186-190
บทที่ 186
เยี่ยนจ้าวเกอมองผู้มาเยือน เลิกคิ้วเล็กน้อย
เขาเห็นว่าผู้มาเยือนมีอายุประมาณสามถึงสี่สิบปี ผมสีแดงทั้งศีรษะ นับว่าแปลกประหลาดและพบได้น้อย มือทั้งสองข้างสวมสิ่งของที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายกับนวม
ม่านตาดำทั้งสองของอีกฝ่ายค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง เปล่งแสงสีโลหิตหลากหลายสายออกมาจากด้านใน เป็นผู้ที่ตกเป็นมารคนหนึ่งเช่นกัน
สิ่งที่ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอสนใจอยู่บ้างก็คือ ด้านหลังจอมยุทธ์ผมแดงผู้นี้ มีเส้นโลหิตหลายสายขยายยื่นออกมารำไร ปลายด้านหนึ่งเข้าไปในเขตไอมารที่คล้ายกับหมอกดำหมุนวนรอบๆ ปลายอีกด้านหนึ่งเชื่อมอยู่บนร่างกายเขา
จอมยุทธ์ผมแดงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเยี่ยนจ้าวเกอ จึงย่างก้าวเข้ามา
หลังจากเห็นรูปร่างหน้าตาเยี่ยนจ้าวเกอชัดเจนแล้ว ใบหน้าจอมยุทธ์ผมแดงพลันเผยสีหน้าตื่นตกใจ ความกระหายเลือดในดวงตาปกปิดเอาไว้ไม่อยู่
“เฮอะ! บุตรของเยี่ยนตี๋ เยี่ยนจ้าวเกอ?” จอมยุทธ์ผมแดงแยกเขี้ยวพลางแสยะยิ้มกล่าว “แม้จะรู้ว่าเจ้ามาร่วมการประชุมฝ่านภาด้วยก็ตาม แต่ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าจะโชคดีได้พบกับเจ้าโดยตรง”
เยี่ยนจ้าวเกอกะพริบตาปริบๆ “ข้าน่าจะไม่เคยพบเจ้ามาก่อน”
“ข้านามว่าเซวี่ยอู๋หยา” จอมยุทธ์ผมแดงยื่นเส้นยืดสายมือทั้งสองข้างที่สวมนวมเอาไว้ “ไม่ผิดหรอก พวกเราไม่เคยพบกันมาก่อนจริงๆ เจ้าไม่รู้จักข้าก็ไม่แปลก แต่ขอเพียงแค่ข้ารู้จักเจ้าก็พอ”
“ในเมื่อเจ้าไม่รู้จักข้า ก็อาจจะไม่รู้จักสิ่งนี้กระมัง?”
ขณะกล่าว เซวี่ยอู๋หยาต่อยหมัดหนึ่งทะยานฟ้าไปข้างหน้า ปราณจิตราเป็นชั้นๆ แปรสภาพเป็นโลกลวงตา
ภายในภาพฉากลวงตานั้น คลื่นยักษ์โหมซัดสาดกระเพื่อมซัดไม่หยุดหย่อน มืดฟ้ามัวดิน
สิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความอัปมงคลก็คือ น้ำทะเลภายในโลกลวงตาโผล่พรวดออกมาเป็นสีดำ สร้างความรู้สึกมืดครึ้มและหนาวเหน็บ
เยี่ยนจ้าวเกอตื่นตัวฉับพลัน “วิชาวรยุทธ์แห่งค่ายห้าวิญญาณ สายค่ายวิญญาณทมิฬนั่น เจ้าคือเดนแห่งค่ายห้าวิญญาณนี่หรือ”
ค่ายห้าวิญญาณเป็นขุมกำลังระดับหนึ่ง ที่เมื่อก่อนอาศัยอยู่ที่เขตแดนนภาพิภพและวายุพิภพ วิชาวรยุทธ์สังหารเบิกทางสู่วิถีเต๋า
เนื่องด้วยก่อกรรมสังหารตัดชีวิตหนักหนายิ่งนัก อีกทั้งยังสังหารหมู่ชาวบ้านที่เกาะนภาตะวันตก จึงประสบกับการต่อต้านจากขุมกำลังระดับหนึ่งอีกกลุ่มที่สังกัดเขากว่างเฉิง ทั้งสองฝ่ายต่อสู้ดุเดือด ต่างฝ่ายต่างบาดเจ็บล้มตาย
ประจวบกับพบพานเยี่ยนตี๋บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอเดินทางผ่านมาพอดี ผลสุดท้ายคือจอมยุทธ์ค่ายห้าวิญญาณที่อยู่ในสนามทั้งหมดถูกเยี่ยนตี๋ปลิดชีวิต รวมทั้งหัวหน้าใหญ่ค่ายห้าวิญญาณด้วย
ศิษย์ค่ายห้าวิญญาณที่ไม่อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้น ด้วยความเคราะห์ดีกระจัดกระจายอยู่ภายนอกหลบหลีกภัยไปได้ ปลีกหนีซ่อนตัวหลบการล้อมปราบไปไกล จากนั้นเป็นต้นมาจึงเกลียดเยี่ยนตี๋เข้ากระดูกดำ แต่กลับไม่มีทางเลือกอีก
ก่อนหน้านี้ที่หุบเหวปราการมังกร ณ ถังตะวันออกแห่งนภาพิภพ ก็มีหัวหน้าค่ายชื่อหลิงที่มุ่งเป้าแก้แค้นไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ
“โชคของข้า ช่างดีเสียจริง” เซวี่ยอู๋หยาผู้นั้นมองเยี่ยนจ้าวเกอ ยิ้มเย็นใบหน้าดุร้าย
เยี่ยนจ้าวเกอหัวเราะพลางส่ายหน้า “ไม่ เป็นข้าต่างหากที่โชคดีนัก”
สายตาของเขาตกไปอยู่บนเส้นโลหิตหลากสายเหล่านั้นบนร่างเซวี่ยอู๋หยา “ค่ายกลใหญ่ก้นบึ้งทะเลสาบ เจ้าเป็นหนึ่งในผู้ร่วมวางค่ายกลสินะ? ใช้ปราณของเหลวและโลหิตเซ่นค่ายกล ทำให้ค่ายกลเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอย่างรวดเร็ว”
“แต่ของเหลวลมปราณและจิตวิญญาณของร่างกายเจ้า ก็เชื่อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับค่ายกลใหญ่เช่นกัน ไม่สามารถออกห่างจากศูนย์กลางค่ายกลได้”
“ข้าพบเจ้าที่นี่ก่อน หมายความว่าข้าห่างจากศูนย์กลางค่ายกลไม่ไกลแล้ว ตามเส้นเลือดด้านหลังเจ้าไป ยิ่งหาศูนย์กลางค่ายกลได้เร็วขึ้น”
เซวี่ยอู๋หยาหัวเราะ ‘เฮอะ’ “ต่อให้เจ้าหาพบ เจ้าจะทำอะไรได้?”
“ช่วงนี้ลือกันว่าเจ้ามีเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ แต่ต่อให้เป็นเศษชิ้นส่วน ก็เป็นพลังของอาวุธศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน เจ้าอยู่แค่ระดับปรมาจารย์ จะสามารถขับเคลื่อนพลังในนั้นได้สักกี่ส่วนกัน”
“มงกุฎจันทรา ถึงอย่างไรก็มีเพียงหนึ่ง”
เขาจ้องเยี่ยนจ้าวเกอเขม็ง ในแววตาเผยประกายโหดเหี้ยมออกมา “แม้เจ้าจะสามารถขับเคลื่อนพลังของเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่เจ้าจะขับเคลื่อนได้สักกี่ครั้งเชียว?”
“หากใช้มันจัดการกับตัวข้าแล้ว เจ้าจะนำสิ่งใดไปสั่นคลอนศูนย์กลางค่ายกล?”
“ถึงเวลา ค่ายกลสำแดงอิทธิฤทธิ์ทั้งหมด ประตูใหญ่นพยมโลกเปิดออกถึงที่สุด เจ้าก็ต้องตายเหมือนกัน!”
เซวี่ยอู๋หยาหัวเราะเสียงดัง “เอาชีวิตข้าแลกกับการที่เยี่ยนตี๋ โจรสุนัขนั่นต้องฝังศพลูกตนเอง ข้าก็คุ้มแล้ว!”
เยี่ยนจ้าวเกอมองเขาอย่างน่าขันอยู่บ้าง “หลังจากเจ้าตกเป็นมาร สติปัญญาดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีอยู่บ้าง ใครบอกกันว่าจะสังหารเจ้าต้องใช้เศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์?”
อีกฝ่ายมองเยี่ยนจ้าวเกออย่างเย็นชา ในดวงตาทั้งสองเต็มไปด้วยประกายแสงอันบ้าคลั่งและกระหายโลหิต “คนที่ไม่ได้สติ คือเจ้าต่างหาก”
“ข้าได้ยินมาว่าในการประชุมฝ่านภา เจ้าต่อสู้ชนะหลิวเซิ่งเฟิงแห่งเขาไร้พรมแดน และเสียจื่ออี้แห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ได้อย่างต่อเนื่อง”
“พลังฝึกปรือขั้นเคียงนภาระยะท้ายเช่นเดียวกัน แต่ข้ายอมรับ ว่าข้าสู้เสียจื่ออี้ไม่ได้”
“แต่นั่นมันเป็นก่อนหน้าที่ข้าจะอุทิศตนให้นพยมโลก ข้าในตอนนี้ไม่ด้อยไปกว่าเขา!”
เซวี่ยอู๋หยายืดเส้นยืดสายข้อมืออยู่ครู่หนึ่ง เขาเดินไปทางเยี่ยนจ้าวเกอทีละก้าว “แต่ตอนนี้ เจ้ากับข้าอยู่ในแดนมาร พลังความสามารถของข้าแกร่งยิ่งกว่าตอนอยู่ข้างนอก ส่วนเจ้ากลับต้องเบนสมาธิไปต้านทานการบุกจู่โจมของไอมาร”
“สิ่งหนึ่งดับสูญสิ่งหนึ่งก็เกิดขึ้นแทนที่ เจ้าคิดว่าสถานการณ์ของเจ้าตอนนี้ง่ายอย่างนั้นรึ?”
