลังจากทำลายตาข่ายรังไหมโลหิตของหลินโจวครั้งก่อน เยี่ยนจ้าวเกอก็สร้างหลอดเลือดอสูรอีกครั้ง
แสงโลหิตกระโจนออกไป ฉับพลันนั้นก็ทำลายเขตอาคมที่มีรูปร่างเป็นลูกแสงทรงกลมนั้นลง!
ผู้ตกเป็นมารทั้งสองต่างก็มุ่นคิ้วเป็นปมแน่น เขตอาคมแก่กล้าของพวกเขานั้น อาศัยชัยภูมิที่ได้เปรียบของแดนมาร พอที่จะผนึกปรมาจารย์ขั้นฝ่านภาได้ช่วงเวลาหนึ่ง ต่อให้เป็นมหาปรมาจารย์ก็ล้วนผนึกไว้ได้พักหนึ่งเช่นกัน
แต่ใครจะคาดคิดว่า เยี่ยนจ้าวเกอตีฝ่าทะลวงเขตอาคมได้ทันควัน โดยที่ไม่เกิดความติดขัดเลยแม้แต่น้อย!
ทั้งสองล้วนเป็นกลุ่มที่ชำนาญในการโจมตีสังหาร หากไม่บรรลุเป้าหมายในครั้งแรก ก็จะไม่มีความลังเล และทำการรุกโจมตีครั้งที่สองในทันใด
ผู้ตกเป็นมารหนึ่งในนั้นร้องเสียงทุ้มต่ำ พลางลอยตัวขึ้นถีบเท้าข้างหนึ่งตรงไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ
ครั้นเขายกขาข้างหนึ่งออกไป ปราณจิตรากลายเป็นโลกลวงตาโดยฉับพลัน กระแสคลื่นอันไร้ที่สิ้นสุดม้วนไปทางเยี่ยนจ้าวเกอ
ขาของจอมยุทธ์ผู้นี้ส่งวัฏจักรออกไป ราวกับพายุคลื่นทะเลต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด คลื่นหนึ่งสูงกว่าอีกคลื่นหนึ่ง มะรุมมะตุ้มไปทางเยี่ยนจ้าวเกอ
ชายหนุ่มคิดที่จะประจัญหน้ากับศัตรูผู้กลายเป็นมารอีกคนหนึ่ง สองมือของเขาประกบเป็นวงแหวน ปราณจิตราจำนวนมากรวมเข้าด้วยกันจนล้นทะลัก ระเบิดแสงแรงกล้าออกมา ในช่องว่างระหว่างมือทั้งสองของเขา
ปราณจิตราทั่วกายของคนผู้นี้รวมตัวกัน ก่อรูปเป็นลูกแสงทรงกลมมหึมาลูกหนึ่ง จากนั้นเขาก็ผลักทั้งสองมือ จากอีกทิศทางหนึ่งไปทางเยี่ยนจ้าวเกอ!
ลูกแสงขนาดมหึมาไม่เพียงแต่ครอบเยี่ยนจ้าวเกอเอาไว้ ยิ่งกว่านั้นคือม้วนเอาเยี่ยฉงโจว จางเหยา และคนอื่นๆ ที่ล้มเปลี้ยลงบนพื้นขึ้นไปด้วยเช่นกัน
ถ้าหากเยี่ยนจ้าวเกอจัดการไม่รอบคอบ พวกเยี่ยฉงโจวก็จะโดนลูกหลงไปด้วยทันที
หากช่วยกลุ่มของเยี่ยฉงโจวต้านทาน การรุกโจมตีของคู่ต่อสู้อีกคนก็จะยิ่งคุกคามเยี่ยนจ้าวเกอ!
กลุ่มของเยี่ยฉงโจวเบิกตากว้าง รำพึงกับตนว่าถ้าหากอยู่ต่างแดน เกรงว่ายากที่จะโต้ตอบสถานการณ์ที่อันตรายเช่นนี้!
“เขาจะทำอะไร?” ในใจหร่วนผิงบีบแน่น
จางเหยาเผลออ้าริมฝีปากออกโดยไม่ได้ตั้งใจ “ศิษย์พี่เยี่ยน…”
เยี่ยฉงโจวกำหมัดแน่น “อย่าสนใจพวกข้า เวลาแบบนี้ป้องกันตัวเจ้าเองก่อนเถอะ!”
แววตาหลิวเซิ่งเฟิงดุร้าย กุมปากแผลบริเวณต้นแขนของตนไว้ จี้หยกสีดำที่แขวนอยู่ตรงช่วงเอวบัดนี้ลอยขึ้น กลายสภาพเป็นลำแสงสว่างไสว เชื่อมอยู่บนแขนที่ขาดของเขา!
“เยี่ยนจ้าวเกอ!” หลิวเซิ่งเฟิงแผดเสียงดังกึกก้อง บริเวณปากแผลแขนขาดของเขา แสงสีดำผนึกกลายเป็นแขนใหม่ชั่วคราวอย่างมิคาดคิด!
ปราณจิตราทั่วร่างเขารวมตัวกัน จากนั้นก็ผลักฝ่ามือทั้งสองออก โจมตีไปทางเยี่ยนจ้าวเกอพร้อมกัน!
ครั้นรู้ว่าบนกายเยี่ยนจ้าวเกอมีอาวุธวิญญาณอยู่หลายชิ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ชายหนุ่มอาศัยอาวุธวิญญาณมาโจมตีปะทะ พวกหลิวเซิ่งเฟิงจึงอ้าปากตะโกนเสียงดังพร้อมกัน
แสงอาทิตย์สายหนึ่งพ่นออกมาจากปากของแต่ละคน ผนึกกันเป็นวงแหวนอยู่ในอากาศ
วงแหวนทรงกลมไม่ใช่อาวุธวิญญาณแต่อย่างใด ทว่าเป็นอาวุธวิเศษที่พิเศษชิ้นหนึ่ง
ระหว่างที่แสงอาทิตย์เปล่งประกาย เยี่ยนจ้าวเกอก็สูญเสียการเชื่อมต่อระหว่างตนเองกับอาวุธวิญญาณไป
หลังจากเห็นดังนั้น เยี่ยนจ้าวเกอก็ยังไม่รีบร้อน แววตาของเขาเรียบนิ่ง ทว่าร่างกายพลันสว่างจ้า ก่อนจะยื่นมือข้างหนึ่งไปข้างหน้า รูปร่างเหมือนกับภาพฉากลวงตา!
ยึดครองทะเลแลดารา กลืนมังกรทั้งเป็น ราชาอสรพิษสวรรค์หลังมีสิบสองปีกราวกับปรากฏบนโลกหล้าอีกครั้ง!
เยี่ยนจ้าวเกอยื่นมือคว้าไป ทำลายคลื่นทะเล จับขาขวาของอีกฝ่ายเอาไว้
ชายหนุ่มไม่รอให้ผู้ตกเป็นมารคนนั้นได้เคลื่อนไหวสักก้าว เขาหันหลังกลับ พลางออกแรงแขนย้อนกลับไปอย่างแรง!
ชั่วขณะถัดมา ทั้งร่างของผู้ตกเป็นมารผู้นี้ก็ถูกเยี่ยนจ้าวเกอเหวี่ยงออกทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าไปอีกทิศ!
ทิศทางนั้นก็คือตำแหน่งที่ลูกแสงทรงกลมมหึมา ที่อีกคนผลักฝ่ามือทั้งสองออกมาพร้อมกันอยู่นั่นเอง!
ท่ามกลางเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น คู่ต่อสู้คนแรก ถูกเยี่ยนจ้าวเกอทำเป็นโล่มนุษย์ทั้งเป็น ต้านทานการรุกโจมตีอันโหดเหี้ยมของคู่ต่อสู้คนที่สอง!
ธารไหลอันบ้าคลั่งกระจายไปทั้งสี่ทิศ ทว่าไม่อาจทำร้ายเยี่ยนจ้าวเกอได้ และก็ไม่อาจทำร้ายกลุ่มเยี่ยฉงโจวและจางเหยาได้เช่นกัน
หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอสะบัดแขน คนทั้งร่างก็พุ่งถลาออกไปประหนึ่งสายฟ้าก็ไม่ปาน ฝ่ามือหนึ่งไล่ไปบนร่างผู้ตกเป็นมารคนแรกที่ต้านทานแทนตนเองต่อเนื่องไป
คนผู้นั้นโจมตีสหายตนเองสุดพลังติดๆ กัน เดิมทีก็บาดเจ็บสาหัสอยู่แล้ว เวลานี้ถูกเยี่ยนจ้าวเกอซ้ำเติมด้วยฝ่ามืออีก ชีวิตก็หาไม่ทันที!
ขณะนั้น ภายในเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าที่อยู่บนเจดีย์สูงสีทอง ก็ส่งเสียงดังโครมครามออกมา!
ไข่มุกวิเศษสีม่วงพลันสั่นสะในระดับสายตาคนแทบจะมองไม่ทัน ราวกับว่าจักรพรรดิอัสนีโบราณกาลกะพริบตาลงวูบหนึ่งเท่านั้น!
สายฟ้าบ้าระห่ำอันไร้ที่สิ้นสุด ระเบิดปะทุออกมาทั้งหมดในชั่วเวลาอันสั้นนี้!
ชั่วพริบตาที่สายฟ้าสว่างวาบ มันเผาไหม้ทุกสิ่งทุกอย่าง รวมพลังทั้งหมดไว้แล้วผลิบานออกทั้งหมดในชั่วขณะเดียว!
ภายใต้แสงอัสนีเจิดจ้า สีหน้าเยี่ยนจ้าวเกอไม่เปลี่ยนแปลง ฝ่ามือดันศพของคู่ต่อสู้คนแรกเอาไว้ คล้ายกับยกชูโล่กำบังไว้ แล้วกระแทกต่อไปทางคู่ต่อสู้คนที่สอง!
ศัตรูกัดฟันกรอด ผลักฝ่ามือทั้งสองออกไปอีกครั้ง ต้องการจะอัดศพสหายรวมทั้งเยี่ยนจ้าวเกอให้แหลกลานไปพร้อมกัน!
