181-185

บทที่ 181
เดิมทีเกาะลอยเป็นพลังค่ายกลที่แปรสภาพมาจากแสงโชติช่วงที่สร้างขึ้นโดยหอคลื่นโหม ผนึกเข้ากับเมฆหมอกทั่วท้องฟ้าทะเลสาบปิดนภา

ภายใต้หมอกดำที่กระจัดกระจายหนาแน่น และพลังปราณชวนหวาดผวาที่ปกคลุมในขณะนี้ เกาะลอยจึงคล้ายกับถูกย้อมสีดำทับชั้นหนึ่งเช่นกัน

ภายในของเกาะลอยสีดำ คล้ายกับมีแสงสีแดงแปลกประหลาดส่องแสงวับวาบไม่หยุด

ด้วยการเคลื่อนไหวของแสงสีแดง เกาะลอยสั่นไหวอย่างรุนแรงขึ้นมา แสงสีแดงโลหิตมากมายเหล่านั้นแปรสภาพเป็นรอยแตกมากมาย ราวกับปากแผลลึก

เกาะลอยพลันแตกกระจาย เริ่มพังทลายลงทันที

ในเวลาเดียวกันกับที่เกาะลอยตรงกลางอากาศพังทลายลง เกาะปิดนภาที่อยู่เบื้องล่างก็เริ่มสั่นสะเทือนรุนแรงเช่นกัน

เกาะหนึ่งที่ใหญ่โตเช่นนี้ ค่อยๆ จมลงไปในทะเลสาบ กระทั่งถูกน้ำในทะเลสาบท่วมมิด

เขตศูนย์กลางทะเลสาบปิดนภา น้ำในทะเลสาบก่อตัวเป็นน้ำวนขนาดยักษ์ ตามการจมลงไปของเกาะปิดนภา ใจกลางมืดมิดทั้งผืนราวกับหลุมดำ

แรงดึงดูดอันน่ากลัวส่งออกมาจากภายในหลุมดำ กำลังจะลากทุกสิ่งโดยรอบเข้าไป

เกาะลอยตั้งอยู่เหนือหลุมดำพอดิบพอดี เมื่อเจอกับแรงดึงดูดมหาศาลเหล่านั้น เศษชิ้นส่วนของเกาะลอยที่พังทลายแตกออกมา และกลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอบนเกาะ จึงร่วงลงไปข้างล่างพร้อมกัน!

“แผนมีการเปลี่ยนแปลง!” กลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอมองหน้ากันแวบหนึ่ง ต่างอ่านความคิดของอีกฝ่ายออก

โชคดีที่เมื่อเมฆดำปกคลุมท้องฟ้าใหม่อีกครั้ง ทุกคนพลันมีลางสังหรณ์ในใจอยู่แล้ว

แม้ว่าเบื้องล่างเกาะปิดนภาจะทรุดลงไปแล้ว อีกทั้งก่อเกิดเป็นหลุมดำอันเหนือความคาดหมายของทุกคน ทว่ากลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอยังไม่ถึงขั้นรับมือไม่ทัน

ฝ่าเท้าเยี่ยนจ้าวเกอแตะไปบนเศษชิ้นส่วนเกาะลอยชิ้นหนึ่งเบาๆ เพื่อจะดีดกายขึ้น กระโดดไปถึงบนหลังพ่านพ่าน โดยมีอาหู่ตามไปข้างกายติดๆ

ครั้นหันศีรษะมองกลับไป ชายหนุ่มก็คลายใจ เพราะเห็นว่าสวีเฟยดึงซือคงจิงไว้แล้ว เท้าของเขาเหยียบอยู่บนเศษชิ้นส่วนของเกาะลอย หนีออกไปไกลอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ผู้สืบทอดคนอื่นๆ ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่หลายแห่ง เขาไร้พรมแดนที่มีจี้ฮั่นหรูเป็นผู้นำ หอคลื่นโหมที่มีเซี่ยโยวฉานและหร่วนผิง เมืองทะเลมรกตที่มีซ่งเฉาและเยี่ยฉงโจว ศิษย์ระดับขั้นเคียงนภาของแต่ละสำนักที่วรยุทธ์ค่อนข้างสูง ต่างก็ดูแลบรรดาศิษย์น้องชายหญิงร่วมสำนักที่ระดับวรยุทธ์ค่อนข้างต่ำ พากันอาศัยเศษชิ้นส่วนเกาะลอยหนีออกไปพร้อมกัน พยายามอย่างเต็มที่ให้หลุดพ้นจากพื้นที่ใจกลางหลุมดำเบื้องล่าง

เกาะลอยแตกออกเป็นเสี่ยงๆ กลุ่มคนร่วงลงมา เนื่องด้วยหลุมดำเป็นเหตุ ทำให้ความเร็วในการตกด้านล่างยิ่งรวดเร็วและรุนแรงมากขึ้น

คิดอยากจะหลบหนีให้ทันเวลา ก็ต้องสลัดแรงดูดจากหลุมดำให้พ้น ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในและปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกล้วนใจสู้ กระนั้นกำลังกายกลับไม่ไหว จำเป็นต้องให้ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาช่วยประคอง

ในบรรดาศิษย์ของทั้งหกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ มีเพียงตำหนักอัสนีสวรรค์เท่านั้นที่สถานการณ์ค่อนข้างย่ำแย่ เดิมทีเสียจื่ออี้ก็มีอาการบาดเจ็บในร่างกายอยู่แล้ว บัดนี้สภาพจิตใจก็ยิ่งหวั่นไหวไม่มั่นคง

บัดนี้แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังเอาตัวไม่รอดอยู่บ้าง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกลุ่มคนของเฉินหลินเลย

โชคดีที่ทางด้านสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์นั้น ถังหย่งฮ่าวระแวดระวังถึงปัญหานี้ได้ทันเวลา วรยุทธ์ของเขาเองก็เหนือชั้นยิ่ง จึงสามารถพาเสียจื่ออี้ เฉินหลิน และคนอื่นๆ ฝ่าวงล้อมออกไปพร้อมกันได้

บรรดาฝูงชนถลันออกไปด้านนอก เนื่องจากตอบโต้ได้ทันเวลา จึงไม่ได้จมดิ่งลงไปในหลุมดำ

ถึงอย่างนั้นก็ยังรับรู้ได้ถึงแรงดึงดูมหาศาลบริเวณเขตชายขอบหลุมดำทั้งสองฟากเช่นกัน บริเวณนั้นคล้ายกับหลุมทรายดูดหลุมหนึ่ง ต้องการลากผู้คนโดยรอบทั้งหมดเข้าไปภายใน

ด้วยผลของค่ายกลมหึมาที่ส่องแสงสีดำระยิบระยับ ทะเลสาบปิดนภาที่กาลก่อนยังคงมีทัศนียภาพที่น่าเบิกบานใจ และมีความลี้ลับมหัศจรรย์อย่างยิ่งยวด บัดนี้รูปลักษณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว

น้ำในทะเลสาบสีดำที่อยู่ไกลออกไปโหมซัดสาดไล่หลังไม่หยุด ราวกับกำลังเดือดก็มิปาน

ส่วนเขตพื้นที่ที่เข้าใกล้หลุมดำศูนย์กลางทะเลสาบ น้ำภายในนั้นหายไป เหลือไว้เพียงแค่โคลนดำ ที่คล้ายกับเป็นชิ้นๆ ผืนหนึ่ง ทับถมทะเลสาบปิดนภาจนมิด

เยี่ยนจ้าวเกอกับพ่านพ่าน รวมถึงอาหู่เหยียบอยู่บนโคลนเลน พลันนั้นรู้สึกว่าโคลนเลนสีดำใต้ฝ่าเท้าคล้ายกับมีชีวิตเป็นของตัวเองอย่างไรอย่างนั้น มันม้วนขึ้นมาบนเท้าของพวกเขา

พลังปราณน่ากลัวที่เขย่าขวัญผู้คนนั่น บัดนี้ยิ่งแกร่งกล้าขึ้น

ในขณะเดียวกับที่กลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอปลดปล่อยปราณจิตราออกมาภายนอก สกัดกั้นโคลนเลนเอาไว้ ก็รุดหน้าต่อไปทางรอบนอกทะเลสาบปิดนภา

ยิ่งออกห่างจากศูนย์กลางค่ายกลเท่าใด ผลกระทบในด้านลบเหล่านี้ก็ยิ่งลดน้อยเท่านั้น

อาหู่ก้าวเท้าไปข้างหน้า ตามติดอยู่เบื้องหลังเยี่ยนจ้าวเกอ พลางพูดด้วยความขัดเคือง “ไม่ใช่ว่าทั้งหมดอยู่ในกำมือหรือขอรับ?”

เยี่ยนจ้าวเกอหันศีรษะกลับแล้วมองไปที่หลุมดำที่ปรากฎขึ้นบริเวณทะเลสาบปิดนภา “ทางฝั่งตำหนักอัสนีสวรรค์นั้นแม้ว่าจะให้ข่าวสารมาบางส่วน และให้ทุกคนตรวจสอบแยกแยะไส้ศึกของภาคีแล้วก็ตาม แต่ นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าหนอนบ่อนไส้ของภาคีจะอยู่ในกำมือทั้งหมด”

“ตำหนักอัสนีสวรรค์ไม่ได้ปิดบังมิรายงานแต่อย่างใด แต่สิ่งที่พวกเขารู้ก็มีจำกัดเช่นเดียวกัน”

“ก่อนหน้านี้ ทั้งหมดแล้วแต่เป็นการจัดเตรียมตามข้อมูลในมือที่มีไปก่อน ซึ่งเป็นเพราะข้อมูลนั้นมีจำกัด ดังนั้นแผนการจึงดำเนินไปพร้อมกับพยายามปิดเป็นความลับอย่างเต็มที่ นั่นก็เพื่อเตรียมป้องกันสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน”

สีหน้าท่าทางเยี่ยนจ้าวเกอเคร่งขรึมจริงจังอย่างหาได้ยาก “แต่ผลลัพธ์กลับปรากฎความผิดพลาด นี่ก็หมายความว่า ภาคีหรือว่านพยมโลกเอง แทรกซึมเข้ามาในโลกแปดพิภพ รวมถึงสำนักภายในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งหก ลึกซึ้งกว่าที่ทุกคนจินตนาการไว้”

“ยอดฝีมือที่มายังที่แห่งนี้เพื่อดักซุ่มล้อมปราบ ต่างก็เป็นผู้ที่แต่ละดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่พยายามคัดเลือก ทั้งให้ความไว้วางใจมากที่สุด”

พูดถึงตรงนี้ เยี่ยนจ้าวเกอก็ถอนหายใจ “แต่ดูจากตอนนี้แล้ว ในบรรดาคนเหล่านั้นก็มีผู้ที่สร้างปัญหาเช่นกัน ตอนนี้ข้าหวังเพียงแค่ว่า อย่าได้มีผู้ที่สร้างปัญหามากจนเกินไปนัก มิเช่นนั้นครั้งนี้ก็เป็นเนื้อเข้าปากเสือของจริงแล้ว”

อาหู่ใบหน้าขื่น “จะเป็นใครไปได้เล่า? สามารถปะปนอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ทั้งหกปะปน ทั้งยังไปได้ถึงตำแหน่งสูงเช่นนี้ เหตุใดต้องไปก่อความยุ่งยากกับภาคีด้วย?”