ปราณจิตราโหมกระหน่ำทะยานสูงขึ้น ตามการก้าวเดินของเขา บริเวณเหนือศีรษะเขากลายเป็นดินแดนลวงตา ปราณจิตราและเจตนารมณ์หมัดผสมผสานเข้าด้วยกันกลายเป็นโลกลวงตา
มหาสมุทรสีดำในโลกลวงตา บังเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาอีกครั้ง ทะเลสีดำกลายเป็นทะเลโลหิต คลื่นสูงเสียดฟ้ารุนแรงน่าหวาดกลัว
กระแสน้ำทะเลสีแดงโลหิตมืดฟ้ามัวดิน ส่งกลิ่นอายเหม็นคาวอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ออกมา ราวกับนรกบนโลกมนุษย์อย่างแท้จริง
ใบหน้าเยี่ยนจ้าวเกอเผยสีหน้าท่าทางที่ราวกับยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้มออกมา กล่าวอย่างไม่แยแสว่า “พูดถึงจื่ออี้ ดูแล้วเจ้าคงยังไม่รู้”
“เสียจื่ออี้ ก่อนหน้านี้เขาก็เหมือนกับเจ้า ตกเป็นมารแล้วเช่นกัน”
เซวี่ยอู๋หยาตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะเสียงดังต่อ “ผู้สืบทอดสายตรงแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งหกของพวกเจ้า บุตรสวรรค์โอ้อวดตนเองก็มีน้ำยาเพียงเท่านี้เอง”
เยี่ยนจ้าวเกอพูดต่อไปว่า “อีกอย่าง เขากับเจ้ามีความคิดเหมือนกัน หลังจากรู้สึกว่าตกเป็นมารแล้ว น่าจะสามารถเอาชนะข้าได้”
“แต่จากนั้น เขาก็สิ้นชีพ”
ลูกตาดำของเซวี่ยอู๋หยาที่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองหดเล็กลงวูบหนึ่ง
ชายหนุ่มจ้องมองเซวี่ยอู๋หยา ยิ้มเล็กน้อย “โดยที่ข้าเป็นคนสังหารเขาเอง”
ครั้นคำพูดเปล่งออกไป ร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอพลันทอแสง เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ร่างก็ไปปรากฎตรงหน้าของเซวี่ยอู๋หยาแล้ว!
อีกฝ่ายเกิดลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีนัก แต่ในเมื่อตอนนี้เยี่ยนจ้าวเกอเริ่มลงมือ เขาเองก็ไม่กล้าถอยร่นกลับ ทำได้เพียงฝืนใจต่อสู้ซึ่งๆ หน้าเท่านั้น จึงหมัดทั้งสองต่อยออกไปทางชายหนุ่ม!
ถึงอย่างนั้นท่ามกลางเพลิงสีแดงอมม่วงที่คุโชนบ้าคลั่งนั้น ฝาเตากลั่นลวงตาเตาหนึ่งก็เปิดออก หมัดอสูรวานรจอมพลังโจมตีออกมา พลังพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน!
ทะเลโลหิตไร้ขอบเขต ถูกฉีกออกเป็นสองส่วนอย่างทื่อๆ
ชั่วขณะถัดมา เบื้องหน้าเซวี่ยอู๋หยา ก็มีดวงดาวเดียรดาษส่องแสงขึ้น ท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนอันมืดมิด เจ็ดดาราห้อยสูง โอบล้อมดาวเหนือ
ท่ามกลางเสียงแผดคำราม เซวี่ยอู๋หยาขับเคลื่อนพลังทั้งหมดออกมาปะทะกับเยี่ยนจ้าวเกอ ทะเลโลหิตที่แตกสลายกลายเป็นฝนโลหิตทั่วท้องฟ้า รวมเข้ากับเงาหมัดนับพันนับหมื่น ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง
นวมบนมือเขา ทอประกายรัศมีแสงอันแปลกประหลาด!
ทว่ากระบี่วิญญาณมังกรมรกตในฝ่ามือเยี่ยนจ้าวเกอร้องคำราม ดวงดาวนับไม่ถ้วนเคลื่อนย้ายหมุนเวียน ตามการเปลี่ยนแปลงของเจตจำนงกระบี่ ราวกับดวงดาวบนท้องฟ้าจริงๆ ที่กำลังโคจรเคลื่อนย้ายเปลี่ยนแปลง
ทางช้างเผือกสีเขียวมรกตหนึ่งร่วงลงมาจากท้องฟ้า ตัดขาดเงาหมัดและฝนโลหิตออกจากภายนอกทั้งหมด ยากจะเข้าใกล้
ทางช้างเผือกไหลตรงดิ่งมา ทะลุผ่านหน้าอกเซวี่ยอู๋หยา!
เซวี่ยอู๋หยาเบิกตาโพลง จ้องมองเยี่ยนจ้าวเกอสิ้นใจตาไม่หลับ
ก่อนหน้าเขาเพียงแค่ได้ยินว่าเยี่ยนจ้าวเกอโจมตีหลิวเซิ่งเฟิงและเสียจื่ออี้ แต่ไม่ได้เห็นกับตา จึงไม่รู้ว่ารายละเอียดสภาพการต่อสู้เป็นเช่นไร คิดไม่ถึงเลยว่าพลังความสามารถเยี่ยนจ้าวเกอจะแก่กล้าจนถึงขั้นนี้ ทำให้เขาหมดหนทางมุ่งหวังที่จะไล่ทันโดยสิ้นเชิง!
ความสนใจของเยี่ยนจ้าวเกอ กลับไม่ได้อยู่บนร่างเซวี่ยอู๋หยา
เซวี่ยอู๋หยาตกเป็นฝ่ายมารเรียบร้อยแล้ว หลังจากสิ้นลมหายใจแล้ว ศพก็จะสลายไป
ส่วนเส้นโลหิตที่เชื่อมต่อกับหลังของเขา ยื่นเข้าไปในหมอกดำ ก็ขาดออกจากกันเช่นกัน และกำลังจะหายไป
เยี่ยนจ้าวเกอสะบัดกระบี่ออกไปอีกครั้ง
ประกายกระบี่เจ็ดสายหยุดเส้นโลหิตนั้นที่กำลังจะเก็บกลับเข้าไปในหมอกดำไว้!
บทที่ 187
ประกายกระบี่ของเยี่ยนจ้าวเกอรับเอาเส้นโลหิตจำนวนมากในหมอกสีดำกลับมา
ทำเช่นนี้ เส้นโลหิตจึงไม่กระจายตัวออก เยี่ยนจ้าวเกอสามารถตามรอยเส้นโลหิต ตรงเข้าไปยังใจกลางของค่ายกล ไม่ต้องผลาญพลังเพื่อตามหาอีกต่อไป
เยี่ยนจ้าวเกอถอนหายใจอย่างแผ่วเบา ถึงตอนนี้เพิ่งได้เก็บนวมที่ถูกทิ้งเอาไว้บนพื้นหลังจากที่เซวี่ยอู๋หยาตายไปแล้วขึ้นมา
นวมที่แต่เดิมมีสีแดงโลหิต ในยามนี้สีโลหิตค่อยๆ จางลง เผยให้เห็นสีดั้งเดิมที่เป็นสีดำสนิท
ชายหนุ่มเกิดความรู้สึกสนใจขึ้นมาเล็กน้อย “อาวุธวิเศษระดับสูง เมื่อครู่คิดไม่ถึงเลยว่าตอนที่เกิดเหตุจะมีพลังงานที่ใกล้เคียงกับอาวุธวิเศษระดับล่าง ถึงแม้ว่าจะเกิดเพียงชั่วครู่ แต่หลังจบเรื่องแล้วก็ยังใช้เวลานานกว่าจะกลับคืนสภาพเดิม เป็นวิชาที่น่าสนใจทีเดียว”
จอมยุทธ์ที่ไม่เข้าร่วมกับฝ่ายใดอย่างเซวี่ยอู๋หยา แม้ว่าจะปล่อยวางการเข้าร่วมกลุ่ม แต่ในฐานะที่เป็นปรมาจารย์ ก็ยังยากที่จะได้ครอบครองอาวุธวิเศษ
“ไม่อาจดูแคลนสติปัญญาของผู้อื่นสินะ หลังการล่มสลายครั้งใหญ่ก็ยังมีคนรุ่นต่อมา ขัดเกลาเคล็ดวิชาที่มีระดับออกมาไม่น้อย” เยี่ยนจ้าวเกอเก็บนวมขึ้น “ภายหลังมีเวลาต้องศึกษาสักหน่อย”
เขาเงยหน้าขึ้นมองทิศทางการขยายตัวของเส้นโลหิต หรี่ตาลงเล็กน้อย “แก้ไขเรื่องใหญ่ตรงหน้าก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
เยี่ยนจ้าวเกอตามเส้นโลหิตไปข้างหน้า ท่ามกลางหมอกดำตรงหน้า บางครั้งคล้ายกับว่ามีแสงสีแดงที่มีสายฟ้าแลบปรากฏอยู่ภายใน
พื้นที่ที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า เริ่มเปลี่ยนเป็นต่างระดับราวกับเดินอยู่บนคลื่นอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อมองลงไป เขามองเห็นยันต์อาคมจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน หมุนวนไปมาราวกับสายน้ำไหล
หลังเข้ามาใกล้เขตใจกลางของค่ายกล รูปแบบค่ายกลที่นี่ก็ยิ่งมีความซับซ้อน
ปราณชีพจรอันทรงพลังสั่นสะเทือนเลือนลั่นตลอดเวลา
พลังปราณน่าพรั่นพรึงที่ล่อลวงใจคน ทำให้เกิดความหวาดกลัวและสูญเสียสติสัมปชัญญะ ก็ยิ่งหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีรูปลักษณ์อยู่จริงก็ไม่ปาน ทะลวงเข้าภายในร่างกายคนผ่านทางรูขุมขน สร้างความรูสึกหายใจไม่ออกอย่างยิ่งยวด
เยี่ยนจ้าวเกอไม่ส่งเสียง ก้าวเดินตามเส้นทางไปด้านหน้า ทันใดนั้นพลันรู้สึกว่าหัวใจของตนเองเต้นระรัว
โลกแดนมารทั้งเมือง ราวกับสั่นสะเทือนไปทั้งฟ้าดิน ส่วนพลังปราณที่น่าสะพรึงทันใดนั้นก็เข้มข้นขึ้น!