ทว่าชั่วเสี้ยววินาทีที่ทั้งสองฝ่ายเข้าใกล้กัน ร่างเยี่ยนจ้าวเกอปราดเปรียวคล้ายกับวานรก็ไม่ปาน พลันพลิกหมุนทันที
ฝ่ามือศัตรูโจมตีศพร่างนั้นจนแหลก แต่เยี่ยนจ้าวเกอกลับปรากฎตัวอยู่ข้างกายเขา ฝ่ามือที่บ้าคลั่งใช้พลังถล่มนภา อัดเขาอย่างโหดเหี้ยมจนร่วงลง!
ท่ามกลางเสียงดังระเบิด คู่ต่อสู้คนที่สองถูกฝ่ามือเยี่ยนจ้าวเกอตบจนกะโหลกศีรษะแหลกละเอียด!
เวลานี้ หลิวเซิ่งเฟิงที่ไล่ตามเยี่ยนจ้าวเกอสุดชีวิต เพิ่งจะตามหลังเยี่ยนจ้าวเกอทัน
เยี่ยนจ้าวเกอหันกลับมา ดวงตาทั้งสองดุจสายฟ้า จ้องมองยังหลิวเซิ่งเฟิง
หลิวเซิ่งเฟิงรู้สึกหวั่นใจในทันที แสงสายฟ้าส่องสะท้อนจนสีหน้าเขาเป็นสีม่วงอมน้ำเงิน
ส่วนเยี่ยนจ้าวเกอก็ก้าวเท้ารุดหน้า ต่อยหมัดตรงดิ่งมาทางหลิวเซิ่งเฟิง!
ปราณจิตราเกาะกลุ่ม เพลิงคุโชนโชติช่วงมืดฟ้ามัวดิน กวาดล้างปีศาจมารร้ายทั้งหมด
หลิวเซิ่งเฟิงไม่กล้าลังเลแม้แต่น้อย แขนใหม่ที่กลายสภาพมาจากแสงสีดำ ต่อยหมัดหนึ่งออกไปเช่นกัน!
ขณะที่ลำแสงทอประกายวาบ ก่อรูปกลายเป็นภาพฉากลวงตา ในแสงสีดำราวกับมีมารชั่วร้ายมากมายส่งเสียงคำรามดุร้ายออกมาพร้อมกัน!
เยี่ยนจ้าวเกอต่อยหมัดหนึ่งออกไป เสียงพยัคฆ์ร้องมังกรคำรามดังขึ้น พลังอันน่าพรั่นพรึงพังทลายเงาแสงมารชั่วร้ายนับไม่ถ้วนจนดับสูญ ไร้เทียมทาน!
บทที่ 192
เยี่ยนจ้าวเกอต่อยหมัดขวาออก จากนั้นก็ก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่งทันที มือซ้ายงอศอกตามแนวขวาง!
จากนั้นชายหนุ่มก็ก้าวฝีเท้าที่สามออกไป ร่างกายหยุดนิ่งเล็กน้อย กระแทกไหล่ขวาโจมตีไปด้านหน้าอย่างรุนแรง!
ชั่วเวลาดีดนิ้วโจมตีส่งเสียงฟ้าผ่าสะท้านกระหน่ำสามหน!
การโจมตีแรกด้วยหมัดมือขวาของเยี่ยนจ้าวเกอ ต่อยอัดจนแขนใหม่ของหลิวเซิ่งเฟิงที่แปรสภาพมาจากแสงสีดำสายนั้นแหลกละเอียด!
หลิวเซิ่งเฟิงตกใจ หลบไม่ทัน ทำได้เพียงต้านซึ่งๆ หน้า กายาเทพแห่งขุนเขาที่ประสบผลสำเร็จใหม่อีกครั้งเนื่องด้วยการกลายเป็นมารโคจรจนถึงขีดสุด
ทว่าเยี่ยนจ้าวเกองอศอกแขนซ้าย ศอกถองไปที่หน้าอกหลิวเซิ่งเฟิงประหนึ่งสายฟ้าผ่าสะท้าน!
สีหน้าหลิวเซิ่งเฟิงซีดเผือดทันใด!
กายาเทพแห่งขุนเขา แตกสลายอีกครั้ง!
ถัดมา เสียงสายฟ้าพลันดังสะท้าน เยี่ยนจ้าวเกอเสริมการโจมตีที่สามของตน กระแทกไหล่ขวาไปที่ช่วงอกและท้องของหลิวเซิ่งเฟิงลั่น!
‘พลั่ก’ เสียงดังไม่ชัดเจนนัก เยี่ยนจ้าวเกอราวกับกระแทกภูเขาใหญ่ล้มด้วยไหล่อันหนักแน่น ร่างกายหลิวเซิ่งเฟิงหวือออกไปในทันที!
ท่ามกลางเสียงร้องเรียกน่าเวทนา หลิวเซิ่งเฟิงกระอักโลหิตสดอย่างบ้าคลั่ง ปราณจิตราทั่วร่างถูกเยี่ยนจ้าวเกอกระแทกโจมตีจนแตกซ่าน
หน้าอกของหลิวเซิ่งเฟิงบุบลงไปเป็นหลุมใหญ่ โครงกระดูกสีขาวที่แหลกละเอียดมากมายบิดเบี้ยว ทิ่มแทงเลือดเนื้อออกมาภายนอกโดยตรง
หลิวเซิ่งเฟิงล้มลงบนพื้นเหมือนกับกระเป๋าผ้าอย่างไรอย่างนั้น ทั่วกายไร้เรี่ยวแรง หายใจรวยริน เปล่งเสียงไม่ได้ศัพท์ออกมาจากในปาก ฟองโลหิตไหลนองออกมาตลอดเวลา
แม้พลังความสามารถเขาจะยกระดับขึ้นเนื่องจากกลายเป็นมาร แต่เยี่ยนจ้าวเกอในขณะนี้ เทียบกับตอนประมือกันตอนแรกแล้ว กลับมีพัฒนาการยิ่งกว่า!
ภายใต้แสงสายฟ้าวับวาบ ประกายตาเยี่ยนจ้าวเกอเย็นยะเยือก มองดูหลิวเซิ่งเฟิงที่ล้มลงบนพื้นด้วยสีหน้าและท่าทางสงบเงียบ “ข้าเคยบอกไว้ว่า ศิษย์พี่เยี่ย ศิษย์น้องจาง พวกเขามีโอกาสที่จะแก้แค้นเจ้าด้วยมือพวกเขาเอง”
หลิวเซิ่งเฟิงเบิกตาโพลง ร่างกายตะเกียกตะกายดิ้นรน แต่แค่จะขยับนิ้วก้อยขึ้นมาก็ยังยากลำบาก
เป็นตามคำพูดของเยี่ยนจ้าวเกอ บนเจดีย์สูงสีทอง เศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าเปล่งแสงสว่างวาบอย่างหาที่สุดไม่ได้ ปล่อยสายฟ้าออกมาไม่มีที่สิ้นสุดอย่างรวดเร็ว
หลังจากชั่วเสี้ยวขณะ ลำแสงจากดวงตาราชันสายฟ้าพลันมืดสลัวทันใด เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับว่าปรากฎการณ์น่าหวาดกลัวเมื่อครู่เป็นความรู้สึกลวงทั้งสิ้น
กระนั้นเสียง ‘ปังๆๆ ’ กลับดังขึ้นต่อเนื่องอยู่ข้างหู
แสงโชติช่วงบนเจดีย์สูงสีทองพลันกระจายหายไปจนสิ้น แสงวิบวาบหายไปจากพื้นผิว เปลี่ยนเป็นคล้ายกับเสาหินธรรมดาทั่วไป
พื้นผิวเจดีย์สูงเต็มไปด้วยรอยแตก ทั้งยังแตกเป็นเศษเล็กเศษน้อยตลอดเวลา ร่วงหล่นตกไปยังเบื้องล่างราวกับหินอุกกาบาต
อักขระค่ายกลสีดำทุกสายที่พันรอบเจดีย์สูงประหนึ่งโซ่ก็มิปาน เกิดสั่นไหวอย่างพร้อมเพรียงกัน จากนั้นเหมือนกับทนต่อระยะทางที่ไม่อาจจะต้านทานได้ ดึงรั้งจนตรงแหน็ว
จากนั้น อักขระค่ายกลเหล่านี้ก็ขาดออกทุกเส้นสาย!
อักขระค่ายกลจำนวนมากม้วนย้อนกลับไปในหมอกดำที่หดกลับทั้งสี่ทิศ ทั้งมหาค่ายกลเริ่มผกผันกลับอย่างคาดไม่ถึง!
เสียงแผดร้องคำรามของผู้อาวุโสโม่ดังขึ้นกลางท้องฟ้า ไกลออกไปมีเสียงร้องตะโกนประหลาดและเสียงตวาดอย่างโกรธเกรี้ยวของยอดฝีมือภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตคนอื่นๆ ดังขึ้นต่อเนื่องเป็นระลอก
สิ่งที่ทำให้หลิวเซิ่งเฟิงสิ้นหวังก็คือ เขาล้มเอนลงบนพื้น ดิ้นรนพยายามบิดต้นคอ พลางมองไปยังประตูแสงสีแดงที่อยู่ในอากาศนั้น
เขาอยากจะขยับคอก็ยากเย็น แต่พอพยายามเหลือบมองทางหางตากลับเห็นว่า ประตูแสงสีแดงบนท้องฟ้าที่เดิมทีตั้งตรงอยู่บนยอดสูงสุดของเจดีย์สูง ยามนี้เริ่มกระจัดกระจายสลายไป ตามการพังทลายลงของเจดีย์สูงด้วยเช่นกัน!
ไม่ต้องถามก็รู้ได้ว่าประตูของนพยมโลกจริงๆ ที่ทอดเงาลงพื้นดิน และเดิมทีจะเปิดออกอยู่รอมร่อ บัดนี้ไร้ซึ่งความหวังแล้วเช่นกัน!
เวลานี้เยี่ยฉงโจว หร่วนผิง หลี่จิ้งหว่าน เซียวอวี่ และจางเหยาต่างก็มีแววตาซึมกะทือเช่นกัน
ในสายตาพวกเขา ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวังกลับพลิกผันอย่างรวดเร็ว!