เยี่ยนจ้าวเกอไม่พูด สายตานิ่งงัน เผยสีหน้าครุ่นคิด “ดูว่าแผนสำรองจะใช้การได้หรือไม่ แต่ถ้าหากแผนสำรองก็รั่วไหล ถูกศัตรูพุ่งเป้าเช่นกัน เรื่องที่คิดไว้ในวันนี้ก็ยากจะจบสวยแล้ว”

ไกลออกไปในแต่ละทิศทาง ล้วนมีคลื่นพลังรุนแรงส่งออกมา เห็นได้ชัดว่ามียอดฝีมือจำนวนมากกระจายออกไปแต่ละที่ เปิดฉากโจมตีต่อสู้

ส่วนพลังปราณอันน่าหวาดผวาที่ปกคลุมทะเลสาบปิดนภา ยิ่งมายิ่งหนาแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ

ค่ายกลแสงสีดำประหนึ่งกับเปิดประตูบานใหญ่บานหนึ่ง เชื่อมต่อโลกมนุษย์แห่งนี้กับนพยมโลก

โคลนดำที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของกลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอ บัดนี้เริ่มแปลกประหลาดบ้าคลั่งขึ้นเรื่อยๆ ตามผลกระทบอันเกิดจากค่ายกลอย่างต่อเนื่อง

เหล่าจอมยุทธ์ในทะเลสาบราวกับเศษเทียนไขกลางพายุ ถูกโคลยทับถมกลืนหาย แสงแห่งชีวิตทยอยดับหายไป

“คุณชายขอรับ!” สีหน้าของอาหู่เคร่งขรึมจริงจัง เยี่ยนจ้าวเกอพูดขึ้น “ไม่ต้องห่วงข้า เจ้าระวังความปลอดภัยของตัวเองก็พอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระมัดระวังรักษาจิตใจให้ดี อย่าได้ถูกไอมารฉวยโอกาสไป”

“แท้จริงแล้วระยะห่างในการเปิดประตูใหญ่นพยมโลกในขณะนี้ยังอีกยาวไกล เพียงแค่พลังปราณสายหนึ่งปรากฎออกมาจากช่องประตูก็เท่านั้นเอง พวกเรารวมพลังที่จุดศูนย์กลาง จะสามารถสงบจิตสงบใจลงได้”

ระหว่างที่พูด ทั้งสองก็จมหายลงไปในโคลน

เบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอมืดมิด แต่กลับไม่ได้มีความรู้สึกหายใจมิออกแต่อย่างใด นั่นดูเหมือนว่าเป็นไอมารของโคลนเลน ซึ่งเมื่อร่างกายอยู่ภายในนั้นอย่างแท้จริงแล้ว ก็เหมือนกับเอาตนเองเข้าไปอยู่ในหมอกหนาอย่างไรอย่างนั้น

พ่านพ่านตามติดอยู่ข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอ สาดส่องสายตาไปทั้งสี่ทิศด้วยความใคร่สงสัย

เยี่ยนจ้าวเกอพามันรุดหน้าไปอย่างช้าๆ สภาพการณ์เบื้องหน้าพลันเปลี่ยนไป แสงสายฟ้าสีม่วงสายหนึ่งปรากฏวาบ

ภายในสายฟ้า ปรากฎเงาร่างคนผู้หนึ่ง ซึ่งนั้นก็คือเสียจื่ออี้นี่เอง!

เพียงแต่เสียจื่ออี้ในขณะนี้ อาการบาดเจ็บทั่วกายฟื้นคืนสู่สภาพเดิมโดยสมบูรณ์ พลังปราณคล้ายกับเหนือกว่าครั้งก่อน ถึงอย่างนั้นร่างกลับบิดเบี้ยวและแปลกประหลาดอย่างเห็นได้ชัด

เขามองเยี่ยนจ้าวเกอ ด้วยดวงตาที่เป็นประกาย ใบหน้าเผยรอยยิ้มพิลึกออกมา

ชั่วขณะนั้น ร่างกายของเสียจื่ออี้พลันหายวาบไป ในตอนที่ปรากฎกายอีกครั้ง ประกายกระบี่สีม่วงสายหนึ่งที่ทั้งน่าหวาดผวาและรุนแรงชั่วร้าย ก็มาอยู่ตรงหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอเสียแล้ว!

“กลายเป็นมารแล้วหรือ?” เยี่ยนจ้าวเกอขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้ารนหาที่ตาย เช่นนั้นข้าจะสนองเจ้าเอง”
บทที่ 182
ใบหน้าของเสียจื่ออี้บิดเบี้ยวไปเล็กน้อย มุมปากปรากฎรอยยิ้มที่ทั้งพิลึกทั้งชั่วร้ายออกมา

ในระหว่างที่ร่างกายเขาวับวาบ ก็ได้หายไปจากที่เดิมเรียบร้อยแล้ว ความเร็วคล้ายกับรวดเร็วยิ่งกว่าก่อนหน้านี้อยู่หลายส่วน

เพียงแต่ร่างของเสียจื่ออี้ในขณะนี้ไม่เหมือนเช่นเมื่อก่อน บัดนี้เขาใช้วิชาสืบทอดของตำหนักอัสนีสวรรค์ ทำให้ว่องไวดุจสายฟ้า อีกทั้งยังแข็งแกร่งร้อนแรง ราวกับอัสนีบาตแห่งสวรรค์ทั้งเก้า

เสียจื่ออี้ในยามนี้แม้จะฉับไวยิ่ง แต่กลับปรากฎความรู้สึกมืดครึ้มของมารร้ายมากขึ้น

เยี่ยนจ้าวเกอมุ่นคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะยกมือหนึ่งขึ้น แสงมรกตสายหนึ่งร้องคำรามเหินบินออกมาจากแขนเสื้อทันใด ประหนึ่งมังกรสะท้านเหนือเวหา

แสงมรกตชะงักอยู่ในอากาศ สกัดประกายกระบี่สีม่วงที่น่าหวาดกลัวทั้งยังชั่วร้ายสายนั้นได้อย่างแม่นยำ

ร่างกายเสียจื่ออี้ปรากฎขึ้นใหม่อีกครั้ง ในมือถือกระบี่ผนึกทะเลหมอก แววตาอึมครึมเยียบเย็น ลูกตาดำย้อมเป็นสีเหลืองเล็กน้อย ภายในนั้นสาดแสงสีแดงแปลกประหลาดออกมารางๆ

เขามองเยี่ยนจ้าวเกอ มุมปากยกโค้งเป็นรอยยิ้มหนึ่งที่ทั้งแปลกพิลึก ทั้งบิดเบี้ยวออกมา

เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ดวงตาเล็กน้อย “กลายเป็นมารเสียแล้ว…”

เสียจื่ออี้หัวเราะแล้วพูดขึ้นอย่างไม่แยแส “เยี่ยนจ้าวเกอ ตอนนี้เรามาสู้กันอีกสักครั้ง!”

ร่างกายเขาพลิกตัวหมุนกลับอย่างรวดเร็ว แล้วหายตัวไปอีกครั้ง ประกายกระบี่สีม่วงก็ค่อยๆ หายไปตามเขาเช่นกัน

ตอนที่ปรากฎตัวอีกครั้ง ก็มาถึงด้านหลังของเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว ทั้งยังแทงกระบี่หนึ่งออกไป

ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอกลับยืนอยู่ที่เดิม ฝีเท้าไม่ขยับ ร่างกายไม่หันกลับเช่นกัน เขาเพียงพลิกมือกลับหลังเพื่อปล่อยกระบี่หนึ่ง สกัดการโจมตีของเสียจื่ออี้ไว้ได้อย่างแม่นยำ

“มาอีก! มาอีก!” เสียจื่ออี้หัวเราะเสียงดัง “ตอนนี้ไม่เหมือนเช่นก่อนหน้าแล้ว! เยี่ยนจ้าวเกอ ข้าจะควักตับและหัวใจของเจ้าออกมาให้หมด!”