สายตาของเยี่ยนจ้าวเกอมองไป “นี่คือเส้นแบ่งเขตของโลกแปดพิภพ ที่กำลังเปราะบางลงเรื่อยๆ มีช่องว่างปรากฎขึ้น และช่องว่างนี้ก็กำลังจะฉีกขาดออกจากกันในเร็วๆ นี้แล้วจริงๆ!”
ถึงแม้ว่าร่างกายจะอยู่ในแดนมาร แต่เยี่ยนจ้าวเกอสามารถสัมผัสได้ว่า ไม่ว่าด้านในหรือด้านนอกแดนมาร การประมือระหว่างจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ก็ยิ่งรุนแรงหนักหน่วงขึ้นทุกทีเช่นกัน!
ประตูแห่งนพยมโลกกำลังจะเปิดออกแล้วจริงๆ
นอกจากหอคลื่นโหมแล้ว ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นก็มียอดฝีมือมาช่วยเหลือ เหล่าจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตทะเลที่คิดจะต่อต้านย่อมไม่ง่าย
แต่ด้วยพลังปราณของนพยมโลกที่กำลังทวีความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จอมยุทธ์ที่เข้าสู่สายมารทั้งปวง ก็ยังมีแนวโน้มที่จะทวีความแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เยี่ยนจ้าวเกอสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า ค่ายกลมารที่ก้นของทะเลสาบแห่งนี้ ภายหลังที่ได้เชื่อมต่อกับนพยมโลกแล้ว พลังอำนาจก็เริ่มแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ แล้วเช่นกัน
ไม่เพียงแต่บิดเบือนเวลาและสถานที่ เปิดประตูสู่ยมโลกทั้งเก้า ภายในการหมุนวนของค่ายกลนี้ กระทั่งเริ่มโจมตีกลับเพื่อช่วยเหลือจอมยุทธ์ของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ยับยั้งยอดฝีมือจากแต่ละดินแดนศักดิ์สิทธิ์!
เยี่ยนจ้าวเกอเงยหน้าขึ้นมองดูหมอกดำที่มีอยู่เต็มฟ้า พูดพึมพำกับตนเองว่า “แผนสำรองก็ยังล้มเหลวตามคาด คงต้องทุ่มสุดกำลังแล้ว ปฏิกิริยาโต้ตอบของประมุขหอคลื่นโหมคงไม่ช้ากระมัง?”
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งหกของโลก สำนักเขากว่างเฉิงและสำนักเขาไร้พรมแดนมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ทว่าไม่มีจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนอีกสี่ดินแดนที่เหลือมีจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์นั่งประจำการอยู่หนึ่งคน
ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของหอคลื่นโหม ก็คือประมุขคนปัจจุบัน อันชิงหลิง ‘จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์พลิกเมฆา’ จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์หญิงเพียงหนึ่งเดียวในโลกแปดพิภพ และเป็นยอดฝีมือหญิงอันดับหนึ่งของโลกในขณะนี้
ถึงแม้ว่าจะรักษาจุดยืนเป็นกลาง ไม่ข้องเกี่ยวกับผู้ใด แต่ก็ยังเฝ้ารักษาพื้นที่หนึ่งในสามส่วนของบึงพิภพอย่างเข้มงวด สำนักอื่นไม่อาจเข้าไปโดยง่าย
ทว่าบนพื้นปฐพีบึงพิภพเกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ อันชิงหลินไม่มีทางนั่งดูโดยไม่สนใจ
แม้ว่าระยะทางจะห่างถึงหมื่นลี้ แต่ด้วยความเร็วของจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว ออกจากประตูหอคลื่นโหมมาจนถึงที่แห่งนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานแต่อย่างใด
ปัญหาเพียงหนึ่งเดียวที่เยี่ยนจ้าวเกอกังวลก็คือ นับตั้งแต่ศัตรูตระหนักรู้ถึงแผนการในฝั่งตนแล้ว รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง อีกฝ่ายก็น่าจะมีแผนการสำหรับโต้ตอบด้วยเช่นกัน
ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตมีหรือไม่มีจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ หรืออาจจะได้รับไอมารในโลกนี้เพิ่มพลังเข้าไปแล้ว สามารถเทียบเคียงกับยอดฝีมือเช่นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่ เยี่ยนจ้าวเกอไม่รู้
แต่เขารู้ว่า ถ้าหากศัตรูวางแผนมาแล้วก่อนหน้า ตั้งใจสร้างความวุ่นวายกับเรื่องปีศาจอัคคีบนทะเลตะวันออก ทำให้เกิดการโจมตีจากสองทิศทางทั้งในและนอก เช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดถึงอันชิงหลินแล้ว ซ่งอู๋เลี่ยง เจ้าเมืองทะเลมรกต จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ทะเลมรกต เกรงว่าล้วนต้องจับตามองในมหาสมุทร ไม่อาจแยกร่างมาที่นี่ได้
“ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า การมีไส้ศึกเป็นเรื่องที่ทำให้คนปวดหัวได้จริงๆ”
เยี่ยนจ้าวเกอนวดขมับของตนเอง ถอนหายใจ แล้วรุดหน้าต่อ
ชายหนุ่มตามเส้นโลหิตไป ตลอดทางที่เขาเดินมา เขาพบว่าหมอกดำที่อยู่ตรงหน้าเริ่มจางลงจนแสงสามารถทะลุผ่านไปได้
ยิ่งเดินตรงไปด้านหน้า แสงสว่างก็ยิ่งทิ่มแทงตา รวมถึงปรากฏสีแดงโลหิตผืนหนึ่ง ดูทั้งน่าหวาดกลัวและโศกเศร้า
เขาเดินผ่านหมอกดำออกมา ภาพตรงหน้าก็พลันเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา
ภายใต้การสาดแสงสีแดง ในพื้นที่ขนาดใหญ่คือความว่างเปล่า มีเพียงบริเวณใจกลางที่มีสิ่งปลูกสร้างคล้ายกับเจดีย์สูงหลังหนึ่งตั้งอยู่
เจดีย์สูงนั้นมีสีทองทั้งหมด แต่กลับเปล่งแสงสีแดงโลหิตออกมา อักขระของค่ายกลกะพริบแสงสีดำจำนวนนับไม่ถ้วน ทั้งสี่ด้านแปดทิศล้วนเชื่อมต่อกัน รวมตัวกันอยู่บนยอดของเจดีย์
อักขระค่ายกลราวกับเป็นสายโซ่สีดำ แต่ละเส้นพัดรัดรอบเจดีย์สูงเอาไว้แน่นหนา
เยี่ยนจ้าวเกอกำหนดจิตมองไป ก่อนจะพบว่าเจดีย์สูงสีทองหลังนี้ ผุดขึ้นมาจากพื้น ทั้งยังดูเหมือนว่ากำลังเพิ่มความสูงขึ้นเรื่อยๆ
บนพื้นด้านล่างเจดีย์กำลังพลิกกลับไปมาไม่หยุด ราวกับว่ามีชีวิตอย่างไรอย่างนั้น พื้นดินเข้าไปเสริมอัดให้กับเจดีย์อย่างต่อเนื่อง เพิ่มเป็นอิฐและกระเบื้อง ทำให้ตัวเจดีย์สูงขึ้นไม่หยุด
บริเวณจุดบนสุดของเจดีย์ทองคำ ลำแสงสีแดงสว่างวาบ บดบังห้องเอาไว้ ราวกับกำลังเปลี่ยนเป็นประตูมิติแห่งหนึ่ง!
ประตูแสงสีแดงนี้ ฉายอยู่บนพื้นดินตรงหน้าเจดีย์
สิ่งที่ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอสนใจก็คือ ประตูแสงสีแดงที่อยู่กลางอากาศ ในยามนี้กำลังสั่นสะท้านไม่หยุด ราวกับว่าพร้อมจะเปิดออกได้ในทุกเวลา
บนพื้นดินตรงหน้าเจดีย์ เงาสะท้อนของประตูแสงสีแดงก็กำลังสั่นไหวไม่หยุดเช่นกัน
ช่องว่างระหว่างบานประตูทั้งสอง มีความบิดเบี้ยวตลอดเวลา ทำให้พื้นดินถูกบิดเบือนตามไปด้วย
ราวกับว่ามีอะไรบางอย่าง กำลังจะเจาะออกมาจากใต้พื้นดิน แหวกพื้นดินออกมาจนกลายเป็นรอยเหวลึกขนาดใหญ่
สีหน้าท่าทางของเยี่ยนจ้าวเกอเคร่งขรึมจริงจังอยู่หลายส่วน ประตูสีแดงบนเจดีย์สูง เป็นเพียงผลจากอาคมของค่ายกล เงาสะท้อนที่อยู่บนพื้นต่างหากที่เป็นประตูไปสู่นพยมโลกของจริง
หากว่าช่องว่างนั้นเปิดออกมาจริงๆ เหวลึกด้านล่างนำไปสู่จุดที่ต่ำที่สุดของโลกแปดพิภพ ไม่ใช่แผ่นหินที่ก้นทะเลสาบปิดนภา
แต่เป็นนพยมโลกในตำนาน!