ภายในแดนมารแสงสีแดง เจดีย์สูงตระหง่านพังทลายแตกออกเป็นเสี่ยงๆ กลายเป็นเศษหินจำนวนมากตกลงมาราวกับห่าฝน
ร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอที่ยืนอยู่เบื้องล่าง ประดุจเทพสวรรค์จุติโลกมนุษย์ก็มิปาน
พลังปราณของนพยมโลกอันน่าพรั่นพรึงนั่น หลังจากหยุดชะงักเล็กน้อย ก็สั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง ทว่ากลับเผลอเผยสภาพเข้าตาจนออกมาให้เห็น
สายฟ้าชั่วพริบตา ในชั่วเสี้ยววินาที ลุกไหม้ระเบิดปะทุพลังทั้งหมดออกมาพร้อมกัน อานุภาพแก่กล้าองอาจ
เศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้า ภายใต้การขับเคลื่อนของเยี่ยนจ้าวเกอ โยกคลอนแกนศูนย์กลางมหาค่ายกลแดนมารอย่างแท้จริงซึ่งทำให้คนอื่นยากจะปักใจเชื่อ
หลังจากลุกไหม้ครั้งหนึ่งแล้ว เศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าตกอยู่ในสภาวะหลับใหลโดยที่ไม่อาจควบคุมได้ ไข่มุกวิเศษสีม่วงเปลี่ยนเป็นมืดสลัว ไร้ซึ่งพลังปราณทั้งสิ้น เข้าสู่สภาวะจำศีลรอคอยการฟื้นฟู
จิตวิญญาณปราณและของเหลวบนตัวเยี่ยนจ้าวเกอ ที่เชื่อมกันกับเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าอย่างแนบแน่น ก็เริ่มถดถอยลงอย่างรวดเร็วในชั่วขณะนี้เช่นกัน
ทว่าในยามนี้เอง ประกายกระบี่สายหนึ่งส่องสว่างขึ้น!
ประกายกระบี่สุกสกาว สว่างไสวดุจเพลิง เนื้อในส่องสว่างและมืดครึ้มในชั่วขณะ พุ่งเป้าไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ!
สีหน้าท่าทางเยี่ยนจ้าวเกอมิเปลี่ยน มองดูจ้าวฮ่าวที่จู่โจมมาทางตนเองอย่างสงบเงียบ
จ้าวฮ่าวจ้องเยี่ยนจ้าวเกอเขม็งอย่างเย็นชา กระบี่ยาวแดงก่ำเล่มหนึ่งในมือเกิดธารแสงระยิบระยับประดุจเพลิงสวรรค์ ปรากฎเป็นอาวุธวิญญาณชิ้นหนึ่ง!
เซียวอวี่ฝืนลืมตา ในฐานะศิษย์ร่วมสำนักเขาเองก็รู้ สำนักเขาไร้พรมแดนไม่ได้มอบอาวุธวิญญาณแก่จ้าวฮ่าวแต่อย่างใด
การที่จ้าวฮ่าวถือโอกาสฝืนฟ้า มีของล้ำค่าติดกาย เยี่ยนจ้าวเกอกลับไม่ประหลาดใจ เพียงแค่เพ่งมองคมกระบี่ที่จู่โจมมาทางตนเองเท่านั้น
“พลังความสามารถเจ้าตอนนี้ลดน้อยลงอย่างมาก แต่ไรข้าไม่แยแสคนล้มแล้วเหยียบซ้ำ แต่ระดับพลังฝึกปรือเจ้าเดิมสูงกว่าข้า การประลองระหว่างเจ้ากับข้าตอนนี้ถึงจะนับว่ายุติธรรม”
จ้าวฮ่าวกล่าวด้วยความเย็นชา “ในการประชุมฝ่านภา ข้าติดต่อผ่านผู้อาวุโสโม่ ต้องการจะประลองกับเจ้าด้วยระดับเดียวกัน เจ้าไม่กล้าตอบรับการประลอง”
“แต่บัดนี้เจ้ากล้า ข้าย่อมต้องประมือ แต่หากเจ้าไม่กล้า ก็ต้องประมือเช่นกัน เพราะมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้า!”
กระบี่ยาวในมือเขา ในชั่วเวลาแสงสายฟ้าแลบและเพลิงของหินเหล็กไฟ พลังกระบี่แสดงออกราวกับไม่อาจหวนคืน
ประกายกระบี่ประดุจเพลิง มีแสงคล้ายกับแสงดาวน้อยๆ ทอแสงขึ้น ฝนดาวตกแต่ละสายไหลออกมาจากท้องฟ้า
ภายใต้กระบี่เดียว เจตจำนงกระบี่ที่แฝงไปด้วยความดุเดือดรุนแรงซ้ำยังลี้ลับมหัศจรรย์ แสงดาวและแสงเพลิงราวกับผสมผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียว
ประกายกระบี่ของกระบี่ยาวแดงก่ำ ค่อยๆ เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีทอง!
แสงเพลิงสีทองทั่วท้องฟ้ากระจายหายไป จากนั้นพลังทั้งหมดควบแน่นเป็นเส้นเดียว พุ่งเป้าไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ!
กระบี่เทพเพลิงกลั่นโอสถ ประกายเพลิงน้อยนิดท้องฟ้าไพศาล!
“เยี่ยนจ้าวเกอ ชักกระบี่ออกมา!” จ้าวฮ่าวเบิกตาตะโกนเสียงดัง “มาประมือกัน!”
พลังกระบวนท่ากระบี่ที่แผ่ออกมาสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ตามเสียงตะโกนนี้ของเขา ถึงแม้ว่าจะยังเป็นปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะท้าย ทว่าด้วยกระบี่เดียว กลับราวกับสามารถแยกฟ้าดินออกจากกันได้
ภายในระยะสั้นๆ นี้ ร่างกายจ้าวฮ่าวเหมือนกับเปลี่ยนเป็นสูงใหญ่อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ภายในลูกตาดำของเขามีเงาร่างคนคนหนึ่งปรากฎให้เห็นเลือนราง
เงาร่างนั้นถือกระบี่ขับร้องเพลงเสียงดัง โอหังป่าเถื่อน กำเริบเสิบสานไม่เกรงกลัวผู้ใด
กวัดแกว่งกระบี่หนึ่งออกไป หั่นฟ้าแยกดิน ประหนึ่งไม่มีสิ่งใดสามารถขัดขวางฝีเท้าของเขาได้
เห็นๆ กันว่าจ้าวฮ่าวยังอยู่แค่ระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะท้ายเท่านั้น ทว่าความน่าพรั่นพรึงของพลังกระบี่ก็ปกคลุมทั้งสี่ทิศ กดข่มจนจิตใจผู้คนสั่นไหว มือและเท้าอ่อนแรง
กลุ่มเยี่ยฉงโจวและจางเหยาต่างก็จิตใจสั่นคลอน ตื่นตระหนกตกใจตลอดเวลา
มีเพียงเยี่ยนจ้าวเกอ ที่มีสีหน้าท่าทางปกติตั้งแต่ต้น ใช้เพียงสายตาประหลาดใจเล็กน้อยมองดูจ้าวฮ่าวเท่านั้น
เผชิญหน้ากับจ้าวฮ่าวเช่นนี้ แม้เยี่ยนจ้าวเกอจะอ่อนกำลังลง แต่ก็ยังคงไม่ร้อนรน
แสงมรกตสายหนึ่งเปล่งแสงขึ้น ประจัญหน้าไปทางประกายกระบี่สีทองของจ้าวฮ่าว
ปราณสะอาดภายในจุดตันเถียนของเยี่ยนจ้าวเกอกระจายออก กลุ่มธาตุปราณบริสุทธิ์ผุดออกมาจำนวนมาก เพลิงและน้ำแข็งปรากฎพร้อมกัน หยินหยางปรองดอง
ปราณจิตราของเขาไม่ร้อนแผดเผาหรือเย็นเยียบอีกต่อไป ทว่าเป็นกลุ่มธาตุปราณสลัวๆ ตั้งแต่ตน ไร้หยินไร้หยาง ไร้เริ่มต้นไร้สิ้นสุด
ชั่วพริบตาเดียว กลุ่มธาตุนี้พลันระเบิดออก!
ไม่ใช่มังกรเขียวในแขนเสื้อ ไม่ใช่กระบี่เจ็ดดารา ไม่ใช่กระบี่มังกรเมฆา ไม่ใช่เพลงกระบี่รูปแบบอื่นใด และไม่ใช่วิชาวรยุทธ์อื่นใดด้วยเช่นกัน
ความคิดเยี่ยนจ้าวเกอเปิดกว้างชัดเจน ในขณะนี้ทุกสิ่งที่เรียนมาทั้งกายคล้ายกับหลอมรวมอยู่ในเตาทั้งสิ้น จากนั้นก็ใช้รูปแบบอันไม่อาจอธิบาย หลอมรวมพลังหลากหลาย ระเบิดออกมาพร้อมกัน!
ราวกับรับสรรพสิ่งเข้ามาในกลุ่มธาตุ จากนั้นกลุ่มธาตุก็ดับสูญ จักรวาลเปิดออกอีกครั้ง!
ประกายกระบี่เขียวมรกตและประกายกระบี่สีทอง พบเจอกันในอากาศโดยตรง!
แสงทองแตกเป็นเสี่ยงๆ ครั้นเห็นสีหน้ายากจะปักใจเชื่อของจ้าวฮ่าวแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็พึมพำเสียงเบา “เจ้าคนอวดฉลาด เจ้าอยากตายอีกรอบใช่หรือไม่?”