ร่างกายเขาว่องไวดุจมารร้าย เดี๋ยวปรากฎเดี๋ยวหายไป แสงสายฟ้าสีม่วงสายหนึ่งเปลี่ยนแปลงร้อยแปดพันเก้าไร้อย่างกฎเกณฑ์ในความมืดมน แปลกประหลาดไม่อาจคาดเดาได้เช่นกัน

“พ่านพ่านไม่ต้องยุ่ง สงบจิตสงบใจคอยก็พอ” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว ขณะเดียวกันเท้าทั้งสองก็ยึดอยู่บนพื้นแน่นไม่เขยื้อน ราวกับถูกตอกตะปูติดไว้อย่างไรอย่างนั้น กระบี่วิญญาณมังกรมรกตในมือเหินบินขึ้นลง สะกัดประกายกระบี่ที่เสียจื่ออี้รุกโจมตีมาอย่างต่อเนื่อง

‘หลังจากกลายเป็นมารแล้ว พลังความสามารถพัฒนาขึ้นอยู่บ้างจริง เพียงแต่ขอบเขตไม่กว้างนัก’ สีหน้าท่าทางของเยี่ยนจ้าวเกอสงบนิ่ง เขาครุ่นคิดแยกแยะทางกระบี่ของเสียจื่ออี้ ‘แม้ว่าสภาพจิตใจจะว้าวุ่นไม่มั่นคง แต่ยามถึงคราวต่อสู้ กลับรักษาความเยือกเย็นไว้ได้ ทำให้ไม่เสียระดับฝีมือไป’

หลังจากเปรียบเทียบความแตกต่างของเสียจื่ออี้ก่อนและหลังตกเป็นมาร เยี่ยนจ้าวเกอก็มีแผนอยู่ในใจคร่าวๆ แล้ว “โดยปกติแล้ว พลังความสามารถหลังมารเข้าแทรกล้วนมีการพัฒนาขึ้นอยู่บ้าง แต่ขอบเขตบ้างก็น้อยบ้างก็มาก”

เขามองเสียจื่ออี้ แล้วหลุดหัวเราะออกมา “เอ่ยเช่นนี้อาจจะกระทบเจ้าอยู่บ้าง”

“หลังจากเจ้าตกเป็นมาร ขอบเขตการพัฒนาพลังความสามารถของเจ้า จัดว่าค่อนข้างน้อยกระมัง”

เสียจื่ออี้ที่เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ การเคลื่อนไหวพลันหยุดชะงักทันที

ในลูกตาดำที่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ประกายสีแดงเลือดยิ่งทวีความแสบตา เสียจื่ออี้จดจ้องเยี่ยนจ้าวเกออย่างไม่ละสายตา พลางหัวเราะอย่างประหลาด

ประกายกระบี่สีม่วงบ้าคลั่งปรากฎขึ้นในทันใด ชั่วพริบตาเดียวทอดขวางในอากาศ ราวกับบานประตู คล้ายกับสามารถสับฟ้าดินแยกออกเป็นสองส่วนได้ ฟันมาทางเยี่ยนจ้าวเกอ!

หลังจากกระบี่หนึ่ง ก็เป็นอีกกระบี่หนึ่ง!

อัสนีวัฏจักรนั่นเอง!

“ข้าเคยพูดแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอ ตอนนี้แตกต่างจากก่อนหน้านี้!” ท่ามกลางเสียงหัวเราะพิลึกของเสียจื่ออี้ กระบี่ที่สามก็ฟันออกไป!

ทั่วร่างเขาศีรษะจรดปลายเท้า มีเส้นโลหิตมากมายปูดโปนขึ้น ปรากฎให้เห็นความดุร้ายน่าหวาดกลัวหาที่เปรียบไม่ได้ ใบหน้ายิ่งเผยให้เห็นสีหน้าเจ็บปวดทรมาน

ทว่าหมอกดำโหมซัดสาดในเขตไอมารโดยรอบ สัมผัสแนบอยู่บนกายเขา ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถยับยั้งการฉีกขาดของเส้นลมปราณภายในร่างกายของเขาได้ แต่กลับคลายความเจ็บปวดทุกข์ทรมานของเขาได้

เสียจื่ออี้หัวเราะเสียงดังด้วยความเจ็บปวดทว่าก็ชื่นมื่น ด้วยการผลักดันของอัสนีวัฏจักร ประกายกระบี่ที่กว้างใหญ่ทั้งสามสายสับไปทางเยี่ยนจ้าวเกอโดยตรง!

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูเสียจื่ออี้ด้วยความสงบเงียบ กระบี่วิญญาณมังกรมรกตในมือแกว่งไปมา ประกายกระบี่สีเขียวพุ่งถลาขึ้นสู่ท้องฟ้า

หลังจากกระบี่หนึ่งแล้ว เขาก็ฟันอีกกระบี่หนึ่งออกไปอย่างไม่รอช้า

หลังจากกระบี่ที่สอง ก็ตามด้วยอีกกระบี่ หลังจากกระบี่ที่สามแล้ว ก็ตามด้วยอีกกระบี่…

เสียจื่ออี้เบิกตาโพลง มองดูกระบี่ทั้งห้าที่เยี่ยนจ้าวเกอปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะมีกระบี่ที่หกฟันออกมาอีก!

หกวัฏจักร!

ประกายกระบี่สีม่วงแตกกระจายออก ราวกับเปลวเพลิงปลิวสะบัด ในชั่วเวลาหนึ่งไอหมอกสีดำก็ถูกแหวกออกไปเช่นกัน ถูกขจัดจนหมดสิ้น

จิตราของกระบี่สีเขียวมรกตที่น่ากลัว คล้ายกับแปรสภาพเป็นมังกรสีครามมากมายเหินบินว่อน ฉีกร่างกายของเสียจื่ออี้!

ภาพสุดท้ายที่หยุดอยู่ในสมองของเสียจื่ออี้ คือเยี่ยนจ้าวเกอมองดูเขาด้วยความสงบนิ่งพลางเอ่ยถาม “มีสิ่งใดไม่เหมือนเมื่อครู่รึ?”

เสียจื่ออี้อ้าปากอยากจะตะโกนร้องด้วยความโกรธ ทว่ากลับเปล่งเสียงใดๆ ไม่ออกอีกต่อไป

เขาไม่ยินยอม เขาเดือดดาล เขายิ่งรู้สึกหวาดกลัว

ไม่คาดคิดเลยว่ากลายร่างเป็นมารชั่วร้ายแห่งนพยมโลกแล้ว แต่ยังไม่สามารถต่อสู้ชนะคู่ต่อสู้ผู้นี้ได้!

ความเคียดแค้นของเสียจื่ออี้ รุนแรงเสียยิ่งกว่าตอนที่กลายร่างเป็นมารร้าย หลังจากเพิ่งตกเข้าลงสู่เขตไอมารก่อนหน้านี้

กระนั้นชีวิตของเขา กลับเดินมาจุดสิ้นสุดแล้ว และสลายหายไป

ร่างที่บอบช้ำของเขาร่วงลงสู่พื้น ค่อยๆ กลายสภาพเป็นควันสีดำ หลอมรวมเข้าสู่ภายในเขตไอมารโดยรอบ

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูศพรูปร่างแปลกประหลาดของเสียจื่ออี้ที่กลายเป็นควัน ก่อนจะเลิกคิ้วเล็กน้อย “เหมือนเช่นในบันทึก ถึงแม้ว่าเลือดเนื้อและเส้นลมปราณจะไม่ต่างจากคนทั่วไป แต่ก็ไม่ใช่ร่างคนที่บริสุทธิ์อีกต่อไปแล้ว”

ผู้ที่ตกเป็นมาร ไอมารรุกเข้าสู่ร่างกายด้วยน้ำมือมนุษย์ ความทะเยอทะยานหรือการยึดมั่นภายในจิตใจ ด้านใดด้านหนึ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่อาจควบคุมได้

ท้ายที่สุด ผลกระทบลวงตาในใจดำรงอยู่ในความเป็นจริงภายนอก ผนึกผสานเข้ากับไอมาร ทำให้ร่างกายของผู้คนเริ่มบังเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจหวนย้อนกลับ กลายเป็นมารชั่วร้ายของนพยมโลก

การเปลี่ยนแปลงครั้งแรกก็คือตอนที่กลายเป็นมารอย่างแท้จริงเช่นกัน เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงประเภทชีวิต จะทำให้พลังความสามารถของผู้คนเพิ่มสูงขึ้นไม่มากก็น้อย

ถ้าหากมีอาการบาดเจ็บในร่างกายอยู่ก่อนแล้ว เช่นนั้นคราวนี้ก็จะฟื้นคืนอย่างไร้ขอบเขต ถึงขั้นหายเป็นปกติ

ผู้ที่ตกเป็นมาร ในเขตไอมารอันเข้มข้น พลังสู้รบก็จะยิ่งพัฒนาขึ้นในระดับที่ต่างกัน

สิ่งที่ควรค่าแก่การให้ความสนใจก็คือ ไม่ว่าจะถูกโลกภายนอกปลุกปั่น หรือมีสถานการณ์อันตรายบีบบังคับก็ตาม ล้วนแล้วแต่เร่งให้ผู้ที่มารเข้าแทรกเหยียบย่างก้าวสุดท้าย ทว่าก็ยังมีปณิธานของเขาเองตั้งแต่แรกเริ่ม

ต่อให้ปณิธานน้ะจเปลี่ยนแปลงไป เพราะผู้ที่ตกเป็นมารประสบหายนะมาหลากหลายรูปแบบก่อนหน้านี้ ทว่าในชั่วขณะสุดท้าย ผู้ที่ตัดสินใจก็เป็นตัวของผู้ที่มารเข้าแทรกอยู่

ไม่มีผู้ใดสามารถต่อต้านความตั้งใจแน่วแน่หรือสิ่งที่ตนตั้งมั่นมาโดยตลอดได้ แม้จะมีการจกเป็นมารมาสั่นคลอนก็ตาม

สำหรับรากฐานแล้ว ตกเป็นมาร คือความทะเยอทะยานและการยึดมั่นในจิตใจตนเองด้านใดด้านหนึ่งเพิ่มสูงขึ้นถึงขีดสุด อยู่เหนือกว่าความคิดอื่นๆ ทั้งหมด เมื่อครู่เสียจื่ออี้กถึงสามารถสัมผัสกับไอมาร เชื่อมต่อทั้งภายในและภายนอก

การที่ถูกไอมารรุกเข้าสู่ร่างกาย ไม่ได้หมายความว่าจะตกเป็นมารเสมอไปแต่อย่างใด

เยี่ยนจ้าวเกอมายังบริเวณที่ศพเสียจื่ออี้อันตรธานหายไป เขาเก็บกระบี่ผนึกทะเลหมอกของอีกฝ่ายขึ้นมา นอกจากนั้นแล้ว สิ่งของที่ค่อนข้างน่าสนใจก็คือถุงผ้าไหมใบหนึ่ง

เมื่อเปิดถุงผ้าไหมออก เยี่ยนจ้าวเกอพบว่าภายในนั้นมียันต์สีทองที่มีรูปร่างแปลกประหลาดอยู่

บนยันต์ทองสลักลายอักขระที่งดงามเอาไว้

ชายหนุ่มสังเกตอย่างละเอียดแวบหนึ่ง รู้สึกว่ารอยอักขระมีความคุ้นตาอยู่บ้างรางๆ ทว่าไม่อาจเข้าใจได้ในทันที ด้วยเหตุนี้จึงสงบอารมณ์ลงชั่วคราว ก่อนจะเก็บของขึ้นมา

พ่านพ่านหมีสยงเมายักษ์ตัวนั้นเข้ามาใกล้ข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอ ร้องเสียงทุ้มต่ำด้วยความสงสัย

ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในเขตไอมาร พ่านพ่านก็รู้สึกไม่สบายตัวอย่างยิ่งเช่นกัน

สัตว์วิเศษเองก็สามารถตกเป็นมารได้

เยี่ยนจ้าวเกอปลอบโยนพ่านพ่านไปพลาง เดินไปในเขตไอมารไปพลาง

ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าเกิดลางสังหรณ์ภายในใจพักหนึ่ง!