ชายหนุ่มมองดูรูปร่างของประตูบานนั้นอีกครั้ง เขารู้ได้ว่ามันกำลังจะถูกเปิดออกเร็วๆ นี้แล้ว
สายตาของเยี่ยนจ้าวเกอเปล่งประกาย พลันเห็นว่าบนเงาสะท้อนที่บิดเบี้ยวของประตูสีแดงบนพื้นดิน ยังมีคนจำนวนหนึ่งยืนอยู่ที่ตรงนั้น
หนึ่งในคนเหล่านั้น ก็คือคนที่ตอนแรกพ่ายแพ้ให้กับเขา หลิวเซิ่งเฟิง!
ดวงตาทั้งสองข้างของหลิวเซิ่งเฟิงในตอนนี้ถูกย้อมด้วยสีเหลือง นัยน์ตายิงแสงสีแดงออกมา เห็นได้ชัดว่าได้กลายเป็นมารไปแล้ว
ข้างกายของหลิวเซิ่งเฟิงยังมีจอมยุทธ์อีกสองคน ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มน่ากลัววราวกับคนวิปลาสเช่นเดียวกับเขา เป็นผู้ที่กลายเป็นมารไปแล้วเช่นกัน
ด้านหน้าของพวกเขาทั้งสามคน มีคนห้าคนที่ล้มลงอยู่บนพื้น ไม่ขยับเขยื้อน
สายตาของเยี่ยนจ้าวเกอกวาดผ่านไป ไม่คิดว่าจะเป็นคนที่เขารู้จัก
เยี่ยฉงโจว หร่วนผิง หลี่จิ้งหว่าน เซียวอวี่ และจางเหยา
บทที่ 188
“แควก!”
หลิวเซิ่งเฟิงเหยียดนิ้วหนึ่งของตนแทงออกไป
บนแขนของเยี่ยฉงโจว พลันเกิดแผลเพิ่มขึ้นอีก
“…” เยี่ยฉงโจวกัดฟันกรอด ไม่ได้เปล่งเสียงร้องสักแอะ ดวงตาทั้งสองเบิกกว้าง จ้องหลิวเซิ่งเฟิงราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
หลิวเซิ่งเฟิงยิ้มเล็กน้อย “ช่างเป็นบุรุษยอดฝีมือที่ไม่ยอมศิโรราบ”
กล่าวจบ เขาก็ชี้นิ้วเบาๆ อีกครั้ง ด้วยอาการบาดเจ็บสาหัสของเยี่ยฉงโจว จึงยากที่จะหลบหลีกได้พ้น ทำได้เพียงเบิกตาโพลงมองไปบนแขนของตนที่มีรูเพิ่มขึ้นอีกแผลเท่านั้น
หลิวเซิ่งเฟิงหัวเราะ พลางกล่าวขึ้นอย่างคนวิปลาสว่า “ข้าชอบทรมานบุรุษยอดฝีมือที่สุด เพราะว่าพวกมันมักจะฝืนทนได้ค่อนข้างนานเสมอ ทำให้ข้าเล่นสนุกได้มากขึ้นอีกหน่อย”
เยี่ยฉงโจวเปล่งเสียงฮึดฮัด “ไอ้บ้า!”
เขาจ้องหลิวเซิ่งเฟิงเขม็ง “เจ้าทรมานข้า อยากให้ข้าบันดาลโทสะหรือไม่ก็สิ้นหวัง อยากให้ข้าจงเกลียดจงชังเจ้า อยากให้ข้าตกต่ำเป็นฝ่ายมารเหมือนเช่นเจ้ารึ? อย่าฝันกลางวันไปหน่อยเลย!”
“ข้าบันดาลโทสะจริงๆ ปรารถนาจะสังหารคนวิปลาสเช่นเจ้าใจจะขาดจริงๆ แต่ข้าจะไม่มีทางให้ความคิดนี้กลืนกินข้า จนยินยอมพร้อมใจตกเป็นฝ่ายมารเช่นเจ้าเด็ดขาด!”
หลิวเซิ่งเฟิงกล่าวอย่างไม่รู้มิชี้ “เป็นเจ้าต่างหากที่อย่าได้ฝันกลางวัน เดิมทีเจ้าก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าอยู่แล้ว บัดนี้ร่างกายยังเจ็บหนักอีก จะสังหารข้าได้อย่างไร?”
บนใบหน้าเขาปรากฏรอยยิ้มที่ราวกับจงใจกลั่นแกล้ง “หากตกเป็นมารละก็ พลังความสามารถของเจ้าจะมียิ่งพัฒนาขึ้นถึงขั้นเคียงนภาระยะท้าย หากเป็นเช่นนั้น เจ้าก็มีสิทธิ์เอาชนะข้าได้”
“อีกทั้ง ขณะเดียวกันกับที่ตกเป็นฝ่ายมาร เจ้าจะได้รับโอกาสหนึ่ง อาการบาดเจ็บของเจ้าจะฟื้นคืนเป็นปกติทั้งหมด เจ้าดูข้า ตอนแรกข้าถูกเยี่ยนจ้าวเกอโจมตีจนกายาเทพแห่งขุนเขาแตกซ่าน ขณะเดียวกันอาการบาดเจ็บก็สาหัสเสียจนแทบจะตะกายลุกไม่ขึ้น”
“ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ แปลงกายเป็นมาร โดยให้ไอมารชำระล้างร่างกายก่อรูปใหม่ให้แก่ข้า อาการบาดเจ็บก็ฟื้นฟูทันที ข้าเพียงผู้เดียวโจมตีพวกเจ้าทั้งห้าคนได้สบายๆ”
หลิวเซิ่งเฟิงหัวเราะไปพลาง ขณะเดียวกันก็เหยียดนิ้วมือออกไปอีกครั้ง ปราณจิตราเจาะทะลุแขนของเยี่ยฉงโจวอีกครั้งหนึ่ง “ข้าปรารถนาดี ให้โอกาสเจ้าในการหวนกลับมาผงาดอีกครั้ง”
เยี่ยฉงโจวมีเหงื่อผุดชุ่มบนหน้าผาก เขากัดฟันกรอด ไม่สนใจคำปลุกปั่นของหลิวเซิ่งเฟิง
ฝ่ายหลิวเซิ่งเฟิงเองก็ไม่ร้อนใจเช่นกัน ยิ้มตาหยีมองไปทางหร่วนผิงที่อยู่อีกด้าน “ศิษย์น้องหร่วนแห่งหอคลื่นโหม หลายวันก่อนหน้าได้รับการต้อนรับจากเจ้า ณ ที่แห่งนี้ ข้าซาบซึ้งยิ่งนัก ตามเหตุผลควรจะคารวะตอบบ้างถึงจะถูก”
ขณะที่กล่าว เขาก็ทิ่มนิ้วลงไปบนแขนของหร่วนผิงจนเกิดรูเพิ่มขึ้นมาอีกแผลเช่นกัน
หร่วนผิงส่งเสียงฮึดฮัด เบือนศีรษะไปด้านข้างๆ ไม่ตอบหลิวเซิ่งเฟิง
หลิวเซิ่งเฟิงก็ยังคงไม่ใจร้อนเช่นเดิม ยิ้มพลางกล่าว “แท้จริงแล้วหากพวกเจ้าทั้งสองตกเป็นมารละก็ เมื่อร่วมมือกันทั้งคู่ ไม่แน่ว่าอาจจะสามารถต่อกรกับข้าได้เช่นกัน ไม่พิจารณาสักหน่อยหรือ?”
ผู้ตกเป็นมารคนอื่นอีกสองคนที่อยู่ด้านข้าง ต่างก็มองภาพฉากนี้ด้วยใบหน้าน่าขบขัน
หร่วนผิงเมินเฉยไม่เอ่ยปาก เยี่ยฉงโจวก็ยิ้มเย็นพลางพูดว่า “ฝันไปเถิด!”
หลิวเซิ่งเฟิงมองเยี่ยฉงโจว ก่อนจะมองหร่วนผิง มุมปากเผยให้เห็นรอยยิ้มที่ทั้งเย็นเยือกและหยอกล้อ
เขาผุดลุกขึ้น เดินไปข้างหน้า และพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจว่า “ช่างเถิด ไม่เป็นไร แต่ไหนแต่ไรข้าผู้นี้ไม่ชอบชอบบังคับคน”
ขณะที่พูด เขาก็เคลื่อนที่มาถึงหลี่จิ้งหว่านและจางเหยา
เยี่ยฉงโจวสีหน้าเปลี่ยน “หลิวเซิ่งเฟิง เจ้าจะทำอะไร?”
หลิวเซิ่งเฟิงยิ้มพลางเอ่ย “ก็ไม่มีอะไร คารวะศิษย์น้องเยาว์วัยทั้งสอง ทำความรู้จักกันเสียหน่อยก็เท่านั้น”
เขาหัวเราะพลางนั่งยองๆ ใกล้กับหลี่จิ้งหว่านและจางเหยา หญิงสาวทั้งสองยังคงรักษาความสงบเอาไว้ได้ หลี่จิ้งหว่านเม้มริมฝีปากแน่น จางเหยากัดฟันกรอด ปิดเปลือกตาลง
หลิวเซิ่งเฟิงมองหญิงสาวทั้งสองด้วยความสนอกสนใจ สายตาตกไปอยู่บนร่างของหลี่จิ้งหว่านเป็นอันดับแรก จากนั้นก็ชี้นิ้วหนึ่งออกไป
หัวไหล่หลี่จิ้งหว่านพลันเกิดรูแผลขึ้นมาอีกแผลหนึ่ง
ศิษย์หญิงแห่งเมืองทะเลมรกตส่งเสียงฮึดฮัดด้วยความเจ็บปวด ทว่าในแววตายังคงไม่หวาดหวั่น นางที่ดูไปแล้วสุภาพเรียบร้อย แท้จริงแล้วแกร่งกร้าวหยิ่งในศักดิ์ศรีเป็นอย่างมาก
หลี่จิ้งหว่านจ้องมองหลิวเซิ่งเฟิงราวกับจะกินเลือดกินเนื้อแวบหนึ่ง ก่อนจะหลับตาลง ใบหน้าปรากฎเลือดฝาดอย่างไม่ปกติ
ร่างกายที่บาดเจ็บสาหัส พลันมีปราณแก่กล้าระเบิดปะทุ!