บทที่ 193
กระบี่วิญญาณสองเล่มต่อสู้กันอยู่กลางท้องฟ้า เล่มหนึ่งสีเขียวมรกต เล่มหนึ่งสีทองบริสุทธิ์
เยี่ยนจ้าวเกอกวัดแกว่งกระบี่ออกไป ในกระบวนท่าปรากฏการดับสลายของกลุ่มธาตุหลายกลุ่ม และภาพการเปิดออกของจักรวาลอันกว้างใหญ่อย่างเหนือความคาดหมาย
ประหนึ่งกับการปิดฉากของทุกสิ่ง ทั้งยังคล้ายกับจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งด้วยเช่นกัน
ครั้นถึงขีดสุดของประกายกระบี่ ทันใดนั้นประกายกระบี่ของเปลวเพลิงสีทองที่ส่องประกายเพลิงน้อยนิดของจ้าวฮ่าว ก็พลันสูญสิ้นในทันใด
กระบี่เผาไหม้โชติช่วงในมือจ้าวฮ่าว พลังชีวิตประกายกระบี่ถูกกระบี่วิญญาณมังกรมรกตกดอัดฉับพลัน เปลี่ยนเป็นมืดสลัวอับแสง
เจตจำนงกระบี่อันน่าหวาดผวาของเยี่ยนจ้าวเกอ มุ่งขึ้นข้างบนตลอดทาง ตัดหั่นตรงไปยังร่างจ้าวฮ่าว
บนใบหน้าจ้าวฮ่าวปรากฎให้เห็นความตกตะลึงเล็กน้อย รู้สึกเพียงว่าคมกระบี่ของเยี่ยนจ้าวเกอแฝงไปด้วยท่วงทำนองพลังน่าพรั่นพรึง ที่หมายจะทำลายสรรพสิ่งให้สูญสลาย
เจตจำนงกระบี่และปราณจิตราของตนพังพินาศโดยสิ้นเชิงอย่างไม่คาดคิด ยากจะต้านทานได้
“ในการประชุมฝ่านภาก็ไม่เคยเห็นเขาแสดงออกเช่นกัน สุดท้ายแล้วกระบี่นี้ของเขา…” จ้าวฮ่าวรู้สึกได้ถึงความอ่อนแอของเยี่ยนจ้าวเกอในขณะนี้ จนถึงขั้นที่แม้แต่ปลดปล่อยปราณจิตราออกมาภายนอกล้วนยังแสนเข็ญ
ในลำดับชั้นพลังฝึกปรือ เยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้ไม่ได้ถือไพ่เหนือกว่า
หากกล่าวว่าระดับขั้นสูงกว่านำพามาซึ่งโลกทัศน์และประสบการณ์ความรู้ จ้าวฮ่าวในชาติก่อนคือจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ แล้วเขาจะเสียเปรียบในด้านนี้ได้อย่างไร?
ถึงกระนั้น ไร้ซึ่งเหตุผล ไร้ซึ่งหลักการ การประมือขณะนี้ เขาต่อสู้พ่ายแพ้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย!
จ้าวฮ่าวตะโกนร้องเสียงแหลม “กลืนดิน!”
เขาพลิกฝ่ามือ เตากลั่นโอสถเล็กๆ ที่ไม่เตะตาแม้แต่น้อยพลันเปล่งแสงดำสนิทออกมาทั่วทุกส่วนทันที
ภายในเตากลั่นโอสถนี้ไม่มีพลังปราณใดๆ ส่งถ่ายออกมา และไม่เห็นรัศมีแสงปรากฎวับวาบแม้แต่นิด ไม่มีการผันแปรพลังใดๆ ที่โดดเด่นเป็นพิเศษ
เป็นเหมือนเช่นของพื้นๆ ที่ธรรมดาอย่างยิ่งชิ้นหนึ่ง
แต่พลังของกระบี่เยี่ยนจ้าวเกอที่ชี้ไปบนเตากลั่นโอสถขนาดเล็กสีดำ ราวกับหายเข้าไปในกลีบเมฆ อันตรธานไปในชั่วพริบตา
กระบี่วิญญาณมังกรมรกต อาวุธวิญญาณระดับล่างแทงอยู่บนพื้นผิวเตากลั่นโอสถ ทว่าไม่มีร่องรอยใดๆ ทิ้งเอาไว้บนเตากลั่นโอสถโดยสิ้นเชิง
เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตาลง เคลื่อนไหวกายไม่อืดอาดแม้แต่น้อย ฝ่ามือหนึ่งโจมตีออกไปอีกครั้งทันที!
จ้าวฮ่าวใช้มือรองเตากลั่นโอสถไว้ คล้ายกับชูโล่กำบังขึ้น เคลื่อนย้ายขัดขวางการรุกโจมตีของเยี่ยนจ้าวเกอ
“จนปัญญาขับเคลื่อน ทำได้เพียงพึ่งพาความมหัศจรรย์ของของวิเศษ ใช้ประโยชน์ต้านทานเท่านั้นรึ?” เยี่ยนจ้าวเกอเลิกคิ้ว
ฝ่ามือที่โจมตีไปทางจ้าวฮ่าวของเขา เปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลัน การเปลี่ยนแปลงกระบวนท่าอันประณีตวิจิตรแสดงออกมา เงาฝ่ามือทั่วท้องฟ้าปกคลุมผ่านไป
จ้าวฮ่าวกวัดแกว่งกระบี่โจมตีตอบโต้ “เยี่ยนจ้าวเกอ วันนี้ข้าจะต้องสังหารเจ้า!”
เจดีย์สูงสีทองพังทลาย ประตูแสงสีแดงเลือนหาย มหาค่ายกลที่ค้ำจุนแดนมารผกผันกลับกะทันหัน
โลกแสงสีแดงที่บรรดาผู้คนยืนอยู่ค่อยๆ พังทลายสลายไป ไอมารสีดำเหนือศีรษะพลันชะงักงัน จากนั้นก็กระจายสลายไปอย่างรวดเร็ว!
ภูเขาเทพทั้งสองลูกนั้น ลูกหนึ่งดำลูกหนึ่งแดง ประดุจเสาเอกค้ำฟ้าก็ไม่ปานปรากฎขึ้นมาอีกครั้งเหนือศีรษะของเยี่ยนจ้าวเกอ
ร่างสีดำส่งเสียงคำรามอันเดือดดาลของผู้อาวุโสโม่ดังขึ้น “เจ้าเด็กน้อยตระกูลเยี่ยน เจ้ารนหาที่ตาย!”
ยอดเขาสูงตระหง่าน ทุบแสกศีรษะลงมาทางเยี่ยนจ้าวเกอโดยตรง
ลำแสงเบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอพลันมืดสลัวลง เงาดำเหนือศีรษะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ บดบังท้องฟ้าและดวงอาทิตย์
พลังปราณน่าพรั่นพรึงแทบจะทำให้ทั่วร่างเขาชา ขยับเขยื้อนไม่ได้
“ห่วงตัวเจ้าเองก่อนเถิด” สีหน้าเยี่ยนจ้าวเกอไม่เปลี่ยน ยิ้มอย่างเย็นชา
มหาค่ายกลแดนมารผกผันกลับ ส่วนที่เหลืออยู่จากไอมารมากมายที่สลายไป เริ่มทะลวงเข้าไปในร่างกายของผู้ตกเป็นมารแต่ละคนอย่างบ้าคลั่ง
ผู้กลายเป็นมารที่เดิมทีได้รับไอมารเสริมเติม บัดนี้ไม่เพียงแต่หมดหนทางได้รับพลังเพิ่ทเท่านั้น ไอมารที่ผกผันกลับอย่างรวดเร็ว กลับจะก่อตัวเป็นภัยคุกคามหนักหน่วง ปะทะร่างกายพวกเขาอย่างบ้าระห่ำเสียด้วยซ้ำไป!
ภูเขาเทพสีดำนั้นที่แต่เดิมกดอัดเยี่ยนจ้าวเกอลง บัดนี้กลับสั่นไหวอย่างรุนแรง ประหนึ่งเขาถล่ม
ค่ายกลยันต์มหึมาที่ขับดุนภูเขาเทพสีดำให้เด่นขึ้นมา ยามนี้ก็ไม่มั่นคงขึ้นมาเช่นกัน เริ่มแตกเป็นเสี่ยงๆ ตลอดเวลา!
อาคมยันต์สูญสิ้นไปทีละสาย กลายสภาพเป็นธารแสง ปลิวกระจายไปในท้องฟ้า
ผู้อาวุโสโม่แผดเสียงก้อง “ไอ้ชั่ว!”
ในขณะเดียวกันนั้น ภูเขาเทพสีแดงที่แปรสภาพมาจากพลังเจตจำนงหมัดของซานสือเวิง ก็โจมตีกระแทกภูเขาเทพสีดำดังโครมคราม!
ภูเขาเทพสีดำที่เดิมทีจะล้มไม่ล้มแหล่ บัดนี้เริ่มพังทลายแตกเป็นเสี่ยงๆ โดยพลัน!
ผู้อาวุโสโม่ผงะออกจากไอมารมหาค่ายกล ซานสือเวิงที่แต่เดิมถูกเขากดเป็นรอง พลังกลับเหนือชั้นกว่าผู้อาวุโสโม่ในทันที!
สถานการณ์ต่อสู้พลิกผันกลับฉับพลัน
ค่ายกลยันต์สีดำกับภูเขาเทพสีดำแตกสลายลงพร้อมกัน เผยให้เห็นใบหน้าที่ร้อนรนและไม่ยินยอมของผู้อาวุโสโม่ ลูกตาดำสีทองคู่นั้นจดจ้องภูเขาเทพสีแดงเบื้องหน้า ทั้งยังจดจ้องเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่เบื้องล่างอีกด้วย แสงโลหิตภายในลูกตาดำกระหน่ำส่องประกาย คลื่นเพลิงโทสะเสียดฟ้า
ทว่าซานสือเวิงได้ทีก็ไม่ยั้งมือ ร่างสีแดงที่แปรสภาพมาจากเจตจำนงหมัดโจมตีลงไปอีกครั้ง สะเทือนเสียจนผู้อาวุโสโม่กระอักโลหิตสดออกมาอย่างบ้าคลั่ง!
ผู้อาวุโสโม่แผดเสียงกึกก้องด้วยความโกรธแค้น โซ่เรียวยาวที่ประกอบขึ้นด้วยอักขระค่ายกลเงาแสงสีดำซึ่งเชื่อมต่ออยู่บนร่างต่ออีกเส้น
โซ่เรียวยาวอันแปรสภาพมาจากไอมาร ม้วนกลับกรูเข้าไปภายในร่างของเขา กระแทกจนผู้อาวุโสโม่กระอักโลหิตสดออกมาอีกครั้ง!