ความรู้สึกที่อันตรายอย่างยิ่ง ปรากฎขึ้นในสมองของเขา

แทบจะในชั่วขณะเดียวกัน ประกายกระบี่สายหนึ่งก็ส่องประกายขึ้นในเขตไอมาร เสือกแทงมาจากด้านหลังศีรษะของเยี่ยนจ้าวเกอ!

มหาปรมาจารย์!
บทที่ 183
ประกายกระบี่หม่นมัว คดเคี้ยวยาวเหยียด คล้ายกับผสานเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับเขตไอมารอันมืดมิด ไม่แบ่งแยกออกจากกัน

ตัวของประกายกระบี่เสมือนมีชีวิตจิตใจ มันแทงมาทางด้านหลังศีรษะของเยี่ยนจ้าวเกอ ไร้สุ้มเสียงราวกับอสรพิษอย่างไรอย่างนั้น

พ่านพ่านที่อยู่ข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอ ในฐานะที่มันเป็นสัตว์วิเศษ ความสามารถในการรับรู้สัมผัสภัยอันตรายจึงดีกว่ามนุษย์ ทว่าบัดนี้มันกลับไม่รู้สึกตัวเลยว่ามีระกายกระบี่จู่โจมมา

แม้แต่อาวุธวิญญาณมากมายที่เยี่ยนจ้าวเกอพกติดตัว ไม่ต้องพูดถึงอาวุธที่ยึดมาจากศัตรูเช่นดาบอัสนีบิน หรือกระบี่อัสนีทองคำม่วง

กระบี่วิญญาณมังกรมรกตที่ใช้บ่อยที่สุด และดาบคลื่นแสง อาวุธวิญญาณระดับกลางซึ่งมีสติปัญญาแก่กล้าติดกายเยี่ยนจ้าวเกอมาโดยตลอด จิตใจเชื่อมโยงถึงกัน ก็ไม่สังเกตเห็นกระบี่นี้ด้วยเช่นกัน

กระบี่หนึ่งที่ไร้สุ้มเสียง แต่กลับน่าหวาดหวั่นหาที่เปรียบไม่ได้!

ยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ สำหรับจอมยุทธ์ปรมาจารย์แล้ว ระยะห่างของพลังและความสามารถเดิมทีแล้วก็มีคลองหงโกวมหึมาขวางกั้นอยู่

ทว่าหากมหาปรมาจารย์ผู้นี้มุ่งมั่นไม่ประมาทแม้แต่น้อย และยังสามารถปล่อยวางทิฐิ ทั้งยังสามารถอดทนดักซุ่มได้ การที่ลอบจู่โจมสังหารจอมยุทธ์ปรมาจารย์คนหนึ่ง เก้าในสิบส่วน ผู้ที่เป็นเป้าหมายล้วนยากจะหลีกหนีชะตาถึงฆาตได้!

พลังความสามารถเยี่ยนจ้าวเกอเหนือชั้นกว่าปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาทั่วไป ถึงอย่างนั้นตอนที่ภัยอันตรายมาถึง ก็รู้สึกตัวช้าเต็มที

ตอนที่รู้สึกตัวว่าท้ายทอยเย็นวาบพักหนึ่ง เจ็บแปลบเล็กน้อย ประกายกระบี่ของอีกฝ่ายได้เข้ามาใกล้แล้ว!

ตั้งแต่เยี่ยนจ้าวเกอมาถึงโลกแปดพิภพ ในครั้งนี้เขาใกล้เข้าสู่ความเป็นความตายมากที่สุด!

ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของพานป๋อไท่แห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ มู่กวงจวิน หรือจะเป็นพวกหานเซิ่ง เฒ่ามารหัวขวาน หัวหน้าค่ายชื่อหลิง

พลังฝึกปรือของทุกๆ คน ล้วนสูงกว่าผู้ลอบจู่โจมคนนี้ในตอนนี้

ถึงอย่างนั้นอาจจะมีการเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้า หรืออาจจะหวั่นเกรงที่จะปะทะซึ่งๆ หน้า เยี่ยนจ้าวเกอล้วนดูเหมือนตกอยู่ในอันตราย แต่แท้จริงแล้วมั่นคงดุจภูผา

มีเพียงครั้งนี้เท่านั้น ที่เยี่ยนจ้าวเกอสามารถรู้สึกได้อย่างแจ่มชัดว่า ในใจตนเองค่อยๆ ถูกปกคลุมไปด้วยเงามืดแห่งความตายชั้นหนึ่ง

ความเร็วกระบี่นี้ของอีกฝ่ายไม่ได้ว่องไวอะไร พลังไม่ได้แก่กล้าอะไร ทว่าอำพรางได้มากจริงๆ

รอจนเยี่ยนจ้าวเกอค้นพบ ปลายกระบี่ก็แทบจะแทงลงไปบนผิวของเขาเสียแล้ว

ต่อให้ชายหนุ่มว่องไวขนาดไหน ก็หลบหลีกไม่ทันเสียแล้ว

แม้ว่าจะมีเกราะ อาวุธวิญญาณที่ใช้ป้องกันบนร่างชิ้นนี้ ทว่าต่อให้อาวุธวิญญาณพยายามป้องกัน ก็ช้าไปเสี้ยววินาทีหนึ่งเช่นกัน

เสี้ยวเวลานี้เอง ที่กั้นความเป็นความตายจากกันไว้!

แม้ว่าเกราะเขาสูงจะปรากฏขึ้น แต่คนกลับได้ประสบกับกระบี่ไปก่อนแล้ว!

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อความเป็นความตาย แม้เยี่ยนจ้าวเกอจะตกใจแต่ก็ไม่ได้ว้าวุ่น

ความคิดยุ่งเหยิงใดๆ ที่ไม่จำเป็น ล้วนหายไปจนหมดสิ้น

เยี่ยนจ้าวเกอรวบรวมสมาธิ ความคิดในใจเหลือเพียงความคิดเดียวเท่านั้น ก่อนจะขับเคลื่อนมันออกไปด้วยความเร็วสูงสุด!

ดวงตาราชันสายฟ้า!

ในขณะเดียวกับที่ประกายกระบี่แทบจะแทงเข้ามาในร่าง นัยน์ตาขวาเยี่ยนจ้าวเกอพลันเจ็บแปลบอย่างรุนแรงช่วงหนึ่ง!

แสงสว่างสีม่วงอมน้ำเงิน เปล่งแสงออกมาจากด้านในดวงตาข้างขวาของเขา

ปราณของเหลวธาตุอัสนีมหาศาล แล่นทั่วร่างเยี่ยนจ้าวเกอศีรษะจรดปลายเท้าในชั่วพริบตา

กระตุ้นจุดลมปราณทุกแห่งทั่วกายเขา!

โครงกระดูกทุกท่อน!

เส้นลมปราณทุกสาย!

เลือดเนื้อทุกส่วน!

ชั่วพริบตาเดียว เยี่ยนจ้าวเกอระเบิดความเร็วเหนือกว่าระดับปกติของตนไปไกล ร่างกายพุ่งออกไปข้างหน้าประดุจกับสายฟ้าแลบ!

ก้าวออกไปก้าวหนึ่ง ประกายกระบี่ที่ลอบจู่โจมอยู่เบื้องหลัง คว้าน้ำเหลว!

ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ เส้นผมบนท้ายทอยเยี่ยนจ้าวเกอขาดกระจุย ปลิวไหวอยู่ในอากาศ ถึงขั้นที่หยดโลหิตเล็กๆ ไหลซึมออกมาบนผิวหนังอยู่รางเลือน

หลังจากกระบี่ของมหาปรมาจารย์ผู้นั้นล้มเหลว ก็ยังคงไม่ลดละ เขาเพิ่มพละกำลังไล่ตามหลังเยี่ยนจ้าวเกอไปติดๆ กระบี่ยาวในมือแทงออกไปทางชายหนุ่มอีกครั้ง!