“ขับเคลื่อนวิชาคลื่นสูงเทียมฟ้าในสถานการณ์เช่นนี้ คิดจะปลิดชีพตัวเองหรือ?” หลิวเซิ่งเฟิงคาดไม่ถึงอยู่บ้าง จากนั้นจึงหัวเราะร่า แล้วพลันกดฝ่ามือหนึ่งลงไปอย่างรวดเร็ว สั่นสะเทือนปราณจิตราที่หลี่จิ้งหว่านรวมเข้าไว้จนแตกซ่าน “น่าเสียดายที่ความห่างชั้นของเจ้ากับข้านั้นมากยิ่ง อีกทั้งเจ้ายังบาดเจ็บสาหัส บัดนี้อยู่เบื้องหน้าข้า เจ้าคิดจะตายล้วนยังยาก”
หลี่จิ้งหว่านลืมตาขึ้น มองไปยังหลิวเซิ่งเฟิงด้วยความโกรธเกรี้ยว
หลิวเซิ่งเฟิงเข้าไปใกล้เบื้องหน้านาง หัวเราะพลางเอ่ย “หลังจากตกเป็นมาร อาการบาดเจ็บฟื้นฟู ถึงตอนนั้นหากเจ้าจบชีวิตตนเอง บางทีข้าก็อาจจะขัดขวางไม่ทัน”
หลี่จิ้งหว่านจ้องหลิวเซิ่งเฟิงด้วยความโกรธโมโหครู่ใหญ่ แล้วจึงปิดเปลือกตาลงใหม่อีกครั้ง ยังคงไม่พูดออกมาสักคำ
รอยยิ้มบนใบหน้าหลิวเซิ่งเฟิงหายไป “ศิษย์น้องหลี่อาจจะไม่ค่อยเข้าใจข้า ข้าผู้นี้นั้น ค่อนข้างรักตัวกลัวตาย”
“เพราะฉะนั้น สำหรับพวกที่ไม่ยี่หระต่อความตายนั้น ข้า…ฮ่าๆ ไม่ใช่เลื่อมใส แต่สะอิดสะเอียน”
ขณะที่พูด หลิวเซิ่งเฟิงก็ชี้นิ้วหนึ่งไป บนขาของหลี่จิ้งหว่านมีเลือดกระเซ็นออกมาทันที เจ็บปวดรวดร้าวจนสีหน้าหญิงสาวซีดขาวดุจกระดาษ “ดังนั้น ข้าจึงชอบจัดการผู้ที่ไม่กลัวตายพวกนั้นเป็นที่สุด ข้ามีวิธีนับไม่ถ้วนที่จะทำให้พวกเขาทุกข์ทรมานเสียยิ่งกว่าตาย ทำให้พวกเขารู้ว่าการไม่กลัวตาย แท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องที่น่าสรรเสริญนัก”
หลิวเซิ่งเฟิงหันกลับไปมองจางเหยา แล้วยิ้มแยกเขี้ยว “ศิษย์น้องจางแห่งหอคลื่นโหม พวกเราพบกันอีกแล้ว”
จางเหยาปิดเปลือกตาแน่นไม่พูดจา หลิวเซิ่งเฟิงหัวร่อพลางกล่าว “พูดๆ ไปแล้วช่างทำให้ศิษย์น้องจางขำขันเสียแล้ว ประมือกับเยี่ยนจ้าวเกอนั่นก่อนหน้านี้ พ่ายให้กับมัน แพ้เสียจนดูไม่ได้อยู่บ้าง”
หลิวเซิ่งเฟิงทิ่มนิ้วลงไปบนไหล่ของจางเหยาเบาๆ พลังแน่นิ่งยังไม่ปล่อยออกมา “ในบรรดาพวกเจ้า จริงๆ แล้วคนที่ข้าหวังอยากจะทักทายมากที่สุดก็คือเจ้า ถึงอย่างไรพวกเราพบหน้ากันก็อึดอัดเก้อเขินอยู่บ้าง”
ร่างกายจางเหยาสั่นเทาเล็กน้อย หลิวเซิ่งเฟิงพูดต่อไปว่า “ข้าคิดมาโดยตลอดว่า ทำเช่นไรถึงจะกำจัดความเก้อเขินนี้ไปได้ คิดอยู่นานสองนานก็คิดไม่ออก ภายหลังยังตัดสินใจว่าไม่พบกันอีกเลยน่าจะดีกว่า”
“หากคิดอยากจะแยกกันตลอดไป แน่นอนว่ามีเพียงห่างกันด้วยความเป็นความตายเท่านั้นที่มั่นใจที่สุด ส่วนข้าน่ะหรือ กลัวตาย และก็ไม่คิดจะตายเช่นกัน ดังนั้นจึงได้แต่เชิญเจ้าให้ตายไปเสียเท่านั้น”
“แควก!” ไหล่ของจางเหยาถูกแรงนิ้วของหลิวเซิ่งเฟิงเจาะทะลุเป็นรู ทำเอาจางเหยาส่งเสียงร้องน่าเวทนาออกมา
หลิวเซิ่งเฟิงพูดอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “เพียงแต่ก่อนที่เจ้าจะสิ้นใจ ก็เล่นเป็นเพื่อนข้าสักหน่อยเถอะ”
จางเหยาพูดขึ้นด้วยเสียงแหบแห้ง “เจ้าฆ่าข้าเสียเถอะ!”
“ฆ่าแน่ แต่เมื่อใดนั้น ล้วนตามแต่ใจข้า” หลิวเซิ่งเฟิงส่ายหัวพลางกล่าว
เยี่ยฉงโจวจ้องหลิวเซิ่งเฟิงราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
สายตาหลิวเซิ่งเฟิงทอดมองไปยังเขา หัวเราะพร้อมกับกล่าวไปด้วยอ“อยากช่วยพวกนางอย่างนั้นรึ? น่าเสียดายที่เจ้าไม่มีความสามารถนั้น ลองตกเป็นมารดูสิ จะดีหรือร้ายก็พอมีโอกาสอยู่บ้าง เพียงแต่เจ้าคนเดียวไม่ไหว ร่วมกันกับศิษย์น้องหร่วนท่านนั้น ถึงจะมีโอกาสทำสำเร็จอยู่บ้าง”
“เจ้า!” เส้นเลือดบนลำคอเยี่ยฉงโจวปูดโปนขึ้นมา เขาหอบหายใจแรง จดจ้องหลิวเซิ่งเฟิงไม่วางตา
หร่วนผิงที่อยู่ข้างๆ ยังคงหลับตาไม่ปริปาก
“ศิษย์พี่หลิว เจ้าใจเย็นลงหน่อย มีปัญหาอะไร ทุกคนเปิดอกพูด พูดออกมาแล้วก็ดี ไม่มีสิ่งใดที่การพูดคุยแลกเปลี่ยนไม่สามารถแก้ไขได้…” เซียวอวี่ที่อยู่ข้างๆ กล่าวไม่ขาดปาก
“เจ้าหุบปากเสีย” หลิวเซิ่งเฟิงกล่าวอย่างเยือกเย็น “ที่ข้าจะจัดการเจ้าเป็นคนสุดท้าย ไม่ใช่เพราะเจ้าเป็นศิษย์ร่วมสำนักข้า แต่เป็นเพราะเจ้าคือคนที่ข้าอยากสังหารมากที่สุด เกลียดชังมากที่สุดผู้นั้น”
ขณะที่หลิวเซิ่งเฟิงพูด เขาก็ชี้นิ้วไปทางเซียวอวี่ทันที อีกฝ่ายส่งเสียงร้องน่าเวทนาออกมา บริเวณท้องเกิดรูแผลขึ้นมาอีกแผลหนึ่ง โลหิตสดไหลกระจายไปทุกทิศ
“ในเมื่อเจ้าต้องการข้าก็จะให้” หลิวเซิ่งเฟิงยิ้มอย่างเยือกเย็น “พวกเรามาพูดคุยกันเถอะ”
หลิวเซิ่งเฟิงมายังเบื้องหน้าเซียวอวี่ หัวเราะร่า “ใช่ ในเมื่อพวกเราเป็นศิษย์ร่วมสำนัก ว่ากันตามเหตุผลแล้วข้าควรมอบสิทธิพิเศษให้แก่เจ้าบ้าง”
ครั้นสิ้นเสียง เขาก็ชี้นิ้วลง บนร่างเซียวอวี่พลันเกิดรูเลือดขนาดใหญ่ขึ้นอีกแผล “ประโยคที่เจ้าเอ่ย ข้าให้เจ้าสอง”
บทที่ 189
หลิวเซิ่งเฟิงก้มหน้ามองเซียวอวี่ กล่าวด้วยความเฉยเมยว่า “เจ้าแกร่งกว่าข้า เจ้าพูด ข้าฟัง เจ้าอ่อนแอเช่นนั้น แต่วันๆ เอาแต่พูดจาซี้ซั้วเหลวไหล ใครกันจะอดทนฟังเจ้าพูดไร้สาระได้?”
เซียวอวี่อดทนต่อความเจ็บปวดอย่างรุนแรง สายตาทอดมองไปอีกทิศทางหนึ่ง “ศิษย์น้องจ้าว เจ้าโน้มน้าวศิษย์น้องหลิวเถิด!”
ไกลออกไป ด้านหลังเจดีย์สูงสีทองนั่น เงาร่างของคนคนหนึ่งเดินอ้อมออกมา ในแววตามีแต่ความเย็นชาอีกทั้งแข็งกร้าว ซึ่งก็คือจ้าวฮ่าวนั่นเอง
สีหน้าท่าทางของจ้าวฮ่าวเหมือนเช่นปกติ ดวงตาทั้งสองใสกระจ่าง ภายในม่านตาดำขลับสงบเงียบ “ความตั้งใจของพวกเจ้าแน่วแน่เพียงพอ ไม่มีผู้ใดสามารถบังคับพวกเจ้าให้ตกเป็นมารได้”
“อย่างมากก็สิ้นชีพไปด้วยกันก็เท่านั้น ถ้าหากเจ้าคิดอยากจะดิ้นรนเอาตัวรอดไปวันๆ เหตุใดเจ้าต้องสนใจด้วยว่าจะเป็นมนุษย์หรือมาร?”