การรุกโจมตีของซานสือเวิงนี้ เขาไม่ให้โอกาสผู้อาวุโสโม่ได้โจมตีโต้ตอบเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังพุ่งเข้าเป้าอีกหน!
“เจ้าเด็กน้อยตระกูลเยี่ยน เจ้าจบไม่สวยแน่!” ผู้อาวุโสโม่รู้ดีแก่ใจว่าตนเองยากจะหลีกหนีแล้ว เขาแผดร้อง ละทิ้งซานสือเวิงไปไม่สนใจโดยสิ้นเชิง ด้วยต้องการโหมพลังสุดท้ายขึ้น สังหารเยี่ยนจ้าวเกอเพื่อระบายความแค้นในใจ
ทว่าโซ่อักขระยันต์สีดำที่ม้วนกลับบนร่างเขา ทำให้ร่างกายของเขาที่บาดเจ็บหนักอยู่แล้วถึงขั้นแบกรับภาระหนักอึ้งไม่ไหว เลือดเนื้อแตกปะทุดังโครมคราม
ครั้นร่างกายของผู้อาวุโสโม่หยุดชะงักอยู่กลางท้องฟ้า การโจมตีของซานสือเวิงก็ไล่ตามเขาทัน!
เสียง ‘โครม’ ดังสนั่น ประหนึ่งกับเสียงของหินผาลี้ลับหมื่นปีแตกเป็นเสี่ยงๆ ดับสูญโดยสิ้นเชิงส่งทอดมา
ชะตาของผู้อาวุโสโม่เดินมาถึงจุดสิ้นสุด เขากระอักโลหิตคำหนึ่งออกมา เจตจำนงหมัดและปราณจิตราทั่วร่าง สูญสลายจนหมดสิ้น
เขาตายตาไม่หลับ นัยน์ตาทั้งสองเบิกกว้างจ้องเยี่ยนจ้าวเกออยู่ “…ข้าไม่ยอม!”
ยอดฝีมือมหาปรมาจารย์อาวุโสท่านหนึ่ง ร่วงโรยนับแต่นี้ไป!
พลังปราณดั้งเดิมอันบ้าคลั่งบนท้องฟ้ากระจัดกระจายออกไป ม้วนเอาลมเมฆไร้ขอบเขตขึ้น พัดกระหน่ำเสียจนผู้คนเบื้องล่างก็ยืนไม่อยู่เช่นกัน
กลุ่มเยี่ยฉงโจวและจางเหยาผุดลุกขึ้นอย่างยากลำบาก
เยี่ยนจ้าวเกอทนรับการกระแทกอย่างแรงจากกระแสลม เหมือนเช่นเรือเล็กกลางคลื่นลม ทว่าทั้งสองมือที่ออกกระบวนท่าของเขา กลับมั่นคงดุจก้อนหินหนาใหญ่!
กระบี่หนึ่งแทงไปทางจ้าวฮ่าว อีกฝ่ายถือกระบี่เผาไหม้ในมือโจมตีตอบโต้
มือข้างที่ว่างอยู่ของเยี่ยนจ้าวเกอต่อยหมัดหนึ่งไปยังจ้าวฮ่าว กลุ่มธาตุสูญสลาย ท่วงทำนองพลังน่าหวาดผวาราวกับจักรวาลเปิดออกอีกคราก็ไม่ปานปรากฎขึ้นอีกครั้ง!
เมื่อเผชิญหน้ากับหมัดโลหะขิงเยี่ยนจ้าวเกอ แววตาจ้าวฮ่าวมีทั้งความหนาวเย็นและร้อนรุ่มในเวลาเดียวกัน ทว่าในมือของเขายังรองเตาเครื่องหอมเล็กสีดำขึ้น ใช้มันต้านทานการโจมตีของชายหนุ่ม
ทว่าหมัดของเยี่ยนจ้าวเกอ ในขณะเดียวกันที่สัมผัสกับเตาเครื่องหอมเล็กสีดำนั่น พลังทำลายล้างพลันสงบนิ่งลงทันที ทั้งมวลเปลี่ยนเป็นไร้สุ้มไร้เสียง
คล้ายกับว่า กระบวนการเปิดออกอีกครั้งของจักรวาลยุติลงชั่วคราว ทุกสิ่งกลับสู่กลุ่มธาตุอากาศสลัวอีกครา
ไร้หยินไร้หยาง ไร้ก่อนหน้าไร้ภายหลัง ไร้จุดเริ่มต้นไร้ที่สิ้นสุด ไร้การรับรู้ไร้ความรู้สึก
สีหน้าจ้าวฮ่าวเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ใบหน้าเยี่ยนจ้าวเกอไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก กระบวนท่าในมือเปลี่ยนแปลงฉับพลัน นิ้วทั้งห้าแบออก ข้อมือคว้าไปยังจ้าวฮ่าว!
จ้าวฮ่าวมีประสบการณ์มากมาย ปฏิกิริยาโต้ตอบยิ่งฉับไว ขณะที่เยี่ยนจ้าวเกอเปลี่ยนกระบวนท่า มือที่ยันเตาเครื่องหอมเล็กสีดำขึ้นของเขาก็พลันออกแรง หลังมือราวกับค้อนใหญ่ ทุบลงไปยังแขนของอีกฝ่าย
วรยุทธ์สืบทอดแห่งสำนักเขาไร้พรมแดน วิชาทลายสุขาวดี!
สายตาเยี่ยนจ้าวเกอดุจสายฟ้า ฟื้นพลังปราณคืนอย่างรวดเร็ว ปลดปล่อยพลังอีกหน!
วิชาดัชชีฟ้าคำรน!
นิ้วทั้งห้ากางออก จากนั้นก็รวบเข้าหากัน แฉลบผ่านข้อมือจ้าวฮ่าวเบาๆ ราวกับมือสะบัดเกาพิณ
ทว่าแขนจ้าวฮ่า กลับสั่นสะท้านประหนึ่งสัมผัสสายฟ้าก็มิปาน ข้อมือโลหิตสดไหลอย่างบ้าคลั่ง เส้นลมปราณทั้งหมดขาดสะบั้น!
มือของจ้าวฮ่าวจับเตาเครื่องหอมไม่ได้อีกต่อไป
เยี่ยนจ้าวเกอไม่คอยท่าให้จ้าวฮ่าวรับมือจัดการ ในมืออีกข้างหนึ่งของเขา กระบี่วิญญาณมังกรมรกตร้องคำรามแล้วปรากฎออกมา พลังน่าพรั่นพรึงดับสลายกลุ่มธาตุ ตัดไปยังอีกฝ่ายอีกครา!
“เยี่ยนจ้าวเกอ!”
ท่ามกลางเสียงตะโกนร้องไม่ยินยอม ต้นคอจ้าวฮ่าวเย็นวาบ!
ต่อจากนั้น เจตจำนงกระบี่ที่ราวกับดับสูญ ลุกลามจากบริเวณปากแผลต้นคอเขาไปจนทั่วกาย ฉีกทั้งร่างกายเขาออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย!
เลือดเนื้อ ฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย!
กระดูกเส้นเอ็น แตกออกเป็นเสี่ยงๆ!
จิตวิญญาณ แตกสลายไม่มีชิ้นดี!
ทุกสิ่งพังทลายจนเป็นเศษเสี้ยว!
สีหน้าท่าทางเยี่ยนจ้าวเกอเมินเฉยเย็นยะเยือก “หนที่สองแล้ว ความรู้สึกตอนนี้ดูเหมือนว่าก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเช่นกันกระมัง?”
บทที่ 194
ปราณจิตรากระบี่ของเยี่ยนจ้าวเกอเข้าสู่กาย ร่างของจ้าวฮ่าวหมดหนทางต่อต้าน แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนสิ้น กลายเป็นหมอกโลหิตเต็มทั่วท้องฟ้า!
เงาลวงหนึ่งที่ปรากฎวับวาบ ราวกับปลิวสะบัดอยู่ตรงหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ
ลักษณะใบหน้าและองคาพยพทั้งห้า ละม้ายคล้ายจ้าวฮ่าวอยู่ห้าส่วน แต่กลับไม่เหมือนเสียทีเดียว
เยี่ยนจ้าวเกอเคยเห็นจินตภาพของปราชญ์กระบี่เทพอัคคีในอดีตที่เล่าสืบต่อกันมา ดูจากลักษณะรูปร่างของเงาลวงตานี้ นอกจากคล้ายคลึงกับจ้าวฮ่าวแล้ว ยังละม้ายคล้ายปราชญ์ผู้นั้นอีกด้วย
นี่คือจิตวิญญาณของอีกฝ่ายนั่นเอง
เพียงแต่จิตวิญญาณนี้ในขณะนี้ ก็แตกกระจัดกระจายเช่นกัน กำลังใกล้จะดับสลายไป
จ้าวฮ่าว หรือบางทีอาจจะกล่าวได้ว่าคือปราชญ์ผู้นั้น จ้องเยี่ยนจ้าวเกอเขม็งไม่วางตา พลางเปล่งเสียงแผดคำรามที่เงียบงันออกมา แต่กลับเหมือนว่าสะท้อนก้องอยู่ข้างหูของชายหนุ่ม “วันนี้เจ้าไม่ตาย ข้าจักต้องหวนกลับมาอีกเป็นแน่ เพื่อสะสางล้างแค้น!”
“เยี่ยนจ้าวเกอ ยังมีเขากว่างเฉิงเบื้องหลังของเจ้า หากไม่มีผู้ใดตกตายกันไปข้าง ข้าก็จะไม่หยุด จะต้องสู้กับพวกเจ้าจนข้าอยู่เจ้าตายเป็นแน่แท้!”