ทว่าหลังจากที่หลบหลีกการซุ่มลอบโจมตีของกระบี่แรกที่อันตรายที่สุดและซ่อนเร้นมากที่สุดมาได้ เยี่ยนจ้าวเกอก็ยึดมั่นอยู่กับที่เรียบร้อยแล้ว

ปราณจิตราทั่วกายแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก แสดงกระบวนท่าหมัดวิญญาณสยบคลื่นออกมา

ทั่วทั้งร่างเยี่ยนจ้าวเกอคล้ายกับปรากฎเทพเต่าวับวาบ สรรพสิ่งกลับคืนสู่เหวน้ำลึก เก็บรักษาภายใน ไม่ให้เห็นร่องรอย

จิตของมหาปรมาจารย์มิชัดเจนอยู่ครู่หนึ่ง เขารู้สึกว่าเยี่ยนจ้าวเกอราวกับอันตรธานไปจากเบื้องหน้าต้นอย่างไรอย่างนั้น

เขารวบรวมสมาธิ ยึดตำแหน่งเยี่ยนจ้าวเกอใหม่อีกครั้ง แล้วแทงกระบี่ยาวออกไปต่อเนื่อง

กระนั้นขณะนี้แสงสว่างไสวสีแดงและสีเหลือง ส่องประกายวาบทั้งสลับกันบนร่างของเยี่ยนจ้าวเกอ เสื้อเกราะประหนึ่งเขาสูงตระหง่านก็ปรากฎออกมา ต้านทานคมกระบี่ของอีกฝ่ายเอาไว้

หนึ่งนั้นเป็นพลัง สองนั้นเริ่มเสื่อมโทรม สามนั้นสิ้นสุดลง

คมกระบี่ของมหาปรมาจารย์ผู้นั้นได้เสื่อมทรุดดั่งม้าตาย บัดนี้ไม่สามารถตีฝ่าการป้องกันของเกราะเขาสูงได้อีกต่อไปแล้ว

นัยน์ตาขวาของเยี่ยนจ้าวเกอทอประกายสายฟ้าแลบอีกครั้ง เท้าแตะเหยียบพื้นปฐพี ทั้งร่างพลิกหมุน พลิกฝ่ามือโจมตีไปที่ศีรษะของอีกฝ่าย!

ปราณจิตราทั้งกายที่อัดแน่นราวกับจุน้ำแข็งเย็นเยียบไว้มหาศาลก่อนหน้า ฉับพลันนั้นร้อนแผดเผาดุจเพลิง ระเบิดพลังชวนหวาดหวั่นออกมา ราวกับภูเขาไฟพ่นปะทุพรั่งพรู!

พลังความสามารถของเยี่ยนจ้าวเกอเหนือความคาดหมาย ทำให้อีกฝ่ายก็รับมือไม่ทันอยู่บ้างเช่นกัน

ก่อนลงมือพยายามคาดคะเนเผื่อเอาไว้ก่อนแล้ว กลับคาดไม่ถึงว่า สุดท้ายแล้วยังคงตีค่าเยี่ยนจ้าวเกอต่ำไปอยู่ดี

กระบวนท่ากระบี่ของผู้ลอบจู่โจมใช้ไปนานมากแล้ว อีกทั้งความเร็วและแรงระเบิดปะทุของเยี่ยนจ้าวเกอก็แก่กล้ายิ่งนัก ครู่เดียวเยี่ยนจ้าวเกอก็ตามมาประชิดกาย

แต่ไม่ว่าอย่างไรผู้มาเยือนก็คือยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ ไม่มีความลังเลแม้แต่นิด โจมตีแสกศีรษะด้วยฝ่ามือหนึ่งออกไปทางเยี่ยนจ้าวเกอเช่นกัน!

พลังฝ่ามือนั้นเปี่ยมไปด้วยพลังรุนแรง ชักนำไอมารโหมซัดสาดโดยรอบรวมเข้าด้วยกัน อานุภาพทวีความแข็งแกร่ง ประหนึ่งจอมมารผุดขึ้นบนโลกมนุษย์ก็มิปาน

พลานุภาพที่เกรียงไกร ด้วยพลังฝึกปรือของเยี่ยนจ้าวเกอ มีชั่วเสี้ยววินาทีหนึ่งที่หายใจติดขัด!

หากแต่ผู้ลอบจู่โจมพลันตื่นตัวระแวดระวัง เมื่อสบสายตาเยือกเย็นของเยี่ยนจ้าวเกอ ก็พบว่าแสงสายฟ้าสีม่วงอมน้ำเงินในดวงตาข้างขวาเยี่ยนจ้าวเกอแสบตามากขึ้นเรื่อยๆ

มหาปรมาจารย์ผู้นี้ลังเลไปชั่วขณะ

ท่ามกลางการต่อสู้อันดุเดือดเช่นนี้ ความลังเลเป็นเรื่องต้องห้ามยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยี่ยนจ้าวเกอไม่ใช่จอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ทั่วไปจะเทียบเทียมได้

หลังจากผู้ลอบจู่โจมคนนั้นลังเลเล็กน้อย ท้ายที่สุดก็ไม่ได้รื้อกระบวนท่า แต่เลือกที่จะถอยทัพ!

ทว่าด้วยสิ่งหนึ่งมลายหายไปสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นมาแทนที่ พลังฝ่ามือของเยี่ยนจ้าวเกอยิ่งทวีความบ้าคลั่ง!

สันฝ่ามือของเขากวาดผ่านหัวไหล่ศัตรูไป เพลิงดุสิตสีแดงอมม่วงลวงตาที่กลายสภาพมาจากปราณจิตราระเบิดออกมา ใช้เสื้อผ้าศัตรูเป็นเชื้อเพลิง แปรสภาพเป็นเปลวเพลิงสัจจะ ลุกโชนไม่ดับไป

มหาปรมาจารย์ผู้นั้นเงียบไม่พูดจา ถอยกายกลับอย่างต่อเนื่อง พาหัวไหล่ที่เพลิงดุสิตสีแดงอมม่วงยังไม่ดับไปด้วย ไม่แม้แต่จะหันศีรษะกลับ เร้นกายสู่ความมืดมนใหม่อีกครั้ง

นัยน์ตาข้างขวาของเยี่ยนจ้าวเกอส่องประกายแสงสายฟ้าเล็กน้อย ชายหนุ่มเงียบสงัดไม่พูดจา จิตสัมผัสของตนพัฒนาถึงขั้นสูงสุด ระแวดระวังทุกสิ่งทุกอย่างโดยรอบอย่างถี่ถ้วน ป้องกันศัตรูลอบโจมตีอีกครั้ง

การประมือของทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นภายในระยะช่วงเวลาสายฟ้าแลบเท่านั้น

ฝีมือต่อสู้ชั่วพริบตา เป็นการต่อสู้กันเอาเป็นเอาตาย

จนกระทั่งมหาปรมาจารย์ผู้นั้นถอยออกไป พ่านพ่านที่อยู่ข้างกายถึงได้แผดคำรามออกมา จ้องมองทิศที่อีกฝ่ายถอยร่นไปมิวางตา

เยี่ยนจ้าวเกอหยุดพ่านพ่านไว้ ยืนหลังชนหลังกับมัน ระแวดระวังเงียบๆ ครู่ใหญ่ หลังจากแน่ใจว่าอีกฝ่ายออกไปแล้ว ถึงได้หยุดพลังหมัดของตนลง

“ตกลงเป็นผู้ใดกันแน่?” รูปร่างลักษณะของอีกฝ่ายแล่นวาบในสมองเยี่ยนจ้าวเกอ

ตั้งแต่หัวจรดเท้าล้วนซ่อนเร้นอยู่ภายในชุดคลุมสีดำอำพรางกาย

บนศีรษะไม่เพียงแต่สวมหมวกกันลมเท่านั้น ใบหน้ายังสวมหน้ากากสีดำขลับอีกด้วย ทำให้ยากจะแยกแยะรูปโฉมได้

มีเพียงรูสองรูบนหน้ากากที่ทะลุออกมาเท่านั้น เผยเห็นดวงตาสีเหลืองเข้มคู่หนึ่ง ส่องแสงสีแดงจ้าวับวาบ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านี่คือผู้ที่ตกเป็นมาร

“ปกปิดตัวตนอย่างนั้นหรือ? คนที่ข้ารู้จัก?” เยี่ยนจ้าวเกอย่นหัวคิ้วขึ้น “แต่ไม่มีความหมายนี่ เป็นเพียงความคิดมารแฝงเร้นในใจแก่กล้าขึ้นเท่านั้น ไม่ได้ผนึกเข้ากับไอมารทั้งภายในและนอกจนกลายเป็นมารเข้าโดยสิ้นเชิง”

“มารเข้าแทรกโดยสิ้นเชิงแล้วไม่อาจย้อนคืน ความคิดมารภายในใจกับไอมารภายนอกผนึกเชื่อมกันเมื่อใด ก็จะกลายเป็นมารจนสำเร็จ ไม่มีความเป็นไปได้ที่จะปกปิดซุกซ่อนอีกต่อไปแล้ว เท่ากับว่าเปิดโปงฐานะตัวตนด้วยตนเอง ยังจะอำพรางอันใดอีก?”
บทที่ 184
เยี่ยนจ้าวเกอตบเรียกพ่านพ่านเบาๆ เดินไปพลาง ครุ่นคิดไปพลาง ‘คนผู้นั้นเมื่อครู่กักพลังความสามารถเอาไว้’

‘กลัวว่าตัวตนจะเปิดเผยเช่นนั้นหรือ? แต่ไม่เห็นมีความจำเป็นเลย เพราะเขาตกเป็นฝ่ายมารโดยสมบูรณ์แล้ว’

‘หรือว่าเขามีวิธีที่เปลี่ยนจากมารให้กลายเป็นมนุษย์ใหม่อีกครั้ง?’ เยี่ยนจ้าวเกอเลิกคิ้วเล็กน้อย ‘เพียงแต่กลิ่นไอของเขาคล้ายกับไอมารในแดนมารนี้อย่างยิ่ง การจะตกเป็นมารไม่ใช่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่เป็นแรมปี’

ชายหนุ่มส่ายศีรษะ ระงับข้อสงสัยภายในใจลงก่อนชั่วคราว แยกแยะเส้นทางตรงหน้าอย่างระมัดระวัง แล้วเดินต่อไปข้างหน้า

เดินไปได้ครู่หนึ่ง ในใจเยี่ยนจ้าวเกอพลันไหววูบ

ถึงแม้ว่าจะมีไอมารเป็นชั้นๆ ขวางกั้น ทว่ายังสามารถรู้สึกได้เลือนรางว่าไม่ไกลนัก มีคนกำลังประมือกันอยู่

เยี่ยนจ้าวเกรีบมุ่งไปข้างหน้า ท่ามกลางหมอกดำ ไม่นานนักก็มีรัศมีแสงปรากฎวับวาบ แนวตั้งแนวนอนตัดสลับกัน ต่อสู้กันจนโกลาหลอลหม่านไปหมด

ไอมารโดยรอบที่กระเพื่อมสาดซัด ล้วนกำลังแตกสลายไปไม่หยุด

ครั้นเห็นประกายกระบี่เปล่งประกายระยิบระยับเช่นนั้น เยี่ยนจ้าวเกอก็มุ่นคิ้ว “ศิษย์พี่สวี และ…ถังหย่งฮ่าวหรือ?”