“แต่ว่าหากข้าเป็นพวกเจ้า ถ้าจะฆ่าแกงผู้อื่นเหมือนเช่นเนื้อปลาบนเขียง ไม่สู้กลายเป็นมารให้รู้แล้วรู้รอดไปเสีย รับเอาพลัง แล้วต่อสู้สุดชีวิต”
กลุ่มคนของเยี่ยฉงโจวต่างก็มองเขาด้วยความตกตะลึง เซียวอวี่อ้าปากกว้าง “แม้แต่เจ้า ศิษย์น้องจ้าวก็ยินยอมเป็นมาร? แต่เห็นๆ อยู่ว่าไม่ได้ตกเป็นฝ่ายมาร…”
จ้าวฮ่าวพูดขึ้นอย่างไม่แยแส “สำหรับพวกเจ้าแล้ว กลายเป็นมารก็เป็นเพียงการปล่อยความคิดบางอย่างในหัวของตนให้เป็นใหญ่ เรื่องที่แต่ก่อนไม่กล้าทำ บัดนี้มีความกล้าจะทำ”
“ส่วนเรื่องที่แต่ไหนแต่ไรไม่กล้าทำ เรื่องที่ข้าอยากทำ ข้าก็ไปทำ ชีวิตตามแต่ใจปรารถนา กระทำอย่างสบายใจ”
“ในความคิดข้า ผู้ใหญ่กลายเป็นมาร ไม่ได้มีความแตกต่างแต่อย่างใด ข้าเองก็ไม่สนใจว่าผู้อื่นเป็นมนุษย์หรือเป็นมารเช่นกัน”
“สำหรับข้าแล้วต่างก็เหมือนกัน ผู้ที่ขัดขวางทางเดินข้า ข้าก็สังหารเสีย คนหรือมารไม่มีสิ่งใดไม่เหมือน”
จ้าวฮ่าวหัวเราะเย้ยหยัน สีหน้าท่าทางเต็มเป็นด้วยความว่างเปล่า “อันตรายที่สุด และชั่วร้ายที่สุดก็คือจิตใจคน มารชั่วร้ายเกิดขึ้นในใจ มีสิ่งมีชีวิตทั้งมวลอยู่ มารก็ไม่สูญสิ้นไป พวกเจ้าหวาดกลัวมารร้าย แต่จริงๆ แล้วพวกเจ้าเพียงหวาดกลัวความคิดที่อยู่ในส่วนลึกที่สุดของจิตใจก็เท่านั้น”
“แต่สำหรับข้าแล้ว แต่ไรข้าไม่ถือสาที่จะปฏิบัติตามความคิดในใจตนอย่างแท้จริง แต่ก็จะไม่สูญเสียการควบคุมเช่นกัน”
“สิ่งที่ข้าต้องการก็คืออิสระเสรี ไร้ข้อจำกัดใดๆ ไม่มีสิ่งใดบังคับไร้อุปสรรคขัดขวาง สำหรับข้าแล้ว ในโลกใบนี้มีเพียงพลังเท่านั้นที่เป็นสัจธรรม สิ่งอื่นใดล้วนลวงหลอกทั้งสิ้น”
“ท่านผู้เฒ่าโม่ดีกับข้า ข้าก็รับน้ำใจของเขาเอาไว้ แม้ว่าข้าไม่มีความสนใจจะเปลี่ยนเป็นเหมือนเขา หรือช่วยเขาทำให้นพยมโลกเยื้องกรายมาสู่โลกมนุษย์ แต่ข้าเองก็จะไม่ทำลายเรื่องของเขาด้วยเช่นกัน”
จ้าวฮ่าวมองไปยังเยี่ยฉงโจว เซียวอวี่และคนอื่นๆ อย่างเหยียดหยาม “ดังนั้นข้าไม่สนใจมารร้ายแต่อย่างใด เพราะว่าข้าสามารถควบคุมสภาพจิตใจของข้าได้ ไม่เหมือนเศษสวะเหล่านี้เช่นพวกเจ้า กล้าคิดกลับไม่กล้ายอมรับ ยังจะกลัวหัวหด ปิดบังซ่อนเร้นอีก”
เยี่ยฉงโจวเองก็ไม่มีเวลาจะสนใจกลุ่มคนของหลิวเซิ่งเฟิงที่อยู่ข้างๆ จึงอดไม่ได้เอ่ยปากด่า “พูดจาซี้ซั้วข้างๆ คูๆ เจ้าก็เป็นเพียงแค่คนเห็นแก่ตัวเลือดเย็นเท่านั้น”
จ้าวฮ่าวยิ้มน้อยๆ “เศษสวะเหมือนเจ้าเช่นนี้ มีคุณสมบัติอันใดมากล่าวหาข้า?”
ครั้นวาจานี้เปล่งออกไป กลุ่มคนของเยี่ยฉงโจวพลันตะลึงงันอย่างช่วยไม่ได้ แม้แต่หลิวเซิ่งเฟิงเองก็ชำเลืองตามองเล็กน้อย
สายตาจ้าวฮ่าวกวาดผ่านเยี่ยฉงโจวและหร่วนผิง ส่งเสียงฮึดฮัดในจมูก “อายุอานามก็ชราไม่เยาว์นักแล้ว แต่ยังไม่ผ่านระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะกลาง อายุแก่ชราไปเสียเปล่า”
ชั่ววูบเดียวเยี่ยฉงโจวถูกทำให้โกรธจนน่าขัน “เจ้าอยู่แค่ขั้นจิตราชั้นในระยะท้าย กล่าวว่าข้าเพียงแค่ระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะกลางหรือ?”
จ้าวฮ่าวยิ้มอย่างเหยียดหยาม “เจ้าจำตอนที่อายุเท่าข้าได้หรือไม่ ว่าเจ้ามีพลังฝึกปรือในระดับ? สูงกว่าข้างอย่างนั้นรึ? ไม่ได้สูงกว่าข้า แต่เจ้ามีหน้ามากล่าวกับข้า?”
เยี่ยฉงโจวเบิกตาโพลง จ้องเขาเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “สวะเช่นเจ้า หากตอนนี้ข้าไม่ได้บาดเจ็บหนัก ข้าจะต้องสั่งสอนเจ้า!”
หร่วนผิงที่อยู่ข้างๆ เวลานี้ก็ลืมตาขึ้นเช่นกัน จ้องมองจ้าวฮ่าวด้วยความโกรธแค้น
หลิวเซิ่งเฟิงเหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้ม สายตามองสลับไปมาระหว่างจ้าวฮ่าว เยี่ยฉงโจว หร่วนผิงและคนอื่นๆ
ทั้งสองคนข้างกายเขามองยังจ้าวฮ่าว สีหน้าแลดูอึดอัดมิสู้ดีอยู่บ้าง ทว่าหลิวเซิ่งเฟิงกลับโบกมือไม่ให้พวกเขาส่งเสียงออกมา
จ้าวฮ่าวเห็นสีหน้าของหลิวเซิ่งเฟิงและทั้งสอง แต่ก็ทำเป็นมิเห็น เขาเสมองเยี่ยฉงโจวแวบหนึ่ง “ถือโอกาสเอ่ยถึงเรื่องหนึ่ง หนึ่งปีก่อนหน้านี้ข้ายังไม่ใช่ปรมาจารย์ แต่บัดนี้ข้าเป็นปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะท้ายแล้ว ตอนนั้นตั้งแต่ระดับจอมยุทธ์หลอมกายจนถึงระดัยปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะท้าย ใช้เวลาเท่าใด? เร็วเท่าข้าหรือไม่? หากไม่เร็วเท่าข้า เจ้าไม่ใช่สวะแล้วจะเป็นอะไร?”
“ในระยะเวลาหนึ่งปี พลังฝึกปรือพัฒนาขึ้นเท่าไร? อายุอานามมากเช่นนี้แล้ว เพิ่งเป็นปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะกลาง หากเจ้าไม่ได้ใช้ชีวิตจนสูญเปล่า แล้วใช้ชีวิตทำสิ่งใดกัน?”
“สั่งสอนข้าอย่างนั้นรึ? พวกเราไม่ได้แข่งขันกันด้วยความเร็วในพัฒนาฝึกฝน แต่แข่งขันกันด้วยพลังความสามารถในระดับขั้นเดียวกัน ด้วยระดับขั้นเดียวกัน ข้าผู้เดียวต่อสู้กับเจ้าสามคนห้าคนไม่ใช่ปัญหา เจ้าจะสั่งสอนข้า?”