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูเขาอย่างเงียบสงบ เอ่ยพูดอย่างเมินเฉยว่า “เจ้าตาย ข้าอยู่ เช่นนี้ก็ดียิ่ง”
จ้าวฮ่าวเงยหน้าขึ้นฟ้าแผดเสียงคำรามดังก้องอย่างไม่ยินยอม
ยามนี้ในเตาเครื่องหอมเล็กสีดำที่ตกอยู่บนพื้นพลันส่งแรงดูดออกมา ม้วนเอาวิญญาณอันแตกสลายไปแล้วที่เหลืออยู่ของจ้าวฮ่าวเข้าไปภายใน
“มาอีหรอบนี้เช่นกันหรือ?” มุมปากเยี่ยนจ้าวเกอยกขึ้นเบาๆ ก่อนจะยื่นฝ่ามือออกไป พลังบังเกิดขึ้นฉับพลัน หยุดวิญญาณที่เหลืออยู่ของจ้าวฮ่าวไว้ทันที ทำให้มันไม่อาจเข้าสู่เตาเครื่องหอมเล็กสีดำได้
ชายหนุ่มมองจ้าวฮ่าว ยิ้มกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ตอนแรกที่ทะเลสาบปราการมังกร เยี่ยจิ่งใช้วิธีเช่นนี้ได้ เป็นเพราะตอนนั้นข้าไม่ได้คิดที่จะสังหารเขา”
“ส่วนเจ้า สมควรตาย มีชีวิตอยู่ไม่ได้”
เยี่ยนจ้าวเกอปล่อยพลังฝ่ามือออกมา วิญญาณที่เหลืออยู่ของจ้าวฮ่าวพลันบิดเบี้ยวทันใด!
จ้าวฮ่าวแผดเสียงคำราม “เดรัจฉานอย่างเจ้านี่ช่าง…”
“เจ้าทำความเข้าใจให้ชัดเจนเสียดีกว่า บัดนี้ เจ้าต่างหากที่เป็นสัตว์เดรัจฉานในคำพูดของเจ้า” เยี่ยนจ้าวเกอหัวร่อหยัน
“อ่อนแอจนถึงระดับไหนแล้วเล่า?” ชายหนุ่มยักคิ้ว “อ่อนแอจนถึงขั้นที่ข้าล้วนไม่ใส่ใจว่าเจ้าจะเกลียดชังข้าหรือไม่ ไม่สนใจว่าเหตุใดเจ้าถึงได้มองเขากว่างเฉิงของข้าเป็นศัตรู”
“เจ้าไม่ได้สำคัญอะไร ข้าคร้านจะสนใจเจ้า เจ้ากล้ามาหาเรื่อง เช่นนั้นข้าก็สังหารเจ้าทิ้งเสีย”
เขามองดูจ้าวฮ่าวด้วยความสงบเงียบ “นี่ก็คือความคิดที่ข้ามีต่อเจ้า เรียบง่ายและชัดเจน จะดจัดการเจ้าก็ง่ายดายมากเช่นเดียวกัน”
สีหน้าจ้าวฮ่าวซีดเซียว แต่เขาหมดหนทางเอื้อนเอ่ยวาจาใดๆ แล้ว
จิตวิญญาณเขาอยู่ในฝ่ามือเยี่ยนจ้าวเกอ ดับสูญไปโดยสิ้นเชิง!
ขวัญหนีจิตวิญญาณฝ่อ ไร้หนทางฟื้นคืนตลอดกาล!
เยี่ยนจ้าวเกอมีสีหน้าสงบนิ่ง แม้แต่เปลือกตาก็ไม่กะพริบ
กลุ่มเยี่ยฉงโจว เซียวอวี่ และจางเหยา ขณะนี้มองดูภาพเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย ตกอยู่ในภวังค์อยู่บ้าง
ส่วนหลิวเซิ่งเฟิงที่ทรุดลงอยู่กับพื้น ยิ่งตกตะลึงตัวแข็งทื่อ ขวัญหนีดีฝ่อ
แท้จริงแล้วตั้งแต่เยี่ยนจ้าวเกอปรากฎกาย จวบจนตอนนี้ก็เป็นเพียงแค่ชั่วขณะสั้นๆ เท่านั้น
ช่วยผู้คน ทำลายค่ายกล สังหารศัตรู
ทั้งปวงเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่ลมหายใจ
สถานการณ์ต่อสู้ กลับตาลปัตรโดยสิ้นเชิง ในชั่วเวลาพริบตา
แรกเริ่มประตูแห่งนพยมโลกยังคล้ายกับจะเยื้องกรายมาถึงอยู่รอมร่อ หลังจากนั้นกลับเป็นเยี่ยนจ้าวเกอที่ฟันสังหารกลุ่มของจ้าวฮ่าวอย่างเหี้ยมโหด มหาค่ายกลแดนมารผกผันจนพังทลาย
พวกเยี่ยฉงโจวและจางเหยาเพ่งมองร่างของเยี่ยนจ้าวเกอที่ยืนตระหง่านอยู่บนพื้นปฐพี พากันใจลอยอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
เยี่ยนจ้าวเกอมองไอมารที่มีลักษณะเป็นหมอกดำเต็มไปทั่วท้องฟ้าเบื้องหน้าค่อยๆ สลายไปด้วยความเงียบสงบ
พลังปราณน่าหวาดผวาอันมีต้นกำเนิดมาจากนพยมโลกค่อยๆ ถดถอยกลับไปเช่นกัน ประตูใหญ่ที่แตกเป็นรอยลึกซึ่งมีสภาพลวงตาบนพื้นดิน บัดนี้มลายหายไปโดยสิ้นเชิง
ประหนึ่งกับมีจิตใจแน่วแน่ที่ไม่ยินยอมอย่างยิ่ง ปิดกั้นการส่งทอดมิติเวลาไร้ที่สิ้นสุดไว้ ร้องคำรามอยู่ข้างหูเยี่ยนจ้าวเกอ
ชายหนุ่มมีสีหน้ารียบนิ่งดังเดิม เขาเก็บกระบี่เข้าฝัก แหงนหน้ามองไป ก่อนจะพบว่าไอมารโดยรอบกระจายหายไป กลายเป็นโซ่เส้นต่อเส้นลอยว่อนตัดสลับกันทั่วท้องฟ้า
ไม่เพียงแค่ผู้อาวุโสโม่แห่งเขาไร้พรมแดนเท่านั้น ผู้ตกเป็นมารคนอื่นต่างก็ประสบกับการแว้งกัดของค่ายกลไม่มากก็น้อย ไอมารม้วนย้อนกลับ ถลันทวนสู่กาย
ยิ่งถ้าผู้ตกเป็นมารพลังฝึกปรือค่อนข้างสูง เมื่อประสบกับการแว้งกัดของไอมารเขา ก็จะยิ่งส่งผลกระทบหนักขึ้น
ไม่มีไอมารเสริมความแข็งแกร่งแล้ว กลับจะถูกไอมารทำลายเสียด้วยซ้ำไป ภายใต้การที่สิ่งหนึ่งมลายหายไปอีกสิ่งขึ้นเกิดขึ้นมาแทนที่ แนวรบยอดฝีมือฝ่ายภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตพังทลาย พ่ายแพ้ย่อยยับ
กลางท้องฟ้า ภูเขาเทพสีแดงหยุดอยู่กับที่เล็กน้อย เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกได้ว่าสายตาของซานสือเวิงตกอยู่บนร่างตนเอง
“น่าเสียดายไม่ใช่ศิษย์ไร้พรมของข้า…” ซานสือเวิงคล้ายกับเสียดายและคล้ายกับชื่นชม ทิ้งคำพูดที่เหมือนกับจะมีแต่ก็เหมือนกับไม่มีไว้ประโยคหนึ่ง หลังจากนั้นก็สังหารปลิดชีพยอดฝีมือภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตคนอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูซานสือเวิงที่อยู่ไกลออกไป พลางเก็บซ่อนสีหน้าและน้ำเสียง กลางฝ่ามือบังเกิดแรงดูด ดึงเอาเตาเครื่องหอมเล็กสีดำนั้นที่ตกอยู่ข้างศพจ้าวฮ่าวขึ้นมา
สำหรับเขาแล้ว เขาสนใจเครื่องหอมอันเล็กนี้มากกว่าจ้าวฮ่าวเสียด้วยซ้ำ
กระบี่ที่สังหารจ้าวฮ่าวเล่มนั้น และกระบี่ที่ก่อนหน้านี้โจมตีจ้าวฮ่าวจนพ่ายแพ้เล่มนั้น เป็นวิชาวรยุทธ์ที่เยี่ยนจ้าวเกอสร้างสรรค์บรรลุด้วยตนเอง
เขาที่พลังฝึกปรือพัฒนาขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ยังสะสางวิชาวรยุทธ์ของตนให้เป็นระเบียบตลอดเวลา จึงเริ่มไม่มีผู้ใดเทียบเคียงได้ ด้วยเพราะเกิดความเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง
วิชาดัชชีฟ้าคำรนเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นหนึ่งเท่านั้น
วิชาวรยุทธ์วิชานี้ที่แสดงออกเมื่อครู่ ถึงจะเป็นหลักการที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า
ถึงแม้ว่าจะยังเป็นแค่ต้นแบบ แต่เมื่อเทียบกับวิชาดัชชีฟ้าคำรนแล้ว ก็นับว่ายังไม่สุกงอม ทว่าอานุภาพไม่อาจดูแคลนได้ง่ายๆ
เยี่ยนจ้าวเกอสำแดงวรยุทธ์วิชานี้ออกมากลายเป็นเพลงกระบี่ ขับเคลื่อนอาวุธวิญญาณกระบี่วิญญาณมังกรมรกตแทงสังหาร กระนั้นกลับไม่อาจทิ้งรอยขีดข่วนบนเตาเครื่องหอมเล็กสีดำนี้ได้เลย
นี่หมายความว่า เตาเครื่องหอมเล็กสีดำใบนี้ที่ดูเหมือนไม่เตะตา แต่มีคุณสมบัติรากฐานไม่ธรรมดาเลย
ชายหนุ่มจึงรู้สึกสนใจเตาเครื่องหอมสีดำเบื้องหน้าอย่างยิ่งยวด กระนั้นก็มีความหวั่นกลัวอยู่หลายส่วนด้วยเช่นกัน