รอจนเยี่ยนจ้าวเกอมาสมทบและเสียงเข้ามาใกล้ ก็เห็นว่าคนสามคนกำลังพุ่งเข้าหากัน ต่อสู้กันไม่หยุดยั้ง

เยี่ยนจ้าวเกอเพ่งมองอย่างรวดเร็ว อดถอนหายใจไม่ได้ เพราะไม่อยากเชื่อว่าจะได้พบเห็นศัตรูง่ายๆ เช่นนี้

หนึ่งในนั้น ก็คือคนชุดดำที่ลอบจู่โจมตนเองเมื่อครู่นี้

ส่วนอีกฝ่ายหนึ่ง แยกออกเป็นบุตรแห่งสวรรค์โปรดปรานที่เกิดในเขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ สวีเฟยและถังหย่งฮ่าว กำลังร่วมมือต่อสู้กับคนชุดดำอำพรางหน้าผู้นั้น

สำหรับทั้งสองคนแล้ว ไม่เคยร่วมมือกันต่อสู้กับศัตรูมาก่อน กลับจะเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งต่อกันมาโดยตลอดนับตั้งแต่เยาว์วัย

ทว่าบัดนี้ร่วมมือกันประจัญศัตรูครั้งแรก กลับปรากฎให้เห็นความเข้าใจกันออกมาเต็มร้อย ราวกับศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักที่อยู่ร่วมกันกันมาแรมปี

สวีเฟยและถังหย่งฮ่าวร่วมมือกัน ผู้หนึ่งรุกโจมตี ผู้หนึ่งตั้งรับป้อง ผู้หนึ่งเป็นกองหลัก ผู้หนึ่งเป็นกองเสริม ยอดวิชาฝ่ามือกระบี่ทั้งสองของสวีเฟย วิชากระบี่อำพันลี้ลับและกระบวนท่าฝ่ามืออำพันสำแดงออกไปพร้อมกัน ปราณทรงพลัง เรียบง่ายหนาหนัก ป้องกันได้อย่างดีเยี่ยม

ถังหย่งฮ่าวถือกระบี่หนึ่งในมือ เห็นเพียงประกายกระบี่ทั่วท้องฟ้า มืดฟ้ามัวดิน ประหนึ่งกับนำพาแสงสว่างไสวมาโดยรอบฟ้าดิน ในแดนมารอันมืดมน

คนแซ่ถังและแซ่สวีทั้งสองคน ไม่ว่าใครล้วนอยู่ในขั้นเคียงนภาสูงสุด ระยะทางสู่ขั้นมหาปรมาจารย์ห่างแค่ก้าวหนึ่งเท่านั้น

อีกทั้งพวกเขายังจัดว่าเป็นผู้โดดเด่นท่ามกลางศิษย์สืบทอดหลักแห่งเขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ บุตรแห่งสวรรค์ที่ไม่อาจโต้แย้งได้ และใช่ว่าจอมยุทธ์ขั้นฝ่านภาคนอื่นๆ จะเทียบเคียงได้

ขณะนี้ทั้งสองร่วมมือกันต่อสู้กับศัตรู ยิ่งเสริมอานุภาพยิ่งขึ้น

เพียงแต่คู่ต่อสู้ของพวกเขา เห็นได้ชัดว่าก็ไม่ใช่ง่ายๆ

ถึงแม้ว่าจะพะว้าพะวังเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าของเยี่ยนจ้าวเกอ หลังไม่บรรลุผลสังหารในการลอบโจมตีเดียวก็ถอยร่นไปทันที กระนั้นพลังความสามารถของคนชุดดำผู้นั้นก็โดดเด่นเหนือชั้นกว่าจอมยุทธ์ระดับขั้นเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย

บัดนี้เห็นเพียงว่าเขาผู้เดียวต่อศัตรูสองคน ต่อสู้กับสวีเฟยและถังหย่งฮ่าว แต่ยังคงมีกำลังเหลือ

ในฐานะผู้ที่ตกเป็นมาร เมื่ออยู่แดนมาร พลังความสามารถของเขายิ่งทวีคูณ

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูคนชุดดำผู้นั้นอย่างเย็นชา พร้อมร้องเรียกเสียงเบาว่า “พ่านพ่าน?”

บัดนี้พ่านพ่านจิตใจเชื่อมถึงเยี่ยนจ้าวเกอ ทั่วร่างจรดปลายเท้าปรากฎเปลวเพลิงสีขาวขึ้น

เปลวเพลิงสีขาวเหล่านี้หดตัวลง รวมตัวกันไม่หยุดยั้ง จนท้ายที่สุดก็แปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงเล็กสีขาวดุจน้ำนม

เปลวเพลิงสีขาวประหนึ่งกับปีศาจตัวน้อยที่กำลังกระโดดโลดเต้นตนหนึ่ง ไม่เหมาะกับร่างใหญ่ยักษ์ของพ่านพ่านอย่างยิ่ง

ทว่าภายในกลับเปี่ยมไปด้วยพลังรูปแบบหนึ่งที่ทำให้ผู้คนหวาดผวาราวกับจะทำลายล้างให้พินาศไป!

กระบี่วิญญาณมังกรมรกตอยู่ในมือเยี่ยนจ้าวเกอ ในดวงตาขวาทอแสงสายฟ้าสีม่วงอมน้ำเงิน

ปราณจิตราทั่วร่างกลายเป็นร้อนรุ่มดุจเปลวเพลิง ชั่ววูบเดียวแรงระเบิดปะทุยกระดับจนถึงขีดสุด

เวลาต่อมามา ร่างเยี่ยนจ้าวเกอของหลอมรวมเข้ากับกระบี่ กระทั่งกายเหินขึ้นสู่อากาศ กลายสภาพเป็นแสงมรกตสายหนึ่งพร้อมกับกระบี่วิญญาณมังกรมรกต ตัดไปทางคนชุดดำอำพรางหน้าผู้นั้น!

บนแสงมรกต แสงเพลิงสีแดงก่ำส่องสว่างขึ้น สายฟ้าแลบฟ้าผ่ามากมายฟาดไม่หยุดยั้ง

ในโลกลวงตาที่แปรสภาพมาจากปราณจิตราของเยี่ยนจ้าวเกอ มังกรเขียวตัวหนึ่งปรากฏตัวทอดขวางกลางท้องฟ้า ทั่วร่างศีรษะจรดหางมีเสียงอัสนีฟาดฟ้าคำรนดังก้องกังวาน กระแสเสียงสะท้านฟ้า!

ในขณะเดียวกัน พ่านพ่านคำรามเสียงต่ำ เปลวเพลิงน้อยสีขาวน้ำนมนั่น ยิงไปทางคนชุดดำอำพรางหน้าผู้นั้นด้วยความเร็วยิ่ง ราวกับดาวตกก่อเกิดเพลิงอย่างไรอย่างนั้น

อัสนีแผดเผา!

ประกายกระบี่ของเยี่ยนจ้าวเกอดุจมังกร แหวกหมอกดำสุดลูกหูลูกตาออกในชั่วพริบตา โจมตีไปทางมหาปรมาจารย์ผู้นั้นพร้อมกันกับอัสนีแผดเผาของพ่านพ่าน

แม้ว่าจะอยู่ในการต่อสู้ดุเดือด ทว่าอย่างไรเสียคู่ต่อสู้ก็เป็นมหาปรมาจารย์ ทั้งยังเป็นการต่อสู้ในแดนมารอีกด้วย เขามีประสาทสัมผัสแก่กล้า จึงสังเกตเห็นเยี่ยนจ้าวเกอและพ่านพ่านเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว

เยี่ยนจ้าวเกอไม่พูดพร่ำ ก็ลงมือทันใด โหมเข้าโจมตียิ่งรุนแรงอย่างมาก

สวีเฟยและถังหย่งฮ่าวก็ไม่เกรงใจเช่นกัน โอกาสมาถึงแล้วก็ฉวยเอาไว้โดยมิลังเล สองกระบี่ปล่อยออกไปพร้อมกัน รุกโจมตีมหาปรมาจารย์ชุดดำผู้นี้ราวกับผลักภูเขาพลิกทะเลอย่างไรอย่างนั้น

คู่ต่อสู้ที่สวมหน้ากากผู้นี้ เผชิญกับการร่วมมือกันโจมตีของยอดฝีมือเยาว์วัยทั้งสาม เขาขยับข้อมือที่ถือกระบี่ไปตามจิตใต้สำนึก

ทว่าไม่นานนัก การเคลื่อนไหวของเขาให้หยุดนิ่ง ถอยอีกครั้ง ถอนกายออกไปอย่างว่องไว!