จ้าวฮ่าวมองเยี่ยฉงโจวด้วยความสมเพชอยู่บ้าง “ดูแล้ว เป็นไปได้ว่าวันนี้เจ้าตายๆ ไปเสียก็คงจะดี”
“มิเช่นนั้นวันหลังเจ้าก็จะเห็นว่า ข้าใช้เวลาไม่เท่าไหร่ก็เหนือกว่าเจ้าในด้านระดับพลังฝึกปรือ ขณะเดียวกันก็บดขยี้เจ้าเหมือนบดขยี้มดอย่างไรอย่างนั้น”
เยี่ยฉงโจวกัดฟันกรอด ทว่าด้วยอาการบาดเจ็บสาหัสจนร่างกายไม่อาจขยับเขยื้อน จึงทำได้เพียงแสดงอารมณ์โกรธเคืองผ่านนัยน์ตาแดงก่ำ
เซียวอวี่มองจ้าวฮ่าวอย่างตกตะลึง “ศิษย์น้องจ้าว เจ้าพูดจาเย่อหยิ่งเกินไปแล้ว…”
จ้าวฮ่าวมองเขาปราดเดียว เอ่ยอย่างเหยียดหยามว่า “คนที่เศษสวะที่สุดก็คือเจ้า สิ่งใดก็ล้วนทำไม่เป็น ทำเป็นเพียงพูดพล่ามไร้สาระไม่รู้จบเท่านั้น คนอย่างเจ้า หากไม่ใช่พ่อเจ้าปกป้องไว้ เจ้าคงตายไปร้อยๆ ครั้งตั้งนานแล้ว”
“คนที่ข้าดูแคลนมากที่สุดก็คือคนประเภทเจ้า เห็นๆ ว่าพรสวรรค์ไม่เลว กลับไม่รู้จักรักษา สิ้นเปลืองไปเสียเปล่าๆ ยังไม่สู้เศษสวะเสียด้วยซ้ำ”
ขณะที่พูด เงาสะท้อนยอดเจดีย์สูงสีทองที่ประตูแสงสีแดงทอดลงบนพื้น ก็ยิ่งบิดเบี้ยวมากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนพลังที่แฝงอยู่ภายในก็ยิ่งน่าพรั่นพรึง พลังปราณแปลกประหลาดอีกทั้งรุนแรงแผ่กระจายส่งออกมา ทำให้เยี่ยฉงโจว จางเหยาและคนอื่นๆ ที่เดิมบาดเจ็บสาหัสอยู่แล้ว ยิ่งทรมานมากขึ้น
โซ่สีดำที่พันอยู่บนเจดีย์สูงสีทอง สั่นสะเทือนโยกคลอนตลอดเวลา
โลกที่ปกคลุมด้วยแสงสีแดงกระจัดกระจาย ก็กำลังสั่นสะเทือนต่อเนื่องเช่นกัน
ด้านนอกเขตแสงสีแดง หมอกดำโหมซัดสาด มีรัศมีแสงและเจตนารมณ์หมัดจอมยุทธ์อันแก่กล้าหลากสายตัดสลับทั่วสารทิศ
การเปิดออกของประตูนพยมโลก ได้มาถึงช่วงเวลาสุดท้ายอันเป็นจุดสำคัญแล้ว
ซึ่งการตั้งรับป้องกันของบรรดายอดฝีมือจำนวนมากด้านนอก ก็มาถึงจุดความเป็นความตายแล้วเช่นกัน
เส้นแนวป้องกันของยอดฝีมือภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ค่อยๆ ถูกต้อนจนใกล้กับศูนย์กลางค่ายกลแล้ว
ทว่าเหล่ายอดฝีมือของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตยิ่งสู้รบยิ่งกล้าหาญ ตามพลังปราณภายในประตูแห่งนพยมโลกที่ยิ่งมหาศาลมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มไล่กวดยอดฝีมือของแต่ละดินแดนศักดิ์สิทธิ์ออกไปด้านนอกใหม่อีกครั้ง
จ้าวฮ่าวกวาดสายตามองเซียวอวี่ เยี่ยฉงโจว และคนอื่นๆ อย่างนิ่งเงียบแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกายกลับเดินไปทางเจดีย์สูงสีทองใหม่อีกครั้ง แล้วโพล่งออกมาว่า “หากหาเยี่ยนจ้าวเกอพบละก็ อย่าลืมบอกข้าด้วย”
หลิวเซิ่งเฟิงยิ้ม “เจ้าจะตามหาเยี่ยนจ้าวเกออย่างนั้นรึ?”
จ้าวฮ่าวเอ่ย “เยี่ยนจ้าวเกอต่างกับพวกเศษสวะเหล่านี้ แต่ข้าจะทำให้เขารู้ ว่าข้ากับเขาแตกต่างกัน”
“หาข้าอย่างนั้นรึ?”
เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นข้างหูของทุกคน หลิวเซิ่งเฟิง จ้าวฮ่าว และคนอื่นๆ หันกายกลับไปมองพร้อมกัน ก่อนจะเห็นว่าไกลออกไปเยี่ยนจ้าวเกอกำลังมองมาที่พวกเขา
เยี่ยนจ้าวเกอกลับไม่ได้มองหลิวเซิ่งเฟิงและจ้าวฮ่าว แต่กลับมองไปยังกลุ่มของเยี่ยฉงโจวอย่างจริงจังและรู้สึกผิด “ทุกท่าน ขออภัย มีบางสิ่งที่ตระเตรียมแล้วเกิดต้องใช้เวลา ทำให้พวกเจ้าได้รับความยากลำบากเสียแล้ว ข้ารับประกัน จากนี้จะทำให้พวกเจ้าได้มีโอกาสเอาคืนหลิวเซิ่งเฟิงเป็นร้อยเท่ากับมือเจ้าเอง”
บทที่ 190
สายตาเยี่ยนจ้าวเกอมองไปยังเจดีย์สูงสีทองที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น และประตูสีแดงที่ทอดเงาลงมาเบื้องล่าง
ประตูแห่งนพยมโลก กำลังจะเปิดออก
หลังจากที่หลิวเซิ่งเฟิงตกตะลึงในตอนแรก ก็หัวเราะหยันขึ้นมา “เอาคืนข้าร้อยเท่า? เจ้าจะอาศัยสิ่งใด?”
“ไม่เลว ต่อให้ตอนนี้ข้าผ่านพิธีชำระล้างถือกำเนิดใหม่ หลังจากพลังความสามารถพัฒนาสูงขึ้น เป็นไปได้ว่ายังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า แต่เช่นนั้นแล้วอย่างไร?”
ในรอยยิ้มของหลิวเซิ่งเฟิงเผยความโหดเหี้ยมไร้สติอยู่หลายส่วน “นพยมโลกย่างกรายมาถึง ที่แห่งนี้ก็จะกลายเป็นแดนผาสุขของพวกข้าโดยสิ้นเชิง เจ้าจะยังขัดขวางได้อยู่อีกหรือ?”
“เรื่องที่มหาปรมาจารย์ด้านนอกมากมายเช่นนั้นล้วนทำไม่ได้ เจ้าคิดหรือว่าเจ้าสามารถทำได้?”
“ถึงเจ้าจะควานหาทางท่ามกลางความมืดเข้ามาได้จริงๆ แต่พลังฝึกปรือขั้นปรมาจารย์ของเจ้า จะทำสิ่งใดได้?”
หลิวเซิ่งเฟิงยิ้มพลางเบี่ยงกายหลบ แสดงท่าทางให้เกียรติเยี่ยนจ้าวเกอ เป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายมุ่งหน้าไปยังเจดีย์สูงสีทอง
“พวกข้าเปิดทางให้เจ้า ปล่อยให้เจ้าไปโจมตีศูนย์กลางค่ายกลตามสบาย แต่ด้วยพลังฝึกปรือของเจ้า ก็ไม่อาจพังทลายค่ายกลที่ใหญ่เช่นนี้ได้หรอก ประหนึ่งมดงานจะโยกคลอนต้นไม้ใหญ่ก็มิปาน”
สีหน้าเยี่ยนจ้าวเกอสงบนิ่ง “เป็นความจริง หากใช้พลังฝึกปรือข้าเพียงผู้เดียว คงทำไม่ได้จริงๆ”
“นพยมโลกเยื้องกราย ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องหยุดยั้งจริงๆ เช่นกัน ไม่อย่างนั้นแม้ว่าข้าจะช่วยพวกศิษย์พี่เยี่ยและศิษย์น้องจางไว้ได้ แต่ผลสุดท้ายทุกคนก็จบเห่ไปพร้อมกันอยู่ดี”
“เพราะฉะนั้น เจ้าคิดว่าเพราะเหตุใดเมื่อครู่ข้าถึงไม่ได้อัดเจ้าจนกลายเป็นไอ้โง่เขลาไปเสีย แล้วช่วยเหลือพวกศิษย์พี่เยี่ยเอาไว้ กลับจะสิ้นเปลืองเวลาด้วยซ้ำไป ข้ากำลังตระเตรียมสิ่งใด?”
ระหว่างที่เยี่ยนจ้าวเกอกำลังพูด เสียงสายฟ้าโหมกระหน่ำดังก็ขึ้นที่ข้างหูของทุกคน
ท่ามกลางเสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่น ไข่มุกวิเศษสีม่วงเม็ดหนึ่งลอยสูงขึ้นอย่างช้าๆ ประหนึ่งดวงอาทิตย์สีม่วง ปรากฎอยู่กลางฟ้าสีแดงโลหิต
นั่นคือเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้า!
สายฟ้าผ่าอันบ้าคลั่งที่นำมาซึ่งแรงกดดันทำลายล้างแก่ผู้คน อสรพิษสายฟ้าสีม่วงอมน้ำเงินแต่ละสายพรั่งพรูออกมาจากภายใน กวัดแกว่งไปมาอยู่ในอากาศตลอดเวลา
เยี่ยนจ้าวเกอชี้นิ้วออกไปด้านหน้าเบาๆ ความเร็วเชื่องช้าอย่างยิ่ง ปลายนิ้วราวกับแขวนภาระอันหนักอึ้งไว้ รับน้ำหนักมหาศาลไม่มีที่สิ้นสุด
ไข่มุกวิเศษสีม่วงที่แปรสภาพมาจากเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าส่งเสียงดังหึ่งออกมา กลายสภาพเป็นแสงสายฟ้าสีม่วง ฟาดไปยังเจดีย์สูงสีทอง!
แสงสายฟ้าสีม่วงและเจดีย์สูงสีทองปะทะดังโครม
บนเจดีย์สูงแตกร้าวเป็นแนวยาวจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจนทันที จากยอดเจดีย์ยืดยาวไปจนถึงส่วนฐาน
อักขระค่ายกลสีดำทุกสายที่พันรัดบนเจดีย์สูงสีทอง สั่นสะท้านไม่หยุด แตกออกเป็นจำนวนมาก
แม้แต่ยอดเจดีย์สูงสีทอง ประตูแสงสีแดงนั้นต่างก็เริ่มสั่นไหว กระเพื่อมราวกับพื้นผิวคลื่นน้ำอย่างไรอย่างนั้น
กระนั้น เจดีย์สูงสีทองไม่ได้แตกเป็นเสี่ยงๆ โดยสิ้นเชิงแต่อย่างใด!