เขาปรับลมปราณบำเพ็ญบ่มเพาะไปพลาง ฟื้นฟูปราณดั้งเดิมของตนที่สูญเสียไปพลาง และตรวจสอบเตาเครื่องหอมสีดำไปด้วย
ตอนเพิ่งจะเริ่มยังไม่รู้สึกว่ามีอะไร ทว่าเมื่อเยี่ยนจ้าวเกอรวบรวมจิตทั้งหมดตั้งมั่น ในขณะที่รวมจิตของตนเพ่งมองเตาเครื่องหอมอย่างละเอียด เขารู้สึกว่าจิตของตนสั่นไหวเลื่อนลอย ราวกับว่าวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง โถมเข้าไปในเตาเครื่องหอมสีดำนั่นเองอย่างไรอย่างนั้น
เยี่ยนจ้าวเกอเพิ่มความรู้สึกระแวดระวังเล็กน้อย แล้วสงบจิตใจตนเองไว้
ชายหนุ่มยื่นมือออกไปอย่างช้าๆ กรอกปราณจิตราของตนเองเข้าไปภายใน สาดซัดตลอดเวลา
ปราณจิตราที่กรอกเข้าไปภายใน หายสาบสูญไปไม่เห็นร่องรอยอย่างรวดเร็ว และไม่มีผลสะท้อนกลับใดๆ ตัดขาดการเชื่อมต่อกับเยี่ยนจ้าวเกอ เจ้าของผู้นี้โดยสิ้นเชิง
เขาพลันรู้สึกถึงความเลื่อนลอยเล็กน้อยอีกครั้ง ตามการรวบรวมจิต กรอกปราณจิตราเข้าไปไม่ยั้ง
เพียงแต่ว่าคราวนี้เขาเตรียมการไว้ก่อนแล้ว ในขณะที่ป้องกันจิตใจอย่างหนักแน่น ก็ยังคงสืบเสาะเตาเครื่องหอมเล็กสีดำอย่างต่อเนื่อง
จิตสำนึกของเยี่ยนจ้าวเกอคล้ายกับผสานเข้าไปในโลกอันมืดมิดโดยสิ้นเชิง ลึกล้ำเงียบสงัด มืดมนไร้ที่สิ้นสุดตลอดกาล
“หืม?” เยี่ยนจ้าวเกอขมวดคิ้วมุ่น เขาค้นพบว่ามีพลังอันแปลกประหลาดกลุ่มหนึ่งส่งผลต่อจิตใจของเขา ขัดขวางเขาไม่ให้หลุดพ้นออกจากโลกอันมืดมิดใบนี้ พยายามทำให้เขายิ่งจมดิ่งอยู่ในโลกอันมืดมิดใบนี้
โลกตรงหน้าไม่เห็นแสงสว่างแม้แต่น้อย สีดำสนิทอย่างยิ่งยวด เหมือนว่าลำแสงทั้งหมดที่ส่องไปถึงตัวมันล้วนถูกดูดเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น เหลือไว้เพียงแค่ความมืดมนอันลึกล้ำอย่างที่สุดเท่านั้น
แม้ว่าจะเป็นแค่ความมืดมิดไร้ขอบเขตเท่านั้น แต่จิตใจเยี่ยนจ้าวเกอกลับเหมือนว่าได้รับแรงดึงดูดอันไร้ที่สิ้นสุด หลอกล่อจิตใจของเขาให้ถลำเข้าไปภายในนั้นอย่างแน่วแน่
ถึงแม้ว่าเยี่ยนจ้าวเกอจะรับรู้ได้ว่าโลกมืดมิดใบนี้เองไม่มีเจตนาร้ายแฝง กระนั้นเขาสามารถยืนยันได้เต็มร้อย ว่าหากจิตใจของตนเองไม่แข็งแกร่งพอ เมื่อถูกความมืดมิดกลืนกินจนสิ้น เช่นนั้นจิตวิญญาณของเขาก็จะถูกจองจำไว้ในความมืดมิดไร้จุดจบแห่งนี้ตลอดกาล กายหยาบของเขาก็จะเปลี่ยนเป็นเปลือกอันว่างเปล่า
บทที่ 195
ความรู้สึกภายในใจเยี่ยนจ้าวเกอเงียบสงบ ไม่พบความอลหม่านแม้แต่น้อย
การรุดหน้าในความมืดมนแบบนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นการชำระจิตใจอันแน่วแน่ของตนอีกครั้งหนึ่ง
หากมีความเหนื่อยหน่ายอ่อนแรง ความเกียจคร้านไม่หนักแน่นใดๆ ล้วนจะทำให้ความมืดมนฉวยโอกาสรุกล้ำเข้ามา เมื่อผ่านการต่อต้านแรงดึงดูดจิตใจจากความมืดมนแล้ว จิตตานุภาพของเยี่ยนจ้าวเกอยิ่งได้รับการยกระดับสูงขึ้นอีกครั้ง ขจัดสิ่งเจือปนภายในจิตใจออกไป
ในท้ายที่สุด เยี่ยนจ้าวเกอเดินเตร่เอ้อระเหยลอยชายอยู่ในความมืดมนอันไร้ขอบเขต แต่เขากลับไม่ทุกข์ร้อนแต่อย่างใด แม้จะมีความมืดมนที่สามารถลากผู้คนให้ลงสู่ห้วงลึกได้ กระนั้นก็ไม่ส่งผลต่อเขาอีกแม้แต่น้อย
ชั่วขณะนี้เอง ชายหนุ่มเกิดความรู้สึกหนึ่งขึ้นในใจ เขาเงยหน้ายิ้มเล็กน้อย เหนือศีรษะที่มืดมนพลันปรากฎนัยน์ตาดำขลับคู่หนึ่งออกมาให้เห็น เพ่งมองเขาเงียบๆ
ท่ามกลางความมืดมิดอันเงียบสงัด เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้พูดจา นัยน์ตาสีดำทั้งสองก็ไม่ได้เผยความรู้สึกใดออกมาเช่นกัน ทว่าระหว่างทั้งสองกลับบังเกิดการเชื่อมประสานอันแปลกประหลาดขึ้น
ดวงตาสีดำทั้งสองไร้ความเศร้าโศกและไร้ความปีติ แต่กลับเหมือนว่ายอมรับการมีอยู่ของเยี่ยนจ้าวเกอแล้วอย่างไรอย่างนั้น จึงค่อยๆ รวมเข้าด้วยกัน ไม่ปรากฏเห็นอีก เสมือนแต่ไรไม่เคยมีอยู่มาก่อนอย่างไรอย่างนั้น
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มน้อยๆ เขาในขณะนี้ถอยออกจากในโลกมืดมนอย่างตระหนักรู้และคล่องแคล่ว
เมื่อเห็นแสงสว่างเบื้องหน้าอีกครั้ง ชายหนุ่มก็พลิกมือหยิบเตาเครื่องหอมเล็กสีดำขึ้นมาชมด้วยความสนอกสนใจ
เขาจับมันพลิกกลับหัว ก่อนจะว่าก้นเตาเครื่องหอมสลักอักษรโบราณไว้สองคำ
‘กลืนดิน’
เยี่ยนจ้าวเกอนึกถึงตอนที่ประมือกับจ้าวฮ่าวเมื่อครู่ จ้าวฮ่าวก็เคยตะโกนสองคำนี้ออกมาเช่นกัน
‘เตากลืนดินหรือ?’ เยี่ยนจ้าวเกอใคร่ครวญในใจ
นี่ไม่ใช่ของวิเศษทั่วไป และไม่ใช่อาวุธวิญญาณแต่อย่างใด กระนั้นกลับคล้ายว่ามีสติปัญญาและปณิธานในตัวเอง
ดวงตาสีดำคู่นั้นไม่ใช่รอยตราจิตวิญญาณที่ผู้อื่นทิ้งไว้แต่อย่างใด แต่เป็นหลังจากตัวเตากลืนปฐพีเองก่อเกิดสติปัญญาแล้วแปลงกายให้ประจักษ์เห็น
“น่าสนใจ อยากจะศึกษาของวิเศษชิ้นนี้เสียจริง แต่ไม่ใช่ใช้งานอย่างโง่เขลาเหมือนจ้าวฮ่าวเช่นนั้น คงจำต้องสิ้นเปลืองแรงขับเคลื่อนสักหน่อย” เยี่ยนจ้าวเกอพึมพำกับตนเอง
ชายหนุ่มเก็บเตาเครื่องหอมขึ้น ยืนอยู่ที่เดิม ปรับลมปราณต่อไปเงียบๆ
ก่อนหน้านี้ ความสูญเสียของเขามากมายมหาศาลเช่นเดียวกัน ไม่กล่าวว่าน้ำมันตะเกียงสิ้นเพลิงดับมอด เป็นการต่อสู้หนึ่งที่ใช้ปราณดั้งเดิมหมดไปมากที่สุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน
การประมือกับกลุ่มหลิวเซิ่งเฟิงและจ้าวฮ่าวนั้นช่างเถิด หัวใจสำคัญคือความสอดคล้องกันระหว่างจิตวิญญาณของเขาและเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้า ขับเคลื่อนสายฟ้าชั่วพริบตา ฉับพลันนั้นเผาไหม้พลังเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์จนระเบิดออกมาในครั้งเดียว
แม้ว่าตัวเยี่ยนจ้าวเกอจะไม่ถึงขั้นเหมือนเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้า ที่อยู่บัดนี้ในระหว่างการเรียกคืนจิตใจ จิตวิญญาณแห้งเหือดทั้งหมด ทว่าก็มีความรู้สึกเหมือนหัวขโมยขึ้นบ้านที่ว่างเปล่าด้วยเช่นกัน
ถึงกระนั้นเยี่ยนจ้าวเกออยากจะฟื้นฟู ก็ไม่ได้ยากลำบากแต่อย่างใด
ภายในจุดตันเถียนชี่ไห่ กลุ่มธาตุปราณบริสุทธิ์สั่นสะเทือน แตกสาขาเป็นกระแสปราณเพลิงและน้ำแข็งหลายสาย หยินหยางส่งเสริมกันและกัน ชโลมปราณดั้งเดิมที่จวนจะแห้งขอดให้ชุ่มชื้นอย่างรวดเร็ว