เพียงแต่การโจมตีของทั้งสามกับพ่านพ่านล้วนรุนแรงอย่างยิ่ง การถอยหนีครั้งนี้ของอีกฝ่าย ด้วยการลากดึงการไหลเวียนปราณ ยิ่งเป็นโจมตีไปโดยใช้พลังเทียมฟ้า

เสียงฮึดฮัดอู้อี้ส่งผ่านมาในอากาศ มหาปรมาจารย์ยอดฝีมือยิ่งใหญ่คนนี้ ได้รับบาดเจ็บจากน้ำมือของพวกเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว

เพียงแต่ว่าพลังความสามารถของเขาก็แก่กล้าอย่างแท้จริงเช่นกัน อาศัยชัยภูมิอันได้เปรียบของแดนมาร หลีกหนีไปอย่างฉับไว

ในใจของบุรุษผู้นี้คิดหนี กลุ่มของเยี่ยนจ้าวเกอเองก็ยากยิ่งจะรั้งเขาเอาไว้

เยี่ยนจ้าวเกอเก็บกระบี่วิญญาณมังกรมรกตที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา สายตามองไปยังสวีเฟยและถังหย่งฮ่าว

ไกลออกไป ซือคงจิงที่รู้ว่าความสามารถของตนเองไม่มากพอ ก็ฉลาดพอที่จะมิเข้าไปใกล้ ทว่าเวลานี้เองกลับรุดหน้าเดินเข้ามา

เมื่อเห็นสายตาที่เยี่ยนจ้าวเกอมองถังหย่งฮ่าว สวีเฟยก็เอ่ยทันทีว่า “ข้าและศิษย์น้องซือคงจิงเจอคนลอบจู่โจมศิษย์พี่ถัง จึงลงมือช่วยเหลือ”

ถังหย่งฮ่าวกล่าวอย่างสงบนิ่งว่า “นพยมโลก ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ล้วนเป็นศัตรูร่วมในโลกแปดพิภพของข้า”

เขาเองก็ไม่ใช่คนที่ดื้อรั้นหัวแข็ง มุ่งมั่นไม่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

ถ้าหากผู้ที่ประมือกับสวีเฟย คือยอดฝีมือมหาปรมาจารย์แห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ก็ตำหนักอัสนีสวรรค์ แม้ว่าถังหย่งฮ่าวจะไม่เคยชินนัก แต่เขาก็จะไม่เอาบรรทัดฐานของตนไปร้องขอผู้อื่น

สวีเฟยคือผู้โดดเด่นรุ่นเยาว์แห่งเขากว่างเฉิง อนาคตในภายภาคหน้ายังอีกยาวไกลนัก

ผู้อาวุโสสำนักหรือยอดฝีมือตำหนักอัสนีสวรรค์ที่ผูกมิตรต้องการจะถอนรากถอนโคนเขาเสียเนิ่นๆ ถังหย่งฮ่าวจะไม่ฟังคำสั่งล้อมจู่โจม แต่ก็จะไม่รุดหน้าขัดขวางเช่นกัน

ถึงกระนั้นหากเป็นการประสบภัยอันตราย หรือไม่ก็ศัตรูร่วมโลกแปดพิภพเช่นปีศาจอัคคี และนพยมโลกเช่นนี้ก่อความอันตรายแก่สวีเฟย เช่นนั้นถังหย่งฮ่าวก็จะลงมือช่วยเหลือโดยมิลังเลแม้สักนิด

ต่อให้ภายหลังตัวเขาเองจะต่อสู้จนพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินกับสวีเฟยอีกครั้งแบบเจ้าตายข้าอยู่ก็ตาม

เยี่ยนจ้าวเกอมองไปยังถังหย่งฮ่าว ผงกศีรษะอย่างช้าๆ “ขอบพระคุณน้ำใจศิษย์พี่ถังที่ช่วยเหลือ”

ถังหย่งฮ่าวถอนหายใจยิ้มพลางกล่าวว่า “ศิษย์น้องเยี่ยนกล่าวเกินไปแล้ว กระบี่เมื่อครู่ของศิษย์น้องเยี่ยนต่างหาก ที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง ทำให้โลกทัศน์ของข้าเปิดกว้าง”

เยี่ยนจ้าวเกอรู้ดีว่าคนผู้นี้มีแต่การต่อสู้ จนนิสัยกลายเป็นซื่ออยู่บ้างเพียงใด ด้วยเหตุนี้จึงยิ้มน้อยๆ เช่นกัน “ศิษย์พี่ถังชมเกินไปแล้ว”

เมื่อมองไปรอบๆ เยี่ยนจ้าวเกอก็เอ่ยถาม “ตัวศิษย์พี่ถังอยู่ตรงนี้ ไม่ทราบว่าเหล่าศิษย์ร่วม…”

ถังหย่งฮ่าวกล่าวตอบ “ศิษย์น้องหวงเจี๋ยดูแลพวกเขาอยู่ ในตอนที่ข้าจมดิ่งสู่ดินแดนมารแห่งนี้ ก็พลัดกับพวกเขาแล้ว บัดนี้กำลังตามหาอยู่”

เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินเช่นนั้น หรี่ตาลงเล็กน้อยชั่วครู่

ในคำพูดของถังหย่งฮ่าวเมื่อครู่ เผยข้อมูลมากมายออกมาโดยไม่ได้เจตนา…
บทที่ 185
คำตอบที่ถังหย่งฮ่าวตอบตามใจประโยคหนึ่ง เยี่ยนจ้าวเกอกลับได้ยินสิ่งต่างๆ มากมายจากในนั้น

หนึ่งในนั้นคือ หวงเจี๋ยเป็นดั่งคมในฝักดังคาด วรยุทธ์และพลังความสามารถของเขาไม่ต่ำต้อยเลย

สองคือ เกินกว่าครึ่งหวงเจี๋ยไม่ใช่มหาปรมาจารย์ชุดดำคนนั้นที่ลอบจู่โจมตนและสวีเฟยเมื่อสักครู่ มีคนสกัดการเคลื่อนไหวของเขาไว้

นอกเสียจากศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนอื่นที่จมดิ่งลงสู่แดนมารครั้งนี้จะสิ้นชีพทั้งหมดอย่างแน่นอน เช่นนั้นการตกเป็นผู้ต้องสงสัยของหวงเจี๋ยจะเพิ่มสูงขึ้นอีก

เยี่ยนจ้าวเกอนวดหว่างคิ้ว ถามต่อไปว่า “ตั้งแต่ที่เกาะลอยตกลงมาก่อนหน้า ข้าเห็นศิษย์พี่ถังอยู่ด้วยกันกับคนของตำหนักอัสนีสวรรค์ พวกเขาเป็นเช่นไรบ้างแล้ว”

ถังหย่งฮ่าวกล่าว “ตอนที่ตกลงพื้นไม่ได้มีอันตราย ไม่มีผู้ใดตกลงไปในหลุมดำ แต่ขณะที่ถูกแดนมารดูดกลืน พวกข้าพลัดหลงกับศิษย์น้องเสียจื่ออี้”

“ภายหลังประสบกับมหาปรมาจารย์อาวุโสท่านหนึ่ง ตำหนักอัสนีสวรรค์ก็เร่งมาสนับสนุน และล้อมปราบจอมยุทธ์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต กลุ่มศิษย์น้องเฉินหลินก็ตามผู้อาวุโสท่านไปนั้น ส่วนข้าก็ตามหาพวกศิษย์น้องหวง”

ขณะที่พูด ถังหย่งฮ่าวชูมือซ้ายของตนขึ้น บนข้อมือมีจี้เล็กๆ อันหนึ่งช่วยเอาไว้ ส่องแสงประหนึ่งแสงอาทิตย์ท่ามกลางเขตไอมารอันมืดมน

“อาศัยสิ่งนี้ ข้าสามารถลองหาตำแหน่งของพวกศิษย์น้องหวงได้ เพียงแต่ภายในแดนมาร จะยิ่งทวีความยากลำบากอย่างมาก”

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า สวีเฟยจึงถามขึ้นว่า “จ้าวเกอ ตอนนี้เจ้าวางแผนไว้ว่าอย่างไร”

“อืม จริงๆ แล้วข้าคิดที่จะเข้าไปส่วนลึกของทะเลสาบปิดนภา เขตศูนย์กลางค่ายกลสีดำนั่น” หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอมองถังหย่งฮ่าวแวบหนึ่งแล้ว จึงเอ่ยขึ้นอย่างมิสะทกสะท้าน

สวีเฟยและถังหย่งฮ่าวต่างก็ตะลึงงั้นไปเล็กน้อย “เหตุใดเจ้าถึงปรารถนาจะทำเช่นนั้น?”

เยี่ยนจ้าวเกอพูดอธิบาย “แผนการของเหล่าผู้อาวุโสปรากฎช่องโหว่อย่างชัดเจน นั่นหมายความว่าในบรรดายอดฝีมือระดับสูงแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ทั้งหกของพวกเรา ยังมีไส้ศึกของนพยมโลกอยู่”

“ด้วยเหตุนี้แผนการของพวกเรา ยิ่งจะถูกศัตรูใช้ประโยชน์เสียด้วยซ้ำไป แผนสำรองเองก็เกรงว่ารั่วไหลด้วยเช่นกัน การทำลายของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตไม่มีทางที่จะไม่มีการป้องกัน”

ในดวงตาทั้งสองของเยี่ยนจ้าวเกอมีแสงเย็นทอประกายเล็กน้อย “ดังนั้น ข้าเตรียมที่จะเพิ่มตัวแปรให้แก่พวกมัน เติมวัตถุดิบให้กับอาหารหลักจานนี้ของพวกมันสักหน่อย”

สำหรับจอมยุทธ์ปรมาจารย์คนหนึ่งเช่นเยี่ยนจ้าวเกอ จะเพิ่มตัวแปรแก่สถานการณ์ในการต่อสู้ระดับชั้นมหาปรมาจารย์อย่างไรนั้น สวีเฟยและถังหย่งฮ่าวไม่ได้เอ่ยถามให้มากความ

สวีเฟยเพ่งมองเยี่ยนจ้าวเกอ “ให้เจ้าไปเสี่ยงภัยผู้เดียวไม่ได้ ข้าจะไปกับเจ้าเอง”

เขามองทางเยี่ยนจ้าวเกอ “ได้ยินว่าจ้าวเกอได้เศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นหนึ่งแล้ว บางทีเจ้าอาจจะมีความสามารถและอาวุธวิเศษโดดเด่นจริงๆ”

“วิจารณ์ด้วยจิตใจสงบ ไม่ว่าจะเป็นข้าในตอนนี้ หรือจะเป็นศิษย์พี่ถัง คิดอยากจะเข้าไปพัวพันกับสถานการณ์การต่อสู้ของยอดฝีมือมหาปรมาจารย์ระดับสูง ต่างก็มีความสามารถไม่มากพอ”