เงาสะท้อนประตูแสงสีแดงบนพื้นดิน ยังคงมีอยู่!
พลังปราณน่าหวาดกลัวรุ่งโรจน์ขึ้นเรื่อยๆ ประตูแห่งนพยมโลกยังคงกำลังจะเปิดออกในไม่ช้า!
ใจกลางค่ายกลได้รับการโจมตี ตัวค่ายกลโคจรตลอดเวลา ผลาญพลังจนค่อยๆ หมดไป มหาค่ายกลก็กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
ท้องฟ้าสีแดงที่แผ่คลุมปฐพีเหนือศีรษะผู้คนแยกออก หมอกดำโหมซัดสาดพลิกม้วนกลับ
ท่ามกลางคลื่นไอมารสูงเทียมฟ้า รัศมีแสงสองสายพุ่งขึ้นมาสู่ท้องนภา เห็นเพียงยอดเขาสูงเด่นตระหง่านสองสาย สายหนึ่งสีดำ สายหนึ่งสีแดง เวลานี้ปรากฎขึ้นตรงหน้ากลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอ
มองไปอย่างถี่ถ้วน ก็เห็นยอดเขาสองลูกนั้น คล้ายกับสูงร้อยจั้งพันจั้ง ลอยอยู่กลางท้องฟ้า ก่อเกิดแรงกดดันมหาศาลแก่ผู้คน
อักขระวิญญาณจำนวนมหาศาลโดยรอบ รวมเข้าด้วยกัน กลายเป็นค่ายกลวิญญาณมหึมา ค้ำยันยอดเขาขึ้น จากนั้นภูเขาเทพจือเทียนทั้งสองลูก ก็กระแทกเข้าหากัน!
พลังอันบ้าคลั่งฉีกฟ้าดินแดนมารโดยรอบออก!
ภูเขาเทพสีดำลูกนั้น ยึดครองความได้เปรียบอย่างชัดเจน
ในอากาศมีเสียงหัวเราะทอดดังมา “ซานสือเวิง แต่ไหนแต่ไรเจ้าก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า ที่แห่งนี้ก็ยิ่งไม่ใช่!”
เสียงหัวเราะนี้ ก็คือเสียงของผู้อาวุโสโม่แห่งเขาไร้พรมแดนท่านนั้นนั่นเอง
เขาที่เดิมทีควรจะถูกล้อมสังหารตั้งแต่แรก บัดนี้กลับน่าเกรงขามเย็นเยียบ กดอัดซานสือเวิงเอาไว้
เสียงหัวเราะดังของเขาทอดส่งมา ดังสนั่นจนหูแทบหนวก “นี่คือสิ่งที่เจ้าพึ่งอาศัยอย่างนั้นรึ?”
“เด็กน้อยตระกูลเยี่ยน บุตรชายตระกูลหลินเทียนเฟิงแห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ นำข่าวสารที่เจ้าได้รับเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์เผยแพร่จนรู้กันทั่วหล้า แล้วพวกข้าจะไม่ล่วงรู้ได้อย่างไร?”
“เช่นนั้นแล้วจะอย่างไรอีก? จอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์น้อยนิดมาโดยตลอดเช่นเจ้า เศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ แม้ว่าจะเป็นเศษชิ้นส่วน ก็ยังคงเป็นรากฐานของอาวุธศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน เจ้าจะสามารถขับเคลื่อนพลังภายในนั้นได้สักกี่ส่วนกัน?”
“ดวงชะตาข้าไม่เลว อยู่ใกล้พอดี เศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้ ข้าขอรับไปล่ะ ต้องขอบคุณที่เจ้ามอบของล้ำค่าให้แก่ข้า!”
ภูเขาเทพสีดำคล้ายกับเปลี่ยนเป็นยิ่งสูงใหญ่ขึ้นอีก กดอัดภูเขาเทพสีแดงไว้โดยตรง พื้นผิวภูเขาเทพสีแดง ถึงขั้นเริ่มปรากฎรอยร้าว
ผู้อาวุโสโม่ยิ้มเย็นพลางกล่าว “เจ้าเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม อาศัยว่ามีพรสวรรค์ไม่กี่ส่วน ก็ไม่รู้จักฟ้าต่ำแผ่นดินสูง รู้เอาไว้ว่าอัจฉริยะเหมือนเจ้า ตายแต่เยาว์วัยง่ายที่สุด!”
“ยังคิดจะประลองกับข้า? ได้ วันนี้ข้าจะสนองเจ้าเอง!”
“รอหลังจากนพยมโลกเยื้องกราย ข้าจะจัดการเจ้าอย่างช้าๆ!”
จ้าวฮ่าวที่อยู่บนพื้นพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ปล่อยมันไว้ให้ข้า ไม่ต้องสังหารมันด้วยมือท่าน ในใจข้าไม่สบายอารมณ์ ไม่เข้าใจความคิดนัก”
ผู้อาวุโสโม่หัวเราะเสียงดัง “ดูสิว่าชะตาเจ้าจะแกร่งเช่นนั้นหรือไม่ จะรอดพ้นเงื้อมมือข้าไปได้หรือไม่”
เจดีย์สูงสีทองนั้น ถึงแม้ว่าจะถูกเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าโจมตีจนเกิดรอยแตก ทว่าเศษชิ้นส่วนก็ฝังอยู่ในนั้นเช่นกัน ถูกเจดีย์สูงสีทองดูดเอาไว้
แสงโลหิตมากมายกะพริบวับวาบ เจดีย์สูงสีทองกลับคล้ายว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีชีวิตเป็นของตนเอง พยายามที่จะกลืนกินเศษชิ้นส่วนเนตรแห่งอัสนีไป!
หลิวเซิ่งเฟิงมองเยี่ยนจ้าวเกอ ยิ้มพลางกล่าวว่า “จะนิ่งอึ้งทำไม รีบช่วยของรักของเจ้าสิ?”
“ถ้าหากช่วยของรักของเจ้าออกมาแล้ว ก็รีบเผ่นหางจุกก้นไปเสีย มิแน่ว่าเจ้าอาจจะหนีเอาชีวิตรอดไปได้?”
“ส่วนทางด้านข้านี้ เจ้าก็ไม่ต้องสนใจแล้ว” หลิวเซิ่งเฟิงยิ้มพลางเดินไปทางกลุ่มของเยี่ยฉงโจว “ให้พวกเขาแก้แค้นด้วยมือพวกเขา เอาคืนข้าเป็นร้อยเป็นพันเท่า ไม่มีสิ่งใดต้องหวังแล้ว เจ้าหวังให้ตนเองมีชีวิตรอดเสียยังจะดีกว่า วันหน้าเจ้าค่อยล้างแค้นแทนพวกเขาเถอะ”
“เพียงแต่เจ้ารู้ดี ว่าข้าผู้นี้กลัวตาย จะต้องหลบซ่อนอย่างดีเป็นแน่”
เยี่ยฉงโจว จางเหยา และคนอื่นๆ มองดูเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าถูกเจดีย์สูงสีทองโอบล้อมเอาไว้ รับรู้ได้ถึงพลังปราณอันน่าหวาดผวาจากภายในประตูแห่งนพยมโลกที่หนาแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ
จางเหยาจ้องหลิวเซิ่งเฟิงเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ร้องตะโกนว่า “เป็นแค่เพียงไอ้ขี้ขลาดตาขาวที่อาศัยความแข็งแกร่งข่มเหงผู้อ่อนแอ แต่หวาดกลัวคนที่แข็งแกร่ง!”
“ตอนแรกที่ถูกเยี่ยนจ้าวเกออัดจนเหมือนโคลนเลน กระดิกหางประจบ แม้แต่สุนัขยังไม่สู้ ช่างน่าขันเสียนี่กระไร!”
หลิวเซิ่งเฟิงยิ้มแต้ “คิดจะยั่วโมโหให้ข้าสังหารเจ้าง่ายๆ อย่างนั้นรึ? จะง่ายดายเช่นนั้นได้อย่างไร?”
“ถูกต้อง ข้าก็เป็นคนที่อาศัยความแข็งแกร่งข่มเหงผู้อ่อนแอ แต่ก็เป็นคนที่รังแก่ผู้อ่อนด้อยกลัวยอดฝีมือ ต่อหน้ายอดฝีมือ ข้าเป็นสุนัขน้อยที่เชื่อฟังมากที่สุด น่าเอ็นดูที่สุด ต่อหน้าผู้ที่อ่อนด้อยเช่นเจ้า ศิษย์น้องจาง ข้าคือฝันร้ายที่น่ากลัวที่สุดของเจ้า”
หลิวเซิ่งเฟิงมาถึงเบื้องหน้าจางเหยา บีบแก้มของนางเอาไว้ บังคับนางให้สบตากับตน “แม่นางน้อย บัดนี้โคลนตมเช่นข้านี้จะฉาบใบหน้าเจ้าเสีย พร้อมแล้วหรือไม่?”
“ปล่อยมือเสีย” เสียงของเยี่ยนจ้าวเกอพลันดังขึ้นข้างหูหลิวเซิ่งเฟิง
หลิวเซิ่งเฟิงมุ่นคิ้วขึ้น เขาพบว่า น้ำเสียงของเยี่ยนจ้าวเกอสงบนิ่งเป็นอย่างมาก ไม่มีความรู้สึกล้มเหลวพ่ายแพ้แม้แต่น้อย
สายตาของเยี่ยนจ้าวเกอกวาดผ่านร่างหลิวเซิ่งเฟิงและทั้งสองคนรวมถึงจ้าวฮ่าว มองดูเยี่ยฉงโจว จางเหยาและคนอื่นๆ ที่ล้มอยู่กับพื้นครู่หนึ่ง พลันหัวเราะ
“ข้าไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ผู้ใด เพียงแค่อยากจะพูดว่า…” แววตาเยี่ยนจ้าวเกอเป็นเป็นเย็นเยียบ “พวกท่านทั้งหลาย ทั้งหมดที่ยืนอยู่ ล้วนเป็นขยะทั้งสิ้น”