เปรียบเทียบกันแล้ว เศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าสร้างความยุ่งยากให้กว่ามากนัก
ไข่มุกวิเศษสีม่วงที่เปลี่ยนรูปมาจากเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ขณะนี้แสงวับวาบของมันมืดสลัว ประหนึ่งไข่มุกหินที่เต็มไปด้วยฝุ่นขี้เถ้า ไม่เห็นแสงระยิบระยับแม้แต่น้อย
การเชื่อมประสานจิตใจของเยี่ยนจ้าวเกอกับมัน ก็รู้สึกได้เพียงสติปัญญาอันน้อยนิดเท่านั้น อีกฝ่ายคล้ายกับตกอยู่ในสภาวะหลับลึก เหมือนกับแกล้งตายอย่างไรอย่างนั้น
คิดอยากจะทำให้มันแปรสภาพเป็นแสงสายฟ้าใหม่อีกครั้ง รวมเข้ากับนัยน์ตาขวาของตนเอง ล้วนทำไม่ได้ชั่วคราว
เยี่ยนจ้าวเกอปรับลมปราณตนเองไปพลาง ครุ่นคิดไปพลาง ‘ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงแค่เศษชิ้นส่วน ไม่ใช่อาวุธศักดิ์สิทธิ์ดวงตาราชันสายฟ้าจริงๆ ในตอนแรก’
‘ในตำนาน ดวงตาราชันสายฟ้ายามรุ่งเรืองเต็มที่ อัสนีเพียงชั่วเสี้ยววินาทีเดียว ก็สร้างประวัติการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ได้ อีกทั้งในชั่วเสี้ยววินาทีถัดมา พลังก็จะฟื้นคืนสภาพเดิมทั้งหมดเช่นแรกเริ่ม’
‘เปรียบเหมือนเช่นพวกเราหายใจ เมื่อหายใจออกก็เป็นสายฟ้าเทพที่บดขยี้ความว่างเปล่าเป็นจุณหนหนึ่ง เมื่อหายใจเข้าก็เป็นส่วนที่ยอดเยี่ยมของฟ้าดินโดยรอบเติมเต็มตนเองทั้งหมด’
‘แต่ตอนนี้ หลังจากพลังของมันถูกใช้จนหมดสิ้น คิดอยากจะเก็บเล็กผสมน้อยอีกครั้งเกรงว่าจำต้องใช้เวลายาวนานยิ่ง ซึ่งตอนที่ใช้มันคราวถัดไป หากไม่ขับเคลื่อนสายฟ้าชั่วพริบตาก็เท่านั้น มิเช่นนั้นก็จะยังเป็นเหมือนดังครั้งนี้ หนเดียวใช้จนสิ้น’
เยี่ยนจ้าวเกอพ่นปราณที่ขุ่นมัวออกมาคำหนึ่ง สภาพร่างกายตนฟื้นคืนกว่าครึ่ง ‘เคราะห์ดีที่ก่อนหน้านี้สร้างการเชื่อมสัมพันธ์อันแนบแน่นไว้ ไม่อย่างนั้นครั้งนี้ต้องยุ่งยากไม่น้อย’
‘หลังจากกลับไปคราวนี้ ต้องตั้งใจเสริมระดับความรู้ซึ้งเรื่องค่ายกลเสียหน่อย’ เยี่ยนจ้าวเกอส่ายศีรษะ แล้วหันกายกลับไปมองยังอีกด้านหนึ่ง
บริเวณนั้น กลุ่มของเยี่ยฉงโจวและจางเหยาประคับประคองกันและกัน พันปิดปากแผล ปรับลมปราณคลายอาการเจ็บปวด
ครั้นเห็นเยี่ยนจ้าวเกอมองผ่านมา เยี่ยฉงโจวทอดถอนใจพลางกล่าว “ศิษย์น้องเยี่ยน ครั้งนี้โชคนี้ที่มีเจ้า ไม่เช่นนั้นพวกข้าคงชะตาขาดกันหมดแล้ว”
“ไม่เพียงแต่พวกข้าจะตายด้วยน้ำมือหลิวเซิ่งเฟิงเท่านั้น ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือการเปิดออกของประตูแห่งนพยมโลก ผลที่ตามมาเลวร้ายจนไม่อาจจะจินตนาการได้”
เยี่ยนจ้าวเกอเดินมา “ศิษย์พี่เยี่ยเกรงใจแล้ว ช่วงเวลาแบบนี้ มีความสามารถทำเรื่องอันใดได้บ้าง แน่นอนว่าไม่อาจนิ่งดูดายได้”
“เพียงแต่ก่อนหน้าข้าจำต้องใช้เวลาเตรียมการอยู่บ้าง เพื่อที่จะทำลายค่ายกล ทำให้พวกท่านได้รับความทุกข์ยากเสียแล้ว”
จางเหยาส่ายศีรษะติดต่อกัน “ศิษย์พี่เยี่ยนอย่าได้กล่าวเช่นนี้ เป็นท่านที่ช่วยพวกเราไว้”
หลี่จิ้งหว่านกล่าว “หากศิษย์พี่เยี่ยนยับยั้งการเปิดออกของประตูแห่งนพยมโลกไม่ทัน สุดท้ายแล้วพวกเราก็ต้องตาย ทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่จะตกอยู่ในเงื้อมมือหลิวเซิ่งเฟิง ประสบกับความทุกข์ยิ่งกว่า ได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานยิ่งกว่า”
ขณะพูด นางหันศีรษะไปมองอีกด้านหนึ่ง บริเวณนั้น หลิวเซิ่งเฟิงไร้เรี่ยวแรงอยู่บนพื้น เป็นตายเท่ากัน ส่วนผู้ตกเป็นมารอีกสองคนที่ถูกเยี่ยนจ้าวเกอบั่นสังหาร ศพอันตรธานหายไปแล้ว
ยามนี้หร่วนผิงพันปิดปากแผลของตนเองไว้แล้ว สีหน้าซีดเสียว ลักษณะท่าทางอ่อนเพลีย แต่ประกายตาเยียบเย็น
เขายืนอยู่ข้างกายหลิวเซิ่งเฟิง มองต่ำลงไปยังอีกฝ่ายที่เอนอยู่บนพื้น
ใบหน้าหลิวเซิ่งเฟิงพยายามเค้นรอยยิ้มสอพลอ ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกหวาดกลัว “ศะ…ศิษย์พี่หร่วนผิง เจ้าเป็นผู้ใหญ่ต้องไม่ถือสาเด็ก…อ้า!”
คำพูดท่อนหลังของเขาติดอยู่ในลำคอ กลายเป็นเสียงร้องน่าเวทนาแทนที่
หร่วนผิงออกแรงเท้าข้างหนึ่ง เหยียบไปบนร่างของหลิวเซิ่งเฟิง
ช่วงอกและเอวหลิวเซิ่งเฟิงเลือดหรือเนื้อมิชัดเจนตั้งนานแล้ว ขณะนี้ถูกหร่วนผิงเหยียบซ้ำอีก พลันเจ็บปวดจนไม่อยากมีชีวิตอยู่
เขาเคลื่อนย้ายเท้าของตนเองด้วยความยากลำบาก จากนั้นอีกเท้าหนึ่งก็เหยียบซ้ำไปบนปากแผลแขนขาดของหลิวเซิ่งเฟิง
ในปากหลิวเซิ่งเฟิงหายใจเฮือก แม้แต่เสียงร้องน่าเวทนาก็ร้องไม่ออก
เยี่ยนจ้าวเกอมาถึงข้างกายหร่วนผิง อีกฝ่ายมองมาที่เขา หลังจากนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดว่า “ขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้า”
“เกรงใจแล้ว” เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ หร่วนผิงลังเลเล็กน้อย “เจ้าจะห้ามข้าหรือ”
“ข้าพูดที่ไหนกัน จะไว้ชีวิตเขาหรือไม่นั้น ก็ให้พวกเจ้าจัดการเอง”
ขณะพูด ฝ่ามือเยี่ยนจ้าวเกอก็คว้าไปบนอากาศ ธารแสงสีดำเป็นฝอยๆ ถูกดูดออกมาจากบริเวณเหนือปากแผลแขนขาดของหลิวเซิ่งเฟิง ก่อนจะตกอยู่ที่กลางฝ่ามือของชายหนุ่ม “ข้าเพียงแค่รู้สึกสนใจวิชาที่ก่อรูปแขนขาดขึ้นใหม่ชั่วคราวของเขาก่อนหน้านี้อยู่หน่อยๆ ก็เท่านั้นเอง”
ครั้นเก็บแสงสีดำเสร็จแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็หันกายกลับเดินไป “เจ้าจัดการเรื่องของเจ้าเถอะ ไม่ต้องสนใจข้า”
หร่วนผิงพยักหน้า สายตามองลงไปยังหลิวเซิ่งเฟิงที่อยู่เบื้องล่างใหม่อีกครั้ง ในดวงตาหลิวเซิ่งเฟิงพลันส่งประกายความสิ้นหวังออกมา
ทันทีที่เห็นหลิวเซิ่งเฟิงร้องอย่างเวทนา เยี่ยฉงโจวก็มุ่นคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะทอดถอนใจครั้งหนึ่ง ทว่าไม่ได้พูดกล่าวอะไร หลี่จิ้งหว่านและจางเหยาต่างก็เบือนหน้าหนีไปอีกทางหนึ่ง
เซียวอวี่ซึ่งเป็นศิษย์ร่วมสำนักของหลิวเซิ่งเฟิง ยามนี้ดูเซื่องซึมอยู่บ้าง คล้ายกับว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ส่วนสายตาของเยี่ยนจ้าวเกอก็มองตรงไปยังสถานที่ที่ก่อนหน้านี้เจดีย์สูงสีทองตั้งอยู่
ที่แห่งนั้นเป็นซากกำแพงที่หักพังไปเรียบร้อยแล้ว ทว่าท่ามกลางซากปรักหักพัง คล้ายกับว่ามีบางสิ่ง