“ทว่าภายในแดนมารขณะนี้ นอกจากยอดฝีมือมหาปรมาจารย์ระดับสูงแล้ว ยังมีปรมาจารย์ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตคนอื่นๆ มากมาย แม้กระทั่งเป็นจอมยุทธ์มหาปรมาจารย์ระดับกลางและระดับต่ำ ยกตัวอย่างเช่นคนผู้นั้นเมื่อครู่”

“ข้าเองไม่มีความสามารถพอ โดยภาพรวมแล้วไม่อาจช่วยเหลือได้ แต่ระหว่างทางอาจช่วยเจ้าประหยัดเวลาและกำลังวังชาได้อยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยายามสงวนพลังของเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์เท่าที่จะมากได้ ถึงอย่างไรก็คือเศษชิ้นส่วน ไม่ใช่อาวุธศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ใช้พลังจนค่อยๆ หมดไป เกินกว่าครึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาพักฟื้นถึงจะสามารถฟื้นคืนได้”

ถังหย่งฮ่าวกล่าวอย่างใจกว้างเช่นกันว่า “นับข้าด้วยคน”

ตอนนี้ภาพรวมเป็นสำคัญ สถานการณ์คับขัน เยี่ยนจ้าวเกอเองก็ไม่ได้เอะอะโวยวายหรือพูดจาให้มีพิธีรีตองเช่นกัน เขาผงกศีรษะทันที “ตามนี้ ขอบคุณศิษย์พี่ทั้งสองท่าน”

สิ้นเสียง เยี่ยนจ้าวเกอก็ตบหลังพ่านพ่านเบาๆ “พาศิษย์น้องซือคงขึ้นไป ระวังมัดระวังเร้นกายให้ดี คอยการช่วยเหลือของผู้อาวุโส หรือไม่ก็รอจนกว่าเรื่องจะจบ”

ซือคงจิงที่แต่ไรมานั้นใจเย็น แววตาเผยความขัดเคืองอย่างยากจะได้เห็น

นางไม่ได้เคืองที่เยี่ยนจ้าวเกอและสวีเฟยไม่พานางไป แต่เสียดายที่พลังฝึกปรือของตนเองต่ำเกินไป ในสถานการณ์แบบนี้นอกจากจะช่วยเหลือไม่ได้แล้ว จะกลายเป็นตัวถ่วงเสียมากกว่า

เยี่ยนจ้าวเกอมองนางพลางเอ่ย “พวกเราต้องเข้าไปลึกกว่านี้ พาเจ้าเข้าไปด้วย จะยิ่งอันตรายไปใหญ่”

“ศิษย์น้องซือคง มีพ่านพ่านปกป้องเจ้าอยู่ ไม่ประสบพบกับปรมาจารย์ขั้นฝ่านภาและมหาปรมาจารย์ก็ไม่เป็นไร เพียงแต่บัดนี้ศัตรูมากมายยิ่ง พวกเจ้ารอบคอบจะเป็นการดีที่สุด”

ซือคงจิงสูดหายใจลึกคำหนึ่ง อารมณ์กลับคืนสู่ความสงบโดยสิ้นเชิง ผงกศีรษะพูดว่า “ศิษย์พี่เยี่ยนวางใจได้ ข้าเข้าใจ พวกท่านเองก็ระมัดระวังด้วยเช่นกัน”

เยี่ยนจ้าวเกอตบๆ หัวพ่านพ่านเบาๆ “อาหู่กับพ่านพ่านก็เจนจัดอย่างยิ่งเช่นกัน ในแดนมารตอนนี้สามารถพยายามค้นหาได้ นานขนาดนี้แล้วยังไม่ถึง หากไม่ใช่ประสบศัตรู เช่นนั้นก็คงห่างกันไม่ไกลเช่นกัน”

“เวลาข้าคับขัน รอคอยอาหู่ไปพร้อมกันไม่ทัน แต่พวกเจ้ารอเขาได้ พบกับอาหู่แล้ว ขอเพียงไม่ประสบพบมหาปรมาจารย์ พวกเจ้าก็ไม่เป็นอันตราย”

“อย่าได้หยุดอยู่ที่เดิม ป้องกันคนเมื่อครู่ย้อนกลับมา”

พ่านพ่านตัดใจมิลงที่จะแยกจากอยู่บ้าง เยี่ยนจ้าวเกอส่ายศีรษะหามัน เจ้าตัวโตทำได้เพียงแบกซือคงจิงเดินออกไปอีกทางด้วยความน้อยใจ

ชายหนุ่มและศิษย์พี่ทั้งสองเคลื่อนกายทันที

“ความรู้เมื่อถึงยามใช้ถึงได้เข้าใจว่ามีน้อยไป หลังจากผ่านเรื่องนี้ไป จำต้องศึกษาค้นคว้าค่ายกลให้ดี”

ความรู้ซึ้งในเรื่องค่ายกลของเยี่ยนจ้าวเกอเหนือชั้นกว่าจอมยุทธ์ระดับเดียวกันอยู่มากโข ถึงอย่างนั้นหากผู้ควบคุมค่ายกลของอีกฝ่ายคือมหาปรมาจารย์ผู้หนึ่ง เช่นนั้นความห่างชั้นในแง่พลังฝึกปรือ ก็จะส่งผลให้เกิดความห่างชั้นด้านความสามารถในการอนุมานและพลังควบคุมค่ายกล ซึ่งไม่ได้ชดเชยเสริมเติมได้ง่ายเช่นนั้น

หนทางแห่งการคาดคะเน เยี่ยนจ้าวเกอพาสวีเฟยและถังหย่งฮ่าวเดินทางลึกเข้าไปตลอดหนทางสู่แดนมาร

แม้ว่าจะเอาตนเองเข้าไปท่ามกลางไอมารเป็นชั้นๆ กระนั้นทั้งสามก็ยังรู้สึกได้ถึงการปะทะของพลังและการผันแปรของพลังชีวิตอันดุเดือดจากโลกภายนอก

เห็นได้ชัดว่าการสู้รบดุเดือดยังคงดำเนินต่อเนื่อง อีกทั้งยังเข้าสู่ช่วงตึงเครียดถึงขีดสุดแล้ว

แม้ว่าภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตจะใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบของความวุ่นวายคิดบัญชีได้สำเร็จ แต่ราวกับว่าในด้านของพลังความสามารถโดยรวมยังคงค่อนข้างอ่อนด้อยอย่างเห็นได้ชัด

ถึงอย่างไรเขตไอมารยิ่งเสถียรมากขึ้นเรื่อย ตามกาลเวลาที่ผ่านพ้นไป พลังปราณน่าหวาดผานั่นที่ต้นต่อมาจากนพยมโลกก็น่าหวาดกลัวมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

หากไม่สามารถแก้ไขให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เช่นนั้นสถานการณ์จะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในชั่วเสี้ยววินาที ตามการแยกออกอย่างแท้จริงของรอยแยกนพยมโลกเป็นแน่

เห็นได้ชัดว่าจอมยุทธ์ของแต่ละดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ต่างก็เข้าใจจุดนี้ การรุกโจมตียิ่งดุเดือดรุนแรงมากยิ่งเรื่อยๆ พลังบ้าระห่ำก่อกวนเขตไอมารมิขาดสาย

เยี่ยนจ้าวเกอและอีกสองคนเดินไป เบื้องหน้าก็พลันมีแสงสีดำมหึมาสายหนึ่งทอแสงขึ้น อาคมยันต์นับพันนับหมื่นเคลื่อนย้ายหมุนเวียนไม่หยุด

นี่คืออักขระค่ายกลแถวหนึ่งในค่ายกลแสงสีดำมหึมาที่อยู่ก้นทะเลสาบปิดนภานั่น

อักขระค่ายกลที่ใหญ่และหนา ด้วยผลกระทบจากส่วนนอก บัดนี้แตกร้าวในชั่วเวลาฉับพลัน!

การแตกร้าวนี้ทำให้เขตไอมารแถบใกล้เคียงพังทลายด้วยเช่นกัน คลองหงโกวมหึมาตัดสลับมากมายฉีกแยกออก

กลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอพลันถูกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ทำให้ได้รับอันตรายอย่างยิ่ง ทั้งสามตกลงไปยังน้ำลึกเบื้องล่างทันที

“สถานการณ์เหนือความคาดหมายที่โหมเข้ามานี้…” เยี่ยนจ้าวเกอส่ายหัวเล็กน้อย ด้วยการก่อกวนของไอมาร ตนเองจึงขับเคลื่อนปราณจิตราลอยตัวได้ยากยิ่ง

ทว่ามิยากเกินความสามารถของเยี่ยนจ้าวเกอ ถึงแม้ว่าอยู่ต่อหน้าถังหย่งฮ่าวจะมิค่อยเหมาะสมอยู่บ้างเล็กน้อย แต่มือก็ยังโบกกงจักรเพลิงสุริยะ อาวุธวิญญาณบินออกมา วาดเส้นโค้งออกมาสายหนึ่ง

เยี่ยนจ้าวเกอเหยียบไปบนกงจักรเพลิงสุริยะเล็กน้อย ก่อนจะพุ่งพรวดออกจากน้ำลึก กงจักรเพลิงสุริยะวาดเส้นโค้งออกมาอีกแถวหนึ่ง บินกลับมาในมือของเขา

อีกฟากหนึ่ง สวีเฟยและถังหย่งฮ่าวก็ใช้วิธีการของแต่ละคนดีดตัวออกมาจากน้ำลึกเช่นกัน

ทว่ารอยแยกน้ำลึกขยายใหญ่อย่างต่อเนื่อง ไอมารโหมซัดสาดพุ่งออกมาจากด้านในนั้น ทำให้ทั้งสามแยกออกจากกัน ยากที่จะร้องเรียกและขานรับ

เขตไอมารกำลังบิดเบี้ยว ระยะทางระหว่างทั้งสามคนยิ่งไกลออกไปเรื่อยๆ มินานนักก็ยากจะมองเห็นกันและกัน

เยี่ยนจ้าวเกอส่ายหัว ในใจรู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อย แล้วหันกลับไปมอง

เขาเห็นเงาร่างของคนคนหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป กำลังค่อยๆ เดินมาทางด้านนี้